The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aoey Romnalin, 2024-06-02 07:45:05

วิจัย_compressed

วิจัย_compressed

เอกÿารประกอบการประชุม การประชุมüิชาการระดับชาติ ÿาขาพยาบาลýาÿตร์ ครั้งที่ 2 Āัüข้อ ดิจิทัลทางการพยาบาลและÿุขภาพ “บทคüามüิจัย” โดย คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ร่üมกับÿมาคมพยาบาลแĀ่งประเทýไทย และที่ประชุมคณบดีคณะพยาบาลýาÿตร์ เครือข่ายมĀาüิทยาลัยราชภัฏ üันที่ 30-31 พฤþภาคม 2567


ÿารบัญ Āัวข้อนำเÿนอบทความวิจัย Āน้า การพัฒนาแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก มĀาüิทยาลัยราชภัฏ นครปฐม 1-8 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลของผู้ÿำเร็จการýึกþาĀลักÿูตรประกาýนียบัตรผู้ช่üยพยาบาล คณะพยาบาลýาÿตร์ มĀาüิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 9-18 ผลการพัฒนาโปรแกรมเÿริมÿร้างคüามยืดĀยุ่นทางอารมณ์เพื่อลดคüามเครียดในนักýึกþา มĀาüิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 19-31 ปัจจัยที่ÿัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้บุĀรี่ไฟฟ้าของนักýึกþามĀาüิทยาลัยแĀ่งĀนึ่ง 32-43 คüามÿัมพันธ์ระĀü่างคüามรู้ ทัýนคติ และ พฤติกรรมการป้องกันมะเร็งปากĀมดลูกของบุคลากรใน มĀาüิทยาลัยราชภัฏÿุราþฎร์ธานี 44-53 2 3 2 ดี ซื๊ ④


การพัฒนาแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก ราตรี ÿุขĀงþ์1 , ÿุธาทิพย์ üงþ์ýรีนาค2 , üรารัตน์ รุ่งแจ้ง2 , จุฑารัตน์ คุณานุýาÿน์2 , ÿุภาภรณ์ เจี้ยมดี2 , อัญชิÿา รัตนคุณูประการ3*และüรางคณา ÿายÿิทธิ์4 1 พยาบาลüิชาชีพ โรงพยาบาลนครปฐม2 พยาบาลüิชาชีพ โรงพยาบาลนครปฐม3 อาจารย์ คณะพยาบาลýาÿตร์มĀาüิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 4 ผู้ช่üยýาÿตราจารย์ คณะพยาบาลýาÿตร์มĀาüิทยาลัยราชภัฏนครปฐม *[email protected] บทคัดย่อ การติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัดบริเüณทรüงอกเป็นภาüะแทรกซ้อนที่มีคüามรุนแรง ÿ่งผลใĀ้คุณภาพชีüิตผู้ป่üยลดลง และÿามารถน าไปÿู่การเÿียชีüิตที่มากขึ้น การประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกจึงเป็นÿิ่งที่มีคüามÿ าคัญ เป็นอย่างยิ่ง การýึกþานี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก และ 2) ýึกþาคüามเป็นไปได้ของแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก กลุ่มตัüอย่างคือ พยาบาลüิชาชีพ Ā้อง ผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก โรงพยาบาลนครปฐม จ านüน 10 คน การพัฒนาเครื่องมือใช้แนüคิด PDCA (Plan-Do-Check-Act) ร่üมกับการใช้Āลักฐานเชิงประจักþ์ผลการýึกþา พบü่า แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกประกอบด้üย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนผ ่าตัด ระยะ ระĀü่างผ่าตัด และระยะĀลังผ่าตัด ซึ่งมีระดับคüามเป็นไปได้ของการน าไปใช้ในด้านคüามÿะดüกและคüามง่ายต่อการน าไปใช้ คüามชัดเจนของข้อเÿนอแนะในแนüปฏิบัติคüามเĀมาะÿมกับĀน่üยงาน คüามประĀยัดและลดต้นทุน แนüปฏิบัติÿามารถ แก้ปัญĀาและเกิดผลดีต่อผู้รับบริการ และมีคüามเป็นไปได้ในการใช้ในĀน่üยงานอยู่ในระดับมาก จากผลการýึกþาในครั้งนี้ พยาบาลÿามารถน าแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกไป ประยุกต์ใช้ในการออกแบบการพยาบาลเพื่อป้องกันละลดภาüะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกได้ ค าÿ าคัญ: แบบประเมิน การติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณĀน้าอก การป้องกันการติดเชื้อ


Development of an Assessment Tool for Prevention of Sternal Wound Infection Ratree Sukhong1 ,Suthathip Wongsrinak2 , Wararat Rungjang2 , Jatharat Kunanusas2 , Supaphorn Jeamdee2 , Unchisa Rattanakunuprakarn3* and Warangkana Saisit4 1 Registered Nurse, Nakhon Pathom Hospital 2 Registered Nurse, Nakhon Pathom Hospital 3*Lecturer, Faculty of Nursing, Nakhon Pathom Rajabhat University 4 Assistant Professor, Faculty of Nursing, Nakhon Pathom Rajabhat University *[email protected] Abstract Sternal wound infection is a severe complication that significantly reduces the patient's quality of life and can lead to increased mortality. Therefore, evaluating the prevention of sternal wound infections is of utmost importance. This study aimed to 1) develop an assessment tool for preventing thoracic surgical wound infections and 2) assess the feasibility of implementing this assessment tool. The sample group comprised 10 registered nurses from the cardiovascular thoracic intensive care unit at Nakhon Pathom Hospital. The development of the tool utilized the PDCA (Plan-Do-Check-Act) concept and empirical evidence. The assessment form for preventing sternal wound infection consists of three phases: preoperative, intraoperative, and postoperative. The results of the study indicate that the assessment tool is highly feasible, convenient, and easy to use. It provides clear recommendations following guidelines, is suitable, and offers cost-saving benefits. Additionally, it effectively addresses problems and positively impacts to patients, demonstrating a high level of usability within the unit. These findings, nurses can implement the assessment tool to design nursing interventions aimed at preventing and reducing complications from sternal wound infections. Keywords: assessment tool, sternal wound infection, infection prevention


1. บทน า ปัจจุบันประชากรไทยมีแนüโน้มป่üยเป็นโรคĀัüใจและเข้ารับการรักþาด้üยüิธีการผ่าตัดĀัüใจมากขึ้น ÿถิติการผ่าตัด Āัüใจแบบเปิดในประเทýไทยปี พ.ý. 2566 พบผู้ป่üยที่ได้รับการผ่าตัดทรüงอกแบบเปิดÿูงถึง 16,876 คน [1] เนื่องจาก ÿถานการณ์คüามเจ็บป่üยด้üยโรคĀลอดเลือดĀัüใจที่เพิ่มมากขึ้น จึงพบจ านüนผู้ป่üยโรคĀลอดเลือดĀัüใจที่ต้องการการรักþา ด้üยการผ่าตัดĀลอดเลือดĀัüใจเพิ่มขึ้น ทั้งในกลุ่มผู้ใĀญ่และผู้ÿูงอายุ จากการประเมินภาüะÿุขภาพ พบü่า ปัจจุบันผู้ป่üยโรค ĀลอดเลือดĀัüใจที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดĀลอดเลือดĀัüใจมักมีโรคร่üมĀลายโรค ภาüะโรคร่üมที่พบบ่อย เช่น คüามดันโลĀิตÿูง ไขมันในเลือดÿูง เบาĀüาน และโรคไต ÿ่งผลใĀ้โรคĀลอดเลือดĀัüใจมีคüามซับซ้อนและรุนแรงขึ้น [2] การผ่าตัดĀัüใจแบบเปิดเป็นĀัตถการที่มีคüามยุ่งยากซับซ้อน โดยมีการใช้เครื่องĀัüใจและปอดเทียม เพื่อท าĀน้าที่ ทดแทนการท างานของĀัüใจและปอดของผู้ป่üยชั่üคราü ท าใĀ้มีคüามเÿี่ยงที่จะเกิดภาüะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด อัตราการ เÿียชีüิตในระĀü่างและĀลังผ่าตัดÿูงประมาณร้อยละ 10 [3] ซึ่งเĀตุการณ์ไม่พึงประÿงค์ÿ าคัญที่เกิดขึ้นบ่อยและมีคüามรุนแรง ต่อผู้ป่üยคือ การติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัด ที่ÿ่งผลกระทบĀลายด้าน เช่น การÿูญเÿียค่าใช้จ่ายในการรักþาโดยไม่ได้üางแผน ล่üงĀน้า ÿ่งผลต่ออาการที่รุนแรงและแย่ลงของผู้ป่üย ท าใĀ้ผู้ป่üยต้องพักรักþาตัüที่โรงพยาบาลเป็นเüลานานขึ้น Āรือท าใĀ้ ต้องกลับมารักþาซ ้า และรุนแรงจนถึงขั้นเÿียชีüิตได้ ซึ่งผลจากการผ่าตัดนั้นท าใĀ้เกิดบาดแผลอันเป็นช่องทางใĀ้เชื้อโรคจาก ภายนอกเข้าÿู่ร่างกายได้ นอกจากนั้น การผ่าตัดท าใĀ้เนื้อเยื่อภายในมีการชอกช ้าÿ่งผลกระทบต่อกลไกการป้องกันเชื้อโรคของ ผิüĀนังเÿียไป ผู้ป่üยที่ได้รับการผ่าตัดจึงมีคüามเÿี่ยงในการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัด [4] โรงพยาบาลนครปฐมได้เปิดใĀ้บริการผ่าตัดĀัüใจมาตั้งแต่ปี พ.ý.2557 ถึงปัจจุบัน จากÿถิติโรงพยาบาลนครปฐม [5- 6] พบü่า จ านüนผู้ป่üยที่เข้ารับการผ่าตัดĀัüใจในปีงบประมาณ 2563-2565 เท่ากับ 383, 318 และ 127 ราย ตามล าดับ และ มีแนüโน้มÿูงขึ้นเนื่องจากเป็นĀน่üยบริการที่รับการÿ่งต่อเฉพาะด้านการรักþาโรคĀัüใจและĀลอดเลือด ด้üยüิธีการผ่าตัดของ เขตÿุขภาพที่ 5 ÿถิติผู้ป่üยผ่าตัดĀลอดเลือดĀัüใจ ที่มีภาüะแผลผ่าตัดติดเชื้อปีงบประมาณ 2563-2565 เท่ากับร้อยละ 3.65, 3.46, และ 1.57 ตามล าดับ ÿ่งผลใĀ้ผู้ป่üยต้องนอนพักรักþาตัüที่โรงพยาบาลเป็นเüลานานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักþามากขึ้น และรุนแรงจนถึงขั้นเÿียชีüิตได้จะเĀ็นได้ü่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัด มีคüามรุนแรงในĀลายระดับ ซึ่งเมื่อมองภาพรüมจะท าใĀ้เราÿามารถมองเĀ็นü่าĀากมีการป้องกันการติดเชื้อต าแĀน่งผ ่าตัด ได้อย่างเป็นระบบและมี ประÿิทธิภาพจะÿามารถช่üยลดอุบัติการณ์การติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัด ช่üยลดการเกิดผลกระทบในด้านต่างๆ และเกิดการ ปฏิบัติที่ชัดเจนตรงตามมาตรฐานที่ก าĀนดได้นั้นต้องอาýัยคüามร่üมมือจากĀลายÿ่üน ที่มีคüามต้องการใĀ้ผู้ป่üยที่เข้ารับการ ผ่าตัดได้รับการผ่าตัดที่ปลอดภัย [7-8] และไม่เกิดภาüะเÿี่ยงเกี่ยüกับการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัดเกิดขึ้น โดยการป้องกันนั้น ต้องท าอย่างเป็นระบบตั้งแต่ในระยะก่อนผ่าตัด ระยะผ่าตัด และระยะĀลังผ่าตัด อันจะÿ่งผลต่อคüามปลอดภัยที่จะเกิดขึ้น ÿ าĀรับผู้ป่üยที่เข้ารับการผ่าตัดทุกราย จากการทบทüนองค์คüามรู้ แนüคิด และงานüิจัยที่เกี่ยüข้อง พบปัจจัยเÿี่ยงต่อการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก ประกอบด้üยปัจจัยเÿี่ยง 3 ระยะ คือ ระยะก่อนผ่าตัด ระยะระĀü่างการผ่าตัด และระยะĀลังการผ่าตัด ปัจจัยเÿี่ยงในระยะ ก่อนผ่าตัด ได้แก่ อายุ ภาüะอ้üน ภาüะขาดÿารอาĀาร ระยะระĀü่างผ่าตัด ได้แก่ ระยะเüลาผ่าตัดมากกü่า 4 ชั่üโมง การใช้ เครื่องปอดĀัüใจเทียม และระยะĀลังผ่าตัด ได้แก่ ภาüะคüามดันโลĀิตต ่า ระดับน ้าตาลในเลือดĀลังผ่าตัดมากกü่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ การใช้เครื่องปั๊มบอลลูนในĀลอดเลือดเอออร์ต้า เป็นต้น [9]ดังนั้น การประเมินปัจจัยเÿี่ยงและการเตรียม ผู้ป่üยเพื่อเข้ารับการผ่าตัด จึงเป็นÿิ่งÿ าคัญที่ต้องค านึงเพื่อüางแผนการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก Ā้องผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก โรงพยาบาลนครปฐม ใĀ้การดูแลผู้ป่üยก่อนและĀลังผ่าตัดĀลอดเลือด Āัüใจ จากการฝึกอบรมĀลักÿูตรเฉพาะทางÿาขาการพยาบาลผู้ป่üยüิกฤต (ผู้ใĀญ่และผู้ÿูงอายุ) พบü่าบุคลากรยังไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐาน เนื่องจากขาดองค์คüามรู้และประÿบการณ์ ขาดระบบการจัดการที่เĀมาะÿม ขาดการประเมินคüามเÿี่ยงต่อการเกิด แผลติดเชื้อตั้งแต่แรกรับ ขาดคüามตระĀนักในการใช้อุปกรณ์ ไม่มีแบบบันทึกในการประเมิน และภาระงานที่มากขึ้นอาจÿ่งผล


ใĀ้ขาดการก ากับติดตามเน้นย ้าในการปฏิบัติงาน ทางคณะผู้üิจัยจึงÿนใจในการพัฒนาแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผล ผ ่าตัดบริเüณทรüงอก เพื่อไม่ใĀ้เกิดการติดเชื้อบริเüณแผลผ่าตัด ซึ่งÿ ่งผลดีต่อตัüผู้ป่üย ลดค่าใช้จ่ายในการรักþาพยาบาล รüมถึงลดอัตราการเÿียชีüิตลงได้ 2. üัตถุประÿงค์การýึกþา 2.1 เพื่อพัฒนาแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก 2.2 เพื่อýึกþาคüามเป็นไปได้ของแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก 3. üิธีการýึกþา 3.1 กลุ่มตัüอย่าง พยาบาลüิชาชีพ Ā้องผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก โรงพยาบาลนครปฐม ที่มีประÿบการณ์ในการท างาน มากกü่า 1 ปีขึ้นไป จ านüน 10 คน 3.2 üิธีการด าเนินการ ใช้แนüคิด PDCA (Plan-Do-Check-Act) ดังนี้ ระยะที่ 1 การüางแผน (Plan) 1. ýึกþาค้นคü้าต ารา เอกÿาร บทคüาม และงานüิจัยต่างๆ เกี่ยüกับการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัด 2. ÿังเกตการณ์ปฏิบัติงานของบุคลากรในการดูแลผู้ป่üย 3. ÿนทนากลุ ่มกับพยาบาลüิชาชีพที่ปฏิบัติงาน ณ Ā้องผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก เพื ่อüิเคราะĀ์ ÿถานการณ์ และร่üมĀาแนüทางในการแก้ไขปัญĀาผลการüิเคราะĀ์ÿถานการณ์ปัญĀาการติดเชื้อแผลผ่าตัด ระยะที่ 2 ลงมือแก้ปัญĀา (Do) 1. ทดÿอบคุณภาพเครื่องมือ ตรüจÿอบคüามตรงของเนื้อĀาของเครื่องมือจากผู้เชี่ยüชาญ 3 ท่าน คือ พยาบาล เชี่ยüชาญด้านการดูแลผู้ป่üยผ่าตัดĀัüใจ 2 ท่าน และอาจารย์ผู้เชี่ยüชาญด้านการดูแลผู้ป่üยüิกฤติ (ผู้ใĀญ่และผู้ÿูงอายุ) 1 ท่าน 2. จัดท าแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก ประกอบด้üย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะก่อนผ่าตัด มีข้อคüรปฏิบัติ 5 ข้อ ระยะระĀü่างผ่าตัดมีข้อคüรปฏิบัติ 7 ข้อ และระยะĀลังผ่าตัดมีข้อคüรปฏิบัติ 7 ข้อ 3. ประชุมบุคลากรในĀน่üยงานและĀัüĀน้าĀ้องผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก โรงพยาบาลนครปฐม เพื่อ เÿนอปัญĀา และüิธีการน าแบบประเมินไปใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก ระยะที่ 3 ตรüจÿอบผล (Check) น าแบบประเมินที่ได้ลงÿู่การปฏิบัติเก็บรüบรüมข้อมูล ตรüจÿอบคüามเป็นไปได้ของแบบประเมินการป้องกันการติด เชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก และประเมินผลการใช้แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก จาก พยาบาลผู้ใช้แบบประเมิน 10 คน ระยะที่ 4 แก้ไขปรับปรุง (Action) üิเคราะĀ์ปัญĀา อุปÿรรค ภายĀลังการน าใช้เพื่อน ามาüิเคราะĀ์และĀาแนüทางการพัฒนาต่อไป 3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการýึกþา เครื่องมือที่ใช้ในการýึกþาคือ แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก ตรüจÿอบคüาม ตรงของเนื้อĀาของเครื่องมือจากผู้เชี่ยüชาญ 3 ท่าน คือ พยาบาลเชี่ยüชาญด้านการดูแลผู้ป่üยผ่าตัดĀัüใจ 2 ท่าน และอาจารย์ ผู้เชี่ยüชาญด้านการดูแลผู้ป่üยüิกฤติ (ผู้ใĀญ่และผู้ÿูงอายุ) 1 ท่าน ได้ค่าคüามตรงเชิงเนื้อĀาเท่ากับ 1.00


3.4 การüิเคราะĀ์ข้อมูล üิเคราะĀ์ข้อมูลโดยใช้ÿถิติเชิงพรรณนา คือการแจกแจงคüามถี่ และร้อยละ 4. ผลการýึกþา 4.1 แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ ่าตัดบริเüณทรüงอก Ā้องผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก โรงพยาบาลนครปฐม ÿรุปได้ดังนี้ แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก ประกอบด้üย 3 ระยะ 4.1.1 ระยะก่อนผ่าตัด (Pre-Operative Nursing) ประกอบด้üยการพยาบาลที่ต้องปฏิบัติจ านüน 5 ข้อ คือ 1) อาบน ้าด้üยÿบู่Āรือ Chlorhexidine gluconate (CHG) 2) ก าจัดขน 2 ชั่üโมง ก่อนผ่าตัดด้üยเครื่องขลิบขน (Clippers) ไม่ ใช้ใบมีดโกน 3) ล้างมือก่อนและĀลังใĀ้การพยาบาลด้üยÿบู่ฆ่าเชื้อĀรือใช้ Alcohol-based hand rub 4) ระดับน ้าตาลใน เลือด < 200 mg% และ 5) ระยะเüลานอนรอผ่าตัด < 3 üัน 4.1.2 ระยะระĀü่างผ่าตัด (Intra-Operative Nursing) ประกอบด้üยการพยาบาลที่ต้องปฏิบัติจ านüน 7 ข้อ คือ 1) ท าคüามÿะอาดผิüĀนังเฉพาะที่บริเüณผ่าตัดโดย 4% Chlorhexidine Scrub 5นาที ซับใĀ้แĀ้งและทาบริเüณที่ผ่าตัดด้üย น ้ายา 2% Chlorhexidine in water ใĀ้ถูกต้องตามĀลักเทคนิคปลอดเชื้อ 2) ใĀ้ยาปฏิชีüนะภายใน 1 ชั่üโมงก่อนการลงมีด กรณีผ่าตัดนานเกิน 4 ชั่üโมง Āรือเÿียเลือดมาก คüรใĀ้ยาปฏิชีüนะซ ้า 3) การล้างมือ ต้องใช้น ้ายาฆ่าเชื้อตั้งแต่มือถึงข้อýอก นาน 2-5 นาที ÿüมĀมüกคลุมผม เÿื้อกาüน์ ผ้าปิดปาก-จมูก และถุงมือปราýจากเชื้อตลอดการผ่าตัด4) อุปกรณ์และเครื่องมือ ผ่าตัดต้องผ่านการท าใĀ้ปราýจากเชื้อ 5) การไĀลเüียนอากาýคüรเป็นคüามดันบüก 6) คüบคุมอุณภูมิกาย > 35.5 องýา เซลเซียÿ และ 7) ระดับน ้าตาลในเลือด < 200 mg% 4.1.3 ระยะĀลังผ ่าตัด (Post-Operative Nursing) ประกอบด้üยการพยาบาลที่ต้องปฏิบัติจ านüน 7 ข้อ คือ 1) ดูแลใĀ้ยาปฏิชีüนะตามแผนการรักþา 2) ล้างมือก่อนและĀลังใĀ้การพยาบาลด้üยÿบู่ฆ่าเชื้อĀรือใช้ Alcohol-based hand rub 3) คüรปิดแผลด้üยผ้าปิดแผลปราýจากเชื้อเป็นเüลา 24-48 ชั่üโมง และคüรเปิด Dressing Āลังผ่าตัด 48 ชั่üโมง ยกเü้น กรณีที่แผลมี discharge ซึม 4) ท าแผลผ่าตัดที่เย็บปิดชนิดแĀ้ง (dry dressing) 5) ระดับน ้าตาลในเลือด < 200 mg% 6) ÿังเกตอาการและอาการแÿดงของการติดเชื้อ เช่น ไข้ ปüดĀรือกดเจ็บ แผลบüม แดง Āรือร้อน และมีĀนองĀรือÿารคัดĀลั่ง ออกจากแผล และ 7) ใĀ้คüามรู้แก่ผู้ป่üยและญาติ ขณะนอนโรงพยาบาลและก่อนจ าĀน่าย ซึ่งต้องประกอบด้üยทีมÿĀÿาขา üิชาชีพ และการดูแลตั้งแต่แรกรับผู้ป่üยจนจ าĀน่ายออกจากĀ้องผู้ป่üย 4.2 คüามเป็นไปได้ของการน าแบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกไปใช้ มีผลดังนี้ 4.2.1 ข้อมูลทั่üไปของกลุ่มตัüอย่าง กลุ่มตัüอย่างเป็นพยาบาลüิชาชีพĀ้องผู้ป่üยĀนักýัลยกรรมĀัüใจและทรüงอก โรงพยาบาลนครปฐม จ านüน 10 คน โดยมีช่üงอายุระĀü่าง 26-30, 31-35 ปี และมากกü่า 40 ปี ในÿัดÿ่üนเท่ากัน คิดเป็น ช่üงละร้อยละ 30 ซึ่งกลุ่มตัüอย่างเกือบทั้งĀมดเป็นเพýĀญิง (ร้อยละ 90) มีประÿบการณ์การท างานอยู่ในช่üง 8-10 ปี(ร้อย ละ 30) และมากกü่า 10 ปี(ร้อยละ 30) (ดังตารางที่ 2)


