การพัฒนาทักษะการอานออกเสยี งคำศัพทภ าษาองั กฤษ โดยใชแ บบฝก
ทกั ษะ (Word Family Phonics) ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 2
โรงเรียนบา นระแวง
Using Skill Exercise (Word Family Phonics) to Develop English
Vocabulary Pronunciation of Grade 2 Student
at Ban Rawaeng School
ซุฟยาณี หลงั เตนนี
Sufyani Langtennee
รายงานวจิ ยั ชั้นเรียนฉบับนี้เปน สวนหนง่ึ ของรายวชิ าปฏบิ ตั ิการสอนในสถานศึกษา 1
หลกั สูตรศึกษาศาสตรบ ณั ฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาองั กฤษ
คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลยั ฟาฏอนี
ปการศกึ ษา 2565
การพัฒนาทักษะการอานออกเสยี งคำศัพทภ าษาองั กฤษ โดยใชแ บบฝก
ทกั ษะ (Word Family Phonics) ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 2
โรงเรียนบา นระแวง
Using Skill Exercise (Word Family Phonics) to Develop English
Vocabulary Pronunciation of Grade 2 Student
at Ban Rawaeng School
ซุฟยาณี หลงั เตนนี
Sufyani Langtennee
รายงานวจิ ยั ชั้นเรียนฉบับนี้เปน สวนหนง่ึ ของรายวชิ าปฏบิ ตั ิการสอนในสถานศึกษา 1
หลกั สูตรศึกษาศาสตรบ ณั ฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาองั กฤษ
คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลยั ฟาฏอนี
ปการศกึ ษา 2565
ก
ชื่อเร่อื งวจิ ยั : การพฒั นาทักษะการอา นออกเสยี งคำศัพทภาษาองั กฤษ โดยใชแบบฝก ทกั ษะ
ผูวจิ ยั (Word Family Phonics) ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบา นระแวง
สาขาวิชา : นางสาวซุฟยาณี หลงั เตนนี
ปการศกึ ษา : การสอนภาษาอังกฤษ
: 2565
บทคดั ยอ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษและเพื่อศึกษา
ประสิทธิภาพของแบบฝกทักษะ (Word Family Phonics) โดยมีกลุมตัวอยางคือนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานระแวง จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใชในการวิจัยประกอบดวย
แผนการจัดการเรียนรูหนาเดียวเรื่อง Word Family Phonics ทั้งหมด 3 แผน โดยแตละแผนใชเวลา
ในการทดลองสอน 1 ชั่วโมง และใชแบบฝกทักษะ (Word Family Phonics) ผูวิจัยทำการวิเคราะห
ขอมูลโดยใชสถิติพื้นฐาน คือหาคาเฉลี่ย คารอยละ และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใชทดสอบ
สมมติฐานคือ dependent t-test และสถิติการหาคาประสิทธิภาพของแบบฝกทักษะ E1/E2 ตาม
เกณฑรอ ย 80/80
ผลการวิจยั พบวา นักเรยี นมีผลสัมฤทธดิ์ า นการอานออกเสยี งคำศัพทภ าษาองั กฤษทด่ี ีข้ึนมาก
หลังการใชแ บบฝก ทักษะ (Word Family Phonics) ซงึ่ มคี าเฉล่ียของคะแนนการทดสอบการอา นกอ น
เรียนอยูที่ 10.77 และมีคาเฉล่ียของคะแนนการทดสอบการอา นหลงั เรียนเทา กับ 16.42 ซึ่งเมอ่ื ทดสอบ
ความตางของผลสมั ฤทธ์ิดา นการอา นออกเสียงคำศัพทภ าษาองั กฤษของนักเรยี นหลังเรียนสูงกวา กอน
เรียนอยางมนี ยั สำคัญทางสถิตอิ ยทู ีร่ ะดบั .01
คำสำคญั : แบบฝก ทักษะ, การอานออกเสียงคำศัพทภาษาองั กฤษ
ข
Title : Using Skill Exercise (Word Family Phonics) to Develop English
Vocabulary Pronunciation of Grade 2 Students at Ban Rawaeng
School
Author : Sufyani Langtennee
Program : Teaching English
Academic Year : 2022
Abstract
The objectives of this research were to develop the pronunciation of English
words and to study the effectiveness of the Word Family Phonics exercises. The sample
consisted of 26 grade 2 students in Ban Rawaeng School. The research tools consisted
of 3 lesson plans on Word Family Phonics. Each lesson plan takes 1 hour to teach and
use skills exercises (Word Family Phonics). The researcher analyzed the data using basic
statistics to find the mean, percentage, and standard deviation. The statistic used to
test the hypothesis was the dependent t-test and the statistic for determining the
efficiency of the skill exercise E1/E2 according to the 80/80 criteria.
The results showed the students have better achievement in reading aloud
English words. Before using Word Family Phonics, the average reading test score was
10.77 and the average reading test score after school was 16.42. Students’ English
vocabulary achievement after learning was significantly higher than before at the .01
level.
Keywords: skill exercises, pronunciation of English words
ค
กิตติกรรมประกาศ
ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ผทู รงกรณุ าปราณี ผูทรงเมตตาเสมอ
รายงานวิจยั ฉบับนส้ี ำเรจ็ ลุลวงไปดวยดี เน่ืองจากผูว ิจยั ไดรับความกรุณาอยางยิ่งจากอาจารย
รอกีเยาะ มะดือเระ อาจารยนเิ ทศการสอน อาจารยม ารีแย บาเนง็ หวั หนา สาขาการสอนภาษาอังกฤษ
อาจารยซ ลุ กอรนยั น เบญ็ ยา หวั หนา ศนู ยฝกประสบการณว ชิ าชีพครู อาจารยมาหามะรอสลี แมยู รอง
คณบดีฝายวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา ผูชวยศาตราจารย ดร.มูฮามัสสกรี มันยูนุ คณบดี
คณะศึกษาศาสตร ครอู สั มะ วาป ครูพี่เล้ยี งจากโรงเรียนบานระแวง อำเภอยะรัง จังหวดั ปต ตานี
ที่ไดกรุณาใหความรู คำปรึกษา คำแนะนำ ตลอดจนพิจารณาตรวจสอบแกไขขอบกพรอง
ตางๆดวยความเอาใจใสอยางยิ่งตลอดมาจนทำใหรายงานการวิจัยฉบับนี้ลุลวงไดอยางเรียบรอย
ขอขอบคุณทีมงาน E-PLC คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบานระแวง อำเภอยะรัง จังหวัด
ปตตานี ท่ใี หค วามรวมมือใหค วามชวยเหลือ และใหค วามสะดวกในการวิจัยครั้งนีเ่ ปน อยา งดี
ขอขอบคุณเพอื่ นนักศึกษาสาขาการสอนภาษาอังกฤษทุกคนท่ีคอยใหค ำแนะนำ ชวยเหลอื ซงึ่
กนั และกนั และเปนกำลงั ใจที่ดีเสมอมา
ขอขอบคุณครอบครวั หลงั เตนนที ใ่ี หการสนบั สนนุ และกำลังใจอยางดยี ่ิงเสมอมา
ซฟุ ยาณี หลังเตนนี
สารบญั ง
บทคัดยอ หนา
Abstract ก
กิตตกิ รรมประกาศ ข
สารบัญ ค
สารบญั ตาราง ง
บทท่ี 1 บทนำ ฉ
1.1 ทมี่ าและความสำคัญของปญหา 1
1.2 วัตถุประสงคการวิจยั 1
1.3 คำถามการวิจัย 1
1.4 สมมตฐิ านการวจิ ยั 2
1.5 ขอบเขตการวจิ ัย 2
1.6 ตัวแปรทีศ่ กึ ษา 2
1.7 ระยะเวลาดำเนนิ การ 2
1.8 นิยามศพั ทเ ฉพาะ 3
1.9 ประโยชนท ค่ี าดวา จะไดร ับ 3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวของ
2.1 เอกสารเกย่ี วกบั การเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ 5
2.2 เอกสารที่เก่ยี วของกบั การอาน 13
2.3 เอกสารเก่ียวกบั การสอนภาษาองั กฤษโดยใชแ บบฝกทักษะ 17
2.4 แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ยี วกับการสอนทกั ษะการอานวิชา 18
ภาษาอังกฤษโดยใชแบบฝกทกั ษะ 18
2.5 งานวิจัยทเ่ี กี่ยวของ
บทที่ 3 วิธดี ำเนนิ การวจิ ัย 22
3.1 เคร่ืองมือท่ีใชใ นการวจิ ยั 22
3.2 การพัฒนาและหาคุณภาพเคร่ืองมือ 23
3.3 การเก็บรวบรวมขอมลู 23
3.4 การวิเคราะหขอ มูล
จ
สารบัญ(ตอ )
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหขอ มลู 25
4.1 ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนดานการอา นออกเสียงคำ
ภาษาอังกฤษหลงั เรียน 27
4.2 ผลการหาคา ประสิทธภิ าพของแบบฝกทักษะ
28
บทที่ 5 สรุปผลการวิจยั อภิปรายผล และขอเสนอแนะ 29
5.1 สรุปผลการวิจัย 29
5.2 อภิปรายผลการวิจยั 30
5.3 ขอเสนอแนะ
33
บรรณานุกรม 35
ภาคผนวก 51
56
ภาคผนวก ก การคำนวณคาเฉลย่ี คารอยละ คา สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน คาE1/E2
ภาคผนวก ข เคร่อื งมือทใี่ ชใ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู
ภาคผนวก ค ภาพกจิ กรรมการจดั การเรยี นรู
ประวตั ผิ ูวจิ ยั
ฉ
สารบัญตาราง หนา
25
ตารางที่
ตารางท่ี 1 แสดงคาเฉลี่ย รอยละ และสว นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของ 27
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลงั สูงกวากอ นเรยี น
ตารางที่ 2 แสดงคาประสทิ ธิภาพของแบบฝก ทักษะเม่อื เทียบกบั เกณฑท่ีกำหนด
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ท่ีมาและความสำคัญของปญหา
การอานเปนทักษะทางภาษาที่มีความสำคัญเปนพืน้ ฐานของการศึกษาในทุกแขนงสาขา และ
เปนสิ่งจำเปนอยางมากในการดำเนินชีวิตของคนในปจจุบัน เพราะทักษะการอานไดถกู กำหนดใหเปน
ทักษะการเรียนรูสำหรับผูเรียนในศตวรรษที่ 21 และเปาหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 กลมุ สาระการเรยี นรูภ าษาตางประเทศไดกำหนดคุณภาพของผูเรียนเม่ือจบ
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ไววา ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอรอง อานออกเสียงตัวอักษร คำ และกลุมคำ
ประโยคงา ยๆ และบทพดู เขา จังหวะงา ยๆ ไดถ ูกตองตามหลกั การอา น
ซึง่ การเรยี นรภู าษาจึงตองเนน การอานออกเสียงเปนพ้นื ฐานท่ตี องไดรบั วิธีการเรียนรูที่ถูกตอง
เนื่องดวยนักเรียนไทยสวนใหญผานการเรียนรูการอานออกเสียงในรูปแบบการทองจำ จึงทำให
นักเรียนไมสามารถอานออกเสยี งคำศัพท และสะกดคำที่กำหนดได เนื่องดวยเหตุนี้ครูผูสอนจึงไดเหน็
ความสำคัญของการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษเพื่อที่จะหาสาเหตุของปญหาและอุปสรรคใน
การอานออกเสียงคำศัพทในภาษาอังกฤษของนักเรียนแลว นำไปปรับปรุงแกไขและพัฒนาการออก
เสียงคำศพั ทในภาษาอังกฤษไดดียิ่งขนึ้ ตอๆไป
ในวิชาภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐาน ครูผูสอนไดคำนึงถึงความสามารถของการอานออกเสียง
คำศัพทในภาษาอังกฤษของนักเรียนเพื่อเปนประโยชนกับตัวผูเรียน และเปนพื้นฐานที่สำคัญในการ
เรยี นทกุ ๆ รายวชิ า ผูวจิ ยั จึงไดร บั มอบหมายใหจดั การเรยี นการสอนในระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี 2
โรงเรียนบานระแวง ตำบลระแวง อำเภอยะรัง จังหวัดปตตานี ผูวิจัยพบวานักเรียนชั้นประถมศึกษาป
ที่ 2 บางสวนนั้นประสบปญหาดานการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษ ดังนั้นผูวิจัยจึงเล็งเห็นถึง
ความสำคญั ของการพัฒนาทักษะการอานออกเสยี งคำโดยใชแบบฝกทักษะ (Word Family Phonics)
ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 2 โรงเรยี นบานระแวง ตำบลระแวง อำเภอยะรงั จงั หวัดปตตานี
1.2 วตั ถปุ ระสงคการวิจยั
- เพอ่ื พฒั นาการอา นออกเสียงคำศัพทของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปท ี่ 2
- เพอ่ื ศกึ ษาประสิทธิภาพของแบบฝก ทักษะ (Word Family Phonics)
1.3 คำถามการวิจัย
- นกั เรยี นมีผลสมั ฤทธท์ิ างดานการอา นออกเสยี งคำศัพทภ าษาองั กฤษหลัง สงู กวากอนเรียน
หรือไม
- แบบฝกทักษะมีประสทิ ธิภาพตามเกณฑทก่ี ำหนดหรือไม
2
1.4 สมมติฐานการวจิ ัย
- นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธิ์ทางดานการอา นออกเสยี งคำศัพทภาษาองั กฤษหลงั สูงกวากอนเรียน
- แบบฝกทกั ษะมีประสิทธภิ าพตามเกณฑรอยละ 80/80
1.5 ขอบเขตของการวิจยั
1. ขอบเขตดานประชากร
นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปท ่ี 2 ของโรงเรยี นบา นระแวง จำนวน 46 คน
