- ก -สารบัญลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า1 FF65-10-02-65-02-01-65 การใช้เชื้อรา Metarhizium anisopliae (Metsch) Sorokin ควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย (Phyllotreta sinuata Stephens) ในผักกาดหัว12 FF65-10-02-65-02-04-65 การใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsaeสูตรผงละลายน้ำในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย (Phyllotreta sinuata Stephens) ในพืชตระกูลกะหล่ำทางชีวภาพ แปลงเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี53 FF65-12-03-65-02-01-65 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของ จ.เพชรบูรณ์ โดยการใช้สารฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน94 FF65-12-03-65-02-02-65 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของ จ.อุทัยธานีโดยการใช้สารฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน155 FF65-21-01-65-01-01-65 การศึกษาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสม ในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์226 FF65-21-01-65-01-02-65 การศึกษาวิธีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์267 FF65-22-02-65-02-01-65 ศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและปุ๋ยน้ำสกัดมูลสัตว์ ที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ในพื้นที่ จ.ลพบุรี308 FF65-26-01-65-01-01-65 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี 2556 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว349 FF65-26-01-65-01-02-65(CCS)การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: โคลนอ้อยชุด ปี 2556 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-10 FF65-26-01-65-01-03-65(CCS)การเปรียบเทียบเบื้องต้น: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-
- ข -ลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า11 FF65-26-01-65-01-04-65 การการเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อย ชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว3712 FF65-26-01-65-01-03-65(CCS)ศึกษาการเจริญเติบโตและการสะสมน้ำตาลของอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี2556 ในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-13 FF65-26-02-65-01-01-65(CCS)ศึกษาประสิทธิภาพการใช้น้ำของอ้อยโคลนดีเด่นชุด ปี2556ในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว-14 FF65-26-03-65-01-01-65 การผสมพันธุ์อ้อยชุดปี 2564-2566 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม4015 FF65-26-03-65-01-03-65 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2559 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม4216 FF65-26-03-65-01-04-65 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม4517 FF65-26-03-65-01-05-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรโคลนอ้อยชุดปี2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม4818 FF65-26-03-65-02-01-65 การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนของโคลนอ้อยดีเด่น ชุดปี 2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5119 FF65-26-03-65-02-02-65 ศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่นโคลนอ้อยชุดปี2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5420 FF65-26-03-65-02-03-66 ศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงของโคลนอ้อยดีเด่นโคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5821 FF65-26-04-65-00-05-65 การศึกษาศักยภาพของอ้อยพลังงานชีวภาพเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอเอทานอล6222 FF65-28-01-65-01-08-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดหวาน 6623 FF65-28-02-65-01-07-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดข้าวเหนียว 6924 FF65-31-04-65-02-02-66 การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำในเขตชลประทานชุดปี 2565 7325 FF65-31-06-65-02-03-66 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ด 76
- ค -ลำดับที่สกสว.รหัสการทดลอง ชื่อการทดลอง หน้า26 FF65-31-06-65-02-02-65 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร: พันธุ์ข้าวฟ่างหวานเพื่อผลผลิตและคุณภาพสูง7827 FF65-36-03-65-01-02-66 ศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางรายที่ในพื้นที่ จ.ลพบุรี8128 FF65-36-03-65-03-02-65 การศึกษาประสิทธิภาพของอากาศยานไร้คนขับ สำหรับการพ่นสารเพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว8429 FF65-36-08-65-00-01-65 การพัฒนาและขยายเครือข่ายผผู้ลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง จ.ลพบุรี8830 FF65-37-01-65-01-01-65 ผลของการจัดการเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและ การให้ผลผลิตอ้อย9231 FF65-37-01-65-01-03-65 ผลของการขาดน้ำต่อการเจริญเติบโตและการสูญเสียผลผลิตของอ้อย9632 FF65-39-02-65-02-02-65 ศึกษาการจำแนกเชื้อราสาเหตุโรคเหี่ยวเน่าแดง : 2 การศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อรา C. falcatum และ F. moniliforme สาเหตุของโรคเหี่ยวเน่าแดงในอ้อย10033 FF65-39-02-65-03-01-65 การใช้สารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวอ้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต10434 FF65-39-02-65-03-02-65 การศึกษาประชากรจักจั่นอ้อยและปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดในพื้นที่ปลูกอ้อยที่สำคัญ10835 FF65-39-02-65-03-04-65 การประเมินความเสียหายของอ้อยจากการเข้าทำลายของจักจั่นอ้อย11136 FF65-45-04-65-01-06-65 ผลของการปลูกพืชแซมต่อการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโพดหวาน11437 FF65-58-02-65-00-01-65 ผลกระทบของการใช้ atrazine ต่อจุลินทรีย์ดินในแปลงปลูกอ้อย จ.สุพรรณบุรีและ จ.ขอนแก่น118
- ง -
- 1 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 10 02 65 02 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 10 วิจัยนวัตกรรมการผลิตและเทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชเพื่อการอารักขาพืชอย่างยั่งยืน2. ชื่อโครงการวิจัย 57 วิจัยพัฒนาการผลิตและการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการใช้เชื้อราสาเหตุโรคแมลงและไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในการควบคุมแมลงศัตรูผัก4. ชื่อการทดลอง 2.1 การใช้เชื้อรา Metarhizium anisopliae (Metsch) Sorokin ควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย (Phyllotreta sinuata Stephens) ในผักกาดหัว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า เสาวนิตย์ โพธิ์พูนศักดิ์ผู้ร่วมงาน ช่ออ้อย กาฬภักดี สุวัฒน์ พูลพานอัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี กาญจนา หนูแก้วอัจฉรียา นิจจรัลกุล สุวิมล วงศ์พลังอิศเรส เทียนทัด สาทิพย์ มาลี 6. หลักการและเหตุผลปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธีมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกในการลดการใช้สารเคมี สร้างความปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม การใช้จุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ปัจจุบันมีการจำหน่ายชีวภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค การเลือกใช้ชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และการใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมในสภาพแปลงปลูกจึงเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมแมลงศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรในการใช้ชีวภัณฑ์โครงการวิจัยย่อยนี้อยู่ภายใต้โครงการนวัตกรรมการผลิตและเทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์และ สารสกัดจากพืชเพื่อการอารักขาพืชอย่างยั่งยืนโดยเทคโนโลยีการใช้เชื้อราสาเหตุโรคแมลงในการควบคุมแมลงศัตรูผัก ที่ผ่านมาถึงแม้จะได้สายพันธุ์เชื้อราสาเหตุโรคแมลง ที่มีศักยภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในห้องปฏิบัติการ เมื่อนำไปใช้ในสภาพไร่มักประสบปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยแวดล้อมให้เหมือนในห้องปฏิบัติการได้ ประสิทธิภาพในสภาพไร่จึงมักต่ำกว่าในห้องปฏิบัติการ การศึกษาในโครงการนี้เป็นการนำเชื้อราสาเหตุโรคแมลงที่เคยผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการมาศึกษาเทคนิควิธีการใช้ในสภาพไร่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ใช้ในปริมาณและอัตราน้อยที่สุด
- 2 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แต่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการใช้อย่างเฉพาะเจาะจงในพื้นที่เป้าหมายเพื่อลดการสิ้นเปลืองของการใช้ ชีวภัณฑ์ทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัด ข้อมูลที่ได้จะถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ส่วนภูมิภาค เพื่อถ่ายทอดต่อให้เกษตรกรช่วยแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชที่ระบาดในพื้นที่ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อหาอัตราและวิธีการใช้เชื้อราสาเหตุโรคแมลงที่เหมาะสมในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย 8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อัตราและวิธีการใช้เชื้อราสาเหตุโรคแมลงและไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่เหมาะสมในการควบคุม ด้วงหมัดผักแถบลาย เพื่อถ่ายทอดต่อให้เกษตรกรช่วยแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชที่ระบาดในพื้นที่ต่อไป9. แนวทางการดำเนินงานการทดลองในสภาพไร่ ปี 2566-2567ขั้นตอนที่ 3 ประสิทธิภาพการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลายใน สภาพไร่ (ปี 2566-2567) นำอัตราการใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมที่ดีที่สุดในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย ในขั้นตอนที่ 2 จำนวน 2 กรรมวิธี มาทำการทดลองเปรียบเทียบในสภาพไร่ 9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เชื้อรา Metarhizium anisopliae (Metsch) Sorokin2. เครื่องพ่นสารแบบเครื่องยนต์สะพายหลัง3. แปลงผักกาดหัว9.2 แบบและวิธีการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB ประกอบด้วย 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมที่คัดเลือก อัตรา Aกรรมวิธีที่ 2 เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมที่คัดเลือก อัตรา Bกรรมวิธีที่ 3 เชื้อราเขียวเมตาไรเซียมที่คัดเลือก อัตรา Cกรรมวิธีที่ 4 พ่นน้ำเปล่ากรรมวิธีที่ 5 ไม่พ่นเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม และน้ำเปล่า 9.3 วิธีปฏิบัติการทดลองเลือกแปลงผักกาดหัวที่มีด้วงหมัดผักแถบลายสม่ำเสมอ โดยมีขนาดแปลงย่อยไม่น้อยกว่า 15 ตารางเมตร จำนวน 20 แปลงย่อย ทำการพ่นเชื้อราเขียวเมตาไรเซียมตามอัตราต่างๆ ที่เลือกได้จากขั้นตอนที่ 2 เมื่อพบการระบาดของด้วงหมัดผักแถบลาย จำนวน 1 ตัว/ต้น ด้วยเครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลังทุก 4 วัน และทำการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชชนิดอื่นๆที่พบโดยใช้สารเคมีที่ไม่มีผลกระทบกับด้วงหมัดผักแถบลาบในระหว่างที่ทำการทดลองจนกระทั่งสามารถเก็บผลผลิตได้ (ใช้อัตราน้ำตามหนังสือคำแนะนำสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช 2553) ทำการสุ่มตรวจนับจำนวนด้วงหมัดผักแถบลายที่พบในแปลง โดยสุ่มนับ 20 ต้น/แปลงย่อย