ตารางที่ 2 ข้อมูลทั่üไปของกลุ่มตัüอย่าง 4.2.2 คüามเป็นไปได้ของการน าไปใช้ แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก มีระดับคüามเป็นไปได้ของการน าไปใช้ ในด้านคüามÿะดüกและคüามง่ายต่อการน าไปใช้ คüามชัดเจนของข้อเÿนอแนะในแนüปฏิบัติคüามเĀมาะÿมกับĀน่üยงาน คüามประĀยัดและลดต้นทุน แนüปฏิบัติÿามารถแก้ปัญĀาและเกิดผลดีต่อผู้รับบริการ และมีคüามเป็นไปได้ในการใช้ใน Āน่üยงานอยู่ในระดับมาก (ดังตารางที่ 3) ตารางที่ 3 คüามเป็นไปได้ของการน าไปใช้ ข้อมูล จ านüน (คน) ร้อยละ อายุ 20-25 ปี 26-30 ปี 31-35 ปี 36-40 ปี > 40 ปี 1 3 3 - 3 10 30 30 - 30 เพý ชาย Āญิง 1 9 10 90 ประÿบการณ์การท างาน 1-2 ปี 3-4 ปี 5-7 ปี 8-10 ปี > 10 ปี 1 1 2 3 3 10 10 20 30 30 ประเด็นüัดระดับคüามเป็นไปได้ของการน าไปใช้ ระดับคüามเป็นไปได้ มาก ปานกลาง น้อย 1. คüามÿะดüกและคüามง่ายต่อการน าไปใช้ ร้อยละ 90 (9 คน) ร้อยละ 10 (1 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) 2. คüามชัดเจนของข้อเÿนอแนะในแนüปฏิบัติ ร้อยละ 90 (9 คน) ร้อยละ 10 (1 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) 3. คüามเĀมาะÿมกับĀน่üยงาน ร้อยละ 90 (9 คน) ร้อยละ 10 (1 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) 4. คüามประĀยัดและลดต้นทุน ร้อยละ 80 (8 คน) ร้อยละ 20 (2 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) 5. แนüปฏิบัติÿามารถแก้ปัญĀาและเกิดผลดีต่อ ผู้รับบริการ ร้อยละ 100 (10 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) 6. มีคüามเป็นไปได้ในการใช้ในĀน่üยงาน ร้อยละ 100 (10 คน) ร้อยละ 0 (0 คน) ร้อยละ 0 (0 คน)


5. การอภิปรายผล แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกได้พัฒนามาจากการใช้Āลักฐานเชิงประจักþ์ร่üมกับ การออกแบบใĀ้เข้ากับบริบทของĀน่üยงาน ซึ่งการป้องกันการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัด ÿามารถท าได้ตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด ระยะผ่าตัด และระยะĀลังผ่าตัด โดยต้องจัดการกับปัจจัยที่เกี่ยüข้องกับการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัดทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้ป่üย เชื้อก่อโรค และÿิ่งแüดล้อม โดยมีแนüปฏิบัติÿ าคัญที่เกี่ยüข้อง ได้แก่ แนüปฏิบัติเรื่องคüามปลอดภัยของ ผู้ป่üยที่ได้รับการผ่าตัดขององค์การอนามัยโลก ร่างแนüปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัดของýูนย์คüบคุมและ ป้องกันโรคของÿĀรัฐอเมริกา กลüิธีในการป้องกันการติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ ่าตัดในโรงพยาบาลของÿมาคมระบาดüิทยาด้าน ÿุขภาพของÿĀรัฐอเมริกา (Society for Healthcare Epidemiology of America: SHEA) และÿมาคมโรคติดเชื้อของ ÿĀรัฐอเมริกา (Infectious Disease Society of America: IDSA) [3, 4, 10] อีกทั้งจากผลการน าใช้เครื่องมือพบü่า แบบ ประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก มีระดับคüามเป็นไปได้ของการน าไปใช้ในอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยมีคüามÿะดüกและคüามง่ายต่อการน าไปใช้และมีคüามเĀมาะÿมกับĀน่üยงาน อาจเนื่องจาก มีการน าแบบประเมินที่ได้ ลงÿู่การปฏิบัติจริง แล้üน าปัญĀามาปรับแก้ไขใĀ้เข้ากับบริบทของĀน่üยงาน [11] อีกทั้งมีคüามชัดเจนของข้อเÿนอแนะในแนü ปฏิบัติเนื่องจากมีการพัฒนาเครื่องมือมาจากการใช้Āลักฐานเชิงประจักþ์ที่มีคüามน่าเชื่อถือและทันÿมัย นอกจากนั้น กลุ่ม ตัüอย่างÿ่üนใĀญ่ร้อยละ 80 รับรู้ü่าการน าใช้แบบประเมินจะÿามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักþา Āรือระยะเüลาในการนอน โรงพยาบาลได้ จึงมีคüามประĀยัดและลดต้นทุน นอกจากนี้แล้ü กลุ่มตัüอย่างทุกคนมีคüามคิดเĀ็นตรงกันü่า แนüปฏิบัติ ÿามารถแก้ปัญĀาและเกิดผลดีต่อผู้รับบริการในเรื่องการลดภาüะแทรกซ้อนจากการรักþา ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มคุณภาพชีüิตที่ดี แก่ผู้ป่üยภายĀลังการผ่าตัด [8, 12] ข้อเÿนอแนะ 1. คüรน าเครื่องมือไปทดÿอบคüามเชื่อมั่นและคüามตรงเชิงโครงÿร้างเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มคüามน่าเชื่อถือของเครื่องมือ 2. คüรติดตามผลการใช้แบบประเมินการป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอกอย่างต่อเนื่องในระยะยาü และ พัฒนาปรับปรุงแบบประเมินใĀ้ทันÿมัยตามĀลักฐานเชิงประจักþ์ และบริบทของการใĀ้การพยาบาล เพื่อใĀ้ÿอดคล้องกับ Āน่üยงานอย่างต่อเนื่อง 3. การýึกþานี้มีข้อจ ากัดในเรื่องจ านüนกลุ่มตัüอย่าง ที่ไม่ÿามารถอ้างอิงประชากรได้ จึงคüรเพิ่มขนาดกลุ่มตัüอย่าง ในการýึกþาครั้งต่อไป 4. คüรมีการจัดประชุมทีมÿĀÿาขาüิชาชีพที่มีÿ่üนเกี่ยüข้อง เพื่อร่üมกันĀาแนüทางในการพัฒนาแบบประเมินการ ป้องกันการติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก 6. ÿรุปผล การติดเชื้อที่ต าแĀน่งผ่าตัดบริเüณทรüงอก มีคüามรุนแรงและÿ่งผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายที่แย่ลง การÿูญเÿีย ค่าใช้จ่ายในการรักþาเพิ่มขึ้น และเพิ่มระยะเüลาในการนอนโรงพยาบาล ÿิ่งÿ าคัญที่ต้องค านึงคือ การประเมินการป้องกันการ ติดเชื้อแผลผ่าตัดบริเüณทรüงอก เพื่อใช้ในการüางแผนออกแบบการพยาบาลใĀ้เĀมาะÿมรายบุคคล ป้องกันการเกิด ภาüะแทรกซ้อนในการรักþา และเพิ่มคุณภาพชีüิตแก่ผู้ป่üยและครอบครัü


7. เอกÿารอ้างอิง [1] ÿมาคมýัลยแพทย์ทรüงอกแĀ่งประเทýไทย. (28 เมþายน 2567). ÿถิติผาตัดĀัüใจในประเทýไทยรüบรüมโดยÿมาคม ýัลยแพทยทรüงอกแĀงประเทýไทย.ÿมาคมýัลยแพทย์ทรüงอกแĀ่งประเทýไทย.https://www.thaists.or.th/ [2] Bifari, A. E., Sulaimani, R. K., Khojah, Y. S., Almaghrabi, O. S., AlShaikh, H. A., & Al-Ebrahim, K. E. (2020). Cardiovascular Risk Factors in Coronary Artery Bypass Graft Patients: Comparison Between Two Periods. Cureus, 12(9), e10561. https://doi.org/10.7759/cureus.10561 [3] Hung, D. Q., Minh, N. T., Vo, H. L., Hien, N. S., Tuan, N. Q. (2021) . Impact of Pre-, Intra-and Post- Operative Parameters on In-Hospital Mortality in Patients Undergoing Emergency Coronary Artery Bypass Grafting: A Scarce Single-Center Experience in Resource-Scare Setting. Vascular Health and Risk Management, 17, 211-226. https://doi.org/10.2147/VHRM.S303726 [4] Gulack, B. C., Kirkwood, K. A., Shi, W., Smith, P. K., Alexander, J. H., Burks, S. G., Gelijns, A. C., Thourani, V. H., Bell, D., Greenberg, A., Goldfarb, S. D., Mayer, M. L., Bowdish, M. E., & Cardiothoracic Surgical Trials Network (CTSN) (2018). Secondary surgical-site infection after coronary artery bypass grafting: A multi-institutional prospective cohort study. The Journal of thoracic and cardiovascular surgery, 155(4), 1555–1562.e1. https://doi.org/10.1016/j.jtcvs.2017.10.078 [5] กลุ่มงานเüชระเบียนโรงพยาบาลนครปฐม. (28 เมþายน 2567). ÿถิติ รายงานประจําป. โรงพยาบาลนครปฐม. https://www.nkpthospital.go.th/ [6] คณะกรรมการป้องกันและคüบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล. (2565). คู่มือการป้องกันและคüามคุมการติดเชื้อ ในโรงพยาบาลนครปฐม [7] แÿงโÿม ทรัพย์มนตรี, นงเยาü์ เกþตร์ภิบาล, นงค์คราญ üิเýþกุล. (2563). การปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อที่ต าแĀน่ง ผ่าตัดของพยาบาลüิชาชีพ. พยาบาลÿาร, 47(3), 208-212. [8] อุทุมพร ýรีÿถาพร เอธัÿ จิรเýüตกุล อาภัÿตรา ÿันประภา นัฐภรณ์ ชาธรรมมา ธนเýรþฐ์ คลังกลาง และĀัถยา ÿีถาĀล้า. (2562). การพัฒนาแนüทางการป้องกันการติดเชื้อแผลĀลังผ่าตัดĀัüใจ. üารÿารมĀาüิทยาลัยüงþชüลิตกุล, 32(2),32. [9] กมลเนตร ÿิงĀาพล กุÿุมา คุüüัฒนÿัมฤทธิ์ขนิตฐา Āาญประÿิทธิ์ค าและ ปริญญา ลีลายนะ. (2557). ปัจจัยเÿี่ยงที่เกี่ยüข้อง กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดในผู้ป่üยĀลังผ่าตัดท าทางเบี่ยงĀลอดเลือดĀัüใจ. รามาธิบดีพยาบาลÿาร, 20(1), 34-46. [10] Calderwood, M. S., Anderson, D. J., Bratzler, D. W., Dellinger, E. P., Garcia-Houchins, S., Maragakis, L. L., Nyquist, A. C., Perkins, K. M., Preas, M. A., Saiman, L., Schaffzin, J. K., Schweizer, M., Yokoe, D. S., & Kaye, K. S. (2023). Strategies to prevent surgical site infections in acute-care hospitals: 2022 Update. Infection control and hospital epidemiology, 44(5), 695–720. https://doi.org/10.1017/ice.2023.67 [11] Pan, N., Luo, Y. Y., & Duan, Q. X. (2022). The Influence of PDCA Cycle Management Mode on the Enthusiasm, Efficiency, and Teamwork Ability of Nurses. BioMed research international, 9352735. https://doi.org/10.1155/2022/9352735 [12] Chang, B. H., Hsu, Y-J., Rosen, M. A. (2020). Reducing Three Infections Across Cardiac Surgery Programs: A Multisite Cross-Unit Collaboration. American Journal of Medical Quality, 35(1), 37-45. https://doi.org/10.1177/1062860619845494


ระบบฐานข(อมูลของผู(สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู(ช?วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตรE มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มณฑิรา วุฒิพงษ. นักวิชาการศึกษา คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม [email protected] บทคัดย'อ งานวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค6เพื่อจัดทำเพื่อพัฒนาระบบฐานข^อมูล และประเมินประสิทธิภาพการจัดเก็บ ข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลของคณะพยาบาลศาสตร6 ปdการศึกษา 2561-2564 โดย เน^นกระบวนการออกแบบพัฒนา 5 ขั้นตอน กลุcมตัวอยcางคือ ผู^สำเร็จการศึกษา จำนวน 107 ราย และอาจารย6 เจ^าหน^าที่ จำนวน 30 ราย เครื่องมือการวิจัยคือ แบบสอบถามแบบออนไลน6แบบประเมินการออกแบบพัฒนาระบบฐานข^อมูล และแบบ ประเมินประสิทธิผลระบบฐานข^อมูล เครื่องมือผcานผู^ทรงคุณวุฒิประเมินความตรงคcา IOC = 1 โดยใช^สถิติเชิงพรรณนา ผล : 5 กระบวนการพัฒนาระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ประกอบด^วย ขั้นที่ 1 ค^นหาข^อมูลปvญหาของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลพบวcา ภาวะมีงานทำงานไมcสมบูรณ6 ต^องออกแบบชุดข^อมูลเพิ่มเติม ขั้นที่ 2 ออกแบบกรอบ แนวคิดเน^นความก^าวหน^าในงานและการศึกษาตcอเพิ่ม ขั้นที่ 3 พัฒนาได^ 3 ฐานข^อมูลคือ ฐานที่ 1 ระบบข^อมูลสcวนบุคคลและ การศึกษา ฐานที่ 2 ระบบบริหารจัดการหลักสูตร และ ฐานที่ 3 ระบบการประเมินผลหลักสูตร ขั้นที่ 4 ทดลองเก็บข^อมูลและ ให^ผู^ทรงประเมินตรงกันปรับลดลงเหลือ 2 ฐานคือ ฐานที่ 1 ระบบข^อมูลสcวนบุคคลและการศึกษา ฐานที่ 2 ระบบบริหาร จัดการหลักสูตร ขั้นที่ 5 ภาพรวมของประสิทธิภาพระบบฐานข^อมูลอยูcในระดับมากที่สุด ( xˉ= 4.51, S.D.=0.59) โดยเฉพาะ ด^านการรักษาความปลอดภัยของข^อมูลระดับมากที่สุด ( xˉ= 4.59, S.D.=0.57) รองลงมาคือ ด^านสามารถทำงานได^ตาม หน^าที่ ระดับมากที่สุด ( xˉ= 4.53, S.D.=0.56) ตามลำดับ ข^อเสนอแนะ ควรพัฒนาระบบการรายงานผลให^เกิดความตcอเนื่อง และจัดชุดข^อมูลของระบบให^เห็นแนวโน^มการกำกับติดตามผลการบริหารหลักสูตร คำสำคัญ: ฐานข^อมูล ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล


Databased system of Practice Nurse Certificate Graduated, Faculty of Nursing, Nakhon Pathom Rajabhat University Molthira Wuttipong Educator, Faculty of Nursing, Nakhon Pathom Rajabhat University [email protected] Abstract The objective of this research and development is to develop a database system and evaluate the efficiency of data collection for graduates of the Certificate Program for Assistant Nurses at the Faculty of Nursing, Nakhon Pathom Rajabhat University, for the academic years 2018-2021. The five-step design and development process will focus on. The sample groups consist of 107 graduates and 30 faculty members/staff. The research tools include an online questionnaire, a database system design evaluation form, and a database system effectiveness evaluation form. These tools will be used to gather data and evaluate the design and effectiveness of the database system. The evaluation will be conducted by qualified evaluators using statistical inference analysis, aiming for an Intra-class Correlation Coefficient (ICC) value of 1 to ensure reliability. Results: The development process of the database system for graduates of the Certificate Program for Assistant Nurses at the Faculty of Nursing, Nakhon Pathom Rajabhat University, comprises five steps. Step 1: Identified the problem of incomplete employment status among graduates of the Certificate Program for Assistant Nurses. Additional data set designed. Step 2: Designed a framework focusing on progress in work and further education. Step 3: Developed three databases: Database 1: Personal and educational information system. Database 2: Curriculum management system. Database 3: Course evaluation system. Step 4: Conducted data collection trials and reduced to 2 databases: Database 1: Personal and educational information system. Database 2: Curriculum management system.Step 5: Overall database system effectiveness rated highest (x̄= 4.51, S.D.=0.59), particularly in data security maintenance (x̄= 4.59, S.D.=0.57), followed by task performance capability (x̄= 4.53, S.D.=0.56). Recommendation: It is advisable to enhance the reporting system to foster continuity and to organize the system's data sets to reflect the trends in curriculum management oversight. Keywords: Databased, Practice Nurse Certificate Graduated


1. บทนำ คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในฐานะสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลที่มีความพร^อมทั้ง องค6ความรู^และบุคลากรผู^สอน รวมทั้งได^ทำภารกิจการบริการวิชาการให^ชุมชนท^องถิ่นอยcางหลากหลาย เล็งเห็นความจำเปòน ของการพัฒนาบุคลากรให^มีความสามารถในการชcวยเหลือดูแลผู^ปôวยให^มีคุณภาพได^มาตรฐาน สามารถให^การดูแลผู^สูงอายุใน ชุมชนได^ รวมถึงสร^างเครือขcายทางด^านการปฏิบัติการพยาบาลกับแหลcงฝõก และสอดคล^องกับข^อบังคับของสภาการพยาบาลวcา ด^วยการรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล พ.ศ. 2561 เพื่อให^มีการผลิตผู^ชcวยเหลือดูแลผู^ปôวยที่มีคุณภาพและ สามารถชcวยเหลืองานบริการพยาบาลให^มีประสิทธิภาพ คณะพยาบาลศาสตร6จึงได^พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวย พยาบาลเพื่อผลิตผู^ชcวยพยาบาลชcวยงานบริการพยาบาลที่ไมcยุcงยากซับซ^อนในโรงพยาบาล ในชุมชนและชcวยเหลืองานบริการ สุขภาพในองค6กรอื่นๆ ตอบสนองตามความต^องการของสังคมตcอไป คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ได^เปûด หลักสูตร non-degree upskill reskill หลักสูตร ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ให^ตอบโจทย6ตามตัวชี้วัดของมหาวิทยาลัย ในตัวชี้วัดที่สำคัญของมหาวิทยาลัย KR1.11 หลักสูตร non-degree ยุทธศาสตร6ที่ 1 ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีความเชี่ยวชาญตามความต^องการของประเทศ โดยมุcงหมาย ให^บัณฑิตศักยภาพ มีทักษะ สมรรถนะวิชาชีพระดับสูง และความคิดสร^างสรรค6 พร^อมประกอบอาชีพ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ตามความต^องการของประเทศ และเปòนที่ต^องการของตลาดแรงงาน โดยมุcงพัฒนารับปรุงหลักสูตร และสร^างองค6ความรู^ที่ สอดคล^องแนวทางการพัฒนาประเทศและความต^องการของตลาดแรงงาน นำรcองมุcงเน^น 5 กลุcมสาขาวิชาตามแผนพลิกโฉม มหาวิทยาลัยฯ พัฒนาอาจารย6ให^มีความเปòนเลิศทางวิชาการ มีศักยภาพ เปòนพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตบัณฑิต วิชาชีพชั้นสูง สร^างองค6ความรู^และนวัตกรรมรcวมกับภาคอุตสาหกรรม ปรับกระบวนการผลิตบัณฑิตสcงเสริมการผลิตบัณฑิตนัก ปฏิบัติ สร^างและประเมินมาตรฐานความรู^ ทักษะ สมรรถนะบัณฑิตแตcละสาขา เตรียมห^องเรียน/ห^องปฏิบัติการ/อุปกรณ6การ เรียนการสอนให^พร^อมใช^ รองรับการสอนออนไลน6และการสอนที่เน^นปฏิบัติ เสริมสร^างคุณลักษณะ 4 ประการละทักษะบัณฑิต ศตวรรษที่ 21 พัฒนานักศึกษาให^มี อัตลักษณ6ของมหาวิทยาลัยคือ “พอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา” และอัตลักษณ6ของคณะ คือ “พร^อมเรียนรู^ จิตบริการ” รวมถึงการสนับสนุนการเรียนรู^ตลอดชีวิตด^วยระบบการเรียนรู^แบบสะสมหนcวยกิต พัฒนา หลักสูตร non-degree เพื่อเพิ่มพูนทักษะสำหรับบุคคลทุกชcวงวัย จากประสบการณ6ทำงานที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลได^มีผู^สำเร็จ การศึกษามาแล^ว 4 รุcน ปdการศึกษา 2561-2564 มีผู^สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 107 คน และกำลังศึกษาอยูcจำนวน 1 รุcน ปd การศึกษา 2565 จำนวน 43 คน พบวcา คณะพยาบาลศาสตร6ยังไมcได^วางระบบการจัดเก็บข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษา ได^แกc ภาวะมีงานทำ สถานที่ทำงานหลังการสำเร็จการศึกษา ตำแหนcงปvจจุบัน ผลการประเมินจากผู^บังคับบัญชา ความพึงพอใจตcอ หลักสูตร และอัตลักษณ6ของคณะ ซึ่งระบบการบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ใช^ระบบ ของสำนักงานสcงเสริมวิชาการและงานทะเบียนของมหาวิทยาลัย ยังไมcมีการทบทวนออกแบบระบบการจัดเก็บข^อมูลของ ผู^สำเร็จการศึกษาด^วยเทคโนโลยี เมื่อต^องการข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาเจ^าหน^าที่ต^องทำการจัดค^นหาจากเอกสารเปòนหลัก ซึ่งสcงผลทำให^การบริหารจัดการงานลcาช^า ข^อมูลไมcถูกต^อง มีความซ้ำซ^อนและสูญหายของข^อมูล และไมcสามารถประเมินผล และติดตามผลลัพธ6ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลได^อยcางมีประสิทธิภาพ ผู^วิจัยในฐานะนักวิชาการศึกษาที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการหลักสูตรด^านงานบริการวิชาการโดยเฉพาะ หลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล จึงต^องการพัฒนางานประจำด^วยการศึกษาและออกแบบขั้นตอนการทำงานของระบบ ฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ด^วยการนำแนวคิดเทคโนโลยีสารสนเทศมามาพัฒนาชุดข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ให^เปòนระบบที่เน^นการจัดเก็บอยcางเปòนระบบ สามารถสืบค^นข^อมูลได^ สะดวกและรวดเร็ว โดยระบบนั้นสามารถเข^าถึงฐานข^อมูลเพื่อเข^าระบบเพื่อเพิ่ม แก^ไข ลบ ค^นหาข^อมูลด^วย คำสำคัญ ค^นหา รายชื่อมีการแบcงสิทธิ์การใช^งานระบบในการจัดการฐานข^อมูล ซึ่งผู^ใช^งานเรียกดูข^อมูลที่เปòนข^อมูลปvจจุบัน โดยสามารถดูได^ทุก


