The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เป็นเนื้อหาเรียนในรายวิชาบัญชีบริษัทจำกัด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by raksikan2433, 2022-08-31 08:53:13

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วิชาการบัญชีบริษัทจำกัด

เป็นเนื้อหาเรียนในรายวิชาบัญชีบริษัทจำกัด

กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (ต่อ)

**กำไรสุทธิต้องเป็นกำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นสามัญ
เท่านั้น เพราะได้หักเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิแล้ว
จำนวนเงินปันผลสุทธิจากภาษีของหุ้นบุริมสิทธิที่
ต้องหักออกจากกำไรหรือขาดทุน ได้แก่

1. จำนวนเงินปันผลสุทธิจากภาษีของหุ้นบุริมสิทธิ
ชนิดไม่สะสมซึ่งได้ประกาศจ่ายสำหรับงวดนั้น
2. จำนวนเงินปันผลสุทธิจากภาษีของหุ้นบุริมสิทธิ
ชนิดสะสมสำหรับงวด ไม่ว่าจะมีการประกาศจ่ายหรือ
ไม่ก็ตาม ทั้งนี้ต้องไม่รวมจำนวนเงินปันผลใดๆ ของหุ้น
บุริมสิทธิชนิดสะสมสำหรับงวดก่อนๆ ที่ได้จ่ายหรือ
ประกาศจ่ายในงวดปัจจุบัน (เพราะเงินปันผลจำนวน
นั้นได้หักไปแล้วในงวดก่อน)

จำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน

1. ต้องใช้จำนวนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญที่ถือโดย
ผู้ถือหุ้นในระหว่างงวดในการคำนวณกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน

2. จำนวนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นสามัญที่ถือ
โดยผู้ถือหุ้นระหว่างงวด.คือจำนวนหุ้นสามัญที่ถือ
โดยผู้ถือหุ้นต้นงวด.ปรับปรุงด้วยจำนวนหุ้นสามัญ
ที่ซื้อคืนหรือที่ออกจำหน่ายในระหว่างงวด.คูณด้วย
สัดส่วนของเวลา โดยปกติใช้จำนวนวัน หรือวิธี
ประมาณการถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักอย่างสมเหตุสม
ผลแทนการคำนวณอย่างละเอียดแทนก็ได้

3. กิจการจะนำหุ้นสามัญมารวมคำนวณใน
จำนวนหุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก นับจากวันที่
กิจการมีสิทธิได้รับสิ่งตอบแทนจากการจำหน่าย
หุ้นนั้น (ปกติจะเป็นวันที่ออกจำหน่าย)

กำไรต่อหุ้นปรับลด

กำไรต่อหุ้นปรับลด หมายถึง การที่กำไรต่อหุ้นลดลงหรือ
ขาดทุนต่อหุ้นเพิ่มขึ้น เนื่องจากข้อสมมติฐานว่ามีการแปลง
สภาพของตราสารแปลงสภาพ มีการใช้สิทธิเลือกหรือใบ
สำคัญแสดงสิทธิ หรือออกหุ้นสามัญตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
ซึ่งมีโครงสร้างทุนซับซ้อน เช่น บริษัทมีหุ้นสามัญและ
หุ้นสามัญเทียบเท่า

การคำนวณกำไรต่อหุ้นปรับลด กิจการต้องปรับปรุงกำไรหรือ
ขาดทุนที่เป็นของผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทใหญ่ ด้วยจำนวน
สุทธิจากภาษีเงินได้ของทุกรายการต่อไปนี้
1. เงินปันผลหรือรายการอื่นที่เกี่ยวข้องกับตราสารที่อาจ
เปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญปรับลดซึ่งนำไปหักกำไรหรือขาดทุนที่เป็น
ของผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทใหญ่
2. ดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องกับตราสารที่อาจเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญ
ปรับลดที่กิจการรับรู้ในระหว่างงวด
3. การเปลี่ยนแปลงอื่นของรายได้หรือค่าใช้จ่ายที่เป็นผลมา
จากการแปลงสภาพตราสารที่อาจเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญปรับลด

วิธีคำนวณงบกำไรขาดทุน

แบบประเมินผลการเรียนรู้ที่ 9

สแกนได้เลยค่ะ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10

งบกระแสเงินสด

แนวคิด

งบกระแสเงินสดเป็นงบการเงินที่แสดงแหล่งที่มาและใช้ไปของ
เงินสดในรอบบัญชีนั้นๆ ในการจัดทำงบกระแสเงินสดจะมี 2 วิธี
คือวิธีทางตรงและวิธีทางอ้อม จะแสดงถึงการเคลื่อนไหวของเงินสด
ใน 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมการลงทุน และ
กิจกรรมจัดหาเงิน โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลจากงบแสดงฐานะการเงิน
งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และ
ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง

หลักการวิเคราะห์ข้อมูลในงบแสดงฐานะทางการเงิน ถ้ารายการ
ในกลุ่มสินทรัพย์มียอดเพิ่มขึ้นในงวดนั้นแสดงว่าเงินสดจ่ายออก
ถ้ามียอดลดลงแสดงว่ามีเงินสดรับเข้ามา หากเป็นรายการในกลุ่ม
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้ามียอดเพิ่มขึ้นแสดงว่ามีเงินสดรับ
เข้ามา แต่ถ้ามียอดลดลงแสดงว่ามีเงินสดจ่ายออกไป

หลักการวิเคราะห์ในงบกำไรขาดทุน ผลรวมสุทธิของเงินสด
ในแต่ละกิจกรรมจะบอกถึงการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของ
เงินสดในงวดนั้นได้ ถ้าผลรวมมีค่าเป็นบวกแสดงว่าเงินสด
เพิ่มขึ้น แต่ถ้ามีค่าผลรวมเป็นลบแสดงว่าเงินสดลดลง

ความหมายของงบกระแสเงินสด

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 7 เรื่องงบกระแสเงินสด ได้กำหนด
ความหมายของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับงบกระแสเงินสด ไว้ดังนี้
เงินสด หมายถึง เงินสดในมือและเงินฝากธนาคารที่ต้องจ่าย
คืนเมื่อทวงถาม
รายการเทียบเท่าเงินสด หมายถึง เงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพ
คล่องสูง พร้อมที่จะเปลี่ยนเป็นเงินสดในจำนวนที่ทราบได้ และ
มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าน้อย หรือไม่มีนัย
สำคัญ
กระแสเงินสด หมายถึง การได้มาและใช้ไปของเงินสดและ
รายการเทียบเท่าเงินสด
งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) จะแสดงข้อมูล
เกี่ยวกับกระแสเงินสดของกิจการ ผู้ใช้งบการเงินจะใช้ข้อมูล
เป็นเกณฑ์พิจารณาความสามารถของกิจการที่จะได้รับเงินสด
หรือรายการเทียบเท่าเงินสด รวมทั้งความจำเป็นในการใช้
กระแสเงินสดนั้น และต้องประเมินระยะเวลา และความแน่นอน
ของเงินสดที่จะได้รับ

การนำเสนองบกระแสเงินสด

งบกระแสเงินสดต้องแสดงกระแสเงินสดในระหว่างงวด
โดยจำแนกเป็นกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน ดังนี้




กิจกรรมดำเนินงาน หมายถึง เงินสดรับและจ่ายจากการดำเนิน
งานตามปกติของกิจการ จำนวนเงินของกระแสเงินสดที่เกิดจาก
กิจกรรมดำเนินงานจะเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญที่แสดงถึงความ
สามารถในการดำเนินงานของกิจการในการก่อให้เกิดกระแส
เงินสดที่เพียงพอเพื่อจ่ายชำระเงินกู้ยืม เพื่อการดำเนินงานของ
กิจการ ตัวอย่างเช่น

1. เงินสดรับ (แหล่งได้มา) ได้แก่ เงินสดจากการขายสินค้า
และการให้บริการ เงินสดรับจากรายได้ค่าสิทธิ ค่าธรรมเนียม
ค่านายหน้าและรายได้อื่น

2. เงินสดจ่าย (แหล่งใช้ไป) ได้แก่ เงินสดจ่ายค่าซื้อสินค้า
และบริการ เงินสดจ่ายแก่พนักงานและจ่ายแทนพนักงาน
เงินสดจ่ายของกิจการประกันภัยสำหรับค่าเบี้ยประกันและ
ค่าเรียกร้อง ค่ารายปีและอื่นๆ ตามกรมธรรม์

การนำเสนองบกระแสเงินสด (ต่อ)

กิจกรรมลงทุน หมายถึง เงินสดรับและจ่ายจากการซื้อขาย
สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่สินค้า การแยกเปิดเผยข้อมูลของกระแส
เงินสดที่เกิดจากกิจกรรมลงทุนมีความสำคัญ เพราะกระแส
เงินสดจากกิจกรรมลงทุนแสดงให้เห็นรายจ่ายที่กิจการจ่ายไป
เพื่อซื้อทรัพยากรต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดรายได้และกระแสเงินสด
รับในอนาคต

1. เงินสดรับ (แหล่งได้มา) ได้แก่ เงินสดรับจากการขายที่ดิน
อาคารและอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน และสินทรัพย์ระยะยาว
อื่น เงินสดรับจากการขายตราสารทุนหรือตราสารของกิจการอื่น
และส่วนได้เสียในการร่วมค้า

