ก า ร พั ฒ น า ภ า ว ะ ผู้ นำ ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า
ดร.สมปอง รักษาธรรม : อาจารย์ผู้สอน
สรุปเนื้อหา การวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อม
ภายใน และภายนอกองค์กร
Ed.D. Educ. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่น 63
มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
การวิเคราะห์ปั จจัยสภาพแวดล้อมภายในองค์กร
สภาพแวดล้อมภายในองค์การ เป็นแรงผลักดันภายในองค์การที่มี
อิทธิพลต่อการจัดการและดำเนินงานขององค์การ ซึ่งองค์การสามารถ
ควบคุมและจัดการสภาพแวดล้อมลักษณะนี้ให้เป็นไปตามแนวทางที่
ต้องการได้
เป็นการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวองค์การและการดำเนิน
งานภายในองค์การเอง ดูสิ่งที่เป็นทรัพยากรภายในองค์การและความ
สามารถภายในองค์กรทุก ๆ ด้านว่า มีส่วนไหนบ้างที่จะเป็นจุดแข็ง
(Strengths) และ มีส่วนไหนบ้างเป็นจุดอ่อน (Weakness)
การวิเคราะห์ปั จจัยสภาพแวดล้อมภายในองค์กร
จุดแข็ง (S-Strengths) เป็นการวิเคราะห์ปั จจัยภายในจากมุมมอง
ของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรว่า ปั จจัยใดที่เป็นข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นของ
องค์การที่องค์การควรนำมาใช้ในการพัฒนาองค์การได้ และควรดำรงไว้
เพื่อการเสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์การ
จุดอ่อน (W-Weanesses) เป็นการวิเคราะห์ปั จจัยภายในจากมุมมอง
ของผู้ที่อยู่ภายในองค์การนั้น ๆ ว่า มีปั จจัยภายในใดที่เป็นจุดด้อย ข้อเสีย
เปรียบขององค์การที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือขจัดให้หมดไป อันจะเป็น
ประโยชน์ต่อองค์การ
Value chain
ห่วงโซ่คุณค่า ( Value chain)
Michael E. Porter
ห่วงโซ่คุณค่า ( Value chain)
Michael E. Porter
VALUE CHAIN ANALYSIS
COST LEADERSHIP
DIFFERENTIATION
กิจกรรมหลัก ( primary activities)
INBOUND LOGISTICS OUTBOUND LOGISTICS SERVICES
การขนส่งขาเข้า การขนส่งขาออก การบริการ
OPERATIONS MARKETING AND SALES
การปฏิบัติการ การตลาดและการขาย
กิจกรรมสนับสนุน ( SUPPORT ACTITIES)
FIRM INFRASTUCTURE TECHNOLOGY
โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร DEVELOPMENT
การพัฒนาเทคโนโลยี
HUMAN RESOURCE PROCUREMENT
MANAGMENT การจัดการทรัพยากร
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
ประโยชน์ของการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า
(Value Chain Analysis)
เห็นภาพรวมของสถานศึกษา
ส่งเสริม/ต่อยอด
ปรับปรุง/แก้ไข
7S Model
เครื่องมือหรือเทคนิคหนึ่ งสำหรับผู้บริหารที่ใช้ในการวิเคราะห์ปั จจัย
สภาพแวดล้อมภายในองค์การ คือ ตัวแบบ 7 ปัจจัย ของแมคแคนเซย์
หรือที่เรียกว่า McKinsey 7s Framework หรือ 7S Model
แนวคิดปัจจัย 7 ประการ หรือกลยุทธ์ 7S ตามกรอบแนวคิดของ แมค
แคนเซย์ หรือ McKinney 7S Framework
แนวคิดนี้ต้องการนำเสนอว่าประสิทธิภาพขององค์กร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยทางด้านโครงสร้างขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
จากความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ภายในองค์การ
สภาพแวดล้อมภายในองค์การ ประกอบด้วยปั จจัย 7 ประการ ได้แก่
1) กลยุทธ์ขององค์กร (Strategy)
2) โครงสร้างองค์การ (Structure)
3) ระบบการปฏิบัติงาน (System)
4) บุคลากร (Staff)
5) ทักษะ ความรู้ความสามารถ (Skill)
6) รูปแบบการบริหารจัดการ (Style)
7) ค่านิยมร่วม (Shared values)
1. กลยุทธ์ขององค์กร (Strategy) หรือยุทธศาสตร์การบริหารเชิงกลยุทธ์
เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้บริหารตอบคำถามที่สำคัญ
