The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Monrudee Chedtanee, 2023-07-09 23:29:01

รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่องการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการสอนแบบเปิด

นางสาวมลฤดี เจตนี

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการสอนแบบเปิด open approach ผู้ทำวิจัย นางสาวมลฤดี เจตนีรหัสนักศึกษา 16215022 สาขาวิชาคณิตศาสตร์ หมู่ที่ 1 รายงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา2 (1005802) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ฯ 1 อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565


การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด มลฤดี เจตนี นักศึกษาปฏิบัติการสอน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ฯ1 จ.สระแก้ว บทคัดย่อ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ในชั้น เรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ฯ 1 ตำบลวังทอง อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกเเบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้คือ กิจกรรมสถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิดจำนวน 4 กิจกรรม จำนวน 4 ชั่วโมง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์แบบประเมินทักษะการนำเสนอ เป็นแบบประเมิน ตามระดับ 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด จากแบบประเมินทักษะการนำเสนออยู่ในระดับไม่ น้อยกว่าระดับ 3 ดาว


กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณา และความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก ดร.ศิริรัตน์ ชาวนา อาจารย์นิเทศก์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ให้คำแนะนำ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ใน งานวิจัย ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งมาโดยตลอด ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูพิทักษ์ โออุ่ม ครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาให้แนวทางและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในการ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม จนทำให้งานวิจัยฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอพระขอบคุณคณาจารย์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาทุกท่าน ที่ได้ให้ ความรู้และประสบการณ์อันมีคุณค่ายิ่งต่อผู้วิจัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและการทำงานต่อไป ขอขอบคุณเพื่อนร่วมชั้นเรียนนักศึกษาปฏิบัติการสอนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุ เคราะห์ฯ 1 ที่คอยให้ความช่วยเหลือคำแนะนำ และได้ให้ความช่วยเหลือในการทำวิจัยในชั้นเรียน ขอขอบคุณนักเรียนทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลจนเสร็จสินด้วยดี ท้ายที่สุดคุณค่าและประโยชน์อันเกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ ขอมอบแด่บิดา มารดา ครู อาจารย์ ตลอดจนผู้มีพระคุณทุกท่านที่มีส่วนสนับสนุนทำให้ผู้วิจัยประสบความสำเร็จทางการศึกษา และทำให้งานวิจัย ฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยดี มลฤดี เจตนี ผู้จัดทำวิจัย


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สภาพการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูไทยส่วนใหญ่ยังสอนแบบเดิม ครูส่วนใหญ่ให้ ความสำคัญเฉพาะผลลัพธ์หรือคำตอบของนักเรียนและไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการหรือแนวคิดของ นักเรียน (ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, 2557)ครูคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่ใช้แนวทางการสอนแบบเดิม กล่าวคือเน้นการ บรรยาย สาธิต อธิบาย และให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด โดยมีลำดับการสอนคือการทบทวนบทเรียนก่อนหน้า การศึกษาความรู้ใหม่ในใบความรู้หรือการบรรยายเนื้อหาใหม่การทำ แบบฝึกหัด ตรวจคำตอบ และการสรุป บทเรียน การสอนแบบนี้เป็นเพียงการที่นักเรียนรับเอาข้อมูลเพื่อจำเท่านั้น โดยไม่ได้มีความเข้าใจอย่างแท้จริง (Bishara, 2015 ; Pasjuso, Thiewiangthong & Kongtip, 2010 ; Inpraitha, 2006) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Partnership for 21st Century Learning ที่กล่าวว่า การประเมินใน ปัจจุบันเต็มไปด้วยการประเมินที่วัดความรู้ด้านเนื้อหาหลัก แต่ขาดการประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 (The Partnership for 21st Century Learning, 2007) การประเมินในปัจจุบันยังเป็นการประเมินเพื่อตัดสิน ความสามารถของนักเรียนหรือเพื่อปรับปรุงการสอนเท่านั้น ผลการประเมินของนักเรียนมักอยู่ในรูปของ คะแนนหรือผลสัมฤทธิ์ ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการปรับปรุงการสอน ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดการเรียนการ สอน แบบเดิมทำให้แนวคิดในการประเมินเป็นเพียงแค่การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ (Assessment of Learning) ของนักเรียนเท่านั้น (ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, 2561) การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการ เรียนรู้มากขึ้นเพื่อที่จะ สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Partnership for 21st Century Learning, 2015) การปฏิรูปการศึกษาและให้ความสำคัญ กับทักษะที่จำเป็น ซึ่งทักษะการคิดขั้นสูงที่เป็นผล มาจากกระบวนการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาด้วยตัวเองของนักเรียนจะช่วยให้สามารถดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี การเปลี่ยน มุมมองเกี่ยวกับวิธีการสอนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้จะทำให้วิธีสอนของครูเปลี่ยนไป เป็นการพยายามค้นหากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน สามารถทำได้โดยการค้นหาแนวคิดของ นักเรียนจะทำ ให้ครูเข้าถึงการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นการเน้นการเรียนรู้ของนักเรียนและครู รวมทั้งพัฒนาการสอนของครูไป พร้อม ๆ กับการพัฒนานักเรียนด้วย (ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, 2557) ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ จึงต้องมีวิธีการสอนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียน มีช่วงเวลาให้ผู้เรียนได้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเองและครู เข้าไปค้นหาแนวคิดของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาการสอนไปพร้อม ๆ กับการพัฒนานักเรียนได้ ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ได้นำเสนอนวัตกรรมวิธีการแบบเปิด (Open Approach) เป็นวิธีการสอนที่เน้น การแก้ปัญหาด้วยตนเองของนักเรียนเพื่อให้นักเรียนสามารถคิดได้ด้วยตนเอง และนวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา วิชาชีพครูหรือการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อให้ครูสามารถทำงาน ร่วมกันได้ทุกสัปดาห์และเพื่อให้ เกิดวงจรการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อการพัฒนา จะเห็นว่า วิธีการแบบเปิดเป็นวิธีการหนึ่งที่เปิด โอกาสให้นักเรียนได้คิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง และการศึกษาชั้นเรียน


เป็นแนวทางหนึ่งที่มีช่วงเวลาให้ครูได้ค้นหาแนวคิดของนักเรียนผ่านการสังเกตการสอน ทำให้ครูได้เข้าใจการ คิดของนักเรียนมากขึ้นและสามารถนำไปพัฒนาการสอนของครูต่อไปได้ กล่าวได้ว่า วิธีการแบบเปิด เป็น วิธีการหรือแนวทางหนึ่งที่สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน ในศตวรรษที่ 21 (ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, 2560) แนวทางของการประเมินในศตวรรษที่ 21 จึงต้องย้ายจากการประเมินเพื่อวัดความรู้ ไปเป็นการวัด ความสามารถของนักเรียนในการคิดวิเคราะห์ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เป้าหมายหลักของการประเมินก็คือ การทำให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจได้อย่างชัดเจน เพื่อให้ครูสามารถปรับวิธีการสอนเพื่อตอบสนองความ ต้องการของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น (The Partnership for 21st Century Learning, 2007) การประเมินแบบเดิม ที่ใช้ แบบทดสอบวัดความสามารถในเรื่องเนื้อหาจึงต้องมีการประเมินการเรียนรู้แบบใหม่โดยการบูรณาการ การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนเข้ากับกระบวนการจัดการเรียนการสอน ทำให้ความหมายของการประเมิน เปลี่ยนไปจากเดิม นั่นคือ การประเมิน (Assessment) หมายถึง การพยายามให้คุณค่ากับกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียนในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับ Grant P. W. ได้กล่าวว่าการประเมิน หมายถึง “นั่งข้าง ๆ หรือนั่ง ด้วยกัน” กล่าวคือ เป็นการที่ครูนั่งข้าง ๆ หรือนั่งอยู่กับผู้เรียน ซึ่งก็คือการให้ความสนใจหรือให้คุณค่ากับ ผู้เรียน (Grant P. W., 1993) โดยนำไปสู่กระบวนทัศน์เกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ได้มีการเคลื่อนย้ายจาก พฤติกรรมไปสู่ทักษะการคิด ซึ่งความเข้าใจที่เกี่ยวกับทักษะการคิด (Thinking Skills) คือ ทักษะการคิดไม่ใช่ แค่การคิดหาคำตอบ หรือไม่ใช่แค่การคิดทำอะไรซ้ำ ๆ ไม่ใช่แค่การคิดตาม รวมทั้งไม่ใช่แค่การคิดได้ แต่ทักษะ การคิดต้องเริ่มต้นจากการคิดด้วยตนเองหรือเพื่อตนเอง ทักษะการพูดเป็นความสามารถสำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนเพื่อการสื่อสาร เพราะการพูดเป็นการ ถ่ายทอดความคิดเห็น ความเข้าใจ ความรู้สึก และช่วยพัฒนาความมั่นใจของผู้พูดโดยเฉพาะความสามารถใน การพูดนำเสนอเป็นความสามารถที่สำคัญต่อนักเรียน โดยการพูดนำเสนอ คือความสามารถการสื่อสารที่ จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา และเป็นการพูดเพื่อถ่ายทอด ความรู้ความคิดเห็น ข้อเท็จจริงของเรื่องที่จะพูดภายในเวลาที่กำหนดโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด และเป็นการ พูดเรื่องที่ได้ตระเตรียมไว้โดยมีการเลือกเรื่องที่จะพูด การวิเคราะห์ผู้ฟัง การค้นคว้ารวบรวมเนื้อหา การจัด ระเบียบเรียบเรียงเรื่องที่จะพูด และอาจใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยเสริมความเข้าใจของผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและ เรียนรู้เรื่องใหม่ที่ได้ฟัง หรือมีความเข้าใจในเรื่องที่ได้ฟังดียิ่งขึ้น (ทวีศิลป์ ในใจ, 2563) จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด โดยครูผู้สอนสามารถ รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการ แบบเปิด เพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะการนำเสนอของนักเรียนสืบต่อไป


วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียน ที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการสอนด้วยวิธีการแบบเปิด เรื่องการคูณ ความสำคัญของการศึกษาค้นคว้า 1. เพื่อการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 4 ในชั้น เรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด 2. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์และพัฒนาทักษะ การนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของ ผู้เรียนอย่างสมดุล สมมุติฐานการศึกษาค้นคว้า 1. การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ไม่น้อยกว่า ระดับ 3 ดาว 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความพึงพอใจต่อการสอนด้วยวิธีการแบบเปิดในระดับมาก กรอบแนวคิด การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์นับได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่ จะสร้างทักษะการเรียนรู้พื้นฐานด้านต่าง ๆ ทั้งการเเก้ปัญหา การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ การเชื่องโยง การให้เหตุผล การคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ดีขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปี่ที่4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้สอดคล้องกับ กระบวนการทำงานของสมอง จะทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่าถูกท้าทาย ไม่น่าเบื่อเป็นการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญและเปิดกว้างทางวามคิด โดยเเสดงแนวคิดของผู้เรียนออกมาในรู้เเบบของการนำเสนอ ส่งผล ให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถเต็มตามศักยภาพของตนเองดังภาพที่ 1 ภาพกรอบแนวคิดวิจัย


กรอบแนวคิดวิจัย ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดวิจัย ขอบเขตการวิจัย 1.กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4คน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพรี ยะนุเคราะห์ฯ1ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 ได้มาโดยการเลือกเเบบ เจาะจง (Purposive Sampling) 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1) ตัวแปรต้น ได้แก่ การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนที่สอน ด้วยวิธีการแบบเปิด 2.2) ตัวแปรตาม ได้แก่ผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 4. ระยะเวลาที่ใช้ในงานวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดคณิตศาสตร์ผ่านสถานการณ์ปัญหา จำนวน 4 สถานการณ์ ตัวแปรต้น การสอนด้วยวิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) ที่มา : ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, 2560 การนำเสนอปัญหาปลายเปิด การเรียนรู้ด้วยตนเอง การอภิปรายและ เปรียบเทียบรวมทั้งชั้น การสรุปโดยการเชื่อมโยง แนวคิดทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ตัวแปรตาม 1. ทักษะการนำเสนอแนวคิดทาง คณิตศาสตร์ 2. ความพึงพอใจของนักเรียน


นิยามศัพท์เฉพาะ 1.วิธีการแบบเปิด (Open Approach) หมายถึง แนวทางการจัดกระบวนการเรียนการสอนภายใต้ นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียน (Lesson Study) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การนำเสนอ สถานการณ์ปัญหา (Posing Problem) ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน (Student self learning) ขั้นที่ 3 การอภิปรายและเปรียบเทียบร่วมกันทั้งชั้น (Whole class discussion) และ ขั้นที่ 4 การสรุปโดยการ เชื่อมโยงแนวคิดของนักเรียนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน (Summarize) 2. การวัดและประเมินทักษะ หมายถึง การประเมินความก้าวหน้าของพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของ นักเรียนให้เกิดสมดุลเชิงคุณภาพที่สอดคล้องพัฒนาดีขึ้นไปทิศทางเดียวกันทั้งด้านความรู้ความสามารถ ด้านทักษะการทำงาน และบุคลิกภาพต่อการทำงาน 3. การพูดนำเสนอ หมายถึง ความสามารถการสื่อสารในการพูด เพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดเห็น รวมไปถึงวิธีการคิดเพื่อที่จะสื่อสารนำเสนอออกมา ส่งข้อมูลไปยังผู้ฟัง 4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ฯ ๑ ตำบลวังทอง อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว 5. ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึกหรือการตัดสินใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนด้วยวิธีการแบบ เปิด เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประโยชน์ที่ได้รับจากงานวิจัย 1. เป็นแนวทางที่จะช่วยในการจัดการเรียนรู้ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ที่เหมาะกับนักเรียน 2. เป็นแนวทางในการนำการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในกลุ่ม สาระอื่น ๆ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด” ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. วิธีการแบบเปิด (Open Approach) 2.1 ความหมายของวิธีการแบบเปิด 2.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด 2.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิด 2.4 ปัญหาปลายเปิด 2.5 ลักษณะของปัญหาปลายเปิด 2.6 ประโยชน์ของการแก้ปัญหาปลายเปิด 3. ทักษะการพูดนำเสนอ 3.1 ความหมายของการพูดนำเสนอ 3.2 ขั้นตอนการเตรียมพูดนำเสนอ 3.3 การเตรียมสื่อนำเสนอ 3.4 การประเมินทักษะการนำเสนอ 4. ความพึงพอใจ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ (2560) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ ๒๑ เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบมี แบบแผน สามารถ วิเคราะห์ ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาด้วยคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ อันเป็นรากฐาน ในการ พัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียม กับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพ เศรษฐกิจ สังคมและความรู้ทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ฉบับนี้ จัดทำขึ้น โดยคำนึงถึงการส่งเสริมให้ ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะด้าน การคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสาร และการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ สภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและ อยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ประสบ ความสำเร็จนั้นจะต้อง เตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบ การศึกษา หรือ สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นดังนั้นสถานศึกษาควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมตาม ศักยภาพของผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ (2560) กล่าวว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น ๓ สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิตการวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริงอัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูปความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ย และมูลค่า ของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ


การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่างๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิต และสมบัติ ของรูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตใน เรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำความรู้เกี่ยวกับการวัด และเรขาคณิตไปใช้ใน สถานการณ์ต่างๆ สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูลการคำนวณ ค่าสถิติการนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับ เบื้องต้นความน่าเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณต่าง ๆ และช่วยในการตัดสินใจ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การ ดำเนินการของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการ ดำเนินการ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค ๑.๒ เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูปความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและ อนุกรม และนำไปใช้ มาตรฐาน ค๑.๓ ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์หรือ ช่วยแก้ปัญหาที่กำหนดให้ สาระที่ ๒ การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค ๒.๑ เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และนำไปใช้ มาตรฐาน ค ๒.๒ เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตและทฤษฎีบททางเรขาคณิต และ นำไปใช้ สาระที่ ๓ สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค ๓.๑ เข้าใจกระบวนการทางสถิติและใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหา มาตรฐาน ค ๓.๒ เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถที่จะนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมี


ประสิทธิภาพ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ในที่นี้ เน้นที่ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่ จำเป็น และต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ได้แก่ความสามารถต่อไปนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ๑. การแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหา คิดวิเคราะห์ วางแผนแก้ปัญหา และเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของ คำตอบพร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้อง ๒. การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถในการใช้รูป ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสารสื่อความหมาย สรุปผลและนำเสนอ ได้อย่าง ถูกต้อง ชัดเจน ๓. การเชื่อมโยง เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการ เรียนรู้คณิตศาสตร์เนื้อหาต่างๆหรือศาสตร์อื่นๆและนำไปใช้ในชีวิตจริง ๔. การให้เหตุผล เป็นความสามารถในการให้เหตุผลรับฟังและให้เหตุผลสนับสนุนหรือ โต้แย้งเพื่อนำไปสู่การสรุป โดยมีข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์รองรับ ๕. การคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการขยายแนวคิดที่มีอยู่เดิม หรือสร้าง แนวคิดใหม่เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์ความรู้ คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ - คุณภาพผู้เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ - อ่าน เขียนตัวเลข ตัวหนังสือแสดงจำนวนนับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ และ ๐ มีความรู้สึก เชิงจำนวน มีทักษะการบวก การลบ การคูณ การหาร และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ - มีความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับเศษส่วนที่ไม่เกิน ๑ มีทักษะการบวก การลบ เศษส่วน ที่ตัวส่วนเท่ากัน และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ - คาดคะเนและวัดความยาว น้ำหนัก ปริมาตร ความจุ เลือกใช้เครื่องมือและหน่วยที่เหมาะสม บอก เวลา บอกจำนวนเงิน และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ - จำแนกและบอกลักษณะของรูปหลายเหลี่ยม วงกลม วงรี ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ทรงกลม ทรงกระบอก และกรวย เขียนรูปหลายเหลี่ยม วงกลม และวงรีโดยใช้แบบของรูป ระบุรูปเรขาคณิต ที่มีแกนสมมาตรและจานวนแกนสมมาตร และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ - อ่านและเขียนแผนภูมิรูปภาพ ตารางทางเดียวและนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ


คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ - อ่าน เขียนตัวเลข ตัวหนังสือแสดงจำนวนนับ เศษส่วน ทศนิยมไม่เกิน ๓ ตำแหน่ง อัตราส่วน และ ร้อยละ มีความรู้สึกเชิงจำนวน มีทักษะการบวก การลบ การคูณ การหาร ประมวลผลลัพธ์ และนำไปใช้ ใน สถานการณ์ต่าง ๆ - อธิบายลักษณะและสมบัติของรูปเรขาคณิต หาความยาวรอบรูปและพื้นที่ของรูปเรขาคณิต สร้างรูป สามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยมและวงกลม หาปริมาตรและความจุของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก และนำไปใช้ ใน สถานการณ์ต่าง ๆ - นำเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิแท่ง ใช้ข้อมูลจากแผนภูมิแท่ง แผนภูมิรูปวงกลม ตารางสองทาง และ กราฟเส้นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และตัดสินใจ 2.วิธีการแบบเปิด (Open Approach) 2.1 ความหมายของวิธีการแบบเปิด นักวิชาการทางการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของวิธีการสอนแบบเปิด ดังนี้ โนบูชิโกะ โนดะ (Nohda, 1986, p.21 อ้างถึงใน ตติมา ทิพย์จินดา, 2557 น.9) ได้ให้ความหมายของ วิธีการแบบเปิด หมายถึง วิธีการสอนหนึ่งที่ใช้กิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิชาคณิตศาสตร์และนักเรียนได้ใช้ วิธีการแบบเปิดในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย จําเป็นต้องสร้างกิจกรรมที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีคิดทาง คณิตศาสตร์ และพฤติกรรมการแก้ปัญหานักเรียนได้ถูกเปิดออกมา อย่างชัดเจนสามารถอธิบายได้ 3 ลักษณะ คือ 1) มีการพัฒนากิจกรรมของเด็ก เพื่อวิธีการสอนแบบเปิดโดยเฉพาะ 2) ปัญหาที่กําหนดในวิธีการแบบเปิด ต้องอาศัยแนวคิดทางคณิตศาสตร์ด้วย 3) วิธีการแบบเปิดควรสอดคล้องกันในกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างข้อ 1 กับข้อ 2 ในปี ค.ศ.2000 โนบูชิโกะ โนดะ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการแบบเปิดไว้ในที่ประชุมระดับ นานาชาติ ของจิตวิทยาการศึกษาคณิตศาสตร์ เรื่อง Teaching by Open Approach Method in Japanese Mathematice Classroom และได้เสนอความหมายของวิธีการสอนแบบเปิดว่า เป็นวิธีการสอนแบบหนึ่งที่ เน้นผู้เรียน เป็นสําคัญเป็นการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิดค้นความรู้และลงมือปฏิบัติ หรือกระทําจริงทุกขั้นตอน จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และเป็นการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการแสวงหาความรู้ ซึ่งต้องอาศัย กระบวนการเรียนรู้และเทคนิควิธีการสอนหลายรูปแบบ วิธีการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ มีหลากหลายวิธี โนบุฮิโกะ โนห์คะ (Nohda 1983 อ้างถึงใน ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, 2547) ได้กล่าวว่า วิธีการแบบเปิด มีแนวคิดสําคัญอยู่ 3 ประการ คือ การเปิดใจของนักเรียน ชนิดของปัญหาปลายเปิด และแนวทางในการพัฒนา ปัญหาแบบเปิด การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดมักเริ่มด้วยการใช้ปัญหาปลายเปิด (Open-ended Problem) ซึ่งประกอบด้วย สถานการณ์ปัญหา 3 สถานการณ์ที่ครูควรให้ นักเรียน คือ สถานการณ์ A คือ สถานการณ์ปัญหาที่ครูกําหนดให้นักเรียน


สถานการณ์ B คือ เมื่อนักเรียนเผชิญกับปัญหา นักเรียนต้องสืบเสาะพยายามหา แนวทางแก้ปัญหาที่ ครูกําหนดให้ สถานการณ์ C คือ สถานการณ์ที่ครูให้นักเรียนพยายามแก้ปัญหาใหม่ที่ก้าวหน้า กว่าเดิม ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ (2547, น.30) วิธีการแบบเปิด หมายถึง วิธีการสอนที่เน้นการพัฒนาศักยภาพ การคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนโดยใช้กิจกรรมการแก้ปัญหาปลายเปิด ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ และ สุลัดดา ลอยฟ้า (2547) กล่าวถึงวิธีการแบบเปิดไว้ว่าประกอบไปด้วย ประเด็นสําคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การเปิดใจของนักเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์การเปิด และชนิดของปัญหา และ การประเมินแนวทางคําตอบของนักเรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1) การเปิดใจของนักเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ กิจกรรมต่าง ๆ ทางการศึกษา ควรจะเป็นไปเพื่อทําให้ การเรียนของนักเรียนในปัจจุบันเปิดทางไปสู่การเรียนรู้ในอนาคต ครูควรพิจารณาว่าจะทําอย่างไร ให้นักเรียน แต่ละคนค้นหาแนวทางชีวิตของตัวเอง โดยอาศัยแนวคิด ทักษะ ความรู้และความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ที่ นักเรียนมีอยู่ เพราะฉะนั้นบุคคลทางการศึกษาควรจะต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทําให้เกิดความ เชื่อมั่นว่า กิจกรรมทางการศึกษาทุกชนิดเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสําหรับการเรียนรู้ของผู้เรียน และเปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มความสามารถของเขาซึ่งคนที่ทําหน้าที่ตรงนี้กับผู้เรียนคือ ครู แต่ครูที่จัดการ เรียนรู้คณิตศาสตร์โดยทั่วไปก็ทําหน้าที่คอย ช่วยเหลือให้ผู้เรียนเข้าใจ รวมทั้งพยายามเพิ่มเติมรายละเอียดด้าน เนื้อหาทางคณิตศาสตร์ให้กับผู้เรียน เพื่อหวังให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นและเจตคติที่ดีต่อ คณิตศาสตร์ แต่การจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ดังกล่าวก็ดําเนินไปตามแนวทางแบบเดิมที่ครูไม่สามารถเปิดใจ ของผู้เรียนได้ ถึงแม้ว่า กระบวนและผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์มีความน่าสนใจสําหรับครู แต่ในทางตรงกันข้าม การสอนที่ ชื่นชมกับแนวคิดของผู้เรียนมากเกินไปก็เป็นเรื่องที่ไม่ดี และในที่สุดก็ไม่สามารถเปิดใจของผู้เรียน ที่ มีต่อคณิตศาสตร์ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการแบบเปิดจึงมีความสําคัญในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งวิธีการ แบบเปิดมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนคณิตศาสตร์ในแนวทางที่ตอบสนอง ความต้องการของ ผู้เรียนเองทําให้ผู้เรียนกล้าตัดสินใจมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่า ครูที่ใช้วิธีการแบบเปิดคือ ครูที่มีความพยายามทํา ความเข้าใจแนวคิดของผู้เรียนเป็นอย่างมาก ทําให้แนวคิดทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียนในกิจกรรรมคณิตศาสตร์ ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้การเจรจา ต่อรองความหมายกับผู้เรียนคนอื่น อีกทั้งครูที่ ใช้วิธีการแบบเปิดยังเป็นคนที่พยายามสนับสนุนให้ ผู้เรียนได้มีการบริหารจัดการตนเองเพื่อขยายกิจกรรมทาง คณิตศาสตร์ต่อไป ซึ่งการสอนโดยใช้วิธี แบบเปิดยึดหลัก 3 ประการ คือ 1) มีความสัมพันธ์กับความเป็นอิสระ ในกิจกรรมของผู้เรียน 2) มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติของความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่มีลักษณะในเชิงวิวัฒนาการ และบูรณาการ และ 3) มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจที่มีประโยชน์ของครูในชั้นเรียน


2) การเปิดและชนิดของปัญหา การเปิดและชนิดของปัญหาในวิธีการแบบเปิด ดังกล่าวนี้มีการยอมรับ ทั้งปัญหาที่เป็นปัญหาที่มีคําตอบเดียว และปัญหาที่มีคําตอบที่หลากหลาย อีกทั้งยอมรับเรื่องการที่ปัญหา หนึ่งๆ มีปัญหาอีกหลายปัญหารวมอยู่ในปัญหานั้นด้วย ซึ่งปัญหาที่ใช้ ในวิธีการแบบเปิดเป็นปัญหาที่ผู้เรียนไม่ เคยประสบมาก่อน โดยจําแนกปัญหาปลายเปิดออกเป็น 3 ชนิด คือ 1) กระบวนการเปิด 2) ผลลัพธ์ 3) แนว ทางการพัฒนาปัญหาเปิด 3) การประเมินแนวทางคําตอบของผู้เรียน การประเมินกิจกรรมของผู้เรียนในการสอนที่ใช้วิธีการแบบ เปิดเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะว่าเป้าหมายของวิธีการแบบเปิดไม่ใช้เพื่อให้ได้คําตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ เพื่อเป็นการส่งเสริมแนวทางในการคิดทางคณิตศาสตร์และ ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน ซึ่งในความเป็นจริง แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่ครูจะประเมินความหลากหลาย ทางคําตอบของผู้เรียน แต่การประเมินแนวทางคําตอบของ ผู้เรียนสามารถพิจารณาได้จากเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 1) ความคล่องแคล่ว (Fluency) หมายถึง จํานวนคําตอบหรือ แนวทางในการแก้ปัญหาที่ ผู้เรียนแต่ละคนสร้างขึ้นมีมากน้อยเพียงใด 2) ความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง ความแตกต่างของ แนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่ผู้เรียนแต่ละคนค้นพบมีมากน้อยเพียงใด 3) ความคิดริเริ่ม (Originality) หมายถึง ระดับของความเป็นต้นแบบหรือแนวคิดริเริ่มของผู้เรียนอยู่ในระดับใด และ 4) ความ งดงาม (Elegance) หมายถึง ระดับของการนําเสนอแนวคิดของผู้เรียนมีความชัดเจนและยากง่ายเพียงใด กฤษณัย สุวรรณ์ และคณะ(2554, น.3-4) วิธีการแบบเปิด (Open Approach) หมายถึง กิจกรรมการ เรียนการสอนที่อาศัยทักษะกระบวนการคิดสนับสนุนกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ และการคิดแบบคณิตศาสตร์ของ นักเรียนไปพร้อม ๆ กัน มี 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นการนําเสนอปัญหา การ 2) ขั้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน 3) ขั้นการอภิปรายร่วมกันทั้ง ชั้นเรียนและขยายแนวคิดในชั้นเรียน 4) ขั้นการสรุปโดยการเชื่อมโยงแนวคิดของนักเรียนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ไพจิตร สะดวกการ (2553) การใช้วิธีการแบบเปิด (Open-Approach) ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ของ ญี่ปุ่น มีจุดมุ่งหมายให้นักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์ในแบบที่ตอบสนอง พลังความสามารถทาง คณิตศาสตร์ของตนเอง และสามารถปรับคุณภาพของกระบวนการคิดและผลที่ได้จากการคิดสู่องค์ความรู้ทาง คณิตศาสตร์ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ครูที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการแบบเปิด จําเป็นต้องพยายามทําความเข้าใจความคิดที่หลากหลายของ นักเรียนให้มากเท่าที่จะทําได้โดยการให้นักเรียน พูด อธิบายความคิดของตนกับเพื่อนหรือกับครูและกระตุ้นให้นักเรียนควบคุมตนเองให้พูดและทําอย่างเป็น คณิตศาสตร์ด้วย วิธีการแบบเปิดมีรากฐานมาจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อประมาณ 40 ปีก่อนที่มีการวิจัยเกี่ยวกับการ ประเมินการคิดขั้นสูงในคณิตศาสตร์ศึกษา โดยมีการใช้คำถามปลายเปิดในการจัดการเรียนการสอน


