The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา สิริยากร 126 ปี4

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 126 สิริยากร เดชยศดี, 2024-02-22 00:01:09

วิจัย การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา สิริยากร 126 ปี4

วิจัย การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา สิริยากร 126 ปี4

การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น นางสาว สิริยากร เดชยศดี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น นางสาว สิริยากร เดชยศดี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ผู้วิจัย นางสาวสิริยากร เดชยศดี สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กัลยกร ภักดี ครูพี่เลี้ยง นางสาวดาวร แท่นหิน คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์กัลยกร ภักดี) .................................................................................. กรรมการ (นางณรงค์ สุตดา) .................................................................................. กรรมการ (นางสาวดาวร แท่นหิน)


ชื่อเรื่อง การศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ผู้วิจัย นางสาวสิริยากร เดชยศดี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กัลยกร ภักดี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้กิจกรรเกมการศึกษาโดยใช้วัสดุธรรมชาติใน ท้องถิ่นในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย และเพื่อเปรียบเทียบทักษะ พื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติ ของนักเรียนชั้น นักเรียน ชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปีกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา ที่เรียนโดยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ด้ายการจับคู่ การจำแนก และการ เปรียบเทียบ กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล จำนวน 7 คน โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา จังหวัด หนองคาย ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเกม การศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น จำนวน 24 แผน และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่สูงขึ้นก่อการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานข้อที่ 1 โดยมีผลการทดสอบก่อนเรียนคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 5.0 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.82 คิดเป็นร้อยละ 16.6 และมีผลการทดสอบหลัง เรียนคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 27.9 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.21 คิดเป็นร้อยละ 93.0 2. นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์โดยใช้ชุด กิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 โดยมีคะแนนความก้าวหน้าก่อนเรียนและ หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 22.9 คิดเป็นร้อยละ 76.


Title Study of basic mathematics skills for early childhood children Using educational game activities from local natural material Researcher Miss Siriyakorn Daetyotdee Advisor Teacher Kalyakorn Phakdee year 2023 Abstract This report is intended to To study the results of using educational game activities using local natural materials in developing basic mathematics skills of early childhood childrenand to compare basic mathematics skills between before and after using educational game activities made from natural materials of students, male and female, aged between 4-5 years, currently studying in Kindergarten 2, semester 1, academic year 2023 Dong Wen Dong Charoen Wittaya School Learned by learning activities using educational games to study and compare basic skills in mathematics in matching, classifying and comparing. The target group is 7 kindergarten students Dong Wen Dong Charoen Wittaya School Nong Khai Province Obtained from specific random Sampling tools used in research include 24 educational game activity plans from local natural materials and a test of basic mathematical skills, 12 questions Data analysis used mean, percentage, standard deviation. The research results found that 1. Kindergarten 2 students have higher basic mathematics skills and significantly increase activity organizing at the 0.05 level, which is in line with hypothesis number 1 There was a pre-test result with a mean score of 5. 0, a standard deviation of 0.82, or 16.6 percent, and a post-test result with a mean score of 27.9, a standard deviation of 1.21, or 93.0 percent. 2. Kindergarten 2 students significantly improved their basic mathematics skills using the activity set. This is in line with hypothesis number 2, with an average pre-study and post-study progress score of 22.9, or 76 percent.


กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้ สำเร็จได้ด้วยความกรุณาจากบุคคลต่างๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือใน ด้านต่างๆ ในการทำวิจัยจนสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอาจารย์กัลยกร ภักดี อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือให้ข้อเสนอแนะและแนะนำ อีกทั้งยังได้ ตรวจสอบ ข้อบกพร่องต่างๆ ตั้งแต่แบบสอบถาม จนเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์ ทำให้วิจัยฉบับนี้เสร็จ สมบูรณ์ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ข้าพเจ้า ขอขอบพระคุณอาจารย์กัลยกร ภักดี อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย นางสาวดาวร แท่นหิน ครู ประจำชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา และนางสาวกุสุมาลย์ สุพรมวัน ครูประจำชั้น อนุบาล 3 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา ที่ได้กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจแบบสอบบทดสอบการ วัดทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และคู่มือดำเนินการ นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำ และช่วย ปรับปรุง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้สมบูรณ์ และขอขอบคุณผู้อำนวยการและครูปฐมวัยในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 ที่ช่วยให้คำปรึกษาและ ข้อเสนอแนะทำให้งานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณทุกคนในครอบครัวที่เป็นกำลังใจให้เสมอมา และขอบคุณเพื่อน พี่ น้อง ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา ทำให้วิจัยนี้สำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดี จึงขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ น.ส สิริยากร เดชยศดี


สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ........................................................................................................ บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ................................................................................................... กิตติกรรมประกาศ ......................................................................................................... สารบัญ ..................................................................................................................... ...... บทที่ 1 บทนำ ..................................................................................................................... . ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ........................................................... วัตถุประสงค์ของการวิจัย ................................................................................. สมมติฐานของการวิจัย ..................................................................................... ขอบเขตของการวิจัย ......................................................................................... นิยามศัพท์เฉพาะ .............................................................................................. ประโยชน์ที่จะได้รับ ......................................................................................... กรอบแนวคิดในการวิจัย ………………………………………………………………………… 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................... ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ....................................................... ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย........................ ความหมายของทักษะการจับคู่ .................................................................... ความหมายของทักษะการจำแนก................................................................. ความหมายของทักษะการเปรียบเทียบ .......................................................... ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ .............................................. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์..................... หลักการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์................. ประเภทของทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน ................................................... ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ........................................... งานวิจัยในประเทศ ....................................................................................... งานวิจัยต่างประเทศ..................................................................................... เกมการศึกษา ......................................................................... ........................... ความหมายของเกมการศึกษา ....................................................................... 1 1 4 4 4 4 6 6 7 8 9 10 10 10 11 11 13 15 18 19 19 21 22 22


ความสำคัญของเกมการศึกษา ....................................................................... แนวคิดของเกมการศึกษา ............................................................................. หลักในการจัดเกมการศึกษา ........................................................................... ประเภทของเกมการศึกษา .............................................................................. ประโยชน์ของเกมการศึกษา ............................................................................ งานวิจัยในประเทศ ......................................................................... ............... งานวิจัยต่างประเทศ....................................................................................... สื่อธรรมชาติ......................................................................... ............................... ความหมายของสื่อธรรมชาติ........................................................................ .. ความสำคัญของสื่อธรรมชาติ.......................................................................... แนวคิดของเกมการศึกษา ............................................................................... หลักในการจัดเกมการศึกษา ........................................................................... ประเภทของเกมการศึกษา ......................................................................... .... ประโยชน์ของสื่อธรรมชาติ............................................................................. งานวิจัยในประเทศ ......................................................................... ............... งานวิจัยต่างประเทศ ...................................................................................... 3 วิธีดำเนินการวิจัย .................................................................................................... กลุ่มเป้าหมาย ................................................................................................... แบบแผนการทดลอง ........................................................................................ การเก็บรวบรวมข้อมูล ...................................................................................... เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................... การสร้างแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย .......... การวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................................... สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล .......................................................................... 23 23 24 26 28 29 30 31 31 33 33 34 35 35 36 37 39 39 39 40 40 43 45 45


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................. 5 สรุป อภิปรายผล แลข้อเสนอแนะ ......................................................................... สรุผลการวิจัย ................................................................................................. อภิปราผล ....................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ................................................................................................... บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………… ภาคผนวก ภาคผนวก ก แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ............................ ภาคผนวก ข แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 …………………………………………………………. ภาคผนวก ค แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ .. ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพ ของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………………………………………………… ภาคผนวก จ ภาพการทำกิจกรรม ......................................................................... ประวิติผู้วิจัย ........................................................................................................... 46 48 48 49 52 53 56 72 82 85 88 92


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการศึกษา ปฐมวัยเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ บนพื้นฐานการอบรม เลี้ยง ดูและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม - วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ในช่วง 6 ปีแรกของเด็กปฐมวัยเป็น ช่วงเวลาที่ดีที่สุด สำหรับการเรียนรู้และเด็กจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ความรัก การโอบ กอดและการเล่นกับ เด็กเพื่อให้สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ตามศักยภาพเพราะการ พัฒนาของมนุษย์จะ เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในช่วงปฐมวัยเท่านั้น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) เด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ายิ่งเป็นผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและความเป็นมนุษย์ เป็น พลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ อนาคตของชาติจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของเด็กที่สมบูรณ์ ทั้ง ทางด้าน ร่างกาย จิตใจ มีพัฒนาการทุกด้านที่เหมาะสมกับวัย จะเป็นผู้ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่าง มีความสุข เด็กในวัยเริ่มแรกของชีวิตหรือที่เรียกว่า “เด็กปฐมวัย คือวัยตั้งแต่แรกเกิดซึ่ง การพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ความต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัยจนถึง 6 ปี (ปณิชา มโนสิทธิยากร, 2553 หน้า 1) หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้ระบุจุดมุ่งหมายให้เด็กอายุ 3-5 ปีนั้น ให้มี ความพร้อมในการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่เหมาะสมกับวัย ให้มี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 12 ประการ ได้แก่ ผู้เรียนจะมีร่างกายที่แข็งแรงและเจริญเติบโตตาม ใช้ กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน มีสุขภาพจิตดี และมีความสุข ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหว จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและความเป็นไทย อยู่ร่วมกับอื่นได้อย่างมีความสุข และปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มี ความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และมีเจตคติ ที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถ ในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 หน้า 10) สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทั้ง 12 ประการ ไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จากคุณลักษณะของเด็กปฐมวัย ทั้ง 12 ประการ จะพบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ข้อที่ 10 คือ มีความสามารถในการคิด ที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้


2 ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการศึกษา (สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา, 2560 หน้า 31) ดังนั้นการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยจึงจัดในรูปของกิจกรรม บูรณาการ โดยผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงเกิดการเรียนรู้ ในแต่ละวันมีทั้งหมด 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการ เคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรม กลางแจ้ง และกิจกรรมเกมการศึกษา โดยทุก กิจกรรมต้องมีสื่อเพื่อช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ ตรงที่เป็นรูปธรรมม ทั้งยังช่วยให้เด็ก ได้เรียนรู้สิ่งที่มีอยู่รอบตัวตามความต้องการ ความสนใจและ ความสามารถ (สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, 2560 หน้า 32-33) และควรจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ในเนื้อหาใหม่ จากพื้นฐานความรู้เดิมทางคณิตศาสตร์ของเด็ก โดยการจัดกิจกรรมที่ใช้สื่อ อุปกรณ์ที่เป็นรูปธรรม ไปสู่ความเข้าใจในหลักการที่เป็นนามธรรม เริ่มจากการจัดกิจกรรมที่ใช้ของ จริง ใช้รูปภาพ พัฒนา ไปสู่การใช้สัญลักษณ์ มีการแสดงตัวอย่าง แสดงวิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา ตลอดจนการวิเคราะห์ ปัญหาหรือการนำเสนอคำถาม ปัญหาหรือสถานการณ์ จากนั้นให้เด็ก แก้ปัญหาด้วยการลงมือปฏิบัติ โดยใช้สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ และวิธีการต่าง ๆ เพื่อสรุปแนวคิดและ หลักการทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กปฐมวัย เพราะเด็ก ปฐมวัยเป็นวัยเริ่มต้นของการพัฒนา ทุกด้าน เด็กควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้ทักษะทาง คณิตศาสตร์เพื่อให้เด็กสามารถคิด และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี, 2560 หน้า 4) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มีความสำคัญในการดำรงชีวิต ซึ่งควรปูพื้นฐานให้เด็กตั้งแต่ยัง เล็กในการสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย ที่ครูหรือผู้ปกครองควรมีจุดมุ่งหมาย ให้เด็กเกิดความ เข้าใจถึงสิ่งต่าง ๆ เกิดความคิดรวบยอดของวิชาคณิตศาสตร์ มีทักษะและวิธี ในการคิดคำนวณและ สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหา ครูควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ คณิตศาสตร์ช่วยให้คนเป็นผู้มีเหตุผล เป็นคนใฝ่รู้ตลอดจนพยายามคิดสิ่งแปลกใหม่ เป็นรากฐานแห่ง ความเจริญของเทคโนโลยี ต่างๆ รวมถึงคณิตศาสตร์ยังเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เช่น ทักษะการคิด วิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา อีกทั้งส่งเสริมให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคน ช่างสังเกต รู้จัก คิดอย่างมีเหตุผล และแสดงความคิดออกมาอย่างเป็นระเบียบ ง่าย สั้น และชัดเจน (ภัทรวดี หาดแก้ว, 2554) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สามารถพัฒนามนุษย์ให้คิดอย่างมีเหตุผล เป็น ระเบียบ แบบแผน ดังนั้น ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเด็กให้มีความสามารถในการแก้ปัญหาและสามารถนำ ความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้เรื่องต่างๆ และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สิรมณี บรรจง, 2549) การเริ่มต้นเรียนคณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจาก คณิตศาสตร์เป็น วิชาที่ยากมากสำหรับเด็กปฐมวัยและได้รับความสนใจน้อยที่สุด การที่เด็กมี ทัศนคติที่ไม่ดีกับวิชา คณิตศาสตร์ ขาดความสนใจคณิตศาสตร์ อาจเป็นเพราะเด็กปฐมวัยมี ปัญหาในระยะเริ่มเรียน เด็ก


3 ปฐมวัยขาดความพร้อม ขาดประสบการณ์พื้นฐานการคิดคำนวณ ทางคณิตศาสตร์ ไม่รู้จักการคิด อย่างมีเหตุผล จึงทำให้การเรียนคณิตศาสตร์ไม่ประสบผลสำเร็จ เกิดความท้อถอย ความสนใจลด น้อยลงและไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ (ดาราณี อุทัยรัตนกิจ 2553) เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้ มีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ เกิดขึ้นต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์และความรู้สึกต่อ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ดังนั้น เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ อย่างเหมาะสมกับวัย เช่น การให้เหตุผล ง่ายๆ การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์เพื่อให้ผู้อื่น สามารถเข้าใจได้ และการเชื่อมโยงความรู้ คณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับแนวคิด ของ ทิศนา แขมมณี (2557, หน้า 368) กล่าวว่า การใช้เกมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนา ความสามารถเด็กปฐมวัยให้เกิดการเรียนรู้ ได้จากประสบการณ์ตรงที่เห็นประจักษ์แจ้งด้วยตนเองเกิด ความรู้ที่มีความหมายและอยู่คงทน ได้เป็นอย่างดี ครูจะต้องมีความเก่งพอที่จะอภิปรายผลที่เกิดจาก การใช้เกมแต่ละชนิดเพื่อนำไปสู่ การคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย เกมการศึกษาเป็นกิจกรรม 1 ใน 6 กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้พัฒนาได้ หลายๆ ด้าน รวมทั้งช่วยในการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ซึ่ง เป็นองค์ประกอบ และรากฐานสำคัญของกระบวนการพัฒนาทางด้านสติปัญญา และเกมการศึกษา เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้เล่น มีการสังเกตดี ช่วยให้มองเห็นในสิ่งที่ควรได้เห็น ได้ฟังหรือคิดอย่างรวดเร็ว เกม การศึกษาต่างจากการเล่น อย่างอื่น เช่น การเล่นตุ๊กตา เครื่องเล่นสนาม หรือเกมทางพลศึกษาตรง ที่ว่าแต่ละชุดมีวิธีเล่นโดยเฉพาะ ผู้เล่นสามารถตรวจสอบการเล่นว่าถูกต้องหรือไม่ได้ด้วยตนเองและ ยังเป็นผลพลอยได้ตามมาอีกหลายประการ เช่น ฝึกให้เด็กจัดภาพให้ขอบเสมอกัน วางเรียงกันเป็นชุด ให้เป็นระเบียบ นอกจากช่วยให้เด็กทำงาน เป็นระเบียบแล้วยังช่วยฝึกประสาทสัมผัสอีกด้วย ในการ เล่นเด็กมักเล่นด้วยกันหลายคน เด็กเรียนรู้การเล่นร่วมกัน เด็กต้องพยายามปรับตนให้เข้ากับเพื่อน กิจกรรมเช่นนี้ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทั้งทางด้าน อารมณ์และสังคม (วรรณี ร้านสวัสดิ์, 2552 หน้า 55) ดังนั้นเกมจึงเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่ช่วยครูผู้สอนในการพัฒนา การ เรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีของธอร์นไดค์ Thorndike (อ้างถึงใน บูรชัย ศิริมหา สาคร และคณะ, 2555, หน้า 52) กล่าวว่า เกมเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมเปิดโอกาส ให้เด็กได้ฝึกกระทำ ด้วยตนเอง ฝึกการตัดสินใจในการแก้ปัญหาฝึกประสาทสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ฝึกการมีมนุษย์ สัมพันธ์ที่ดีระหว่างกลุ่ม ฝึกคุณธรรมต่างๆ การส่งเสริมการคิดหาเหตุผลและตัดสินใจ แก้ปัญหาช่วย ให้เกิดความคิดรวบยอดกับสิ่งที่เรียนรู้ ปลูกฝังให้เด็กมีคุณธรรมต่างๆ ส่งเสริมการคิด หาเหตุผลและ ตัดสินใจแก้ปัญหาช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนรู้ ปลูกฝังให้มีคุณธรรม ต่าง ๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เกมมีกฎกติกาง่ายๆ เช่น เกมจับคู่ ภาพเหมือน ภาพกับเงาภาพที่ซ้อน เกมการแยกประเภท เกมจัดหมวดหมู่ เกมเรียงลำดับ เกมการ สังเกตรายละเอียดของภาพ เช่น เกมตัดต่อ เกมหาความสัมพันธ์ เพื่อใช้ในการจัดประสบการณ์การ