ที่ทุกเวลาได^อยcางรวดเร็ว สcวนผู^ดูแลระบบ จะสามารถจัดเก็บข^อมูล การเพิ่มข^อมูล การลบข^อมูล การค^นหาข^อมูล การแก^ไข ปรับปรุงข^อมูล และการรายงานผลข^อมูลได^ โดยผู^วิจัยคาดหวังวcาจะนำระบบงานนี้ไปพัฒนาในการปรับปรุงหลักสูตรให^ ทันสมัยและสอดคล^องกับสถานการณ6ปvจจุบัน ให^สามารถใช^รcวมกับหนcวยงานภายนอกในการทำวิจัยครั้งตcอไป 2. วัตถุประสงคG 2.1. เพื่อจัดทำเพื่อพัฒนาระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะพยาบาล ศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 2.2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ของคณะ พยาบาลศาสตร6ปdการศึกษา 2561-2564 3.วิธีการศึกษา 3.1 กลุ'มตัวอย'าง 3.1.1 ผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ปdการศึกษา 2561-2564 จำนวน 107 ราย 3.1.2 อาจารย6 เจ^าหน^าที่ผู^ใช^ระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 30 ราย 3.2 วิธีการดำเนินการ 3.2.1 ระยะเก็บข^อมูลกcอนการพัฒนา สำรวจ ศึกษาข^อมูลและปvญหาของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ภาวะมีงานทำ สถานที่ทำงานหลังการสำเร็จการศึกษา ตำแหนcงปvจจุบัน ผล การประเมินจากผู^บังคับบัญชา ความพึงพอใจตcอหลักสูตร อัตลักษณ6ของคณะและความต^องการจากผู^สำเร็จ การศึกษา ด^วยแบบสอบถามแบบออนไลน6 โดยใช^ google form ในการตอบแบบสอบถามการจัดเก็บข^อมูล เบื้องต^น และสรุปผลการสำรวจ โดยมีการทดสอบถามแบบ ทดสอบความตรง โดยใช^ผลการประเมินของ ผู^ทรงคุณวุฒิ 3 ด^าน ด^านการพัฒนาหลักสูตร ด^านการบริหารหลักสูตร ด^านการพัฒนาระบบ และเก็บข^อมูล จากผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ปdการศึกษา 2561-2564 3.2.2 ระยะพัฒนาและออกระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะ พยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ตามชุดข^อมูลที่ได^จากการสำรวจภาวะมีงานทำได^แกc 1) ข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ที่ต^องมีการจัดการข^อมูล ซึ่ง ประกอบด^วยชื่อ-สกุล เบอร6โทร อีเมล 2) อาชีพที่ทำงาน ตำแหนcงปvจจุบัน สถานที่ทำงานหลังการสำเร็จ การศึกษา ความก^าวหน^าในที่ทำงาน ความพอใจตcอสายงาน 3) ความพึงพอใจตcอหลักสูตรประกาศนียบัตร ผู^ชcวยพยาบาล 4) ผลการประเมินจากผู^บังคับบัญชา 5) คุณลักษณะของผู^สำเร็จการศึกษาตามอัตลักษณ6 ของคณะพัฒนาระบบ ผู^วิจัยเลือกใช^เครื่องมือในการพัฒนาระบบดังนี้ 4.2.1 ภาษาที่ใช^ในการพัฒนาระบบได^แกc HTML, PHP, JAVASCRIPT, MYSQL 4.2 เครื่องมือที่ใช^ในการพัฒนา VS STUDIO CODE 4.3 MySQL จัดการฐานข^อมูลเชิงสัมพันธ6 4.4 ใช^ BOOTSTRAP FRAMEWORK ในการพัฒนาแอปพลิเคชั่น 3.2.3 ทดสอบระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมโดยผcานคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรผู^ชcวยพยาบาล จำนวน 5 ทcาน


3.2.4 ประเมินประสิทธิผลระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะ พยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 3.3การวิเคราะหGขVอมูล 3.3.1 แบบสอบถามแบบออนไลน6 : สถิติที่ใช^เชิงพรรณนา ร^อยละ ความถี่ คcาเฉลี่ย สcวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยแบcงการวิเคราะห6ดังนี้ 1) ข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ที่ต^องมีการจัดการข^อมูล ซึ่งประกอบด^วยชื่อ-สกุล เบอร6โทร อีเมล 2) อาชีพที่ทำงาน ตำแหนcงปvจจุบัน สถานที่ทำงานหลังการสำเร็จการศึกษา ความก^าวหน^าในที่ ทำงาน ความพอใจตcอสายงาน 3) ความพึงพอใจตcอหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล 4) ผลการประเมินจากผู^บังคับบัญชา 5) คุณลักษณะของผู^สำเร็จการศึกษาตามอัตลักษณ6ของคณะ 3.3.2 โดยจะกำหนดสิทธิให^ผู^ใช^งานระบบสามารถค^นหาข^อมูล ด^วยคำสำคัญจากชื่อ-สกุลสามารถแสดง รายงานข^อมูล และในสcวนของผู^ดูแลระบบสามารถเพิ่ม ลบ แก^ไข ข^อมูลได^ทั้งนี้จากข^อมูลดังกลcาว ผู^วิจัยจะนำเทคโนโลยี สารสนเทศ ด^านระบบบริหารฐานข^อมูลมาใช^ในการจัดการข^อมูล เพื่อให^ข^อมูลผู^สำเร็จการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล ที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำมาตcอยอดในทำในหลักสูตรตcอไปได^ 4. ผลการศึกษา ส'วนที่ 1 กระบวนการพัฒนาระบบฐานขVอมูลของผูVสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผูVช'วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตรG มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผู^วิจัยได^ออกแบบการดำเนินการ 5 ขั้นตอนโดยมีรายละเอียดดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ผู^วิจัยได^ทำการสำรวจข^อมูลปvญหาผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะ พยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเพื่อค^นหาปvญหา ทำความเข^าใจถึงปvญหาที่เกิดขึ้น และสำรวจความต^องการ ของผู^ใช^ เพื่อหาแนวทางของระบบใหมcที่จะตอบสนองความต^องการ โดยผลการศึกษาพบวcา 1.ข^อมูลผู^สำเร็จการศึกษา จากกลุcมตัวอยcางจำนวน 107 คน (ร^อยละ 100) พบวcา 1.1 ผู^สำเร็จการศึกษาจำนวน 80 คน (ร^อยละ 74.76) ประกอบอาชีพผู^ชcวยพยาบาลหรือทำงานในสถานบริการ สcวนใหญcทำงานในสถานบริการภาคเอกชน ผู^สำเร็จการศึกษาสcวนน^อยจำนวน 27 คน (ร^อยละ 25.24) ไมcได^ทำงานตรงสาย งาน หรือบางรายประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้สcวนใหญcให^ข^อมูลวcา หากประกอบอาชีพผู^ชcวยพยาบาลมีความก^าวหน^าในที่ทำงานจะ มีความพึงพอใจตcอสายงานระดับดีมากที่สุด (ดังตารางที่ 1 , xˉ= 4.52, S.D.=0.71) นอกจากนั้นยังให^ข^อมูลเชิงคุณภาพวcา หลังสำเร็จการศึกษามีเวลาให^ครอบครัว คุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู^สำเร็จการศึกษาทุกรายไมcได^รับการศึกษาเฉพาะทางหลังจากการ สำเร็จการศึกษา 1.2 ผลการสำรวจความพึงพอใจของหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลจากผู^สำเร็จการศึกษาพบวcา สcวน ใหญcมีความพึงพอใจในหลักสูตรด^านการเรียนการสอนภาคทฤษฎี ระดับดีมาก ( xˉ= 4.48, S.D.=0.62) และพึงพอใจใน หลักสูตรด^านการเรียนการสอนภาคปฏิบัติอยูcในระดับดีมาก ( xˉ= 4.47, S.D.=0.61) โดยมีรายละเอียดดังตาราง


ตารางที่ 1 รายละเอียดความพึงพอใจตcอหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล รายละเอียดความพึงพอใจต'อ หลักสูตรประกาศนียบัตรผูVช'วยพยาบาล ค'าเฉลี่ย ส'วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลความหมาย ด^านการเรียนการสอนภาคทฤษฎี 4.48 0.62 ระดับดีมาก ด^านการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ 4.47 0.61 ระดับดีมาก ด^านความพึงพอใจตcอสายงาน 4.52 0.71 ระดับดีมากที่สุด ภาพรวม 4.49 0.65 ระดับดีมาก 1.3 ผลการสำรวจคุณลักษณะของผู^สำเร็จการศึกษาตามอัตลักษณ6ของคณะพยาบาลศาสตร6 พบวcา ผู^สำเร็จ การศึกษาประมินตนเองวcามีคุณลักษณะ อัตลักษณ6ของคณะพยาบาลศาสตร6ในระดับดีมาก ( xˉ= 4.50, S.D.=0.75) มีจิต บริการ มีน้ำใจ ด^วยความเต็มใจและเสียสละ ในระดับดีมาก ( xˉ= 4.52, S.D.=0.73) ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังตาราง ตารางที่ 2 คุณลักษณะของผู^สำเร็จการศึกษาตามอัตลักษณ6ของคณะ คุณลักษณะของผู^สำเร็จการศึกษาตามอัตลักษณ6ของคณะ ค'าเฉลี่ย ส'วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลความหมาย พร^อมเรียนรู^ในเรื่องตcางๆ ที่สามารถนำไปประยุกต6ใช^ตcอไปได^ 4.49 0.77 ระดับดีมาก มีจิตบริการและมีน้ำใจ ด^วยความเต็มใจและเสียสละ 4.52 0.73 ระดับดีมากที่สุด ภาพรวมของคุณลักษณะอัตลักษณ6คณะพยาบาลศาสตร6 4.50 0.75 ระดับดีมากที่สุด 2. ข^อมูลผลการประเมินจากผู^บังคับบัญชาตcอผู^สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลพบวcา ผู^บังคับบัญชาพึงพอใจตcอผู^สำเร็จการศึกษาระดับดีมากที่สุด ( xˉ= 4.50, S.D.=1.22) พึงพอใจตcอคุณลักษณะ อัตลักษณ6ของ คณะพยาบาลศาสตร6ในระดับดีมาก ( xˉ= 4.43, S.D.=1.22) และการประยุกต6ใช^ความรู^ในการชcวยเหลือทางการพยาบาลใน ระดับดีมาก ( xˉ= 4.31, S.D.=1.19) ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังตาราง ตารางที่ 3 รายละเอียดความพึงพอใจของผู^บังคับบัญชาตcอหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล รายละเอียดความพึงพอใจของผูVบังคับบัญชา ค'าเฉลี่ย ส'วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลความหมาย ประยุกต6ใช^ความรู^ในการชcวยเหลือทางการพยาบาล 4.31 1.19 ระดับดีมาก คุณลักษณะ อัตลักษณ6คณะพยาบาลศาสตร6 4.43 1.22 ระดับดีมาก ความพึงพอใจของผู^สำเร็จการศึกษา 4.50 1.22 ระดับดีมากที่สุด จากข^อมูลข^างต^นได^มองเห็นชุดข^อมูลของปvญหาที่เกิดขึ้นจากการเก็บข^อมูลคือ ชุดข^อมูลภาวะมีงานทำยังได^ไมc สมบูรณ6 เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงงานบcอยทำให^ข^อมูลไมcครบถ^วน ความเปòนไปได^ในการพัฒนาระบบของผู^วิจัยจะต^องใช^ ระบบอาจารย6ที่ปรึกษาชcวยกำกับติดตามในการปรับให^ระบบมีความทันสมัย


ขั้นตอนที่ 2 ผู^วิจัยได^ทำการวิเคราะห6ปvญหาที่เกิดขึ้นในขั้นที่ 1 จึงได^กำหนดกรอบของการพัฒนาระบบฐานข^อมูล ของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการพัฒนาระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ขั้นตอนที่ 3 ผู^วิจัยได^นำกรอบแนวคิดในขั้นตอนที่ 2 ไปปรึกษาผู^เชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบ โดยมีวางระบบการ ออกแบบการเก็บข^อมูล ฐานที่ 1 ระบบข^อมูลสcวนบุคคลและการศึกษา เชcน ชื่อ นามสกุล ปdการศึกษา ศาสนา เบอร6โทรศัพท6 สถานะการศึกษา สถานที่ทำงาน ฐานที่ 2 ระบบบริหารจัดการหลักสูตร เชcน รายวิชา บันทึกผลการเรียน ใบรับรองผล การศึกษา ฐานที่ 3 ระบบการประเมินผลหลักสูตรเชcน คุณลักษณะ อัตลักษณ6ของหลักสูตร ความพึงพอใจของผู^สำเร็จ การศึกษาในหลักสูตร ความพึงพอใจของผู^สำเร็จการศึกษาตcอสายงาน ความพึงพอใจของผู^บังคับบัญชาในหลักสูตร ภาพที่ 2 ระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม


ขั้นตอนที่ 4 ผู^วิจัยปรับปรุงและพัฒนาระบบฐานข^อมูล โดยจัดเก็บรายงานข^อมูลผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล พบวcา การกรอกข^อมูลในฐานที่ 3 ระบบการประเมินผลหลักสูตรไมcสามารถออกแบบในระบบ ฐานข^อมูลได^ เนื่องจากระบบเปòนการกรอกข^อมูลนำเข^าแบบรายบุคคลและเก็บข^อมูลเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล^วระยะเวลา 1 ปd จึงได^ดำเนินการตัดออกจึงเหลือ 2 ฐาน ซึ่งตรงกับคำนำแนะนำของ ผู^ทรงคุณวุฒิทางด^านการสอน ด^านระบบฐานข^อมูล ด^านการวัดประเมินผลจำนวน 3 คน ที่ประเมินผลแล^วให^คำแนะนำวcา ด^านประสิทธิภาพของระบบฐานข^อมูลควรคำนึงถึงการ นำใช^งานจริง และผลลัพธ6ของงานทะเบียนจากการจัดการศึกษา ควรปรับปรุงเพื่อให^เกิดประโยชน6 โดยพึงพอใจในด^านนี้ระดับ มาก ( xˉ= 4.33, S.D.=0.67) จึงทำให^ได^ข^อสรุปวcา ฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีจำนวน 2 ฐานคือ ฐานที่ 1 ระบบข^อมูลสcวนบุคคลและการศึกษา เชcน ชื่อ นามสกุล ปd การศึกษา ศาสนา เบอร6โทรศัพท6 สถานะการศึกษา สถานที่ทำงาน ฐานที่ 2 ระบบบริหารจัดการหลักสูตร เชcน รายวิชา บันทึก ผลการเรียน ใบรับรองผลการศึกษา ขั้นตอนที่ 5 ผู^วิจัยทำการประเมินประสิทธิภาพฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวย พยาบาลคณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ซึ่งจะนำเสนอในสcวนที่ 2 ส'วนที่ 2 ประสิทธิภาพการจัดเก็บขVอมูลของผูVสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผูVช'วยพยาบาล ของคณะ พยาบาลศาสตรG ปiการศึกษา 2561-2564 จากระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมได^ดำเนินการให^ผู^ใช^ข^อมูลได^แกc อาจารย6 เจ^าหน^าที่ผู^ใช^ระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษา ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 30 ราย จำนวน 30 คนได^ทำการประเมินผลการศึกษาพบวcา ภาพรวมของประสิทธิภาพระบบฐานข^อมูลอยูcในระดับมากที่สุด ( xˉ= 4.51, S.D.=0.59) โดยเฉพาะด^านการรักษาความปลอดภัยของข^อมูลระดับมากที่สุด ( xˉ= 4.59, S.D.=0.57) รองลงมาคือ ด^านสามารถทำงานได^ตามหน^าที่ ระดับมากที่สุด ( xˉ= 4.53, S.D.=0.56) ตามลำดับ ตารางที่4 ผลของประสิทธิภาพระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ประสิทธิภาพระบบฐานขVอมูลของผูVสำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรผูVช'วยพยาบาล คณะพยาบาลศาสตรG มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ค'าเฉลี่ย ส'วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลความหมาย ด^านความตรงความต^องการ 4.43 0.68 ระดับดีมาก ด^านสามารถทำงานได^ตามหน^าที่ 4.53 0.56 ระดับดีมากที่สุด ด^านความงcายตcอการใช^งาน 4.49 0.58 ระดับดีมาก ด^านประสิทธิภาพ 4.49 0.58 ระดับดีมาก ด^านการรักษาความปลอดภัยของข^อมูล 4.59 0.57 ระดับดีมากที่สุด ภาพรวม 4.51 0.59 ระดับดีมากที่สุด


5. การอภิปรายผล กระบวนการพัฒนาระบบฐานข^อมูลของผู^สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู^ชcวยพยาบาลคณะพยาบาล ศาสตร6 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมใช^หลักการพัฒนา 5 ขั้นตอนตามหลักการวิจัยและพัฒนาที่เน^นการออกแบบตามปvญหา การพัฒนาและปรับปรุงแตcละขั้นตอนอยcางตcอเนื่อง อีกทั้งยังสอดคล^องกับบทสรุปการพัฒนาของณัฏฐนันท6 ศูนย6จันดา (2560) ภานุมาศ บุตสีผา, สุขสถิต มีสถิต, และ สมบูรณ6 ชาวชายโขง (2561) เพ็ญนภา ดำหมัด, ศักดิ์ชาย รักการ และปพน สีหอมชัย (2558) และ ทวี หาแก^ว, ประเทือง ภูมิภัทราคม และพรรณราย เทียมทัน (2557) โดยแตกตcางกันตามนักพัฒนาระบบที่ ต^องการเก็บรวบรวมข^อมูลและความเชี่ยวชาญของผู^ออกแบบและพัฒนาระบบเปòนหลัก จึงสcงผลให^หน^าตามของระบบเปòนไป ตามโปรแกรมที่เชี่ยวชาญ อยcางไรก็ตามประเด็นการออกแบบระบบให^ตรงตามความต^องการของผู^ใช^ระบบ ผู^วิจัยคำนึงถึงชุดข^อมูลที่ หลากหลายมีหลายชั้นการเข^าถึงด^วยการสร^างแนวปฏิบัติในการทำงาน (จุฬาลักษณ6 จันทร6เพชร, เอกชัย คนคิด และ พิศสมัย คุ^มสุวรรณ, 2566) เนื่องจากมีวัตถุประสงค6ของการใช^ชุดข^อมูลที่แตกตcางกัน ดังนั้นการวางรากฐานข^อมูลเพื่อการใช^ประโยชน6 ตcอนักวิชาการศึกษา คณะพยาบาลศาสตร6ที่ต^องใช^ข^อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการทำงานเพื่อรองรับการออกแบบ หลักสูตร upskill, reskill , and new skill ที่คณะพยาบาลศาสตร6จะวางแผนการพัฒนาในอนาคตได^อยcางมีประสิทธิภาพ 6. ขVอเสนอแนะ 6.1 ควรพัฒนาระบบการรายงานผลให^เกิดความตcอเนื่องและจัดชุดข^อมูลของระบบให^เห็นแนวโน^มการกำกับติดตามผล การบริหารหลักสูตร 6.2 ควรจัดทำ Flow chart หรือแนวปฏิบัติในการลงข^อมูลในระบบฐานข^อมูลและวางแผนการจัดอบรมภายใน หนcวยงานให^ผู^ปฏิบัติงานได^ใช^งานระบบอยcางมีประสิทธิภาพ 6.3 ควรประสานงานและเชื่อมตcอกับของมหาวิทยาลัยเพื่อให^ระบบได^ถูกนำใช^ในหลักสูตร up skill, re skill และ new skill ในอนาคต 7. เอกสารอVางอิง กีรติ. (2555). วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle :SDLC). สืบค^นเมื่อ 18 กุมภาพันธ6 2566, จาก http://kerati-nuallaong.blogspot.com/2012/03/systemdevelopment-life-cycle-sdlc.html. ทวี หาแก^ว, ประเทือง ภูมิภัทราคม และพรรณราย เทียมทัน (2557) การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการประกันคุณภาพ ภายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรณีศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร6 ปdที่ 9 ฉบับที่25 มกราคม – เมษายน 2557 หน^า 35-50 ทวีป ศิริรัศมี. (2552). การวางแผนพัฒนาและประเมินโครงการ. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุนสนับสนุน การวิจัย, 2545. ณัฏฐนันท6 ศูนย6จันดา.(2560). การพัฒนาระบบฐานข^อมูลศิษย6เกcา คณะวิทยาศาสตร6และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบุรี วิทยานิพนธ6ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสนเทศศาสตร6เพื่อการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ณัฏฐพันธ6 เขจรนันทน6. (2551). การวิเคราะห6และออกแบบระบบสารสนเทศ. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น. เพ็ญนภา ดำหมัด, ศักดิ์ชาย รักการ และปพน สีหอมชัย (2558) การจัดการระบบสารสนทศหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร มหาบัณฑิตสาขาวิซาการจัดการงานวิศวกรรม มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิศวกรรมสารเกษมบัณฑิต ปdที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2558 หน^า 79-93 ฝôายผลิตหนังสือตำราวิชาการคอมพิวเตอร6. (2551). การวิเคราะห6และออกแบบระบบ. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.


