The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by amfinels4, 2022-01-26 23:25:44

การบริหารองค์กรยุคใหม่

ี่
หน้าทของการจัดการ














• งานของฝายบรหารคอการเพิ่มแรงจงใจให้พนักงานเพือบรรลเปาหมายขององค์กร รวมถงการ



ดแลทรพยากรภายในขององค์กร เพื่อความมประสทธภาพและประสทธผลสงสด ตามเปาหมาย













ทวางไว้ การจัดการจงมหน้าทดังน้ ี

• 1. ก าหนดเปาหมายและทศทางขององค์กร


• อย่างแรกคอการตั้งเปาหมาย เมอมการจัดการผู้ทอยู่ใต้บังคับบัญชาหรอสมาชกในบรษัท















จ าเปนต้องมผู้จัดการเพือแสดงถงเปาหมายทองค์กรจะตัดสนใจ หลังจากตั้งเปาหมายให้เร่มคด





ว่าควรท าอย่างไรและตัดสนใจท าอะไรบ้าง


• การก าหนดเปาหมายต้องมความชัดเจน เพือให้พวกเขาสามารถเข้าใจเหตผลในการด าเนนการ




เหล่านั้นได้
51

หน้าทของการจัดการ
ี่







• 2. แจกแจงหน้าทส าหรบสมาชกแต่ละคน





• องค์กรต้องมความเข้าใจเกียวกับทักษะของพนักงานแต่ละคน เพือจะได้จ าแนกหน้าทให้ตรงกับ





ความสามารถและเหมาะสมกับพนักงานคนนั้นๆ ตลอดจนมความเหมาะสมกับงานทได้รบ

มอบหมาย


• 3. แรงจงใจ








• สมาชกอาจจะไม่สามารถปฏบัตงานได้อย่างเต็มทหากแค่มอบหมายงานให้กับพวกเขา
• องค์กรจ าเปนต้องมการสรางแรงจงใจโดยช้ให้เหนถงวัตถประสงค์ของการท างาน ซงหมายถง












การแสดงความชัดเจนเกียวกับการให้รางวัลหรอการเลอนต าแหน่ง








• ด้วยการปฏบัตเช่นน้ ีจะท าให้องค์กรและพนักงานมความต้องการไปในทศทางเดยวกัน



พนักงานจะสามารถแสดงประสทธภาพในการท างานได้สงสด

52

หน้าทของการจัดการ
ี่









• 4. การประเมนประสทธภาพการท างานของผู้ทอยู่ใต้บังคับบัญชา







• การประเมนผลเปนปจจัยส าคัญในการสรางแรงจงใจให้พนักงานและเปนแรงกระต้นอันส าคัญ


ในการบรรลเปาหมาย โดยการท าเช่นนั้น ผู้ทอยู่ใต้บังคับบัญชาจะรว่าพวกเขาจะต้องแสดงผล













ลัพธออกมามากน้อยเพียงใด ซงหมายความว่าคณสามารถคาดหวังได้ว่าจะได้ผลลัพธทดข้น





การประเมนผลเปนกิจกรรมทส าคัญมากส าหรบองค์กรและพนักงานเช่นกัน นอกจากน้ ี



ผู้จัดการต้องท าให้แน่ใจว่าพนักงานได้ตระหนักถงความเชอมโยงระหว่างผลลัพธของทั้ง

องค์กรและการท างานของพนักงานเอง


• 5. การจัดการฝกอบรมและการจัดการทเหมาะสมส าหรบผู้ทอยู่ใต้บังคับบัญชา





• “ มนษย์” เปนทรพยากรทมความส าคัญในองค์กร ดังนั้นผู้จัดการจะต้องมการจัดการสมาชก









หรอพนักงานขององค์กรอย่างถกต้องและใช้ความสามารถของพนักงานให้ดทสด 53








แนวคดและทฤษฎด้านการบรหารจัดการ (Management Concept)






• แนวคดด้านการบรหารจัดการ (Management Concept) ตลอดจนทฤษฎองค์กร


(Organization Theory) นั้น เปนการน าเสนอกรอบความคดในการบรหารจัดการการ










ท างานให้มประสทธภาพมากยิ่งข้น ตลอดจนได้ผลผลตทมประสทธผลไปพรอมกันด้วย ในยุค






ปจจบันน้ไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรอองค์กรใหญ่ต่างก็ต้องการการจัดการทดทั้งนั้น เพือให้องค์กร







สามารถก้าวหน้าได้ดทสด










• อาจกล่าวได้ว่า ทฤษฎการบรหารจัดการนั้นเร่มต้นข้นในช่วงทเร่มปฏวัตอตสาหกรรมตั้งแต่ป



ค.ศ.1760 เรอยมา ซงยุคน้เร่มเปลยนจากแรงงานคนมาเปนแรงงานจากเครองจักร ท าให้มการ













ขยายอัตราการผลตแบบก้าวกระโดด และเกิดระบบโรงงานอตสาหกรรมข้นมากมาย จนเกิด







การจัดการบรหารการท างานให้เปนระบบมากข้น เพือเพิ่มผลผลตให้มากข้นตามไปด้วย


อย่างไรก็ดทฤษฎการบรหารจัดการน้ก็ได้มการพัฒนาเรอยมาตามยุคตามสมัย แตกแขนงแนว







ทางการบรหารจัดการออกไปมากมาย ซงแนวคดและทฤษฎต่างๆ นั้นแบ่งออกเปน 3 ักษณะ





ใหญ่ๆ ตามแต่ละยุคดังน้ ี
54




1.ทฤษฎและแนวความคดแบบดั้งเดม (Classical Theory)








