แผนการจดั การเรัยนรั้ หนัวยการเรยนรท้ ่ 1
4 ช่ัวโมง/สัปดาห์
ชอ่ื วิชาัศิลปะไทยัั20300-1005
ช่อื หนวย 1 วิวัฒนาการของลวดลายศลิ ปะไทย สอนคร้งทั่ 1-2
ชอ่ื เร่อื งั ท่ีมาของศลิ ปะลายไทย จานวน 8 ชั่วโมง
1. สาระสาคญ
คาว่า “ลาย” หมายถึง เส้นท่ีเขียนหรือแกะสลักให้เป็นรูปต่างๆ บ่งบอกถึงภูมิปัญญาของคนไทย ช่างไทย ท่ีมี
จินตนาการ ในเชิงสร้างสรรค์ที่มีแบบอย่างเฉพาะตัวนับเป็นงานประดิษฐ์ ในเชิงศิลปะช้ันสงู โดยช่างมองเหน็ ความ
งามของธรรมชาติที่ต้องมกี ารเสอื่ มสลายไปตามกาลเวลาจึงเกดิ แรงจงู ใจ ท่จี ะเก็บความงามของธรรมชาติไวใ้ หค้ งอยู่
โดยใช้วิธีการทางศิลปะ เช่น จิตรกรรมลายไทย จึงมีการให้ความหมายของลายไทยตามลักษณะและวิธีการ
สร้างสรรค์
2. สมรรถนะประจาหนวย
2.1 สามารถอธิบายทมี่ าของลายไทยได้
2.2 สามารถอธบิ ายความงามของลกั ษณะลายไทยได้
3. จดั ประสงค์การเรยนร้
3.1 ดานความรู้
มคี วามรู้ ความเข้าใจ และบอกถึงความสาคญั ของการเรยี นศลิ ปะไทย
3.2 ดานทกั ษะ
สามารถนาความรู้ในงานศลิ ปะไทยไปใช้ในการสร้างสรรคผ์ ลงานของตนเองได้อย่างเหมาะสม
3.3 คณลักษณะท่ีพงึ่ ประสงค์
มีความรัก ความศรัทธาในวิชาชพี ซาบซงึ้ ในศลิ ปวัฒนธรรมทอ้ งถนิ่
4. เนอ้ื หาสาระการเรยั นร้
ทม่ี าของศลิ ปะลายไทย
คาว่าลายก็ดี คาวา่ กนกก็ดี มีความหมายไม่เหมอื นกัน กลา่ วคอื คาท่เี รียนกนั วา่ ลายน้ันตอ้ งหมายถงึ ต้องเป็น
ลายดอกไมห้ รือลายเครือเถา มรี ปู ร่างเปน็ ดอกไม้ ใบไม้ หรือถกู ดดั แปลงเป็นตวั เทศ ใบเทศ เข้าทรงสมมตเิ ป็นรูป
ดอก ใบ ซ่งึ เป็นคาแทนชอื่ ชนดิ หนึ่งของความหมายและการกระทาท่ีเข้าใจได้ง่าย เชน่ ลายเพดาน ลายพนงั ลาย
ฐานปัทม์ บานพระ ลายหน้ากระดาน ฐานบัว ท้องไม้ เป็นต้น ในทานองลาย ซ้าย-ขวา หรือลายก้านขด ก็เรียน
ช่ือไปตามลายได้ว่าลายน้ันช่ือลายอะไร ส่วนคาวา่ “กนก” นนั้ มีรูปลักษณะเป็นกอ กาบ กิ่ง กา้ น ใบ เปน็ ศิลปะ
ชั้นสูงมาก ในอดีตถ้ามือไม่ถึงขนาดช้ันครูแล้วยากท่ีจะผูกตัวกนกให้สวยงามข้ึนได้ รูปของกนกเช่นว่านี้ผูกเป็น
กนกเปลว และกนกรวงข้าว กนกหางโต กนกนกคาบ ฉะนั้น เส้นของกนกจึงเป็นเส้นที่อ่อนช้อย เคล่ือนไหว อัน
เนอ่ื งมาจาก หางไหล เปน็ ต้นแบบนัน้ เอง แล้วจึงกลายเปน็ ชอ่ กนกยกกา้ น สะบดั เปน็ เปลวไป อนั เปน็ จดสาคัญ
ของกนกว่า ถ้าไม่ดูตัวก็ต้องดูพ้ืน ท่ีเรียกกันว่า ช่องไฟ ถ้าทาได้ดีท้ังสองอย่างคือ ท้ังตัวและพื้นแล้ว ก็นับได้ว่า
กนกน้ันเป็นงานฝมี ือช้ันเยีย่ ม แต่ปจั จบันเรารวมเรยี นกนกตา่ งๆ โดยใสค่ าว่าลายลงไปข้างหน้าทัง้ ส้นิ ทง้ั นี้อาจจะ
เป็นเพราะความเคยชินของคาว่าลาย หรือความเข้าใจสับสนว่ากนกก็เป็นลายไปด้วย ส่วนที่มาของศิลปะไทย
นั้นมีบ่อเกิดจากการอาศัยรากฐานจากธรรมชาติมาดัดแปลง มิได้ลอกเลียนแบบธรรมชาติโดยตรงนัก เหตนี้เอง
จึงทาให้ศิลปะไทยเป็นศิลปะอดมคติ การดัดแปลงธรรมชาติน้ี มักจะเลือกใช้จากสิ่งท่ีพบเห็นในธรรมชาติรอบๆ
ตวั เปน็ ส่วนใหญ่ เชน่
ดอกบัวต่างๆ ใบเทศ ดอกมะลิ ดอกชัยพฤกษ์ ดอกพดตาน มะม่วงหิมพานต์ ดอกลาดวน ดอกจอก รวงข้าว
เปลวไฟ รวงผง้ึ ฟนั ปลา ฯลฯ
ทม่ี า จากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 9-10
วิวฒั นาการของงานศิลปะไทย
พทธศตวรรษที่ 11-20 ตรงกับยคสมยั ของอาณาจักรดังตอ่ ไปน้ี คอื
- สมยั ทวาราวดี ทเ่ี ชอ่ื ว่ามศี ูนย์กลางอยทู่ ่จี งั หวดั นครปฐม
- สมัยศรวี ิชัย ซึง่ นักประวตั ศิ าสตรห์ ลายท่านเช่ือว่าศูนย์กลางของอาณาจกั รอยู่ทเ่ี มือง ไชยา จ.สราษฎร์ธานี ซ่ึงมี
การพบ พระโพธิสัตวอ์ วโลกิเตศวร สารดิ ท่มี ีทรวดทรงงดงามเป็นอย่างมาก
- สมัยลพบรี ซง่ึ ได้รบั อิทธพิ ลจากขอมผสมผสานในงานศิลปะ ศิลปะทโี่ ดเดน่ ของยคนี้ ไดแ้ ก่ พระปรางค์สามยอด
จ.ลพบรี ปราสาทหินพมิ าย จ.นครราชสมี า ปราสาทหนิ พนมร้ง จ.บรีรัมย์
- สโขทัย เป็นยคท่ีงานศิลปะไทยได้รับอิทธิพลทั้งในด้านสนทรียแ์ ละแนวความคิดจากสกลช่างในประเทศอนิ เดยี
เชน่ สกลศิลปะแบบอัมราวดี สกลศิลปะแบบคปตะหรอื แบบคลาสสกิ และสกลศลิ ปะแบบปาละ
ยคสโขทัยเป็นยคที่งานศิลปะไทยมีความเจริญถึงขีดสด นับเป็นยคคลาสสิกศิลปะไทย สังเกตได้จาก
พระพทธรูปสาริดสโขทัย ท่ีมีพทธลักษณะอันงามเลิศ มีขนาดใหญ่โต เช่น พระศรีศากยมณี พระประธานท่ีวัด
สทัศนเ์ ทพวราราม จงึ เปน็ ยคสมยั ทศี่ ลิ ปะไทยมคี วามงดงาม เปน็ ความเรืองรองของศิลปกรรมไทย
พทธศตวรรษท่ี 21-23 อยูใ่ นช่วงยคสมยั ของอยธยา เป็นช่วงทีม่ ีอทิ ธพิ ลของขอมปรากฏ อยู่อยา่ งชดั เจน เชน่
การสร้างปรางค์หรือปราสาทแบบขอม การสร้างพระพทธรปู ทรงเครอื่ ง และการสร้างเจดีย์แบบยอ่ มมไม้สิบสอง
ท่ีมีความงดงามมากอยู่ท่ีวัดชมพลนิกายาราม เป็นต้น และในสมัยอยธยาน้ีเองท่ีเร่ิมมีชาวต่างประเทศ คือ
โปรตเกส ฮอลันดา ฝร่ังเศส เปอร์เซีย อาหรับ ญี่ป่น และจีน โดยเฉพาะชาวตะวันตกและจีน ชาวต่างประเทศท่ี
เข้ามาส่วนใหญ่จะเข้ามามีบทบาทในการก่อสร้างและปฏิรูปสถาปัตยกรรมไทย เช่น การสร้างอาคารแบบ 2 ชั้น
การติดต้ังน้าพ การก่อสร้างป้อมกาแพงต่าง ๆ รวมทั้งมีการปูลานหรือถนนอิฐ จนทาให้เกิดรูปแบบของอาคาร
พทธศาสนาท่ีเรยี กว่า “อาคารทรงวิลันดา” (ฮอลันดา)
พทธศตวรรษท่ี 24 เปน็ ตน้ มา เป็นยคของกรงรตั นโกสนิ ทร์ แบง่ เปน็ 3 ชว่ ง คือ สมัยรชั กาลที่ 3 เปน็ ยคท่ีเร่มิ
นิยมนาเอาโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบจีนมาใช้ ในการก่อสร้างอาคารโบสถ์วิหาร ที่ช่วยให้สามารถก่อสร้างได้