2. เงินสดจ่าย (แหล่งใช้ไป) ได้แก่ เงินสดจ่ายเพื่อซื้อที่ดิน
อาคารและอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตนและสินทรัพย์ระยะยาวอื่น
รวมถึงเงินสดจ่ายที่เป็นต้นทุนในการพัฒนาสินทรัพย์และเงินสด
จ่ายที่เกี่ยวกับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่กิจการสร้างขึ้นเอง
เงินสดจ่ายเพื่อซื้อตราสารทุน หรือตราสารหนี้ของกิจการอื่น
และส่วนได้เสียในการร่วมค้า

การนำเสนองบกระแสเงินสด (ต่อ)

กิจกรรมจัดหาเงิน หมายถึง เงินสดรับและจ่ายจากเจ้าหนี้
เงินกู้ยืมและจากเจ้าของกิจการ การแยกเปิดเผยข้อมูลของ
กระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมจัดหาเงินมีความสำคัญ
เพราะจะเป็นประโยชน์ในการคาดคะเนสิทธิเรียกร้องใน
กระแสเงินสดในอนาคตจากผู้ให้เงินทุนแก่กิจการ เช่น

1. เงินสดรับ (แหล่งได้มา) ได้แก่ เงินสดรับจากการออกหุ้น
หรือตราสารทุนอื่น เงินสดที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ เงินกู้ยืม
ตั๋วเงิน พันธบัตร การจำนองและเงินกู้ยืมระยะสั้นหรือระยะยาว
อื่น เป็นต้น

2. เงินสดจ่าย (แหล่งใช้ไป) ได้แก่ เงินสดจ่ายให้แก่เจ้าของ
เพื่อซื้อหรือไถ่ถอนหุ้นของกิจการนั้น เงินสดจ่ายชำระเงินกู้ยืม
เงินสดที่ผู้เช่าจ่ายเพื่อลดจำนวนหนี้สินซึ่งเกิดขึ้นจากสัญญาเช่า
ที่มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าการเงิน เป็นต้น

วิธีการแสดงงบกระแสเงินสด

รูปแบบของงบกระแสเงินสดสามารถแสดงได้ 2 วิธี คือ

1. วิธีทางตรง (Direct method) แสดงกระแสเงินสด
รับและจ่ายตามรายการหลักที่เกิดขึ้นทั้ง 3 กิจกรรม
คือ กิจกรรมการดำเนินงาน กิจกรรมการลงทุน และ
กิจกรรมการจัดหาเงิน

2. วิธีทางอ้อม (Indirect method) ในส่วนของ
การแสดงกระแสเงินสด จากกิจกรรมดำเนินงาน
วิธีทางอ้อมจะเริ่มต้นจากกำไรก่อนหักภาษี

กำไรสุทธิก่อนภาษี

จำนวนกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานที่ได้นั้นคือจำนวน
เดิมกับกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานที่ใช้วิธีตาม
มาตรฐานการบัญชีฉบับเดิมในการคำนวณ เพียงแต่การนำเสนอ
ในรูปแบบใหม่จะช่วยให้ผู้อ่านงบสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการ
ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะจำนวนเงินกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีจาก
กิจกรรมดำเนินงานตามเกณฑ์เงินสดเป็นตัวเลขที่ให้ความหมาย
ใกล้เคียงกับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายตัด
จ่าย หรือ EBITDA ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ลงทุนนิยมใช้ตัดสินใจ
นอกจากนี้การนำเสนอเงินสดจ่ายดอกเบี้ย และเงินสดจ่ายภาษีก็
ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเลขในหมายเหตุประกอบ หากผู้ใช้งบ
กระแสเงินสดทำความเข้าใจกับรูปแบบวิธีทางอ้อมแบบใหม่ ก็
สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

แบบประเมินผลการเรียนรู้ที่ 10

สแกนได้เลยค่ะ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 11

การแก้ไขข้อผิดพลาดทางบัญชี

แนวคิด

การแก้ไขข้อผิดพลาดทางบัญชี อาจมาจากความผิดโดยตั้งใจ
และไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้น จึงมีการแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง ซึ่ง
ข้อผิดพลาดมี 2 ประเภท คือ ข้อผิดพลาดที่ชดเชยกันได้ และ
ข้อผิดพลาดที่ชดเชยกันไม่ได้ ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามมาตรฐาน
การบัญชีฉบับที่ 8 เรื่อง นโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลง
ประมาณการทางบัญชีและข้อผิดพลาด

ความหมายของข้อผิดพลาด

ข้อผิดพลาดในงวดก่อนหมายถึง การละเว้นการแสดงรายการ
และการแสดงรายการที่ขัดต่อข้อเท็จจริงในงบการเงินของ
กิจการในงวดใด งวดหนึ่งหรือหลายงวดก็ตาม อันเกิดจาก
ความล้มเหลว การใช้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือการใช้ข้อมูลที่น่าเชื่อ
ถือในทางที่ผิด ซึ่งข้อมูลดังกล่าว

