48 ทะเบียนวิจัยปี 2569การวิจัยเพื่อให้ได้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของอ้อยและสมบัติของดินในพื้นที่ปลูก ยังไม่มีการนำข้อมูลความเหมาะสมของที่ดินในการปลูกพืชเศรษฐกิจตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก Agri-Map มาพิจารณาร่วมกับการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อย ทำให้การจัดการปุ๋ยในการผลิตอ้อยยังไม่เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ จากปัญหาดังกล่าวหากมีแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแก้ไขปัญหาและลดข้อจำกัดของดินในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญ จะช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับผลผลิตอ้อยในภาพรวมของประเทศได้ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง เพื่อให้ได้แนวทางการปรับปรุงดินและ การจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลผลิตอ้อยเพิ่มและสามารถไว้ตอได้มากขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางปรับปรุงดินและจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารสำหรับการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรีที่ดินมีความเหมาะสมปานกลาง เพื่อเป็นแนวทางการเพิ่มผลผลิตอ้อยและความสามารถในการไว้ตอ9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อพีวีซีสายน้ำหยด วาล์น้ำหยด ปั๊มน้ำ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0, 46-0-0, 18-46-0 และ 0-0-604) วัสดุปรับปรุงดิน ได้แก่ ปุ๋ยคอก (มูลวัว) กรดโพแทสเวียมฮิวเมท5) ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต6) ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-37) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบ พลั่วมือถังพลาสติก หนังยาง และปากกาเคมี8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สารเคมีป้องกันและกำจัดวัชพืช11) ไม้วัดความสูง12) Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ13) อุปกรณ์ วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer14) ตาชั่งสำหรับชั่งน้ำหนัก
49 ทะเบียนวิจัยปี 256915) วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ดินสอ ปากกา สมุดบันทึก ปากกาเคมี กระดาษกาวย่นเชือกฟาง)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 6 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีวิธีการปรับปรุงดิน จำนวน 6 กรรมวิธี ได้แก่1) ไม่ปรับปรุงดิน (กรรมวิธีควบคุม)2) ปรับปรุงดิน 3) ไม่ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-34) ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-35) ไม่ปรับปรุงดิน+ ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต6) ปรับปรุงดิน+ ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตหมายเหตุ : - ทุกกรรมวิธีใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ถ้าดินมี pH มากกว่า 7 ใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจน ถ้าดินมี pH น้อยกว่า 7 ใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจน- กรรมวิธีการปรับปรุงดิน ใช้ปุ๋ยคอก (มูลวัว) อัตรา 1 ตันต่อไร่ รองพื้นก้นร่อง ร่วมกับกรดโพแทสเซียมฮิวเมท อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นลงดินบริเวณก้นร่อง (กรรมวิธีการปรับปรุงดินที่มีประสิทธิภาพจากการทดลองในปี 2568)- กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3 : ผสมปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3 จำนวน 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 100 ลิตรต่อไร่ ฉีดพ่นบนท่อนพันธุ์อ้อย ก่อนกลบร่องอ้อย ในขณะที่ดินมีความชื้น - กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต : ผสมปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตรต่อไร่ แล้วฉีดพ่น/รด ลงดินบริเวณก้นร่อง 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยในกลุ่มที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 1 แปลง เพื่อศึกษาการปรับปรุงดินที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการจัดการธาตุอาหาร 2) ก่อนปลูกอ้อยเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และสมบัติทางกายภาพของดิน ได้แก่ ความหนาแน่นรวม และเนื้อดิน3) เตรียมท่อนพันธุ์ โดยใช้พันธุ์ กวก.ขอนแก่น 3 สับเป็นท่อน ท่อนละ 2 ตา (คัดเฉพาะตาที่มีความสมบูรณ์)
50 ทะเบียนวิจัยปี 25694) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร โดยใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ใช้ระยะปลูก 1.5 x 0.50 เมตร ในแต่ละแปลงย่อยมี 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร พื้นที่เก็บเกี่ยว 3 x 8 เมตร5) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ (0.5N-P2O5-K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่าของคำแนะนำ เมื่ออ้อยอายุ 4-5 เดือน6) การให้น้ำ ทุกกรรมวิธีมีการวางสายน้ำหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำแบบหยด 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก ที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยปลูกอายุ30 - 45 วัน3) จำนวนหน่อต่อกอ จำนวนกอต่อไร่ และความสูง เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (2 แถวกลาง) โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ3 เดือน ได้แก่ ความสูง จำนวนกอต่อไร่ จำนวนหน่อต่อกอ และจำนวนหน่อต่อไร่ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย5) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ 6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนกอต่อไร่ จำนวนลำต่อกอ และจำนวนลำต่อไร่ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย6) ผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำเส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ ความหวาน (ซีซีเอส) และผลผลิตน้ำตาล (ตันซีซีเอสต่อไร่)7) สภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโตของอ้อยปลูก8) การเข้าทำลายของโรคและแมลง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสรุปผลการทดลอง9) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ย ต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)
51 ทะเบียนวิจัยปี 256910. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี 2568 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 97,600 76,200 1,700 1,600 177,100
52 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจ2. ชื่อโครงการวิจัย 22.3 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม 1. วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่ภาคกลางที่ดินมีความเหมะสมปานกลาง4. ชื่อการทดลอง 1.4 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารในการผลิตอ้อยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีที่ดินมีความเหมะสมปานกลาง5. ดำเนินงานหัวหน้า วาสนา วันดีผู้ร่วมงาน สุมาลี โพธิ์ทอง ระพีพันธุ์ ชั่งใจศุภกาญจน์ ล้วนมณี สมบูรณ์ วันดีสุจิตรา พิกุลทอง สายสมร เกียรติกุล6. หลักการและเหตุผลพื้นที่ปลูกอ้อยของประเทศไทยมีประมาณ 11.13 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง เหนือ และตะวันออก ซึ่งมีข้อจำกัดของพื้นที่ปลูกที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ได้ผลผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูงและได้รับผลตอบแทนต่ำหรือขาดทุนในบางปี พื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานของจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) มีการกระจายตัวอยู่ในอำเภอหนองหญ้าไซ ด่านช้าง และเดิมบางนางบวช ซึ่งมีข้อจำกัดทางกายภาพและทางเคมีบางประการ เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความเป็นกรดเป็นด่าง และความชื้น ที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของอ้อย ดังนั้นการปลูกอ้อยในพื้นที่ดังกล่าว จำเป็นต้องมีการปรับปรุงดินและจัดการธาตุอาหารที่ถูกต้อง เช่น การปรับปรุงค่ากรด-ด่างของดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ธาตุอาหารในดินอยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย การปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยเฉพาะด้านสมบัติทางกายภาพของดิน จะทำให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศดี สามารถกักเก็บน้ำได้ดี และมีการจัดการธาตุอาหารพืชที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการศึกษาวิธีการปรับปรุงดินด้วยวัสดุปรับปรุงดิน ได้แก่ ยิปซั่ม ปุ๋ยคอก โพแทสเซียมฮิวเมท ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และได้พิจารณาคัดเลือกวิธีการปรับปรุงดินที่มีประสิทธิภาพมาศึกษาร่วมกับ