สะดวก รวดเรว็ และมขี นาดใหญโ่ ต เช่น พระอโบสถวดั พระเชตพนวมิ ลมงั คลาราม และพระวิหารวัดกลั ยาณมิตร
จนเกดิ ลกั ษณะสถาปัตยกรรมตามพระราชนยิ มรัชกาลท่ี 3 คอื โบสถ์ วิหาร จะไมม่ ชี อ่ ฟา้ ใบระกา หางหงษ์
มีการสร้างมณฑปและซ้มประตูทรงมงกฎ เป็นต้น นอกจากนี้รูปแบบของอาคารยังมีลักษณะแตกต่างไปจาก
แบบเดิม คือ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หรือการจาหลักไม้ ท้ังหน้าบันด้านหน้าและด้านหลัง แต่จะก่ออิฐและป้ันปูน
หน้าบัน และบนผนังปูนใช้เสานางเรียงรายด้านข้างซ้ายและขวาเพ่ือรับน้าหนักชายคาแทนคันทวย และนาค
สารวย จงึ นับเป็นยคท่ีสถาปตั ยกรรมไทยเจริญร่งโรจน์ไปสรู่ ูปแบบใหม่
สมัยรชั กาลที่ 4-5 เป็นยคทศ่ี ลิ ปะตะวนั ตกเข้ามาสศู่ ลิ ปะไทยทาใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลง หลายอย่าง เช่น การ
เขียนภาพ จิตรกรรมไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเรื่องราว จากเรื่องศาสนา มาเป็นปริศนาธรรม
ประวัติศาสตร์ หรือวิธีการใช้สี แสง-เงา ลักษณะกายวิภาค ระยะใกล้-ไกล ตามธรรมชาติ และมีการก่อสร้างตึก
อาคารแบบยโรป เช่น พระที่นั่งจักกรีมหาปราสาท ที่เป็นทรงตะวันตกผสมแบบไทย อาคารพระท่ีนั่งอนันต
สมาคม ที่สร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมในยคเรอเนซองของอิตาลี และโบสถ์วัดนิเวศธรรมประวัติท่ีบางปะอิน
สร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมกอธิก จากอิทธิพลของศิลปะตะวันตกทาให้ศิลปะมีการเปลี่ยนแปลงและเกิด
สถาบันการสอนศิลปะการชา่ งแบบยโรป คือ โรงเรียนเพาะช่างและโรงเรียนประณีตศิลปกรรมของกรมศิลปากร
เปน็ ตน้ ซึ่งสถาบนั เหล่านมี้ ีบทบาทอย่างมากในการถ่ายทอดความรูท้ ้งั ศิลปะสากลค่ไู ปกับศลิ ปะไทย
ลักษณะของงานศลิ ปะไทย
ถึงแม้ว่าศิลปะไทยจะได้รับอิทธิพลจากประเทศอ่ืนๆ หลายประเทศแต่ก็ได้พัฒนารูปแบบ จนมีเอกลักษณ์
เป็นของตนเองท่ีมีความแตกต่างไปจากชาติตะวันตก ดังน้ี คือ ไม่เน้นความเหมือนจริงในธรรมชาติ ศิลปะไทย
แตกต่างไปจากศิลปะตะวันตก คือ ศิลปะตะวันตกน้ันเป็นแบบธรรมชาตินิยมหรือศิลปะแบบ เหมือนจริง
Realistic Art แต่ศิลปะไทยจะดัดแปลงธรรมชาติไปตามคตินิยม จดั เป็นศลิ ปะแบบ อดมคติ Idealistic Art หรือ
ศิลปะไทยประเพณี ท่ีคิดสร้างสรรค์รูปแบบจากปรัชญา เช่น ความเชื่อในเรื่องสวรรค์นรกและกาหนดแบบแผน
ข้ึนท่ีเรียกว่าแบบครู เช่น มนษย์ เทพ เทวดา สัตว์ หรือแม้แต่ธรรมชาติส่ิงแวดล้อมก็จะเป็นแบบทีก่ าหนดขึ้นเอง
ได้รับแรงบัลดาลใจจากธรรมชาติ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าธรรมชาติน้ันไม่ใช่ศิลปะ แต่เป็นตัวกระต้นหรือแรง
บนั ดาลใจ ท่เี กดิ จากความประทับใจในความงาม แลว้ ถ่ายทอดออกมาในรปู แบบตา่ งๆ ลวดลายไทยบางอยา่ งก็ได้
จากธรรมชาติ ต้นไม้ หรือสัตว์ เช่น ลายกนก ก็ได้แนวคิดจากใบไม้หรือบางคนก็ว่าได้จากลักษณะของเปลวไฟ
หรือสัตว์ในวรรณคดีก็มีต้นแบบมาจากสตั ว์ที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ ผสมกับจินตนาการของวรรณคดีในเรอ่ื งต่างๆ
ไดร้ บั อทิ ธพิ ลความเชอ่ื เกย่ี วกับศาสนาและไสยศาสตร์
- ความเชื่อเก่ียวกับศาสนา (Religon) คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพทธ นิกายหินยานเป็นหลักและผสมผสาน
ความเช่ือของศาสนาพราหมณ์ สังคมไทยมีวัดเป็นศูนย์กลาง เป็นแหล่งรวมของศิลปะไทยทกแขนง ไม่ว่าจะเป็น
การวางผงั ของศาสนสถาน การสร้างพระพทธรูป การสรา้ งศิวลึงค์
- ความเช่ือเกี่ยวกับไสยศาสตร์ เป็นความเช่ือท่ีมีมาก่อนที่จะนับถือ พทธศาสนาเป็นความเช่ือในอานาจที่เหนือ
ธรรมชาติ วญิ ญาณ ภตู ผีตา่ งๆ ทใี่ หค้ ณใหโ้ ทษไดจ้ ึงต้องมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อเอาชนะสิ่งเหล่าน้ัน เชน่ การ
สรา้ งต๊กตาเสียกบาล ทวารบาล การสักยนั ต์ เป็นตน้
นอกจากนี้เอกลักษณ์ที่เด่นชัดของศิลปะไทยก็คือลวดลายต่างๆ ท่ีให้ความรู้สึกที่อ่อนช้อยงดงาม น่มนวล
เคล่ือนไหวอย่างละมนละไม เป็นลักษณะที่เหมาะสมกับคณสมบัติของคนไทยท่ีเป็นชาติเสรี รักอิสระ แสดงถึง
อปนิสัยใจคอของคนไทย ศลิ ปะไทยจึงมลี ักษณะของการวางรูปแบบวธิ ีการทาและลักษณะต่างๆ เป็นแบบแผนท่ี
แน่นอนตัง้ แตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จบัน
คณค่าของศลิ ปะไทย
คณค่าทางด้านศาสนา ศิลปะไทยส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากคติความเช่ือเก่ียวกับศาสนา ศิลปะไทยจึงมีคณค่าใน
การเผยแผ่ศาสนาและสืบทอดศาสนาในประเทศไทย เช่น การเขียนภาพจิตรกรรมหรือจาหลักเร่ืองราวทาง
ศาสนา ชาดก พทธประวัติ หรือวรรณคดีที่เกี่ยวเน่ืองกับความเล่ือมใสในเทพเจ้า เม่ือคนได้สัมผัสหรือเห็นก็จะ
เกิดความค้นเคยและซึมซับเร่ืองราว ความเช่ือ คาสอนหรือข้อธรรมะที่แฝงอยู่ในผลงานนั้นๆ หรือการสร้างพระ
พิมพ์ พระพทธรูป พระโพธิสัตว์ หรือเทวรูปในศาสนาพราหมณ์ คณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ จากการศึกษา
ศิลปะในแต่ละยคจะทาให้ทราบถึงวิวัฒนาการ การเช่ือมโยงด้านวัฒนธรรมของชมชน เส้นทางการติดต่อ
คมนาคม ใช้เป็นหลักฐานเพ่ือตรวจสอบว่าเป็นยคสมัยใดซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีทาให้การศึกษาเหตการณ์ต่าง ๆใน
ประวัติศาสตรถ์ กู ต้องยง่ิ ขนึ้ คณคา่ ทางดา้ นสนทรียะหรือความงาม หมายถงึ ความรสู้ ึกของอารมณแ์ ละความงาม
เช่น พระพทธรูปสาริดปางลีลา ศลิ ปะสโขทยั กลา่ วกนั วา่ เปน็ งานศิลปะที่มีความงามเป็นเลิศ เพราะมีความ