• ทฤษฎและแนวความคดแบบดั้งเดมน้ได้เร่มต้นช่วงปลายศตวรรษท 19 เพื่อให้สอดคล้องกับ









การเปลยนแปลงทางสังคมในช่วงทโลกเร่มปรบตัวเข้าส่สังคมอตสาหกรรม ทฤษฎดั้งเดมในยุค


















เร่มต้นน้จะมลักษณะม่งเน้นไปยังผลผลตทมประสทธผลและประสทธภาพ (Effective


and Efficient Productivity) เปนหลัก มากกว่าการใส่ใจบคคล ระบบการ
บรหารงานจงเน้นการมแบบแผน กฎเกณฑ์ โครงสรางชัดเจนแน่นอน มรปแบบตายตัว








ลักษณะเปนองค์กรทมรปแบบ (Formal Organization) โดยม่งเน้นให้เกิดผลผลตสง

ี่



ทสด

ี่






• ยุคน้มนษย์ทใช้แรงงานจะถกมองเปนเสมอนเครองจักรกล ยิ่งเพิ่มประสทธภาพมนษย์ให้











ท างานได้ดข้ ึนเท่าไรก็ยิ่งสรางผลผลตได้ปรมาณเพิ่มมากข้ ึนเท่านั้น โดยทฤษฎและ




แนวความคดในกล่มน้อาจแบ่งเปน 2 ลักษณะดังน้ ี
55



1.1 แนวความคดการจัดการแบบวิทยาศาสตร (Scientific



Management)









• การจัดการแบบวิทยาศาสตรนั้นหมายถงการจัดการการท างานแบบมระบบ โดยอาศัยเทคนค












หรอวิธการวิจัยทางวิทยาศาสตรซงก็คอ “กฎระเบยบ” น ามาใช้กับการปฎบัตงาน มการศกษา









เหตและผล เก็บข้อมล ตลอดจนวิเคราะหเพือหาวิธการทดทสดในการท างานั้นๆ เร่มเกิดข้น




ื่




ในช่วงต้นของยุคปฏวัตอตสาหกรรมทเร่มเปลยนจากแรงงานคนมาเปนแรงงานจากเครองจักร











ทฤษฎในยุคน้ ีจะม่งเน้นไปยังเปาหมาย ผลส าเรจ ทมาจากการจัดการท าให้การท างานม ี
ประสทธภาพมากข้น



56




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น





• Frederic Winslow Taylor (เฟรเดอรค วินสโลว์ เทย์เลอร) : บคคลท ี่










โดดเด่นทสดในยุคและถอเปนผู้เร่มต้นสรางทฤษฎเกียวกับการบรหารจัดการเลยก็


ว่าได้ เขาได้รบการยกย่องว่าเปน “บดาแห่งการจัดการแบบวิทยาศาสตร ์




ี่

(Principle of Scientific Management)” ซงเปนบคคลแรกทน า




แนวความคดการจัดการแบบวิทยาศาสตร (Scientific Management)


มาใช้กับระบบอตสาหกรรม เขาตั้งใจช้ให้เหนว่าการจัดการในรปแบบน้ดกว่าการ







จัดการในรปแบบเดมอย่าง Rule of Thumb ทไม่มรปแบบชัดเจนดั่งในอดต











ทผ่านมา โดยเขาได้เร่มศกษาวิธเพ่มประสทธภาพการท างานในโรงงานอตสหา



ี่




กรรมหลอมเหล็กทเพนซลวาเนย สหรฐอเมรกา ในป ค.ศ.1878 ซงเปนช่วงท ี่








เศรษฐกิจตกต าและการบรหารงานไรประสทธภาพอย่างยิ่ง Taylor ได้น าเอา

วิธการต่างๆ มาใช้ ตั้งแต่ การฝกอบรมให้พนักงานใช้อปกรณ, การแบ่งงาน








ออกเปนส่วนๆ อย่างชัดเจน, ตลอดจนการใช้วิธจ่ายค่าแรงตามรายช้น ซงท าให้

โรงงานน้มประสทธภาพเพ่มข้นถง 4 เท่าตัวเลยทเดยว ส าหรบแนวความคดตาม















รปแบบน้จะให้ความส าคัญกับปรมาณมากกว่าคณภาพการผลต
57




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น








• Max Weber (แม็กซ เวเบอร) : ผู้ทได้รบการยกย่องว่าเปนเจ้าต ารบ



ระบบราชการ (Bureaucracy) โดยเขาได้ท าการศกษาระบบโครงสราง
ขององค์กรขนาดใหญ่มากมายในยุคนั้น แล้วน าเสนอการจัดการองค์กรขนาด



ใหญ่ข้ ึนมาในป ค.ศ.1911 โดยมการก าหนดโครงสรางตลอดจนการ

ี่
บรหารงานทชัดเจน โดยมองค์ประกอบ 7 ประการ ดังน้ ี

• หลักล าดับขั้น (hierarchy)




• หลักความส านกแห่งความรบผิดชอบ (responsibility)


• หลักแห่งความสมเหตสมผล (rationality)





• หลักการม่งส่ผลส าเรจ (achievement orientation)
• หลักการท าให้เกิดความแตกต่างหรอการมความช านาญเฉพาะด้าน



(Specialization)



