The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by adisit.k, 2021-09-21 11:24:16

เอกสารประกอบการเรียน

เอกสารประกอบการเรียน

______________________________________________ _____________ ____________
1.

2.

______________________________________________ _____________ ____________

1.

2.

3.

4.

5.

6.

7. Argon) Cobalt) Neon)

8. 1:2

9. CO2)

10.

______________________________________________ _____________ ____________

1.
2.
3.
4.
5.
6.

7.

8. 22 2

9. 7 7 78
10.

______________________________________________ _____________ ____________
1.
2.
3.
4.
5.

______________________________________________ _____________ ____________

1. K

2. O
3. Na

H
4.

Cl
5. . Cu

6. C
Ag

7.
N

8.
Sn

9.

10.

______________________________________________ _____________ ____________
1.
2.
3. metal)

4.
5. metalloid)

6.
7.
8.

9.
10.

______________________________________________ _____________ ____________

1.
2. 14
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

______________________________________________ _____________ ____________

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

______________________________________________ _____________ ____________
1.

2.

3.
7. A

A

1

3
4
5

______________________________________________ _____________ ____________
1. 5 - 15)

2. 3

1. 100
2. 2-3
3.

10,000
1,000

20
2
0.05

3. 20

หน่วยท่ี 3 หน่วยพน้ื ฐานของส่งิ มชี วี ิต หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

บทท่ี 1 : เซลล์

เซลลเ์ ปน็ หน่วยเลก็ ท่ีสุดของพืชและของสง่ิ มีชวี ติ เซลล์พชื จะมีอยทู่ ุกสว่ นของพชื มีการทํางานอย่าง
ซับซอ้ น มรี ปู รา่ งหน้าท่ีและสว่ นประกอบแตกต่างกัน

เรื่องท่ี 1 : การศกึ ษาเซลล์ด้วยกล้องจลุ ทรรศน์

© กล้องจุลทรรศนแ์ บบใช้แสง

ในการศึกษาด้านเซลลซ์ งึ่ เป็นการศึกษาส่ิงมีชวี ิตขนาดเลก็ ท่ีไมส่ ามารถมองเห็นได้ดว้ ยตาเปลา่ จงึ
จำเป็นต้องอาศยั กลอ้ งจลุ ทรรศน์ ซ่งึ เปน็ เคร่ืองมือวทิ ยาศาสตร์ทีส่ ําคญั จึงควรเรยี นรู้เกี่ยวกบั กล้องจุลทรรศน์และ
วิธใี ชท้ ่ีถกู ตอ้ ง กลอ้ งจลุ ทรรศนม์ ีหลายชนิด แตส่ ่วนใหญ่ท่ีใชใ้ นการศึกษาเบ้ืองต้นจะเปน็ กล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้
แสง (Light microscope)

๏ ส่วนประกอบ

หนา้ ทขี่ องแตล่ ะส่วน : หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

1) ลํากล้อง (Body tube) เป็นสว่ นทเ่ี ชือ่ มโยงอยู่ระหว่างเลนสใ์ กล้ตากบั เลนสใ์ กล้วัตถุดว้ ย ป้องกนั
ไม่ให้แสงจากภายนอกรบกวน

2) จานหมนุ (Revolving nose piece) คือจานกลมหมุนได้ มีเลนสใ์ กล้วัตถตุ ิดอยูเ่ พ่ือหมุนเปลยี่ น
กําลังขยายของเลนส์ตามความต้องการ

3), 4), 5) เลนสใ์ กล้วตั ถุ (Objective lens) จะอยู่ติดกับจานหมนุ (Revolving nose piece) ซ่ึงจาน
หมุนนีท้ ําหน้าทีใ่ นการเปล่ยี นกําลงั ขยายของเลนส์ใกลว้ ัตถุ ตามปกตเิ ลนสใ์ กล้วัตถมุ ีกาํ ลังขยาย 3 - 4 ระดบั คือ
4x, 10x, 40x, 100x ภาพทเี่ กดิ จากเลนสใ์ กลว้ ตั ถุเปน็ ภาพจรงิ หัวกลับ กรณที ใี่ ชเ้ ลนสใ์ กลว้ ตั ถกุ ําลงั ขยาย 100x
ต้องใช้นํา้ มันเป็นตัวกลางระหวา่ งเลนส์และวตั ถุจงึ จะเห็นภาพ

6) ที่หนบี สไลด์ (Slide clip) ใช้หนบี สไลดใ์ ห้ติดอยูก่ ับแท่นวางวตั ถุ ในกล้องรุ่นใหมม่ ี Mechanical
stage แทนเพือ่ ควบคุมการเล่ือนสไลด์ให้สะดวกข้ึน

7) เลนสร์ วมแสง (Condenser) ทาํ หนา้ ทร่ี วมแสงใหเ้ ข้มขน้ึ เพ่ือส่งไปยงั วัตถุทตี่ ้องการศึกษา

8) หลอดไฟ (Light) ทําหน้าทใ่ี หแ้ สงสวา่ ง

9) เลนสใ์ กลต้ า (Eye piece) เปน็ เลนสท์ ีอ่ ย่บู นสดุ ของลาํ กลอ้ ง โดยท่วั ไปมกี าํ ลังขยาย 10x หรือ 15x
ทําหนา้ ที่ขยายภาพท่ีไดจ้ ากเลนส์ใกล้วตั ถุให้มขี นาดใหญ่ข้ึน ทําใหเ้ กดิ ภาพทตี่ าผศู้ ึกษาสามารถมองเหน็ ได้ โดย
ภาพทไี่ ด้เป็นภาพเสมือนหัวกลับ

10) แขนกล้อง (Arm) คอื ส่วนท่ีทาํ หน้าทีย่ ดึ ระหวา่ งส่วนลาํ กลอ้ งกับฐาน เป็นตําแหนง่ ที่จบั เวลา
ยกกลอ้ ง

11) แทน่ วางสไลด์ (Speciment stage) เปน็ แท่นทีว่ างแผน่ สไลดท์ ตี่ ้องการศกึ ษา

12) ปมุ่ ปรับภาพหยาบ (Coarse adjustment) ทําหน้าท่ีปรับภาพโดยเปล่ยี นระยะโฟกสั ของเลนส์
ใกล้วตั ถุ (เล่ือนลํากลอ้ งหรือแท่นวางวัตถุขึน้ ลง) เพื่อทาํ ให้เห็นภาพชัดเจน (กําลงั ขยายต่ำกวา่ 10 เทา่ ลงมา)

13) ปุ่มปรับภาพละเอยี ด (Fine adjustment) ทําหนา้ ท่ีปรับภาพ ทาํ ใหภ้ าพทีช่ ัดเจนมากข้นึ กําลงั
ขยายต้งั แต่ 40 เทา่ ข้นึ ไป

14) ฐาน (Base) เป็นสว่ นที่ใชใ้ นการต้งั กล้อง ทําหนา้ ทร่ี ับน้ำหนกั ตวั กลอ้ งทง้ั หมด