- 3 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ก่อนพ่นสารทดลองครั้งแรกและ 4 วัน หลังการพ่นสารทดลองทุกครั้ง เมื่อถึงระยะเก็บเกี่ยว สุ่มเก็บผลผลิตจำนวน 40 หัว/แปลงย่อย มาตรวจนับระดับการทำลาย โดยให้คะแนนระดับการทำลาย (เสาวนิตย์ และคณะ,2556) จากนั้นเก็บผลผลิตในพื้นที่ 4 ตารางเมตร/แปลง มาชั่งน้ำหนักรวม และนำระดับการทำลายที่ตรวจนับได้มาคำนวณเปอร์เซ็นต์การทำลาย โดยใช้สูตรของ Townsend-Heuberger (1943) และนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ผลทางสถิติระดับการทำลายผักกาดหัวของด้วงหมัดผักแถบลาย แบ่งเป็น 7 ระดับ ตามร่องรอยการทำลาย (เสาวนิตย์ และคณะ, 2556) ระดับที่ 1 ไม่พบร่องรอยการทำลาย 0 เปอร์เซ็นต์ระดับที่ 2 พบร่องรอยการทำลายในช่วง 1 - 10 เปอร์เซ็นต์ระดับที่ 3 พบร่องรอยการทำลาย 11 - 20 เปอร์เซ็นต์ระดับที่ 4 พบร่องรอยการทำลาย 21 - 30 เปอร์เซ็นต์ระดับที่ 5 พบร่องรอยการทำลาย 31 - 40 เปอร์เซ็นต์ระดับที่ 6 พบร่องรอยการทำลาย 41 - 50 เปอร์เซ็นต์ระดับที่ 7 พบร่องรอยการทำลาย >50 เปอร์เซ็นต์9.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนโคนิเดียต่อกรรมวิธี- ปริมาณการงอก (cfu) ของสารแขวนลอยโคนิเดียแต่ละกรรมวิธี- จำนวนด้วงหมัดผักแถบลายที่พบในแต่ละกรรมวิธี- จำนวนด้วงหมัดผักแถบลายที่ติดเชื้อจากการทดสอบในสภาพไร่- ระดับการทำลายของด้วงหมัดผักแถบลายบนหัวผักกาด- น้ำหนักสดที่มีคุณภาพตลาด (Marketable Yield) การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ:- วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการทางสถิติที่เหมาะสม10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ห้องปฏิบัติการราสาเหตุโรคแมลง กลุ่มงานวิจัยการปราบศัตรูพืชทางชีวภาพ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช2566 - -แปลงเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2566 1 ไร่
- 4 -ทะเบียนวิจัยปี 256611. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 19,000 - 1,300 11,490 31,790
- 5 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 10 02 65 02 04 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 10 วิจัยนวัตกรรมการผลิตและเทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชเพื่อการอารักขาพืชอย่างยั่งยืน2. ชื่อโครงการวิจัย 57 วิจัยพัฒนาการผลิตและการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการใช้เชื้อราสาเหตุโรคแมลงและไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในการควบคุมแมลงศัตรูผัก4. ชื่อการทดลอง 2.4 การใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernerma carpocapsae สูตรผงละลายน้ำในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย (Phyllotreta sinuata Stephens) ในพืชตระกูลกะหล่ำ5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปาริชาติ จำรัสศรีผู้ร่วมงาน ช่ออ้อย กาฬภักดี สุวัฒน์ พูลพานอัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี กาญจนา หนูแก้วอัจฉรียา นิจจรัลกุล สุวิมล วงศ์พลังอิศเรส เทียนทัด สาทิพย์ มาลี 6. หลักการและเหตุผลปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธีมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือก ในการลดการใช้สารเคมี สร้างความปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม การใช้จุลินทรีย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ปัจจุบันมีการจำหน่ายชีวภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค การเลือกใช้ชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และการใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมในสภาพแปลงปลูกจึงเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมแมลงศัตรูพืช เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรในการใช้ชีวภัณฑ์โครงการวิจัยย่อยนี้อยู่ภายใต้โครงการนวัตกรรมการผลิตและเทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์และสารสกัดจากพืชเพื่อการอารักขาพืชอย่างยั่งยืนโดยเทคโนโลยีการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในการควบคุมแมลงศัตรูผัก ที่ผ่านมาถึงแม้จะได้สายพันธุ์ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ที่มีศักยภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในห้องปฏิบัติการ เมื่อนำไปใช้ในสภาพไร่มักประสบปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เนื่องจาก ไม่สามารถควบคุมปัจจัยแวดล้อมให้เหมือนในห้องปฏิบัติการได้ ประสิทธิภาพในสภาพไร่จึงมักต่ำกว่าในห้องปฏิบัติการ การศึกษาในโครงการนี้เป็นการนำไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่เคยผ่านการคัดเลือกแล้วว่า
- 6 -ทะเบียนวิจัยปี 2566มีประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการมาศึกษาเทคนิควิธีการใช้ในสภาพไร่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ใช้ในปริมาณและอัตราน้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการใช้อย่างเฉพาะเจาะจงในพื้นที่เป้าหมายเพื่อลดการสิ้นเปลืองของการใช้ชีวภัณฑ์ทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัด ข้อมูลที่ได้จะถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานส่วนภูมิภาค เพื่อถ่ายทอดต่อให้เกษตรกรช่วยแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชที่ระบาดในพื้นที่ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อหาอัตราและวิธีการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae สูตรผงละลายน้ำ ในการควบคุมด้วงหมัดผักลายแถบ Phyllotreta sinuata Stephens ในพืชตระกูลกะหล่ำ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อัตราและวิธีการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae สูตรผงละลายน้ำ ในการควบคุมด้วงหมัดผักลายแถบ Phyllotreta sinuata Stephens ในพืชตระกูลกะหล่ำ เพื่อให้ใช้ในปริมาณและอัตราน้อยที่สุดแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการใช้อย่างเฉพาะเจาะจงในพื้นที่เป้าหมายเพื่อลดการสิ้นเปลืองของการใช้ชีวภัณฑ์ทำให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำจัด9. แนวทางการดำเนินงานปี 2566 : ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาช่วงเวลาการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae สูตรผงละลายน้ำที่เหมาะสมในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย Phyllotreta sinuata Stephensในพืชตระกูลกะหล่ำ9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae2. เครื่องพ่นสารแบบเครื่องยนต์สะพายหลัง3. บัวรดน้ำ4. แปลงผักกาดหัวการศึกษาช่วงเวลาการใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB ประกอบด้วย 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีคัดเลือกอัตราการพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่ดีในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย P. Sinuateในขั้นตอนที่ 1.1 ด้วยวิธีการพ่น 1 กรรมวิธี มาทำการศึกษาช่วงเวลาการใช้ที่เหมาะสมในสภาพไร่ ประกอบด้วย 5 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวิธีที่ 1 พ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ทุก 5 วัน กรรมวิธีที่ 2 พ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ทุก 7 วันกรรมวิธีที่ 3 พ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ทุก 10 วัน
- 7 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธีที่ 4 พ่นน้ำเปล่ากรรมวิธีที่ 5 ไม่พ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง และน้ำเปล่า 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองทำการทดลองในแปลงศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ปลูกผักกาดหัว ขนาดแปลงย่อย 10 ตารางเมตร จำนวน 20 แปลงย่อย พ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงลงดินตามกรรมวิธีที่กำหนด ด้วยเครื่องพ่นสารแบบสูบโยกสะพายหลังอัตราการใช้น้ำ 100 มิลลิลิตรต่อตารางเมตร (วัชรี และคณะ, 2535)โดยทำการพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในช่วงเย็น ตั้งแต่หว่านเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยว และให้น้ำก่อนพ่นเพื่อให้ความชื้นทุกครั้ง ทำการตรวจนับแมลงก่อนพ่นและหลังพ่นไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงครั้งสุดท้าย 5, 7 และ 10 วัน ขึ้นอยู่กับจำนวนวันในแต่ละกรรมวิธี บันทึกปริมาณและคุณภาพของผลผลิต จากพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อ แปลงย่อย9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนด้วงหมัดผักแถบลายที่พบในแต่ละกรรมวิธี- น้ำหนักสดที่มีคุณภาพตลาด (Marketable Yield) การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ:นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยวิธีที่เหมาะสมการศึกษาช่วงเวลาการราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง Steinernema carpocapsae9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง คัดเลือกอัตราการราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงที่ดีในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย P. Sinuate ในขั้นตอนที่ 1.2 ด้วยวิธีการราด 1 กรรมวิธี มาทำการศึกษาช่วงเวลาการใช้ที่เหมาะสมในสภาพไร่ วางแผนการทดลองแบบ RCB ประกอบด้วย 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธี ได้แก่ 9.2.2 กรรมวิธีประกอบด้วย 5 กรรมวิธี ได้แก่กรรมวิธีที่ 1 ราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ทุก 5 วัน กรรมวิธีที่ 2 ราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ทุก 7 วันกรรมวิธีที่ 3 ราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง S. carpocapsae ทุก 10 วันกรรมวิธีที่ 4 ราดด้วยน้ำเปล่ากรรมวิธีที่ 5 ไม่ราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง และน้ำเปล่า9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองทำการทดลองในแปลงศูนย์เรียนรู้ทฤษฎีใหม่ ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ปลูกผักกาดหัว ขนาดแปลงย่อย 10 ตารางเมตร จำนวน 20 แปลงย่อย ราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงลงดินตามกรรมวิธีที่กำหนดด้วย บัวรดน้ำอัตราการใช้น้ำ 100 มิลลิลิตรต่อตารางเมตร (วัชรี และคณะ, 2535) โดยทำการราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในช่วงเย็น ตั้งแต่หว่านเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยว และให้น้ำก่อนราดเพื่อให้ความชื้นทุกครั้ง ทำการตรวจนับ
- 8 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แมลงก่อนราดและหลังราดไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงครั้งสุดท้าย 5, 7 และ 10 วัน ขึ้นอยู่กับจำนวนวันในแต่ละกรรมวิธี บันทึกปริมาณและคุณภาพของผลผลิต จากพื้นที่ 1 ตารางเมตรต่อแปลงย่อย9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนด้วงหมัดผักแถบลายที่พบในแต่ละกรรมวิธี- น้ำหนักสดที่มีคุณภาพตลาด (Marketable Yield) การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ:นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยวิธีที่เหมาะสม10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ห้องปฏิบัติการกลุ่มกีฏและสัตววิทยาสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช- - -แปลงเกษตรกรจังหวัดสุพรรณบุรี 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม(บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี - 15,440 - - 15,440