1. มีอยู่ในงบการเงินของงวดก่อนที่ได้รับการอนุมัติให้เผยแพร่

2. สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลว่าสามารถหาข้อมูล
ได้ และนำมาใช้ในการจัดทำและการแสดงรายการในงบการเงิน
ข้อผิดพลาดในการนำนโยบายการบัญชีมาใช้ รวมถึงผลกระทบ
จากการคำนวณผิดพลาด ข้อผิดพลาดจากการใช้นโยบาย
การบัญชี การมองข้ามหรือการตีความข้อเท็จจริงผิดพลาด
และการทุจริต

ความหมายของข้อผิดพลาด (ต่อ)

การไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ หมายถึง การที่กิจการไม่สามารถ
ปฏิบัติตามข้อกำหนดหลังจากที่ได้ใช้ความพยายามอย่างสมเหตุผลทุก
ประการแล้ว เมื่อกิจการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีจะถือว่ากิจการ
ไม่สามารถนำนโยบายการบัญชีใหม่มาถือปฏิบัติกับงบการเงินงวด
ก่อนหรือไม่สามารถปรับงบการเงินย้อนหลังเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดได้
ถ้าเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

1. กิจการไม่สามารถระบุผลกระทบที่เกิดจากการนำนโยบาย
การบัญชีใหม่มาถือปฏิบัติย้อนหลังหรือปรับงบการเงินย้อน
หลังได้

2. การนำนโยบายการบัญชีใหม่มาถือปฏิบัติย้อนหลัง
หรือการปรับงบการเงินย้อนหลังนั้นต้องใช้ข้อสมมุติที่
เกี่ยวกับความตั้งใจของฝ่ายบริหารในช่วงเวลาดังกล่าว

ความหมายของข้อผิดพลาด (ต่อ)

3. การนำนโยบายการบัญชีใหม่มาถือปฏิบัติย้อนหลังหรือ
การปรับงบการเงินย้อนหลังนั้นต้องใช้ประมาณการที่สำคัญ
และเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประมาณการ
เหล่านั้นซึ่ง
3.1 ให้หลักฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ ณ วันที่รับรู้
วัดมูลค่า หรือเปิดเผยข้อมูล
3.2 ควรมีอยู่ ณ วันที่อนุมัติให้ออกงบการเงินของงวดก่อน
จากข้อมูลอื่น

การแก้ไขข้อผิดพลาดในการบันทึกบัญชี หมายถึง
การแก้ไขรายการบัญชีที่บันทึกไว้ผิดให้ถูกต้อง โดย
การบันทึกบัญชีแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นทันทีที่ตรวจพบ
เพื่อให้บัญชีถูกต้องตามหลักความเป็นจริงและหลัก
การบัญชีที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

การปรับงบการเงินย้อนหลัง หมายถึง การแก้ไขการรับรู้
การวัดมูลค่า และการเปิดเผยจำนวนเงินขององค์ประกอบ
ของงบการเงินงวดก่อนเสมือนหนึ่งข้อผิดพลาดในงวดก่อน
ไม่เคยเกิดขึ้น

ลักษณะข้อผิดพลาดในการบันทึกบัญชี
ที่กระทบงบการเงิน



1. ข้อผิดพลาดที่กระทบงบแสดงฐานะการเงิน
1.1 ถ้าพบในรอบบัญชีปัจจุบัน ต้องปรับปรุงรายการทันที
1.2 ถ้าพบในรอบบัญชีก่อนที่นำมาเปรียบเทียบ ต้อง
ปรับปรุงจำนวนเงินแต่ละปีที่นำเสนอในงบให้ถูกต้อง

2. ข้อผิดพลาดที่กระทบงบกำไรขาดทุน
2.1 ถ้าพบในรอบบัญชีปัจจุบัน ต้องปรับปรุงรายการทันที
2.2 ถ้าพบในรอบบัญชีก่อนที่นำมาเปรียบเทียบ ต้องปรับ
ตัวเลขของแต่ละปีที่นำเสนอในงบการเงินให้ถูกต้อง (ถ้าเป็นปี
เดียวไม่ต้องปรับปรุงก็ได้ เพราะกำไรสุทธิยังแสดงจำนวนเงิน
ที่ถูกต้องอยู่)

3. ข้อผิดพลาดที่กระทบทั้งงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไร
ขาดทุน
3.1 ถ้าเป็นข้อผิดพลาดในปีปัจจุบัน ก่อนปิดบัญชีต้อง
ปรับปรุงแก้ไขที่รายการนั้นให้ถูกต้อง แต่ถ้าปิดบัญชีไปแล้ว
ควรมีการปรับปรุงรายการให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง
3.2 ถ้าเป็นข้อผิดพลาดที่มาจากงวดก่อน มาตรฐานการ
บัญชี ฉบับที่ 8 เรื่องนโยบายการบัญชี การเปลี่ยนแปลง
ประมาณการบัญชีและข้อผิดพลาด