2. ขอบเขตดานกลุมเปา หมาย
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 2/1 ของโรงเรยี นบา นระแวง จำนวน 26 คน ของนักเรียนท้ังชั้น
เรียนอานออกเสียงสะกดคำไมไ ด
3. ขอบเขตดา นเน้อื หา
เนื้อหาที่ใชในการเรียนเปนเนื้อหาการอานออกเสียงของ Word Family Phonics ดวยการ
นำคำศัพท 3 ตัวอักษร ซึ่งมี 3 เสียงดวยกัน คือ cvc ซึ่งยอมาจาก consonant vowel
consonant ดวยวิธีการประสมแบบ word family หรือ Onset and Rime จะทำใหเด็กผสมและ
อานไดไว Onset คือการเปลง เสียงพยัญชนะตน และ Rime คอื การอานเสียงทผี่ สมกันแลวตามมา
ตัวอยา ง -at words เชน c-at เราจะอา นวา เขอะ แอท = cat แคท็ , p-at เพอะ แอท =
pat แพ็ท, b-at เบอะ แอท = bat แบท็
(c-at = cat), (h-at = hat), (m-at= mat), (v-at = vat), (s-at = sat, (r-at = rat)
ตวั อยา ง -am words เชน j-am เจอะ แอม็ = jam แจม็
(p-am = pam), (s-am = sam), (h-am = ham), (m-am= mam), (y-am = yam), (d-
am = dam)
1.6 ตวั แปรทศ่ี ึกษา
- ตัวแปรตน คือ แบบฝกทักษะการออกเสียงคำศัพทภาษาองั กฤษ (Word Family Phonics)
- ตวั แปรตาม คือ ผลการพฒั นาการอา นออกเสยี งคำศัพทภ าษาอังกฤษของนักเรยี นชัน้
ประถมศกึ ษาปท่ี 2
1.7 ระยะเวลาดำเนนิ การ
งานวจิ ัยในชน้ั เรยี นนีด้ ำเนินการ ระหวางวันท่ี 30 พฤษภาคม 2565 ตลอดจนถงึ วนั ท่ี 30
กนั ยายน 2565 โดยในชวงเวลาการทดลองงานวจิ ยั ทง้ั หมด 8 คาบ คาบละ 1 ชว่ั โมงตอสัปดาห
1.8 นิยามศัพทเ ฉพาะ
1) การอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษ หมายถึง การอานออกเสยี งพยญั ชนะ – สระ การ
ประสมคำและการอา นออกเสียงคำใหถ ูกตองตามหลักการออกเสียงภาษาองั กฤษ
3
2) แบบฝกทักษะ หมายถึง เอกสารที่ประกอบดวยคำศัพท รูปภาพ และความหมาย ของคำท่ี
เปนไดทั้งใบความรูแ ละแบบทดสอบ ซึ่งมีเนื้อหาดงั น้ี การอานออกเสียงของ Word Family Phonics
ดวยการนำคำศัพท 3 ตัวอักษร ซึ่งมี 3 เสียงดวยกัน คือ cvc ซึ่งยอมาจาก consonant vowel
consonant ดวยวิธีการประสมแบบ word family อีกทั้งมีสวนประกอบอื่นๆ ดังนี้ คำชี้แจงสำหรับ
ครูผูสอน แบบทดสอบทา ยบทเรยี น
1.9 ประโยชนทค่ี าดวาจะไดรับ
- นกั เรยี นสามารถอานคำศพั ทภ าษาอังกฤษไดอ ยา งคลองแคลว มปี ระสิทธิภาพมากข้ึน
- สามารถอา นคำศัพทภาษาองั กฤษไดอยา งมั่นใจ
4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวของ
ในการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการพัฒนาทักษะการอานออกเสียงคำศัพท
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โดยใชแบบฝกทักษะ (Word Family Phonics)
ผูวจิ ัยไดค น ควาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกยี่ วของ โดยลำดบั เน้อื หาเอกสารท่ีเปน สาระสำคัญดงั คอ ไปน้ี
1. เอกสารเก่ียวกับการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ
1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู
ภาษาตางประเทศ
1.2 จิตวทิ ยาการสอนอานภาษาอังกฤษ
2. เอกสารทเี่ ก่ยี วของกับการอา น
2.1 ความหมายของการอา น
2.2 ความสำคญั ของการอาน
2.3 จดุ มุงหมายในการอา น
2.4 ประเภทของการอา น
3. เอกสารเกย่ี วกับการสอนภาษาองั กฤษโดยใชแ บบฝก ทกั ษะ
3.1 ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกทกั ษะ
3.2 หลกั การสรา งแบบฝก ทักษะ
3.3 รูปแบบของแบบฝก ทกั ษะ
3.4 ลกั ษณะของแบบฝกทกั ษะทีด่ ี
4. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการสอนทักษะการอานวิชาภาษาอังกฤษโดยใชแบบฝก
ทกั ษะ
5. งานวิจัยท่เี กี่ยวขอ ง
5.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
5.2 งานวิจัยนอกประเทศ
5
2.1 เอกสารเก่ียวกับการเรยี นการสอนภาษาองั กฤษ
2.1.1 หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู
ภาษาตางประเทศ
วสิ ัยทศั น
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุงพัฒนาผูเรียนทุกคนซึ่งเปนกำลังของชาติใหเปน
มนุษยที่มีความสมดุลทั้งดานรางกายความรูคุณธรรมมีจิตสำนึกในความเปนพลเมืองไทยและเปนพล
โลกยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปนประมุขมคี วามรูแ ละ
ทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จำเปนตอการศึกษาตอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิตโดย
มุงเนนผูเรียนเปนสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อวาทุกคนสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองไดเต็มตาม
ศกั ยภาพ
หลักการ
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานมีหลักการทส่ี ำคญั ดงั น้ี
1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐานการเรยี นรู
เปนเปาหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีความรูทักษะเจตคติและคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเปน ไทยควบคูก บั ความเปน สากล
2. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศึกษาอยางเสมอ
ภาคและมีคณุ ภาพ
3. เปนหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา
ใหส อดคลองกบั สภาพและความตอ งการของทองถน่ิ
4. เปนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระการเรียนรูเวลาและการจัดการ
เรียนรู
5. เปนหลักสูตรการศึกษาทีเ่ นนผูเรยี นเปนสำคญั
6. เปนหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัยครอบคลุม
ทุกกลุมเปาหมายสามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรูแ ละประสบการณ
จุดมงุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดีมีปญญามีความสุขมี
ศักยภาพในการศึกษาตอและประกอบอาชีพจึงกำหนดเปนจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผูเรียนเมื่อจบ
การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานดังนี้
6
1. มีคุณธรรมจริยธรรมและคานิยมที่พึงประสงคเห็นคุณคาของตนเองมีวินัยและปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถอื ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. มคี วามรูค วามสามารถในการสอ่ื สารการคดิ การแกปญหาการใชเทคโนโลยีและมที กั ษะชีวติ
3. มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ีดีมสี ุขนิสัยและรกั การออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติมีจิตสำนึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข
5. มจี ติ สำนกึ ในการอนรุ ักษว ัฒนธรรมและภูมิปญญาไทยการอนรุ ักษและพัฒนาส่ิงแวดลอมมี
จิตสาธารณะทมี่ ุงทำประโยชนแ ละสรา งสิง่ ทด่ี งี ามในสงั คมและอยูรว มกันในสังคมอยา งมคี วามสุข
สมรรถนะสำคัญของผเู รยี นและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค
ในการพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงเนนพัฒนาผูเรียนใหมี
คุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะชวยใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึง
ประสงคด งั นี้
สมรรถนะสำคัญของผเู รยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานมุงใหผูเรยี นเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการดังนี้
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกปญหา
4) ความสามารถในการใชทกั ษะชีวิต
5) ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานมงุ พฒั นาผเู รยี นใหมีคุณลกั ษณะอนั พึงประสงคเพ่ือให
สามารถอยรู วมกับผูอ่ืนในสังคมไดอยางมีความสขุ ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลโลกดังน้ี
1) รกั ชาตศิ าสนก ษตั รยิ
2) ซื่อสตั ยสจุ ริต
3) มวี นิ ยั
4) ใฝเรยี นรู
5) อยูอยางพอเพียง
6) มุงม่นั ในการทำงาน
7
7) รกั ความเปน ไทย
8) มจี ิตสาธารณะ
นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเติมใหสอดคลองตาม
บรบิ ทและจดุ เนนของตนเอง
สาระและมาตรฐานการเรียนรู
สาระที่ 1 ภาษาเพือ่ การสือ่ สาร
มาตรฐาน ต 1.1 เขาใจและตีความเรื่องท่ีฟงและอานจากส่ือประเภทตา ง ๆ และแสดงความ
คิดเหน็ อยา งมเี หตุผล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสาร แสดง
ความรสู กึ และความคดิ เหน็ อยางมปี ะสทิ ธิภาพ
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอขอมูลขาวสาร ความคิดรวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องตางๆ
โดยการพดู และการเขียน
สาระท่ี 2 ภาษาและวฒั นธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เขาใจความสัมพันธและความแตกตางระหวางภาษาและวัฒนธรรมของ
เจา ของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทยและนำมาใชไ ดอยางเหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เขาใจความเหมือนและความแตกตางระหวางภาษาและวัฒนธรรมของ
เจา ของภาษากบั ภาษาและวฒั นธรรมไทยและนำมาใชอยา งถกู ตองและเหมาะสม
สาระที่ 3 ภาษากบั ความสมั พนั ธกบั กลุมสาระการเรยี นรอู นื่
มาตรฐาน ต 3.1 ใชภ าษาตา งประเทศในการเชื่อมโยงความรกู ับกลุมสาระการเรยี นรูอน่ื และ
เปน พื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู และเปด โลกทัศนข องตน
สาระที่ ๔ ภาษากบั ความสัมพนั ธก ับชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใชภาษาตางประเทศในสถานการณตาง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชนและ
สังคม
มาตรฐาน ต 4.2 ใชภาษาตางประเทศเปนเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาตอ การประกอบ
อาชพี และการแลกเปลย่ี นเรยี นรูก ับสังคมโลก
มาตรฐานการเรยี นรู ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรแู กนกลาง
สาระท่ี ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร
มาตรฐาน ต ๑.๑ เขา ใจและตีความเรื่องที่ฟง และอา นจากสอื่ ประเภทตา งๆ และ
แสดงความคดิ เหน็ อยา งมเี หตุผล
8
ชน้ั ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรูแกนกลาง
ป.๒ ๑. ปฏิบัติตามคำส่งั และคำขอรอง คำส่ังและคำขอรองทใ่ี ชใ นหองเรียน
งา ย ๆ ทีฟ่ ง - คำสัง่ เชน Show me a/an... / Open your
book.
Don’t talk in class. etc.
- คำขอรอง เชน Please come here. / Come
here,
please. Don’t make a loud noise, please.
/
Please don’t make a loud noise. etc.
๒.ระบตุ ัวอกั ษรและเสยี ง อานออก ตัวอกั ษร เสียงตวั อักษรและสระ การสะกดคำ
เสยี งคำ สะกดคำ และอา น และ
ประโยค ประโยค หลกั การอานออกเสยี ง เชน
งายๆ ถูกตองตามหลกั การอา น - การออกเสียงพยัญชนะตนคำและพยัญชนะ
ทายคำ
- การออกเสยี งเนนหนัก-เบา ในคำและกลุมคำ
- การออกเสียงตามระดบั เสยี งสูง-ตำ่ ในประโยค
๓. เลือกภาพตรงตามความหมาย คำ กลุมคำ ประโยคเดยี่ ว (simple sentence)
ของ และ
คำ กลมุ คำ และประโยคท่ีฟง ความหมาย เก่ยี วกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน
ส่งิ แวดลอ มใกลต วั อาหาร เครอื่ งด่มื และ
นนั ทนาการ เปน วงคำศพั ทสะสมประมาณ ๒๕๐-
๓๐๐ คำ (คำศัพทท่ีเปน รูปธรรรม)
๔. ตอบคำถามจากการฟง ประโยค ประโยค บทสนทนา หรอื นิทานที่มภี าพประกอบ
บทสนทนา หรือนทิ านงา ยๆ ที่มี ประโยคคำถามและคำตอบ
ภาพ - Yes/No Question เชน
ประกอบ Is this/that a/an...? Yes, it is. /No, it isn’t.
etc.