- 9 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 12 03 65 02 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านอารักขาพืชเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช2. ชื่อโครงการวิจัย 57 วิจัยเทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในพืชไร่ พืชผัก และไม้ผลในระบบทำเกษตร แปลงใหญ่4. ชื่อการทดลอง 2.1 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบการทำการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยการใช้สารฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน5. ดำเนินงานหัวหน้า นางสาวสุรีรัตน์ ทองคำผู้ร่วมงาน นางสาวเพ็ญรัตน์ เทียมเพ็ง นายอนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ นางสาวน้ำผึ้ง ชมภูเขียว นายสุภราดา สุคนธาภิรมย์ณ พัทลุงนางศรีจำนรรจ์ ศรีจันทรา6. หลักการและเหตุผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ความต้องการผลผลิตเพิ่มขึ้นทำให้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6,783,265 ไร่ ผลผลิตรวม 5,037,018 ตัน แหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ น่าน ตาก เชียงราย และแพร่ เป็นต้น มีพื้นที่ปลูก 4,594,772 ไร่ ผลผลิตรวม 3,408,632 ตัน จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ปลูก 866,907 ไร่ รองลงมา คือ จังหวัดน่าน และตาก มีพื้นที่ปลูก 663,099 และ 559,897 ไร่ ตามลำดับ เมื่อมีการขยายพื้นที่ปลูก ทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดการระบาดของโรคและแมลง ซึ่งมีผลทำให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงแมลงเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญและพบในทุกแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ คือ หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด หนอนเจาะฝักข้าวโพดหนอนกระทู้ข้าวโพด หนอนกระทู้หอม เพลี้ยไฟ และเพลี้ยอ่อนข้าวโพด เป็นต้น ปลายปี 2561 กรมวิชาการเกษตร รายงานว่า พบหนอนชนิดหนึ่งเข้าทำลายและทำความเสียหายให้กับข้าวโพด หนอนชนิดนี้เป็น
- 10 -ทะเบียนวิจัยปี 2566หนอนชนิดใหม่ เรียกว่า หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall armyworm : Spodoptera frugiperda JE Smith) การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดเพชรบูรณ์นั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จะพ่นสารอีมาเมกตินเบนโซเอตเพื่อกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าสารอื่นๆ การพ่นสารอีมาเมกตินเบนโซเอต ติดต่อกันหลายครั้ง หรือ เกินความจำเป็น อาจทำให้หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดสร้างความต้านทานต่อสารอีมาเมกตินเบนโซเอต ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และเกิดปัญหาสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ในอนาคตในต่างประเทศมีการศึกษา พบว่า เทคโนโลยีอารักขาพืชในการแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานที่เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ง่ายที่สุด คือ การใช้สารแบบหมุนเวียน (pesticide rotation) ซึ่งเป็นการหมุนเวียนการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มกันในแต่ละช่วงเวลา หรือ ในแต่ละหนึ่งช่วงอายุขัยของศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดข้อมูลงานวิจัยในการป้องกันและแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานในระดับพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเพื่อหารูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพลดปัญหาความต้านทานในแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สามารถลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ทำให้ได้ผลผลิตข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย7. วัตถุประสงค์1. เพื่อหารูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถแก้ปัญหาการระบาดของศัตรูพืชต้านทานในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูก ในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์2. เพื่อทดสอบรูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถแก้ปัญหาการระบาดของศัตรูพืชต้านทานและลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดเพชรบูรณ์8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลการใช้สารฆ่าแมลงในแต่ละช่วงการเจริญของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อกำหนดรูปแบบการหมุนเวียนสารฆ่าแมลง9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์นครสวรรค์ 3
- 11 -ทะเบียนวิจัยปี 25662. สารฆ่าแมลง อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6) อีมาเมกตินเบนโซเอต 5% WG (กลุ่ม 6)ลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15) สไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5) คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC (กลุ่ม 28) คลอแรนทรานิลิโพรล 62.5% FS (กลุ่ม 28) คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13) เดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A) ฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B) อิมิดาโคลพริด 70% WG (กลุ่ม 4A) แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A) คาร์บาริล 85% WP (กลุ่ม 1A) เชื้อแบคทีเรีย (Bt.) (กลุ่ม 11)3. เครื่องพ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงดันน้ำ4. ปุ๋ยเคมีเกรด เกรด 16-20-0 และ 46-0-05. เครื่องชั่งน้ำหนัก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธี 9.2.2 กรรมวิธีพ่นสารตามระยะการเจริญเติบโตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เปรียบเทียบกับกรรมวิธีของเกษตรกร และกรรมวิธีไม่พ่นสาร ดังนี้กรรมวิธี กรรมวิธีที่ 1 กรรมวิธีที่ 2 กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4(วิธีเกษตรกร)กรรมวิธีที่ 5ระยะการเจริญเติบโตของ (ไม่ใช้สารฆ่าแมลง)ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ (VE – VT) (อายุ 0-56 วัน)• สัปดาห์ที่ 1 (VE – V1) (อายุ 0-7 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC(กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5) คลุกเมล็ดด้วยสารฆ่าแมลง คลอแรนทรานิลิโพรล62.5% FS(กลุ่ม 28)- -• สัปดาห์ที่ 2 (V2 – V5) (อายุ 8-14 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5)- พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 5% WG (กลุ่ม 6)-• สัปดาห์ที่ 3 (V5 – V6) (อายุ 15-21 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC (กลุ่ม 6)- พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 5% WG (กลุ่ม 6)-หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกอก)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นเชื้อแบคทีเรีย(Bt.) (กลุ่ม 11)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A)- -
- 12 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธี กรรมวิธีที่ 1 กรรมวิธีที่ 2 กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4(วิธีเกษตรกร)กรรมวิธีที่ 5ระยะการเจริญเติบโตของ (ไม่ใช้สารฆ่าแมลง)ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์• สัปดาห์ที่4 (V6 – V7) (อายุ 22-28 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 5% WG (กลุ่ม 6)หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นเชื้อแบคทีเรีย(Bt.) (กลุ่ม 11)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A)- -• สัปดาห์ที่5 (V7 – V9) (อายุ 29-35 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92%EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 5% WG (กลุ่ม 6)-หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A) พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)- -เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 5-10% ของพื้นที่ใบ)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)- -• สัปดาห์ที่6 (V9 – V11) (อายุ 36-42 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงสไปนีโทแรม 12% SC (กลุ่ม 5)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)- -หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A) พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)- -เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือ ช่อดอก)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)- -• สัปดาห์ที่7 (V12 – V14) (อายุ 43-49 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC(กลุ่ม 28)พ่นสารฆ่าแมลงคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)- -หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นเชื้อแบคทีเรีย(Bt.) (กลุ่ม 11)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)- -
- 13 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธี กรรมวิธีที่ 1 กรรมวิธีที่ 2 กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4(วิธีเกษตรกร)กรรมวิธีที่ 5ระยะการเจริญเติบโตของ (ไม่ใช้สารฆ่าแมลง)ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือ ช่อดอก)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% WP (กลุ่ม 1A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมาเม็กตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)- -• สัปดาห์ที่ 8 (V14 – VT) (อายุ 50-56 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC(กลุ่ม 28)พ่นสารฆ่าแมลงคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC(กลุ่ม 13)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)- -หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นเชื้อแบคทีเรีย(Bt.)(กลุ่ม 11)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC(กลุ่ม 15)- -เพลี้ยอ่อน(ET = พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือ ช่อดอก)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% CS(กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG(กลุ่ม 4A)- -ระยะออกดอกและผสมเกสร (R1) (อายุ 57-63 วัน)• สัปดาห์ที่ 9 (57-63 วัน)หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด(AT = การทำลายที่ระดับ 4)พ่นสารฆ่าแมลงคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% SC (กลุ่ม 13)พ่นสารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC(กลุ่ม 28)พ่นเชื้อแบคทีเรีย(Bt.) (กลุ่ม 11)- -หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด(ET = ยอดถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น ในระยะออกดอก)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% EC (กลุ่ม 3A) พ่นเชื้อแบคทีเรีย(Bt.) (กลุ่ม 11)- -เพลี้ยไฟ(ET = พบเพลี้ยไฟ 10-20 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลง เดลทาเมทริน 3%EC (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG (กลุ่ม 4A)- -ระยะสร้างเมล็ดและสะสมน้ำหนัก (R2 – R5)สัปดาห์ที่ 10-16 (อายุ 64-112 วัน)- - - - -ระยะสุกแก่ทางสรีระ (R6)สัปดาห์ที่ 17 (อายุ 113 –119 วัน)- - - - -9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในแปลงย่อยขนาด 4.50 x 6.00 เมตร จำนวน 6 แถว ต่อแปลงย่อย ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-20-0 อัตรา 50กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมพร้อมปลูก กลบดิน เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 20 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างต้น หรือ ข้างแถว แล้วพรวนดินกลบ