คณิตศาสตร์(Becker & Shimada, 1997) ซึ่งต่อมา Nodha (2000) ได้เรียกวิธีการจัดการเรียนการสอนนี้ว่า Open Approach หรือวิธีการแบบเปิด วิธีการแบบเปิดมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาปลายเปิดที่พวกเขาไม่คุ้นเคย โดยลักษณะของปัญหา ปลายปิดที่ใช้จะสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการที่หลากหลายหรือมีมากกว่าหนึ่งคำตอบจากการนำเสนอหนึ่ง ปัญหาปลายเปิดหลัก ที่มีหลายคำตอบที่เป็นไปได้และไม่สมบูรณ์อันจะนำไปสู่การได้ประสบการณ์ในการ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในขณะที่พยายามแก้ปัญหาสถานการณ์ปลายเปิดดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ที่ ดำเนินการผ่านการใช้คำถามปลายเปิดเป็นกิจกรรมที่มีความหลากหลายทำให้ครูผู้สอนสามารถที่จะประเมิน ทักษะการคิดขั้นสูงของนักเรียนได้ Shimada (1997) ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ (2549) ได้อธิบายรายละเอียดของขั้นตอนทั้ง 4 ของวิธีการแบบเปิดในชั้นเรียน คณิตศาสตร์ไว้ดังนี้ 1. การนำเสนอสถานการณ์ปัญหาปลายเปิด นักเรียนมักจะถูกถามด้วยคำถาม เช่น สิ่งที่นักเรียน ค้นพบคือคุณสมบัติ ความสัมพันธ์ กฎ หรือ วิธีการ อะไร เมื่อสถานการณ์ปัญหาปลายเปิดได้ถูกนำเสนอในชั้น เรียนแล้วซึ่งคำถามเหล่านี้อาจทำให้นักเรียนบางคนรู้สึกสับสน โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ของการใช้วิธีการแบบ เปิดโดยอาจเนื่องจากการไม่คุ้นเคยคำศัพท์ทางคณิตศาสตร์ หรือไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรต่อคำถามดังกล่าว จึงไม่รู้ว่าพวกเขาถูกคาดหวังให้ทำอะไร ทั้งนี้เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงความหมายของสถานการณ์ปัญหา อาจทำได้โดยการกระตุ้นให้นักเรียนใส่ใจกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งร่วมกัน จากการใช้เครื่องฉาย หรือ overhead projector และแผ่นใสที่มีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี 2. การเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน เนื่องจากวิธีการแบบเปิดได้ให้ความสำคัญหรือเน้นย้ำกับการคิด ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งครูควรจะต้องระมัดระวังไม่ชี้ช่องหรือทิศทางในการคิดแก่นักเรียน มากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิธีการแบบเปิดไม่ได้มองหาวิธีหรือแนวทางในการแก้ปัญหาเพียงวิธีใด วิธีหนึ่งหากเป็นสิ่งหรือมุมมองใหม่ๆ ในการแก้ปัญหามากกว่า ซึ่งจะเกิดขึ้นในขั้นที่ 2 ของวิธีการแบบเปิดนี้ที่ จะเปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดซึ่งกันและกัน ซึ่งสิ่งสำคัญในวิธีการแบบ เปิด คือการเชื่อมโยงจากการเรียนรู้ของแต่ละคนสู่การเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่ม 3. การอภิปรายและเปรียบเทียบในชั้นเรียน การบันทึกแนวคิดของนักเรียนแต่ละคน หรือการมี ผลงานเขียนที่แสดงถึงร่องรอยของการคิดในการแก้ปัญหาของนักเรียนในแต่ละกลุ่มถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้น การใช้สมุดบันทึก หรือใบงานก็จะช่วยให้นักเรียนได้บันทึกแนวคิดของตนเองได้ง่ายขึ้น และการเก็บผลงาน กลุ่มหลังเรียนจะเป็นหลักฐานให้ครูใช้ในการประเมินการเรียนรู้รายบุคคลและรายกลุ่มของนักเรียนได้อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ในขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างบทเรียนต่อไป ครูจะต้องพยายามที่จะบ่งชี้ให้ ได้ว่านักเรียนคนใดที่ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ปัญหา และต้องการคำแนะนำหรือตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้น ให้พวกเขาได้คิดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัญหา โดยครูควรเดินดูการทำงานของนักเรียนในแต่ละกลุ่ม


ในห้องเรียนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้เวลาเหมาะสมในการมอบหมายให้นักเรียนแก้ไขปัญหาจะช่วยให้นักเรียนทำงาน เสร็จได้ในเวลาที่กำหนดให้ 4. การสรุปจากการเชื่อมโยงความคิดทางคณิตศาสตร์ สำหรับขั้นตอนนี้ ครูจะเปิดโอกาสให้นักเรียน ได้แสดงผลงานเดี่ยวหรือผลงานกลุ่มบนกระดานดำหน้าชั้นเรียนเพื่อให้นักเรียนร่วมชั้นเรียนได้มองเห็น ยิ่งไป กว่านั้นหากเป็นไปได้ครูควรที่จะแสดงผลงานทั้งหมดของนักเรียน แม้ว่าอาจจะมีงานที่มีแนวคิดคล้ายคลึงหรือ ใกล้เคียงกัน ผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือผลงานที่มีข้อผิดพลาด ทั้งนี้ครูควรที่จะแสดงออกต่อผลงานหรือ แนวคิดของนักเรียนในทางบวกแล้วจึงค่อยๆ ปรับแนวคิดที่ไม่ถูกต้องจากการแลกเปลี่ยนและเสนอแนะจาก เพื่อนนักเรียนร่วมชั้นเรียน จากที่กล่าวมาข้างต้นวิธีการสอนแบบเปิด หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียน เป็นสําคัญ แนวทางในการจัดการเรียนการสอน โดยส่งเสริมความสามารถในการคิดโดย ใช้สถานการณ์ที่ หลากหลายเป็นปัญหาปลายเปิด เน้นให้ผู้เรียนได้คิดค้นความรู้และลงมือปฏิบัติจน เกิดการเรียนรู้ พัฒนา ทักษะการคิดทางคณิตศาสตร์และคําตอบที่ได้จะเป็นคําตอบที่หลากหลาย 3.ทักษะการพูดนำเสนอ ทักษะการพูดเป็นความสามารถสำคัญอย่างหนึ่งในการเรียนภาษาเพื่อการสื่อสาร เพราะการพูดเป็น การถ่ายทอดความคิดเห็น ความเข้าใจ ความรู้สึก และช่วยพัฒนาความมั่นใจของผู้พูดโดยเฉพาะความสามารถ ในการพูดนำเสนอเป็นความสามารถที่สำคัญต่อนักเรียน และการประกอบอาชีพของนักเรียนในอนาคต 3.1ความหมายของการพูดนำเสนอ Emden and Becker (2010: 4) การพูดนำเสนอเป็นความสามารถที่จำเป็นต่อนักเรียนทั้งในด้านการ เรียน การใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการทำงานในอนาคต Grice and Skinner (2004: 9-10) การพูดนำเสนอ คือ การพูดที่ประกอบไปด้วยผู้พูดเพียงคนเดียว โดยผู้ฟังอาจมีจำนวนน้อยหรือมากก็ได้ การพูดประเภทนี้เป็น การพูดประเภทเสนอข้อมูลหรือเรื่องราว และผู้พูดสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้มากกว่าการพูดประเภทอื่น ประวีณ ณ นคร (2542: 1) การพูดนำเสนอเป็นการพูดเสนอเรื่องข้อมูล หรือความรู้ หรือความเห็น หรือความต้องการต่อผู้ฟัง วิรัช ลภิรัตนกุล (2543: 41-54) การพูดนำเสนอคือ การพูดเพื่อให้ความรู้ ซึ่งเป็นการพูดเรื่องที่ได้ ตระเตรียมไว้ โดยมีการวิเคราะห์ผู้ฟัง ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ชัดเจน ค้นคว้ารวบรวมเนื้อหาที่จะพูด จัดระเบียบเรียบเรียงเรื่องที่จะพูด ซึ่งการนำเสนอส่วนมากมักจะใช้วิธีการพูดจากความเข้าใจตามที่ได้เตรียมไว้ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ และผู้พูดคาดหวังว่าเมื่อเสร็จสิ้นการพูด หรือจบการพูดแบบนี้ แล้ว ผู้ฟังจะได้เรียนรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน หรือมีความเข้าใจในเรื่องที่พูดนั้นดียิ่งขึ้น


งามพริ้ง รุ่งโรจน์ดี(2546: 4) การพูดนำเสนอคือ การพูดเพื่อให้ความรู้ หรือการพูดเพื่อให้เนื้อหาสาระ แก่ผู้ฟัง ส่วนผู้ฟังจะเชื่อถือหรือไม่ปฏิบัติตามผู้พูดหรือไม่นั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการพูดประเภทนี้ ดังนั้นผู้พูดจึงต้องเรียบเรียงเนื้อหาสาระให้เป็นขั้นตอน หรือเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและจาได้ง่าย ต้อง ทบทวนประเด็นสำคัญเป็นระยะ ๆ แล้วสรุปในตอนท้าย และอาจจะใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยให้การพูดไม่จืดชืด และง่ายแก่การเข้าใจ นุชรัตน์ สิริประภาวรรณ (2549: 89) การพูดนำเสนอเป็นการถ่ายทอดความคิด ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ มีวัตถุประสงค์แน่ชัดให้ผู้ฟังเข้าใจภายในเวลาที่จำกัด นันทวดี วงษ์เสถียร (2550: 2) การนำเสนอผลงานเป็นความสามารถการสื่อสารที่จำเป็นทั้งในระหว่าง ศึกษาเล่าเรียน และในการประกอบอาชีพ เนื่องจากบ่อยครั้งที่เราต้องเผชิญกับการพูดต่อหน้าผู้อื่น ไม่ว่าจะ เป็นการนำเสนอข้อเสนอโครงการ เพื่อให้เกิดกิจกรรมและ การดำเนินงานต่าง ๆการเสนอโครงร่าง หรือ ความก้าวหน้าในงานวิจัย การนำเสนอข้อมูล จากการดำเนินงานที่ผ่านมา การสอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน ดังนั้น นิสิต นักศึกษา หรือ ผู้ที่ปฏิบัติงานในอาชีพต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการฝึกฝนความสามารถในการ นำเสนอผลงานเพื่อให้เกิดความชำนาญและเกิดประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล อันจะส่งผลให้ เกิด ความเจริญก้าวหน้าในการศึกษาเล่าเรียนและการประกอบอาชีพต่อไป ศุภรัตน์ แสงฉัตรแก้ว (2554: 3) การพูดนำเสนอคือ การพูดเพื่อให้ความรู้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟัง ได้เข้าใจ ได้รับความรู้ตามที่ผู้พูดได้มีการเตรียมตัวล่วงหน้า และมีการนำเสนออย่างมีขั้นตอนเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ และได้รับสาระความรู้ครบถ้วน โดยไม่ได้มุ่งหวัง ที่จะเปลี่ยนทัศนคติของผู้ฟังหรือต้องการให้ปฏิบัติตาม แต่ เป็นการพูดเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้หลังจากที่ฟังจนเข้าใจดีแล้ว ทั้งนี้หากผู้ฟังมีข้อ สงสัยก็สามารถซักถามใด กล่าวโดยสรุป การพูดนำเสนอ คือ ความสามารถการสื่อสารที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การ ทำงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา และเป็นการพูดเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดเห็น ข้อเท็จจริงของ เรื่องที่จะพูดภายในเวลาที่กำหนดโดยมีวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด และเป็นการพูดเรื่องที่ได้ตระเตรียมไว้ โดยมีการ เลือกเรื่องที่จะพูด การวิเคราะห์ผู้ฟัง การค้นคว้ารวบรวมเนื้อหา การจัดระเบียบเรียบเรียงเรื่องที่จะพูด และ อาจใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยเสริมความเข้าใจของผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจและเรียนรู้เรื่องใหม่ที่ได้ฟัง หรือมีความ เข้าใจในเรื่องที่ได้ฟังดียิ่งขึ้น 3.2ขั้นตอนการเตรียมพูดนำเสนอ การนำเสนอที่ดี ควรคำนึงถึง “การเริ่มต้นที่ดี เท่ากับสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง” เพราะการเตรียมพร้อมเป็น อย่างดีจะทำให้เรามั่นใจในการนำเสนอมากขึ้นและช่วยลดความประหม่าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการเตรียมพร้อม ก่อนนำเสนอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นุชรัตน์ สิริประภาวรรณ (2549) ได้กล่าวถึงหลักการเตรียมพูดนำเสนอที่ดีไว้ 5 ประการดังนี้


1. ศึกษาวัตถุประสงค์ในการนำเสนอ จะช่วยให้ทราบว่าควรเตรียมเนื้อหาไปในทิศทางใดและตัด เนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องออก ช่วยให้การนำเสนอกระชับตรงประเด็น 2. วิเคราะห์และเข้าใจผู้ฟัง การนำเสนออย่างมืออาชีพ สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถเตรียมตัวได้ อย่างดีก็คือ การรู้จักเข้าใจกลุ่มผู้ฟัง ซึ่งมีหลักในการวิเคราะห์ ดังนี้ APEKABO Audience กลุ่มผู้ฟังคือใคร เกี่ยวข้องกับเรื่องที่นำเสนออย่างไร Preference Thinking แนวความคิดและประสบการณ์ของกลุ่มผู้ฟัง Expectation ความคาดหวังของกลุ่มผู้ฟัง Knowledge ระดับความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในเนื้อหาที่ นำเสนอของกลุ่มผู้ฟัง Attitude ทัศนคติและสิ่งที่ผู้ฟังรับรู้เกี่ยวกับผู้นำเสนอ หากผู้ฟังมี ทัศนคติด้านลบ ก็จะต้องเตรียมตั้งรับหรือหาทางแก้ปัญหา ล่วงหน้า Background ภูมิหลังหรือเรื่องราวที่อาจมีอิทธิพลต่อกลุ่มผู้ฟัง Others ข้อมูลอื่น ๆ เช่น จำนวนผู้ฟัง ช่วงเวลาในการนำเสนอ ระยะเวลาที่ใช้ในการนำเสนอ ลำดับการนำเสนอสถานที่ ประชุม อุปกรณ์ช่วยในการนำเสนอ 3. การวางแผนนำเสนอ ขั้นตอนที่สำคัญก็คือ การเตรียมเนื้อหาที่จะสื่อความให้ผู้ร่วมประชุมได้รับ ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และควรกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่กลุ่มผู้ฟังควรรู้คัดเลือกเฉพาะสาระสำคัญ จากนั้นจัดลำดับเนื้อหา จะช่วยให้ผู้ฟังสามารถติดตามเนื้อหาได้ทันและเข้าใจง่ายซึ่งกาเรียงลำดับเนื้อหา แบ่งเป็น บทนำ เนื้อหา และบทสรุป 4. สื่อประกอบการนำเสนอ การมีสื่อประกอบจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นภาพรวมของข้อมูลและ ฟังตามเนื้อหาได้ทัน เพราะโดยปกติคนเราจะสามารถจดจำข้อมูลจากการมองเห็นได้มากกว่าการฟังอย่างเดียว ซึ่งควรใช้สื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาและเวลาที่กำหนดด้วย 5. บุคลิกภาพขณะนำเสนอ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจในขณะพูด และบุคลิกภาพที่ดีย่อมทำให้ ผู้ฟังประทับใจและสนใจติดตามฟัง ไม่เบื่อหรือง่วงหลับไปก่อนนำเสนอจบ ได้แก่ - ภาษา ต้องเหมาะกับผู้ฟัง สื่อความเข้าใจได้ดี ฟังเข้าใจง่าย กะทัดรัด ไม่พูดคำติดปาก เช่น เอ้อ อ้า แบบว่า ก็ เป็นต้น มีลำดับขั้นตอนการนำเสนอ ใช้คำอุปมาเพื่อยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ใช้ภาษาสุภาพ ใช้คำที่แสดงถึงการมีส่วนร่วมกับผู้ฟัง เช่น คำว่า พวกเรา เป็นต้น - การใช้เสียง เสียงเป็นธรรมชาติ ระดับเสียงดังสม่ำเสมอ ไม่พูดเร็วหรือช้าจนเกินไปจังหวะน้ำเสียง ควรเน้นหนักเบา และมีการเว้นวรรคให้ถูกต้อง