กลยุทธ์ (STRATEGY) หมายถึง กลวิธีในการดำเนินธุรกิจให้ประสบ
ความสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ โดย การแบ่งสรรทรัพยากรที่ธุรกิจมีอยู่
เพื่อดำเนินการในเวลาต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม และ การแข่งขันที่
เปลี่ยนแปลงไป
2. โครงสร้างองค์การ (Structure) เป็นโครงสร้างที่ได้ตั้งขึ้นตาม
กระบวนการ หรือหน้าที่ของงานโดยมีการรับบุคลากรให้เข้ามาทำงานร่วม
กันในฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้
โครงสร้าง (STRUCTURE) หมายถึง การจัดสายงานและความ
สัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ที่องค์การกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ ทำให้
ทราบว่าใครเป็นผู้บังคับบัญชา ดูแลหน่วยงานใดบ้างโครงสร้างองค์การ
แสดงให้เห็นถึงการจัดหมวดหมู่งาน การแบ่งงานกันทำ อำนาจหน้าที่ ความ
รับผิดชอบ สายบังคับบัญชาและการประสานงาน
3. ระบบการปฏิบัติงาน (Systems) ในการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์เพื่อให้
บรรลุเป้าประสงค์ตามที่กำหนดไว้นอกจากการจัดโครงสร้างที่เหมาะสม
และมีกลยุทธ์ที่ดีแล้ว การจัดระบบการทำงาน (Working System) ก็มี
ความสำคัญยิ่ง
ระบบ (SYSTEM) หมายถึง ระบบในการบริหารงานประจำวัน เพื่อ
ให้การปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ เป็นไปด้วยความสะดวกเรียบร้อย เช่น ระบบ
สารสนเทศเพื่อการจัดการ ระบบบัญชี และ ระบบงบประมาณ
4. บุคลากร (Staff) ทรัพยากรมนุษย์นับเป็นปั จจัยที่มีความสำคัญต่อ
การดำเนินงานขององค์กร องค์กรจะประสบความสำเร็จหรือไม่ส่วนหนึ่ง
จะขึ้นอยู่กับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource
Management) การวางแผนทรัพยากรมนุษย์เป็นกระบวนการวิเคราะห์
ความต้องการทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต
บุคลากร (STAFF) หมายถึง ลักษณะและส่วนประกอบของสมาชิกใน
องค์กร ซึ่ง ประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานว่า มีคุณลักษณะและ
คุณสมบัติ คุณวุฒิอย่างไร ซึ่งควรจะเหมาะสมกับลักษณะโครงสร้าง
องค์กรและงานที่ต้องปฏิบัติ
5. ทักษะ ความรู้ ความสามารถ (Skills) ทักษะในการปฏิบัติงานของ
ทรัพยากรบุคคลในองค์การสามารถแยกทักษะออกเป็น 2 ด้านหลัก คือ
ทักษะด้านงานอำนวยชีพ (Occupational Skills) เป็นทักษะที่จะทำให้
บุคลากรสามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ได้ตามหน้าที่และลักษณะงาน
ที่รับผิดชอบ
ทักษะ (SKILLS) หมายถึง ความรู้ ความชำนาญ ของสมาชิกในองค์การ
ที่เป็นจุดเด่น หรือ เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
6. รูปแบบการบริหารจัดการ (Style) แบบแผนพฤติกรรมในการปฏิบัติ
งานของผู้บริหารเป็น องค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของสภาพแวดล้อม
ภายในองค์กร
สไตล์ (STYLES) หมายถึง ลักษณะแบบแผน หรือ พฤติกรรม
ในการบริหารของผู้บริหารระดับสูงขององค์การ และ พนักงานในองค์กร
7. ค่านิยมร่วม (Shared values) ค่านิยมและบรรทัดฐานที่ยึดถือร่วมกัน
โดยสมาชิกขององค์กรที่ได้กลายเป็นรากฐานของระบบการบริหาร และวิธี
การปฏิบัติของบุคลากรและผู้บริหารภายในองค์กร หรืออาจเรียกว่า
วัฒนธรรมองค์กร รากฐานของวัฒนธรรมองค์กร
ค่านิยมร่วม (SHARED VALUES) หมายถึง ค่านิยมร่วมกันของ
สมาชิกในองค์การ ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนยึดถือในการปฏิบัติงานร่วมกัน
ประเด็นในการวิเคราะห์สภาพภายในองค์การ
ประกอบด้วย 7 ประเด็นหลัก
องค์ประกอบภายในทั้ง 7 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มนโยบาย (hard elements)
สามารถจับต้องมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ค่อนข้างชัดเจน ผู้บริหาร
สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นอย่างที่ต้องการในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางการ
บริหาร ประกอบด้วย
(1) โครงสร้าง (Structure) (5)รูปแบบ (Styles)
(2) กลยุทธ์ (Strategy) (6)บุคลากร (Staffs)
(3)ระบบ (Systems) (7)ค่านิยมร่วม (Shared value)
(4)ทักษะ (Skills)
การนำแนวคิดเรื่อง 7S MODEL ไปใช้ปฏิบัติ
ขั้นที่ 1:ค้นหาเรื่องที่ยังไม่ประสานสอดคล้อง
ขั้นที่ 2:กำหนดรูปแบบที่เหมาะสมขององค์กร
ขั้นกำหนดเรื่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข
ขั้นที่ 4:ทำการเปลี่ยนแปลง
ขั้นที่ 5:หมั่นทบทวนความประสานสอดคล้องขององค์ประกอบทั้ง 7
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
การวิเคราะห์องค์กรโดยใช้ 7S
ตัวอย่าง การวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร
ประโยชน์ที่ได้รับจาก 7S MODEL
1. ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น
2. ช่วยให้มองเห็นหนทางที่เหมาะสมในการนำกลยุทธ์ใหม่ไปใช้ปฏิบัติ
3. ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงขององค์กรในภารกิจที่มีความซับซ้อนมาก ๆ สามารถ
บริหารการจัดการได้ง่ายขึ้น
4. ช่วยตรวจสอบผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กร
และมองเห็นว่าองค์ประกอบใดควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องใด
5. ช่วยเพิ่มทักษะและสมรรถนะการทำงาน
IFAS
(Internal Factor Analysis Summary)
IFAS
(INTERNAL FACTOR ANALYSIS SUMMARY)
IFAS (Internal Factor Analysis Summary) คือ การนำข้อมูล
จากการวิเคราะห์ปั จจัยภายใน สรุปลงในตารางเพื่อวิเคราะห์หาปั จจัย
ภายในที่ควรปรับปรุง
รูปแบบของตาราง IFAS (INTERNAL FACTOR ANALYSIS SUMMARY)
มี 5 คอลัมน์
คอลัมน์ที่ 1 รายการปัจจัยภายในจุดแข็งและจุดอ่อน
คอลัมน์ที่ 2 น้ำหนักแสดงว่ารายการแต่ละรายการมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
โดยใส่เป็นตัวเลขตัวเลขตั้งแต่ 0.00 (ไม่สำคัญ) ไปจนถึง 1.00 (สำคัญที่สุด) แต่ผล
รวมของคอลัมน์ “น้ำหนัก”จะต้องเท่ากับ 1.00
คอลัมน์ที่ 3 ระดับคะแนน (Rating) เป็นการให้คะแนน 1 – 5 ตามดุลยพินิจ กรณี
จุดอ่อนให้คิดว่าจาก 1 – 5 จุดอ่อนมีผลต่อองค์กรมากแค่ไหนและรับมือได้ดีแค่ไหน
ส่วนจุดแข็งจากคะแนน1 – 5 จุดแข็งนี้มีผลมากแค่ไหนอยู่ระดับไหนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
และองค์กรใช้ประโยชน์จากจุดแข็งได้มากแค่ไหน
คอลัมน์ที่ 4 คะแนนรวม (Score) มาจากการนำเลขจากคอลัมน์ น้ำหนัก × ระดับ
คอลัมน์ที่ 5 ข้อเสนอแนะหากต้องการให้เหตุผลปัจจัยนั้นนั้น
จากตารางข้างต้น สรุปได้ว่า มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่สำคัญ
เรื่องใดบ้างและทำให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องไหนที่เป็นเรื่องที่จะต้อง
ปรับปรุงก่อน
จุดอ่อน ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมและทำให้เข้มแข็งขึ้น
จุดแข็ง ต้องรักษาไว้ให้ได้ต่อไป
EFAS
(EXTERNAL FACTOR ANALYSIS SUMMARY)
EFAS หรือ ตาราง EFAS คือ การนำข้อมูลจากการตรวจสภาพ
แวดล้อมปั จจัยภายนอก (ด้วยวิธีอะไรก็ตาม) สรุปลงใน ตาราง EFAS
เพื่อเปรียบเทียบว่าปั จจัยภายนอกแต่ละด้าน (ที่สำคัญไม่เท่ากัน)
มีผลกระทบและสำคัญมากน้อยแค่ไหน เพื่อหาจุดที่ต้องแก้ไขต่อไป
รูปแบบของตาราง EFAS จะมีทั้งหมด 5 คอลัมน์
คอลัมน์ที่ 1 รายการปัจจัยภายนอกทั้งโอกาสและอุปสรรค
คอลัมน์ที่ 2 น้ำหนักแสดงว่ารายการแต่ละรายการมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
โดยใช้เป็นเลขตั้งแต่ 0.00 ไปจนถึง 1.00 แต่ผลรวมของคอลัมน์ “น้ำหนัก” จะต้อง
เท่ากับ 1.00
คอลัมน์ที่ 3 ระดับคะแนน(Rating) ให้เป็นการให้คะแนน 1 ถึง 5 ตามดุลยพินิจ