สมบูรณ์ท้ังด้านการสร้างสรรค์ลีลาท่ีอ่อนช้อย เล่ือนไหล รวมท้ังอารมณ์ที่น่มนวล เยือกเย็น ก่อให้เกิดความ
ศรทั ธาและประทับใจ
คณค่าทางด้านการเมืองการปกครอง ในสมัยก่อนผู้ปกครองหรือพระมหากษัตริย์ได้นาศิลปะมาใช้เพ่ือประโยชน์
ในการเมืองการปกครอง เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างกัน หรือใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าไปมีอานาจเหนือ
เมืองอืน่ การติดต่อสัมพนั ธ์ซ่ึงกนั และกัน จะเหน็ ไดว้ ่าศิลปะมีคณค่าในหลาย ๆ ด้านตอ่ สงั คม ไมจ่ ากัดเฉพาะการ
รับใช้ศาสนาหรอื คณค่าดา้ นความงาม
ลักษณะของภูมิปญั ญาไทย
เรือ่ งราวของภูมิปัญญาท้องถ่ินน้นั เปน็ ทส่ี นใจของประเทศต่างๆ และได้ทาการศึกษาในหลายๆ ลกั ษณะ เชน่
การประกอบอาชพี การรักษาสขภาพอนามัย และวิถีชวี ติ ของชาวบา้ น สาหรบั ในประเทศไทยไดม้ ีการศึกษาถงึ
ลกั ษณะของภูมิปัญญาท้องถ่ินไวด้ ังน้ี รง่ แกว้ แดง (2542) ได้แบ่งภมู ิปัญญาออกเปน็ 2 ระดบั คือ ภมู ิปัญญาชาติ
หรอื ภมู ปิ ัญญาไทย กับภมู ิปัญญาท้องถ่นิ หรือภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมปิ ญั ญาชาติ เป็นภูมปิ ัญญาท่ชี ว่ ยรกั ษาชาติ
ใหป้ ลอดภัยอยู่รอดมาไดจ้ นถึงปัจจบนั และเปน็ ภูมปิ ัญญาที่ช่วยสร้าง “ภาพแห่งความมีอารยธรรม” ใหแ้ ก่ชาติ
ภมู ปิ ญั ญาท้องถิน่ คือ ความรู้ทเ่ี กดิ ขน้ึ เฉพาะท้องทีใ่ ดท้องท่ีหน่งึ ซ่ึงทวั่ ๆ ไปก็เปน็ ภมู ิปญั ญาทใ่ี ช้แก้ปัญหาของ
ผู้คนในทอ้ งถ่ินน้ันเป็นหลกั โดยอาจจะเรียกภูมิปัญญาท้องถิน่ น่ีวา่ “ภมู ิปญั ญาชาวบา้ น” ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
คอ่ นข้างจะมีวตั ถประสงคท์ แ่ี ตกตา่ งไปจากภูมปิ ัญญาชาตพิ อสมควร คือ โดยปรกติแลว้ จะแสดงออกในรูปของ
การนาภูมิปัญญาท่ีสรา้ งขึ้นไปใชใ้ นการเอ้ืออานวยให้การดาเนนิ ชีวติ ในกลม่ เปน็ ไปอยา่ งราบรน่ื และสงบสข ภาพ
ของภมู ปิ ัญญาน้นั เป็นเรือ่ งของชมชน ชาวบา้ น และชนบท ดงั นั้นจงึ ไมแ่ ปลกนกั ทก่ี ารใช้ภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ จะมี
ความเกาะเกย่ี วอยกู่ บั ธรรมชาติ ตน้ ไม้ ป่าเขาลาเนาไพร ผืนฟา้ สิงสาราสตั วต์ ่างๆ ชาวบา้ นมกั จะนาเอาส่งิ ท่ีหา
ได้และมีอยู่ใน ท้องถิน่ มาชว่ ยในการอยู่กินตลอดเวลา
เสรี พงษ์พิศ (2529) กลา่ ววา่ ภูมปิ ัญญามี 2 ลักษณะ คือ
ลกั ษณะนามธรรม ได้แก่ ทฤษฎี ปรัชญา หรือหลกั การอันลกึ ซง้ึ ซึ่งซ่อนเรน้ นยั แหง่ ความหมายอันแท้จรงิ
เอาไว้ ซง่ึ ต้องมีการวิเคราะหอ์ อกมาให้สอดคล้องกบั ชวี ิตความเปน็ อยู่ และลกั ษณะความเชื่อบคคลในยคสมยั
นน้ั ๆ จึงจะสามารถเข้าใจได้ ภูมปิ ญั ญาไทยในลกั ษณะความเช่ือจะปรากฏออกมาในรปู ของนิทาน คาบอกเล่า
บทเพลง ภาษา วรรณคดี เปน็ ต้น เช่น สภาษิต คาพังเพย เคล็ดลางและคาส่งั สอนของบรรพบรษเกี่ยวกบั ข้อห้าม
และข้อปฏิบัติ ฯลฯ.
ลกั ษณะรปู ธรรม ไดแ้ ก่ ส่งิ ทีเ่ ป็นผลผลิตท่ีปรากฏออกมาให้เห็นได้ เช่น อาคารสถานที่ จิตรกรรม ประติมากรรม
สถาปัตยกรรม และแม้แต่ดนตรี อาหาร และเครอื่ งน่งหม่ เปน็ ต้น สง่ิ เหล่านี้เม่อื แสดงหรือปรากฏออกมาย่อม
เปน็ ทีร่ ู้
กันโดยท่ัวไปวา่ เป็นเอกลักษณ์ของมนษย์กล่มไหน เผ่าไหน หรือชนชาตไิ หน ชาตไิ ทยเปน็ ชาติเกา่ แก่มาแตโ่ บราณ
กาล ชนชนติไทยได้แสดงภูมปิ ัญญาใหเ้ ป็นทปี่ รากฏมาชา้ นานมหี ลกั ฐานบนั ทกึ ไว้ในรปู ของสารนเิ ทศประเภท
ต่างๆ ตลอดจนแสดงตวั ออกมาเปน็ รปู ธรรม เชน่ อาคารสถานท่ดี ังทกี่ ลา่ วมาแล้ว
ความสาคญั ของภมู ิปัญญาไทย
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2541) คนไทยได้สร้างชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของบ้านเมือง มี
การดารงชีวิตด้วยความสขร่มเย็นอยู่ได้จนถึงทกวันน้ี เพราะได้ใช้ภูมิปัญญาของตนมาตลอด ภูมิปัญญาไทยจึงมี
ความสาคัญอยา่ งยิง่ ซึง่ พอจะสรปได้ดังน้ี
ช่วยสร้างชาติให้เป็นปกึ แผ่นมั่นคง สร้างความภาคภูมิใจและศักด์ิศรีเกียรติภูมิแก่คนไทย สามารถปรับ ประยกต์
หลกั ธรรมคาสอนทางศาสนาใช้กับชวี ิตได้อยา่ งเหมาะสม สร้างความสมดลระหว่างคนกบั สังคมและธรรมชาติได้
อย่างยั่งยืน ช่วยเปลี่ยนแปลงปรับปรงวิถีชีวิตของคนไทยให้เหมาะสมได้ตามยค ประกอบ ใจม่ัน (2539) ได้
กล่าวถึงความสาคัญของภูมิปญั ญาท้องถนิ่ ไวด้ ังน้ี คอื ช่วยใหส้ มาชิกในชมชน หมูบ่ ้านดารงชีวติ อยรู่ ่วมกนั ได้อย่าง
สงบสข
ช่วยสร้างความสมดลระหว่างคนกับธรรมชาติแวดล้อม ช่วยให้ผู้คนดารงตนและปรับเปลี่ยนทันต่อความ
เปล่ียนแปลงและผลกระทบอันเกิดจากสังคมภายนอก เป็นประโยชน์ต่อการทางานพัฒนาชนบทของเจ้าหน้าท่ี
จากหนว่ ยงาน
ต่างๆ เพือ่ ท่จี ะได้กาหนดท่าทกี ารทางานให้กลมกลืนกบั ชาวบา้ นมากย่ิงขน้ึ
การอนรักษ์ศิลปะไทย
คาว่า “การอนรักษ์” ตามพจนานกรม หมายถึง การรักษาให้คงเดมิ ดังนั้น การอนรักษ์ศิลปกรรมไทย จงึ
หมายถึง การรักษาศิลปกรรมทีส่ รา้ งข้ึนบนผนื แผน่ ดินไทย อนั เป็นวฒั นธรรมของเผ่าพันธใ์ หค้ งอยู่เปน็ มรดกของ
ชนร่นหลงั ต่อไป โดยศกึ ษาถึงสาเหตและการเส่ือมสลายและหาแนวทางเพื่อการอนรกั ษ์ใหศ้ ิลปะไทยดารงอยู่ใน
สภาพท่สี มบรู ณเ์ ทา่ ท่จี ะทาได้
สาเหตของการเส่อื มสลายของศลิ ปะไทย
1. การเสือ่ มสลายจากกาลเวลา
2. การเสอ่ื มสลายจากการกระทาของคน
- การทาลายศิลปกรรมโดยการกระทาของคนในอดีต
- การทาลายจากความเห็นแก่ตวั
- การทาลายจากความไมร่ ู้
- การทาลายโดยเจ้าหนา้ ท่ที เี่ ก่ยี วขอ้ งในการบารงรกั ษา
3. การเสอ่ื มสลายจากการกระทาของสัตวแ์ ละพืช
4. การเสื่อมสลายจากการกระทาของธรรมชาติ