- การใช้สายตา (Eye Contact) เป็นเทคนิคที่ช่วยสร้างความสนใจต่อผู้ฟัง และควรสบตาให้ทั่วถึง - การแต่งกาย เป็นจุดแรกที่ดึงดูดสายตาผู้คน เป็นการบ่งบอกถึงบุคลิก นิสัย และทำให้ผู้ฟังเกิดความ ประทับใจและอยากติดตามฟัง เสื้อผ้าที่สวมใส่ควรสะอาด ผมควรจัดให้เข้ารูปเรียบร้อยเล็บมือตัดสั้นสะอาด ไม่ควรใส่เครื่องประดับมากชิ้นเกินไป บุญเลิศ อรุณพิบูลย์(2552) ได้กล่าวถึงข้อควรคำนึงในการเตรียมตัวในการนำเสนอผลงานต่าง ๆ ในที่ สาธารณะ หรือต่อผู้ฟังจำนวนมาก ดังนี้ - ควรไปถึงสถานที่บรรยายก่อนเวลาอันควร - ควรตรวจสอบสถานที่และอุปกรณ์ก่อนนำเสนอล่วงหน้า - ไม่แสดงภาพใด ๆ จนกว่าจะพร้อมที่จะพูดประโยคแรก ทั้งก่อนและขณะนำเสนอ - ไม่ควรเปิด ๆ ปิด ๆ ไฟภายในห้องขณะนำเสนอ - ขณะนำเสนอถ้ามีการใช้แสงนำทาง หรือแสงเลเซอร์ ห้ามแกว่งด้ามชี้แสงเลเซอร์ห้ามหมุนแสง เลเซอร์รอบคำ ห้ามลากแสงเลเซอร์จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ให้ใช้วิธีการชี้ค้างไว้ และระวังอาการสั่นของมือ หากไม่สามารถควบคุมอาการสั่นได้ ให้ใช้เมาส์ หรือใช้ประโยคแทน เช่น คุณจะเห็น...ชัดเจนที่มุมขวาบนของ สไลด์รูปนี้ เป็นต้น 1. การศึกษาข้อมูล เนื่องจากในการนำเสนอจะต้องมีการอธิบายหรือชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนั้นผู้นำเสนอ จึงควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นให้ลึกซึ้งก่อน เพื่อการวางแผนวิธีการนำเสนอวางแนวทางการแก้ปัญหา อุปสรรค เพื่อให้เกิดการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพ สิ่งที่จะต้องศึกษาก่อนการนำเสนอ ได้แก่ 1.1) เรื่องที่จะนำเสนอ ได้แก่เรื่องอะไร มีจุดมุ่งหมาย/วัตถุประสงค์ในการนำเสนอว่าอย่างไร มีความ เป็นมาอย่างไร มีประเด็นสำคัญ/สาระอะไรบ้าง มีข้อเสนอแนะว่าอย่างไร เป็นต้น 1.2) ผู้รับฟัง การศึกษาข้อมูลของผู้รับฟังการนำเสนอ จะเป็นผลดีต่อการวางกลวิธีในการนำเสนอให้ เหมาะสมกับผู้รับฟัง อันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการรับฟัง ซึ่งข้อมูลผู้รับฟังที่ควรศึกษาได้แก่ จำนวนผู้ฟัง คุณวุฒิ ความรู้หรือระดับการศึกษา อาชีพ ตำแหน่งหน้าที่การงานประสบการณ์ วัย เพศ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นต้น เช่นหากผู้รับฟังเป็นนักวิชาการสามารถใช้ภาษาวิชาการหรือศัพท์เทคนิค ผู้รับฟังเป็นคนทั่วไป ควรใช้ภาษาหรือคำพูดง่ายๆที่ผู้รับฟังเข้าใจ 1.3) สถานที่ที่จะนำเสนอ การศึกษาเกี่ยวกับสถานที่ที่จะนำเสนอมีความสำคัญอย่างมากต่อ ความสำเร็จของการนำเสนอ เนื่องจากลักษณะของสถานที่มีผลต่อการนำเสนอเช่น ความกว้างแสงสว่าง เสียง ไม่เหมาะสม นอกจากนี้การนำเสนอจะต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ในการนำเสนอ เช่นไมค์โครโฟน เครื่องขยายเสียง เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ หากสถานที่นั้นไม่มีความพร้อมก็จะเป็นอุปสรรคต่อการนำเสนอได้


1.4) เวลาที่จะนำเสนอ ซึ่งหมายความได้ถึงระยะเวลาในการนำเสนอ เป็นชั่วโมงหรือนาที และจังหวะ เวลาที่นำเสนอ เช่น เวลาเช้า บ่าย ช่วงรับประทานอาหาร หรือกลางคืน เป็นต้น เวลาในการนำเสนอมีผลต่อ การกำหนดเค้าโครงเรื่อง และเนื้อหาของเรื่องที่จำนำเสนอให้เหมาะสม 2. การวางแผนการนำเสนอ การวางแผนจะเป็นการช่วยให้การนำเสนอมีความเหมาะสมกับสิ่งที่ต้อง นำเสนอ บุคคลที่จะรับฟังการนำเสนอ สถานที่ที่จะนำเสนอ และเวลาที่จะนำเสนอซึ่งการวางแผนจะทำให้ สามารถควบคุมการนำเสนอเป็นไปอย่างครบถ้วนตามลำดับเนื้อหา ควบคุมเวลาในการนำเสนอได้อย่าง เหมาะสม ใช้อุปกรณ์ในการนำเสนอได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นควรต้องมีการวางแผนการนำเสนอเกี่ยวกับ 2.1) เนื้อหาการนำเสนอ ควรมีการกำหนดเค้าโครงการนำเสนอ จัดลำดับเนื้อหาก่อนหลัง เตรียม สาระสำคัญและข้อมูลสนับสนุนรวมทั้งแหล่งอ้างอิงที่มาของข้อมูลให้ครบถ้วน 2.2) วิธีการนำเสนอ การนำเสนอเชิงวิชาการ จะต้องนำเสนอแบบเป็นทางการ มีแบบแผน ใช้ภาษา วิชาการหรือราชการ 2.3) สื่อและเอกสารการนำเสนอ สื่อจะช่วยให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ มากขึ้น จึงควรมีการ ออกแบบ/จัดเตรียมสื่อ ตรวจสอบ และทดลองใช้สื่อเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้รวมทั้งการ จัดเตรียมเอกสารประกอบการนำเสนอให้เพียงพอ 2.4) สถานที่ที่จะนำเสนอ โดยทั่วไปสถานที่ในการนำเสนองานเชิงวิชาการมักมีการกำหนดไว้ล่วงหน้า และมักมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมแก่การนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้แท่นบรรยาย และอุปกรณ์ สำหรับการนำเสนอเช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องฉายแผ่นใส รวมถึงเครื่องขยายเสียง ไมโครโฟน อย่างไรก็ตามผู้นำ เสนอควรตรวจสอบสถานที่และอุปกรณ์ก่อนนำเสนอ เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องการเพิ่มเติมได้ทันท่วงที 2.5) เวลาในการนำเสนอ ผู้ศึกษาควรวางแผนการนำเสนอในระยะเวลาที่เหมาะสมโดยเลือกวิธีการ นำเสนอให้เหมาะสมกับเวลาเสนอเนื้อหาโดยกระชับ มีสาระในประเด็นสำคัญ 2.6) ตัวผู้นำเสนอ ผู้นำเสนอควรมีการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ มีการทบทวนความ พร้อมของเนื้อหา สื่อ วิธีการนำเสนอ และแนวทางการตอบคำถามตามเวลาที่กำหนดผู้นำเสนอควรมีการ เตรียมร่างสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ทำการฝึกซ้อมการนำเสนอเพื่อให้เกิดการคุ้นเคยกับข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ และฝึกการแสดงท่าทางหน้ากระจก ฝึกการพูดและการใช้น้ำเสียงโดยการอัดเทปหรือพูดให้เพื่อนฟัง เป็นต้น นอกจากนี้ผู้นำเสนอควรมีการเตรียมวางแผนการเดินทางให้ไปถึงสถานที่นำเสนอก่อนเวลาอีกด้วย 3. การนำเสนอ การนำเสนอเป็นการพูดเพื่อนำเสนอข้อมูลหรือความรู้ แก่ผู้ฟัง ตามแผนที่วางไว้ การ นำเสนอจึงต้องการสมาธิและความมั่นใจ อย่างไรก็ตามอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้การนำเสนอสะดุดลง ผู้นำเสนอ จึงต้องทำการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้การนำเสนอนั้นลุล่วงด้วยดีข้อควรคำนึงในการนำเสนอ ในการนำเสนอ มี สิ่งที่ควรคำนึงดังนี้


3.1) การแต่งกาย ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย สะอาด มีรสนิยม และเหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น แต่งชุด สากลนิยมในการนำเสนอต่อที่ประชุมซึ่งจัดเป็นแบบพิธีชายใส่สูทสีสุภาพรองเท้าหนัง เชิ้ตคอปก เน็คไท หญิง ใส่สูทสีสุภาพ แต่งหน้าพอควร ถ้าผมยาว รวบให้เรียบร้อยรองเท้าหุ้มส้น 3.2) การวางตัว ต้องวางตัวให้เหมาะสมกับกาลเทศะ มีกิริยาวาจาสำรวม สุภาพเช่น นอบน้อมต่อผู้รับ การเสนอที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นมิตรต่อผู้รับการเสนอที่มีอาวุโสเสมอกัน เป็นกันเองต่อผู้รับการเสนอที่ด้อยอาวุโส กว่า ภูมิฐานต่อผู้รับการเสนอจากต่างประเทศ เอาจริงเอาจังแต่ไม่เคร่งเครียดต่อการนำเสนอในที่ประชุม 3.3) น้ำเสียง ต้องใช้น้ำเสียงในการนำเสนอให้น่าฟังเช่น น้ำเสียงกังวานแต่ไม่กระโชกโฮกฮาก เปลี่ยน ระดับน้ำเสียงเป็นช่วงๆ ให้ดังบ้าง เบาบ้าง ไม่ให้เป็นระดับเดียวกันตลอดจนชวนง่วงเน้นเสียงหนักที่เป็น สาระสำคัญหรือจุดสำคัญ พูดไม่ติดตะกุกตะกัก พูดให้ดังพอฟังให้ชัด เว้นวรรคตอนและจังหวะพอฟังง่าย ไม่ช้า หรือเร็วเกินไป 3.4) การมอง การมองเป็นการบ่งบอกท่าทีและทัศนคติทางบวกหรือลบของผู้นำเสนอการมองจึงมี ความสำคัญอย่างมาก โดยควรมองแบบให้เกียรติทุกคน กวาดสายตาให้ทั่วถึง และมองด้วยความชื่นชมยินดี 3.5) อารมณ์ ในการนำเสนอผู้นำเสนอต้องเป็นผู้มีอารมณ์ดี แจ่มใส เบิกบาน ไม่ขุ่นมัว 3.6) ไหวพริบ ผู้นำเสนอต้องมีไหวพริบที่สามารถจับประเด็นคำถามได้ ตอบคำถามที่ซับซ้อนวกวนได้ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและหาทางออกได้อย่างราบรื่น กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการเตรียมพูดนำเสนอ ควรเริ่มจากการเลือกเรื่องที่จะพูดโดยควรคำนึงถึง ความรู้ที่ผู้พูดมีต่อเรื่องที่จะนำเสนอ ความสนใจของผู้พูดและผู้ฟัง ประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ พื้นฐานความรู้ของ ผู้ฟังในเรื่องที่จะนำเสนอและขอบเขตของเนื้อหาที่จะนำเสนอ นอกจากนั้นผู้พูดสามารถควรกำหนดจุดประสงค์ ของเรื่อง ที่จะพูด ระบุชื่อเรื่องที่จะพูด และระบุจุดประสงค์หลักของเรื่องที่จะพูด เพื่อช่วยเตือนให้ผู้พูด นำเสนอเรื่องได้ตรงประเด็นตามที่ผู้พูดต้องการ นอกจากนั้นยังต้องเรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้ฟังในหลาย ๆ ด้าน เช่น เพศ วัย จำนวนระดับการศึกษา แนวคิด หรือทัศนคติ ภูมิหลังทางสังคม ความสนใจ และความ แตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การพูดประสบความสำเร็จ 3.3การเตรียมสื่อนำเสนอ การเตรียมสื่อนำเสนอคือ ขั้นตอนการนำข้อมูลสำคัญของการพูดนำเสนอใส่ลงในโปรแกรม คอมพิวเตอร์เพื่อส่งเสริมเนื้อหาการพูดนำเสนอให้น่าสนใจ และช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหา การพูดนำเสนอได้ง่าย วรรณี สุทธิโรจน์อำไพ และ เกศมณี เที่ยงธรรม (2544) ได้กล่าวถึงการผลิตสื่อเพื่อการนำเสนอ มี ขั้นตอนในการผลิต ดังนี้ 1. การเตรียมการหรือการวางแผนการผลิต การวางแผนในการทำงานเป็นจุดเริ่มต้นของงานแทบทุก ชนิด การผลิตสื่อควรจะมีการวางแผนร่วมกัน ระหว่างคณะทำงาน ซึ่งอาจจะมีประกอบไปด้วยเจ้าของ โครงการ เพื่อนร่วมงานคนจัดทำสื่อ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ร่วมกันคิดถึงสื่อที่จะผลิตเพื่อให้สอดคล้อง


กับเรื่องราวที่จะนำเสนอ คิดจะทำอะไร ทำอย่างไร โดยพิจารณาตั้งแต่เลือกประเภทของสื่อ อาจจะเป็น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว สไลด์ แผนภูมิ หุ่นจำลอง หรือเป็นสื่อประสม(Multimedia) การวางแผนมีความ ละเอียดถึงการกำหนดขอบเขตของเนื้อหาเรื่องราว การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ผู้ฟัง ผู้ชม การบวนการ นำเสนอคุณค่าหรือสีสันของสื่อที่จะดึงความสนใจของผู้ชมตลอดจนความคาดหวังที่จะได้รับ หลังจากการ นำเสนอเสร็จสิ้นลง การวางแผนเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้านั่นเอง 2. การเลือกสื่อ การพิจารณาเลือกสื่อเพื่อการนำเสนอมีความสำคัญมาก หลังจากมีการวางแผน ร่วมกันเข้าใจประเด็นของเรื่องราว ที่จะนำเสนอและทราบกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนทราบจุดมุ่งหมายหรือรู้ผลที่ คาดหวังชัดเจนแล้ว จึงกำหนดสื่อว่าควรจะผลิตสื่อหรือใช้สื่ออะไร ทำอย่างไรการเลือกสื่อที่จะใช้นำเสนอ ควร เลือกให้สอดคล้องกับประเด็นของเรื่องราวที่นำเสนอเป็นไปตามความนิยมในปัจจุบัน เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นผู้ฟัง ผู้ชม ผู้พิจารณางาน นำเสนอมีความน่าสนใจทั้งเรื่องราวคุณภาพของภาพ แสง สีและเสียง ไม่ ยุ่งยากในการจัดนำเสนอ สร้างความเข้าใจ ประทับใจและคล้อยตามได้อย่างกลมกลืน 3. การผลิต ในการผลิตสื่อเพื่อการนำเสนอ ดำเนินไปตามผลการพิจารณาเลือกสื่อที่เหมาะสม สอดคล้องกับประเด็นเรื่องราวในการนำเสนอ คณะทำงานหรือเจ้าของโครงการควรให้ผู้จัดทำสื่อ ออกแบบสื่อ ให้น่าสนใจมีความถูกต้องชัดเจน ตามลักษณะของการออกแบบที่ดี เช่น 3.1) แผนภูมิ การออกแบบให้มีขนาดโตพอที่ผู้ดู ผู้ชมจะมองเห็นได้ทั่วถึงกัน มีความถูกต้องชัดเจนใน เนื้อหาเรื่องราว ตลอดจนภาพ และคำบรรยายใช้สีที่สบายตา น่าสนใจ สะดวกในการใช้และเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อมในการนำเสนอ 3.2) สไลด์หรือภาพนิ่ง การนำภาพนิ่งมาใช้ในการนำเสนอควรจะมีการผนึกภาพ หรือจัดทำกรอบภาพ ให้ดูดีสะดวกที่จะใช้ ทั้งการนำเสนอด้วยการจับถือ แสดงให้ดู หรือจัดแสดงบนแผ่นป้ายถ้าเป็นสไลด์ ควรเป็น สไลด์ชุด ที่มีการเตรียมลำดับเรื่องราวไว้อาจมีคำบรรยายหรือเสียงประกอบให้น่าสนใจ เช่นเดียวกับ สไลด์มัลติ วิชั่น (Multivision Slide) ทั้งนี้ความคมชัดของภาพ สีสันควรชัดเจนสวยงามด้วย ปัจจุบันนี้ การนำเสนอ ลักษณะนี้ นิยมใช้น้อยลงตามห้องประชุมขนาดใหญ่นอกจากมีห้องติดตั้งเครื่องฉายสไลด์มัลติวิชั่นไว้แล้ว เพราะความไม่สะดวกในเรื่องของพื้นที่การติดตั้งเครื่องฉายนั่นเอง 3.3) การนำเสนอด้วยเครื่องฉายภาพ เป็นที่นิยมกันอยู่ทั่วไป ในการใช้แผ่นภาพโปร่งแสง หรือแผ่นใส ประกอบการบรรยายเชิงวิชาการ การสอนและการนำเสนอผู้บรรยายหรือผู้นำเสนอจะบรรยายไปตามขั้นตอน โดยใช้แผ่นโปร่งแสงที่เตรียมไว้ อาจจะได้จากการถ่ายสำเนามาจากตำราหรือจัดทำขึ้นเอง ด้วยการพิมพ์และ นำมาใช้กับเครื่องถ่ายทอดภาพที่รู้จักกันในวงการศึกษาว่า เครื่องฉายภาพเสมือนจริง (Visualization) เครื่องนี้ จะใช้สื่อสารผ่านเครื่องถ่ายทอดภาพที่เรียกว่า โปรเจ็คเตอร์ (Projector) เป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีการ สื่อสารที่ดีมากเครื่องหนึ่ง เพราะสามารถเป็นช่องทางผ่านสื่อได้ทั้งภาพและวัสดุทึบแสง ภาพโปร่งแสง วิดีโอ และใช้กับคอมพิวเตอร์ได้