ภานุมาศ บุตสีผา, สุขสถิต มีสถิต, และ สมบูรณ6 ชาวชายโขง (2561) การพัฒนาระบบสนเทศเพื่อการจัดการข^อมูลหลักสูตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร :วารสารบัณฑิตศึกษาปdที่ 15 ฉบับที่ 68 มกราคม -มีนาคม 2561 P.141-146 สุพิชฌาย6 เตชะธิติธนวงศ6. (2548). การพัฒนาระบบฐานข^อมูลศิษย6เกcา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล^าธนบุรี. วิทยานิพนธ6ครุศาสตร6อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร6และเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล^าพระนครเหนือ. อรยา ปรีชาพานิช. (2557). คูcมือเรียน การวิเคราะห6และออกแบบระบบ (System Analysis and Design) ฉบับสมบูรณ6. นนทบุรี: ไอดีซีฯ


1 ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร1างความยืดหยุ:นทางอารมณ> เพื่อลดความเครียดในนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม หทัยชนก บัวเจริญ1 วริยา จันทร1ขำ2 , ยรรยง บุ7งทอง3 , และ พัทธมน ไข@บัว3 , 1 รองศาสตราจารย1คณะพยาบาลศาสตร1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จังหวัดนครปฐม 2 ผู7ช@วยศาสตราจารย1 คณะพยาบาลศาสตร1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จังหวัดนครปฐม 3 นักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จังหวัดนครปฐม บทคัดย(อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค5เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5เพื่อลดความเครียดในนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม วิธีการ: การวิจัยครั้งนี้เปPนการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Designs) กลุAมตัวอยAาง เปPนนักศึกษาคณะครุศาสตร5ศาสตร5ชั้นปdที่ 1-3 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข>อมูลโดยใช>แบบ ประเมินความเครียดด>วยตนเองสวนปรุง (SuanprungStressTest-20,SPST-20) ของกรมสุขภาพจิต และได>ออกแบบ เครื่องมือในการทดลอง คือ โปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ตามแนวคิดกรอทเบิร5กประกอบด>วย 4 กิจกรรมคือ Podcast ลดความเครียด สร>างกำลังใจ , สร>างพลังใจให>ตัวเอง , กำลังใจจากตัวเอง และสมาธิคลายเครียด การศึกษา ค>นคว>าวิจัยครั้งนี้ทีมผู>วิจัยได>นำข>อมูลจากแบบประเมินความเครียดด>วยตนเองสวนปรุง (SuanprungStressTest-20,SPST20) กAอนและหลังเข>ารAวมการทดลองโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5มาวิเคราะห5ข>อมูลด>วยโปรแกรม SPSS วิเคราะห5ผลการศึกษาโดย ใช>สถิติPaired Samples t-test เปรียบเทียบความแตกตAางของความเครียดกAอนและหลังเข>ารAวม โปรแกรม ผลการศึกษา พบวAา โปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ด>วยกิจกรรมPodcast ลดความเครียด สร>าง กำลังใจ , สร>างพลังใจให>ตัวเอง , กำลังใจจากตัวเอง และ สมาธิคลายเครียด ได>คAาสถิติทดสอบทีเทAากับ -8.146 ที่องศาอิสระ เทAากับ 29 และ Sig เทAากับ .000 สรุปได>วAาหลังจากที่ได>รับโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5เปPนระยะเวลา 4 สัปดาห5ทำให>มีการพัฒนาเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ทำให>ความเครียดลดลง อยAางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คำสำคัญ: นักศึกษา, โปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5และ ระดับความเครียด


2 Development of an Emotional Resilience Enhancement Program to Reduce Stress in Students at Nakhon Pathom Rajabhat University Hathaichanok Buajaroen1 , Wariya Chankham2 , Yanyong Bungthong3 , and Phatthamon Khaibua3 , 1 Associate Professor Faculty of Nursing Nakhon Pathom Rajabhat University Nakhon Pathom Province 2 Assistance Professor Faculty of Nursing Nakhon Pathom Rajabhat University Nakhon Pathom Province 3 Student, Faculty of Nursing Nakhon Pathom Rajabhat University Nakhon Pathom Province The objective of this research is to develop an emotional resilience enhancement program to reduce stress in students at Nakhon Pathom Rajabhat University. Methodology: This research is a quasi-experimental study. The sample group consists of 30 first to third-year students from the Faculty of Education at Nakhon Pathom Rajabhat University. Data was collected using the Suanprung Stress Test-20 (SPST-20) selfassessment questionnaire from the Department of Mental Health. The experimental tool designed was an emotional resilience enhancement program based on Grotberg's concept, which includes four activities: stress-reducing podcasts, self-motivation, self-encouragement, and stress-relief meditation. In this research study, the research team collected data using the Suanprung Stress Test-20 (SPST-20) self-assessment questionnaire before and after participating in the emotional resilience enhancement program. The data was then analyzed using the SPSS software. The study results were analyzed using the Paired Samples ttest to compare the differences in stress levels before and after participating in the program. The study found that the emotional resilience enhancement program, which included activities such as stress-reducing podcasts, self-motivation, self-encouragement, and stress-relief meditation, resulted in a t-test statistic of - 8.146 with 29 degrees of freedom and a significance level (Sig) of .000. In conclusion, after participating in the emotional resilience enhancement program for a period of 4 weeks, there was a significant development in emotional resilience, leading to a statistically significant reduction in stress at the 0.05 level. Keywords: students, emotional resilience building program, and stress levels 1. บทนำ ปíญหาสุขภาพจิต หรือสภาวะทางจิตใจที่แสดงออกทางความคิดอารมณ5และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทำให>บุคคลขาด ความสามารถในการปรับตัวให>เข>ากับสังคมและสิ่งแวดล>อมรอบข>างทำให>ไมAสามารถดำรงชีวิตอยAางเปPนปกติสุข (กรม สุขภาพจิต, 2562:2) ปíจจุบันปíญหาสุขภาพจิตเปPนปíญหาที่สำคัญที่สAงผลกระทบตAอสังคมและเศรษฐกิจ (World Health Organization, 2017: 2)และมีแนวโน>มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกปíญหาสุขภาพจิตสAวนใหญAเริ่มพัฒนาขึ้นในวัยรุAนซึ่งเปPนชAวงอายุที่มี การเปลี่ยนแปลงทั้งทางด>านรAางกายและจิตใจวัยรุAนมีการเปลี่ยนแปลงของรAางกายที่เจริญเติบโตอยAางรวดเร็วทั้งระบบ ภายนอกและภายในรAางกายโดยเฉพาะอยAางยิ่งระบบฮอร5โมนและรูปรAางที่สAงผลตAอการเปลี่ยนแปลงรAางกาย (storm and stress) ของวัยรุAนซึ่งอาจแสดงออกมาในรูปแบบของความก>าวร>าวอารมณ5แปรปรวนนอกจากนี้วัยรุAนยังเปPนชAวงวัยสำคัญใน การพัฒนาทางด>านสังคมในการค>นหาอัตลักษณ5แหAงตนเพื่อเสริมสร>างความมั่นใจให>กับตนเองและความต>องการการยอมรับ


3 จากบุคคลอื่น โดยกรมสุขภาพจิตกลAาวไว>วAาปíญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นบAอย เชAน ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร>า อาจเกิดจาก ปíจจัยที่หลากหลาย ทั้งด>านสังคม จิตใจและทั้งปíจจัยทางชีวภาพ ในสAวนของปíจจัยด>านจิตใจ (psychological factors) เชAน กระบวนการคิด (Beck, A. T., Rush, J. A., Shaw, B., & Emery, G., 2010:3) กระบวนการภายในจิตใจที่เกิดจากการเผชิญ สถานการณ5ที่ยากลำบาก ในชีวิต (Stikkelbroek, Y., Bodden, D. H. M., Kleinjan, M., Reijnders, M., & Barr, A. L., 2016:3) ความเครียดสะสม (Thapar, A., Collishaw, S., Pine, D. S., & Thapar, A. K., 2012:3) ปíจจัยทางสังคม (sociodemographic factors) เชAน เพศ เชื้อชาติอายุสถานะของครอบครัว (Lemstra, M., Neudorf, C., D’Arcy, C., Kunst, A., Warren, L. M., & Bennett, N. R., 2008); (Narmandakh, A., Roest, A. M., Jonge, P. de, & Oldehinkel, A. J., 2021:3) เปPนต>น และ ปíจจัยด>านชีวภาพ (biological factors) เชAน พันธุกรรม (Shadrina, M., Bondarenko, E. A., & Slominsky, P. A. 2018:3) การเปลี่ยนแปลงฮอร5โมนในรAางกาย ในวัยเจริญพันธุ5 (Angold, A., & Costello, J,. 2006) ; (Lewis, G., Loannidis, K., Harmelen, A.-L. V., Neufeld, S., Stochl, J., Lewis, G., … Goodyer, I., 2018:3) การเปลี่ยนแปลงของ สารสื่อประสาท (Kraus, C., Castren, E., Kasper, S., & Lanzenberger, R. (2017).; Straub, J., Brown, R., Malejko, K., Bonenberger, M., Gron, G., Plener, P. L., & Abler, B., 2019:3) เปPนต>นซึ่งสภาพสังคมโลกในปíจจุบันเปPนสังคมยุคที่มีการ แขAงขันสูง เพื่อความอยูAรอดจึงกAอให>เกิดผลกระทบตAอการดำรงชีวิตของมนุษย5ทั้งด>านรAางกาย จิตใจ อารมณ5สังคม และจิต วิญญาณ ทำให>เกิดความเหนื่อยล>าจากการที่ต>องปรับตัว จึงทำให>เกิดความเครียดขึ้น ซึ่งความเครียดเปPนปíญหาสุขภาพจิตที่ นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จากข>อมูลที่ได>จากการสำรวจแสดงให>เห็นวAา ร>อยละ 84 ของประชากรโลก (Cigna Well Being Survey 2019: 32) กำลังได>รับผลกระทบจากปíญหาความเครียด จนสAงผลให>กลายเปPนปíญหาเรื้อรังอื่น ๆ ทางด>าน สุขภาพตามมา ในปíจจุบันในกลุAมนักศึกษามีปíญหาความเครียดและปíญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน>มจากสถิติโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทุกปdขณะที่ผลสำรวจของประเทศไทยพบวAา ประเทศไทยมีความเครียดสูงเปPนอันดับ 5 ของโลก จากทั้ง 23 ประเทศที่ทำการ สำรวจครั้งนี้โดยมีคนไทยถึงร>อยละ 62 (กรมสุขภาพจิต 2562:2) ยอมรับวAาตัวเองมีความเครียด ซึ่งสูงกวAาคAาเฉลี่ยทั่วโลก อยูA ที่ร>อยละ 84 และมีแนวโน>มเพิ่มมากขึ้นทุกปdโดยจากผลการสำรวจความเครียดของกลุAมนักศึกษาจังหวัดนครปฐมร>อยละ 33.69 (กรมสุขภาพจิต2562:2) นับวAาเปPนปíญหาที่ต>องดำเนินการป¶องกันแก>ไขในกลุAมนักศึกษาซึ่งจะเปPนทรัพยากรสำคัญใน อนาคต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยล>วนแตAเปPนกลุAมบุคคลที่มีระดับความเครียดสูง (Chareonwutpong & Wattradul, 2011: 188) เนื่องจากนักศึกษาชAวงวัย 18-22 ปdเปPนชAวงที่ต>องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงตAางๆ เชAน เปลี่ยนจากการอยูAกับผู>ปกครอง มาใช>ชีวิตในหอพัก ปรับตัวเข>ากับการเรียนและหลักสูตรเฉพาะสาขา กAอให>เกิดความเครียดแกAผู>เรียนเนื่องจากมีการเรียนที่ หนักและมีการฝ®กปฏิบัติงานทAามกลางความกดดันและความหวังจากครอบครัวและบุคคลอื่น จึงทำให>มีความเครียดสูงกวAา กลุAมวิชาชีพอื่น (Srisang, 2014:188) ซึ่งการจัดการเรียนการสอนคณะครุศาสตร5มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเปPนการจัด การศึกษาที่เตรียมวิชาชีพครูให>เปPนผู>ที่มีความสามารถทั้งในด>านวิชาการและการปฏิบัติการสอนตามลักษณะของครุสภา ซึ่ง ปíญหาความเครียดของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เริ่มเปPนปíญหา มีแนวโน>มความรุนแรงและขยายตัวมากขึ้น จากการสำรวจข>อมูลเบื้องต>นพบวAา นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมมีปíญหาความเครียด ปíญหาวิตกกังวล ปíญหา ซึมเศร>า บางคนต>องพักการเรียน ปรับตัวเข>ากับเพื่อนไมAได>รอลงทะเบียนเรียนใหมA บางคนต>องเข>ารับการปรึกษาจากแพทย5 เพื่อรับยาและติตดามอาการอยAางตAอเนื่อง เนื่องจากภาวะเครียดในกลุAมวัยรุAนมีแนวโน>มสูงขึ้น พบนักเรียนมัธยมศึกษาสAวน ใหญAมีความเครียดในระดับสูง ร>อยละ 35.1 (กรมสุขภาพจิต,2564) นักศึกษาในบางมหาวิทยาลัยรับรู>วAามีภาวะเครียด ร>อยละ 60.6 (กรมสุขภาพจิต,2566:18-19) คณะผู>วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาความเครียดในนักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อทราบลักษณะ ข>อมูลเบื้องต>น และระดับความเครียดของนักศึกษาในแตAละชั้นปdคณะ และตัวแปรคุณลักษณะทางประชากร เพื่อที่จะนำไปใช> ประโยชน5ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน และการพัฒนานิสิตของมหาวิทยาลัยให>เปPนผู>มีสุขภาวะทางจิตใจที่สมบูรณ5 ป¶องกันปíญหาสุขภาพจิตที่มีความชับช>อนมากขึ้น และแก>ปíญหาสุขภาพจิตได>อยAางมีประสิทธิภาพตAอไป


4 ซึ่งปíญหาเหลAานี้เกิดขึ้นมาจากปíจจัยภายในของต>นเองดังนั้นเราจึงใช>ทฤษฎีของกร็อทเบิร5ก ที่เปPนทฤษฎีการ เสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมและเพิ่มคุณคAาของต>นเองนำมาปรับใช>โดยนำองค5ประกอบของทฤษฎีมาปรับใช>ในแตAละด>าน ของโปรแกรมโดยการเลือกมาใช>เพื่อให>เหมาะสม 1 คือ ด>านจิตใจ (I have) จะนำการสนับสนุนให>มีอิสระในการดูแลตนเองมา ใช>เพื่อให>ผู>เข>ารAวมโปรแกรมมีการดูแลตนเองที่ดีขึ้น 2 คือ ด>านที่ฉันเปPน (I am) ความภาคภูมิใจในตนเองเพื่อเพิ่มความ ภาคภูมิใจในตนและเพิ่มแรงผลักดันในตนเอง 2.3 ความภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อวัยรุAนรู>วAาตนสำคัญจะมีความภูมิใจในตนเอง ในความสามารถและความสำเร็จของตน ไมAยอมให>ใครกำหนดคุณคAาหรือลดคAาของตน เมื่อเผชิญปíญหาในชีวิตวัยรุAนจะ ตระหนักถึงคุณคAาในตัวเอง ซึ่งจะชAวยให>วัยรุAนประคับประคองตนเองได>2.5 เปPนผู>มีความหวัง ความศรัทธา และเชื่อมั่น เพื่อให>วัยรุAนมีความหวังสำหรับตนเอง เพื่อที่จะได>สำนึกในความรับผิดชอบชั่วดีเชื่อในคุณงามความดีและดำเนินไปในแนวทาง เพราะกดดันตัวเองจึงทำให>ความภูมิใจลดลงจึงทำกิจกรรมนี้เพื่อเพิ่มความนAาภูมิในตัวเองมากขึ้น ความหวัง การจัดการ ความรู>สึก การประเมินตนเอง เพราะเชื่อวAาจากผลสำรวจนักศึกษาพยาบาลศาสตร5มีการจัดการความเครียดได>ไมAดีมีงานวิจัย บAงบอกวAากิจกรรมนี้ลดความเครียดได> 3 คือ ด>านที่ฉันสามารถ (I can) จัดการอารมณ5และสิ่งกระตุ>นเพื่อให>มีการควบคุม อารมณ5ในการเจอสถานการตAางๆได>ดีขึ้นเพื่อให>เกิดสภาวะเครียดที่มาจากสิ่งกระตุ>นให>ลดน>อยลง สำรวจพบวAานักศึกษา พยาบาลศาสตร5มีความเครียดเพราะกดดันตัวเอง ถ>าหากทำให>นักศึกษาพบวAาสิ่งที่นักศึกษามีต>นแบบมีการจัดการความเครียด นักศึกษาเหลAานั้นจะมีพฤติกรรมที่แสดงความปรารถนาออกมาและอยูAในสังคมได>เพราะกดดันตนเองจนทำให>เค>ารู>สึกวAาอยูAใน สังคมไมAได> โดยที่ผAานมาความรู>เกี่ยวกับความยืดหยุAนทางอารมณ5ถูกศึกษาวิจัยเพื่อนำไปใช>ประโยชน5ในด>านการป¶องกันและแก>ไข ปíญหาด>านจิตเวชในวัยรุAนอยAางแพรAหลายทั้งในไทยและตAางประเทศ อาทิโปรแกรมการฝ®กอบรมเพื่อเสริมสร>างความยืดหยุAน ทางอารมณ5เพื่อลดความกังวล (Barrett, P. M., Cooper, M., & Guajardo, J. G., 2014:79) ตลอดจนการลดภาวะซึมเศร>า และปíญหาการฆAาตัวตาย (Dubow, E. F., & Huesmann, L. R.,2016:79) นอกจากนี้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวิธีการที่ชAวย เสริมสร>างความยืดหยุAนที่ทำให>วัยรุAนเข>มแข็ง สามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงหรือรับมือความขัดแย>งเมื่อตกอยูAในสถานการณ5 วิกฤติได>อยAางเหมาะสมโดยไมAใช>พฤติกรรมก>าวร>าว เชAน โปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ให>กับกลุAมนักเรียนหญิง ชาวแอฟริกันเพื่อลดพฤติกรรมไมAพึงประสงค5ตAาง ๆ (Stepney, C.T., White, G.W., F. Kristin, & Elias M. J., 2014:79) โดย ผลการวิจัยด>านการเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ในวัยรุAนตAางสอดคล>องและเปPนไปในทิศทางเดียวกัน กลAาวคือ วัยรุAนมี ความคิดความรู>สึกด>านการเห็นคุณคAาในตัวเองและเข>าใจตัวเองมากขึ้น มีกำลังใจมากขึ้น มีความแข็งแกรAงในใจตัวเองเพิ่มขึ้น ตลอดจนมีความรู>สึกที่ดีตAอผู>อื่น มองโลกและบุคคลอื่นในแงAดีมากกวAาเดิม เข>าใจและไว>ใจเพื่อนมากขึ้นทั้งยังสามารถยอมรับ ปรับตัวตAอสิ่งตAาง ๆ เข>าใจเหตุผลของการกระทำตAาง ๆ ได>ดีขึ้นและตัดสินใจอยAางถูกต>องมีเหตุผลจากข>อมูลดังกลAาวข>างต>น ผู>วิจัยได>เห็นความสำคัญของการจัดการความเครียดให>กับนักศึกษาชั้นปdที่ 1 – 3 โดยทางผู>วิจัยเลือกกลุAมตัวอยAาง นักศึกษาชั้นปdที่ 1-3 ของคณะครุศาสตร5เปPนต>นแบบของการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5สามารถลด อัตราการเกิดความเครียดและจะได>นำไปทดสอบในนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร5ตAอไป 2. วัตถุประสงค[การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5เพื่อลดความเครียดในนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏ นครปฐม 3.วิธีการศึกษา 3.1 กลุ(มตัวอย(าง 3.1.1 นักศึกษาชั้นปdที่ 1-3 ของคณะครุศาสตร5 จำนวน 30 ราย 3.1.2 เกณฑ5การคัดเข>า (inclusion criteria) 1) นักศึกษาคณะครุศาสตร5อายุไมAต่ำกวAา 18 ปd2) เปPน นักศึกษาคณะครุศาสตร5ชั้นปdที่ 1-3 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ปdการศึกษา 2566 3) มีคะแนนตาม


5 แบบประเมินความเครียดด>วยตนเองสวนปรุง 20 ข>อ ตั้งแตA24 คะแนนขึ้นไป 4) ยินยอมเข>ารAวมกับการ วิจัยจนครบกระบวนการ 3.1.3 เกณฑ5การคัดออก (Exclusion criteria) 1) นักศึกษาคณะครุศาสตร5ที่มีอายุต่ำกวAา 18 ปd2) กลุAม ตัวอยAางเข>ารAวมโปรแกรมฯ ไมAครบ 4 ครั้ง ตามโปรแกรมที่ผู>วิจัยกำหนด 3) มีคะแนนตามแบบประเมิน ความเครียดด>วยตนเองสวนปรุง 20 ข>อ ตั้งแตA62 คะแนนขึ้นไป 4) กลุAมตัวอยAางมีความเครียดรุนแรง ขณะที่เข>ารAวมโปรแกรมฯ ซึ่งต>องได>รับการสAงตAอเพื่อการดูแลอยAางใกล>ชิดจากจิตแพทย5 3.2 วิธีการดำเนินการ 3.2.1 การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Designs) แบบ 1 กลุAม แบบ Control Group Pretest Posttest Design วัดผลกAอน-หลัง มีรายละเอียดในการดำเนินการดังนี้ 3.2.2 กรอบแนวคิดการวิจัย 3.2.3 จริยธรรมในการวิจัย การเข>ารAวมในการวิจัยของอาสาสมัครวิจัยครั้งนี้เปPนไปโดยสมัครใจ และสามารถปฏิเสธที่จะเข>ารAวมหรือถอนตัวจาก การวิจัยได>ทุกขณะ หากมีข>อสงสัยให>สอบถามเพิ่มเติมได>โดยสามารถติดตAอผู>วิจัยได>ตลอดเวลา และหากผู>วิจัยมีข>อมูล เพิ่มเติม ที่เปPนประโยชน5หรือโทษเกี่ยวกับการวิจัย ผู>วิจัยจะแจ>งให>ทราบอยAางรวดเร็วเพื่อให>อาสาสมัครวิจัยทบทวนวAายังสมัครใจจะอยูA ในงานวิจัยตAอไปหรือไมA ข>อมูลทั้งหมดที่ได>จากอาสาสมัครวิจัยจะถือวAาเปPนความลับ ผู>วิจัยจะไมAเผยแพรAใน ลักษณะของ รายบุคคล โดยจะเปØดเผยเฉพาะในรูปแบบที่เปPนรายงานสรุปผลการวิจัยในภาพรวมเทAานั้น ข>อมูลใดที่สามารถระบุถึงตัว อาสาสมัครวิจัยได>จะไมAปรากฏในรายงาน เอกสารข>อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว>กับทีมผู>วิจัย เมื่อทำการวิเคราะห5ข>อมูลเรียบร>อย แล>ว แบบสอบถามและเทปบันทึกเสียงหรือรูปภาพในขณะทำแบบสอบถามจะถูกทำลายทันทีหลังโครงการวิจัยเสร็จสิ้น 3.2.4 การเก็บรวบรวมขsอมูล/ เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใช>ในการวิจัย ประกอบด>วย 2 สAวน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ สAวนที่ 1 แบบประเมินความเครียดด>วยตนเองสวนปรุง (SPST-20) ของกรมสุขภาพจิต จำนวน 20 ข>อ สAวนที่ 2 โปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ซึ่งผู>วิจัยได>สร>างขึ้นเองโดยตามแนวคิด กรอทเบิร5ก โดยความ ยืดหยุAนทางอารมณ5เปPนความสารถในการฟ°±นฟูสภาพจิตใจหลังจากบุคคลเผชิญกับความเครียด โดยได>มาจากความรู>สึกวAา ระดับความเครียด โปรแกรมเสริมสร*างความยืดหยุ4นทางอารมณ9 ครั้งที่1 เรียนรู/การสื่อแก/ป7ญหาได/ด/วยตนเอง (I have) ป;จจัยการมีตัวแบบ (Role Model) - กิจกรรมที่ 1 Podcast ลดความเครียด สร*าง กําลังใจ ครั้งที่2 สร/างสัมพันธภาพสร/างสุข พัฒนาความคิดด/าน บวกและมองเห็น คุณคSาตนเอง (I am) ป;จจัยความภาคภูมิใจในตนเอง และ ป;จจัยผู*มีความหวัง ความศรัทธาเชื่อมั่น - กิจกรรมที่ 2 สร*างพลังใจให*ตัวเอง - กิจกรรมที่ 3 กําลังใจจากตัวเอง ครั้งที่3 การรับรู/ความสามารถในการแก/ป7ญหาด/วยตนเอง(I can) ป;จจัยการจัดการความรู*สึกและแรงกระตุ*นต4าง ๆ และ ป;จจัยประเมินอารมณ9 ของตนเองและผู*อื่นได* - กิจกรรมที่ 4 สมาธิคลายเครียด


