The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์อากาศยาน 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์อากาศยาน 1

สนุกคิดกับวิทยาศาสตร์อากาศยาน 1

สนกุ คิดกับวิทยาศาสตรอ ากาศยาน

เลม 1

คํานํา

จากการที่กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดย ดร.วภิ าพร นธิ ิปรีชานนท นกั วิชาการศกึ ษา
ชํานาญการพเิ ศษ ไดเสนอแนะใหผม ปราโมทย แตงหอม เรยี บเรยี งและเขยี นหนงั สอื ที่
เปนความรู ในวชิ าทีเ่ กยี่ วขอ งกบั อากาศยานระดับพ้นื ฐาน เหมาะสมกบั ผูเ รยี น ที่จะ
เขาใจได เพอื่ ใชป ระกอบการทาํ กจิ กรรมเสริมการเรยี นรูในวิชาวิทยาศาสตรของนักเรยี น
ในระดับ ประถม มธั ยมตนและมัธยมปลาย ดว ยวานักเรียนจาํ นวนมากใหค วามสนใจ
กับเครื่องรอน เคร่ืองบนิ เล็กบงั คับดวยวิทยุ จึงใชโ อกาสน้ใี นการสงเสริมความรูทาง
วทิ ยาศาสตรดา นของอากาศยานข้ันพ้นื ฐานอยา งมีหลกั การ เหมาะสมตามวยั และ
ความรขู องนกั เรยี นทท่ี าํ กจิ กรรม การทําเครือ่ งรอนและเครื่องบินเลก็

หนังสอื สนกุ คิดกับวิทยาศาสตรอ ากาศยาน มที ้ังหมด 3 เลม เลม น้ีคอื เลม 1
สาํ หรบั ใชกบั กลุม นกั เรยี นทเี่ ริม่ ตน ทาํ ความเขา ใจกบั หลักการทางอากาศพลศาสตรของ
เครอื่ งบินหรอื ระดับอน่ื ตามความเหมาะสม ซง่ึ ถา มองแบบผิวเผินแลว การเขียนหลักการ
เบอ้ื งตนพนื้ ฐานนาจะทาํ ไดง า ย กวาระดบั ที่สงู ขนึ้ แตวาการทาํ ใหน ักเรยี นทย่ี ังไมไ ดม ี
พืน้ ฐานทางวทิ ยาศาสตรท างดานนม้ี ากอ นเขาใจ จาํ เปน ตอ งหาคาํ อธบิ ายที่เหมาะกบั
นกั เรยี นในระดับนี้ เทาทจ่ี ะนกึ ได ท่ผี า นมาตําราทผี่ มไดเรียบเรยี ง เปน การนําไปใชสอน
กบั นักเรียนหรือนักศึกษาในระดบั อดุ มศึกษา เปนกลุมนกั เรียนทไ่ี ดผานการเรยี นหลัก
การทางฟส กิ สเ บ้อื งตน รวมถงึ เรือ่ งกลศาสตรข องไหล และวิชาอนื่ ๆที่เกยี่ วขอ ง มาแลว
ซง่ึ เปนลกั ษณะเดียวกับตําราของตา งประเทศ ทใ่ี ชเปนตาํ ราอางอิง (ตาํ ราตน ฉบับมา
จากประเทศสหรฐั อเมริกา) ดงั น้ันจงึ ตอ งมกี ารเรียบเรยี งหรอื เขยี นขน้ึ มาใหม เพือ่ ให
นกั เรยี นในระดับน้สี ามารถเรียนรเู ขาใจได โดยเปนการวางรากฐานวธิ คี ิดอยางเปน
วิทยาศาสตร การเรียนรอู ยางใชเหตผุ ลและประสบการณ จะชวยใหเด็กนกั เรยี นรูจ ักวธิ ี
คิดหาคําตอบดวยตนเอง(คดิ เปน) ต้ังแตส่งิ งา ยๆ และจะคอ ยๆ พัฒนาขน้ึ เร่อื ยตาม
ประสบการและความรูที่มี การใหจ าํ แตเ พยี งอยา งเดยี วโดยไมเ ขา ใจ จะไมชวยใหเ กิด
การพฒั นาทางดา นความคดิ ความเขา ใจ น้ันมีหลายระดบั ตอ งพจิ ารณาตัวผูเรียนดว ย
แตการจาํ ใหไดในหลายๆเรอื่ ง หรอื ทอ งจาํ มีความจําเปน อยา งไรเสยี เปน สง่ิ ทีต่ องมอี ยู



แลวเพอื่ ใชเปนขอมลู ในการใชเ หตผุ ล หรอื ทาํ ความเขา ใจกับสงิ่ ใหมอ าจจะโดยการ
เปรียบเทยี บหรือประยุกต ใหดีขนึ้ เปน ลําดบั

ดว ยความตั้งใจแตเดิมของตัวผมเอง ซ่ึงไดเคยคดิ มานานแลว ทีเ่ ห็นวาควรมีการ
วางรากฐานและ ปลกู ฝง วิธคี ิดของเด็กๆโดยทว่ั ไปในประเทศของเรา ทจ่ี ะตองเติบโตไป
เปน ผูใหญท ท่ี าํ งานในแตล ะสาขาอาชพี ในอนาคต ไดใ ชเหตผุ ลอยา งเปน วทิ ยาศาสตร
นา จะเปน การชว ยพัฒนาคนอยา งถาวรในทศิ ทางทีถ่ กู ตอง เพราะถาคนมีคุณภาพแลว
การพฒั นาส่ิงอ่ืนๆก็งายหมด ดวยวาคนมีคณุ ภาพเหลา น้จี ะเขา ไปแกปญหาตางๆทีม่ ีอยู
นัน่ คือการพฒั นาประเทศจะเปน การยากหรอื เปนไปไมได ถา หากวา คนสว นใหญ ยงั ไม
มพี นื้ ฐานทางความคิดที่มีเหตผุ ล และการเริม่ ตนในวยั เด็กจะเปนการชวยสงผลไดด กี วา
การท่ีจะพยายาม ปลกู ฝง วิธคี ิดอยางเปน ระบบและใชเหตผุ ลในวัยทเี่ ปนผูใหญแลว

อันท่จี รงิ ระบบการศกึ ษาในประเทศไทยไดถ กู วางรากฐานมานานพอสมควร
แลว แตการพฒั นาปรับปรุงใหดีขึน้ การแกไ ขสิ่งบกพรอง คงตอ งมีอยตู ลอดไป ใน
ปจ จุบนั น้กี เ็ ชน กนั จากขอมูลทราบมาวา เด็กๆชอบกิจกรรมการทาํ และเลนเครือ่ งบนิ
เล็ก นบั วาเปน โอกาสอนั ดี ทจี่ ะใชก จิ กรรมนเี้ ปน ชอ งทาง ในการพัฒนาการเรยี นรขู อง
เด็ก เพอ่ื ใหร แู ละเขา ใจ หลกั การทางวิทยาศาสตรใ นสว นทเ่ี กยี่ วขอ งกับเคร่อื งบิน (เปน
ความรูว ชิ าฟสิกสนเี่ อง เพราะศาสตรท ุกแขนง มรี ากฐานมาจากปรชั ญา ทพี่ ยายามทาํ
ความเขาใจในความเปน ไปของธรรมชาติ โดยเฉพาะความรทู างวศิ วกรรมในทุกแขนงมี
รากฐานมาจากวิทยาศาสตรทางฟสกิ ส วิศวกรรมอากาศยานกเ็ ชน กนั ) จากสถานการณ
จริง นักเรียนไดเห็นและสมั ผัส กับธรรมชาติของสิ่งเหลานน้ั และไดเกิดความเขา ใจและรู
วา สง่ิ นี้ มคี วามสมั พันธ กับอะไรอยา งไร รูวา อะไรเปนเหตุ รวู าอะไรเปนผล จะชวยทํา
ใหการเรยี นรู สนุก ไมนาเบือ่ และมีประสิทธภิ าพมาก เม่อื ใชป ระกอบกบั การเรยี นรู ใน
หอ งเรียน เมอ่ื เดก็ เหลานเี้ ตบิ โตขึน้ ภายใตการถูกปลูกฝง วธิ คี ดิ อยา งเปนระบบ และมี
เหตุผลอธบิ ายได เปน ข้นั เปนตอน แนนอนส่ิงนีจ้ ะเปนรากฐานในการพัฒนาตัวของเขา
เองตอไปแมเ ร่อื งอ่ืนๆที่เขามาในชีวิต เขาเหลา นน้ั จะเรมิ่ ตั้งคาํ ถาม และมองหาเหตุและ
ผลอยา งเปน ระบบ



ประชากรทีม่ ีคุณภาพจะเปน กําลังสาํ คญั ของสังคมในอนาคต ถาเราพฒั นาเขา
ใหดีอยา งแทจ ริง (ขอเนน คาํ วาแทจรงิ ไมใชเ ปน แคเพียงคําพดู หรือสรางภาพ หรือใช
ความรสู ึก) คนเหลานกี้ ็จะชว ยทาํ ใหประเทศชาติพฒั นาไปในทางท่ดี ไี ดใ นอนาคต น่ัน
คอื ผใู หญใ นปจจุบนั มสี วนสําคญั ในการสรา งอนาคตและวางรากฐานความม่นั คงของ
ประเทศ ดว ยการเปน ตัวอยางทด่ี ี พรอมๆกับการพัฒนาเยาวชนในปจจบุ นั นีใ้ หม ี
คุณภาพ เพือ่ การสรา งประเทศทนี่ า อยใู หก บั ลกู หลานตอไปในอนาคต