3.4) การทำโปรแกรมในการนำเสนอ (Presentation) โปรแกรมไมโครซอร์ฟเพาเวอร์พอยต์ (Microsoft Power Point) เป็นโปรแกรมสำหรับนำเสนออยู่แล้ว ครูอาจารย์หรือวิทยากรส่วนมาก นิยมใช้สื่อ นี้ในการสอนและการบรรยายเพียงแต่ว่าการจัดทำ สื่อลักษณะนี้ มีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ใช่ลำพังว่า ตัวอักษรสีขาวบนพื้นสีน้ำเงินก็ใช้ได้ ที่จริงแล้วควรจะมีการออกแบบให้น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบของ ข้อมูลที่นำเสนอแต่ละภาพแต่ละสไลด์ ควรมีความสวยงามน่าสนใจ และสื่อสารได้ตรงประเด็นในการออกแบบ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างยิ่ง เช่น ควรมีภาพประกอบมีอักษรหรือข้อความไม่มากหรือแน่นจนเกินไป ใช้ สีที่ชวนมอง น่าสนใจ จัดองค์ประกอบภาพได้ดี ผู้ชมสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เข้าใจเรื่องราวตามที่ผู้นำเสนอ ต้องการ 3.5) การจัดทำสื่อประสม (Multimedia) สื่อประสมเป็นการนำเอาสื่อหลายลักษณะมาใช้ร่วมกัน ผู้จัดทำอาจใช้ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว โดยมีการนำเสียงประกอบมาใช้ให้ตื่นเต้น เร้าใจทำให้สื่อประสมมีความ น่าสนใจมากกว่าสื่ออื่นๆ เพียงแต่ว่าการจัดทำจะต้องผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดี เพราะมีทั้งเนื้อหาสาระที่ มีเป็นข้อความ มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือวิดีโอ เข้ามาใช้พร้อมๆ กัน ด้วยการเลือกเสียงเพลง เสียง บรรยาย เสียงประกอบ (Sound Effect) มาผสมผสานให้เรื่องราวที่นำเสนอมีความน่าสนใจ ถ้าหากการจัดทำ มีการลำดับต่อเนื่องที่ดี และในการนำเสนอ สามารถเชื่อมต่อข้อมูล (Link) ได้ในทันที จะเพิ่มความน่าสนใจ และความประทับใจมากยิ่งขึ้นเมื่อจัดทำสื่อหรือผลิตสื่อเรียบร้อยแล้ว ควรมีการทดลองใช้ ตรวจสอบความถูก ต้องหรือตรวจสอบการทำงานของสื่อว่าเป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้หรือไม่ ปรับปรุงแก้ไขให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ถ้าเป็นไปได้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้เกี่ยวข้องช่วยตรวจสอบแนะนำ พิจารณาคุณภาพของสื่ออีกครั้งก่อนที่จะ นำเสนอก็จะทำให้สื่อที่ผลิตมีความถูกต้อง มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 3.4การประเมินทักษะการนำเสนอ ตารางที่ 1 การประเมินทักษะการนำเสนอ ระดับ Օ ถ้าทำได้ให้Օ พูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด สามารถอธิบายความคิดของตนเองได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สามารถอธิบายโดยใช้รูปภาพหรือตารางประกอบการอธิบายเหตุผลได้ สามารถพูดเชื่อมโยงระหว่างเหตุผลกับเรื่องที่รู้มาแล้วได้ สามารถพูดโดยการเช็คความเข้าใจของผู้ฟังไปด้วย สามารถอธิบายได้โดยใช้ข้อมูลที่มีอย่างเป็นประโยชน์และเข้าใจง่าย มีการสังเกตสภาวะของผู้ฟังเวลาพูด ที่มา : ตารางการประเมินทักษะการเรียนรู้ของตนเองสำหรับชั้นประถมศึกษา (ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์)


4. แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 4.1 ความพึงพอใจ นักการศึกษากล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจ ดังนี้ กาญจนา อรุณสุขรุจี (2555 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถ สังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีสิ่งเร้าที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะทำให้ บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความ พึงพอใจในงานนั้น ไสว คุณโน (2553) กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึง สภาพหรือระบุความพึงพอใจที่เป็นผลมาจาก ความสนใจและเจคติของบุคคลที่มีต่องานความพึงพอใจเป็นความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลในการปฏิบัติงาน ซึ่งมี ความหมายรวมไปถึงความพึงพอใจในสภาพแวดล้อมทางกายภาพด้วยการมีความสุขที่ทำงานร่วมกันกับคนอื่น ที่เข้ากันได้มีทัศนคติที่ดีต่องานด้วย พงศธร หวังกลุ่มกลาง (2557 ) ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถ ถอดความเครียดของผู้ที่ทำงานให้ลดน้อยลงถ้าเกิดความเครียดมากจะทำให้เกิดความไม่พอใจในการทำงาน และความเครียดนี้มีผลมาจากความต้องการของมนุษย์ เมื่อมนุษย์มีความต้องการมากจะเกิดปฏิกิริยาเรียกร้อง หาวิธีตอบสนองความเครียดก็จะลดน้อยลง หรือหมดไปความพึงพอใจจะมากขึ้น จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปความหมายของความพึงพอใจได้ว่าเป็นความรู้สึกของบุคคลใน ทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อ สิ่งที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ 4.2 ความสำคัญของความพึงพอใจ นักการศึกษากล่าวถึงความหมายของความสำคัญของความพึงพอใจ ดังนี้ พอร์เตอร์ (2553) ได้กล่าวถึงความพึงพอใจว่า บุคคลจะเกิดความพึงพอใจได้ก็ต่อเมื่อประเมินแล้ว ว่านั้น ๆ จะนำมาให้ ซึ่งบุคคลได้มีความตัดสินใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคุณค่าของสิ่งที่ได้รับเป็นเช่นไร บุคคลจึง เลือกเอางานที่เป็นผลลัพธ์เหล่านั้นมาให้ แนวคิดทฤษฎีนี้อยู่ที่ผลได้ความปรารถนาที่รุนแรง และความ คาดหมายทฤษฎีความคาดหมายจะคาดคะเนว่าโดยทั่วไป บุคคลแต่ละคนจะแสดงพฤติกรรมก็ต่อเมือเขา มองเห็นโอกาสความน่าจะเป็นค่อนข้างเด่นชัดว่าหากมีความพยายามก็จะนำไปสู่ผลงานที่สูงขึ้นและยังมองเห็น โอกาสความน่าจะเป็นไปค่อนข้างสูงอีกว่า ผลงานที่สูงขึ้นจะนำไปสู่ผลที่ปรารถนาได้ ความคาดหมายนี้จะเกิด ก่อนการกระทำจึงสามารถเป็นเหตุของการกระทำพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งเกิดจากแรงผลักดัน ส่วนหนึ่งเกิด จากความต้องการและอีกส่วนหนึ่งเกิดมาจากความคาดหมายที่จะได้รับสิ่งจูงใจ ผลตอบแทนหรือผลลัพธ์ซึ่งจะ มีความสำคัญและจะเป็นตัวทำให้เกิดพฤติกรรมใดนั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจต่อผลตอบแทน


พรรณี ช.เจนจิต (2545 ) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลทำให้แต่ละคนสนองตอบต่อสิ่งเร้าแตกต่างกันออกไปบุคคล จะมีความพึงพอใจมากหรือน้อย เกี่ยวกับสิ่งใด ขึ้นอยู่กับประกอบ 4 ประการ คือ 1. การอบรมแต่เล็กๆเป็นไปในลักษณะค่อยๆ ดูดซึมจากการเลียนแบบพ่อกับแม่และคนข้างเคียง ไม่ ต้องมีใครมาสอน ดังนั้นความพึงพอใจจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ 2. ประสบการณ์ของบุคคล 3. การรับถ่ายทอดความพึงพอใจที่มีอยู่แล้ว 4. สื่อมวลชน จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ความสำคัญของความพึงพอใจนั้นส่งผลต่อพฤติกรรม ของบุคคลในการที่จะตอบสนองหรือแสดงออกต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความ พึงพอใจต่อผลตอบแทน 4.3 การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ นักการศึกษากล่าวถึงการสร้างแบบวัดความพึงพอใจไว้ดังนี้ สมนึก ภัททิยธนี (2553) กล่าวว่า การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ มีดังนี้ 1. คำชี้แจงระบุถึงจุดประสงค์และวิธีการตอบแบบสอบถาม พร้อมตัวอย่าง 2. ข้อคำถามส่วนตัวผู้ตอบแบบสอบถาม เช่น ชื่อ สกุล เพศ ระดับการศึกษาอาชีพ ฯลฯ 3. ข้อคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง และความคิดเห็น เป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ รายละเอียด เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษา เพื่อให้แบบสอบถามมีคุณภาพสูง จากความหมายดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การสร้างแบบวัดความพึงพอใจมีขั้นตอน ดังนี้ 1) กำหนด เนื้อหาในการสร้างแบบวัดความพึงพอใจ 2) เลือกประเด็นในการวัดและกำหนดวิธีที่จะใช้ในการวัด 3) สร้าง แบบวัดความพึงพอใจ 4) นำแบบสอบถามวัดความพึงพอใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิง เนื้อหา 5) นำแบบสอบถามความพึงพอใจมาหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ และ 6) นำ แบบสอบถาม วัดความพึงพอใจไปใช้จริงและแปลผล 4.4 การวัดความพึงพอใจ นักการศึกษากล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ดังนี้ ภณิดา ชัยปัญญา (2547) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถทำได้ใน ลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจทางตรง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดีจะได้ข้อมูล ที่เป็นจริง


3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคล เป้าหมายไม่ว่าจะ แสดงออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่างมีระเบียบแบบ แผน พรทิพย์ ไชยโส (2545) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข (Numerical Rating Scale) รูปแบบที่ง่ายที่สุดของมาตราส่วนประมาณค่า คือ การให้ผู้ประมาณค่ากา หรือ วงกลมรอบตัวเลขที่ชี้ คือระดับที่ลักษณะซึ่งกำลังจะประมาณค่าแสดงออก โดยทั่วไปในแต่ละชุดของ ตัวเลขได้กำหนดบรรยายด้วยถ้อยคำไว้ที่มีลักษณะคำบรรยายเหมือนกันในแต่ละคุณลักษณะที่ประเมิน ใน บางกรณีผู้ประมาณค่าเพียงแต่ได้รับตัวเลขที่มีค่าสูงที่สุด คือค่าต่ำสุดและค่ากลางอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างตัวเลขที่ มีค่าสูงสุด และต่ำสุด มาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข มีประโยชน์เมื่อคุณลักษณะหรือคุณภาพที่ถูก ประมาณค่าสามารถจัดประเภทได้ในจำนวนแต่ละประเภทที่จำกัดและมีความสอดคล้องร่วมกันโดยทั่วไป ประเภทที่แสดงด้วยตัวเลขแต่ละตัว โดยปกติที่ใช้ตัวเลขโดยนิยามไว้แบบหลวม ๆ เพื่อสามารถตีความหมาย และนำไปใช้ในมาตราได้ต่าง ๆ กัน ผู้วิจัยได้นำเสนอภาพประกอบ แสดงตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข ที่มา : หนังสือหลักการวัดและประเมินผลการศึกษาขั้นสูง (พรทิพย์ ไชยโส 2545 ) ภาพประกอบ 2-2 แสดงตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปความหมายของการวัดความพึงพอใจทำได้หลายวิธี เช่น หารใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต การวัดความพึงพอใจนั้นอาจมีผลคลาดเคลื่อน ถ้าการแสดง แสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างแบบประเมินความพึงพอใจที่มี ต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) กำหนดเกณฑ์การให้ คะแนนระดับความพึงพอใจ ไว้ 5 ระดับ ดังนี้ ตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าแบบตัวเลข คำชี้แจง ให้บ่งชี้ถึงระดับที่ซึ่งนักเรียนให้ความร่วมมือในการอภิปรายในห้องเรียนโดย วงรอบตัวเลขที่เหมาะสมกับระดับความร่วมมือ ตัวเลขแสดงค่าดังต่อไปนี้ 5 หมายถึง ดีมาก 4 หมายถึง ค่าเฉลี่ยดี 3 หมายถึง ค่าเฉลี่ยปานกลาง 2 หมายถึง ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย และ 1 หมายถึง ยังไม่น่าพอใจ 1. นักเรียนมีส่วนช่วยในการอภิปรายมากน้อยเพียงใด 1 2 3 4 5 2. การให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังอภิปรายเป็นอย่างไร 1 2 3 4 5


5 หมายถึง ดีมาก 4 หมายถึง ค่าเฉลี่ยดี 3 หมายถึง ค่าเฉลี่ยปานกลาง 2 หมายถึง ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย 1 หมายถึง ยังไม่น่าพอใจ 5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทักษะการนำเสนอ แนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด โดยมี รายละเอียด ดังนี้ 5.1 งานวิจัยในประเทศ ตติมา ทิพย์จินดาชัยกุล (2557) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบ เปิด (Open Approach) ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามรถในการให้เหตุผลทาง คณิตศาสตร์ เรื่องทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามรถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการ แบบเปิด เรื่องทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนได้รับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วีการแบบเปิด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความสามารถในการ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด เรื่องทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.37 3) ความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด เรื่องทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สุงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิดอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทวีศิลป์ ในจิต (2563) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เพื่อส่งเสริมทักษะการ พูดนำเสนอภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการพูด นำเสนอภาษาอังกฤษของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ โครงงาน 5 ด้านได้แก่ 1) ด้านกระบวนการการจัดการเรียนรู้2) ด้านเนื้อหาสาระของการจัดการเรียนรู้3) ด้าน รูปแบบภาษาของการจัดการเรียนรู้4) ด้านการประเมินทักษะการพูดนำเสนอภาษาอังกฤษ และ 5)ด้าน ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ผลปรากฏว่านักเรียนมีระดับความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.07, S.D. = 0.04)


