สามกก ตอน กวนอู ๓หนวยการเรยี นรทู ่ี
ไปรับราชการกบั โจโฉ
ตวั ชวี้ ดั ชว งชั้น
๑. อานออกเสยี งบทรอยแกว และบทรอยกรองไดอ ยา งถูกตอ ง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรอ่ื งท่อี าน
ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๑)
๒. ตคี วาม แปลความ และขยายความเรอ่ื งทอ่ี า น ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๒)
๓. วิเคราะหและวิจารณเรอื่ งทอ่ี า นในทกุ ๆ ดา นอยางมเี หตผุ ล ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๓)
๔. คาดคะเนเหตุการณจากเรื่องท่ีอานและประเมินคาเพ่ือนำความรูความคิดไปใชตัดสินใจแกปญหา
ในการดำเนินชวี ิต ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๔)
๕. วเิ คราะห วจิ ารณ แสดงความคดิ เหน็ โตแ ยง เกย่ี วกบั เรอ่ื งทอี่ า น และเสนอความคดิ ใหมอ ยา งมเี หตผุ ล
ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๕)
๖. วเิ คราะหแ ละวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลักการวจิ ารณเ บอ้ื งตน ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๑)
๗. วิเคราะหลักษณะเดนของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรียนรูทางประวัติศาสตรและวิถีชีวิตของสังคม
ในอดตี ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๒)
๘. สงั เคราะหข อ คิดจากวรรณคดแี ละวรรณกรรมเพอ่ื นำไปประยกุ ตใ ชใ นชีวติ จริง ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๔)
ผังมโนทศั นส าระการเรย� นรู
ขอ คิด คตคิ ำสอน การเชอ่ื มโยงกับชวี ิตประจำวัน
และความจรรโลงใจ
แนวทางในการวจิ ารณ นำเร่ือง เรื่องย‹อ
วรรณคดแี ละวรรณกรรม
สามกก ตอน กวนอู เน้อื เรอื่ ง
ศิลปะการประพันธ ตวั ละคร เน้อื เร่ือง ไปรบั ราชการกับโจโฉ
สาระนา‹ รูŒ ประวตั ิผŒแู ตง‹ ศัพทนา‹ รูŒ
หนังสือสามกกฉบบั ตาง ๆ ชวนคดิ ชวนตอบ
ประโยชนจ ากการเรียนรู
๑. ไดอานวรรณคดีมรดกท่ีเปนยอดของ ๑. นักเรยี นรจู กั ตวั ละครสำคญั จากเรอื่ ง
ความเรียงนิทาน สามกกตัวใดบา ง มีนิสัยอยางไร
๒. รูจ กั ลักษณะนสิ ัยของตัวสำคญั ใน ๒. นกั เรียนคดิ วา คนท่ีมลี กั ษณะนสิ ยั
เร่อื งสามกก อยางไรที่ควรเอาเปนแบบอยา ง
๓. ไดข อ คดิ ท่เี ปน ประโยชนและสามารถ
นำไปปรับใชกับชวี ิตจริง
88 ˹§Ñ ÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
นำเรือ่ ง
สามกก ฉบับเจาพระยาพระคลัง (หน) แตงเปนสํานวนรอยแกว ความเรียงนิทานท่ี
แปลจากตน ฉบบั ภาษาจนี สว นตอนทนี่ าํ มาใหศ กึ ษานเี้ ปน ตอนกวนอไู ปรบั ราชการกบั โจโฉ ซง่ึ คดั
มาจากหนงั สือสามกก ฉบับเจา พระยาพระคลัง (หน) เลม ท่ี ๑ ซง่ึ เนื้อหาตอนนบ้ี รรจอุ ยูในตอนที่
๒๒ ของเลม
หนงั สือ “สามกก” ฉบับเจา พระยาพระคลัง (หน) แปลนี้ ไดรบั การยกยองจากวรรณคดี
สโมสรในรัชกาลที่ ๖ วาเปน ยอดแหงความเรยี งนทิ าน เน่ืองจากความท่แี ปลนัน้ ชัดเจน ใชภาษาได
ไพเราะงดงามสละสลวยและไดอรรถรส มีลักษณะพิเศษเฉพาะ จนกระท่ังกลายเปนแบบฉบับ
ในการแปลหนังสือพงศาวดารและบันเทิงคดีของจีนเร่ืองอื่น ๆ ในสมัยตอมา อีกทั้งเนื้อเร่ือง
ของสามกก นน้ั ยังเปนตน เคาของวรรณคดไี ทยบางเรอ่ื งอกี ดวย
สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไดทรงอธิบายถึงความมุงหมาย
ในการแตงไววา “หนังสือสามกกไมใชเปนพงศาวดารสามัญ จีนเรียกวา “สามกกจ่ี” แปลวา
จดหมายเหตเุ รอ่ื งสามกก เปน หนงั สอื ซง่ึ นกั ปราชญจ นี คนหนงึ่ เลอื กเอาเรอื่ งในพงศาวดารตอนหนงึ่
มาแตงข้ึน โดยประสงคจะใหเปน เร่ืองตำราสำหรบั ศึกษาอบุ ายการเมืองและการสงคราม และแตง
ดอี ยา งยิ่ง จึงเปน หนงั สอื เรอื่ งหน่ึง ซ่งึ นับถอื ท่วั ไปในประเทศจนี และตลอดไปจนถึงประเทศอ่ืน ๆ”
เรื่องยอ‹
สามกก เริ่มเร่ืองต้ังแตคร้ังท่ีประเทศจีนแตกแยกออกเปนสามกก ในสมัยพระเจาเลนเต
ขน้ึ ครองราชยเ มอ่ื ป พ.ศ. ๗๑๑ เนอ่ื งจากพระเจา เลนเตน น้ั ปราศจากความสามารถ หลงเชอ่ื พวกขนั ที
ในราชสำนกั จนเปน เหตุใหพวกขนั ทกี ำเรบิ การปกครองแผนดินจงึ วิปรติ ผันแปรและเกดิ โจรผรู าย
ชุกชมุ
เมอื่ พระเจา เลนเตส นิ้ พระชนมล ง ราชบตุ รองคใ หญช อื่ หองจเู ปย นไดร บั รชั ทายาท นางโฮเฮา
มเหสีผูเปนชนนีเปนผูสำเร็จราชการแผนดิน เปนเหตุใหบานเมืองเกิดจลาจลข้ึน สามพ่ีนองรวม
สาบาน เลาป กวนอู และเตยี วหยุ พรอ มดวยตัง๋ โตะ เขา ปราบจลาจลไดส ำเรจ็ และยกหองจูเหยี บ
ราชบตุ รองคเ ลก็ ขนึ้ เปน พระเจา แผน ดนิ ทรงพระนามวา พระเจา เหยี้ นเต เลา ปถ กู แตง ตงั้ ไปปกครอง
เมืองอนั หอกวน ซง่ึ เปน เมอื งขน้ึ เลก็ ๆ โดยมีเตียวหยุ และกวนอูติดตามไปดวย ราษฎรในเมือง
อันหอกว นสรรเสรญิ เปนอนั มาก
ตั๋งโตะไดเปนเซียงกกสำเร็จราชการแผนดิน และทำการกบฏ พระเจาเห้ียนเตจึงตองทิ้ง
เมืองหลวงหลบหนไี ป พรอ มมีรบั ส่ังใหหาโจโฉ โจโฉนน้ั เปน คนฉลาด แตม ักทำการตามอำเภอใจ
ทำใหพ ระเจา เหยี้ นเตค บั แคน ใจจนตอ งขอใหผ ทู ม่ี คี วามจงรกั ภกั ดชี ว ยกำจดั โจโฉ หวั เมอื งทม่ี กี ำลงั
และมิไดเปนพรรคพวกของโจโฉก็ถือวาโจโฉเปนศัตรูของพระเจาแผนดิน เวลาโจโฉมีทองตราอาง
รับสั่งพระเจาเหี้ยนเตออกไปถึงหัวเมืองที่เปนขาศึก หัวเมืองเหลานั้นก็เคารพนบนอบตอทองตรา
ทำใหโจโฉน้นั ยงั มีชัยชนะปราบหวั เมอื งไดม าก
˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 89
โจโฉตอ งการปราบปรามเลา ปซ งึ่ มอี ำนาจอยทู างตอนเหนอื เลา ปพ ยายามเอาชนะโจโฉแตก ไ็ มส ำเรจ็
จนกระท่ังไดขงเบงมาเปนท่ีปรึกษา ประจวบกับไดซุนกวนผูมีอำนาจทางทิศตะวันออกมาเปน
พนั ธมติ ร ทำใหส ามารถตอ สกู บั กองทพั โจโฉจนไดร บั ชยั ชนะ ตอ มาเลา ปแ ละซนุ กวนเกดิ บาดหมาง
กนั สงผลใหเกิดการรบเปน สามฝา ย แตกแยกเปนสามกก คอื วยุ กกของฝายโจโฉ จก กก ของฝา ย
เลา ป และงอกกของฝายซุนกวน แตล ะกกตางรบราแยงชงิ ความเปนใหญย าวนานกวา ๖๐ ปถึงจะ
รวมแผนดินท้ังสามกก ไวเ ปน หน่ึงเดยี ว
สามกก ตอน กวนอไู ปรับราชการกบั โจโฉ ทน่ี ำมาใหศ ึกษานี้ มีความเปน มากลาวถึงตอนท่ี
โจโฉยกกองทัพมาตีเมืองชีจิ๋วของเลาปได ก็ยกทัพมาตีเมืองแหฝอของกวนอู ซึ่งขณะนั้นกวนอู
อยูรักษาเมืองและดูแลภรรยาทั้งสองของเลาป โจโฉตองการใหกวนอูมาอยูรับราชการดวยจึง
หาหนทางใหกวนอูออกจากเมือง จากนั้นจึงใหกองกำลังทหารลอมกวนอูไว แลวใหเตียวเลี้ยว
ทหารเอกใชค วามคนุ เคยครง้ั ทก่ี วนอเู คยชว ยชวี ติ ไวเ จรจาเกลย้ี กลอ ม แตก วนอกู ไ็ มย อมเพราะมใี จ
ซอื่ สตั ยภ กั ดกี บั เลา ปเ ปน ทสี่ ดุ เตยี วเลยี้ วจงึ ใชป ญ ญาเจรจาดว ยการยกโทษสามประการหากกวนอู
ยังขัดขนื จะไมไ ปอยกู ับโจโฉ กวนอูถึงยอมแตก็มเี งอื่ นไขแลกเปล่ยี นสามขอ คือ ขอเปน ขารับใช
พระเจาเหี้ยนเตไ มใ ชรับใชโจโฉ ขอเบ้ยี หวัดของเลาปใ หภรรยาทัง้ สองของเลาป และขอไปหาเลา ป
ทันทีท่ีทราบวาอยูที่ใด แมโจโฉจะไมพอใจเง่ือนไขของกวนอูนักแตก็ยินยอมเพราะคิดวาวันหน่ึง
กวนอูจะตอ งเปลยี่ นใจมาภักดตี อตน
โจโฉพยายามดูแลเล้ยี งดกู วนอูและภรรยาของเลา ปอ ยา งสุขสบาย แตก วนอกู ม็ ิไดหลงใหล
กับความสุขที่โจโฉจัดสรรให กวนอูยังคงมีความซ่ือสัตยอยางเสมอตนเสมอปลายจนโจโฉ
นกึ นอ ยใจ แตก เ็ ชอ่ื วา คนกตญั อู ยา งกวนอจู ะตอ งอยตู อบแทนคณุ ของตนกอ นทจี่ ะคดิ หนไี ปไหน
90 ˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
สามกก ตอน กวนอไู ปรับราชการกบั โจโฉ
เจŒาพระยาพระคลัง (หน)
ฝายโจโฉในเวลากลางคืนนั้น คุมทหารเขาตีเอาเมืองเสียวพายได แลยกกองทัพไปตีเมือง
ชจี ว๋ิ แลบติ ก บิฮอง กนั หยง ซ่งึ เลาปใ หร ักษาเมอื ง จงึ คิดกนั วา ทัพโจโฉยกมาครั้งนีใ้ หญหลวงนกั
เหน็ เราจะตา นทานมิได ก็พากนั หนีออกจากเมือง แตตันเตง เหน็ จวนตัว จึงเปด ประตเู มืองออกไป
รับโจโฉใหเปนความชอบไว โจโฉเห็นดังนั้นก็มีความยินดียกทหารเขาไป จึงกำชับทหารมิให
ทำอนั ตรายแกช าวเมอื ง แลวปรึกษาแกท หารทั้งปวงวา เราจะยกกองทพั ไปตเี อาเมืองแหฝอ ทาน
ทง้ั ปวงจะเห็นประการใด
ซนุ ฮกจงึ วา ขาพเจารูกติ ตศิ ัพทว า เลาปใ หกวนอรู ักษาครอบครัวอยูเ มืองแหฝอ ซงึ่ ทา นจะ
ยกกองทัพไปตีน้ันควรนัก ถาละไวอวนเส้ียวก็จะยกมาพาเอาครอบครัวเลาปไป โจโฉจึงตอบวา
อนั กวนอนู นั้ มฝี ม อื กลา หาญชำนาญในการสงคราม เราจะใครไ ดต วั มาเลยี้ งเปน ทหาร เราจะแตง คน
ใหไ ปเกล้ียกลอ มกวนอจู ึงจะได กุยแกจึงวา อนั นำ้ ใจกวนอูน้ันซ่อื สัตยต อ เลาปนกั ซงึ่ จะใหคนไป
เกล้ยี กลอมเห็นกวนอจู ะมลิ งใจดว ย แลผูใดซง่ึ จะไปเกลี้ยกลอมน้ันกวนอูกค็ งจะฆาเสยี
เตยี วเลยี้ วจงึ วา ขา พเจา กบั กวนอไู ดร จู กั กนั มา ครงั้ นข้ี า พเจา จะขออาสาไปเกลยี้ กลอ มกวนอู
ใหได เทยี หยกจงึ วา ซ่งึ เตยี วเลยี้ วจะรับอาสาไปเกลีย้ กลอ มกวนอนู น้ั เหน็ กวนอูจะไมม า ขาพเจา
จะขออาสาลอลวงใหกวนอูออกจากเมืองแหฝอแลว ถาเห็นกวนอูสิ้นความคิดลงเมื่อใด จึงให
เตยี วเลยี้ วไปเกล้ียกลอ มเหน็ จะไดโดยงาย
โจโฉจงึ ถามเทยี หยกวา ทา นจะคิดลอลวงประการใด เทยี หยกจงึ วา ทานจบั ทหารเลาปไวได
เปนอันมาก จงใหบำเหน็จรางวัลใหถึงขนาด แลวส่ังใหทำตามคำเรา จึงปลอยเขาไปในเมือง
ใหบอกวาหนีกลับมาได ถาเราจะทำการก็ใหเปนไสศึกอยูในเมือง แลวใหแตงทหารไปรบลอ ถา
กวนอูไลออกมานอกเมืองแลว จึงใหทหารซ่ึงซุมอยูท้ังสองขางลอมไว จึงแตงใหผูมีสติปญญาไป
เกล้ยี กลอมกวนอูเห็นจะไดโดยงาย โจโฉเหน็ ชอบดว ย จงึ ใหเ อาทหารเลา ปซง่ึ จบั ไวไดนั้นประมาณ
สี่สิบคน แลวใหบำเหน็จรางวัลเปนอันมาก จึงส่ังเนื้อความตามคำเทียหยกวาทุกประการ ทหาร
ท้งั ปวงก็เขา ไปหากวนอใู นเมืองแหฝ อ แลวบอกวา ขาพเจา หนโี จโฉมาได กวนอไู ดฟ ง ดังนัน้ กม็ ไิ ด
มีความสงสัย จึงเอาไวใชส อยอยู
ครน้ั เวลาสามยาม โจโฉจึงใหแ ฮหัวตนุ คมุ ทหารหาพนั เปนกองซุม แลวสงั่ ซิหลงกบั เคาทวู า
ถากวนอูไลแฮหัวตุนออกมาก็ใหยกทหารตั้งสกัดไวคอยรบปองกันอยาใหกวนอูเปนอันตราย
นายทหารทง้ั สามคนกย็ กไปเมอื งแหฝ อ โจโฉกค็ มุ ทหารยกตามไปตงั้ อยแู ตไ กล แฮหวั ตนุ คมุ ทหาร
มาตง้ั อยูใกลเ ชิงกำแพงเมืองแหฝ อ
ฝายกวนอเู ห็นกองทัพมาตงั้ ประชดิ อยูด ังน้ันก็มิไดยกออกรบพงุ ใหท หารข้ึนรักษาหนาท่ไี ว
ม่ันคง แฮหัวตุนมิไดเห็นกวนอูยกออกมารบ จึงใหทหารเลวรองตอลอดากวนอูเปนขอหยาบชา
˹§Ñ ÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 91
กวนอูไดยินดังน้ันก็โกรธ จึงคุมทหารสามพันเปดประตูเมืองออกมารบแฮหัวตุนไดสิบเพลง
แฮหัวตุนแกลงชักมาหนี กวนอูมิไดรูกลอุบายก็ขับมาไลไปทางไกลเมืองประมาณสองรอยเสน
กวนอูไดคิดขึ้นมากลัววา ทหารโจโฉจะยกเขาทำรายเมอื งแหฝอ จงึ พาทหารกลับมา
พอไดย นิ เสยี งประทดั แลว แลเหน็ เคาทกู บั ซหิ ลงคมุ ทหารออกมารบสกดั ไวท งั้ ซา ยขวา กวนอู
กข็ ับมาเขา รบพุง เปน สามารถ ซิหลง เคาทกู ็รบั รองปอ งกันอยู กวนอูจะกลบั เขาไปในเมือง พอพบ
แฮหัวตุนคุมทหารมารบออมสกัดทางไว ซิหลงกับเคาทูก็รบตีกระหนาบเขามา กวนอูนั้นปองกัน
ลูกเกาทัณฑไวเปนสามารถ จะกลับเขาเมืองก็ไมได จะหลีกไปทางซายขวาทหารก็หนุนหนาเขามา
แตรบปองกันอยูน้ันจนใกลพลบคำ่ กวนอูอิดโรยกำลังลง จึงคุมทหารหนีไปถึงเนินเขาแหงหนึ่ง
ก็ข้นึ หยุดพกั อยบู นเขานน้ั แฮหวั ตนุ ซหิ ลง เคาทูเห็นดังนั้นกค็ มุ ทหารเขา ลอมเชงิ เขาไว
ฝา ยทหารเลาปซ งึ่ เขา ไปหากวนอูน้นั ครัน้ เวลาพลบคำ่ มิไดเหน็ กวนอูกลับเขาเมือง กช็ วนกนั
เปดประตูออกมาหวงั จะรับโจโฉ มาใชเหน็ ดงั น้นั กเ็ อาเนอ้ื ความมาบอกแกโจโฉ โจโฉมคี วามยินดี
กค็ มุ ทหารเขา เมอื งแหฝ อ แลว ใหเ อาเพลงิ เผาเมอื งขนึ้ หวงั จะใหก วนอเู สยี น้ำใจ จงึ สง่ั ใหท หารรกั ษา
ครอบครวั เลา ปไ วจงดี แลวโจโฉกก็ ลับมาเกณฑทหารหนุนเขาลอมกวนอไู ว กวนอเู หน็ แสงเพลิงใน
เมืองสวา งขน้ึ ก็ตกใจ คดิ ถงึ ครอบครัวเลาป จึงคมุ ทหารลงมาถงึ เชิงเขา ทหารโจโฉรบสกัดไวลงมา
มิได แลวรื้อกลับขึ้นบนเขาเปนหลายคร้ัง จนรุงขึ้นกวนอูจึงขี่มาพาทหารลงไปใกลจะถึงเชิงเขา
พอเห็นเตยี วเล้ยี วขม่ี าถืองา วเขามา กวนอจู งึ ถามวา ทานจะมารบกบั เราหรือ เตยี วเล้ยี วจึงตอบวา
ขาพเจาจะมารบกับทานหามิได ซึ่งขาพเจาขึ้นมาน้ีหวังจะแทนคุณทาน แลวเตียวเล้ียวก็ลงจากมา
เอางาวน้ันวางไวเขาไปคำนับกวนอู กวนอูเห็นดังน้ันก็ลงจากมารับคำนับเตียวเลี้ยว แลวถาม
เตยี วเลย้ี ววา โจโฉใชมาเกล้ยี กลอมเราหรือ เตียวเลย้ี วจึงตอบวา ทานไดมีคณุ ชว ยชวี ติ ขาพเจา ไว
บดั น้ีทา นมคี วามทุกขใ หญห ลวง ขา พเจาจงึ อตุ สา หข ึน้ มาหวงั จะแทนคุณทาน
กวนอูจึงถามวา ทานคิดถึงคุณเราน้ันจะขึ้นมาชวยเปนกำลังเราหรือ เตียวเลี้ยวก็วาหามิได
กวนอจู ึงวา ทานจะมาเกล้ยี กลอมแลชวยเราก็หามิได ซึ่งทานขนึ้ มานี้ดว ยเหตสุ ิง่ ใดเลา เตียวเลย้ี ว
จงึ ตอบวา ทานกับเลา ป เตยี วหุยมคี วามรกั กนั เปนอนั มาก บัดนเ้ี ลา ปกบั เตียวหยุ แตกไป ทา นกย็ งั
ไมร เู หตุวา เปน แลตาย เวลาคืนนี้มหาอปุ ราชยกกองทพั เขา ตีเมอื งแหฝอได แลวสงั่ แกทหารท้งั ปวง
มิใหทำอันตรายแกอาณาประชาราษฎร อันครอบครัวของเลาปน้ัน ก็แตงใหทหารไปพิทักษรักษา
มิใหผูใดทำอันตรายได ขาพเจาเห็นวามหาอุปราชมีใจเมตตาผูกความรักทานถึงเพียงนี้ จึงเอา
เน้อื ความมาแจงแกทา น
กวนอไู ดฟง ดังน้ันก็โกรธ จึงวา แกเ ตียวเลย้ี ววา เดิมเราถามตัววาจะเกลี้ยกลอมหรือ ตัววา
หามิได แลตัวมาวากลาวดังน้ี จะวาไมเกล้ียกลอมน้ันตัวประสงคสิ่งใดเลา แลววาเราอยูในท่ีน้ี
ก็เปนที่คับขันอยู ซ่ึงเราจะเขาดวยผูใดนอกจากเลาปนั้นอยาสงสัยเลย ตัวเราก็มิไดรักชีวิต อัน
ความตายอุปมาเหมือนนอนหลับ ทานเรงกลับไปบอกแกโจโฉ ใหตระเตรียมทหารไวใหพรอม
เราจะยกลงไปรบ
เตยี วเลยี้ วไดฟ ง ดงั นนั้ กห็ วั เราะแลว ตอบวา ซง่ึ ทา นวา ทง้ั นี้โทษมอี ยกู บั ตวั ทา นถงึ สามประการ
คนท้ังปวงจะลวงครหานินทาทานได กวนอูจึงวา ตัวเราถือความสัตยมั่นคงอยูวา ถึงตัวจะตาย
ก็มิไดเขากบั ผูใด ซึ่งทานวา มีโทษสามประการนั้นดว ยเหตุส่งิ ใดบาง เตยี วเลีย้ วจึงตอบวา เดิมทา น