53 ทะเบียนวิจัยปี 2569การจัดการธาตุอาหารในปี 2569 เพื่อหาแนวทางการปรับปรุงดินร่วมกับจัดการธาตุอาหารได้อย่างเหมาะสมในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยที่มีความเหมาะสมปานกลาง จังหวัดสุพรรณบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการปรับปรุงดินและการจัดการธาตุอาหารตามความเหมาะสมของที่ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 32) อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-604) โพแทสเซียมฮิวเมท5) ปุ๋ยมูลวัว6) ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต7) ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-38) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติกจอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน10) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)11) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)12) อุปกรณ์วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer13) ไม้วัดความสูง14) Vernier Caliper สำหรับใช้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ15) วัสดุ อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี กระดาษกาวย่น เชือกฟาง ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ 6 กรรมวิธี
54 ทะเบียนวิจัยปี 25699.2.2 กรรมวิธี1) ไม่ปรับปรุงดิน2) ปรับปรุงดิน3) ไม่ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-34) ปรับปรุงดิน + ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-35) ไม่ปรับปรุงดิน+ ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต6) ปรับปรุงดิน+ ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟตหมายเหตุ : - การปรับปรุงดิน คือ การใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 1 ตันต่อไร่ ร่วมกับ โพแทสเซียมฮิวเมท อัตรา 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร - ทุกกรรมวิธีใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0 เป็นแหล่งไนโตรเจน กรณีดินมี pH มากกว่า 7 และใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 กรณีดินมี pH น้อยกว่า 7- การใส่ปุ๋ยคอก ให้โรยรองพื้นก้นร่อง - การใส่โพแทสเซียมฮิวเมท ให้ฉีดลงบนดินบริเวณก้นร่อง- กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3 ให้ผสมปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-3 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณท่อนพันธุ์อ้อยพร้อมปลูก- กรรมวิธีที่มีการใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต ให้ผสมปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณก้นร่องพร้อมปลูก9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) คัดเลือกพื้นที่ปลูกอ้อยในกลุ่มที่มีความเหมาะสมปานกลาง (S2) ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 1 แปลง โดยพิจารณาจากผลวิเคราะห์ดินร่วมกับฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก Agri-Map ของจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อศึกษาการปรับปรุงดินที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการจัดการธาตุอาหาร2) ก่อนปลูกอ้อย เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติทางเคมีของดิน ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และสมบัติทางกายภาพของดิน ได้แก่ ความหนาแน่นรวม และเนื้อดิน3) เตรียมท่อนพันธุ์ โดยใช้พันธุ์ กวก. ขอนแก่น 3 สับเป็นท่อน ท่อนละ 2 ตา (คัดเฉพาะตาที่มีความสมบูรณ์)4) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร โดยใช้ท่อนพันธุ์ 2ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ใช้ระยะปลูก 1.5 x 0.50 เมตร ในแต่ละแปลงย่อยมี 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร พื้นที่เก็บเกี่ยว 3 x 8 เมตร
55 ทะเบียนวิจัยปี 25695) การใส่ปุ๋ย ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ (0.5N-P2O5-K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่าของคำแนะนำ เมื่ออ้อยอายุ 4 - 5 เดือน6) การให้น้ำ ทุกกรรมวิธีมีการวางสายน้ำหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำแบบหยด9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก ที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน3) จำนวนหน่อต่อกอ จำนวนกอ และความสูง เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (2 แถวกลาง)4) การเจริญเติบโตของอ้อยอายุ6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย5) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 6) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำ ที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโต7) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกอและหนอนเจาะลำต้น8) นำข้อมูลที่ได้มาการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี 2569 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570
56 ทะเบียนวิจัยปี 256912. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภคค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 97,600 76,200 1,600 1,600 177,000
57 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 27 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 27.6 วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 4. ทดสอบการใช้ชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดปลวกในอ้อยระบบอินทรีย์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน สุวัฒน พูลพาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี6. หลักการและเหตุผลในระบบการผลิตพืชอินทรีย์ ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรต้องประสบ ได้แก่ การมีแมลงศัตรูพืชรบกวน ในช่วงอายุการปลูกอ้อยจนถึงเก็บเกี่ยวนั้น อ้อยเป็นพืชที่มีอายุปลูกนานถึง 12 เดือน ทำให้มีแมลงศัตรูมีพืชอาหารเป็นเวลายาวนาน ศัตรูพืชสำคัญที่สามารถเข้าทำลายอ้อยได้ตั้งแต่ท่อนพันธุ์จนถึงเก็บเกี่ยวได้แก่ ปลวก โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาภัยแล้งรุนแรง ในเขตปลูกอ้อยภาคกลางและภาคเหนือ พื้นที่ปลูกที่มีลักษณะดินเป็นดินทราย เช่น ภาคกลางในเขตจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ส่งผลให้การระบาดของศัตรูพืชทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลราชบุรี และกาญจนบุรี ที่เข้าร่วมอบรมการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูอ้อย จัดโดยศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 - 27 มิถุนายน 2562 ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี พบว่า ในพื้นที่ปลูกอ้อยอำเภอจอมบึง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี พบการเข้าทำลายของปลวกในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรหลายรายปล่อยไว้ไม่ได้มีการกำจัด 7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตอ้อยโรงงานอินทรีย์ที่เหมาะสม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการใช้ไส้เดือนฝอยเพื่อกำจัดปลวกในการผลิตอ้อยอินทรีย์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงสายพันธุ์ไทย Entomopathogenic Nematode (Steinernema siamkayai Thai Strain (KP isolate) แบบพร้อมใช้
58 ทะเบียนวิจัยปี 25692) แปลงอ้อย3) อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธี ประกอบด้วย 9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 ใช้ Steinernema sp. Thai Strain อัตรา 5 ล้านตัว/น้ำ 7 ลิตรกรรมวิธีที่ 2 ใช้ Steinernema sp. Thai Strain อัตรา 10 ล้านตัว/น้ำ 7 ลิตรกรรมวิธีที่ 3 ใช้ Steinernema sp. Thai Strain อัตรา 15 ล้านตัว/น้ำ 7 ลิตรกรรมวิธีที่ 4 ใช้ Steinernema sp. Thai Strain อัตรา 20 ล้านตัว/น้ำ 7 ลิตรกรรมวิธีที่ 5 น้ำเปล่า จำนวน 7 ลิตร (กรรมวิธีควบคุม) 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ เตรียมแปลงทดสอบ1) เตรียมชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอยตามความเข้มข้นที่กำหนด2) สำรวจแปลงอ้อยของเกษตรกร โดยคัดเลือกพื้นที่ ที่มีจอมปลวกในแปลงปลูกอ้อย หรือ จอมปลวกที่ขึ้นบริเวณรอบแปลงอ้อย โดยเลือกแปลงที่พบจอมปลวกสม่ำเสมอที่สุด 3) โดยใช้สว่านเจาะจอมปลวกและใช้ไส้เดือนฝอยตามกรรมวิธีที่ 1 - 4 และน้ำเปล่าในกรรมวิธีที่ 5 ราดใส่จอมปลวกในรูที่เจาะไว้ หลังจากนั้นรุ่งขึ้น ขุดจอมปลวกเพื่อนำตัวปลวกจำนวน 20 ตัวต่อกรรมวิธี ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจดูการเข้าทำลายของไส้เดือนฝอย ราดไส้เดือนฝอยซ้ำทุก 7 วัน อีก 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้นจำนวน 3 ครั้ง โดยวันรุ่งขึ้นหลังการราดไส้เดือนฝอย ให้ขุดจอมปลวกเพื่อนำตัวปลวกจำนวน 20 ตัวต่อกรรมวิธี ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจดูการเข้าทำลายของไส้เดือนฝอย4) ใช้รังปลวก หรือจอมปลวก จำนวน 1 จอมปลวกต่อ 1 กรรมวิธี จะใช้รังปลวกหรือจอมปลวกทั้งหมด จำนวน 20 รัง 9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกจำนวนการตายของปลวกจากการสุ่มตัวอย่างปลวก กรรมวิธีละ 20 ตัว วิเคราะห์ข้อมูล (Analysis of variance, ANOVA และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย Duncan’s multiple rang test, DMRT)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จังหวัดสุพรรณบุรี 2569 4 ไร่