สาเหตุและประเภทของข้อผิดพลาด

สาเหตุข้อผิดพลาด มี 2 ประการ คือ



1. ข้อผิดพลาดโดยตั้งใจ เช่น การหลบเลี่ยงภาษี
การปิดบังฐานะที่แท้จริงของกิจการโดยแสดง
งบการเงินที่ไม่ถูกต้อง

2. ข้อผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ไม่เข้าใจวิธี
การบันทึกบัญชี ประมาทเลินเล่อในการบันทึกบัญชี
งานมากเกินไปทำให้ขาดความระมัดระวังใน
การบันทึกบัญชี

ประเภทของข้อผิดพลาด



1. ข้อผิดพลาดที่ชดเชยกันได้ หมายถึง ข้อผิดพลาดที่ทำให้กำไร
สุทธิปีแรกสูงไป/ต่ำไป และปีที่สองกำไรสุทธิจะต่ำไป/สูงไป
ฉะนั้น ข้อผิดพลาดจึงชดเชยหมดไปในสองปี เพราะกำไรสะสมปี
ที่สองจะแสดงยอดที่ถูกต้อง.ถ้าตรวจพบข้อผิดพลาดในปีที่ 3
ไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาด เพราะความผิดได้ชดเชยกัน
หมดไปแล้ว เพราะความผิดได้ชดเชยกันหมดไปแล้ว แต่ถ้าตรวจ
พบในปีที่ 2 จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง จะถือว่าตัวเลขจะ
ชดเชยกันในที่สุดแล้ว จะละเลยไม่แก้ไขไม่ได้ เพราะการบันทึก
บัญชีที่ดีต้องแสดงกำไรสุทธิที่ถูกต้อง

ข้อผิดพลาดนี้ ได้แก่
1. ตีราคาสินค้าคงเหลือปลายปีผิด
2. ไม่ได้ปรับปรุงบัญชีค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
3. ไม่ได้ปรับปรุงบัญชีรายได้ค้างรับ
4. ไม่ได้บันทึกบัญชีซื้อสินค้าในงวดปัจจุบัน แต่ไปบันทึก
บัญชีงวดถัดไป
5. ไม่ได้บันทึกบัญชีขายสินค้าในงวดปัจจุบัน แต่ไปบันทึก
บัญชีงวดถัดไป
6. ลงบัญชีผิดในหมวดเดียวกัน.เช่น.ค่าขนส่งเข้าบันทึกเป็นค่า
ขนส่งออก หรือรายได้ค่าเช่าบันทึกเป็นรายได้ดอกเบี้ย เป็นต้น

ประเภทของข้อผิดพลาด (ต่อ)

2. ข้อผิดพลาดที่ชดเชยกันไม่ได้ หมายถึง ข้อผิด
พลาดที่ทำให้กำไรสุทธิและสินทรัพย์ผิดไปจาก
ความจริง ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาด
นั้น หรือหมดอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้น

ข้อผิดพลาดนี้ ได้แก่
1. บันทึกจำนวนเงินผิด
2. จ่ายค่าใช้จ่ายแล้วไม่ได้บันทึกบัญชี
3. รับรายได้แล้วไม่ได้บันทึกบัญชี
4. ซื้อสินทรัพย์แล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย
5. จ่ายค่าใช้จ่ายแล้วบันทึกเป็นสินทรัพย์
6. ไม่ได้ปรับปรุงค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า
7. ไม่ได้ปรับปรุงรายได้รับล่วงหน้า

วิธีคำนวณข้อผิดพลาดทางการบัญชี EP.1
วิธีคำนวณข้อผิดพลาดทางการบัญชี EP.2

วิธีคำนวณข้อผิดพลาดทางการบัญชี EP.3

วิธีคำนวณข้อผิดพลาดทางการบัญชี EP.4

แบบประเมินผลการเรียนรู้ที่ 11

สแกนได้เลยค่ะ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 12

การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด (มหาชน)



แนวคิด

“หุ้นกู้” เป็นตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1.ปีที่ออกโดย
บริษัทมหาชนจำกัด เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนและ
ประชาชนทั่วไปมาใช้ในการดำเนินกิจการ.หุ้นกู้นี้มักจะมี
เงื่อนไขรายละเอียดของการออกในรูปแบบที่หลากหลาย
เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเงินทุนและความสามารถ
ในการจ่ายคืนเงินต้นของบริษัทผู้ออกนั้นๆ รวมถึงเพื่อดึงดูด
นักลงทุน