6 ตนเองมี3 แหลAง ประโยชน5ที่สำคัญ คือสิ่งที่ตนเองมี(I have) สิ่งที่ตนเองเปPน (I am) และสิ่งที่ตนทำได>(I can) โดยการ สAงเสริมความยืดหยุAนทางอามรมณ5มีประโยชน5โดยเชื่อวAา ตนเปPนคนมีความสามารถ ตนมีความสำคัญ ตนมีพลังอำนาจ ซึ่งทำ ให>มีความสามารถในการใช>ทักษะชีวิตและทักษะในการเผชิญปíญหารูปแบบตAาง ๆ ได>โดยผู>วิจัยได>สร>างโปรแกรมเสริมสร>าง ความยืดหยุAนทางอารมณ5กิจกรรมจำนวน 4 กิจกรรม โดยกิจกรรมครั้งที่ 1 จำนวน 55 นาทีกิจกรรมครั้งที่ 2 จำนวน ชั่วโมง 10 นาทีกิจกรรมครั้งที่ 3 จำนวน 1 ชั่วโมง 35 นาทีและ กิจกรรมครั้งที่ 4 จำนวน 55 นาทีโดยจัดกิจกรรมสัปดาห5ละ 1 ครั้ง เปPนระยะเวลา 4 สัปดาห5 3.2.5 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู>วิจัยนำแบบสอบถามเครื่องมือผAานการตรวจสอบจากผู>ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ทAาน เพื่อตรวจสอบคAาความ สอดคล>องเชิงเนื้อหา (IOC) โดยผลการตรวจผู>ทรงคุณวุฒิให>ปรับแก>ไขเนื้อหาในโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5 ให>เหมาะสมกับกลุAมตัวอยAาง ผลการหาคAา IOC (Item-Objective Congruence Index) มีคAาระหวAาง 0.66 3.2.6 วิธีการเก็บรวบรวมขsอมูล 1. ผู>วิจัยได>กำหนดข>อตกลงและทำการชี้แจงวัตถุประสงค5ของการวิจัยและอธิบายขั้นตอนการดำเนินการ ทดลองและให>กลุAมตัวอยAางทำแบบประเมินความเครียด กAอนเข>ารAวมโปรแกรม 2. จัดโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ตามกิจกรรมที่ได>กำหนดไว>ทั้ง 4 กิจกรรม จัดโปรแกรม ครั้งละ 60 นาทีสัปดาห5ละ 2 ครั้ง เปPนระยะเวลา 6 สัปดาห5รวมทั้งสิ้น 1 เดือน 2 สัปดาห5 กิจกรรมครั้งที่ 1 Podcast ลดความเครียด สร>างกำลังใจ โดยให>นักศึกษาให>นักศึกษา ฟíง Podcast วันละ 1 เรื่อง พร>อมกับทำสรุปข>อคิดจาก Podcast ที่ได>ฟíง กิจกรรมครั้งที่ 2 สร>างพลังใจให>ตัวเอง ให>นักศึกษา นั่งหลับตาและหายใจเข>าออกยาวๆ แล>วนึกถึง เหตุการณ5ยากลำบากที่สุดพร>อมมาตอบคำถามตAอไปนี้1. คนที่มีสAวนสำคัญที่ทำให>นักศึกษาตAอสู>กับเหตุการณ5ยากลำบาก อยAางไร 2. นักศึกษาผAานเหตุการณ5ยากลำบากมาได>อยAางไร กิจกรรมครั้งที่ 3 กำลังใจจากคนรอบข>าง ให>นักศึกษา เขียนคำพูดที่ทำให>นักศึกษาเกิดความรู>สึกเครียด และ ให>คิดย>อนกลับ ถ>านักศึกษาเปPนคนพูด จะพูดยังไงให>คนฟíงไมAรู>สึกเครียด และ ให>นักศึกษา ให>ฟíงคลิปเสียงแล>วเลือก ข>อความในคลิปเสียงที่ชอบมากที่สุด และ บอกเหตุผลทำไมชอบ และให>ยกตัวอยAาง คำคม คำขวัญ หรือคติประจำใจ ที่ นักศึกษานำมาใช>ในการสร>างกำลังใจ กิจกรรมครั้งที่ 4 สมาธิคลายเครียด ให>นักศึกษาฝ®กสมาธิคลายเครียด ขั้นที่ 1 ทAองคาถาอธิฐานจิตกAอนนั่ง สมาธิขั้นที่ 2 นั่งสมาธิและ ขั้นที่ 3 สวดบทแผAเมตตาให>ตัวเอง , เจ>ากรรมนายเวรหลังจากนั่งสมาธิและสรรพสัตว5 3. เมื่อกลุAมตัวอยAางเข>ารAวมโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5เปPนที่เรียบร>อยแล>ว ให>ทำแบบ ประเมินความเครียด หลังเข>ารAวมโปรแกรมฯ อีกครั้งด>วยแบบประเมินชุดเดิมภายหลังจากการทดลองสิ้นสุด 3.2.7 วิธีการวิเคราะห[ขsอมูล การศึกษาค>นคว>าวิจัยครั้งนี้ผู>ศึกษานำข>อมูลได>จากแบบสอบถามไปวิเคราะห5ข>อมูลด>วยโปรแกรม SPSS ในการ วิเคราะห5ผลการศึกษา ซึ่งใช>สถิติPaired simple t-test


7 4. ผลการศึกษา ผลการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5เพื่อลดความเครียดของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ นครปฐมขอนำเสนอ 3 ตอน โดยมีรายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห[ขsอมูลทั่วไปของกลุ(มตัวอย(าง ผลจากการศึกษาพบวAา กลุAมตัวอยAางเปPนเพศหญิงมากที่สุด (N=28 คน) ร>อยละ 93.33 เปPนนักศึกษาหลักสูตรครุ ศาสตร5สาขาวิชาการประถมศึกษามากที่สุด (N=16 คน) ร>อยละ 53.33 กลุAมตัวอยAางอยูAชั้นปdที่ 1 มากที่สุด (N=28 คน) ร>อย ละ 93.33 อายุสAวนใหญA 19 ปd(N=21 คน) ร>อยละ 70.00 เกรดเฉลี่ยสะสม 3.51 – 4.00 มากที่สุด (N=21 คน) ร>อยละ 70.00 พักอาศัยที่หอพัก มากที่สุด (N=23 คน) ร>อยละ 76.67 สถานะเศรษฐกิจ (รายได>สAวนตัวเฉลี่ยตAอเดือน)ต่ำกวAา 5,000 บาท มากที่สุด (N= 22 คน) ร>อยละ 73.33 สัมพันธภาพระหวAางครอบครัว บิดามารดาอยูAด>วยกัน มากที่สุด (N= 16 คน) ร>อย ละ 53.34 สัมพันธภาพกับเพื่อนมากที่สุดคือ ดีมาก (N= 17 คน) ร>อยละ 56.67 ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 จำนวนและร>อยละข>อมูลทั่วไปของกลุAมตัวอยAาง (N = 30) ขsอมูลทั่วไป จำนวน (คน) รsอยละ เพศ ชาย 2 6.67 หญิง 28 93.33 รวม 30 100.00 หลักสูตรสาขาครุศาสตร[ สาขาการศึกษาปฐมวัย 6 20.00 สาขาวิชาพลศึกษา 5 16.67 สาขาวิชาการประถมศึกษา 16 53.33 สาขาดนตรีศึกษา 2 6.67 สาขาภาษาอังกฤษ รวม 1 30 3.33 100.00 ชั้นปÇ ปdที่ 1 28 93.33 ปdที่ 2 รวม 2 30 6.67 100.00 อายุ 18 ปd 6 20.00 19 ปd 21 70.00 20 ปd 3 10.00 รวม 30 100.00 เกรดเฉลี่ยสะสม 2.01 – 2.50 3 10.00 2.51 – 3.00 2 6.67 3.01 – 3.50 4 13.33


8 ขsอมูลทั่วไป จำนวน (คน) รsอยละ 3.51 – 4.00 21 70.00 รวม 30 100.00 ที่พักอาศัย หอพัก 23 76.67 บ>าน 6 20.00 บ>านเชAา รวม 1 30 3.33 100.00 สถานะเศรษฐกิจ (รายไดsส(วนตัวเฉลี่ยต(อเดือน) ต่ำกวAา 5,000 บาท 22 73.33 5,001 – 10,000 บาท 2 6.67 10,001 – 15,000 บาท รวม 6 30 20.00 100.00 สัมพันธภาพระหว(างครอบครัว บิดามารดาอยูAด>วยกัน 16 53.34 อยูAกับมารดา 4 13.33 บิดามารดาหยAาร>าง 7 23.34 บิดาเสียชีวิต 1 3.33 มารดาเสียชีวิต 1 3.33 แยกกันอยูA รวม 1 30 3.33 100.00 สัมพันธภาพกับเพื่อน ดีมาก 17 56.67 ดี 11 36.67 ปานกลาง 2 6.67 รวม 30 100.00 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบแบบประเมินความเครียด (SPST - 20) รายข>อ กAอนและหลังทดลองโปรแกรม เสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5 กลุAมตัวอยAางกAอนการทดลองโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5มีความเครียดอยูAในระดับปานกลาง (N=9 คน) ร>อยละ 30.00 มีความเครียดอยูAในระดับสูง (N= 21 คน) ร>อยละ 70.00 ภายหลังจากการทดลองโปรแกรมเสริมสร>าง ความยืดหยุAนทางอารมณ5มีความเครียดอยูAในระดับน>อย (N=2 คน) ร>อยละ 6.67 อยูAในระดับปานกลาง (N=13 คน) ร>อยละ 43.33 มีความเครียดอยูAในระดับสูง (N=15 คน) ร>อยละ 5 สAงผลให>เห็นวAามีความเครียดลดลงจริงหลังเข>ารAวมโปรแกรม ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดดังตารางที่ 2 และ 3


9 ตารางที่ 2 จำนวน ร>อยละและการแปลผลแบบประเมินความเครียด (SPST - 20) ของกลุAมตัวอยAางกAอนทดลองโปรแกรม เสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5(N = 30) แบบประเมินความเครียด (SPST - 20) จำนวน (คน) ร>อยละ แปลผล ระดับคะแนน 24 – 41 คะแนน 9 30.00 มีความเครียดในระดับปานกลาง 42 – 61 คะแนน รวม 21 30 70.00 100.00 มีความเครียดในระดับสูง ตารางที่ 3 จำนวน ร>อยละและการแปลผลแบบประเมินความเครียด (SPST - 20) ของกลุAมตัวอยAางหลังทดลองโปรแกรม เสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5(N = 30) แบบประเมินความเครียด (SPST - 20) จำนวน (คน) ร>อยละ แปลผล ระดับคะแนน 0 – 23 คะแนน 2 6.67 มีความเครียดอยูAในระดับน>อย 24 – 41 คะแนน 13 43.33 มีความเครียดในระดับปานกลาง 42 – 61 คะแนน 15 50.00 มีความเครียดในระดับสูง ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความแตกตAางของกAอนและหลังเข>ารAวมโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5 หากนำผลการเปรียบเทียบแบบประเมินความเครียด(SPST - 20) แบบรายข>อ พบวAา ข>อที่มีผลเปรียบเทียบกAอนและ หลังเข>ารAวมการทดลองโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด 4 อับดับ คือ 0.56 ได>แกA ข>อ ที่ 3 ครอบครัวมีความขัดแย>งกันในเรื่องเงินหรือเรื่องงาน 0.50 ได>แกA ข>อที่ 1 กลัวทำงานผิดพลาด , ข>อที่ 15 รู>สึกเศร>า 0.44 ได>แกA ข>อที่ 20 เปPนหวัดบAอย ๆ 0.40 ได>แกA ข>อที่ 9 ปวดหลัง , ข>อที่ 16 ความจำไมAดี, ข>อที่ 17 รู>สึกสับสน ดังตารางที่ 4 เมื่อทำการเปรียบเทียบกAอนและหลังเข>ารAวมโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5พบวAา คAาเฉลี่ย ความเครียด เทAากับ47.03 และหลังเข>ารAวมโปรแกรมมีคAาเฉลี่ยความเครียด เทAากับ 42.500 โดยผลการตรวจสอบข>อตกลง เบื้องต>น ได>คAา Zskewne ss = 0.38 Zkurtosis=1.27 และ Kolmogorov-Smirnov=.131 (sig=.199) จึงสรุปได>วAาตัวแปรตามมีการ แจกแจงใกล>เคียงกับโค>งปกติ และผลการตรวจสอบความสัมพันธ5ระหวAางกAอนเข>ารAวมโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทาง อารมณ5มีคAาเฉลี่ยความเครียดและหลังการเข>ารAวมโปรแกรมมีความสัมพันธ5กันอยAางมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.972, sig=.000) ข>อมูลเบื้องต>น สรุปได>วAา ข>อมูลเปPนไปตามข>อตกลงเบื้องต>นของการวิเคราะห5ด>วยสถิติทดสอบ Paired Samples t-test ดัง ตารางที่ 5 และผลการเปรียบเทียบความแตกตAางของกAอนและหลังเข>ารAวมโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5 ด>วย กิจกรรม Podcast ลดความเครียด สร>างกำลังใจ , สร>างพลังใจให>ตัวเอง , กำลังใจจากตัวเอง และ สมาธิคลายเครียด ได> คAาสถิติทดสอบที เทAากับ -8.146 ที่องศาอิสระเทAากับ 29 และ Sig เทAากับ .000 จึงสรุปได>วAาหลังจากที่ได>รับโปรแกรม เสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5เปPนระยะเวลา 4 สัปดาห5ทำให>มีการพัฒนาเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ทำให> ความเครียดลดลง อยAางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังตารางที่ 6


10 ตารางที่ 4 การเปรียบเทียบผลแบบประเมินความเครียด (SPST - 20) รายข>อ กAอนและหลังทดลองโปรแกรมเสริมสร>างความ ยืดหยุAนทางอารมณ5 ข>อ กAอน หลัง ผล เปรียบเทียบ 1. กลัวทำงานผิดพลาด 3.30 2.80 0.50 2. ไปไมAถึงเป¶าหมายที่วางไว> 2.93 2.86 0.07 3. ครอบครัวมีความขัดแย>งกันในเรื่องเงินหรือเรื่องงาน 2.76 2.20 0.56 4. เปPนกังวลกับเรื่องสารพิษหรือมลภาวะในอากาศ น้ำ เสียงและดิน 2.16 1.83 0.33 5. รู>สึกวAาต>องแขAงขันหรือเปรียบเทียบ 2.70 2.40 0.30 6. เงินไมAพอใช>จAาย 2.96 2.70 0.26 7. กล>ามเนื้อตึงหรือปวด 2.53 2.36 0.17 8. ปวดหัวจากความตึงเครียด 2.70 2.40 0.30 9. ปวดหลัง 3.06 2.66 0.40 10. ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลง 2.36 2.13 0.23 11. ปวดศีรษะข>างเดียว 2.40 2.30 0.10 12. รู>สึกวิตกกังวล 2.56 2.46 0.10 13. รู>สึกคับข>องใจ 2.46 2.13 0.33 14. รู>สึกโกรธ หรือหงุดหงิด 2.50 2.16 0.34 15. รู>สึกเศร>า 2.43 1.93 0.50 16. ความจำไมAดี 2.56 2.16 0.40 17. รู>สึกสับสน 2.33 1.93 0.40 18. ตั้งสมาธิลำบาก 1.90 1.73 0.17 19. รู>สึกเหนื่อยงAาย 2.26 2.03 0.23 20. เปPนหวัดบAอย ๆ 2.00 1.56 0.44 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุAมตัวอยAาง หลังได>รับโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ต่ำกวAากAอน ได>รับ Paired Samples Statistics Mean N Std. Deviation Std. Error Mean Pair 1 หลังทำกิจกรรม 42.500 30 11.796 2.154 กAอนทำกิจกรรม 47.033 30 10.176 1.858 Paired Samples Correlations N Correlation Sig Pair 1 หลังทำกิจกรรม & กAอนทำกิจกรรม 30 .972 .000


11 ตารางที่ 6 ผลการทดสอบ Paired Samples t-test Paired Samples Test Paired Differences 95% Confidence Interval of the Difference Mean Std. Deviation Std. Error Mean Lower Upper t dt Sig. (2- tailed) Pair 1 หลังทำกิจกรรม – กAอนทำกิจกรรม -4.533 3.048 .557 -5.671 -3.395 -8.146 29 .000 5. การอภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยปíจจัยที่มีความสัมพันธ5กับความเครียด พบวAา เพศ รายได>ตAอเดือน สัมพันธภาพในครอบครัว การเรียน ความรัก เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล>อมมีความสัมพันธ5กับความเครียด การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุAม ตัวอยAางหลังได>รับการเข>ารAวมโปรแกรมได>42.50 คะแนน กAอนได>รับโปรแกรมได>47.00 คะแนน แสดงให>เห็นวAาคะแนน เฉลี่ย ความเครียดของกลุAมตัวอยAาง มีคะแนน เฉลี่ยความเครียดลดลงหลังจากได>รับโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5 ดลณชา อิสริยภานันท5, นวลใย พิศชาติที่ศึกษาความเครียดและการจัดการความเครียดของนักศึกษาใหมAคณะพยาบาลศาสตร5 มหาวิทยาลัยชินวัตร ผลการวิจัยพบวAา เหตุการณ5ที่กAอให>เกิดความเครียดกับกลุAมตัวอยAางมากที่สุดคือการไปไมAถึงเป¶าหมายที่ กำหนดโดยมีความเครียดในระดับสูงคิดเปPนร>อยละ 63.55 กลัวทำงานผิดพลาดเปPนข>อที่มีความเครียดระดับปานกลาง กลุAม ตัวอยAางมีการจัดการความเครียดในระดับสูงในหัวข>อจัดการความเครียดโดยพยายามระบายความเครียดหรือเหตุการณ5ที่ เกิดขึ้นด>วยการฟíงเพลง/เลAนเกมส5/ดูหนัง และให>กำลังใจตัวเองวAาทุกสิ่งทุกอยAางจะดีขึ้น (คAาเฉลี่ย 3.44 เทAากัน) การศึกษา ของ Limthongkul & Arreeain (2010) ที่กลAาววAาปíจจัยที่มีผลตAอ ความเครียดของนักศึกษาที่ขึ้นฝ®กปฏิบัติงาน ได>แกA สัมพันธภาพและการสื่อสาร ขาดความรู>ลักษณะการนิเทศงาน และสัมพันธภาพกับอาจารย5แตAเมื่อได>รับโปรแกรมเตรียม ความพร>อมด>วย Flipped Classroom แล>ว คAาคะแนน ความเครียดลดลงที่ระดับน>อย สAวนผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุAมตัวอยAาง กAอนได>รับโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทาง อารมณ5ได>47.00 คะแนน และ หลังได>รับโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ได>42.50 คะแนน ซึ่งแสดงให>เห็นวAา คะแนนเฉลี่ยความเครียดของกลุAมตัวอยAาง มีคะแนนเฉลี่ยความเครียดลดลงอยูAที่ 4.5 คะแนน หลังจากได>รับโปรแกรม เสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ซึ่งทำให>กลุAมตัวอยAางได>รับประสบการณ5ได>รับความเข>าใจและตอบสนองได>ตรง จุดมุAงหมายของการเข>ารAวมโปรแกรมฯได>อยAางถูกต>อง ซึ่งสAงผลให>กลุAมตัวอยAางมีการพัฒนาการเสริมสร>างความยืดหยุAนทาง อารมณ5สูงขึ้น ทำให>ความเครียดลดลง แสดงให>เห็นวAาโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5สามารถชAวยลด ความเครียดได>อยAางมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล>องกับ สุวรรณนา เชียงขุนทด. (2561) ที่ศึกษาการพัฒนาโปรแกรมการจัดการ ความเครียดตามแนวพุทธจิตวิทยาสำหรับนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร5มหาวิทยาลัยสยาม ผลการวิจัยพบวAา นักศึกษา พยาบาลกลุAมทดลอง มีคAาเฉลี่ยการรับรู>ความเครียดในการฝ®กปฏิบัติการพยาบาล กAอนการทดลองเทAากับ 3.06 หลังการ ทดลองเทAากับ 2.42 ผลการเปรียบเทียบความเครียดของกลุAมทดลองระหวAางกAอนและหลังการอบรม มีความแตกตAางกันอยAาง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 การศึกษาของ ชลาทิพย5ซื่อวัฒนะ, ชาญชัย พจมานวิพุธ และธำรง หาญวงศ5. (2558) ที่


12 กลAาววAา การศึกษาผลระยะสั้นของการทำสมาธิตAอการลดความเครียดของนิสิตแพทย5ปd4 และ ปd5 ศูนย5แพทยศาสตรศึกษา ชั้นคลินิกโรงพยาบาลนครพิงค5ผลการวิจัยพบวAา เมื่อเปรียบเทียบคะแนนความเครียด กAอนและหลังเข>าโครงการทำสมาธิผล คะแนนความเครียดเฉลี่ยลดลงจาก 42.21 เหลือ 36.95 อยAางมีนัยสำคัญ (P=.029) และวัชรีแสงสาย และคณะ (วัชรีแสง สาย และคณะ,2563 หน>า 518 ) ลักษณะของโปรแกรมฯ เปPนการเสริมสร>างความรู>สึกวAาตนมี3 แหลAงประโยชน5คือ สิ่งที่ตนมี (I have) รู>วAาตนยังมีคนที่สามารถ ไว>วางใจได>สAวนใหญAผู>เข>ารAวมโปรแกรมฯ พบวAามีครอบครัวพร>อมให>กำลังใจ สิ่งที่ตนเปPน (I am) ทําให>รู>เทAาทันอารมณ5และความรู>สึกของตนเองและพร>อมยกยAองผู>อื่นสํารวจจุดแข็ง จุดอAอนของตนเองตามลักษณะสัตว5 4 ทิศ และสิ่งที่ตนทําได>(I can) เกิดความรู>สึกภาคภูมิใจในตนเอง รับรู>ถึงศักยภาพที่มีภายในตนเอง หาทางออกที่ จะจัดการ กับปíญหาโดยรAวมกับวิธีการผAอนคลายความเครียดโดยการฝ®กการหายใจ หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความเครียดต่ำกวAาก9 อนการทดลอง อยAางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่งสามารถนำโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ไปใช>ในการ ลดความเครียดกับนักศึกษาคณะอื่นได>ตAอไป 6. ขsอเสนอแนะ 6.1 สถาบันการศึกษาสามารถนําโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ไปใช>ขยายผลในการลดความเครียด ของนักศึกษาคณะอื่นที่มีการเรียนทฤษฎีและฝ®กปฏิบัติได> 6.2 พยาบาลสามารถนําโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ไปใช>กับผู>ป·วยเพื่อลด ความเครียด หรือจัด กลุAมเพื่อจัดโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5ให>กับผู>ป·วยได> 6.3 ระบบบริการสามารถนําโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5สามารถประยุกต5ใช>กับกิจกรรมกับ กลุAมเป¶าหมาย เพื่อป¶องกันการเกิดปíญหาสุขภาพจิตในอนาคตได> 7. เอกสารอsางอิง กัญญาวีณ5โมกขาว, วรพนิต ศุกระแพทย5และวลัยนารีพรมลา. (2564). ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดตAอระดับ ความเครียดและความสามารถในการจัดการความเครียดของนักศึกษาพยาบาล. วารสารพยาบาลทหารบก, 22(2), 357-362. จุฑารัตน5สนุกแสน, นกสร คงมีสุข และรัชนีลักษิตานนท5. (2563). ความรอบรู>ด>านสุขภาพและพฤติกรรมป¶องกันการตั้งครรภ5 กAอนวัยอันควรของวัยรุAนหญิงในเขตสุขภาพที่ 5. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 37(1), 1-24. ชลการ ทรงศรี. (2565). ความเครียดและการเผชิญความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร5ในการฝ®กปฏิบัติรายวิชาการ พยาบาลผู>สูงอายุวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี. วารสารการพยาบาลสุขภาพและการศึกษา. 5(3), 13-24. ชัชชฎาภร พิศมร. (2566). ปíจจัยที่สัมพันธ5กับภาวะสุขภาพจิตของนักศึกษาปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเอกชนใน กรุงเทพมหานคร. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 40(2), 1-10. ดวงใจ วัฒสินธุ5, สิริพิมพ5ชูปาน และภาคิณีเดชชัยยศ. (2563). การแก>ปíญหาทางสังคมและภาวะซึมเศร>าของนักศึกษา พยาบาล. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 87-97. ธัญญาสิริธันยสวัสดิ์และคณะ. (2565). ปíจจัยที่มีความสัมพันธ5กับความพร>อมในการฝ®กปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษา พยาบาล. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ สสอท. 4(2), 1-13 ธัญญรัศฆ5ธนวัติอภิชาติโชติ. (2566). การจัดการอารมณ5ของวัยรุAน. วารสารมหาปชาบดีเถรีปริทรรศนG, 1(1), 36-42. นฤมล เฉAงไล. (2561). ผลของโปรแกรมลดน้ำหนักยุคไทยแลนด51.0 ตAอน้ำหนักตัวของวัยรุAนน้ำหนักเกินในจังหวัดตรัง. วารสารโรงพยาบาลสกลนคร, 24(3), 23-33. นงนุช พลรวมเงิน, นิจวรรณ เกิดเจริญ และฐานิตา อึ้งรังษีโสภณ. (2565). ความสัมพันธ5ระหวAางพลังสุขภาพจิตกับปíญหา สุขภาพจิตของวัยรุAนตอนปลายในเขตเมือง. วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรGเขตเมือง. 66(4), 269-276.