การเขียนหนงั สอื ชดุ น้ีทง้ั 3 เลม ผมมีความต้ังใจ ทีจ่ ะใชรูปภาพเปน ส่อื ในการ
สรางความเขาใจ (โดยเฉพาะเด็กเลก็ ๆ รปู ภาพชว ยในการใหคาํ อธบิ ายไดด มี าก) ตาม
ปกติ การเรยี นรูทางวทิ ยาศาสตร หรือวศิ วกรรม คือการเรยี นรูกฎตางๆในธรรมชาติ
(เทาทีม่ นุษยจ ะเขาไปรไู ด) วา อะไรมคี วามสมั พนั ธก ับอะไร อยางไร น่นั เอง จนิ ตนาการ
(Imagination) ถือวา มีความสาํ คัญยง่ิ เพ่ือใหเกดิ ความเขา ใจถึง กระบวนการ ระบบ
หรือความเปน ไปในธรรมชาติน้นั รูปภาพ หรือการเห็นเหตกุ ารณจ ริง จะชวยไดอ ยา ง
มาก และอาจจะมากกวา คาํ พดู ทผี่ สู อนไดพยายามอธิบายอยูหนา หองเปนเวลานาน
เสยี อีก นคี่ อื เหตุผลวาทาํ ไม การเรียนรูหลายอยาง จึงตองใหผ ูเรียนรไู ดล งมอื ปฏบิ ัติ
และสมั ผัสกบั ความจรงิ

คาํ อธบิ ายทใี่ ช จะเปน ไปอยางงายๆ เพียงเพอื่ ใหร ูวา ส่ิงใดมีความสมั พนั ธกับสิง่
ใด เหตเุ ชนน้ีจะใหผลอะไร ตามระดับพ้นื ฐานความคิด ความรู และประสบการ แต
อยา งไรกต็ าม การทีน่ ักเรียนจะเขาใจไดด ีมากนอ ยเพียงไรนัน้ กต็ อ งอาศยั คณุ ครูผสู อน
ดวย โดยการอธบิ าย ยกตัวอยาง ตงั้ คาํ ถาม หรือสรา งสถานการณ ประกอบเพ่ือชวยให
การสอนนั้นมีประสทิ ธภิ าพ คอื นกั เรยี นเขาใจได

ทกุ ทา นเคยเปน นกั เรยี นกันมาแลว ลองนึกดู ตวั ผมเองยังจาํ ไดส มัยเปน นักเรยี น
ผมเชื่อวา เดก็ นักเรยี นทุกคนเม่ือเตบิ โตขึ้น เปน ผูใหญย งั จาํ ไดว า สมยั เปน นกั เรียน
คณุ ครูหรืออาจารย สอนอยา งไร ตง้ั ใจสอนหรือไม เตรียมการสอนมาดหี รอื ไม ทําใหเ ขา
เขา ใจในสิ่งทเ่ี รียนไดม ากนอ ยแคไ หน ความภาคภูมิใจ ความสขุ ของคนทเ่ี ปนครู ควรอยู
ตรงทวี่ า เราไดใ หค วามรู ใหป ญญาแกนกั เรียนของเราไดม ากนอยเพียงใด และคุณครู



ทุกทานตองชวยกันสรางมาตรฐาน ของความเปน ครใู หดยี งิ่ ขึ้น เปน ทยี่ อมรับของคน
ทงั้ หลาย

ยงั มผี ูรว มงานอีกสว นหนง่ึ ท่ีไดท าํ ในเร่อื งของตวั เครื่องบินพลงั ยาง เครอ่ื งบนิ
บังคบั วิทยุ และอุปกณป ระกอบบางอยา ง เปน ทีมงานของ ดร.วิภาพร ฯ ซึ่งมสี ว นรวมใน
การทาํ ใหห นังสอื ในชุดนี้ ทงั้ สามเลม เสรจ็ สมบรู ณไดอ ยางทตี่ ง้ั ใจ แมว าหนงั สือเลมน้ีได
มีการตรวจสอบมาแลว แตอาจจะมที ี่ผดิ พลาดอยูบ า ง ทานใดพบเหน็ กรณุ าแจง หรอื มี
ขอแนะนํา นา จะเปน ส่งิ ดี เพี่อใชในการปรบั ปรงุ ใหดีขึ้นตอไป

ปราโมทย แตงหอม
มี.ค. 2557

สารบัญ จ

คํานาํ หนา
สารบญั ก

บทที่ 1 ส่ิงทล่ี อยไดในอากาศ 1
9
1.1 เคร่ืองรอนกระดาษพบั ของเลนทล่ี อยไดในอากาศ 13
1.2 วา วกระบอก ของเลน ที่ลอยไดใ นอากาศ 17
1.3 รมชูชพี ทาํ จากถุง 21
แบบฝก หัดบทที่ 1 23
24
บทที่ 2 เครื่องรอนพุงดวยมือ 28
30
2.1 จุดศนู ยถว ง (Center of Gravity) 32
2.2 ตาํ แหนงจดุ CG. ของเคร่ืองรอน 40
2.3 ทาํ ความรูจ ักกับช่ือแตละสว นของเครอ่ื งรอ น 43
2.4 การปรับแตงเครือ่ งรอน 45
2.5 การควบคุมทิศทางของเคร่อื งรอ น 52
แบบฝก หัดบทที่ 2 53
58
บทที่ 3 ใบพดั ปน

แบบฝก หดั บทท่ี 3
ผนวก
บรรณานุกรม

บทท่ี 1
สง่ิ ที่ลอยไดใ นอากาศ

รูปที่ 1.1 มสี ิ่งทล่ี อยไดในอากาศ ซง่ึ เราเคยเหน็ อยรู อบตวั เรา
เมอ่ื มีลมพดั มาถกู ตองตวั เรา ทําใหเ รารูสกึ เยน็ สบาย ลมคอื อากาศท่ี
เคลอ่ื นที่ และเมื่อเรามองข้ึนไปบนทองฟา จะเห็นมีสิง่ บางอยางทล่ี อยอยูไดใน
อากาศ เปนทั้งส่ิงมีชีวิต และไมม ีชีวิต เชน นก เคร่ืองบิน แมลง ผีเสือ้ ฯ
อยางเชน ในรปู ท่ี 1.1 จะพบวา สงิ่ ที่กลาวมานม้ี ปี ก อยา งเชน นก หรอื แมลง
ตอ งกระพือปกจงึ จะลอยได บางครัง้ นกกางปกนง่ิ ๆไมต องกระพือ ก็ลอยอยูใน

2 บทท่ี 1 สงิ่ ทลี่ อยไดใ นอากาศ

อากาศได ดว ยการเคล่อื นทไ่ี ปขา งหนา ชวยใหเกิดแรงพยุงจากอากาศใหล อย
อยูได เราอาศัยอยบู นผวิ โลกเปรยี บไดกับวา ตัวเราจมอยูใ นอากาศ คลา ยกบั
ปลาท่ีจมอยูในนํา้ อากาศที่หอ หมุ โลกอยูนเี้ ราเรียกวา “ชน้ั บรรยากาศ” ดูรูปที่
1.2 พน ออกไปจากช้ันบรรยากาศ ไมม ีอากาศอยเู ลย เราเรยี กวา “อวกาศ”
อากาศท่หี อหมุ โลกอยนู ี้ ทําใหส ่ิงมชี ีวิตทกุ ชนิดท่อี าศยั อยูบนโลกใบนม้ี ชี วี ติ อยู
ได และอากาศทด่ี กี ต็ อ งไมมีมลพิษ ที่เปนอันตรายตอ สขุ ภาพดวย

รปู ท่ี 1.2 โลกหอ หุมดวยอากาศ ทีอ่ ยลู อ มรอบตัวเรา เปรียบไดกบั วาเราจมอยู
ในทะเลอากาศ เชนเดียวกับปลาทีจ่ มอยใู นนา้ํ ทะเล

บทท่ี 1 สงิ่ ทีล่ อยไดใ นอากาศ 3

รูปท่ี 1.3 การลอยของลกู โปง ในอากาศ เปรยี บไดก บั ทอ นไมท ี่ลอยในน้าํ

มีส่งิ ของบางอยา ง เชน ลูกโปงสวรรคล อยไดใ นอากาศ เปรยี บไดกับ
สถานการณ ที่ไมลอยในนํา้ ดังในรปู ท่ี 1.3 ไมจ ําเปนตอ งใชป ก ชวยแรงใน
ลักษณะนเี้ รยี กวา

“แรงลอยตวั ” (Buoyant force อานวา “บอยแยทฟอส”)
เปน แรงท่ีเกิดขึ้นภายใตสภาวะทเี่ รยี กวา“สถิตศาสตรข องไหล”

(Fluid statics อานวา “ฟลอู ิดสะแตติกส” แปลไดวา ของไหลอยกู ับที)่
ทกุ สิง่ ท่ีอยูในอากาศยอ มตองมแี รงลอยตวั ท่ีกระทําเนอ่ื งจากอากาศ

ลกู โปงสวรรคมีนํา้ หนักเบามากเม่อื เทียบกับแรงลอยตัวซง่ึ มคี ามากกวา ลกู โปง
จึงลอย จะเหน็ วาตา งจากการลอยของแมลงหรอื นกทม่ี ีปก ตอ งกระพือปก ดวย
จึงจะลอยได เพราะวานก มนี า้ํ หนักมากกวาแรงลอยตวั ถาอยนู ่ิงๆไมส ามารถ
ลอยไดใ นอากาศ จงึ ตอ งมีปก และกระพือใหมากพอจึงลอยได เราจะเห็นวา
เครอ่ื งบิน นกและแมลง ถา ไมกระพอื ปกหรือเคลื่อนที่ไปในอากาศ จะไม
สามารถลอยอยูในอากาศได น่นั คอื ตองมกี ระแสอากาศไหลผาน หรือมกี าร

