- 46 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ได้โคลนอ้อยที่มีผลผลิต และความหวานสูง มีความสามารถในการไว้ตอได้ดีสำหรับนำไปใช้ปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรเขตพื้นที่ปลูกอ้อยในสภาพชลประทานและมีน้ำเสริม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง9.1.1 โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2560 (UT17) จำนวน 8 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบขอนแก่น 3 และ LK92-119.1.2 ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 9.1.3 สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช9.1.4 ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีโคลน/พันธุ์อ้อย จำนวน 10 โคลน/พันธุ์ 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลอง 39 x 77.5 เมตรขนาดแปลงทดลองย่อย 6 x 8 เมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 3 x 8 เมตรในอ้อยตอ 1 และตอ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัดแต่งตอ และให้น้ำทันที ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 1 เดือน และให้น้ำทันทีเมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 เดือน ทำการกำจัดวัชพืชใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน ให้น้ำ ตามความจำเป็นหรือในช่วงฝนทิ้งช่วง9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปลูก วันงอก และวันปฏิบัติการต่างๆ- เปอร์เซ็นต์ความงอก จำนวนหน่อ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 2 เดือน- ความสูง จำนวนลำ จำนวนกอ เมื่ออ้อยอายุ 4 และ 6 เดือน- ความสูง จำนวนลำ จำนวนกอ ความหวาน (บริกซ์) เมื่ออ้อยอายุ 8 และ 10 เดือน- ความสูง จำนวนกอ จำนวนลำเก็บเกี่ยว ความหวาน (บริกซ์) จำนวนปล้อง ขนาดลำ ที่อายุเก็บเกี่ยว 12 เดือน- ผลผลิตอ้อย คุณภาพความหวาน (ซีซีเอส) ผลผลิตน้ำตาล- การไว้ตอ การออกดอก- การระบาดของโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง ใบจุดเหลือง ยอดบิด หนอนกอ แมลงหวี่ขาว
- 47 -ทะเบียนวิจัยปี 2566- วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) และเปรียบเทียบความแตกต่าง ของค่าเฉลี่ย โดยวิธี DMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 22,500 85,000 1,440 11,000 119,940
- 48 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 01 05 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานภายใต้สภาพชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 1.5 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรโคลนอ้อยชุดปี 2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน อุดมศักดิ์ ดวนมีสุข อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรีอาภาพร หนูแดง เสมอนาถ บัวแจ่ม6. หลักการและเหตุผลการเปรียบเทียบพันธุ์อ้อยในไร่เกษตรกร เป็นการประเมินผลผลิตในพื้นที่ของเกษตรกร การปฏิบัติดูแลรักษาโดยนักวิชาการและเกษตรกร และดูการยอมรับพันธุ์อ้อยของเกษตรกร7. วัตถุประสงค์เพื่อหาพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตน้ำหนักและผลผลิตน้ำตาลสูงในสภาพแวดล้อมต่างๆ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้พันธุ์อ้อยอย่างน้อย 1 พันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำหนักและผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าพันธุ์ทดสอบ ร้อยละ 5 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูกต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- อ้อย 4 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบขอนแก่น 3 และ LK 92-11- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - สารป้องกันกำจัดวัชพืชอะทราซีน อามีทริน และไกลโฟเสท
- 49 -ทะเบียนวิจัยปี 2566- ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ค่าซีซีเอส9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB 4 ซ้ำ 9.2.2 กรรมวิธีอ้อยโคลนชุดปี 2558 จำนวน 4 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ 2 พันธุ์ (LK92-11 และขอนแก่น 3)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองขนาดแปลงทดลองและพื้นที่เก็บเกี่ยวขนาดแปลง 40 x 75 ตารางเมตรขนาดแปลงทดลองย่อย 9 x 8 ตารางเมตรพื้นที่เก็บเกี่ยว 6 x 8 ตารางเมตรปี 2565 ทำการปลูกอ้อยระยะระหว่างแถว 1.5 เมตร แถวยาว 8 เมตร พันธุ์ละ 6 แถว ปลูกแบบวางลำคู่ ตัดลำละ 3 ท่อน แล้วกลบด้วยดินบางๆ ใส่ปุ๋ย 2 ครั้งๆ ละ 50 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมปลูกและเมื่ออ้อยอายุ 2.5 เดือน ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรปี 2566 อ้อยตอ 1 ดูแลรักษาและเก็บข้อมูลอ้อย หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตให้น้ำทันที เมื่ออ้อยอายุได้ 2.5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ทำการกำจัดวัชพืชเมื่ออ้อยงอกได้ประมาณ 2.5 เดือน9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันปลูก ใส่ปุ๋ยและให้น้ำ วันเก็บเกี่ยว ฯลฯ- ผลผลิตน้ำหนัก- โรคและแมลง- ค่าซีซีเอส- ลักษณะการเกษตร เช่น ความสูง จำนวนลำต่อกอจำนวนปล้องต่อลำ ฯลฯ- การไว้ตอ(ความสามารถในการมีชีวิตของอ้อยตอ)- วิเคราะห์ข้อมูล Analysis of Varience (F-test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธีDMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร จ.สุพรรณบุรี 2566 4 ไร่จ.กาญจนบุรี 2 ไร่
- 50 -ทะเบียนวิจัยปี 2566จ.ราชบุรี 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 40,000 35,3820 1,300 22,000 417,120
- 51 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 02 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม3. ชื่อกิจกรรม 2 การศึกษาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโคลนดีเด่นที่เหมาะสม กับเขตชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 2.1 การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนของโคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า วาสนา วันดีผู้ร่วมงาน ปิยธิดา อินทร์สุข อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรีสมบูรณ์ วันดี กาญจนา หนูแก้วกนกวรรณ ฟักอ่อน6. หลักการและเหตุผลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น การปรับปรุงพันธุ์การต้านทานโรคและแมลงที่สำคัญ การเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม การวางแผนการปลูกและการเก็บเกี่ยว ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอ้อยพันธุ์ใหม่จะมีการตอบสนองต่อปัจจัยการผลิต เช่น ดิน น้ำ สภาพแวดล้อม โรคและแมลงศัตรู ตลอดจนการจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสมที่แตกต่างกันตามลักษณะและสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน อ้อยต้องการธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและใช้สะสมน้ำตาล สำหรับธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) ธาตุอาหารจุลภาค ได้แก่ เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) คลอรีน (Cl) โมลิบดีนัม (Mo) และธาตุเสริมประโยชน์ คือ ซิลิคอน (Si) ธาตุอาหารเหล่านี้มีความสำคัญในการช่วยการเจริญเติบโตของอ้อย ถ้าขาด อาจทำให้อ้อยเจริญเติบโตไม่ปกติโดยธาตุอาหารแต่ละตัว มีระดับความเหมาะสมที่อ้อยต้องการแตกต่างกันไป ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารหลักที่มีความสำคัญมากที่สุดในการสร้างผลผลิต ดังนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษา
- 52 -ทะเบียนวิจัยปี 2566การตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยพันธุ์ใหม่ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ เพื่อให้ได้แนวทางการจัดการปุ๋ยไนโตรเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นข้อมูลแนะนำแก่เกษตรกรต่อไป 7. วัตถุประสงค์ศึกษาการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนของโคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 ในอ้อยปลูกและอ้อยตอ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนของโคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 ในอ้อยปลูกและอ้อยตอ สำหรับใช้เป็นข้อมูลแนะนำการจัดการปุ๋ยไนโตรเจนแก่เกษตรกร9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- แปลงทดลองขนาด 3 ไร่- ท่อนพันธุ์อ้อย ได้แก่ โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 จำนวน 2 โคลน โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2553 จำนวน 1 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ 2 พันธุ์- ปุ๋ยเคมีเกรด เช่น ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 21-0-0 0-46-0 0-0-60- สารป้องกันกำจัดวัชพืช- อุปกรณ์วัดความหวาน ได้แก่ Hand refractometer- อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างดิน - สารเคมีและวัสดุวิทยาศาสตร์สำหรับใช้ในการวิเคราะห์ดิน9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีMain plot เป็นโคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 จำนวน 2 โคลน (UT15-060 และ UT15-094) โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2553 จำนวน 1 โคลน (UT10-044) และพันธุ์เปรียบเทียบ(ขอนแก่น 3 และ LK92-11)Sub plot เป็นปุ๋ยไนโตรเจน 5 ระดับ ได้แก่ 1) ไม่ใส่ปุ๋ย N (0 กิโลกรัม N ต่อไร่) 2) ใส่ปุ๋ย N 0.5 เท่าของอัตราแนะนำ (7.5 กิโลกรัม N ต่อไร่) 3) ใส่ปุ๋ย N 1.0 เท่าของอัตราแนะนำ (15 กิโลกรัม N ต่อไร่) 4) ใส่ปุ๋ย N 1.5 เท่าของอัตราแนะนำ (22.5 กิโลกรัม N ต่อไร่) 5) ใส่ปุ๋ย N 2.0 เท่าของอัตราแนะนำ (30 กิโลกรัม N ต่อไร่)โดยทุกกรรมวิธี ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทสในอัตราแนะนำ (3 และ 6 กิโลกรัม P2O5 และ K2O ต่อไร่)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง
- 53 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ดำเนินการอ้อยปลูก ในปี 2565-2566 อ้อยตอ 1 ปี 2566-2567 ระยะปลูกอ้อย 1.50 x 0.50 เมตร ความยาวแถว 6-8 เมตร ปลูกอ้อยหลุมละ 2 ท่อนๆ ละ 2 ตาการใส่ปุ๋ย ปุ๋ยไนโตรเจนแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่ 0.5 N ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทสอัตราตามค่าวิเคราะห์ดิน รองพื้นทั้งหมดพร้อมปลูก ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอีก 0.5 N แบบโรยข้างแถว เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือน ตามกรรมวิธี การใส่ปุ๋ยในดินที่มี pH สูง ใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 21-0-0 แทนปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 ดูแลรักษาโดยกำจัดวัชพืชและให้น้ำตามความจำเป็นเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 11-12 เดือน ชั่งน้ำหนักผลผลิต นับจำนวนลำเก็บเกี่ยว สุ่มตัวอย่างอ้อยแปลงย่อยละ 10 ลำ บันทึกองค์ประกอบผลผลิต รวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ผลทางสถิติ9.2.4 การบันทึกข้อมูล- เปอร์เซ็นต์ความงอก - การเจริญเติบโต (ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ) ที่อายุ 6 และ 9 เดือน- ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต (ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้อง)- จำนวนกอเก็บเกี่ยว จำนวนลำเก็บเกี่ยว ค่าซีซีเอส- วิเคราะห์ความแปรปรวนทางสถิติ (Analysis of variance) และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยวิธี DMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 3 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2565สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2565งบประมาณสถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 20,000 75,000 13,000 11,000 107,300