วธิ ีการใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

1. วางกลอ้ งให้ฐานอยู่บนพืน้ รองรบั ทีเ่ รยี บสม่ำเสมอ เพือ่ ใหก้ ล้องจุลทรรศน์ต้ังในแนวตรง
2. หมนุ เลนสใ์ กลว้ ตั ถุอันท่ีมีกําลังขยายต่ำสุดมาอยูต่ รงกบั ลํากลอ้ ง
3. ปรับแสงสวา่ งให้ผ่านช่องของแทน่ วางวัตถุเขา้ กล้องให้มากท่ีสดุ เพื่อจะได้เหน็ วัตถุในแผ่นสไลด์ไดม้ าก
ทีส่ ุด โดยปรบั กระจกเงาใตแ้ ท่นวางวตั ถุ
4. นำสไลด์ท่จี ะศึกษาวางบนแท่นวางวตั ถุ ใหว้ ตั ถุอยกู่ ลางบริเวณทแ่ี สงผา่ น แลว้ ค่อยๆ หมนุ ปุ่มปรับภาพ
หยาบให้ลํากลอ้ งเลื่อนลงมาอยู่ใกล้วตั ถทุ ี่จะศกึ ษามากท่ีสุด โดยระวังอย่าใหเ้ ลนส์ใกล้วัตถุสัมผัสกับกระจกปดิ สไลด์
5. มองภาพเลนสใ์ กล้ตาลงตามลํากล้อง จากนัน้ หมนุ ปุ่มปรับภาพเรว็ หรอื ล้อเล่ือนอนั ใหญ่ เพ่ือปรบั ระยะ
ระหว่างเลนสก์ บั วตั ถใุ ห้อยูใ่ นระยะที่มองเหน็ ภาพได้ จากนั้นจงึ คอ่ ยๆ หมนุ ปุ่มปรับภาพช้า หรือลอ้ เลอื่ น อนั เล็ก
เพอ่ื ปรบั ให้ได้ภาพชัดเจนท่สี ดุ
6. ถ้าต้องการขยายภาพใหใ้ หญ่ขึน้ ใหห้ มนุ แผ่นแปน้ กลมท่ีตดิ เลนสใ์ กล้วตั ถุ เพื่อเปลยี่ นขนาดเลนส์ เม่อื
เลนส์ขนาดขยายสูงข้ึนเขา้ มาอยู่ในตําแหน่งของเลนส์ขยายต่ำแลว้ เม่ือมองทางเลนสใ์ กล้ตาจะเหน็ ภาพรางๆ เม่ือ
หมุนปมุ่ ปรับภาพช้าเพียงเลก็ น้อยจะทําให้มองเห็นภาพชัดเจนข้นึ

การระวังรักษากล้องจุลทรรศน์ ในขณะท่ีใช้กล้องจุลทรรศนต์ ้องปฏิบัติดังนี้

1. การยกกล้องจุลทรรศนต์ ้องใชท้ ัง้ สองมอื ยกกล้อง โดยมือหนึ่งจบั ทีแ่ ขนกล้อง และอกี มอื หนง่ึ รองทฐ่ี าน
และยกกล้องในลักษณะต้ังตรง เพื่อป้องกันการเล่ือนหลุดของเลนสใ์ กล้ตา

2. สไลดแ์ ละกระจกปดิ สไลด์ต้องไม่เปียก เพราะอาจทาํ ให้แทน่ วางเกดิ สนิม และทาํ ให้เลนส์ใกล้วัตถชุ ิ้น
เกดิ ราได้ และหากมีน้ำหกลงเปียกกล้องจลุ ทรรศนจ์ ะต้องรีบเช็ดกลอ้ งทันที

3. ไม่มองที่เลนสใ์ กลต้ า ในขณะท่หี มนุ ปุ่มเล่ือนเลนส์ใกล้วตั ถุลงต้องมองนอกเลนสใ์ กล้ตา ดูการเลื่อนลง
ของเลนส์ใกลว้ ัตถเุ พ่ือจะได้ไม่เลื่อนลงไปจนกระแทกแผน่ สไลด์ทําให้เลนสแ์ ตกได้

4. ในการเช็ดเลนสท์ ุกชนิด ใช้เฉพาะกระดาษเช็ดเลนส์เทา่ น้ันและห้ามใชม้ ือแตะเลนส์
5. การหาภาพตอ้ งเรมิ่ ต้นด้วยเลนสใ์ กลว้ ัตถุกาํ ลังขยายต่ำสุดกอ่ นเสมอ เพราะปรบั หาภาพสะดวกที่สดุ
6. เมื่อใชเ้ ลนส์ใกล้วัตถทุ ่ีมกี าํ ลังขยายสงู ถา้ จะปรบั ภาพให้ชัดเจน ใหห้ มุนเฉพาะปุม่ ปรับภาพละเอยี ด
เท่านนั้
7. เมอ่ื เลกิ ใชก้ ล้องแล้ว ใช้กระดาษเชด็ เลนส์ทําความสะอาดเลนส์ใกลว้ ัตถุ หมนุ ปมุ่ ปรบั ภาพเร็ว เลื่อน
เลนสใ์ กล้วัตถุใหห้ า่ งจากวตั ถุ เอาแผ่นสไลด์ออกจากแทน่ วางวัตถุ เลอ่ื นเลนส์ทมี่ เี ลนส์ใกล้วัตถทุ ม่ี กี ําลงั ขยายตำ่ สดุ
เอาไวใ้ นตําแหน่งตรงกบั ชอ่ งแสงผา่ นจากแทน่ วางวัตถุ หรือในตาํ แหน่งท่ีใชข้ ยายวตั ถุ จากนั้นเล่อื นเลนส์ ใกลว้ ตั ถุ
ให้ลงมาตำ่ สุด ตั้งกระจกเงาให้อยู่ในแนวตง้ั ฉากกับพืน้ แล้วนํากลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ กบ็ เขา้ กลอ่ งหรอื ตู้ ให้เรยี บร้อย

เรื่องท่ี 2 : โครงสรา้ งและหน้าทขี่ องเซลล์ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต
สงิ่ มชี วี ติ ทุกชนดิ ประกอบไปด้วยเซลล์ เซลล์ของสง่ิ มชี ีวติ แต่ละชนิด จะมลี ักษณะและรปู ร่างแตกตา่ งกัน

ตามหน้าท่ี เพ่ือให้เหมาะสมกับการดาํ รงชีวติ
เซลลข์ องสิง่ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี ว มลี กั ษณะทสี่ าํ คญั ดังน้ี

- รปู รา่ งและโครงสรา้ งไมซ่ ับซ้อน
- ดําเนินกจิ กรรมในการดาํ รงชีวิตในเซลล์เดยี ว เชน่ การหายใจ การสบื พันธุ์ การกนิ อาหาร การย่อย
อาหาร และอ่นื ๆ ตัวอยา่ งสตั ว์เซลลเ์ ดยี ว ไดแ้ ก่ ยูกลนี า อะมบี า พารามีเซียม
เซลล์ของสิง่ มชี ีวิตหลายเซลล์ เซลล์ของสงิ่ มชี วี ติ หลายเซลลม์ ลี ักษณะทสี่ าํ คัญดังนี้
- มลี กั ษณะรูปร่าง ขนาดแตกต่างกนั เพ่ือความเหมาะสมต่อการทําหนา้ ทเ่ี ฉพาะนัน้ ๆ เชน่ เซลล์พืช เซลล์
สตั ว์ เซลลป์ ระสาท เปน็ ต้น

จัดระบบเซลลส์ ่งิ มีชีวติ จากหน่วยท่ี
“เลก็ ทสี่ ุดไปหาหน่วยที่ใหญ่ทสี่ ดุ ”
เซลล์ -----> เนื้อเยื่อ -----> อวัยวะ -----> ระบบอวยั วะ -----> ส่งิ มีชีวติ

จากแผนภาพจะเห็นวา่ ร่างกายประกอบด้วยหนว่ ยย่อย คือ เซลล์ ทาํ หน้าท่ตี ่างๆ กนั เซลลห์ ลายๆ เซลลท์ ่ี
ทาํ หน้าทเี่ หมือนกันรวมกนั เป็นเนอื้ เย่ือ เนื้อเย่ือหลายๆ ชนิดท่ีทําหนา้ ท่ีอยา่ งเดียวกันรวมเปน็ อวัยวะ อวยั วะ
หลายๆ อวยั วะทาํ หนา้ ที่ร่วมกันเป็นระบบอวัยวะ และระบบอวัยวะตา่ งๆ รวมกนั เป็นรา่ งกายของสิง่ มีชีวิตน่นั เอง
รปู ร่างของเซลลท์ ่ีสัมพนั ธก์ ับหนา้ ที่

เซลล์เม็ดเลือดแดง :
1. มลี ักษณะกลมและแบน = เพ่ือใหเ้ คลื่อนทใ่ี นหลอดเลือดได้ง่าย
2. มลี ักษณะเว้ากลางทั้งสองดา้ น = เพ่ือเพ่ิมพื้นที่ในการลาํ เลยี งออกซิเจน

หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

เซลลส์ เปริ ์ม : มีหาง = ชว่ ยในการเคล่ือนทไี่ ปยังเซลลไ์ ข่ได้งา่ ยขนึ้
เซลลป์ ระสาท : มีลกั ษณะเป็นก้อนกลมและมแี ขนงเป็นเส้นยาว = เพอ่ื ชว่ ยให้สง่ กระแสประสาทได้ดขี นึ้
และไกลข้นึ