5. การเสอ่ื มสลายจากการเปลีย่ นแปลงทางสังคม
แนวทางการอนรักษศ์ ิลปะไทย
ศลิ ปะเปน็ ผลผลิตของชาตทิ ่ีมีคณคา่ ในตวั เองจึงควรที่จะมีการบารงรักษามิใหเ้ ส่ือมสลายและสืบทอดให้คง
อยูเ่ ปน็ มรดกทางวัฒนธรรมแก่ชนรน่ หลงั
เปน็ การอนรกั ษป์ ระวัติศาสตร์ของชาติไว้ใหค้ นร่นหลัง จึงมีแนวทางในการอนรักษ์ศลิ ปะที่พงึ ปฏบิ ัติดงั นี้
- การออกกฎหมายค้มครอง ศลิ ปกรรมและโบราณวัตถสถาน อันเปน็ มรดกทาง วฒั นธรรมของชาติ จงึ ควรมี
กฎหมายค้มครอง
- การตัง้ หน่วยงานท่มี ีผเู้ ชีย่ วชาญเฉพาะสาขา เนื่องจากงานศลิ ปกรรมแตล่ ะประเภท น้นั มีความแตกต่างกนั การ
ดแู ลรักษาจงึ ต้องเลือกใช้วิธกี ารที่ถูกต้อง
- การสงวนรักษาและซอ่ มบารง โดยการรักษาของเกา่ ไว้ให้ไดม้ ากท่สี ดไม่ใช่การ ทาขึน้ ใหม่
- การจาลองแบบ ในกรณีท่ีศิลปกรรมนั้นอาจถกู ทาลายหรือสญู สลายโดยทีไ่ ม่สามารถ ป้องกันได้ก็ควรจะเก็บ
ขอ้ มูลด้วยการบนั ทึก การถ่ายภาพ รวมท้งั การจาลองแบบขึ้นให้มคี วามใกลเ้ คียง กับของเดิมมากทีส่ ด
- การการจดั ตัง้ พิพิธภัณฑสถาน เพื่อเปน็ ที่รวบรวมตัวอย่างศิลปกรรมที่มีคณค่าเพื่อ การศึกษาเปรียบเทยี บ และ
เผยแพรค่ ณคา่ ของศิลปกรรม
- การจดั ทาเป็นแหลง่ ท่องเทยี่ วและพักผ่อน เป็นการสร้างความสาคญั ทาใหผ้ ู้คนใน ท้องถิ่นเหน็ คณคา่ และให้
ความสาคญั ที่จะอนรกั ษโ์ บราณสถาน
- การการเผยแพร่ความรู้ สรา้ งความเขา้ ใจ และตระหนกั ในคณค่าของศลิ ปกรรม แก่ประชาชนเพื่อใหเ้ กิดความ
ซาบซงึ้ เหน็ ความสาคัญในการอนรกั ษ์ศิลปกรรมของชาติ
5.1ัการนาเขาสบทเรยน
ครสู นทนาพูดคยกับนกั เรยี นด้วยการสรา้ งบรรยากาศทอ่ี บอน่ เพอื่ ใหน้ กั เรียนเกดิ ความสบายใจในการเรียน กล้า
พูดคย กลา้ ถาม และก่อให้เกดิ การเรยี นรทู้ สี่ มบรู ณ์ (หน้าทขี่ องครูในชว่ งน้ีคือการเตรียมความพรอ้ มให้กับนกั เรยี นทก
คน) และสารวจนักเรยี นทไ่ี ม่พรอ้ มกับกิจกรรมการเรยี นรู้ อาจด้วยเจบ็ ปว่ ย มาสาย สมาธิสนั้ ความบกพร่องทางการ
เรียนรหู้ รือกรณอี น่ื ๆ ครใู ห้ความสาคญั เปน็ พิเศษเพือ่ สรา้ งความเสมอภาคใหเ้ กดิ ขึ้นกับนักเรียนทกคน
5.2ัการเรยนร้
ครูจดั กิจกรรมการเรยี นรดู้ ้วยวธิ ีการบรรยายในหนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 1 ววิ ฒั นาการของลวดลายศิลปะไทย
เรือ่ ง ทม่ี าของศิลปะลายไทย พร้อมทัง้ ใหน้ กั ศึกษาไดค้ น้ คว้าด้วยตนเองจากช่องทางการเรียนรทู้ ีต่ ้นเองถนดั จากส่อื
ออนไลน์ หนังหนงั สือเรยี น สจู ิบัตรแสดงผลงาน หนงั สอื วาดเขยี น เป็นตน้
5.3ัการสรป
ครูและนักเรยี นสรปกจิ กรรมการเรยี นการสอนรว่ มกัน และแนะนาให้ศึกษาเพมิ่ เตมิ ตามสือ่ การเรยี นรู้ ตามหนังสือ
ศลิ ปะการวาดเขียน ตามหนงั สอื สจู บิ ตั ร หรอื จับกลม่ กันทาแผนผงั ความคดิ
5.4ัการวดและประเมินผล
-มคี วามรูเ้ รอ่ื งทมี่ าของศลิ ปะลายไทย (ใช้วธิ กี ารถามตอบ)
เกณฑ์การประเมนิ ผลั(Assessment)
ระดบ ระดบผลการ ความหมาย ระดบ ระดบผลการ ความหมาย
คะแนน เรยน คะแนน เรยน
การเรยี นพอใช้
80 - 100 4.0 การเรยี นดเย่ยม 60 – 64 2.0 การเรยี นออน
55 – 59 1.5
75 - 79 3.5 การเรยี นดมาก
ระดบ ระดบผลการ ความหมาย ระดบ ระดบผลการ ความหมาย
คะแนน เรยน คะแนน เรยน
การเรยี นด การเรยี นออนมาก
70 - 74 3.0 การเรยี นดพอใช้ 50 – 54 1.0 การเรยี นขน้ ตา่
65 - 69 2.5 0 – 49 0
6. สอ่ื การเรยั นร้/แหลงัการเรยนร้
6.1 ส่ือส่งิ พิมพ์
- เอกสารประกอบการบรรยาย
- ข้อสอบก่อนเรียน
6.2 ส่อื โสตทัศน์ (ถามี)
- ส่ือ powerpoit ที่ใช้ประกอบการบรรยาย
6.3 หนจาลองหรือของจริง (ถามี)
- ผลงานตวั อยา่ ง (ภาพวาดลายไทย)
6.4 อ่นื ๆ (ถ้ามี)
- หนังสือวาดเขียนจติ รกรรมไทย
- ส่อื ออนไลน์
7. เอกสารประกอบการจดการเรยนร้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ )
- ใบความรู้
- มอบหมายใหศ้ ึกษาเพม่ิ เติม่ จากหนงั สื่อ,จากสื่อออนไลน์,จากห้องแสดงงานจิตรกรรม
8. การบรณาการ/ความสมพนธก์ บวิชาอื่น
การจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ดู ้วยการบรู ณาการในรายวชิ าศิลปะไทยและทฤษฏีสี เพอ่ื ใหเ้ กดิ การเรยี นรทู้ ่ี
หลากหลายและต่อยอดความรใู้ นเชิงชา่ งเขียน
9. การวดและประเมนิ ผล
9.1 กอนเรยี น
- ใชข้ ้อสอบก่อนเรยี น
9.2 ขณะเรียน
- ใชก้ ารสงั เกตจากการ การถาม-ตอบ ในห้องเรยี น
9.3 หลงั เรียน
- ใช้ข้อสอบหลงั เรียน
สอื่ ประกอบการเรยนการสอน (สปดาหท์ ั่ 1) หนัวยการเรยนรท้ ่ 1
4 ชัว่ โมง/สัปดาห์
ชื่อวิชาัศลิ ปะไทยัั20300-1005
ชื่อหนวย 1 ววิ ัฒนาการของลวดลายศลิ ปะไทย สอนคร้งทั่ 1-2
ชอื่ เร่อื งั ทมี่ าของศลิ ปะลายไทย จานวน 8 ชวั่ โมง
ที่มาของการประยกตล์ วดลายไทยในงานจิตรกรรม
ทม่ี า https://www.google.com/search ออนไลน์
ทม่ี าของการประยกตล์ วดลายไทยในงานจิตรกรรม
ท่มี า https://www.google.com/search ออนไลน์
ทม่ี าของการประยกตล์ วดลายไทยในงานจิตรกรรม
ท่มี า https://www.google.com/search ออนไลน์
ขอ้ สอบประกอบการเรยนการสอน (สปดาหท์ ั่ 1) หนัวยการเรยนรท้ ่ 1
4 ชั่วโมง/สัปดาห์
ชือ่ วิชาัศิลปะไทยัั20300-1005
ชือ่ หนวย 1 วิวัฒนาการของลวดลายศิลปะไทย สอนครง้ ทั่ 1-2
ชอื่ เรื่องั ที่มาของศลิ ปะลายไทย จานวน 8 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรยั นรั้ หนัวยการเรยนร้ท่ 2
4 ช่วั โมง/สปั ดาห์
ชือ่ วิชาัศลิ ปะไทยัั20300-1005
ชอ่ื หนวย 1 หลกั การเขียนลายไทย สอนครง้ ทั่ 3-5