ความหมายของหุ้นกู้และลักษณะของหุ้นกู้

หุ้นกู้ (Bonds Payable) ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 หมายถึง
ตราสารแห่งหนี้ไม่ว่าจะเรียกชื่อใดที่แบ่งเป็นหน่วย แต่ละ
หน่วยมีมูลค่าเท่ากันและกำหนดประโยชน์ตอบแทนไว้เป็น
การล่วงหน้าในอัตราเท่ากันทุกหน่วย โดยบริษัทออกให้แก่
ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ซื้อ เพื่อแสดงสิทธิที่จะได้รับเงินหรือผล
ประโยชน์อื่นของผู้ถือตราสารแต่ไม่รวมถึงตั๋วเงิน

ลักษณะของหุ้นกู้



1. มิให้ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดเสนอขาย
หุ้นกู้ที่ออกใหม่ต่อประชาชนหรือบุคคลใดๆ
2. มิให้บริษัทมหาชนจำกัดเสนอขายหุ้นกู้
3.ห้ามมิให้บริษัทจำกัดเสนอขายหุ้นกู้
4. การขอเสนอขายหุ้นกู้ให้เป็นไปตามหลัก
เกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการที่คณะกรรมการ
ก.ล.ต. ประกาศกำหนดดังต่อไปนี้ไว้ด้วยก็ได้
5.ในการพิจารณาคำขออนุญาต จะแจ้งให้ผู้ยื่น
คำขอทราบภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำ
ขอพร้อมทั้งเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องและ
ครบถ้วน
6.มิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ที่ห้ามมิให้บริษัทจำกัดออกหุ้นกู้
มาใช้บังคับกับบริษัทจำกัดที่ได้รับอนุญาตให้
ออกหุ้นกู้
7.มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 654 แห่งประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่หลัก
ทรัพย์ประเภทหุ้นกู้ที่เสนอขายได้ของบริษัท
มหาชนจำกัด
8.มูลค่าหุ้นกู้ ต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่าฉบับละ
100 บาท โดยชำระเป็นเงินสด และผู้ซื้อจะ
ขอหักกลบลบหนี้กับบริษัทไม่ได้

ชนิดของหุ้นกู้




1. หุ้นกู้จำแนกตามความเสี่ยง ได้แก่

1.1 หุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือ

หุ้นกู้จำนอง.(A.secured.bond).

1.2 หุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

(Unsecured bond) 2. จำแนกตามลักษณะการไถ่ถอน ได้แก่

2.1 หุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันเดียว

(Term bonds)

2.2 หุ้นกู้ที่ไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนด

(Callablebonds)

2.3 หุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนเป็นงวดๆ

(Serial.bonds)

3. จำแนกตามลักษณะการระบุชื่อผู้ถือ ได้แก่
3.1หุ้นกู้ที่จดทะเบียนชื่อผู้ถือ
(Registered bonds)
3.2 หุ้นกู้ที่ออกให้แก่ผู้ถือ
(Bearer bonds หรือ bonds)

4. จำแนกตามการออกพร้อมสิทธิเลือก ได้แก่
4.1 หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible bonds)
4.2 หุ้นกู้พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ
(Debenture.bonds หรือ
Debenture with Equity Warrants)

การบันทึกบัญชีหุ้นกู้ที่ไถ่ถอนคืน
ก่อนครบกำหนด



การไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด ในกรณีที่
บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนมากพอก็จะไถ่ถอนหุ้นกู้
ก่อนกำหนด ซึ่งอาจจะไถ่ถอนในราคาตามมูลค่า
ราคาสูงกว่ามูลค่า หรือราคาต่ำกว่ามูลค่า ทำให้มี
ผลกำไรหรือขาดทุนจากการไถ่ถอนหุ้นกูการบันทึก
บัญชีเกี่ยวกับการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด

1.ปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่าย นับจาก
งวดสุดท้ายที่จ่ายดอกเบี้ยจนถึงวัน
ไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด (ถ้าไถ่ถอน
ตรงกับงวดดอกเบี้ยก็ไม่ต้องปรับปรุง
บัญชี)

2.ตัดส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่า
หุ้นกู้ นับจากวันที่ตัดส่วนเกินหรือส่วน
ต่ำครั้งหลังสุด จนถึงวันไถ่ถอนหุ้นกู้
ก่อนกำหนด

3.บันทึกการไถ่ถอนหุ้นกู้ ปิดบัญชี
ส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นกู้
พร้อมจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ค้างจ่ายที่
ปรับปรุงไว้ในขั้นที่ 1