59 ทะเบียนวิจัยปี 256911. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2568สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256912. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภคค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 42,100 17,200 1,000 1,000 61,300
60 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 27 วิจัยและพัฒนาการผลิตพืชอินทรีย์2. ชื่อโครงการ 27.6 วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม วิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชไร่อินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 5. การทดสอบและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน สุวัฒน พูลพาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี6. หลักการและเหตุผลจากการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตอ้อยอินทรีย์ ปี 2565 - 2567 ได้นำผลจากการศึกษาด้านการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ การกำจัดวัชพืช และการใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสม ในพื้นที่ของศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี และศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น นำมาขยายผลสู่แปลงเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่ต้องการเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนสู่การปลูกอ้อยเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ และรองรับผู้ผลิตน้ำตาลที่ต้องการขยายตลาดน้ำตาลออร์แกนิค (Organic sugar) ที่มีราคาสูง สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และทางโรงงานน้ำตาลเองมีความต้องการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย์ ดังนั้นการผลิตอ้อยอินทรีย์เพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนสู่โรงงานน้ำตาล จะช่วยตอบโจทย์ให้กับผู้ผลิตน้ำตาลที่ต้องการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระบบอินทรีย์ หรือหากไม่นำอ้อยอินทรีย์มาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนำมาแปรรูป เช่น อ้อยงบ ไซรัป เพื่อรองรับความต้องการสินค้าอินทรีย์7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาศักยภาพการผลิตอ้อยอินทรีย์ที่เหมาะสม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.2 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) แปลงอ้อยของเกษตรกร ที่เป็นแปลงทดสอบจากการทดลอง “ทดสอบเทคโนโลยีการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคกลาง” ต. เขาชะงุ้ม อ. โพธาราม จ. ราชบุรีเป็นการดำเนินต่อเนื่องปีที่ 2
61 ทะเบียนวิจัยปี 25692) ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ปุ๋ยเกรด 15-15-15 และปุ๋ยมูลสุกรแห้ง3) รถแทรกเตอร์4) จอบหมุนกำจัดวัชพืช5) ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เช่น บีที แมลงศัตรูธรรมชาติ6) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ค่าซีซีเอส และวิเคราะห์ตัวอย่างดิน7) อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์บันทึกข้อมูล8) ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เช่น บีที แมลงศัตรูธรรมชาติได้แก่ แมลงหางหนีบขาวงแหวน9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2กรรมวิธีทดสอบเปรียบเทียบระหว่างการปลูกอ้อย 2 กรรมวิธี คือ 1) วิธีของเกษตรกร และ 2) วิธีของกรมวิชาการเกษตร โดยรายละเอียดมีดังนี้วิธีปฏิบัติ กรรมวิธีเกษตรกร กรรมวิธีทดสอบอ้อยปลูก อ้อยตอ อ้อยปลูก อ้อยตอการใส่ปุ๋ย - ใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกร ปฏิบัติปกติ(ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ร่วมกับมูลสุกรแห้ง 200 กก./ไร่ หรือ (ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 100-150 กก./ไร่) - ใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกรปฏิบัติปกติ(ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ร่วมกับมูลสุกรแห้ง 200 กก./ไร่ หรือ (ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 100 กก./ไร่) - ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน อัตรา 642 กก./ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง เมื่ออ้อยอายุ 1 และ 3 เดือน ร่วมกับพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ(อัตรา 1 ลิตร/น้ำ 100 ลิตรพ่นเมื่ออ้อยอายุ 1 2 และ 3 เดือน) - ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน อัตรา 642 กก./ไร่แบ่งใส่ 2 ครั้ง เมื่ออ้อยอายุ 1 และ 3 เดือน ร่วมกับพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ (อัตรา 1 ลิตร/น้ำ 100 ลิตร พ่นเมื่ออ้อยอายุ 1 2 และ 3 เดือน)การกำจัดวัชพืช - กำจัดตามที่เกษตรกร ปฏิบัติใช้จอบถาก หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช- กำจัดตามที่เกษตรกร ปฏิบัติใช้จอบถาก หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช- กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ใช้จอบหมุนปั่นหญ้าระหว่างแถว ร่วมกับใช้จอบเก็บหญ้าที่หลงเหลือในกออ้อย- กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ใช้จอบหมุนปั่นหญ้าระหว่างแถว ร่วมกับใช้จอบเก็บหญ้าที่หลงเหลือในกออ้อยการกำจัดโรคและแมลงศัตรู- การกำจัดโรคและ แมลงศัตรูตามวิธี ปฏิบัติของเกษตรกร- การกำจัดโรคและ แมลงศัตรูตามวิธีปฏิบัติของเกษตรกร- การกำจัดโรค หากพบแส้ดำ ดึงใส่กระสอบนำไปทิ้งนอกแปลง พบหนอนกออ้อย ใช้แมลงหางหนีบขาวงแหวนปล่อยในแปลง พบหนอน อื่น ๆ ใช้บีที ฉีดพ่น- การกำจัดโรค หากพบแส้ดำ ดึงใส่กระสอบนำไปทิ้งนอกแปลง พบหนอนกออ้อย ใช้แมลงหางหนีบขาวงแหวนปล่อยในแปลง พบหนอนอื่น ๆ ใช้บีที ฉีดพ่น
62 ทะเบียนวิจัยปี 25699.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขั้นตอนการดำเนินงาน วางแผนการทดสอบโดยอ้างอิงจาก อุดม และคณะ (2560) 1) ดำเนินการต่อเนื่องจากแปลงเกษตรกร ที่ทำการทดลองเมื่อปี 2568 2) เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 12 เดือน พื้นที่เก็บเกี่ยวรวม 180 ตารางเมตรต่อกรรมวิธี (เก็บเกี่ยว 10 จุดต่อกรรมวิธี) เพื่อเก็บข้อมูล เก็บตัวอย่างดินหลังเก็บเกี่ยวตรวจความอุดมสมบูรณ์ของดินในห้องปฏิบัติการ นำผลวิเคราะห์ดินและผล วิเคราะห์ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศที่ได้วิเคราะห์ไว้แล้ว มาคำนวณอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ โดยเทียบเคียงกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อย ของกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร 3) กำหนดกรรมวิธีการทดสอบ โดยนักวิชาการเกษตรกำหนดร่วมกับเกษตรกร 4) เกษตรกรทำแปลงทดสอบอ้อยด้วยตัวเอง โดยมีนักวิชาการเกษตรให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) เก็บเกี่ยวที่อายุ 12 เดือน บันทึกข้อมูลผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต คือ จำนวนปล้องต่อลำ ความยาวลำ ขนาดลำ น้ำหนักลำ จำนวนลำต่อกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยวต่อไร่ ผลผลิต ซีซีเอส และผลผลิตน้ำตาล2) ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ รายได้ ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 3) การระบาดของศัตรูพืช4) การวิเคราะห์ข้อมูล - วิเคราะห์ผลต่างของผลผลิต (Yield Gap Analysis) - เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ 2 กรรมวิธีแบบ T-test- วิเคราะห์สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio : BCR)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.ราชบุรี 2569 4 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2570
63 ทะเบียนวิจัยปี 256912. งบประมาณปี 2569 สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 34,300 12,900 900 1,000 49,100