- 54 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 02 02 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม 3. ชื่อกิจกรรม 2 การศึกษาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโคลนดีเด่นที่เหมาะสม กับเขตชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 2.2 ศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2558 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี สุวัฒน์ พูลพานกาญจนา หนูแก้ว อาภาพร หนูแดงกนกวรรณ สุขกรม นพิษฐา กลัดเงิน6. หลักการและเหตุผลโรคแส้ดำ (Smut) ของอ้อย เกิดจากเชื้อรา Sporisorium scitamineum (Syd.) (Piepenbr et al.,2002) (ชื่อเดิม Ustilago scitaminea Syd) พบการระบาดและทำความเสียหายให้กับการปลูกอ้อยประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2507 (Martin, 1964) ปัจจุบันเป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในทุกพื้นที่การปลูกอ้อยและมีแนวโน้มระบาดเพิ่มขึ้นทุกปี ลักษณะอาการของโรค อ้อยจะแตกยอดเป็นแส้ยาวสีดำแทนยอดปกติ แส้ดำที่งอกออกมาอาจจะตั้งตรงหรือม้วนงอ มีความยาวตั้งแต่ 1-2 เซนติเมตร จนถึง 150 เซนติเมตร (Jack et al., 1983) อ้อยหยุดการเจริญเติบโตและแตกตาข้างมาก หากอาการรุนแรงอ้อยจะแคระแกร็น ผอม ข้อสั้น แตกกอจัด ไม่เจริญเป็นลำและแห้งตายในที่สุด ส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลง 50-80%และทำให้ความสามารถในการไว้ตอลดลง ความเสียหายของผลผลิตจะผันแปรไปตามระดับความต้านทานโรคในอ้อยแต่ละพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน (วันทนีย์ และคณะ, 2528) และอายุของอ้อย ถ้าอ้อยเป็นโรคเมื่ออายุเกิน 7 เดือน จะสามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่างจากอ้อยปกติ (วันทนีย์, 2545) มีรายงานว่า อ้อยที่เป็นโรคแส้ดำอย่างรุนแรงจะมีผลทำให้ผลผลิตน้ำตาลลดลงได้ถึง 3.85 ตันต่อเฮกตาร์
- 55 -ทะเบียนวิจัยปี 2566(0.616 ตันต่อไร่) (Glaz et al., 1989) โรคแส้ดำสามารถติดไปกับท่อนพันธุ์อ้อย สปอร์ของเชื้อราสาเหตุสามารถปลิวไปตามลมและคงความมีชีวิตอยู่ในดินได้นานทำให้เข้าทำลายอ้อยที่ปลูกใหม่ได้ การป้องกันกำจัดโรคแส้ดำสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเตรียมแปลงพันธุ์เอง โดยแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง หรือ 52 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที เพื่อนำไปปลูกในแปลงขยายพันธุ์ สามารถลดการเกิดโรคได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ (สุนี และคณะ 2528) และการใช้พันธุ์ต้านทานโรคเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะป้องกันกำจัดและลดการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการพัฒนาอ้อยพันธุ์ใหม่ๆ ให้มีศักยภาพด้านผลผลิตแล้ว ยังต้องมีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคที่สำคัญอีกด้วย การตรวจสอบปฏิกิริยาของโคลนพันธุ์ดีเด่นต่อโรคแส้ดำจึงมีความสำคัญ ก่อนที่จะรับรองพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำในอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี 2558 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ เป็นข้อมูลสำหรับการรับรองพันธุ์ และเป็นข้อมูลสำหรับแนะนำเกษตรกรต่อไป8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อ้อยโคลนดีเด่นที่มีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคแส้ดำ และได้ข้อมูลปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรับรองพันธุ์และสำหรับแนะนำพันธุ์สู่เกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2558 จำนวน 7 โคลน โคลนอ้อยชุดปี 2557 จำนวน 1 โคลน และโคลนอ้อยชุดปี 2553 จำนวน 1 โคลน โดยมีพันธุ์LK92-11 Marcos และ KK3 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ รวมทั้งหมดจำนวน 12 โคลน/พันธุ์2. สปอร์เชื้อ Sporisorium scitamineum สาเหตุโรคแส้ดำ3. ถุงตาข่ายใส่ท่อนพันธุ์4. ถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร สำหรับแช่สปอร์5. พลาสติกคลุมโรงเรือน6. สแลนพลางแสง7. ไม้หลักปักแปลง8. เชือกฟาง9. ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-1510. สารกำจัดวัชพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง
- 56 -ทะเบียนวิจัยปี 2566วางแผนการทดลองแบบ RCB 3 ซ้ำขนาดแปลงย่อย 6 x 6 เมตรระยะปลูก 1.5 x 6 เมตร9.2.2 กรรมวิธีโคลนอ้อยชุดปี 2558 จำนวน 7 โคลน โคลนอ้อยชุดปี 2557 จำนวน 1 โคลน และโคลนอ้อยชุดปี 2553 จำนวน 1 โคลน และพันธุ์เปรียบเทียบ LK92-11 Marcos และ KK3 จำนวนทั้งหมด 12 โคลนพันธุ์9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เตรียมท่อนพันธุ์ที่ต้องการทดสอบปฏิกิริยา โดยมี LK92-11 เป็นพันธุ์ resistant check และMarcos เป็น susceptible check อายุ 8-10 เดือน2. ตัดท่อนพันธุ์อ้อยขนาด 2 ตา/ท่อน โคลน/พันธุ์ละ 216 ท่อน (หลุมละ 2 ท่อน 12 หลุม 3 แถว 3 ซ้ำ) ใส่ถุงตาขาย 72 ท่อน/ถุง (3 ถุง/เบอร์)3. เตรียมเชื้อรา S. scitamineum โดยเก็บสปอร์จากต้นอ้อยที่เป็นโรคแส้ดำโดยตรง นำสปอร์มาละลายน้ำและปรับความเข้มข้นให้เท่ากับ 5 x 1064. นำท่อนพันธุ์มาแช่ในสารแขวนลอยสปอร์ (Spore suspension) ของเชื้อรา S. scitamineumที่เตรียมไว้ นาน 30 นาที นำขึ้นมากองไว้บนแผ่นพลาสติกและคลุมด้วยสแลนชุบน้ำและคลุมด้วยแผ่นพลาสติกคลุมโรงเรือนอีก 1 ชั้น บ่มไว้ 1 คืน 5. ให้น้ำแปลงที่จะปลูกก่อน 1 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้น6. นำอ้อยไปปลูกตามแผนการทดลองที่วางไว้ โดยนำไปปลูกทีละเบอร์ (ไม่นำท่อนพันธุ์ที่ inoc เชื้อแล้ววางตากแดดเป็นเวลานาน) ดูแลรักษาตามปกติ 7. ประเมินปฏิกิริยาทุกๆ 1 เดือน หลังการปลูกอ้อย ตามวิธีของ วันทนีย์ และคณะ (2530) เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุประมาณ 12 เดือน และติดตามการเกิดโรคในอ้อยตอ 1 โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล- เปอร์เซ็นต์ความงอก - เปอร์เซ็นต์กอเป็นโรคทุกๆ 1 เดือน จำนวน 10 ครั้ง- ผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิต- การเกิดโรคแส้ดำและประเมินปฏิกิริยาตาม วันทนีย์และคณะ (2530)
- 57 -ทะเบียนวิจัยปี 2566RATING SYSTEM% กอเป็นโรคgrade ปฏิกิริยา อ้อยปลูก อ้อยตอ0-3 6 1 R (ต้านทาน)4-6 7-12 27-9 13-16 3 MR (ต้านทานปานกลาง)10-12 17-20 413-25 21-30 526-35 31-40 6 MS (ค่อนข้างอ่อนแอ)36-50 41-60 751-75 61-80 8S (อ่อนแอ)76-100 81-100 9ระดับความรุนแรงของโรคระดับที่ 1 มีแส้ 1-2 แส้ การเจริญแตกกอเป็นปกติระดับที่ 2 มีแส้ 2-3 แส้ การเจริญลดลง แตกกอมากกว่าปกติ ลำอ้อยเล็กระดับที่ 3 มีแส้ 3-4 แส้ แคระแกรน แตกกอมาก ลำเล็กฝอยเป็นส่วนใหญ่ระดับที่ 4 มีแส้มากกว่า 4 แส้ แตกกอฝอยเหมือนตะไคร้ ไม่มีลำให้ผลผลิตเลย บางกอตายในที่สุด- การวิเคราะห์ข้อมูลAnalysis of Variance (F-test) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยวิธี DMRT10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566
- 58 -ทะเบียนวิจัยปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 20,000 70,000 1,300 11,000 102,300แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 03 65 02 03 6666/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 123 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์อ้อยโรงงานด้วยนวัตกรรมเพื่อการผลิตในเขตชลประทานและน้ำเสริม 3. ชื่อกิจกรรม 2 การศึกษาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโคลนดีเด่นที่เหมาะสม กับเขตชลประทานและน้ำเสริม4. ชื่อการทดลอง 2.2 ศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศผู้ร่วมงาน อัจฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี สุวัฒน์ พูลพานกาญจนา หนูแก้ว อาภาพร หนูแดงกนกวรรณ สุขกรม นพิษฐา กลัดเงิน6. หลักการและเหตุผลโรคเหี่ยวเน่าแดง (Red rot wilt) เป็นโรคที่มีความสำคัญในอ้อย ซึ่งเคยสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก โดยพบการระบาดรุนแรงเมื่อปี 2534 ในอ้อยพันธุ์อีเหี่ยวซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในขณะนั้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท (วันทนีย์ และคณะ 2535) โรคเหี่ยวเน่าแดงพบการระบาดครั้งแรกในปี 2526 (วันทนีย์และอนุสรณ์, 2529) มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Colletotrichum falcatum F.A. Went และ โดยปกติ C. falcatum ทำให้อ้อยเกิดอาการเน่าแดงที่ลำต้น และอาการ เส้นกลางใบแดง ในสภาพธรรมชาติมักพบเชื้อ F. moniliforme ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการเหี่ยวร่วมเข้าทำลายด้วยจึงเรียกว่าโรคเหี่ยวเน่าแดง พบได้ในแหล่งปลูกอ้อยทั่วประเทศ มักพบการระบาดรุนแรงในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง สภาพดินที่มีน้ำขัง รวมทั้งการปลูกอ้อยพันธุ์เดิมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน (Sharma and Tamta, 2015) หากมีการระบาดรุนแรงจะทำให้อ้อยมีอาการแห้งตายทั้งแปลง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย 30-100 เปอร์เซ็นต์ (ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์, 2560) และส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลลดลง 31-75 เปอร์เซ็นต์
- 59 -ทะเบียนวิจัยปี 2566(Munir et al., 1986) เชื้อราสาเหตุของโรคสามารถแพร่ระบาดได้โดยติดไปกับท่อนพันธุ์ เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในเศษซากอ้อยและใบอ้อยที่อยู่ในแปลง สปอร์ของเชื้อจะแพร่กระจายไปกับน้ำฝน โดยน้ำฝนจะ ชะล้างเชื้อลงดินทำให้เกิดการติดเชื้อกับท่อนพันธุ์ที่ปลูกใหม่ได้ เชื้อรา C. falcatum สามารถคงสภาพความมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน 1-2 เดือน และเข้าทำลายอ้อยได้ทางรอยแผลที่เกิดจากการเข้าทำลายของหนอนรอยแผลแตกของลำต้น และช่องเปิดธรรมชาติเชื้อรา F. moniliforme เป็นเชื้อราที่อยู่ในดิน สามารถเข้าทำลายได้ทางรากและโคนต้น ปัจจุบันพื้นที่การระบาดของโรคเหี่ยวเน่าแดงลดลง เนื่องจากที่ผ่านมามีการทดสอบความต้านทานในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้อ้อยพันธุ์ใหม่ๆ ที่แนะนำให้เกษตรกรมีความทนทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงในระดับหนึ่ง (อัปสร และคณะ 2535) แต่โรคนี้ยังถือว่าเป็นโรคที่อันตรายมาก หากมีการระบาดรุนแรงอย่างเช่นในอดีต เนื่องจากความต้านทานของอ้อยมีความผันแปร ความต้านทานอาจจะลดลงได้(อัปสร และคณะ 2537) ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง ในโคลนอ้อยดีเด่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความต้านทานนั้นยังคงอยู่ในอ้อยพันธุ์ใหม่ๆ และเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร7. วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงในอ้อยโคลนดีเด่นชุดปี 2560 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์ เป็นข้อมูลสำหรับการรับรองพันธุ์ และเป็นข้อมูลสำหรับแนะนำเกษตรกรต่อไป8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อ้อยโคลนดีเด่นที่มีความต้านทานหรือทนทานต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง และได้ข้อมูลปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรับรองพันธุ์และสำหรับแนะนำพันธุ์สู่เกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. โคลนอ้อยที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง และต้องการทราบปฏิกิริยา โดยมีพันธุ์ LK92-11 (Resistance check) และพันธุ์อู่ทอง 8 (Susceptible check) เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ2. เชื้อรา Colletotruchum falcatum และ Fusarium moniliforme สาเหตุของโรคเหี่ยวเน่าแดง3. อาหารเลี้ยงเชื้อรา Potato Dextrose Agar (PDA)4. cork borer5. กระโจมพลาสติก6. กระดาษกาว7. ปากกาเคมี8. ทรายสะอาด (ผ่านการอบฆ่าเชื้อแล้ว)9. แอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์10. เครื่องมืออุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการโรคพืช สำหรับแยกเชื้อบริสุทธิ์ เช่น ตู้ปลอดเชื้อ จานเพาะเลี้ยงเชื้อ (Petri dish) ตะเกียงแอลกอฮอล์ เป็นต้น