4 เรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ในระดับปฐมวัยตามหลักสูตร การศึกษาระดับปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดเป็นแนวทางการจัดประสบการณ์ได้หลายวิธี ได้แก่ การสนทนา การเล่านิทาน การสาธิต การทดลอง การประกอบอาหาร การศึกษานอกสถานที่ การเล่นเกม เป็นต้น ซึ่งการเล่นเกมเป็นกิจกรรมที่นำเกมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการคิด การแก้ปัญหา แกะการทำงานเป็นกลุ่ม เกมที่นำมาเล่นไม่ควรเน้น การแข่งขัน (สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา, 2560 หน้า 58 - 39) จากปัญหาที่กล่าวมาในข้างต้น เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาโดย ใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ให้ เด็กปฐมวัย ให้มีความพร้อมที่เหมาะสมกับวัยและเป็นพื้นฐานที่ดีให้เด็กก้าวต่อไปในวันข้างหน้า วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาผลการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาโดยใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นในการพัฒนา ทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังการใช้กิจกรรม เกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติ สมมติฐานของการวิจัย 1. การใช้กิจกรรมเกมการศึกษาโดยใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นสามารถพัฒนาทักษะพื้นฐาน ด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยได้ 2. ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์หลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติมี การพัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น นักเรียน ชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปีกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนดงเว้นดง เจริญวิทยา ตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวังหนองคาย จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง


5 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย - ด้านการจับคู่ - การจำแนก - การเปรียบเทียบ 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่นำมาจัดกิจกรรมศึกษาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ด้านการการจับคู่ การจำแนก และการเปรียบเทียบ โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติใน ท้องถิ่น คือ เนื้อหาในมาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ ตามหลักสูตร การศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ผู้วิจัยนำมาวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ เพื่อกำหนดเป็นจุดประสงค์ การเรียนรู้ในการจัด ประสบการณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่ เป็นพื้นฐานการ เรียนรู้ ตัวบ่งชี้ที่ 10.1 มีความสามารถในการคิดรวบยอด ซึ่งมีสภาพที่พึงประสงค์ ดังนี้ 1. บอกลักษณะและส่วนประกอบของสิ่งต่างๆ จากการสังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัส 2. จับคู่และเปรียบเทียบความแตกต่าง หรือความเหมือนของสิ่งต่างๆ โดยใช้ลักษณะที่สังเกต พบเพียง ลักษณะเดียว 3. จำแนกและจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ โดยใช้อย่างน้อย 1 ลักษณะเป็นเกณฑ์ 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2566 ได้กำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองใช้ กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการจับคู่ การจำแนก และการเปรียบเทียบ จำนวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ 30 นาที จำนวน 24 คาบ


6 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กตั้งแต่แรก เกิดจนถึง 6 ปี ซึ่งอยู่ในวัยที่คุณภาพของชีวิตทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญากำลังเริ่มต้นพัฒนาอย่างเต็มที 2. ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หมายถึง ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการสังเกต จำแนก เปรียนเทียบขนาด รูปร่าง สี และรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งควรได้รับการได้รับการส่งเสริมจากครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ ที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยอาศัยสถานการณ์และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กเป็นพื้นฐานในการ พัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ พร้อม ทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วย ตนเอง โดยทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 2.1 การจับคู่ หมายถึง การฝึกฝนให้เด็กรู้จักการสังเกตความเหมือนความแตกต่าง กัน เช่น จับคู่ภาพที่เหมือนกัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักการคิดอย่างมีเหตุผล 2.2 การจำแนก หมายถึง การฝึกฝนให้เด็กให้ผู้เรียนรู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเกต และจำแนกออกมาตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การจําแนกตามรูปร่าง ขนาด น้ำหนัก เป็นต้น 2.3 การปรียบเทียบ หมายถึง การส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักวิเคราะห์และมองคุณสมบัติ ของสิ่งสองสิ่งพร้อมกัน และนำมาเปรียบเทียบกันตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การเปรียบเทียบความสั้น -ยาว 3. เกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่จัดขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน มีกฎ กติกา กิจกรรมที่เล่น มีทั้งเล่นคนเดียว เล่นสองคนและเล่นเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทาง สติปัญญาในด้านการคิด การสังเกต การคิดหาเหตุผล และการแก้ปัญหา 4. สื่อธรรมชาติ หมายถึง สื่อธรรมชาติอยู่ในประเภทวัสดุ เช่น วัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ วัสดุ ที่ทำขึ้นเอง และวัสดุที่ซื้อมาใน ราคาถูก เช่น เปลือกหอย ทราย ใบตอง ดินเหนียว หิน ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ดิน เป็นต้น ประโยชน์ที่จะได้รับ การวิจัยในครั้งนี้ มีประโยชน์ที่คาดว่าจะรับ ดังนี้ 1. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาในการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจาก วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาผู้เรียนในด้านอื่นๆ 2. เพื่อนำผลที่ได้จากการทดลองไปใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวันด้านทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ต่อไป


7 กรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี เอกสาร ตำราและงานวิจัยต่างๆ มาสร้างกรอบแนวคิด ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และขอบข่ายแนวคิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย ได้นำหลักการจัด กิจกรรม โดยการใช้เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรตาม ทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย - ด้านการจับคู่ - การจำแนก - การเปรียบเทียบ ตัวแปรต้น กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกม การศึกษาจากวัสดุธรรมชาติใน ท้องถิ่น


8 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาเกมการศึกษาโดยใช้สื่อธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อพัฒนา ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารตำรา งานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1. ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 1.1 ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 1.1.1 ความหมายของทักษะการจับคู่ 1.1.2 ความหมายของทักษะการจำแนก 1.1.3 ความหมายของทักษะการเปรียบเทียบ 1.2 ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 1.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 1.4 หลักการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 1.5 ประเภทของทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน 1.6 ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ 1.7 งานวิจัยในประเทศ 1.7 งานวิจัยต่างประเทศ 2. เกมการศึกษา 2.1 ความหมายของเกมการศึกษา 2.2 ความสำคัญของเกมการศึกษา 2.3 แนวคิดของเกมการศึกษา 2.4 หลักในการจัดเกมการศึกษา 2.5 ประเภทของเกมการศึกษา 2.6 ประโยชน์ของเกมการศึกษา 2.7 งานวิจัยในประเทศ 2.8 งานวิจัยต่างประเทศ 3. สื่อธรรมชาติ 3.1 ความหมายของสื่อธรรมชาติ 3.2 ความสำคัญของสื่อธรรมชาติ 3.3 แนวคิดของเกมการศึกษา 3.4 หลักในการจัดเกมการศึกษา


9 3.5 ประเภทของเกมการศึกษา 3.6 ประโยชน์ของสื่อธรรมชาติ 3.7 งานวิจัยในประเทศ 3.8 งานวิจัยต่างประเทศ 1. ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 1.1 ความหมายของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ดังนี้ คมขวัญ อ่อนบึงพร้าว (2550, หน้า 10) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย หมายถึง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับการ สังเกต การจำแนก การเปรียบเทียบ การเรียนรู้สัญลักษณ์ของคณิตศาสตร์ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ สร้างความรู้และทักษะ เพื่อปลูกฝังให้ เพ็ญประไพ แก่นเกษ (2551, หน้า 32) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็น ทักษะเบื้องต้นที่เกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก จากการสังเกต เปรียบเทียบกับขนาด รูปร่าง สี และคุณสมบัติต่างๆ รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เชวง ร้อนบุญ (2554, หน้า 20) คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง ประสบการณ์ ทางคณิตศาสตร์ที่เด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริมจากครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่ง มีการวางแผนและเตรียมการอย่างดี โดยอาศัยสถานการณ์และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็กเป็น พื้นฐานในการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ พร้อม ทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือ ปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่สำคัญสำหรับเด็กปฐมวัย เช่น การเรียนรู้ เกี่ยวกับจำนวน การดำเนินการเกี่ยวกับจำนวน ความสัมพันธ์และ ฟังก์ชั่น ความน่าจะเป็น การวัดที่ เน้นเรื่องการเปรียบเทียบและการจำแนกสิ่งต่างๆ และการเรียนรู้ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น อัชราภรณ์ ฟักปลั่ง (2564, หน้า 64 ) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นจากการได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กได้ศึกษา ค้นคว้า แก้ไขปัญหา สร้างความรู้เป็นพื้นฐานและสามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ จากความหมายทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สามารถสรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการสังเกต จำแนก เปรียนเทียบขนาด รูปร่าง สี และรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งควรได้รับการได้รับการส่งเสริมจากครู พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยอาศัยสถานการณ์และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของเด็ก เป็นพื้นฐานในการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ พร้อม ทั้งเปิดโอกาสให้เด็กได้ลง มือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง


10 2.2.1 ความหมายของทักษะการจับคู่ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของทักษะการจับคู่ ดังนี้ จงกล เปรมทรัพย์ (2548 : 27-28 ) กล่าวว่า การจับคู่ (Matching) หมายถึงการ ฝึกฝนให้เด็กรู้จักการสังเกตลักษณะ ต่างๆและจับคู่สิ่งที่เข้าคู่กันเหมือนกันหรืออยู่ประเภทเดียวกัน สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (2536, หน้า 2 –33) การจับคู่ เป็นเกมการศึกษาที่ฝึกให้เด็กสังเกตสิ่งที่เหมือนกันหรือต่างกันซึ่งอาจเป็นการ เปรียบเทียบภาพต่างๆ แล้วจัดเป็นคู่ ๆ ตามจุดหมายของเกมแต่ละชุด สุนีย์ เพียซ้าย (2540, หน้า 72-73) ได้อธิบายเกี่ยวกับการจับคู่ ว่า เป็นการส่งเสริม ให้เด็กพัฒนาความคิดอย่างมีเหตุผลโดยให้เด็กได้ฝึก การสังเกต จับคู่ การจัดประเภท เพื่อให้เด็กได้ฝึก การตัดสินใจในการแก้ปัญหา จากความหมายของทักษะการจับคู่ สามารถสรุปได้ว่า ความหมายของทักษะการ จับคู่ หมายถึง การฝึกฝนให้เด็กรู้จักการสังเกตความเหมือนความแตกต่างกัน เช่น จับคู่ภาพที่ เหมือนกัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักการคิดอย่างมีเหตุผล 2.2.2 ความหมายของทักษะการจำแนก นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของทักษะการจำแนก ดังนี้ ภัทรวดี หาดแก้ว (2540 : 40-41) ได้กล่าวถึง กล่าวว่า ทักษะการจำแนก หมายถึง การจำแนกเป็นการจัดกลุ่มแยกสิ่งของออกเป็นประเภท ต่างๆ โดยพิจารณาจากลักษณะที่เหมือนกัน ปรางวิไล จูวัฒนสําราญ (2547, หน้า 11) ให้ความหมายของทักษะ การจําแนก ไว้ ว่า หมายถึง การจําแนกตามรูปร่าง ขนาด น้ำหนัก สีขนาด ความสูง ความเหมือน ความแตกต่างกัน ตามเกณฑ์ที่กำหนด จงกล เปรมทรัพย์ (2548 , หน้า 27-28 ) กล่าวว่า การจำแนก หมายถึงการฝึกฝนให้เด็กรู้จัก การสังเกต คุณสมบัติของสิ่งต่างๆว่ามีความแตกต่างกันหรือเหมือนกันในบางเรื่องและสามารถจัดเป็น ประเภทต่างๆได้ สุภานัน สุขหล่อ (2565 หน้า29) กล่าวว่า เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้การจําแนก เป็นสิ่งที่ช่วยฝึกฝนให้ผู้เรียนรู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเกตสิ่งที่เด็กพบเจอและใช้ในชีวิตประวัน ทำให้ เด็กเกิดประสบการณ์การ เรียนรู้สามารถหาคําตอบ และนําไปใช้แก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับการศึกษาที่สูงต่อไป สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ภัทรวดี หาดแก้ว (2540 : 40-41) ได้กล่าวถึง ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัยไว้ว่า กล่าวว่า ทักษะการจำแนก หมายถึง การจำแนกเป็นการจัดกลุ่มแยกสิ่งของออกเป็น ประเภท ต่างๆ โดยพิจารณาจากลักษณะที่เหมือนกัน


11 จากความหมายของทักษะการจำแนก สามารถสรุปได้ว่า ความหมายของทักษะการจำแนก หมายถึง การฝึกฝนให้เด็กให้ผู้เรียนรู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเกต และจำแนกออกมาตามเกณฑ์ที่ กำหนด เช่น การจําแนกตามรูปร่าง ขนาด น้ำหนัก เป็นต้น 2.2.3 ความหมายของทักษะการเปรียบเทียบ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของทักษะการเปรียบเทียบ ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2534 : 4) ได้กล่าวถึง ทักษะการเปรียบเทียบ ประสบการณ์เพื่อสร้างทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในชั้นเรียนเด็กเล็ก ได้แก่ การเปรียบเทียบสิ่ง ต่างๆตามรูปร่าง สี ขนาด น้ำหนัก และปริมาณ การเปรียบเทียบจำนวนโดยจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง ภัทรวดี หาดแก้ว (2540 : 40-41) ได้กล่าวถึง ทักษะการเปรียบเทียบ หมายถึง การ เปรียบเทียบเป็นกระบวนการที่เด็กหาความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งต่างๆ บนพื้นฐานของลักษณะเฉพาะ ประไพจิตร เนติศักดิ์ (2539 : 49-53) ได้กล่าวถึงทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ว่า เด็กควรจะได้เตรียมความพร้อมในเรื่องของการสังเกต การเปรียบเทียบรูปร่าง น้ำหนัก ขนาด สิ่งที่ เหมือนกันและต่างกัน การบอกตำแหน่งของสิ่งของ การเปรียบเทียบจำนวน การจัด เรียงลำดับ ความ ยาว ความสูง และขนาด จงกล เปรมทรัพย์ (2548 : 27-28 ) กล่าวว่า การเปรียบเทียบ (Comparing) โดย เด็กจะต้องมีการสืบเสาะและอาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่งหรือมากกว่ารู้จักใช้คำศัพท์ใน ลักษณะการเปรียบเทียบเช่น ยาวกว่าสั้นกว่าหนักกว่าเบากว่าฯลฯ จากความหมายของทักษะการเปรียบเทียบ สามารถสรุปได้ว่า ความหมายของ ทักษะการเปรียบเทียบ หมายถึง การส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักวิเคราะห์และมองคุณสมบัติของสิ่งสองสิ่ง พร้อมกัน และนำมาเปรียบเทียบกันตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การเปรียบเทียบความสั้น-ยาว 1.2 ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ดังนี้ สิริลักษณ์ วุฒิสรรพ์ (2551,หน้า 24) กล่าวถึง ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยไว้ว่า คณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อมนุษย์ในปัจจุบันมาก การซื้อขาย แลกเปลี่ยน เงินตรา สินค้า และบริการ ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีความต้องการคนที่มี ความรู้ทาง คณิตศาสตร์ในการทำงาน ซึ่งคนจะเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ดีต้องมีทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์เดิม ที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการสนับสนุนการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับชั้นที่สูงขึ้นจึงมีความ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ครูในระดับปฐมวัยจะต้องจัดกิจกรรมประสบการณ์เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ ให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องตามคุณลักษณะตามวัยและหลักการจัดการเรียนรู้สำหรับ เด็กปฐมวัย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ใน อนาคตต่อไป