92 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×¹é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
กบั เลา ป เตียวหุยไดสาบานไวตอ กันวา เปนพีน่ องรว มสขุ แลทกุ ขเปนชวี ติ อนั เดยี วกนั ถาผูใดตาย
กจ็ ะตายดว ย ครั้งนี้เลาปก บั เตยี วหุยแตกไป ทา นก็ไมร ูวาเปน หรือตาย แลบัดนี้ทหารก็นอยนกั ซึ่ง
จะยกลงไปรบน้นั ถาทานเปนอันตรายถึงส้นิ ชีวิต ฝายเลา ป เตียวหุยยังมชี ีวิตอยจู ะเทีย่ วตามหา
ทาน หวังจะชวยกันคิดการตอไป เม่ือทา นตายเสียแลว เลา ป เตียวหุยก็จะตายดว ย ซง่ึ ทานสาบาน
ไวตอ กันกจ็ ะมิเสียความสัตยไ ปหรือ คนท้งั ปวงกจ็ ะลว งนินทาวาความคดิ ทานนอย
ประการหนึ่ง เลาปก ม็ อบครอบครวั ไวใ หท านรกั ษา ถาทานตายเสีย ภรรยาเลา ปท ัง้ สองนนั้
จะพง่ึ ผใู ดเลา อนั ตรายกจ็ ะมตี า ง ๆ การซง่ึ เลา ปป ลงใจไวแ กท า นนนั้ กจ็ ะไมเ สยี ไปหรอื ขา พเจา เหน็
ไมชอบเปน สองประการ
อกี ประการหนง่ึ นน้ั ทา นกม็ ฝี ม อื กลา หาญ แลว แจง ใจในขนบธรรมเนยี มโบราณมาเปน อนั มาก
เหตใุ ดทา นจงึ ไมร ักษาชีวิตไวค อยทา เลาป จะไดช วยกันคดิ การทำนบุ ำรุงแผน ดินใหอ ยเู ย็นเปนสุข
ถงึ มาตรวา ทา นจะไดค วามลำบากกอ็ ปุ มาเหมอื นหนง่ึ ลยุ เพลงิ อนั ลกุ แลขา มพระมหาสมทุ รอนั กวา ง
ใหญ ก็จะลือชาปรากฏช่ือเสียงทานไปภายหนา วาเปนชาติทหารมีใจสัตยซื่อกตัญูตอแผนดิน
ซ่ึงทานจะมานะลงไปรบพุงกับโจโฉ ถาชีวิตทานตายเสียครั้งนี้ก็จะไมมีช่ือปรากฏไป ขาพเจา
เห็นโทษมีสามประการฉะนี้ ขาพเจา จงึ วา
กวนอูไดฟง ดังน้นั ก็นิง่ ตรกึ ตรองอยเู ปน ชา นาน ครนั้ เห็นชอบดว ยจงึ วา ทา นวาดังน้กี ค็ วร
แลว แลโทษซง่ึ มีสามประการนั้นจะใหเ ราทำประการใด เตยี วเลย้ี วจงึ วา มหาอุปราชใหทหารลอม
ทา นไวเ ปนอันมาก ถา ทานมิสมคั รเขาดวยเห็นชวี ติ ทานจะถงึ แกความตายหาประโยชนม ิได ขอให
ทา นอยกู บั มหาอุปราชกอนเถิด จะไดมีประโยชนส ามประการ
ประการหนงึ่ ซึ่งทา นสาบานไวกับเลา ป เตยี วหุยวา จะชวยกันทำนบุ ำรุงแผนดิน ความสัตย
ขอ นีจ้ ะไดคงอยู
ประการหน่ึง ทานจะไดอยูปฏิบัติรักษาพ่ีสะใภทั้งสองมิใหเปนอันตรายส่ิงใดได เปนสอง
ประการ
อกี ประการหนง่ึ นน้ั ตวั ทา นกม็ ฝี ม อื กลา หาญมสี ตปิ ญ ญา จะไดค ดิ การทาํ นบุ าํ รงุ พระเจา เหย้ี นเต
ใหค รองราชสมบตั สิ บื ไป ขาพเจาเห็นมปี ระโยชนส ามประการฉะน้ี จงึ เตือนสตทิ า นใหด าํ ริดูจงควร
กวนอจู งึ ตอบวา ซึ่งทา นวามปี ระโยชนแ กเ ราสามประการนน้ั กจ็ ริงอยู แตเราจะขอสญั ญาไว
สามประการบาง ถามหาอุปราชยอม เราจึงจะถอดเกราะออกเสีย แลวจะลงไปหามหาอุปราช
แมค วามประการใดขาดแตข อ หนึ่ง เรากจ็ ะสูตายเสีย ถงึ มาตรวาคนทงั้ ปวงจะครหานินทาเราก็ตาม
เถิด เตยี วเลีย้ วจงึ วา มหาอุปราชนนั้ นำ้ ใจกวางขวางอารีนัก มกั สมาคมดว ยผมู สี ติปญญา ถาทา น
จะวา ประการใดมหาอปุ ราชกค็ งจะยอม ซึ่งทานจะขอสญั ญาสามประการนั้น คือขอใดบา ง
กวนอจู ึงวา เดมิ เราไดส าบานกันไวก บั เลาป เตยี วหยุ วาจะชวยกันทำนบุ ำรงุ พระเจาเหยี้ นเต
แลอาณาประชาราษฎรใ หอยเู ย็นเปน สุข ซึ่งเราจะสมคั รเขา ดว ยนั้น เราจะขอเปน ขา พระเจาเหีย้ นเต
ประการหน่ึง เราจะขอปฏิบัติพ่ีสะใภเราท้ังสอง แลอยาใหผูใดเขาออกกลำ้ กรายเขาถึงประตูท่ีอยู
ได จะขอเอาเบีย้ หวัดของเลา ปซ ึง่ เคยไดร ับพระราชทานนัน้ มาใหแ กพ ีส่ ะใภเ ราทง้ั สองประการหนงึ่
อกี ประการหน่งึ ถา เรารูว า เลา ปอ ยแู หงใดตำบลใด ถึงมาตรวาเรามไิ ดล ามหาอุปราช เรากจ็ ะไปหา
˹§Ñ ÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 93
เลา ป แมม หาอปุ ราชจะหา มเรากไ็ มฟ ง แลเนอื้ ความสามประการน้ี ทา นจงเอาไปบอกแกม หาอปุ ราช
เถิด ถายอมตามคำเรา เราจะลงไปหา เตียวเล้ียวก็ลากวนอูแลวข้ึนมากลับมาแจงเนื้อความแก
โจโฉทุกประการ
โจโฉไดฟงดังน้ันก็หัวเราะ แลววาแกเตียวเล้ียววา ซึ่งกวนอูไมยอมดวยเราน้ัน เราเปนถึง
มหาอุปราช กวนอูจะยอมเปนขาพระเจาเห้ียนเตก็เหมือนเปนบาวเรา ถาเราบังคับบัญชาราชการ
ประการใดกวนอูก็จะไมขัดได กับซ่ึงกวนอูวาจะปฏิบัติรักษาพี่สะใภท้ังสองมิใหผูใดแปลกปลอม
เขาไปถึงประตูท่ีอยูน้ันเราก็จะยอม ทุกวันน้ีอยาวาแตภรรยาเลาปเลย ถึงภรรยาผูนอยลงไปเราก็
มิไดใหทำหยาบชา ซึ่งกวนอูจะขอเอาเบ้ียหวัดเลาปใหแกพี่สะใภน้ัน เราจะใหทวีข้ึนอีก แตขอซ่ึง
กวนอรู วู า เลา ปอยูแ หงใด มไิ ดลาเรากอ นจะไปหากันนน้ั โจโฉสน่ั ศีรษะไมยอม แลว วา เมือ่ กวนอู
เอาสัญญาฉะนี้ เราจะเอามาเล้ยี งไวใหมีกำลงั จะไดป ระโยชนสิง่ ใดเลา
เตยี วเล้ยี วจงึ วา มหาอุปราชไมแ จงหรือ ในนิทานอเิ ยียงซงึ่ มมี าแตกอ นวา เดมิ อเิ ยยี งอยูกบั
ตงหางซ่ึงเปนเจาเมือง ตงหางเลี้ยงอิเยียงเปนทนายใชสอย ครั้นอยูมายังมีคิเปกเจาเมืองหน่ึงนั้น
ยกกองทัพมารบฆาตงหางตาย คิเปกไดอิเยียงไปไว จึงตั้งอิเยียงเปนขุนนางที่ปรึกษา อิเยียงมี
ความสุขมาเปนชานาน แลวเซียงจูเจาเมืองหั้นกกยกทัพมารบฆาคิเปกตาย อิเยียงนั้นมีใจ
เจบ็ แคน เปน อนั มาก จงึ ไปยังเมืองหนั้ กก แลวเขาซอนตัวอยูใ นท่ลี บั จะลอบทำรายเซียงจูใหถ ึงแก
ความตาย เซียงจจู ับไดถ งึ สองครั้ง มิไดเ อาโทษ ใหป ลอ ยอิเยียงเสีย ครนั้ อยมู าอิเยยี งลอบเขาไป
ซอนอยูถึงท่ีขางในหมายจะฆาเซียงจูเสีย เซียงจูก็จับไดอีกจึงถามอิเยียงวา ตัวจะทำอันตรายเรา
เราจับไดถงึ สองครง้ั แลว กม็ ิไดเ อาโทษ เราใหป ลอยตัวเสียตัวก็มิไดห ลาบจำ ร้อื จะมาทำรายเราอกี
เราก็จับตัวได แลตัวผูกใจแคนเราดวยเหตุส่ิงใด อิเยียงจึงบอกวา เดิมขาพเจาอยูกับตงหาง
ตงหางเล้ียงขาพเจาเปนทนายใชสอย ครั้นคิเปกยกไปฆาตงหางเสีย เอาตัวขาพเจาไปต้ังใหเปน
ขนุ นางท่ีปรึกษา ไดความสุขเปนอันมาก คร้ังน้ที านยกไปฆา คเิ ปก ซง่ึ เปนนายมคี ณุ แกขาพเจา เสีย
ขา พเจามใี จเจ็บแคน อยู คดิ อา นมาหวงั จะทำอนั ตรายทาน หวงั จะแทนคุณคิเปก ซึ่งทานจับขา พเจา
ไดถ งึ สองครง้ั แลว ปลอ ยเสยี นนั้ ขา พเจา ยงั ไมห ายแคน จงึ ลอบเขา มาจะทำรา ยทา นอกี ทา นกจ็ บั ได
แลโทษขา พเจาน้กี ็ถงึ ตายตามทานจะโปรดเถดิ เซยี งจูจงึ วา เราจะปลอยเสยี ตัวจะคดิ ทำรา ยเราอีก
หรอื ไม อเิ ยยี งจงึ วา ทา นปลอ ยขา พเจา เสยี ขา พเจา กย็ งั จะคดิ รา ยแกท า นกวา จะทำสำเรจ็ ขา พเจา จงึ
จะหายแคน ถา ทา นเอน็ ดขู า พเจา ขา พเจา จะขอเสอื้ ซงึ่ ทา นใส แมท า นโปรดให ขา พเจา จะไดส นิ้ ความ
พยาบาททาน เซียงจูไดฟงดังนั้นก็คิดวาอิเยียงนี้มีน้ำใจกตัญู จะใครไดอิเยียงไวจึงถอดเสื้อให
อิเยียง อิเยียงก็คำนับรับเอาเส้ือมา จึงถอดกระบี่ออกฟนเส้ือเสียสามที แลววาแกเซียงจูวา
ขาพเจา ไดแทนคุณคิเปกแลว อเิ ยียงก็เอากระบี่เชอื ดคอตาย
อนั น้ำใจกวนอูนนั้ ถาผใู ดมีคณุ แลว เห็นจะเปนเหมือนอเิ ยยี ง อนั เลาปก บั กวนอนู ้นั มไิ ดเ ปน
พ่ีนอ งกนั ซ่งึ มคี วามรกั กนั นน้ั เพราะไดสาบานตอ กนั เลาปเ ปน แตผ ูนอย เลยี้ งกวนอูไมถงึ ขนาด
กวนอูยังมีน้ำใจกตัญูตอเลาป จึงคิดจะติดตามมิไดท้ิงเสีย อันมหาอุปราชมีวาสนากวาเลาป
เปน อนั มาก ถาทานไดกวนอูมาไวท ำนบุ ำรงุ ใหถ งึ ขนาด เห็นกวนอจู ะมีกตัญูตอ ทา นยิง่ นัก
โจโฉจงึ วา แกเ ตยี วเลย้ี ววา ทา นวา กลา วทง้ั นก้ี ช็ อบนกั จงเรง ขน้ึ ไปบอกแกก วนอวู า ซง่ึ สญั ญา
สามประการนน้ั เรายอมแลว ทา นจงเรง พากวนอลู งมาเถดิ เตยี วเลยี้ วจงึ ลาโจโฉขน้ึ ไปบอกแกก วนอู
94 ˹ѧÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
กวนอูจงึ วา ถา มหาอุปราชยอมดงั นั้นแลว ทานจงลงไปบอกใหก องทัพซ่งึ ลอ มเราไวน น้ั เลกิ ไปเสีย
เราจะเขาไปแจง เน้ือความแกพ ่ีสะใภท ง้ั สองคนกอน ถาไมเ ปน อนั ตรายแลว จงึ จะไปหามหาอปุ ราช
เตียวเลีย้ วก็ลงไปบอกแกโ จโฉตามคำกวนอวู า โจโฉไดฟ ง ดังน้ันกใ็ หมา ใชไปสั่งทหารซงึ่ ลอ มกวนอู
ไวน้ันใหเลิกทัพถอยมา ซุนฮกจึงวาแกโจโฉวา ซึ่งกวนอูยอมแกทานครั้งน้ีเกลือกจะเปนกลอุบาย
โจโฉจงึ ตอบวา กวนอเู ปนคนมีความสัตยเห็นจะไมค ดิ อา นลอ ลวงเรา
ฝา ยกวนอคู รนั้ เหน็ ทหารโจโฉถอยไป กพ็ าทหารเขา ไปในเมอื งแหฝ อ เหน็ ราษฎรทงั้ ปวงปกติ
อยู จึงเขาไปคำนับพ่ีสะใภทั้งสองแลววา ขาพเจาเสียทีทำใหพ่ีตกใจไดความเดือดรอนน้ันโทษ
ขาพเจาผิดนัก พ่ีสะใภท้ังสองจึงถามวา เจายังแจงวาเลาปน้ันพลัดไปอยูแหงใด กวนอูจึงบอกวา
ยงั ไมแ จง พี่สะใภจ ึงวาโจโฉก็ไดเมืองแหฝ อแลว เจา จะคิดอา นประการใด กวนอจู ึงบอกเนอ้ื ความ
ใหฟ งทุกประการ แลว วา บดั นีข้ า พเจาเขา มาปรกึ ษาดวย พี่ทั้งสองจะเห็นประการใด นางกำฮูหยิน
จึงวา เวลาคนื นี้โจโฉเขาในเมืองได พี่นีเ้ กรงอยวู า จะเปน อันตรายตา ง ๆ เปน เดชะบุญของเรา โจโฉ
กำชบั ทหารมใิ หแ ปลกปลอมเขา มาถงึ ประตไู ด ครง้ั นเ้ี จา กบั พกี่ อ็ ยใู นเงอ้ื มมอื โจโฉ แลเจา จะยอมเขา
อยดู ว ยเขานน้ั ดวยความจำเปน กต็ ามเถิด แตพ เ่ี กรงอยขู อ หนึ่งวา ถารูว าเลา ปอ ยแู หงใดเราก็จะพา
กนั ไปหา เกลือกโจโฉจะมิใหไ ป
กวนอูจึงตอบวา ขอนี้พี่ทั้งสองอยาวิตกเลย แมรูวาเลาปอยูแหงใดเราจะพากันไปหา ถึง
มาตรวาโจโฉจะขัดขวางไว ขาพเจาจะคิดอานแกไขไปใหจงได แลวกวนอูก็ลาพ่ีสะใภท้ังสอง
พาทหารประมาณสามสบิ คนออกไปถงึ หนา คา ยโจโฉ โจโฉเหน็ กวนอมู ากม็ คี วามยนิ ดี จงึ ออกไปรบั
กวนอเู ขา มา กวนอจู งึ คำนบั โจโฉแลว วา ตวั ขา พเจา เปน เชลยทา นมไิ ดฆ า เสยี แลว ออกไปรบั ขา พเจา
ถึงนอกคายน้นั คุณหาทสี่ ดุ มไิ ด
โจโฉไดฟ ง ดงั นน้ั จงึ วา แกก วนอวู า เรากแ็ จง อยวู า ทา นมคี วามสตั ยแ ลกตญั ู บดั นเ้ี รากบั ทา น
ไดพบกันเราก็มีความยินดี กวนอูจึงตอบวาเตียวเล้ียวไปบอกขาพเจาวา มหาอุปราชรับปฏิญาณ
ทั้งสามประการแลวขา พเจากม็ คี วามยนิ ดี เหน็ วาถงึ นานไปเม่อื หนามหาอุปราชก็จะไมคนื คำ โจโฉ
จงึ วา ซึ่งปฏญิ าณของทานน้นั เราไดอ อกปากรับแลว จึงจะเปน ประการใดเรากม็ ใิ หเ สียวาจา กวนอู
ไดฟ ง ดังนน้ั ก็มีความยนิ ดีจึงวา แมข าพเจารูวา เลาปอยทู ใี่ ด ถึงมาตรวาเปน ทางกันดารจะตองขาม
พระมหาสมุทรแลลุยเพลิงก็ดี ขาพเจาจะไปหาเลาปใหจงได แมขาพเจายังมิทันลามหาอุปราชก็ดี
ขอทา นใหอภยั แกขา พเจา อยา เคืองดวยเนื้อความขอ นเ้ี ลย โจโฉจึงวา ซึ่งทา นรขู า วเลาปแ ลว จะไป
หาก็ตามเถิด แตใหทานตรึกตรองดูใหเห็นควรกอน แลวโจโฉก็ใหกวนอูกินโตะ แลววาพรุงน้ีเชา
เราจะยกกลบั ไปเมอื งฮูโต
กวนอเู ขา ไปบอกพส่ี ะใภแ ลว กจ็ ดั แจงสง่ิ ของทง้ั ปวงแลว ออกมา ครน้ั เวลาเชา โจโฉกย็ กทหาร
ไป กวนอูจงึ ใหพีส่ ะใภทง้ั สองข้นึ ขีร่ ถตามกองทพั โจโฉไป เวลาค่ำถึงทปี่ ระทับตำบลใด โจโฉจึงให
กวนอกู บั ภรรยาเลา ปทงั้ สองคนนั้นอยูเรือนเดียวกัน หวงั จะใหกวนอคู ดิ ทำรา ยพ่สี ะใภ น้ำใจจะได
แตกออกจากเลาปจะไดเปนสิทธ์ิแกตัว ฝายกวนอูใหพ่ีสะใภท้ังสองนอนหองขางใน ตัวน้ันก็น่ัง
จุดเทยี นดูหนงั สือ รกั ษาพีส่ ะใภอยนู อกประตยู ันรงุ มิไดป ระมาทสกั เวลาหน่ึงจนถึงเมอื งฮโู ต โจโฉ
รูดังนั้นก็เกรงใจกวนอูวามีความสัตยแลกตัญูตอเลาป โจโฉจึงใหกวนอูกับภรรยาเลาปไปอยู
˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 95
ณ ตกึ สองหลังมีชานกลาง กวนอจู ึงใหพ ส่ี ะใภทงั้ สองคนนนั้ อยตู กึ หนง่ึ แลวใหทหารที่แกช ราอยู
รักษาประมาณสิบคน ตวั น้ันอยูตกึ หนงึ่ ระวงั รักษาพ่สี ะใภท งั้ สอง
ครน้ั อยมู าวนั หนง่ึ โจโฉจงึ พากวนอเู ขา ไปเฝา พระเจา เหยี้ นเตแ ลว ทลู วา กวนอคู นนม้ี ฝี ม อื พอ
จะเปน ทหารได พระเจา เหย้ี นเตก็มคี วามยนิ ดีจึงตงั้ กวนอูเปนนายทหาร โจโฉกบั กวนอูกล็ ากลบั มา
บาน โจโฉจึงใหเชิญกวนอูกินโตะ จัดแจงใหกวนอูนั่งที่สูงกวาขุนนางท้ังปวง แลวใหเครื่องเงิน
เครื่องทองแลแพรอยางดีแกกวนอูเปนอันมาก กวนอูรับเอาสิ่งของน้ันแลวก็ลาโจโฉกลับมาที่อยู
จึงบอกเน้ือความทั้งปวงแกพ ี่สะใภแลวเอาส่งิ ของนนั้ ให
ฝายโจโฉทำนุบำรุงกวนอูมิไดอนาทร สามวันแตงโตะไปใหคร้ังหน่ึง หาวันคร้ังหนึ่ง แลว
จัดหญิงสาวที่รูปงามสิบคนใหไปอยูปฏิบัติกวนอู หวังจะผูกน้ำใจไวใหกวนอูหลง กวนอูใหหญิง
สบิ คนไปอยทู ่พี ่สี ะใภใ ชสอย ครน้ั ถงึ สามวันกวนอูจึงไปเยือนพีส่ ะใภครั้งหนึ่ง น่ังอยูแตนอกประตู
แลวถามวา พ่ีอยูปกตอิ ยูหรอื หรอื ปว ยไขป ระการใดบา ง พ่ีสะใภจ ึงตอบวา ปกตอิ ยูมิไดปว ยไข
ประการใด เจารูขา วเลาปบ างหรือไม กวนอวู าไมแ จง แลว คำนับพ่ีสะใภกลบั มา โจโฉรกู ติ ติศพั ทวา
กวนอปู ฏบิ ัตพิ ่ีสะใภโ ดยสุจรติ ดงั นนั้ ก็สรรเสริญกวนอวู า มคี วามสตั ยหาผเู สมอมิได
ครน้ั อยมู าวนั หนง่ึ โจโฉใหเ ชญิ กวนอมู ากนิ โตะ เหน็ กวนอหู ม เสอ้ื ขาด โจโฉจงึ เอาเสอ้ื อยา งดี
ใหกวนอู กวนอูรับเอาเสื้อแลว จึงเอาเส้ือใหมน้ันใสชั้นใน เอาเส้ือเกานั้นใสชั้นนอก โจโฉเห็น
ดงั น้ันกห็ วั เราะแลวถามวา เอาเส้อื ใหมใ สช ัน้ ในนน้ั กลวั จะเกาไปหรอื กวนอจู งึ วาเส้อื เกา น้ขี องเลาป
ให บัดนี้เลาปจะไปอยูที่ใดมิไดแจง ขาพเจาจึงเอาเสื้อผืนน้ีใสชั้นนอก หวังจะดูตางหนาเลาป
ครน้ั จะเอาเส้อื ใหมน้ันใสช ้ันนอก คนทัง้ ปวงจะครหานนิ ทาวาไดใหมแ ลว ลมื เกา โจโฉไดย นิ ดงั น้ัน
กส็ รรเสริญกวนอูวา มกี ตญั ูนกั แตค ดิ เสยี ใจอยู กวนอูกล็ าโจโฉกลบั มาทอี่ ยู
ครั้นอยูมาวันหนึ่ง หญิงคนใชมาบอกแกกวนอูวา บัดนี้พ่ีสะใภท้ังสองรองไหรักกันอยู
ดวยเหตุส่งิ ใดมิไดแ จง กวนอูไดฟงดงั นน้ั กต็ กใจจึงเขาไปถึงริมประตแู ลวถามวา พี่ทั้งสองรอ งไห
ดว ยเหตสุ งิ่ ใด นางกำฮหู ยนิ จงึ ตอบวา คนื นพี้ ฝี่ น เหน็ เลา ปต กหลมุ ลง ครน้ั ตน่ื ขน้ึ มากต็ กใจจงึ แกฝ น
นางบิฮูหยิน เห็นพรอมกันวาเลาปตายแลวพ่ีจึงรองไหรัก กวนอูไดฟงดังนั้น พิเคราะหดูเห็นฝน
ผดิ ประหลาด สำคญั วา เลา ปเ ปน อนั ตรายกร็ อ งไหด ว ย แลว กวนอจู งึ คดิ กลอบุ าย วา แกพ ส่ี ะใภท ง้ั สอง
หวังจะใหคลายความทุกข จงึ วาฝนนน้ั จะสำคัญเอาเปน แนม ไิ ด ดว ยพที่ ัง้ สองมีน้ำใจคิดถงึ เลาปอ ยู
จึงเผอิญใหฝน ท้ังน้ี ใชเ ลาปจ ะเปน อันตรายอยา งนน้ั หามไิ ด พที่ ้งั สองอยาเศรา โศกเลย พอคนใช
โจโฉมาบอกกวนอูวา มหาอุปราชใหเ ชิญไป กวนอูกล็ าพ่ีสะใภไ ปหาโจโฉ โจโฉเห็นหนากวนอูน้นั