• หลักระเบยบวินัย (discipline)




• ความเปนวิชาชพ (Professionalization) 58



1.2 แนวความคดการจัดการแบบหลักการบรหาร



(Administrative Management)

















• แนวคดน้เกิดข้นในยุคคลาสสกเช่นกัน แต่จะมการจัดการทเปนระบบระเบยบข้น แนวความคด









น้เกิดจากความเชอทว่าการบรหารแบบวิทยาศาสตรนั้นเปนลักษณะสากลทมอยู่เปนปกตอยู่






แล้ว แต่นักทฤษฎในกล่มการจัดการแบบการบรหารน้จะม่งเน้นสนใจในการปรบปรงการ








ท างานของฝายบรหารหรอฝายการจัดการโดยเฉพาะ ไม่ม่งเน้นให้ความส าคัญกับการท างาน




ของพนักงานระดับล่าง โดยนักทฤษฎกล่มน้จะมสมมตฐานว่าความส าเรจของงานนั้นข้นอยู่กับ






การท างานของฝายจัดการหรอฝายบรหารเสยมากกว่า




59




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น


• Lyndall Urwick & Luther Gulick :สองนัก





ทฤษฎทโดดเด่นในเรองทฤษฎองค์กรและกระบวนการ



ี่
ี่
บรหารงาน ทให้ความส าคัญของการท าหน้าทของฝาย

บรหารมากกว่าการท างานของฝายพนักงานระดับล่าง และ






ม่งเน้นไปยังวิธการท างานตลอดจนพฤตกรรมการบรหาร

ี่



งานของผู้บรหารระดับสงเปนหลัก โดยหลักการทเปนท ี่
ี่


รจักในระดับสากลนั้นก็คอ POSDCoRB ททั้งสองเปน


หนงในกล่มนักวิชาการทถกกองทัพสหรฐเรยกมารวมตัว









กันช่วงหลังสงครามโลกคร้ งทสองเพอประเมน







ข้อผิดพลาดในการบรหารจัดการกองทัพและปรบปรงให้




มประสทธภาพมากยิ่งข้น ซงทั้งสองได้น าเสนอแนวคด










ดังกล่าวทเปนภาระหน้าทส าคัญของนักบรหารอัน
ี่
ประกอบไปด้วยหน้าท 7 ประการดังน้ ี
60

หลัก POSDCoRB ของ Urwick & Gulick







• P – Planning :การวางแผน ตลอดจนการจัดวางโครงสรางของการท างาน รวมไปถงการวางแผนการ
ล่วงหน้าเพอเตรยมการ ไปจนถงการวางแผนท างานร่วมกันของฝายต่างๆ









• O – Organizing : การจัดองค์กร ตั้งแต่การก าหนดโครงสราง ต าแหน่ง อ านาจหน้าท ความรบผิดชอบ
ตลอดจนการก าหนดส่งงาน แบ่งงานท าอย่างเปนระบบระเบยบ


• S – Staffing :การจัดการเกียวกับบคคลากรในองค์กร ตั้งแต่การจัดอัตราก าลัง การสรรหา การจัด



ต าแหน่ง การพัฒนา เปนต้น


• D – Directing : การอ านวยการ ตั้งแต่หน้าทในการตัดสนใจ วินจฉัย สั่งการ ออกค าสั่ง ไปจนถงการ






มอบหมายภารกิจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนภาวะการเปนผู้น า



• Co – Co-ordinating : การประสานงานตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ให้การท างานบรรลเปาหมายด้วยด







รวมไปถงการประสานงานในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกันด้วย เพอให้การท างานส าเรจอย่างมประสทธภาพ


สงสด







• R – Reporting : การรายงานการปฎบัตงานตั้งแต่งานส่วนบคคลไปจนถงองค์กร เพอให้รถงการ



ท างานของฝายต่างๆ และควบคมให้ด าเนนไปตามแผนงานทได้ก าหนดไว้ และสามารถตรวจสอบตลอดจน




ประเมนผลได้ 61

• B – Budgeting :การบรหารงบประมาณ ตั้งแต่การประเมนงบประมาณ การจัดท าบัญช การตรวจสอบ







2.ทฤษฎและแนวความคดดั้งเดมแบบสมัยใหม่ (Neo – Classical


Theory of Organization)










• ทฤษฎและแนวความคดน้ ีพัฒนามาจากทฤษฎและแนวความคดแบบดั้งเดม (Classical




Theory) โดยพัฒนามาพรอมกับวิชาการด้านสังคมวิทยาและจตวิทยา ทฤษฎน้เร่มพัฒนาข้น





ในช่วงต้นศตวรรษท 20 ซงเร่มมการศกษาด้านปจจัยมนษย์เพิ่มข้น มองเหนคณค่าและ

















ความส าคัญของบคคลากร ตลอดจนการบรหารงานบคคลในเชงมนษยสัมพันธ นอกจากน้ยัง




เร่มเกิดการศกษากล่มอย่างไม่เปนทางการ (Informal Group) ซงแฝงเข้ามาในองค์กรท ี่






มรปแบบมากข้นเรอยๆ ตลอดจนให้ความสนใจในด้านความต้องการของมนษย์ทสามารถ




ส่งผลต่อกระบวนการท างานและพัฒนาตนเอง ส าหรบแนวคดทโดดเด่นในยุคน้ก็ได้แก่





62



แนวความคดการจัดการแบบมนษย์สัมพันธ์ (Human Relation)