เรยี งลาํ ดบั ตามความสําคัญ
ตามการจัดระบบของส่งิ มีชีวิตจากหนว่ ยที่ “เลก็ ท่สี ุดไปหาใหญ่ท่สี ุด”
เซลล์ประสาท -----> เนอื้ เยอื่ ประสาท -----> สมอง -----> ระบบอวยั วะ -----> มนุษย์
เซลลข์ องส่ิงมีชวี ติ โดยทัว่ ไปถึงแม้จะมีรปู รา่ งและขนาดแตกต่างกนั แต่มีส่วนประกอบทเ่ี ป็นโครงสรา้ ง
พ้ืนฐานทค่ี ล้ายคลึงกนั 3 สว่ น คอื
1. ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ได้แก่ เยอื่ หุม้ เซลล์ (cell membrane) และผนังเซลล์ (cell wall)
2. นิวเคลียส (nucleus)
3. ไซโทพลาซมึ (cytoplasm)

๏ เซลล์ (Cell) หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต
เซลล์ คอื หนว่ ยยอ่ ยพ้ืนฐานที่ไมส่ ามารถมองเหน็ ได้ด้วยตาเปลา่ และเปน็ หนว่ ยทีเ่ ลก็ ทีส่ ุดของ ส่งิ มีชีวติ

สิ่งมชี ีวิตบางชนิดอาจจะประกอบข้นึ จากเซลล์เพยี งเซลลเ์ ดียว จงึ ทําให้มีขนาดเล็กและมีโครงสรา้ ง ไม่ซับซอ้ น แต่
สิ่งมีชีวิตบางชนิดก็อาจจะประกอบขน้ึ จากเซลลจ์ าํ นวนมาก โดยมโี ครงสร้างและหนา้ ที่ แตกตา่ งกนั

ภาพโครงสร้างเซลลพ์ ืช

ภาพโครงสรา้ งเซลล์สตั ว์

หน้าท่สี ่วนประกอบของเซลล์ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

แวควิ โอล (Vacuole)

ลักษณะ : เปน็ ถงุ ขนาดใหญ่ทพ่ี บในเซลลพ์ ืช มเี ยอ่ื หุ้มเพยี งชั้นเดียว

หน้าที่ : เก็บของเหลว น้ำ สารอนิ ทรยี แ์ ละอนินทรยี ์ เชน่ น้ำตาล กรดอินทรยี ์

คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)

ลักษณะ : พบเฉพาะในเซลลพ์ ชื มีสีเขียวเพราะมีพลาสติกทส่ี ะสมรงควัตถสุ เี ขยี วอยู่ภายในนนั่ คือ
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

หน้าท่ี : ช่วยในการสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื

ไมโทคอนเดรยี (Mitochondria)

ลกั ษณะ : มขี นาดใหญ่ มีรปู รา่ งยาว กลมรี

หน้าที่ : หายใจระดับเซลล์ (กระบวนการที่น้ำตาลกลโู คสถูกเปล่ยี นเปน็ ATP ซึ่งเปน็ พลังงานทเ่ี ซลล์

นาํ ไปใช้ในการทํากิจกรรมต่างๆ)

ผนงั เซลล์ (Cell wall)

ลกั ษณะ : เปน็ ส่วนทอ่ี ย่ชู ้นั นอกสุดของเซลล์ จะพบในเซลล์พืช แตไ่ ม่พบในเซลลส์ ัตว์ เป็นโครงสรา้ ง ท่ี
กําหนดขอบเขต และมรี ูปรา่ งของส่งิ มีชวี ติ

หนา้ ท่ี : เพ่มิ ความแข็งแรง ค้ำจนุ โครงสร้างของเซลล์ ทําให้เซลลค์ งรูป และป้องกนั การสูญเสยี น้ำ ของ
เซลล์พชื

เยอ่ื หุ้มเซลล์ (Cell membrane)

ลักษณะ : ประกอบด้วยฟอสโฟลปิ ิด (Phospholipid bilayer) และโปรตนี จาํ นวนมาก

หน้าที่ : ห่อหุ้มสว่ นทีเ่ ปน็ ของเหลวและออร์แกเนลลภ์ ายใน ทงั้ ยังเป็นเน้ือเย่อื เลือกผ่าน ควบคุมการ
เขา้ ออกของสารต่างๆ จากส่งิ แวดลอ้ มเขา้ สเู่ ซลล์

นวิ เคลยี ส (Nucleus)
ลักษณะ : มีรปู ร่างค่อนขา้ งกลม

หน้าที่ : ควบคุมการทํางานของเซลล์ และการถา่ ยทอดพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปส่ลู กู หลาน

ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm) หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

ลักษณะ : เป็นของเหลวทีอ่ ยู่ภายในเซลล์ ประกอบดว้ ยออรแ์ กเนลล์ และสารประกอบต่างๆ เชน่ น้ำตาล
โปรตีน ไขมนั

หนา้ ท่ี : เปน็ แหลง่ สะสมอาหาร และเป็นท่ีอยขู่ องออรแ์ กเนลล์

รา่ งแหเอนโดพลาสซมึ (Endoplasmic Reticulum)

ลักษณะ : กลมรี แบง่ ออกเป็นแบบผวิ เรยี บและผวิ ขรขุ ระ แบบผวิ เรียบไม่มีไรโบโซม ขณะท่ีแบบผิว
ขรขุ ระจะมไี รโบโซมเกาะอยู่ โดยไรโบโซม (Ribosome) นเ้ี ปน็ แหลง่ สร้างโปรตนี

หน้าท่ี : สง่ โปรตนี ออกไปยงั นอกเซลล์ และสลายสารอาหารเพอ่ื ใหพ้ ลงั งานแกเ่ ซลล์

ตารางเปรียบเทียบลักษณะและหนา้ ทีข่ องส่วนประกอบเซลล์

ชื่อส่วนประกอบ ลักษณะ หน้าท่ี
ผนังเซลล์ อยดู่ า้ นนอกสุดของเซลล์พืช เพ่ิมความเหนียวและความแข็งแรงใหแ้ กเ่ ซลล์

และชว่ ยปอ้ งกนั อันตรายให้แก่เซลล์

เย่อื หุ้มเซลล์ เป็นเยือ่ บาง มีคณุ สมบัตเิ ปน็ เย่ือเลือก ควบคมุ ผ่านเข้าและออกของสารและสารละลาย

ผ่านประกอบดว้ ยลพิ ดิ และโปรตีน ตา่ งๆ จากเซลล์

ไซโทพลาสซึม เป็นสารก่ึงเหลว ประกอบดว้ ยน้าํ และ เปน็ แหล่งสะสมสารตา่ งๆ และเปน็ ท่ีอย่ขู อง
สารตา่ งๆ ออรแ์ กเนลล์

นวิ เคลยี ส รูปรา่ งคอ่ นข้างกลม ควบคุมการทํางานและกิจกรรมตา่ งๆ ของเซลล์

แวคิวโอล มลี ักษณะเป็นถงุ ทําหนา้ ทีเ่ กบ็ สะสมน้ำและสารต่างๆ

ไมโทคอนเดรีย กลมรี สลายสารอาหารเพ่ือใหพ้ ลังงานแกเ่ ซลล์

คลอโรพลาสต์ กลมรี สร้างอาหารโดยการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื

เกรด็ วิทย์ พิชติ สอบ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

1) เยื่อหุม้ เซลล์ หนา้ ที่ หอ่ หมุ้ โครงสร้างตา่ งๆ ของเซลลแ์ ละควบคุมการเข้าออกของสาร
เย่ือหุ้ม = คลุมทุกอย่าง

2) ไซโทพลาสซึม หน้าท่ี แหล่งทอี่ ยู่ของออรแ์ กเนลล์
“ซมึ ” ไดแ้ สดงว่า เปน็ ของเหลว

3) นิวเคลียส หนา้ ท่ี ควบคมุ การทาํ งานของเซลล์
นิวเคลียสอยู่ตรงกลาง แสดงวา่ เปน็ ศูนยก์ ลางควบคุมทกุ อยา่ ง

4) แวควิ โอล หน้าที่ เก็บสะสมน้ำ และสารต่างๆ
โอล (คนแก)่ แสดงวา่ ชอบเกบ็ สะสม

5) ไมโทคอนเดรีย หนา้ ที่ สลายสารอาหารให้พลังงาน
6) ผนงั เซลล์ หน้าท่ี เพ่ิมความแข็งแรงให้เซลล์