4 บทท่ี 1 สิ่งที่ลอยไดใ นอากาศ

เคลือ่ นท่ีของอากาศผานปก อยา งเชน ในรูปที่ 1.4 การเคลื่อนทีข่ องอากาศผาน
วตั ถุ และเกิดแรงกระทาํ ตอวตั ถทุ ี่อากาศเคลื่อนทผี่ า นน้ัน เรยี กวา

“แรงทางอากาศพลศาสตร” (Aerodynamics force อา นวา “แอโร

ไดนามิกสฟ อส”) เชน นก หรือ แมลง ขยบั ปก ทาํ ใหเ กิดแรงของอากาศพยุงให
ลอยไดใ นอากาศ เครอื่ งบินก็เชนกนั ตองเคลื่อนท่ีจงึ จะลอยได ลมหรืออากาศ
เคลอ่ื นที่ ถา มีความเรว็ มากพอ จะกอ ใหเ กดิ แรงมากพอที่กระทาํ ตอวตั ถใุ ห
เคลอ่ื นทีไ่ ดดวย เชน ลมแรงๆ เราเรียกวา พายุ ซึ่งพัดพาสิ่งของตา งๆ ใหปลวิ
หรอื ถงึ ขน้ั ทาํ ใหตน ไมใ หญๆ โคนลงได และอาจกอ ใหเ กดิ ความเสยี หายตอ
บา นเรอื นที่อยอู าศัย ลวนเปนแรงทางอากาศพลศาสตร ทง้ั ส้ิน

รูปที่ 1.4 เครอื่ งบินและนก จะลอยไดต อ งมีอากาศไหลผา นปก
เครอ่ื งบนิ ท่ีกาํ ลงั บนิ อยูบ นทองฟา ลอยอยูไดในอากาศ กเ็ น่ืองจากแรง
ทางอากาศพลศาสตร หรือพดู งา ยๆ ก็คือ แรงเน่ืองจากการเคลือ่ นที่ของอากาศ
เครื่องบนิ ตองเคล่ือนท่ีดวยความเร็วท่มี ากพอ เพอ่ื จะไดท าํ ใหอ ากาศไหลผาน

บทที่ 1 ส่งิ ทลี่ อยไดใ นอากาศ 5

ปกเครื่องบินดวยความเรว็ ทีม่ ากพอ จงึ เกดิ แรงพยงุ ทีม่ ากพอ ใหเครอื่ งบินลอย
อยูไดใ นอากาศ อยา งสมดุล นกกเ็ ชนกนั ตองขยบั ปก และปรบั ทา ทางการบิน

การลอยไดของสิง่ ตา งๆในอากาศ เน่อื งจากแรงพยงุ ของอากาศ หรอื
เรียกไดวา เกดิ แรงกระทําเนอ่ื งจากอากาศพยุงใหสง่ิ ของหรอื วตั ถุนั้นลอยอยูไ ด

รปู ที่ 1.5 แรงเปนส่ิงทเ่ี รารจู กั กนั ดี และใชอยูทุกวัน

แรง เกิดข้ึนในหลายลักษณะ ดูรูปท่ี 1.5 และ 1.6

- เมอ่ื เราออกแรงดงึ เชือก เรียกวา “แรงดึง”

(Tension อานวา “เทนชน่ั ”)

- เม่ือเราออกแรงกดวัตถุ เรียกวา “แรงกด”

(Compression อานวา “คอมเพรสช่ัน”)

- แรงทพ่ี ยายามดัดวตั ถใุ หงอ เรียกวา “แรงดัด”

(Bending อา นวา “เบนดิง้ ”)

6 บทท่ี 1 ส่งิ ทลี่ อยไดใ นอากาศ

นอกจากท่ีกลาวมานี้ ยงั มีการกระทําของแรงในลักษณะอน่ื ๆอีกทไ่ี มได
นาํ มากลา วถึง

รูปที่ 1.6 แรงทก่ี ระทําตอ วตั ถุ มหี ลายลกั ษณะ เชน แรงดึง แรงกดและ แรงดัด

บทที่ 1 สิง่ ที่ลอยไดใ นอากาศ 7

แรงทก่ี ระทาํ จะถูกเขียนเปน รปู ลูกศร แทนขนาดและทิศทางของแรงท่ี
กระทาํ ตอ วตั ถุ อยางในรปู ท่ี 1.6 แรงมีทศิ ทางดึงไปทางขวา ลูกศรช้ไี ปทางขวา
และถาแรงกดลง ลกู ศรก็จะชล้ี ง ดูท่ีความยาวลกู ศร ถายาวมากกวา แสดงวา
แรงมากกวา นกั เรียนควรหดั สงั เกตเหตกุ ารณในธรรมชาติ รอบตัวโดยเชื่อมโยง
กบั ส่งิ ที่เราเรยี นจากหนงั สือ เชน ลักษณะของแรงท่กี ระทาํ เปนแบบไหน นกท่ี
พยายามบนิ ขึน้ ตองกระพือปก ใหเ รว็ มากข้นึ เพ่ือชวยใหเกิดแรงยกมากข้ึน

รูปท่ี 1.7 เมอ่ื เอามอื ยันผนัง จะเกิดแรงปฏิกิริยาโตกลับจากผนงั หรอื เม่อื ยืน
บนไมกระดาน มนี ้าํ หนกั กดลง จึงเกดิ แรงปฏิกริ ยิ าโตก ลับ

ยงั มแี รงกระทาํ อกี ลกั ษณะหน่งึ ท่ีนักเรยี นควรจะไดรู คือแรงโตกลับหรือ
แรงปฏกิ ิริยา (Reaction Force อา นวา “รีแอคช่ันฟอส”) ตวั อยางเชน เมอื่ เรา

8 บทที่ 1 ส่ิงที่ลอยไดใ นอากาศ

เอามอื ยนั ผนังดวยแรงขนาดหนึง่ ผนงั จะโตก ลับดวยแรงที่เทา กันในทศิ ทาง
ตรงกนั ขา ม ดงั ในรปู ที่ 1.7 สถานการณเชน เดียวกนั น้ี กเ็ กดิ ข้ึนในขณะท่ีเรายืน
นิ่งๆอยูบนพ้นื นํ้าหนกั ของตัวเรากดลงบนพนื้ พื้นกโ็ ตก ลบั ในทศิ ทางขึ้น ดวย
ขนาดของแรงทเี่ ทากบั นํ้าหนกั ของตัวเราเชนกัน

กอ นหนาน้ีไดพ ูดถงึ ความเรว็ ของอากาศ เปน เหตใุ หเ กิดแรงกระทาํ ตอ
วัตถุ เชน เดยี วกับแรงกระทาํ ความเรว็ จะถูกเขียนแทนดว ย ลกู ศร ดรู ูปท่ี 1.8
โดยมีทิศทางและความยาวแทนขนาดของความเร็ว ความเรว็ ของอากาศท่มี าก
กส็ ง ผลใหเ กดิ แรงกระทํามากดวย น่ันคอื ความเร็วของอากาศ มผี ลตอแรงท่ี
กระทาํ กบั วัตถุทีอ่ ากาศนั้นไหลผา น ดังน้คี อื ถา มีความเรว็ มากก็ยิ่งสง ผลใหเกิด
แรงกระทาํ ตอวัตถุหรือส่งิ ของนัน้ มากตามไปดวย

รปู ท่ี 1.8 กระตายวงิ่ ไปทางขวา ดว ยความเร็วที่มากกวาเตา ลูกศรแทน
ความเร็วจงึ ยาวกวา และช้ไี ปทางขวา

ความเร็วคือความเร็ว ไมใชแ รง เปน คนละอยางกัน แตทงั้
ความเร็วและแรง เราสามารถใชแทนไดด วยลกู ศร เพื่อความสะดวกใน
การทาํ ความเขาใจ

บทที่ 1 สิง่ ทล่ี อยไดใ นอากาศ 9

ความเรว็ ของอากาศ ไหลผา นปก ทาํ ใหเ กิดแรงยกกระทาํ ใหเ ครอ่ื งบนิ
หรือนก ลอยข้นึ ไปไดใ นอากาศ เราก็สามารถทําของเลนข้นึ เอง เพ่อื ใหล อยใน
อากาศในชว งเวลาสัน้ ๆได เริ่มตนดวยการทําเครอื่ งรอนกระดาษพบั ที่ลอยไดใน
อากาศ(จะเรยี กวา เครื่องบนิ กระดาษพับกไ็ ด) เมื่อเราพงุ เคร่อื งรอ นกระดาษพับ
ไปขา งหนา ก็สามารถลอยไดในอากาศ ชว่ั ระยะเวลาหนึ่ง ดงั ในรูปท่ี 1.9

1.1 เครื่องรอนกระดาษพบั ของเลนที่ลอยไดในอากาศ

รูปท่ี 1.9 เครื่องรอนกระดาษพับพงุ ดวยมอื

10 บทที่ 1 สง่ิ ทลี่ อยไดใ นอากาศ

ในกิจกรรมนี้ จะเปน การนําเอากระดาษ ขนาด A4 มาพับเปน เคร่อื งรอ น
กระดาษพับไวพ ุงเลน และแขงขันกันในกลมุ หากระดาษ A4 คนละหน่ึงแผน ดู
ตามรปู ที่ 1.10 และพับตามแบบ หรอื นกั เรยี นอาจจะพบั ตามแบบอืน่ กไ็ ด ซ่ึงมี
อยอู ยางแพรหลาย ทั้งทางอินเทอรเ น็ต หรือคาํ แนะนําจากคณุ ครูผูสอน