• แนวคดน้ ีค่อนข้างจะขัดแย้งกับแนวความคดการจัดการแบบวิทยาศาสตรทเน้นไปท ี่








ประสทธภาพของการท างานเปนหลัก และมองข้ามความส าคัญของบคคลไป ม่งให้มนษย์







ท างานให้บรรลผลส าเรจตามกระบวนการควบคมต่างๆ โดยค านงถงผลผลตเปนส าคัญ แต่นัก




ทฤษฎในแนวมนษย์สัมพันธน้มแนวความคดว่าการทจะท างานให้บรรลผลส าเรจได้นั้นต้อง








ี่






อาศัยแรงงานคนเปนส าคัญ แล้วมนษย์เปนสัตว์สังคมทมความต้องการหลากมตและไรเหตผล

ด้วย ไม่ได้ท างานเพือหวังตอบแทนเรองค่าจ้างเพียงอย่างเดยว อกทั้งมนษย์ทกคนยังมลักษณะท ี่











แตกต่างกัน ฉะนั้นการใส่ใจเรองความสัมพันธของบคคลในองค์กรจงเปนส่งส าคัญทส่งผลต่อ









ผลผลตโดยตรงด้วยเช่นกัน และส่งเสรมประสทธภาพขององค์กรได้เปนอย่างดอกด้วย



63




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น





• Abraham H. Maslow :แนวความคด






ในเรองมนษย์สัมพันธทโดดเด่นมากและเปนท ี่







รจักไปทั่วโลกจนถงยุคปจจบันน้ ก็คอ







แนวความคดของ Maslow ทเรารจักกันด ี






นั่นเอง ซงนักทฤษฎมนษย์สัมพันธน้ ได้

น าเสนอทฤษฎ Hierachy of Needs


หรอ ทฤษฎล าดับชั้นของความต้องการ หรอท ี่



คนยุคน้อาจเรยกตดปากกันในชอ “ทฤษฎมาส




ี่
โลว์ (Maslow Theory)” ทสราง




แผนภมปรามดแสดงล าดับขั้นความส าคัญของ


ความต้องการของมนษย์ไว้อย่างยอดเยียม

ทเดยว


64




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น








• Hugo Münsterberg :นักจตวิทยาชาวเยอรมัน-อเมรกันท ่ ี








เปนหนงในผู้บกเบกด้านจตวิทยาประยุกต์ เขาเปนผู้รเร่มเรอง











จตวิทยาอตสาหกรรมทศกษาวิทยาศาสตรเกียวกับการบรหารงาน



บคคลเพื่อน ามาปรบปรงให้ได้ผลผลตมากทสด เขาได้น าเอาแนวคด

ี่



Psychology and Industrial Efficiency น้มาใช้กับ


ระบบโรงงาน โดยได้ผสมผสานทฤษฎของเขาเข้ากับทฤษฎการ

จัดการตามแนวคดวิทยาศาสตรของ Frederic Winslow




Taylor โดยเน้นการใช้พลังงานคนให้เปนประโยชนกับ

ความก้าวหน้าทางอตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ตัดทอนเวลาท างานให้







น้อยลง แต่ได้งานเพ่มมากข้น และมความเปนอยู่ทดข้นได้

65




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น






• Elton Mayo :นักสังคมวิทยาแห่งฝายวิจัยด้านอตสาหกรรม


ของฮารวารด (The Department of Industrial



Research at Harvard) ทได้รบยกย่องว่าเปน “บดาแห่ง




การจัดการแบบมนษยสัมพันธ์” ทเน้นการศกษาพฤตกรรมศาสตร
ี่





ผลงานทโดดเด่นของเขาก็คอการท างานกับคณะวิจัยพนักงานท ี่

โรงงาน Hawthorne Plant ของบรษัท Western


Electric ในชคาโก รฐอลนอยด์ สหรฐอเมรกา ช่วงป ค.ศ.1927-







ี่
1932 ซงเน้นไปทการวิจัย 3 เรองใหญ่ได้แก้ ศกษาสภาพห้องท างาน




(Room Studies), การสัมภาษณ (Interview

Studies) และ การสังเกตการณ (Observation



Studies) จนเกิดเปนกรณศกษาส าคัญอย่าง Hawthorne

ี่
ื่

Effect ทเปนต้นแบบการศกษาเรอง Employee
Motivation หรอ Theory of Motivation นั่นเอง

66





3.ทฤษฎและแนวความคดแบบสมัยปจจบัน (Modern Theory

of Organization)