13 นงลักษณ5วิชัยรัมย5และวิมลพรรณ สิริกาญจนาทัศน5. (2560). ภาวะความเครียดของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร5 มหาวิทยาลัยเฉลิมกาญจนา. วารสารวิชาการเฉลิมกาญจนา, 4(2), 109-114. นุชรีย5 แสงสวAาง และบุศรา แสงสวAาง. (2565). พฤติกรรมเสี่ยงและปíจจัยที่มีอิทธิพลตAอพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุAน. วารสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหมO. 49(2), 182-196. ปุณณภา ศรีสมบูรณ5และคณะ. (2562). ผลของการใช>โปรแกรมเตรียมความพร>อมด>วย Flipped classroom กAอนฝ®ก ปฏิบัติงานตAอความเครียดและพฤติกรรมกล>าแสดงออกตามคุณลักษณะวิชาชีพพยาบาลของนักศึกษาพยาบาล. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ. 2(1), 197-207. ภัทรวดีศรีนวล. (2562). ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดตAอความเครียดของนักศึกษาพยาบาล. วารสารวิจัยและ นวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(1), 186-195. รุจา แก>วเมืองฝาง และ อัญญาปลดเปลื้อง. (2562). ผลของโปรแกรมโยคะตAอความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร5ที่ฝ®ก ปฏิบัติทำคลอดเปPนครั้งแรก. วารสารมหาจุฬานาครทรรศนG. 6(2), 643 – 657. วัชรีแสงสาย และคณะ. (2563). ผลของโปรแกรมเสริมสร>างความยืดหยุAนทางอารมณ5รAวมกับฝ®กทักษะการหายใจตAอ ความเครียดและความสามารถเผชิญปíญหาของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปdที่ 1 รุAนที่ 65 วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนีนครราชสีมา. วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ. 13(2), 512-520. วีรพล จันธิมา. (2556). ผลของการสร>างพลังอำนาจโดยการให>บริการปรึกษาแบบกลุAมตAอการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการออก กำลังกายและการบริโภคอาหารของวัยรุAนในระดับอุดมศึกษาที่มีภาวะโภชนาการเกิน. รายงานวิจัยสถาบันที่ไมOมีการ ตีพิมพG. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุนารี. สุวรรณา เชียงขุนทด. (2562,). การพัฒนาโปรแกรมการจัดการความเครียดตามแนวพุทธจิตวิทยาสำหรับนักศึกษาคณะ พยาบาลศาสตร5มหาวิทยาลัยสยาม. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศนG. 15(1), 185–195. สุนีย5กันแจAม, เผด็จการ กันแจAม, ธนโชติเฉลยสาร, กาญจนา วันหนAอแก>ว, จันทนา แชAจ¹าว, น>าทิพย5วังซ>าย และพัชรินทร5ติน เขียว. (2565). ปíจจัยที่มีความสัมพันธ5กับความเครียดและการจัดการความเครียดของวัยรุAนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ5. วารสารวิชาการวิทยาศาสตรGและวิทยาศาสตรGประยุกตG, 2(1), 1-8. แสงทอง ธีระทองคำและทัศนา ทวีคูณ. (2553). ผลของการอบรมพัฒนาจิตตAอความเครียดและสมรรถนะแหAงการมีสติของ นักศึกษาพยาบาลรามาธิบดี. Rama Nurs J, 3(16), 364-377. อัจฉรา คํามะทิตย5และกิตติพร เนาว5สุวรรณ. (2565). อิทธิพลด>านจิตสังคมที่สAงผลตAอความเหนื่อยล>าในการเรียนของนักศึกษา พยาบาลสถาบันพระบรมราชชนก ในสถานการณ5การแพรAระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 19. วารสาร มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทรG. 14(2), 56-76.


ป"จจัยที่สัมพันธ.กับพฤติกรรมการใช8บุหรี่ไฟฟ=าของนักศึกษามหาวิทยาลัยแหGงหนึ่ง Factors associated with E-Cigarette Use Behavior among students in a university กมลภู ถนอมสัตย., พนิตนันท. แซ5ลิ้ม, จิราพร บำรุงพืช, ชนาพร ยุระพันธ., ปวีณ.ธิดา เอมโอษฐ, ผกามาศ จุMยนิ่ม , ปฐม ฤทธิเดช, วริศรา รุ5งเรือง, วาสนา กังวานไกล, และสุรวุฒิ กลางประพันธ. บทคัดย'อ การวิจัยครั้งนี้มีรูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค@1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใชKบุหรี่ ไฟฟOาของนักศึกษามหาวิทยาลัยแหRงหนึ่ง 2)เพื่อศึกษาปTจจัยที่สัมพันธ@กับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษามหาวิทยาลัย แหRงหนึ่ง จากประชากรทั้งหมด 12,471 คน โดยสุRมกลุRมตัวอยRางจำนวน 484 คน เก็บขKอมูลเดือนกันยายน 2566 โดยใชK แบบสอบถาม Google form ประกอบดKวย แบบสอบถามขKอมูลสRวนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมของนักศึกษาเกี่ยวกับการ สูบบุหรี่แบบสอบถามการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา แบบสอบถามการเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา แบบสอบถามทัศนคติ/ความรูKสึกเกี่ยวกับ บุหรี่ไฟฟOา และแบบประเมินความเครียด (ST-5) เปรียบเทียบคRาเฉลี่ยดKวยสถิติไดKแกR ความถี่ รKอยละ คRาเฉลี่ย และสRวน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห@ความสัมพันธ@โดย Chi-square tests และ Fisher’s exact tests ผลการวิจัยพบวRากลุRมตัวอยRางในการวิจัยสRวนใหญRเป{นเพศหญิง (รKอยละ 63.64) และอยูRในชRวงอายุ นKอยกวRา 20 ป (รKอยละ 52.27) รายไดKของกลุRมตัวอยRางอยูRในชRวง 2,001 - 3,000 บาทตRอเดือน (รKอยละ 29.34) รองลงมาอยูRในชRวง 4,001 บาทขึ้นไป (รKอยละ 25.41) สRวนใหญRไมRมีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ (รKอยละ 56.61) สRวนใหญRไมRมีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่ (รKอยละ 52.89) ระดับความเครียดของกลุRมตัวอยRางอยูRระดับเครียดนKอย (รKอยละ 45.66) รองลงมาอยูRในระดับเครียดปานกลาง (รKอย ละ 23.97)พฤติกรรมของนักศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่มีนักศึกษาหนึ่งในสี่ของกลุRมตัวอยRางสูบบุหรี่ (รKอยละ 23.97) สRวนใหญR สูบบุหรี่ทุกวัน (รKอยละ 42.86) รองลงมาสูบนานๆ ครั้ง (รKอยละ 29.46) เริ่มสูบบุหรี่ตอนอายุ 19-22 ป (รKอยละ 56.52) สูบใน ทุกชRวงที่มีโอกาส (รKอยละ 42.86) รองลงมาขณะดื่มแอลกอฮอล@ (รKอยละ 33.93) เหตุผลที่สูบบุหรี่เกิดจากเครียด (รKอยละ 42.34) สRวนใหญRมีความรูKสึกผRอนคลายเมื่อสูบบุหรี่ (รKอยละ 60.18) ไมRมีอาการเมื่อไมRไดKสูบบุหรี่ (รKอยละ 42.27) ปTจจัยที่ สัมพันธ@กับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษามหาวิทยาลัยแหRงหนึ่ง ไดKแกRการมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ การมีเพื่อน สูบบุหรี่ การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา และรายไดKของนักศึกษา มีความสัมพันธ@กับกับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษา มหาวิทยาลัยแหRงหนึ่ง อยRางมีนัยสำคัญ (p<0.05) คำสำคัญ บุหรี่ไฟฟOา, พฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOา, การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา, การเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา


Factors associated with E-Cigarette Use Behavior among students in a university Kamollabhu Thanomsat, Panittanan Sealim, Jiraporn Bumrungpuech, Chanaporn yurapan, Pawithida Emot, Pakamas Juynim, Patom Rittidet, Waridsara Rungruang, Surawut Klangprapan Abstract This research has a cross-sectional descriptive research model with the objective of 1) to study the e-cigarette use behavior of a university student 2) to study the factors related to the e-cigarette use behavior of a university student out of a total of 12,471 people. A random sample of 484 people were collected in September 2023 using the Google form questionnaire, consisting of a personal data questionnaire, a student behavior questionnaire about smoking, an e-cigarette awareness questionnaire, an e-cigarette access questionnaire, an e-cigarette attitude/feeling questionnaire, and a stress assessment (ST-5). Compare the average with statistics including frequency, percentage, and standard deviation, and correlation analysis by Chi-square tests and Fisher's exact tests. The results showed that the samples in the research were mostly female (63.64) and were in the age range of less than 20 years (52.27 percent). The sample's income was in the range of 2.001 - 3,000 baht per month (29.34 percent), followed by 4,001 baht or more (25.41 percent), most of them did not have family members smoking (56.61 percent), most of them did not have close friends to smoke (52.89). The stress of the sample's stress level (45.66 percent), followed by moderate stress (23.97). Student behavior was about smoking. There were a quarter of the students in the sample smoking (23.97), most of them smoked every day (42.86 percent), followed by smoking for a long time (29.46), began to smoke at the age of 19-22 years (56.52 percent) in all periods of the opportunity (42.86), followed by drinking alcohol (33.9) Keywords: e-cigarettes, e-cigarette behavior, e-cigarette awareness, e-cigarette access ความเป4นมาและความสำคัญของป<ญหา สถานการณ@การใชKบุหรี่ไฟฟOาในปTจจุบันบุหรี่ไฟฟOาไดKมีการแพรRหลายในหมูRของเยาวชนเป{นอยRางมากทั้งในระดับโลก และประเทศไทยซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2022 FDA และศูนย@ควบคุมและปOองกันโรค (CDC) ไดKเปíดเผยขKอมูลของรัฐบาลกลาง จากการสํารวจยาสูบเยาวชนแหRงชาติป 2022 (NYTS) เกี่ยวกับการใชKยาสูบของเยาวชนในรายงานการเจ็บปñวยและการ เสียชีวิตรายสัปดาห@: “การใชKผลิตภัณฑ@ยาสูบในหมูRนักเรียนมัธยมตKนและมัธยมปลาย — สหรัฐอเมริกา 2022” ผลการวิจัย แสดงใหKเห็นวRาในป 2022 นักเรียนมัธยมตKนและมัธยมปลายมากกวRา 1 ใน 10 คน (3.08 ลKานคน) ใชKผลิตภัณฑ@ยาสูบในชRวง 30 วันที่ผRานมา รวมถึง 16.5% ของนักเรียนมัธยมปลายและ 4.5% ของนักเรียนมัธยมตKน และประเภทขอบุหรี่ที่ไดKรับความ นิยมในเยาวชนไดKแกRบุหรี่ไฟฟOาซึ่งคิดเป{น 9.4% การใชKบุหรี่ไฟฟOาในหมูRเยาวชนยังคงเป{นขKอกังวลอันดับตKน ๆ สําหรับ FDA ใน ป 2022 ปTจจุบันนักเรียนมัธยมตKนและมัธยมปลายในสหรัฐฯ ประมาณ 1 ใน 10 หรือมากกวRา 2.5 ลKานคนใชKบุหรี่ไฟฟOา (30


วันที่ผRานมา) และมากกวRาหนึ่งในสี่ของเยาวชนที่ใชKบุหรี่ไฟฟOามีการใชKบุหรี่ไฟฟOาเป{นประจำทุกวัน (U.S.Food & Drug Administration,2022) สถานการณ@การใชKบุหรี่ในประเทศไทยนั้นก็เป{นที่นRากังวลเป{นอยRางมากเนื่องจากเยาวชนสามารถใชK และเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOาไดKมากขึ้นจากรายงานการสำรวจพฤติกรรมดKานสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564 ของสำนักงานสถิติ แหRงชาติ พบวRากลุRมประชากรอายุ 15-24 ป มีสัดสRวนการใชKบุหรี่ไฟฟOาสูงที่สุดในทุกกลุRมอายุพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาสRวน หนึ่งมีผลจากปTจจัยดKานสภาพแวดลKอม เชRน ความนิยมในกลุRมเพื่อนและสังคมรอบตัว การรับสื่อ และความสามารถในการ เขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา ทั้งในดKานชRองทางการซื้อขาย และราคา ดKวยเหตุนี้สัดสRวนการใชKสูบบุหรี่ไฟฟOาจึงมีความแตกตRางระหวRางแตR ละกลุRมอายุและภูมิภาคขKอมูลจากการสำรวจพฤติกรรมดKานสุขภาพของประชากร พ.ศ. 2564 แสดงใหKเห็นวRา โดยรวมเยาวชน ในภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานครมีสัดสRวนการใชKบุหรี่ไฟฟOาสูงที่สุดตามลำดับ โดยในภาคเหนือ พบเยาวชนที่ ปTจจุบันสูบบุหรี่รKอยละ 3.81 ใชKบุหรี่ไฟฟOาในกลุRมอายุ 15-19 ป และ รKอยละ 4.48 ในกลุRมอายุ 20-24 ป ในขณะที่เยาวชนใน ภาคใตKมีสัดสRวนการใชKบุหรี่ไฟฟOาต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น คือ ที่รKอยละ 0.09 และ 1.68 สำหรับเยาวชนอายุ 15- 19 ป และ 20-24 ป ตามลำดับ(สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล,2565) ผลกระทบตRอ สุขภาพ ของผูKสูบบุหรี่ไฟฟOาบุหรี่ไฟฟOา ไมRมีสRวนประกอบของใบยาสูบจึงทำใหKไมRเกิดพิษภัยจากควัน บุหรี่มือสอง บุหรี่ทั่วไปจะมีคRานิโคตินเฉลี่ย 8 มิลลิกรัม จะเขKาสูRรRางกายผูKสูบเพียง 1 - 2 มิลลิกรัมบุหรี่ไฟฟOามีคRานิโคตินตั้งแตR 0 - 18 มิลลิกรัม ซึ่งผูKสูบจะไดKรับปริมาณนิโคตินที่แตกตRางกัน เนื่องจากไมRมีคRามาตรฐานของการนำนิโคตินเขKาสูRรRางกาย ทาง บริษัทผูKผลิตจึงสามารถยืดหยุRนอัตราสRวนสารประกอบในบุหรี่ไฟฟOาไดK (Cahn & Siegel. 2011 20-21) ในปTจจุบันมีบุหรี่ไฟฟOา วางขายในตลาดและโลกออนไลน@มากกวRา 250 ยี่หKอ (Benowitz & Goniewicz. 2013 : 685)โดยแตRละยี่หKอไมRไดKบอกถึง สารละลาย ปริมาณนิโคตินและการควบคุมคุณภาพ หรือถKาติดปOายปริมาณสารละลายก็จะเป{นขKอมูลที่ไมRถูกตKอง ทำใหK ผูKบริโภคอาจจะไมRรูKวRาบุหรี่ไฟฟOาที่เขาซื้อมีปริมาณโคตินมากนKอยแคRไหน มีสารละลายที่เป{นอันตรายหรือไมR นอกจากนี้มี รายงานพบวRา หลอดเล็ก ๆ ที่ใสRของเหลวสามารถรั่วไดK ทำใหKทราบวRามีนิโคตินที่บรรจุอยูRในปริมาณที่มากเกินไปซึ่งเป{น ปริมาณที่สามารถใชKฆRาตัวตายไดK (Grana. 2013 135-136) สังคม ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท@ นายกสมาคมเครือขRาย โรคไมRติดตRอไทย กลRาววRา ผลิตภัณฑ@ยาสูบลKวนสRงผลกระทบตRอสุขภาพ ทำใหKเกิดโรคไมRติดตRอเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases : NCDs) เป{นปTญหาระดับโลกที่คุกคามสุขภาพสRงผลกระทบถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยปTจจุบันมีกระแส ในโลกโซเชียลระบุวRา บุหรี่ไฟฟOาเป{นผลิตภัณฑ@ที่ปลอดภัย ไมRมีพิษภัยตRอสุขภาพ สามารถใชKชRวยเลิกบุหรี่มวนไดK ภาครัฐควร เปíดใหKมีการนำเขKาและจำหนRายบุหรี่ไฟฟOาอยRางเสรี เหมือนสินคKาทั่วไป กระแสเหลRานี้เป{นสิ่งที่นRากังวลมาก เนื่องจากเป{นการ เรียกรKองของกลุRมที่เกี่ยวพันกันกับธุรกิจยาสูบขKามชาติ ที่พยายามผลักดันใหKสินคKาของตนเขKามาจำหนRายในประเทศไทยไดK อยRางเสรีเพื่อผลกำไร (สสส,2564) เศรษฐกิจ รศ.นพ.สมบัติ มุRงทวีพงษา เลขาธิการสมาคมเครือขRายโรคไมRติดตRอไทย กลRาววRา ขKอมูลจากคณะแพทยศาสตร@ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบวRา ในป 2561 ประเทศไทยมีผูKเสียชีวิตจากบุหรี่ปละกวRา 7 หมื่นราย พบนักสูบหนKาใหมRที่เป{นเยาวชนเพิ่มขึ้น ตั้งแตRอายุ 10 ปขึ้นไป กRอใหKเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมทั้งหมดปละ 220,461 ลKานบาท ขณะที่รัฐจัดเก็บรายไดKจากภาษีบุหรี่ไดK 68,603 ลKานบาท (สสส,2564) จิตใจ จากขKอมูลสำรวจสุขภาพคนไทยโดย การตรวจรRางกาย ครั้งที่ 6 ป 2562-2563 พบวัยรุRนอายุ 10-19 ป เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟOา รKอยละ 5.3, สูบเป{นประจำ รKอยละ 2.9 และ รKอยละ 30 ของวัยรุRนที่สูบบุหรี่ไฟฟOาเป{นประจำเป{นผูKหญิง เด็ก และเยาวชนไทยอายุ 10-19 ป ผูKสูบบุหรี่ไฟฟOากวRา ครึ่งหรือรKอยละ 53 มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศรKาดKวย และเด็กที่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟOามีแนวโนKมจะเป{นโรคซึมเศรKาเพิ่มขึ้น 2 เทRา ใน เด็กและเยาวชนที่สมองยังเจริญเติบโตไมRเต็มที่ พิษของนิโคตินในบุหรี่ไฟฟOาจะสRงผลใหKเด็กที่สูบมีอาการหงุดหงิดงRาย เรียน หนังสือไมRรูKเรื่อง ความจำแยRลง ปวดศีรษะ อารมณ@แปรปรวน สมาธิสั้น ในการศึกษาครั้งนี้ผูKวิจัยจึงนำกรอบแนวคิด PRECEDE model ของกรีน (Green,1980) เนื่องจากสามารถคKนหา ปTจจัยที่มีความสัมพันธ@กับพฤติกรรมไดKอยRางครอบคลุม โดยจำแนกปTจจัยที่เกี่ยวขKองกับการเกิดพฤติกรรมเป{น 3 ปTจจัย คือ ปTจจัยนำ (predisposing factors) ปTจจัยเอื้อ (enabling factors) และปTจจัยเสริม (reinforcing factors) ซึ่งพฤติกรรมของ บุคคลจะเกี่ยวขKองกับทั้ง 3 ปTจจัยรRวมกัน ทั้งนี้เพื่อนำผลการศึกษาไปใชKใหKเกิดประโยชน@ตRอการเฝOาระวังพฤติกรรมการบริโภค


ยาสูบของนักศึกษาและเพื่อการพัฒนานโยบายควบคุมการบริโภคยาสูบที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น (Green, L.W., Kreuter, M.W., Partridge, K., and Deeds, S. Health Education Planning: A Diagnostic Approach. Mountain View, Calif: Mayfield; 1980) วัตถุประสงคKงานวิจัย 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษามหาวิทยาลัยแหRงหนึ่ง 2. เพื่อศึกษาปTจจัยที่สัมพันธ@กับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษามหาวิทยาลัยแหRงหนึ่ง คำถามงานวิจัย 1. พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษาเป{นอยRางไร 2. การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ทัศนคติตRอการสูบบุหรี่ไฟฟOา ความเครียด รายไดKของนักศึกษา การเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา การมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ และการมีเพื่อนสูบบุหรี่มีความสัมพันธ@กับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของ นักศึกษาหรือไมR สมมุติฐานงานวิจัย การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ทัศนคติตRอการสูบบุหรี่ไฟฟOา ความเครียด รายไดKของนักศึกษา การเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา การ มีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ และการมีเพื่อนสูบบุหรี่ มีความสัมพันธ@กับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษา ขอบเขตงานวิจัย (กรอบแนวคิด) การศึกษาครั้งนี้นำกรอบแนวคิด PRECEDE Framework ของกรีนและครูเตอร@ เพื่อศึกษาปTจจัยที่มีความสัมพันธ@ กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟOา โดยจำแนกปTจจัยที่เกี่ยวขKองกับการเกิดพฤติกรรมเป{น 3 ปTจจัย คือ ปTจจัยนำ (predisposing factors) ปTจจัยเอื้อ (enabling factors) และปTจจัยเสริม (reinforcing factors) ซึ่งพฤติกรรมของบุคคลจะเกี่ยวขKองกับทั้ง 3 ปTจจัยรRวมกัน โดย ปTจจัยนำเป{นปTจจัยภายในบุคคลที่เป{นเหตุผลหรือจูงใจใหKเกิดพฤติกรรมในการสูบบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษา ไดKแกR การ รับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ทัศนคติตRอการสูบบุหรี่ไฟฟOา และความเครียด ปTจจัยเอื้อ หมายถึง สิ่งแวดลKอมที่เอื้ออำนวยใหKเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมรวมถึงการมีอยูR การเขKาถึง และ ความสามารถในการหาทรัพยากรในชุมชน รวมถึงสภาวะที่เอื้อ หรืออุปสรรคที่จะชRวยสRงเสริมหรือขัดขวางการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ไดKแกR รายไดKของนักศึกษา และการเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา ปTจจัยเสริม หมายถึง การไดKรับขKอมูลยKอนกลับจากบุคคลอื่นที่ชRวยสนับสนุนหรือขัดขวางการปฏิบัติพฤติกรรมนั้น เชRน อิทธิพลทางสังคม อิทธิพลของกลุRมเพื่อน ไดKแกR การมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ไฟฟOาและการมีเพื่อนสูบบุหรี่ไฟฟOา กรอบแนวคิด