เศรา หมองจงึ ถามวา วนั นเ้ี ราเหน็ ทา นไมส บาย มที กุ ขส ง่ิ ใดหรอื กวนอบู อกวา พส่ี ะใภข า พเจา ทง้ั สอง
คดิ ถึงเลา ป ดว ยมิรูวา เปน หรือตายแลว ชวนกันรอ งไห ขาพเจา ก็กลนั้ นำ้ ตามไิ ด โจโฉไดฟงดังนน้ั
ก็ปลอบโยนกวนอู แลวก็ชวนกินโตะ หวังจะใหคลายความทุกข กวนอูเสพสุราเมา มิไดเกรงใจ
โจโฉ เอามือจบั หนวดของตัวเขา แลว จึงวา เกิดมาเปนชายไมไ ดท ำนุบำรุงแผน ดิน ท้งั เลา ปผูพน่ี ั้นก็
มีคุณมา ถาเราจะเอาใจออกหากบัดนี้ ก็หาผูใดจะนับถือวาเปนชายไม โจโฉไดฟงดังนั้นก็คิดวา
กวนอยู งั มใี จสตั ยซ อ่ื ตอ เลา ปอ ยู โจโฉทำเปน ไมไ ดย นิ จงึ แกลง ถามกวนอวู า หนวดของทา นประมาณ
สกั กเี่ สน กวนอจู ึงตอบวา หนวดของขาพเจาประมาณหลายรอ ยเสน คร้ันถึงเทศกาลหนาวก็หลนไป
96 ˹ѧÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
บาง ขา พเจาจึงทำถงุ ใสไ ว โจโฉไดฟงดงั นั้นจึงเอาแพรขาวอยา งดี ทำถงุ ใหก วนอสู ำหรับใสหนวด
กวนอรู ับเอาถุงน้ันแลว กล็ ากลบั มาที่อยู
คร้ันเวลาเชากวนอูเขาไปเฝา พระเจาเหี้ยนเตทอดพระเนตรเห็นกวนอูใสถุงหนวดดังน้ันจึง
ตรสั ถามวา ถงุ ใสสงิ่ ใดแขวนอยทู คี่ อน้ัน กวนอจู งึ ทลู วา ถุงนี้มหาอุปราชใหข า พเจาสำหรบั ใสห นวด
ไว แลวกวนอูกถ็ อดถวายใหทอดพระเนตร พระเจาเหี้ยนเตเ หน็ หนวดกวนอยู าวถงึ อกเสนละเอียด
งามเสมอกนั แลว ตรสั สรรเสรญิ วา กวนอนู ห้ี นวดงาม จงึ พระราชทานชอ่ื วา บเี ยยี งกง แปลภาษาไทย
วา เจาหนวดงาม แลวก็เสด็จข้ึน โจโฉกับขุนนางท้ังปวงแลกวนอูก็ออกจากที่เฝา มาถึงประตูวัง
กวนอกู ็ขน้ึ มา ตามโจโฉไป คร้นั ถึงหนาบานกวนอกู ็ลาโจโฉจะมาทอ่ี ยู
โจโฉเห็นมากวนอูผอม จึงถามวาเหตุใดมาจึงผอมไมสมตัวทาน กวนอูจึงตอบวา มาตัวน้ี
กำลังนอ ย ทานกำลงั ขาพเจามไิ ดจึงผอม โจโฉไดฟ งดังนัน้ จงึ ใหทหารไปเอามา เซ็กเธาวมา แลว ถาม
กวนอูวา มาตัวนี้เปนของผูใดทานรูจักหรือไม กวนอูจึงวา มาตัวนี้ของลิโปขาพเจารูจักอยู โจโฉ
ก็ใหจัดแจงเครื่องมาพรอมแลวก็ใหกวนอู กวนอูมีความยินดีลงจากมาคุกเขาลงคำนับแลววา
ซง่ึ มหาอปุ ราชใหม า ตวั น้แี กขา พเจา นั้นคุณหาทีส่ ดุ มไิ ด
โจโฉไดฟงดังน้ันก็คิดกร่ิงใจจึงถามวา เราใหเงินทองส่ิงของแกทานมาเปนอันมากก็ไมยินดี
ทานไมว าชอบใจแลมคี วามยนิ ดีเหมือนเราใหม าตวั นี้ เหตไุ ฉนทา นจงึ รักมา อันเปนสตั วเดียรจั ฉาน
มากกวา ทรพั ยส ิ่งสนิ อีกเลา กวนอูจึงตอบวา ขาพเจาแจงวามา เซ็กเธาวตวั นี้มกี ำลงั มาก เดินทางได
วันละหมื่นเสน แมขาพเจารูขาวเลาปอยูท่ีใด ถึงมาตรวาไกลก็จะไปหาไดโดยเร็ว เหตุฉะน้ี
ขา พเจา จงึ มีความยินดี ขอบคุณมหาอุปราชมากกวาใหส่งิ ของท้งั ปวง
โจโฉไดฟ ง ดงั นนั้ ยงิ่ มคี วามนอ ยใจ แลว คดิ วา เราเสยี ทที ที่ ำนบุ ำรงุ กวนอดู ว ยยศศกั ดศิ์ ฤงคาร
บรวิ าร กวนอูก็คิดรักเลาปอยูมิไดขาด กวนอกู ล็ าโจโฉไปทอ่ี ยู โจโฉจงึ ถามเตยี วเลยี้ ววา เราเลย้ี ง
กวนอูก็ถึงขนาดฉะน้ีแลว กวนอูยังมีน้ำใจผูกพันรักเลาปอยู เราจะคิดอานประการใดกวนอูจึงจะ
เอาใจออกจากเลาป เตียวเลี้ยวจึงวา ขอใหงดอยูสักเวลาหน่ึงกอน ขาพเจาจะไปวากลาวลอง
ความคิดกวนอดู ูวา จะมใี จสตั ยซ่ือตอเลา ปเ ทย่ี งแทหรอื หรือจะคดิ อา นยกั ยายประการใดบาง
คร้ันเวลารุงเชาเตียวเลี้ยวจึงไปหากวนอูถอยทีถอยคำนับกัน เตียวเลี้ยวจึงวาแกกวนอูวา
ตั้งแตมหาอุปราชไดทานมาไวก็มีความยินดีทำนุบำรุงทานเปนอันมากเพราะมีความเมตตาทาน
กวนอูจึงวา ทุกวันนี้มหาอุปราชชุบเล้ียงเราจึงไดมีความสุข คุณน้ันก็มีเปนอันมาก แตจะไดวาย
คิดถึงเลาปน ้ันหามไิ ด เตียวเลี้ยวจึงตอบวา ธรรมดาเกดิ มาเปนชายใหรจู ักท่หี นักทเ่ี บา ถาผูใดมิได
รจู กั ที่หนักทีเ่ บา คนท้ังปวงก็จะลว งติเตียนวา ผนู ัน้ หาสตปิ ญ ญาไม อันมหาอปุ ราชนมี้ นี ำ้ ใจเมตตา
ทา น ทำนบุ ำรงุ ทา นยงิ่ กวา เลา ปอ ีก เหตุใดทานจึงมใี จคิดถึงเลาปอ ยู
กวนอจู งึ วา ซง่ึ มหาอุปราชมีคณุ แกเรากจ็ ริงอยู แตจ ะเปรียบเลาปนน้ั ยงั มิได ดวยเลา ปนัน้ มี
คณุ แกเรากอ น ประการหน่งึ ก็ไดส าบานไวตอกนั วา เปน พนี่ อง เราจึงไดต งั้ ใจรกั ษาสตั ยอยู ทุกวันนี้
เราก็คิดถึงคุณมหาอุปราชอยูมิไดขาด ถึงมาตรวาเราจะไปจากก็จะขอแทนคุณเสียกอนใหมีช่ือ
ปรากฏไวเ ราจงึ จะไป เตียวเล้ียวไดฟง ดงั นัน้ จงึ ถามกวนอวู า ถา เลา ปถึงแกความตายแลว ทานจะ
อยูกับมหาอุปราชหรือ หรือจะคิดประการใด กวนอูจึงตอบวา ตัวเราเกิดมาเปนชายรักษาสัตย
มใิ หเสียวาจา ถงึ มาตรวาเลา ปจ ะถงึ แกค วามตาย เรากจ็ ะตายไปตามความที่ไดส าบานไว
˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 97
เตยี วเลย้ี วเหน็ กวนอนู น้ั มใี จสตั ยซ อ่ื ตอ เลา ปอ ยเู ปน มน่ั คง กล็ ากลบั มา จงึ เอาเนอ้ื ความทง้ั ปวง
บอกแกโ จโฉทกุ ประการ โจโฉไดฟ งดังนั้นกท็ อดใจใหญ มคี วามวติ ก ซึง่ จะเอากวนอไู วใหข าดจาก
เลา ปก ไ็ มส มคดิ แลว สรรเสรญิ กวนอวู า มคี วามสตั ยซ อ่ื มน่ั คงนกั ซนุ ฮกจงึ วา แกโ จโฉวา อนั ความคดิ
กวนอูน้ันจะแทนคุณมหาอุปราชเสียกอน แลวจึงจะไปจาก ถามีศึกมาก็อยาใหกวนอูออกอาสา
แมก วนอูยงั ไมมคี วามชอบก็จะอยูดวยมหาอปุ ราช โจโฉไดฟ ง ดงั นัน้ กเ็ ห็นชอบดวย
ศัพทน า‹ รŒู กนิ เล้ยี งดว ยอาหารอยา งดแี บบนัง่ โตะ
ธนู
กนิ โตะ ดาบดามยาว
เกาทัณฑ เขาทีค่ บั ขัน เขาท่ีจำเปน
งา ว พลทหาร
จวนตัว เงนิ ตอบแทนความชอบทใี่ หแ กท หารทอ่ี อกจากประจำการ ซงึ่ จา ยเปน รายเดอื น
ทหารเลว ตามขอบงั คบั ของกระทรวงกลาโหม
เบย้ี หวดั ใหคำมัน่ สัญญา โดยมากมกั เปนไปตามแบบพธิ ี
ไววางใจ
ปฏิญาณ ในทนี่ หี้ มายถงึ โจโฉ
ปลงใจ มา ขนสีแดง มพี ลังมหาศาล วิง่ ใหอ ยา งรวดเรว็
มหาอปุ ราช ยอมเขา ขาง ยอมปลงใจ
มา เซ็กเธาว ส่งิ ใหเกิดความรัก บรวิ ารหญงิ ผูบำเรอความรกั
ลงใจดวย เปน ทุกขเปน รอน รอนอกรอนใจ
ศฤงคาร
อนาทร
ประวตั ิผูŒแต‹ง
เจาพระยาพระคลงั (หน) เกดิ ในสมยั กรุงศรอี ยุธยาตอนปลาย ในแผน ดินสมเดจ็ พระเจา-
อยูห ัวบรมโกศ และถึงแกอ สัญกรรมเมื่อป พ.ศ. ๒๓๔๘
ในรัชกาลสมเด็จพระเจากรงุ ธนบุรี ไดรับราชการเปน หลวงสรวชิ ิต แลว ไปเปน นายดา นเมอื ง
อุทัยธานี ในสมัยรัชกาลท่ี ๑ แหงกรุงรัตนโกสินทร ไดเลื่อนเปนพระยาพระคลัง และเปน
เจา พระยาพระคลงั ในที่สุด
เจา พระยาพระคลงั (หน) มคี วามสามารถเปน พเิ ศษในการประพนั ธท งั้ รอ ยแกว และรอ ยกรอง
งานประพนั ธท ่ีสำคัญ ไดแก นยิ ายเรื่อง ราชาธริ าช สามกก รา ยยาวมหาเวสสันดรชาดก (กณั ฑ
กุมารและกณั ฑม ัทร)ี บทมโหรีเร่อื งกากี ลลิ ิตเพชรมงกฎุ และอิเหนาคำฉนั ท
98 ˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾×¹é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
สาระนา‹ รูŒ
หนังสือสามกก ฉบบั ตา‹ ง ๆ
สามกก เปนวรรณกรรมท่ีมีช่ือเสียงไปท่ัวโลก และไดมีผูเขียนเรื่องราวตาง ๆ เก่ียวกับ
สามกกขึ้นมากมายหลายภาษา เชนเดียวกับประเทศไทยท่ีมีผูเขียนเร่ืองสามกกข้ึนหลายรูปแบบ
ดว ยกัน ดงั น้ี
๑. เร่ืองสามกก ฉบบั แปล แบง ออกเปน ๔ สำนวน คือ
๑.๑ สามกกฉบับเจาพระยาพระคลัง (หน) เปนสามกกเลมแรกที่มีการแปลเน้ือเร่ือง
ท้ังหมด โดยแกไขใหเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย มีความสวยงามในการใชภาษาไทยอยางย่ิง
จงึ เปน ฉบบั ทนี่ ยิ มและรจู กั โดยท่วั กันในหมูนกั อาน
๑.๒ สามกก ฉบบั วณพิ ก เขยี นโดย ยาขอบ ฉบบั นจ้ี ะแตกตา งจากฉบบั เจา พระยาพระคลงั
(หน) โดยยาขอบจะยกตวั ละครตวั หน่งึ ๆ ในสามกกขนึ้ มาเปน ตวั เอก แลว จะเลา เร่อื งตวั ละคร
ตวั นัน้ จนจบ ทำใหเราเหน็ ดานดขี องตวั ละครตวั นั้นอยางชดั เจน
๑.๓ สามกก ฉบบั แปลใหม เขยี นโดย วรรณไว พธั โนทยั เปนฉบับแปลสามกกตลอด
ทงั้ เรอื่ งอกี ฉบบั หนงึ่ ทแ่ี ปลไดต รงตามฉบบั ของหลอกวา นจงหรอื ฉบบั นยิ าย เทา กบั เปน การแกส ว น
ท่ผี ดิ ของฉบับเจาพระยาพระคลัง (หน) และเพ่มิ เติมสว นท่ขี าดไป และชอื่ ตัวละครในฉบบั นี้ยงั ใช
ชอื่ เดยี วกบั ฉบบั ของเจา พระยาพระคลัง (หน) ทำใหผทู ่คี นุ เคยกับสำนวนของเจาพระยาพระคลงั
(หน) สามารถอานไดงาย
๑.๔ สามกก ฉบับสมบรู ณ เขียนโดย วิวัฒน ประชาเรืองวทิ ย และทองแถม นาถจำนง
เปนฉบับแปลสามกกตลอดทั้งเร่ือง และแปลไดตรงตามฉบับของหลอกวานจงหรือฉบับนิยาย
อกี เชนกนั ในฉบบั สมบูรณน ้ียังไดม ีการรวบรวมคำวิจารณไวดว ย อาจจะเรยี กไดวาจะเปนสามกก
ฉบับวิจารณก็วาได สำหรับชื่อตัวละครใชท้ังช่ือและสมญานาม แตก็ไดมีการเปรียบเทียบไว
ทายเลม
๒. หนังสอื ทเี่ นอื่ งดวŒ ยเรื่องสามกก มดี ังนี้
๒.๑ หนังสือพิชัยสงครามสามกก เขียนโดย สังข พัธโนทัย เปนหนังสือท่ีไดคัดเอา
เนอื้ ความสำคญั ทสี่ มควรแกค ำวา “ตาํ ราพชิ ยั ” ทำใหเ นอ้ื เรอื่ งกระชบั มากขนึ้ มกี ารแยกเปน บทความ
ตามตัวละครท่ีมีบทบาทสำคัญ มีบทวิจารณและคติสอนใจที่ตนเรื่องและทายเรื่อง มีการแกไข
เรียบเรยี งใหเ นอื้ ความถูกตอ งย่งิ ขึ้น และในเลม ยงั ประกอบดวยช่อื ประวัตติ ัวละคร ช่ือเมอื ง และ
แผนท่อี กี ดว ย
๒.๒ ขุนพลสามกก เขียนโดย ทองแถม นาถจำนง จากคำท่ีกลาววา “อันสามกกนี้
บิดเบือนประวัติศาสตรเขาขางเลาป” หนังสือเลมนี้จึงไดมีการเปรียบเทียบฉบับนิยายกับประวัติ-
ศาสตรจริงใหเรารูวาแตกตางกันอยางไร และเพราะเหตุใด รวมทั้งวิเคราะหเร่ืองตาง ๆ เชน
การตีแผขอเท็จจริงเกี่ยวกับหาทหารเสือวาใครดีจริงหรือแสรงทำดี แกขอกลาวหาท่ีวาอุยเอี๋ยน
เปนกบฏ และเกร็ดความรอู นื่ ๆ
˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 99
๒.๓ สุมาอี้คนช่ัวชาของแผนดิน เขียนโดย โชติชวง นาดอน (ทองแถม นาถจำนง)
เขยี นถงึ สมุ าอใี้ นแงม ุมตาง ๆ ทั้งดา นดแี ละชว่ั ซ่งึ ไดข อมลู มาจากพงศาวดาร “ซานก๋ัวจื้อ”
๒.๔ พงศาวดารสามกก ฉบบั ภาพจำลอง แปลและเรยี บเรียงโดย เธยี รเสยี ง สมดลุ ย
และโชตชิ ว ง นาดอนเปน บรรณาธกิ าร มรี ปู ภาพประกอบเรอ่ื งอยา งยอ ๆ ตามพงศาวดาร “ซานกว๋ั จอ้ื ”
ทมี่ ีเนอ้ื หาท่ตี า งจากฉบับนิยาย เรียกไดวา เปนหนงั สอื ภาพสามกก ฉบบั พงศาวดาร
๒.๕ สามกกฉบบั ภาพบคุ คลพรอ มประวตั ิ เขยี นโดย สุภาณี ปยพสุนทรา เปน หนังสือ
ที่ไดรวบรวมภาพและประวัติของตัวละครไวมากมาย โดยแยกเปน กลมุ ๆ ตามกก
๒.๖ ยกเครื่องเรอ่ื งสามกก เขยี นโดย เลาชวนหวั เปน หนงั สือที่กลา วถึงเลาปก ับขงเบง
ในทางลบ ในขณะทีฉ่ บับนิยายยกใหเปนฝา ยธรรมะ โดยเนน ความสนกุ สนานมากกวา สาระ
๒.๗ เจด็ ยอดกนุ ซอื ในสามกก เขยี นโดย อดลุ ย รตั นมน่ั เกษม และทองแถม นาถจำนง
เปน หนงั สือท่ีไดร วบรวมเจด็ กุนซือคนสำคัญ ทัง้ ประวตั ิและบทบาทในแตล ะตอน ซ่งึ จะเขียนโดย
ใหเ หตกุ ารณท ส่ี อดคลอ งกบั บนั ทกึ ทางประวตั ศิ าสตร ถอื เปน หนงั สอื ทช่ี ว ยขยายความเรอื่ งสามกก
และเปน บทเรียนเรื่องกลยุทธอ ีกเลม หน่ึง
๒.๘ การต นู สามกก ฉบบั ไฮเทค เรอื่ งและภาพประกอบโดย ไชจ อื้ จง เปน การต นู ๔ ชอ ง
จบ ของนักวาดการตูนช่ือดังของจีน เชนเดียวกับเร่ืองไซอิ๋วจอมยุทธขี้เมา หรือนางพญางูขาว
ความตลกของการตนู ที่ไชจ้อื จงเขียนอยทู ีก่ ารประชดประชนั
๒.๙ เบง เฮก็ ไมใ ชค นไท เขยี นโดย ทองแถม นาถจำนง เปน เลม ทไ่ี ขขอ ขอ งใจวา เบง เฮก็
เปน ใคร โดยยดึ หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรเ หมอื นกบั หนงั สอื ประวตั ศิ าสตรผ สมผสานกบั โบราณคดี
เปน อีกแงมมุ หนงึ่ ในการศึกษาเรอื่ งสามกกและประเทศจนี
แนวทางในการวิจารณว รรณคดแี ละวรรณกรรม
เน้ือเรอื่ ง
สามกก ตอน กวนอไู ปรบั ราชการกบั โจโฉนี้ ไดก ลา วเนน หนกั ถงึ เรอ่ื งความซอื่ สตั ยข องกวนอู
ท่ีมีตอเลาป ท่ีไมวาจะมีคนมอบลาภยศทรัพยสินเงินทองใหมากมายเพียงใดก็ตาม ก็ไมสามารถ
โนมนาวจิตใจได ดังน้ัน จึงเหมาะสมอยางย่ิงที่จะใหนักเรียนไดอานและศึกษาเพื่อซึมซับเอา
ความซื่อสตั ยและความกตญั ูของกวนอู เพอ่ื ประโยชนในการดำเนนิ ชวี ติ นอกจากนี้ สาเหตหุ นึ่ง
ท่ีทำใหหยิบยกเอาวรรณกรรมนี้มาใหนักเรียนไดศึกษาก็คือ สำนวนภาษาท่ีสละสลวย ไพเราะ
และงดงาม
ตัวละคร
ตวั ละครสำคญั ในสามกก ตอน กวนอไู ปรบั ราชการกบั โจโฉ ประกอบดว ย กวนอู โจโฉ และ
เตยี วเลีย้ ว ซง่ึ มีลกั ษณะนสิ ัยทโี่ ดดเดนเฉพาะตวั แตกตา งกัน ดังตอไปนี้
๑. กวนอู เปนขนุ พลทีม่ ีความกลาหาญ เดด็ เดย่ี ว ชำนาญในการรบ และไดร ับการยกยอ ง
วาเปนผูที่มีความซ่ือสัตยและกตัญูตอผูท่ีมีพระคุณ ซึ่งบุคคลท่ีกวนอูถือวาเปนผูท่ีมีพระคุณ
100 ˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
ตอตนเองมากทส่ี ดุ คอื เลาป ผูเ ปน พี่นอ งรว มสาบาน ดังนน้ั เม่อื โจโฉยกทัพมาตีเมอื งแหฝ อได
โจโฉตอ งการไดก วนอผู รู กั ษาเมอื งนมี้ าเปน ทหารของตน ซงึ่ หากจะใชว ธิ กี ารเจรจาเกลยี้ กลอ มกค็ งจะ
ไมไ ดผ ล โจโฉจึงตองวางแผนใหกวนอูออกจากเมืองแหฝ อ แลวนำกำลงั ทหารลอ มกวนอูใหห มด
หนทางตอสู จากนั้นจึงส่ังเต้ียวเลี้ยวเขาเจรจา โดยอางถึงเหตุผลสามประการ คือ ครอบครัว
เลา ปจ ะปลอดภยั สองเปน การกระทำทไี่ มผ ดิ จากคำสาบานทว่ี า “เปน พนี่ อ งรว มสขุ แลทกุ ขเ ปน ชวี ติ
อันเดียวกัน ถาผูใดตายก็ตายดวย” หากกวนอูมีชีวิตก็เสมือนตอชีวิตใหแกเลาปและเตียวหุย
ประการสุดทาย มีชีวิตรอดเพื่อทำนุบำรุงแผนดิน ทำใหกวนอูตองจำยอมไปอยูกับโจโฉ แตก็มี
เงอ่ื นไขสามประการเชนกัน ดังความวา
“เราจะขอเปนขาพระเจาเห้ียนเตประการหน่ึง เราจะขอปฏิบัติพ่ีสะใภเราทั้งสอง แลอยาให
ผูใดเขาออกกลำ้ กรายเขาถึงประตูท่ีอยูได จะขอเอาเบี้ยหวัดของเลาปซึ่งเคยไดรับพระราชทานน้ัน
มาใหแ กพ ส่ี ะใภเ ราทง้ั สองประการหนง่ึ อกี ประการหนง่ึ ถา เรารวู า เลา ปอ ยแู หง ใดตำบลใด ถงึ มาตรวา
เรามไิ ดล ามหาอุปราช เรากจ็ ะไปหาเลา ป แมมหาอุปราชจะหา มเรากไ็ มฟ ง”
เงอ่ื นไขของกวนอดู งั กลา ว โดยเฉพาะในขอ สามยอ มสะทอ นใหเ หน็ ถงึ ความรกั ความซอ่ื สตั ย
และความม่ันคงของกวนอูท่ีมีตอเลาปอยางชัดเจน และยังสงผลตอไปถึงภรรยาทั้งสองของเลาป
เหน็ ไดจ ากเหตกุ ารณค รงั้ ทโี่ จโฉยกทพั กลบั เมอื งฮโู ต ซง่ึ มกี วนอแู ละภรรยาทงั้ สองของเลา ปเ ดนิ ทาง