• ในยุคทสภาพสังคมและเศรษฐกิจเปลยนแปลงไว ธรกิจต่างๆ มการขยายตัวอย่างรวดเรว การ










บรหารจัดการมความสลับซับซ้อนมากยิ่งข้น เน้นการปฎบัตงานทถกต้องและผลลัพธ์ทม ี
ี่











ประสทธภาพ การบรหารจัดการองค์กรจงมการผสมผสานหลากหลายรายละเอยดเข้ามา

โดยเฉพาะการน าเอาหลักคณตศาสตรเข้ามาใช้ในกระบบการค านวณต่างๆ เพือให้การ



ี่




บรหารงานมประสทธภาพสงสด ไปจนถงการบรหารงานบคคลทมความซับซ้อนมากข้น










รวมถงการสรางกลยุทธต่างๆ ในการบรหารจัดการออกมาหลากหลายรปแบบเพือให้เกิด








ประสทธภาพในการท างานสงทสด ส าหรบในยุคการบรหารสมัยใหม่น้มนักทฤษฎยุคใหม่





เกิดข้นมากมาย และสม าเสมอ มการค้นคดวิธการบรหารจัดการหลากหลายรปแบบออกมาไม่







ต่างจากการทดลองทางวิทยาศาสตร ์
67




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น





• Henri Fayol : ถงแม้ว่าเขาจะเปนนักทฤษฎยุคเดยวกันกับ

Frederick Winslow Taylor บดาแห่งแนวความคด



การจัดการแบบวิทยาศาสตร (Scientific
Management) แต่ทฤษฎการจัดการของเขานั้นแตกต่าง




จนได้รบการยกย่องว่าเปน Founder of Modern


Management Method ผู้ก่อก าเนดศาสตรแห่งการ


บรหารยุคใหม่เลยทเดยว โดยแนวความคดของเขาให้


ความส าคัญกับบคคลากร ระบบการท างาน ระบบค่าตอบแทน





ไปจนถงระบบสวัสดการ เพอสรางความเปนธรรมแก่แรงงาน






และสรางความภักดต่อองค์กรในคราวเดยวกันด้วย ทฤษฎของ
เขานั้นก็คอ Fayolism หรอทฤษฎการบรหารจัดการธรกิจ





Theory of Business Administration นั่นเอง

68

หลัก POCCC ของ Henri Fayol














• หลักการส าคัญอยู่ 5 ปจจัยหลักทเรยกว่า POCCC ซงต้อง
ประสานสอดคล้องกันได้แก่
• P – Planning : การวางแผน



• O – Organizing : การจัดองค์กร





• C – Commanding : การบังคับบัญชาหรอสั่งการ

• C – Coordinating : การประสานงาน




• C – Controlling : การควบคม
















69




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น







• Edwards Deming : หนงในนักทฤษฎการจัดการยุคต้นของ






การบรหารสมัยใหม่ทได้รบการยอมรบไปทั่วโลก ทฤษฎทโดดเด่น







ทสดนั้นเหนจะเปน Shewhart Cycle ทพูดถงระบบการ
ี่

บรหารงานแบบ PDSA หรอ Plan-Do-Study-Act ทเปน


ี่






ทฤษฎการพัฒนาแบบต่อเนองนั่นเอง ต่อมาได้มการพัฒนามาเปน


PDCA หรอ Plan-Do-Check-Act หรอบางทก็เรยกว่า




Deming Cycle โดยทฤษฎน้ประสบความส าเรจเปนอย่างมาก





เมอถกน าไปใช้กับการบรหารบรษัทในญปนหลังช่วงยุค













สงครามโลกคร้ ังทสองจนท าให้ญปนก้าวข้ ึนมาเปนประเทศ






อตสาหกรรมทใหญ่เปนอันดับสองของโลกเลยทเดยว
70




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น




• Clayton Magleby Christensen :นักวิชาการ





ี่

และทปรกษาธรกิจผู้โด่งดัง รวมไปถงเปนศาสตราจารย์ท


Harvard Business School ของ Harvard



University ด้วย เขาเขยนต าราด้านศาสตรการบรหาร






จัดการมากมาย แต่เล่มทโด่งดังมากทสดก็คอ The
Innovator’s Dilemma ผลงานเล่มแรกของเขา
โดยเฉพาะทฤษฎ Disruptive Innovation ทอยู่




ี่






ในหนังสอเล่มน้ซงก าลังมอทธพลกับการเปลยนแปลงใน



ยุคปจจบันมาก จนเขาได้รบฉายาว่าเปนบคคลผู้ทรง


อทธพลทางด้านธรกิจมากทสดในศตวรรษท 21 เลยทเดยว










71




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น





• William Ouchi :ศาสตราจารย์แห่ง




ี่



UCLA ทเปนเจ้าต ารบ Theory Z ซงเปน




ทฤษฎการบรหารธรกิจทผสมผสานระหว่างระบบ


การบรหารธรกิจแบบตะวันตกและตะวันออกเข้า

ด้วยกัน โดย Theory Z นั้นเกิดจากการศกษา





Theory A ซงเปนการบรหารจัดการแบบ





อเมรกัน และ Theory J ซงเปนการบรหาร


ี่
จัดการแบบญปน โดยน าเอาข้อดของทั้งสอง

ศาสตรมาผสมผสานกันจนเกิดเปนทฤษฎบรหาร







รปแบบใหม่ข้น เปน Theory Z
72



Theory Z • Theory Z มหลักส าคัญสรปได้ดังน้ ี




• ระยะเวลาจ้างงานเปนแบบระยะยาว หรอ ตลอดชวิต
• ลักษณะงานอาชพต้องให้เรยนรหลายๆ ด้าน ไม่เน้นทด้านเดยว










• การเลอนต าแหน่งไม่จ าเปนต้องรอระยะเวลา 1 0 ป เลอนได้ตาม
ื่

ความสามารถและเหมาะสม





• มการประเมนประสทธภาพของการท างานแบบระบบทม

• การตัดสนใจ มการกระจายอ านาจ และรวมอ านาจตามสถานการณ ์

และความเหมาะสม



• ทกคนมเสรภาพเท่าเทยมกัน มอสระในความคดของตนเอง เสรมสราง









มนษย์สัมพันธในองค์กรให้ด ี


• การบรหาร ใช้ระบบ Management by Objective
(MBO) หรอการบรหารโดยยึดวัตถุประสงค์เปนหลัก และเปนแบบ