ชือ่ เร่ืองั เรือ่ ง การฝึกเขียนลายไทยเบ้ืองตน้ กนกแบบต่างๆ จานวน 12 ชัว่ โมง
1. สาระสาคญ
การฝกึ หดั เขียนลายไทยนบั เปน็ การเรยี นรขู้ ้ันพื้นฐานสดในงานจติ รกรรมไทย แต่ถอื วา่ เปน็ หวั ใจสาคัญของการ
สร้างสรรค์งานประเภทลายไทย หากผู้เรียนไม่เข้าใจเร่ืองลาย การผูกลาย การสร้างสรรค์ลายก็จะไม่สามารถ
เกิดขึ้นได้นั้นเอง ดังน้ันการเรียนรู้ความงามแบบจิตรกรรมไทยจึงควรจะต้องศึกษาจากการฝึกเขียนลายก่อนเป็น
อนั ดบั แรก
2. สมรรถนะประจาหนวย
2.1 สามารถอธบิ ายทีม่ าของลายไทยเบื้องตน้ ได้
2.2 สามารถอธิบายทีม่ าของกนกต่างๆ ได้
2.3 สามารถเขยี นกนกเบ้ืองต้นได้
3. จดั ประสงค์การเรยนร้
3.1 ดานความรู้
มีความรู้ ความเขา้ ใจ และอธิบายที่มาของลายไทยเบอื้ งต้นได้
3.2 ดานทกั ษะ
สามารถเขียน กนก เบื้องตน้ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
3.3 คณลักษณะท่ีพงึ่ ประสงค์
มคี วามรกั ความศรทั ธาในวิชาชพี ซาบซง้ึ ในศิลปวัฒนธรรมทอ้ งถน่ิ
4. เน้ือหาสาระการเรยั นร้
จดสาคัญของการฝึกคือ การเคล่ือนไหวของมือ ผู้ศกึ ษาจะตอ้ งยึดถือหลกั ว่า ความพยายามอยู่ท่ไี หความสาเร็จ
อย่ทู น่ี ้นั เอาไว้ในใจเปน็ สาคญั เพราะไมม่ ีอะไรหนคี วามเพียรพยายามไปได้ ฉะนั้นการฝึกหัดจงึ เป็นเคร่ืองแสดงให้
เหน็ ว่า ผู้ศกึ ษามีความพฒั นาไปในข้ันใดและมคี วามเข้าใจในบทเรียนเพยี งใด เพราะผลงานที่ปรากฏนี้จะเปน็ สิง่
แทนคาพดู ไดเ้ ปน็ อย่างดี
การฝึกเบอ้ื งตน้
ััั พจิ ารณาใหไ้ ด้ความรสู้ ึกก่อนที่จะลงมือปฏิบัตจิ รงิ วา่ เส้นนั้นมกี าลงั ผลกั ดนั และการหดขยายตัวอยา่ งไร เช่น
1.เถา
2.หางไหลบากกาบ
3.หางไหลบากเหงาบากกาบ
4.รวิ้ สะบัด
ขน้ั ตอนการฝึกเขียนเขา้ หาเสน้ กนก เส้นหลักอยู่ท่รี ูปที่ 1. จดที่เสน้ ดา้ นล่างขึ้นไปตามรปู 2. หางไหลบาก
กาบจดเสน้ กลางแตด่ ้านลา่ งข้ึนไป เสน้ รวมซา้ ยขวาให้จดแต่ปลายเสน้ ลากเส้นลงมาท้ังสองข้าง 3. ตั้งเสน้ กลาง
อย่างในรูปท่ี 1 แล้วหาวิธปี ะติดปะต่อจากด้านลา่ งขน้ึ ไป 4. ริ้วสะบดั จะเรม่ิ ท่เี ส้นใดก่อนและหลังใหด้ ูตาม
หมายเลข 1,2,3 ในภาพ
ที่มา จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 11
กนกแบบตางๆ
กนก 3 ตวั เป็นแม่ลายสาคัญของการเขยี นลายไทย เพราะกนก 3 ตวั น้ีไดส้ อดแทรกอยูใ่ ยลวดลายไทยทัว่ ไป
มลี กั ษณะท่าทางตา่ งๆ เช่น เอนเอียง ซ้าย-ขวา กลับหน้ากลบั หลัง ปลายข้ึนปลายลง และจากหลกั รูปทรงของ
กนก 3 ตวั น้ี ได้ผสมอยู่ในรปู ตาออ้ ย ใบเทศ ประจายาม กระจัง กรวยเชงิ และลายที่มชี อ่ื ต่างๆ อีกมาก ขอให้
สงั เกตและจดจารูปทรง ระยะจังหวะและพยายามจดจาให้ได้ทกส่วน ตอ่ ไปจะเขยี นลายไทยได้ถูกต้องทกลกั ษณะ
และยังทาให้การเขยี นลายข้นั ตอ่ ๆ ไปงา่ ยสะดวกขึน้ อีกมากเคา้ โครงร่างของกนก 3 ตัวน้ี ได้วางแบบไวใ้ ห้ดงู า่ ย
โดยถือเอาจากรูปสีเ่ หลีย่ มผนื ผา้ เปน็ เคา้ โครง จากนน้ั ให้แบ่งพ้ืนท่ีออกดงั ภาพตามขน้ั ตอน
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 12
ที่มา จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 12
การแบ่งใสก่ นกสามตวั จาเป็นจะตอ้ งร้จู ัก
วิธแี บง่ ตวั กนกให้ไดท้ กระยะ คอื ตัง้ แตต่ ัว
ตน้ เร่อื ยไปจนถึงตัวใหญท่ ส่ี ด เพราะว่าเมื่อ
กนกโตข้ึนการแบง่ ตัวของตัวกนกก็มากข้ึน
ไปเปน็ ลาดับ
ท่มี า จากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 13
ทม่ี า จากหนังสอื ศิลปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 13
กนกเปลว กนกเปลวมีทรงตวั เหมือนกนกสามตวั แต่กาบล่างของกนกเปลวตา่ งกนั คือไมม่ ีแงห่ ยักเหมือน กนก
สามตัว เขยี นลนื่ ๆ การสอดใสก่ าบคือการแบ่งกาบกต็ ่างกนั ขัน้ ตอนการเขียนเหมอื นกนกสามตัวทกอย่าง
กนกนารี กนกนารี เกดิ จากการแบง่ ตวั ลายในกนกสามตัวให้ละเอียดขน้ึ โดยการแบง่ สอดใส่ไส้ภายในใหง้ ดงาม
ทม่ี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 14
กนกหางหงส์ กนกหางหงส์รูปทรงตัวเหมือนกนกสามตัว การแบ่งตัวลายตลอดจนการสอดใสไ่ ส้ภายในก็คลา้ ย
กับกนกนารี
กนกใบเทศ กนกใบเทศ มีทรงตัวเหมอื นกนกสามตวั แต่การแบ่งตวั ของกนกใบเทศ ใช้ใบเทศเกาะอยู่กับกา้ นก็ได้
แตก่ ารวางจังหวะใบเทศหรือแข้งสงิ ห์ จะต้องให้อยใู่ นทรงของกาบกนกสามตวั ฉะนัน้ เมอ่ื จะวางตัวใบเทศจะต้อง
ร่างทรงกาบของกนกสามตัวเสียกอ่ น แลว้ จึงวางตวั ใบเทศ หรอื แขง้ สงิ ห์ ส่วนยอดเขยี นให้ยอดสะบัดเหมอื นกนก
สามตัว วิธแี บ่งใบเทศ แบง่ ตวั อยา่ งกระจงั ใบเทศ ถ้าจะทาใหเ้ ป็นแข้งสิงห์ก็แบง่ ตัวอย่างแขง้ สิงห์การฝกึ หัดเขียน
ให้ปฏบิ ัติเช่นเดยี วกนั กบั กนกสามตัว
ทีม่ า จากหนังสือศิลปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 15
กนกหางโต กนกหางโตมีลกั ษณะรปู ทรงเหมอื นกนกใบเทศ ตลอดจนสว่ นประกอบก็เหมือนเชน่ กนั ผดิ กนั ตอน
ตรงบนของหางโต ใชพ้ ่มขา้ วบณิ ฑ์ต่อจากก้าน หรือ หรือใช้ใบเทศต่อก้านก็ได้ เมอ่ื ถงึ ตอนยอดกใ็ ห้สะบดั ยอด
เหมอื นกนกสามตวั การฝกึ หดั เขยี นก็เชน่ เดยี วกับฝกึ เขียนกนกสามตวั
กนกลายนาค กนกลายนาคมรี ปู ทรงเหมือนกนกสามตวั เว้นแต่ได้นาหวั นาคเขา้ มาประกอบเป็นหวั กนก การ
ฝึกหัดเขยี นใช้ขั้นตอนเดยี วกบั การเขียนกนกสามตัว
ท่มี า จากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 15
กนกผักกูด มีรปู ทรงตวั เหมอื นกนกสามตวั เว้นแต่ยอดและปลายกนกมีการเขยี นขมวด ขด ในลักษณะทแ่ี ตกตา่ งไป
จากกนกอื่นๆ คอื มขี มวด ขด ทปี่ ลายคล้ายผกั กูดนน้ั เอง การฝึกหัดเขียนคงปฏบิ ตั เิ หมือนเขยี นกนกสามตัว