64 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2. ชื่อโครงการวิจัย 39.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย4. ชื่อการทดลอง 1. ศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำหยดสำหรับการผลิตอ้อยในดินร่วน จังหวัดกาญจนบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี ระพีพันธุ์ ชั่งใจนงลักษ์ ปั้นลาย มณีรัตน์ รุจิณรงค์ นันทวัน มีศรี ณิชนันท์ พิเชียรสดใส6. หลักการและเหตุผลปัญหาสำคัญของการผลิตอ้อยของประเทศไทย คือ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตต่ำและไว้ตอได้น้อย การเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยในเขตอาศัยน้ำฝนและดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำจำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมร่วมกับการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพ แต่มักจะมีคำถามเสมอว่าเมื่อมีการให้น้ำเสริมโดยเฉพาะการให้น้ำแบบหยดซึ่งเป็นวิธีการให้น้ำที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ และสามารถให้ปุ๋ยไปพร้อมกับระบบน้ำด้วยได้ จะต้องให้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากอ้อยมีการแตกกอดี มีจำนวนลำต่อไร่สูงกว่าการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน หรือควรลดปริมาณการใส่ปุ๋ยลงหรือไม่ เนื่องจากการให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำมีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูงกว่าการให้ปุ๋ยทางดิน ซึ่งหากต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มหรือลด จะต้องเพิ่มหรือลดในปริมาณเท่าใด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักที่มีความสำคัญต่อการสร้างผลผลิตอ้อย แต่ภายใต้สภาพแห้งแล้งประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนของอ้อยจะลดลง หากมีการให้น้ำจะส่งผลให้อ้อยมีประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนเพิ่มขึ้น จึงได้ศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำหยดสำหรับการผลิตอ้อยในดินร่วนจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเป็นแนวทางการใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับความต้องการน้ำของอ้อย ส่งเสริมให้อ้อยมีการเจริญเติบโตดี มีผลผลิตสูง และสามารถไว้ตอได้หลายตอ
65 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำหยดสำหรับการผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำหยดสำหรับหารผลิตอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-8, 15-15-15, 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 0-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์ให้น้ำ (ท่อพีวีซี เทปน้ำหยดวาล์วน้ำหยด)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) เครื่องชั่งน้ำหนัก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุ/อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ วิธีการให้ปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 2 วิธี ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนทางดิน 2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำ (Fertigation) Sub Plot คือ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 4 อัตรา ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 50 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 100 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน3) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 150 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน4) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 200 % ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน
66 ทะเบียนวิจัยปี 2569หมายเหตุ :- ใช้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (กองวิจัยพัฒนา ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, 2564)- กรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทางดิน ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของทุกกรรมวิธี ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ (0.5N-P2O5-K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่า ของทุกกรรมวิธี เมื่ออ้อยอายุ 4-5 เดือน - กรรมวิธีที่มีการให้ปุ๋ยไนโตรเจนไปกับระบบน้ำ ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งแรกหลังปลูกอ้อยเสร็จ โดยใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 เท่าของทุกกรรมวิธี และใส่ไนโตรเจนอีก 0.5 เท่าของทุกกรมวิธี อีกครั้งเมื่ออ้อยอายุ 4-5 เดือน- ให้น้ำตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต โดยใช้ระบบน้ำหยด (Drip Irrigation)คำนวณการให้น้ำโดยพิจารณาจากสมดุลของน้ำ (water balance) ทุก 7 วัน เพื่อคำนวณปริมาณน้ำที่ต้องให้กับพืชตามสมการ ETc = Kc x ETo โดยใช้ค่าKc ของพันธุ์ขอนแก่น3 (กอบเกียรติ และคณะ, 2555)ETc คือ ปริมาณความต้องการน้ำของพืช (มม./วัน)Kc คือ สัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช (ใช้ค่าKc ของพันธุ์ขอนแก่น 3 ในการคำนวณ)Eto คือ ปริมาณการใช้น้ำของพืชอ้างอิง (มม./วัน) คำนวณตามวิธีของ Blaney and Criddle (FAO, 1986)ETo = p (0.46Tmean+8) โดยที่P คือ เปอร์เซ็นต์ประจำวันเฉลี่ยชองชั่วโมงกลางวันทั้งหมดในระยะ 1 ปี Tmean คือ ค่าอุณหภูมิประจำเดือนเฉลี่ย (C)Tmean คือ (Tmax + Tmin)/2Tmax คือ ผลรวมของอุณหภูมิสูงสุดระหว่างเดือน/จำนวนวันของหนึ่งเดือนTmin คือ ผลรวมของอุณหภูมิต่ำสุดระหว่างเดือน/จำนวนวันของหนึ่งเดือน9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำหยดในอ้อยตอ 1 โดยวางแผนและมีกรรมวิธีการทดลองเช่นเดียวกับอ้อยปลูก วิธีการปฏิบัติในอ้อยปลูก1) คัดเลือกพื้นที่แปลงเกษตรกรที่เป็นตัวแทนพื้นที่ปลูกอ้อยของจังหวัดกาญจนบุรี 2) รวบรวมวิธีการปฏิบัติในแปลงปลูกอ้อยของเกษตรกรตั้งแต่การเตรียมดินจนกระทั่ง เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะการให้น้ำและการใส่ปุ๋ย และรวบรวมข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับจากการขายผลผลิต
67 ทะเบียนวิจัยปี 25693) รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ทดลองย้อนหลัง 10 ปี ของจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลความต้องการน้ำของอ้อยเพื่อหาช่วงวันปลูกที่เหมาะสมเพื่อให้มีการให้น้ำเสริมตลอดระยะการเจริญเติบโตของอ้อยน้อยครั้งที่สุด4) ก่อนทดลองสุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนปลูก ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้5) ปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 24 แปลงทดลองย่อย ในแต่ละแปลงย่อยปลูกอ้อยจำนวน 6 แถว ๆ ยาว 8 เมตร โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์อ้อย 2 ท่อนต่อหลุม (ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน) เว้นระยะห่างระหว่างแปลงทดลองย่อย 2 เมตร ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนตามกรรมวิธีที่กำหนด ส่วนปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทช ใส่ครั้งเดียวเต็มอัตรารองพื้นพร้อมปลูก พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร (2 แถวกลาง แต่ละแถวยาว 8 เมตร) 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติดินที่ความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH)ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่แลกเปลี่ยนได้เนื้อดิน และความหนาแน่นรวมของดินก่อนปลูก 2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ3 เดือน ได้แก่ ความสูง จำนวนกอต่อไร่ จำนวนหน่อต่อกอ และจำนวนหน่อต่อไร่ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ 6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนกอต่อไร่ จำนวนลำต่อกอ และจำนวนลำต่อไร่ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย5) ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ น้ำหนักผลผลิตต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 6) สภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุ การเจริญเติบโตของอ้อยทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ7) การระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อย และหนอนเจาะลำต้นอ้อย8) ทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินจากอัตราส่วนระหว่างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ปุ๋ยต่อรายจ่ายจากการใช้ปุ๋ย (Value to cost ratio, VCR)9) นำข้อมูลที่ได้มาการวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ
68 ทะเบียนวิจัยปี 256910. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี 2569 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569 สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 92,200 70,900 1,700 6,800 171,600