- Wh-Question เชน
9
What is this/that/it? This/that/It is a/an…
How many…? There is/are…
Where is the…? It is in/on/under… etc.
มาตรฐาน ต ๑.๒ มที ักษะการสอ่ื สารทางภาษาในการแลกเปล่ียนขอ มูลขา วสาร
แสดงความรูส ึก และความคิดเหน็ อยางมปี ระสิทธิภาพ
ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู กนกลาง
ป.๒ ๑. พดู โตตอบดวยคำส้นั ๆ บทสนทนาทใี่ ชในการทักทาย กลาวลา ขอบคุณ
งายๆ ในการส่ือสารระหวาง ขอโทษ และประโยค/ขอความท่ีใชแ นะนำตนเอง
บุคคลตามแบบที่ฟง เชน Hi/ Hello/ Good morning/ Good
afternoon/
Good evening/ How are you?/ I’m fine./ I
am… /
Goodbye./ Bye./ Thank you./ I am sorry. etc.
๒. ใชคำส่งั และคำขอรองงายๆ คำส่ังและคำขอรองทีใ่ ชในหองเรยี น
ตามแบบท่ีฟง
๓. บอกความตองการงายๆ คำศัพท สำนวน และประโยคที่ใชบ อกความ
ของตนเองตามแบบที่ฟง ตองการ เชน I want…/ Please,… etc.
๔. พดู ขอและใหข อมลู งายๆ คำศัพท สำนวน และประโยคทใ่ี ชข อและใหขอ มลู
เก่ียวกบั ตนเองตามแบบท่ีฟง เกีย่ วกับตนเอง เชน What’s your name?/ My
name is…/ I am…/ How are you?/ I am fine.
etc.
มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอขอมูลขาวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเหน็ ใน
เรือ่ งตางๆ โดยการพดู และการเขียน
ชัน้ ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรแู กนกลาง
ป.๒ ๑. พูดใหข อ มลู เก่ียวกบั ตนเอง คำและประโยคท่ีใชในการพดู ใหขอมลู เกี่ยวกบั
และเรื่องใกลตัว ตนเอง บุคคลใกลต วั และเร่ืองใกลต ัว เชน บอกช่ือ
อายุ รปู ราง สว นสงู เรียกสง่ิ ตางๆ จำนวน ๑-๓๐สี
ขนาด สถานท่ีอยขู องส่ิงของ
10
สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต ๒.๑ เขา ใจความสมั พันธระหวา งภาษากับวฒั นธรรมของเจา ของ
ภาษา และนำไปใชไ ดอยางเหมาะสมกับกาลเทศะ
ชั้น ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรูแกนกลาง
ป.๒ ๑. พดู และทำทาประกอบ ตาม วฒั นธรรมของเจา ของภาษา เชน การใชส ีหนา
วฒั นธรรมของเจาของภาษา ทา ทางประกอบการพดู ขณะแนะนำตนเอง การ
สัมผัสมือ การโบกมือ การแสดงอาการตอบรับ
หรอื
ปฏิเสธ
๒. บอกชือ่ และคำศัพทเ ก่ยี วกับ คำศัพทเกี่ยวกับเทศกาลสำคัญของเจาของภาษา
เทศกาลสำคัญของเจาของภาษา เชน วันครสิ ตม าส วนั ขนึ้ ปใ หมวนั วาเลนไทน
๓. เขารวมกจิ กรรมทางภาษาและ กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เชน การเลน
วฒั นธรรมท่ีเหมาะกับวัย เกม
การรองเพลง การเลานิทานประกอบทาทาง
วันครสิ ตมาส วนั ข้ึนปใ หมว นั วาเลนไทน
มาตรฐาน ต ๒.๒ เขาใจความเหมือนและความแตกตา งระหวา งภาษาและ
วฒั นธรรมของเจา ของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใชอยางถูกตอง
และเหมาะสม
ชัน้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรแู กนกลาง
ป.๒ ๑.ระบุตัวอกั ษรและเสยี งตัวอักษร ตวั อกั ษรและเสยี งตัวอักษรของ
ของภาษาตา งประเทศและภาษาไทย ภาษาตางประเทศและภาษาไทย
สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธก ับกลุมสาระการเรยี นรูอื่น
มาตรฐาน ต ๓.๑ ใชภาษาตา งประเทศในการเชอื่ มโยงความรกู บั กลุมสาระการ
เรียนรูอนื่ และเปน พื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู และเปด โลกทัศนของตน
ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรูแ กนกลาง
ป.๒ ๑. บอกคำศัพททีเ่ กย่ี วของกับกลุม คำศัพทท่เี กีย่ วของกับกลมุ สาระการเรยี นรูอน่ื
สาระการเรยี นรูอืน่
11
สาระที่ ๔ ภาษากบั ความสัมพันธก บั ชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต ๔.๑ ใชภ าษาตา งประเทศในสถานการณตา งๆ ท้งั ในสถานศกึ ษา
ชมุ ชน และสังคม
ชัน้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรยี นรูแกนกลาง
ป.๒ ๑. ฟง/พดู ในสถานการณงา ยๆ ท่ี การใชภ าษาในการฟง /พดู ในสถานการณง ายๆ ที่
เกิดขนึ้ ในหองเรยี น เกดิ ขน้ึ ในหองเรยี น
มาตรฐาน ต ๔.๒ ใชภาษาตา งประเทศเปน เครื่องมือพ้ืนฐานในการศึกษาตอ การ
ประกอบอาชีพ และการแลกเปลย่ี นเรียนรูกบั สังคมโลก
ช้นั ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรูแกนกลาง
ป.๒ ๑. ใชภาษาตา งประเทศ เพ่ือ การใชภ าษาตา งประเทศในการรวบรวมคำศัพทที่
รวบรวม เกยี่ วของใกลต วั จากส่ือตา งๆ
คำศัพททเ่ี ก่ยี วขอ งใกลตวั
จากการศกึ ษาแนวทางการจัดการเรยี นรูกลุมสาระการเรียนรสู าระภาษาตางประเทศชวงชั้นท่ี
1 (ชั้นประถมศึกษาปที่ 1-3) สรุปไดวา การจัดการเรียนการสอนนั้นตองจดั ใหส อดคลองกับธรรมชาติ
ของวิชา โดยเนนการฝกภาษาเพื่อการสื่อสาร ใชภาษางาย ๆ ในสถานการณตาง ๆ มุงใหผูเรียน
สามารถเขาใจเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก สามารถเชื่อมโยงความรูกับ
กลุมสาระการเรยี นรอู น่ื ได และตอ งรวู ิธกี ารเรียนรูดว ยตนเอง ซง่ึ นำไปสูก ารเรียนรตู ลอดชีวติ
2.1.2 จิตวิทยาการสอนอา นภาษาอังกฤษ
เสงี่ยม ไตรตั น (2543) ไดแ บง จติ วิทยาการเรียนรภู าษาอังกฤษ ออกเปน ดังนี้
1. การเรียนรภู าษาเปนขบวนการท่วี ับซอน ตองอาศัยความคุนเคยกับทักษะตางๆ การท่ี
ทกั ษะจะดหี รือไมด ีข้ึนอยูก ับองคป ระกอบยอยของแตล ะทักษะ เม่ือนักเรยี นมคี วามสามารถ แตละ
ทกั ษะตา งๆ เปน อยา งดี กห็ มายถึงความสามารถใชภาษาเพื่อการสอื่ สารไดด ีดวย
2. แรงจูงใจเปน สิ่งสำคญั ในการเสรมิ แรง และเปน การสรางความเขา ใจในการเรยี นภาษาการ
ใหค ำชมเชยรางวลั การจดั สภาพหองเรียนท่สี ง เสรมิ บรรยากาศทางการเรียนจะชวยใหน กั เรียน
พฒั นาการใชภาษาอยา งดี
3. การจัดกจิ กรรมในหอ งเรยี น มงุ ใหนักเรียนเกิดความรสู ึกถงึ ความสำเรจ็ ความมน่ั ใจและ
ความปลอดภยั ในการเรียน
4. การฝกภาษาควรจะฝกใชใหเ หมือนสภาพความจริงในชวี ติ ประจำวัน เพื่อนกั เรยี นจะได
เลง็ เหน็ ประโยชนของการเรียน
12
5. การทบทวนสิง่ ทีเ่ รียนมาแลว อยางสม่ำเสมอจะชวยใหน ักเรียนจดจำไดนาน
6. การบทวน การฝก หดั ควรคำนึงถงึ เวลา และชวงความสนใจของการเรียนดว ย
7. การเร่มิ ตนเนื้อหาใหม ควรจะสมั พนั ธและสอดคลอ งกับสภาพแวดลอมและประสบการณ
ของนักเรียนเพ่ือใหน ักเรียนเช่ือมโยงความรใู หมก บั ความรูเกาไดดี
ทพิ วลั ย มาแสง (2532) ไดเ สนอแนะวธิ สี อนตามหลกั จิตวิทยา ไวดงั นี้
1. การเรียนรูที่จะเกิดขึ้นไดเมื่อสิ่งที่เรียนสัมพันธกับแรงจูงใจ ความตองการและ
ประสบการณ
2. การสอนเนื้อหาใหมน ้ัน ควรสอนตัง้ แตงา ยไปหายากตามลำดบั
3. การฝก และการทำซ้ำ ๆ จะทาใหผ ูเรยี นเกิดการจำ ความแมนยำ และคลองแคลวในการใช
ภาษา
4. ในขณะทำการสอนควรแสดงการยอมรับ ขอถูกตองและขอผิดพลาดของผูเรียนโดยครู
จะตองบอกใหท ราบทนั ที อาจจะดวยอาการทา ทางหรือคาพูดวา คาถามนน้ั ถูกตองหรอื ไม
5. การเรียนรูจ ะเกดิ ข้ึนไดเร็วขนึ้ ถา ส่งิ ทเ่ี รียนมีความหมายในดา นวัฒนธรรมหรือสภาพสังคม
การสรางบทเรียนท่ีมแี บบฝกที่มีประโยชน มีความหาย และนักเรียนสามารถนำไปใชนกั เรียนจะเรยี น
ไดเรว็ และจำไดเ ร็วขน้ึ
6. ควรใหผูเรียนไดเรียนรูถึงระดับของทักษะทางภาษาวาสิ่งใดเกิดขึ้นกอนและหลัง (ฟง พูด
อา น เขยี น)
7. ความสามารถในการเรียนภาษาจะแสดงใหทราบวา นักเรียนควรที่จะเรียนภาษาในชั้นสูง
ตอไปหรอื ไม
8. ควรสอนจากสิง่ ทีไ่ มซับซอ น จากสง่ิ ทรี่ ูไปหาสงิ่ ท่ไี มร ู
9. ครูทราบถึงความสามารถและความแตกตางของบุคคล แตละบุคคลมีวิธีการเรียนที่ไม
เหมอื นกันและไมเ ทากัน
10. การใชอุปกรณชวยในการสอนจะทาใหบทเรียนมีความหมาย และนักเรียนจาบทเรียนได
งา ยย่ิงขึ้น
กลาวโดยสรุป จิตวิทยาการสอนภาษาอังกฤษ คือ ขบวนการที่ซับซอนที่ผูสอนตองอาศัย
ความคุนเคยกับทักษะตาง ๆ เชน แรงจูงใจ การเสริมแรง การใหคำชมเชย รางวัล การจัดสภาพ
หองเรียน สรางบรรยากาศ ความมั่นใจ ความปลอดภัย นักเรียนมีการทบทวน การฝกหัด นักเรียนมี
การเชื่อมโยงความรูใหมกับความรูเกา เรียนจากสิ่งที่งายไปหายาก เรียนจากสิ่งที่ไมซับซอนไปหาสิ่งท่ี
ซับซอน จากสิ่งที่รูไปหาสิ่งที่ไมรู การฝกและการทำซ้ำๆ ทาใหผูเรียนเกิดการจา ความแมนยำ และ
คลอ งแคลวในการใชภ าษา การสอนควรแสดงการยอมรบั ขอถกู ตองและขอผิดพลาดของนกั เรียนทันที
อาจจะดวยอาการ ทาทาง หรือคำพูดวาคำถามนั้นถูกตองหรือไม ครูสรางบทเรียนที่มีแบบฝกที่มี
13
ประโยชน มีความหมาย และนักเรียนสามารถนำไปใช เรียนไดเร็วและจำไดเร็วขึน้ ผูเรียนไดเรยี นรูถงึ
ระดับของทักษะทางภาษาวาสิ่งใด เกิดขึ้นกอนและหลัง เขาใจความสามารถ และความแตกตางของ
บุคคล ครูมีการใชอุปกรณชวยสอน และอธิบายใหนักเรียนเกิดการเรียนรูดียิ่งขึ้น รูจักการสราง
สถานการณใ นการสอนและทำใหบ ทเรยี นมีความหมาย และนักเรยี นจำบทเรยี นไดงา ยย่ิงข้ึน
2.2 เอกสารทเี่ กย่ี วของกับการอา น
2.2.1 ความหมายของการอาน
การอานเปน ทกั ษะท่ีมคี วามสำคญั ในชีวิตประจาวนั เพราะการอานจะทาใหไดรับความรูความ
เพลิดเพลิน กอใหเ กดิ ความเขา ใจแนวคิด อารมณ และจนิ ตนาการได นอกจากนน้ั การอา นยงั มีบทบาท
สูงสุดในการเลาเรียนดวยเหตุนี้นักการศึกษา นักจิตวิทยา นักภาษาศาสตรหลายทานใหความเห็น
เก่ียวกับความหมายของการอา นไวด ังน้ี
บันลือ พฤกษะวัน (2545) ไดใหค วามหมายของการอานไวดังน้ี
1. การอาน คือ การผสมเสียงของตัวอักษรหรือสะกดตัวผสมคำ ซึ่งระยะหนึ่งเรียกวา “อาน