กลบั มาดวย ระหวา งทางตองพกั คา งคืน โจโฉแสรง จัดทีพ่ ักใหภรรยาทัง้ สองของเลา ปพ ักหองเดียว
กับกวนอู หวังใหก วนอลู ว งเกนิ พี่สะใภจ ะไดผ ดิ ใจกบั เลาป แตก วนอูกลบั จดุ เทยี นนง่ั อานหนงั สือ
รักษาความปลอดภัยใหพ่ีสะใภอยูนอกประตูหองพัก เพ่ือมิใหเปนท่ีครหาและรักษาเกียรติของ
พี่สะใภท งั้ สอง
นอกจากน้ันกวนอูยังแสดงใหเห็นเสมอวาตนไมไดยินดีในตำแหนงหนาที่และไมปรารถนา
ในทรัพยส ินเงนิ ทองทีโ่ จโฉสรรหามาใหเ พือ่ หวังผูกใจกวนอูไมใ หกลบั ไปหาเลา ป ดงั ความทวี่ า
“โจโฉจึงใหเชิญกวนอูกินโตะ จัดแจงใหกวนอูน่ังท่ีสูงกวาขุนนางท้ังปวง แลวใหเคร่ืองเงิน
เคร่ืองทองแลแพรอยางดีแกกวนอูเปนอันมาก กวนอูรับเอาสิ่งของนั้นแลวก็ลาโจโฉกลับมาท่ีอยู
จงึ บอกเนอ้ื ความท้งั ปวงแกพ ีส่ ะใภแลว เอาส่งิ ของน้นั ให”
ถึงคราวที่กวนอูตัดสินใจวาจะไปจากโจโฉแนนอน กวนอูก็ยังคงแสดงความสุจริตใจ โดย
ไมไ ดน ำทรพั ยส นิ เงนิ ทองทโ่ี จโฉมอบใหต ดิ ตวั ไป หลงั จากเสยี ชวี ติ จงึ ไดร บั การยกยอ งใหเ ปน เทพเจา
แหงความซ่ือสัตย
๒. โจโฉ เดิมรับราชการอยใู นราชสำนกั คนท้งั หลายยำเกรง ถูกแตงต้งั ใหไปสกดั โจรโพก
ผา เหลอื ง สดุ ทา ยแยกตวั หนอี อกมาหลงั จากลอบฆา ตงั๋ โตะ ไมส ำเรจ็ สะสมกำลงั พลและแสนยานภุ าพ
ครอบครองหัวเมืองฝายเหนือ จึงไดแตงตั้งเปนมหาอุปราช มีความสามารถในการใชคนและ
มีเลหเหลี่ยมทางกลยุทธท่ีเปนท่ีเล่ืองลือ ลักษณะนิสัยของโจโฉที่ปรากฏใหเห็นในตอนนี้ยังคง
ความเปน เอกลกั ษณของโจโฉ คอื ความสามารถในการใชเ ลหเ หล่ียมในการบงั คบั ใหกวนอจู ำยอม
มาเปน ทหารของตน และตลอดระยะเวลาทกี่ วนอมู าอยดู ว ยโจโฉกห็ าหนทางทจ่ี ะผกู ใจกวนอใู หย อม
ภักดกี ับตน
ถงึ แมโจโฉจะไมสามารถไดใจภักดจี ากกวนอูแตจ ากเหตกุ ารณต าง ๆ นีก้ ลบั สะทอ นใหเ ห็น
ลักษณะนิสัยบางอยางของโจโฉวามีความพอใจผูที่มีความซ่ือสัตยย่ิงนัก ดังเหตุการณครั้งท่ีโจโฉ
˹§Ñ ÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 101
เชิญกวนอูมากินโตะ เห็นกวนอูสวมเส้ือขาดจึงนำเสื้อตัวใหมอยางดีมาใหกวนอู กวนอูรับเส้ือ
ตวั ใหมส วมไวด า นใน สว นเสอ้ื ตวั เกา สวมทบั ไวด า นนอก โดยอธบิ ายเหตผุ ลทก่ี ระทำเชน นน้ั ใหโ จโฉ
คลายสงสัย ซึง่ ทำใหโจโฉรสู กึ สะเทอื นใจ แตก็ไดประจกั ษถ งึ ความซือ่ สตั ยแ ละความกตัญูของ
กวนอู ดังความวา
“โจโฉเห็นดังน้นั ก็หัวเราะแลวถามวา เอาเส้อื ใหมใสช้นั ในน้นั กลัวจะเกาไปหรือ กวนอูจึงวา
เสอ้ื เกานีข้ องเลา ปใ ห บัดนี้เลาปจ ะไปอยูทใี่ ดมไิ ดแ จง ขาพเจา จงึ เอาเส้ือผนื นีใ้ สช ั้นนอก หวังจะดู
ตา งหนา เลา ป ครน้ั จะเอาเสอ้ื ใหมน น้ั ใสช น้ั นอก คนทง้ั ปวงจะครหานนิ ทาวา ไดใ หมแ ลว ลมื เกา โจโฉไดย นิ
ดงั น้ันกส็ รรเสรญิ กวนอูวา มีกตญั ูนัก แตค ิดเสยี ใจอย”ู
๓. เตยี วเลย้ี ว เปน ทหารคนสำคญั คนหนงึ่ ของโจโฉ สามกก ในตอนนเ้ี ตยี วเลยี้ วเปน ตวั ละคร
ทม่ี บี ทบาทสำคญั ทแ่ี สดงใหเ หน็ ถงึ การใชส ตปิ ญ ญาในการพดู จาหวา นลอ มใหก วนอมู าเปน ทหารของ
โจโฉ โดยการใชวิธีการท่ีแยบยลนำเร่ืองความผูกพันทางใจระหวางเลาปและเตียวหุย พี่นองรวม
สาบานทเี่ คยตงั้ สตั ยป ฏญิ าณวา จะรว มกนั ทำนบุ ำรงุ บา นเมอื งมาเปน ประเดน็ สำคญั ในการตอ รองให
กวนอูยอมมาอยูกับโจโฉ อีกทั้งเตียวเล้ียวยังใชจิตวิทยาในการพูดท่ีทำใหกวนอูรูสึกผิดและเปน
สาเหตุท่ีจะทำใหเลาปกบั เตียวหยุ พลอยเดอื ดรอนกบั การตัดสนิ ใจทจี่ ะไมไปอยกู บั โจโฉ และกลาว
เนน ยำ้ ในตอนทา ยทเี่ ปน การสรา งความหวงั ชนี้ ำใหก วนอคู วรตดั สนิ ใจไปอยกู บั โจโฉ เพอื่ รกั ษาชวี ติ
ไวร อพบกบั เลา ป และยนื ยนั ความซอ่ื สตั ยท ม่ี ตี อ เลา ป สาระสำคญั ดงั กลา วเหลา นก้ี ม็ ผี ลทำใหก วนอู
คลอยตามและยอมจำนนตัดสินใจไปอยูรับราชการกับโจโฉในท่ีสุด เตียวเลี้ยวจึงเปรียบเสมือน
นักการทตู ท่ดี ีทส่ี ามารถทำการเจรจาไดป ระสบความสำเร็จ
ศิลปะการประพนั ธ
สามกก ฉบับเจา พระยาพระคลัง (หน) นบั เปนวรรณกรรมทแี่ ปลไดชดั เจน สำนวนภาษา
สละสลวยไพเราะงดงาม จนกลายเปนแบบฉบับของการแปลหนังสือพงศาวดารเรื่องอื่น ๆ
ในสมยั ตอ มา
๑. การใชถŒ อŒ ยคำ
สามกกใชภาษาในการเลาเร่ืองบรรยายความดวยถอยคำและประโยคที่ไมซับซอน อาน
ทำความเขาใจไดไมยาก แมจะมีถอยคำที่เปนสำนวนโบราณท่ีแปลกไปจากภาษาในปจจุบัน แตก็
สามารถตคี วามไดเม่ืออา นความทงั้ บริบท เชน
“ถา รูว า เลา ปอ ยูแ หง ใดเราก็จะพากนั ไปหา เกลือกโจโฉจะมใิ หไ ป” เกลอื ก คำนี้มคี วามหมาย
เดยี วกับคำวา ถŒา หาก ทใ่ี ชในปจจบุ นั
“ถงึ มาตรวา ทา นจะไดความลำบาก” มาตรวา‹ คำนี้มคี วามหมายเดยี วกบั คำวา แมŒว‹า ทีใ่ ชใ น
ปจจุบนั
“เจา รขู าวเลา ปบ า งหรือไม กวนอวู า ไมแ จŒง” ไม‹แจŒง คำน้ีมีความหมายเดยี วกบั คำวา ไมร‹ ูŒ
ไม‹ทราบ ทีใ่ ชในปจ จุบัน
“กวนอไู ดฟ ง ดงั นน้ั พเิ คราะหด เู หน็ ฝน ผดิ ประหลาด” ผดิ ประหลาด คำนม้ี คี วามหมายเดยี วกบั
คำวา แปลกประหลาด ที่ใชใ นปจจุบัน
102 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
๒. การใชสŒ ำนวนโวหาร ท่ีปรากฏมดี งั นี้
อุปมาโวหาร คอื การกลา วความเปรยี บเทียบ เชน
ตอนที่กวนอกู ลา วกับเตยี วเลย้ี ว ดงั ความวา “ตวั เรากม็ ิไดร กั ชีวิต อนั ความตายอุปมา
เหมือนนอนหลับ” การท่ีกวนอูเปรียบเทียบเชนนั้นหมายความวา ความตายถือเปนเรื่องเล็กนอย
ทไี่ มมคี วามสำคัญ
ตอนที่เตียวเล้ียวพยายามเจรจาชักจูงกวนอูใหตัดสินใจไปอยูกับโจโฉโดยการรักษาชีวิต
ตนเองเพื่อรอจนกวา จะพบกับเลาป ดงั ความวา “ถึงมาตรวาทา นจะไดค วามลำบากกอ็ ุปมาเหมือน
หนงึ่ ลยุ เพลงิ อนั ลกุ แลขา มพระมหาสมทุ รอนั กวา งใหญ กจ็ ะลอื ชาปรากฏชอื่ เสยี งทา นไปภายหนา ”
เปน การกลา วเปรยี บเทียบความยากลำบากวา เหมือนกับการลุยไฟและขามทะเล
สาธกโวหาร คือ การกลาวความยกตัวอยางเรื่องราวท่ีกลาวขึ้น ดังตัวอยางตอนที่
เตียวเล้ียวพูดอธิบายใหโจโฉยอมรับเงื่อนไขของกวนอูในขอที่กวนอูรูวาเลาปอยูแหงใด ก็จะไปหา
เลา ปท นั ที โดยอาจจะไมไ ดล าโจโฉ เตยี วเลย้ี วพดู โดยการยกตวั อยา งนทิ านอเิ ยยี งใหโ จโฉฟง เพราะ
นทิ านเรอื่ งนม้ี เี นอื้ หาเกย่ี วกบั บคุ คลทซี่ อ่ื สตั ยแ ละกตญั ตู อ ผทู ม่ี พี ระคณุ เตยี วเลย้ี วตง้ั ใจตอ งการ
บอกใหโจโฉรูวา กวนอูน้ันมีจิตใจไมต างกับอเิ ยียง ดงั ความวา
“อันนำ้ ใจกวนอูน้นั ถา ผใู ดมีคุณแลวเหน็ จะเปนเหมือนอิเยยี ง อันเลา ปก ับกวนอูนน้ั มิได
เปนพ่ีนองกัน ซึ่งมีความรักกันนั้น เพราะไดสาบานตอกัน เลาปเปนแตผูนอย เล้ียงกวนอู
ไมถ งึ ขนาด กวนอยู งั มนี ำ้ ใจกตญั ตู อ เลา ป จงึ คดิ จะตดิ ตามมไิ ดท ง้ิ เสยี อนั มหาอปุ ราชมวี าสนากวา
เลาปเ ปน อนั มาก ถาทานไดก วนอูมาไวท ำนบุ ำรุงใหถ งึ ขนาด เห็นกวนอูจะมกี ตัญตู อทา นยง่ิ นัก”
การที่เตียวเล้ียวยกนิทานอิเยียงใหโจโฉฟงน้ัน เสมือนการยกตัวอยางเร่ืองราวท่ีเคย
เกดิ ขนึ้ มากอ น แลว มาตรงกบั เรอ่ื งราวในปจ จุ บนั ยอ มยนื ยนั ไดว า จะสง ผลเปน เชน ไร ในทส่ี ดุ โจโฉ
จงึ รับเงื่อนไขของกวนอแู ละไดกวนอูมาอยูร บั ราชการดวย
ขอŒ คิด คตคิ ำสอน และความจรรโลงใจ
๑. ความซือ่ สตั ยต ‹อผูŒที่มพี ระคุณ ปรากฏใหเ ห็นจากการกระทำของกวนอู ซึง่ มีเปา หมายที่
ชัดเจนในการแสดงออกถึงความซื่อสัตยและความกตัญูตอเลาป ดวยจิตใจที่ม่ันคงแนวแน
โดยมไิ ดย อทอตออุปสรรคใด ๆ
๒. ความรบั ผดิ ชอบในหนาŒ ที่ เปน ความรบั ผดิ ชอบทกี่ วนอไู ดร บั มอบหมายจากเลา ปใ หด แู ล
ภรรยาทงั้ สองของเลา ป กวนอไู มเ พยี งดแู ลใหส ขุ สบายและรกั ษาความปลอดภยั เทา นนั้ ยงั ใหเ กยี รติ
และระวังไมใหเกิดขอ ครหาใดในทางที่ไมดตี อพีส่ ะใภท ัง้ สองอกี ดวย
๓. ความไมโ‹ ลภหรอื ไมอ‹ ยากไดขŒ องผอŒู น่ื ทรพั ยส นิ สง่ิ ของมคี า ทโ่ี จโฉเฝา สรรหามาใหก วนอู
นน้ั ไมไ ดท ำใหก วนอรู สู กึ พงึ พอใจหรอื ยนิ ดี ทจี่ ะเหนย่ี วรง้ั ตวั กวนอใู หอ ยกู บั โจโฉไดน นั้ เพราะกวนอู
มีความซอ่ื สัตยและกตัญูเปน คตปิ ระจำใจ
กวนอนู บั เปน บคุ คลทเี่ ปน แบบอยา ง ทำใหผ อู า นไดต ระหนกั ถงึ ความกตญั แู ละความซอื่ สตั ย
ไดเปนอยางดี และคุณสมบัตินี้ยังใชยึดถือเปนเครื่องหมายของคนดีมาชานาน และผูที่ยึดถือใน
ความซื่อสตั ยและความกตัญนู ี้ ยอมประสบแตค วามสุขความเจริญ
˹§Ñ ÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 103
การเชอื่ มโยงกบั ชีวิตประจำวนั
ในชีวติ ประจำวันของคนเราน้ัน สถานภาพที่เปนอยยู อ มมีมากกวา หน่ึง เชน ผชู ายหนง่ึ คน
อาจเปน ทั้งลกู เปนพอ เปน ครู เปน ลูกจาง ซงึ่ ดว ยสถานภาพเหลาน้ี ทำใหต องเก่ยี วของกบั ผูอ ื่น
มากมาย ดังน้ัน ความซ่ือสัตยและความกตัญูก็ยอมนำมาประยุกตใชไดหลากหลายแนวทาง
ยกตัวอยา ง เชน เปนลกู ก็ควรกตญั ูตอพอแม เปน ลกู จา งก็ควรซอ่ื สตั ยกับงานทีท่ ำ เปน ครกู ็ควร
ซื่อสัตยกับอาชีพอันมีเกียรติ และในสถานะท่ีเปนนักเรียนก็ควรซ่ือสัตยตอการเรียน ทั้งซื่อสัตย
ตอตนเองและผูอื่น กตัญู เคารพเชื่อฟงครูอาจารย นักเรียนเปนลูกก็ตองกตัญูกตเวทีตอ
พอแมและผูมีพระคุณ นักเรียนเปนพี่ก็ควรจะรักและซ่ือสัตยตอนอง หากสามารถนำคุณธรรม
ที่ไดมาประยุกตเช่ือมโยงใชในชีวิตประจำวันไดดังน้ีแลว ผูประพฤติก็ยอมไดรับผลดีตอบแทน
และผลดกี จ็ ะสง ใหเ กดิ ความเจรญิ รุง เรืองตอ ไปภายหนา
สรปุ
สามกก ตอน กวนอไู ปรบั ราชการกบั โจโฉ เปน ตอนทช่ี ใ้ี หเ หน็ ถงึ ความซอ่ื สตั ย ความจงรกั ภกั ดี
และความกตัญูรูคุณของกวนอูท่ีมีตอเลาป โดยมิไดสนใจทรัพยสินเงินทอง ลาภยศชื่อเสียง
ทโี่ จโฉนำมามอบให จนทายที่สดุ โจโฉก็ตองยอมแพจิตใจกวนอู ยอมใหกวนอูเดนิ ทางกลับไปหา
เลาป
กิจกรรมบูรณาการ
กจิ กรรมเสนอแนะ
๑. ศึกษาลกั ษณะนิสยั ของโจโฉและกวนอจู ากสามกกในตอนอน่ื ๆ แลว เขียนสรปุ
๒. รวมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับ “โทษสามประการ” และ “ประโยชนสาม
ประการ” ในขอความทเ่ี ตยี วเลี้ยวใชเ กล้ยี กลอ มกวนอู
๓. เลือกเขียนเรียงความเรื่อง “โจโฉนักรบผูยิ่งใหญ” หรือ “กวนอูผูยึดม่ันในความ
ซ่อื สตั ย”
๔. รวมกันจัดปายนิเทศใหความรูเก่ียวกับการใชภาษาและการใชโวหารท่ีปรากฏในเรื่อง
สามกก ตอน กวนอูไปรบั ราชการกับโจโฉ
๕. บุคคลในปจจุบันหรือตัวละครใดท่ีนักเรียนรูจัก มีลักษณะนิสัยท่ีเหมือนหรือคลายกับ
กวนอู ยกตัวอยางพรอ มคำอธิบาย
104 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
โครงงาน
นักเรยี นเลือกทำโครงงานตอ ไปนี้ หรืออาจทำโครงงานอนื่ ตามความสนใจ โดยใหเก่ยี วของ
กับเนอ้ื หาท่เี รยี น
โครงงานสมั ภาษณค วามคดิ เหน็ ของเพอ่ื นรว มชน้ั เรยี นวา ชน่ื ชอบตวั ละครใดในเรอ่ื ง สามกก
ตอน กวนอไู ปรับราชการกับโจโฉ
การประยกุ ตใชในชีวติ ประจาํ วนั
การปฏิบตั ิตนเปน ผมู ีความซื่อสัตยแ ละความกตญั สู ง ผลดีตอชวี ิตอยางไร
คาํ ถามทบทวน
๑. เหตใุ ดโจโฉจึงตอ งการใหก วนอมู ารับราชการดว ย
๒. โจโฉมวี ิธเี กลย้ี กลอ มกวนออู ยางไร กวนอจู ึงยอมเขาดวย
๓. ประโยชนส ามประการทเ่ี ตยี วเลยี้ วเสนอแกก วนอมู ีวา อยางไรบา ง
๔. สญั ญาสามประการท่กี วนอเู สนอกบั โจโฉมวี า อยางไรบา ง
๕. นทิ านอเิ ยยี ง มุง เนนใหเหน็ คณุ ธรรมขอ ใด เก่ียวของกับกวนออู ยางไร
๖. แผนการท่โี จโฉตองการใหเ ลา ปก ับกวนอูแตกกัน มวี า อยางไร
๗. เหตใุ ดกวนอจู ึงสวมเสือ้ ท่โี จโฉใหไ วชนั้ ใน แลวสวมเส้อื ของเลา ปท บั
๘. กวนอูดีใจทไ่ี ดรับมา เซก็ เธาวจ ากโจโฉเพราะเหตใุ ด
๙. โจโฉสามารถทำใหกวนอูเอาใจมาฝกใฝฝายตนไดห รือไม เพราะเหตุใด
๑๐. โจโฉใชกลอุบายอยางไรเพ่อื เหน่ยี วรัง้ กวนอไู วมิใหไ ปหาเลาป
กาพยเ หเรือ ๗หนวยการเรียนรทู ี่
ตวั ชีว้ ัดชวงช้นั
๑. อา นออกเสยี งบทรอ ยแกวและบทรอยกรองไดอ ยา งถูกตอ ง ไพเราะ และเหมาะสมกบั เรอ่ื งที่อา น
ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๑)
๒. วิเคราะหและวิจารณเ รือ่ งที่อา นในทกุ ๆ ดานอยางมเี หตผุ ล ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๓)
๓. วิเคราะห วิจารณ แสดงความคิดเห็นโตแยงเก่ียวกับเรื่องท่ีอาน และเสนอความคิดใหมอยางมี
เหตุผล ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๕)
๔. สังเคราะหค วามรูจากการอา นสอื่ สิง่ พมิ พ ส่ืออิเล็กทรอนกิ ส และแหลง เรยี นรตู า ง ๆ มาพฒั นาตน
พัฒนาการเรยี น และพฒั นาความรูทางอาชพี ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๘)
๕. วิเคราะหและวิจารณว รรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณเ บื้องตน ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๑)
๖. วิเคราะหลักษณะเดนของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรียนรูทางประวัติศาสตรและวิถีชีวิตของสังคม
ในอดีต ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๒)
๗. วิเคราะหและประเมินคุณคาดานวรรณศิลปของวรรณคดีและวรรณกรรมในฐานะท่ีเปนมรดกทาง
วัฒนธรรมของชาติ ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๓)
๘. สงั เคราะหข อ คิดจากวรรณคดีและวรรณกรรมเพ่ือนำไปประยกุ ตใ ชใ นชวี ิตจริง ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๔)
๙. รวบรวมวรรณกรรมพน้ื บานและอธบิ ายภมู ปิ ญญาทางภาษา ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๕)
๑๐. ทองจําและบอกคุณคาบทอาขยานตามท่ีกําหนด และบทรอยกรองท่ีมีคุณคาตามความสนใจและ
นำไปใชอ างอิง ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๖)
ผังมโนทัศนสาระการเรย� นรู
ขอคดิ คตคิ ำสอน การเชอ่ื มโยงกบั ชีวิตประจำวนั
และความจรรโลงใจ
แนวทางในการวิจารณ นำเร่อื ง
วรรณคดีและวรรณกรรม เรอื่ งยอ‹
ศิลปะการประพนั ธ เนื้อเรอ่ื ง กาพยเ หเ รอื เนือ้ เรอื่ ง
สาระนา‹ รŒู ศัพทน ‹ารŒู
กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค ประวัติผŒแู ต‹ง
ประโยชนจากการเรยี นรู ชวนคดิ ชวนตอบ