- 14 -ทะเบียนวิจัยปี 25662. เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 1 สัปดาห์ สุ่มนับจำนวนแมลงศัตรูธรรมชาติ จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 20 ต้นต่อแปลงย่อย พ่นสารฆ่าแมลงตามกรรมวิธีต่างๆ เมื่อพบแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระบาดหรือเข้าทำลายถึงระดับเศรษฐกิจ [หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด : การทำลายที่ระดับ 4 (พบรอยแทะบนผิวใบยาวเป็นขีด ขนาดยาว 1.3 – 2.5 เซนติเมตร จำนวนเพิ่มมากขึ้น) หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด : ยอด ถูกทำลาย 50% หรือ พบหนอนเจาะลำต้นข้าวโพด 2 ตัว/ต้น เพลี้ยไฟ : 10-20 ตัว/ต้น เพลี้ยอ่อนข้าวโพด : พบเพลี้ยอ่อนข้าวโพด 25% ของพื้นที่ใบ หรือ ช่อดอก] นับจำนวนแมลง ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติหลังจากพ่นสารฆ่าแมลง 7 วัน เก็บผลผลิตจากพื้นที่เก็บเกี่ยว 3.00x5.50 เมตร9.2.4 การบันทึกข้อมูลจำนวนแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติน้ำหนักผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นทุนในการพ่นสารฆ่าแมลง สารพิษตกค้างในผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบูรณ์ 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 8,672 7,407 - - 16,079
- 15 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 12 03 65 02 02 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 12 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านอารักขาพืชเพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช2. ชื่อโครงการวิจัย 57 วิจัยเทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการอารักขาพืชเพื่อแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชต้านทานและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในพืชไร่ พืชผัก และไม้ผลในระบบทำเกษตร แปลงใหญ่4. ชื่อการทดลอง 2.2 การจัดการปัญหาความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดในระบบการทำการเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีโดยการใช้สาร ฆ่าแมลงแบบหมุนเวียน5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า นางสาวสุรีรัตน์ ทองคำผู้ร่วมงาน นายสมบัติ บวรพรเมธี นายอนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ นางสาวน้ำผึ้ง ชมภูเขียว นายสุภราดา สุคนธาภิรมย์ณ พัทลุงนางศรีจำนรรจ์ ศรีจันทรา6. หลักการและเหตุผลถั่วเหลืองฝักสด (Vegetable Soybean) คนไทยส่วนใหญ่เรียกถั่วเหลืองฝักสดว่า ถั่วแระญี่ปุ่น ถั่วเหลืองฝักสด เป็นถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวในระยะฝักเต่งและฝักยังเขียวอยู่ ปัจจุบันถั่วเหลืองฝักสดเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น สามารถปลูกได้ตลอดปีในสภาพที่อากาศไม่ร้อนจัด หรือ เย็นจัด ให้ผลตอบแทนสูงและเร็ว เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร กรดไขมันอิ่มตัว พลังงาน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1วิตามินบี 2 และวิตามินซีเป็นต้น เกษตรกรจึงนิยมปลูกมากขึ้น เพื่อการบริโภคและการส่งออก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักในการนำเข้าถั่วฝักสดจากประเทศไทยในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองฝักสด 6,363 ไร่ ผลผลิตรวม 6,660 ตัน แหล่งปลูกถั่วเหลืองฝักสด ที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย และเพชรบูรณ์ จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด คือ จังหวัดอุทัยธานี มีพื้นที่ปลูก 2,302 ไร่ ผลผลิตรวม 5,763 ตัน รองลงมา คือ
- 16 -ทะเบียนวิจัยปี 2566จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และเพชรบูรณ์มีพื้นที่ปลูก 1,245 840 และ 780 ตามลำดับ ผลผลิตรวม 1,245 840 และ 780 ตัน ตามลำดับ การปลูกถั่วเหลืองฝักสดในจังหวัดอุทัยธานี เป็นการปลูกสำหรับการส่งออก (พื้นที่ปลูกประมาณ 6,500 ไร่) และการปลูกสำหรับบริโภคภายในประเทศ (พื้นที่ปลูกประมาณ 2,300 ไร่) การปลูกสำหรับการส่งออก เป็นการปลูกของเกษตรกรที่มีการทำสัญญากับบริษัทส่งออก ส่วนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรู ถั่วเหลืองฝักสดนั้น บริษัทจะกำหนดช่วงเวลาที่จะให้เกษตรกรใช้สารฆ่าแมลง ทำให้มีการใช้สารฆ่าแมลงในกลุ่มเดียวกันติดต่อกันหลายครั้ง ส่วนการปลูกสำหรับบริโภคภายในประเทศ เป็นการปลูกของเกษตรกรที่ไม่ต้องทำสัญญากับบริษัทส่งออก เกษตรกรสามารถปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวตามวิธีการของเกษตรกร เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้พันธุ์ถั่วเหลืองฝักสดสำหรับบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่สามารถซื้อได้ตามแหล่งปลูกหรือตลาดในกรุงเทพฯ เกษตรกรจะเก็บผลผลิตโดยตัดทั้งต้น มัดรวมกัน มัดละประมาณ 5 กิโลกรัม ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายในพื้นที่ หรือส่งจำหน่ายในตลาดกรุงเทพฯ การเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของถั่วเหลืองฝักสดลดลง แมลงศัตรูสำคัญของถั่วเหลืองฝักสด เป็นแมลงชนิดเดียวกับแมลงศัตรูถั่วเหลือง โดยทำความเสียหายให้กับการปลูกถั่วเหลืองฝักสด และเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตและคุณภาพถั่วเหลืองฝักสดลดลง แมลงศัตรูสำคัญของถั่วเหลืองฝักสด ได้แก่ หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว แมลงหวี่ขาวยาสูบ และหนอนเจาะฝักถั่วส่วนการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้สารฆ่าแมลง ชนิดเดียวกันและใช้ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่บริษัทกำหนดให้ใช้ในถั่วเหลืองฝักสดสำหรับการส่งออก ซึ่งการใช้การใช้สารฆ่าแมลงในกลุ่มเดียวกันติดต่อกันหลายครั้ง หรือ เกินความจำเป็นในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด อาจทำให้แมลงสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารฆ่าแมลงในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการปลูก ถั่วเหลืองฝักสดที่จังหวัดอุทัยธานีในอนาคตในต่างประเทศมีการศึกษา พบว่า เทคโนโลยีอารักขาพืชในการแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานที่เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ง่ายที่สุด คือ การใช้สารแบบหมุนเวียน (pesticide rotation) ซึ่งเป็นการหมุนเวียนการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดต่างๆ ที่อยู่ต่างกลุ่มกันในแต่ละช่วงเวลา หรือ ในแต่ละหนึ่งช่วงอายุขัยของศัตรูพืช อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังขาดข้อมูลงานวิจัยในการป้องกันและแก้ปัญหาศัตรูพืชต้านทานในระดับพื้นที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาเพื่อหารูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพลดปัญหาความต้านทานในแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสดที่ต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช สามารถลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี ทำให้ได้ผลผลิตถั่วเหลืองฝักสดที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
- 17 -ทะเบียนวิจัยปี 25667. วัตถุประสงค์1. เพื่อหารูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถแก้ปัญหาการระบาดของศัตรูพืชต้านทานในถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี2. เพื่อทดสอบรูปแบบการใช้สารป้องกันกำจัดกำจัดศัตรูพืชแบบหมุนเวียนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถแก้ปัญหาการระบาดของศัตรูพืชต้านทานและลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินความจำเป็นในถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในระบบการทำเกษตรแปลงใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลการใช้สารฆ่าแมลงในแต่ละช่วงการเจริญของถั่วเหลืองฝักสดในจังหวัดอุทัยธานี เพื่อกำหนดรูปแบบการหมุนเวียนสารฆ่าแมลง9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสด พันธุ์เชียงใหม่ 84-22. สารฆ่าแมลง ไตรอะโซฟอส 40% EC (กลุ่ม 1B) ฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B) อิมิดาโคลพริด 70% WS (กลุ่ม 4A) อิมิดาโคลพริด 35% SC (กลุ่ม 4A) อิมิดาโคลพริด 70% WG (กลุ่ม 4A) แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A) แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A) ลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15) อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6) บูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16) ปิโตรเลียม สเปรย์ ออยล์ 83.9% EC คาร์บาริล 85% WP (กลุ่ม 1A) อะเซททามิพริด 20% SP (กลุ่ม 4A)3. เครื่องพ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงดันน้ำ4. ปุ๋ยเคมีเกรด เกรด 8-24-245. เครื่องชั่งน้ำหนัก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีพ่นสารตามระยะการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองฝักสด เปรียบเทียบกับกรรมวิธีของเกษตรกร และกรรมวิธีไม่พ่นสาร ดังนี้
- 18 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธี กรรมวิธีที่ 1 กรรมวิธีที่ 2 กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4(วิธีเกษตรกร)กรรมวิธีที่ 5(ไม่ใช้สารฆ่าแมลง) ระยะการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองฝักสดระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ (VE – Vn) (อายุ 0-35 วัน)• สัปดาห์ที่ 1 (VE) (อายุ 0-7 วัน)หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% EC(กลุ่ม 1B) พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)คลุกเมล็ดด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WS(กลุ่ม 4A) พ่นสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% WP (กลุ่ม 1A) -• สัปดาห์ที่ 2 (VC) (อายุ 8-14 วัน)หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว(ET = ต้นถูกทำลาย 10%)พ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)- พ่นสารฆ่าแมลงอะเซททามิพริด20% SP(กลุ่ม 4A) +คาร์บาริล 85% WP (กลุ่ม 1A)-• สัปดาห์ที่ 3 (V1) (อายุ 15-21 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG(กลุ่ม 4A) +แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC(กลุ่ม 3A)-หนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS(กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)- -แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 35% SC(กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอะซีทามิพริด 20%SP (กลุ่ม 4A) +อีโทเฟนพรอกซ์20% EC(กลุ่ม 3A)-• สัปดาห์ที่4 (V1 – V2) (อายุ 22-28 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS(กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด70% WG(กลุ่ม 4A) + แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A-
- 19 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธี กรรมวิธีที่ 1 กรรมวิธีที่ 2 กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4(วิธีเกษตรกร)กรรมวิธีที่ 5(ไม่ใช้สารฆ่าแมลง) ระยะการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองฝักสดหนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)- -เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด35% SC (กลุ่ม 4A)- -แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 35% SC(กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอะซีทามิพริด 20% SP (กลุ่ม 4A) +อีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC (กลุ่ม 3A)-• สัปดาห์ที่5 (V2 – V3) (อายุ 29-35 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5%CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A) +อะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)-หนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)- -เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)- -แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)- -ระยะออกดอกและติดฝักของถั่วเหลืองฝักสด (R1 – R6) (อายุ 36-55 วัน)• สัปดาห์ที่6 (R1) (อายุ 36-42 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A) +อิมิดาโคลพริด70% WG(กลุ่ม 4A)-