ออก” เพอื่ มุงใหอ านหนงั สอื ไดถ กู ตอ ง แตกฉาน ขยายประสบการณใ นการอานคำโดยตรง
2. การอาน เปนการใชความสามารถในการผสมผสานของตัวอักษรออกเสียงเปนคำเปน
ประโยคทำใหเกิดความเขา ใจความหมายของสง่ิ ทอี่ า น ซึ่งผูฟ งฟงแลวรูเรอื่ ง เรยี กวา “อานได”
3. การอาน เปนการใชเทคนิคการจารูปคา (word’s figuration) เขาใจรูปประโยคแลวสรุป
เรือ่ งราว เขาใจเรอ่ื งราวทผ่ี ูเขียนส่ือความคิดมายงั ผูอาน คอื อา นแลว สามารถประเมนิ ผลของสิ่งท่ีอาน
ได เรียกวา “อา นเปน”
4. การอานเปนการพัฒนาความคิด โดยผูอานใชความสามารถหลายๆดาน นับตั้งแตการ
สังเกต การจำรูปคำ การใชประสบการณเดิมมาแปลความ ตีความ หรือถอดความใหเกิดความเขาใจ
เรื่องราวทอี่ า นไดด ี ตลอดจนนาสง่ิ ทีอ่ า นมาใชเ ปน ประโยชน เปน แนวคิด แนวปฏบิ ตั ิไดด ี
สุปราณี ดาราฉาย และคณะ (2535), หนวยศึกษานเิ ทศก กรมการฝก หัดครู (อางถึงในนภดล
จนั ทรเ พ็ญ. (2534:73), โกชัย สาริกบุตร (2519:17) ไดใหความหมายของการอานไวเหมือนกนั วา การ
อานเปนการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปนความคิด และนาความคิดไปใชใหเปนประโยชน
ดงั นน้ั หัวใจของการอานอยทู ค่ี วามเขาใจความหมายของคา
ประเทิน มหาขนั ธ (2534) ไดใหความหมายของการอา นไวอยา งสอดคลอ งกนั วา การอาน
เปนกระบวนการในการคนหาเพ่อื แปลความหมายของตวั อักษรหรือสัญลักษณอ่ืนๆ ท่ีใชแ ทนความคิด
เพ่ือเพ่ิมพูนประสบการณของผอู า น นอกจากน้ีแลว การอา นยงั เปน การรวบรวม การตีความหมาย และ
14
การประเมนิ ความคิดเหลานน้ั เพือ่ ทาใหเ กิดความเขาใจแกผอู า น การอานถือเปนองคประกอบที่สำคัญ
ทส่ี ุดในดา นศิลปะเกย่ี วกบั ภาษาศาสตร
จากที่กลาวมาทั้งหมดพอสรุปไดวา การอาน คือ กระบวนการในการแปลความหมายจากภาพ จาก
สัญลักษณตางๆ จากตัวอักษร หรือเรื่องราวออกมาเปนความคิด โดยอาศัยการรวบรวมและ
ตีความหมายจากการอาน เพื่อใหไดมาซึ่งความเขาใจเปนสำคัญ และการอานจะประสบความสำเร็จ
หรอื ไมขนึ้ อยกู บั ความรูความสามารถและประสบการณของผอู านเปน สำคัญ
2.2.2 ความสำคญั ของการอาน
จิรวัฒน เพชรรัตน และอมั พร ทองใบ (2556, น.5) กลา ววา การอา นมีความจำเปนและสำคัญ
อยางยิ่งในสังคมปจจุบัน เพราะทุกคนตองแสวงหาความรู ขอมูลขาวสารการเคลื่อนไหว ทั้งดาน
การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และวฒั นธรรม การอานสงเสรมิ ใหผูอา นมีการพัฒนาการในดานความรูและ
ความคดิ การมองโลกท่กี วา งไกล เขาใจปญ หาที่เกดิ ข้นึ ในสังคมผานสือ่ การสอน ซึ่งส่งิ เหลานี้จะชวยทำ
ใหทุกคนสามารถตัดสินใจไดอยางถูกตองและมีความเฉลียวฉลาด สามารถประกอบอาชีพ และเปน
พลเมืองท่ีดีของประเทศชาตไิ ด
ดังนั้นจึงพอสรุปไดวา การอานนั้นมีความสำคัญตอมนุษยทุกคน ไมวาจะอยูในชวงชีวิตใด
หรืออาชีพอะไร เพราะไมวาอยางไร การที่จะกาวไปใหทันตอการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในดาน
เทคโนโลยีหรือการดำรงชีวิต ลวนแลวแตตองอาศัยความสามารถในการคิด และการวิเคราะหขอมูล
ขาวสารอยเู สมอ และการอานก็ทำใหค วามสามารถนน้ั พฒั นาไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพที่สุด
2.2.3 จดุ มงุ หมายในการอา น
นักภาษาศาสตรและผเู ช่ยี วชาญทางดานภาษาไดแ บงจดุ มุงหมายของการอานออกเปนขอๆ ไว
ดงั นี้
พนั ธทุ พิ า หลาบเลิศบุญ (2535) และคณะ มีความคดิ เหน็ ทสี่ อดคลอ งกนั วา
จดุ มุงหมายของการอา นคอื
1. อา นเพอื่ รอบรู
การอานเพื่อรอบรูมีวัตถุประสงคยอย ๆ 6 ประเด็น คือเพื่อหาคาตอบในสิ่งที่ตองการ ไดแก
การอานคาแนะนา การอานเพื่อตอบปญหาที่ของใจอยูก ารอานเพื่อคนหาความรูต างๆ ทั้งโดยยอและ
อยางละเอียดการอานเพื่อรับรูขาวสาร ขอเท็จจริงการอานเพื่อศึกษาคนควาเปนพิเศษ เพื่อนาไปใช
ประโยชนเรื่องใดเรอ่ื งหนึ่งหรือเพ่ือเขียนตำราวชิ าการ อานเพ่อื รวบรวมขอมูลนำมาทำรายงาน ทำการ
วิจัยเผยแพรในหมูนักวิชาการ ผูสนใจทั่วไปอันเปนประโยชนแกสว นรวมเปนการอานเพือ่ ตองการรูใน
สิ่งที่ผูอานเปนปญหาหรือตองการใหความรูของตนเองงอกเงยหรือตองการเพื่อประกอบอาชีพ การ
อานจึงเนน ถึงความรใู นวทิ ยาการแขนงตางๆ
15
2. อา นเพ่อื ความคดิ
การอานเพื่อใหเกิดความคิด เปนการอานทีแ่ สดงทัศนะท่ีไดจากการอา นวัสดสุ ิ่งพิมพ ซ่ึงไดแก
บทความ บทวจิ ารณ บทวจิ ัยตาง ๆ การอา นลักษณะนีเ้ ปน การอานเพื่อทาควาเขาใจแนวคดิ สำคัญการ
จัดลำดับขั้นแนวความคิดของผูเขียนพรอมทั้งพิจารณาหาเหตุผลและแรงจูงใจในการเขียนเรื่องน้ัน
ขนึ้ มา
3. อา นเพ่ือความบันเทงิ
เปนการอานหนังสือเพื่อการพักผอน ผอนคลายอารมณและเปนการอานที่ชวยใหเกิดความ
บันเทิงควบคูไปกับความคิด ไดแก การอานหนังสือประเภทเรือ่ งสั้น นิทาน นิยาย นวนิยาย บทละคร
ท้ังระดับท่ีเปน วรรณกรรม หรอื วรรณคดี โดยมจี ุดมงุ หมายในการอานเพื่อความเรงิ รมยเปนสำคญั
4. อานเพ่ือหาความคิดแปลกใหม
เปนกระบวนการใหเกิดความคิดสรางสรรคในตัวผูอาน เชน การอานผลการทดลองการ
คน ควา วิจยั และการสเนอความคิดใหมใ นหนังสอื ตา ง ๆ ซ่งึ อาจหาไดท้ังจากหนังสือสารคดีและบันเทิง
คดี
5. การอา นเพอื่ ปรับปรงุ บคุ ลิกภาพ
เปนที่ยอมรับกันโดยทั่วไปวาการอานเปนการพัฒนาความรูความคิดและทัศนคติไดดยี ่ิงขึ้น ผู
รกั การอานจงึ เปนคนทันสมยั นาคบ สามารถทจี่ ะเขา รวมสนทนากับทุกชนชัน้ เพราะรับรูขาวสารและ
พรอมที่จะแลกเปลี่ยนความรูขาวสารกับผูอื่นได เนื่องจากการอานมากยอมทาใหรูมาก ทำใหบุคคล
เปนท่ียอมรับของสังคม เน้ือหาขาวสารบางประการในหนงั สือจะทาใหผ ูอานนามาปรับปรุงบุคลิกภาพ
ของตนไดเปนอยา งดี การอานจงึ ชว ยพฒั นาบคุ ลิกภาพไดเปน อยางดี
6. อานเพื่อสนองความตอ งการอ่นื ๆ
เปนการอานที่ใชในการชวยชดเชยความตองการของคนเราที่ยังขาดอยู เชน ความตองการ
ความม่นั คงในชวี ิต ตอ งการเปนทย่ี อมรับของกลมุ การอานจงึ มีสวนชว ยชดเชยความตอ งการโดยผอู า น
ใชหนังสือในการแกปญหาของตนเองเพื่อขยายขอบเขตของความสนใจในสิ่งใหม หรือเพื่อสรางภาพ
อารมณที่ตองการ เชน เมื่อเกิดความรูสึกเหนื่อย กลุมใจ ผูอานมักจะไปพึ่งหนังสือเบา ๆ เรื่องที่เคย
รูจ ัก หรือเคยอา นสนุกสนานมาอาน แตบางครงั้ ก็อยากจะอา นเรื่องใหม ๆ แนวทางใหม ๆ เพือ่ ปรับตัว
ใหเขา กบั วถิ กี ารดำรงชวี ติ
สรุปไดวา จุดมุงหมายของการอานมีมากมาย เชน อานเพื่อความรู เพื่อความบันเทิง เพื่อหา
ความคิดที่แปลกใหม หรือเพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพ อานเพื่อจับใจความ ซึ่งแตละอยางก็มีจุดมุงหมาย
16
ในการอานที่แตกตา งกัน ทง้ั นก้ี ข็ นึ้ อยูกับความตองการของผูอานท่ีตองการคน หาส่ิงที่เปนเปาหมายใน
การอานในครง้ั นนั้
2.2.4 ประเภทของการอาน
ทิพวัลย มาแสง (2532) และ ฉวีวรรณ บุญยะกาญจน (2523, อางถึงในลมโชย ดานขุนทด,
2544) ไดแบงประเภทของการอานอยางกวาง ๆ ไวดวยกัน 2 ประเภท คือ การอานในใจ (Silent
Reading) และการอานออกเสียง (Oral Reading)
1. การอานในใจ (Silent Reading)
การอานในใจ เปนการถายทอดตัวอกั ษรออกมาเปนความคิดโดยตรง โดยผูอา นมีจุดมุงหมาย
จะจับใจความอยางรวดเร็ว รูเรื่องเร็ว และถูกตอง การอานในใจชวยใหเขาใจเนื้อความไดเรว็ กวาการ
อานออกเสียง เพราะผูอานไมตองแบงสมองไวสาหรับการแปลงความคิดออกมาเปนเสียง เมื่อเบื่อก็
หยุดพักได หลักสำคัญของการอานในใจ คือ ความแมนยาในการจับตาดูตัวหนังสือ การเคลื่อนสายตา
จากคาตนวรรคไปสูคาทายวรรค และการแบงชวยระหวางวรรคหน่ึง ผานไปสวู รรคหนึ่ง ความแมนยา
ในการกวาดสายตาเปนสง่ิ ท่จี ะตองฝก ใหเ ร็ว จงึ จะสามารถเก็บคาไดค รบทกุ คา การเปล่ยี นบรรทัดตอง
คลองแคลว เมื่อจบยอหนาหนึ่งควรหยุดคิดเล็กนอย เพื่อสรุปความคิดวายอหนาท่ีอานจบลงกลาวถึง
อะไร เนอ้ื ความสำคญั อยทู ใ่ี ด
2. การอานออกเสยี ง (Oral Reading)
การอานออกเสียง เปนการอานที่ตองการความถูกตองในเรื่องของเสียง เสียงสูงต่ำ จังหวะ
การหยุดวรรคตอนใหถูกตองชัดเจน เปนกระบวนการตอเนื่องระหวางสายตา สมองและ การเปลง
เสียงออกทางชองปาก นั่นคือ สายตาจะตองจับจองตัวอักษรและเครื่องหมายตาง ๆ ที่เขียนไวแลว
สมองจะตอ งประมวลใหเ ปน ถอยคา จากนนั้ จึงเปลง เสียงออกมา การอานออกเสียงจะตอ งเก่ยี วของกับ
ผูฟงดวย เพราะเปนวิธีสื่อความหมายใหเกิดความเขาใจกันได ภารกิจของผูอานคือ อานสารเดิมที่มี
ผูเขียนไวแลว ถายทอดไปสูผูฟง โดยที่จะตองพยายามรักษาสารเดิมเอาไวใหไดอยางสมบูรณที่สุด
ลักษณะของการอา นออกเสยี งทีด่ ี
สรปุ ไดด งั นี้
1. ศึกษาเร่ืองทอี่ านใหเ ขาใจเสยี กอ น
2. อยาอานเร็วเกินไป หรือชา เกนิ ไป
3. แบงประโยคเปน ขอ ความสนั้ ๆ ไดอยางเหมาะสม
4. ตอ งรจู ักเนน เสยี งพอเหมาะแกเรอื่ ง
5. อานใหด ังพอท่จี ะไดยินทั่วไป
17
6. อา นใหคลองชดั ถอ ยชัดคา
7. รจู กั วิธอี า นเรื่องตามประเภทของเร่ือง ซึ่งเรียกวา อานตีบท
8. ผอู านไมย กหนังสอื หรือเอกสารทีอ่ า นบังหนาตนเอง
9. ผูอานควรวางสีหนา ใหเปนปกติ มอี าการอันเปนธรรมชาติ
10. อานใหผูอ น่ื ฟงไดทนั ตองไมเอาตนเองเปนมาตรฐาน วิธวี ัดคณุ ภาพของการอานออกเสียง
ควรอานหนงั สือบางตอนหนาชั้นเรยี น หรอื อานสกู นั ฟง เปน กลุมยอย ชว ยกนั วิจารณแกไข ถาติชมกัน
ดว ยความจรงิ ใจยอมรูขอบกพรองได หรือใชเคร่อื งบันทึกเสียง เพือ่ นามาฟงทบทวนคนหาขอบกพรอง
กนั ไดอ ยา งละเอียดยงิ่ ขนึ้
2.3 เอกสารเก่ยี วกบั การสอนภาษาองั กฤษโดยใชแ บบฝกทกั ษะ