๑. นกั เรยี นเคยชมกระบวนเรอื พยหุ ยาตรา
๑. เขาใจประเพณีการเหเรือ
๒. รจู กั เรือพระที่น่งั และเรือลำตาง ๆ ทางชลมารคหรือไม ประกอบดวย
อะไรบาง
ในกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค ๒. ประเพณีการเหเ รือมีขน้ึ ในโอกาสใด
152 ˹§Ñ ÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
นำเร่อื ง
กาพยเ หเรอื เปนพระนพิ นธของเจา ฟาธรรมธเิ บศร แตงข้ึนเพื่อใชส ำหรับเหเ รอื พระทนี่ ่งั ของ
พระองคเ องเมอื่ เสดจ็ ทางชลมารคจากกรงุ ศรอี ยธุ ยาถงึ ทา เจา สนกุ เพอื่ ไปนมสั การรอยพระพทุ ธบาท
ทจ่ี ังหวดั สระบรุ ี โดยแตง เปน กาพยเห ซึ่งประกอบดวยโคลงสสี่ ภุ าพและกาพยย านี โคลงสส่ี ภุ าพ
ใชเปน บทนำ สวนการพรรณนาความใชกาพยยานี
ประเพณีการเหเรือเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมาต้ังแตโบราณจนถึงปจจุบัน ราชนาวีไทย
มีหนาทใี่ นการจดั กระบวนพยุหยาตราทางชลมารคและจดั พระราชพิธีเหเ รือ
สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพทรงอธิบายไววา ประเพณกี ารเหเ รือ
ของไทยมี ๒ ประเภท คือ เหเรอื หลวงและเหเ รอื เลน เหเ รอื หลวง เปน การเหในพระราชพธิ ี สวน
เหเ รอื เลน จะเหในเวลาเลน เรอื เทยี่ วเตรกัน เพ่อื ความรื่นเริงและใหฝ พ ายพายพรอม ๆ กัน
การเหเ รอื หลวงในสมยั โบราณสนั นษิ ฐานวา ใชค ำภาษาสนั สกฤตของอนิ เดยี ซง่ึ เปน มนตรใ น
ตำราไสยศาสตร ตอมากลายเปนคำ เหยอวเยอว ในตำรา มคี ำวา สวะเห ชา ลวะเห และมูละเห
บทเหทใ่ี ชไ มป รากฏหลักฐานเหลืออยู พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจา อยูหัวทรงรเิ ร่ิมนำบทเหเรือ
เลน พระนพิ นธข องเจาฟาธรรมธเิ บศรมาใชเ หเ รือหลวง
การเหเ รือเลนใชภาษาไทย การพายเรือใชส องจังหวะ คอื จงั หวะจ้ำกบั จังหวะปกติ
การเหเรือในกระบวนเรือหลวงมี ๔ อยาง คือ เหโคลงนำกาพย หรือ เกริ่นโคลง เมื่อ
พระเจาแผน ดินลงประทบั ในเรือพระทีน่ ่งั แลน ระหวา งทางใชทำนอง ชา ลวะเห ซ่งึ เปน ทำนองเหช า
พลพายนกบนิ จงั หวะชา พอจวนถงึ ทป่ี ระทบั ใชท ำนอง สวะเห ระหวา งทางขากลบั เปลย่ี นเปน ทำนอง
มูละเห เม่อื จบบทพายจ้ำสามทสี งทุกบท
˹ѧÊ×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 153
เรอื่ งยอ‹
กาพยเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรนี้แบงออกเปน ๒ ตอน คือ ตอนท่ี ๑ เปนบทเหชม
กระบวนเรอื พยุหยาตราและเหช มธรรมชาติ ตอนที่ ๒ เปน บทเหเ รอื กากี กลา วถงึ พญาครุฑลักนาง
กากีไปวิมานฉิมพลี บทสังวาส และตามดวยบทเหครวญ ซึ่งในระดับชั้นน้ีนำมาใหศึกษาเพียง
บางบท คอื บทเหช มเรือกระบวน เหช มปลา เหช มไม เหช มนก และจบดวยบทเหค รวญ
บทเหเร่ิมจากบทชมกระบวนเรือพยุหยาตราที่ออกเดินทางในเวลาเชา โดยกลาวพรรณนา
ความสวยงามของเรอื พระทน่ี ง่ั และเรอื ลำตา ง ๆ ทรี่ ว มในกระบวน ตลอดจนความพรอ มเพรยี งและ
ความรื่นเริงของเหลาทหารในกระบวน
ลำดับตอ มา คอื บทเหชมปลา เหชมไม และเหชมนกน้ัน เปนการการชมธรรมชาติท่พี บเหน็
ขณะเรือแลนผาน โดยการกลาวพรรณนาปลานานาชนิดใหเช่ือมโยงกับกิริยาทาทางที่งดงามของ
นางอันเปนทร่ี กั กลา วพรรณนาดอกไมห ลากหลายพนั ธุท ม่ี ีความงดงาม มีกลิน่ หอมชวนใหคิดถึง
นางอนั เปน ท่ีรักท่ีไมไ ดร วมเดนิ ทางมาดว ย
ปดทายดวยบทเหครวญ เปนการครำ่ ครวญความรักความอาลัยถึงนางอันเปนท่รี ักท่ไี มได
อยดู วยกัน ซงึ่ เปน ความทกุ ขท รมานทีท่ ำใหก วรี สู กึ เศราโศกและวา เหว
154 ˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
กาพยเ หเรอื เจาŒ ฟ‡าธรรมธเิ บศร
โคลง เห‹ชมเรอื กระบวน
๏ ปางเสด็จประเวศดาว ชลาลยั
ทรงรัตนพิมานชัย กงิ่ แกว
พรั่งพรอ มพวกพลไกร แหนแห
เรอื กระบวนตน แพรว เพริศพร้งิ พายทอง ฯ
ชา ลวะเห ทรงเรือตนงามเฉิดฉาย
พายออ นหยับจับงามงอน
๏ พระเสดจ็ โดยแดนชล ลวนรปู สัตวแสนยากร
ก่งิ แกว แพรวพรรณราย สาครล่ันคร่นั ครน้ื ฟอง
ล่ิวลอยมาพาผันผยอง
๏ นาวาแนน เปนขนัด รอ งโหเ หโ อเหม า
เรือร้วิ ทวิ ธงสลอน เพียงพมิ านผา นเมฆา
หลงั คาแดงแยง มงั กร
๏ เรือครฑุ ยุดนาคหิ้ว แสงแวววับจับสาคร
พลพายกรายพายทอง ดั่งรอ นฟามาแดนดิน
งามชดชอ ยลอยหลังสินธุ
๏ สรมขุ มุขส่ีดา น ลนิ ลาศเล่อื นเตอื นตาชม
มานกรองทองรจนา รวดเรว็ จรงิ ย่ิงอยางลม
หม ทา ยเย่นิ เดนิ คกู ัน
๏ สมรรถชยั ไกรกาบแกว
เรียบเรยี งเคียงคูจร ดูดังเปนเห็นขบขัน
คน่ั สองคูดยู ่ิงยง
๏ สุวรรณหงสทรงพูหอ ย แลน เฉ่ือยฉ่ำลำระหง
เพยี งหงสท รงพรหมนิ ทร องคพ ระพายผายผนั ผยอง
โจนตามคลืน่ ฝน ฝา ฟอง
๏ เรอื ชยั ไววองวิ่ง เปนแถวทองลอ งตามกัน
เสยี งเสา เรา ระดม ดเู ขมนเหน็ ขบขัน
ทันแขง หนา วาสกุ รี
มลู ะเห
๏ คชสีหท ผี าดเผน
ราชสหี ท ยี นื ยนั
๏ เรอื มา หนามุงน้ำ
เพียงมา อาชาทรง
๏ เรือสงิ หว่ิงเผน โผน
ดยู ง่ิ สิงหล ำพอง
๏ นาคาหนา ดังเปน
มงั กรถอนพายพนั
˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 155
๏ เลยี งผางา เทาโผน เพยี งโจนไปในวารี
นาวาหนาอนิ ทรี มีปกเหมือนเล่ือนลอยโพยม
กองกาหลพลแหโหม
๏ ดนตรมี ่ีอึงอล โสมนสั ช่ืนร่นื เรงิ พล
โหฮกึ ครกึ คร้นื โครม จากนคเรศโดยสาชล
ยลมจั ฉาสารพนั มี ฯ
๏ กรีธาหมูนาเวศ เหช‹ มปลา
เหมิ ห่นื ชน่ื กระมล คลึงกนั
แจม หนา
โคลง พศิ วาส
ชวดเคลาคลงึ ชม ฯ
๏ พิศพรรณปลาวายเคลา คดิ ถงึ เจา เศราอารมณ
ถวลิ สุดาดวงจันทร สมสาใจไมพามา
มัตสยายอ มพัวพนั เจา งามพร้ิงยงิ่ นวลปลา
ควรฤพรากนอ งชา ไมง ามเทา เจาเบอื นชาย
ไมเหมือนนองหมตาดพราย
ชาลวะเห ดั่งสายสวาทคลาดจากสม
อนั แกม นองชำ้ เพราะชม
๏ พิศพรรณปลาวายเคลา เหมอื นทกุ ขพ ่ีท่ีจากนาง
มัตสยายังรชู ม ขาวพรายชว งสีสำอาง
งามเรืองเรื่อเนอ้ื สองสี
๏ นวลจนั ทรเ ปนนวลจริง เคลา กันอยูด งู ามดี
คางเบือนเบือนหนา มา เห็นปลาเคลาเศราใจจร
หางไกคลา ยไมม ีหงอน
๏ เพยี นทองงามดงั่ ทอง ผมประบาอาเอยี่ มไร
กระแหแหหา งชาย วา ยเวียนวนปนกันไป
ไมเ ห็นเจาเศรา บวาย
ทรงแปลง(๑)
๏ แกม ชำ้ ช้ำใครตอง
ปลาทุกทุกขอ กกรม
มูละเห
๏ นำ้ เงนิ คอื เงินยวง
ไมเทียบเปรยี บโฉมนาง
๏ ปลากรายวายเคียงคู
แตน างหา งเหนิ พี่
ทรงแทรก (๕ บท)(๒)
๏ หางไกวา ยแหวกวา ย
คดิ อนงคองคเ อวอร
๏ ปลาสรอยลอยลอ งชล
เหมือนสรอ ยทรงทรามวัย
(๑–๒) สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพทรงสนั นษิ ฐานวา พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั ทรงแปลงและ
ทรงแทรก แตถาดจู ากสำนวนบางทีเจาฟาธรรมธิเบศรอาจจะทรงแทรกและทรงแปลงดวยพระองคเ องกไ็ ด
156 ˹§Ñ ÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
๏ เน้ือออนออนแตชอื่ เนื้อนอง�ๅออนท้ังกาย
ใครตองขอ งจิตชาย ไมว ายนกึ ตรกึ ตรึงทรวง
เลอื่ มแหลมกวา ปลาทง้ั ปวง
๏ ปลาเสือเหลอื ทตี่ า ดแู หลมลำ้ ขำเพราคม
เหมือนตาสุดาดวง เห็นคลา ยคลายนาเชยชม
สนิทเคลา เจา เอวบาง
๏ แมลงภูคูเคียงวา ย คดิ สุดาอา องคนาง
คิดความยามเม่ือสม เสนเกศสลวยรวยกลน่ิ หอม
ชะวาดแอบแปบปนปลอม
๏ หวเี กศเพศชอื่ ปลา จอมสวาทนาฏบังอร
หวีเกลาเจาสระสาง วายแหวกมาในสาคร
มาดวยพจี่ ะดีใจ ฯ
๏ ชะแวงแฝงฝงแนบ เหช‹ มไมŒ
เหมอื นพ่ีแอบแนบถนอม มพี รรณ
กลิน่ เกลีย้ ง
๏ พศิ ดหู มูม จั ฉา ชูชอ
คะนงึ นชุ สดุ สายสมร กลิน่ เน้ือนวลนาง ฯ
รมิ ทาไสวหลากหลายพรรณ
โคลง สงกล่ินเกลย้ี งเพียงกลนิ่ สมร
บานแสลม แยมเกสร
๏ เรือชายชมม่งิ ไม แยมโอษฐยิ้มพริ้มพรายงาม
รมิ ทา สาครคนั ธ คลก่ี ลบี เหลืองเรืองอราม
เพลด็ ดอกออกแกมกัน ผวิ เหลอื งกวาจำปาทอง
หอมหนื่ รนื่ รสเพี้ยง ระยา ยอยหอ ยพวงกรอง
เจาแขวนไวใ หเรยี มชม
ชาลวะเห พกิ ุลแกมแซมสุกรม
เหมอื นกลิ่นนอ งตอ งตดิ ใจ
๏ เรอื ชายชมม่งิ ไม บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป
เพล็ดดอกออกแกมกนั วางใหพขี่ า งที่นอน
กล่นิ หอมหวานซานขจร
๏ ชมดวงพวงนางแยม เห็นจะวอนออ นพ่ีชาย
คดิ ความยามบงั อร บานบุษบงสงกลิ่นอาย
คลายกลน่ิ ผา เจา ตราตรู
๏ จำปาหนาแนน เนือง
คิดคะนงึ ถงึ นงราม
๏ ประยงคท รงพวงหอ ย
เหมือนอุบะนวลละออง
๏ พุดจีบกลบี แสลม
หอมชวยรวยตามลม
๏ สาวหยุดพุทธชาด
นึกนองกรองมาลัย
มลู ะเห
๏ พิกุลบุนนาคบาน
แมนนชุ สุดสายสมร
๏ เต็งแตวแกว กาหลง
หอมอยูไ มรหู าย
˹ѧÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 157
๏ มะลิวัลยพนั จิกจวง ดอกเปน พวงรวงเรณู
หอมมานาเอ็นดู ชูช่นื จิตคิดวนดิ า
กลน่ิ อายอบสบนาสา
๏ ลำดวนหวนหอมตรลบ รำไปเจาเศรา ถึงนาง
นกึ ถวิลกลนิ่ บหุ งา คดิ พเ่ี คยเชยกลิน่ ปราง
หอนแหหา งวางเวนวนั
๏ รวยรนิ กล่นิ รำเพย ศรเี สาวภาคยหลากหลายพรรณ
นง่ั แนบแอบเอวบาง จะออ นพ่ชี ี้ชมเชย ฯ
เห‹ชมนก
๏ ชมดวงพวงมาลี
วนิดามาดวยกนั อสั ดง
ค่ำแลว
โคลง นชุ พี่ เพยี งแม
คลับคลา ยเรยี มเหลียว ฯ
๏ รอนรอนสรุ ยิ โอ
เร่ือยเรอ่ื ยลับเมรลุ ง ทิพากรจะตกตำ่
รอนรอนจิตจำนง คำนงึ หนา เจาตราตรู
เรือ่ ยเร่ือยเรียมคอยแกว นกบินเฉยี งไปทงั้ หมู
เหมอื นพ่อี ยผู เู ดยี วดาย
ชา ลวะเห คดิ บังอรรอนรำกราย
เหมือนสายสวาทนาดนวยจร
๏ เรอ่ื ยเรอื่ ยมารอนรอน ชมกันอยสู ูส มสมร
สนธยาจะใกลค ่ำ หอนเหน็ เจาเศรา ใจครวญ
ไมน วลพักตรเหมือนทรามสงวน
๏ เร่ือยเรือ่ ยมาเรยี งเรียง ด่งั นางฟาหนาใยยอง
ตวั เดยี วมาพลัดคู จบั ไมเรียงเคยี งคูสอง
รบั ขวญั นอ งตองมอื เบา
๏ เห็นฝงู ยูงรำฟอ น
สรอ ยทองยอ งเย้ืองชาย เดินทอ งเท่ยี วเลยี้ วเหล่ยี มเขา
เปลา ใจเปลยี่ วเหลียวหานาง
๏ สาลกิ ามาตามคู เรียงจับไมไ ซป กหาง
แตพีน่ ี้อาวรณ เคยแนบขางรางแรมนาน
สนนั่ กองซอ งเสยี งหวาน
๏ นางนวลนวลนา รัก ปานเสียงนอ งรอ งส่งั ชาย
แกว พ่นี ีส้ ุดนวล
๏ นกแกว แจว แจมเสียง
เหมอื นพน่ี ี้ประคอง
มลู ะเห
๏ ไกฟา มาตัวเดยี ว
เหมอื นพรากจากนงเยาว
๏ แขกเตา เคลาคเู คยี ง
เรยี มคะนงึ ถงึ เอวบาง
๏ ดเุ หวาเจาจับรอ ง
ไพเราะเพราะกงั วาน
158 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
๏ โนรสี ีปานชาด เหมือนชา งฉลาดวาดแตม ลาย
ไมเทา เจาโฉมฉาย หม ตาดพรายกรายกรมา
คอยหาคอู ยูเ อกา
๏ สัตวานา เอ็นดู ครวญหาเจาเศราเสยี ใจ
เหมอื นพท่ี จ่ี ากมา บา งชมกันขนั เพรียกไพร
ลวนหลายหลากมากภาษา ฯ
๏ ปก ษมี หี ลายพรรณ เห‹ครวญ
ยิง่ ฟง วังเวงใจ เสียงใด
ใครรู
โคลง นชุ พี่ มาแม
อ่นื นั้น�ๅมี ฯ
๏ เสียงสรวลระรนี่ ้ี เสยี งแกวพหี่ รือเสยี งใคร
เสยี งนชุ พ่�ี ๅใคร สุดสายใจพี่ตามมา
เสยี งสรวลเสียงทรามวัย หอมเรื่อยตอ งคลองนาสา
เสยี งบังอรสมรผู เหลียวหาเจาเปลาวงั เวง
ทกุ คืนค่ำย่ำอกเอง
๏ เสียงสรวลระรี่น้ี เหมือนเรยี มคร่ำรำ่ ครวญนาน
เสียงสรวลเสยี งทรามวัย จนไกแกว แวว ขนั ขาน
ฝนเห็นนองตอ งตดิ ตา
๏ ลมชวยรวยกลนิ่ นอ ง แสนกำสรดอดโอชา
เคลือบเคลนเหน็ คลา ยมา อมิ่ โศกาหนานองชล
จงึ จำแคลวแกว โกมล
๏ ยามสองฆอ งยามย่ำ ทุกขถงึ เจาเศรา เสยี ดาย
เสียงปม ่คี รวญเครง งามมารยาทนาดกรกราย
งามคำหวานลานใจถวลิ
๏ ลวงสามยามปลายแลว กลำ้ กลนื เขญ็ เปน อาจณิ
มอยหลบั กลับบนั ดาล ไมเ หมือนพ่ที ีต่ รอมใจ ฯ
ถึงเยน็
๏ เพรางายวายเสพรส หมน ไหม
อ่มิ ทุกขอ ่ิมชลนา ทกุ ขเทา เรียมเลย
ทุกขปม ปานป ฯ
๏ เวรามาทันแลว
ใหแคนแสนสุดทน
๏ งามทรงวงดงั่ วาด
งามพริม้ ยิม้ แยมพราย
๏ แตเ ชาเทา ถงึ เยน็
ชายใดในแผน ดนิ
โคลง
๏ เรียมทนทกุ ขแ ตเชา
มาสสู ขุ คนื เขญ็
ชายใดจากสมรเปน
จากควู ันเดียวได
˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 159
สวะเห‹
เหแลเรือ เหละเหเห เหโ หวเหโหว เหโหวเหเห เหเห เหเ หเห โอละเห
สาละวะเห โหเหเห เหเห เหเหเห โอละเห
ชา ละวะเห เหเ ห เหเ หเห โอละเห เจา เอย เจา กพ็ าย พก่ี พ็ าย พายเอยพายลง พายลงใหเ ตม็ พาย
โอวโอวเห
ชา ละวะเห โหเ หเ ห เหเห เหเหเ ห โอละเห มลู ะเห มลู ะเหเหเ ห โอเหม ารา โอเหเ จา ขา โอเหเ จา ขา
มาราไชโย ศรีเอยชยั ศรชี ยั แกว เอย ชยั เอยแกว ชยั แกวพอ เอย โอวโอว
ศัพทน‹ารŒู ผาโปรง อันทอหรือถักดว ยไหมทองหรือเสน ลวดทอง
ช่ือปลานำ้ จืด รูปรางปอมคลายปลาตะเพียนทอง แตตัวเล็กกวา คอนขาง
กรองทอง แบน ครีบมสี ีแดงออน
กระแห อกึ ทึก
กาหล ชอ่ื ไมพ มุ ใบหยกั เวา ดอกขาวใหญ หอมจาง ออกดอกเปน ชอ สน้ั ๆ ตามงา มใบ
กาหลง เรือชนิดหนึ่งในกระบวนพยุหยาตรา เปนเรือท่ีเปนเครื่องประดับยศ ช่ือเรือ
กง่ิ พระท่ีนั่งก่ิง หมายถึง เรือหลวงที่ขึ้นระวาง เรือประเภทน้ีสรางดวยไมสลัก
ปดทองอยา งสวยงาม ตั้งบษุ บกหรือบลั ลังกกัญญา ในคำวา “กิ่งแกว ” แกว
แกม ชำ้ เปน คำขยาย หมายถงึ สง่ิ ประเสริฐ
แกว ชอ่ื ปลานำ้ จดื รปู รา งคลา ยปลาตะเพยี น แตล ำตวั ยาวกวา ทฝ่ี าเหงอื กมสี แี ดงเรอ่ื
ไกฟ า คลา ยรอยช้ำ พืน้ ครบี หางสีแดง ริมดำ หวั ส้นั
แขกเตา ไมพุมหรือไมตนขนาดกลาง ใบเขียวสดเปนมัน ดอกขาวหอม บางชนิด
คชสีห เนื้อไมแ ขง็ เหนียว มีลาย
ครุฑยดุ นาค นกท่ีชอบอยูกันเปน ฝงู อยางไกบา น คือ ตัวผูตัวเดยี วมีตวั เมียหลายตัว ไกฟ า
มหี ลายชนดิ เชน ไกฟ าพญาลอหนาสีแดง ไกฟา หนา เขียว ไกฟาหลังขาว
นกในจำพวกนกแกว แตเปน นกแกวพันธเุ ล็ก
เรือมีโขนเปนรูปคชสีห ซ่ึงคชสีหเปนสัตวในวรรณคดี มีรูปเหมือนราชสีห
แตมงี วงเหมือนชาง
เรือท่ีมีโขนเปนรูปครุฑจับนาค เปนเร่ืองท่ีปรากฏในวรรณคดีอินเดีย คือ
ครุฑกับนาคมบี ดิ าเดียวกัน คือ พระกัศยป แตตา งมารดากนั มารดาของครฑุ
ถกู มารดาของนาคแกลง จนตองตกเปนทาส ครุฑจึงผูกใจเจบ็ ภายหลงั ครุฑ
ไดพ รจากพระนารายณใ หจ บั นาคกนิ ได เรอ่ื งนจ้ี งึ ปรากฏอยใู นศลิ ปะและวรรณคดี
ซ่งึ ตกทอดมาถึงไทยเราดว ย
160 ˹ѧÊ×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
คางเบือน ชอ่ื ปลานำ้ จืด ไมม ีเกลด็ รปู รางคลายปลาคา ว แตขนาดเล็กกวา คางลางยน่ื
ฆอ งยามย่ำ ยาวกวาปากบนเห็นเปนคางเบอื น ปลาเบ้ยี ว ก็เรยี ก
จวง ตีกลองหรือฆองถี่ ๆ หลายครั้งเพื่อบอกเวลาสำหรับเปล่ียนยาม ย่ำยาม
จำปา กเ็ รียก ใชแ กเ วลาตา ง ๆ เชน ยำ่ รุง ย่ำคำ่
จกิ ชอ่ื ตน ไมจ ำพวกหนง่ึ เปน ไมก ลน่ิ หอมคลา ยการบรู มอี กี ชอ่ื หนง่ึ วา ตน เทพทาโร