การจำหน่ายหุ้นกู้ระหว่างงวดดอกเบี้ย



การจำหน่ายหุ้นกู้ระหว่างงวดดอกเบี้ยมีลักษณะ
เป็นการจำหน่ายหุ้นกู้หลังวันจ่ายดอกเบี้ย บริษัท
ผู้จำหน่ายหุ้นกู้จะได้รับเงินตามราคาขายรวม
ดอกเบี้ยค้างจ่ายนับจากงวดดอกเบี้ยครั้งหลังสุด
ถึงวันที่ขายหุ้นกู้ ซึ่งถือว่าบริษัทขายสิทธิในการ
รับดอกเบี้ยเต็มงวดให้ผู้ซื้อหุ้นกู้ ในวันขายหุ้นกู้จะ
เครดิตบัญชีดอกเบี้ยหุ้นกู้หรือดอกเบี้ยหุ้นกู้ค้าง
จ่าย ถ้ามีบัญชีส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นกู้
จะคิดภายในระยะเวลานับจากวันขายจนถึงวัน
ครบกำหนด ดังนั้นระยะเวลาการตัดส่วนเกินหรือ
ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นกู้จึงลดลง

การบันทึกบัญชีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่
ถอนเป็นงวด



เป็นหุ้นกู้ที่นำออกจำหน่ายโดยกำหนดไถ่ถอนคืนเป็น
งวดๆ ตามจำนวนหุ้นและเวลาที่ระบุไว้ เพื่อผ่อนคลาย
ภาระในการไถ่ถอนทั้งจำนวนซึ่งใช้เงินจำนวนมาก

โดยปกติการไถ่ถอนหุ้นกู้เป็นงวดๆ.จะไถ่ถอนปีละครั้ง
การตัดส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่า มูลค่าหุ้นกู้จะตัดไม่เท่ากัน
ทุกปี.จะตัดโดยวิธีหุ้นกู้ค้างชำระ (Bond Outstanding
Method) ซึ่งจะลดลงตามลำดับ ดอกเบี้ยหุ้นกู้จะลดลง
ทุกปีเช่นเดียวกัน เพราะมีการไถ่ถอนทุกปี ยอดหุ้นกู้ที่ค้าง
ชำระก็จะลดลงทุกปีโดยมีตารางแสดงการตัดส่วนเกินหรือ
ส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นกู้ประกอบการบันทึกบัญชี

เงินทุนจมเพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้



เงินทุนจมเพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้ (Sinking Fund) หมายถึง
จำนวนเงินสดที่บริษัทกันไว้เป็นงวดๆ โดยนำไปฝากธนาคาร
หรือไปลงทุนซื้อหลักทรัพย์แยกไว้ และนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้เมื่อ
ครบกำหนด ถ้ามีเงินเหลือก็ถอนคืนเป็นเงินสดของบริษัท

การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด มหาชน EP.1




การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด มหาชน EP.2

การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด มหาชน EP.3

การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด มหาชน EP.4
การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด มหาชน EP.5

การจำหน่ายหุ้นกู้ของบริษัทจำกัด มหาชน EP.6

แบบประเมินผลการเรียนรู้ที่ 12

สแกนได้เลยค่ะ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 13

การเลิกกิจการและชำระบัญชีของบริษัทจำกัด

แนวคิด

การจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชีบริษัทจำกัด มี
ขั้นตอนการดำเนินการในการเลิกและชำระบัญชีบริษัทจำกัด
โดยการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด และการจดทะเบียน
เสร็จการชำระบัญชีบริษัทจำกัดซึ่งสาเหตุของการเลิกบริษัท
นั้นมีหลายประการได้แก่ การเลิกโดยผลของกฎหมาย
การเลิกโดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นลงมติ
พิเศษให้เลิกบริษัท และเลิกโดยคำสั่งศาล แต่จะเลิกโดยวิธี
ใดก็ตาม จะต้องดำเนินการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีให้
ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย

การจดทะเบียนเลิกบริษัท

การจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชีบริษัทจำกัด
มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้
1. การจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด
2. การจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีบริษัทจำกัด




ขั้นตอนการเลิกบริษัทจำกัด

การจดเลิกบริษัทหรือการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี
บริษัทในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัท
มีขั้นตอนดำเนินการรวม 8 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. บริษัทจะเลิกกันได้ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
(1) เลิกโดยผลของกฎหมาย
(2) โดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษ
ให้เลิกบริษัท การเลิกและชำระบัญชีบริษัทจำกัดในกรณีที่
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัท
(3) เลิกโดยคำสั่งศาล

2. ผู้ชำระบัญชีจัดทำคำขอและยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัท
ภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท

ขั้นตอนการเลิกบริษัทจำกัด



1. บริษัทจะเลิกกันได้ด้วยเหตุดังต่อไปนี้

(1)เลิกโดยผลของกฎหมาย
(2) โดยความประสงค์ของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษให้เลิกบริษัท การเลิก
และชำระบัญชีบริษัทจำกัดในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัท
(3)เลิกโดยคำสั่งศาล

2. ผู้ชำระบัญชีจัดทำคำขอและยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัท ภายใน 14
วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท




3. ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ 1 ครั้งเป็น
อย่างน้อย ภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท
4. ส่งคำบอกกล่าวเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยัง
เจ้าหนี้ (ถ้ามี) ภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท
5. สำเนาใบมรณบัตร (ใช้เฉพาะกรณีกรรมการถึงแก่กรรม)

6. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ชำระบัญชีที่ลงชื่อในคำขอ
จดทะเบียน
7. สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
8. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่
สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเองก็มอบอำนาจให้
บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและ
ปิดอากรแสตมป์ด้วย)

การชำระบัญชีและการจดทะเบียนเสร็จ

การชำระบัญชีของบริษัท

ขั้นตอนการชำระบัญชี


1. เมื่อเลิกบริษัทแล้ว

2. ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่

3. ส่งคำบอกกล่าวเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์

ดำเนินการภายใน 14 วันนับแต่วันที่เลิกบริษัท

4. จัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท

5. ส่งงบการเงิน ณ วันเลิกบริษัท ให้ผู้สอบบัญชีรับ

อนุญาตตรวจสอบและรับรองว่าถูกต้อง

6. ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อยืนยันตัวผู้ชำระ

บัญชีและอนุมัติงบการเงิน ณ วันเลิก

7. ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติยืนยันตัวผู้ชำระบัญชีและอนุมัติ
งบการเงิน ณ วันเลิก

8. ผู้ชำระบัญชีชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท
9. เมื่อมีเงินคงเหลือก็ให้คืนทุนแก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ถือหุ้น
หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
10. ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาการชำระบัญชี
11. ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อมีมติอนุมัติการชำระบัญชี
12. ผู้ชำระบัญชีจัดทำคำขอจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีและ
ยื่นจดทะเบียนต่อ นายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันที่ที่ประชุม
อนุมัติการชำระบัญชี

การจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีบริษัทมหาชนจำกัด



การเลิกบริษัทมหาชนจำกัด ตามพระราชบัญญัติ
บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มีดังนี้
1. เมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติให้เลิกคะแนนเสียง
ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของ
ผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
2. เมื่อบริษัทล้มละลาย
3. เมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกบริษัทและคำสั่งนั้นถึงที่สุดแล้ว
โดยผู้ถือหุ้นซึ่งมีหุ้นนับรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายทั้งหมดจะร้องขอให้ศาลสั่ง
เลิกบริษัทก็ได้
*มีค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน 400 บาท

การชำระบัญชีบริษัทมหาชนจำกัด



การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการชำระบัญชีของบริษัทจำกัด
มีขั้นตอนดังนี้
1. จำหน่ายสินทรัพย์ต่างๆ
2. จ่ายค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ
3.จ่ายชำระหนี้
4.ปิดบัญชีกำไรขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์
5.ปิดบัญชีภาษีขาย
6.ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่สรรพากร
7.จ่ายคืนทุนผู้ถือหุ้น

งบรับจ่ายเงินสด

คือ งบที่แสดงรายละเอียดของเงินสดคงเหลือบวก
กับเงินสดที่เป็นรายรับจากการจำหน่ายสินทรัพย์
จะเท่ากับเงินสดที่เป็นรายจ่ายจากการชำระหนี้
จ่ายค่าใช้จ่าย จ่ายภาษีและเงินสดจ่ายคืนทุนผู้ถือ
หุ้นเงินสดจ่ายคืนทุนผู้ถือหุ้นในงบรับ-จ่ายเงินสดจะ
เท่ากับเงินสดที่บันทึกจ่ายคืนทุนรายการสุดท้าย
ในสมุดรายวันทั่วไป

งบกำไรขาดทุนจากการชำระบัญชี

คืองบที่แสดงผลกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์
หักด้วยผลขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ และหักด้วย
ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะได้ผลกำไรจากการชำระบัญชี หรือผลขาดทุน
จากการชำระบัญชีผลกำไรหรือผลขาดทุนจากการชำระบัญชี
ในงบกำไรขาดทุนจากการชำระบัญชีจะเท่ากับยอดที่โอนเข้า
กำไรสะสมในการปิดกำไรขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์
และค่าใช้จ่ายต่างๆในสมุดรายวันทั่วไป

แบบประเมินผลการเรียนรู้ที่ 13

สแกนได้เลยค่ะ

บรรณานุกรม

เพ็ญศรี เลิศเกียรติวิทยา. (2562). การบัญชีบริษัทจำกัด.
พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี: สำนักพิมพ์เอมพันธ์
https://www.greenprokspforsme.com
https://www.youtube.com/c/KruSupaporn
https://www.youtube.com/channel/UC1cGZ0LKpV
hKyb5iSXEhIug/videos
https://www.youtube.com/channel/UCGvWuQZrT
45_d8bF91fCr-g
https://www.youtube.com/channel/UCExQDmM-
HkQ6o0NQ78-3zAw


Click to View FlipBook Version