ททกคนมส่วนร่วมก าหนด 73








นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น










• W. Chan Kim : หนงในนักทฤษฎชาวตะวันออกทมอทธพลต่อการ





บรหารงานแบบตะวันตกและทั่วโลกนั้นก็คอนักทฤษฎการบรหารชาวเกาหลผู้










น้ซงผลงานทโด่งดังทสดนั้นก็คอ Blue Ocean Strategy ซงเปน








หลักการทพยายามหักล้างแนวความคดกลยุทธต่างๆ ในปจจบันทใช้กันอยู่



เพราะนั่นท าให้เกิดการลอกเลยนแบบ การแข่งขันกันอย่างเอาเปนเอาตายจน




เกิดสงครามธรกิจ ซงกลยุทธ Blue Ocean Strategy น้จะแนะน าว่าถ้า










องค์กรต้องการจะเตบโตในยุคทมการแข่งขันทางธรกิจสงน้ ีจรงๆ จะต้อง
ี่




แสวงหาทะเลแห่งใหม่ แทนทจะต่อส้กันในทะเลเลอด (Red Ocean) ทม ี



ผู้แข่งขันมากมาย การแสวงหาแหล่งใหม่น้ก็คอการสรางตลาดใหม่ๆ การสราง





โอกาสใหม่ๆ การปรบเปลยนยุทธวิธในการบรหารหรอแม้แต่ท าธรกิจแบบ





ใหม่ ซงตลาดใหม่ทไม่มค่แข่งน้อาจท าให้ธรกิจโตไวอย่างก้าวกระโดดได้ด้วย






ซงหลักการน้เปนจดก าเนดความคดของคนยุคหลังๆ ทก่อให้เกิดธรกิจรวมถง











ตลาดใหม่ๆ ข้นมามากมาย

74

หลักการส าคัญของ Blue Ocean Strategy


















• การยกเลก (Eliminated) ซงแนวความคดทว่าของบางอย่างเราเคยคดว่าลกค้าต้องการ แต่ความเปนจรงแล้วอาจ






ไม่มความต้องการอยู่เลยก็ได้ ให้ลองหาของทลกค้าต้องการทแท้จรงด ซงบางคร้งอาจจะไม่เคยมอยู่ในตลาดด้วยซ ้า








• การลด (Reduced) การเข้าใจในคณค่าของสนค้าทมแนวความคดต่างจากระบบอตสหากรรม ซงระบบ









อตสาหกรรมจะส่งเสรมให้มการผลตให้มาก บางคร้งการผลตอาจเกินความต้องการของตลาด หรอผลตเพอสราง
















ความต้องการจนเกิดพอด ประเมนว่าลกค้ามความต้องการมาก แต่อันทจรงอาจไม่ต้องการอย่างทคด การลดตาม











แนวคดแบบอตสาหกรรมน้อาจสรางความพอดในการบรโภค และไม่สรางการบรโภคทมากจนเกินความจ าเปนด้วย




ในขณะเดยวกันก็ช่วยลดงบประมาณลงได้มาก
• การเพ่ม (Raised) มการลดก็ย่อมมการเพ่ม ปจจัยบางอย่างอาจจ าเปนต่อตลาด ในส่วนน้หากการเพ่มมปรมาณท ่ ี











มากก็อาจคดในรปแบบอตสาหกรรมการผลตได้




• การสราง (Created) ผลตภัณฑ์บางอย่างอาจยังไม่เคยมในตลาด เปนช่องว่างทางอตสาหกรรม มความต้องการสง









หรออาจเปนการสรางตลาดใหม่ สรางผลตภัณฑ์ใหม่ และสรางความต้องการใหม่ๆ ให้เกิดการบรโภค เปนต้น





75




นักทฤษฎและแนวความคดทโดดเด่น








• Franklin D. Roosevelt (FDR) : อดตประธานาธบดคน

ี่




ท 32 ของสหรฐอเมรกาทเก่งเรองการบรหารจัดการเปนอย่างมาก





การบรหารของเขาทโด่งดังก็คอนโยบาย New Deal ทคดค้นข้น
ี่








เพอแก้ปญหาวิกฤตเศรษฐกิจ The Great Depression ท ี่
รนแรงทสดคร้งหนงในประวัตศาสตรของสหรฐอเมรกา โดย











ี่
นโยบายน้แตกเปนหลักการ 3Rs ทประกอบไปด้วย




• Relief การบรรเทาทกข์หรอลดปญหาต่างๆ





ื้
• Recovery การฟนฟส่งทแย่ให้กลับดข้น







• Reform การปฎรปส่งใหม่ให้ก้าวหน้า ซงหลักการน้ยังถก




น าไปใช้อกมากมายตั้งแต่หน่วยงานรฐบาล, บรษัทเอกชน, หรอ




แม้แต่ผู้บรหารในประเทศอนๆ

76



แนวความคดการจัดการยุคโลกาภวัฒน์






• ยุคโลกาภวัฒน์ (Globalization Management) เปนการจัดการองค์การทต้อง
ี่







เผชญกับสภาวะแวดล้อมการแข่งขันทรนแรง ผู้บรหารจ าเปนต้องให้ความส าคัญต่อการ
เปลยนแปลงอย่างรวดเรว โดยพยายามในการก าหนดกลยุทธให้องค์การด ารงอยู่ได้สรางความ