ผนังตอ้ งหนา แสดงวา่ ให้ความแข็งแรง
7) คลอโรพลาสต์ หน้าที่ เก่ียวกบั การสงั เคราะห์ด้วยแสง

คลอโรพลาสต์ = คลอโรฟิลล์ ทาํ หน้าที่เหมือนกนั

เกรด็ วิทย์ พชิ ิตสอบ

เปรียบ “เซลล”์ เปน็ “เมอื ง”
ผนังเซลล์ -----> เปรยี บเหมอื น กําแพงเมือง
เยอื่ หุม้ เซลล์ -----> เปรียบเหมือน ตํารวจตรวจคนเข้าเมือง
ไซโทพลาสซึม -----> เปรียบเหมอื น บรเิ วณเมือง
นวิ เคลยี ส -----> เปรียบเหมอื น เจา้ เมือง
คลอโรพลาสต์ -----> เปรยี บเหมอื น โรงอาหาร
ไมโทคอนเดรยี -----> เปรียบเหมือน กระทรวงพลังงาน
แวคิวโอล -----> เปรยี บเหมอื น โกดังเก็บของ

เทยี บความแตกต่าง และความเหมือนของเซลล์พืช และเซลลส์ ตั ว์ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

เซลล์พืช เซลลส์ ัตว์

ขอ้ แตกต่าง เหมือนกนั ขอ้ แตกตา่ ง
ผนงั เซลล์ เยอ่ื หุ้มเซลล์ รูปร่างค่อนขา้ งกลม
คลอโรพลาสต์ นิวเคลียส
รปู ร่างเหลย่ี ม ไซโทพลาซึม
ไมโทคอนเดรยี
แวควิ โอล

บทที่ 2 : การลาํ เลียงสารเข้า-ออกของเซลล์ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

ในการดํารงชวี ติ ของเซลล์ เซลลจ์ ําเป็นต้องได้รบั แก๊สออกซิเจนและอาหารจากภายนอกเซลล์เขา้ สภู่ ายใน
เซลล์ และกําจัดแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ และของเสียออกสู่ภายนอกเซลล์ ซงึ่ เซลล์จะมีกลไกต่าง ๆ ในการรับและ
กําจดั สารตา่ ง ๆ เหลา่ นน้ั

การดดู นำ้ และแรธ่ าตุของพืชโดยรากเกิดจากการออสโมซสิ ซ่งึ เกดิ ไดต้ ลอดเวลา เพราะความเข้มข้นของ
อนุภาคของสารในดนิ และในรากแตกตา่ งกัน โดยการแพร่ของน้ำหรือแร่ธาตจุ ากดินเข้าสู่ราก โดยผ่านเยื่อกน้ั บางๆ
เพราะบริเวณในดินมีความเข้มข้นของอนุภาคน้ำหรือแรธ่ าตุมากกวา่ บรเิ วณผวิ ราก ดงั น้ันเซลล์บริเวณขนรากจะมี
ความเข้มข้นของน้ำหรือแร่ธาตุมากกวา่ เซลล์บรเิ วณถัดไป จากน้ันจะเกิดการออสโมซิสต่อเน่อื งกนั ไป ทําให้น้ำหรือ
แร่ธาตแุ พร่ต่อไปยังเซลลส์ ว่ นต่างๆ ได้

การลาํ เลยี งสาร เชา้ – ออก ของเซลล์

1) การแพร่ 2) การออสโมซิส

เรอ่ื งที่ 1 : การแพร่

๏ การแพร่ (Diffusion) : เปน็ กระบวนการเคลื่อนที่ของอนุภาคสารจากบริเวณที่มคี วามเข้มขน้ ของสาร
สูงไปสู่บริเวณท่ีมีความเข้มข้นของสารต่ำจนกระทง่ั ความเข้มข้นของสารทงั้ สองบริเวณสมดุลกนั ตัวอย่างเชน่ เมื่อ
ใสส่ ผี สมอาหารลงในน้ำทีบ่ รรจุในบกี เกอร์ ในระยะแรกสผี สมอาหาร จะยังไม่กระจายไปทั่วน้ำในบกี เกอร์ แตเ่ มื่อ
ทิ้งไวส้ กั ระยะ สผี สมอาหารจะกระจายไปทว่ั น้ำในบกี เกอร์ จนน้ำมสี เี ดยี วกันท้ังบีกเกอร์ การเปลยี่ นสีของน้ำ
หลังจากใสส่ ผี สมอาหารลงไป เกดิ จากอนุภาคของสีผสมอาหาร ซง่ึ เปน็ บรเิ วณทม่ี ีความเข้มข้มของอนุภาคสารสงู
แพร่ออกไป ปะปนกบั อนุภาคของน้ำซ่ึงเปน็ บริเวณที่มีความเขม้ ขน้ ของอนุภาคสารต่ำ จนกระทั่งการแพรอ่ นภุ าค
ของสีผสมอาหารในน้ำสมดุลกนั ทัว่ ทง้ั บีกเกอร์

• แผนภาพการแพร่ :

การแพร่ การเคลอ่ื นทข่ี องสาร ความเขม้ ขน้ สงู ความเขม้ ข้นต่ำ

๏การแพรในชีวติ ประจาํ วนั หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต
เชน่ การแพรข่ องดา่ งทับทิมในน้ำ การแพร่ของกลิ่นอาหาร การแพร่กระจายของน้ำหอม การฉีดพ่น ยา

กันยงุ การฉดี พ่นสารกําพืช การแพร่แก็สออกซิเจนเขา้ สู่หลอดเลือดเปน็ ต้น

๏ ปจั จยั ทเี่ ก่ียวข้องกับการแพร่
1. ความเข้มข้นของสาร บริเวณท่ีมีความเข้มขน้ ของสารแตกตา่ งกนั มาก การแพรจ่ ะเกดิ ข้นึ
2. ขนาดของอนุภาค สารท่ีมีขนาดของอนุภาคเลก็ จะเคล่ือนท่ีไดด้ ี การแพร่จงึ เกิดขนึ้ ไดเ้ รว็
3. อุณหภูมิ บริเวณท่ีมีอุณหภูมิสูง อนภาคของสารจะเคล่ือนท่ีได้เรว็ มีพลังงานจลน์เพ่ิมขึ้น จงึ เกดิ ขึ้นไดเ้ ร็ว
4. ความดนั ถ้ามีความดนั มากจะช่วยให้การแพร่เกดิ ขนึ้ ได้เร็วขน้ึ
5. สถานะ สารที่มีสถานะเปน็ แก๊ส อนภุ าคเป็นอิสระ มีแรงยึดเหนย่ี วนอ้ ย จะเกดิ การแพร่ไดเ้ รว็ กว่า รองลงไป คือ
สถานะของเหลว และของแข็งตามลาํ ดับ
6. ตัวกลาง ตัวกลางที่มคี วามหนืดสูงจะแพร่ไดช้ า้ หรอื ถา้ ตัวกลางทีม่ ีอนุภาคอ่ืนเจือปนก็ทําให้ การแพร่เกดิ ได้ชา้
7. ความสามารถในการละลายของสาร สารทส่ี ามารถละลายไดด้ ี การแพรจ่ ะเกิดไดเ้ ร็วกว่า

การแพรใ่ นพชื
๏ แก๊สออกซิเจนที่อยใู่ นดินจะแพรเ่ ขา้ สเู่ ซลลข์ นรากโดยวธิ กี ารแพร่ แลว้ แพร่เขา้ สู่เซลลข์ ้างเคียง ทาํ ให้

แกส๊ ออกซเิ จนเข้าสู่เซลลพ์ ืชและใชใ้ นกระบวนการเมแทบอลซิ ึมหรือกระบวนการหายใจไดแ้ ก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
และแพรอ่ อกจากพชื ทางปากใบ

๏ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แพรผ่ า่ นทางปากใบของพชื เข้าสู่เซลล์ เพอ่ื ใช้ในกระบวนการสงั เคราะห์ ด้วย
แสง หรือสร้างอาหารใหแ้ ก่พืชแลว้ ได้นํ้าตาลกลโู คส และแก๊สออกซิเจน เม่ือในเซลลม์ ีแกส๊ ออกซิเจนมาก จงึ แพร่
ออกสู่ภายนอกโดยผา่ นทางปากใบ