12 ปณิชา มโหสิทธยากร (2553, หน้า 13) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญใน ชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ คณิตศาสตร์ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถ ในการคิดอย่างมีเหตุผลและจำเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์จึงเป็น สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ต่อไป สุมารีย์ ไชยประสพ (2557, หน้า 16) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้อง กับชีวิตประจำวันมนุษย์ เป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ การได้รับประสบการณ์ทาง คณิตศาสตร์ที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับปฐมวัย ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและใช้ใน การแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะในการดำเนินชีวิตตลอดจนการศึกษาการเรียนรู้ต้องอาศัย ทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การแก้ปัญหา การคิดคำนวณ อย่างมีเหตุผล การกระทำจึงมีความ จำเป็นในการส่งเสริมให้มีการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัยเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ฝึกฝน เป็นการเตรียมความพร้อมและ สร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไปเมื่อเติบโต ขึ้น สุมารีย์ ไชยประสพ (2558, หน้า16) กล่าวถึง ความสำคัญของทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมนุษย์ เป็น เครื่องมือในการเรียนรู้ศาสตร์อื่น ๆ การได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องตั้งแต่ระดับ ปฐมวัยทำให้ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลและใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่าง ดีเพราะใน การดำเนินชีวิตตลอดจนการศึกษาการเรียนรู้ต้องอาศัยทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัด หมวดหมู่ การเรียงลำดับ การแก้ปัญหา การคิดคำนวณ อย่างมีเหตุผล การกระทำจึงมีความ จำเป็นใน การส่งเสริมให้มีการจัดประสบการณ์เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัยเพื่อให้ เด็กใต้เรียนรู้ฝึกฝน เป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ และเป็น พื้นฐานในการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไปเมื่อเติบโตขึ้น สมวงษ์ แปลงประสพโชค (2558) กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์เป็น สาระหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เนื่องจากนักการศึกษาคณิตศาสตร์ตระหนักถึง ความสำคัญและจำเป็น ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น ที่หันมาใส่ใจส่งเสริมทักษะ/กระบวนการทาง คณิตศาสตร์ในทุกระดับชั้นของหลักสูตรคณิตศาสตร์ ยัง มีประเทศอื่น ๆ อีกทั่วโลกที่สนใจส่งเสริม ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้วยเช่นกัน เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา สภาครู คณิตศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา (National Council of Teachers of Mathematics หรือ NCTM) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากต่อการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์ระดับโรงเรียนใน สหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ได้เสนอหนังสือมาตรฐาน หลักสูตรและการประเมินผลคณิตศาสตร์ระดับ โรงเรียน ในปี ค.ศ.1989 และหนังสือหลักการและ มาตรฐานสำหรับคณิตศาสตร์ระดับโรงเรียน ในปี


13 ค.ศ.2000 ว่าด้วยมาตรฐานทางด้านทักษะ/ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่ควรส่งเสริมให้นักเรียน ระดับโรงเรียนได้เรียนรู้ฝึกฝนทักษะและพัฒนา ให้ดีขึ้น ประกอบด้วย การแก้ปัญหา (problem solving) การให้เหตุผล (reasoning) การสื่อสาร (communication) การเชื่อมโยง (connection) และการแสดงแทน (representation) ซึ่งสิ่ง เหล่านี้ส่งผลให้นักการศึกษาทั่วโลกรวมทั้งนักการศึกษา ของไทยหันมาสนใจศึกษาเกี่ยวกับ ทักษะ/ กระบวนการทางคณิตศาสตร์มากยิ่งขั้น จากความสำคัญทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สามารถสรุปได้ว่า ความสำคัญของ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง คณิตศาสตร์ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมี เหตุผลและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดี ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพราะเป็น พื้นฐานในการเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆการได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจะทำให้ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล แก้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเพราะใน การดำเนิน ชีวิตตลอดจนการศึกษาการเรียนรู้ต้องอาศัยทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การจัด หมวดหมู่ การ เรียงลำดับ การแก้ปัญหา การคิดคำนวณ อย่างมีเหตุผล ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้าง เจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย 1.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐาน ทางด้านคณิตศาสตร์ ดังนี้ เพียเจท์ (Piaget, 1965 อ้างถึงใน นิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 5-7) ได้แบ่งขั้น พัฒนาการทางสติปัญญาออกเป็น 4 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) ช่วงอายุ 0-2 ปี ในขั้นนี้เด็กจะ อาศัยประสาทสัมผัสในการติดต่อกับโรคภายนอก เด็กเชื่อว่าถ้าไม่เห็นวัตถุแสดงว่าไม่มี เช่น เมื่อ มารดาเอาผ้าคลุมลูกบอล เด็กก็จะคิดว่าไม่มี แต่เมื่ออายุระหว่าง 1-2 ขวบ เด็กเริ่มรู้ว่าแม้สิ่งนั้น จะไม่ ปรากฏให้เห็นแต่อาจอยู่ที่นั่นก็ได้ ขั้นที่ 2 ขั้นความคิดก่อนปฏิบัติการ (Preoperational Stage) ช่วงอายุ 2-7 ปี เด็กวัยนี้ เริ่มรู้จัก จำแนกรูปแบบ และแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับการคงที่ของรูปแบบต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมของ คน แต่การรับรู้ของเด็กวัยนี้อาจผิดพลาดได้ เด็กวัยนี้สามารถรับรู้และเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา ได้ เริ่มให้เหตุผลและเห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนรวมและส่วนย่อยได้ แต่ยังไม่สามารถคิดแบบ นามธรรมได้ ถ้าหากเหตุการณ์นั้นมิได้ประจักษ์แก่สายตา ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม (Concrete Operational Stage) ช่วงอายุ 7-11 ปี เด็ก สามารถเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์ มีเหตุผลเข้าใจถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา แสดงให้เห็นถึงหลักแห่ง เหตุผลเบื้องต้นได้ เช่น ลักษณะ 2 มิติได้ทันที หรือเข้าใจว่าวัตถุเมื่อเปลี่ยนรูปทรงก็ยังมีปริมาณเท่า เดิม


14 ขั้นที่ 4 ขั้นปฏิบัติการคิดแบบนามธรรม (Formal Operation Stage) อายุ 11 หรือ 12 ปี ขึ้นไป เป็น ขั้นที่พัฒนาการทางความคิดของเด็กเป็นขั้นสุดยอด สามารถใช้สัญลักษณ์แทนเพื่อแก้ปัญหา หรือใช้ เหตุผลในขั้นนามธรรมได้ สามารถตัดสินใจเลือกโดยอาศัยสัญลักษณ์ เข้าช่วยโดยไม่จำเป็นต้อง ดูหรือ มีข้อมูลมาก สามารถมองเห็นความเป็นไปได้อย่างมีเหตุผล สิริมณี บรรจง (2549 : 10-12) สรุปทฤษฎีการเรียนคณิตศาสตร์ของดีนส์ไว้ว่าเป็น ทฤษฎีที่มีส่วนคล้ายกับทฤษฎีเพียเจท์ที่เน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยการกระตุ้นให้เด็กมี บทบาทและกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ทฤษฎีของดีนส์มีกฎในการเรียนรู้ 4 ข้อคือ 1. กฎของภาวะสมดุล เป็นกฎที่กล่าวถึงความเข้าใจที่แท้จริงในความคิดรวบ ยอดหรือมโนทัศน์ใหม่ นั้นเป็นพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 3 ขั้นคือ 1.1 เป็นขั้นพื้นฐานที่เด็กพบกับความคิดรวบยอดในรูปแบบที่ยังไม่มีโครงสร้างใดๆ เช่น การ เรียนรู้ลักษณะของรูปร่างต่างๆ จากของเล่นใหม่ในการเล่นของเล่นนั้น 1.2 เป็นขั้นที่เด็กได้พบกับกิจกรรมที่มีโครงสร้างมากขึ้น ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ คล้ายกับ โครงสร้างของความคิดรวบยอดที่เด็กจะได้เรียน เช่น การเล่นเกมการศึกษา การน าชิ้นส่วน มา ประกอบเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ เป็นต้น 1.3 เป็นขั้นที่เด็กเกิดการเรียนรู้ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ที่จะเห็น ได้ถึงการนำ ความคิดรวบยอดนั้นไปใช้กับชีวิตประจำวัน เช่น เด็กสามารถบอกได้ว่า ตู้เย็น ประกอบด้วยรูป สี่เหลี่ยม เป็นต้น 2. กฎความหลากหลายของการรับรู้ การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพดี เมื่อเด็กได้มีโอกาสรับรู้ความคิด รวบยอดเดียวกันในหลายๆ รูปแบบผ่านทางบริบททางกายภาพ โดยการจัด สภาพแวดล้อมที่เป็น รูปธรรมที่หลากหลายที่มีความคิดรวบยอดเดียวกัน จะช่วยให้เข้าใจความคิด รวบยอดทางมโนทัศน์ได้ ดี เช่นการให้เด็กเรียนรู้ความคิดรวบยอดเรื่องรูปทรงสี่เหลี่ยม ครูจะ น าสื่อที่ เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ต่างๆ มาให้เด็กได้สัมผัส เช่นสมุด กล่อง โทรทัศน์ เตียงนอน โต๊ะ ขนมเค้ก และ ขนมต่างๆ ที่ตัดเป็น รูปทรงสี่เหลี่ยม เป็นต้น 3. กฎความหลากหลายทางคณิตศาสตร์ เป็นการอ้างอิงความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์ หรือการ นำความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันโดยการเปลี่ยนตัว แปรทางความคิดรวบ ยอดที่ไม่เกี่ยวข้องกับความคิดรวบยอดนั้นอย่างเป็นระบบ ในขณะที่มีการคงไว้ซึ่งตัวแปรที่เกี่ยวข้อง กับความคิดรวบยอดนั้น เช่น การสอนความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรูปสี่เหลี่ยม ตัว แปรที่ควรเปลี่ยนคือ ขนาดของมุมและความยาวของแต่ละด้าน ส่วนสิ่งที่ต้องคงไว้คือจำนวนมุมและ จำนวนด้าน เป็นต้น 4. กฎการสร้าง ให้ความสำคัญของการพัฒนาความคิดรวบยอดที่มั่นคงยั่งยืนที่ ได้รับจาก ประสบการณ์ตรง เพื่อน าความรู้ไปใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ในล าดับ ต่อไป


15 บรูเนอร์ (Bruner, 1963 อ้างถึงใน สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา แห่งชาติ,2543 : 6) กล่าวถึงทฤษฎีพัฒนาการของคนทางความรู้ ความคิด ซึ่งมีส่วนคล้ายกันกับทฤษฎี ของเพียเจท์อยู่มาก เขาเชื่อว่า การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการทำงานภายในอินทรีย์ (Organism) รูเนอร์เน้น ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมว่าส่งผลต่อความงอกงามทาง สติปัญญาของเด็กโดยบรูเนอร์แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาและการคิดออกเป็น 3 ชั้น ดังนี้ 2.1 ขั้นประสบการณ์ตรงและสัมผัส (Enactive Stage) เปรียบได้กับขั้นประสาทสัมผัส และการ เคลื่อนไหว (Sensorimotor Stage) เป็นขั้นที่เด็กเรียนรู้ด้วยการกระทำมากที่สุด และเข้าใจ สิ่งแวดล้อมจากการกระทำ ในขั้นนี้ยังไม่มีการวาดภาพในสมอง (Imagery) 2.2 ขั้นการใช้ภาพเป็นสื่อในการมองเห็น (Iconic Stage) เปรียบได้กับขั้นความคิด ก่อนปฏิบัติการ (Preoperational Stage) ของเพียเจท์ในวัยนี้เด็กจะเกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้น และ เกิดความคิด จากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ อาจมีจินตนาการบ้างแต่ก็ไม่สามารถคิดได้ลึกซึ้ง 2.3 ขั้นการสร้างความสัมพันธ์และสัญลักษณ์ (Symbolic Stage) เป็นขั้นพัฒนาการ สูงสุดของบรู เนอร์เปรียบได้กับขั้นปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม (Concrete Operational Stage) และ ขั้น ปฏิบัติการคิดแบบนามธรรม (Formal Operation Stage) ของเพียเจท์ขั้นนี้เด็กสามารถคิดได้อย่าง อิสระ โดยแสดงออกทางภาษาและการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคิดก่อนทำ มีการเรียนรู้และ ใช้ภาษา มีเหตุผล และเรียนคณิตศาสตร์ได้ มีความเข้าใจสัญลักษณ์ ทำให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ กว้างขวางขึ้น จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ สามารถสรุปได้ ว่า แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ หมายถึง จากการศึกษาทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ (Piaget) ,บรูเนอร์ (Bruner) และของดีนส์เด็กปฐมวัยสามารถ เข้าใจคณิตศาสตร์ ได้ ถ้าหากกิจกรรมที่ครูจัดมีความเหมาะสม กับระดับความสามารถของเด็ก โดย เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าจากสิ่งแวดล้อม ที่อยู่รอบตัว เด็กจะเรียนรู้จาก สิ่งที่ง่ายไปหายาก จากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปหานามธรรม ซึ่งจะทำให้เด็ก ได้รู้จักการจัดระบบความคิด พัฒนาการคิดอย่างมีเหตุผล และรู้จักใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง 1.4 หลักการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของหลักการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะ พื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551, หน้า 158-159) เสนอหลักการจัดกิจกรรมการเรียน คณิตศาสตร์ที่ดีเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือการใช้สถานการณ์ใน ชีวิตประจำวันของเด็กเป็นฐานกิจกรรมการเรียนรู้ โดยกิจกรรมการเรียนรู้นั้นต้องมีการวางแผน อย่าง ดีจากครูด้วยการให้เด็กมีโอกาสค้นคว้า แก้ปัญหาและพัฒนาความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์จาก