ชลาลัย ชอ่ื ตน ไมค ลายตนจำป ดอกเปน กลบี ยาวสเี หลืองเขม มีกลิน่ หอม
ชวด ชอ่ื ตนไม ดอกสีขาว เกสรตัวผูสแี ดง ๆ มักออกเปนชอ ยาว หอยเปนระยา
ชะวาด ขน้ึ ในทช่ี มุ ช้นื เชน ริมหว ย หนอง คลอง
ชะแวง ทะเล แมนำ้ หว งน้ำ
ดุเหวา ไมไ ดด ังหวัง
ตรู คงมาจาก สังกะวาด เปนพวกปลาสวาย–เทโพ ขนาดเล็กกวา ไมมีเกล็ด
ตองคลองนาสา มหี นวดสองคู หางเวา
ตาด เขาใจวาเปนปลาแขยง ปลาพวกน้ีมีกานครีบหลังและครีบหูแข็ง แหลม
เต็ง แทงเจบ็ ปวด มีหนวดสองคู หางเวาลกึ อาจมลี าย ขนาดเลก็
แตว นกสีดำ ตัวเล็กกวากาเล็กนอย บางทีก็มีลายจุดขาว ๆ เสียงรองดังไปไกล
ทพิ ากร กาเหวา กเ็ รียก
ทุก งาม
นคเรศ (กลิ่น) กระทบจมกู
นวลจันทร ผาชนดิ หนึง่ ทอดวยไหมควบกบั เงินแลงหรือทองแลงจำนวนเทา กัน
นาคา ชอื่ ไมตน เนือ้ ไมแ ข็ง
นางนวล ชอ่ื ไมพ ุม ใบกลมเกลย้ี ง เมื่อขยใ้ี บมีกลน่ิ หอม ดอกสขี าวหรือชมพอู อ น ขนึ้
นางแยม ท่ัวไปตามปา เบญจพรรณ ต้ิวสม กเ็ รียก
นาเวศ พระอาทิตย
นำ้ เงนิ ชื่อปลาน้ำจืด ไมมเี กลด็ หวั แหลม หนวดยาว ปากกวาง ฟน แหลม ตวั แบน
ลำตวั และครีบมีสดี ำ ขนาดยาวอาจถึงหนึ่งเมตร อีทุบหรืออที ุก ก็เรียก
เมือง
ชอ่ื ปลาน้ำจดื สเี ปน นวลงาม ลำตวั ยาวเรียว แบนขา งเล็กนอ ย ตาเลก็ ปากเลก็
ไมม ีหนวด เกล็ดเล็ก
เรือท่ีมีโขนเปน รูปนาค
นกสีขาวนวล บนิ อยูตามชายทะเล กินปลาเปน อาหาร
ชอ่ื ไมพมุ ขนาดเลก็ โคนใบเวาแบบหวั ใจ ขอบใบหยกั มขี นเล็กนอ ย ดอกเปน
ชอสีขาวหรอื แดงรอ่ื ๆ กลิน่ หอม
เรอื
ชอ่ื ปลานำ้ จดื รปู รา งอยา งปลาเนอ้ื ออ น แตตวั ใหญก วา
˹ѧÊ×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 161
เนอื้ ออ น ชอ่ื ปลานำ้ จดื ลำตวั แบนขา ง ไมม เี กลด็ ขา งทอ งมกั เปน สเี งนิ หรอื สเี ทาปนเขยี ว
โนรี นกในจำพวกนกแกว มีขนสีแดงลวน แตอาจมีสีอื่นแซมบาง ถามีสีอ่ืนแซม
บุนนาค หลายสี เรียกวา นกเบญจวรรณ
บุษบง ชอ่ื ไมย นื ตน ดอกคลา ยดอกสารภี แตโ ตกวา ดอกมสี ขี าวหรอื อมชมพเู รอ่ื ใบยาวรี
บหุ งารำไป ปลายใบเรยี วแหลม
ประยงค ดอกไม
ประเวศ ดอกไมท ปี่ รุงดว ยเครอ่ื งหอมตา ง ๆ หอ ดวยผาโปรง มกั เรียกยอ ๆ วา บุหงา
ปลากราย ชอ่ื ไมพุม ใบคลายใบแกว ดอกเลก็ ๆ เปน ชอ สีเหลอื ง
ปม การเขาถงึ การเขาสู
แปบ มีรูปรา งคลายปลาสลาด ตวั ใหญกวา มีจดุ ดำ ๆ เปน แถวเรียงกนั ไปตามยาว
พิกุล ของครีบทอ งท้ังสองดาน ประมาณขา งละเจ็ดจดุ
พดุ จีบ เกือบ จวน แทบ
พทุ ธชาด ช่ือปลาน้ำจดื ลำตัวแบนยาว สนั ทองคม ไมมหี นวด
เพรางาย ชอ่ื ไมยนื ตน ดอกเลก็ เปน จกั ๆ มกี ลิ่นหอมเยน็ และหอมอยูจนแหง
เพรยี กไพร ชอ่ื ไมด อก ใบคลายตน พดุ ธรรมดา ดอกเลก็ กลบี มีลักษณะเปน จีบ
เพลด็ ช่อื ไมเถาขนาดเล็ก ดอกสขี าว กลีบบางเล็ก กลิน่ หอม
เพียนทอง เวลาเชา
มงั กร รองแซอยใู นปา
มัตสยา เผลด็ ผลิ
เมรุ ปลาตะเพียนทอง ตัวแบน เกลด็ โต สเี หลอื งทอง
แมลงภู เรือมีโขนเปนรูปมังกร ซึ่งเปนสัตวในนิยายจีน รูปรางคลายนาค แตมีตีน
เยิน่ มเี ขา มีหนวด
แยง มังกร ปลา
ใยยอง ภเู ขาพระสเุ มรุ อยกู ลางจกั รวาล มยี อดเปน ทตี่ ง้ั แหง สวรรคช นั้ ดาวดงึ ส ซง่ึ เปน
ราชสหี ที่อยูของพระอินทร ในทน่ี ้ีหมายถงึ ภูเขาท่ัว ๆ ไป
รำเพย ช่อื ปลา รปู รา งคลา ยปลาชอ น ตวั โตกวา สีคลา ยปก แมลงภู
ริ้ว ไหว ออ นเนบิ นาบ ขึ้น ๆ ลง ๆ เม่ือเรือถูกคลนื่
เรือชยั ลวดลายเปน รูปมังกร
ผุดผองเปน นำ้ เปน นวล
เรือมีโขนเปนรูปราชสีห ราชสีหเปนสัตวในวรรณคดีที่ปรากฏเปนภาพเขียน
โดยทว่ั ไปในศลิ ปะของไทย ถอื วา ดรุ า ยและมกี ำลงั มาก จดั เปนพญาสงิ ห
ชอ่ื ไมตน ใบคลายยี่โถ ดอกเหลือง รปู เปนกระบอกปากบาน
แนว แถว
เรือท่ีมีทวนหัวตั้งสูงข้ึนไปเปนงอน เดิมเปนเรือที่ขาราชการน่ังในร้ิวกระบวน
และมพี นกั งานคอยกระทงุ เสา ใหจ งั หวะ แตถ า เปน เรอื ทน่ี ง่ั เจา นาย และเรอื ประตู
เรียกวา เรอื เอกไชย
162 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
ลำดวน ชอ่ื ไมยืนตน ดอกมสี ามกลีบ คลา ยดอกนมแมว กลีบแขง็ หนา มกี ลนิ่ หอม
เลียงผา เรือมีโขนเปนรูปเลียงผา ซ่ึงเลียงผาเปนสัตวปาชนิดหนึ่ง รูปรางคลายแพะ
วาสกุ รี อาศัยอยตู ามภเู ขา
สมรรถชยั เรอื มีโขนเปนรปู นาค
สรมุข เรือพระท่ีน่ัง สําหรับทรงเปล้ืองเคร่ือง มีการต้ังบัลลังกบุษบกอัญเชิญ
สรอ ย พระชฎามหากฐนิ นำหนาเรือพระทนี่ ่งั ลำทรง
สรอ ยทอง เรอื พระทนี่ ่งั ทม่ี โี ขนเปนรูปราชสีห มชี ่อื เตม็ วา ไกรสรมขุ
สตั วา ปลาตัวเล็ก ๆ วายน้ำเปนฝูง ๆ ลำตัวสีขาวเงนิ มจี ุดคลำ้ หรือจุดดำบนเกล็ด
สาชล จนเห็นเปนเสนสายหลายแถบพาดตามยาวอยูขา งตวั
สาลิกา นกที่มขี นสรอ ยคอสีเหลืองหรอื สีทอง ลกั ษณะคลายนกขนุ ทอง
สาวหยุด นกในจำพวกนกแกว ตวั โต สเี ขียวคราม
สกุ รม หมายถงึ สายชล ตดั ย ออก เทยี บไดก บั คำวา สาโลหติ ซง่ึ หมายถงึ สายโลหติ
สดุ สายใจ หรอื คำวา สาครชล ตัด คร ออก
สวุ รรณหงส นกจำพวกนกเอย้ี ง หวั สดี ำ ตวั สนี ำ้ ตาลแกมดำ หนงั ขอบตาเหลืองจดั
เสาวภาคย ชอ่ื ไมเ ลอ้ื ย ดอกคลายดอกกระดังงา กล่ินหอมตอนเชา พอสายกห็ มดกล่นิ
เสยี งเสา คำเดยี วกับสายหยุด
เสือ ตนไมข นาดใหญ ผลเมือ่ สกุ จะมีสีแดง
แสนยากร นางผเู ปน ยอดรัก
หนา อินทรี เรือพระทน่ี งั่ มโี ขนเปน รปู หงสทอง เรยี กสัน้ ๆ วา เรอื หงส
หวีเกศ โชคลาภ งามยิง่
เสยี งทเี่ กิดจากการใชไ มเสากระทุงใหจ ังหวะฝพาย
หางไก ช่ือปลา ลำตัวแบน ผอมกวาปลาตะเพียน มีลายเหลืองสลับดำพาดลำตัว
อัสดง ชนดิ ทีร่ ูจกั กันมากพน น้ำไดสูงและไกลเพอื่ จับแมลงกนิ
กองทพั ในทนี่ ี้หมายถงึ กองทัพเรอื
เรอื มีโขนเปนรูปนกอินทรี
สันนษิ ฐานวานาจะเปน ปลาเกด เปนพวกปลาเนื้อออ น ไมม เี กล็ด ตัวเรียวยาว
ครีบทองยาวติดตอเปนอันเดียวกับครีบหาง ไมมีครีบหลัง มีหนวดสองคู
ปลาแดง ก็เรยี ก
ช่ือปลาทะเล ลำตัวแบนขาง ต้ังแตปลายปากถึงครีบหลังกวางแลวเรียวเล็ก
ยาวไปทางหาง
ตกไป หมายถงึ พระอาทิตยตก
˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 163
ประวตั ผิ Œูแตง‹
เจาฟาธรรมธิเบศร มีพระนามเดิมวา เจาฟากุง เปนพระราชโอรสพระองคใหญในสมเด็จ-
พระเจา อยหู วั บรมโกศและสมเดจ็ พระพนั วสั สาใหญ (กรมหลวงอภยั นชุ ติ ) ประสตู เิ มอื่ พ.ศ. ๒๒๕๘
ขณะพระราชบิดายังดํารงพระยศเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อพระราชบิดาข้ึน
ครองราชยใน พ.ศ. ๒๒๗๖ ไดรับสถาปนาขน้ึ เปน เจาฟากรมขนุ เสนาพทิ ักษ
เจาฟาธรรมธิเบศรเคยผนวชท่ีวัดโคกแสง ๒ พรรษา เนื่องจากใชพระแสงดาบฟนเจาฟา
กรมขนุ สุเรนทรพทิ ักษ พระราชนัดดาในสมเด็จพระเจาอยูหวั บรมโกศ ซึ่งดำรงเพศเปน ภกิ ษุ เกรง
พระราชบิดาจะลงโทษจึงหนีไปผนวช เมื่อพนพระราชอาญาแลวจึงลาผนวช และไดรับสถาปนา
เปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระเจาอยูหัวบรมโกศโปรดเกลาฯ ใหเปนแมกอง
ปฏิสงั ขรณพ ระพทุ ธรปู ปชู นยี สถานทช่ี ำรุดทรดุ โทรมในเขตกรงุ ศรีอยุธยา และเสด็จไปพระพทุ ธ-
บาทสระบุรีอยเู นือง ๆ จงึ เกดิ วรรณคดกี าพยเหเ รอื และกาพยหอโคลง
ในบัน้ ปลายของพระชนมชพี ตองพระราชอาญาโบยจนสน้ิ พระชนมเ ม่อื พ.ศ. ๒๒๙๘ ตาม
พงศาวดารกลาววา มีผูทูลฟองวาเปนชูกับเจาฟาสังวาลย พระมเหสีอีกพระองคหนึ่งของสมเด็จ
พระราชบิดา ซึ่งความสัมพันธของพระองคกับเจาฟาสังวาลย ทำนองจะแทรกอยูในพระนิพนธ
กาพยเหเ รือเรือ่ งตา ง ๆ และเพลงยาว
พระนิพนธของเจาฟาธรรมธิเบศรท่ีรูจักกันแพรหลาย ไดแก นันโทปนันทสูตรคำหลวง
พระมาลัยคำหลวง กาพยเหเรือ กาพยหอโคลงประพาสธารทองแดง เพลงยาว และกาพย
หอโคลงนริ าศธารโศก
สาระนา‹ รูŒ
กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค คอื รว้ิ กระบวนเสดจ็ พระราชดำเนนิ ทางนำ้ ในโอกาสตา ง ๆ
เชน เสด็จพระราชดำเนินไปทอดผาพระกฐิน เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยจัดใหมี
กระบวนเรืออยา งสวยงามลอยไปตามลำนำ้ เจา พระยา พรอ มกบั ฝพ ายรองเหเ รอื อยา งไพเราะ
การจัดกระบวนเรือพระราชพิธีมีมาต้ังแตกรุงศรีอยุธยา มักจะเปนกระบวนพยุหยาตรา
ทางชลมารคในการบำเพญ็ พระราชกศุ ลกรานกฐนิ หรอื ถวายผา พระกฐนิ เปน สำคญั กบั การเสดจ็ ไป
นมสั การพระพทุ ธบาทท่ีสระบรุ ี
สำหรับเรือพระทนี่ ัง่ ทีส่ รา งในสมัยกรงุ ศรอี ยุธยา มปี รากฏในสมัยพระเจาปราสาททอง ทรง
สรา งเรอื พระทน่ี ง่ั กง่ิ ขน้ึ สมยั ตอ มา เชน สมยั สมเดจ็ พระนารายณม หาราช สมยั สมเดจ็ พระเจา อยหู วั
บรมโกศ มีการจัดริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคอยางสวยงามและยิ่งใหญสืบทอดมาจนถึง
ปจ จุบนั
การจดั รว้ิ กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารคนน้ั ทำใหเ ราทราบถงึ กระบวนเรอื ซง่ึ มชี อ่ื เรอื ตา ง ๆ
มากมายท่ีมารวมในกระบวน ซ่ึงเรือเหลาน้ีจะมีลักษณะแตกตางกันไปตามความสําคัญและ
ลักษณะท่ีมา คือ
164 ˹ѧÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
๑. เรือประตู เปนเรือกราบกลางลำมีกัญญา เรียกกันวา เรือกราบกัญญา ทำหนาที่นำ
ร้วิ กระบวนหรือคัน่ ระหวางกระบวน
๒. เรือพิฆาต เปน เรอื รบไทยโบราณ มีปน จา รงต้ังท่หี วั เรอื
๓. เรอื ดง้ั เปน เรอื ไมท าสนี ำ้ มนั ไมม ลี วดลายใด ๆ ทำหนา ทป่ี อ งกนั หนา กระบวนเรอื ปจ จบุ นั
เรอื ดง้ั หัวเรือปดทอง ถา ยังเขียนลายนำ้ ยา ใชเ ปนเรอื ประจำยศพระราชาคณะ
๔. เรือกลอง เปนเรือสัญญาณเพื่อใหเ รอื อื่นหยุด หรือพาย หรือจำ้
๕. เรอื ตำรวจ เรอื ทพ่ี ระตำรวจประจำทำหนา ท่ีองครักษ พระตำรวจน้ี หมายถงึ ตำรวจใหญ
ตำรวจใน ตำรวจนอก ซ่งึ เปน ขา ราชการในพระราชสำนัก ไมใชตำรวจนครบาลหรือตำรวจภูธร
๖. เรือรูปสัตว เปนเรือท่ีแกะสลักหัวเรือหรือโขนเรือเปนรูปสัตวตาง ๆ ทั้งสัตวจริง
และสตั วใ นเทพนิยาย ซึ่งปจจุบนั มเี หลือ ๗ ลำ เมื่อเขา กระบวนประกอบกับเรืออ่ืน ๆ มี เรอื ครุฑ
เหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือกระบี่ปราบเมืองมาร
เรอื อสุรวายภุ ักษ เรืออสุรปกษา
๗. เรอื แซ รูปรา งเปน เรือไชยโกลน หัวทายเขียนเปนลายน้ำยา
๘. เรอื แซง เปน เรอื ทหาร อยูทายกระบวนหรอื พระราชยาน ปจ จบุ ันมักใชเ รอื กราบ
๙. เรือร้ิว เปนเรือท่ีอยูในริ้วกระบวนท่ีแลนตามกันไปในกระบวน คือ เรือทุกลำท่ีเขา
กระบวนจัดเปน เรอื ริ้วทั้งสนิ้ และเรอื โดยมากจะมีธงประจำเรอื
๑๐. เรือกิ่ง เปนเรือท่ีข้ึนทำเนียบเปนชั้นสูง มีลวดลายสวยงามท่ีหัวเรือ เกิดขึ้นในสมัย
กรุงศรีอยุธยา หลังจากกลับจากชนะศึก คนพายนำก่ิงไมมาปกท่ีหัวเรือ พระมหากษัตริยทอด-
พระเนตรเห็นก็โปรด จึงรับสั่งใหเอากิ่งดอกเลามาประดับเรือ ภายหลังพนักงานคิดลายก่ิงไม
ประดับไวที่หัวเรือ โปรดเกลาฯ ใหเรียกชื่อเรือน้ีวา เรือพระท่ีนั่งกิ่ง ถือเปนเรือชั้นสูงสุด ไม
โปรดเกลา ฯ ใหพ ระบรมวงศานวุ งศช นั้ ใดประทบั เวน แตบ างครง้ั โปรดเกลา ฯ ใหเ ปน เรอื ผา ไตร หรอื
ผา ทรงสะพกั พระพทุ ธรปู หรอื พานพมุ ดอกไม เรอื พระทนี่ งั่ กง่ิ อาจตง้ั บษุ บกหรอื ทอดบลั ลงั กก ญั ญา
กไ็ ด ปจจุบนั ใชเ รอื พระท่นี งั่ อนนั ตนาคราชเปน เรอื พระที่น่งั ก่งิ
๑๑. เรือคูช‹ กั คือเรือไชยหรือเรือศีรษะสตั ว ที่ทำหนาทล่ี ากเรือพระทนี่ งั่ ชนิดท่พี ายไมไ ด เชน
เรือพระท่ีนัง่ ขนานหรอื บลั ลังกขนาน ซ่ึงปจจุบนั เลิกใชแลว และเปลีย่ นมาใชเ รอื พระทีน่ งั่ ก่งิ แทน
๑๒.เรอื ไชย (เรอื ชยั ) เปน เรอื ทมี่ ที วนหวั ตง้ั สงู ขนึ้ ไปเปน งอน มชี น้ั เกอื บเทยี บเทา เรอื พระทน่ี ง่ั
กิ่งมีลายสลกั หรือประดับสวยงามเชน กนั
๑๓.เรือโขมดยา เปนเรือไชยที่หัวเขียนดวยลายน้ำยา หัวเรือและทายเรือเรียบเชิดขึ้น
แกะสลักเปนรูปกลีบบัวผูกผาตรงกลาง ตั้งคฤหคาดผาแดง เรือโขมดยาเปนเรือแสดงสมณศักดิ์
ของเจาอาวาสหรอื เรือประจำยศของพระราชาคณะ ปจจบุ ันไมมแี ลว
๑๔. เรือพระท่ีนั่งลำทรง ถาเปน กระบวนพยุหยาตราใหญจะใชเ รอื พระทีน่ งั่ ก่ิงทอดพระท่ีน่งั
บุษบกเปน ท่ีประทับ ปกฉัตรเคร่ืองสูงหกั ทองขวาง มีพนกั งานถวายอยูงานพระกลด บังพระสรู ย
พัดโบกมีพนักงานประจำทายเรือเปนผูเชิญธง ทายเรือส่ีมุมบุษบกมีมหาดเล็กเชิญพระแสงราย-
ตนี ตอง
˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾×¹é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 165
เรอื พระทนี่ งั่ กง่ิ ทีใ่ ชในกระบวนพยุหยาตราใหญทางชลมารค สมยั รัตนโกสินทรมี ๓ ลำ คือ
๑) เรือพระทีน่ ่ังศรสี พุ รรณหงส มโี ขนเรือเปนรูปหงส
๒) เรือพระท่นี ง่ั อนนั ตนาคราช มีโขนเรือเปน รปู พญานาค ๗ เศยี ร
๓) เรือพระที่นง่ั ศรีสมรรถไชย (สมรรถชยั ) เปนเรอื พระที่นัง่ สำหรบั เปลือ้ งเครื่อง
ปจ จบุ นั ชำรดุ ไมส ามารถซอ มแซมได จงึ ใชเ รอื พระทน่ี ง่ั อเนกชาตภิ ชุ งคแ ทน เปน เรอื พระทนี่ ง่ั
ศรี มกี ารทอดบลั ลังกกญั ญา มมี านก้นั
๑๕. เรือพระท่ีน่ังรอง โดยมากทอดบัลลังกกัญญาหรือบัลลังกบุษบกเชนเดียวกับเรือ
พลบั พลา หลงั คาคาดผาลายกานแยง บลั ลงั กมีมา นก้นั ผูกผาพจู ามรี
๑๖. เรอื ศรี เปนเรอื ทมี่ ลี วดลายสวยงาม สำหรับพระมหากษตั รยิ ท รงใชเ สดจ็ ลำลอง (ไมใ ช
เขา กระบวนพธิ ี)
๑๗.เรือกราบ เปนเรือพระที่น่ังลําเล็กท่ีใชเสด็จไปพรอม ๆ เรือพระท่ีนั่งศรี สําหรับ
เปลี่ยนลำเสด็จฯ เขา คลองเลก็ คลองนอยไดส ะดวก
ในรชั กาลปจ จุบนั กองทพั เรือและกรมศิลปากรไดส รา งเรือพระราชพิธลี ำใหมเ พือ่ นอมเกลาฯ
ถวายพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อฉลองในมหาวโรกาสงานพระราชพิธี
กาญจนาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๕๐ ป ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวได
พระราชทานนามวา เรอื พระทน่ี ่ังนารายณทรงสบุ รรณ รชั กาลท่ี ๙ โดยนำรปู แบบโขนเรือพระท่นี ัง่
นารายณทรงสุบรรณเดิม ท่ีสรางในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวมาเปนแมแบบ ซ่ึงเรือ
พระทน่ี ง่ั องคใ หมน ใ้ี ชเ ปน เรอื พระทนี่ ง่ั รองทอดบลั ลงั กก ญั ญา เทยี บเทา เรอื พระทนี่ ง่ั อนนั ตนาคราช