๏ ธาตุอาหารในดินจะแพร่เข้าสู่เซลล์ขนรากโดยวธิ ีการแพร่

การแพร่ในสตั ว์ หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต

๏ การแพร่ของแกส๊ ออกซเิ จนจากหลอดเลือดฝอยเข้าสเู่ ซลล์

๏ การแพร่ของแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์จากเซลลเ์ ข้าสู่หลอดเลอื ดฝอย

๏ การแลกเปลีย่ นแก๊สออกซิเจนและแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดบ์ รเิ วณหลอดเลือดฝอยและถุงลมภายในปอด

เรือ่ งท่ี 2 : ออสโมซิส

๏ การออสโมซิส (Osmosis) : เป็นกระบวนการเคลอ่ื นทข่ี องน้ำจากบรเิ วณที่มคี วามเข้มข้นของสารละลายต่ำ
ไปสารละลายสงู หรอื บริเวณที่มีโมเลกุลของน้ำมากไปสบู่ ริเวณท่มี โี มเลกลุ ของน้ำ สบู่ ริเวณที่มคี วามเขม้ ข้นของ
สารละลายสงู หรอื บริเวณท่มี ีโมเลกุลของน้ำมาก โดยผา่ นเยื่อเลอื กผา่ น (semipermeable membrane) หรือ
เยอ่ื กัน้ บาง ๆ เช่น เยอื่ หุม้ เซลล์ กระดาษเซลโลเฟน กระเพาะปัสสาวะสตั ว์ เยื่อช้นั ในของไข่

การออสโมซสิ เปน็ กระบวนการที่สาํ คญั อย่างมากในการดํารงชวี ิตของสิง่ มีชวี ิต เนอ่ื งจากเซลล์ของสง่ิ มีชีวิต
มนี ำ้ เป็นส่วนประกอบหลกั และเซลล์จะอยู่ในสิ่งแวดลอ้ มท่ีสัมผสั กับน้ำอยู่ตลอดเวลา อกี ทงั้ ยงั เก่ยี วข้องกบั
กระบวนการลาํ เลียงสารตา่ ง ๆ ในพืชอีกด้วย

ปจั จยั ควบคุมการออสโมซสิ

การออสโมซิสของสารจะเกดิ ข้นึ ไดช้ ้าหรือเร็ว ซ่งึ มหี ลายปัจจัยมาเก่ียวข้อง ดังนี้

1) ความเขม้ ขน้ ของสาร ถ้าความเข้มขน้ ของสารละลายระหว่างสองบริเวณแตกตา่ งกนั มาก การออสโม
ซิสจะเกดิ ได้อย่างรวดเร็ว แตถ่ ้าความเข้มข้นของสารละลายสองบรเิ วณใกลเ้ คียงกัน การออสโมซิสจะเกดิ ช้า

2) อุณหภมู ิ การเพ่ิมอุณหภมู ิเสมือนเปน็ การเพิ่มพลังงานจลนใ์ หแ้ กอ่ นภุ าคสาร ทาํ ให้อนุภาคสาร
เคลื่อนท่ีไดเ้ ร็ว กระบวนการออสโมซิสจึงเกิดขึน้ เร็ว

3) ขนาดของอนุภาค อนภุ าคทีม่ ขี นาดเลก็ จะเกิดการออสโมซิสได้ดี

4) สมบัติของเยื่อกน้ั เยื่อกัน้ บางชนิดจะยอมให้สารผา่ นได้ การออสโมซสิ จึงเกดิ ไดด้ ี

แผนภาพการออสโมซิส :

ออสโมซิส การเคลอ่ื นท่ีของน้ำ ผ่านเยื่อเลอื กผา่ น ความเขม้ ขน้ ตำ่ ความเขม้ ขน้ สูง

© การออสโมซิสในชีวติ ประจําวัน หน่วย ่ที 3 หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต
- การแช่ผกั ในน้ำ
- การปักดอกไมใ้ นแจกัน
- การดูดนำ้ เขา้ สู่รากของพืช
- การเที่ยวของต้นพืช
- การพองของเย่ือช้ันในของไขเ่ มื่อแชใ่ นน้ำ

การออสโมซสิ ในเซลลพ์ ืช

พชื จะดดู นำ้ เขา้ สู่เซลล์ขนราก ดว้ ยกระบวนการออสโมซสิ โดยผา่ นเยอื่ หมุ้ เซลล์ ซึง่ ทําหน้าท่ี เปน็ เย่อื เลือก
ผ่านเพราะบริเวณรอบๆ รากจะมีปรมิ าณน้ำมากกว่าในเซลลข์ นราก และจะออสโมซสิ ไปยงั เซลล์ขา้ งเคียงต่อไป
เร่ือย ๆ จนถึงเน้ือเยือ่ ลําเลยี งน้ำ

การเปลีย่ นแปลงสภาพของเซลล์เมอื่ เกดิ การออสโมซิส การท่นี ้ำผา่ นเขา้ ออกจากเซลล์จะทาํ ใหร้ ปู ร่างและ
สภาพของเซลลเ์ ปล่ยี นแปลงได้ ดงั นี้

1. ถา้ เซลลเ์ กดิ การออสโมซสิ ของน้ำจากภายนอกเซลลเ์ คล่ือนเขา้ สภู่ ายในเซลล์ เน่อื งจากความเข้มข้น
ของสารภายในเซลล์มากกวา่ ภายนอกเซลล์ (ในเซลลม์ ีน้ำน้อยกวา่ นอกเซลล์) จะทาํ ใหเ้ ซลล์ได้รับน้ำมากเซลล์ จึง
บวมขึ้นปรากฏการณน์ เ้ี รยี กว่า เซลลเ์ ตง่ ถา้ เกิดกับเซลล์พืชเซลลจ์ ะไมแ่ ตก เน่ืองจากมีผนังเซลลท์ ี่แข็งแรง ช่วย
ป้องกัน แต่ถ้าเกิดกับเซลล์สตั ว์เซลลจ์ ะแตกได้เนื่องจากมเี พียงเย่ือหมุ้ เซลล์อย่างเดียว

2. ถ้าเซลลเ์ กดิ การออสโมซสิ โดยน้ำจากภายในเซลลเ์ คลื่อนทอี่ อกนอกเซลล์ เนือ่ งจากความเข้มขน้ ของ
สารภายนอกเซลลม์ มี ากกวา่ ภายในเซลล์ (ในเซลลม์ นี ้ำมากกวา่ นอกเซลล์) เซลลจ์ ะเกิดการสูญเสียน้ำ
ปรากฏการณน์ เ้ี รียกวา่ เซลล์เหย่ี ว

3. ถา้ เซลลเ์ กดิ การออสโมซสิ โดยน้ำจากภายในเซลลเ์ คลื่อนทอ่ี อกนอกเซลล์ในอตั ราเดยี วกันกบั น้ำจาก
นอกเซลล์เคลื่อนเข้าส่ภู ายในเซลล์ เนื่องจากความเข้มขน้ ของสารภายในเซลลก์ บั ภายนอกเซลลเ์ ท่ากนั เซลลจ์ ะอยู่
ในสภาวะสมดุลนัน่ คือ เซลล์จะไม่เตง่ และไมเ่ ห่ียว





______________________________________________ _____________ ____________

______________________________________________ _____________ ____________

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.

______________________________________________ _____________ ____________

2. 4X)
1. 4X)
2.
(10X 4X 10X
3. 10X

4.

5.
2.

______________________________________________ _____________ ____________

1. X
1.1
1.2
1.3
1.4
1.5
1.6
1.7

2.

______________________________________________ _____________ ____________
1.

2.
2.1
2.2
2.3
2.4

3.

12 3

______________________________________________ _____________ ____________

______________________________________________ _____________ ____________
1.

2. 3 5%, 10% 20%
2.1
3

2.2 10

3.

4.
20

5.

______________________________________________ _____________ ____________

1.
2.
3.

4.

5.
6. 2
7.
8. DNA RNA
9.

10.

______________________________________________ _____________ ____________

1. 2.
3. 4.
5. 6.
7. 8.
9. 10.