ได้เปรยบทางการแข่งขัน สรางก าไร สรางการเจรญเตบโต แนวความคดการจัดการยุค










โลกาภวัฒน์ให้ความส าคัญการด าเนนงานและการปฏบัตทถกต้อง การเพิ่มมลค่าให้กับ


ผลตภัณฑ์ การลดต้นทน อกด้วย














77



1. การควบคมคณภาพโดยรวม (Total Quality Management)











• แนวคดการควบคมคณภาพทั่วทั้ง
องค์การ (TQM) เพื่อให้คนทุก




ระดับเกิดการปรบปรง พัฒนา

กระบวนการท างานในทุก ๆ ด้าน


อย่างต่อเนอง สม าเสมอ รวมถง




สามารถตอบสนองความต้องการ




ของลกค้าได้อย่างมประสทธภาพ


“Good Enough Quality”












78


2. การร้อระบบ (Re-Engineering)









• ผลการการท า TQM การ






ปรบปรงอย่างต่อเนอง ท าให้เกิด
ี่
การเปลยนแปลงกระบวนการ

ท างาน กระบวนการผลต แนวคด



แบบ Re-Engineering เปน



การปรบปรง ต้องดงแนวคด ออก


จากกฎเกณฑ์ทเก่าแก่และล้าสมัย


















79



3. การวิเคราะหสถานการณ (SWOT Analysis)










• เปนการวิเคราะหสภาพองค์การ



เพือค้นหาจดแข็ง จดอ่อน
โอกาส อปสรรค เพื่อการจัดการ





องค์การทมประสทธภาพ

ี่



























80



4. การจัดการความร (Knowledge Management)












ื่
ี่
• KM คอเครองมอทให้บรรลเปาหมาย
อย่างน้อย 3 ประการพรอม ๆ กัน ได้แก่

• บรรลเปาหมายของงาน เปาหมายการ





• พัฒนาคน เปาหมายองค์การ เปนการ

พัฒนา





• ความรของคนในองค์การ การ

แลกเปลยนเรยนร ู ้

ี่












81



5. การวัดเปรยบเทยบสมรรถนะ (Benchmarking)










• เปนการวัดสมรรถนะเปรยบเทยบ

ก า รท า ง า น วิเ ค รา ะ ห ธรกิ จ










เปรยบเทยบกับคนทดทสดในธรกิจ


หรออตสาหกรรมหรอของโลกว่า


เขา กับเราแตกต่างกันตรงไหน จงจะ

น าไปส่การวิเคราะห ปรบปรง






องค์การให้เท่าเทยมหรอแม้กระทั่ง
ท าให้ดกว่าทเปนอยู่












82



6. การวัดผลงานเชงดลยภาพ (Balance Scorecard)










• เปนการจัดการสมัยใหม่ทใช้



ส าหรบการปฏบัตงาน



ม่งเน้นผลสัมฤทธ์ 4 ด้านคอ


การเงน ลกค้า กระบวนการ

ภายใน การเรยนรและการ



พัฒนา ใช้ในการควบคม



และประเมนผลการ


ด าเนนงาน เพื่อให้บรรล ุ


เปาหมายขององค์การ










83


7. การจัดการเชงกลยุทธ์ (Strategic Management)










• การบรหารงานอย่างมระบบ

ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้น า


องค์การ ผู้น าต้องสามารถ


อาศัยกลยุทธ์ในการจัดการ





องค์การทมประสทธภาพและ
ี่
เหมาะสม























84









8. การปฏบัตทม่งส่ความเปนเลศ (Best Practices)




• แนวคิดการปฏบัตงานเพื่อ


ม่งส่ความเปนเลศ






































85







การพัฒนาตัวเองเพอกาวสูผูบรหารยุคใหม ่
การบรหารงาน



Strategic & Competency


















ผูบรหาร


ยุคใหม ่








การบรหารทีมงาน การบรหาร



Leadership & Coaching อารมณของตัวเอง

3Q (IQ, EQ, SQ)



หลักการ:มองเหนคุณคา...จะเกิดการเปลี่ยนแปลง







 คณอยากเปนผูบรหารหรอไม่ ?






 คณเปนผู้บรหารแล้วได้ประโยชนอะไร?




 คณมความสามารถด้านใดในฐานะผู้บรหาร ?


 คณมแผนงานพัฒนาทีมงานอย่างไร ?



 คณบรหารทมงานด้วย Style ไหน ?









“ ค าตอบของคุณ....ก าหนดแนวทางการปฏิบัติของคุณ ”

การสรางกระบวนการการเปลี่ยนแปลง (พัฒนา) ของตัวเอง





































ี่



เหนตัวเอง - เข้าใจตัวเอง ทางเลอกเปนของคณ เปลยนความคด…

ี่
การกระท าเปลยน



บทบาทของผูบรหารยุคใหมในองคกร







ี่



 การเปนทปรกษาในการปฏบัตงาน (Consult)


 การเปนพีเล้ยง ดแล ช่วยเหลอ (Mentor)





 การเปนโค้ชดงศักยภาพทมงาน (Coach)





 การเปนผู้ฝกอบรมวิธการท างาน(Trainer)



 การเปนคณครให้ความรในงาน (Teacher)




 การเปนเพือนคอยให้ก าลังใจ (Collaborate)










“ คุณชอบบทบาทไหนมากทีสุดครบ ? ”