และเรอื พระทน่ี งั่ อเนกชาตภิ ชุ งค
แนวทางในการวจิ ารณวรรณคดแี ละวรรณกรรม
เนื้อเรอื่ ง
บทเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรมีเน้ือเร่ืองจัดเรียงลําดับบทเหที่สัมพันธกับเวลาอยาง
กลมกลืนและเหมาะสม โนมนา วจนิ ตนาการใหคลอ ยตามธรรมชาติที่พบเห็น บทเหเร่ิมจากบทชม
กระบวนเรอื พยหุ ยาตราทอ่ี อกเดนิ ทางในเวลาเชา โดยกลา วพรรณนาความสวยงามของเรอื พระทน่ี ง่ั
และเรอื ลำตาง ๆ ทีร่ วมในกระบวน ตลอดจนความพรอมเพรยี งและความร่นื เริงของเหลาทหารใน
กระบวน ตอนสายแสงแดดสองสวางกระทบผืนนำ้ ใสมองเห็นปลานานาพันธุก็ชมปลา ตอนบาย
ชมไมร มิ ฝง เพ่อื ผอ นคลายอารมณจ ากความรอนแรงของแสงแดด ตอนค่ำสนธยาชมนกบนิ กลบั
รวงรัง ปดทายดวยยามมืดและเงียบสงัดก็กลาวบทเหครวญ ที่เปนการครำ่ ครวญความรักความ
อาลัยถึงนางอันเปนที่รักที่ไมไดอยูดวยกัน ซึ่งเปนความทุกขทรมานที่ทำใหกวีรูสึกเศราโศกและ
วา เหว
166 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
ศลิ ปะการประพนั ธ
กาพยเ หเ รอื ของเจา ฟา ธรรมธเิ บศร เปน งานเขยี นทม่ี คี วามไพเราะยอดเยยี่ ม จนไดร บั ยกยอ ง
วาเปนยอดแหงกาพยเหเรือ นอกจากจะมีรูปแบบในการแตงกลมกลืนกับเนื้อหาอยางแนบเนียน
แลวยงั มกี ลวธิ ีในการแตง เปน เลศิ หลายประการ คือ
๑. ลักษณะคำประพนั ธ
บทเหแ ตล ะตอนแตง เปน โคลงสสี่ ภุ าพ ๑ บท ตามดว ยกาพยย านไี มจ ำกดั จำนวนบท และ
สังเกตวาเนื้อความในกาพยยานีบทแรกเลียนความจากโคลงส่ีสุภาพ บทที่ข้ึนตนแตละบทแตง
ถกู แผนบังคบั ใชส ัมผสั ไพเราะเหมาะสม
๒. การใชŒถอŒ ยคำ
ถอ ยคำท่ีใชเ ปน คำไทยงา ย ๆ มคี วามหมายชัดเจน และเลือกสรรคำมาอยา งเหมาะสม
กอ ใหเ กดิ อารมณส ะเทอื นใจแกผ อู า นใหค ลอ ยตามไปกบั ความรสู กึ ของกวี เชน การบรรยายกลน่ิ หอม
ของพรรณไมทท่ี ำใหคิดไปถงึ กลิน่ ของนาง ดังคำประพันธ
“ลำดวนหวนหอมตรลบ กลนิ่ อายอบสบนาสา
นึกถวิลกล่นิ บหุ งา รำไปเจา เศรา ถึงนาง”
หรอื การใชถอยคำงา ย ๆ ในลักษณะการเลนคำ เลนความอยา งคมคาย ดงั คำประพนั ธ
“นวลจันทรเปนนวลจริง เจางามพริ้งย่ิงนวลปลา
คางเบือนเบือนหนา มา ไมง ามเทา เจา เบอื นชาย”
๓. การใชŒโวหารภาพพจน
๓.๑ การใชอŒ ปุ มาโวหาร โดยเปรยี บเทยี บสง่ิ หนง่ึ กบั อกี สง่ิ หนง่ึ ทำใหเ กดิ จนิ ตนาการ เชน
เปรยี บลกั ษณะทเ่ี รอื แลน เหมอื นนกบนิ ทำใหเ หน็ ภาพทล่ี อยลอ งในนำ้ อยา งสงา ราบรน่ื ดจุ ลอ งลอย
อยูใ นอากาศ ดงั คำประพันธ
“สมรรถชยั ไกรกาบแกว แสงแวววบั จับสาคร
เรยี บเรยี งเคยี งคจู ร ดงั่ รอ นฟามาแดนดนิ ”
๓.๒ บรรยายโวหาร เปน การกลา วถงึ เหตกุ ารณต ามลำดบั เชน กวบี รรยายเมอ่ื พระเจา -
แผนดินเสด็จมาทางนำ้ ทรงประทับเรือตนชื่อ รัตนพิมานชัย พร่ังพรอมดวยเหลาทหารมากมาย
หอมลอม กระบวนเรอื ตน งดงามพรอมดวยพายทอง ดงั คำประพันธ
“ปางเสดจ็ ประเวศดา ว ชลาลัย
ทรงรตั นพิมานชยั กิง่ แกว
พรง่ั พรอ มพวกพลไกร แหนแห
เรือกระบวนตน แพรว เพริศพรง้ิ พายทอง ฯ”
๓.๓ พรรณนาโวหาร เปน การถายทอดอารมณค วามรสู กึ เชน พรรณนาถึงความคิดถงึ
นางอันเปนที่รักท่แี มพระอาทติ ยออ นแสง จิตใจของพ่กี จ็ ดจอแตน อ ง ดังคำประพันธ
“เร่อื ยเร่อื ยมารอนรอน ทพิ ากรจะตกต่ำ
สนธยาจะใกลคำ่ คำนงึ หนา เจา ตราตร”ู
˹§Ñ ÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 167
ขŒอคดิ คตคิ ำสอน และความจรรโลงใจ
กาพยเหเรือบทนี้ สะทอนสภาพความเปนไปของสังคมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ซง่ึ เปน ชว งเวลาทเ่ี จา ฟา ธรรมธเิ บศรทรงนพิ นธ ในดา นชวี ติ ความเปน อยู คา นยิ ม จรยิ ธรรม และชว ย
อนุรกั ษส ง่ิ ที่มคี ณุ คาของบา นเมือง เชน การจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค การเหเ รอื การ
ไวผ ม การแตง กายของสตรี การจดั ดอกไม ความสนใจในธรรมชาตเิ กย่ี วกบั ปลา นก และไม ความเชอ่ื
เกย่ี วกบั เทพนยิ าย อำนาจของกรรม การใชเคร่อื งหอม การบอกเวลา และการบรรเลงดนตรี
การเช่อื มโยงกบั ชวี ติ ประจำวนั
กาพยเหเรือ นอกจากจะใหค วามรสู กึ ตาง ๆ แลว ยังเปนวรรณคดตี นบทของพธิ เี หเ รือหลวง
ในสมัยรัตนโกสินทรอีกดวย ทำใหประชาชนเกิดความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมประเพณี
อันงดงามของการจัดกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค และความไพเราะของบทเหเรือที่อยูใน
ความทรงจำของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะเยาวชนรนุ ปจ จบุ ัน ทม่ี ีโอกาสไดร ับรปู ระเพณีทย่ี ่งิ ใหญ
ซง่ึ เปน แบบฉบบั เฉพาะทเ่ี ปน เอกลกั ษณป ระจำชาติ เยาวชนรนุ ปจ จบุ นั นม้ี สี ว นผลกั ดนั ในการเผยแพร
ประเพณีดังกลาวใหสืบทอดตอไป นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลตอวรรณคดีอ่ืน โดยเฉพาะกวีรุนหลัง
ที่ไดเลยี นแบบการแตงกาพยเหเ รือในสมัยตอมา
สรุป
กาพยเ หเ รอื เปน มรดกทางวฒั นธรรมทส่ี บื ทอดมาแตส มยั โบราณ ปจ จบุ นั นก้ี ารเหเ รอื ยงั เปน
พิธีสำคัญประกอบกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค การเหเรือของไทยสันนิษฐานวาเกิดจาก
การเปลง เสียงเพ่อื เรา ใจฝพ ายในการเคล่ือนกำลงั รบทางเรอื ใหก ลา แขง็ คลายความเหนือ่ ยยาก
การเหเรอื มี ๒ ประการ คือ การเหเ รอื หลวงและการเหเ รือเลน กาพยเ หเรอื ของเจา ฟา-
ธรรมธิเบศรเคยใชในการเหเรือเลนมากอน เพ่ิงใชเปนบทเหเรือหลวงในรัชกาลที่ ๔ แหงกรุง
รัตนโกสินทรแ ละเปนตน แบบใหเกิดการแตงกาพยเ หเ รือตอมาจนปจจบุ นั
168 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
กจิ กรรมบูรณาการ
กิจกรรมเสนอแนะ
๑. แบง นักเรียนเปน กลมุ ใหชว ยกันคนควาขอมูลเพิ่มเติมเรื่องพระราชพิธเี หเรอื โดยศกึ ษา
เกย่ี วกบั ประวัตคิ วามเปน มา ความสำคัญ และลำดบั ขั้นตอนในพระราชพธิ ี
๒. ใหช ว ยกนั คน ควา หาภาพเรอื กระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค พรอ มคำอธบิ ายใหค วามรู
แลวนำมาจัดแสดงเปน ปายนิเทศหนา ชัน้ เรยี น
๓. ครูใหน กั เรียนชมวดี ทิ ัศนพ ระราชพธิ ีพยุหยาตราทางชลมารค แลวใหน กั เรยี นเขยี นสรุป
สาระสำคญั และความรสู ึกท่ีไดร ับจากการชม
๔. ครูใหนักเรียนดูภาพเรือพระที่น่ังในพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค เชน เรือ
พระท่นี ง่ั สุพรรณหงส เรอื พระท่ีน่ังอนันตนาคราช เรือพระทน่ี ั่งอเนกชาตภิ ชุ งค หรอื เรอื พระทน่ี ง่ั
นารายณทรงสุบรรณ แลวใหนักเรียนเลือกเขียนเรียงความพรรณนาความงามของเรือพระที่นั่ง
ตามความประทับใจจำนวน ๑ ลำ
๕. นกั เรียนเลือกถอดคำประพนั ธบทเหชมเรอื กระบวน เหช มปลา เหช มไม เหช มนก หรอื
เหครวญ แลวนำมาเรยี บเรยี งใหมใ หสละสลวยดว ยสำนวนภาษาของตน
โครงงาน
นักเรยี นเลอื กทำโครงงานตอไปน้ี ๑ หัวขอ หรอื อาจทำโครงงานอน่ื ตามความสนใจ โดยให
เกี่ยวของกบั เนื้อหาทเ่ี รียน
๑. โครงงานรวบรวมรายชอ่ื และภาพเรอื ในกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค
๒. โครงงานศึกษาคน ควา พันธุปลา พนั ธุนก พันธุไม จากกาพยเ หเรอื
๓. โครงงานรวบรวมบทเหเรอื ในกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารคในโอกาสตาง ๆ
การประยุกตใชในชีวติ ประจําวนั
เมอ่ื นกั เรยี นไดช มวดี ทิ ศั นพ ระราชพธิ พี ยหุ ยาตราทางชลมารค นกั เรยี นสามารถสรปุ สาระสำคญั
ไดหรอื ไม อยางไร
˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 169
คาํ ถามทบทวน
๑. เพราะเหตุใดกาพยเหเรือของเจาฟาธรรมธิเบศรจึงไดรับยกยองวาเปนยอดแหงกาพย
เหเ รอื
๒. ประเพณกี ารเหเรอื ของไทยมีมาตัง้ แตสมยั ใด ใชเหเ รือแบบใดบา ง
๓. การแตงกาพยเหเ รือ แตง ดว ยคำประพนั ธประเภทใด มีลกั ษณะอยา งไร
๔. กาพยเหเ รือของเจาฟาธรรมธเิ บศรมคี ณุ คาดานวรรณศลิ ปอยางไร
๕. เนอื้ หาของกาพยเหเ รอื พรรณนาถึงสิ่งใดบา ง
๖. กาพยเหเ รือของเจา ฟาธรรมธเิ บศรมีคุณคาดานสงั คมอยา งไรบา ง
๗. ลกั ษณะการเหใ นกระบวนเรอื หลวงมีอะไรบาง
๘. กาพยเหเรอื ของไทยโดยทวั่ ไปเกิดจากวตั ถุประสงคใด
๙. กาพยเหเรอื ของเจา ฟาธรรมธิเบศรเปน ตน เคา ของวรรณคดีสมัยตอ มาอยางไร
๑๐. การเหเรือในพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารคมีความสําคัญควรแกการเผยแพร
อนุรกั ษไ วห รอื ไม อยางไร
สามัคคเี ภทคําฉนั ท ๔หนว ยการเรียนรทู ่ี
ตวั ช้วี ดั ช�วงชน้ั
๑. อานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรองไดอยางถูกตอง ไพเราะ และเหมาะสมกับเร่ืองท่ีอาน
ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๑)
๒. วิเคราะหแ ละวิจารณเรอื่ งท่ีอา นในทกุ ๆ ดานอยา งมีเหตผุ ล ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๓)
๓. คาดคะเนเหตุการณจากเรื่องท่ีอานและประเมินคาเพื่อนำความรูความคิดไปใชตัดสินใจแกปญหา
ในการดำเนินชวี ิต ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๔)
๔. วิเคราะห วิจารณ แสดงความคิดเห็นโตแยงเก่ียวกับเร่ืองที่อาน และเสนอความคิดใหมอยางมี
เหตผุ ล ท ๑.๑ (ม. ๔–๖/๕)
๕. วิเคราะหแ ละวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลกั การวจิ ารณเบอ้ื งตน ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๑)
๖. วิเคราะหลักษณะเดนของวรรณคดีเช่ือมโยงกับการเรียนรูทางประวัติศาสตรและวิถีชีวิตของสังคม
ในอดตี ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๒)
๗. สงั เคราะหข อ คดิ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรมเพอ่ื นำไปประยุกตใชใ นชีวติ จริง ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๔)
๘. ทองจำและบอกคุณคาบทอาขยานตามท่ีกำหนด และบทรอยกรองท่ีมีคุณคาตามความสนใจและ
นำไปใชอา งองิ ท ๕.๑ (ม. ๔–๖/๖)
ผงั มโนทศั นสาระการเร�ยนรู
ขอ คิด คตคิ ำสอน การเช่อื มโยงกับชวี ิตประจำวนั
และความจรรโลงใจ
แนวทางในการวจิ ารณ นำเร่อื ง เร่ืองยอ‹
วรรณคดแี ละวรรณกรรม
ศลิ ปะการประพันธ ตวั ละคร เนอื้ เรื่อง สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท เน้ือเรื่อง
สาระน‹ารูŒ ประวัตผิ ูŒแต‹ง ศัพทนา‹ รูŒ
หลักธรรมสำคญั ของ ชวนคดิ ชวนตอบ
สามัคคเี ภทคำฉนั ท
ประโยชนจ ากการเรยี นรู
๑. รูจกั คำประพนั ธป ระเภทคำฉนั ท ๑. นักเรียนคิดวาการแตกความสามัคคี
๒. ไดขอคดิ เรอ่ื งความสามคั ควี า จะเกิดผลตามมาอยางไรบา ง
ความสามคั คเี ปน สงิ่ สำคญั ที่ทำให ๒. นกั เรยี นคดิ วา การทะเลาะเบาะแวง ทำให
บา นเมอื งสงบสขุ ถา แตกความสามคั คี สงั คมแยกเปน สองฝา ยเกดิ จากสาเหตใุ ด
จะทำใหบานเมอื งลม สลายได
๓. นำขอ คดิ จากเนอ้ื เรือ่ งไปปรบั ใชใน
ชีวติ ประจำวันได
106 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
นำเรือ่ ง
ชิต บรุ ทตั แตง สามคั คเี ภทคำฉนั ทโดยใชเวลาเพียง ๓ เดือน ขณะอายไุ ด ๒๒ ป และมอบ
ตนฉบับแกหอสมุดวชิรญาณ (ตอมาคือหอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร) ซึ่งไดนำออกตีพิมพ
ครง้ั แรกใน พ.ศ. ๒๔๕๘ จำนวน ๕๐๐ เลม หลงั จากนน้ั อกี ๑๔ ป คอื ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ ชติ บรุ ทตั
ไดนำเร่ืองสามัคคีเภทคำฉันทมาแกไขขัดเกลาถอยคำและเน้ือความใหสละสลวยและกระชับย่ิงข้ึน
แลวมอบใหกระทรวงธรรมการ ซ่ึงขณะนั้นมีพระองคเจาธานีนิวัตเปนเสนาบดีตรวจพิจารณา ซึ่ง
กระทรวงธรรมการไดอนญุ าตใหใชเ ปนแบบเรยี นในสังกัดกระทรวงธรรมการทวั่ ประเทศ จดั พมิ พ
ครงั้ แรกเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๗๒ จากนนั้ ก็จดั พมิ พอกี หลายสบิ ครง้ั
สามคั คเี ภทเรอ่ื งนม้ี เี คา มาจากสมุ งั คลวลิ าสนิ ี อรรถกถาทฆี นกิ ายมหาวรรค ความในตน เรอ่ื ง
มหาปรินิพพานสูตรแหงพระไตรปฎก แสดงขอสุภาษิตวาดวยโทษแหงการแตกความสามัคคี
ประกอบดวยคำฉันท ๑๘ ชนิด และกาพย ๒ ชนดิ คำฉนั ทเปนคำประพันธบังคบั ครุ ลหุ มี
ท่ีมาจากภาษาบาลีสันสกฤต คำฉันทในภาษาไทยรับและดัดแปลงจากคัมภีรวุตโตทัยภาษาบาลี
แตม กี ารเพิม่ สมั ผัสสระและจดั แบง วรรคใหชดั เจนยิง่ ข้นึ
เนือ้ ความในมหาปรนิ ิพพานสตู รและอรรถกถาสมุ งั คลวิลาสนิ ี กลา ววา
ในครั้งพทุ ธกาล แควน มคธ มกี รุงราชคฤหเปนเมืองหลวง เปนมหาอาณาจกั รบนลุม แมนำ้
คงคา พระเจาพิมพิสารเปนพระมหากษัตริยปกครองโดยสมบูรณาญาสิทธิราชย มีพระมเหสีเปน
พระราชธิดาของพระเจามหาโกศล และพระกนิษฐภคินีของพระเจาปเสนทิโกศล แหงกรุงสาวัตถี
แควน โกศล (แตใ นตำนานศาสนาเชนกลา ววา พระมเหสขี องพระเจา พมิ พสิ ารทรงพระนามวา เจลนา
เปนพระราชธิดาของพระเจาเจฏกะ แหงแควนวิเทหะ และเปนพระกนิษฐภคินีของทานมหาวีระ
(นคิ รนถนาฏบุตร) ศาสดาของศาสนาเชน) มีพระราชโอรสองคใหญพระนามวา อชาตศัตรู
เจาชายอชาตศตั รถู ูกพระเทวทัตยุยงใหก อ การกบฏชิงราชบัลลงั ก และลอบสังหารพระราช-
บิดา แตทำการไมส ำเรจ็ ถูกจับได ทวา พระเจา พมิ พิสารพระราชบิดากม็ ิไดเ อาผดิ กลบั พระราชทาน
อภยั โทษและยกราชสมบตั ใิ ห แตเ จา ชายอชาตศตั รยู งั หวาดระแวงวา พระราชบดิ าจะเปลยี่ นพระทยั
มายึดราชสมบัติคืน จึงใหอำมาตยจับพระเจาพิมพิสารไปขังไวบนภูเขาคิชฌกูฏ และทรมานดวย
วิธกี ารตา ง ๆ จนสวรรคต
แควนวัชชีเปน สหพนั ธตงั้ อยูบนฝง แมนำ้ คันธกะ แควหนงึ่ แหงแมนำ้ คงคา มีกรงุ เวสาลีเปน
เมอื งหลวง และมพี รมแดนตดิ ตอ กบั แควน มคธ กษตั รยิ ล จิ ฉวผี ลดั เปลยี่ นกนั ปกครองโดยระบอบ
สามคั คธี รรม มรี ฐั สภาเปน ทป่ี ระชมุ ปรกึ ษาราชการแผน ดนิ และมวี ฒั นธรรมประจำชาตเิ รยี กวา วชั ชี
อปริหานิยธรรม ๗ ประการ ดงั นน้ั แมแควนวัชชจี ะมีขนาดเลก็ กวา แควนมคธ แตก ็มีความเจรญิ
รงุ เรืองและรม เยน็ เปน สขุ ไมดอยกวาแควนมคธ
แควนวัชชีมีกรณีพิพาทกับแควนมคธเร่ืองแยงเครื่องเทศอันมีคาท่ีเชิงเขาพรมแดนระหวาง
แควน หางจากแมนำ้ คงคาไป ๘ โยชน พระเจาอชาตศัตรูจึงทรงวางแผนการสงครามโดยใช
มหาอำมาตยช อ่ื สนุ ธิ ะและวสั สการพราหมณ ไปสรา งบา นปาฏลคิ ามขน้ึ เปน เมอื ง ณ รมิ ฝง แมน ำ้ คงคา