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.

______________________________________________ _____________ ____________
1.
2.
3.
4.

5.

6.

7.
8.
9.
10.

______________________________________________ _____________ ____________

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.







______________________________________________ _____________ ____________
1.
2.
3.
4.

5.

______________________________________________ _____________ ____________
1.
2.
3.

4.
5.

5.1 0
5.2 0.6
5.3

หนว่ ยที่ 4 การดาํ รงชวี ติ ของพืช หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช

บทที่ 1 : การสืบพนั ธแุ์ ละขยายพันธุ์พชื ดอก

เรือ่ งที่ 1 : การสืบพนั ธแ์ุ บบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศของพืชดอก

การสืบพนั ธ์แุ บบอาศยั เพศ (Sexual reproduction) การสบื พนั ธุแ์ บบอาศัยเพศเกิดจากการผสมกัน
ระหวา่ งเซลล์สบื พันธุเ์ พศผู้ (สเปริ ์ม) กบั เซลล์สืบพนั ธ์ุเพศเมีย (เซลล์ไข)่ ในพชื มดี อก

ดอกไม้ คือ อวยั วะหรือสว่ นของพืชที่เปลีย่ นแปลงจากกงิ่ และใบเพ่ือทาํ หน้าท่ใี นการสืบพันธ์ุ
© ประเภทของดอก
1. ใช้ส่วนประกอบของดอกไมเ้ ป็นเกณฑ์ แบง่ ไดด้ ังน้ี

- ดอกครบส่วนหรือดอกสมบูรณ์ (complete flower) คือ ดอกไม้ที่มีสว่ นประกอบครบทั้ง 4 ส่วน คอื
กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสร เกสรเพศเมีย เช่น ดอกแพงพวย ดอกแค ดอกพรู่ ะหง ดอกอัญชนั ดอกมะลิ ดอกการเวก
ดอกผักบุ้ง ดอกบัว ดอกตอ้ ยติ่ง ดอกกหุ ลาบ ดอกมะเขือ ดอกชบา

- ดอกไมค่ รบส่วนหรอื ดอกไมส่ มบูรณ์ (incomplete flower) คือ ดอกไม้ที่มสี ว่ นประกอบไมค่ รบทั้ง 4
ส่วน อาจขาดสว่ นหนึง่ ส่วนใดหรอื มากกว่าหนึง่ ส่วน เช่น ดอกบานเย็น ดอกเฟ่ืองฟ้า ดอกมะพร้าว ดอกขา้ วโพด
ดอกข้าว ดอกตาํ ลงึ ดอกเงาะ ดอกจาํ ปี ดอกมะยม ดอกบวบ ดอกกลว้ ยไม้ ดอกหญ้า ดอกฟักทอง ดอกมะละกอ
2. ใชเ้ กสรเพศผู้และเกสรเพศเมยี เปน็ เกณฑ์ แบ่งไดด้ ังน้ี

- ดอกสมบรู ณ์เพศ (perfect flower) คือ ดอกไมท้ ี่มที ง้ั เกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมียอย่ใู นดอกเดียวกนั
เชน่ ดอกแพงพวย ดอกกล้วยไม้ ดอกมะม่วง ดอกผกั บุ้ง ดอกแค ดอกมะลิ ดอกพรู่ ะหง ดอกมะเขือ ดอกบวั ดอก
ชบา ดอกอัญชนั

- ดอกไม่สมบรู ณ์เพศ (imperfect flower) คือ ดอกไมท้ ่ีมีเฉพาะเกสรเพศผ้หู รือเกสรเพศเมยี อย่างใด
อย่างหนึ่ง ดอกท่ีมแี ต่เกสรเพศผู้ เรียกวา่ ดอกตวั ผู้ ดอกท่ีมีแต่เกสรเพศเมีย เรียกวา่ ดอกตวั เมยี เชน่ ดอกข้าวโพด
ดอกมะละกอ ดอกขนุน ดอกละหงุ่ ดอกมะยม ดอกมะระ ดอกตําลึง ดอกฟักทอง ดอกบวบ

© ส่วนประกอบของดอก หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช

ส่วนประกอบที่สําคัญของดอก เรียงจากช้ันนอกไปสูช่ ้ันในสดุ มีดังน้ี
1. กลีบเล้ียง (sepal) เปน็ ส่วนที่อยูน่ อกสดุ เปลี่ยนแปลงมาจากใบ เปน็ กลบี เล็กๆ ทาํ หนา้ ทีห่ อ่ หมุ้ ป้องกนั
อนั ตรายใหแ้ ก่ดอกทยี่ ังตมู
2. กลบี ดอก (petal) เป็นสว่ นทีอ่ ยู่ถดั จากกลีบเลย้ี งเข้าไปมกั มสี ีสันสวยงาม มีกลิน่ หอม หรอื มตี ่อมน้ำหวานท่โี คน
กลีบดอกเพื่อลอ่ แมลงให้ช่วยในการผสมเกสร
3. เกสรเพศผู้ (stamen) อยู่ถดั จากกลบี ดอกเข้าไป ทําหน้าทสี่ ร้างเซลลส์ บื พันธุ์เพศผู้ ประกอบด้วย ส่วนตา่ งๆ
ดงั น้ี

- อบั เรณู (anther) ภายในอับเรณูจะมีถุงละอองเรณู (pollen sac) อยู่ 2 หรือ 4 ถงุ ภายในถงุ บรรจุ หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช
ละอองเรณู (pollen) ไวจ้ ํานวนมาก

- กา้ นชอู บั เรณู (filament) ทาํ หน้าทีช่ อู ับเรณใู ห้อย่สู งู เพ่ือให้เกิดการผสมพันธ์ุไดส้ ะดวกขนึ้
4. เกสรเพศเมยี (pistil) เป็นส่วนท่ีอย่ใู นสดุ ทําหน้าที่สร้างเซลล์สบื พนั ธ์ุเพศเมียหรอื ไข่ ประกอบดว้ ย ส่วนตา่ งๆ
ดงั น้ี

- ยอดเกสรเพศเมีย (stigma) มีขนเลก็ ๆ มนี ้ำหวานเหนยี วๆ เพอื่ ดักจับละอองเรณู นอกจากนี้น้ำหวาน
ยงั ช่วยในการงอกหลอดละอองเรณู

- ก้านชเู กสรเพศเมีย (style) ทาํ หนา้ ท่ีชยู อดเกสรเพศเมียให้อยูใ่ นระดบั สงู เพ่ือใหเ้ กิดการถ่ายละอองได้
สะดวกขน้ึ

- รงั ไข่ (Ovary) ภายในรังไข่อาจมี 1 ออวุลหรอื หลายออวุลก็ได้ ภายในออวลุ จะมีเซลล์ไข่และ
เซลลโ์ พลาร์นวิ เคลยี สเพื่อใช้ในการปฏิสนธิ

แผนภาพการสบื พนั ธแ์ุ บบอาศัยเพศ

ดอก ---> เกสรตัวผู้ (ถา่ ยเรณู, ปลิว) ยอดเกสรตัวเมีย ---> ปฏสิ นธิ ---> เมล็ด + ผล

การสบื พันธ์แุ บบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) เปน็ การสบื พันธท์ุ ่ีไมต่ ้องอาศัยการรวมกนั
ของเซลล์สืบพันธุ์ ต้องเกดิ การปฏสิ นธิแต่เกิดจากการนําส่วนใดสว่ นหนึ่งของพืชตน้ เดมิ มาสรา้ งเป็นต้นใหมท่ ่ีมี
ลักษณะเหมือนเดมิ และไม่เกดิ การกลายพนั ธุ์ แต่ตน้ ใหม่นี้อาจไมแ่ ข็งแรงเท่าตน้ เดิม พืชใชส้ ว่ นต่างๆ ในการ
สบื พันธแ์ุ บบไม่อาศัยเพศ ดังน้ี