นิยามศัพทKเฉพาะ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟYา หมายถึง การแสดงออกของนักศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่หรือไมRสูบบุหรี่ ประกอบดKวย - ผูKที่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ หมายถึง ผูKที่ปTจจุบันสูบบุหรี่ - ผูKที่ไมRมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ หมายถึง ผูKที่ไมRเคยสูบบุหรี่ โดยงานวิจัยนี้วัดโดยใชKแบบสอบถาม มีขKอคำถามเกี่ยวกับ การสูบบุหรี่ในปTจจุบัน(สูบ, ไมRสูบ) ชRวงอายุที่สูบบุหรี่เป{นครั้ง แรก ความถี่ในการเริ่มสูบบุหรี่ชRวงเวลาในการสูบบุหรี่ สาเหตุที่เริ่มสูบบุหรี่ ความรูKสึกเมื่อสูบบุหรี่ และอาการเมื่อไมRไดKสูบบุหรี่ การรับรูZเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟYา หมายถึง การที่บุคคลแตRละคนมีการเลือกรับหรือเขKาใจขKอมูลเกี่ยวกับบุหรี่ ซึ่งมี 3 องค@ประกอบ ไดKแกR โทษและพิษภัยของบุหรี่ ประโยชน@ของการเลิกบุหรี่ และวิธีการเลิกบุหรี่ วัดโดยใชKแบบสอบถามมาตรา สRวนประมาณคRา (Rating Scale) 5 ระดับประกอบดKวย เห็นดKวยอยRางยิ่ง เห็นดKวยมาก ปานกลาง เห็นดKวยนKอย และเห็นดKวย นKอยที่สุด ผูKที่ไดKคะแนนสูงแสดงวRามีการรับรูKเกี่ยวกับโทษและพิษภัยของบุหรี่ไฟฟOา ประโยชน@ของการเลิกบุหรี่ไฟฟOา และวิธีการ เลิกบุหรี่ไฟฟOาสูงกวRาผูKที่ไดKคะแนนต่ำ ความเครียด หมายถึง ภาวะที่บุคคลรูKสึกกดดันทางจิตใจ ไมRสบายใจ วิตกกังวล สับสน และสRงผลใหKเกิดปฏิกิริยา ตอบสนองทางรRางกาย ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอยRางของตนเอง ซึ่งแบRงไดK 3 ระดับ คือ ระดับต่ำซึ่งเป{นระดับ ปกติ ระดับปานกลาง และระดับสูง รายไดZหมายถึง รายไดKของนักศึกษาที่ไดKรับจากผูKปกครอง หรือบุคคลอื่นๆ โดยคิดเป{นรายไดKตRอเดือน แบRงเป{น 4 กลุRม คือ 1. นKอยกวRา 2,000 บาทตRอเดือน 2. 2,001 - 3,000 บาทตRอเดือน 3. 3,001 - 4,000 บาทตRอเดือน 4. 4,001 บาทขึ้นไป การเขZาถึงบุหรี่ไฟฟYา หมายถึง ความสามารถในการเขKาถึงสื่อโฆษณา การประชาสัมพันธ@เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา แหลRงและ วิธีการซื้อขายที่เอื้อตRอการสRงเสริมใหKใชKบุหรี่ไฟฟOา ประกอบดKวย ดKานการตลาด ดKานสภาพแวดลKอม และดKานกฎหมาย วัดโดย ใชKแบบสอบถามมาตราสRวนประมาณคRา (Rating Scale) 5 ระดับประกอบดKวย เห็นดKวยอยRางยิ่ง เห็นดKวยมาก ปานกลาง เห็น ดKวยนKอย และเห็นดKวยนKอยที่สุด ที่ไดKคะแนนสูงแสดงวRามีการเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOาไดKงRายกวRาผูKที่ไดKคะแนนต่ำกวRา การมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ หมายถึง การที่นักศึกษามีบุคคลที่อาศัยอยูRใน ครอบครัวไดKแกR บิดา มารดา พี่ นKอง ปูñ ยRา ตา ยาย หรืออื่นๆ สูบหรือไมRสูบบุหรี่ การมีเพื่อนสูบบุหรี่ หมายถึง การที่นักศึกษามีเพื่อนในหKองเรียน หรือกลุRมเพื่อนสนิทสูบหรือไมRสูบบุหรี่ ประโยชนKที่คาดว_าจะไดZรับจากการวิจัย 1. ทำใหKทราบถึงพฤติกรรมและปTจจัยที่สRงผลตRอการสูบบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษา 2. เพื่อเป{นแนวทางในการจัดกิจกรรมรณรงค@ตRอตKานการสูบบุหรี่ไฟฟOา และจัดกิจกรรม ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ไฟฟOาใหKกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยใหKมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีการดำเนินวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีรูปแบบเป{นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Descriptive cross sectional study) ประชากร ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ไดKแกR นักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคปกติ ชั้นปที่ 1-4 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ป การศึกษา 2566 จำนวนทั้งหมด 12,222 คน


กลุ_มตัวอย_าง คำนวณขนาดของกลุRมตัวอยRางโดยใชKสูตรการคำนวณกลุRมตัวอยRางของ Krejcie and Morgan (1970) ที่ระดับความ เชื่อมั่น 95% ไดKกลุRมตัวอยRาง จำนวน 372 คนกลุRมตัวอยRาง เกณฑKการคัดเขZา 1.นักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคปกติ ชั้นปที่ 1-4 2.นักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคปกติ เพศชาย และเพศหญิง เครื่องมือที่ใชZในการวิจัย ตอนที่ 1 แบบสอบถามขKอมูลสRวนบุคคล ตอนที่ 2 แบบสอบถามพฤติกรรมของนักศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ ตอนที่ 3 แบบสอบถามการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ตอนที่ 4 แบบสอบถามการเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา ตอนที่ 5 แบบสอบถามทัศนคติ/ความรูKสึกเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ตอนที่ 6 แบบประเมินความเครียด (ST-5) การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัย 1. ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถาม (Content validity) โดยนำแบบสอบถามพัฒนาขึ้นและไดKปTบปรุง ไดKแกR แบบสอบถามการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา แบบสอบถามการเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา และแบบสอบถามทัศนคติ/ความรูKสึก เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ที่ไดKรับการตรวจสอบความตรงเนื้อหาโดยผูKทรงคุณวุฒิ 3 ทRาน เพื่อวิเคราะห@คRาดัชนีความตรงตามเนื้อหา (Content validity index: CVI) ไดKคRา CVI เทRากับ 0.95, 1 และ 0.95 ตามลำดับ 2. ตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) นำแบบสอบถามไปทดลองใชK (Try out) กับกลุRมนักศึกษาที่มีคุณลักษณะใกลKเคียงกับ กลุRมตัวอยRางจำนวน 30 คน จากนั้นนำมาตรวจสอบความถูกตKองของแบบสอบถาม แลKวนำมาวิเคราะห@หาความเที่ยงของ แบบสอบถามดKวยครอนบาคแอลฟา (Cronbach' s alpha coefficient) ไดKคRาดังนี้ แบบสอบถามการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา เทRากับ 0.96, แบบสอบถามการเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOา เทRากับ 0.92, แบบสอบถามทัศนคติ/ความรูKสึกเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา เทRากับ 0.76 และแบบประเมินความเครียด เทRากับ 0.93 การพิทักษKสิทธิ์กลุ_มตัวอย_าง ผูKวิจัยไดKมีการชี้แจKงขKอมูลในหนKาแรกของ Google form โดยกลุRมตัวอยRางสามารถเขKารRวมไดKโดยความสมัครใจ และไดKมี การอธิบายการปกปOองสิทธิในประเด็นของการเปíดเผยขKอมูลจากประชากรกลุRมตัวอยRาง การวิเคราะหKขZอมูล การวิเคราะห@ขKอมูลโดยใชKโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (STATISTICS PACKAGE FOR THE SOCIAL SCIENCES) ใชKสถิติเชิง พรรณนาไดKแกR ความถี่ รKอยละ คRาเฉลี่ย และสRวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ สถิติเชิงอนุมาน วิเคราะห@โดยสถิติChi-square tests เพื่อวิเคราะห@ความสัมพันธ@ในระดับ นัยสําคัญทางสถิติ0.05 หากไมRเป{นตามขKอตกลง ผูKวิจัยใชKสถิติFisher’s exact tests


ผลการวิจัย ตารางที่ 1 จำนวนรKอยละจำแนกตามขKอมูลทั่วไปของกลุRมตัวอยRาง (n=484) ขZอมูลทั่วไปของนักศึกษา จำนวน (คน) รZอยละ เพศ ชาย 176 36.36 หญิง 308 63.64 อายุ นKอยกวRา 20 ป 253 52.27 20 ปขึ้นไป 231 47.73 รายไดZ นKอยกวRา 2,000 บาทตRอเดือน 112 23.14 2,001 - 3,000 บาทตRอเดือน 142 29.34 3,001 - 4,000 บาทตRอเดือน 107 22.11 4,001 บาทขึ้นไป 123 25.41 ท_านมีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่หรือไม_ มี 210 43.39 ไมRมี 274 56.61 ท_านมีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่หรือไม_ มี 228 47.11 ไมRมี 256 52.89 ความเครียด เครียดนKอย 221 45.66 เครียดปานกลาง 116 23.97 เครียดมาก 37 7.64 เครียดมากที่สุด 110 22.73 กลุRมตัวอยRางในการวิจัยสRวนใหญRเป{นเพศหญิง (รKอยละ 63.64) และอยูRในชRวงอายุ นKอยกวRา 20 ป (รKอยละ 52.27) รายไดKของกลุRมตัวอยRางอยูRในชRวง 2,001 - 3,000 บาทตRอเดือน (รKอยละ 29.34) รองลงมาอยูRในชRวง 4,001 บาทขึ้นไป (รKอยละ 25.41) สRวนใหญRไมRมีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ (รKอยละ 56.61) สRวนใหญRไมRมีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่ (รKอยละ 52.89) ระดับ ความเครียดของกลุRมตัวอยRางอยูRระดับเครียดนKอย (รKอยละ 45.66) รองลงมาอยูRในระดับเครียดปานกลาง (รKอยละ 23.97)


ตารางที่ 2 จำนวนรKอยละจำแนกตามขKอมูลทั่วไปของกลุRมตัวอยRาง (n=484) พฤติกรรมของนักศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ จำนวน (คน) รZอยละ ป<จจุบันท_านสูบบุหรี่หรือไม_ ไมRสูบ 368 76.03 สูบ 116 23.97 ท_านสูบบุหรี่บ_อยแค_ไหน สูบนานๆครั้ง 33 29.46 สูบบางวัน 31 27.68 สูบทุกวัน 48 42.86 ท_านเริ่มสูบบุหรี่ตอนอายุเท_าไหร_ 12-15 ป 12 10.43 16-18 ป 36 31.30 19-22 ป 65 56.52 มากกวRา 23 ป 2 1.74 ท_านสูบบุหรี่ในช_วงเวลาใดบ_อยที่สุด ตื่นนอน 2 1.79 ขณะเขKาหKองน้ำ 12 10.71 ทุกชRวงที่มีโอกาส 48 42.86 หลังรับประทานอาหาร 12 10.71 ขณะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล@ 38 33.93 ท_านสูบบุหรี่เพราะเหตุใด ตามเพื่อน 14 12.61 เพื่อเขKาสังคม 22 19.82 อยากลอง 24 21.62 เครียด 47 42.34 เห็นคนในครอบครัวสูบจึงทำตาม 4 3.60 ท_านมีความรูZสึกอย_างไรเมื่อสูบบุหรี่ ผRอนคลาย 68 60.18 อารมณ@ดี 10 8.85 กระชุRมกระชวย 15 13.27 คลายกังวล 20 17.70 ท_านมีอาการอย_างไรเมื่อไม_ไดZสูบบุหรี่ หงุดหงิด 27 27.84 เครียด 12 12.37 กระวนกระวาย 17 17.53 ไมRมีอาการ 41 42.27


พฤติกรรมของนักศึกษาเกี่ยวกับการสูบบุหรี่มีนักศึกษาหนึ่งในสี่ของกลุRมตัวอยRางสูบบุหรี่ (รKอยละ 23.97) สRวนใหญR สูบบุหรี่ทุกวัน (รKอยละ 42.86) รองลงมาสูบนานๆ ครั้ง (รKอยละ 29.46) เริ่มสูบบุหรี่ตอนอายุ 19-22 ป (รKอยละ 56.52) สูบใน ทุกชRวงที่มีโอกาส (รKอยละ 42.86) รองลงมาขณะดื่มแอลกอฮอล@ (รKอยละ 33.93) เหตุผลที่สูบบุหรี่เกิดจากเครียด (รKอยละ 42.34) สRวนใหญRมีความรูKสึกผRอนคลายเมื่อสูบบุหรี่ (รKอยละ 60.18) ไมRมีอาการเมื่อไมRไดKสูบบุหรี่ (รKอยละ 42.27) ตารางที่ 3 คRาเฉลี่ยและสRวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขZอคำถาม "! S.D การรับรูZเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟYา ดKานผลกระทบ 4.27 0.76 ประโยชน@ของการเลิกบุหรี่ 4.27 0.91 วิธีการเลิกบุหรี่ 4.16 0.88 การเขZาถึงบุหรี่ไฟฟYา 4.16 0.80 ทัศนคติ/ความรูZสึกเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟYา ดKานสุขภาพ 3.33 1.30 ดKานกฎหมาย 2.30 0.98 ดKานปฏิสัมพันธ@ 3.89 0.96 การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOา ดKานผลกระทบมีคRาเฉลี่ยเทRากับ 4.27 (S.D = 0.76) ประโยชน@ของการเลิกบุหรี่มีคRาเฉลี่ย เทRากับ 4.27 (S.D = 0.91) วิธีเลิกบุหรี่มีคRาเฉลี่ยเทRากับ 4.16 (S.D = 0.88) การเขKาถึงบุหรี่ไฟฟOามีคRาเฉลี่ยเทRากับ 4.16 (S.D = 0.88) ทัศนคติ/ความรูKสึกเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOาดKานสุขภาพมีคRาเฉลี่ยเทRากับ 3.33 (S.D = 1.30) ดKานกฎหมายมีคRาเฉลี่ยเทRากับ 2.30 (S.D = 0.98) ดKานปฏิสัมพันธ@มีคRาเฉลี่ยเทRากับ 3.89 (S.D = 0.96) สรุปและอภิปรายผล ผลการวิจัยพบวRา การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOามีความสัมพันธ@กับพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษา โดย นักศึกษาที่มีการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOาในระดับต่ำ มีความเสี่ยงตRอการสูบบุหรี่ไฟฟOา มากกวRาการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOาใน ระดับสูง 12.83 เทRา (x^2=12.83,p<0.05) และปTจจัยของรายไดKที่ไดKรับตRอเดือน พบวRา กลุRมที่มีรายไดKสูง(3,000บาทขึ้นไป/ เดือน) มีโอกาสเสี่ยงตRอการสูบบุหรี่ไฟฟOา มากกวRากลุRมที่มีรายไดKนKอย(นKอยกวRา3,000บาท/เดือน) 16.19 เทRา (x^2= 16.19,p<0.05) ซึ่งสอดคลKองกับงานวิจัยของ ปริมประภา กKอนแกKว และกูKเกียรติกKอนแกKว,(2565)ไดKศึกษาเรื่องการรับรูK ทัศนคติการเขKาถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส@และความตั้งใจที่จะใชKบุหรี่อิเล็กทรอนิกส@ของเยาวชนในระบบการศึกษา ภาคเหนือ ประเทศไทย พบวRา การรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟOาของเยาวชนมีความสัมพันธ@เชิงบวกกับความตั้งใจที่จะใชKบุหรี่ไฟฟOา (r=0.233, p<0.01) จากการศึกษาระดับรายไดKของนักศึกษา พบวRากลุRมตัวอยRางที่มีรายไดKสูงมีโอกาสที่จะสูบบุหรี่ไฟฟOามากกวRากลุRมที่มี รายไดKนKอย เนื่องจากเมื่อกลุRมตัวอยRางมีรายไดKตRอเดือนมากจะสRงผลใหKมีอำนาจในการซื้อ มีความสามารถในการที่จะจRายเงิน ซื้อสิ่งที่ตนเองตKองการ ซึ่งสอดคลKองกับการศึกษาของงานวิจัยของ Phetphum et al. (2021) ซึ่งพบวRานักศึกษามหาวิทยาลัย ที่มีรายไดKเฉลี่ยตRอเดือนสูงกวRาคRาเฉลี่ยสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส@มากกวRานักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีรายไดKเฉลี่ยตRอเดือนต่ำกวRา คRาเฉลี่ย 1.84 เทRา


จากการศึกษาการมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่พบวRา กลุRมตัวอยRางที่มีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่มีโอกาสสูบบุหรี่ ไฟฟOาไดKมากกวRากลุRมตัวอยRางที่ไมRมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่เนื่องจากกลุRมตัวอยRางมีแบบอยRางใหKเห็นซึ่งสอดคลKองกับ การศึกษาของ ซึ่งสอดคลKองกับงานวิจัยของ พงษ@ศักดิ์อKนมอย ส.ด. และคณะ (2565) ไดKศึกษาปTจจัยที่มีความสัมพันธ@กับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟOาของเยาวชนจังหวัดอุตรดิตถ@พบวRา เยาวชนที่มีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ไฟฟOามีโอกาสสูบบุหรี่ไฟฟOา มากกวRาคนในครอบครัวที่ไมRสูบบุหรี่ไฟฟOา คิดเป{น 10.55 เทRา จากการศึกษาการมีเพื่อนสูบบุหรี่พบวRา กลุRมตัวอยRางที่มีมีเพื่อนสูบบุหรี่มีโอกาสสูบบุหรี่ไฟฟOาไดKมากกวRากลุRม ตัวอยRางที่ไมRมีเพื่อนสูบบุหรี่เนื่องจากกลุRมตัวอยRางอาจจะโดนชักชวนจากเพื่อน และเป{นการเขKาสังคม รวมถึงเป{นรสนิยมของ กลุRมวัยรุRนซึ่งสอดคลKองกับการศึกษาของ พงษ@ศักดิ์อKนมอย ส.ด. และคณะ (2565) เยาวชนที่มีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่ไฟฟOามี โอกาสสูบบุหรี่ไฟฟOามากกวRาเยาวชนที่ไมRมีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่ไฟฟOาคิดเป{น 10.48 เทRา ขZอเสนอแนะ จากผลการศึกษาพบวRากลุRมตัวอยRางสRวนใหญRมีสมาชิกในครอบครัว เพื่อน สูบบุหรี่ มีระดับการรับรูKเกี่ยวกับบุหรี่ ไฟฟOาต่ำในบทบาทของพยาบาลเป{นแนวทางการสRงเสริมใหKความรูKเกี่ยวกับดKานผลกระทบของการสูบบุหรี่ไฟฟOา ประโยชน@ของ การเลิกสูบบุหรี่ วิธีการเลิกสูบบุหรี่ไฟฟOา หนRวยงานที่เกี่ยวขKองกับการเลิกสูบบุหรี่ไฟฟOาในกลุRมนักศึกษาที่มีรายไดKสูง โดยสรKาง เสริมสมรรถนะภายในตัวบุคคลดKวยทักษะตRางๆ ไดKแกR การควบคุมตนเอง การตัดสินใจ การฝ·กปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน โดยผRาน กิจกรรมที่สรKางสรรค@ และมีความหลากหลาย เชRน การทำโปสเตอร@ใหKความรูKเกี่ยวกับโทษอันตรายของบุหรี่ไฟฟOา ควันบุหรี่มือ สอง เป{นตKน เผยแพรRขKอมูลผRาน เฟสบุ¸ค ทวิตเตอร@ เพจประชาสัมพันธ@ของคณะ มหาวิทยาลัย ตลอดจนสRงเสริมการเลิกบุหรี่ใน ครอบครัวและเพื่อน ๆ ไดKแกR การพูดใหKกำลังใจ การใหKขKอมูลบอกผลดีของการเลกบุหรี่ไฟฟOา และการเป{นแบบอยRางที่ดี และ ไมRชักนำไปสูRการสูบบุหรี่ไฟฟOา กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้ สําเร็จไดKดKวยความกรุณาเป{นอยRางยิ่งจาก ผูKชRวยศาสตราจารย@ ดร. กลมภู ถนอมสัตย@ และอาจารย@พนิตนันท@ แซRลิ้มที่ปรึกษา วิจัยที่ไดKกรุณาใหKคำปรึกษาชี้แนะแนวทาง และตรวจแกKไขขKอบกพรองตRางๆ ของวิจัยมาโดยตลอด ขอกราบ ขอบพระคุณอยRางสูงมา ณ โอกาสนี้ผูKวิจัยขอขอบพระคุณอาจารย@ในคณะพยาบาลศาสตร@ทุกทRานที่ใหKการอบรบสั่งสอนและใหK ความรูKในการศึกษา พรKอมทั้งใหKคำแนะนําในการทําวิจัยเพื่อใหKสําเร็จ ลุลRวงไปดKวยความเรียบรKอย ขอขอบพระคุณอยRางยิ่ง ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมที่ใหKความอนุเคราะห@ในการเก็บขKอมูล และเจKาหนKาที่ผูKปฏิบัติงานที่ใหKความรRวมมือ และอํานวยความสะดวกในการเก็บขKอมูลเป{นอยRางดีผKูวิจัยหวังวRาวิจัยนี้จะมีคุณคRาประโยชน@แกRผูKที่สนใจ และยินดีหากไดKนํา วิจัยนี้พัฒนาหรือประยุกต@ใชKใหKเกิดประโยชน@ใดๆ อันพึงเกิดขึ้นจากวิจัยนี้ขKาพเจKาขอมอบแดRบุพราอาจารย@และบุพการีทั้งมวล พรKอมดKวยญาติมิตรทุกคนที่เป{นกําลังใจใหKขKาพเจKาดำเนินการศึกษาครั้งนี้สําเร็จลุลRวงไปดKวยดี เอกสารอZางอิง กิติพงษ@ เรือนเพชร, พรนภา หอมสินธุ@, และยุวดี ลีลัคนาวีระ. (2565). ปTจจัยที่มีความสัมพันธ@กับการสูบบุหรี่ ไฟฟOา ของนักเรียนชายอาชีวศึกษา จังหวัดบุรีรัมย@. วารสารพยาบาลทหารบก, 23(2), 531-539 ธิติ บุดดานKอย ,สุทิน ชนะบุญ , และเบญญาภา กาลเขวKา.(2562). พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนตKนกรณีศึกษาโรงเรียนแหRงหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแกRน อำเภอเมือง จังหวัด ขอนแกRน. วารสารวิทยาศาสตรKสุขภาพ และวารสารสาธารณสุขสุขภาพชุมชน, 2(1), 139-152. ธิติรัตน@ ราศิริ. (2565). ปTจจัยทํานายพฤติกรรมการใชKบุหรี่ไฟฟOาของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตจังหวัด พิษณุโลก. วารสารควบคุมโรค, 48(1), 132-142.


ปราณี แผนดี, และธนัช กนกเทศ. (2563, 13 สิงหาคม). ผลของโปรแกรมการส_งเสริมการลดสูบบุหรี่ต_อ พฤติกรรมของการลดสูบบุหรี่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร[เอกสาร นำเสนอ]. การ ประชุมนำเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 15 ปการศึกษา 2563, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. ปริมประภา กKอนแกKว, และกูKเกียรติ กKอนแกKว. (2565). การรับรูK ทัศนคติ การเขKาถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส@ และ ความ ตั้งใจที่จะใชKบุหรี่อิเล็กทรอนิกส@ของเยาวชนในระบบการศึกษา ภาคเหนือ ประเทศไทย. วารสาร ควบคุมโรค, 48(3), 551- 562. พงษ@ศักดิ์ อKนมอย, ชนุตา พาโพนงาม, นฤมล ลาวนKอย, อาทิตยา บัวเรือง, ธิรดา จันทร@รุRงเรือง, และอัมพวัน บุญ รอด. (2565). ปTจจัยที่มีความสัมพันธ@กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟOา ของเยาวชนจังหวัดอุตรดิตถ@. วารสารวิชาการ สาธารณสุข, 31(2), 197-205. พัสวีภรณ@ อัครกิตติพงศ@. (2561). ปTจจัยทางจิตสังคมที่เกี่ยวขKองกับพฤติกรรมการปOองกันการสูบบุหรี่ของ นักเรียน ประถมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร [ปริญญานิพนธ@]. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ Lee, W., Chaiworapongsa, T., Romero, R., Williams, R., McNie, B., Johnson, A., ... & Comstock, C. H. (2002). A diagnostic approach for the evaluation of spina bifida by three-dimensional ultrasonography. Journal of ultrasound in medicine, 21(6), 619-626. Phetphum, C., Prajongjeep, A., Thawatchaijareonying, K., Wongwuttiyan, T., Wongjamnong, M., Yossuwan, S., & Surapon, D. (2021). Personal and perceptual factors associated with the use of electronic cigarettes among university students in northern Thailand. Tobacco Induced Diseases, 19.