ท่มี า จากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 16
วิธกี ารฝกึ หัดเขยี นยอดกนก
การฝึกเขียนยอดกนกแบบตา่ งๆ
ตวั กนกนไี้ ดถ้ อดแบบมาจากกนกสามตวั เพื่อให้เห็นลักษณะรปู ทรง แมจ้ ะเปล่ียนแปลงทา่ ทางหันเหไปอยา่ งไร
ก็ตาม จะต้องเขยี นใหไ้ ดร้ ูปไดท้ รงดงั แบบ และผศู้ ึกษาจะตอ้ งฝกึ หดั เขียนใหแ้ มน่ ยาได้รูปทรงจริงๆ
ทม่ี าท้งั 3 ภาพ จากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 17
การแบ่งกนกสามตวั แบ่งไดห้ ลายแบบหลายวิธตี ามความเหมาะสม
ววิ ฒั นาการแบบอยา่ งลายกนกสมัยต่างๆ ในประเทศไทย
ทม่ี า ภาพจากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หน้า 18
ท่มี า ภาพจากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 19
ววิ ัฒนาการลายกนกยคสมยั ต่างๆ ท่ีพบในประเทศอนิ เดยี ซ่ึงมีสว่ นให้อทิ ธิพลทางศิลปะลวดลายกนก
แกป่ ระเทศไทย
ลาดับสมยั ของสกลช่างในแบบศิลปะอินเดยี
1. สมัยมถรา ราวพทธศตวรรษท่ี 7-8
2. สมัยอมราวดี ราวพทธศตวรรษที่ 7-8
3. สมัยคปตะ ราวพทธศตวรรษท่ี 9-11
4. สมยั ปัลลวะ ราวพทธศตวรรษที่ 11-12
5. สมัยจาลกยะ ราวพทธศตวรรษท่ี 11-13
6. สมัยปาละ ราวพทธศตวรรษที่ 11-16
7. สมยั ปาละ-เสนะ ราวพทธศตวรรษท่ี 16-17
8. สมัยโจฬะ ราวพทธศตวรรษท่ี 15-16
9. สมัยปาณฑยะ ราวพทธศตวรรษท่ี 15-19
10. สมยั วชิ ยั นคร ราวพทธศตวรรษที่ 19-21
ท่มี า ภาพจากหนังสือศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 20
5.1ัการนาเขาสบทเรยน
ครสู นทนาพดู คยกับนักเรยี นด้วยการสรา้ งบรรยากาศทอี่ บอน่ เพือ่ ให้นกั เรยี นเกดิ ความสบายใจในการเรยี น กล้า
พูดคย กลา้ ถาม และก่อให้เกดิ การเรยี นรู้ทส่ี มบรู ณ์ (หน้าทข่ี องครูในชว่ งนคี้ อื การเตรยี มความพร้อมให้กับนกั เรยี นทก
คน) และสารวจนักเรยี นทไี่ ม่พรอ้ มกบั กจิ กรรมการเรยี นรู้ อาจด้วยเจบ็ ปว่ ย มาสาย สมาธิสนั้ ความบกพร่องทางการ
เรียนรหู้ รือกรณอี ืน่ ๆ ครใู หค้ วามสาคัญเป็นพิเศษเพอื่ สรา้ งความเสมอภาคใหเ้ กิดข้ึนกบั นกั เรยี นทกคน
5.2ัการเรยนร้
ครจู ดั กิจกรรมการเรียนรดู้ ้วยวธิ ีการบรรยายประกอบการสาธิต ในหนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 หลักการเขียนลายไทย
เรื่อง การฝึกเขียนลายไทยเบ้ืองตน้ กนกแบบตา่ งๆ โดยใหผ้ ้เู รยี นรทู้ ฤษฏีแลว้ นาไปปฏบิ ตั ิ ทั้งนี้ไดใ้ ห้ค้นคว้าดว้ ย
ตนเองจากช่องทางการเรยี นรทู้ ่ีต้นเองถนัด จากส่อื ออนไลน์ หนงั หนงั สือเรยี น สจู บิ ัตรแสดงผลงาน หนังสอื วาดเขียน
เปน็ ต้น
5.3ัการสรป
ครูและนักเรยี นสรปกจิ กรรมการเรียนการสอนรว่ มกนั และแนะนาใหศ้ ึกษาเพ่ิมเตมิ ตามส่อื การเรยี นรู้ ตามหนังสอื
ศิลปะการวาดเขยี น ตามหนังสือสูจิบัตร หรอื จับกลม่ กนั ทาแผนผงั ความคดิ
5.4ัการวดและประเมนิ ผล
-มีความรูเ้ รือ่ งทมี่ าของศิลปะลายไทย (ใชว้ ธิ ีการถามตอบ)
เกณฑ์การประเมินผลั(Assessment)
ระดบ ระดบผลการ ความหมาย ระดบ ระดบผลการ ความหมาย
คะแนน เรยน คะแนน เรยน
การเรยี นพอใช้
80 - 100 4.0 การเรยี นดเยย่ ม 60 – 64 2.0 การเรยี นออน
55 – 59 1.5
75 - 79 3.5 การเรยี นดมาก
ระดบ ระดบผลการ ความหมาย ระดบ ระดบผลการ ความหมาย
คะแนน เรยน คะแนน เรยน
การเรยี นด การเรียนออนมาก
70 - 74 3.0 การเรยี นดพอใช้ 50 – 54 1.0 การเรยี นขน้ ต่า
65 - 69 2.5 0 – 49 0
6. สอ่ื การเรัยนร้/แหลงัการเรยนร้
6.1 ส่ือสิง่ พิมพ์
- เอกสารประกอบการบรรยาย
6.2 ส่ือโสตทัศน์ (ถามี)
- สอื่ powerpoit ทีใ่ ช้ประกอบการบรรยาย
6.3 หนจาลองหรือของจริง (ถามี)
- ผลงานตัวอย่าง (ภาพวาดลายไทย)
6.4 อื่นๆ (ถ้าม)ี
- หนงั สือวาดเขยี นจิตรกรรมไทย
- สื่อออนไลน์
7. เอกสารประกอบการจดการเรยนร้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ )
- ใบความรู้
- มอบหมายใหศ้ ึกษาเพิม่ เต่ิมจากหนังสื่อ,จากสอื่ ออนไลน์,จากหอ้ งแสดงงานจติ รกรรม
8. การบรณาการ/ความสมพนธ์กบวิชาอน่ื
การจัดกจิ กรรมการเรียนร้ดู ว้ ยการบูรณาการในรายวชิ าศลิ ปะไทยและทฤษฏสี ี เพื่อให้เกดิ การเรียนร้ทู ี่
หลากหลายและต่อยอดความรใู้ นเชิงช่างเขยี น
9. การวดและประเมินผล
9.1 กอนเรียน
- ใช้ขอ้ สอบก่อนเรียน
9.2 ขณะเรียน
- ใชก้ ารสงั เกตจากการลงมอื ปฏิบัตงิ าน
9.3 หลงั เรยี น
- ผลงาน
แผนการจัดการเรยั นรั้ หนัวยการเรยนรท้ ่ 2
4 ชว่ั โมง/สปั ดาห์
ชอื่ วชิ าัศิลปะไทยัั20300-1005
ชื่อหนวย 1 หลักการเขยี นลายไทย สอนครง้ ทั่ 3-5
ชือ่ เรื่องั ลายกระจัง ตาอ้อย แขง้ สงิ ห์ จานวน 12 ชว่ั โมง
1. สาระสาคญ
การศกึ ษาและการวาดลายไทยจะแยกเป็นสองรูปแบบใหญๆ่ คือ ลายไทย และจิตรกรรมไทย ซง่ึ ลายไทยที่เป็น
ลวดลายหลักทสี่ าคญั มี ดังน้ี ลายกระหนก ลายกระจงั ลายทรงพ่มขา้ วบณิ ฑ์ ลายประจายาม ลายกาบ
ลายนกคาบและนาคขบ ลายกระจังและตาอ้อย เป็นลายพ้ืนฐานประเภทหนึ่งที่สาคัญของลายไทย รูปทรงคล้าย
สามเหลี่ยมหน้าจวั่ ตน้ แบบลายนี้มาจากธรรมชาติ เชน่ ตาออ้ ย ต้นออ้ ย และฟันปลา
2. สมรรถนะประจาหนวย
2.1 สามารถอธิบายทมี่ าของลายกระจงั ตาอ้อย แข้งสิงห์ เบ้อื งต้นได้
2.2 สามารถเขียนลายกระจงั ตาอ้อย แข้งสงิ ห์ เบ้ืองต้นได้
3. จดั ประสงค์การเรยนร้
3.1 ดานความรู้
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ และอธิบายที่มาของลายกระจงั ตาอ้อย แข้งสิงห์ เบื้องต้นได้
3.2 ดานทกั ษะ
สามารถเขยี นลายกระจัง ตาอ้อย แข้งสิงห์ เบ้ืองต้นไดอ้ ย่างเหมาะสม