69 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2. ชื่อโครงการวิจัย 39.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย4. ชื่อการทดลอง 2. ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดสุพรรณบุรี5. ดำเนินงานหัวหน้า วาสนา วันดีผู้ร่วมงาน สุมาลี โพธิ์ทอง สมบูรณ์ วันดีระพีพันธุ์ ชั่งใจ สุจิตรา พิกุลทอง6. หลักการและเหตุผลพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน และดินที่ใช้ปลูกอ้อยมักอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลาง จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมและใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำและปริมาณธาตุอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของอ้อย น้ำและปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของอ้อย ถ้าอ้อยขาดน้ำและปุ๋ย จะทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่ำ ไว้ตอได้น้อย นอกจากนี้น้ำยังมีความสำคัญต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินหรือจากปุ๋ยที่ใส่ลงไป มีผลต่อการละลายและลำเลียงธาตุอาหารต่าง ๆ และประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารของอ้อย ซึ่งธาตุอาหารดังกล่าว มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตของอ้อย สำหรับธาตุไนโตรเจน ถ้าอยู่ภายใต้สภาพแห้งแล้งประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนของอ้อยจะลดลง ดังนั้นเมื่อมีการให้น้ำ จะส่งผลให้อ้อยมีประสิทธิภาพการ ใช้ไนโตรเจนได้ดีขึ้น การเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยจึงจำเป็นต้องมีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น การศึกษาการจัดการน้ำและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มผลผลิตอ้อยและสามารถไว้ตอได้
70 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยในการผลิตอ้อย จังหวัดสุพรรณบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการให้น้ำและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อย จังหวัดสุพรรณบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์น้ำหยด (ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก8) เครื่องชั่งน้ำหนักสารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุและอุปกรณ์สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ การจัดการน้ำและวิธีการให้ปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 2 วิธี ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนทางดินระบบน้ำหยด2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบชลประทาน (Fertigation) Sub Plot คือ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 4 อัตรา ได้แก่ 1) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 50% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน2) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 100% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน
71 ทะเบียนวิจัยปี 25693) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 150% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน4) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 200% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินหมายเหตุ : ให้น้ำตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต ใช้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, 2564)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปี 2568 ดำเนินการปลูกอ้อยในแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 24 แปลงทดลองย่อยในแต่ละแปลงย่อย ปลูกอ้อยจำนวน 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร วางท่อนพันธุ์จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ภายในซ้ำเว้นระยะห่างระหว่างกรรมวิธี 2 เมตร และเว้นระยะห่างระหว่างซ้ำ 1.5 เมตร พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร (3 x 8 เมตร) การใส่ปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทางดิน ครั้งแรกใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกด้วยปุ๋ยไนโตรเจน อัตรา 0.5 เท่าของทุกกรรมวิธี ส่วนปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทช ใส่รองพื้นพร้อมปลูกครั้งเดียวเต็มอัตราของคำแนะนำ (0.5N-P2O5-K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน) ส่วนครั้งที่ 2 ใส่เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน เพิ่มจากครั้งแรกอีก 0.5 เท่า ของทุกกรรมวิธี เมื่ออ้อยอายุ 4 - 5 เดือน สำหรับกรรมวิธีที่มีการให้ปุ๋ยไนโตรเจนไปกับระบบน้ำ ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งแรกหลังปลูกอ้อยเสร็จ โดยใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 เท่าของทุกกรรมวิธี และใส่ไนโตรเจนอีก 0.5 เท่าของทุกกรมวิธี อีกครั้งเมื่ออ้อยอายุ 4 - 5 เดือน ทุกกรรมวิธีมีการให้น้ำระบบน้ำหยด โดยใช้สายน้ำหยดระยะ 30 เซนติเมตร ให้ปริมาณตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโตปี 2569 ทำการศึกษาการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบน้ำหยดสำหรับการผลิตอ้อยปลูกต่อเนื่องจากปี 2568 และเมื่อเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกแล้วทำการศึกษาต่อเนื่องในอ้อยตอ โดยวางแผนและมีกรรมวิธีการทดลองเช่นเดียวกับอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ผลการวิเคราะห์ดินก่อนการทดลอง ได้แก่ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน3) ข้อมูลการเจริญเติบโตเมื่ออ้อยอายุ 6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตได้แก่ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนปล้องต่อลำน้ำหนักลำเฉลี่ยจำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่จำนวนลำต่อไร่ น้ำหนักลำต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส) 5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศตลอดฤดูปลูก เช่น ปริมาณน้ำฝนอุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด และปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละครั้งและตลอดฤดูปลูก
72 ทะเบียนวิจัยปี 25696) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกออ้อยหนอนเจาะลำต้น7) เปรียบเทียบผลของการใช้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำเสริมแบบหยด และวิเคราะห์ผลตอบแทน ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยวิธี Benefit-Cost Ratio (BCR)8) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ย โดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10.สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2569 1.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภคค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 92,200 70,900 1,700 6,800 171,600
73 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2. ชื่อโครงการวิจัย 39.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย4. ชื่อการทดลอง 3. ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อยจังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน แทนไท กล่อมจินดา สุมาลี โพธิ์ทองนงลักษ์ ปั้นลาย สโรชา โพธิ์ไพจิตร์6. หลักการและเหตุผลการผลิตอ้อยของประเทศไทยพบว่ายังมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ โดยมีผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 9.93 ตันต่อไร่ (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2566) เนื่องจากพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน มีเพียง 20% อยู่ในเขตชลประทานและน้ำเสริม และดินที่ใช้ปลูกอ้อยมักอยู่ในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำถึงปานกลาง จำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของอ้อย น้ำและปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของอ้อย จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอ เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตต่ำ ไว้ตอได้น้อย นอกจากนี้ น้ำยังมีความสำคัญต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินหรือจากปุ๋ยที่ใส่ลงไป มีผลต่อการละลายและลำเลียงธาตุอาหารต่าง ๆ และประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุอาหารของอ้อย โดยมีความสัมพันธ์กับการดูดใช้ฟอสฟอรัสมากที่สุด รองลงมา คือ ไนโตรเจน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และแคลเซียม ตามลำดับ ธาตุอาหารดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างผลผลิตของอ้อย สำหรับธาตุไนโตรเจน ถ้าอยู่ภายใต้สภาพแห้งแล้ง ประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนของอ้อยจะลดลง ดังนั้น เมื่อมีการให้น้ำจะส่งผลให้อ้อยมีประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจนได้ดีขึ้น การเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยจำเป็นต้องมีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด การศึกษาการจัดการน้ำและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจึงเป็นแนวทางหนึ่งในเพิ่มผลผลิตอ้อยและสามารถไว้ตอได้