- 60 -ทะเบียนวิจัยปี 25669.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง-9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองการศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคเหี่ยวเน่าแดงของโคลนอ้อยชุดปี 2560 ทำการทดสอบปฏิกิริยากับโคลนดีเด่นชุดปี 2560 จำนวน 39 โคลน โดยมีพันธุ์LK92-11 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบต้านทาน (Resistance check) อู่ทอง 8 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบอ่อนแอ (Susceptible check) และพันธุ์ขอนแก่น 3 รวมทั้งหมด 42 โคลน/พันธุ์1. เตรียมอ้อยที่จะทดสอบปฏิกิริยาอายุประมาณ 10 เดือน โคลน/พันธุ์ละ 20 ลำ ตัดอ้อยที่โคนและตัดใบยอดให้เหลือใบเขียวเล็กน้อย (เหลือติดประมาณหางปลา)2. เตรียมเชื้อรา C. falcatum และ F. moniliforme ให้บริสุทธิ์ อายุประมาณ 14-21 วัน โดยเลี้ยงขยายปริมาณบนอาหาร PDA ให้เพียงพอกับอ้อยที่จะทดสอบปฏิกิริยา 3. เตรียมทรายสะอาดสำหรับปักชำอ้อย โดยนำทรายแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด 3 ครั้ง นำไปตากให้แห้ง นำไปคั่วในกระทะที่ร้อนจนแห้งสนิทเพื่อฆ่าเชื้อและเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด 4. ก่อนการใช้งานนำทรายที่ฆ่าเชื้อแล้วล้างน้ำสะอาด 3 ครั้ง และแช่น้ำสะอาดไว้ 1 คืนก่อนวันปลูกเชื้อ เพื่อให้ทรายมีความชื้น นำไปใส่ในบล็อกปูนเกี่ยให้ทั่ว ให้ทรายมีความสูงขึ้นมาประมาณ 5-6 เซนติเมตร5. ปลูกเชื้อด้วยวิธี plug method โดยทำความสะอาดปล้องอ้อยที่จะปลูกเชื้อ ประมาณปล้องที่ 5 นับจากโคนขึ้นมา เช็ดด้วยแอลกอฮอล์70 เปอร์เซ็นต์ เจาะด้วย cork borer ใส่เชื้อ ทั้งสองชนิดลงไปปิดแผลด้วยกระดาษกาว 6. จากนั้นนำอ้อยไปปักในกระบะทรายที่เตรียมไว้ และคลุมอ้อยที่ปลูกเชื้อแล้วด้วยพลาสติกให้มิดชิดทุกด้าน เพื่อทำเป็นกระโจมเก็บความชื้น8. ให้น้ำเช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น9. ประเมินปฏิกิริยา โดยผ่าอ้อยตามความยาวลำหลังการปลูกเชื้อประมาณ 6-8 สัปดาห์ ให้คะแนนการลามภายในลำอ้อยตามวิธีของอัปสร (2535) บันทึกการเจริญของอ้อยและการเกิดโรคตาม อัปสร และคณะ (2535)ระดับความรุนแรงของโรควัดจากการลามของเชื้อในลำอ้อยระดับที่ 1 แผลไม่ขยายเกินปล้องที่ปลูกเชื้อระดับที่ 2 แผลลามข้ามไป 2-3 ปล้อง
- 61 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ระดับที่ 3 แผลลามข้ามไป 4-5 ปล้องระดับที่ 4 แผลลามเกิน 5 ปล้องถึงเกือบทั้งลำ แต่ไม่เน่ากลวงระดับที่ 5 เน่ากลวงทั้งลำRATING SYSTEMอาการลามของเชื้อในลำ ปฏิกิริยา1 R (ต้านทาน)2 MR (ต้านทานปานกลาง)2-3 MS (อ่อนแอปานกลาง)3-4 S (อ่อนแอ)4-5 HS (อ่อนแอมาก)10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2565สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 20,000 70,000 1,300 11,000 102,300
- 62 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 26 04 65 00 05 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 26 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่ออุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมชีวภาพ2. ชื่อโครงการวิจัย 124 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยพลังงานเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจชีวภาพ3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 5 การศึกษาศักยภาพของอ้อยพลังงานชีวภาพเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอเทานอล5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า วาสนา วันดีผู้ร่วมงาน รวีวรรณ เชื้อกิตติศักดิ์ สมบูรณ์ วันดีกาญจนา หนูแก้ว กนกวรรณ ฟักอ่อน6. หลักการและเหตุผลประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานปีละประมาณ 85,966 ktoe และมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยคาดว่าประเทศไทยจะมีความต้องการใช้พลังงานถึง 131,000 ktoe ในปัจจุบันพลังงานที่ใช้ภายในประเทศ ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็นร้อยละ 55 จากพลังงานที่ใช้ทั้งหมด ทำให้สูญเสียเงินตราให้ต่างประเทศ และมีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 30 ในปี2579 เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากภายนอก ลดการนำเข้าพลังงาน และผลิตพลังงานทดแทนจากพืชพลังงานที่มีอยู่ อ้อยเป็นพืชที่มีศักยภาพและมีความยั่งยืนในการนำมาเป็นพืชพลังงานทดแทน เนื่องจากประเทศไทยมีการผลิตอ้อยมาก โดยมีพื้นที่ปลูกอ้อยปีละ 12 ล้านไร่ และสามารถผลิตอ้อยได้ปีละ 128 ล้านตัน ผลผลิตอ้อยทุกส่วนสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ ทั้งพลังงานไฟฟ้า ชีวมวล เชื้อเพลิง ฯลฯ ปัจจุบันมีโรงงานไฟฟ้าชีวมวลและแก๊สชีวภาพที่เปิดดำเนินการแล้ว 219 และ 187 โรงงาน ตามลำดับ ซึ่งมีกำลังการผลิต 3,007 และ 410 เมกะวัตต์แต่สามารถผลิต ได้เพียง 1,692 และ 317 เมกะวัตต์จะเห็นได้ว่ายังมีความต้องการวัตถุดิบในการผลิตพลังงานเป็นจำนวนมากแต่ประเทศไทยยังไม่มีพันธุ์อ้อยที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานโดยตรง ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะ
- 63 -ทะเบียนวิจัยปี 2566พัฒนาพันธุ์อ้อยพลังงาน ที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตชีวมวล ผลผลิตแก๊สชีวภาพ และผลผลิตเอทานอลสูงพลังงานชีวภาพที่รวดเร็วแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง7. วัตถุประสงค์เพื่อวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยพลังงานชีวภาพ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับโคลนอ้อยพลังงานชีวมวลดีเด่น โคลนอ้อยเอทานอลดีเด่น ที่มีการเจริญเติบโตเร็ว มีการสะสมน้ำหนักและน้ำตาลเร็ว มีศักยภาพในการผลิตแก๊สชีวภาพ เอทานอลและชีวมวลสูง เป็นพืชทางเลือกในการผลิตพืชพลังงานให้กับเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนโรงงานไฟฟ้า9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- อ้อยโคลนดีเด่นจากโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยเพื่อการผลิตเอทานอล ปี 2554-2558 (UTe05-102 UTe05-110 UTe05-112) และอ้อยโคลนดีเด่นจากโครงการปรับปรุงพันธุ์อ้อยอุตสาหกรรมน้ำตาล (KK07-037 KK07-250 KK07-370 KK08-599 และ NSUT10-266) และพันธุ์เปรียบเทียบ (อู่ทอง 2ขอนแก่น 3 และ LK92-11)- เชื้อ Saccharomyces cerevisiae และ/หรือ Pichia stipites- Yeast Malt medium- ตู้บ่มเชื้อ- Gas chromatography- คอลัมน์ Aminex HPX-87H- ขวดรูปชมพู่- สารเคมี ได้แก่ peptone, glucose9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองไม่ใช้แผนการทดลอง9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. การเตรียมกล้าเชื้อการเตรียมกล้าเชื้อทำได้โดยนำ Saccharomyces cerevisiae และ/หรือ Pichia stipitisมาเพาะเลี้ยงในอาหาร Yeast Malt medium (YM medium) (yeast extract 3 กรัมต่อลิตร malt
- 64 -ทะเบียนวิจัยปี 2566extract 3 กรัมต่อลิตร peptone 5 กรัมต่อลิตร glucose 10 กรัมต่อลิตร) ในขวดรูปชมพู่ (Erlenmeyer flask) ขนาด 250 ml โดยใช้ปริมาณทำการ 100 มิลลิลิตร บ่มในตู้บ่มเชื้อ ที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ก่อนนำมา ใช้เป็นกล้าเชื้อ2. การเตรียมสับสเตรทสับสเตรทที่ใช้ในการศึกษาการผลิตเอทานอลแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ น้ำอ้อย กากอ้อยสับ และลำต้นอ้อยสับ การเตรียมน้ำอ้อยและกากอ้อยสับ ทำได้โดยนำลำต้นอ้อยมาหีบแยกน้ำอ้อยด้วยเครื่องหีบอ้อย กากอ้อยที่เหลือนำมาสับให้มีขนาดประมาณ 1–2 เซนติเมตร ส่วนการเตรียมลำต้นอ้อยสับ ทำได้โดยนำลำต้นอ้อยมาสับด้วยเครื่องสับย่อย นำสับเตรทที่ได้ไปวิเคราะห์องค์ประกอบ และเก็บไว้ที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาสภาพและองค์ประกอบให้คงที่ตลอดการทดลอง3. การผลิตเอทานอลด้วยการหมักแบบกะการศึกษาศักยภาพของอ้อยในการผลิตเอทานอลด้วยกระบวนการหมัก ดำเนินการทดลองในขวด รูปชมพู่ ขนาด 250 ml ปริมาตรในการหมัก (working volume) 100 มิลลิลิตร ทำการเตรียมสับสเตรทที่ใช้ในการผลิตเอทานอล ได้แก่ น้ำอ้อย กากอ้อยสับ และลำต้นอ้อยสับ เป็นแหล่งคาร์บอน และการเตรียมกล้าเชื้อ S. cerevisiae และ/หรือ P. stipites จากนั้นเติมการเตรียมกล้าเชื้อ 10มิลลิลิตร ลงในสับสเตรทที่เตรียมไว้ข้างต้นปริมาตร 90 มิลลิลิตร นำไปบ่มที่อุณหภูมิ 35-37 องศาเซลเซียส เขย่าที่ 150 รอบต่อนาที ทำการเก็บตัวอย่างทุก 4 ชั่วโมง ทำการวิเคราะห์พารามิเตอร์ระหว่างการทดลอง คือ ปริมาณเอทานอล โดย high performance liquid chromatography (HPLC) ใช้คอลัมน์ Aminex HPX-87H ปริมาณน้ำตาลทั้งหมดโดยวิธี phenol-sulfuric acid ปริมาณของแข็งทั้งหมด (total solids; TS) และของแข็งระเหยได้ (volatile solids; VS) (APHA, 1997)4. การวิเคราะห์ศักยภาพของอ้อยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอเอทานอลการวิเคราะห์ศักยภาพของอ้อยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอเอทานอล แบ่งเป็นการวิเคราะห์ทางทฤษฎี โดยคำนวณหาปริมาณเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสของน้ำหนักแห้ง จากนั้นคำนวณหาปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์จากปริมาณเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลส แล้วคำนวณหาปริมาณเอทานอล โดยใช้ข้อมูลการผลิตเอทานอลทางทฤษฎี คือ 0.511 กรัมต่อกรัมน้ำตาลรีดิวซ์ ซึ่งมีหน่วยเป็นกรัมเอทานอลต่อกรัมไบโอแมสอ้อย แล้วจึงเปลี่ยนหน่วยเป็นกรัมเอทานอลต่อไร่ โดยการเทียบจากผลผลิตอ้อยใน 1 ไร่ ส่วนการวิเคราะห์ศักยภาพ โดยคำนวณจากปริมาณเอทานอลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งมีหน่วยเป็นกรัมเอทานอลต่อกรัมไบโอแมสอ้อย แล้วจึงเปลี่ยนหน่วยเป็นกรัมเอทานอลต่อไร่ โดยการเทียบจากผลผลิตอ้อยใน 1 ไร่9.2.4 การบันทึกข้อมูล- ปริมาณเอทานอลโดย high performance liquid chromatography (HPLC)- ปริมาณน้ำตาลทั้งหมดโดยวิธี phenol-sulfuric acid- ปริมาณของแข็งทั้งหมด (total solids; TS)- ของแข็งละเหยได้ (volatile solids; VS) (APHA, 1997)10. สถานที่ดำเนินงาน
- 65 -ทะเบียนวิจัยปี 2566สถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี - 10,228 - 1,023 10,228