(ณัฐฎา แสงคา, 2553) ในการจดั ทำแบบฝกทักษะ ตองศกึ ษารายละเอียดดงั ตอไปน้ี
2.3.1 ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกทักษะ
แบบฝกทักษะหมายถงึ งานหรือกิจกรรมที่ครูสรางขึ้น โดยมีรูปแบบกิจกรรมที่ หลากหลายมี
จุดมุงหมายเพื่อฝกใหนักเรียนมีความรูความเขาใจบทเรียนไดดียิ่งขึ้น และชวยฝก ทักษะตาง ๆ ให
ผูเรยี นเกิดการเรียนรูอยางแทจรงิ
2.3.2 หลักการสรา งแบบฝก ทักษะ
1) ตองยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรูและพัฒนาการของผูเรียนในแตละวัย และตอง
คำนึงถึงความสามารถความสนใจ แรงจงู ใจของนกั เรยี น
2) ตอ งตั้งจดุ ประสงคในดานทกั ษะและเน้อื หา
3) แบบฝกเสริมทักษะตองไมยากไมงายจนเกินไป และตองเรียงลาดับจากงายไปหา
ยาก
4) ตองศึกษาขั้นตอนตางๆ ในการสรางแบบฝกเสริมทักษะปญหาและขอบกพรอง
ของนกั เรียน
5) แบบฝก เสริมทักษะตองมคี าช้ีแจง และควรมีตัวอยางเพื่อใหนักเรยี นมีความเขาใจ
มากขน้ึ และสามารถทำไดดว ยตนเอง
6) แบบฝก เสรมิ ทักษะควรมีหลายรูปแบบหลายลกั ษณะ เพื่อจูงใจในการทา
7) ควรมรี ูปภาพประกอบทีส่ วยงามเหมาะสมกับวัยของเด็ก
8) ควรใชภ าษาสน้ั ๆ งา ยๆ ไมว า จะเปน เนอื้ หาหรือคาสง่ั
9) ควรมกี ารทดลองใชเพอื่ หาขอ บกพรอ งตาง ๆ กอนนำไปใชจรงิ
10) ควรจัดทำเปนรูปเลมซ่ึงสามารถเก็บรักษาไดง ายและใชใ นทบทวน
18
2.3.3 รปู แบบของแบบฝกทกั ษะ
รูปแบบของแบบฝกควรมีความหลากหลายเพื่อปองกันไมใหผูเรียนเกิดความเบื่อหนาย ไม
อยากทำและไดเสนอรปู แบบของแบบฝกไวดังน้ี
1. แบบถูกผดิ เปนประโยคบอกเลาใหผ ูเ รยี นอานแลว เลือกใสเคร่ืองหมายถูกตองหรือผิดตาม
ดุลยพินจิ ของผเู รียน
2. แบบจบั คู จับคูกับคำถามใหสอดคลองกัน
3. แบบเติมคำหรอื เตมิ ขอความ เวนชอ งวา งไวใหผ เู รียนเติมคำหรือขอ ความท่ขี าดหายไป
4. แบบฝกหลายตัวเลือก โดยมี 2 สวน คือสวนที่เปนคำถาม ซึ่งตองเปนประโยคคำถามที่
สมบูรณช ัดเจน สวนที่ 2 เปนตวั เลอื ก คำตอบอาจจะมี 2-3 ตวั เลือกกไ็ ด
5. แบบอัตนัย ผเู รยี นเขยี นบรรยายตอบอยางเสรี ไมจ ำกัดคำตอบ แตจำกดั ในเรือ่ งเวลา
2.3.4 ลกั ษณะของแบบฝก ทักษะทด่ี ี
แบบฝกเสริมทักษะ ที่ครูผูสรางจะตองยึดหลักจิตวิทยา ภาษาที่งายเหมาะสมกับวัย
ความสามารถของผูเรียนมีกิจกรรมหลากหลาย มีคำสั่ง คำอธิบายและ คำแนะนำที่ชัดเจนเขาใจงาย
ใชเ วลาในการฝกไมนานและที่สำคัญมี ความหมายตอชวี ิต เพ่ือนำไปใชใ นชวี ิตประจำวนั ได
2.4 แนวคิดและทฤษฎีทีเ่ กีย่ วกบั การสอนทักษะการอา นวชิ าภาษาองั กฤษโดยใชแ บบฝกทกั ษะ
กันเทอรและคณะ (Gunter et al,1990, p.80)กลาววาแบบฝกใชในการใหนักเรียนฝกดวย
ตนเองและแบบฝกควรมีการใหค ำแนะนําในการทำแกนักเรียน โดยใหครูแสดงตวั อยางแกนกั เรยี นกอ
เชน ครูใหน กั เรียนท้ังชนั ชวยกันตอบคําถามขอแรก และครชู วยใหค ำแนะนาํ จากนั้นจึงใหนักเรียนทำ
ดวยตนเองจากนั้นครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายตรวจสอบและซักถามขอสงสัยในขอคําถามและ
คาํ ตอบรว มกนั
เมเยอร และเมนนิ่ง (Meyer and Manning, 2007, p.241)กลาววา การอานคือการกระทำ
ของการทำคําโดยการเชื่อมเสียงพูดกับตัวอักษรหรือกลุมของตัวอักษร มันอาจจะเปนการเรียนรูและ
การเรียนของคําที่ผูอานคาดวาจะสงมอบใหหนวยความจํา ดังนั้นการอานถือวาเปนกระบวนการที่
ผอู า นทำการสอื่ สารระหวา งตวั อกั ษรและเสียงและจดจาํ คํา
2.5 งานวิจัยทเ่ี กีย่ วของ
2.5.1 งานวจิ ัยในประเทศ
บุญสม ทับสาย*, สุธาวี วิวัฒนกสิกิจ** (2561) ไดทำการวิจัยเรื่องการจดั การเรยี นการสอนโฟ
นิกสแบบสรางคำรวมกับแบบเทียบเคียงเพื่อพัฒนาความสามารถในการอานคำภาษาอังกฤษของ
นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี 4 งานวิจยั น้มี วี ตั ถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอาน
19
คำภาษาองั กฤษของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 4 กอนเรียนและหลังเรียนดว ยกระบวนการเรียนการ
สอนโฟนิกสแบบสรางคำรวมกับแบบเทียบเคียง 2) นำเสนอกระบวนการเรียนการสอนที่ทดลองใชโฟ
นิกสแบบสรางคำรวมกับแบบเทียบเคียงสำหรับนักเรียนประถมศึกษา กลุมเปาหมายคือ นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 4 โรงเรียนบานลำพยา จังหวัดนครปฐม จำนวน 10 คน ไดมาโดยการเลือกแบบ
เจาะจง เครื่องมือที่ใชในการวิจัยไดแก 1) แผนการจัดการเรียนรู และ 2) แบบทดสอบความสามารถ
ในการอานคำภาษาอังกฤษ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และการทดสอบวลิ คอกสนั
ผลการวจิ ยั พบวา
1) นักเรียนทุกคนทไ่ี ดร บั การจัดการเรียนการสอนโฟนิกสแบบสรา งคำรวมกบั แบบเทยี บเคยี ง
มคี วามสามารถในการอา นคำภาษาอังกฤษหลังเรยี นสูงกวากอนเรยี น และคา เฉล่ยี ของคะแนนทดสอบ
หลังเรยี นสูงกวา กอนเรยี น อยางมนี ยั สำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05
2) กระบวนการเรียนการสอนโฟนิกสแบบสรางคำรวมกับแบบเทียบเคียงที่ทดลองใช
ประกอบดวย 6 ขั้นตอน ไดแก 1) การรับรูหนวยเสียง 2) การทำการเขาใจความสัมพันธข องตวั อักษร
กับหนวยเสียง 3) การผสมหนวยเสียง 4) การแยกหนวยเสียงในคำ 5) การทำความเขาใจความหมาย
ของคำ และ 6) การเทยี บเคยี ง Onset-Rime
ศิวรานันท รมจาปา (2561) การวิจัยในครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงทดลอง โดยใชรูปแบบ One
Group Pretest- posttest Design มีวัตถุประสงคเพื่อ 1. เพื่อพัฒนาแบบฝกทักษะการอานและการ
เขยี นสะกดคาพ้ืนฐาน ของนกั เรยี นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปท ่ี 1/1 สาขาภาษาตางประเทศ
ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนกอนและ
หลงั การใชแ บบฝกทกั ษะการอา นและการเขยี นสะกดคาพื้นฐาน ประชากรที่ใชใ นการวิจัยเปนนักเรียน
ระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชัน้ ปท ่ี 1/1 สาขาภาษาตา งประเทศ วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาสันติราษฎร ใน
พระอุปถมั ภฯ ปการศึกษา 2561 จานวน 20 คนเครอ่ื งมือที่ใชในการรวบรวมขอมูล ไดแ ก 1. แบบฝก
ทักษะการอานและการเขียนสะกดคาพื้นฐานภาษาอังกฤษ 2. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี
ลักษณะเปนแบบทดสอบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก ดาเนินการทดลองโดยใหกลุมตัวอยางทดสอบกอน
เรยี น แลวจงึ ใหเ รียนโดยใชบทเรียนสาเรจ็ รปู เมือ่ เรยี นจบแลวใหน กั เรยี นทาแบบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการ
เรียนแลวจึงนาผลไปวิเคราะหและทดสอบสมมติฐาน สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ รอยละ
คา เฉล่ีย สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และสถติ ิทดสอบที (t-test) ผลการวิจยั พบวา 1. แบบฝกทักษะการ
อานและการเขียนสะกดคาพื้นฐานของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปที่ 1/1 สาขา
ภาษาตางประเทศ มีประสิทธิภาพเทากับ 88.60/86.83 2. นักเรียนที่เรียนโดยใชแบบฝกทักษะการ
อานและการเขียนสะกดคาพื้นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมี
นยั สำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01
20
อจั จมิ า ไชยชิต (2563) ไดท ำงานวจิ ัยชัน้ เรียนการพัฒนาทักษะการอา นออกเสียงสะกดคา
ศพั ทภาษาองั กฤษ (Phonics) โดยใชแ บบฝก ทกั ษะ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที่ 2 การวจิ ยั ครั้งนี้
มีวัตถุประสงคเ พ่ือ พฒั นาทกั ษะการอานออกเสยี งสะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ (Phonics) ของนกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 2 และหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝกทักษะ การอา นออกเสียงสะกดคาศัพท
ภาษาอังกฤษ ประชากรที่ใชในการวิจยั คือนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 2 โรงเรยี นวัดเสาธงนอก
อำเภอบางเสาธง จงั หวดั สมุทรปราการ จานวน 47 คน ในภาคเรยี นท่ี 1 ปการศึกษา 2563 และใชว ธิ ี
ในการสมุ กลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง เน่ืองจากมีนกั เรียนรอ ยละ 43 ของนักเรียนทั้งชัน้ เรียนอา น
ออกเสยี งคาสะกดไมได จานวน 20 คน เครอ่ื งมือที่ใชใ นการเก็บรวบรวมขอ มูลคอื แบบฝกทักษะการ
อานออกเสยี งสะกดคา การวิเคราะหข อมูลเชิงปรมิ าณโดยใชคารอ ยละ คา เฉลีย่ สวนเบย่ี งเบน
มาตรฐาน
ผลการวิจัยสรปุ ไดด งั นี้
1. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดานการอานออกเสียงสะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ พบวาหลังเรียน
สูงกวากอนเรียน
2. แบบฝกทักษะการอานออกเสียงสะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ ที่ผูวิจัยสรางขึ้นมีคา
ประสิทธภิ าพ ตามเกณฑE1/ E2 รอยละ80/ 80
2.5.2 งานวจิ ยั ตางประเทศ
Aseptiana Parmawati (2018) ไดศึกษาวิจัยยที่วาภาษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทาง
ปญญา นักเรียนทางสังคมและอารมณเพื่อสนับสนุนนักเรียนที่ประสบความสำเร็จและเรียนรูบทเรยี น
ทั้งหมด ระดับการรูหนังสือ ไดแก ประสิทธิภาพ การทำงาน ขอมูล และญาณวิทยา ระดับการแสดง
หมายถึง นักเรียนสามารถอาน เขียน ฟง และพูดไดโดยใชสัญลักษณ นิสัยการอานหมายถึง