3.3 คณลักษณะที่พ่งึ ประสงค์
มีความรกั ความศรัทธาในวชิ าชีพ ซาบซงึ้ ในศิลปวัฒนธรรมทอ้ งถิ่น
4. เนือ้ หาสาระการเรยั นร้
กระจงั ฟนั ปลา
มที รงอยู่ในรปู สเ่ี หลี่ยมดา้ นเทา่ ตัวมีรปู เป็นสามเหลีย่ มยอดเรยี วแหลม เปน็ ทม่ี าของกระจังตาอ้อย หรือ กระจัง
ใบเทศ ถือเปน็ กระจงั ตวั ตน้ หรอื อีกนยั หน่งึ จะเรยี กว่าเป็นตัวย่อของ กระจังใบเทศและกระจังตาออ้ ยก็ได้ เพราะวา่
เม่ือเขียนบวั คว่า หรอื หงาย ถึงตอนทย่ี ่อเล็กที่สด กใ็ ชก้ ระจังฟนั ปลาแทน กระจังฟนั ปลาเป็นลายติดตอ่ ได้ทงั้ ซา้ ย
ขวา
5.1ัการนาเขาสบทเรยน
ครสู นทนาพูดคยกับนกั เรยี นด้วยการสรา้ งบรรยากาศทอ่ี บอน่ เพ่ือให้นักเรยี นเกดิ ความสบายใจในการเรียน กลา้
พดู คย กลา้ ถาม และกอ่ ใหเ้ กดิ การเรยี นรทู้ สี่ มบรู ณ์ (หนา้ ทข่ี องครใู นชว่ งนคี้ อื การเตรยี มความพรอ้ มให้กับนกั เรยี นทก
คน) และสารวจนกั เรยี นท่ไี ม่พร้อมกับกิจกรรมการเรียนรู้ อาจดว้ ยเจ็บปว่ ย มาสาย สมาธสิ นั้ ความบกพร่องทางการ
เรียนรหู้ รอื กรณีอืน่ ๆ ครใู ห้ความสาคญั เป็นพเิ ศษเพ่อื สรา้ งความเสมอภาคใหเ้ กดิ ข้ึนกับนกั เรียนทกคน
5.2ัการเรยนร้
ครจู ดั กจิ กรรมการเรียนรดู้ ว้ ยวธิ กี ารบรรยายประกอบการสาธติ ในหนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 หลกั การเขียนลายไทย
เรื่อง การฝกึ เขียนลายไทยเบ้ืองตน้ กนกแบบตา่ งๆ โดยใหผ้ ู้เรยี นร้ทู ฤษฏีแลว้ นาไปปฏบิ ตั ิ ท้ังนีไ้ ด้ให้คน้ คว้าดว้ ย
ตนเองจากชอ่ งทางการเรยี นรทู้ ่ตี น้ เองถนัด จากสอ่ื ออนไลน์ หนังหนังสอื เรยี น สจู ิบัตรแสดงผลงาน หนงั สือวาดเขียน
เปน็ ตน้
5.3ัการสรป
ครแู ละนกั เรยี นสรปกจิ กรรมการเรยี นการสอนรว่ มกนั และแนะนาให้ศึกษาเพ่มิ เตมิ ตามสอื่ การเรยี นรู้ ตามหนงั สอื
ศิลปะการวาดเขยี น ตามหนงั สือสจู บิ ัตร หรือจบั กลม่ กันทาแผนผงั ความคดิ
5.4ัการวดและประเมนิ ผล
-มคี วามรเู้ รอ่ื งท่มี าของศลิ ปะลายไทย (ใช้วิธีการถามตอบ)
เกณฑ์การประเมนิ ผลั(Assessment)
ระดบ ระดบผลการ ความหมาย ระดบ ระดบผลการ ความหมาย
คะแนน เรยน คะแนน เรยน
การเรยี นพอใช้
80 - 100 4.0 การเรยี นดเยย่ ม 60 – 64 2.0 การเรยี นออน
55 – 59 1.5
75 - 79 3.5 การเรยี นดมาก
ระดบ ระดบผลการ ความหมาย ระดบ ระดบผลการ ความหมาย
คะแนน เรยน คะแนน เรยน
การเรยี นด การเรยี นออนมาก
70 - 74 3.0 การเรยี นดพอใช้ 50 – 54 1.0 การเรยี นขน้ ต่า
65 - 69 2.5 0 – 49 0
6. สอ่ื การเรัยนร้/แหลังการเรยนร้
6.1 สื่อสง่ิ พิมพ์
- เอกสารประกอบการบรรยาย
6.2 ส่อื โสตทัศน์ (ถาม)ี
- สอื่ powerpoit ท่ีใชป้ ระกอบการบรรยาย
6.3 หนจาลองหรอื ของจริง (ถามี)
- ผลงานตัวอยา่ ง (ภาพวาดลายไทย)
6.4 อนื่ ๆ (ถ้าม)ี
- หนงั สือวาดเขียนจติ รกรรมไทย
- ส่อื ออนไลน์
7. เอกสารประกอบการจดการเรยนร้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ )
- ใบความรู้
- มอบหมายให้ศึกษาเพิม่ เตมิ่ จากหนังส่ือ,จากสื่อออนไลน์,จากหอ้ งแสดงงานจิตรกรรม
8. การบรณาการ/ความสมพนธ์กบวิชาอ่ืน
การจัดกจิ กรรมการเรียนรูด้ ว้ ยการบูรณาการในรายวิชาศลิ ปะไทยและทฤษฏสี ี เพื่อให้เกดิ การเรียนรทู้ ่ี
หลากหลายและต่อยอดความรูใ้ นเชงิ ชา่ งเขียน
9. การวดและประเมนิ ผล
9.1 กอนเรียน
- ใช้ขอ้ สอบก่อนเรยี น
9.2 ขณะเรียน
- ใช้การสงั เกตจากการลงมอื ปฏิบตั งิ าน
9.3 หลังเรยี น
- ผลงาน
สื่อประกอบการเรยนการสอน (สปดาห์ทั่ 3) หนัวยการเรยนรท้ ่ 1
4 ชว่ั โมง/สัปดาห์
ชอ่ื วิชาัศลิ ปะไทยัั20300-1005
ัชอ่ื หนวย 2 หลกั การเขยี นลายไทย สอนครง้ ทั่ 3-5
ชือ่ เร่ืองั การฝึกเขียนลายไทยเบือ้ งตน้ กนกแบบตา่ งๆ จานวน 12 ชวั่ โมง
ทม่ี าของการประยกต์ลวดลายไทยในงานจิตรกรรม กระหนกทเี่ ปน็ ต้นแบบของกระหนกชนดิ อน่ื ๆ คือ
กระหนกสามตวั ส่วนสาคญั ในการเขยี นอยู่ทก่ี ารแบ่งตวั ลายและเขยี นยอดลาย ถา้ แบ่งตวั ลายและเขยี นยอดลาย
ไดจ้ งั หวะสัดสว่ นดี สะบัดยอดพลิ้วดี ลายกระหนกนน้ั กด็ ูงดงาม การเขียนขมวดหวั ลายก็เช่นเดียวกัน ตอ้ ง
ขมวดหัวใหก้ ลมคลา้ ยก้นหอย จึงจะดงู ดงามครบครัน โครงรา่ งให้มคี วามถูกต้อง มีสดั ส่วนทเี่ หมาะสมแลว้ จึง
แบ่งตัวลายแต่ละส่วนโดยการร่างเบาๆ ไวก้ ่อน กาหนดจงั หวะของการบาก สว่ นของยอดลายและการสอดไสใ้ น
ตวั กระหนก
การเขียนกนกสามตัวแบบละเอยี ด
ทมี่ า https://www.google.com/search ออนไลน์
กระหนกคือลวดลายทีป่ ระดษิ ฐข์ นึ้ จากธรรมชาติ (เนอื่ งจากกระหนกมาจากต้นไม้ หรือเปลวไฟ บางครง้ั
กระหนกจึงหมายถึงพรรณไม้ และยังแปลวา่ ทองอีกดว้ ยครับ) ในหัวข้อนเี้ ป็นการบอกถึงหลักการการเขียน
กระหนก และวิธกี ารมองลวดลายกระหนกพื้นฐาน กระหนกมหี ลายสกล เช่นวัดเซงิ หวาย วัดระฆงั แลอนื่ ๆอีก
มากมายแล้วแตค่ รูโบราณท่านจะคดิ ประดษิ ฐ์กันไป แตส่ ่งิ หน่ึงทเ่ี หมอื นกันคือโครงและแกนของกระหนก
ที่มา https://www.google.com/search ออนไลน์
ทม่ี า https://www.google.com/search ออนไลน์
เปรยี บเทยี บกนกจากงานปนู ปนั้ กับการสร้างสรรค์ในลกั ษณะจิตรกรรม
ที่มา https://www.google.com/search ออนไลน์
ท่ีมา https://www.google.com/search ออนไลน์
ภาพการออกแบบกนกในลักษณะเฉพาะตวั ของศลิ ปิน (จากหนังสอื ลายไทยเพ่ือการออกแบบ)
แผนการจัดการเรยั นร้ั หนัวยการเรยนรท้ ่ 3
4 ชวั่ โมง/สปั ดาห์
ชื่อวิชาัศิลปะไทยัั20300-1005
ัชอื่ หนวย การคดั ลอกลาย สอนคร้งทั่ 9-12
ชือ่ เรือ่ งั หนา้ ภาพทั้งสี่พวก พระ นาง ยักษ์ ลิง จานวน 16 ช่วั โมง