- 66 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 28 01 65 01 08 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 28 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดฝักสดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและบริโภคฝักสด2. ชื่อโครงการวิจัย 128 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิตคุณภาพบริโภคและทนทานต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวาน4. ชื่อการทดลอง 1.9 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดหวาน5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ภานุวัฒน์ ศิลปะศักดิ์ขจร ฉลอง เกิดศรีวรรษมน มงคล กาญจนา พูลเจริญสุจิตรา พิกุลทอง ณรงค์ ย้อนใจทันรำพัน จงใจรักษ์6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่นั้น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ได้กำหนดไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การ
- 67 -ทะเบียนวิจัยปี 2566เปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2565 สามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น (elite sweet corn hybrids) ชุดปี 2563 จากการทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นได้จำนวน 3 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผลในการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร เพื่อคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าทดสอบและประเมินผล ตามขั้นตอนในแต่ละระดับชั้นของการทดสอบพันธุ์ต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น ที่มีสามารถให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพบริโภคดี ในสภาพแวดล้อมพื้นที่การผลิตข้าวโพดหวานของเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตใกล้เคียง หรือสูงกว่าข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า คุณภาพบริโภคดี มีความหวานไม่น้อยกว่า 14 องศาบริกซ์ จำนวน 1-2 พันธุ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบและประเมินการยอมรับพันธุ์ของเกษตรกรต่อไป9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นชุดปี 2563 ที่ผ่านการคัดเลือกพันธุ์จากการเปรียบเทียบในท้องถิ่น จำนวน 3 ลูกผสม- ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 7 พันธุ์- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 และ 46-0-0- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก เพนดิเมทาลิน 33% W/V EC- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เครื่องชั่ง ดินสอ กระดาษ มีด ผ้าขาวบาง ครกบดตัวอย่าง- เตาแก๊ส และหม้อต้มข้าวโพดหวาน- เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge)- เครื่องวัดค่าความหวาน (refractometer)9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลอง
- 68 -ทะเบียนวิจัยปี 2566วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design จำนวน 3 ซ้ำ ในต้นฤดูฝน ปี 2566 จำนวน 6 สถานที่ทดลอง ได้แก่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสตูล ประเมินพันธุ์ในแต่สภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพลหลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) 9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่นชุดปี 2563 จำนวน 3 ลูกผสม - ข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 7 พันธุ์ เป็นพันธุ์ตรวจสอบ (check variety) ได้แก่ สงขลา 84-1 ชัยนาท 2 หวาน 54 เอสเอ็ม 1351 จัมโบ้สวีท ไฮบริกซ์ 59 และไฮบริกซ์ 729.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกข้าวโพดหวานลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดหวานลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ตามแผนการทดลอง จำนวน 4 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร บันทึกข้อมูลผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งหมดในแปลงย่อยหลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดินใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร โดยให้เรียงลำดับของแปลงย่อยตามหมายเลขประจำแปลงย่อย (plot number) จากนั้นให้น้ำทั่วพื้นที่ปลูก พ่นสารกำจัดประเภทก่อนงอกหลังการปลูกโดยใช้สารอะเซโทคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดหวานมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 4 และ 6 สัปดาห์ ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดหวานในระยะข้าวโพดหวานเริ่มออกไหม เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตตามความจำเป็น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ผลผลิต และคุณภาพของผลผลิตข้าวโพดหวานตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน. 2562) รวมถึงลักษณะอื่น ๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)
- 69 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2565สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 30,500 40,000 800 7,000 78,300แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 28 02 65 01 07 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 28 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดฝักสดและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและบริโภคฝักสด2. ชื่อโครงการวิจัย 129 วิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพบริโภค3. ชื่อกิจกรรม 1 การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียว4. ชื่อการทดลอง 1.7 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรข้าวโพดข้าวเหนียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ฉลอง เกิดศรี วรรษมน มงคลกาญจนา พูลเจริญ สุจิตรา พิกุลทองณรงค์ ย้อนใจทัน รำพัน จงใจรักษ์6. หลักการและเหตุผลขั้นตอนหลักในการปรับปรุงพันธุ์พืชมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีลักษณะที่ต้องการ 2) การสร้างพันธุ์ใหม่ 3) การทดสอบและประเมินผลพันธุ์ใหม่ และ 4) การรักษาความตรงต่อพันธุ์และการขยายพันธุ์ ขั้นตอนการทดสอบและประเมินผลผลิตพันธุ์ใหม่ เป็นการแยกความแตกต่างของพันธุ์ใหม่ ที่เกิดขึ้นจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม หรือปฏิกิริยาของทั้งสองสิ่งออกจากกัน เพื่อให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดขั้นตอนการทดสอบ และ
- 70 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ประเมินผลผลิตไว้ 5 ระดับ ได้แก่ 1) การเปรียบเทียบเบื้องต้น (preliminary trial) 2) การเปรียบเทียบมาตรฐาน (standard trial) 3) การเปรียบเทียบในท้องถิ่น (regional trial) 4) การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร (farm trial) และ 5) การทดสอบในไร่เกษตรกร (field test)ในปี 2564 สามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น (elite waxy corn hybrids) จากการทดลองเปรียบเทียบในท้องถิ่นได้จำนวน 5-8 ลูกผสม จึงต้องได้รับการทดสอบและประเมินผลในการเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่น เพื่อประเมินปฏิกิริยาระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม (genotype by environment interaction) ซึ่งจะทำให้ได้ทราบว่าพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ใดที่สามารถปลูกได้ทั่วไป หรือปลูกได้เฉพาะในพื้นที่ที่เจาะจงเท่านั้น และคัดเลือกลูกผสมที่ดีเด่นเข้าประเมินการยอมรับของเกษตรกรต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่นที่ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม และมีคุณภาพการรับประทานดี8. ผลที่คาดว่าจะได้รับสามารถคัดเลือกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 1-2 ลูกผสม ที่ให้ผลผลิตฝักทั้งเปลือกไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ และมีคุณภาพการบริโภคดี ใกล้เคียงหรือดีกว่าข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์การค้าที่เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ 9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่นชุดปี 2564 จำนวน 4-6 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้าของภาครัฐและเอกชน จำนวน 5 พันธุ์- สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนงอก อะเซโทคลอร์ 50% W/V EC- สารกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เช่น อิมาเมกตินเบนโซเอต หรือ สไปนีโทแรม- สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงอื่น ๆ (ใช้เมื่อเกิดความรุนแรงในระยะต้นกล้า) - สารป้องกันกำจัดหนูซิงค์ฟอสไฟด์หรือโพลคูมาเฟน- ถุงตาข่ายเก็บผลผลิต- อุปกรณ์ต้มหรือนึ่งข้าวโพดข้าวเหนียว เช่น เตาแก๊สหรือเตาถ่าน หม้อนึ่งหรือหม้อต้ม - อุปกรณ์ชั่งตวงวัด เช่น ไม้วัดความสูง ไม้บรรทัด เวอร์เนียคาร์ลิปเปอร์ เครื่องชั่ง- อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ดินสอ ยางลบ กระดาษ มีด ถุงพลาสติก9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ randomized complete block design (RCB) จำนวน 3 ซ้ำ ปลูกทดสอบในต้นฤดูฝน ประเมินพันธุ์ในแต่สภาพแวดล้อมและข้ามสภาพแวดล้อม โดยวิธีวิเคราะห์อิทธิพล
- 71 -ทะเบียนวิจัยปี 2566หลักของพันธุกรรมบวกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาพแวดล้อม (GGE biplot analysis) (Yan, 2001; Yan and Tinker, 2006) โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์สถิติสำเร็จรูป Plant Breeding Tools (Sales et al., 2013)9.2.2 กรรมวิธี- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น จำนวน 4-6 ลูกผสม- ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า จำนวน 5 พันธุ์ เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ได้แก่ ชัยนาท 84-1 ชัยนาท 2 พลอยชมพู สวีทไวโอเล็ท และไวโอเล็ทไวท์ 9269.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองทำการปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมดีเด่น และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่เป็นพันธุ์การค้า ตามแผนการทดลอง จำนวน 6 แถวต่อแปลงย่อย แถวยาว 5 เมตร บันทึกข้อมูลผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตจากจำนวนต้นทั้งหมดในแต่ละแปลงย่อย หลังจากวันออกไหม 50% ของแต่ละแปลงย่อย 18-20 วันการปฏิบัติดูแลรักษาขณะเตรียมดินใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หยอดเมล็ดเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 0.75 เมตร หยอดเมล็ดด้วยเครื่องหยอดเมล็ดด้วยมือจำนวน 2 เมล็ดต่อหลุม ระยะห่างระหว่างต้น 0.25 เมตร พ่นสารกำจัดประเภทก่อนงอกหลังการปลูกโดยใช้สารอะลาคลอร์ อัตรา 500 มิลลิลิตรต่อไร่ และเพนดิเมทาลิน อัตรา 700 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่อต้นข้าวโพดข้าวเหนียวมีอายุได้ 2 สัปดาห์หลังปลูก ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าโดยใช้ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 22 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 2 ครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 25 และ 40 วันหลังปลูก ตามลำดับ ให้น้ำชลประทานอย่างน้อย 7 วันต่อครั้ง พ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น วางเหยื่อพิษกำจัดหนูศัตรูข้าวโพดข้าวเหนียวในระยะข้าวโพดข้าวเหนียวเริ่มออกไหม เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตตามความจำเป็น เก็บเกี่ยวผลผลิตฝักแห้งเมื่อเมล็ดพ้นระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาไปแล้ว ลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ กะเทาะเมล็ดด้วยมือใส่ซองเก็บเมล็ดพันธุ์ และเก็บรักษาไว้ในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้น9.2.4 การบันทึกข้อมูลบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรที่สำคัญ ตามคู่มือการบันทึกข้อมูลงานวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน (สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน. 2562) รวมถึง ลักษณะอื่น ๆ เช่น ลักษณะรูปทรงฝัก สีเมล็ด การเรียงตัวของเมล็ดบนฝัก เป็นต้น และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญในช่วงการปลูก เช่น ปริมาณและจำนวนวันฝนตก ความเร็วลม ความเข้มแสง อุณหภูมิกลางวันและกลางคืน ความชื้นสัมพัทธ์ เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินงาน
- 72 -ทะเบียนวิจัยปี 2566สถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 1 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2565สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 25,900 39,000 700 6,170 71,770
- 73 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 31 04 65 02 02 6666/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 31 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า2. ชื่อโครงการวิจัย 158 วิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ3. ชื่อกิจกรรม 1 การพัฒนาและคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำในโคลนดีเด่น4. ชื่อการทดลอง 2.2 การคัดเลือกพันธุ์อ้อยคั้นน้ำในเขตชลประทานชุดปี 25655. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ปิยธิดา อินทร์สุขผู้ร่วมงาน วาสนา วันดี ณรงค์ ย้อนใจทันศรัณย์รัตน์ สุวรรณพงษ์6. หลักการและเหตุผลอ้อยคั้นน้ำในประเทศไทยมีเพียง 3 พันธุ์ คือสุพรรณบุรี 50 เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากอ้อยโรงงาน ซึ่งใช้มานานมากกว่า 20 ปี และพันธุ์ศรีสำโรง 1 ได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์และทดสอบนานกว่า 19 ปี และรับรองพันธุ์เมื่อปี 2562 มีลักษณะเป็นอ้อยอเนกประสงค์ สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งคั้นน้ำอ้อยสด อ้อยเคี้ยว และส่งเป็นอ้อยโรงงานได้ แต่มีข้อจำกัด คือ เหมาะสมต่อการปลูกในเขตภาคเหนือตอนล่าง และพันธุ์ใหม่ล่าสุด ได้แก่ พันธุ์อ้อยคั้นน้ำ กวก. สุพรรณบุรี 1 ซึ่งผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงพันธุ์อ้อยคั้นน้ำต้องมีการพัฒนาพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการทดสอบและคัดเลือกเพื่อให้ได้ลักษณะพันธุ์ดีตามที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ ถ้ามีการพัฒนาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำให้มีความหลากหลายก็จะเป็นโอกาสในการขยายฐานของผู้บริโภค ดังนั้นจึงมีความ
- 74 -ทะเบียนวิจัยปี 2566จำเป็นที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาหาอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ใหม่ให้มีคุณภาพที่หลากหลายขึ้น ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และสามารถผลิตได้ตลอดปี ซึ่งจะเป็นทางเลือกและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน7. วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคลนอ้อยดีเด่นที่สามารถนำมาปลูกลงแปลงและนำไปทดสอบในขั้นตอนต่อไปได้8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้แปลงคัดเลือกโคลนอ้อยคั้นน้ำในเขตชลประทาน9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- ต้นกล้าอ้อยที่ได้จากการเพาะเมล็ดชุดปี 2565- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 - ห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพต่างๆ สำหรับน้ำอ้อยสด ฯลฯ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองปีที่ 1 ไม่มีแผนการทดลอง ปีที่ 2 วางแผนการทดลองแบบ Augmented Randomized Complete Block Design ใช้พันธุ์สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 กวก. สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 72 UTj10-2 และ UTj10-19 เป็นพันธุ์มาตรฐาน9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปีที่ 1 การคัดเลือกครั้งที่ 1 นำกล้าอ้อยอายุ 3 – 4 เดือน ที่เพาะจากเมล็ดไปปลูกในแปลงทดลองโดยปลูกหลุมละ 1 ต้น ใช้ระยะปลูก 1.30 x 0.50 เมตร ให้น้ำและดูแลรักษา เมื่ออ้อยเริ่มมีหน่อ ทำการตัดต้นอ้อยเดิมทิ้ง เมื่ออ้อยมีอายุได้ 8 เดือน ตัดอ้อยมาหีบหรือคั้นเอาน้ำอ้อยสด แล้วนำมาคัดเลือกเฉพาะลูกผสมที่ให้น้ำอ้อยสด สีเหลืองอมเขียว รสชาติหวานหอม ลำอ้อยตั้งตรงไม่ล้ม แตกกอดีทนทานต่อโรคแมลง สำหรับวิธีการคั้นน้ำอ้อยเพื่อตรวจดูสีน้ำอ้อยและคุณภาพปฏิบัติดังนี้- ตัดอ้อยจากแต่ละกอมากอละ 1 ลำ ตัดยอดทิ้งประมาณ 50 เซนติเมตรปอกเปลือกอ้อย ล้างอ้อยที่ปอกเปลือกแล้ว ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ- นำอ้อยเข้าเครื่องคั้นน้ำอ้อยที่ทำความสะอาดแล้ว และต้องล้างเครื่องคั้นน้ำอ้อยทุกครั้ง ก่อนทำการคั้นน้ำอ้อยตัวอย่างใหม่
- 75 -ทะเบียนวิจัยปี 2566- กรองน้ำอ้อยด้วยผ้าขาวบางที่สะอาด หนา 4 ชั้นบรรจุน้ำอ้อยใส่ในภาชนะเก็บน้ำอ้อยสด ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง- ตรวจสีน้ำอ้อยและคุณภาพน้ำอ้อยโดยการชิม วัดค่าความหวานของน้ำอ้อยโดยใช้ Hand Refractometer พร้อมทั้งบรรจุน้ำอ้อยสดในขวดแก้วปิดฝาให้แน่น แล้วนำไปแช่ในถังน้ำแข็งอัดเก็บความเย็นด้วยน้ำแข็งบด ทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำมาตั้งทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 ชั่วโมงก่อนทดสอบคุณภาพ โดยการประเมินสีน้ำอ้อยด้วยกระดาษเทียบสีมาตรฐาน และประเมินการยอมรับของผู้ชิม 10 ราย ด้วยแบบสอบถามเปรียบเทียบลักษณะ 5 ลักษณะ คือ ความหวาน ความหอม/กลิ่น สี รสชาติ และความชอบเทียบกับอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 และ กวก. สุพรรณบุรี 1 โดยการให้คะแนนตามแบบการชิมปีที่ 2 วางแผนการทดลองแบบ Augmented Randomized Complete Block Design โดยการคัดเลือกครั้งที่ 2 นำโคลนพันธุ์ (clone) อ้อยที่ได้จากการคัดเลือกครั้งที่ 1 ปลูกอ้อยโคลนพันธุ์ละ 1 แถว ๆ ยาว 6 เมตร ระยะปลูก 1.30x0.50 เมตร ใช้สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 กวก. สุพรรณบุรี 1สุพรรณบุรี 72 UTj10-2 และ UTj10-19 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ โดยปลูกคั่นทุก ๆ 10 โคลนพันธุ์ของลูกอ้อย (10 แถว) เมื่ออ้อยอายุ 8 เดือน เก็บเกี่ยวอ้อยคั้นน้ำโคลนพันธุ์ต่าง ๆ ทำการคั้นน้ำอ้อย ตรวจดูคุณภาพน้ำอ้อยสด (สีและรสชาติ) วัดค่าความหวานน้ำอ้อยและคัดเลือกลักษณะที่ดีเช่นเดียวกับในปีที่ 19.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันปฏิบัติการต่างๆ- ผลผลิตอ้อย ปริมาณน้ำอ้อย และองค์ประกอบผลผลิต (จำนวนลำต่อกอ ความสูงต้น ขนาดลำจำนวนปล้อง)- ค่าบริกซ์ที่อายุ 8 เดือน- การเกิดโรคและแมลงที่พบ- ปริมาณน้ำอ้อยสด ความหวาน คุณภาพน้ำคั้น (สี รสชาติ กลิ่นหอม) - ลักษณะอื่นๆ เช่น ทรงกอ การหักล้ม การออกดอก ขนที่กาบใบ สีของลำอ้อย การเข้าทำลายของโรคและแมลง เป็นต้น 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 2 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2565สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 2567
- 76 -ทะเบียนวิจัยปี 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 38,970 53,814 720 6,290 99,794แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 31 06 65 02 03 6666/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 31 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า2. ชื่อโครงการวิจัย 160 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่เฉพาะกลุ่ม (อ้อย อาหารสัตว์ ข้าวฟ่าง) เพื่อผลผลิต และคุณค่าทางโภชนาการ3. ชื่อกิจกรรม 2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเพื่อผลผลิตและคุณภาพ4. ชื่อการทดลอง 2.2 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ด5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สมบูรณ์ วันดีผู้ร่วมงาน ปิยธิดา อินทร์สุข กาญจนา พูลเจริญ สุจิตรา พิกุลทอง ณรงค์ ย้อนใจทัน รำพัน จงใจรักษ์6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่าง จัดเป็นพืชตระกูลหญ้า ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะมีลำต้นเดี่ยว แต่อาจจะแตกกอหรือหน่อได้ แล้วแต่ชนิดและพันธุ์ของข้าวฟ่าง โดยทั่วไป ข้าวฟ่างพวกที่ใช้ประโยชน์จากเมล็ดจะไม่มีการแตกหน่อ ยกเว้นกรณีที่ต้นเดิมหรือยอดถูกทำลายไป ก็จะมีการแตกหน่อขึ้นมาใหม่ ข้าวฟ่างส่วนใหญ่เป็นพืชฤดูเดียวหรือล้มลุก คือ ออกดอก ให้เมล็ด แล้วก็ตายไป แต่มีข้าวฟ่างหลายประเภทที่สามารถอยู่ข้ามปีได้ โดยการแตกกอจากต้นเดิม โดยธรรมชาติข้าวฟ่างจะเป็นพืชผสมตัวเอง แต่อาจมีการผสมข้ามโดยลมหรือแมลงถึงร้อยละ 15 พันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดที่เป็นสายพันธุ์แท้ จะสามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ปลูกในปีต่อไปได้ ถ้ามีการคัดเลือกพันธุ์ให้มีความสม่ำเสมอ จึงควรมีการคัดเลือกพันธุ์ที่มีความสม่ำเสมอ บริสุทธิ์ตรงตามพันธุ์ โดยการคัดเลือกสาย
- 77 -ทะเบียนวิจัยปี 2566พันธุ์บริสุทธิ์แบบจดประวัติสืบหรือคัดเลือกพันธุ์แบบช่อต่อแถว และนำเมล็ดที่ได้มาปลูกคัดเลือกในชั่วที่ 1-6 เพื่อให้ได้สายพันธุ์แท้สำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในการผสมพันธุ์หรือเปรียบเทียบพันธุ์ต่อไป7. วัตถุประสงค์รวบรวมพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสายพันธุ์แท้ และคัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำหนักสูงและมีลักษณะทางการเกษตรที่ดีจำนวนไม่น้อยกว่า 2 สายพันธุ์8. ผลที่คาดว่าจะได้รับเพื่อรวบรวมและคัดเลือกข้าวฟ่างสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี ให้ผลผลิตสูง สำหรับเป็นพันธุ์ทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมของข้าวฟ่าง เพื่อนำไปใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่างในอนาคต9. แนวทางการดำเนินงาน9.1. การคัดเลือกพันธุ์ข้าวฟ่าง (ปีเริ่มต้น 2566 - สิ้นสุด 2567)สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างที่ได้จากการรวบรวมจากแหล่งต่างๆ ไม่น้อยกว่า 10 สายพันธุ์- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15- ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0- ถุงกระดาษสีน้ำตาล- สารกำจัดวัชพืช- สารป้องกันกำจัดแมลง9.2 แบบและวิธีการทดลอง-9.3 วิธีปฏิบัติการทดลองปลูกข้าวฟ่างด้วยวิธีการโรยเมล็ดเป็นแถวระยะระหว่างแถว 60 เซนติเมตร แถวยาว 6 เมตร เมื่อข้าวฟ่างอายุ 15-20 วัน ถอนแยกมีระยะห่างระหว่างต้น 10 เซนติเมตร รองพื้น ด้วยปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ กำจัดวัชพืชเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 20-30 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ ในระหว่างที่ดอกข้าวฟ่างเริ่มบาน ใช้ถุงกระดาษคลุมช่อดอกข้าวฟ่าง เพื่อป้องกันการถ่ายเทละอองเกสรข้าม ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน จึงถอดถุงออก เมื่อข้าวฟ่างครบอายุเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์ ทำการเก็บเกี่ยวและบันทึกข้อมูล9.4 การบันทึกข้อมูล - ลักษณะประจำพันธุ์ เช่น ทรงช่อ ความสูง สีเมล็ด สีของลำต้น- ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตต่างๆ เช่น น้ำหนักเมล็ด /ช่อ น้ำหนัก 1,000 เมล็ด จำนวนต้นเก็บเกี่ยว เป็นต้น10. สถานที่ดำเนินการทดลอง