กระบวนการอัตโนมตั เิ ม่อื ผูอานอานเน้ือหาทเี่ ปนขอความและไดค วามหมายโดยไมรูตวั นิสยั การอานที่
ดีมคี วามสำคญั ตอการพัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถทางจิต นสิ ัยการอา นของนักเรียนมีบทบาท
สำคญั ในการเรยี นรูการออกเสยี ง งานวจิ ยั นี้ใชก ารวิจัยสหสัมพันธ วตั ถปุ ระสงคข องการศึกษานี้คือการ
เปดเผยความสัมพันธระหวางนิสัยการอานของนักเรียนกับความสามารถในการออกเสียงของนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ของ IKIP Sili Wangi ผลการวิจัยไดรับการสนับสนุนจากผลคะแนนของ
นักเรียน คะแนนขั้นต่ำของนิสัยคือ 71 และ 65 สำหรับความสามารถในการออกเสียง คะแนนสูงสุด
ของนิสยั การอา นคือ 109 และ 92 สำหรบั ความสามารถในการออกเสยี ง คาเฉล่ยี ของนสิ ยั การอานคือ
92.60 และ 78.73 สำหรับความสามารถในการออกเสียง คาเบี่ยงเบนมาตรฐานของนิสัยการอานคือ
8.85 และ 6.31 สำหรับความสามารถในการออกเสียง ผูวิจัยพบวา Pearson Product Moment
ของตัวแปรทัง้ สองมีคา เทากับ 0.373 หมายความวาความสัมพันธร ะหวางนิสัยการอานของนักเรียนใน
21
ภาษาอังกฤษกับความสามารถในการออกเสียงของพวกเขามีความสัมพันธกันในระดับต่ำเพราะอยู
ในชวง 0.20-0.40 จากผลการคำนวณทางสถิติ สามารถสังเคราะหไดวา Null Hypothesis (Ho) ถูก
ปฏิเสธ ผูวิจัยสรุปวามีความสัมพันธระหวางนิสัยการอานของนักเรียนกับความสามารถในการออก
เสียงของนักเรยี น
จากการศึกษางานวิจัยทั้งในประเทศและตางประเทศสรุปไดวา แบบฝกทักษะการอานออก
เสียงนั้นเปนสื่อการเรียนการสอนที่สำคัญสำหรับนักเรียน ทำใหนักเรียนสนใจบทเรียนเกิดความ
สนกุ สนาน เพลิดเพลนิ ชวยใหผ ูเรยี นเรียนรูและเขา ใจบทเรียนไดเร็ว อกี ทั้งยังสงผลดีตอการอานออก
เสียงของนักเรียนไดอีกดวย และทำใหการสอนของครูการเรียนของนักเรียนมีประสิทธิภาพและ
นักเรยี นมีพัฒนาการทักษะทางภาษาไดดยี ิ่งขึ้น
22
บทท่ี 3
วิธดี ำเนนิ การวิจยั
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานระแวง จำนวน 26 คน ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดดำเนินการ
ตามลำดบั ข้นั ตอนดังน้ี
3.1 เครือ่ งมือที่ใชใ นการวจิ ยั คร้ังน้ปี ระกอบดว ย
3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู เรื่อง Word Family Phonics ทั้งหมด 3 แผน โดย แตละแผน
ใชเวลาในการทดลองสอน 1 ชวั่ โมง
3.2.2 แบบฝกทักษะการอา นออกเสียงคำศัพทภาษาองั กฤษจำนวน 9 เลม
3.2 การพัฒนาและหาคุณภาพเครอ่ื งมือ
3.3.1. ศกึ ษาหลักสตู รกลุมสาระภาษาตางประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขนั้
พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เอกสารทีเ่ ก่ียวของกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู เพ่ือเปนแนวทางใน
การสรางแผนการจัดการเรยี นรู
3.3.2. ศกึ ษาเน้อื หา หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง Word Family Phonics
3.3.3. เขียนแผนการจดั การเรียนรู และสรา งแบบบฝกทกั ษะ แบบทดสอบการอา น และสื่อ
การเรยี นรู
3.3.4. นำแผนการสอน เคร่ืองมอื และแบบประเมนิ ความพึงพอใจของสมาชกิ ในทมี E-PLC
เพอ่ื ตรวจคุณภาพของเคร่อื งมือ
3.3.5. ปรับปรงุ แบบฝกทกั ษะตามขอเสนอแนะของสมาชิกทมี E-PLC ใหเหมาะสมกับ กลุม
ตวั อยาง
3.3.6. ทดลองจดั การเรยี นการสอนและใชแ บบฝกทกั ษะ และสื่อการเรียนรูที่สรางขน้ึ กบั กลมุ
ตวั อยาง
3.3.7. ทดสอบหลังเรยี นเมื่อไดจัดการเรียนการสอนโดยใชแบบฝก ทักษะ และส่อื การเรยี นรทู ี่
สรางข้นึ
3.3.8. วเิ คราะหผลโดยใชสถติ ิพ้นื ฐาน
23
3.3 การเกบ็ รวบรวมขอมลู
การวจิ ัยครัง้ นี้ผวู จิ ัยไดด ำเนนิ จดั การเรยี นรูก ารพัฒนาการอานออกเสียงคำศพั ทภ าษาองั กฤษ
คำศัพทภาษาองั กฤษ โดยใชแบบฝกษะ (Word Family Phonics) ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท ่ี 2
เปน เวลา 6 ช่ัวโมง โดยผานกระบวนการ E-PLC ดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ มูลกบั กลมุ ตัวอยา ง ซ่งึ เปน
นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี 2 จำนวน 26 คน ซ่งึ ไดด ำเนินการ ดงั น้ี
1. ทำการวัดผลกอนเรียน โดยใหน ักเรยี นอาแบบทดสอบกอนเรียน
2. ดำเนนิ การสอนตามแผนการจดั การเรียนรูโดยใชก ระบวนการ E-plc
จำนวน 3 แผน 3 วงรอบ รวมเปน 8 ชว่ั โมง โดยแยกเสียงตัวอกั ษรในแตละวงรอบ
3. แบบฝก ทักษะการอานจำนวน 9 ชดุ
4. ทำการวัดผลหลงั เรยี น โดยใหนักเรยี นอา นแบบทดสอบกอนเรยี น
5. นำขอมลู ท่ีไดจ ากการอา นแบบทดสอบกอนเรยี นและหลงั เรียนของนักเรียนไป วิเคราะห
เพอื่ ทดสอบสมมตฐิ านและสรุปผลการวจิ ยั
3.4 การวเิ คราะหข อมลู
ดำเนินการวิเคราะหข อมลู จากคะแนนท่ีไดจากแบบฝก ทักษะการอา นออกเสยี งของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 2 โดยใชค าสถิตพิ ื้นฐาน ประกอบดวย สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน รอยละ และ
คาเฉลีย่ ตามสมการ และประสิทธภิ าพของแบบฝก ทักษะ E1/E2 ดงั นี้
1. การหาคาสว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) SD โดยใชสตู ร (ภทั รธริ า ผล
งาม, ม.ป.ป, น.190)
. . = � ( −� � �)�2�
−1
เมอื่ S.D. คือ สวนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
x คือ คะแนนแตละตัว
คอื คา เฉล่ียของคะแนน
N คอื จำนวนคะแนนในกลมุ
∑ คือ ผลรวม
2. การหาคารอยละ โดยใชส ตู ร(ภทั รธริ า ผลงาม, ม.ป.ป, น.188)
= × 100
เมื่อ P คือ รอ ยละ
24
F คอื ตวั เลขทีต่ องการแปลงเปน รอ ยละ
N คอื จำนวนทง้ั หมด
3. การหาคา เฉลี่ย Meanโดยใชส ูตร (ภทั รธริ า ผลงาม, ม.ป.ป, น.188)
̅ = ∑
เมื่อ คอื คา เฉลี่ย
∑x คอื ผลรวมของขอมลู ทั้งหมด
N คอื จำนวนขอ มลู ทง้ั หมด
4. การหาคา ประสทิ ธิภาพของแบบฝกทักษะ (ชยั ยงค พรหมวงศ (2557))
สตู ร E1 หมายถงึ ประสิทธภิ าพของกระบวนการ (ขณะทำงาน)
เมื่อ E1 คือ ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
∑x คือ คะแนนรวมของแบบฝกหดั
A คอื คะแนนเกบ็ ของแบบฝก หดั ทกุ ช้ินรวมกนั
N คือ จำนวนผูเรยี น
สูตร E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลพั ธ
เม่อื E2 คือ ประสิทธิภาพของผลลพั ธ
∑F คอื คะแนนรวมของผลลัพธห ลังเรียน
B คือ คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
N คือ จำนวนผเู รยี น
25
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหขอมลู
การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษ โดยใชแบบฝกทักษะ
(Word Family Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานระแวง อำเภอยะรัง
จังหวัดปตตานี เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางดานการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษหลัง สูงกวากอนเรียน
และหาประสิทธิภาพของแบบฝกทักษะตามเกณฑรอยละ 80/80 ผูวิจัยไดวิเคราะหผลการทดลอง
ดังตอไปนี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นดานการอา นออกเสียงคำภาษาองั กฤษหลงั เรยี น
2. ผลการประเมนิ คุณภาพของแบบฝก ทกั ษะในดา นความเทยี่ งตรงเชิงเนื้อหา
3. ผลการหาคาประสิทธภิ าพของแบบฝก ทกั ษะ
4.1 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนดานการอานออกเสียงคำภาษาองั กฤษหลังเรียน
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นทายบทเรียนจากท่ีทดสอบนกั เรยี นดานการอา นออกเสียงคำโดยแบบ
ฝก ทกั ษะ ปรากฏตามตารางดังน้ี
ตารางท่ี 1 แสดงคาเฉล่ีย รอยละ และสว นเบ่ียงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั สูง
กวากอนเรยี น
นกั เรียน คะแนนกอ น คารอ ยละ คะแนนหลงั คา รอยละ
คนท่ี เรียน เรยี น
1 7 35 12 60
2 10 50 15 75
3 12 60 17 85
4 15 75 19 95
5 13 65 19 95
6 15 75 20 100
7 10 50 14 70
8 12 60 20 100
9 8 40 15 75
10 10 50 12 60
11 6 30 17 85
26
12 10 50 20 100
14 70
13 6 30 14 70
16 80
14 8 40 20 100
19 95
15 6 30 17 85
15 75
16 12 60 14 70
15 75
17 12 60 20 100
14 70
18 15 75 13 65
20 100
19 15 75 16 80
16.42 82.12
20 8 40 2.73
-11.06
21 13 65 .000
22 15 75
23 9 45
24 9 45
25 14 70
26 10 50
คาเฉลี่ย 10.77 53.85
S.D. 3.04
t-test
Sig
***ระดบั นยั สำคัญทางสถติ ิอยูที่ .01
จากตารางท่ี 1 แสดงใหเ หน็ วา ในการทดสอบกอ นเรยี น นักเรยี นสามารถออก เสียงพยญั ชนะ
คำ ภาษาอังกฤษไดเฉลี่ย 10.77 คะแนนจากจำนวนทั้งหมด 20 คะแนน คิดเปนรอยละ 53.85
คะแนน มคี าสว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 3.04
การทดสอบหลังเรียน นักเรียนสามารถออกเสียงไดเฉลี่ย 16.42 คิดเปนรอยละ 82.12 มีคา
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.73 ทั้งนี้ พบวา หลังจากการจัดการเรียนรูโดยใชแบบฝกทักษะ นักเรียนมี
ทักษะการอา นออกเสยี งคำภาษาองั กฤษท่ีดีข้ึนอยางมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01
27
4.2 ผลการหาคา ประสิทธิภาพของแบบฝกทกั ษะ
จากทดลองประสิทธิภาพแบบฝกทักษะโดยนักเรียนกลุมทดลองประสิทธิภาพเครื่องมือ
จำนวน 26 คน มีคา เฉล่ยี ดังน้ี
ตารางท่ี 2 แสดงคาประสิทธิภาพของแบบฝก ทกั ษะเมื่อเทยี บกับเกณฑที่กำหนด
จำนวนคะแนนคาเฉล่ยี รอยละ คา ประสิทธิภาพตามเกณฑ
นักเรียน การทดสอบระหวางเรยี น การทดสอบหลังเรียน E1/E2 รอยละ80/80