พัทธยากร บุสสยา (2559) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด ที่ มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการแกปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ วิธีการแบบเปิด ของนกัเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 สูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ70 อย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .05 พงษ์รินทร์ คำสีทิพย์ (2559) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ผ่านการ เขียนอธิบายของนักเรียนที่ใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด ผลการวิจัยพบว่า 1) พบว่า นักเรียนมีลักษณะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ ลักษณะที่1 ความถูกต้องแม่นยำ เห็นได้จากมีการแสดง ความคิดเห็นหรือวิธีการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องและชัดเจน ลักษณะที่2 ความคุ้มค่า เห็นได้จากมีการแสดงความคิดเห็นหรือวิธีการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในการ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์โดยการแสดงเหตุผลและแนวคิดนั้นเป็นวิธีการสั้นๆ และสมาชิกในกลุ่มสามารถ เข้าใจได้ตรงกัน ลักษณะที่3 ความเป็นอิสระ เห็นได้จากมีการแสดงแนวคิดและเหตุผลที่หลากหลายภายใต้ สาระการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ที่คาดหวังไว้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งแสดงแนวคิดและเหตุผลที่ แตกต่างจากคำตอบในแผนการจัดการเรียนรู้ 2) แนวทางในการส่งเสริมการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ผ่านการ เขียนอธิบายทำได้โดยการออกแบบและสร้างสถานการณ์ปัญหาสามารถนำไปสู่การออกแบบรูปแบบการเขียน อธิบาย และบทบาทของครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ส่งผลให้นักเรียนมีการพัฒนาการสื่อสารด้วยการ ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เขียนแสดงแนวคิดและเหตุผล ศุภมาศ แก้วมณี (2561) ได้ทำการวิจับเรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดเพื่อพัฒนาทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีการสอนแบบปกติหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีการแบบเปิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยวิธีการแบบเปิด หลังเรียนสูงกว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอน แบบปกติ อย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ 0.05 วนัญชนา เชิงคี (2555, บทคัดย่อ) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ ปัญหา คณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการเปิด สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จํานวน 48 คน พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้น การพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์โดยใช้วิธีการแบบเปิด เรื่อง การประยุกต์ของสมการเชิงเส้น ตัวแปรเดียวสําหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้ง 3 แผนการจัดการเรียนรู้ มีความสอดคล้องกับหลักสูตร


แกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีความเหมาะสมมากที่สุด ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์เรื่อง การประยุกต์ของสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน อย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนไม่แตกต่างกัน ไพรจิตร บ้านเหล่า (2551, บทคัดย่อ) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดโดยใช้วิธีการสอนแบบเปิด (Open Approach) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ของ โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษา จังหวัดขอนแก่น จํานวน 40 คน โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการซึ่งมีวงจร ปฏิบัติทางการวิจัย 3 วงจร คือวงจรปฏิบัติการที่ 1 ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-3 วงจร ปฏิบัติการที่ 2 ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4-6 วงจร ปฏิบัติการที่ 3 ประกอบด้วย แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 7-9 หลังจากทดลองกิจกรรมการเรียนการสอน เสร็จสิ้นลงในแต่ละวงจรปฏิบัติการทําการ ทดสอบย่อย เพื่อประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน จากนั้นนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางในการ ปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ปรียานุช พายุบุตร (2557, บทคัดย่อ) ได้ทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความคิด สร้างสรรค์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการแบบเปิด โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองแปน จังหวัดขอนแก่น จํานวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการ เรียนรู้วิชาภาษาไทยด้วยวิธีการแบบเปิด จํานวน 4 แผน และ 2) ผลงานของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใน การทําวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีสําหรับ การวิเคราะห์ข้อมูลวิธีการคิดวิเคราะห์ของ กิลฟอร์ด ได้แก่ 1) ความคิดริเริ่ม 2)ความคิดคล่องแคล่ว 3) ความคิดยืดหยุ่น 4) ความคิดละเอียดลออ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนักเรียนได้รับกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยวิธีการแบบเปิดแล้วทําให้นักเรียนมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ตามเกณฑ์ / ตามกรอบแนวคิด สร้างสรรค์ของกิลฟอร์ค 4 ด้าน คือ ได้แก่ 1) ความคิดริเริ่ม 2) ความคิด คล่องแคล่ว 3) ความคิดยืดหยุ่น 4) ความคิดละเอียดลออ ไม่เกิดเนื่องจากในด้านนี้นักเรียนไม่ได้สร้างหรือ ผลิตผลงานขึ้นใหม่ อรพรรณ พรหมจิตติพงศ์ (2553) การศึกษาลักษณะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ในชั้นเรียน คณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการแบบเปิดของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกุดบากราษฎร์บํารุง จังหวัด สกลนคร บทคัดย่อการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ การศึกษาลักษณะการสื่อสาร ทางคณิตศาสตร์ของคณิตศาสตร์ ของนักเรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ ที่ใช้วิธการแบบเปิด (Open Approach) มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียน กุดบากราษฎร์บํารุง จังหวัดสกลนคร ปีการศึกษา 2553 ที่ได้เรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการ แบบเปิด วิธีการดําเนินการวิจัยมีดังนี้ 1) ศึกษา และทําความเข้าใจกรอบทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของ Emori (2005) 2) คัดเลือก กลุ่มเป้าหมาย 3) กําหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการแบบเปิดพร้อม กําหนครอบทฤษฎีสําหรับวิเคราะห์ข้อมูล 4) เก็บรวบรมข้อมูล 5) นําเสนอข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ โปรโตคอล ตามกรอบการ วิเคราะห์ลักษณะการสื่อสารในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของ Enmori (2005) ตัวแปร ที่ศึกษา ลักษณะการ สื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีกรแบบเปิด (Open


Approach) ตัวแปรตาม มีลักษณะของการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิธีดําเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้น เรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเน้นการวิเคราะห์โปรโตคอล (Protocol Analysis) และการบรรยาย จตุพร นาสินสร้อย (2557) ได้ทําการศึกษาเรื่อง การคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน เรื่องการคูณ ใน ชั้นเรียนที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสํารวจการคิด ทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียน เรื่อง การคูณ ในชั้นเรียนที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด โดย มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จํานวน 8 คน โรงเรียนคูคําพิทยาสรรพ์ โดย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบบันทึกภาคสนาม แบบบันทึกการสัมภาษณ์ และผลการวิจัย พบว่า บริบบทชั้นเรียนที่ใช้ในการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิดเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ทําให้นักเรียนมีการแสดงแนวคิดที่ หลากหลาย โดยพบแนวคิดทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ 7 ประเภท คือ 1) แนวคิดเกี่ยวกับเซต นักเรียน แสดงเซตที่มีเงื่อนไขการจัดสิ่งของชนิดเดียวกันให้รวมกันเป็นกลุ่มและเซตที่มีเงื่อนไขการจัดสิ่งของชนิด เดียวกันให้รวมกันเป็นกลุ่ม โดยที่สมาชิกในแต่ละกลุ่มเท่ากัน 2) แนวคิดเกี่ยวกับหน่วย นักเรียนใช้หน่วยการ นับ ได้แก่ การนับทีละหนึ่ง การนับทีละสอง และการนับทีละห้า 3) แนวคิดเกี่ยวกับการแสดงแทน นักเรียนใช้ เครื่องหมายกากบาทเพื่อแสดงแทนการคูณ โดยที่ตัวตั้งเป็นจํานวนสมาชิกในแต่ละกลุ่มและตัวคูณเป็นจํานวน กลุ่ม และการใช้บล็อกแสดงแทนการจัดกลุ่มสิ่งของให้เป็นไปตามเงื่อนไข การใช้การคูณในการคํานวณหา จํานวน ของสิ่งของทั้งหมด 4) แนวคิดเกี่ยวกับการดําเนินการนักเรียนระบุการดําเนินการเพื่อหาจํานวนของ สิ่งของทั้งหมดโดยใช้การคูณ 5) แนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการนักเรียนเขียนตารางการคูณของ 2 ตารางการ คูณของ 5 ตารางการคูณของ 3 และตารางการคูณของ 4 โดยที่ผลลัพธ์จะเพิ่มขึ้นตาม ตารางการคูณนั้น 6) แนวคิดเกี่ยวกับสมบัติพื้นฐาน นักเรียนแสดงสมบัติการสลับที่การคูณและเอกลักษณ์การคูณ 7) แนวคิด เกี่ยวกับการคิดเชิงการกระทํานักเรียนใช้แนวคิดเกี่ยวกับหน่วยตรวจสอบจํานวนสมาชิกในแต่ละกลุ่มเพื่อให้ เป็นกลุ่มสิ่งของชนิดเดียวกัน โดยที่แต่ละกลุ่มมีสมาชิกเท่ากัน ตติมา ทิพย์จินดา (2556) ได้ทําการศึกษาเรื่องผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open Approach) ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผลการศึกษาพบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด เรื่อง ทักษะกระบวนการ ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น แสดงให้เห็น ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเปิดส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สูงขึ้น อรพรรณ พรหมจิตติพงศ์ (2553) การศึกษาลักษณะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ใน ชั้นเรียน คณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการแบบเปิดของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกุดบาก ราษฎร์บํารุง จังหวัด สกลนคร บทคัดย่อการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ การศึกษาลักษณะการสื่อสาร


ทางคณิตศาสตร์ของคณิตศาสตร์ ของนักเรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ ที่ใช้วิธการแบบเปิด (Open Approach) มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 โรงเรียน กุดบากราษฎร์บํารุง จังหวัดสกลนคร ปี การศึกษา 2553 ที่ได้เรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการ แบบเปิด วิธีการดําเนินการวิจัยมีดังนี้ 1) ศึกษา และทําความเข้าใจกรอบทฤษฎีเกี่ยวกับลักษณะการ สื่อสารทางคณิตศาสตร์ของ Emori (2005) 2) คัดเลือก กลุ่มเป้าหมาย 3) กําหนดเครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยและจัดทําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการแบบเปิด พร้อม กําหนครอบทฤษฎีสําหรับวิเคราะห์ ข้อมูล 4) เก็บรวบรมข้อมูล 5) นําเสนอข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์ โปรโตคอล ตามกรอบการ วิเคราะห์ลักษณะการสื่อสารในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของ Enmori (2005) ตัวแปร ที่ศึกษา ลักษณะการ สื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีกรแบบเปิด (Open Approach) ตัวแปรตาม มีลักษณะของการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิธีดําเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้น เรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเน้นการวิเคราะห์โปรโตคอล (Protocol Analysis) และการบรรยาย จตุพร นาสินสร้อย (2557) ได้ทําการศึกษาเรื่อง การคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน เรื่องการคูณ ใน ชั้นเรียนที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสํารวจการคิด ทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียน เรื่อง การคูณ ในชั้นเรียนที่ใช้การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด โดย มีกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จํานวน 8 คน โรงเรียนคูคําพิทยาสรรพ์ โดย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบบันทึกภาคสนาม แบบบันทึกการสัมภาษณ์ และผลการวิจัย พบว่า บริบบทชั้นเรียนที่ใช้ในการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการ แบบเปิดเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ทําให้นักเรียนมีการแสดงแนวคิดที่ หลากหลาย โดยพบแนวคิดทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การ คูณ 7 ประเภท คือ 1) แนวคิดเกี่ยวกับเซต นักเรียน แสดงเซตที่มีเงื่อนไขการจัดสิ่งของชนิดเดียวกันให้ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ Oh, Jung & Jec (2006) ไ ด้พัฒ น า Program cultivating divergent thinking in through an open-ended approach โดยมีเป้าประสงค์เพื่อช่วยเหลือการสร้างพื้นฐานการคิดที่มีความแตกต่างในวิชา คณิตศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานปัญหาแบบ Open-ended และเพื่อตรวจสอบผลกระทบของปัญหานี้ ผู้เข้าร่วม การศึกษา จํานวน 398 คน ที่มาจากนักเรียนเกรด 7 ที่เข้าศึกษาใน Middle school ในกรุงโซล ประเทศ เกาหลีใต้ วิธีการคือ การวัดผลทั้งก่อนและหลังผ่านโครงการ โดยเน้นการวัดผลไปที่ทักษะการคิดที่แตกต่างกัน ผ่านปัญหาแบบ Open-ended ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักเรียนที่ผ่านการสอนด้วย กระบวนการนี้มี ทักษะ Thinking in mathematics ที่ดีกว่านักเรียนกลุ่มที่ไม่ผ่านโครงการในการ 2) ผลงานของนักเรียนการ วิเคราะห์ข้อมูลในการทําวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีสําหรับการวิเคราะห์ข้อมูลวิธีการคิดวิเคราะห์ ของกิลฟอร์ด ได้แก่ 1) ความคิดริเริ่ม 2)ความคิดคล่องแคล่ว 3) ความคิดยืดหยุ่น 4) ความคิดละเอียดลออ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนักเรียนได้รับกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยวิธีการแบบเปิดแล้ว ทําให้นักเรียนมีการพัฒนา


ความคิดสร้างสรรค์ตามเกณฑ์/ตามกรอบแนวคิด สร้างสรรค์ของกิลฟอร์ค 4 ด้าน คือ ได้แก่ 1) ความคิดริเริ่ม 2) ความคิดคล่องแคล่ว 3) ความคิดยืดหยุ่น 4) ความคิดละเอียดลออ ไม่เกิดเนื่องจากในด้านนี้นักเรียนไม่ได้ สร้างหรือผลิตผลงานขึ้นใหม่ประเมินโดยรวมเกี่ยวกับทักษะการคิด Thinking in mathematics ที่แตกต่างใน หลากหลาย องค์ประกอบ อันได้แก่ ความคล่องแคล่วความยืดหยุ่น และความดั้งเดิม Tougaw (1994) ได้ศึกษาถึงผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนโดยใช้การแก้ปัญหาที่เป็นแบบเปิด (Open Approach) ในการเรียนคณิตศาสตร์ โดยศึกษาถึงพฤติกรรมการแก้ปัญหาและเจตคติที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการแก้ปัญหาแบบเปิดกว้าง หมายถึง การสร้างข้อคาดเดา การสืบค้น การ ค้นพบ การอภิปราย การพิสูจน์ ในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักเรียนต้องใช้ความรู้ทักษะกระบวนการคิด และเจตคติทางบวกเป็นพื้นฐาน ผลการทดลองพบว่า นักเรียนที่ผ่านการเรียนโดยใช้การแก้ปัญหาแบบเปิด กว้างมีเจตคติทางบวกต่อการเรียน Kwan, jung & jee (2006) ได้ทําการศึกษาเรื่องผลการใช้กระบวนการแบบเปิดที่มีต่อการคิดอย่าง อิสระในวิชาคณิตศาสตร์ โดยผลการวิจัยพบว่าปัญหาปลายเปิดสามารถทําให้นักเรียนได้คําตอบต่าง ๆ หรือ วิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังสามารถนําไปสู่การพัฒนาความสามารถในการสื่อสารทาง คณิตศาสตร์ในระหว่างการพูดคุยหาข้อสรุปที่แตกต่างกันของนักเรียน และความสามารถในการแก้ปัญหา ประโยชน์จากปัญหาปลายเปิด นั่นคือ ทําให้นักเรียนทุกคนไม่ว่าจะเก่งหรืออ่อนในวิชาคณิตศาสตร์ สามารถที่ จะลองและค้นหาคําตอบของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาตามความสามารถ ของตนเองอย่างอิสระและนี่คือเหตุผลที่ ปัญหาปลายเปิดสามารถนํามาใช้ได้ง่ายสําหรับการเรียนการสอนที่นักเรียนมีความแตกต่างกัน โนดะ (Nohda) [n.d.]. ได้ทําการศึกษาเรื่อง การใช้กระบวนการแบบเปิดในการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ในโรงเรียน โดยผลการศึกษาพบว่า ในชีวิตประจําวันที่นักเรียนกําลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น นักเรียนสามารถแก้ปัญหาโดยใช้ความหลากหลายของวิธีการแก้ปัญหา เพื่อส่งเสริมความคิดทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียน ครูคณิตศาสตร์ควรเน้นการแก้ปัญหาเพื่อให้ นักเรียนค้นพบวิธีที่ดีกว่าให้นักเรียนฝึกการคิดผ่าน การอภิปรายของคําตอบต่าง ๆ ของปัญหานั้น จากการศึกษาวรรณกรรมและงานวิจัยต่าง ๆ ดังข้างต้น ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนได้มีการศึกษาและนักวิจัยจํานวนมากที่ศึกษาตามบริบทของสิ่งที่ผู้ทําวิจัย สนใจศึกษาแตกต่างกัน ออกไปในรูปแบบของวิจัยเชิงทดลอง และพบว่างานวิจัยที่จัดทําเกี่ยวกับทักษะการนำเสนอทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบเปิดยังมีน้อย โดยเฉพาะในบริบทชั้นเรียนที่จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการ แบบเปิด ซึ่งบริบทที่ชั้นเรียนคณิตศาสตร์ของไทยยังไม่ แพร่หลายนัก เป็นสิ่งที่ครูผู้สอนไม่คุ้นชิน และงานวิจัย ที่พบส่วนใหญ่เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษากลุ่มเป้าหมายกรณีตัวอย่าง ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการ จัดการเรียนรู้วิธีการแบบเปิดเพื่อประเมินทักษะการนำเสนอของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การคูณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพีระยานุเคราะห์ฯ ๑


บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด” ผู้วิจัย ได้ดำเนินการในลักษณะงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้ระเบียบ วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเน้นการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ในชั้นเรียนที่สอนด้วย วิธีการแบบเปิด ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังนี้ 1. กลุ่มเป้าหมาย 2. ขอบเขตเนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การสร้างและศึกษาเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1.กลุ่มเป้าหมาย การวิจัยในครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 4 คน โรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดนพรียะนุเคราะห์ฯ 1 ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 2.ขอบเขตเนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นสาระในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551(ฉบับปรับ ปรุบ2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครอบคลุมมาตรฐานดังต่อไปนี้ มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการ ของจำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติการดำเนินการ และนำไปใช้ 3.เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เครื่องมือที่ใช้ในการ ประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์คือ กิจกรรมสถานการณ์ ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด ประกอบด้วย 1.1 กิจกรรมสถานการณ์ปัญหากิจกรรมสถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด จำนวน 4 กิจกรรม รวมทั้งหมด 4 ชั่วโมง ดังนี้ 1.1.1 มาตรฐาน ค 1.1 กิจกรรมที่ 1 ดีดดี มีชัย จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง


1.1.2 มาตรฐาน ค 1.1 กิจกรรมที่ 2 วงล้อสูตรคูณ จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 1.1.3 มาตรฐาน ค 1.1 กิจกรรมที่ 3 เขียนอย่างไรได้ 12 จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 1.1.4 มาตรฐาน ค 1.1 กิจกรรมที่ 4 แข่งขันหรรษา จำนวน 1 แผน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 2.1 แบบประเมินทักษะการนำเสนอ เป็นแบบประเมินตามระดับ 5 ระดับ 4.การสร้างและศึกษาเครื่องมือ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและศึกษาเครื่องมือที่ใช้ในการ ประเมินดังนี้ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินในครั้งนี้ คือ กิจกรรมสถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบ เปิด มีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะส่วนประกอบ ดังต่อไปนี้ 1.1 กิจกรรมสถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด มีลักษณะเป็นกิจกรรม สถานการณ์ปัญหาที่สามารถเขียนแนวคิดวิธีการในการแก้ไขปัญหา จำนวน 4 กิจกรรม รวมทั้งหมด 4 ชั่วโมง ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 เเสดงรายละเอียดกิจกรรมสถานการณ์ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด ในการประเมิน ทักษะการนำเสนอของนักเรียน สถานการณ์ปัญหา กิจกรรม ระยะเวลา (ชั่วโมง) 1 กิจกรรมที่ 1 ดีดดี มีชัย 1 2 กิจกรรมที่ 2 วงล้อสูตรคูณ 1 3 กิจกรรมที่ 3 เขียนอย่างไรได้ 12 1 4 กิจกรรมที่ 4 แข่งขันหรรษา 1 รวมเวลาทั้งสิ้น 4 1.2 ส่วนประกอบของกิจกรรมสถานการณ์ปัญหา ในการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทาง คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด มีส่วนประกอบ ดังต่อไปนี้ 1.2.1 มาตรฐานการเรียนรู้ 1.2.2 กิจกรรมสถานการณ์ปัญหา 1.2.3 คำชี้แจง 1.2.4 แนวคิดของผู้เรียน


2.เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินทักษะการนำเสนอ และการบันทึกวีดิทัศน์ การนำเสนอ 2.1 แบบประเมินทักษะการนำเสนอ มีลักษณะเป็นแบบประเมินทักษะการนำเสนอ แบบประเมินตาม ระดับ 5 ระดับ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 แบบประเมินทักษะการนำเสนอ ระดับ Օ ถ้าทำได้ให้Օ พูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด สามารถอธิบายความคิดของตนเองได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สามารถอธิบายโดยใช้รูปภาพหรือตารางประกอบการอธิบายเหตุผลได้ สามารถพูดเชื่อมโยงระหว่างเหตุผลกับเรื่องที่รู้มาแล้วได้ สามารถพูดโดยการเช็คความเข้าใจของผู้ฟังไปด้วย สามารถอธิบายได้โดยใช้ข้อมูลที่มีอย่างเป็นประโยชน์และเข้าใจง่าย มีการสังเกตสภาวะของผู้ฟังเวลาพุด 2.2 การบันทึกวีดิทัศน์การนำเสนอ ที่มา : ตารางการประเมินทักษะการเรียนรู้ของตนเองสำหรับชั้นประถมศึกษา (ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์) ประสิทธิ์)


5.การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. การจัดกิจกรรมการประเมินทักษะการนำเสนอ การประเมินครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยกำหนดช่วงเวลาในการเก็บข้อมูล จากการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่ สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 4 คน ใช้กิจกรรมสถานการณ์ปัญหา จำนวน 4 กิจกรรม รวมทั้งหมด 4 ชั่วโมง โดยได้ดำเนินการ ตามดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 เเสดงกำหนดการกิจกรรมการประเมินทักษะการนำเสนอ วัน/เดือน/ปี ครั้งที่ เรื่อง ชั่วโมง 22 กันยายน 2565 1 กิจกรรมที่ 1 ดีดดี มีชัย 1 23 กันยายน 2565 2 กิจกรรมที่ 2 วงล้อสูตรคูณ 1 24 กันยายน 2565 3 กิจกรรมที่ 3 เขียนอย่างไรได้ 12 1 25 กันยายน 2565 4 กิจกรรมที่ 4 แข่งขันหรรษา 1 รวม 4 2. การบันทึกผลการประเมิน 2.1 การประเมินทักษะการนำเสนอ โดยการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด 2.2 นำข้อมูลที่ได้จากประเมินทักษะการนำเสนอ มาวิเคราะห์หาค่าสถิติ เพื่อประเมินทักษะการ นำเสนอ โดยการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้น เรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด 6.การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์เพื่อตอบวัตถุประสงค์การศึกษาค้นคว้า เพื่อประเมินทักษะการนำเสนอ โดยการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ใช้แบบประเมินทักษะการนำเสนอ 7.สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมมูล ผู้วิจัยศึกษาการใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ ค่าเฉลี่ย (Mean) ใช้สูตรดังนี้ (ไพศาล วรคำ, 2555 : 317) ̅ = ∑


เมื่อ ̅แทน ค่าเฉลี่ย ∑ แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด ร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรดังนี้ (ไพศาล วรคำ, 2555 : 315) P = × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ผลการวิจัยสรุปดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 ผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการ แบบเปิด ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ตารางที่ 5 แสดงข้อมูลทั่วไปของนักเรียนชั้นระถมศึกษาปีที่ 4 จำแนกตามเพศ เพศ จำนวน ร้อยละ หญิง 1 14.29 ชาย 6 85.71 รวม 7 100 ตอนที่ 2 ผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด การประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด จำนวน 7 คน โดยใช้กิจกรรมสถานการณ์ปัญหา 4 กิจกรรม ซึ่งปรากฏผลดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 แสดงข้อมูลผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด กิจกรรม ระดับค่าเฉลี่ย พฤติกรรมที่แสดงออกผ่านการนำเสนอ กิจกรรมที่ 1 ดีดดี มีชัย สามารถอธิบายความคิดของตนเองได้อย่าง เป็นขั้นเป็นตอน กิจกรรมที่ 2 วงล้อสูตรคูณ สามารถอธิบายโดยใช้รูปภาพหรือตาราง ประกอบการอธิบายเหตุผลได้ กิจกรรมที่ 3 เขียนอย่างไรได้ 12 สามารถพูดเชื่อมโยงระหว่างเหตุผลกับเรื่อง ที่รู้มาแล้วได้ กิจกรรมที่ 4 แข่งขันหรรษา สามารถพูดเชื่อมโยงระหว่างเหตุผลกับเรื่อง ที่รู้มาแล้วได้


จากตารางพบว่า ผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด พฤติกรรมที่เเสดงออกผ่านการนำเสนอ กิจกรรมที่ 1 ดีดดี มีชัย อยู่ในระดับ 2 ดาว คือ สามารถอธิบายความคิดของตนเองได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน กิจกรรมที่ 2 วง ล้อสูตรคูณ อยู่ในระดับ 3 ดาว คือ สามารถอธิบายโดยใช้รูปภาพหรือตารางประกอบการอธิบายเหตุผลได้ กิจกรรมที่ 3 เขียนอย่างไรได้ 12 อยู่ในระดับ 4 ดาว คือ สามารถพูดเชื่อมโยงระหว่างเหตุผลกับเรื่องที่รู้มาแล้ว ได้กิจกรรมที่ 4 แข่งขัน หรรษา อยู่ในระดับ 4 ดาว คือ สามารถพูดเชื่อมโยงระหว่างเหตุผลกับเรื่องที่รู้มาแล้ว ได้ ตัวอย่างการสะท้อนผลชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการสอนแบบเปิด ชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่เน้นการแก้ปัญหาในฐานะวิธีการแบบเปิดลำดับวิธีการสอน 4 ขั้น ในเรื่อง การ คูณ ทั้งหมด 4 สถานการณ์ปัญหา 4 คาบ การวิเคราะห์นี้เป็นตัวอย่างลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่เน้นการแก้ปัญหาในฐานะวิธีการแบบเปิด จำนวน 1 สถานการณ์ปัญหา กิจกรรม ดีดดี มีชัย สถานการณ์ปัญหา ดีดดี มีชัย เป้าหมายของคาบ นักเรียนค้นพบสถานการณ์ปัญหาที่ต้องใช้การดำเนินการของศูนย์ และสามารถ สร้างประโยคสัญลักษณ์การคูณของศูนย์จากสถานการณ์ปัญหาการนับแต้มจากการดีดฝาขวด คำชี้แจง ให้นักเรียนใช้นิ้วดีดฝาขวดไปที่เป้าคะแนน ลงช่องคะแนนไหนแล้วจะได้รับบัตรคะแนนตาม คะแนนที่ได้ แล้วบันทึกผลลงในตารางที่ครูแจกให้แต่ละคน โดยที่นักเรียนแต่ละคน จะได้ดีดฝาขวดคนละ 10 ครั้ง นักเรียนที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ขั้นที่ 1 นำเสนอปัญหาปลายเปิด วันนี้จะพานักเรียนเล่นเกมนับแต้มไม่ใช้ฝาขวดดีดจากตำแหน่งที่ กำหนดไว้ไปหาแผ่นเกมนี้ซึ่งคุณครูได้นำเสนอไว้บนกระดานให้นักเรียนเห็นด้วยกันพร้อมกับแนะนำบัตร จำนวนที่ใช้เป็นแต้มที่นักเรียนแต่ละคนจะได้รับ จากนั้นจึงพานักเรียนลองเล่นเป็นตัวอย่างหน้าชั้นเรียน ช่วงนี้ นักเรียนก็มารุมกันเต็มหน้าห้องเสียดายที่นักเรียนหลังห้องบางคนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยอาจจะเป็นเพราะกลุ่ม ที่มารวมกันนั้นค่อนข้างใหญ่เบียดตัวเข้ามาค่อนข้างยาก คุณครูพยายามใช้เวลาเพื่อให้นักเรียนเข้าใจกฎกติกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้แต้มและการหยิบบัตรมีการวางหน้าที่ของแต่ละคนในกลุ่มว่าต้องทำอย่างไรกัน บ้าง รวมถึงการเขียนแต้มคะแนนลงในใบงาน ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ด้วยตนเอง คุณครูเดินสำรวจเร็วๆ แล้วจึงมาหย่อนตัวลงที่กลุ่มหนึ่งกำลังเริ่มต้นอยู่ พอดีจึงได้เฝ้ามองกลุ่มนี้อย่างละเอียด นักเรียนในกลุ่มนี้กำลังเริ่มดีดฝาขวดลงในแผ่นเกม ทีละคน คนละ 10 ครั้ง มีคนคอยควบคุมการแจกบัตรให้ 1 คนช่วงแรกนักเรียนก็ดีดเล่นๆ ไปก่อนเหมือนไม่มีเป้าหมาย ปรากฏ ว่าฝาขวดไปลงช่องคะแนนที่เป็น 0 คะแนนเสียเป็นส่วนใหญ่บางครั้งก็ดีดออกจากแผ่นกระดาษไปเลยเสียด้วย ซ้ำจนนักเรียนจะต้องเอาแขนมาคอยป้องไว้เพื่อไม่ให้ออก นักเรียนกลุ่มนี้มองว่าถ้าดีดออกแล้วก็ถือว่าเป็นศูนย์ แล้วก็ยังถกเถียงกันอีกว่าอาจจะต้องเอามานับ ใหม่หรือหาอะไรมาป้องไว้เพื่อไม่ให้ฝาขวดออกไปจากแผ่นเกมนี้ ช่วงหลังเริ่มรู้เทคนิคว่าควรจะดีดอย่างไร ว่า ควรจะใช้แรงขนาดไหนเพื่อให้ไปลงแต้มคะแนน 5 คะแนน เด็กแต่ละคนก็งัดทีเด็ดของตัวเองออกมาเต็มที่ได้