74 ทะเบียนวิจัยปี 25697. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยในการผลิตอ้อย จังหวัดลพบุรี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการให้น้ำและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในการผลิตอ้อย จังหวัดลพบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) ท่อนพันธุ์อ้อย กวก. ขอนแก่น 32) ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0, 0-46-0 และ 0-0-603) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)4) อุปกรณ์น้ำหยด (ท่อน้ำหยดพีอี สายน้ำหยด หัวน้ำหยด ปั๊มน้ำ)5) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)6) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)7) อุปกรณ์สำหรับเก็บตัวอย่างดิน ได้แก่ สว่านเก็บตัวอย่างดิน กระบอกเก็บดิน ถุงพลาสติก จอบ พลั่วมือ และถังพลาสติก8) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)10) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น11) ไม้หลักแปลง12) วัสดุและอุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ การจัดการน้ำและวิธีการให้ปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 2 วิธี ได้แก่ 1) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนทางดิน ระบบน้ำหยด2) ให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระบบชลประทาน (Fertigation) Sub Plot คือ อัตราปุ๋ยไนโตรเจน จำนวน 4 อัตรา ได้แก่ 1) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 50% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน2) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 100% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน3) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 150% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน4) ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 200% ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน
75 ทะเบียนวิจัยปี 2569หมายเหตุ : ให้น้ำตามความต้องการของอ้อยตลอดระยะการเจริญเติบโต ใช้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับพืชไร่เศรษฐกิจ (กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร, 2564)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของอ้อยปลูกที่อายุ 12 เดือน (ปลูกกุมภาพันธ์ 2568) ได้แก่ ความสูงเส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ และเก็บข้อมูลจำนวนกอเก็บเกี่ยว 2) เก็บเกี่ยวผลผลิตและวัดองค์ประกอบผลผลิตและวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส) ของอ้อยปลูก3) สรุปแนวให้น้ำเสริมและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมในอ้อยปลูก4) ศึกษาการให้น้ำเสริมแบบหยดและการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในอ้อยตอ 19.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ผลการวิเคราะห์ดินก่อนการทดลอง ได้แก่ ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ที่แลกเปลี่ยนได้2) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30 - 45 วัน3) ข้อมูลการเจริญเติบโตเมื่ออ้อยอายุ 6 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย4) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักลำเฉลี่ย จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ จำนวนลำต่อไร่ น้ำหนักลำต่อไร่ และความหวาน (ซีซีเอส)5) ข้อมูลสภาพภูมิอากาศตลอดฤดูปลูก เช่น ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด และปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละครั้งและตลอดฤดูปลูก6) เปรียบเทียบผลของการใช้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำเสริมแบบหยด และวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ด้วยวิธี Benefit-Cost Ratio (BCR)7) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลงเช่นโรคใบขาวโรคแส้ดำโรคเหี่ยวเน่าแดงหนอนกออ้อย หนอนเจาะลำต้น8) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยโดยวิธีDuncan’s คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรม IRRISTAT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.ท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 2569 2 ไร่
76 ทะเบียนวิจัยปี 256911. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่ของบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 53,500 41,200 1,700 6,800 103,200
77 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์3. ชื่อโครงการวิจัย 39.1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย3. ชื่อกิจกรรม วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำร่วมกับการใช้ปุ๋ยและเศษซากใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย4. ชื่อการทดลอง 5. ศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อยในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุมาลี โพธิ์ทองผู้ร่วมงาน สุปราณี มั่นหมาย บรรณพิชญ์ สัมฤทธิ์มณีรัตน์ รุจิณรงค์ นันทวัน มีศรีณิชนันท์ พิเชียรสดใส มานิตย์ สุขนิมิตร6. หลักการและเหตุผลการเผาใบและเศษซากอ้อยเป็นปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดยทั่วไปเกษตรกร มักเผาใบอ้อยก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว สาเหตุของการเผาก่อนการเก็บเกี่ยว เพราะขาดแคลนแรงงาน เก็บเกี่ยวอ้อยสดและเพื่อให้เก็บเกี่ยวอ้อยได้เร็วทันฤดูเปิดหีบของโรงงาน ส่วนการเผาหลังการเก็บเกี่ยวในกรณีที่มีการไว้ตอหลังเก็บเกี่ยว เกษตรกรเผาใบอ้อยเพื่อป้องกันไฟไหม้หลังจากที่มีหน่องอกแล้วและเพื่อให้ใส่ปุ๋ยได้สะดวกยิ่งขึ้น ส่วนกรณีที่มีการรื้อตอปลูกอ้อยใหม่เกษตรกรจะเผาใบเพื่อความสะดวกต่อการเตรียมดิน ในปี การผลิต2567/2568 ไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยรวม 11.16ล้านไร่ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 92 ล้านตัน เป็นอ้อย ไฟไหม้ร้อยละ 14.87 หรือเท่ากับ 13.68 ล้านตัน (สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย, 2568) หากคิดมูลค่าที่สูญเสียไปจากการถูกหักราคาอ้อยไฟไหม้ตันละ 20 บาท จะทำให้เกิดการสูญเสียรายได้สูงถึง 273 ล้านบาทการเก็บเกี่ยวอ้อยสดจะมีชีวมวลใบอ้อยทิ้งไว้ในแปลงอ้อยประมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักอ้อยสด (วรรณวิภา, 2563) อ้อยที่ถูกเผาทั้งประเทศ 13.68ล้านตัน จึงคิดเป็นชีวมวลใบอ้อยที่ถูกเผาทั้งประเทศ 1.37ล้านตัน และมีการสูญเสียธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ไป คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าปุ๋ยเคมีประมาณ 431 ล้านบาท จากปัญหาการเผาใบดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตอ้อยทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางอากาศทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 อีกด้วย ในปีงบประมาณ 2565 -2567 กรมวิชาการเกษตร ได้มีการศึกษาผลของการจัดการเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและการให้ผลผลิตอ้อย โดยเปรียบเทียบการย่อยสลายเศษซากอ้อยด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ พบว่า การไถกลบเศษซากอ้อยด้วย