บทที่ 1 สง่ิ ทีล่ อยไดใ นอากาศ 11

รปู ที่ 1.10 วธิ พี บั เครอ่ื งบนิ กระดาษ ใหดตู ามลําดบั ต้ังแตห มายเลข 1 ถงึ
หมายเลข 11 พยายามทาํ ใหป ระณตี ไมจําเปน ตองรบี

12 บทที่ 1 สิง่ ท่ีลอยไดในอากาศ

เมือนักเรียนพับเสรจ็ แลว ลองไปพุง ดู จะเห็นวา เครอ่ื งรอ นกระดาษพบั
ของเรา ไมร อนไปในแนวเสน ตรง เพราะกระดาษทีเ่ ราพับข้ึนเปน เคร่อื งรอนพับ
มกี ารเอยี งจึงตอ งพยายามปรับใหต รงเทาท่ีจะทําได และทดลองดูไปเรื่อยๆ ให
รอนไปใหต รงและไกลทส่ี ุด คืออยูในอากาศไดนาน นกั เรยี นจะเห็นวา เครือ่ ง
รอนพับ ลอยอยใู นอากาศไดช ่วั เวลาหนงึ่ หรือจะบอกวาคอ ยๆตกลงอยา งชา ๆ
เพราะวาเครอ่ื งรอนเคล่ือนที่หรอื บินไปขางหนา ทาํ ใหม อี ากาศไหลผา นปก จึง
เกดิ แรงพยุงจากอากาศ ท่เี รียกวา “แรงยก” จงึ ทําใหเ คร่อื งรอ น รอนอยูใน
อากาศในชวงเวลาหนึง่ ดังในรูปท่ี 1.9

คณุ ครผู คู วบคุม ตอ งระวังในเร่ืองความปลอดภัยของนักเรยี นท่ีเลน ถา
เครือ่ งรอนพบั ไปติดบนทส่ี ูง เชน ตน ไม ฯ ตองระวงั ไมใ หน กั เรยี นปนขึ้นไปเกบ็
อาจจะพลัดตกลงมาได ควรหาสถานท่ี ทีเ่ หมาะสม ไมม ลี มแรง ถา อยใู นอาคาร
ไดจ ะดมี าก

เม่ือนกั เรียนไดท ดลอง เลนเคร่อื งรอ นพบั จนคุนเคยดีแลว ควรใหมกี าร
แขงขนั เคร่ืองรอนพบั เริม่ ตัง้ แตต องพับขึน้ เอง มีการปรับแตง ตามอัธยาศยั และ
การเรยี นรจู ากการท่ไี ดทดลองของนกั เรียนเอง โดยใหเวลาตามความเหมาะสม
วางกฎกตกิ าในการแขง อยางงายๆ(ไมค วรสลบั ซับซอน) ตามท่คี ณุ ครผู ูควบคมุ
จะเหน็ สมควร โดยจดั หาสถานท่ที เี่ หมาะสม(มคี วามจาํ เปน) เชน ในอาคาร
กฬี า หรือในทลี่ มสงบ จะเปนการแขงขันในเรือ่ งของ ใครรอนไปไดไกลกวา หรือ
ใครลอยอยูในอากาศไดน านกวา มอบรางวลั แกน กั เรียนทช่ี นะเลศิ พรอมคาํ ชื่น
ชม และนักเรยี นคนอืน่ ๆรวมแสดงความยนิ ดกี บั ผูชนะ

บทท่ี 1 สงิ่ ท่ลี อยไดใ นอากาศ 13

1.2 วา วกระบอก ของเลน ทลี่ อยไดในอากาศ

รูปท่ี 1.11 วาวกระบอก ใชก ระดาษขนาดA4 มาพบั และตอ หาง
นักเรียนคงเคยเหน็ วา ว หรอื คงเคยเลน วา วมาแลว ซึง่ มีใหเ ห็นทว่ั ไป วา ว
จะลอยไดต องอาศยั ลมทีม่ คี วามแรงพอสมควร ถาลมออนๆและตอ งการใหวาว
ลอยขน้ึ เราตอ งว่ิง มกั นยิ มเรียกกนั วาใหวาวกนิ ลม คอื ทําใหมอี ากาศไหลผา น
วาวจงึ จะเกิดแรงจากอากาศพยุงใหว า วลอยขน้ึ ได เมอื่ วาวคอ ยๆลอยขึ้นใน
ระดับสูงขึ้นมีลมท่พี ดั แรงพอ วาวกจ็ ะลอยอยตู อ ไป ตราบใดทล่ี มยงั พัดแรงพอ
ท่ีจะพยงุ ใหวาวลอยได นักเรียนจะพบวา ลมในระดบั ตา่ํ ๆใกลพ ื้นจะพัดออน
กวาลมในระดบั ท่ีสงู หรอื เราสามารถบอกไดว า ยง่ิ สงู ข้นึ ลมจะย่งิ พัดเรว็ ข้นึ

14 บทท่ี 1 สงิ่ ทีล่ อยไดใ นอากาศ

ใชกระดาษ A4 ซ่งึ เปน กระดาษทนี่ ยิ มใชโดยทัว่ ไป มาทาํ เปน วาว การทํา
วา วลักษณะนี้มมี านานแลว ทํางาย เพียงนําเอากระดาษ A4 มาพับตามในรปู ท่ี
1.11 แลว นาํ เอา ดายหลอดมาผกู และตอ หางยาวพอประมาณตามในรูป

รปู ที่ 1.12 เม่อื ไมมีลม การวิง่ ชวยทําใหว าวกระบอกลอยได
การท่ีวา วไมวา ชนิดใด ลอยได ก็ตองอาศัยแรงลม หรือ เรียกไดว ามี
อากาศไหลผา นทาํ ใหเ กดิ แรงยก คลา ยๆกบั เครอ่ื งบนิ กระดาษพบั ตา งกนั ตรงท่ี
วาวมีเสนดา ยผูกเอาไวจ งึ อยูกับที่ และมลี มไหลผา นตัววา ว จะดว ยวธิ ีว่ิงใหว าว
กนิ ลมแลว ลอยขน้ึ หรือมีลมทแี่ รงพอพดั ทาํ ใหตวั วาวลอยขึ้น อยา งในรปู ที่ 1.12
เด็กกําลังวิ่ง เพ่ือชว ยใหมีอากาศไหลผานตัววาว และลอยข้ึน

บทที่ 1 ส่ิงทล่ี อยไดใ นอากาศ 15

รูปท่ี 1.13 แนวทางการไหลของอากาศหรือ ลมเมื่อไมม สี ิ่งใดๆกีดขวาง
รูปท่ี 1.14 แนวทางการไหลของอากาศ เม่อื มีวาวกระบอกลอยอยูในอากาศ

16 บทท่ี 1 ส่งิ ทลี่ อยไดในอากาศ

ในรปู ท่ี 1.13 และรูปท่ี 1.14 เสนลกู ศรท่แี สดงอยู เปนแนวทางเดินของ
อากาศไหลผานตัววา ว เรยี กวา “สายกระแส” ภาษาองั กฤษเรียกวา “สตรมี
ไลน (Stream Line)” ปกตเิ รามองไมเหน็ อากาศอยแู ลว เวน เสียแตว า เห็นฝนุ
ละออง หรือควนั ทลี่ องลอยตามอากาศท่ีกําลงั เคลอื่ นที่ไป อยางเชน ควนั ธปู
ควนั ยากนั ยุง ทําใหเ ราเห็นแนวทางการไหลของอากาศ สตรีมไลนน ี้ ชวยทาํ ให
เรานกึ ภาพออกหรือรูไดวา อากาศมีเสน ทางการเคลอื่ นท่ีอยา งไร เสนทางเดนิ
ของอากาศในรูปท่ี 1.13 เปน กระแสลมท่ไี มม ีสง่ิ กีดขวาง เราสามารถเรยี กได
หลายอยา ง เชน “กระแสอากาศอสิ ระ (Free Stream)” “อากาศไหล (Air
Flow)” สว นในรปู ท่ี 1.15 จะเหน็ วาวาวเขา มากีดขวาง ทาํ ใหอ ากาศที่กาํ ลังไหล
อยนู น้ั เบ่ยี งเบนไป สง ผลใหเกิดแรงยก กระทําใหวา วลอยขน้ึ ได

รูปท1ี่ .15 อากาศทไี่ หลผา น วาวกระบอก ทาํ ใหเ กดิ แรงพยงุ วา วกระบอกให
ลอยอยไู ดในอากาศ

บทท่ี 1 สิ่งทีล่ อยไดใ นอากาศ 17

เมอ่ื ทดลองเลนดูแลว สิ่งทนี่ าสังเกตคือ ถาลมออ น แรงยกท่ชี วยพยงุ วา ว
มีไมมากพอ ดงั น้นั วาวจึงไมลอย ตอ เมอื่ ลมแรงพอวาวจึงลอยขึ้นได น่นั คอื แรง
ยกจะมมี ากหรอื นอย ขน้ึ อยูกบั ความเร็วหรอื ความแรงของลม แมไ มม ลี มแตถ า
เราวง่ิ ใหเรว็ พอ วา วก็ลอยได แสดงวาการว่ิงทําใหอ ากาศไหลผา นวา ว กค็ ือการ
ชว ยทําใหม ลี มไหลผา นวา ว น่นั เอง