1. ลําตน้ ลําตน้ พืชมีหลายลกั ษณะดังน้ี

- ไหล คอื สว่ นของลาํ ตน้ ที่ทอดขนานไปบนผิวดนิ เชน่ สตรอเบอรี่
- เหงา้ คอื ส่วนของลําตน้ ทีแ่ ทงขนานไปใตผ้ ิวดนิ เช่น ขงิ ขา่ ขม้นิ ไพล พุทธรกั ษา
- หวั คอื ส่วนของลาํ ตน้ ที่อยใู่ ต้ดิน เช่น เผือก มนั ฝรง่ั กระเทียม หวั หอม
- ลาํ ต้นที่เป็นกิ่ง เช่น ทองหลาง กระดูกไกด่ ํา มะลิ พรู่ ะหง
- หนอ่ คอื สว่ นของลาํ ตน้ ที่เจรญิ เหนอื ดนิ และใตด้ ิน เชน่ หน่อสับปะรด หน่อกล้วย หนอ่ กลว้ ยไม้

2. ใบ เชน่ ต้นคว่ำตายหงายเป็น โคมญป่ี ่นุ ต้นกุหลาบหิน

3. ราก สว่ นใหญจ่ ะเป็นพืชพวกทีม่ ีรากสะสมอาหาร ทีบ่ ริเวณรากจะมีตาที่สามารถงอกเป็นพชื ตนั หมด เช่น หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช
หัวแครอท หวั ผักกาด มันสําปะหลัง มันเทศ กระชาย

4. การสร้างสปอร์ พืชท่ีสืบพันธด์ุ ว้ ยวธิ นี ไี้ ด้แก่ มอส เฟริ ์น

๏ การถ่ายละอองเรณู

การถ่ายละอองเรณู (pollination) คือ กระบวนการท่ีละอองเรณไู ปตกลงบนยอดเกสรเพศเมีย ซ่ึงเกิด
ได้ 2 ลกั ษณะดังนี้

1. การถ่ายละอองเรณใู นหลอดเดยี วกนั (Self pollination) การถา่ ยละอองเรณูแบบนี้จะทําให้รนุ่ ลกู มี
สมบัตทิ างกรรมพันธเ์ุ หมือนเดมิ

2. การถา่ ยละอองเรณูข้ามดอก (cross pollination) เปน็ การถ่ายละอองเรณูแบบขา้ มดอก หรอื ต่างตน้
กนั ก็จะทําให้พืชมลี ักษณะต่าง ๆ หลากหลายและอาจจะไดพ้ ชื พันธุใ์ หม่ ๆ ข้นึ มาได้

๏ การถา่ ยละอองเรณูของพืช อาศัยส่ิงต่อไปน้ีคือ

1. ลม จะพาละอองเรณูปลิวไปตกบนยอดเกสรตวั เมยี ก็จะผสมพันธุ์ได้ เช่น ดอกข้าว ขา้ วโพด ดอกหญา้
2. นำ้ พาละอองเรณูตวั ผทู้ ีร่ ว่ งลงในน้ำไปสยู่ อดเกสรตวั เมยี ไดแ้ ก่ พืชน้ำพวกสนั ตะวา สาหรา่ ย
3. แมลง จะดดู น้ำหวานจากดอกไม้ ผงละอองเรณูจะติดบริเวณปีก ขา ปากของแมลง เม่อื ไปเกาะ ดอกตวั เมยี
ก็จะเกิดการถ่ายละอองเรณขู ้ึน นบั วา่ แมลงช่วยในการถ่ายละอองเรณูมากทสี่ ุด
4. คน มสี ว่ นชว่ ยในการนําเกสรมาผสมพนั ธ์ุกัน ทําให้เกิดพันธุ์พชื ที่ดี หรอื เกิดพันธพุ์ ืชใหม่
5. สตั ว์ เชน่ นก

การถ่ายเรณู เมอื่ พชื ดอกเจริญเตบิ โตเตม็ ที่ อับเรณูจะแตกออก แล้วเรณทู ่ีอยภู่ ายในจะกระจายไปยังทตี่ ่าง ๆ
โดยอาศยั พาหะในการถ่ายเรณู เช่น แมลง สตั ว์ ลม เปน็ ตน้ พาเรณูจากอับเรณูไปตกลงบนยอดของเกสรเพศเมีย
เรยี กว่า การถา่ ยเรณู (pollination)

๏ การงอกของละอองเรณู

เม่ือละอองเรณูตกบนยอดเกสรเพศเมียจะเกิดการงอกหลอดเล็กๆ ออกไป ตามก้านเกสรเพศเมีย เรียกว่า หลอด
ละอองเรณู (pollen tube) ซง่ึ จะงอกไปจนถงึ รูไมโครไพลข์ องออวลุ การงอกหลอดละอองเรณเู กดิ เน่ืองจากบน
ยอดเกสรเพศเมียมสี ารจําพวกน้ำตาลซ่ึงจะกระตนุ้ ให้ทวิ ป์นิวเคลยี สสร้างหลอดละอองเรณูเม่ืองอกหลอดถึงรูไมโคร
ไพลท์ วิ ป์นิวเคลยี สจะสลายไป สว่ นเจเนเรทีฟนวิ เคลียสจะแบง่ ตวั ใหส้ เปริ ์มนวิ เคลยี ส 2 อัน ทําให้เกิดการผสม 2

ครง้ั (double fertilization) sperm อันที่ 1 จะผสมกบั ไข่ไดเ้ ป็น Zygote ซง่ึ จะพัฒนาต่อไปเปน็ ต้นอ่อน หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช
(embryo) sperm อนั ท่ี 2 จะผสมกับ polar nuclei ได้เป็น endosperm ทาํ หนา้ ทเี่ ป็นอาหารสะสมใหต้ ้นอ่อน

เกรด็ วทิ ย์ พชิ ติ สอบ

รงั ไข่ (ovary) เจรญิ เป็น ผล
ผนังรังไข่ (ovary wall ) เจริญเป็น เปลอื กและเนื้อของผลไม้

ออวลุ (ovule) เจรญิ เป็น เมล็ด
ไข่ (egg ) เจริญเป็น ต้นอ่อนอยภู่ ายในเมล็ด
โพลาร์นิวเคลยี ส (polar nucleus ) เจริญเปน็ เอนโดสเปริ ์ม
เยือ่ หุ้มออวุล (integument ) เจรญิ เป็น เปลือกหุ้มเมล็ด

๏ การเปลย่ี นแปลงหลังปฏิสนธิ

1. เซลลไ์ ข่ทถี่ ูกผสมแล้วจะเจริญไปเป็นเมล็ด เมลด็ ประกอบด้วยตน้ ออ่ นและอาหารเลีย้ งต้นออ่ น (เอนโดสเปิรม์ )
ซง่ึ เกิดจาก

- นวิ เคลียสละอองเรณตู ัวท่ี 1 + นวิ เคลียสไข่ , ไซโกต + ตน้ อ่อน
- นิวเคลียสละอองเรณตู ัวที่ 2 + โพลารน์ วิ เคลยี ส + เอนโดสเปิร์ม (อาหารเล้ียงตน้ อ่อน)
2. รงั ไขเ่ จริญไปเปน็ ผล
3. ผนังรงั ไข่เจรญิ ไปเปน็ เปลือกและเน้ือของผล
4. ออวุลจะเจริญไปเป็นเมลด็

๏ การเกิดผล

ผลเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของรังไข่หลงั การปฏิสนธิ ผลแท้ คอื ผลทเ่ี จริญมาจากรังไข่ ผลเทียม คอื ผลท่ี
เจรญิ มาจากสว่ นอนื่ ของดอก เช่น

- เนอ้ื มะพรา้ ว เจริญมาจากเอนโดสเปิรม์
- เนื้อขนนุ และเน้ือสับปะรด เจริญมาจากส่วนของกลีบดอก
- ชมพู่ แอปเปลิ สตรอเบอร่ี และฝร่ัง เปน็ ผลทเี่ จริญมาจากฐานรองดอก

๏ ประเภทของผล

1. ผลเด่ียว เกดิ จากดอกเดียวมีรงั ไขเ่ พียงอันเดียว เชน่ เงาะ ลาํ ไย ฝรง่ั มะปราง มะม่วง เป็นต้น
2. ผลกลมุ่ เกิดจากดอกเดียวแตม่ หี ลายรังไข่ เช่น สตรอเบอรี่ ลูกจาก กระดังงา น้อยโหน่ง น้อยหน่า