- 20 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธี กรรมวิธีที่ 1 กรรมวิธีที่ 2 กรรมวิธีที่ 3 กรรมวิธีที่ 4(วิธีเกษตรกร)กรรมวิธีที่ 5(ไม่ใช้สารฆ่าแมลง) ระยะการเจริญเติบโตของถั่วเหลืองฝักสดหนอนม้วนใบ(ET = ใบถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงลูเฟนนูรอน 5% EC (กลุ่ม 15)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)- -เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)- -แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% SC (กลุ่ม 2B)พ่นสารฆ่าแมลงปิโตรเลียม สเปรย์ ออยล์ 83.9% ECพ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)- -• สัปดาห์ที่7 (R2) (อายุ 43-49 วัน)หนอนกระทู้ผัก(ET = ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A) + อะเซททามิพริด20% SP (กลุ่ม 4A)-หนอนเจาะฝักถั่ว(ET = ฝักถูกทำลาย 10% หรือ พบหนอนเจาะฝักถั่ว 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC (กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)- -เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง(ET = ต้นถูกทำลาย 30%)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 35% SC(กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC(กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)- -แมลงหวี่ขาวยาสูบ(ET = พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 35% SC(กลุ่ม 4A)พ่นสารฆ่าแมลงปิโตรเลียม สเปรย์ ออยล์ 83.9% ECพ่นสารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 40% SC (กลุ่ม 16)- -• สัปดาห์ที่8 (R3) (อายุ 50-56 วัน)หนอนเจาะฝักถั่ว(ET = ฝักถูกทำลาย 10% หรือ พบหนอนเจาะฝักถั่ว 1 ตัว/ต้น)พ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส40% EC(กลุ่ม 1B)พ่นสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC (กลุ่ม 6)พ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% CS (กลุ่ม 3A)พ่นสารฆ่าแมลง แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC (กลุ่ม 3A)-• สัปดาห์ที่ 9 (R4 – R5) (อายุ 57-63 วัน)- - - - -• สัปดาห์ที่ 10 (R6) (อายุ 64-70 วัน)- - - - -
- 21 -ทะเบียนวิจัยปี 25669.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ปลูกถั่วเหลืองฝักสดในแปลงย่อยขนาด 4.40x5.00 เมตร โดยปลูกบนร่อง ขนาด 0.60x5.00เมตร จำนวน 2 แถวต่อร่อง ระยะระหว่างแถว 0.40 เมตร ระยะระหว่างต้น 0.20 เมตร ขุดหลุมและหยอดเมล็ด จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีเกรด เกรด 8-24-24 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ กำจัดวัชพืชเมื่อถั่วเหลืองฝักสดอายุ 15-20 วัน หรือ ก่อนถั่วเหลืองฝักสดออกดอก 2. เมื่อถั่วเหลืองฝักสดอายุ 1 สัปดาห์ สุ่มนับจำนวนแมลง หรือ ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย จากถั่วเหลืองฝักสด 20 ต้น ต่อแปลงย่อย พ่นสารฆ่าแมลงตามกรรมวิธีต่าง ๆ เมื่อพบแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระบาดหรือเข้าทำลายถึงระดับเศรษฐกิจ (หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว : ต้นถูกทำลาย 10% หนอนกระทู้ผัก : ใบถูกทำลาย 30% หรือ พบหนอนกระทู้ผัก 1 ตัว/ต้น หนอนม้วนใบ : ใบถูกทำลาย 30% แมลงหวี่ขาวยาสูบ : พบแมลงหวี่ขาวยาสูบ 1 ตัว/ต้น เพลี้ยอ่อนถั่วเหลือง : ต้นถูกทำลาย 30% หนอนเจาะฝักถั่ว : พบหนอนเจาะฝักถั่ว 1 ตัว/ต้น) นับจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย ศัตรูธรรมชาติ หลังจากพ่นสารฆ่าแมลง 7 วัน เมื่อถั่วเหลืองฝักสดอยู่ในระยะฝักโตเต็มที่ เก็บผลผลิตจากพื้นที่เก็บเกี่ยว 2.40x4.60 เมตร ชั่งน้ำหนักผลผลิต นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ผลทางสถิติ9.2.4 การบันทึกข้อมูลจำนวนแมลงศัตรูถั่วเหลืองฝักสด ต้นถั่วเหลืองฝักสดที่ถูกทำลาย จำนวนศัตรูธรรมชาติน้ำหนักผลผลิตถั่วเหลืองฝักสด ต้นทุนในการพ่นสาร สารพิษตกค้างในผลผลิตถั่วเหลืองฝักสด10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่ หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุทัยธานี 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี - 13,896 - - 15,440
- 22 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 21 01 65 01 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 21 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ระบบอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 108 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 1 การทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 1.1 การศึกษาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน ปยธิดา อินทรสุข สุวัฒน พูลพานอุไรวรรณ พงษพยัคเลิศ สมบูรณ วันดีกาญจนา หนูแก้ว6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่สร้างรายได้ใหกับเกษตรกร และแรงงานในระบบการผลิตอ้อย น้ำตาลทรายที่ผลิตได้ในประเทศไทย 2 ใน 3 จะสงออกต่างประเทศ ที่เหลือใชบริโภคภายในประเทศ ในป 2562 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 11-12 เซนต/ปอนด ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และคาดวา ยังคงต่ำต่อเนื่องไปอีก 1-2 ป ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคน้ำตาลนั้น เริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามการเขาถึงข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี ไม่วาจะเป็นด้าน สุขภาพต่างๆ องคความรูในการผลิตพืชกอนจะมาถึงมือผู้บริโภค ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่วาจะเป็นกลุ่มเป้าหมายคนรุนใหม่ รวมทั้งผู้บริโภคที่ตองการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดลอมตามกระแสความตองการโลกในปจจุบัน หันมาสนใจและใหความสำคัญกับการเลือกสินคา หรือผลผลิตทางการเกษตร ที่มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอมมากขึ้น การเลือกบริโภคน้ำตาลก็เชนเดียวกัน เนื่องจากกระแสการดูแลสุขภาพ การใสใจสิ่งแวดลอม ทำให้ผู้บริโภคสนใจน้ำตาลที่ผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย จะเห็นวาราคาน้ำตาลออแกนิค (organic sugar) มีสวนต่างสูงกว่าน้ำตาลปกติ 2-3 เทา โรงงานน้ำตาลเองก็มีความ ตองการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย มีการติดตอสอบถามหน่วยงานของศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหรือศูนย์วิจัยพืชไรขอนแกน เกี่ยวกับองคความรูดังกล่าว ดังนั้นการผลิตอ้อยอินทรียเพื่อเป็นวัตถุดิบปอนสู่โรงงานน้ำตาลจะช่วยตอบโจทยใหกับผู้ผลิตน้ำตาลที่ตองการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระดับอินทรีย หรือหาก ไม่นำอ้อยอินทรียมาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นอ้อยงบ ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ผลิต สินคาชุมชนสามารถทำได้เพื่อตลาดสินคาในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เชน ชีวจิต อีกทั้งในประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่
- 23 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศ จากข้อมูลพื้นที่ปลูกอ้อยรวมทั้งประเทศของสำนักงานคณะกรรมการออ้อยและน้ำตาลกระทรวงอุตสาหกรรมในฤดูกาลผลิตป 2560/61 จำนวน 12,236,074 ไร พื้นที่อ้อยส่งโรงงาน 11,957,201 ไร แต่มีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ได้รับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรียของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ทั้งอ้อยโรงงาน อ้อยคั้นน้ำพื้นที่รวมเพียง 852.62 ไร ดังนั้น ระบบการปลูกอ้อยอินทรียจะเป็นระบบที่จะตอบโจทย ทั้งด้านการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย ตามนโยบายของรัฐบาลเกษตรกรมีรายไดเพิ่มขึ้นจากการผลิตอ้อยอินทรีย ผู้บริโภคได้บริโภคน้ำตาลที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย และเมื่อสามารถผลิตอ้อยอินทรียได้ทั้งหวงโซการผลิต จะช่วยแกปญหามลพิษ ฝุ่นละออง ช่วยใหสิ่งแวดลอมดีขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ ที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยอินทรีย์มีต้นทุนในระดับที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. ปุ๋ย 4 ชนิด คือ 1) ปุ๋ยอินทรีย์โดยใช้ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 2) ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-III 3) ปุ๋ยพืชสดถั่วเขียว 4) ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ2. อ้อยพันธุ์อู่ทอง 17 3. อุปกรณ์เตรียมดิน เครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์4. ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เช่น บีที5. เครื่องจักรกลการเกษตรกำจัดวัชพืช6. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส7. ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน8. อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์บันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 3 ซํ้า 9.2.2 กรรมวิธีประกอบด้วย 7 กรรมวิธีคือกรรมวิธีที่ 1 ไมใชปุยกรรมวิธีที่ 2 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศตามคาวิเคราะหดินกรรมวิธีที่ 3 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศอัตรา 1.5 เทาของคาวิเคราะหดิน
- 24 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรรมวิธีที่ 4 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศอัตรา 2 เทาของคาวิเคราะหดินกรรมวิธีที่ 5 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศตามคาวิเคราะหดิน + ปุยชีวภาพ PGPR-IIIกรรมวิธีที่ 6 ใสปุยหมักแบบเติมอากาศตามคาวิเคราะหดิน + ปุยอินทรียนํ้ากรรมวิธีที่ 7 ปุยชีวภาพ PGPR-III+ปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ทำการเก็บเกี่ยวอ้อยปลูก เมื่ออายุ 11- 12 เดือน2. ดูแลรักษาอ้อยตอ 1 กำจัดแมลงเมื่อพบโดยใช้ชีวภัณฑ์ กำจัดวัชพืชไม่ให้รบกวนการเจริญเติบโต ของอ้อยใส่ปุ๋ยตามกรรมวิธี โดยเก็บตัวอย่างดินหลังเก็บเกี่ยวอ้อยตรวจวิเคราะห์วิเคราะห์ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ นำผลวิเคราะห์มาคำนวณหาปริมาณปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศที่ต้องใส่ตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยเทียบเคียงกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในการผลิตอ้อย ของกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการ ผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร 3. กรรมวิธีที่ 1 ไม่ใช้ปุ๋ย เพื่อเป็นแปลงเปรียบเทียบ 4. การใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามกรรมวิธีที่ 2 3 และ 4 ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามกรรมวิธีที่กำหนด ตามลำดับ โดยใส่ปุ๋ยโรยตามแถวอ้อย แล้วพรวนดินกลบ5. กรรมวิธีที่ 5 ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-III ผสมปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ คลุกเคล้ากับปุ๋ยชีวภาพ PGPR-III แล้วโรยปุ๋ยตามแถวอ้อยแล้วพรวนดินกลบอัตราปุ๋ยชีวภาพ PGPR-III 1 ถุงผสมปุ๋ยแบบเติมอากาศ 250 กิโลกรัม (กรมวิชาการเกษตร, 2559) 6. กรรมวิธีที่ 6 ใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศตามค่าวิเคราะห์ดิน + ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ การใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ ปฏิบัติเช่นเดียวกับกรรมวิธีที่ 2 วิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำอัตรา 1 ลิตร/น้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นทางใบจำนวน 3 ครั้ง เมื่ออ้อยตออายุ 1 2 และ 3 เดือน7. กรรมวิธีที่ 7 ปุ๋ยชีวภาพ PGPR-III+ปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping) ใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์1 ถุง ผสมน้ำ 50 ลิตร ฉีดพ่นลงตออ้อย หลังเก็บเกี่ยวขณะดินมีความชื้น แล้วเกลี่ยใบกลบเพื่อรักษา ความชื้น การปลูกถั่วเขียวแซม หลังอ้อยตองอก 2-3 สัปดาห์ ให้ใช้เครื่องมือจอบหมุนติดตั้งรถแทรกเตอร์เข้าไปตีดินและหยอดเมล็ดถั่วเขียว ระหว่างแถวอ้อย ใช้เมล็ดอัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อถั่วอายุ 45 วัน ทำการตัดและใช้เครื่องจักรขนาดเล็กสับกลบลง ร่องอ้อย 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 11-12 เดือน พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร/แปลง เพื่อเก็บข้อมูล- องค์ประกอบผลผลิต จำนวนผลผลิต- ค่าซีซีเอส- ผลผลิตน้ำตาล2. ความงอกที่อายุ 45 วัน หลังจากนั้น ทุกๆ 2 เดือน วัดความสูง แปลงย่อยละ 10 ต้น เช็คโรค แมลง โรคแส้ดำ โรคใบขาว หนอนกอ3. วันปฏิบัติการต่าง ๆ