1.3 รม ชูชพี ทาํ จากถงุ

รปู ที่ 1.16 รม ชชู ีพใช ชะลอความเร็วในการโดดจากเครือ่ งบนิ มายงั พ้ืน
นักเรยี นคงเคยเห็น รมชชู พี จรงิ ๆกันมาบางแลว อาจจะจากในภาพยนตร

หรือในโทรทัศน ตอนท่ีทหารโดดรมลงจากเครอ่ื งบนิ ท่กี ําลังบนิ อยูสงู จากพนื้
มาก ลงมายังพ้นื ไดอยา งปลอดภยั อยางในรปู ที่ 1.16 ถา ไมมีรม ชชู พี คนท่ี

18 บทท่ี 1 สิ่งทล่ี อยไดในอากาศ

กระโดดลงมาจากทส่ี งู เม่ือตกลงมาถึงพน้ื จะมีความเรว็ มาก ทาํ ใหก ระแทกพน้ื
แรง เปนอันตราย ดงั น้ันการทคี่ นโดดลงมาจากเครื่องบนิ จึงจําเปน อยางยิง่ ท่ี
ตองมีรมชชู ีพชวย ทําใหก ารโดดลงมาจากที่สงู จะเปนการลงมาอยางชา ๆ
เพราะรม มีแรงตา นการเคลอื่ นท่จี ากอากาศมาก ทําใหคนทโ่ี ดดรม ลงมา เมอื่
ตกถึงพนื้ อยา งชาๆ จึงปลอดภัย ในหวั ขอน้ี เรามาดูการตกลงมาอยา งชาๆของ
รมชชู ีพเล็กๆ ทเ่ี ปนของเลน จะชว ยทาํ ใหเ ราไดเ ห็นปรากฏการณ แรงตา นของ
รม อนั มาเน่อื งจากการเคลื่อนท่ใี นอากาศ

รูปท่ี 1.17 ใชถ งุ พลาสติกตดั เปน รูปสเ่ี หล่ียมดา นเทา ใชเชอื กผูกท้ังสมี่ มุ ปลาย
อกี ดานหนึ่งไปผกู รวมกันทน่ี า้ํ หนกั ถว ง

หาถงุ พลาสตกิ อยา งบาง ทใี่ ชส าํ หรับใสของทั่วไปตามรา นคา ถาได
ขนาดใหญจะดีมาก ตัดเปน รูปสีเ่ หลย่ี มดานเทา ดรู ูปท่ี 1.17 ใชดายหรือเชือก
เสนเลก็ ๆผูกทัง้ สีม่ มุ ดูความยาวพอประมาณ นาํ ปลายทง้ั สีเ่ สน มาผูกรวมกนั
กบั วัตถุทใี่ ชเ ปน นํา้ หนักถวง ประมาณนาํ้ หนกั ตามความเหมาะสม จะเปน

บทท่ี 1 สิง่ ที่ลอยไดใ นอากาศ 19

ตกุ ตาหรือสง่ิ อนื่ ใดก็ได วธิ ีเลนก็ทาํ การพับใหคลายออกไดงา ย แลว โยนใหข้ึน
ไปสูงๆ รมถุงกระดาษของเราจะกางออกและตก หรือเคลื่อนที่ลงมาอยา งชา ๆ
เพราะรมทาํ ใหเ กดิ แรงตาน (การเคล่ือนท่ใี นอากาศ) ไดม ากแตย งั นอยกวา แรง
เนอ่ื งจากนํ้าหนักของวัตถุ จงึ คอ ยๆตกลงมาอยา งชา ๆ จะเปน วา แรงตานอยูใน
แนวเดยี วกับการเคลื่อนที่ (หรอื ความเร็ว) ของวัตถุ อยางในรปู ที่ 1.18

รปู ท่ี 1.18 รมถุงคอ ยๆตกลงมาอยางชาๆ ดวยแรงตา นของอากาศ

20 บทท่ี 1 สง่ิ ทีล่ อยไดในอากาศ

วตั ถุทมี่ รี ปู ทรง ทใ่ี หแ รงตา น(การเคลอ่ื นท)่ี มากเม่ืออยูในอากาศ มใี หเ รา
เห็นอยูทั่วไป เชน ขนนก มแี รงตานอากาศมากเมื่อเคล่ือนท่ี และนาํ้ หนักเบา
ดังน้นั เม่อื เราปลอยขนนกใหตกลงบนพ้ืน จงึ ตกดวยความเรว็ ทนี่ อ ย หรอื พดู
วา "คอ ยๆตกลงอยางชา " ดูรูปท่ี 1.19 สังเกต ลูกศรแสดงนํา้ หนัก ช้ีลง แรง
ตานเนือ่ งจากอากาศแสดงดว ยลกู ศร ชข้ี ้นึ ผลลัพธ หรอื ผลสดุ ทา ยออกมา
คือ ตกลงมาอยา งชาๆเพราะวา แรงตานจะกระทําตอวัตถุในทิศทางแนวเดยี ว
กับความเร็วของวตั ถุ แตมีทิศทางตรงกันขา มเสมอ

รปู ที่ 1.19 ขนนกคอยๆตกลงมาอยา งชา ๆ เชนเดียวกบั รมชชู พี

บทที่ 1 สงิ่ ที่ลอยไดใ นอากาศ 21

แบบฝกหัดบทที่ 1

1.1 นักเรยี นลองยกตวั อยา ง ส่งิ ทีล่ อยไดในอากาศมาคนละ 1 อยา ง และ
บอกดว ยวา ลอยไดดวยแรง แบบไหน

แรงลอยตัว สถติ ศาสตรของไหล หรือ
แรงทางอากาศพลศาสตร

1.2 แรงท่แี สดงในรูป จัดอยใู นแรงประเภทอะไร แรงดงึ แรงกด หรือ แรงดดั

ก.) ข.) ค.)

1.3 แรงยก และแรงตา น จากอากาศ จะมากนอ ยขึน้ อยูกบั อะไร จงอธิบาย
ถาลมแรงวา วลอยขนึ้ ได แตล มออ นวา วไมล อยเพราะอะไร

1.4 การที่รม ชูชีพตกลงมาอยา งชาๆ เพราะอะไร อธิบาย และยกตวั อยา งส่งิ
ที่เราเคยเห็นวา ตกลงมาอยา งชา ๆมีอะไรบา ง

22 บทท่ี 1 สิง่ ที่ลอยไดใ นอากาศ

1.5 จงดรู ูปวตั ถุดานลา งน้ี ถา เราปลอยใหตกลงมาจากทส่ี ูง อนั ไหนตกลงมา
ชาที่สดุ อันไหนตกลงมาเรว็ สดุ เพราะอะไร

ก.) ข.) ค.)
1.6 เรารูมาแลววา ท้ังแรง หรือความเรว็ จะถูกเขียนแทนดว ยลกู ศร ลูกศร
ยาวมคี ามาก ถาลูกศรชไี้ ปทางไหนแสดงวามีแรงหรือความเรว็ ไปทางน้ัน

รูปดา นลาง เปน การแสดง น้ําหนัก แรงตา น และแรงยก เมื่อมอี ากาศ
ไหลผานปก เครือ่ งบิน ดวยวา เคร่อื งบิน เคลื่อนท่ีไปในอากาศดวยความเร็วสงู
จงบอกวา ลูกศรอนั ไหน คอื ความเร็วของเครอื่ งบนิ นํา้ หนัก แรงตาน และแรง
ยก

บทที่ 2
เครอ่ื งรอนพงุ ดวยมือ

เราไดรูแลว วา เม่ือมีอากาศไหลผา นปก ของ เครือ่ งบิน นก หรอื เครอ่ื ง
รอนจะทาํ ใหเกิดแรงยกเนือ่ งจากแรงกระทาํ ของอากาศ ชวยพยุงใหเ คร่อื งรอน
หรือนก ลอยอยูไ ด ดังในรปู ที่ 2.1 นี้

รปู ท่ี 2.1 เม่อื มีกระแสอากาศ หรอื ลมไหลผานปกเครื่องรอนจะมีแรงยกชว ย
พยงุ ใหเครื่องรอ นลอยอยูไดในอากาศ

24 บทท่ี 2 เครอ่ื งรอ นพงุ ดวยมอื

ในบทน้ี จะเปน การทาํ เครอื่ งรอ นพุงดวยมอื ตอ งอาศยั วัสดุอุปกรณ และ
ฝมอื ในการทําเพมิ่ ข้ึนมา มากกวา ของเลนในบทท่ี 1 ซึ่งจะกลา วตอไป แตกอน
ที่จะลงมือทํา นักเรียนควรทําความเขาใจกับ เรอื่ งของจุดศนู ยถว ง ของวตั ถุ กัน
กอ นเพราะจะชวยใหเราเลน เครอ่ื งรอ นอยา งเขา ใจในธรรมชาตขิ องเครือ่ งรอ น

2.1 จดุ ศูนยถวง (Center of Gravity)

รูปท่ี 2.2 ตาํ แหนงของจุดศูนยถวง อยูป ระมาณตรงกลางของวตั ถุ เปน
ตาํ แหนง ท่ีแรงเนื่องจากนํ้าหนักของวัตถุนัน้ กระทาํ ตอวัตถุน้ัน