3. ผลรวม เกิดจากดอกช่อเกิดเป็นผลเลก็ ๆ หลายๆ ผล แลว้ มเี ยอื่ สว่ นนอกสุดของแต่ละผลเชือ่ มรวมกนั หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช
ใหเ้ ปน็ ผลเดยี วกัน เช่น สาเก สบั ปะรด ยอ ขนุน เป็นต้น

๏ การแพรพ่ นั ธ์ของเมล็ด

เมือ่ ถึงเวลาท่พี ืชจะขยายพันธผุ์ ลจะแตกออก ทาํ ใหเ้ มล็ดกระจายไปยงั ท่ีต่าง ซึ่งการกระจายเมลด็ ของพชื มี
หลายวธิ ี ดังน้ี

• ลมพาไป โดยเมล็ดจะมลี กั ษณะเบา ทําใหส้ ามารถลอยไปท่ี ไกล ๆ ได้ เช่น หญา้ สน เป็นต้น
• เม่ือผลแตกออก เมล็ดที่อยู่ภายในจะกระเดน็ ไปไกลจากตน้ เดิม เชน่ ต้อยติ่ง ถ่ัวลนั เตา ฝุน่ เปน็ ต้น
• สตั ว์บางชนิด เมอ่ื กนิ ผลเข้าไปจะขับถา่ ยเมล็ดแล้วเจรญิ เป็นต้น ในทต่ี ่าง ๆ เชน่ มะเขือเทศ ลูกโพธิ์ ลูก
ไทร เป็นตน้
• เมล็ดบางชนิดมีตะขอเก่ยี วไปกับขนสัตว์ เชน่ หญ้าก้งุ เป็นต้น หรอื มีสายเหนียว ๆ ติดไปกับขนสตั วห์ รือ
เสื้อผา้ ของคน เชน่ หญ้าเจา้ ชู้ ผกั โขมหิน เป็นต้น

๏ ปัจจยั ในการงอกของเมล็ด

การงอกของเมลด็ พชื โดยทั่วไปจะมลี ักษณะคลา้ ยกัน เมอ่ื เมล็ดได้รบั ความชื้นจะทาํ ให้ต้นอ่อนมกี ารเพิ่ม
จาํ นวนเซลลแ์ ละขยายขนาดของเซลลเ์ พิ่มมากข้นึ เรื่อยๆ โดยรากแรกเกิดจะเปน็ สว่ นแรกทงี่ อกพน้ เมลด็ ออกมา
ทางรูไมโครไพล์

1. การมีชีวติ ของเมล็ด นบั วา่ เปน็ ปัจจยั สาํ คญั ในการเพาะเมล็ด เพราะถา้ เมล็ดไม่แข็งแรง กอ็ าจจะงอกใหม่ไม่ได้
2. สภาพแวดลอ้ ม

น้ำ เป็นตัวทําใหเ้ ปลอื กเมล็ดออ่ นตัว และเป็นตวั ทําละลายอาหารสะสมภายในเมลด็ ท่ีอยู่ใน สภาวะ
ของแข็ง ใหเ้ ปลยี่ นเป็นของเหลว และเคลื่อนท่ีได้ ทําให้จดุ เจรญิ ของเมลด็ นาํ น้ําไปใชไ้ ด้

แสง เม่อื เมลด็ เริ่มงอก จะมที ้ังชนดิ ทต่ี อ้ งการแสง ชอบแสง และไมต่ ้องการแสง สว่ นใหญ่เมลด็ เม่อื เริ่ม
งอก จะไม่ตอ้ งการแสง การเพาะเมลด็ โดยท่ัวไปจึงมกั กลบดนิ ปดิ เมลด็ เสมอ แต่แสงจะมีความจําเปน็ หลงั จากท่ี
เมล็ดงอกแลว้ ขณะท่เี ป็นตน้ กลา้ แสงท่ีพอเหมาะจะทาํ ให้ตน้ กลา้ แขง็ แรง และเจริญเติบโตไดด้ ี

อุณหภมู ิ อุณหภมู ทิ ่ีเหมาะสม ช่วยให้เมล็ดดูดน้ำได้เรว็ ขึน้ กระบวนการในการงอกของเมล็ด เกดิ ข้ึนเร็ว
อุณหภูมิทเ่ี หมาะสมสําหรบั พืชแตล่ ะชนิด จะไม่เทา่ กัน พืชเมืองร้อนยอ่ มตอ้ งการอุณหภูมิสงู กวา่ พชื เมืองหนาว
เสมอ

ออกซเิ จน เมื่อเมลด็ เร่ิมงอก จะเร่ิมหายใจมากข้นึ ซ่ึงก็ต้องใช้ออกซเิ จน ไปเผาผลาญอาหาร ภายในเมลด็
ให้เป็นพลงั งานทใ่ี ชใ้ นการงอก ยง่ิ เมลด็ ทีม่ ีมันมาก ย่งิ ต้องใชอ้ อกซิเจนมากขนึ้ ดังนัน้ การกลบดินทับเมลด็ หนา
เกนิ ไป หรือใชด้ ินเพาะเมล็ดท่ีถา่ ยเทอากาศไม่ดี จะมผี ลยับยง้ั การงอก หรอื ทาํ ให้เมลด็ งอกช้าลง หรือไมง่ อกเลย

ลกั ษณะการงอกของเมลด็ แบ่งออกเปน็ 2 แบบคอื หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช
การงอกที่ชูใบเลย้ี งขนึ้ เหนือดนิ (Epigeal germination) รากอ่อนงอกโผล่พ้นเมลด็ ออกทางรูไมโครไฟล์

(micropyle) เจรญิ ลงส่ดู ินจากน้ัน ไฮโปคอติล (hypocotyl) จะงอกและเจริญยืดยาวตามอย่างรวดเร็ว ดงึ สว่ น
ใบเลยี้ ง (cotyldon) กบั เอพคิ อทิล (epicotyl) ขนึ้ เหนือพื้นดิน เช่น การงอกของพืชใบเล้ียงคู่

ใหส้ งั เกต “ใบเล้ียง” อยู่เหนอื ดิน

การงอกที่ฝังใบเล้ียงไวใ้ ตด้ นิ (Hypogeal germination) พบในพืชใบเลย้ี งเดี่ยว พชื พวกนมี้ ี ไฮโปคอตลิ
(hypocotyl) ส้ัน เจริญช้า สว่ นเอพิคอทลิ (epicotyl) และยอดอ่อน (plumule) เจริญยืดยาวได้ อยา่ งรวดเรว็
เช่น เมลด็ ข้าว ข้าวโพด หญ้า เป็นต้น

ใหส้ งั เกต “ใบเลี้ยง” อย่ใู ต้ดิน

เรื่องที่ 2 : การขยายพันธุพ์ ชื ดอก หน่วยที่ 4 การดํารงชีวิตของ ืพช
การขยายพันธุพ์ ชื (plant propagation) คอื การเพ่ิมจาํ นวนต้นพชื ใหไ้ ดจ้ ํานวนมากพอกบั ปริมาณ

ความต้องการ

การขยายพนั ธ์ขุ องพืช มี 6 วิธี
วิธีท่ี (1) เพาะเมล็ด

การขยายพันธุ์แบบ : อาศัยเพศ
พืชท่ีใช้ : พชื ล้มลกุ • เป็นการขยายพันธ์ทุ ่สี ะดวกท่สี ดุ

• ขยายพันธ์ุได้คร้งั ละมากๆ
พชื ยนื ต้น • ไดต้ ้นท่ีมรี ากแก้ว

• ปลูกได้จาํ นวนมาก ๆ
• มีโอกาสกลายพันธ์ุ
ข้อดี 1. ทําไดง้ ่ายและสะดวก
2. เสียค่าใชจ้ ่ายนอ้ ย
3. สะดวกในการขนสง่ เมลด็ พันธุ์
4. พชื ต้นใหมม่ รี ากแก้ว ล้มยาก
5. อายุยนื
6. มีความต้านทานต่อดนิ ฟา้ อากาศดี
ข้อเสีย 1. กลายพันธ์ุไดง้ า่ ย
2. ให้ผลช้า เสียเวลาดแู ลนาน
3. ลาํ ต้นสูงใหญ่ ไมส่ ะดวกในการเกบ็ ผล การเพาะเมล็ดนิยมใช้กบั พืชล้มลุกบางชนดิ


Click to View FlipBook Version