- 25 -ทะเบียนวิจัยปี 256610. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงทดสอบของศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหมายเลขแปลง 11 ต.จรเขสามพัน อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี2566 2.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 49,422 59,781 1,655 12,055 122,913
- 26 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 21 01 65 01 02 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 21 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ระบบอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 108 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 1 การทดสอบเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอ้อยในระบบเกษตรอินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 1.2 การศึกษาวิธีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยระบบเกษตรอินทรีย์5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ช่ออ้อย กาฬภักดีผู้ร่วมงาน ปยธิดา อินทรสุข สุวัฒน พูลพานอุไรวรรณ พงษพยัคเลิศ สมบูรณ วันดีกาญจนา หนูแก้ว6. หลักการและเหตุผลอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ด้วยมูลค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่สร้างรายได้ใหกับเกษตรกร และแรงงานในระบบการผลิตอ้อย น้ำตาลทรายที่ผลิตได้ในประเทศไทย 2 ใน 3 จะสงออกต่างประเทศ ที่เหลือใชบริโภคภายในประเทศ ในป 2562 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 11-12 เซนต/ปอนด ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา และคาดวายังคงต่ำต่อเนื่องไปอีก 1-2 ป ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคน้ำตาลนั้น เริ่มเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามการเขาถึงข้อมูลข่าวสารเทคโนโลยี ไม่วาจะเป็นด้าน สุขภาพต่างๆ องคความรูในการผลิตพืชกอนจะมาถึงมือผู้บริโภค ทำให้กลุ่มผู้บริโภคไม่วาจะเป็นกลุ่มเป้าหมายคนรุนใหม่ รวมทั้งผู้บริโภคที่ตองการดูแลสุขภาพและสิ่งแวดลอมตามกระแสความตองการโลกในปจจุบัน หันมาสนใจและใหความสำคัญกับการเลือกสินคา หรือผลผลิตทางการเกษตร ที่มี ความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอมมากขึ้น การเลือกบริโภคน้ำตาลก็เชนเดียวกัน เนื่องจากกระแส การดูแลสุขภาพ การใสใจสิ่งแวดลอม ทำให้ผู้บริโภคสนใจน้ำตาลที่ผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย จะเห็นวาราคาน้ำตาลออแกนิค (organic sugar) มีสวนต่างสูงกว่าน้ำตาลปกติ 2-3 เทา โรงงานน้ำตาลเองก็มี ความตองการเทคโนโลยีการปลูกอ้อยระบบอินทรีย มีการติดตอสอบถามหน่วยงานของศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหรือศูนย์วิจัยพืชไรขอนแกน เกี่ยวกับองคความรูดังกล่าว ดังนั้นการผลิตอ้อยอินทรียเพื่อเป็นวัตถุดิบปอนสู่โรงงานน้ำตาลจะช่วยตอบโจทยใหกับผู้ผลิตน้ำตาลที่ตองการขยายตลาดน้ำตาลสู่ระดับอินทรีย หรือหาก ไม่นำอ้อยอินทรียมาผลิตเชิงอุตสาหกรรม ยังสามารถนํามาแปรรูปเป็นอ้อยงบ ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ผลิต สินคาชุมชนสามารถทำได้เพื่อตลาดสินคาในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เชน ชีวจิต อีกทั้งในประเทศไทยก็ยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศ จากข้อมูลพื้นที่ปลูกอ้อย
- 27 -ทะเบียนวิจัยปี 2566รวมทั้งประเทศของสำนักงานคณะกรรมการออ้อยและน้ำตาลกระทรวงอุตสาหกรรมในฤดูกาลผลิต ป 2560/61 จำนวน 12,236,074 ไร พื้นที่อ้อยส่งโรงงาน 11,957,201 ไร แต่มีพื้นที่ปลูกอ้อยที่ได้รับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรียของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) ณ วันที่ 12 มีนาคม 2563 ทั้งอ้อยโรงงาน อ้อยคั้นน้ำ พื้นที่รวมเพียง 852.62 ไร ดังนั้น ระบบการปลูกอ้อยอินทรียจะเป็นระบบที่จะตอบโจทย ทั้งด้านการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย ตามนโยบายของรัฐบาลเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการผลิตอ้อยอินทรีย ผู้บริโภคได้บริโภคน้ำตาลที่ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย และเมื่อสามารถผลิตอ้อยอินทรีย์ ได้ทั้งหวงโซการผลิต จะช่วยแกปญหามลพิษ ฝุ่นละออง ช่วยใหสิ่งแวดลอมดีขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีกําจัดวัชพืชที่เหมาะสมในการผลิตออยระบบเกษตรอินทรีย8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการกําจัดวัชพืช ที่เหมาะสมในการผลิตอ้อยอินทรีย์มีต้นทุนในระดับที่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. ออยพันธุอูทอง 17 2. ปุยหมักแบบเติมอากาศ3. เมล็ดถั่วเขียว4. อุปกรณเตรียมดิน เชน รถแทรกเตอร5. ชีวภัณฑกําจัดศัตรูพืช เชน บีที6. เครื่องจักรกลการเกษตรกําจัดวัชพืช หนวดกุงคราดสปริง จอบหมุน7. จอบ8. หองปฏิบัติการวิเคราะหคาซีซีเอส9. อุปกรณสํานักงาน อุปกรณบันทึกขอมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จํานวน 5 ซํ้า9.2.2 กรรมวิธีประกอบด้วย 4 กรรมวิธีคือกรรมวิธีที่ 1 ไมมีการกําจัดวัชพืช (weedy check) กรรมวิธีที่ 2 กําจัดวัชพืชโดยใชเครื่องจักรกลการเกษตรกรรมวิธีที่ 3 กําจัดวัชพืชโดยใชเครื่องจักรกลการเกษตรรวมกับปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping) กรรมวิธีที่ 4 กําจัดวัชพืชโดยใชแรงงานคน (hand weeding)
- 28 -ทะเบียนวิจัยปี 25669.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ทำการเก็บเกี่ยวอ้อยปลูก เมื่ออายุ 11- 12 เดือน2. ดูแลรักษาอ้อยตอ 1 โดยใส่ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศคำนวณจากผลวิเคราะห์ดิน กำจัดแมลงเมื่อพบโดยใช้ชีวภัณฑ์ 3. กำจัดวัชพืชตามกรรมวิธีที่กำหนด - กรรมวิธีที่ 1 ไม่มีการกำจัดวัชพืช (weedy check) เพื่อใช้เป็นแปลงเปรียบเทียบ- การกำจัดวัชพืชกรรมวิธีที่ 2 โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ปฏิบัติโดยการกำจัดวัชพืชในแถวอ้อยจะใช้เครื่องมือ คือ หนวดกุ้งคราดสปริงติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์ การกำจัดวัชพืชระหว่างแถวจะใช้เครื่องมือ คือ จอบหมุน ติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์ ช่วงเวลากำจัดวัชพืชเมื่ออ้อยตองอก ให้น้ำเสร็จแล้วดินมีความชื้น มีวัชพืชขึ้นสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ก็เข้าไปดำเนินการกำจัดวัชพืชทันที และทำซ้ำเมื่อมีวัชพืชขึ้นยาวประมาณ 15 เซนติเมตร จนอ้อยอายุครบ 3 เดือน- การกำจัดวัชพืชกรรมวิธีที่ 3 โดยใช้เครื่องจักรการเกษตรร่วมกับปลูกถั่วเขียวแซม (Intercropping) เมื่ออ้อยตองอก ให้น้ำเสร็จแล้วดินมีความชื้น มีวัชพืชขึ้นสูงไม่เกิน 15 เซนติเมตร ก็เข้าไปดำเนินการกำจัดวัชพืชทันทีกำจัดวัชพืชในแถวอ้อยจะใช้เครื่องมือ คือ หนวดกุ้งคราดสปริงติดตั้งท้ายรถแทรกเตอร์ การกำจัดวัชพืชระหว่างแถวจะใช้เครื่องมือ คือ จอบหมุนติดตั้งท้าย รถแทรกเตอร์หลังกำจัดวัชพืชหว่านถั่วเขียวแซมระหว่างแถวอ้อย เมื่อถั่วอายุ 45 วัน ทำการตัดและ ใช้เครื่องจักรขนาดเล็กสับกลบลงร่องอ้อย จากนั้นหว่านถั่วเขียวแซมในร่องอีกครั้ง และทำการตัดและใช้เครื่องจักรขนาดเล็กสับกลบลงร่องอ้อยเมื่อถั่วอายุ 45 วัน- การกำจัดวัชพืชกรรมวิธีที่ 4 กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน (hand weeding) หลังอ้อยตองอกแล้วถ้ามีวัชพืชขึ้นสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ใช้จอบถากกำจัดวัชพืช และทำซ้ำเมื่อมีวัชพืชขึ้น ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร จนอ้อยอายุครบ 3 เดือน9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. จำนวนชนิดและน้ำหนักของวัชพืช: สุ่มเก็บตัวอย่าง จำแนกชนิดและประเภทวัชพืช บันทึกจำนวนและน้ำหนักสด น้ำหนักแห้งวัชพืชจากทุกกรรมวิธีๆ ละ 4 จุด แต่ละจุดมีขนาด 0.5×0.5 เมตรที่ระยะ 30 60 90 120 วัน หลังตัดอ้อย โดยแยกเป็นวัชพืชใบแคบวงศ์หญ้า ประเภทใบกว้าง และประเภทกก2. จำนวนครั้งของการกำจัดวัชพืช ในกรรมวิธีที่ 2 3 43. จำนวนหน่อต่อกอ วัดความสูงของอ้อย ที่ระยะ 90 และ 120 วัน หลังงอก โดยสุ่มตัวแทน 10 ต้น/แปลง4. เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุ 11-12 เดือน พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร/แปลง เพื่อเก็บข้อมูล- องค์ประกอบผลผลิต จำนวนผลผลิต- ค่าซีซีเอส- ผลผลิตน้ำตาล5. โรคและแมลง6. ต้นทุนการกำจัดวัชพืชแต่ละกรรมวิธี
- 29 -ทะเบียนวิจัยปี 256610. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)แปลงทดสอบของศูนย์วิจัยพืชไรสุพรรณบุรีหมายเลขแปลง 9 ต.จรเขสามพัน อ.อูทอง จ.สุพรรณบุรี2566 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2565สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 36,914 67,696 1,655 12,055 118,320
- 30 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 22 02 65 02 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 22 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชผักและพืชไร่ในระบบเกษตรอินทรีย์2. ชื่อโครงการวิจัย 113 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่บางชนิดในระบบเกษตรอินทรีย์3. ชื่อกิจกรรม 2 เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์งา และข้าวโพดหวานอินทรีย์4. ชื่อการทดลอง 2.1 ศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและชนิดของปุ๋ยน้ำสกัดมูลสัตว์ที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัย นงลักษ์ ปั้นลาย6. หลักการและเหตุผลพืชอินทรีย์ คือ พืชที่ผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ หรือการตัดต่อพันธุกรรม ใช้หลักการพึ่งพิงความสมดุลตามธรรมชาติอย่างเป็นองค์รวม สร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ ผสมผสานการจัดการผลิตที่ส่งเสริมและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัจจัยการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และพิษภัยของสารเคมีที่ตกค้างในผลผลิต ในปัจจุบันกระแสความต้องการบริโภคอาหารที่มาจากการผลิตในระบบอินทรีย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตจากระบบอินทรีย์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากการผลิตพืชตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้นจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ที่เป็นอินทรีย์เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์พืชไร่ ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด ส่วนใหญ่จะผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์จากหน่วยงานภาครัฐ งา เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการตลาดสูง ปลูกง่าย ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี จังหวัดลพบุรีเป็นแหล่งผลิตงาที่สำคัญในเขตภาคกลาง ปัจจุบันเกษตรกรหันมาผลิตในรูปแบบอินทรีย์แต่ยังขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการผลิตในรูปแบบอินทรีย์ เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ดังนั้นการศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและน้ำสกัดมูลสัตว์ เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการผลิตเมล็ดพันธุ์งา และเป็นคำแนะนำให้แก่เกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศและน้ำสกัดมูลสัตว์ที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์