ความÿัมพันธระĀวางความรู ทัศนคติ และพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูก ของบุคลากรในมĀาวิทยาลัยแĀงĀนึ่ง ตüงทอง เนียมนอย1*, ปüีณา ÿักรินทร1 , ยุพาภรณ üงýจินดา1 , นลินนิภา เชื้อพันธ1 üรินธร ÿายÿามพราน1 และถิรüรรณ ทองüล2* 1 นักýึกþาคณะพยาบาลýาÿตร มĀาüิทยาลัยราชภัฏÿุราþฎรธานี2 ผูชüยýาÿตราจารย คณะพยาบาลýาÿตร มĀาüิทยาลัยราชภัฏÿุราþฎรธานี *[email protected] บทคัดยอ การüิจัยครั้งนี้มีจุดประÿงคเพื่อĀาคüามÿัมพันธระĀüางคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูก ของบุคลากรในมĀาüิทยาลัยแĀงĀนึ่งกลุมตัüอยาง คือ บุคลากรเพýĀญิงที่ปฏิบัติงานในÿังกัดĀนüยงานของมĀาüิทยาลัยแĀง Āนึ่ง จำนüน 156 คน เครื่องมือที่ใชในการýึกþา คือ แบบÿอบถาม แบงออกเปน 4 ÿüน 1) ขอมูลทั่üไป 2) คüามรูเกี่ยüกับ โรคมะเร็งปากมดลูก 3) ทัýนคติเกี่ยüกับการปองกันมะเร็งปากมดลูก และ 4) พฤติกรรมการปองกันมะเ ร็งปากม ดลูก แบบÿอบถามผานการตรüจÿอบคüามตรงจากผูทรงคุณüุฒิจำนüน 3 ทาน มีคาคüามเที่ยงดüยÿัมประÿิทธิ์แอลฟาครอนบาค (Cronbach's alpha coefficient) เทากับ 0.78 üิเคราะĀขอมูลÿüนบุคคลดüยÿถิติเชิงพรรณนา ไดแก คüามถี่ รอยละ คาเฉลี่ย และÿüนเบี่ยงเบนมาตรฐาน üิเคราะĀคüามÿัมพันธระĀüางคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปาก มดลูกดüยÿถิติÿĀÿัมพันธเพียรÿัน (Pearson correlation) ผลการüิจัยพบüา กลุมตัüอยางÿüนใĀญมีคüามรูเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูกอยูในระดับคüามรูระดับÿูง มีทัýนคติ เกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูกอยูในระดับดี (x̄= 2.71, S.D. = 0.513) และมีพฤติกรรมการปองกันโรคมะเร็งปากมดลูกอยูใน ระดับเĀมาะÿมปานกลาง (x̄= 2.33, S.D. = 0.56) ทัýนคติเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูกมีคüามÿัมพันธทางบüกกับพฤติกรรม การปองกันมะเร็งปากมดลูกอยางมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (r=.195) ในขณะที่คüามรูมีคüามÿัมพันธทางลบกับ พฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกอยางมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (r= -.201)ผลการüิจัยครั้งนี้ÿามารถนำไปใชเปน ขอมูลพื้นฐานในการÿงเÿริมพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกของบุคลากรในมĀาüิทยาลัย คำÿำคัญ: มะเร็งปากมดลูก บุคลากร คüามรู ทัýนคติ พฤติกรรม


Relationship between knowledge, attitude, and cervical cancer prevention behaviors among personnel of a university Tuangthong Niamnoi1 , Paweena Sakkarin1 , Yuphaporn Wongjinda1 Nalinnipha Chueaphan1 , Warinthon Saisamphran1 and Thirawan Thongwon2 * 1 Bachelor of Nursing program students, Faculty of Nursing, Suratthani Rajabhat University, Surat Thani 2 Lecturer in Maternal and Infant Nursing, Faculty of Nursing, Suratthani Rajabhat University, Surat Thani *[email protected] Abstract The purpose of this research was to find the relationship between knowledge, attitude, and cervical cancer prevention behavior among personnel at a university. The sample group was 156 female personnel working under a university. The instrument used in the study was a questionnaire divided into 4 parts: 1) general information, 2) knowledge about cervical cancer, 3) attitude. about cervical cancer prevention and 4) cervical cancer prevention behaviors. The questionnaire was checked for validity by 3 experts and had a reliability with a Cronbach's alpha coefficient equal to 0.78. Personal data was analyzed using descriptive statistics including frequency, percentage, mean and standard deviation. Analyze the relationship between knowledge, attitude, and cervical cancer prevention behavior using Pearson correlation statistics. The research results found that most of the sample group have a high level of knowledge about cervical cancer. Attitudes about cervical cancer were at a good level (x̄= 2.71, S.D. = 0.513) and cervical cancer prevention behaviors were at a moderate level (x̄= 2.33, S.D. = 0.56). Attitudes about cervical cancer were positively related to cervical cancer prevention behavior at the 0.05 level (r=.195), while knowledge was negatively related to mouth cancer prevention behavior. uterus with statistical significance at the 0.05 level (r= -.201). The results of this research can be used as basic information to promote cervical cancer prevention behavior among personnel at a university. Keywords: cervical cancer, personnel, knowledge, attitude, behavior


1. บทนำ มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) เปนมะเร็งที่พบไดมากเปนอันดับที่ 4 ของÿตรีทั่üโลกและยังคง เปนปญĀาทางดานÿาธารณÿุขที่ÿำคัญที่คüรไดรับการแกไข (Word Health Organization, 2018) โดยในป 2563 ทั่üโลกพบผูปüยมะเร็งปากมดลูกรายใĀมจำนüน 604,000 ราย และพบผูเÿียชีüิตจากมะเร็งปากมดลูก จำนüน 342,000 ราย [1] เมื่อพิจารณาเฉพาะจังĀüัดÿุราþฎรธานี พบอุบัติการณเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกมาก เปนอันดับÿองของการเกิดมะเร็งทุกชนิดในเพýĀญิง โดยมีอัตราการเÿียชีüิตในภาพรüมจำนüน 4,063 คน [2] และในป 2564 พบüามีÿตรีในจังĀüัดÿุราþฎรธานีมารับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพียงรอยละ 32.79 ซึ่ง ไมบรรลุตามเปาĀมายที่กำĀนดไü [3] มะเร็งปากมดลูก ÿงผลกระทบมากมายทั้งทางดานรางกาย จิตใจ คüามÿัมพันธในครอบครัüและ เýรþฐกิจ จากการทบทüนüรรณกรรม พบüา ปจจัยเÿี่ยงที่ทำใĀเกิดมะเร็งปากมดลูก ไดแก ÿตรีที่มีอายุ ระĀüาง 30-60 ป การมีเพýÿัมพันธตั้งแตอายุนอย การเปลี่ยนคูนอนĀลายคน การมีเพýÿัมพันธโดยไมไดรับ การปองกัน การไมไดรับüัคซีนปองกันมะเร็งปากมดลูก พฤติกรรมการใชชุดชั้นในเกาซ้ำๆ การไมทำคüาม ÿะอาดอüัยüะเพýĀลังมีเพýÿัมพันธ ประüัติมีบุตรĀลายคน อาชีพขายบริการĀรืออาชีพที่ไมมีเüลาüางในการ ไปตรüจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก การขาดคüามรูĀรือการตระĀนักถึงการเขารับการตรüจคัดกรองมะเร็งปาก มดลูก และทัýนคติตอมะเร็งปากมดลูก [4] [5] [6] [7] ที่ผานมายังไมพบการýึกþาเกี่ยüกับคüา มÿัมพันธ ระĀüางคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกของบุคลากรใน มĀาüิทยาลัย ดüยเĀตุผลนี้ จึงมีคüามจำเปนที่จะตองทำการýึกþาเกี่ยüกับคüามÿัมพันธระĀüางคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมการ ปองกันมะเร็งปากมดลูกของบุคคลากรในมĀาüิทยาลัยแĀงĀนึ่ง เพื่อเปนขอมูลพื้นฐานที่จะนำไปÿูการüางแผน ÿงเÿริมพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกของบุคลากรในมĀาüิทยาลัยในอนาคตตอไป 2. วัตถุประÿงคการวิจัย 1. เพื่อýึกþาคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกของบุคลากรในมĀาüิทยาลัย แĀงĀนึ่ง 2. เพื่อýึกþาคüามÿัมพันธระĀüางคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกของ บุคลากรในมĀาüิทยาลัยแĀงĀนึ่ง 3. ÿมมติฐานการวิจัย คüามรูและทัýนคติเกี่ยüกับมะเร็งปากมดลูก มีคüามÿัมพันธกับพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปาก มดลูกของบุคลากรในมĀาüิทยาลัยแĀงĀนึ่ง 4. วิธีดำเนินการวิจัย การüิจัยครั้งนี้เปนการüิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive study) โดยýึกþาระดับคüามรู ทัýนคติและ พฤติกรรมการปองกันโรคมะเร็งปากมดลูกของบุคลากรในมĀาüิทยาลัยแĀงĀนึ่งและĀาคüามÿัมพันธระĀüาง ระดับคüามรู ทัýนคติและพฤติกรรมการปองกันตอโรคมะเร็งปากมดลูกของบุคลากรในมĀาüิทยาลัยแĀงĀนึ่ง จำนüน 156 คน เก็บรüบรüมขอมูลระĀüางเดือนมกราคม – กุมภาพันธ2567


5. เครื่องมือและการĀาคุณภาพเครื่องมือ เครื่องมือที่ใชในการüิจัยครั้งนี้ คือ แบบÿอบถาม (Questionnaire) ที่ผูüิจัยÿรางขึ้นจากการทบทüน üรรณกรรมที่เกี่ยüของแบงเปน 4 ÿüน ดังนี้ ÿüนที่ 1 ขอมูลทั่üไปของผูตอบแบบÿอบถาม แบบÿอบถามมีลักþณะเปนแบบÿำรüจรายการ (Checklist) จำนüน 10 ขอ ประกอบดüย อายุ üุฒิการýึกþา ÿถานภาพÿมรÿ ÿังกัดĀนüยงาน ประเภท บุคลากร รายได ประüัติการมีบุตร โรคประจำตัü ประüัติการเจ็บปüยในครอบครัü และประüัติการตรüจคัด กรองมะเร็งปากมดลูก ÿüนที่ 2 คüามรูเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูก ประกอบดüยขอคำถามเกี่ยüกับÿาเĀตุและปจจัยเÿี่ยง ของโรคมะเร็งปากมดลูกจำนüน 4 ขอ อาการและอาการแÿดงของโรคมะเร็งปากมดลูก จำนüน 1 ขอ ระยะ และคüามรุนแรงของโรคมะเร็งปากมดลูก จำนüน 1 ขอ การปองกันโรคมะเร็งปากมดลูก จำนüน 6 ขอ การ ตรüจคัดกรองและการรักþาโรคมะเร็งปากมดลูก จำนüน 3 ขอ รüมทั้งĀมด 15 ขอ ลักþณะคำตอบเปน 3 ตัüเลือก ใช/ไมใช/ไมแนใจ ถาตอบถูกใĀ 1 คะแนน ตอบผิดĀรือไมแนใจใĀ 0 คะแนน คิดคะแนนรüมและจัด ระดับคüามรูเปน 3 ระดับ ไดแก ระดับคüามรูÿูง (11-15 คะแนน) ระดับคüามรูปานกลาง (6-10 คะแนน) และ ระดับคüามรูต่ำ (0-5 คะแนน) ÿวนที่3 ทัýนคติเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูก แบบÿอบถามมีลักþณะเปนแบบลิเคิรท (Likert Scales) จำนüน 15 ขอ มีคำตอบใĀเลือก 3 ระดับ ไดแก เĀ็นดüย ไมแนใจ ไมเĀ็นดüย โดยขอคำถามที่มี คüามĀมายเชิงลบจะใĀคะแนนในทางตรงกันขามแลüนำคะแนนของทุกขอมารüมกัน จากนั้นพิจารณาระดับ ทัýนคติโดยĀาคาเฉลี่ยของคะแนนแบบÿอบถามทั้งชุด ซึ่งÿามารถแปลผลไดดังนี้ 2.34-3.00 มีคะแนน ทัýนคติเกี่ยüกับโรคมะเร็งระดับÿูง 1.67-2.33 มีคะแนนทัýนคติเกี่ยüกับโรคมะเร็งระดับปานกลาง และ 1.00- 1.66 มีคะแนนทัýนคติเกี่ยüกับโรคมะเร็งระดับต่ำ ÿวนที่4 ขอมูลเกี่ยüกับพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูก แบบÿอบถามมีลักþณะแบบมาตรา ÿüนประมาณคา (Rating scale) จำนüน 10 ขอ มีคำตอบใĀเลือก 3 ระดับ ไดแก ปฏิบัติทุกครั้ง ปฏิบัติ บางครั้ง ไมเคยปฏิบัติโดยขอคำถามที่มีคüามĀมายเชิงลบจะใĀคะแนนในทางตรงกันขามแลüนำคะแนนของ ทุกขอมารüมกัน จากนั้นพิจารณาระดับพฤติกรรมโดยĀาคาเฉลี่ยของคะแนนแบบÿอบถามทั้งชุด ซึ่งÿามารถ แปลผลไดดังนี้ 2.34-3.00 มีคะแนนพฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกในระดับÿูง 1.67-2.33 มีคะแนน พฤติกรรมการปองกันมะเร็งปากมดลูกในระดับปานกลาง และ 1.00-1.66 มีคะแนนพฤติกรรมกา รปองกัน มะเร็งปากมดลูกในระดับต่ำ แบบÿอบถามทั้งฉบับไดรับการทดÿอบคุณÿมบัติคüามเที่ยงตรงตามเนื้อĀาของขอมูล (Index of Item-Objective Congruence) โดยผูเชี่ยüชาญ จานüน 3 ทาน แลüจึงปรับปรุงใĀเĀมาะÿมกอนนำไป ทดลองใชกับประชาชนที่มีลักþณะคลายกลุมตัüอยางจำนüน 30 คน เพื่อตรüจÿอบคüามเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) üิเคราะĀคüามเชื่อมั่นของแบบÿอบถามคüามรูเกี่ยüกับมะเร็งปากมดลูกโดยการĀาคา KR20 มี คาเทากับ 0.7 üิเคราะĀคüามเชื่อมั่นของแบบÿอบถามคüามเชื่อและทัýนคติเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูก โดย Āาคาÿัมประÿิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีคาเทากับ 0.78 6. การเก็บรวบรวมขอมูล ผูüิจัยไดเก็บรüบรüมขอมูลตามขั้นตอนดังนี้ 1.ผูüิจัยติดตอĀนüยงานÿังกัดของกลุมตัüอยางเพื่อขออนุญาตทำการüิจัย โดยชี้แจงขั้นตอนการรüม üิจัย ประโยชนที่คาดüาจะไดจากการüิจัย ใĀกลุมตัüอยางทราบกอนยินยอมเขารüมการüิจัย


2. ผูüิจัยÿงแบบÿอบถามใĀกลุมตัüอยางที่ยินยอมเขารüมการüิจัยตามÿังกัดĀนüยงานในมĀาüิทยาลัย แĀงĀนึ่ง คือ คณะüิทยาýาÿตรและเทคโนโลยี จำนüน 65 คน คณะครุýาÿตร จำนüน 40 คน คณะüิทยาการ จัดการ จำนüน 43 คน และÿำนักÿงเÿริมüิชาการ จำนüน 8 คน ดำเนินการเก็บขอมูลตามüันและเüลา ที่ กำĀนดจนครบตามจำนüนกลุมตัüอยาง 156 คน 3. เมื่อไดรับแบบÿอบถามคืน ผูüิจัยตรüจÿอบคüามครบถüนของขอมูลอีกครั้งกอนนำไปüิเครา ะĀ ขอมูล 7. การวิเคราะĀขอมูล การüิเคราะĀขอมูลใชโปรแกรมÿำเร็จรูป Statistical Package for the Social Science (SPSS) üิเคราะĀขอมูลทั่üไปโดยใชÿถิติเชิงพรรณนา ไดแก คüามถี่ รอยละ คาเฉลี่ยและÿüนเบี่ยงเบนมา ตรฐาน üิเคราะĀคüามÿัมพันธระĀüางคüามรู ทัýนคติ และพฤติกรรมในการปองกันมะเร็งปากมดลูกดüยÿถิติ ÿĀÿัมพันธเพียรÿัน (Pearson correlation) 8. ผลการวิจัย กลุมตัüอยางÿüนใĀญมีอายุระĀüาง 31-40 ป คิดเปนรอยละ 46.8 รองลงมาคืออายุ 20-30 ป คิด เปนรอยละ 32.1 ÿüนใĀญจบการýึกþาระดับปริญญาตรีคิดเปนรอยละ 70.5 ÿถานภาพÿมรÿของกลุม ตัüอยางÿüนใĀญมีคูÿมรÿและอยูดüยกัน คิดเปนรอยละ 47.4 รองลงมาคือ โÿด คิดเปนรอยละ 44.2 กลุม ตัüอยางÿüนใĀญเปนพนักงานมĀาüิทยาลัย คิดเปนรอยละ 47.4 รองลงมาคือ ประเภทบุคลากรเงินรายได คิด เปนรอยละ 35.3 รายไดของกลุมตัüอยางÿüนใĀญอยูระĀüาง 10,001-15,000 บาท คิดเปนรอยละ 57.7 ÿüน ใĀญไมมีบุตร คิดเปนรอยละ 59.6 รองลงมาคือ มีบุตร 1-3 คน คิดเปนรอยละ 38.5 ÿüนใĀญไมมีโรค ประจำตัü คิดเปนรอยละ 96.2 ในดานประüัติการเจ็บปüยเปนโรคมะเร็งปากมดลูกของบุคคลในครอบครัü ÿüนใĀญไมมีบุคคลในครอบครัüมีประüัติเปนโรคมะเร็งปากมดลูก คิดเปนรอยละ 95.5 ÿüนใĀญไมเคยตรüจ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก จำนüน 121 คน คิดเปนรอยละ 77.6 ระดับคüามรูเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูกของกลุมตัüอยาง จากการýึกþาพบüากลุมตัüอยางÿüนใĀญ มีระดับคüามรูเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูกอยูในระดับÿูง (11-15 คะแนน) จำนüน 92 คน คิดเปนรอยละ 59 รองลงมาคือ ระดับคüามรูระดับปานกลาง (6-10 คะแนน) จำนüน 61 คน คิดเปนรอยละ 39.1 และระดับ คüามรูระดับต่ำ (0-5 คะแนน) จำนüน 3 คน คิดเปนรอยละ 1.9 แÿดงดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ระดับคüามรูเกี่ยüกับโรคมะเร็งปากมดลูกของกลุมตัüอยาง ระดับความรู จำนวน (คน) รวม(%) ระดับÿูง (11-15 คะแนน) 92 59 ระดับปานกลาง (6-10 คะแนน) 61 39.1 ระดับต่ำ (0-5 คะแนน) 3 1.9 ในดานทัýนคติเกี่ยüกับมะเร็งปากมดลูกของกลุมตัüอยางจากการýึกþาพบüากลุมตัüอยา งมีทัýนคติ เกี่ยüกับมะเร็งปากมดลูกในระดับดี (x̅,= 2.71, S.D. = 0.513) อยางไรก็ตามเมื่อพิจารณาทัýนคติเกี่ยüกับ โรคมะเร็งปากมดลูกจากขอคำถามรายขอ พบüาทัýนคติเกี่ยüกับการตรüจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในบุคคลที่


มีอายุมากแลüแตยังไมเคยมีเพýÿัมพันธ อยูในระดับเĀมาะÿมปานกลาง (x̅,= 2.19, S.D. = 0.492) แÿดงดัง ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 คาเฉลี่ยและÿüนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทัýนคติเกี่ยüกับมะเร็งปากมดลูกของกลุมตัüอยาง ทัศนคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูก จำนวนและรอยละของระดับความคิดเĀ็น เĀ็นดวย (%) ไมแนใจ (%) ไมเĀ็น ดวย(%) คาเฉลี่ย x̅ S.D. ระดับ 1.ทานคิดüาการใÿถุงยางอนามัยขณะมี เพýÿัมพันธกับคูÿมรÿเปนÿิ่งไมจำเปน 15 (9.6) 13 (8.3) 128 (82.1) 2.72 0.628 ดี 2.ทานคิดüาการทำคüามÿะอาดชุดชั้นในทุกครั้ง Āลังใชงานเปนÿิ่งจำเปนที่คüรทำ เพื่อปองกัน การเกิดมะเร็งปากมดลูก 125 (80.1) 30 (19.2) 1 (0.6) 2.79 0.421 ดี 3.ทานคิดüาการทำคüามÿะอาดอüัยüะเพýทุก ครั้งĀลังมีเพýÿัมพันธ เปนÿิ่งจำเปนที่คüรทำ เพื่อปองกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก 140 (89.7) 16 (10.3) 0 (0) 2.90 0.304 ดี 4.ทานคิดüาการÿังเกตลักþณะÿี กลิ่นของÿิ่งที่ ขับออกจากชองคลอดทุกüัน เปนการกระทำที่ไม ลำบาก 145 (92.9) 6 (3.8) 5 (3.2) 2.90 0.396 ดี 5.ทานคิดüาการตรüจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เปนเรื่องที่นาอาย 9 (5.8) 14 (9.0) 133 (85.3) 2.79 0.529 ดี 6.ทานไมกลาตรüจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะ กลัüผลออกมาเปนมะเร็งปากมดลูก 13 (8.3) 27 (17.3) 116 (74.4) 2.66 0.627 ดี 7.ทานคิดüาทานคิดüาการตรüจมะเร็งเปนÿิ่งที่ จำเปน คüรตรüจคัดกรอง อยางนอยปละครั้ง 115 (73.7) 38 (24.4) 3 (1.9) 2.72 0.492 ดี 8.ทานคิดüาการไปตรüจคัดกรองมะเร็งปาก มดลูกทำใĀทานเÿียเüลา 7 (4.5) 9 (5.8) 140 (89.7) 2.85 0.466 ดี 9.ทานคิดüาถาฉีดüัคซีนเอชพีüีแลü ไม จำเปนตองตรüจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 8 (5.1) 33 (21.2) 115 (73.7) 2.69 0.566 ดี 10.ทานคิดüาÿตรีคüรตรüจมะเร็งปากมดลูกเมื่อ แตงงาน Āรือเมื่อมีบุตรแลüเทานั้น 12 (7.7) 69 (44.2) 75 (48.1) 2.40 0.630 ดี 11.ทานคิดüาจะไปตรüจมะเร็งปากมดลูกทุกครั้ง ที่เจาĀนาที่ ÿาธารณÿุขĀรือแพทยนัด 115 (73.7) 38 (24.4) 3 (1.9) 2.72 0.492 ดี 12.ทานคิดüาบุคคลที่ยังไมเคยมีเพýÿัมพันธไม จำเปนตองตรüจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแมüา จะมีอายุมากแลü 30 (19.2) 66 (42.3) 60 (38.5) 2.19 0.492 ปาน กลาง


Click to View FlipBook Version