วตั ถุทกุ ชนิดมีเนือ้ มวลสาร จงึ มแี รงดึงดูดของโลกทีก่ ระทําตอ วตั ถุ (เปน
แรงดึงดูดระหวางโลกกบั วตั ถุ คือตางดดู ซึง่ กันและกัน) แรงดึงดูดของโลกท่ี
กระทําตอวตั ถุน้ี เรยี กวา “นํา้ หนักของวตั ถุ” ดงั นน้ั ไมว า เราจะเรียกวา “แรง

บทท่ี 2 เคร่อื งรอ นพงุ ดวยมอื 25

กระทาํ เน่อื งจากนา้ํ หนกั ของวัตถุ” หรอื เรยี กสั้นๆวา “แรงเน่อื งจาก
นา้ํ หนักของวตั ถุ” หรือ “นาํ้ หนกั ของวัตถุ” ก็มีความหมายเปน อยางเดยี วกนั
น้าํ หนกั จะมี มากหรอื นอ ย ขนึ้ อยกู บั ปรมิ าณของเน้ือมวลสาร อยางเชน โฟม
หรอื นนุ มคี วามหนาแนน ของเน้ือสารนอย จงึ มีนาํ้ หนักเบากวา เหลก็ ที่มีความ
หนาแนน ของเน้อื สารมากกวา ทมี่ ีขนาดเทากัน(ปรมิ าตรเทา กนั ) ตําแหนงหรอื
จุดทีเ่ ปรียบไดกบั วา นา้ํ หนกั ของวัตถุ กระทาํ ตอ วตั ถุ เราเรียกวา “จดุ ศนู ยถ ว ง”
ภาษาองั กฤษคือ Center of Gravity อา นวา “เซน็ เตอรอ อฟแกรวิต”้ี มักเรยี ก
สัน้ ๆวา “CG (ซีจ)ี ” และทศิ ทางของแรงกระทําเน่อื งจากนํ้าหนกั ของวตั ถุ จะชี้
ลงในแนวด่งิ เสมอ

รูปที่ 2.3 เมอ่ื ใชไมบ รรทัดวางลงบนนว้ิ โดยทไี่ มตก แสดงวา ตาํ แหนง ของจดุ CG
อยตู รงน้ิวพอดี

ลองนาํ เอาไมบ รรทดั มาวางลงบนนว้ิ อยางในรูปท2่ี .3จะชว ยใหเ ราเขา ใจ
ไดว า ตําแหนงของแรงเนอื่ งจากนํ้าหนักของไมบ รรทัด ทกี่ ระทาํ ตอไมบรรทดั
นนั้ อยูประมาณตรงกลางของไมบ รรทัดถาเราวางไมบ รรทดั โดยที่จดุ CG อยูไม

26 บทท่ี 2 เครือ่ งรอนพุงดวยมือ

ตรงกบั น้วิ ไมบรรทดั จะหลนลงไป ไมส ามารถวางอยไู ด วัตถุอนื่ ก็เชนเดียวกัน มี
ตาํ แหนง ของจุด CGอยูป ระมาณขางในตรงกลางของรปู ทรง ลองสงั เกตดู วัตถุ
รูปรา งอนื่ รอบๆตวั เรา และลองทายดูวา ตาํ แหนงของจุดCG อยูประมาณ
ตรงไหน

รูปที่ 2.4 แนวของแรงอยูในฐานจึงต้ังอยูได ถา อยนู อกฐานจะลม
ดูในรูปท่ี 2.2 และรปู ที่ 2.4 แนวของแรงเน่ืองจากนาํ้ หนกั ของวัตถุ จะ
ตองอยูในฐานของวตั ถุจึงจะตงั้ อยูได ถา แนวของแรงอยนู อกฐาน วัตถจุ ะลม
ดวยแรงกระทําเน่ืองจากนํ้าหนัก
ดูในรปู ที่ 2.5 วัตถุเปน แผนกลมหนาๆ ถา ตองการวางลงบนหลกั ตอ งวาง
ให ตรงกับจุด CG จึงจะวางไดโดยไมล มหรอื หลนลงมา แตถ า มหี ลัก 2 อนั ที่
เรียกวา “หลกั ค”ู นัน้ จะตอ งอยูใ นแนวของเสนตรง ทีผ่ านจุด CG ถาจะใหดี
นักเรยี นตองลองทําไปดวย จะเขา ใจไดโดยงาย การยนื การวางสิง่ ของไมใหลม
ถา พิจารณาดจู ะพบวา มีความเก่ยี วของกับ ตําแหนงของจุด CG ดวย

บทท่ี 2 เครื่องรอ นพงุ ดวยมอื 27

รปู ท่ี 2.5 วตั ถุแผน กลมวางอยู บนหลักไดต อ งตรงกับจุด CG

28 บทที่ 2 เครอื่ งรอนพงุ ดว ยมือ

2.2 ตําแหนงจุด CG ของเครื่องรอ น

รปู ที่ 2.6 เคร่ืองรอนก็เปรียบเหมือนวัตถุอยางหนง่ึ คือเม่ือวางบนหลักทัง้ สอง
ตามที่แสดงในรูป จดุ CG จะอยใู นแนวเสนตรงท่ลี ากผานหลักท้ังสอง

บทท่ี 2 เครือ่ งรอนพงุ ดว ยมอื 29

สาํ หรบั เครือ่ งรอนที่จะทําเลน กนั นน้ั มลี ักษณะอยา งที่เห็นในรปู ที่ 2.6
ตาํ แหนง ของจดุ CG มผี ลตอการทเ่ี คร่อื งรอ น จะรอ นไดด ีหรอื ไม ถา จุด CG อยู
ในตําแหนงที่เหมาะสมจะทาํ ใหเ ครื่องรอนนั้นพุงไปไดด ี นักเรยี นจะเขา ใจไดด ี
ยิง่ ข้นึ หลังจากที่ทําเครื่องรอ นเสร็จ และลองเลนดูโดยการปรบั ตําแหนงของจุด
CG ดว ยนาํ้ หนกั ท่ถี ว งตรงปลายจมกู เครือ่ งรอ นนี้

รูปท่ี 2.7 แบบแปลน ของเครื่องรอนพงุ ดว ยมือ สว นของปก อาจตอใหย าว
ออกไปมากกวา นไ้ี ดประมาณเปน 2 เทา ของขนาดเดิม

30 บทที่ 2 เครื่องรอ นพงุ ดวยมือ

เรม่ิ ตน ดว ยการ หาวัสดุท่ีตอ งใชท ํา ซึง่ ประกอบดว ย
1. ไมอ ัดบางตรงเรียบ(ไมง อ) หนาประมาณ 3 ม.ม. ขนาดเพยี งพอดู

ตามแบบ หรือวสั ดชุ นดิ อ่นื ทีมนี ํ้าหนกั เบา และแขง็ แรงพอ
2. กระดาษแข็ง A4 หรืออาจใชโ ฟมรว มดวยอยางบางประมาณ 3 ม.ม.
3. อุปกรณ ตัดกระดาษ ไม เชน เลอ่ื ยฉลุ กรรไก คัตเตอร กาวติดไม

กระดาษ หรือโฟม และ กระดาษทรายละเอียด อปุ กรณอื่นทีจ่ าํ เปน

2.3 ทําความรูจกั กับชอื่ แตล ะสว นของเครื่องรอ น

ดตู ามในรปู ท่ี 2.7, 2.8 และ 2.15 ควรจาํ ชอ่ื แตล ะสวนของเคร่ืองรอน
เรียกวาอะไรชื่อเหลา นี้เปน มาตรฐาน ทนี่ าํ ไปใชก บั เครอื่ งบินจริงๆก็เชน เดียว
กัน ถานกั เรียนมโี อกาสไดไปดเู คร่ืองบินจริงใกลๆลองสงั เกตดูการเรียกเปน
ภาษา องั กฤษไดด ว ยจะดีมาก เนอื่ งจากวา โดยทัว่ ไป คนมกั เรยี กทับศพั ท ดังนี้

1. ลําตัว (Fuselage อา นวา ฟวลาจ)
2. ปก (Wing อา นวา วิง)
3. แพนหางระดับ
(Horizontal Stabilizer อา นวา ฮอริซอนทอล สะแตบไิ ลเซอร)
4. แพนหางดง่ิ
(Vertical Stabilizer อานวา เวอรต คิ อล สะแตบิไลเซอร)
5. จมูกเครอ่ื งบนิ (Nose อา นวา โนส)
6. ไอเลรอน (Aileron เรียกทับศพั ท) อาจใชคําวา ปกเลก็ แกเอยี ง
7. อิลิเวเตอร (Elevator เรยี กทบั ศัพท)
8. รดั เดอร (Rudder เรยี กทับศัพท) อาจใชคําวา หางเสือ

บทที่ 2 เครอ่ื งรอ นพงุ ดวยมอื 31

รปู ท่ี 2.8 เมื่อไดแ ตล ะสวนแลว นาํ มาประกอบเขา ดวยกัน โดยใชก าว ลาเท็ก
หรือ พิจารณาตามความเหมาะสม จะเห็นวามีสว นเสริมความแขง็ แรงดวย

ท้ังนี้เครอื่ งรอน ท่ีไดน าํ แบบมาแสดงไวนี้ เปน เพียงแนวทางในการทํา
กิจกรรม เครื่องรอน สําหรบั นักเรยี นระดับช้ันประถม คณุ ครูผสู อน หรือควบคมุ
สามารถพจิ ารณานําเครอื่ งรอนแบบอื่นที่เหน็ วา เหมาะสม มาใชเ พื่อใหน ักเรียน
ทาํ กจิ กรรมได ซงึ่ หลกั การหรอื แนวทางการอธบิ าย จะเปน อยา งเดียวกนั คือทํา
ใหน กั เรยี นเขา ใจหลกั การพื้นฐาน ของอากาศยานสําหรบั เดก็ ในระดับประถม