- 78 -ทะเบียนวิจัยปี 2566สถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 0.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2565สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2565สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 10,083 32,500 - 3,415 45,998แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี2566FF65 31 06 65 02 02 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 31 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่อื่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่า2. ชื่อโครงการวิจัย 160 วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชไร่เฉพาะกลุ่ม (อ้อยอาหารสัตว์ ข้าวฟ่าง) เพื่อผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการ3. ชื่อกิจกรรม 2 วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างเพื่อผลผลิตและคุณภาพ4. ชื่อการทดลอง 2.3 การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกรพันธุ์ข้าวฟ่างหวานเพื่อผลผลิตและคุณภาพสูง5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า สุวัฒน์ พูลพานผู้ร่วมงาน สมบูรณ วันดี อาภาพร หนูแดง ศันสนีย์ หลิมย่านกวย6. หลักการและเหตุผลข้าวฟ่างหวาน มีลักษณะทางการเกษตรและคุณสมบัติต่างๆ แตกต่างจากข้าวฟ่างเมล็ด แต่ใกล้เคียงกับอ้อย ลำต้นฉ่ำน้ำ คงความเขียวสดจนถึงระยะเก็บเกี่ยวเมล็ด มีน้ำในลำต้นหวานตั้งแต่ 18-20 บริกซ์ มีปริมาณน้ำคั้นที่หีบได้ประมาณ 35-40 % ของน้ำหนักสด นอกจากนี้ยังมีส่วนของชานแห้ง(bagasse) ประมาณ 20-25 % ของน้ำหนักสดใช้เป็นแหล่งให้พลังงานได้ดีเช่นเดียวกับชานอ้อย อายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 3-4 เดือน เร็วกว่าอ้อยประมาณ 6-8 เดือน ในสภาพที่มีการให้น้ำสามารถไว้ตอได้ ถ้ามีการจัดการที่ดีสามารถปลูกได้ถึง 3 ครั้ง/ปี ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดนอกจากส่วนของลำต้นที่สามารถใช้เป็น
- 79 -ทะเบียนวิจัยปี 2566วัตถุดิบเสริมให้กับโรงงานผลิตเอทานอลจากน้ำตาลเช่นเดียวกับโมลาสอ้อย ส่วนของเมล็ดที่มีแป้งประมาณ 60-70% ก็สามารถใช้เป็นวัตถุดิบเสริมให้กับโรงงานผลิตเอทานอลได้เช่นเดียวกับมันสำปะหลัง การผลิตข้าวฟ่างหวานที่ถูกต้องและเหมาะสมสามารถช่วยให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนสูงขึ้น ทั้งนี้การปลูกข้าวฟ่างหวานทั้งในพื้นที่ไร่และพื้นที่นา นับว่าเป็นเรื่องใหม่ของเกษตรกร ดังนั้นจึงควรทำการทดสอบและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตข้าวฟ่างหวานที่ถูกต้องและเหมาะสม สามารถช่วยให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนสูงขึ้น7. วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวฟ่างหวานที่มีศักยภาพที่ให้ผลผลิตน้ำคั้นและมีความหวานสูง สำหรับเสนอเป็นพันธุ์แนะนำต่อไป8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้พันธุ์ข้าวฟ่างหวานที่เหมาะสมอย่างน้อย 1 พันธุ์ ที่ให้ผลผลิตน้ำคั้นและมีความหวานสูง เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำเป็นน้ำเชื่อมและน้ำตาล หรือเป็นอาหารสัตว์9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน จากขั้นตอนการเปรียบเทียบพันธุ์ท้องถิ่น ปี 2560-2561 จำนวน 4 สายพันธุ์ได้แก่ CB5 CB7 CB14 และ CB23 และ พันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ Cowley Keller และ Wray 2. ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-83. อุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูก4. อุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 3 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธี ข้าวฟ่างหวาน จำนวน 4 สายพันธุ์ได้แก่ CB5 CB7 CB14 และ CB23 และ พันธุ์เปรียบเทียบ 3 พันธุ์ ได้แก่ Cowley Keller และ Wray 9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. เริ่มการทดลองในต้นฤดูฝนปลูกข้าวฟ่างหวานทั้ง 7 พันธุ์ ขนาดแปลง แถวกว้าง 3 เมตร แถวยาว 10 เมตร ระยะปลูก 0.75 x 0.15 เมตร พันธุ์ละ 4 แถว และพื้นที่เก็บเกี่ยวในแปลงย่อย(Harvesting area) ตามคำแนะนำและหลักการเก็บข้อมูลทางสถิติ 2. หยอดเมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด ถอนแยกหลังเมล็ดงอก 7 วัน ให้เหลือหลุมละ 2 ต้น
- 80 -ทะเบียนวิจัยปี 25663. กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนเมื่อข้าวฟ่างงอกได้ 21 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-8-8 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ โดยการโรยข้างแถวแล้วพูนโคนกลบ 4. เก็บเกี่ยวผลผลิตต้นสดและเมล็ดจาก 2 แถวกลางของแต่ละแปลงย่อย พื้นที่เก็บเกี่ยวทั้งหมด 9.6 ตารางเมตร (โดยเก็บเกี่ยวจากข้าวฟ่างหวานแถวกลาง แต่ละแปลงย่อย 2 แถวกลาง เว้น 2 แถวริม เว้นหัวและท้ายแปลงด้านละ 1 เมตร) ในระยะที่เมล็ดสุกแก่ทางสรีรวิทยา ทำการทดลองอีกครั้งในช่วงปลายฝนเดือนกรกฎาคมโดยใช้ชุดพันธุ์เดิม และทำการทดลองเช่นเดียวกับต้นฤดูฝน9.2.4 การบันทึกข้อมูล- วันงอก วันดอกบาน และวันปฏิบัติการต่าง ๆ- จำนวนต้นเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวผลผลิตต้นสดและเมล็ดจาก 2 แถวกลางของแต่ละแปลงย่อยพื้นที่เก็บเกี่ยวทั้งหมด 9.6 ตารางเมตร (โดยเก็บเกี่ยวจากข้าวฟ่างหวานแถวกลาง แต่ละแปลงย่อย 2 แถวกลาง เว้น 2 แถวริม เว้นหัวและท้ายแปลงด้านละ 1 เมตร) ในระยะที่เมล็ดสุกแก่ทางสรีรวิทยา - องค์ประกอบผลผลิต สุ่มเก็บ 10 ต้น/แปลงย่อย ได้แก่ จำนวนใบ/ต้น น้ำหนักต้นสด น้ำหนักช่อสด ความสูงต้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ความยาวก้านช่อ/ต้น ความยาวช่อดอก/ต้น น้ำหนัก 1,000 เมล็ด- ลักษณะทางคุณภาพ ได้แก่ ปริมาณน้ำคั้น เปอร์เซ็นต์ความหวานของน้ำคั้น (องศาบริกซ์)- บันทึกการยอมรับของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 2566 0.5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 8,421 33,600 500 4,3160 46,837
- 81 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 36 03 65 01 02 6666/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 36 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร2. ชื่อแผนงานวิจัย 186 วิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่โดยการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร3. ชื่อกิจกรรม 1 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์งาด้วยเครื่องจักรกลการเกษตร4. ชื่อการทดลอง 1.2 ศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางรายที่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัย มงคล ตุ่นเฮ้านงลักษ์ ปั้นลาย6. หลักการและเหตุผลงา เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน งา เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทยเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก เป็นพืชปลูกง่ายทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี อย่างไรก็ตามเกษตรกรยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตงา ทำให้ความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์งาลดลง การเก็บเกี่ยวงาใช้แรงงานคนเป็นหลักทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง และหากเก็บเกี่ยวล่าช้าจะทำให้ ฝักงาแตกผลผลิตเสียหาย การประยุกต์ใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางรายจึงเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับ
- 82 -ทะเบียนวิจัยปี 2566เก็บเกี่ยวผลผลิตงา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาด้านแรงงานและต้นทุนของเกษตรกร แต่ต้องคำนึงถึงวิธีการปลูกและอายุเก็บเกี่ยวงาให้เหมาะสมกับเครื่องเกี่ยวแบบวางรายเพื่อลดการสูญเสียและได้เมล็ดพันธุ์พันธุ์งาคุณภาพดี7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางราย8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้อัตราเมล็ดพันธุ์งาแดง พันธุ์อุบลราชธานี 2 และวิธีปลูกงาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางราย และเป็นคำแนะนำสำหรับเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์งาต่อไป9. แนวทางการดำเนินงานขั้นตอนที่ 1ศึกษาอัตราเมล็ดพันธุ์และวิธีปลูกงาแดง อุบลราชธานี 2 ที่เหมาะสมสำหรับการใช้เครื่องเกี่ยวแบบวางราย (ปี 2566)9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์งาแดง อุบลราชธานี 22. เครื่องปลูกงาติดท้ายรถแทรกเตอร์3. เครื่องเกี่ยวแบบวางราย (ดัดแปลง) ของศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมขอนแก่น4. ปุ๋ยเคมีเกรด และสารเคมีป้องกันกำจัดโรค และแมลง5. อุปกรณ์และสารเคมีในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 5 กรรมวิธีๆ ละ 4 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธี1. การปลูกโดยโรยเป็นแถว ระยะห่างระหว่างแถว 50 เซนติเมตร และใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม/ไร่ (คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร)2. การปลูกงาโดยใช้เครื่องปลูกติดท้ายรถแทรกเตอร์ อัตรา 1 กิโลกรัม/ไร่3. การปลูกงาโดยใช้เครื่องปลูกติดท้ายรถแทรกเตอร์ อัตรา 1.5 กิโลกรัม/ไร่4. การปลูกแบบหว่านโดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ข้าว อัตรา 1 กิโลกรัม/ไร่5. การปลูกแบบหว่าน โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 1.5 กิโลกรัม/ไร่ (วิธีเกษตรกร)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง
- 83 -ทะเบียนวิจัยปี 25661. ดำเนินการปลูกงาแดง อุบลราชธานี 2 ช่วงฤดูแล้ง (มกราคม-เมษายน) ในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี ขนาดพื้นที่แปลงย่อย 10x12 เมตร ตามกรรมวิธีที่กำหนด 2. ใส่ปุ๋ยเคมีเกรด 16-16-8 อัตรา 25 กก./ไร่ เมื่ออายุ 15-20 วัน หลังงอก3. ป้องกันกำจัดโรค แมลง เมื่อมีการระบาดตามคำแนะนำ4. เก็บเกี่ยวงา (เมื่อฝักงาเหลือง 70%ของทั้งต้น) ด้วยเครื่องเกี่ยวแบบวางราย(ดัดแปลง) 5. สุ่มตัวอย่างความสูญเสียจากเครื่องเกี่ยวแบบวางราย6. นำต้นงามาตั้งตากแดดเป็นเวลา 5-7 วัน แล้วนำไปกะเทาะเมล็ด7. สุ่มเก็บตัวอย่างเมล็ดพันธุ์งา เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้น น้ำหนัก 1,000 เมล็ด และเปอร์เซ็นต์ความงอกภายหลังการเก็บรักษาในสภาพห้องควบคุมอุณหภูมิ 20±2 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ 60±2 ทุกเดือน เป็นเวลา 4 เดือน 9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูลวันปลูก วันปฏิบัติการ และการเก็บเกี่ยว2. บันทึกวันดอกบาน 50%3. บันทึกข้อมูลอุตุนิยมวิทยา4. บันทึกข้อมูล 4.1 สุ่มวัดความสูง จำนวน 10 ต้น/กรรมวิธี4.2 สุ่มเก็บข้อมูลองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ จำนวนฝักต่อต้น จำนวนข้อที่ติดฝักต่อต้น จำนวนข้อต่อต้น และจำนวนกิ่งต่อต้น จำนวน 10 ต้น/กรรมวิธี5. น้ำหนักผลผลิต และน้ำหนักผลผลิตเมล็ดพันธุ์6. เปอร์เซ็นต์การสูญเสียจากเครื่องเกี่ยวแบบวางราย 7. คุณภาพเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ ความชื้น และน้ำหนัก 1,000 เมล็ด 10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี 2566 5 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2565สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566
- 84 -ทะเบียนวิจัยปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 10,000 20,000 - - 30,000แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 36 03 65 03 02 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 36 การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร2. ชื่อแผนงานวิจัย 186 การวิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่โดยการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร3. ชื่อกิจกรรม 3 การประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับพ่นสารเพื่อการจัดการศัตรูพืชสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่4. ชื่อการทดลอง 3.2 การศึกษาประสิทธิภาพของอากาศยานไร้คนขับสำหรับการพ่นสารเพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า ระพีพันธุ์ ชั่งใจผู้ร่วมงาน เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัย นงลักษ์ ปั้นลายอานนท์ สายคำฟู6. หลักการและเหตุผลการเกษตรแม่นยำโดยการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเกษตรยุคใหม่ได้เพื่อทดแทนแรงงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำแผนที่ เพื่อการเกษตร การตรวจสอบการเจริญเติบโตของพืชและประเมินผลผลิต การพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช
- 85 -ทะเบียนวิจัยปี 2566เป็นต้น โดรนสามารถควบคุมได้โดยนักบินภาคพื้นดิน มีความรวดเร็วและแม่นยำสูง จึงช่วยลดการสูญเสียสารเคมีในการพ่นทำให้ใช้สารเคมีได้คุ้มค่าไม่สิ้นเปลือง สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนา โดรนเพื่อใช้พ่นสารเคมีในแปลงการผลิตพืชได้ 100 ไร่ต่อวัน หรือ 4-5 นาทีต่อไร่ ซึ่งเร็วกว่า การใช้แรงงานคน 5-8 เท่า การประยุกต์ใช้โดรนมาเพื่อการจัดการศัตรูพืชในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วจะช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีและอาจทำให้ใช้ปริมาณสารเคมีน้อยลง เนื่องจากมีความแม่นยำมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการพ่นแบบปกติ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่ งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วเหลืองฝักสด ด้วยการประยุกต์ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อทดแทนแรงงาน ลดการสูญเสียผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ สามารถบริหารจัดการศัตรูพืช ได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น อีกทั้งเกษตรกรภายในชุมชนมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการผลิตเมล็ดพันธุ์สามารถจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้และเก็บเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วส่วนหนึ่งไว้ใช้เอง เพื่อเกิดการหมุนเวียนเมล็ดพันธุ์ในชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยการใช้อากาศยานไร้คนขับพ่นสารเพื่อควบคุมศัตรูพืชและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้วิธีการใช้อากาศยานไร้คนขับ เพื่อใช้พ่นสารเพื่อควบคุมศัตรูพืชและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 32. ชุดพ่นสารด้วยอากาศยานไร้คนขับ3. ถังพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช4. สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว เช่น ไตรอะโซฟอส อิมิดาโคลพริด เป็นต้น5. วัสดุอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองไม่มีแผนการทดลอง 9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. วัดพิกัดแปลง (GPS) ของเกษตรกร จำนวน 10 ราย2. เตรียมพื้นที่ปลูกถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 3 และดำเนินการทดสอบพ่นสารเหมือนขั้นตอนที่ 1 ในแปลงเกษตรกรจำนวน 10 ราย (2 ไร่ต่อราย) โดยใช้พื้นที่ 1 ไร่ต่อวิธี
- 86 -ทะเบียนวิจัยปี 25663. ดำเนินการทดสอบการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยการพ่นสารเคมี โดยแปลงที่ 1 พ่นสารเคมีด้วยถังพ่นยาสะพายหลัง แปลงที่ 2 พ่นสารเคมีด้วยอากาศยานไร้คนขับ ดังตารางที่ 14. ดำเนินการดูแลรักษาตามขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจนกระทั่งเก็บเกี่ยว ปรับปรุงสภาพ ตารางที่ 1 การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวแปลงที่ วิธีพ่นสาร การพ่นสารเคมีสารเคมี ศัตรูพืช ระยะพ่น1 การพ่นสารเคมีด้วยถังพ่นยาสะพายหลัง- ไตรอะโซฟอสหรือคาร์โบซัลเฟน อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตรหนอนแมลงวันเจาะลำต้นการระบาด ตลอดทั้งปีหลังงอก 7 และ 14 วันตอนเช้า2 การพ่นสารด้วยอากาศยานไร้คนขับ- แลมด้า-ไซฮาโลทริน อัตรา 20 มล./น้ำ 20ลิตรหนอนเจาะฝักมารูค่าการระบาด สภาพอากาศแห้งแล้งเมื่อดอกและฝักถูกทำลายมากกว่า 30%- คาร์โบซันแฟน อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตรเพลี้ยไฟการระบาด สภาพอากาศแห้งแล้งเมื่อพบเพลี้ยไฟทำลายใบและดอกในระยะที่ถั่วเจริญ เติบโตจนถึงติดฝักอ่อน- ไตรอะโซฟอส อัตรา40 มล./น้ำ 20 ลิตรเพลี้ยอ่อนการระบาด สภาพอากาศแห้งแล้งฝนทิ้งช่วงเมื่อพบใบ ดอก และฝักอ่อนถูกทำลาย จำนวน 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน- แลมด้า-ไซฮาโลทริน อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร- Triazophos (40% EC) 40 มิลลิลิตรหนอนกระทู้ผักการระบาด ตลอดทั้งปีเมื่อพบตัวเต็มวัย 2-3ตัว/แถวยาว 1 เมตร หรือพบใบถูกทำลายมากกว่า 30% พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน ในระยะเริ่มออกดอกจนถึงติดฝัก- เบโนมิล (50% WG) อัตรา 15-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โรคราแป้ง การระบาด ช่วงอากาศแห้งและเย็นเมื่อพบการระบาด พ่นซ้ำทุก 10 วัน จำนวน 3 ครั้ง
- 87 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แปลงที่ วิธีพ่นสาร การพ่นสารเคมีสารเคมี ศัตรูพืช ระยะพ่นโรคแอนแทรคโนสการระบาด ช่วงอากาศค่อนข้างเย็น และความชื้นสูงช่วงถั่วเขียวอายุ 30 วัน จำนวน 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูลศัตรูพืช เช่น หนอนแมลงเจาะลำต้น หนอนเจาะฝักมารูค่า ความเสียหายของใบและเมล็ด- ปริมาณหนอนกระทู้ผัก ตรวจนับนอนกระทู้ผักในพื้นที่ขนาด 2 x 3 ตารางเมตร จำนวน 4 จุดต่อแปลง ภายหลังการพ่นสารที่ 21 28 และ 35 วันหลังปลูก และบันทึกศัตรูพืชอื่นๆ ที่มีการระบาดมากในแปลงวิจัย2. ข้อมูลวันปฏิบัติการต่างๆ ได้แก่ วันปลูก วันงอก วันออกดอก 50 % และ วันเก็บเกี่ยว3. ข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความสูงต้น จำนวนฝักต่อต้น ผลผลิตรวม และผลผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยแต่ละแปลงสุ่มเก็บในพื้นที่ 2 x 3 ตารางเมตร จำนวน 4 จุด จุดละ 10 ต้น4. ข้อมูลคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ ความงอก และความแข็งแรง5. ข้อมูลสารตกค้าง โดยสุ่มต้นถั่วเขียวจำนวน 10 ต้น ภายหลังการพ่นสารเคมีในระยะติดฝัก จาก border row ของแต่ละแปลง นำต้นสดส่งห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์สารตกค้าง6. วิเคราะห์ข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ 7. วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดย Paired t-test8. ประเมินความพึงพอใจและการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรโดยการใช้แบบสอบถาม10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อ.เมือง จ.ลพบุรี และอ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี2566 20 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256612. งบประมาณปี 2566
- 88 -ทะเบียนวิจัยปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 20,000 25,000 - - 45,000แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 36 08 65 00 01 6566/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 36 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไร่เพื่อความมั่นคงทางอาหาร2. ชื่อแผนงานวิจัย 191 วิจัยการพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง3. ชื่อกิจกรรม -4. ชื่อการทดลอง 1.1 การพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง จังหวัดลพบุรี5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้า เฌอรัชด์พัชร เขียววิชัยผู้ร่วมงาน อุดมศักดิ์ ดวนมีสุข ระพีพันธุ์ ชั่งใจอินทร์ อินโต ไกรศร ตาวงศ์6. หลักการและเหตุผล
- 89 -ทะเบียนวิจัยปี 2566การพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย โดยให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีไว้ใช้เอง และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานชั้นพันธุ์ ลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์อีกทั้งเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงจึงมิได้เป็นเพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรเพียงอย่างเดียว ยังเป็นการเรียนรู้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้เกษตรกรเป็น Smart Farmer ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพเกษตรกรรมของตนเอง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีไว้ใช้เอง รวมทั้งใช้ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพขยายเมล็ดพันธุ์ดีสู่พื้นที่เกษตรกรใกล้เคียง และมีปริมาณเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ และสามารถผลิตถั่วลิสงได้เพียงพอกับความต้องการใช้ในการบริโภค และภาคอุตสาหกรรม เพิ่มความมั่นคงทางอาหารของประเทศและการเข้าถึงอาหารของประชาชน ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป7. วัตถุประสงค์1. เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย ให้มีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ 2. เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่ต้องการในพื้นที่ใกล้เคียงได้ และมีเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์3. เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของกรมวิชาการเกษตรให้เกษตรกรสามารถสร้างเป็นอาชีพได้8. ผลที่คาดว่าจะได้รับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงไว้ใช้เองได้ และได้เครือข่ายผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงในพื้นที่จังหวัดลพบุรี9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง1. เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ ขอนแก่น 62. ปุ๋ยเคมีเกรด 46-0-0 18-46-0 และ 0-0-603. วัสดุปรับปรุงดิน เช่น ปูนขาว ยิปซั่ม4. ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม5. สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น แคปแทน 50% WP (ออโธ่ไซค์) อะลาคลอร์48% W/V EC (อะลาคลอร์)6. วัสดุและอุปกรณ์การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เช่น กระดาษทดสอบความงอก (ในห้องปฏิบัติการ) ทราย กระบะทดสอบความงอก (ทดสอบโดยเกษตรกร) เป็นต้น7. เครื่องมืออุปกรณ์การเก็บผลผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น กระสอบ เป็นต้น