คะแนนที่แตกต่างกันไปใครได้ 5 ก็มีเสียงเฮขึ้นมา เป็นระยะ ๆ ไม่ใช่แค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียว เสียงเฮลั่นมาจากทั่ว ทั้งห้องเลยทีเดียว นักเรียนสนุกสนานและชอบกิจกรรมนี้มาก ๆ ขั้นที่ 3 การอภิปรายและเปรียบเทียบรวมทั้งชั้น จะได้เห็นแนวคิดของนักเรียนเกี่ยวกับการคูณก็คือตรงตำแหน่งที่นักเรียนจะเขียนบันทึกของตนเองลง ในตารางคะแนนที่คุณครูได้เตรียมไว้ให้ โดยที่หัวตารางเป็นคะแนนบนบัตร 5 3 และ 1 ตามลำดับสิ่งที่นักเรียน ต้องเขียนก็คือจำนวนบัตรที่นักเรียนได้และคะแนน ของแต่ละแต้มที่ได้และเขียนคะแนนรวม เราจะพบว่าการบันทึกคะแนนของนักเรียนนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดและความสามารถเชิงการรู้ เกี่ยวกับจำนวนหรือที่เรียกว่า math literacy ที่ค่อนข้างหลากหลาย นักเรียนบางคนก็เอาจำนวนบัตรของ แต่ละหน้ามานั่งดูว่าตัวเองได้เท่าไหร่แล้วก็บันทึกเขียนลงไปตามนั้น ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือมีนักเรียนบางคนที่ ไม่ได้แต้มหรือไม่ได้บัตรของคะแนนที่ดีดลงได้นักเรียนแทนที่จะเขียนตัวเลข 0 แต่กลับปล่อยให้ช่องนั้นว่าง เปล่าโดยไม่เขียนอะไรก็มีให้เห็น และนักเรียนบางคนก็เขียนศูนย์ 0 ช่องคะแนนที่ตัวเองไม่ได้รับหรือดีด 3 ขวดไม่ลงนั้นด้วยเช่นกัน แต่มีน้อยมากที่มีคะแนนครบทุกช่อง คงจะเป็นเพราะว่าตอนที่นักเรียนดีดนั้นยังไม่ แน่ใจว่าจะดีดอย่างไรก็เลยไปตกที่ศูนย์ค่อนข้างเยอะ แต่ก็มีบ้างที่นักเรียนมีจำนวนบัตรครบทุกช่องคะแนน จุดที่น่าสนใจต่อไป ก็มาอยู่ที่การเขียนคะแนนในแต่ละช่องหลังจากที่ทราบคะแนนบนบัตรและจำนวน บัตรแล้ว มีนักเรียนคนหนึ่งพูดว่า “ แต้ม 5 คะแนนได้ 1 ได้ 2 ใบ ก็คือ 5 คูณ 2 งั้นก็ได้สิบ” พร้อมกับเขียนตัวเลข 10 ลงในช่องนั้น ครูมลถามนักเรียนคนนั้นว่าคิดมาได้อย่างไรเขียนบอกหน่อยได้ ไหม นักเรียนก็เลยเขียน “ 5 x 2 = 10” กำกับไว้ใต้ตาราง และทำเช่นนี้สำหรับคะแนนบนบัตรอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน นับได้ว่านักเรียนคนนี้มี ความสามารถในการคิดเชิงการคูณ นอกจากนี้มีนักเรียนในกลุ่มอีกคนหนึ่ง ก็เอาบัตรแต้มคะแนนที่ได้มาวางเรียงกันแล้วดูว่ามีกี่บัตร เช่น แต้ม 5 มี 1 บัตร แต้ม 3 มี 4 บัตร เพราะวางเรียงกันอย่างนั้นปากก็ขมุบขมิบคิดเงียบ จากนั้นก็ได้คะแนน ในแต่ละช่องเขียนลงไปในตารางซึ่งคิดว่าส่วนหนึ่งได้มาจากการที่นักเรียนคำนวณโดยการใช้การบวกไปเอา จำนวนแต้มที่มีนั้นมาบวกด้วยกันเช่น 3 + 3 + 3 + 3 หรืออีกแนวทางหนึ่ง นักเรียนอาจจะคิดในใจโดยใช้การคูณไปเรียบร้อยว่า สามสี่สิบสอง เพื่อเป็นการ Confirm การบวกของตัวเองเมื่อสักครู่นั้น นอกจากนี้ก็ยังได้ไปเห็นอีกกลุ่มนึง ก็คือนักเรียนได้คะแนน 5 5 ใบ เขาก็เอาบัตรเหล่านั้นมาวางเรียง กันแล้วก็เพ่งดูสักพักจะหาคำตอบว่าคะแนนรวมเป็นเท่าไหร่แล้วเขาก็พูดว่าห้ามีอยู่ 5 ใบก็เป็น 5 x 5 แต่ยังไม่ เขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ออกมาเหมือนกับนักเรียนคนก่อนหน้า ทั้งนี้เองอาจจะเป็นปัญหาจากตัวใบงานที่ คุณครูให้เขียนเฉพาะคะแนนเท่านั้น ไม่ได้มีบรรทัดหรือพื้นที่เพื่อให้นักเรียนได้เขียนถึง process ของการ ได้มาซึ่งตัวเลขที่เป็นคะแนน นักเรียนก็เลยไม่เขียน จริง ๆ แล้วในส่วนนี้หนังสือเรียนก็เสนอแนะให้เขียนไว้ด้วย เช่นกัน โดยอาจจะเขียนว่า


บัตร 5 คะแนน มี 1 บัตร เขียนเป็นประโยคการคูณคือ 5 x [__] = [__] บัตร 3 คะแนนมี 2 บัตร เขียนเป็นประโยคการคูณคือ 3 x [__] = [__] บัตร 1 คะแนนมี 7 บัตร เขียนเป็นประโยคการคูณคือ 1 x [__] = [__] บัตร 0 คะแนนมี 4 บัตร เขียนเป็นประโยคการคูณคือ [__] x [__] = [__] ตรงนี้เองก็จะเป็นตำแหน่งไฮไลท์ของการสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่าเมื่อนักเรียนได้บัตร 0 คะแนนจะเขียน เป็นประโยคสัญลักษณ์อย่างไร เช่นถ้าได้ บัตร 0 คะแนน 4 บัตร จะเขียนได้ว่าเป็น 0 x 4 หรือถ้าไม่ได้เลยจะเขียนว่า 0 x 0 หรือไม่อย่างไร ตรงนี้น่าสนใจมาก แต่เราก็เห็นว่าจากในงานของนักเรียนบางคนที่เขียนประโยคสัญลักษณ์มา ด้วยนั้นก็มีการเขียน 0 x 4 , 0 x 0 ด้วยเช่นกัน ขั้นที่ 4 การสรุปโดยการเชื่อมโยงแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ครูและ นักเรียนทั้งชั้นเรียนร่วมกันสรุปวิธีคิด ในช่วงของการอภิปรายที่เหลือครูให้นักเรียน 2 คนได้นำเสนอแนวคิดบนกระดานนักเรียนก็พยายาม เขียนประโยคสัญลักษณ์การคูณให้เพื่อน ๆ ได้เห็นด้วยว่าตัวเองคิดอย่างไรซึ่งก็น่าสนใจทีเดียว แต่จะดีกว่านี้ มากถ้าหากว่ามีการแบ่งการนำเสนอออกเป็น 2 กรณี กรณีแรกคือกรณีของไม่มีศูนย์ และกรณีที่สองคือกรณี ของการมี 0 เพื่อจะได้เห็นตัวพัฒนาการของการคิดของนักเรียนว่านักเรียนมีปัญหาอย่างไรในการเขียนและ เมื่อมี 0 ปัญหาเหล่านั้นจะถูกคิดอย่างไรนำเสนอออกมาอย่างไร ในส่วนนี้ครูมือใหม่อาจจะไม่ทันได้วางแผนดี ๆ ในการอภิปรายแนวคิด โอกาสของการที่นักเรียนจะได้เห็น process ของการคิดเกี่ยวกับการคูณอาจจะ สูญเสียกันได้ ในส่วนนี้จึงได้ให้ข้อเสนอแนะว่าสามารถนำไปอภิปรายในคาบต่อไปเพื่อให้นักเรียนได้พูดคุยกัน ถึงการเขียนประโยคสัญลักษณ์การคูณที่มีศูนย์ได้อย่างชัดเจนให้มากขึ้น ปิดท้าย ครูมลจึงชวนให้นักเรียนคิดว่าการคูณที่มีศูนย์นั้นนักเรียนจะมีวิธีการหาคำตอบได้อย่างไร ชั้นเรียนก็เสร็จสิ้นลง ในภาพรวมจะเห็นได้ว่าชั้นเรียนนี้มีความ Active อยากมากทั้งตัวครูผู้สอนและนักเรียน ครูก็ตื่นเต้น กับการที่จะได้เห็นนักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมในลักษณะเกมที่มีสื่อค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันนักเรียนก็ ตื่นเต้นที่จะได้เล่นเกมที่คุณครูเตรียมมาให้ และแน่นอนว่าอย่างที่สังเกตนั้นนักเรียนก็มีความสนุกและมี ความสุขกับการที่ได้เล่นเกมและได้ค้นพบอะไรบางอย่างจากการบันทึกผลลงในตารางคะแนนที่คุณครูเตรียม มาให้และค้นพบว่าการคูณด้วยศูนย์นั้นเป็นเรื่องใหม่ที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน แม้ว่าวันนี้อาจจะยังไม่บรรลุในแง่ที่ว่าเขียนประโยคสัญลักษณ์การคูณที่มี 0 ออกมาอย่างเด่นชัดกันทั้ง ห้องแต่นักเรียนก็เริ่มสงสัยและเริ่มพยายามหาวิธีการคิดแล้วว่าการคูณของศูนย์นั้นจะหาคำตอบอย่างไร อย่างไรก็ดีก็ยังพอมีต้นทุนจากนักเรียนบางคนขี้หาคำตอบด้วยการเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์การคูณซึ่งน่าจะ เป็นประโยชน์สำหรับการเรียนที่จะมีการอภิปรายเรื่องนี้กันต่อไป


บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทาง คณิตศาสตร์ ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 คน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพี ระยานุเคราะห์ฯ 1 ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2565 ได้มาโดยการเลือก เเบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เครื่องมือที่ใช้ในการ ประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ คือ กิจกรรมสถานการณ์ ปัญหาในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด จำนวน 4 กิจกรรม รวมทั้งหมด 4 ชั่วโมง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินทักษะการนำเสนอ เป็นแบบประเมินตาม ระดับ 5 ระดับ การเก็บรวมรวบข้อมูล ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยกำหนดช่วงเวลาในการเก็บ ข้อมูลจากการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้น เรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 7 คน ใช้กิจกรรมสถานการณ์ปัญหา จำนวน 4 กิจกรรม รวมทั้งหมด 4 ชั่วโมง การวิเคราะห์เพื่อตอบวัตถุประสงค์การศึกษาค้นคว้า ดังนี้ เพื่อศึกษาการประเมินทักษะการนำเสนอ แนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด สรุปผลการศึกษาค้นคว้า จากผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใน ชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ผลการศึกษาค้นคว้าสามารถสรุปได้ดังนี้ คือ การประเมินทักษะการ นำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด ไม่ น้อยกว่าระดับ 3 ดาว อภิปรายผล การศึกษาค้นคว้าตครั้งนี้มุ่งเพื่อการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการแบบเปิด สามารถอภิปรายผลการศึกษาได้ดังนี้ คือ การ ประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในชั้นเรียนที่สอนด้วย วิธีการแบบเปิด ไม่น้อยกว่าระดับ 3 ดาว ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเหตุผลดังต่อไปนี้


1.1 สถานการณ์ปัญหาท้าทายความสามารถของผู้เรียน สามารถหาคำตอบหรือเเสดงเเนวคิด ได้หลากหลาย สอดคล้องกับผลการวิจัยของศิริรัตน์ ชาวนา ที่พบว่า การศึกษาชั้นเรียน ส่งเสริมการรวบรวม แนวคิดของนักเรียนและมุมมองที่หลากหลาย ทำให้เห็นถึงการเรียนรู้ของ นักเรียนมากขึ้นและเป็นข้อมูลที่จะ ใช้ปรับปรุงการสอนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนใน ครั้งต่อไป (ศิริรัตน์ ชาวนา, 2555) 1.2 นักเรียนได้นำความรู้ที่ได้เรียนภายในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในการเเก้สถานการณ์ ปัญหา โดยเเสดงแนวคิดของตนเองออกมาทางทักษะการนำเสนอ ข้อเสนอแนะ 1.ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาค้นคว้าไปใช้ 1.1 ควรใช้กิจกรรมสถานการณ์ปัญหาที่หลากหลายและมากกว่า 4 กิจกรรม เพื่อนักเรียนจะได้เกิด แนวคิดวิธีการที่หลากหลาย และเป็นการฝึกฝนทักษะทางการคิด การนำเสนอ 2.ข้อเสนอแนะในการศึกษค้าคว้าต่อไป 2.1 ควรประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ โดยการ สอนในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด 2.2 ควรศึกษาและเปรียบเทียบผลการประเมินทักษะการนำเสนอแนวคิดทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนในระดับชั้นอื่น ๆ โดยการสอนในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด ด้วยเช่นกัน 2.3 ควรประเมินทักษะด้านอื่น ๆ ของนักเรียน เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเขียน ทักษะการ พูด เป็นต้น โดยการสอนในชั้นเรียนที่สอนด้วยวิธีการเเบบเปิด


บรรณานุกรม ตติมา ทิพย์จินดาชัยกุล. (2557). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด (Open Approach)ที่มีต่อความสามารถในการแก้ไขปัญหาและความสามารถในการให้เหตุผลทาง คณิตศาสตร์ เรื่องทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 . วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชามัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ . ถ่ายเอกสาร ทวีศิลป์ ในจิต. (2563). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เพื่อส่งเสริมทักษะการพุดนำเสนอ ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 . วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกศาสตรมหา บัณฑิต(สาขาการสอนภาอังกฤษ). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปะกรณ์ . ถ่ายเอกสาร พัทธยากร บุสสยา. (2559). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการแบบเปิด ที่มีต่อความสามารถใน การแก้ปัญหาและความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 . วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์). ชลบุรี : มหาวิทยาลัย บูรพา . ถ่ายเอกสาร พงษ์รินทร์ คำสีทิพย์. (2559). การส่งเสริมการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ผ่านการเขียนอธิบายของนักเรียนที่ ใช้นวัตกรรมการศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด . โครงการเสริมสร้างความสามารถในการทำ วิจัยในชั้นเรียนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ระยะที่ 2 . เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ . ถ่ายเอกสาร ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์. (2547). การพัฒนาวิชาชีพครูแนวใหม่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ . KKU Journal of Mathematics Education, 1(1),18-28 ศศิธร บัวทอง. (2560). การวัดประเมินทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 . นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช . ศุภมาศ แก้วมณี. (2562). การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดเพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 . วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร). ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี . ถ่าย เอกสาร สัมพันธ์ ถิ่นเวียงทอง และไมตรี อินทร์ประสิทธิ์, “รูปแบบการสอนแนวใหม่สำหรับการวัดในรายวิชา คณิตศาสตร์ระดับโรงเรียน,” วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม, 8 (กันยายน - ธันวาคม 2561) : 118 - 125 อุไร ซิรัมย์ และคณะ, “เทคนิคการประเมินการเรียนรู้ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21,” วารสารศรีปทุมปริทัศน์ ฉบับมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์, 20 (มกราคม - มิถุนายน 2563) : 193 - 205 Grant P. W. (1993). Assessing Student Performance: Exploring the Purpose and Limits of Testing. San Francisco, California: Jossey – Bass.


John, B. & Geoff, T. (2013). Thinking Skills Critical Thinking and Problem Solving Second edition. Italy: L.E.G.O. S.p.A The Partnership for 21st Century Learning. (2007). 21st Century Skills Assessment. Retrieved October 23, 2562, from https://snazlan.files.wordpress.com /2017/11/21st-century- skills_assessment.pdf


Click to View FlipBook Version