78 ทะเบียนวิจัยปี 2569เครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ เป็นวิธีที่มีชีวมวลของใบอ้อยเหลืออยู่ในแปลงน้อยที่สุดและมีอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนต่ำสุด มีการสะสมปริมาณไนโตรเจนในดินและให้ผลผลิตอ้อยสูงกว่ากรรมวิธีการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย การฉีดสารละลายยูเรีย และการปล่อยใบและเศษซากอ้อยย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่ปัจจัยที่สำคัญในการย่อยสลายเศษซากอ้อยที่ขาดไม่ได้คือจุลินทรีย์ และไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลัก ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน ดังนั้นในปีงบประมาณ 2568-2570 จึงนำวิธีการสับกลบใบด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอมาศึกษาการย่อยสลายของใบอ้อย ร่วมกับการใช้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ (Trichoderma harzianum)และไนโตรเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการย่อยสลายใบอ้อย มาศึกษาความใช้ได้ของวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อยในพื้นที่ปลูกอ้อยจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรีเพื่อพัฒนาเป็นเทคโนโลยีการจัดการใบและเศษซากอ้อยก่อนนำไปขยายผลต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการใบและเศษซากอ้อยที่เหมาะสมหลังการเก็บเกี่ยวอ้อยสด8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้แนวทางการจัดการใบและเศษซากอ้อยอย่างถูกวิธีไม่ทำลายอินทรียวัตถุในดิน 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยพันธุ์กวก. ขอนแก่น 32) เครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ3) ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15, 46-0-0, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-604) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)5) อุปกรณ์ให้น้ำ (ท่อพีวีซี เทปน้ำหยด วาล์วน้ำหยด)6) อุปกรณ์วัดการเจริญเติบโต (เวอร์เนีย ไม้วัดความสูง เทปวัดระยะ)7) อุปกรณ์วัดความหวาน (Hand refractometer)8) เครื่องชั่งน้ำหนัก9) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน10) สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)11) สว่านเก็บตัวอย่างดินและอุปกรณ์วัดความชื้น12) ไม้หลักแปลง13) วัสดุ/อุปกรณ์ สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูล (ปากกาเคมี เชือกฟาง กระดาษกาวย่น ฯลฯ)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มี 5 กรรมวิธี
79 ทะเบียนวิจัยปี 25699.2.2 กรรมวิธีการจัดการใบและเศษซากอ้อย 5 กรรมวิธี ได้แก่1) ปล่อยใบย่อยสลายตามธรรมชาติ (กรรมวิธีควบคุม)2) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ3) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ+ ปุ๋ยยูเรีย4) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ+ จุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์5) ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ+ยูเรีย+จุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์อัตรา หมายเหตุ :- กรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) : ใช้ปุ๋ยยูเรีย 20-25 กิโลกรัม ละลายน้ำ 200 ลิตรต่อไร่ โดยฉีดพ่นทันทีหลังตัดใบอ้อย เนื่องจากใบอ้อยยังมีความชื้นสูงและมีน้ำตาลตกค้างอยู่ในส่วนของยอดอ้อยที่ถูกตัด ซึ่งเหมาะแก่การเจริญของจุลินทรีย์ในดิน (ศุภกาญจน์, 2567) แล้วจึงไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ- กรรมวิธีที่ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ : ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร (Trichoderma harzianum)อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ โรยบนใบอ้อยทันทีหลังตัดอ้อย แล้วจึงไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1) สุ่มเก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0 - 20 และ 20 - 50 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนทดลอง ได้แก่ ความเป็นกรด - ด่าง (pH) ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ วิเคราะห์เนื้อดินและความหนาแน่นรวมของดินก่อนการทดลอง2) ทำการทดลองในแปลงอ้อยตอ 1 ที่มีแปลงทดลองย่อยขนาด 9 x 8 เมตร จำนวน 20 แปลงทดลองย่อย ในแต่ละแปลงย่อยมีอ้อยจำนวน 6 แถว ๆ ละ 8 เมตร มีระยะปลูก 1.50 x 0.50 เมตร เว้นระยะห่างระหว่างแปลงทดลองย่อย 2 เมตร 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) สมบัติของดินทั้งก่อนและหลังการทดลอง 2) น้ำหนักเศษซากอ้อยที่ทิ้งไว้ในแปลงหลังเก็บเกี่ยวปลูก3) เปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยตออายุ 30 - 45 วัน 4) หลังเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกวัดอัตราการย่อยสลายของเศษซากอ้อย ( C:N Ratio) ปริมาณธาตุอาหารและความชื้นในดินที่ 0 2 4 6 และ 8 เดือน5) เมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน สุ่มเก็บตัวอย่างใบไปวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบอ้อย
80 ทะเบียนวิจัยปี 25696) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ3 เดือน ได้แก่ ความสูง จำนวนกอต่อไร่ จำนวนหน่อต่อกอ และจำนวนหน่อต่อไร่ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย7) การเจริญเติบโตของอ้อยที่อายุ6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำจำนวนกอต่อไร่ จำนวนลำต่อกอ และจำนวนลำต่อไร่ โดยสุ่มวัดจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย8) เมื่ออ้อยอายุ 12 เดือน นับจำนวนกอเก็บเกี่ยว และจำนวนลำต่อไร่ บันทึกผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักเฉลี่ยต่อลำ ความหวาน (CCS) ผลผลิตน้ำตาลต่อไร่9) สภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดการเจริญเติบโตของอ้อย10) ข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกอ หนอนเจาะลำต้น 11) ข้อมูลด้านเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ ต้นทุนการผลิต รายได้ รายได้สุทธิ อัตราผลตอบแทนค่าใช้จ่ายต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio: BCR)12) วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย Analysis of Variance เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยโดยวิธีDuncan คำนวณข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมทางสถิติ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ.จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงเกษตรกร จ.กาญจนบุรี 2569 3.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 159,300 126,900 3,400 13,300 302,900
81 ทะเบียนวิจัยปี 2569แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 256969/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 39 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2. ชื่อโครงการวิจัย 39.2 วิจัยเทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืชในอ้อยแบบบูรณาการเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดอย่างยั่งยืน3. ชื่อกิจกรรม 1. ศึกษาวิธีการป้องกันกำจัดโรคที่สำคัญในอ้อย4. ชื่อการทดลอง 1.2 การศึกษาวิธีการจัดการโรคแส้ดำในอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี สุวัฒน์ พูลพานอาภาภร หนูแดง นพิษฐา กลัดเงินศันสนีย์ หลิมย่านกวย กาญจนา หนูแก้ว6.หลักการและเหตุผลโรคแส้ดำ (Smut) ของอ้อย เกิดจากเชื้อรา Sporisorium scitamineum (Syd.) (Piepenbr et al., 2002) (ชื่อเดิม Ustilago scitaminea Syd) พบการระบาดและทำความเสียหายให้กับการปลูกอ้อยในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2507 (Martin, 1964) ปัจจุบันเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในทุกพื้นที่การปลูกอ้อยและ มีแนวโน้มระบาดเพิ่มขึ้นทุกปี พันธุ์อ้อยที่เคยต้านทานต่อโรคแส้ดำในบางพื้นที่พบว่าความต้านทานนั้นลดลง เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ทำให้มีผลกระทบกับลักษณะทางพันธุกรรมของอ้อย และความต้านทานในอ้อยมีความผันแปร การปรับตัวของเชื้อโรคที่ต้องการดำรงเผ่าพันธุ์และมีชีวิตรอด รวมทั้งการปลูกอ้อยพันธุ์เดิมเป็นพื้นที่กว้างและระยะเวลานานทำให้เกิดการสะสมของโรคจำนวนมาก อีกทั้งเชื้อสาเหตุโรคพืชเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มีวงจรชีวิตที่สั้นและวิวัฒนาการที่เร็วกว่าพืช จึงทำให้ปรับตัวได้เร็วจนชนะพันธุกรรมต้านทานเดิมที่มีอยู่ ดังนั้น การหาวิธีการป้องกันกำจัดโรคแส้ดำที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นวิธีที่จะช่วยลดการระบาดและลดความรุนแรงของโรคแส้ดำได้ จะทำให้อ้อยยังสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ลักษณะอาการของโรค อ้อยจะแตกยอดเป็นแส้ยาวสีดำแทนยอดปกติ แส้ดำที่งอกออกมาอาจจะตั้งตรงหรือม้วนงอ มีความยาวตั้งแต่ 1 - 2 เซนติเมตร จนถึง 150 เซนติเมตร (Jack et al., 1983) หยุดการเจริญและแตกตาข้างมาก หากอาการรุนแรงอ้อยจะแคระแกรน ผอม ข้อสั้นแตกกอจัด ไม่เจริญเป็นลำและแห้งตายในที่สุด ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลง 50 - 80 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ความสามารถในการไว้ตอลดลง ความเสียหายของผลผลิตจะผันแปรไปตามระดับความต้านทานโรคในอ้อยแต่ละพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ความรุนแรงของ