16 กิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูจัดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กที่แต่ละอายุจะมี ความสามารถ เฉพาะการเข้าถึงพัฒนาการจะทำให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนที่เหมาะกับเด็ก - ได้พัฒนาการ ทางคณิตศาสตร์ของเด็กอายุ 3-6 ขวบ ดังตัวอย่างในตารางที่ ตารางที่1 พัฒนาการทางคณิตศาสตร์ของเด็กอายุ 3-6 ขวบ อายุ3 ขวบ อายุ4 ขวบ อายุ 5 ขวบ อายุ6 ขวบ นับ1-5 ได้ ยังไม่รู้ค่า บอกตัวเลขใหญ่ไปเล็ก ได้ จำแนกความมาก น้อย จำนวน นับ1-10 ได้ รู้ค่า จำนวน 1-3 เรียงใหญ่- เล็ก เปรียบเทียบได้ บอก ความแตกต่างได้ นับ 1-20 ได้ รู้ค่าจำนวน 1-5 เรียงขนาดได้ บอก เหตุผลได้ จากการสังเกต นับ 1-30 ได้ รู้ค่าจำนวน 1-10 บ อ ก ร ู ป ท ร ง เรขาคณิตได้ ลำดับได้ จัดกลุ่มได้ บอกเรื่องได้ การสอนคณิตศาสตร์เด็กปฐมวัยต้องเริ่มจากชีวิตและสิ่งใกล้ตัวเด็กจึงจะเข้าใจได้ แต่สิ่ง ที่ต้องตระหนักไว้เสมอว่า เด็กเข้าใจมโนทัศน์ตรรกะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ตามที่เด็กเห็น ดังนั้น เด็ก จะยังคงมีเรื่องของการอนุรักษ์ปริมาณอยู่เสมอ แต่พัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ของเด็กจะเพิ่ม มากขึ้น ตามพัฒนาการของเด็กคณิตศาสตร์เป็นเรื่องซับซ้อนมากกว่าภาษา ดังนั้น ในการสอน ตัวเลขสำหรับ เด็กจะมีบริบทการสอน 6 ประการ และได้เสนอไว้ดังต่อไปนี้ 1. การเรียงเลข เป็นเรื่องของแบบแผนไม่เกี่ยวกับการนับ ให้เด็กท่องเลขได้เลยเป็น 1-2-3-4 …..ถึง 10 2. การนับ ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งของวัตถุ ให้เด็กนับ หรือจับนับ 3. จำนวนตัวเลข เด็กจะเรียนรู้อย่างช้าๆ จากสิ่งที่คุ้นเคยก่อน เช่น รู้จำนวน 2 จาก จำนวนรองเท้า 1 คู่ ในการสอนต้องให้นับเป็นชุด 4. การวัด เนื่องจากหน่วยการวัดมีมาก ต้องให้เด็กรู้จักใช้เครื่องมือวัดก่อน 5. เลขแสดงลำาดับ เป็นตัวเลขที่สัมพันธ์ระหว่างตัวเลขกับขนาด หรือตำแหน่ง หรือ กลุ่ม เช่น อันดับที่ 1 อันดับที่ 2 6. จำนวนนับ เป็นการบอกจำนวนที่นับได้เริ่มจากการสิ่งของในบ้าน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2553, หน้า 19-20) กล่าวถึง หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับปฐมวัย ว่าควรจัดโดยยึด เด็กเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้เด็กสำรวจความสัมพันธ์ของวัตถุและสื่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้เล่น ได้ทำ กิจกรรมที่มีการลง มือปฏิบัติกับวัตถุของจริง ได้คิดวิเคราะห์ คาดเดา และอธิบายเหตุผลของตนเอง


17 โดยครูช้ำาถาม ปลายเปิด คำถามชวนคิด เล่านิทาน เล่นเกม กระตุ้นให้เด็กมี จินตนาการและ เชื่อมโยงการเรียนรู้กับ คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน จัดโอกาสให้เด็กได้ออกมานำเสนอแนวคิด ผลงานของเด็กแต่ละคนหรือ ของกลุ่ม ด้วยภาษาพูด ภาษาท่าทาง การวาดภาพ หรือการเขียน ซึ่ง เป็นการสร้างเจตคติที่ดีให้เด็ก เกิดความรู้สึกอยากคิด อยากทำ กล้าแสดงออก เข้าใจและจดจำสาระ ที่ตนนำเสนอได้ยาวนาน นอกจากที่กล่าวมาแล้วการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ยังต้อง คำนึงถึงขั้นตอน การเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ทบทวนความรู้พื้นฐาน ครูผู้สอนควรคำนึงถึงความรู้พื้นฐานของเด็ก หรือเตรียม ความ พร้อมก่อนเรียน โดยใช้ยุทธวิธี ต่างๆ ในการทบทวนความรู้เดิม ทั้งเป็นการนำเข้าสู่บทเรียน ก่อนการ เรียนรู้เนื้อหาสาระใหม่ 2. สอนเนื้อหาสาระใหม่ ครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมของแต่ละจุดประสงค์การเรียนรู้หรือ ตัวชี้วัด โดยให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ ทำกิจกรรม ฝึกสังเกต ฝึกให้เหตุผล ฝึกการสรุป โดยใช้สื่อของจริง สื่อที่จัดกระทำได้ แบบจำลองต่างๆ หรือรูปภาพ หรือใช้สัญลักษณ์ ตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือตัวชี้วัดนั้นๆ 3. สรุปสาระสำคัญทางคณิตศาสตร์ หลังการจัดกิจกรรมแล้วครูผู้สอนควรเสริมความรู้ ขยาย ความ หรือสรุปประเด็นสำคัญที่เป็นสาระสำคัญทางคณิตศาสตร์ หรือความคิดรวบยอด ทาง คณิตศาสตร์ของสาระการเรียนรู้นั้นๆ ซึ่งเป็นความรู้ แนวคิดที่ต้องการปลูกฝังให้กับเด็ก 4. ฝึกทักษะหรือฝึกปฏิบัติ ครูผู้สอนควรให้เด็กได้ฝึกเป็นรายบุคคลหรืออาจฝึก ปฏิบัติเป็น กลุ่ม ตามความเหมาะสมของกิจกรรมและตัวชี้วัด เพื่อทบทวนความรู้ ความเข้าใจของเด็ก หลังจาก จบกิจกรรมหนึ่งๆ ในบทเรียน 5. นำความรู้ไปใช้ ครูผู้สอนควรส่งเสริมให้เด็กได้นำความรู้ แนวคิดหรือสิ่งที่เรียนรู้ไป ประยุกต์หรือเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้หรือการปฏิบัติครั้งต่อๆ ไป 6. วัดและประเมินผล ครูผู้สอนควรจัดให้มีการวัดและประเมินผลแต่ละจุดประสงค์การ เรียนรู้หรือตัวชี้วัด หรืออาจจะวัดผลหลายๆ จุดประสงค์การเรียนรู้แล้วประเมินผลตามตัวชี้วัด และนำ ผลไปจัดสอนซ่อมเสริม หรือใช้ในการปรับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จุฑาทิพย์ ทองช่วย (2555, หน้า 41) ได้กล่าวถึงหลักและแนวทางการจัด ประสบการณ์ ทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยว่า เน้นเด็กเป็นสำคัญ ผู้สอนควรคำนึงถึงจุดประสงค์ใน การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ อย่างถ่องแท้และสามารถบูรณาการให้เข้ากับกิจกรรมอื่นๆได้ ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข จากหลักการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สามารถสรุป ได้ว่า หลักการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ หมายถึง หลักการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับปฐมวัย ควรจัดโดยยึดเด็กเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้เด็ก


18 สำรวจความสัมพันธ์ของวัตถุและสื่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้เล่น ได้ทำกิจกรรมที่มีการลง มือปฏิบัติกับวัตถุ ของจริง และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนควรคำนึงถึงขั้นตอนการเรียนรู้ของเด็ก ดังนี้1. ทบทวนความรู้พื้นฐาน 2. สอนเนื้อหาสาระใหม่ 3. สรุปสาระสำคัญทางคณิตศาสตร์4. ฝึกทักษะ หรือฝึกปฏิบัติ5. นำความรู้ไปใช้ 6. วัดและประเมินผล 1.5 ประเภทของทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของประเภทของทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน ดังนี้ บุญเยี่ยม จิตรดอน (2539, หน้า 245 - 246) ได้กล่าวถึงประเภทของทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ไว้ว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ช่วยให้เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์ เบื้องต้น ได้แก่ การรู้จักสังเกต เปรียบเทียบ การแยกหมู่ การรวมหมู่ การเพิ่มขึ้นและการลดลง ช่วย ขยายประสบการณ์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องโดยลำดับจากง่ายไปหายาก ช่วยให้เด็กเข้าใจ ความหมายของสัญลักษณ์ต่าง ๆ และภาษาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้ถูกต้อง กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547 : 158) ได้กล่าวถึง ประเภทของทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ไว้ดังนี้ 1. การบอกตำแหน่ง หมายถึง ความสามารถในการบอกตำแหน่งของสิ่งของในตำแหน่งต่างๆ บน-ล่าง ข้างนอก ข้างใน ซ้าย-ขวา 2. การจำแนก หมายถึง ความสามารถในการสังเกต จำแนก เปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ว่าเหมือนกัน หรือ ต่างกันอย่างไร ในเรื่องปริมาณ ขนาด น้ำหนัก สี รูปร่างเป็นต้น 3. การนับ หมายถึง ความสามารถในการนับเลข 1 ถึง 5 1 ถึง 10 ตามอายุเด็ก 4. จำนวน หมายถึง ความสามารถในการเรียงลำดับ มากไปหาน้อย ลำดับที่ 1 ลำดับที่ 2 5. การอ่านค่า หมายถึง การอ่านค่าเงินบาทอ่านป้าย การเพิ่ม การรวมจำนวน การลด 6. การบอกเหตุผล หมายถึง การบอกความสัมพันธ์ของเหตุกับผล ขวัญหทัย สมจิตร์ (2557, หน้า 5) ได้แบ่งประเภทของทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ไว้ดังนี้1. การสังเกต 2. การเปรียบเทียบ 3. การจำแนก 4. การวัด 5. การเรียงลำดับ 6. การเรียนรู้สัญลักษณ์7. หน้าที8. การนับ 9. การคำนวณ 10. ความสัมพันธ์ต่าง ๆ จากประเภทของทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐานสามารถสรุปได้ว่า ประเภทของ ทักษะทางคณิตศาสตร์พื้นฐาน หมายถึง ทักษะที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เรียนรู้ ได้แก่ การสังเกต เปรียบเทียบ การจำแนก การรวมหมู่ การวัด การเรียงลำดับ การเรียนรู้สัญลักษณ์ การ นับ การคำนวณ ความสัมพันธ์ต่าง ๆ


19 1.6 ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ ดังนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(2545) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มี บทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิด สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่าง ถี่ถ้วน รอบคอบช่วยให้ คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และ สามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ (2547, หน้า 21) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยเป็นความรู้เบื้องต้น ซึ่งจะนำไปสู่การเรียน คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นต่อไปมีส่วน ช่วยพัฒนาสติปัญญาพัฒนาความคิดรวบยอด 4 ด้าน ทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาการด้านสติปัญญาเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้เรียนรู้ สิ่งต่างๆ รอบตัว ด้วยประสาทสัมผัส ทั้งห้าโดยผ่านการคิด การใช้ภาษา การสังเกต การจำแนกเปรียบเทียบ จำนวน มิติสัมพันธ์ (พื้นที่/ ระยะ) และเวลา เซวง ซ้อนบุญ (2554, หน้า 21) ได้กล่าวไว้ว่า คณิตศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเด็กปฐมวัย เพราะคณิตศาสตร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำของเด็กทั้งสิ้น เช่น จำนวน การวัด ตำแหน่ง เป็นต้น การจัดประสบการณ์ที่เหมาะสมกับการพัฒนาการและความสนใจของเด็กจะช่วย ส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กประสบความสำเร็จในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และสามารถนำประสบการณ์ที่ ได้รับไปใช้ในอนาคตได้ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จากประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ สามารถสรุปได้ว่า ประโยชน์ ของทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ หมายถึง ทักษะการคิด ที่ส่งเสริมให้เกิดการคิดอย่างเป็น ระบบ สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่าง ถี่ถ้วน รอบคอบช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าโดยผ่านการคิด การใช้ภาษา 1.7 งานวิจัยในประเทศ สกล ป้องคำสิงห์, ประดิษฐ์ เอกทัศน์และอรัญ ซุยกระเดื่อ (2553,บทคัดย่อ) การพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เกมการศึกษาจากสื่อธรรมชาติสำหรับเตรียม ทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ลุ่มเป้าหมาย เป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลัง ศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนโคกบัวค้อ สำนักงานเขตพื้นที่


20 การศึกษามหาสารคาม เขต 1 จำนวน 17 คน ผลการวิจัยพบว่า1. แผนการจัดประสบการณ์เกม การศึกษาจากสื่อธรรมชาติ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.85/88.97 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้80/80 2. เด็ก ปฐมวัยมีคะแนนทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นจากก่อนจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3. เด็กปฐมวัยมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมด้วย แผนการจัดประสบการณ์เกมการศึกษาจากสื่อธรรมชาติ สำหรับเตรียมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ในระดับมาก กัญญาณัฐ คงสา , ขวัญใจ จริยาทัศน์กร (2562, บทคัดย่อ) การพัฒนา ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3/3 โรงเรียนเทศบาล 4 (อุดมวิทย์สมใจ) โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3/3 โรงเรียนเทศบาล 4 (อุดมวิทย์สมใจ) ปีการศึกษา 2562 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 25 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3/3 โรงเรียนเทศบาล 4 (อุดมวิทย์-สมใจ) โดยใช้กิจกรรม เกมการศึกษา พบว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้กิจกรรม เกมการศึกษา มีคะแนนสูงขึ้น2. การเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3/3 โรงเรียนเทศบาล 4 (อุดมวิทย์สมใจ) โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา พบว่า โดยภาพรวมเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3/3 โรงเรียนเทศบาล 4 (อุดมวิทย์สมใจ) มีคะแนน พัฒนาการ91.25 % อยู่ในระดับสูง ธันวา วัฒนะ, สรวงพร กุศลส่ง และ พิชญาภา ตรีวงษ์(2565, บทคัดย่อ) การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาพื้นฐานการบวกเพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านกกไทร อำเภอเมืองจังหวัด เพชรบูรณ์ จำนวน 19 คน เป็นชาย 12 คน หญิง 7 คน ผลการวิจัย: 1) ผลการศึกษาข้อมูล มี องค์ประกอบ 6 ด้านคือ (1) หลักการ(2) จุดประสงค์ (3) สาระและกระบวนการ (4) กิจกรรมการ เรียนรู้ (5) สื่อและแหล่งเรียนรู้และ (6) การวัดและประเมินผล 2) ผลการสร้างและทดลองใช้รูปแบบ (2.1) ผลการสร้างรูปแบบ มีขั้นตอน (ASPC Model) ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียม (A: Arrange) ขั้นที่ 2 ขั้นแนะน า(S: Suggest) ขั้นที่ 3 ขั้นปฏิบัติ (P: Perform) ขั้นที่ 4 ขั้นสรุป (C: Conclude) (2.2) ผล การหาคุณภาพ อยู่ในเกณฑ์มากที่สุด (2.3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ โดยภาพรวม ก่อนการจัด กิจกรรม มีค่าร้อยละเท่ากับ 61.18 หลังการจักิจกรรม มีค่าร้อยละเท่ากับ 94.61 3) ผลการศึกษา ความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาพื้นฐานการบวก มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก


21 1.8 งานวิจัยต่างประเทศ Ruth (1995: Online) ศึกษาการเปรียบเทียบและความแตกต่างระหว่าง การเรียน คณิตศาสตร์แนวมอนเตสซอรี่กับการเรียนคณิตศาสตร์แบบหลักสูตรดั้งเดิมการเรียน คณิตศาสตร์ ใน หลักสูตรเก่านั้นได้แบ่งแยกออกไปเป็นรายวิชา มีหลักการเฉพาะของวิชาแบบเป็น นามธรรม ที่ใช้สอน กลุ่มนักเรียนทั้งหมดตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ส่วนในการเรียนการสอน คณิตศาสตร์แบบมอนเตสซอรี่ นั้นแสดงให้เด็กได้เห็นเป็นรูปธรรม เด็กได้จัดการ หยิบจับ สัมผัส อุปกรณ์ ซึ่งเป็นหลักสูตรให้เด็กได้มีประสบการณ์ตรงกับอุปกรณ์ ฟอร์แมน (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2542 , หน้า72 อ้างอิงจาก Forman, 1980) ให้ข้อคิดไว้ว่า การสอน คณิตศาสตร์แบบตรง (Direct teaching) ไม่ช่วยให้เด็กเกิดความคิดในเชิง อนุรักษ์ (Conservation) หรือ มีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลขได้น้อย เพราะความคิดและความเข้าใจ เกิดขึ้นจากตัวเด็กเอง มีครูจำนวนไม่น้อย ที่พยายามจะสอนตัวเลขก่อนวัย 7 ขวบ เกี่ยวกับตัวเลขและ การอนุรักษ์และส่วนมากจะประสบความล้มเหลว แต่ถึงแม้ว่า เด็กไม่เข้าใจการสอนเลขแบบตรงได้ แต่ครูสามารถหาวิธีการจัดบรรยากาศและหาวัสดุที่ช่วยให้ เด็กพัฒนาความคิดเชิงอนุรักษ์ แล้วเข้าใจ ความหมายของตัวเลขได้ Yazicioglu, แทนเซล อัคดาล และ เดนิซ (2566) การวิเคราะห์ผลกระทบ ของโปรแกรมการแทรกแซงคณิตศาสตร์ระดับปฐมวัยต่อทักษะคณิตศาสตร์ ระดับปฐมวัยของเด็ก ก่อนวัยเรียนที่มีความเสี่ยง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 คนจาก โรงเรียน 3 แห่งในเมืองเคอร์เซฮีร์ ประเทศตุรกีผลการศึกษาระบุว่าโปรแกรมการแทรกแซง การศึกษาคณิตศาสตร์ขั้นต้นช่วยเพิ่มระดับความรู้ทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ๆ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ ทางคณิตศาสตร์ของพวกเขา มีรายงานด้วยว่า โปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ ทางคณิตศาสตร์ของเด็กที่มีความเสี่ยง และผลกระทบอาจคงอยู่เป็นระยะเวลานานขึ้น ดังนั้น จึงถือ เป็นสิ่งสำคัญในการสนับสนุนทักษะคณิตศาสตร์ของเด็กในกลุ่มเสี่ยงด้วยโปรแกรมการแทรกแซงทาง คณิตศาสตร์ขั้นต้น เพื่อระบุเด็กที่ทักษะ คณิตศาสตร์บกพร่องหรือยังไม่ได้รับทักษะเหล่านี้อย่าง เพียงพอในช่วงแรก จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษาสามารถพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ พื้นฐานของเด็กได้ และครูผู้สอนต้องพัฒนากิจกรรมให้หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ให้เด็ก


22 2. เกมการศึกษา 2.1 ความหมายของเกมการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของเกมการศึกษา ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541, หน้า 145) ได้กล่าวถึง ความหมายของ เกมการศึกษา (Didactic Game) ว่าเกมการศึกษาเป็นของเล่นที่่ชวยให้ผู้เล่นเป็นผู้มี ความสังเกตดีช่วยให้มองเห็นได้ดี ฟังหรือคิดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกมการศึกษาจะต่างจากของเล่นอย่าง อื่น แต่ละชุดจะมีวิธีเล่นโดยเฉพาะ อาจเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ผู้เล่นสามารถตรวจสอบการเล่น ว่าถูกต้องหรือไม่ นที เกิดอรุณ (2548, หน้า 38) ได้ให้ความหมายของเกมการศึกษาไว้ว่า เกม การศึกษาเป็น กิจกรรมที่สนุก มีกฎ กติกา กิจกรรมที่เล่น ทั้งเกมเงียบ และเกมที่ต้องใช้ความว่องไว มีทั้งเล่นคน เดี่ยวและเล่นสองคนหรือเล่นเป็นกลุ่ม บางเกมก็เล่นเพื่อความสนุกสนาน เพื่อผ่อนคลาย ความเครียดบางเกมก็กระตุ้นการทำงานของร่างกายและสมอง อุษารัตน์ ตั้งควิเวชกุล (2550 : 50) ได้ให้ความหมายของเกมการศึกษาว่า เกม การศึกษา เป็นกิจกรรมการเล่นที่จัดขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน หรือด้านการศึกษา ช่วย ให้ผู้เล่น เป็นผู้มีความสังเกตดี ช่วยให้มองเห็นสิ่งที่ควรจะได้เห็น ได้ฟัง หรือคิดอย่างรวดเร็ว สามารถ พัฒนาการคิดให้คิดหาเหตุผลจากการเล่น พัชร กัลยา (2551 : 39) ได้ให้ความหมายเกมการศึกษาว่า เกมเป็นอุปกรณ์เรื่อง ช่วยสอนที่ ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาสติปัญญา ในด้านการคิด การสังเกต การคิดหาเหตุผล เนื่องจาก เกม การศึกษาแต่ละชุดจะมีวิธีเล่นโดยเฉพาะอาจเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม และผู้เล่นสามารถ ตรวจสอบว่าเล่นถูกหรือไม่ด้วยตนเองรวมทั้งเด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสกับกล้ามเนื้อมือหลังจากเล่นเกม แล้วเด็กจะเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องนั้น ๆ ก็ได้ นิดาพร อาจประจญ (2553, หน้า 24) ได้สรุปความหมายของเกมการศึกษาว่า คือ เกมที่จัดทำเป็นสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทางสติปัญญาในด้านการคิด การสังเกต การคิดหา เหตุผล การแก้ปัญหา เกมการศึกษาแต่ละชุดสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ผู้เล่น ตรวจสอบ ความถูกต้องได้เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เล่นเกิดความพึงพอใจและสนุกสนานเพื่อให้เด็กมี ความพร้อมใน ทุก ๆ ด้าน จากเกมการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า เกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่จัดขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน มีกฎ กติกา กิจกรรมที่เล่น มีทั้งเล่นคนเดียว เล่นสองคนและ เล่นเป็นกลุ่ม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทางสติปัญญาในด้านการคิด การสังเกต การคิดหาเหตุผล และ การแก้ปัญหา


23 2.2 ความสำคัญของเกมการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของความสำคัญของเกมการศึกษา ดังนี้ เพ็ญจันทร์ เงียบประเสริฐ, 2542 กล่าวว่า เกมการศึกษมีส่วนสำคัญในการพัฒนา ด้าน สติปัญญาของเด็กปฐมวัย เพราะได้รับประสบการณ์ตรง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สาโรช โครักข์ (2546 : 104) กล่าวว่าเกม เป็นกิจกรรมที่นักเรียนได้ดำเนินกิจกรรม การแข่งขันโดยกติกาที่กำหนดไว้ผู้เรียนจะต้องเข้าแข่งขันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อเอาชนะและ ผ่านกระบวนการสอนนั้นให้ได้แล้ว ผู้เรียนก็จะเกิดการเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ โดยผู้สอนต้องสร้างให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์โดยให้ผู้สอนยึดถือกติกากฎเกณฑ์ที่กำหนด โดยสร้าง บรรยากาศตื่นเต้น สนุกสนาน และจูงใจ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ที่กล่าวไว้ว่าเกมการศึกษาเป็นเกมที่ ช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา มีกฎกติกาง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็ก รู้จักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสีรูปร่าง จำนวน ประเภท และ ความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ จากความสำคัญของเกมการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ความสำคัญของเกมการศึกษา หมายถึง เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เพราะเด็กได้เล่นผ่านประสบการณ์ ตรงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ช่วยให้เด็กได้รู้จักสังเกตรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เด็กสามารถเล่นคน เดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้ 2.3 แนวคิดของเกมการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแนวคิดของเกมการศึกษาดังนี้ (John Dewey, 1968) ได้กล่าวว่า บุคคลมีชีวิตอยู่ในโลกด้วย การอาศัยสิ่งมีชีวิต อยู่ท่ามกลางของสถานการณ์โดยมีการปะทะสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งต่าง ๆ และบุคคลต่าง ๆ รอบตัวดำเนินอยู่ตลอดเวลา การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องใดๆ การเล่นเกม การอ่าน หนังสือ การใช้เครื่องมือทดลอง การแสดงสถานการณ์จำลอง ล้วนเป็นสถานการณ์ ทั้งสิ้น ครูผู้สอน จะต้องเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ผู้สอนต้องทราบหลักจิตวิทยา การสอน เช่น จัด บทเรียนให้มีความยากง่ายพอเหมาะกับวุฒิภาวะ จัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงร่างกาย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้แสดงออก ซึ่งความสามารถ ความถนัด ความสนใจ ผู้เรียนมักชอบการแข่งขัน ดังนั้นจึงควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีเกมการแข่งขัน แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น แข่งขันสำรวจบัตรภาพ แข่งขันตอบคำถามปริศนาคำทาย แข่งขันการ เรียงลำดับ แสนสนุก เป็นต้น ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มีหลาย รูปแบบ เกมจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรมการเรียนการสอนทำให้ผู้เรียน เกิดการ เรียนรู้และมีส่วนร่วมในชั้นเรียน


24 ชัญญ์ชนพร ชำนาญป่า (2562,หน้า 13)กล่าวว่า ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้รับ ประสบการณ์จากการเล่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ความสนุกสนาน และพัฒนาทางด้านร่างกาย ด้าน อารมณ์ ด้านสังคม จากการแข่งขัน ที่มีกติกาการ เล่นเป็นตัวกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้นั้น ๆ ความสำเร็จหรือรางวัลจากเกมเมื่อผู้เรียนสามารถทำ คะแนนหรือแต้มจนถึงเกณฑ์ที่ผู้ออกแบบ กำหนดไว้ (reward mechanism) ผู้เรียนจะเกิดความดีใจ และภาคภูมิใจที่ได้รับ เพราะเป็นการได้ จากการเล่นด้วยตนเอง การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (GBL) นี้เป็นการนำจิตวิทยาที่เกี่ยวกับการสร้าง แรงจูงใจมาใช้เป็นฐานของเกมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกับสื่อ ทางการศึกษาด้วยการเล่น พร้อมทั้งผู้สอน ต้องนำองค์ประกอบของเกมมาใช้ในการออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้ที่สามารถเพิ่มแนวคิดและ เป้าหมายสุดท้ายให้กับผู้เรียน พรเพ็ญ ศรีวิรัตน์ (2546) กล่าวว่า เกมเป็นสื่อการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่ นักเรียนให้ความสนใจเป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง ผู้เรียนได้รับความ สนุกสนานและเกิดการเรียนรู้จากการเล่นทำให้ผู้เรียนไม่ เกิดความเบื่อหน่ายระหว่างเรียน ข้อดีของ เกมคือ ผู้เรียนเกิดความท้าทายและยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ลองผิดลองถูก และมีอำนาจตัดสินใจใน การเล่น นอกจากนี้เนื้อหาของเกมยังสามารถเข้าถึงความ ต้องการสามัญมนุษย์ มีลักษณะที่ตอบสนอง ความท้าทายอยากเอาชนะทำให้เกิดความสนุกสนาน ชวน ติดตาม จากแนวคิดของเกมการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า แนวคิดของเกมการศึกษา หมายถึง เกมเป็นสื่อการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่นักเรียนให้ความสนใจ เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้ผู้เรียน มีส่วน ร่วมในการเรียนรู้สูง ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากการเล่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ความสนุกสนาน และพัฒนาทางด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม จากการแข่งขัน ที่มีกติกาการ เล่นเป็นตัวกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้นั้นๆ และควรให้รางวัลจากเกมเมื่อผู้เรียนสามารถทำคะแนน หรือแต้มได้ 2.4 หลักในการจัดเกมการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของหลักในการจัดเกมการศึกษา ดังนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2547, หน้า 55) ได้เสนอแนะเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาไว้ ดังนี้ 1. การสอนเกมการศึกษาในระยะแรกควรเริ่มสอนโดยใช้ของจริง เช่น การจับคู่ กระป๋องแป้ง ที่เหมือนกัน หรือการเรียงลำดับกระป๋องตามลำดับสูงต่ำ 2. เล่นเกมการศึกษาในแต่ละวันอาจจัดให้เล่นทั้งเกมการศึกษาชุดใหม่ชุดเก่า 3. ผู้สอนอาจให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นกินการศึกษากับผู้สอนที่ละกลุ่มหรือเล่นทั้งชั้น ตามความเหมาะสม 4. ผู้สอนให้เด็กที่เล่นได้เร็วมาช่วยแนะนำกติกาในบางโอกาสได้


25 5. การเล่นเกมการศึกษานอกจากใช้เวลาในช่วงกิจกรรมเกมการศึกษาตามตาราง กิจกรรมประจำวัน และอาจเด็กเลือกเล่นอิสระในช่วงเวลากิจกรรมเสรีได้ 6. การเก็บเกมการศึกษาที่เล่นแล้วอาจเก็บไข่กล่องเล็กๆ หรือถุงพลาสติกหรือใช้ยาง แยกในแต่ละเกม แล้วใส่กล่องใหญ่รวมกันไว้เป็นชุด ทิศนา แขมมณี (2559, หน้า 82 - 84) ได้กล่าวถึง หลักในการใช้เกม วิธีการสอนโดย ใช้ เกมให้มีประสิทธิภาพมีดังนี้ การเลือกเกมเพื่อนนำมาใช้สอนทำได้หลายวิธีผู้สอนอาจเป็นผู้สร้าง เกมขึ้นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การสอนของตน หรืออาจนำเกมที่มีผู้สร้างขึ้นมาแล้วมาดัดแปลงให้ เหมาะกับวัตถุประสงค์ตรงกับความต้องการของตนเอง แล้วนำไปใช้สอน หากผู้สอนต้องการสร้างเกม ขึ้นใช้เอง ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีสร้างและจะต้องทดลองใช้เกมที่สร้างหลาย ๆ ครั้ง จนแน่ใจว่า ได้ผลดีตามวัตถุประสงค์ หากเป็นการดัดแปลงเกมผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาเกมนั้นให้เข้าใจ แล้วจึงดัดแปลงและทดลองใช้ก่อนเช่นกัน กระทรวงศึกษาธิการ (2560, หน้า 80) ได้กล่าวถึงหลักการใช้เกมไว้ดังนี้ 1. การสอนเกมการศึกษาใหม่ ควรสอนจากเกมง่ายๆ จำนวนน้อยชิ้น วิธีการเล่นไม่ยุ่งยากก่อน 2. สาธิต/อธิบายวิธีเล่นเกมอย่างเป็นขั้นตอนตามประเภทของเกม 3. ให้เด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล 4. ขณะที่เด็กเล่นเกม ครูเป็นเพียงผู้แนะนำ 5. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อย ควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเองหรือร่วมกัน ตรวจกับเพื่อน หรือครูเป็นผู้ช่วยตรวจ 6. ให้เด็กนำเกมที่เล่นแล้วเก็บใส่กล่อง เข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนเล่นเกมชุดอื่น 7. ก่อนหมดเวลา 7-10 นาที ผู้สอนเตือนให้เด็กเก็บของเข้าที่ ซึ่งนอกจากจะบอกเป็น นุจิรา เหล็กกล้า (2561, หน้า 49) ได้กล่าวถึง หลักในการใช้เกมไว้ว่าหลักการจัด ตามการศึกษาผู้สอนต้องเลือกเกมให้เหมาะกับผู้เรียนและพัฒนาการของผู้เรียน เกมการศึกษา ควรมี หลากหลาย เป็นเกมที่ให้ความสนุกสนานส่งเสริมให้ได้รับความรู้ทักษะตามที่จุดประสงค์ กำหนดเป็น เกมง่าย ๆ สั้น ๆ ใช้เวลาไม่มากเด็กได้เล่นเกมอย่างทั่วถึง ครูควรเปิดโอกาสให้เด็ก ได้เล่นทั้งเป็นกลุ่ม และรายบุคคลหมุนเวียนกันทั้งเกมชุดเก่าและเกมชุดใหม่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ มีมารยาทในการเล่น รู้จักแบ่งปันหรือรอคอยเมื่อเล่นเสร็จเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำและ ช่วยเหลือให้เด็กสามารถเล่นเกมได้อย่างถูกต้องตามกติกา อยู่เสมอ จากหลักในการจัดเกมการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า หลักในการจัดเกมการศึกษา หมายถึง ครูผู้สอนต้องเลือกเกมให้เหมาะกับผู้เรียนและพัฒนาการของผู้เรียน เกมการศึกษา ควรมี หลากหลาย การสอนเกมการศึกษาใหม่ ควรสอนจากเกมง่ายๆ จำนวนน้อยชิ้น วิธีการเล่นไม่ยุ่งยาก ก่อน และครูควรเปิดโอกาสให้เด็ก ได้เล่นทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคลหมุนเวียนกันทั้งเกมชุดเก่าและ