เรองสาคัญทีผูบรหารตองรู ้





 วิสัยทัศน์ พันธกิจ เปาหมาย และนโยบาย





 โจทย์ เปาหมาย และขอบเขตของตัวเอง





 หลักการบรหารงาน & บรหารคน


 การเปลยนแปลงทั้งภายในและภายนอก




 แนวทางการพัฒนาองค์กร (OD)





 คณค่าและวัฒนธรรมขององค์กร




สงทีทีมงานคาดหวังจากผูบรหาร





 การมวิสัยทัศน์และเปาหมายทชัดเจน

ี่





 การบรหารงานอย่างมหลักการและจรยธรรม



 การสอสาร มอบหมาย และช้แนะอย่างสรางสรรค์



 การแก้ปญหาเชงกลยุทธและกล้าตัดสนใจ




 การบรหารจัดการอารมณของตัวเองได้อย่างด ี






 การสอนงาน ดแล ช่วยเหลอและช้แนะทมงาน


 การเปนตัวอย่างทดในฐานะผู้น า








“คุณพรอมเปนอยางทีทีมงานคาดหวังแคไหนครบ”






เรองทีคุณเลอกพัฒนาตัวเอง









 ส่งทคณเลอกพัฒนาเพิ่มเตมคอเรองใดบ้าง ?











 คณเลอกพัฒนาเรองเหล่าน้เพราะเหตใด ?
 การพัฒนาคร้งน้จะเกิดผลกระทบด้านใดบ้าง ?


 คณตั้งใจและวางแผนพัฒนาเมอไร ?




ทักษะสาคัญของผูบรหารยุคใหม ่










 การก าหนดเปาหมายเชงกลยุทธ (Goal Setting)

 การมอบหมายงานและการสอนงาน (Empowerment)




 การแก้ปญหาเชงสรางสรรค์ (Problem Solving)





 การกล้าในการตัดสนใจ (Decision Making)



 การท างานเชงรก (Proactive Working)






 การบรหารทมงานให้เปนทมเวิรค (Team Spirit)








“ คุณโดดเดนในทักษะไหนมากทีสุดครบ”




การก าหนดเปาหมายเชงกลยุทธ (Goal Setting) เปาหมาย
































แผนงาน

















วิธการเชงกลยุทธ ์

เปาหมายเชงกลยุทธ ์









 มความชัดเจนและแผนงานรองรบ




 สามารถสรางแรงปรารถนาในการปฏบัต ิ







 ท้าทายแต่มความเปนไปได้ในการบรรลความส าเรจ

 วัดผล ประเมนและตรวจสอบได้




 ก าหนดระยะเวลาแน่นอน





 เกิดความสามัคคภายในทม


การมอบหมายงาน (Delegation) หมายถึง


















“การทีหวหนางานนางานทีอยูในความรบผดชอบของหวหนา










เปดโอกาสใหลูกนองไดปฏบตงานนนแทน โดยหวหนาม ี




ความมนใจในความสามารถของลูกนองกับงานนนๆ และคอย








ตดตามพรอมใหความชวยเหลืออยางเหมาะสม ดวยความเตมใจ




ทั้ง 2 ฝาย มีก าหนดระยะเวลาแลวเสรจแนนอน”




หลักในการมอบหมายงานอยางมีประสทธผล









 การมอบหมายงานให้ใคร ต้องแน่ใจในความรความสามารถ





 มอบหมายอ านาจควบค่กับความรบผิดชอบในงานด้วย




 มการตรวจสอบงานอยู่เสมอเพือแก้ไขได้ทัน


ี่
 ก าหนดงานทมอบหมายให้ชัดเจนเปนทเข้าใจ
ี่



 การมอบหมายงานให้กระจายไปอย่างทั่วถงและเปนธรรม




 เจตนาในการมอบหมายเพือให้เกิดประโยชน์ต่อทกคน




หลุมพรางทางความคิดเกียวกับปญหา (คิดสนุกๆ)






 เราไม่ได้เปนคนสรางปญหา...ท าไมเราต้องแก้ไขด้วย



 เรารองขอให้คนช่วยแล้วเขาไม่ช่วย...จะให้ท าอย่างไรอก









 ปญหาเกิดข้นทกวันและเปนปญหาเดมๆ...คงต้องปล่อยวางบ้าง



 เราไม่สามารถแก้ปญหาน้ได้หรอก มันยากเกิน...เครยดจังเลย
 หัวหน้าปล่อยให้เราแก้ไขปญหาเอง...เราจะแก้ได้อย่างไร





 ปญหาน้ต้องเกียวข้องกับคนหลายฝาย...เราคงแก้ไม่ได้คนเดยว






ื่



 เปาหมายสงเกินไป ทกอย่างก็ไม่พรอม...เบอจรงๆ


 เวลาเกิดปญหาแล้วไม่คยกันเอง...เรายังต้องแก้ไขด้วยหรอ



เทคนคการเอาชนะหลุมพราง







ื่


 มองปญหาเปนเรองท้าทายความสามารถ



 การก้าวข้ามปญหา / อปสรรค เปนการพัฒนาตัวเอง








 ปญหามไว้แก้ไข...มใช่มไว้แบก (เครยด)





 อย่า! ท าให้ปญหากลายมาเปนปญหา


 ปญหาทกอย่าง...มทางแก้ไขแน่นอน




การเอาชนะหลุมพรางดวยตัวเอง












❖ หลมพรางเกียวกับปญหาทพบบ่อยๆ





❖ สาเหตทเกิดความรสกน้เพราะเหตใด?



❖ เรามเทคนคเอาชนะอย่างไร?


Click to View FlipBook Version