1. สาระสาคญ
ภาพลายไทย นับว่าสวบงามนา่ ดูสมกบั เปน็ ศลิ ปะจรงิ ๆ จะต้องมี ภาพคน ภาพสัตว์ เข้าประกอบอยูด่ ้วย จึงจะ
ได้ช่ือว่าเป็นความสมบูรณ์ของภาพ ท่ีช่างได้แสดงลวดลายศิลปะอันงดงามและสมรรถภาพของช่างฝากไว้โดย
ประจักษ์ เปรียบเหมือนป่าจะงดงามเพราะธรรมชาติอย่างเดี่ยวไม่ได้จาเป็นต้องมีกิ่งก้านสาขาแห่งพฤกษชาติ
ตลอดถึงเครือเถาวัลย์และนกสัตว์นานาชนิดอยู่ในป่าด้วย เพราะฉะน้ันการเขียนภาพไทยจึงต้องมีภาพคน เพ่ือ
นาไปประกอบลวดลายและกนกต่างๆ ให้วิจติ รพิสดารสวยงามยิ่งขน้ึ
2. สมรรถนะประจาหนวย
2.1 สามารถอธบิ ายขัน้ ตอนการเขยี นหนา้ ภาพทั้งสี่จาพวกได้
2.2 สามารถอธิบายความงามหนา้ ภาพท้ังสจ่ี าพวกได้
2.3 สามารถเขยี นหน้าภาพท้งั สีจ่ าพวกเบื้องตน้ ได้
3. จดั ประสงค์การเรยนร้
3.1 ดานความรู้
มีความรู้ ความเข้าใจ และอธิบายความงามหนา้ ภาพทั้งสจ่ี าพวกได้
3.2 ดานทกั ษะ
สามารถเขยี นหนา้ ภาพทัง้ ส่ีจาพวกเบ้ืองตน้ ได้
3.3 คณลักษณะท่ีพ่งึ ประสงค์
มีความรกั ความศรทั ธาในวิชาชพี ซาบซง้ึ ในศิลปวัฒนธรรมท้องถ่นิ
4. เนอ้ื หาสาระการเรัยนร้
ขัน้ ตอนการฝกึ หดั เขยี นหนา้ ภาพทงั้ ส่ีพวก
เริ่มเขียนภาพไทยคร้ังแรก จะต้องเขียนใบหน้า ซึ่งมีจมูก ปาก ตา หู ก่อนเพราะส่วนของใบหน้า มีส่วนเล็กๆ
และมีความสวยงามยิ่งกว่าส่วนใดๆ ของอวัยวะอื่นๆ ทั้งส้ิน ขั้นต่อไปจึงเริ่มหัดเขียนส่วนประกอบ เช่น มงกฎ
ชฎา และลักษณะท่าทางต่างๆ ตั้งแต่ท่าทาง ต่างๆ ท่าทางง่ายๆ ไปถึงท่าที่ยากๆ เช่น ในลักษณะเห็นหน้า
ด้านข้าง มีเหาะ ท่าเดิน ฯลฯ เป็นต้น ในลักษณะเห็นหน้าตรง เช่นเทพนม เทพรา ฯลฯ ตลอดจนการเขียนส่วน
ตา่ งๆ ของรา่ งกาย
ความสาคญั แห่งศิลปะภาพไทย มี 2 ประเภท คือ
1. ประเภทประกอบกบั ลาย เห็นลกั ษณะแบนๆ รา่ งหรือลงสีเรยี บๆ แลว้ ตัดเส้น
2. ประเภทภาพไมป่ นอยู่กับลาย มรี ะบายสีกลมกลืน ให้เห็นลกั ษณะใกล้เขา้ ไปกบั คนและธรรมชาติ แตก่ ารเขียน
ร่างกาย และกิริยาท่าทางต่างๆ ก็คงมีลักษณะอ่อนช้อยงดงามตามแบบศิลปะไทย ซึ่งเราจะละทิ้งไม่ได้ จึงนับว่า
เป็นการฝึกหัดไปในลักษณะประดิษฐ์เป็นมโนภาพ ศิลปะภาพไทยของเรา ได้อาศัยการประดิษฐ์ไปจากคน
ธรรมชาติ เพื่อให้เป็นศิลปะเข้ากับลวดลายไทย จึงมีภาพท่ีแปลกไปจากธรรมดา คือ มีส่วนเส้นโอนอ่อนและมี
ลวดลายไทยประกอบเป็นส่วนมาก จึงทาให้ศิลปะภาพไทยเป็นศิลปะที่ดูแล้วสวยงามวิจิตรพิสดารไม่จืดจาง แม้
ชาวตา่ งประเทศก็ไดย้ กย่องสรรเสรญิ วา่ เป็นศิลปะชัน้ เย่ียมของโลก และมีแต่ประเทศไทยเท่านนั้ จงึ เป็นศิลปะอัน
สูงค่าอันมีเกียรติแก่ประเทศชาตอิ ยา่ งย่ิง
ที่มา จากหนังสอื ศิลปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 64
หนา้ พระ หนา้ นาง
ในการเขียนหน้าพระและหน้านาง จะสวมมงกฎหรือไม่สวมมงกฎก็ตาม ลักษณะของภาพจะแสดงความรูส้ ึก
สูงและเป็นลักษณะของความหมายของไทยที่อยู่ในรูปทรงของไทยมาแต่สมัยโบราณและการเขียนหน้าพระ
หน้านางน้ี จะเน้นหลักไปทางลวดลาย โดยเฉพาะมงกฎจะประกอบด้วยลวดลายไทยที่งดงามส่วนการระบายสี
หน้าพระหน้านาง จะลงสีพ้ืนเรียบๆ มงกฎจะลงสีทองหรือสีเหลืองแล้วตัดเส้นด้วยสีแดง ส่วนเคร่ืองทรงจะทาสี
ทองแลว้ ตดั เสน้ ดว้ ยสีแดง
ท่มี า จากหนังสอื ศิลปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 64
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 66
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 67
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 68
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 69
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 70
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 71
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 72
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 73
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 74
หน้าภาพทั้งสี่พวกสวมมงกฎ
ในการเขยี นภาพหนา้ ภาพสวมชฎาและมงกฎในภาพศิลปะไทย มีการสวมหลายแบบ ในการสวมหรอื ไมส่ วม
น้ี จะเปน็ ไปตามชั้นวรรณะของตัวภาพ เพราะฉะนนั้ การฝกึ หดั เขยี นภาพไทย จงึ ควรรจู้ กั ลกั ษณะของชฎา มงกฎ
ดงั น้ี ชฎา จะไมม่ ลี กู แกว้ ที่ยอด สาหรับมงกฎจะมีลกู แกว้ ทยี่ อด เช่น มงกฎกษัตริย์ เปน็ ตน้
มงกฎจะมขี นาดสูง สองสว่ นครึง่ (ตามแบบครใู นการเขยี นควรอนโลมใชใ้ ห้เหมาะสมตามลกั ษณะอนั ควรแก่
ภาพ) ด้วยเหตนจ้ี งึ พบเหน็ ว่ามี ชฎา มงกฎ ทสี่ ัน้ กวา่ ทกี่ าหนดไว้นีอ้ กี หลายลกั ษณะ ความสาคญั ของรูปทรง ชฎา
มงกฎนน้ั จะต้องเรยี วเล็กไปและตอ้ งไมใ่ หญ่โตนัก จดั เข้ากบั รปู ลกั ษณะโครงหน้า เรยี ก ทรงจอมแห คือยอด
ดา้ นบนเรียวเล็ก และค่อยๆ ผายกว้างลงมาเป็นส่วนลา่ ง
ชฎา มงกฎ ลอมพอก มงคล กะบังหนา้ ฯลฯ เหลา่ นี้เปน็ เครอ่ื งประดบั ศีรษะของภาพ ตามลาดับชน้ั วรรณะ
และเปน็ เครอ่ื งหมายแหง่ ตวั ภาพ เมอ่ื ตวั ใดสวมชฎา หรือมงกฎชนดิ ใด กส็ ามารถ รชู้ ื่อของภาพนนั้ ได้ นอกจากน้ี
ยงั มีชฎา มงกฎต่างๆ อีกหลายชนิดทม่ี ีรปู ลกั ษณะ ลวดลาย ท่ีแปลกๆ กัน
ทม่ี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 75
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 76
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 77
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 78
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 79
ท่มี า จากหนังสอื ศลิ ปะประจาชาติ ศป.231 หนา้ 80