26 เกมชุดใหม่ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ มีมารยาทในการเล่น รู้จักแบ่งปันหรือรอคอย เมื่อเล่นเสร็จเก็บเข้า ที่ให้เรียบร้อย ด้วยตนเอง โดยครูคอยแนะนำและช่วยเหลือ 2.5 ประเภทของเกมการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของประเภทของเกมการศึกษา ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (2541, หน้า 145 - 153, อ้างถึงใน วรรณี วัจนสวัสดิ์) ได้จำแนกประเภทของเกมการศึกษาชนิดต่างๆ ดังนี้ 1. การจับคู่ เกมชนิดนี้เป็นเกมฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ การคิดหาเหตุผล เกมจับคู่เป็นการจัด ของเป็นคู่ๆ ชุดละตั้งแต่ 5 คู่ขึ้นไป อาจจะเป็นการจับคู่ภาพหรือวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ก็ได้ เกมประเภท นี้สามารถจัดได้หลายชนิด ได้แก่ 1.1 เกมจับคู่ภาพที่เหมือนกันหรือจับคู่สิ่งของเดียวกัน 1.1.1 จับคู่ภาพที่เหมือนกันทุกประการ 1.1.2 จากคู่ภาพเงาของสิ่งเดียวกัน 1.1.3 จับคู่ภาพกับโครงร่างของสิ่งเดียวกัน 1.1.4 จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก 1.2 เกมจับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน 1.3 เกมจับคู่ภาพที่มีความสัมพันธ์กัน 1.4 เกมจับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม 1.5 เกมจับคู่ภาพเต็มกับส่วนย่อย 1.6 เกมจับคู่ภาพเต็มกับชิ้นส่วนที่หายไป 1.7 เกมจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน 1.8 เกมจับคู่ภาพที่เป็นส่วนตัดกับภาพใหญ่ 1.9 เกมจับคู่ภาพที่เหมือนกันแต่สีต่างกัน 1.10 เกมจับคู่ภาพที่มีเสียงสระเหมือนกัน 1.11 เกมจับคู่ภาพที่มีเสียงพยัญชนะพยัญชนะต้นเหมือนกัน 1:12 เกมจับคู่แบบอุปมาอุปไมย 1.13 เกมจับคู่แบบอนุกรม 2. เกมภาพตัดต่อ เป็นเกมฝึกสังเกตรายละเอียดของภาพ รอยต่อของภาพที่ เหมือนกันหรือต่างกันใน เรื่องของสี รูปร่าง ขนาด ลวดลาย เกมประเภทนี้มีจำนวนชั้นของภาพ ตัดต่อตั้งแต่ 5 ชิ้นขึ้นไป ซึ่ง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของภาพชุดนั้น เช่น หากสีของภาพไม่มี ความแตกต่างกัน จะทำให้ยากแก่เด็ก ยิ่งขึ้น


27 3. เกมการวางภาพ เหตุเป็นผล เกมประเภทนี้มีหลายชนิด ประกอบด้วยชิ้นส่วนเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือ สามเหลี่ยม ตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป ในแต่ละด้านจะมีภาพจำนวนตัวเลขจุดให้เด็กเลือกต่อกันในรูปที่ เหมือนกัน 9 นานๆ 4. เกมการเรียงลำาดับ เป็นเกมฝึกทักษะการจําแนก คาดคะเน เกมประเภทนี้มีลักษณะเป็นภาพ สิ่งของ เรื่องราวเหตุการณ์ณ์ ตั้งแต่ 3 ภาพขึ้นไป แบ่งเป็น 4.1 เกมเรียงลำดับตามขนาด ความยาว ปริมาตร จำนวน เช่น ใหญ่ - เล็ก สั้น-ยาว หนัก – เบา และ มาก-น้อย 4.2 เกมเรียงลำดับเหตุการณ์ต่อเนื่อง เช่น กิจวัตรประจำวัน การเจริญเติบโต ของต้นไม้ วงจรชีวิตของสัตว์ เช่น ผี เสื้อ ยุง ฯลฯ 5. เกมการจัดหมวดหมู่ เพื่อฝึกทักษะการสังเกต การจัดแยกประเภท เกมประเภทนี้ มีลักษณะเป็น แผ่นภาพหรือของจริงประเภทสิ่งของต่างๆ เป็นเกมที่ให้เด็กนำมาจัดเป็นพวกๆ ตาม ความคิดของเด็ก 6. เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์ เกมนี้จะช่วยเด็กก่อนที่จะเริ่ม อ่านหนังสือเด็กจะ คุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่เป็นภาพ ที่มีภาพกับค่าหรือตัวเลขแสดงจำนวน กำหนดให้ตั้งแต่ 3 คู่ขึ้นไป 7. เกมการหาความสัมพันธ์ าดับที่กำาหนด ฝึกการสังเกต าดับ ถ้าเก็บต้นแบบจะ ฝึกเรื่องความจํา เกมประเภทนี้ ภาพต่างๆ 5 ภาพ เป็นแบบให้เด็กสังเกต าดับภาพ ส่วนที่ เป็นค่าถามจะมีภาพ กำหนดให้ 2 ภาพ ให้เด็กหาภาพที่ 3 ที่เป็นคำตอบที่จะทำให้ภาพทั้ง 3 เรียงลำดับถูกต้องตามต้นแบบ เกมจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ 8. เกมการสังเกตรายละเอียดภาพ (ลอตโต) ฝึกการสังเกตรายละเอียดของภาพ เกมจะประกอบด้วย ภาพแผ่นหลัก 1 ภาพ และชิ้นส่วนที่มีภาพส่วนย่อยสำหรับเปรียบเทียบกับ ภาพแผ่นหลักอีกจำนวน หนึ่ง ตั้งแต่ 4 ชิ้นขึ้นไป ให้เด็กเลือกภาพชิ้นส่วนเฉพาะที่มีอยู่ในภาพ หลักหรือภายใต้เงื่อนไขที่ กำหนดให้เกี่ยวกับภาพหลัก 9. เกมหาความสัมพันธ์แบบอุปมาอุปไมย เกมนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนแผ่น ว จำนวน 2 ชิ้น ต่อกันด้วย ผ้าหรือวัสดุอื่น ชิ้นส่วนตอนแรกมีภาพ 2 ภาพ ที่มีความสัมพันธ์หรือ เกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง ชิ้นส่วนที่สองมีภาพ 1 ภาพ ภาพที่สามที่มีขนาด % ของชิ้นส่วนให้ เด็กหาภาพที่เหลือซึ่งเมื่อจับคู่กับ ภาพที่สามแล้วจะมีความสัมพันธ์ทำนองเดียวกับภาพคู่แรก ตัวเรียกเป็นแผนภาพขนาดเท่ากับภาพ สามสาระของเกมอาจเป็นเรื่องของรูปร่าง จำนวน 10. เกมพื้นฐานการบวก เป็นการฝึกให้มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับรวมกันหรือการ บวกโดยเกมแต่ละ เกมจะประกอบด้วยภาพหลัก 1 ภาพ ที่แสดงจำนวนต่างๆ และจะมีภาพชิ้นส่วนตั้งแต่ 2 ภาพขึ้นไป ภาพชิ้นส่วนมีขนาด 1/2 ของภาพหลัก เด็กหาภาพชิ้นส่วน 2 ภาพ ที่รวมกับแล้วมีจำนวนเท่ากับภาพ หลักแล้วนำมาวางเทียบเคียงกับภาพหลัก


28 11. เกมจับคู่ตารางสัญลักษณ์เป็นภาพการฝึกคิดการสังเกตและฝึกการคิดเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ ประกอบด้วยช่องขนาดเท่ากัน และมีบัตรเล็กๆ ขนาดเท่ากับช่องตาราง เพื่อเล่นเข้า พูดกันโดยมีบัตร ที่กำหนดไว้เป็นตัวนำไว้ข้างบนของแต่ละช่องโดยการเล่นอาจจับคู่ภาพที่มี ส่วนประกอบของภาพที่อยู่ ข้างบนกับภาพที่อยู่ด้านข้างก็ได้ นิดาพร อาจประจญ (2553 : 28) ได้กล่าวสรุปว่า เกมการศึกษามีหลายประเภท แต่ละ ประเภทมีความสำคัญในการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล การสังเกต การเปรียบเทียบ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะทางภาษา ในด้านการอ่าน และทางด้านสติปัญญา ตอบสนองความ ต้องการของเด็กในหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้เด็กเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับชั้น ๆ ต่อไป ปณิชา มโนสิทธยากร (2553:30) ได้กล่าวสรุปว่า เกมมีหลายประเภท จะรายละเอียด และ จุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการนำไปใช้ เกมทุกชนิดมีคุณค่าแก่เด็กทั้งสิ้น เด็ก จะเกิดการเรียนรู้หรือไม่ อยู่ที่ครูนำเกมเหล่านี้มาใช้ในการเรียนการสอนได้เหมาะสมและมี ความ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ จากประเภทของเกมการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า ประเภทของเกมการศึกษา หมายถึง เกมการศึกษามีทั้งหมด 11 ประเภท ดังนี้ 1.เกมจับคู่ 2. เกมจับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน 3. เกม จับคู่ภาพที่มีความสัมพันธ์กัน 4. เกมจับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม 5.เกมจับคู่ภาพเต็มกับ ส่วนย่อย 6.เกมจับคู่ภาพเต็มกับชิ้นส่วนที่หายไป 7. เกมจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน 8.เกมจับคู่ภาพที่เป็นส่วน ตัดกับภาพใหญ่ 9. เกมจับคู่ภาพที่เหมือนกันแต่สีต่างกัน 10. เกมจับคู่ภาพที่มีเสียงสระเหมือนกัน 11.เกมจับคู่ภาพที่มีเสียงพยัญชนะพยัญชนะต้นเหมือนกัน 2.6 ประโยชน์ของเกมการศึกษา นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของประโยชน์ของเกมการศึกษา ดังนี้ เยาวพา เดชคุปต์ (2558, หน้า 36) ได้กล่าวว่า เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ มีความสำคัญ ต่อการฝึกทักษะและช่วยให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนการเล่นเกม การศึกษาจึงเป็นวิธีการ อย่างหนึ่งที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และช่วยพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมทั้ง ช่วยส่งเสริม กระบวนการในการทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคม สุภาวิณี ลายบัว (2559, หน้า 30) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกมไว้ว่า เกม การศึกษาช่วย ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนด้วยความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตึง เครียด ช่วยให้เด็ก แสวงหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองและส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้วิธีการทำงาน และเล่นร่วมกับคนอื่น


29 ณัฐญา นันทราช (2563, หน้า 51) ได้กล่าวถึงประโยชน์ กิจกรรมที่เน้นเล่น มีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย โดยมีครูและกติกาที่ช่วยพัฒนาความคิด เป็นพื้นฐานสำคัญของ การเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อฝึกการสังเกต เปรียบเทียบ การคิด ให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยความสนุกสนาน สามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม และ มีกระบวนการเล่นที่ช่วยฝึกทักษะ ความพร้อมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อตอบสนองความ ต้องการตามวัยของผู้เรียน ผู้เล่นได้ใช้ประสาทสัมผัสและ กล้ามเนื้อมือในการเล่นและการพัฒนา ทักษะการคิดพื้นฐาน ในการหาคำตอบและตรวจสอบ ผลลัพธ์ด้วยตนเอง เป็นเครื่องมือในการจูงใจให้ เกิดการเรียนรู้ มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นโดยลอง ผิดลองถูกได้สังเกต จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กค่อย ๆ เกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่น รู้จักค้นหาเหตุผล และการตัดสินใจ และยังมีส่วนช่วยในการพัฒนา ทักษะการคิดด้านต่าง ๆของผู้เรียนอีกด้วย จากประโยชน์ของเกมการศึกษา สามารถสรุปได้ว่า ประโยชน์ของเกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมที่เน้นการเล่น มีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย มีกระบวนการเล่นที่ช่วยฝึก ทักษะความพร้อมทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ผู้เล่นได้ใช้ประสาท สัมผัส และกล้ามเนื้อมือในการเล่นและการพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐาน ในการหาคำตอบและ ตรวจสอบผลลัพธ์ด้วยตนเอง เป็นเครื่องมือในการจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น โดยลอง ผิดลองถูก ได้สังเกต จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กค่อยๆเกิดความเข้าใจ 2.7 งานวิจัยในประเทศ สุภาวินี ลายบัว (2559, หน้า 48) การพัฒนาเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อม ทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนสาธิตอนุบาลราชมงคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กนักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนสาธิตอนุบาลราชมงคล จำนวน นักเรียน 23 ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับ นักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 โรงเรียนสาธิตอนุบาลราชมงคล หลังการจัดเกมการศึกษาสูงกว่าก่อนการจัด เกมการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ธิติการต์ ขวัญบุญ (2549, หน้า 116) การพัฒนาเกมการศึกษาเพื่อเตรียมความ พร้อมทางคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 35 คน โรงเรียนแคนา โค ลิงก์บาลเมืองกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทสาคร ผลการวิจัยพบว่า1) นักเรียนและ บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องการให้มีการพัฒนาเกมการศึกษา โดยมีรูปแบบเหมาะสม กับวัยของผู้เรียน ภาพ มีสีสันสวยงาม 2) เกมการศึกษาที่สร้างขึ้นประกอบด้วย คำนำ วัตถุประสงค์ คู่มือครู แผนการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ คู่มือนักเรียน แบบทดสอบ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับตัวเลข 1-10 เกมการศึกษา มี ประสิทธิภาพ 82.73 / 85.60 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 3) นำเกมการศึกษาไปทดลองใช้กับ