- 31 -ทะเบียนวิจัยปี 25668. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อัตราปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ และชนิดน้ำสกัดมูลสัตว์ที่เหมาะสมต่อการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์เพื่อเป็นคำแนะนำสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์งาแดง อุบลราชธานี 22. ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 3. เชื้อไตรโครเดอร์มา4. ไวรัสเอ็นพีวี (Nuclear Polyhedriosis Virus: NPV)5. ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย6. เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis 7. อุปกรณ์และสารเคมีในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธี9.2.2 กรรมวิธีกรรมวิธีที่ 1 ไม่ใส่ปุ๋ย (กรรมวิธีควบคุม)กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศ ไม่ฉีดพ่นปุ๋ยน้ำ กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศ + มูลสุกร กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศ + มูลไก่กรรมวิธีที่ 5 ใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศ + มูลโคเนื้อ9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมแปลงปลูกโดยการไถดินตากให้แห้ง พรวนดิน เก็บตัวอย่างดิน และปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ วิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารพืชก่อนหว่านลงแปลงส่งวิเคราะห์ ใส่ปุ๋ยหมักเติมอากาศ ในอัตราที่เหมาะสมจากขั้นตอนที่1 ก่อนทำการปลูกเป็นระยะเวลา 30 วัน เก็บตัวอย่างดินและปุ๋ยหมักวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมี ปริมาณธาตุอาหาร2. ดำเนินการปลูกงาแดง อุบลราชธานี 2 ช่วงต้นฤดูฝน (พฤษภาคม-สิงหาคม) ในไร่เกษตรกรที่ได้รับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ ขนาดแปลงย่อย 4x6 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 50 ซม. คลุกเมล็ดด้วยเชื้อไตโครเดอร์มา อัตรา 10 กรัม/เมล็ด 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 10 มิลลิลิตร เพื่อป้องกันโรคเน่าดำ แล้วโรยเมล็ดเป็นแถว เมื่องางอกแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ถอนแยกให้ต้นห่างกัน 10 ซม. ป้องกันศัตรูพืชโดยใช้เชื้อไวรัสเอ็นพีวี ไส้เดือนฝอย และเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (ตามคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร)
- 32 -ทะเบียนวิจัยปี 25663. เตรียมน้ำสกัดมูลสัตว์ นำมูลสัตว์แห้งบรรจุลงในถุงไนลอน แล้วแช่ในนํ้าอัตราส่วนมูลสัตว์ 1 กิโลกรัมต่อนํ้า 10 ลิตร ปิดฝาภาชนะที่ใช้แช่ให้สนิท และหมักไว้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง นำนํ้าสกัดส่วนใสที่ได้มาเจือจางกับนํ้าอัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อใช้เป็นปุ๋ยฉีดพ่นทางใบ เมื่อต้นงามีอายุ 15 30 40 45 50 และ 55 วันหลังปลูก4. เก็บเกี่ยวงาอายุหลังดอกบาน 42 วัน นำต้นงาตั้งตากแดดเป็นเวลา 5-7 วัน แล้วกะเทาะเมล็ด5. สุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์งาตามกรรมวิธีที่กำหนด เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้น น้ำหนัก 1,000 เมล็ด และเปอร์เซ็นต์ความงอกภายหลังการ เก็บรักษาในสภาพห้องควบคุมอุณหภูมิ20±2 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 60±2 ทุกเดือน เป็นเวลา 6 เดือน5.1 ความงอกมาตรฐาน (standard germination) ทำการเพาะเมล็ดโดยวิธีการเพาะระหว่างกระดาษ (between paper) จำนวน 100 เมล็ดต่อซ้ำ บ่มในห้องเพาะความงอกอุณหภูมิสลับ 20<=>30 องศาเซลเซียส ประเมินความงอกที่อายุ7 วัน (ISTA, 2020)5.2 ความบริสุทธิ์(purity test) ทำการคัดแยกเมล็ดพันธุ์(เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์) ออกจาก เมล็ดพืชอื่น และสิ่งเจือปน โดยชั่งน้ำหนักทุกองค์/ประกอบ คำนวณ และรายงานเป็นร้อยละ(ISTA,2020)5.3 ความชื้น (moisture test) นำเมล็ดพันธุ์/มาบดละเอียดด้วยเครื่องบด ชั่งน้ำหนัก4.5±0.5 กรัมต่อซ้ำ อบด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ130 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 1 ชั่วโมง นำไปไว้ในโถดูดความชื้นประมาณ 30 นาที คำนวณน้ำหนักที่หายไป รายงานผลเป็นร้อยละ (ISTA, 2020)6. ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. สมบัติบางประการของดินก่อนและหลังปลูกโดยการวิเคราะห์ ค่า pH ค่าการนำไฟฟ้า (EC) อินทรียวัตถุ แอมโมเนียมไนเตรท และฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ 2. ข้อมูลวันปฏิบัติการต่างๆ ได้แก่ วันปลูก วันงอก วันออกดอก 50 % วันเก็บเกี่ยว 3. ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความสูงต้น จำนวนข้อต่อต้น จำนวนกิ่งต่อต้น จำนวนฝักต่อต้น 4. ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ ความงอกที่ตรวจสอบในสภาพห้องปฏิบัติการและสภาพแปลงปลูก และความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ ความเร็วในการงอกของเมล็ดพันธุ์ที่ตรวจสอบในสภาพห้องปฏิบัติการและสภาพแปลงปลูก 5. ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา6. ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ต้นทุนการผลิต ราคาขาย รายได้ สัดส่วนรายได้ต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio : BCR)
- 33 -ทะเบียนวิจัยปี 256610. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร ต.เกาะรัง อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรีศวม. ลพบุรี2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 9,000 18,000 - - 27,000
- 34 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 01 65 01 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 121 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้ผลผลิตในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียวด้วยเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้ผลผลิตที่เหมาะสมกับดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.1 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี 2556 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน นัฐภัทร์ คำหล้า กาญจนา หนูแก้วศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนไทยไม่ต่ำกว่า 3 แสนครัวเรือน ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจไร่อ้อยให้ประสบความสำเร็จคือ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พันธุ์อ้อยที่นิยมใช้ในปัจจุบันทั้งหมดเป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นในประเทศการที่ใช้พันธุ์เดิมต่อเนื่องยาวนานศัตรูพืชได้มีการปรับตัวจนสามารถเข้าทำลายอ้อยพันธุ์นั้นๆ ได้ และการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อม มีผลทำให้พันธุ์อ้อยที่เคยให้ผลผลิตสูงในแต่ละเขตมีผลผลิตลดลงอ้อยแต่ละพันธุ์มีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ต่างกัน จากโครงการการประเมินสายพันธุ์อ้อยดีเด่นที่มีศักยภาพในแหล่งปลูกอ้อยทั่วประเทศ (พีระศักดิ์, 2557) ที่ดำเนินงานร่วมกันของนักวิจัยอ้อยทั้งประเทศได้แบ่งสภาพแวดล้อมออกเป็น 4 กลุ่ม ตามฤดูปลูกและการชลประทาน ได้แก่ ปลูกปลายฝนและต้นฝน สภาพน้ำฝนและมีน้ำชลประทาน พบว่า พันธุ์ที่แสดงศักยภาพดีเด่นในแต่ละสภาพแตกต่างกันไป ดังนั้นการใช้พันธุ์ที่เหมาะสมที่สุดเฉพาะเขตจะทำให้การผลิตของพื้นที่นั้นๆ ได้เต็มศักยภาพ7. วัตถุประสงค์เพื่อหาพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 ร้อยละ 5 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้ำฝน
- 35 -ทะเบียนวิจัยปี 25668. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยดีเด่นที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 หรือ LK92-11 ร้อยละ 5 เพื่อปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- โคลนอ้อยชุดปี 2556 ที่ได้จากการเปรียบเทียบเบื้องต้น จำนวน 8 โคลน ได้แก่ NSUT13-014 NSUT13-106 NSUT13-187 NSUT13-153 NSUT13-154 NSUT13-179 NSUT13-289 NSUT13-313 - พันธุ์ตรวจสอบขอนแก่น 3 และ LK92-11- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 - Hand refractometer- สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช- ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน10 โคลน/พันธุ์9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลอง 38 x 60 เมตรขนาดแปลงทดลองย่อย 6 x 8 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 3 x 8 เมตรปี 2563 ปลูกอ้อย ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8 เมตร พันธุ์ละ 4 แถว ตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อนๆ ละ 3 ตา วาง 2 ท่อนต่อหลุม ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่พร้อมปลูก แล้วกลบด้วยดินบางๆ และพ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน (หรือใส่ตามค่าวิเคราะห์ดิน) ให้น้ำตามความจำเป็นหรือในช่วงฝนทิ้งช่วงปี 2564 - 2565 ในอ้อยตอ 1 และตอ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ ตัดรากและให้น้ำทันที ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 1 เดือน (หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน) และให้น้ำทันทีและเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 เดือน ทำการกำจัดวัชพืชใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน ให้น้ำตามความจำเป็นหรือในช่วงฝนทิ้งช่วง
- 36 -ทะเบียนวิจัยปี 25669.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปลูก วันงอก และวันปฏิบัติการต่างๆ- เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน- ความสูง จำนวนลำ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 4 และ 6 เดือน- ความสูง จำนวนลำ จำนวนกอ ความหวาน (บริกซ์) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน- ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) จำนวนปล้อง ขนาดลำก่อนเก็บเกี่ยว- ผลผลิตอ้อย คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล - การไว้ตอ การออกดอก- การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่างๆ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 21,598 29,169 536 6,699 56,002
- 37 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 01 65 01 04 6666/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 121 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้ผลผลิตในเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียวด้วยเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์สมัยใหม่3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการให้ผลผลิตที่เหมาะสมกับดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.4 การเปรียบเทียบมาตรฐาน: โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน นัฐภัทร์ คำหล้า กาญจนา หนูแก้วศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลการเพิ่มผลผลิตอ้อย สามารถใช้เทคโนโลยีการผลิตได้หลายเทคโนโลยีโดยเทคโนโลยีด้านพันธุ์เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญ การเลือกใช้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จะสามารถทำให้พันธุ์อ้อยต่างๆ แสดงศักยภาพการให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ ปัจจุบันการใช้พันธุ์อ้อย เกษตรกรนิยมใช้พันธุ์ขอนแก่น 3 และ LK92-11 มากกว่าร้อยละ 90 และ 5 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พันธุ์อ้อยทั้ง 2 พันธุ์ดังกล่าวซึ่งปลูกมานาน ประสบปัญหาโรคและแมลงเข้าทำลายมากขึ้น และการใช้พันธุ์เดิมต่อเนื่องยาวนาน ศัตรูพืชมีการปรับตัวจนสามารถเข้าทำลายอ้อยพันธุ์นั้นๆได้นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มีผลทำให้พันธุ์อ้อยที่ เคยให้ผลผลิตสูงในแต่ละเขตมีผลผลิตลดลง เพื่อลดปัญหาในการ ผลิตอ้อย รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ การปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้อ้อยพันธุ์ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีลักษณะตรงตาม ความต้องการของเกษตรกร และโรงงาน จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 3 กวก.นครสวรรค์ 1 LK92-11 หรือร้อยละ 3 ในสภาพการปลูกแบบอาศัยน้ำฝน