82 ทะเบียนวิจัยปี 2569โรคแตกต่างกัน (วันทนีย์ และคณะ, 2528) และอายุของอ้อย ถ้าอ้อยเป็นโรคเมื่ออายุเกิน 7 เดือน จะสามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่างจากอ้อยปกติ (วันทนีย์, 2545) มีรายงานว่า อ้อยที่เป็นโรคแส้ดำอย่างรุนแรงจะมีผลทำให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงได้ถึง 3.85 ตันต่อเฮกตาร์ (0.616 ตันต่อไร่) (Glaz et al., 1989) โรคแส้ดำสามารถติดไปกับท่อนพันธุ์อ้อย สปอร์ของเชื้อราสาเหตุสามารถปลิวไปตามลมและคงความมีชีวิตอยู่ในดินได้นานทำให้ เข้าทำลายอ้อยที่ปลูกใหม่ได้ การเข้าทำลายของโรคแส้ดำ teliospore (ส่วนที่เห็นเป็นผงสีดำบนก้านที่เป็นแส้) ที่ถูกสร้างขึ้นใน 1 แส้ จะมีประมาณ 108- 109teliospore (Lee- Lovick, 1978) จะถูกปล่อยออกจาก เยื่อหุ้ม (Silvery membrane) และปลิวไปกับลม เมื่อตกลงบนตาข้างของอ้อย (Lateral bud) จะงอกและแทงทะลุเข้าไปในบริเวณส่วนฐานของตา และเข้าไปยังส่วนที่จะเจริญเติบโตหรือ meristematic region (Waller, 1970) ในขณะที่ตาอ้อยยังอยู่ในระยะพักตัว เชื้อก็จะอยู่ในระยะพักตัวเช่นกัน เมื่อตาพร้อมที่จะงอกเป็นลำต้นใหม่เชื้อก็จะเจริญเติบโตไปด้วยกัน และสร้างแส้ดำขึ้นมา ซึ่งจะพบว่าไม่มีการยืดตัวของลำต้น ส่วนการเข้าทำลายของเชื้อที่อยู่ในดิน เชื้อที่ตกค้างอยูในดินจะเข้าทำลายในส่วนของตาที่กำลังงอก (Bock, 1964)ความรุนแรงของโรคแส้ดำ ขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ เช่น พันธุ์อ้อยที่อ่อนแอต่อโรคแส้ดำ ซึ่งพันธุ์ที่อ่อนแอจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 24.64 เปอร์เซ็นต์ (Rajesh et al., 2023) การลดลงของผลผลิตนั้น เป็นผลมาจากจำนวนลำและเส้นผ่านศูนย์กลางของลำลดลง (James, 1973) สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง (Ferriena and Comstock, 1989) อายุของอ้อยที่เชื้อเข้าทำลาย การไว้ตอหลายปี ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มมากขึ้น แต่มีบางพันธุ์ที่แสดงความรุนแรงคงที่หรือมีความรุนแรงลดลง (James, 1969) (Whitlle, 1978) (Ferreina et al., 1980) จากการศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยชุดปี 2557 โคลน UT03-625 เป็นโคลนที่อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของโรคแส้ดำมากกว่าพันธุ์ Marcos ที่ใช้เป็นพันธ์เปรียบเทียนอ่อนแอ (Susceptible check) และมีความอ่อนแอคงที่ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ (อุไรวรรณ และคณะ, 2564)7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการป้องกันกำจัดโรคแส้ดำที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางในกำจัดโรคแส้ดำให้กับเกษตรกร8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้วิธีการจัดการโรคแส้ดำที่มีประสิทธิภาพ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1) อ้อยโคลน 03-6252) เครื่องชุบท่อนพันธุ์อ้อยด้วยน้ำร้อน3) สารเคมี propiconazole 25% EC 4) ปุ๋ยเคมี 15-15-155) วัสดุอุปกรณ์สำปรับปลูกอ้อย
83 ทะเบียนวิจัยปี 25696) วัสดุอุปกรณ์สำหรับการบันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 5 กรรมวิธี กรรมวิธีละ 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 ตัดส่วนที่เป็นแส้ดำออก + ฉีดพ่น propiconazole 25% EC 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรกรรมวิธีที่ 2 ฉีดพ่น propiconazole 25% EC 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร กรรมวิธีที่ 3 แช่น้ำร้อน 52 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที กรรมวิธีที่ 4 แช่สารเคมี propiconazole 25% EC 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร 30 นาที กรรมวิธีที่ 5 ไม่มีการจัดการใด ๆ และไม่มีการ treat ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก (control)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขั้นตอนที่ 1 ขยายท่อนพันธุ์ และเตรียมท่อนพันธุ์ (2568)1) ทำการปลูกอ้อยโคลนที่มีลักษณะอ่อนแอ จำนวน 1 โคลน (ใช้ 1 โคลน เพื่อลดอิทธิพล ของพันธุ์ เนื่องจากความรุนแรงของโรคแส้ดำจะผันแปรตามระดับความต้านทานในแต่ละโคลน/พันธุ์) คือ โคลน UT03-625 ให้เพียงพอสำหรับการทำการทดลอง โดยใช้อ้อยที่อายุ 8-10 เดือน 2) เตรียมท่อนพันธุ์อ้อย ขนาด 2 ตาต่อท่อน ขั้นตอนที่ 2 ปลูกอ้อยลงแปลงทดลองและจัดการโรคแส้ดำอ้อยตามกรรมวิธีที่กำหนด (2569)1) เตรียมแปลง โดยแปลงทดลองเป็นแปลงที่มีการระบาดของโรคแส้ดำมากกว่า 2 ปี (เป็นแปลงที่ใช้ในงานทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำในโคลนอ้อยดีเด่นต่อเนื่องกันทุกปีไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยการปลูกเชื้อในท่อนพันธุ์อ้อยและปลูกลงแปลง ซึ่งจะมีการสะสมของเชื้อราสาเหตุโรคแส้ดำ ในดินอย่างต่อเนื่อง) 2) ปลูกอ้อยลงแปลงทดลองโดยปฏิบัติก่อนปลูกและหลังปลูกตามกรรมวิธีที่กำหนด โดยกรรมวิธีที่ 1, 2 และ 5 ใช้ท่อนพันธุ์ปกติ กรรมวิธีที่ 3 และ 4 แช่ช่อนพันธุ์ก่อนปลูกตามกรรรมวิธี (กรรมวิธีที่เป็นการฉีดพ่นสารเคมีจะทำฉากกั้นขณะฉีดพ่นทุกครั้ง3) ปลูกอ้อยตามกรรมวิธีต่าง ๆ วางแผนการทดลองแบบ RCBD 5 กรรมวิธี จำนวน 4 ซ้ำ ซ้ำละ 6 แถว (แถวยาว 7 เมตร แถวละ 14 กอ) โดยแถวด้านนอกสุดทั้ง 4 ด้าน เป็น guard row ปฏิบัติตามกรรมวิธี 4 แถวด้านใน เก็บข้อมูลเฉพาะ 2 แถวกลาง ระยะปลูกระหว่างแถว 1.5 เมตร ระหว่างหลุม 0.5 เมตร โดยมีวิธีปฏิบัติแต่ละกรรมวิธี ดังนี้กรรมวิธีที่ 1 ใช้ท่อนพันธุ์ปกติ ทำการสำรวจอ้อยทุกๆ 1 เดือน เป็นเวลา 6 เดือน หากพบโรคแส้ดำทำการตัดหน่อที่เป็นแส้ดำออก และฉีดพ่น propiconazole 25% EC (นิพนธ์, 2535) 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ตามทันที (ไม่มีการ treat ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก)
84 ทะเบียนวิจัยปี 2569กรรมวิธีที่ 2 ใช้ท่อนพันธุ์ปกติ ฉีดพ่น propiconazole 25% EC 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 2 สัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่อ้อยเริ่มงอก (ไม่มีการ treat ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก)กรรมวิธีที่ 3 แช่ท่อนพันธุ์ด้วยน้ำร้อน 52 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที (สุนี และคณะ,2528) ก่อนนำไปปลูก ไม่มีการจัดการใด ๆ หลังปลูกกรรมวิธีที่ 4 แช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมี propiconazole 25% EC 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร 30 นาที ก่อนนำไปปลูก ไม่มีการจัดการใด ๆ หลังปลูกกรรมวิธีที่ 5 ใช้ท่อนพันธุ์ปกติ ไม่มีการจัดการใด ๆ และไม่มีการ treat ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก (control)4) ใส่ปุ๋ยเคมี 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง ใส่พร้อมปลูกลงแปลง และเมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชและวัชพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรขั้นตอนที่ 3 จัดการโรคแส้ดำอ้อยตามกรรมวิธีที่กำหนดและเก็บข้อมูลในอ้อยตอ 1 (2570)หลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกแล้วทำการไว้ตอ 1 ครั้ง และปฏิบัติเช่นเดียวกับอ้อยปลูก โดยกรรมวิธีที่ 3 - 4 ไม่มีการจัดการใด ๆ ในอ้อยตอ และเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล1) ข้อมูลการเกิดโรค ทำการประเมินการเกิดโรคทุก ๆ 1 เดือน เป็นระยะเวลา 10 เดือน คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์กอที่เป็นโรค (นับจำนวนกอที่เป็นโรค) และระดับความรุนแรง ตามวิธีของ วันทนีย์ และคณะ (2534)2) ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 12 เดือน เก็บข้อมูลผลผลิต จำนวนลำต่อไร่ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ ความยาวลำ และวิเคราะห์ CCS3) วิเคราะห์ข้อมูล Analysis of Variance (F-test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธี DMRT ประเมินระดับความรุนแรงของโรค (Severity score)ระดับที่ 1 มีแส้ดำ 1-2 แส้ การเจริญแตกกอเป็นปกติระดับที่ 2 มีแส้ดำ 2-3 แส้ การเจริญลดลง แตกกอมากกว่าปกติ ลำอ้อยเล็กระดับที่ 3 มีแส้ดำ 3-4 แส้ แคระแกรน แตกกอมาก ลำเล็กฝอยเป็นส่วนใหญ่ระดับที่ 4 มีแส้ดำมากกว่า 4 แส้ แตกกอฝอย ไม่มีลำให้ผลผลิต กอตาย
85 ทะเบียนวิจัยปี 2569ตารางการให้คะแนนเปอร์เซ็นต์กอเป็นโรค และปฏิกิริยาการเกิดโรคแส้ดำ% กอเป็นโรคเกรด ปฏิกิริยาอ้อยปลูก อ้อยตอ0-3 6 1 R (Resistant) ต้านทาน4-6 7-12 27-9 13-16 3 MR (Moderately resistance)10-12 17-20 4 ต้านทานปานกลาง13-25 21-30 526-35 31-40 6 MS (Moderately susceptible)36-50 41-60 7 อ่อนแอปานกลาง51-75 61-80 8S (Susceptible) อ่อนแอ76-100 81-100 9(วันทนีย์และคณะ, 2534)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่ หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี (แปลงทดลอง) 2569 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2567สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 257012. งบประมาณปี 2569สถานที่รับงบประมาณ ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 73,400 29,600 900 5,300 109,200