กรณีอุปสรรค ให้คิดจาก 1-5 บริษัทรับมือได้ดีแค่ไหน ส่วนโอกาสจากคะแนน 1-5
บริษัทใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้นได้มากแค่ไหน
คอลัมน์ที่ 4 คะแนนรวม (Score) มาจากการนำเลขจากคอลัมน์ น้ำหนักคูณระดับ
คอลัมน์ที่ 5 ข้อเสนอแนะ หากต้องการให้เหตุผลปัจจัยนั้น
การวิเคราะห์ปั จจัยสภาพแวดล้อม
ภายนอกองค์กร
Five Forces Model
Five Force Model หรือ ปัจจัยกดดันทั้ง 5
คือ เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์คู่แข่ง สภาพแวดล้อมการแข่งขัน เพื่อวางแผนกลยุทธ์
ของกิจการและปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยมี Michael E. Porter
เป็นผู้คิดค้น ประกอบด้วย
1. อำนาจการต่อรองของลูกค้า (Bargaining Power)
2. อำนาจต่อรองจากคู่ค้า (Power of Suppliers)
3. การแข่งขันของคู่แข่งในธุรกิจสายงานเดียวกัน (Industry Rivalry)
4. การคุกคามจากผู้ประกอบการรายใหม่ (Threat of New Entrants)
5. การคุกคามจากสินค้า หรือ บริการทดแทน (Threat of Substitutes)
Michael E. Porter ผู้คิดทฤษฎี Five Forces Model
ศาสตราจารย์ ไมเคิล ยูจีน พอร์เตอร์ (Michael Eugene Porter, Michael E. Porter, Porter, M.E.)
เป็นนักคิดนักบริหารและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในส่วนของการบริหารเชิงกลยุทธ์ที่มีชื่อเสียงของ
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเป็นผู้พัฒนาทฤษฎีในเรื่อง กลยุทธ์การแข่งขันและการบริหารจัดการ เขาได้เสนอ
แนวคิดการประยุกต์หลักทางเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายเรื่อง สามารถใช้ในการนำไป
ช่วยในการวิเคราะห์การวางแผนและใช้กำหนดกลยุทธ์ของการดำเนินกิจการทางธุรกิจ
ประวัติด้านการศึกษา
Michael E. Porter เกิดที่รัฐ Michigan สหรัฐอเมริกา เรียนระดับ
ปริญญาตรีที่ Princeton University ในสาขาวิศวกรรมอากาศยาน
และเครื่องและจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เกียรตินิยมในปี
ค.ศ. 1969
Michael E. Porter เข้าเรียนต่อในหลักสูตร M.B.A. ที่ Harvard
Business School (HBS) พร้อมกับได้รับทุนการศึกษาของ George
F. Baker Scholar และจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1971
Michael E. Porter ได้จบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจที่
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี ค.ศ. 1973 เมื่อจบการศึกษาก็ได้เข้าเป็น
อาจารย์ที่ HBS และเป็นอาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของ
HBS ด้วยอายุเพียง 26 ปี
ประวัติด้านการศึกษา
Michael E. Porter เป็นนักเขียนในบทความในหัวข้อกลยุทธ์การแข่งขันและความได้เปรียบในการ
แข่งขัน เขาได้รับรางวัลแม็คคินซีย์จากฮาร์เวิร์ดบีซินสรีวิวหลายครั้ง และยังได้รับการยกย่องว่า
เป็นบุคคลชั้นนำในวงการธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ของโลกยุคใหม่ โดยแนวคิดและองค์ความรู้ของ
เขาถูกนำมาใช้ในวงการธุรกิจ และนำมาสอนในสถานการศึกษาหลายแห่ง
Michael E. Porter นอกจากจะมีผลงานวิจัยงานเขียนและงานสอน เขายังเป็นที่ปรึกษา
ให้แก่บริษัทเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่งเช่น แคเตอร์พิลลาร์, พร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิล
หรือรอยัล ดัตช์เชลล์ และยังเป็นคณะกรรมการบริหารและทีีปรึกษาให้กับรัฐบาลหลายประเทศ
Michael E. Porter ดำรงตำแหน่ง The Bishop William Lawrence University Professor
ที่ Harvard Business School และเปิดคอร์ส Competitive Strategy ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับ
ความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันเขาได้เดินทางไปทั่วโลก เพื่อไปบรรยายให้กับผู้คนที่สนใจ