- 90 -ทะเบียนวิจัยปี 25669.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองไม่มีแผนการทดลอง9.2.2 กรรมวิธี-9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลอง1. คัดเลือกกลุ่มเกษตรกร อ.เมือง จ.ลพบุรีจำนวน 1 กลุ่ม จำนวน 10 ราย (เกษตรกรรายเดิม ปี 2565 จำนวน 5 ราย และคัดเลือกเพิ่ม ปี 2566 จำนวน 5 ราย) เพื่อมาเป็นเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย โดยการสัมภาษณ์เกษตรกรเป้าหมาย ในเรื่องประสบการณ์ปลูกถั่วลิสงของเกษตรกร ความพร้อมและความตั้งใจของเกษตรกร ความพร้อมด้านเครื่องมือเครื่องจักรในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เช่น ลานตาก เครื่องคัดแยกเมล็ดดีเมล็ดเสีย รวมทั้งสอบถามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาอุปสรรคในการปลูก ถั่วลิสงเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย2. ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรีดำเนินการชี้แจงรายละเอียดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่าย การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์และการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงอย่างง่าย ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายให้ได้ตามมาตรฐาน3. เจ้าหน้าที่ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์ขยายพันธุ์ขอนแก่น 6 ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ และเกษตรกรดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายภายใต้คำแนะนำและ การดูแลของศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี4. เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี เข้าตรวจติดตาม ให้คำแนะนำ แก้ไขปัญหาอุปสรรคพร้อมบันทึกข้อมูลในการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของเกษตรกรทุกขั้นตอน5. เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชลพบุรี สุ่มตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของเกษตรกร ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ ความงอกและความแข็งแรงโดยวิธีการเร่งอายุและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เบื้องต้นให้กับเกษตรกร6. รวบรวมข้อมูล การผลิตเมล็ดพันธุ์ทุกขั้นตอน เพื่อมาวิเคราะห์ ประเด็น ปัญหาอุปสรรค และจัดทำรายงาน7. บันทึกข้อมูลการกระจายเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงชั้นพันธุ์จำหน่ายของเกษตรกร เช่น เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง จำหน่ายให้เกษตรกร และส่งต่อให้กับโครงการอื่น ๆ เป็นต้น8. จัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินงาน
- 91 -ทะเบียนวิจัยปี 25669.2.4 การบันทึกข้อมูล1. ข้อมูลพิกัดแปลง (GPS) ค่าวิเคราะห์ดิน และการแปลผลค่าวิเคราะห์ดิน2. ข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่ สถานการณ์ผลิตและลักษณะพื้นที่ของเกษตรกร3. ข้อมูลการปฏิบัติการของเกษตรกร เช่น วันปลูก วันเก็บเกี่ยว เป็นต้น4. ข้อมูลด้านคุณภาพเมล็ดพันธุ์ได้แก่ ความชื้น ความบริสุทธิ์ ความงอกและความแข็งแรง5. ข้อมูลต้นทุนการผลิต รายจ่าย รายรับ ก่อนและหลังการทำโครงการ6. การประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในโครงการ7. การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง และการกระจายเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร10. สถานที่ดำเนินงานสถานที่ดำเนินงาน ปี พ.ศ. จำนวนพื้นที่หน่วยวัด(ตารางเมตร/ไร่)ไร่เกษตรกร อ.เมือง จ.ลพบุรีศวม. ลพบุรีศวร. สุพรรณบุรี2566 20 ไร่11. ระยะเวลาเริ่มต้น (เดือน / ปี) ตุลาคม 2564สิ้นสุด (เดือน / ปี) กันยายน 256712. งบประมาณปี 2566สถานที่รับงบประมาณ ค่าวัสดุ ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภค ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์งบประมาณรวม (บาท)ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี 15,000 23,000 - - 38,000
- 92 -ทะเบียนวิจัยปี 2566แบบเสนอแผนปฏิบัติงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2566FF65 37 01 65 01 01 6565/สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน/ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี1. ชื่อแผนงานวิจัย 37 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่เฉพาะ2. ชื่อโครงการวิจัย 194 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม กับพื้นที่เฉพาะ3. ชื่อกิจกรรม 1 วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม4. ชื่อการทดลอง 1.1 ผลของการจัดการเศษซากอ้อยต่อการย่อยสลายและการให้ผลผลิตอ้อย5. ผู้ดำเนินงานหัวหน้าการทดลอง นางสาวสุมาลี โพธิ์ทอง
- 93 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ผู้ร่วมงาน นางสาวนันทวัน มีศรี นางสาวณิชนันท์ พิเชียรสดใสนางกาญจนา หนูแก้ว นางวันทนา เลิศศิริวรกุลนางสุปรานี มั่นหมาย นางสาวมณีรัตน์ รุจิณรงค์ 6. หลักการและเหตุผลใบและเศษซากอ้อยที่เหลืออยู่ในแปลงหลังการเก็บเกี่ยวอ้อยสด ส่วนใหญ่จะถูกเผาทำลาย เพื่อกำจัดเชื้อเพลิงไม่ให้ไฟไหม้อ้อยตอ และเพื่อความสะดวกในการจัดการแปลง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อนและทำให้ผลผลิตและคุณภาพอ้อยลดลง จึงเกิดแนวคิดในการศึกษาวิธีการจัดการเศษซากอ้อยเพื่อให้ได้ข้อมูลในด้านการย่อยสลาย โดยการศึกษาผลของการจัดการเศษซากอ้อยที่มีต่อการย่อยสลายวัสดุดังกล่าวและการให้ผลผลิตอ้อย ตลอดจนผลของการย่อยสลายเศษซากอ้อยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีและสมบัติทางกายของดิน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการนำเศษเหลือจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยสดไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน หรือปุ๋ยอินทรีย์ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนธาตุไนโตรเจนกลับลงสู่ดินเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินที่ปลูกอ้อยซึ่งนอกจากจะลดปัญหาการกำจัดวัสดุเหลือใช้จากแปลงอ้อยและลดมลพิษจากการเผาเศษซากอ้อยแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิตอ้อยสำหรับเกษตรกรได้อีกด้วย7. วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการย่อยสลายของเศษซากอ้อยและวิธีการจัดการเศษซากอ้อยที่เหมาะสม8. ผลที่คาดว่าจะได้รับได้เทคโนโลยีการจัดการเศษซากอ้อยที่เหมาะสม9. แนวทางการดำเนินงาน9.1 สิ่งที่ใช้ในการทดลอง- พื้นที่ทำการทดลอง 3 ไร่- ท่อนพันธุ์อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3- อุปกรณ์น้ำหยด ได้แก่ ท่อน้ำหยดพีวีซีสายน้ำหยด หัวน้ำหยด วาล์วน้ำหยด ปั๊มน้ำ- ปุ๋ยเคมีเกรด 15-15-15, 21-0-0, 18-46-0 และ 0-0-60- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง และวัชพืช)- อุปกรณ์วัดความหวาน ได้แก่ Automatic/Hand refractometer- Vernier Caliper สำหรับวัดเส้นผ่านศูนย์กลางลำ - ไม้วัดความสูง- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในใบพืช- สารเคมีสำหรับวิเคราะห์ความหวาน (ซีซีเอส)
- 94 -ทะเบียนวิจัยปี 2566- กระบอกสแตนเลสเก็บตัวอย่างดินแบบไม่รบกวนดินโครงสร้าง (undisturbed core sampler)ชุดตอกสแตนเลสที่ใช้คู่กับกระบอกสแตนเลสเก็บตัวอย่างดิน ท่อเจาะดินสแตนเลสยาว 1 เมตร ค้อนทองแดง สว่านเก็บตัวอย่างดิน- ถุงเก็บตัวอย่างดินและพืช- ถุงกระดาษสำหรับอบตัวอย่างพืช9.2 แบบและวิธีการทดลอง9.2.1 แผนการทดลองวางแผนการทดลองแบบ Split Plot มี 3 ซ้ำ9.2.2 กรรมวิธีMain Plot คือ วิธีการให้น้ำ 2 กรรมวิธี1. ไม่ให้น้ำ2. ให้น้ำแบบหยดSub Plot คือ กรรมวิธีการจัดการเศษซากอ้อย 1. สารละลายปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กก./น้ำ 200 ลิตร (หลังเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกไม่เกิน 2 สัปดาห์ ฉีดพ่นจำนวน 3 ครั้ง)2. ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 4 % ของน้ำหนักแห้งรวมของเศษซากอ้อย3. สารเร่ง พด.14. จุลินทรีช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ อัตรา 3 กก./ไร่5. ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ 6. ไถกลบเศษซากอ้อยด้วยเครื่องสับใบระหว่างแถวอ้อยตอ+สารละลายปุ๋ยยูเรียอัตรา 20 กก./น้ำ 200 ลิตร7. ไม่มีการจัดการเศษซากอ้อย ; ปล่อยตามธรรมชาติ (control)9.2.3 วิธีปฏิบัติการทดลองในอ้อยปลูก (ปี2565) : ปลูกอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 ในแปลงทดลองย่อยขนาด 76.8 ตารางเมตร โดยใช้ท่อนพันธุ์ 2 ตาต่อท่อน จำนวน 2 ท่อนต่อหลุม ใช้ระยะปลูก 1.6 x 0.50 เมตร ในแต่ละแปลงย่อยมี 6 แถว แต่ละแถวยาว 8 เมตร เว้นระยะระหว่างแปลงย่อย 2 เมตร พื้นที่เก็บเกี่ยว 24 ตารางเมตร (2 แถว ๆ ละ 8 เมตร) ใส่ปุ๋ยรองพื้นพร้อมปลูกอัตรา 0.5N 1P2O5 และ 1K2O ของอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน เมื่ออ้อยอายุ 2-3 เดือน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 เท่าของคำแนะนำ โดยก่อนปลูกทำการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหาร และความหนาแน่นดินของดินในแต่ละชั้น เมื่อปลูกอ้อยแล้วประมาณ 30-45 วัน เช็คเปอร์เซ็นต์ความงอก และวัดการเจริญเติบโตทุก 3 เดือน โดยในอ้อยปลูกมีการดูแลปฏิบัติรักษาแปลงที่เหมือนกันในทุกกรรมวิธีการทดลอง เพื่อให้อ้อยปลูกมีbiomass ใกล้เคียงกัน สำหรับศึกษาอัตราการย่อยสลายเศษซากอ้อย
- 95 -ทะเบียนวิจัยปี 2566ในอ้อยตอ โดยหลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกแล้วมีการให้น้ำเพื่อให้อ้อยตองอกและตั้งตัวได้ เมื่ออ้อยตออายุ 1 เดือน จึงมีการให้น้ำตามกรรมวิธีที่กำหนดในอ้อยตอ (ปี2566-67) : ทำการศึกษาอัตราการย่อยลายเศษซากอ้อยหลังเก็บเกี่ยวอ้อยสดและเก็บข้อมูล biomass ของอ้อยตอเช่นเดียวกับในอ้อยปลูก9.2.4 การบันทึกข้อมูล1. สุ่มตัวอย่างดินที่ความลึก 0-30 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์สมบัติของดินก่อนการทดลอง ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ค่าการนำไฟฟ้า (ECe) ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ปริมาณโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้2. วิเคราะห์เนื้อดิน และความหนาแน่นของดินก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ3. สุ่มเก็บตัวอย่างซากใบอ้อยเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีก่อนการทดลอง ได้แก่ ปริมาณไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั้งหมด ปริมาณอินทรีย์คาร์บอน และอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C:N ratio)4. บันทึกเปอร์เซ็นต์ความงอกของอ้อยอายุประมาณ 30- 45 วัน และข้อมูลการเจริญเติบโตที่อ้อยอายุ 3 6 9 และ 12 เดือน ได้แก่ ความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนลำต่อกอทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ5. เมื่ออ้อยอายุ 3 6 9 และ 12 เดือน สุ่มนับจำนวนใบสดและใบแห้งจากแปลงทดลองย่อยละ 10 ลำ จากนั้นนำไปชั่งน้ำหนักสดและอบให้แห้งแล้วชั่งน้ำหนักแห้ง แล้วคำนวณเป็นน้ำหนักใบแห้งรวมต่อไร่ สำหรับอ้อยอายุ 12 เดือน ให้สุ่มเก็บตัวอย่างใบ และยอดอ้อยที่จุดหักธรรมชาติ เพื่อนำไปหาน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้ง และคำนวณเป็นน้ำหนักกาบใบและยอดแห้งต่อไร่ จากนั้นคำนวณเป็นน้ำหนักรวมของใบ กาบใบ และยอดแห้งต่อไร่เพื่อให้ทราบน้ำหนักเศษซากอ้อยที่เหลือในแปลงหลังเก็บเกี่ยวอ้อยปลูกและอ้อยตอ6. บันทึกข้อมูลผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต ได้แก่ ความยาวลำ เส้นผ่านศูนย์กลางลำ จำนวนปล้องต่อลำ น้ำหนักลำเฉลี่ย จำนวนลำต่อไร่ จำนวนกอเก็บเกี่ยวต่อไร่ และความหวาน (CCS) 7. วัดอัตราการย่อยสลายของเศษซากอ้อย ( C: N Ratio) และปริมาณธาตุอาหารในดิน ที่ 0 2 4 6 และ 8 เดือน (ในอ้อยตอ)8. วัดความชื้นของดินทุกสัปดาห์9. บันทึกข้อมูลภูมิอากาศ และปริมาณน้ำที่ให้ตลอดอายุการเจริญเติบโตของอ้อยปลูกและอ้อยตอ10. บันทึกข้อมูลการระบาดของโรคและแมลง เช่น โรคใบขาว โรคแส้ดำ โรคเหี่ยวเน่าแดง หนอนกอ หนอนเจาะลำต้น โดยปฏิบัติตามตารางการบันทึกข้อมูลการระบาดของโรคและแมลงของกรมวิชาการเกษตร (กรมวิชาการเกษตร, 2540)10. สถานที่ดำเนินงาน