32 บทท่ี 2 เคร่ืองรอนพงุ ดว ยมือ

สง่ิ สําคญั ไมใ ชเ ฉพาะตองการใหนักเรียนเขาใจในบทเรยี นเทา นนั้ แตเ ปนการ
ฝก ใหน กั เรียน มีความอดทน ตงั้ ใจ ทํางานอยา งรอบคอบ ประณีตเรียบรอ ย
และนกั เรียนจะเหน็ ผลของ ความตั้งใจทาํ งาน

2.4 การปรับแตง เครอื่ งรอ น

รูปที่ 2.9 ปรับแตง เคร่ืองรอ นของเรา ใหฉ ากและตรง

บทที่ 2 เคร่อื งรอ นพุง ดว ยมอื 33

เม่ือนักเรียนประกอบเคร่อื งรอนเรียบรอยแลว กอนท่ีจะลองไปบนิ (รอ น)
เปนคร้งั แรก ใหนกั เรียนตรวจดวู า สภาพของเคร่ืองรอนของเราน้ันพรอมทจ่ี ะ
รอ นหรอื ไม หลักๆคือดใู หฉาก และตรง อยา งในรปู ที่ 2.9 การที่มสี ว นใดสวน
หนึ่งบดิ งอ หรือโคง จะสง ผลใหการบินไมด อี ยางท่ตี อ งการ เชน การบนิ เงย ทํา
ใหไตข ้ึนมากเกินไปความเรว็ เครอ่ื งบินลดลง เปน เหตใุ ห แรงยกไมพอจงึ ทําให
เครอ่ื งรอนตกลงมา สภาวะน้เี รยี กวา สะตอล (Stall)

รปู ที่ 2.10 หลกั คู ใชส ําหรับหาตาํ แหนงของจุด CG เพื่อชว ยในการปรับให
เคร่ืองรอ น รอ นไดด ีข้นึ

เรมิ่ ตนดวยการการปรับตาํ แหนง จุด CG โดยการใชนาํ้ หนกั ถวงทจ่ี มกู
เครื่องรอ น อาจจะเปนดนิ น้าํ มันหรอื ตะปู ฯ เพือ่ ใหไดต ําแหนงท่เี หมาะสม ควร

34 บทที่ 2 เครือ่ งรอนพุงดว ยมอื

ใชห ลักคชู วย อยางในรปู ที่ 2.10 เพื่อหาแนวของจุด CG แลว ลองไปรอนดูวา
เมือ่ เยื้องไปขางหนามากเปนอยางไร และเย้ืองไปขางหลงั มากเปน อยา งไร การ
ทดลองบนิ เปน วิธีที่จะไดค าํ ตอบวา CG ควรอยูต ําแหนงไหนโดยประมาณ จงึ
จะเหมาะสมทส่ี ดุ วิธวี ดั ดตู ามรปู ท่ี 2.10 คอื แนวทอ่ี ยขู องจุด CG อยูหา งจาก
ชายหนาของปก เขาไปเทา ไร ควรจะจาํ หรอื จดไวก็ได

โดยทั่วไป ตาํ แหนงทีเ่ หมาะสมของจุด CG ควรอยทู ่ี ระยะ 1 ใน 4 ของ
ความกวางปกโดยประมาณ เม่ือวัดจากชายหนาของปก เมอ่ื เราไปทดลองรอน
ดู และเครื่องรอนยังบินกม ไป หรอื เงยไป ควรไปปรับแตง ที่แพนหางระดับ เพอื่
เปน การสรางสมดุล ทเ่ี หมาะสม

อนั ทจี่ รงิ เครื่องรอนของเราไมมสี ว นที่เรยี กวา ไอเลรอน อิลิเวเตอร และ
รัดเดอร อยางชดั เจน เพียงแตเราใชว ธิ ี ดัดสว นของปกหรอื หางใหขึ้นหรือลง ไป
ซายหรอื ขวา เพราะวสั ดุท่นี าํ มาใชน ั้นมคี วามออ นพอท่ีจะดัดไดโดยไมเ สยี หาย
และการดดั นนั้ จะทาํ แตเ พยี งเล็กนอยเทา นน้ั

การปรบั แพนหางระดบั เม่ือพุงใหรอ นไป เครื่องรอนพยายามเงยขนึ้ หรือ
พยายามกมลง โดยการดดั แพนหางระดบั ตองทดลองทาํ ไปดว ย ในเครอื่ งบิน
จรงิ ตรงปลายแพนหางระดับจะมี แผนบังคับเรยี กวา “อิลเิ วเตอร (Elevator)”
ชวยควบคุมการ กม-เงย ของเครื่องบิน ดรู ปู ท่ี 2.11 การดดั แพนหางระดับตรง
สวนปลายควรดดั ใหเทา ๆกนั ทัง้ แนว และเราจะเห็นวามผี ลใหเครอื่ งบนิ กม-เงย

สว นปกของเครือ่ งรอนถา บิด จะสงผลอยา งไรเม่ือเราพุงออกไป เคร่ือง
รอ นพยายาม เอียงซา ย หรอื เอยี งขวา นักเรียนตองสงั เกตดู วา ถาปกเครอ่ื ง
รอนบดิ ทางนี้ เครอ่ื งรอนเอียงทางไหน ดตู ามรปู ท่ี 2.12 สําหรับในเครอื่ งบนิ จริง
จะมีสว นทต่ี ดิ อยูบริเวณปลายปกอยางในรปู 2.15 ใชควบคุมการเอียงคอื สว นท่ี
เรยี กวา “ไอเลรอน (Aileron)”

บทที่ 2 เคร่อื งรอ นพงุ ดวยมอื 35

รปู ท่ี 2.11 การปรับเคร่ืองรอนท่ีแพนหางระดับ ดวยการดดั ขน้ึ หรือดัดลง
การปรับแพนหางดิ่ง ดใู นรปู ท่ี 2.13 ดวยการดดั เชน เคย ถา แพนหางดิ่ง

ไมตรงจะสงผลใหเ ครื่องรอน หัน (เล้ียว) ซา ยหรอื ขวา เม่ือทดลองดัดไปทาง
ซา ยหรอื ขวา และทดลองรอ นดูจะรวู า การดดั ไปทางไหน จงึ สงผลใหเ ครือ่ งรอน
หนั ไปทางไหน

36 บทที่ 2 เคร่อื งรอ นพุงดวยมือ

รปู ที่ 2.12 ปรับใหปกเคร่อื งบนิ ตรง ถาปก บดิ จะทาํ ใหเคร่อื งบินเอียง ซาย-ขวา
รูปท่ี 2.13 ปรบั เครอื่ งรอ นทแ่ี พนหางด่งิ ดว ยการดดั ไปทางซาย หรือขวา

บทท่ี 2 เครือ่ งรอนพงุ ดวยมือ 37

รูปที่ 2.14 การรอ นทเ่ี ราตองการคือ ไปในแนวเสน ตรง และคอยๆลดระดับลง
ลกั ษณะการรอ นท่คี วรจะเปน คือ ควรบนิ เปนแนวเสนตรง และคอยๆลด

ระดับลง ดงั ในรปู ที่ 2.14 จะชว ยทําใหเ ครอื่ งรอ นของเราไปไดไ กลกวา และจะ
อยใู นอากาศไดน านกวา ถาเร่มิ ตน ทคี่ วามสงู เดยี วกัน ดังนัน้ เราตองทดลอง
รอนดแู ละปรบั ไปเรอื่ ยๆ พยายามสังเกตดวู าสาเหตขุ องการรอนไมตรงนั้นมา
จากอะไร ปรบั แตละสวนจนคิดวานาจะอยใู นเกณฑท ี่พอใจ การทจ่ี ะใหต รงเปะ
นน้ั เปน ไปไดยาก เพราะเครื่องรอนพงุ ดวยมือไมส ามารถปรับทิศทางไดในขณะ
กําลังบิน อยา งเครื่องบนิ เลก็ ท่ใี ชว ทิ ยบุ ังคับ ควบคุมทศิ ทาง การแขงขันสวน
ใหญจะตัง้ เปา หมาย ใหเ คร่อื งรอนไปไดไกลสุด หรือ อยูในอากาศไดน านสดุ
สวนการอยูในอากาศใหน านสุดนนั้ อาจไมจ ําเปน ทจ่ี ะตองบนิ ใหตรงก็ได

38 บทที่ 2 เครอ่ื งรอนพงุ ดวยมอื

รปู ที่ 2.15 แสดงใหเ ห็น สวนควบคมุ ทศิ ทางของเครื่องบินจรงิ เทียบกับ เคร่ือง
รอนของเรา

เราจะไดรบั คําตอบจากการทดลองรอ น เคร่ืองรอน ท่ีเราทําหรือประกอบ
ขึ้นมา และนคี่ ือหนทางทีจ่ ะชวยใหเราเขาใจ ธรรมชาตขิ องเครื่องรอ น ไดม าก
ข้นึ การทเ่ี ราไดเ ขาใจสิ่งตางๆ ในธรรมชาตติ ามสภาพความเปน จริง ถอื ไดวา
เปนความรู (ท่มี คี า ) การอา นหรือการไดร บั รจู ากการบอกเลา ในบางเรอื่ งอาจ
จะยังไมพอ เราตองเรียนรูจากความเปน จรงิ เชน การทาํ เคร่ืองรอน และทดลอง
นํามาพงุ เลน อยา งมกี ารพิจารณาหาเหตุผล วาทําไม