30 นักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 3 โดยให้เรียนรู้ร่วมกันเรียนเป็นกลุ่ม ขณะเรียนโดยใช้เกมการศึกษานักเรียนมี ความกระตือรือร้น ตั้งใจเรียนและสนุกสนานกับการปฏิบัติกิจกรรม 4) ผลการเรียนด้านความพร้อม ทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้เกมการศึกษามีคะแนนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และนักเรียน เห็นด้วยต่อการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาในระดับมาก โดยเห็นว่าเกมการศึกษามีรูปแบบที่น่าสนใจช่วยกระตุ้น ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้มีความสุขในการ เรียนมีความคิดสร้างสรรค์และมีเจตคติที่ดีต่อเกมการศึกษาเพื่อเตรียม ความพร้อมทางคณิตศาสตร์ วิมาดา ชนะวัฒนานนท์ (2564,หน้า 40) การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนอายุ3-4 ปี ที่ กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นเตรียมอนุบาล ศูนย์สาธิตการศึกษาปฐมวัยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ห้องอัญชัน จำนวน 18 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ผลการศึกษา พบว่า 1. นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาลที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษามีทักษะทางคณิตศาสตร์ สูงขึ้นกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 ซึ่งเป็นไปตาม สมมุติฐานที่ตั้งไว้2. เมื่อเปรียบเทียบระดับคะแนนทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาเป็นรายสัปดาห์ พบว่า นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาลที่ได้รับการจัด กิจกรรมเกมการศึกษามีทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมใน ทุกสัปดาห์โดยสัปดาห์ที่นักเรียนได้คะแนนดีที่สุดคือ สัปดาห์ที่3 ครั้งที่ 5 เกมตักไข่ตัวเลข 2.8 วิจัยต่างประเทศ Amr Mahmoud Abdeldaim Mohamed , Dr. Tahany Sabry Kamal Shaaban (2021, หน้า 165) ผลกระทบของเกมการศึกษาต่อการเรียนรู้คำศัพท์ EFL ของนักเรียนปฐมวัยที่มี ความบกพร่องทางการเรียนรู้: การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เมตาดาต้า ผลการวิจัย พบว่า เกมการศึกษาได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ทั้งนักเรียนปกติและนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางการเรียนรู้เรียนรู้เกี่ยวกับวิชาเฉพาะ ขยายแนวความคิด เสริมสร้างการพัฒนา ทำความเข้าใจ เหตุการณ์หรือวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ หรือช่วยเหลือพวกเขาในการเรียนรู้ทักษะในขณะที่เล่น ประเภทเกม ได้แก่ กระดาน การ์ด วิดีโอเกม เกมอิเล็กทรอนิกส์ และเกมออนไลน์ล่าสุด เกมการศึกษา ได้รับการออกแบบมาเพื่อสอนมนุษย์เกี่ยวกับวิชาเฉพาะและสอนทักษะให้พวกเขา ได้รับการพัฒนา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ใช้ในหัวข้อเฉพาะหรือสาขาที่สนใจ สามารถกำหนดได้ว่าเป็นเกมที่ออกแบบมา อย่างชัดเจนโดยมีวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเพื่อฝึกฝนในสภาพแวดล้อมทางการศึกษาเพื่อนำความ เพลิดเพลินและความพึงพอใจมาสู่ผู้เรียนและทำให้กระบวนการเรียนรู้ง่ายขึ้น เกมช่วยในการพัฒนา ทักษะและความชำนาญ โดยที่ผู้ใช้ได้รับอนุญาตให้โต้ตอบและจัดการวัตถุ ครูมีความท้าทายอยู่เสมอ ในการทำให้นักเรียนปฐมวัยมีส่วนร่วมในห้องเรียน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีมือถือ


31 มาใช้และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา ความท้าทายในการทำให้นักเรียนจดจ่อกับงาน การเรียนรู้จึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก Junaedah , Syamsul Bahri Thalib1 , Muhammad Arifin Ahmad (2020, หน้า 88) การเรียนรู้กลางแจ้งจากเกมแบบดั้งเดิมในการปรับปรุงพฤติกรรมทางสังคมในวัยเด็ก ผลการวิจัยพบว่า 1) คำอธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมทางสังคมของเด็กเล็กในโรงเรียนอนุบาล "จอยคิดส์" ตำบล "มังกาสะ" "ทามาเลต" อำเภอมากัสซาร์ พบว่า ครูให้ความสนใจในการปรับปรุงและ มองหากิจกรรมในรูปแบบการเล่น ดังนั้น ว่าสิ่งที่เลวร้ายกว่าต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กสามารถ หลีกเลี่ยงได้2) โมดูลการเรียนรู้กลางแจ้งที่ใช้เกมแบบดั้งเดิมที่ผลิตขึ้นได้รับการยอมรับจากผลการ ประเมินประโยชน์ใช้สอย ความเป็นไปได้ และความถูกต้อง ซึ่งดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญสองคนใน สาขาการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา 3) โมดูลการเรียนรู้กลางแจ้งที่ใช้เกมแบบดั้งเดิมซึ่ง ผลิตขึ้นส่งผลต่อการพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมของเด็กเล็ก จากการประเมินของผู้ตรวจสอบความ ถูกต้อง มีการประกาศว่าใช้งานได้จริง มูลค่าในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปใช้ในภาคสนาม โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไข และอุปกรณ์ทั้งหมดที่นำเสนอก่อนหน้านี้สามารถประกาศว่าใช้งานได้ Aswin Saputra, Ahmad Fahrudin, Arman Syah Putra (2021, ห น ้ า 1698) ประสิทธิผลการเรียนรู้คณิตศาสตร์พื้นฐานผ่านเกมลูกเต๋าสำหรับเด็กอายุ 5-6 ปีที่ TKIT Al-Muslim ผลการศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างคณิตศาสตร์พื้นฐานกับ TKIT อายุ 5-6 ปี และมีความสัมพันธ์ระหว่างเกมลูกเต๋ากับ TKIT อายุ 5-6 ปี จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การจัดเกมการศึกษาโดยใช้เกมการศึกษาจากสื่อ จากธรรมชาติ สามารถส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนได้ และทำให้นักเรียนมี ทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์สูงขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงพัฒนาเกมการศึกษาโดยใช้สื่อจากธรรมชาติเพื่อ ส่งเสริม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 นี้ขึ้น 3. สื่อธรรมชาติ 3.1 ความหมายของสื่อธรรมชาติ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของสื่อธรรมชาติดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537, หน้า 126-128) ได้กล่าวว่า สื่อธรรมชาติอยู่ในประเภท วัสดุที่ มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เช่น วัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ วัสดุที่ทำขึ้นเอง และวัสดุที่ซื้อมาใน ราคาถูก เช่น เปลือกหอย ทราย ใบตอง ดินเหนียว รถลาก เป็นต้น Spodek and Sarscho (1995 อ้างถึงใน ตันติผลาชีวะ 2546) กล่าวว่า สื่อ ธรรมชาติ คือ วัสดุธรรมชาติ ได้แก่ ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ เป็นสื่อ การเรียนรู้ที่นำมาใช้เพื่อสร้างมโนทัศน์เกี่ยวข้องกับธรรมชาติจะเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ และวัสดุ


32 ปลายเปิดสร้างเสริมทักษะความคิด สร้างสรรค์และจินตนาการให้กับเด็ก เพลอเบส ดิวอี้ และพิอาเจท์ เห็นว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กจริง อัชราภรณ์ ฟักปลั่ง (2564, หน้า 50) สื่อธรรมชาติ หมายถึง วัสดุต่างๆ ที่ เกิดขึ้น ตามธรรมชาติ เช่น ทราย หิน ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ดิน เป็นต้น ซึ่งนำมาใช้เป็นสื่อการ เรียนรู้ หรือ นำมาประดิษฐ์ เพื่อเสริมสร้างทักษะความคิด และจินตนาการให้กับผู้เรียน จากสื่อธรรมชาติสามารถสรุปได้ว่า สื่อธรรมชาติ หมายถึง สื่อธรรมชาติอยู่ใน ประเภทวัสดุ เช่น วัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ วัสดุที่ทำขึ้นเอง และวัสดุที่ซื้อมาใน ราคาถูก เช่น เปลือกหอย ทราย ใบตอง ดินเหนียว หิน ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ดิน เป็นต้น 3.2 ความสำคัญของสื่อธรรมชาติ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของความสำคัญของสื่อธรรมชาติดังนี้ สถิรมน พงษ์พัฒน์ (2555, หน้า 47) สื่อการเรียนรู้ประเภทวัสดุมีความสำคัญกับเด็ก มาก ปัจจุบันมีสื่อสำเร็จรูปและสื่อที่ เป็นธรรมชาติ ซึ่งการนำมาใช้ในการเรียนการสอนมีจุดประสงค์ แตกต่างกัน ในระหว่างกิจกรรมเด็ก จะเรียนรู้อย่างมากจากการกระทำและสัมผัสสื่อการเรียนรู้ การ สัมผัสสื่อทำให้เด็กลดความกังวลและ เรียนรู้การแก้ปัญหา ทิศนา แขมมณี และคณะ (2536, หน้า 49–179) กล่าวว่า สื่อจากธรรมชาติ ซึ่งหา ได้จากที่ต่างๆ ตามธรรมชาติจากท้องถิ่นที่เด็กอาศัยอยู่ เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ ดอก ผล เมล็ดของพืชชนิด ต่างๆ ดิน หิน ทราย เป็นต้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยม และศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน ให้เด็กได้คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านั้น เพื่อใช้หล่อหลอมเด็กให้มีความรู้สึกนึก คิด ความผูกพัน เห็นคุณค่าของสื่อธรรมชาติที่ตนคุ้นเคย ก่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของ ตน และก่อให้เกิดการเรียนรู้ช่วยรักษาสาธารณสมบัติ ช่วยให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อชุมชนและ สังคม ธัญพร ผุยบัวค้อ (2562, หน้า 98) กล่าวว่า สื่อที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นสื่อที่มา จากธรรมชาติเพราะเป็นสื่อที่มีความยืดหยุ่นหลากหลายรูปแบบ กระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็กได้ พร้อมๆ กันในหลายด้านช่วยเด็กๆ ปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างไร้ข้อจํากัดการสัมผัสธรรมชาติยัง ส่งผลต่อจิตใจของเด็กให้อ่อนโยนลง มองเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเป็นการปลูกฝัง จิตสํานึกความรักธรรมชาติลงในหัวใจอย่างยั่งยืน จากความสำคัญของสื่อธรรมชาติสามารถสรุปได้ว่า ความสำคัญของสื่อธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ ค่านิยม และศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน ให้เด็กได้คุ้นเคยกับสิ่ง เหล่านั้น และช่วยให้เด็กได้เห็นถึงคุณค่าของสื่อธรรมชาติที่ตนคุ้นเคย นำสื่อธรรมชาติที่อยู่รอบตัว


33 เช่น กิ่งไม้ มาประดิษฐ์เป็นสิ่งต่างๆ ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสของเด็กได้ทำงานพร้อมๆ กันในหลาย และด้านช่วยเด็กๆปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างไร้ข้อจํากัด 3.3 แนวคิดเกี่ยวกับสื่อธรรมชาติ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแนวคิดเกี่ยวกับสื่อธรรมชาติดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 81) กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอน วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการและแหล่งเรียนรู้ที่ครูนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน หรือให้เด็กสัมผัสจับต้องล้วนเป็นสื่อ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีจากการกระทำ การสัมผัสจับต้องด้วยประสาท สัมผัส ทั้ง 5 เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกสัมผัสสู่การเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางและ สิ่งเร้า ทำหน้าที่เชื่อมสานข้อความรู้ที่ครูต้องการให้เด็กเรียนไปเป็นข้อความรู้ให้เกิดขึ้นกับตัวเด็ก โดยเฉพาะ สื่อเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ เป็นสื่ออิสระที่เด็กสามารถหยิบเลือกใช้เองได้ เช่น เกม ต่าง ๆ เครื่องเล่นเป็นชุด ไม้บล็อก รวมถึงวัสดุจากธรรมชาติ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 (หน้า 40) กล่าวว่า เด็กปฐมวัยควรเรียนรู้ เกี่ยวกับธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง และ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัย ธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจำวัน ที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการ รักษาสาธารณสมบัติ (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542, น. 67) การเลือกใช้สื่อธรรมชาติมาใช้เป็นเกมการศึกษา ในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 เพื่อให้เด็กมีโอกาสทำ กิจกรรมด้วยตนเองได้สัมผัสจัดกระทำกับวัตถุของจริง มีประสบการณ์กับสิ่งที่เป็นรูปธรรม เด็กจะ เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติต่อวัตถุเท่านั้นและการมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนๆ ในห้องเรียนส่งผลด้านการ สร้างความรู้ตรรกศาสตร์ และคณิตศาสตร์ของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคําพูดที่กระตุ้นให้เด็กเกิดความ สนใจ ใฝ่รู้ส่วนการสร้างความรู้และข้อมูลย้อนกลับนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเด็กเอง เด็กไม่ ต้องการการสอนโดยตรงแต่จากการที่ได้เผชิญกับปัญหาจะส่งผลให้เด็กมีโอกาสคิดมากขึ้น จากแนวคิดเกี่ยวกับสื่อธรรมชาติสามารถสรุปได้ว่า แนวคิดเกี่ยวกับสื่อธรรมชาติ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้ ของเด็กควรให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อที่มีอยู่รอบตัวเด็ก ให้เด็กได้สัมผัสธรรมชาติและสิ่งต่าง ๆ เช่น สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงาน ในชีวิตประจำวันของเด็กด้วยตนเอง 3.4 หลักการใช้สื่อธรรมชาติในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของหลักการใช้สื่อธรรมชาติในการจัดการ เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้


34 กุลยา ตันติผลาชีว( 25507, 48-49) สื่อธรรมชาติจะสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่เป็นจริง ให้กับเด็กอย่างยิ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับสื่อ การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยว่าควรเป็นสื่อที่เป็นวัสดุใกล้ตัวเป็นของจริงหาได้จากธรรมชาติ ในการ เรียนการสอนต้องฝึกการสังเกตจากประสบการณ์จริงจะมีคุณค่าต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง พระราชดำริ เกี่ยวกับการใช้สื่อของจริงนี้ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในการประชุมคณะกรรมการบริหารโรงเรียน พระตำหนักสวนกุหลาบ ครั้งที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2527 ความตอนหนึ่งว่า “นักเรียน ตามโรงเรียนต่าง ๆ ก็คงจะต้องสอนโดยใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวบ้าง เป็นการฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต ซึ่ง ไม่ ต้องเสียเงินเลย อุปกรณ์ใดที่สามารถหาได้จากประสบการณ์ใกล้ตัวก็ควรใช้ได้ ไม่ต้องซื้อหาราคา แพง ให้สิ้นเปลือง แต่หากเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น แม้จะมีราคาแพงก็น่าสนับสนุนให้จัดซื้อไว้ใช้ โดยให้ เบิกจ่ายตามงบประมาณหรือเงินของโรงเรียน” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นว่าการใช้สื่อของจริงตามธรรมชาติเป็นการสร้างเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กที่สุด รวมทั้ง การได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนรู้ทางอ้อมจากสื่อจำลอง พระองค์ได้เสนอแนะเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยว่าครูควรเลือกสื่อการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ใช้วัสดุใกล้ตัวที่มีอยู่ในท้องถิ่นเป็นสื่อการเรียนรู้ 2. ใช้ธรรมชาติเป็นสื่อการเรียนการสอน เช่น เรียนสีเขียวจากใบไม้ เรียนสีแดง 3. จัดให้เด็กไปทัศนศึกษาเพราะจะกระตุ้นให้เด็กสนใจใฝ่รู้มากขึ้นจากดอกไม้เป็นตัน วรรณวิไล เม็งทอง (2561, หน้า 14) หลักการเลือกสื่อวัสดุธรรมชาติ สื่อต้องมี ความสัม พันธ์กับเนื้อหาและจุดมุ่งหมายที่จะสอน เป็นสื่อที่เหมาะสมกับวัย ระดับชั้นความรู้และ ประสบการณ์ของผู้เรียน เป็นสื่อที่ไม่อันตรายต่อเด็ก และมีราคาไม่แพงจนเกินไป เพ็ญจันทร์ เงียบประเสริฐ (2542, หน้า 30) เกมการศึกษาที่มีสื่อจากธรรมชาติ ประกอบการเล่นเกม ซึ่งการจัดเกมการศึกษาและหลักในการใช้เกมการศึกษานั้น ต้องคำนึงถึง พัฒนาการและประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน ควรเล่นเกมไปตามลำดับจากง่ายไปหายาก ในขณะที่ เด็กเล่นเกม ครูควรเดินดูให้กำลังใจเมื่อเด็กต้องการความ ช่วยเหลือ เมื่อเด็กเล่นเกมเสร็จแล้วครูควรมี การตรวจสอบว่า เด็กเล่มเกมได้ตามจุดประสงค์หรือไม่ ควรมีแบบบันทึก การเล่นเกมของเด็กแต่ละ คน และฝึกเด็กให้ปฏิบัติจนเป็น นิสัยว่าเมื่อเล่นเสร็จแล้วต้องเก็บเกมลงกล่องเป็นชุด ๆ แล้ว ยกเก็บ เข้าที่ จากหลักการใช้สื่อธรรมชาติในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย สามารถสรุปได้ ว่า หลักการใช้สื่อธรรมชาติในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง การเลือกสื่อการเรียนรู้ให้ เหมาะสมและส่งเสริมกับการพัฒนาเด็กให้ได้มากที่สุด สื่อที่ควรเลือกใช้ ควรเป็นสื่อที่อยู่รอบตัวเด็ก และส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการเรียนรู้ หลักในการเลือกใช้คือ 1. ใช้วัสดุใกล้ตัวที่มี