- 38 -ทะเบียนวิจัยปี 25668. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรมีอ้อยพันธุ์ดีที่มีผลผลิต และความหวานสูง เหมาะสมกับเขตดินร่วน ร่วนเหนียว และดินเหนียว และเข้าถึงพันธุ์ได้ง่าย9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. โคลนอ้อยชุดปี 2559 ที่ได้คัดเลือกจากการคัดเลือกครั้งที่ 2 จำนวน 10 โคลน2. พันธุ์เปรียบเทียบขอนแก่น 3 นครสวรรค์ 1 และLK92-11 3. ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0 4. Hand refractometer 5. สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 13 โคลน/พันธุ์อ้อย ได้แก่ NSUT16-007 NSUT16-032 NSUT16-055NSUT16-058 NSUT16-064 NSUT16-075 NSUT16-087 NSUT16-088 NSUT16-097NSUT16-115 พันธุ์ขอนแก่น 3 กวก. นครสวรรค์ 1 และ LK92-119.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. ปี 2566 ปลูกอ้อย ระยะระหว่างหลุม 0.5 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8 เมตร โคลน/พันธุ์ละ 4 แถว ตัดพันธุ์อ้อยเป็นท่อนๆ ละ 2 ตา ปลูก 2 ท่อน/หลุม ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 จำนวน 50 กิโลกรัม/ไร่ พร้อมปลูก แล้วกลบด้วยดินบาง ๆ และพ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 จำนวน 50 กิโลกรัม/ไร่ เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 10-12 เดือน ใน 2 แถวกลาง2. ปี 2567 ในอ้อยตอ 1 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ ตัดราก ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 จำนวน 75-100 กิโลกรัม/ไร่ และให้น้ำทันที และเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5-3 เดือน ทำการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ และให้น้ำทันที3. การปฏิบัติดูแลรักษาอ้อยตอ หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 เดือน พร้อมทำการกำจัดวัชพืช 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. วันปลูก วันงอก วันปฏิบัติการต่าง ๆ และวันออกดอก (ถ้ามี)2. เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน (2 แถวกลาง)
- 39 -ทะเบียนวิจัยปี 25663. จำนวนหน่อ จำนวนกอ ความสูง เมื่ออ้อยอายุ 4 เดือน (2 แถวกลาง)4. จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง (สุ่ม 10 ลำ วัดจากระดับพื้นดิน ถึงคอใบสุดท้ายที่มองเห็นเมื่ออ้อยอายุ 6 เดือน (2 แถวกลาง)5. จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง และความหวาน หรือค่าบริกซ์ (วัดบริเวณส่วนกลางของลำที่สุ่ม) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)6. จำนวนลำ จำนวนกอ ความสูง ความหวาน (บริกซ์) และขนาดลำ (ซม.) โดยวัดบริเวณส่วนกลางของลำ เมื่ออ้อยอายุ 10 เดือน (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)7. ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) ขนาดลำ (ซม.) จำนวนปล้อง เมื่อเก็บเกี่ยว (สุ่ม 10 ลำ 2 แถวกลาง)8. น้ำหนักผลผลิตอ้อยปลูก และอ้อยตอ (2 แถวกลาง) คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล 9. การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาวในสภาพไร่10. วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบศักยภาพการการให้ผลผลิตและความหวานของอ้อยพันธุ์ต่าง ๆ10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 42,427 57,297 1,050 9,229 110,003
- 40 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 01 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและ น้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1. การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.1 การผสมพันธุ์อ้อยชุดปี 2564-2566 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุดมศักดิ์ ดวนมีสุขผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี มานิตย์ สุขนิมิตรณรงค์ชัย มินศิริ วริศรา บุราคร กาญจนา หนูแก้ว 6. หลักการและเหตุผลพันธุ์อ้อยที่ปลูกเพื่อการค้านั้น มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การปลูกพันธุ์อ้อยน้อยพันธุ์นั้น จะมีการสะสมโรค แมลงเพิ่มขึ้น เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ นอกจากนี้ยังคงมีความจำเป็นต้องพัฒนาพันธุ์อ้อยให้มีผลผลิตและคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยการผสมรวมตัวกันของพันธุ์อ้อยที่มีลักษณะองค์ประกอบผลผลิตที่ดีเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนลำต่อกอ ความหวาน เป็นต้น ลักษณะของพันธุ์อ้อยที่ต้องการในเขตชลประทานนั้น แตกต่างจากพันธุ์อ้อยในเขตน้ำฝน ซึ่งจะต้องมีความยาวปล้องสั้นเพื่อไม่ให้อ้อยล้ม เมื่ออ้อยมีลำต้นสูง การผสมพันธุ์อ้อยจึงเป็นขั้นตอนแรกของการปรับปรุงพันธุ์7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้คู่ผสมพันธุ์อ้อยระหว่างอ้อยลำใหญ่กับอ้อยที่มีการแตกกอมาก และมีความหวานสูง8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ช่อดอกอ้อยที่ได้รับการผสมตามวัตถุประสงค์ประมาณ 100-150 คู่ผสม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลองพันธุ์อ้อยที่มีขนาดลำใหญ่ เช่น K84-200 85-2-352 K2000-89 เป็นต้น พันธุ์ที่มีการแตกกอดี ความหวานสูง เช่น พันธุ์อู่ทอง 5 อู่ทอง 84-10 ขอนแก่น 3 และ LK92-11 เป็นต้น สารละลายกรด ซัลฟูรัส
- 41 -ทะเบียนวิจัยปี 2566กรดซัลฟูริก กรดไนตริก และกรดฟอสฟอริก กระโจมผ้า ไม้ไผ่ ป้ายพลาสติก ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 ขุยมะพร้าว ถุงพลาสติก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกอ้อยพ่อแม่พันธุ์ละอย่างน้อย 3 แถว ยาวแถวละ 6.0 เมตร ในแปลงที่มีระยะปลูกระหว่างแถว 1.3 เมตร เมื่ออ้อยได้อายุที่คาดว่าจะออกดอก ทำการตอนต้นแม่ด้วยขุยมะพร้าวบริเวณโคนต้น เมื่ออ้อยเริ่มออกดอกตัดช่อดอกอ้อยไปอบด้วยไอน้ำ เพื่อทำลายละอองเกสรตัวผู้ แล้วทำการผสมเกสรในกระโจมแบบจับคู่9.2.4 การบันทึกข้อมูล- จำนวนคู่ผสม - จำนวนต้นกล้าที่เพาะได้10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีและไร่เกษตรกร 2566 4 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 26,162 90,000 1,300 12,030 129,492
- 42 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 01 03 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.3 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2559 สำหรับสภาพชลประทานและ น้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี ผู้ร่วมงาน อุดมศักดิ์ ดวนมีสุข กาญจนา พูลเจริญเสมอนาถ บัวแจ่ม มานิตย์ สุขนิมิตร6. หลักการและเหตุผลการใช้พันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกกันมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้พันธุ์มีการเสื่อม โดยผลผลิตลดลงต้องมีการปรับปรุงพันธุ์อ้อย เพื่อเพิ่มศักยภาพของพันธุ์ให้ได้พันธุ์อ้อยที่มีผลผลิต คุณภาพความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ ทดแทนอ้อยพันธุ์เก่าที่เริ่มเสื่อมลง การเปรียบเทียบมาตรฐานเป็นขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องมาจากการเปรียบเทียบเบื้องต้น ซึ่งจะนำโคลนดีเด่นที่ได้ เข้าสู่การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อการประเมินผลผลิตและคัดเลือกโคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยสูง ผลผลิตน้ำตาลสูง และสามารถไว้ตอได้ดีในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง สำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรเขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง
- 43 -ทะเบียนวิจัยปี 2566 9.1.1 โคลนอ้อยจำนวน 10 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบจำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขอนแก่น 3 และพันธุ์ LK92-119.1.2 ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 9.1.3 สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.1.4 ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.1.5 วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ สำหรับการปลูกและเก็บเกี่ยว เช่น หลักแปลง เครื่องชั่ง เชือก ป้ายกระดาษ ถุงตาข่าย เป็นต้น9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 10 โคลน/พันธุ์ 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลองและพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาดแปลงทดลองย่อย 6 x 6 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 36.0 ตารางเมตรอ้อยตอ 2 เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำตามร่องทุก 3 สัปดาห์ หรือเมื่อมีฝนตกน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร พ่นสารควบคุมกำจัดวัชพืชหลังการให้น้ำครั้งแรก ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2 เดือน9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก ใส่ปุ๋ยและให้น้ำ วันเก็บเกี่ยว ฯลฯ- จำนวนลำเก็บเกี่ยว น้ำหนักต่อลำ ผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล- การออกดอก ทรงกอ- ค่าซีซีเอส- ระดับความรุนแรงของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว- วิเคราะห์ความแปรปรวนทางสถิติ (Analysis of variance) และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยวิธี DMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 3 ไร่
- 44 -ทะเบียนวิจัยปี 256611. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2565สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 22,500 85,000 1,440 11,000 119,940
- 45 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 01 04 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.4 การเปรียบเทียบมาตรฐานโคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทาน และน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุดมศักดิ์ ดวนมีสุขผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี เสมอนาถ บัวแจ่ม มานิตย์ สุขนิมิตร ณรงค์ชัย มินศิริ วริศรา บุราคร กาญจนา หนูแก้ว ชลธิชา แก้วเรือง 6. หลักการและเหตุผลการเปรียบเทียบมาตรฐานพันธุ์อ้อยเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมินผลผลิตอ้อยในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์อ้อยหลังจากทำการคัดเลือกโคลนอ้อยจากการเปรียบเทียบเบื้องต้น โดยจะมีขนาดแปลงทดลองที่ใหญ่และจำนวนซ้ำที่มากกว่าการเปรียบเทียบเบื้องต้น เพื่อคัดเลือกโคลนอ้อยที่มีการปรับตัวที่ดี มีผลผลิตและคุณภาพความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดี ต้านทานโรคและแมลง เหมาะสมกับพื้นที่สภาพชลประทานและมีน้ำเสริม เพื่อทดแทนอ้อยพันธุ์เก่าและลดความอันตรายทางพันธุกรรมของอ้อย เพื่อนำโคลนอ้อยดีเด่นที่ได้เข้าสู่การประเมินการเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรในพื้นที่สภาพชลประทานและมีน้ำเสริมต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อการประเมินผลผลิตและคัดเลือกโคลนอ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยสูง ผลผลิตน้ำตาลสูง และสามารถไว้ตอได้ดีในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