ไมว าจะเปน เครอื่ งรอนที่เราทาํ กันขึ้นมาหรือเคร่ืองบนิ จริงๆ แมกระท่ัง
นก การควบคมุ ใหกม -เงย เอียงซาย-ขวา และหนั (เล้ยี ว)ซาย-ขวา มกี ารควบคมุ
ในลักษณะอยา งเดยี วกนั เชน นกเมอ่ื ตองการเอยี งซาย-ขวา ใชบ ดิ ปกในทิศ
ทางตรงขามกนั คอื ปก ซายบดิ ทางหน่ึง ปก ขวาบิดไปอกี ทาง แตสาํ หรับ
เครอ่ื งบินจรงิ เมื่อตองการเอียง ดว ยวา ปกแขง็ ติดกับลาํ ตวั บดิ ไมไ ดจึงใชสวนท่ี

บทที่ 2 เคร่ืองรอ นพงุ ดว ยมอื 39

เรียกทับศัพท ภาษาอังกฤษวา ไอเลรอน ดูในรปู ที่ 2.15 สว นในรปู ที่เขยี นวา
แฟลบ นั้นเปน แผนบังคบั ควบคุม ท่ชี วยในขณะเคร่ืองบนิ กําลังบนิ ข้นึ และลง
บนทางวง่ิ ไดด ขี ึน้ สว นเคร่อื งบนิ เลก็ เนื่องจากเปน เพียงของเลน ไมจาํ เปนตอ ง
ใชแ ฟลบ

รูปท่ี 2.16 เมอื่ อากาศไหลผานปก ทาํ ใหเ กดิ แรงยกกบั ปก เครือ่ งรอนท้ังสองขาง
ยอนกลับมาทเี่ คร่อื งรอน เมือ่ เราพงุ เคร่ืองรอนออกไป เปนเหตุใหอ ากาศ

ไหลผา นปก สง ผลใหเ กดิ แรงจากอากาศ พยงุ ใหเ คร่อื งรอนลอยอยูได เรยี กวา

40 บทท่ี 2 เคร่ืองรอ นพุงดวยมอื

แรงยก มที ศิ ทางข้นึ ดูตามในรปู ท่ี 2.16 อยางทีก่ ลาวไปแลวเครอื่ งบินจรงิ หรอื
นก ที่ลอยอยใู นอากาศไดก ด็ วยแรงยกลกั ษณะน้ี

2.5 การควบคุมทศิ ทางของเครอื่ งรอน

การบินของเคร่อื งบินหรือแมแตเ ครื่องรอนทเ่ี ราทําข้ึนมานัน้ เราตองการ
ควบคุมใหบ นิ ในทศิ ทางอยางท่ตี องการ ซึง่ ตอนนี้เราคงรูแลววา จะควบคุมดว ย
อะไร อยา งไร การควบคุมทศิ ทางนั้น เปรียบไดกับวาเคร่ืองบิน หมนุ รอบแกน
หลักอยู 3 แกน ดงั ในรูปท่ี 2.17 และ รูปที่ 2.18 คือ

1) แนวแกนลาํ ตัว (Longitudinal อานวา ลองจิจดู ินอล)
2) แนวแกนตัง้ (Vertical อา นวา เวอรต ิคอล) และ
3) แนวแกนขวางลําตวั (Lateral อานวา แลเทอรอล)
ซง่ึ ทั้งสามแกนน้ตี ัดกนั ท่จี ดุ CG ของเคร่ืองบิน

รปู ท่ี 2.17 การหมุนรอบแกนหลกั สามแกน ที่ตัดกันทจ่ี ดุ CGดงั ในรูป

บทท่ี 2 เครือ่ งรอนพงุ ดว ยมอื 41

การหนั การหมนุ หรือการเอียงของเคร่อื งรอน นัน้ สามารถอธิบายได
ดวยการใชอุปกรณสาธิต การหมุนของเครื่องบนิ รอบสามแกนหลกั ซึง่ จะพดู ถงึ
รายละเอียด ในหนังสอื สนุกกบั อากาศยาน เลมตอไป คอื เลม 2 และ เลม 3

รูปที่ 2.18 อุปกรณส าธติ การหมนุ ของเครื่องบนิ รอบแกนหลักสามแกน
เครอ่ื งรอ น ที่กําลังบินไปดวยความเรว็ คาหน่ึง เรยี กวา ไปไดด ว ยแรงเฉ่ือย

และความเรว็ จะคอยๆลดลงเนอ่ื งจากแรงตานของอากาศ ในขณะที่กาํ ลงั บิน
ดวยความเร็วคาหน่ึงอยนู ัน้ จะมีแรงกระทาํ ตอเครอ่ื งรอ นอยู 3 แรง หลักๆ คือ

1. แรงยก เปนผลมากจากอากาศท่ไี หลผานปก ชว ยพยุงใหเครอ่ื งบิน
ลอยอยไู ดใ นอากาศ มที ิศทางข้นึ (ตัง้ ฉากกับความเรว็ )
2. แรงตา น เปน แรงทีพ่ ยายามตานการเคลือ่ นทขี่ องเครือ่ งบนิ เน่ืองมา
จากอากาศ มีทิศทางไปขางหลัง (อยใู นแนวเดยี วกบั ความเร็ว)
3. นาํ้ หนกั ของเคร่ืองบิน มที ิศทางลง (อยูใ นแนวดิ่งเสมอ)

42 บทท่ี 2 เครอ่ื งรอนพุงดว ยมือ

รูปที่ 2.19 เคร่ืองรอ นของเราในขณะกําลงั รอนไปขา งหนา มีแรงกระทาํ ดงั ในรปู
วัตถทุ ุกชนิด ไมว า จะเปนเคร่ืองบิน เคร่อื งรอ น หรือรถยนต เมอื่ เคลอ่ื นที่

ในอากาศยอ มเกดิ แรงตานเนื่องจากอากาศขึน้ พูดเต็มๆไดว า แรงตานทกี่ ระทํา
ตอรถเนื่องจากอากาศดังในรปู ที่ 2.20 รถกําลงั ว่งิ ดวยความเร็ว แรงตา นกระทํา
ตอรถยนตมที ศิ ทางไปขางหลัง ยง่ิ วิง่ เรว็ มากกย็ ิ่งมแี รงตานมากตาม

รูปท่ี 2.20 แรงตานท่ีกระทาํ ตอ รถยนต เน่อื งจากอากาศ

บทท่ี 2 เครือ่ งรอ นพุง ดวยมอื 43

แบบฝก หดั บทที่ 2

2.1 จุดศนู ยถว ง (CG) ของไมบ รรทัดอยตู รงไหน และจะวางไมบ รรทัดลงบน
นิว้ ช้ี อยา งไรใหไ มบ รรทดั ไมตก

2.2 การท่ีเราผลกั กลองส่ีเหลย่ี มใหเอยี ง และลม ลงแสดงวา แนวแรงท่ีกระทาํ
เน่ืองจาก น้ําหนกั เปน อยางไร

2.3 การถว งนํ้าหนักท่ีจมูกของเครื่องรอน เพื่ออะไร

2.4 เราใชเครอ่ื งมอื ท่เี รยี กวา อะไร เพอื่ หาตาํ แหนง จดุ CG ของเคร่ืองรอ น
และเม่อื ไดท ดลองพงุ เครือ่ งรอนเลน แลว จดุ CG ควรอยูทีร่ ะยะเทาไร จึง
จะเหมาะสมเมื่อวดั จากขอบ ชายหนาของปก เครื่องรอ น

2.5 จากการทดลองพุง เคร่ืองรอ น ตองปรบั สว นไหนเพือ่ แกอาการตอ ไปนี้
ก.) เครอื่ งรอน กมหรือเงยมากไป
ข.) เครอื่ งรอน เอียง ซาย-ขวา
ค.) เครื่องรอน หนั (เล้ยี ว) ซา ย-ขวา

2.6 ทิศทางของแรงตา นอยูในแนวเดียวกับอะไร และทิศทางของนํ้าหนกั
เคร่ืองรอ น อยใู นแนวไหน

2.7 รถและเรือท่กี ําลังแลนอยู มแี รงตานหรือไมและแรงตา นมีทศิ ทางอยางไร

44 บทท่ี 2 เครื่องรอ นพงุ ดวยมือ

2.8 ตามในรปู ดา นลาง ลกู ศรท่กี ํากบั ดวย ตวั อักษร คืออะไร
ก.) ความเรว็ ของเคร่ืองรอ น
ข.) ……………………………………
ค.) ……………………………………
ง.) ……………………………………

2.9 ถาตําแหนง ของจดุ CG
ก.) อยูเย้ืองไปขา งหนา มาก การรอนของเครื่องรอ นเปนอยางไร
ข.) อยเู ยื้องไปขางหลังมาก การรอนของเคร่ืองรอนเปน อยางไร

2.10 ถา เราตองการใหเครื่องรอนหมนุ รอบแนวแกนลําตัว ตอ งปรับ (ดดั ) อะไร
2.11 ถา เราตอ งการใหเครอื่ งรอ นหมนุ รอบแนวแกนตง้ั ตองปรับ (ดดั ) อะไร
2.12 ถาเราตองการใหเ ครือ่ งรอ นหมุนรอบแนวแกนขวางลําตวั ตองปรบั (ดดั )

อะไร


Click to View FlipBook Version