35 อยู่ในท้องถิ่นเป็นสื่อการเรียนรู้2. ใช้ธรรมชาติเป็นสื่อการเรียนการสอน เช่น เรียนสีเขียวจากใบไม้ เรียนสีแดง 3. จัดให้เด็กไปทัศนศึกษาเพราะจะกระตุ้นให้เด็กสนใจใฝ่รู้มากขึ้นจากดอกไม้เป็นตัน 3.5 ประเภทของสื่อธรรมชาติ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของประเภทของสื่อธรรมชาติดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2537: 126 - 128) ได้กล่าวว่า สื่อธรรมชาติ อยู่ในประเภทสื่อ ประเภทวัสดุที่มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เช่น วัสดุท้องถิ่น วัสดุเหลือใช้ วัสดุที่ทำขึ้นเองและวัสดุที่ ซื้อมาในราคาถูก เช่น เปลือกหอย ทราย ใบตอง ดิน เหนียว รถลาก เป็นต้น เกสร จิตะจารี(2543) กล่าวว่า วัสดุธรรมชาติเป็นวัสดุที่ยัง ไม่ได้แปรสภาพให้เป็น ของใหม่ วัสดุธรรมชาติแบ่งได้เป็น2ประเภทคือ วัสดุธรรมชาติจากสัตว์ เช่น เปลือกหอย เกล็ดปลา และวัสดุธรรมชาติจากพืช เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ การสร้างและประดิษฐ์ งานของมนุษย์มักจะอาศัย ธรรมชาติ เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องของรูปทรง สี และอื่น ๆ ผนวก กับความคิดสร้างสรรค์ และ ความสามารถที่มนุษย์มีอยู่ จึงทำให้สร้างและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่ ธรรมชาติไม่สามารถอำนวยให้ได้ ผลงานที่สร้างประดิษฐ์ไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น ยังสร้างประดิษฐ์ให้งดงามอีกด้วย เพื่อให้ น่าดูน่าใช้ และน่าเก็บรักษาต่อไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (2553, ออนไลน์) สื่อธรรมชาติ เป็นวัสดุที่ได้มา จากธรรมชาติ มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ละชนิดสามารถนำมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ , ของเล่น ,ของประดับตกแต่งได้มากมาย เช่น ต้นไม้สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นโต๊ะ เก้าอี้ได้ จากประเภทของสื่อธรรมชาติสามารถสรุปได้ว่า ประเภทของสื่อธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติที่สามารถนำมาประดิษฐ์ให้เกิดสิ่งต่างๆได้ เช่น ต้นไม้สามารถนำมาประดิษฐ์เป็น โต๊ะ เก้าอี้ได้ สื่อธรรมชาติ เป็นสื่อที่มีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเด็ก เด็กจะ ได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5 3.6 ประโยชน์ของสื่อธรรมชาติ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของประโยชน์ของสื่อธรรมชาติดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551, หน้า 21) กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอน วัสดุ อุปกรณ์ วิธีการและแหล่งเรียนรู้ที่ครูนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน หรือให้เด็กสัมผัสจับล้วนเป็น สื่อ การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ดีจากการกระทำ การสัมผัสจับต้องด้วยประสาท สัมผัสทั้ง 5 เด็กจะถ่ายทอดความรู้สึกสัมผัสสู่การเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และ สิ่งเร้าทำหน้าที่เชื่อมสานข้อความรู้ที่ครูต้องการให้เด็กเรียนไปเป็นข้อความรู้ให้เกิดขึ้นกับตัว เด็ก โดยเฉพาะสื่อเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ เป็นสื่ออิสระที่เด็กสามารถหยิบเลือกใช้เองได้เช่น เกม ต่างๆ เครื่องเล่นเป็นชุด ไม้บล็อก รวมถึงวัสดุจากธรรมชาติ


36 พรเพ็ญ บัวทอง (2555, หน้า 24) วัสดุที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติและเรนำมาใช้ ประโยชน์โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิมมากนัก แต่บางครั้งก็มีการเปลี่ยนแปลงจาก สภาพเดิมเพื่อจะเพิ่มคุณค่าทั้งในด้านความงาม ความคงทน สีสันและการนำไปใช้วัสดุธรรมชาติที่มี อยู่ในแต่ละท้องถิ่นสามารถที่จะนำมาประดิษฐ์สร้างสรรค์เป็น ของเล่น ของใช้ ของประดับตกแต่ง ได้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์และประหยัด ด้วย วรรณวิไล เม็งทอง (2561, หน้า 14 ) ประโยชน์ที่ได้รับจากสื่อวัสดุธรรมชาติช่วยให้ นักเรียนสนใจในกิจกรรมที่จัดมากขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความประทับใจ ช่วยให้การเรียนมี้ ประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิด ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีภายในชั้นเรียน สนุกสนานไปกับการสอน จากประโยชน์ของสื่อธรรมชาติสามารถสรุปได้ว่า ประโยชน์ของสื่อธรรมชาติ หมายถึง การนำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือกระทำ การสัมผัสจับ ต้องด้วยประสาท สัมผัสทั้ง 5 วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นสามารถที่จะนำมาประดิษฐ์ สร้างสรรค์เป็น ของเล่น ของใช้ และยังเป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ให้เกิด ประโยชน์และประหยัดด้วย 3.7 งาวิจัยในประเทศ ปานิตา กุดกรุง (2553) ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็ก ปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4 - 5 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนวัดมะพร้าวเตี้ย สำนักงานเขตภาษีเจริญ สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 15 คน ผลการวิจัยพบว่า ทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรม ศิลปสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ สูงกว่าก่อน ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปสร้างสรรค์จากวัสดุธรรมชาติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วรรณวิไล เม็งทอง (2561, หน้า 36) ผลการจัดกิจกรรมทางกายโดยใช้สื่อวัสดุ ธรรมชาติที่มีต่อพัฒนาการ 4 ด้าน ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ลุ่ม ทดลองที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัย อายุ 5-6 ปี ศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 ภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 27 คน ได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจง ลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมทางกายโดยใช้สื่อวัสดุ ธรรมชาติ มีพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ของเด็ก ปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 70.81 และ 91.98 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พัฒนาการด้านร่างกาย มีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการ ทดลองจัดกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 61.11 และ 81.60 ตามลำดับ พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ มี


37 คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 75.55 และ 99.62 ตามลำดับ พัฒนาการด้านสังคม มีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 84.07 และ 99.25 ตามลำดับ พัฒนาการด้านสติปัญญา มีคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม คิด เป็นร้อยละ 74.34 และ 98.91 ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองจัดกิจกรรม ทางกายโดยใช้วัสดุธรรมชาติ พบว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้าน สังคม และด้านสติปัญญาที่สูงขึ้น สายทอง พุ่มเกต (2561, หน้า 88) การพัฒนากิจกรรมศิลปะจากวัสดุธรรมชาติที่ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่นักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 (ห้องดอกบัว) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูล สงคราม จำนวน 39 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. กิจกรรมศิลปะจากวัสดุธรรมชาติที่ส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ที่ พัฒนาขึ้นมีกระบวนการในแต่ละกิจกรรม 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นกระตุ้น การเรียนรู้ 2) ขั้นนำเข้า สมโนทัศน์ 3) ขั้นพัฒนาด้วยกิจกรรมศิลปะ 4) ขั้นสรุปสาระที่เรียนรู้ มีค่า ความเหมาะสมอยู่ใน ระดับมาก (X = 4.38, S.D. = 0.50) และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7824 2. ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่เรียนด้วยกิจกรรมศิลปะจากวัสดุธรรมชาติ หลัง เรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3.8 งานวิจัยต่างประเทศ Hong (1999, pp. 477-494) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และ ความ สนใจทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนโดยทำการศึกษาเด็กอนุบาล 57 คน โดยกลุ่มทดลองได้ เรียนรู้ คณิตศาสตร์ที่สัมพันธ์กับหนังสือสำหรับเด็กที่อ่าน และมีช่วงเวลาในการอภิปราย และในช่วง เล่น อิสระเด็กได้เล่นกับสื่อวัสดุทางคณิตศาสตร์ที่สัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้ในหนังสือ สำหรับเด็ก ส่วน กลุ่มควบคุมได้อ่านหนังสือสำหรับเด็กและเล่นสื่อวัสดุทางคณิตศาสตร์ที่ไม่สัมพันธ์กับสาระการ เรียนรู้ในหนังสือ สำหรับเด็กผลการทดลองพบว่า เด็กกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีผลสัมฤทธิ์ที่ แตกต่างกันอย่างมีในยะสำคัญทางสถิติที่ โดยที่กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่ากลุ่มควบคุมใน ด้าน การจำแนกการรวมกันของจำนวนเรื่องของรูปเลยค่ะคณิต และกลุ่มทดลองชอบเข้ามุม คณิตศาสตร์ เลือกงานด้านคณิตศาสตร์และใช้เวลาในการทำกิจกรรมในมุมคณิตศาสตร์มากกว่ากลุ่มควบคุม Sri Mulyati M.Pd (2021, หน้า 5) การดำเนินการศูนย์การเรียนรู้วัสดุธรรมชาติใน ความพยายามที่จะปรับปรุงทักษะวิทยาศาสตร์ในวัยเด็กตอนต้น 5-6 ปีในโรงเรียนอนุบาล Al –Azhar Diniyyah Jambi ผลการวิจัยจากกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกลยุทธ์การเรียนรู้ของศูนย์ ธรรมชาติสามารถแสดงให้เห็นว่า กระบวนการวิทยาศาสตร์มีองค์ประกอบ 7 ประการ ได้แก่ การ สังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนกประเภท การวัด การสรุปง่ายๆ ตลอดจนการทำนายและ การศึกษาศูนย์วัสดุธรรมชาติที่ สามารถปรับปรุงความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้ เพื่อให้


38 บรรลุแนวคิดวิทยาศาสตร์โดยรวม ต้องใช้ความพยายามและความสามารถของครูในการโหลดแง่มุม ของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ในกระบวนการเรียนรู้ ปัจจัยหลักประการหนึ่งคือความเข้าใจที่ต่ำของ ครูที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ปฐมวัย Jannette Prins , Femke van der Wilt (2022) คว ามสำคัญข อ ง กา รเล ่ น ใ น สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติต่อการพัฒนาภาษาของเด็ก: การศึกษาเชิงสำรวจในการศึกษาปฐมวัย ผลการวิจัยระบุว่าเด็กๆ ใช้ภาษามากขึ้นและภาษาที่ซับซ้อนมากขึ้นขณะเล่นในสนามเด็กเล่นที่เน้น ธรรมชาตินอกจากนี้ ยังมีการระบุประเด็นสำคัญสี่ประการ: (1) เด็กใช้ภาษาเพื่ออ้างถึงสถานการณ์ การเล่นของพวกเขา; (2) เด็กใช้ภาษาเพื่ออ้างถึงองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมการเล่นทางกายภาพ ของพวกเขา (3) เมื่อเปรียบเทียบกับสนามเด็กเล่นที่ไม่อิงธรรมชาติ เด็กๆ พูดคุยกันมากขึ้นเกี่ยวกับ วัตถุในสนามเด็กเล่นที่อิงธรรมชาติและ (4) เด็กๆ พูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์และ คณิตศาสตร์มากขึ้น การเล่นในสนามเด็กเล่นที่เป็นธรรมชาติดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่มีการสนทนาใน การใช้ภาษาได้ดีกว่าสนามเด็กเล่นที่ไม่เป็นธรรมชาติ โดยมีศักยภาพในการเป็นฐานรากและเป็น แนวทางในการใช้ภาษา จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การใช้สื่อจากธรรมชาติ สามารถส่งเสริมให้ เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีดังนั้นผู้วิจัยจึงพัฒนาเกมการศึกษาโดยใช้สื่อจากธรรมชาติเพื่อส่งเสริมทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ นี้ขึ้น


39 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการในลักษณะการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาโดยใช้วัสดุ ธรรมชาติในท้องถิ่น ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยและเปรียบเทียบ ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจากวัสดุ ธรรมชาติในท้องถิ่น ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบ แผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น นักเรียน ชาย-หญิง อายุระหว่าง 4-5 ปีกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนดงเว้นดง เจริญวิทยา ตำบลโพนสว่าง อำเภอเมือง จังหวังหนองคาย จำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดสอบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกม การศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์พื้นฐานสำหรับเด็กปฐมวัย (One Group Pretest-Posttest Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์,2540: 60-62) ดังแสดงในตารางที่ 3 ตาราง 2 แบบแผนการทดลอง ก่อนการทดลอง ทำการทดลอง หลังการทดลอง T1 T2 เมื่อ T1 แทน การทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ก่อนการทดลอง แทน การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ T2 แทน การทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์หลังการทดลอง


40 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้รูปแบบ One Group Pretest-Posttest Design ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้วิจัยสร้างความคุ้นเคยกับเด็กนักเรียนเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ 2. คณะผู้วิจัยนำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ทำการ ทดสอบเด็กนักเรียนก่อนการทดลอง (Pre - test) ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการการจับคู่ การจำแนก และ การเปรียบเทียบ ด้านละ 4 ข้อ โดยดำเนินการทดสอบตามคู่มือการทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ด้านการการจับคู่ การจำแนก และการเปรียบเทียบ 3. ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยก่อนการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูล 4. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองตามแผนการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์โดย ใช้ชุดกิจกรรมทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น กับเด็กนักเรียน ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ซึ่งใช้การจัดกิจกรรม ทั้งสิ้น 24 ครั้ง 5. ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยทำการทดสอบ เด็กนักเรียนหลังการทดลอง (Post - test) ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการการจับคู่ การจำแนก และการ เปรียบเทียบ ด้านละ 4 ข้อ โดยดำเนินการทดสอบตามคู่มือการใช้แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่เป็นชุดเดียวกันกับแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยก่อนการทดลอง (Pre - test) 6. ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยหลังการทดลองมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจ ข้อมูล เบื้องต้นและสร้างเครื่องมือที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ได้เครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 1.1 แผนกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น 1.2 แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 1.2.1 ด้านการจับคู่


41 1.2.2 การจำแนก 1.2.3 การเปรียบเทียบ 2. การสร้างเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อ ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับปฐมวัย หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย 2560 ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์และการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐาน ทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการเขียนแผนชุดกิจกรรมเกมการศึกษา จากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 2. สร้างแผนเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 3. นำแผนเกมการศึกษาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อประเมินแผนการจัด กิจกรรมและพิจารณาความถูกต้องเหมาะสมของการจัดกิจกรรม ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 3.1 นางสาวกัลยกร ภักดี อาจารย์ประจำสาขาการศึกษาปฐมวัย 3.2 นางสาววราภรณ์ เสนาวัง ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา 3.3 นางสาวดาวร แท่นหิน ครูประจำชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนดงเว้นดงเจริญวิทยา จากนั้นนำแผนการจัดประสบการณ์ที่ผ่านประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตาม คำแนะนำ โดยใช้เกณฑ์การ พิจารณาให้คะแนน ดังนี้ (สุวิมล ติรกานันท์. 2549: 148) ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมี ความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมี ความเหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมนั้นไม่มี ความเหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาค่าดัชนี (Index of Item Objective Congruence : IOC) ได้ค่าดัชนีสอดคล้องกับทุกองค์ประกอบแสดงว่าองค์ประกอบในแผน การจัดกิจกรรมเกมการศึกษามีความสอดคล้องกัน


Click to View FlipBook Version