E1 E2
26 81.53 82.11 81.53 / 82.11
จากตารางที่ 3 แสดงใหเ ห็นวา ผลของการใชแบบฝก ทักษะการอานออกเสียงคำ ภาษาอังกฤษ
ที่ผวู ิจัยสรางขึ้น มคี าประสิทธิภาพตามเกณฑ E1/ E2 รอยละ80/ 80 กลา วคือ อัตราสว นระหวาง
คา เฉล่ียรอ ยละของคะแนนการทดสอบระหวางเรียน และคาเฉลี่ยรอ ยละของ คะแนนการทดสอบหลัง
เรยี นมคี า 81.53 / 82.11 ซ่ึงหมายถึงแบบฝกทักษะมีประสิทธภิ าพท่ี สามารถนำไปใชท ดลองกบั กลุม
ตวั อยา งได
28
บทท่ี 5
สรุปผลการวจิ ยั อภปิ รายผล และขอ เสนอแนะ
การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษ โดยใชแบบฝกทักษะ
(Word Family Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนบานระแวง อำเภอยะรัง
จังหวัดปตตานี เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางดานการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษหลัง สูงกวากอนเรียน
และหาประสิทธภิ าพของแบบฝก ทักษะตามเกณฑรอยละ 80/80 ดงั นี้
1. สรุปผลการวิจยั
2. อภปิ รายผลการวิจยั
3. ขอเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวิจัย
5.1.1 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางดานการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษหลัง สูงกวากอน
เรียน โดยการใชแบบฝกทักษะ (Word Family Phonics) จากการทดสอบกอนเรียนนักเรยี นสามารถ
ออก เสียงพยัญชนะคำในภาษาอังกฤษไดเฉลี่ย 10.77 คะแนนจากจำนวนทั้งหมด 20 คะแนน คิด
เปนรอยละ 53.85 คะแนน มีคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.0 และการทดสอบหลังเรียน นักเรียน
สามารถออกเสียงไดเฉลี่ย 16.42 คิดเปนรอยละ 82.12 มีคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.73 ทั้งน้ี
ผลการวิจัยพบวา หลังจากการจัดการเรียนรูโดยใชแบบฝกทักษะ นักเรียนมีทักษะการอานออกเสียง
คำภาษาองั กฤษท่ีดขี ้นึ และสงู กวา กอนเรียนอยา งมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดบั .01
5.1.2 ผลการหาคาประสิทธิภาพของแบบฝกทักษะการอานออกเสียงคำจากการทดลอด
ประสิทธิภาพแบบฝกทักษะโดยนักเรียนกลุมทดลองประสิทธิภาพ เครือ่ งมือจำนวน 26 คน มีคาเฉล่ีย
ดงั น้ี ผลของการใชแ บบฝกทักษะการอานออกเสยี งคำ ภาษาอังกฤษทีผ่ ูวจิ ยั สรา งข้ึน มคี าประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ E1/ E2 รอยละ 80/ 80 กลาวคือ อัตราสวนระหวางคาเฉลี่ยรอยละของคะแนนการ
ทดสอบระหวางเรียน และคาเฉลี่ยรอยละของ คะแนนการทดสอบหลังเรียนมีคา 81.53 / 82.11 ซ่ึง
หมายถงึ แบบฝกทักษะมีประสิทธภิ าพท่ี สามารถนำไปใชทดลองกบั กลมุ ตวั อยา งได
29
5.2 อภปิ รายผลการวิจยั
จากทที่ ดสอบนกั เรียนดานการอานออกเสียงคำโดยใชแบบฝก ทักษะ (Word Family
Phonics) แลวปรากฏผลดังน้ี
หลังจากการจัดการเรียนรูโดยใชแบบฝกทักษะในการจัดการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน
นักเรียนมีทักษะการอานออกเสียงคำภาษาอังกฤษที่ดีขึ้น พบวาคาเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบการ
อานกอนเรียนอยูที่ 10.77 และมีคาเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบการอานหลังเรียนเทากับ 16.42 ซ่ึง
เมื่อทดสอบความตางของคะแนนการอานออกเสียงคำศัพทภาษาอังกฤษหลังสูงกวากอนเรียนอยางมี
นยั สำคญั ทางสถิติอยูที่ระดับ .01 สอดคลอ งกับงานวจิ ัยของ อัจจิมา ไชยชิต (2563) ไดทำงานวิจัยช้ัน
เรียนการพัฒนาทักษะการอานออกเสียงสะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ (Phonics) โดยใชแบบฝกทักษะ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ พัฒนาทักษะการอานออกเสียง
สะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 และหาประสิทธิภาพของ
แบบฝกทักษะ การอานออกเสียงสะกดคาศัพทภาษาองั กฤษ ประชากรที่ใชในการวิจัย คือนักเรียนชน้ั
ประถมศึกษาปท่ี 2 โรงเรียนวดั เสาธงนอก อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมทุ รปราการ จานวน 47 คน ใน
ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2563 และใชวิธีในการสุมกลุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง เนื่องจากมี
นกั เรยี นรอ ยละ 43 ของนักเรยี นทั้งชั้นเรียนอา นออกเสียงคาสะกดไมได จานวน 20 คน เครื่องมือท่ีใช
ในการเกบ็ รวบรวมขอมลู คือ แบบฝกทกั ษะการอานออกเสยี งสะกดคา การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ
โดยใชคารอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปไดดังน้ี 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ดานการอานออกเสียงสะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ พบวาหลังเรียนสูงกวากอนเรียน 2. แบบฝกทักษะ
การอานออกเสียงสะกดคาศัพทภาษาอังกฤษ ที่ผูวิจัยสรางขึ้นมีคาประสิทธิภาพ ตามเกณฑE1/ E2
รอยละ80/ 80
5.3 ขอเสนอแนะ
ดานเนื้อหา ครูสามารถปรับปรุงและประยุกตใชคำศัพทไดจากบทเรียนปกติ หรือแหลงการ
เรียนรูอื่นๆ ที่เหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียนไดอยางหลากหลาย มีปญหาอุปสรรคมากมาย อัน
เนื่องมาจากนักเรียนสวนมาก เปนกลุมปานกลางและออนที่มีปจจัยอื่นเขามาเกี่ยวของ เชน ความรู
พืน้ ฐาน ระดับสติปญญา ความใฝร ูใ ฝเ รียน และเจตคติตอการเรียนภาษาอังกฤษ ดังน้ันครูตองใชเวลา
เพิ่มเติมในการสอน ซอมเสริมนักเรียนรายบุคคล นอกจากนี้นักเรียนสวนมากยังขาดทักษะการออก
เสียงตัวอักษร แยกแยะเสียงไมได และไมรูจักตัวอักษร เนื่องจากความเคยชินในการฟงเพลง แตไมรู
ตวั อกั ษร ผวู จิ ยั จงึ เสนอแนะในการทำวิจยั คร้งั ตอไป เพื่อพัฒนาทักษะการอานออกเสียงของ นักเรียน
ใหดีขึ้น การอานออกเสียงคำเปนทักษะพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการอานในระดับสูง ดังนั้นเมื่อจัด
กิจกรรมการเรียนรูและทดสอบไปแลว แตนักเรียนยังอานไมได ครูควรทำการสอนซอมเสริมนักเรียน
เปนรายบคุ คล โดยอาจจะใชเวลามากหรือนอยแตกตา งกันไป
30
บรรณานกุ รม
วาสนา เหลา เป. (2020). การพฒั นาทกั ษะการอานออกเสยี งภาษาอังกฤษและการเขยี นตัว
อักษรพิมพใหญและพิมพเล็กของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปท่ี2โรงเรยี นบา นโนนสงวนสบิ
เกาโปรงวทิ ยาโดยใชแ บบฝก ทักษะ. วารสารศรลี านชา งปรทิ รรศน, 6(1), 83-83.
พิมภรณ พวงชืน่ ,& ววิ ฒั นม ี สวุ รรณ.(2020).3. การพฒั นาทกั ษะการอานออกเสยี งและ
สะกดคำภาษาอังกฤษดวยชุดกจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบโฟนคิ สำหรบั นักเรียน
ระดบั ช้นั ประถมศึกษาปท่ี 1. วารสารวชิ าการวทิ ยาลัย สนั ตพล, 6(1), 19-29.
Sokhano, W., Kittichartchaowalit, K., & Rotchu,P.(2020). ผลของการใชแบบฝก ทักษะโฟนิกส
เพื่อพัฒนาการเรียนรูคำศัพทภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2. Journal
of MCU Nakhondhat, 7(9), 236-249.
อัจจิมา ไชยชิต.(2020). การพัฒนาทักษะการอานออกเสียงสะกดคาภาษาอังกฤษ (Phonics) โดย
ใชแ บบฝก ทักษะของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 2
Yang, X., & Chalemnirundorn, N. (2019, August). การพัฒนาการอานออกเสียงภาษาจีน โดย
ใชเกมคำศัพทประกอบแบบฝกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6. In Rangsit
Graduate Research Conference: RGRC (Vol. 14, pp. 0118-0125).
อรอุมา เพชรนุย.(2556). การศึกษาความสามารถอานคำศัพทภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3 ที่มีปญหาทางการเรียนรูดานการอาน. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยศรี
นครินทรว โิ รฒ.
ทับสาย, บุญสม, บุญตัน, & ศุภญา. (2019). การจัดการเรียนการสอนโฟนิกสแบบสรางคำและแบบ
เทียบเคียงเพื่อพัฒนาความสามารถในการอานคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท ี่ 3.
กุศยา แสงเดช.(2558). แบบฝก คูมือพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เนนผูเรียนเปนสำคัญระดับ
ประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : บริษทั สำนักพมิ พแม็ค จำกัด
Mailiang, C. (2019). ผลการจัดการเรียนรูโดยใชวิธีโฟนิกสเพื่อพัฒนาความสามารถในการอาน
ออกเสียงและจำความหมายของคำศัพทภ าษาอังกฤษสำหรับนักเรยี นประถมศกึ ษาปที่ 5:
ผลการจัดการเรียนรูโดยใชวิธีโฟนิกสเพื่อพัฒนาความสามารถในการอานออกเสียงและจำ
31
ความหมายของคำศัพทภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปที่ 5. journal of
lawasri, 3(1), 105-120.
Wannakam, P., & Patamadilok, S. (2022). ผลของการใชวิธีสอนโฟนิกสในการพัฒนาความ
สามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4. Journal of
Buddhist Education and Research, 8(1), 192-203.
ศวิ รานนั ท รมจาปา.(2019)การพัฒนาทักษะการอานและการเขียนสะกดคาพืน้ ฐานภาษาองั กฤษ
ของนักเรียนระดับประกาศนียบตั รวิชาชพี ชนั้ ปที่ 1/1 สาขาภาษาตา งประเทศวิทยาลยั
อาชีวศกึ ษาสันตริ าษฎร ในพระอุปถัมภฯ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน สานกั วิชาการและ
มาตรฐานการศกึ ษา. ตัวชี้วดั และสาระการเรียนรแู กนกลางกลุม สาระการเรียนรู
ภาษาตางประเทศตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑.
กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พชมุ นุมสหกรณ การเกษตรแหงประเทศไทยจำกัด
ภาษาองั กฤษ
Parmawati, A. (2018). The study correlation between reading habit and
pronunciation ability at the second-grade students of IKIP Siliwangi. Eltin
Journal: Journal of English Language Teaching in Indonesia, 6(1), 46-52.
Razaee,A and Kazempourian,S. ( 2017) .A Triangulated Study of Workplace English
Need of Electrical Engineering Students. Journal of Modern Research in
English Language, 4(4) : 1-25.
32
ภาคผนวก
33
• ภาคผนวก ก
การคำนวณคาเฉลย่ี คารอยละ คา สว นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
คา E1/E2
34
35
• ภาคผนวก ข
เครอื่ งมือทใี่ ชในการจดั กิจกรรมการเรียนรู
- แผนการจัดการเรียน เร่ือง Word Family
Phonics จำนวน 3 ฉบับ
- แบบฝก ทกั ษะ (Word Family Phonics)
36
แผนการจดั การเรียนรูที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปท ี่ 2
กลุมสาระการเรยี นรูภาษาตางประเทศ รหัสวชิ า อ 12101 เวลา 8 ช่ัวโมง
หนวยการเรียนรูท่ี 1 เรอื่ ง Word Family Phonics เวลา 1 ช่ัวโมง
หนวยยอ ยที่ 2 เรอื่ ง A and E sound
วันที.่ ...........เดอื น.....................................พ.ศ. 2565 ภาคเรยี นท่1ี ปการศกึ ษา 2565
1. สาระสำคญั
รจู ักสระเสยี งสัน้ และการใชท ำนองเสียงของตวั อกั ษรไดถูกตองตามหลักการ
2. ผลลพั ธก ารเรยี นรู
นักเรียนสามารถออกเสียงสระเสียงส้นั และการใชท ำนองเสยี งของตัวอักษรไดถ ูกตอง
ตามหลักการ
3. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
2.1 ดานความรู (Knowledge)
2.1.1. นักเรยี นออกเสยี งสระเสยี งส้ันไดถ กู ตอ ง : A แอะ, E เอะ, I อ,ิ O เอาะ,U อุ
2.2 ดานกระบวนการ (Process)
2.2.1. นักเรยี นอานออกเสยี งสระเสยี งสนั้ พรอ มบอกทาของแตล ะตวั สระ
3.2 ดา นทศั นคติ (Attitude)
3.2.1 นักเรยี นมรี ะเบียบวินัยและมุง ม่นั ในการทำงาน
3.2.2 นกั เรยี นมเี จตคติท่ดี ตี อการเรียนและการใชภาษาองั กฤษ
4. สาระการเรียนรู
หมวดคำศพั ท: at and ap sound, ed and en sound
Vocabulary: cat, rat, mat, cap, nap, map, bed, red, fed, hen, ten, pen,
5. สมรรถนะสำคญั ของผูเ รียน
5.1 ความสามารถในการคิด
6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค
6.1. นกั เรยี นมีระเบียบวินัยและมุงมน่ั ในการทำงาน
6.2. นกั เรียนมีเจตคตทิ ด่ี ตี อ การเรยี นและการใชภาษาอังกฤษ
7. กจิ กรรมการเรยี นรู
ข้นั ที่ 1 การเรียนรูต้ังคำถาม (learning to Question)
- ครทู กั ทายนักเรียนดวยคำวา Assalamualaikum พรอ มดวยอา นดูอากอนเรียนพรอมๆกัน
37
- ครทู บทวบบทครงั้ กอน ดว ยการทำทา การออกเสยี งตัวอกั ษรแลวใหน ักเรยี นตอบ
T: ครทู ำทา (ตีแบตมินตัน), (เปา เทยี น), (พน ลมบนฝามือ)
S: เบอะ B, เพอะ P, เฮอะ H คะ
ข้นั ท่ี 2 การเรยี นรเู พอื่ แสวงหาความรู (learning to Search)
- ครแู สดง Short Vowel ใหนกั เรียน แลว ออกเสยี งตาม
- ครเู ลือก Short Vowel มา 2 ตวั แลว ใหนักเรียนออกเสียงของมนั
T: A and E ออกเสียงวา
S: แอะ และ เอะ
- ครูใหตัวแทนออกมาเขยี นบนกระดาน
ขน้ั ท่ี 3 การเรียนรูเ พือ่ สรางความรู (learning to Construct)
- ครูใหน ักเรียนหยกิ ฉลากในกลอง 3 กลอง โดยในกลอ ง 1 กับ 3 จะมเี สยี ง อักษร ท่ี
นอกเหนือจากสระทง้ั 5 ตัว และกลองท่ี 2 จะมเี สยี ง A และ E
- นักเรียนหยิบมาครบ 3 ตัวอกั ษร แลว ออกมา บอกเสียงที่ไดห นาชั้นเรยี น
- ครชู วยทำทาทีส่ ่อื ถึงความหมายของคำ
T: C A T = CAT ครทู ำทาแลวแมวใหนักเรียนของวามันคือ แมว
ขัน้ ที่ 4 การเรียนรเู พ่ือการส่ือสาร (learning to Communicate)
- ครูออกเสียงตัวอักษร และคำ แลวใหนักเรียนอา นตาม
at: c at, r at, m at
Sight Words: a, and, on
ประโยค:
A cat, A rat
A cat and a rat
A cat and a rat on a mat
ap: c ap, n ap, m ap
Sight Words: a, on
ประโยค
A cap, A map
A cap on a map
A nap!
ed: b ed, r ed, f ed
Sight Words: I, my
38
ประโยค
My bed
My red bed
My red cat
I fed my red cat
en: h en, t en, p en
Sight Words: a
ประโยค
A red hen
A red pen
Ten red hens!
- นกั เรยี นฝกอานคำศัพทเ หลานี้ทีละตวั ผานแบบฝก ทักษะ
ข้ันท่ี 5 การเรียนรเู พ่อื ตอบแทนสังคม (Learning to Service)
- นกั เรยี นอา นออกเสยี งคำศัพทกับคณุ ครูท่ลี ะคน
8. สื่อและแหลงการเรยี นรู
- แบบฝก ทักษะ
- หนังสือ Phonics2
9. การวัดและประเมินผล
เกณฑก ารประเมินการเรียนรู
เกณฑการประเมนิ การออกเสยี ง
ระดับ เกณฑก ารใหคะแนน รวม
คะแนน 4
รายการประเมนิ 4 3 2 1
ความถูกตองในการ ออกเสยี ง ออกเสียงได ออกเสยี งได ออกเสยี งได
ถกู ตองนอย
ออกเสียง ตวั อกั ษร ได ถูกตองเกนิ ถูกตองไมน อ ย กวาครง่ึ ของ
ถูกตองท้ังหมด ครงึ่ นงึ ของ กวา ครงึ่ นึงของ จำนวน
ตัวอกั ษร
จำนวน จำนวน ทงั้ หมด
ตัวอกั ษร ตัวอักษร
ทัง้ หมด ท้งั หมด
39
การใชทำนองเสียงของ ใชท ำนองเสยี ง ใชท ำนองเสียง ใชท ำนองเสียง ใชท ำนองเสยี ง
ตวั อักษร ตวั อักษรได ไดถ ูกตองเกิน ไดถูกตองไม ไดถ ูกตองนอย
ถกู ตองท้ังหมด ครงึ่ นงึ ของ นอ ยกวา กวาครึ่งของ
จำนวน คร่ึงนึงของ จำนวน 4
ตัวอกั ษร จำนวน ตวั อักษร
ท้งั หมด ตวั อกั ษร ทง้ั หมด
ท้งั หมด
รวม 8
แบบประเมินการเรียนรู
แบบประเมินการออกเสยี ง
รายการประเมนิ ความถกู ตอง การใชทำนอง คะแนนรวม
ที่ ในการออก เสียงของ (8) ระดบั คณุ ภาพ
ชื่อ - นามสกลุ เสียง ตวั อกั ษร
(4)
(4)
เกณฑการประเมิน
7-8 คะแนน ระดับคุณภาพ ดีมาก
5-6 คะแนน ระดับคณุ ภาพ ดี
3-4 คะแนน ระดับคณุ ภาพ พอใช
0-2 คะแนน ระดับคุณภาพ ปรบั ปรงุ
ความคดิ เห็นหรอื ขอเสนอแนะของผูบริหาร
ลงชื่อ...........................................................................................................................................................ล..ง..ช...อ่ื ...............................................................................................................
.....................(.น..า..ง..น...สั ..ร..ีต...า...บ..ูล...ะ..แ..ท...)....................................................................(.น..า..ย...ป..ร..ะ...พ..นั...ธ...เ..จ..ะ..อ..ู.ม..า..)...
..ต..ำ..แ...ห..น...ง..ร..อ..ง..ผ..ูอ...ำ..น..ว..ย..ก...า..ร..โ.ร..ง..เ.ร..ยี...น..บ...า..น..ร..ะ...แ..ว..ง....................................ต...ำ..แ..ห..น...ง..ผ..อู..ำ..น...ว..ย..ก...า..ร..โ.ร..ง..เ.ร..ีย...น..บ...า..น. ระแวง
......................................../.........................../..............
............/............./..............
แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 2 ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 2
กลมุ สาระการเรียนรภู าษาตางประเทศ รหัสวิชา อ 12101
40
หนว ยการเรยี นรูท ี่ 1 เร่อื ง Word Family Phonics เวลา 8 ช่ัวโมง
หนว ยยอ ยที่ 2 เรอื่ ง I O and U sound เวลา 1 ช่ัวโมง
วนั ที่............เดอื น.....................................พ.ศ. 2565 ภาคเรียนท1่ี ปก ารศึกษา 2565
4. สาระสำคัญ
รจู กั สระเสียงสน้ั และการใชทำนองเสยี งของตวั อกั ษรไดถกู ตองตามหลักการ
5. ผลลพั ธการเรยี นรู
นกั เรยี นสามารถออกเสียงสระเสยี งสน้ั และการใชทำนองเสยี งของตัวอักษรไดถูกตอง
ตามหลกั การ
6. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
2.1 ดานความรู (Knowledge)
2.1.1. นกั เรียนออกเสียงสระเสยี งส้นั ไดถ กู ตอ ง : A แอะ, E เอะ, I อ,ิ O เอาะ, Uอุ
2.2 ดา นกระบวนการ (Process)
2.2.1. นกั เรียนอา นออกเสียงสระเสยี งสนั้ พรอ มบอกทา ของแตล ะตวั สระ
3.2 ดา นทัศนคติ (Attitude)
3.2.1 นกั เรียนมรี ะเบยี บวนิ ัยและมงุ มน่ั ในการทำงาน
3.2.2 นกั เรียนมีเจตคตทิ ่ีดตี อ การเรยี นและการใชภาษาอังกฤษ
4. สาระการเรยี นรู
หมวดคำศัพท: - ig, in and it
- ot, op and og
- ub, ug and un
Vocabulary: ig: p ig, d ig, b ig
in: p in, b in, w in
it: s it, h it, p it
ot: h ot, c ot, p ot
op: h op, t op, m op
og: d og, f og, j og
ug: b ug, r ug, j ug
ub: t ub, r ub, c ub
un: b un, r un, s un
41
5. สมรรถนะสำคญั ของผเู รยี น
5.1 ความสามารถในการคดิ
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค
6.1. นักเรียนมรี ะเบียบวนิ ยั และมุงมน่ั ในการทำงาน
6.2. นกั เรียนมเี จตคติทด่ี ตี อ การเรยี นและการใชภ าษาองั กฤษ
7. กจิ กรรมการเรยี นรู
ขั้นที่ 1 การเรยี นรูตงั้ คำถาม (learning to Question)
- ครทู ักทายนกั เรยี นดวยคำวา Assalamualaikum พรอ มดวยอานดูอากอ นเรียนพรอมๆกัน
- ครใู ช ไมบ รรทดั โฟนกิ เพอ่ื กระตุนความรูเดิมของนกั เรยี นออกมา
- นักเรียนออกเสยี งคำตามไมบ รรทัด
ข้ันที่ 2 การเรยี นรูเ พื่อแสวงหาความรู (learning to Search)
- ครูตดิ เสียง i o u บนกระดาษ
- ครอู อกเสยี ง i o u ทีต่ ิดอยบู นกระดาษ นักเรียนออกเสยี งตาม
ข้นั ที่ 3 การเรยี นรูเพอ่ื สรา งความรู (learning to Construct)
- ครูตดิ เสยี ง i o u บนกระดาษ แบงกลุม 3 กลมุ
- ตัวแทนกลมุ ยืนประจำที่ เพือ่ ไปแตะเสยี งตนเองรู
- ตัวแทนกลุมออกเสียงสระท่ีตนได ใหเพื่อนออกเสียงตาม
- ครนู ำสระทีต่ ัวแทนกลมุ ไดมาประสมใหเปน เหลา นี้ แลว ออกเสียงใหนกั เรยี นออกเสยี งตาม
pin, bin, win
sit, hit, pit
hot, cot, pot
hop, top, mop
bug, rug, jug
tub, rub, cub