ใกลปากน้ำคันธกะ เพ่ือใชเปนฐานทัพเขาโจมตีแควนวัชชี อยางไรก็ตาม พระเจาอชาตศัตรูก็ยัง
˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 107
ไมกลาใชกองทัพเขาหักหาญ เพราะเห็นวาเหลากษัตริยลิจฉวีมีความสมัครสมานสามัคคีและ
มกี องทพั ท่ีเขม แขง็ มาก
วันหนึ่ง กอ นพระพุทธเจา ปรินพิ พาน ๗ ป พระเจา อชาตศตั รูทรงทราบวา พระพุทธเจา เปน
ศาสดาเอกของโลก จึงใครอ ยากทราบรายละเอยี ดของหลักธรรมทีเ่ หลา กษัตริยล ิจฉวีใชป ฏบิ ตั ิ จงึ
รับส่ังใหวัสสการพราหมณไปเขาเฝาพระพุทธเจาท่ีบนภูเขาคิชฌกูฏ กราบทูลพระพุทธเจาถึง
พระราชดำริของพระองคท ี่จะโจมตีแควน วชั ชี แลว ใหจ ำพระราชดำรัสของพระพทุ ธเจามากราบทูล
ใหค รบถว น
เมือ่ วสั สการพราหมณไ ปเฝา พระพทุ ธเจาและกราบทลู เร่อื งราวแลว เวลานนั้ พระพทุ ธเจาได
หันไปตรัสถามพระอานนทท่ีถวายการอุปฏฐากอยูวา ชาววัชชียังประพฤติตามอปริหานิยธรรม ๗
ประการอยหู รอื ไม พระอานนทก ราบทูลวา ไดย นิ วาเขายังประพฤติกันอยู พระพทุ ธเจาจึงตรสั วา
พระองคไ ดแ สดงธรรมทง้ั ๗ ประการนแ้ี กเ หลา กษตั รยิ ล จิ ฉวี ณ สารนั ทเจดยี กรงุ เวสาลี เปน ธรรม
ที่เปน ความเจริญฝายเดยี ว ไมมคี วามเสือ่ มเลย
วัสสการพราหมณไ ดฟง ธรรมทงั้ ๗ แลว จงึ กราบทูลตอพระพทุ ธเจา วา ไมตองมถี ึง ๗ ขอ
เลย ขอใหป ฏบิ ตั ไิ ดเ พยี งขอ เดยี วเทา นน้ั กม็ คี วามเจรญิ ไมม คี วามเสอ่ื มแนน อน เพราะฉะนนั้ พระเจา
อชาตศัตรูจึงไมควรทำการรบกับแควนวัชชี นอกเสียจากการรอมชอมหรือทำลายความสามัคคี
ของเหลากษัตรยิ ลจิ ฉวเี สยี กอน เม่อื กราบทลู แลว วสั สการพราหมณก ็ทูลลากลบั ไป
เมื่อวัสสการพราหมณกลับไปแลว พระพุทธองคจึงเรียกประชุมสงฆ ทรงแสดงภิกขุ
อปริหานิยธรรมสูตร ตอมาพระองคจึงเสด็จจากภูเขาคิชฌกูฏ ผานปาฏลิคาม รอนแรมไป
โดยลำดับจนถึงกรุงเวสาลี ประทับจำพรรษาสุดทายท่ีนั่น แลวเสด็จดับขันธปรินิพพานท่ีอุทยาน
สาลวัน แขวงเมอื งกสุ นิ ารา แควน มลั ละ
ฝา ยพระเจา อชาตศัตรูเมื่อไดท ราบพระราชดำรสั ของพระพุทธเจาจากวสั สการพราหมณแ ลว
จึงไมกลาใชกองทัพโจมตีแควนวัชชี แตปรึกษากับวัสสการพราหมณออกอุบายเพื่อทำลาย
ความสามคั คขี องเหลา กษตั รยิ ล จิ ฉวี โดยแกลง ลงโทษวสั สการพราหมณ แลว เนรเทศเขา ไปในแควน
วัชชี วสั สการพราหมณเ ขาไปดำเนนิ การแทรกแซงอยู ๓ ป จงึ เปน ผลสำเรจ็ พระเจาอชาตศตั รูได
ทรงทราบแลว จงึ กรีธาทัพเขาไปยึดครองแควนวัชชไี ดโดยไมมกี ารสูรบ เพราะเหลากษตั รยิ ลิจฉวี
แตกความสามัคคกี นั
เร่อื งยอ‹
พระเจาอชาตศัตรูเปนกษัตริยครองแควนมคธ มีกรุงราชคฤหเปนเมืองหลวง พระองคมี
อำมาตยคนสนิทไวค อยเปน ทีป่ รึกษาชอ่ื วา “วสั สการพราหมณ” ผูฉลาดรอบรูศลิ ปศาสตร พระเจา
อชาตศัตรูมีพระราชประสงควาจะปราบแควนวัชชี อันมีเหลากษัตริยลิจฉวีปกครอง แตยังลังเล
พระทยั เพราะทรงทราบวา เหลา กษัตรยิ ลจิ ฉวีทรงยดึ ม่ันอยูใ นธรรม “อปรหิ านิยธรรม ๗ ประการ”
คือ ธรรมอันเปนไปเพอื่ เหตุแหงความเจรญิ ฝายเดียว
108 ˹ѧÊ×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾×¹é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
พระเจาอชาตศัตรูจึงทรงปรึกษากับวัสสการพราหมณวาควรกระทำอยางไรจึงจะหาอุบาย
ทำลายความปรองดองของเหลา กษตั รยิ ล จิ ฉวไี ด แลว แผนการกบ็ งั เกดิ ขน้ึ วนั หนง่ึ พระเจา อชาตศตั รู
เสด็จออกวาราชการ พระองคทรงหารือกับพวกอำมาตยในเรื่องจะยกทัพไปรบกับแควนวัชชี มี
วสั สการพราหมณเ พยี งผเู ดยี วทกี่ ราบทลู เปน เชงิ ทกั ทว งใหย บั ยงั้ การรบ และทำนายอกี วา ถา รบกจ็ ะ
พา ยแพ
พระเจาอชาตศัตรูทรงฟงแลวก็ทรงแกลงแสดงอาการพิโรธและมีพระราชโองการส่ังลงโทษ
วัสสการพราหมณดวยการเฆี่ยน โกนผม ประจาน และขับไลออกไปจากแควนมคธ วัสสการ-
พราหมณต อ งพยายามพารา งกายทไี่ ดร บั บาดเจบ็ แสนสาหสั ออกจากแควน มคธ และเดนิ ทางมงุ ตรง
ไปยังกรงุ เวสาลใี นแควนวัชชี เมื่อวัสสการพราหมณอ ยกู รุงเวสาลีก็ไดผกู ไมตรีกับบรรดาชาวเมือง
จนขา วน้ีทราบไปถงึ เหลา กษัตรยิ ลจิ ฉวี และใหนำตวั วัสสการพราหมณเ ขา เฝา
วสั สการพราหมณเ ขา เฝา กษตั รยิ แ ละกราบทลู ขอ ความตา ง ๆ ดว ยความฉลาดลกึ ซง้ึ ประกอบ
ดว ยรา งกายมบี าดแผลทถ่ี กู โบยใหเ หน็ ทำใหก ษตั รยิ ล จิ ฉวที กุ พระองคท รงสน้ิ ความสงสยั และตง้ั ให
วัสสการพราหมณเปนครูสอนศิลปวิทยาแกบรรดาราชกุมาร และรับราชการในตำแหนงอำมาตย
ผูพิจารณาพพิ ากษาอรรถคดอี ีกตำแหนงหนึง่ ดว ย
วัสสการพราหมณไดปฏิบัติหนาท่ีอยางดีจนเปนที่ไววางใจในเหลากษัตริยลิจฉวี จากน้ัน
วัสสการพราหมณจึงคอย ๆ ดำเนินแผนการทำลายความปรองดองของเหลากษัตริยลิจฉวีให
แตกแยกกนั จนมเี หตใุ หเ หลา กษตั รยิ ท ะเลาะววิ าทกนั เสมอ จนกระทง่ั ในทส่ี ดุ ราชกมุ ารทกุ พระองค
กแ็ ตกความสามคั คกี ัน และแตละพระองคก ็ทรงนำเร่อื งราวขน้ึ กราบทลู พระชนกของตน เมอื่ เปน
เชนนี้ ความแตกราวก็ลามไปถึงบรรดาพระชนกผูทรงเชื่อคำโอรสของพระองคโดยปราศจากการ
พิจารณาไตรตรอง สามปผานไปความสามัคคีระหวางเหลากษัตริยลิจฉวีก็ถูกทำลาย วัสสการ-
พราหมณฉวยเอาโอกาสน้ลี อบนำความไปกราบทูลพระเจา อชาตศตั รู
พระเจา อชาตศัตรกู ก็ รีธาทพั สูกรงุ เวสาลี แตก ไ็ มม ีทหารฝา ยเวสาลอี อกมาปอ งกันบา นเมือง
เพราะเหลา กษตั รยิ ล จิ ฉวตี า งเพกิ เฉย พระเจา อชาตศตั รจู งึ ไดแ ควน วชั ชโี ดยงา ย เมอ่ื จดั การบา นเมอื ง
เรียบรอ ยแลว พระเจา อชาตศตั รกู ย็ กทัพเสด็จกลับกรงุ ราชคฤหด งั เดิม
˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 109
สามคั คีเภทคาํ ฉันท
ชติ บุรทตั
๑๏๔ โบราณกาลบรมขัต วสนั ตดลิ กฉันท
ทาวทรงพระนามอภไิ ธ ตยิ รชั เกรียงไกร
ยอชาตศัตรู
๏ ครองเขตมเหศวรเอก อภิเษกประสิทธภ์ิ ู
อาณาปวัตนล ุบริบู รณบรรพประเพณี
๏ แวน แควนมคธนครรา ชคฤหฐ านบูรี
สบื ราชวตั วธิ ทวี ทศธรรมจรรยา
๏ เล่ืองหลา มหาอดุ มลาภ คณุ ภาพพระเมตตา
แผเพยี งชนกกรุณาอา ทรบุตรธดิ าตน
๏ โปรง ปรตี ปิ ราศอริรปิ ู ภพภมู ิมณฑล
เปรมโสตถิภาพพพิ ิธผล สขุ ภทั รนานา
๏ อำพนพระมนทริ พระราช สุนิวาสนวโรฬาร
อัพภนั ตรไพจิตรและพา หริ ภาคกพ็ ึงชม
๏ เลหเลอ่ื นชะลอดุสิตฐา นมหาพิมานรมย
มารังสฤษฏพิศนิยม ผิจะเทยี บกเ็ ทียมทัน
๏ สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลบั พรรณ
ชอฟา ตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทฆิ ัมพร
๏ บราลพี ลิ าสศภุ จรญู นภศูลประภัสสร
หางหงสผ จงพจิ ิตรงอน ดุจกวักนภาลยั
๏ รอบดา นตระหงา นจตุรมขุ พศิ สุกอรา มใส
กาญจนแกมมณีกนกไพ ฑุรยพรา งพะแพรวพราย
๏ บานบฏั พระบัญชรสลัก ฉลลุ กั ษณเ ฉลาลาย
เพดานกด็ ารกะประกาย ระกะดาษประดษิ ฐดี
๏ เพง ภาพตลอดตะละผนงั ก็มลังเมลอื งศรี
มองเห็นสเิ ดนประดุจมี ชวิ แมนกมลครอง
๏ ภาพเทพประนมพนิ ิศนิ่ง นรสิงหลำยอง
ครุฑยดุ ภชุ งควยิ ผยอง และเผยอขยบั ผัน
๏ ลวดลายระบายระบกุ ระหนาบ กระแหนะภาพกระหนกพนั
แผเก่ียวผกาบุษปวลั ลแิ ละวางระหวา งเนือง
110 ˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò
๏ ภายใตเ ศวตฉัตรรตั น ก็จรสั จรูญเรือง
ตง้ั ราชอาสนประเทือง วรมญั จบรรจถรณ
รสกลิ่นก็เอมอร
๏ หอ ยยอ ยประทปี อุบะประทิน่ ดจุ ทพิ ยส ุมาลยั
อาบอบตรลบกระแจะขจร สริ ทิ รงเจริญใจ
กลพิมพอัปสร
๏ คณั นาอเนกคณะอนงค บรจิ ารกิ ากร
สรรพางคพรรณพิศประไพ ณนวิ ทั ธเวรวาร
กะสเิ นรุปราการ
๏ เรียงรายจรงู รมยบาท ก็ระยอ และทอ หนี
ปนพรรคพิทกั ษบ ทบวร ระยะนางจรลั มี
ณระหวา งพระพารา
๏ โดยรอบมหานครเลห พศิ คายกแ็ นนหนา
หอมมั่นมหนั ตอรจิ ะราญ รตุ โบกสะบดั ปลาย
รณทอหทัยหมาย
๏ แถวถมั ภโดรณสลา ง และประลาตมิอาจทาน
ชลคปู ระตูวรบุรี พยุหพลทหารหาญ
วฒุ เิ สวกากร
๏ เรียงปอ มและปก ธชุ ระราย หนชาตกิ ญุ ชร
เสาธงสถิตธวชมา ชยเพิกริปภู นิ ท
และสนุกสนานยนิ
๏ หอรบจะรับรปิ ุผิรอ ทรรตั นจ รญู เรือง
มงุ ยุทธยอ มชิวมลาย นรคลาคระไลเนอื ง
ดรุ ยิ ศ พั ทดดี สี
๏ พรอ มพรง่ั สะพรบึ พหลรณ พณิ พาทยและเภรี
อำมาตยและราชบริวาร อุระล้ำละเลิงใจ
ภพเลอสุราลยั
๏ เนืองแนนขนัดอัศวพา บุลมวลประการมาน
ชาญศกึ สมรรถสรุ สมร
๏ ความสุขกแ็ สนบรมสุข
ยลในไผทระบุบรุ นิ
๏ กลางวนั อนันตคณนา
กลางคนื มหุสสวะประเทือง
๏ บรรสานผสมสรนนิ าท
แซโสตสดับเสนาะฤดี
๏ เมอื งทาวสเิ ทยี บทพิ เสมอ
เมืองทาวแหละสมบรุ ณไพ
๑๏๖ อันอัครปุโรหติ าจารย ฉบงั
ฉลาดเฉลยี วเช่ียวชิน พราหมณน ามวัสสการ
สำแดงแจงศลิ
๏ กลเวทโกวิทจิตจนิ ต
ปศาสตรก จ็ บสบสรรพ
˹ѧÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹×é °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 111
๏ เปน มหาอำมาตยราชวลั ลภใครไปท ัน
ไปเทียมไปเ ทียบเปรียบปาน ทรงจินตนาการ
กฏไผทไพศา
๏ สมัยหนึ่งจ่งึ ผูภ มู บิ าล ธาทพั โยธี
จะแผอำนาจอาณา กลับยง้ั หยง่ั ใน
๏ ใหราบปราบเพื่อเกอ้ื ปรา �แพแลแลง
ลรฐั จังหวัดวชั ชี ทำศกึ รวนเร
วนศพั ทสำเนา
๏ หวงั พระหฤทัยใครก รี บดสี มี า
กระทำประยุทธช งิ ชยั ทง้ั นั้นม่นั คง
ใชเ หตุแหง หานยิ
๏ คร้ันทรงดำริตริไป ปรกึ ษากนั ไป
มนัสมิแนแปรเกรง พรอ มพรักพรรคคมุ
๏ หากหักจักไดชัยเชวง มาจารีตจำ
พะวาพะวงั ลงั เล โอวาทศาสนแสดง
แหง ใครไปป รา
๏ ไปอาจสามารถทุมเท มยิ ่ำยำเยง
พระราชหฤทยั ใชเบา
๏ ดวยเหตพุ ระองคทรงเสา
ระเบ็งระบอื ลอื ชา
๏ วากษัตรยิ ว ชั ชีบรรดา
เกษตรประเทศทกุ องค
๏ อปรหิ านิยธรรมธำรง
มิโกรธมกิ รา วราวฉาน
๏ เพ่ือธรรมดำเนินเจรญิ การณ
เจ็ดขอ จะคัดจัดไข
๏ หน่งึ เมอ่ื มีราชกิจใด
บวายบหนายชมุ นมุ
๏ สองยอมพรอมเลิกพรอมประชุม
ประกอบณกจิ ควรทำ
๏ สามนั้นถือมน่ั ในสมั
ประพฤติมติ ดั ดัดแปลง
๏ สใ่ี ครเปนใหญไ ดแจง
ก็ยอมและนอมบชู า
๏ หา นน้ั อนั บตุ รภรยิ า
รภประทุษขมเหง
๏ หกท่ีเจดยี คนเกรง
กเ็ ซนกส็ รวงบวงพลี
112 ˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
๏ เจด็ พระอรหันตอ นั มี ในรัฐวัชชี
ก็คมุ กค็ รองปอ งกัน สามัคคธี รรม
สดบั สรรพคดี
๏ สปั ดพิธนติ คิ ตินิรนั ตร รบเราเอาตาม
ณราชยน ริศลิจฉวี รอกอนผอนหา
อุปชาติฉนั ท
๏ อชาตศตั รภู มู ี รภการปราบปราม
ด่งั นั้นกค็ รน่ั ครามขาม พฤฒิเอกอาจารย
รกิ ระทำไฉนการ
๏ ศึกใหญใครจ ะพยายาม ธุระปรารถนาเรา
กำลังกห็ นักนักหนา คณะลิจฉวีเขา
ชนะดว ยประการไร
๏ จำจกั หกั ดวยปญญา ทิชครูฉลาดใน
อบุ ายทำลายมูลความ ก็ประจักษกระจางจนิ ต
กลทูลณวาทิน
๏๑๑ บรมกษัตริยป รา ธอชาตศตั รู
กับวสั สการพราหมณ แนะกะวัสสการครู
ลสมคั รไมตรี
๏ ปรึกษาอุบายดำ ธุระราชการี
จะสมนยิ มภาร มขุ พรรคอมาตยผ อง
ดรชั้นอนนั ตนอง
๏ สมัครสมานมิตร ขณะเฝา พระภบู าล
มั่นคงจะคดิ เอา ระบกุ จิ วโรงการ
พจนารถประภาษไป
๏ ทานวัสสการผู พยหุ พ ลสกลไกร
อบุ ายคะนงึ ไป รณรฐั วชั ชี
บดฐิ านมนตรี
๏ เสนอสนองมูล พจคานประการไร
แดอ งคภูมนิ ทร
๏ ตกลงและทรงนัด
ตริเพอ่ื เผด็จมู
๏ สมัยเสด็จวา
เสนาธิบดี
๏ โดยศักดิฐานัน
ณ ทอ งพระโรงทอง
๏ สดบั ประกาศิต
จึง่ ราชสมภาร
๏ เราคดิ จะใครยก
ประชุมประชดิ ชัย
๏ ฉะน้แี หละเสนา
คอื ใครจะใครม ี
˹ѧÊ×ÍàÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é¹× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅ‹Á ò 113
๏ ฝา ยพราหมณกก็ ราบทูล อดิศรู นราศยั
นยาธิบายใน วจนตั ถทดั ทาน
ภนิยมมิควรการณ
๏ พระราชปรารม พเิ คราะหถ องณทางดี
ขององคภบู าล พลไกรและไปตี
ชนบทบสมหมาย
๏ ขอ ที่จะกรธี า กยขา พระองคท าย
กษัตริยณ วัชชี และจะแพเ พราะไพรี
ตยิ รัฐวัชชี
๏ มิแผกมิผดิ พา มิตรพันธมนั่ คง
ไปไ ดส ะดวกดาย รณอาจกระทำสง
มริ ะยอ มเิ ยงใคร
๏ พวกลิจฉวีขัต พลทัพปราชัย
ละองคล ะองคมี มนขา พยากรณ
ผิวเขาคะนึงคลอน
๏ อนงึ่ สสิ ามารถ ทุรจติ ผจญเรา
ครามยทุ ธยรรยง ทษุ ตอบก็ทำเนา
ธรุ ะเห็นบเปน ธรรม
๏ เรานอยจะยอยยับ ทติวาพระองคจ ำ
กระน้ีแหละแนใ น รวิ ิรธุ ประทุษเขา
รภภารเพ่ือเบา
๏ และอกี ประการเลา มิตรภาพสงบงาม
แคลนพาลระรานรอน
๏ เปนกอนกระน้นั ชอบ
มมิ คี ดีเอา
๏ และโลกจะลว งวา
นงเจตนาดำ
๏ ฉะน้ีพระจุง ปรา
แบง กลอมถนอมเกลา
๒๏๐ ภูบดสี ดับอปุ ายะตาม อิทสิ ังฉนั ท
ณวาทวสั สการพราหม ณบงั อาจ
๏ เกินประมาณเพราะการณละเมดิ ประมาท
บควรจะขดั บรมราช วโรงการ
๏ ทา วกท็ รงแสดงพระองคธปาน
ประหนง่ึ พระราชหทยั ลดุ าล พโิ รธจงึ
๏ ผันพระกายกระทบื พระบาทและองึ
พระศัพทสหี นาทพึง สยองภัย
๏ เอออุเหมน ะมึงชิชา งกระไร
ททุ าสสถุลฉะนไี้ ฉน ก็มาเปน
114 ˹§Ñ ÊÍ× àÃÂÕ ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾é×¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
๏ ศึกบถงึ และมงึ กย็ งั มเิ หน็ ประการใด
จะนอยจะมากจะยากจะเยน็ กห็ มนิ่ กู
สิลาถอย
๏ อวดฉลาดและคาดแถลงเพราะใจ ประเดน็ ขัด
ขยาดขยั้นมทิ นั อะไร จะทานคำ
สมยั นาน
๏ กลกะกากะหวาดขมงั ธนู ณทนั ที
บหอนจะเหน็ ธวชั รปิ ู จะรอไย
กะคนคด
๏ พายเพราะภัยพะตวั และกลัวจะพลอย และโกนผม
พินาศพิชติ ประดดิ ประดอย บรุ ไี ร
บหามกัน
๏ กกู เ็ อกอุดมบรมกษตั รยิ มหาคาร
วจิ าระถวนบควรจะทดั
๏ นนี่ ะ เหน็ เพราะเปนอมาตยก ระทำ
พระราชการมาฉนำ
๏ ใชกระนนั้ ละไซรจะใหป ระหาร
ชิวาตมแ ละหวั จะเสียบประจาน
๏ นคราภบิ าลสภาบดี
และราชบุรุษแนะเฮยจะรี
๏ ฉดุ กระชากกลอี ปรยี เ ถอะไป
บพกั จะตองกรุณอะไร
๏ ลงพระราชกรรมกรณบท
พระอยั การพิพากษกฎ
๏ ไลมิใหสถติ ณคามนคิ ม
นครมหาสมิ านิยม
๏ มนั สมัครสวามิภกั ดิใน
อมติ รลิจฉวีกไ็ ป
๏ เสร็จประกาศพระราชธรู สรรพ
เสดจ็ นิวัตสขุ าภิมณั ฑ
๑๏๑ ควรเพ่อื จะสมเพช อนิ ทรวิเชยี รฉันท
ดว ยทานพฤฒาจารย ภยเวทนาการ
พะกระทบประสบทณั ฑ
๏ โดยเต็มกตญั ู กตเวทติ าครนั
ใหญย ง่ิ และยากอัน นรอน่ื จะอาจทน
สละเนอ้ื และเลอื ดตน
๏ หยง่ั ชอบนิยมเช่อื ขรการณพะพานกาย
ยอมรับทุเรศผล
˹§Ñ Ê×ÍàÃÕ¹ ÃÒÂÇªÔ Ò¾¹é× °Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò 115
๏ ไปเห็นกะเจ็บแสบ ชิวแทบจะทำลาย
มอบสัตยส มรรถหมาย มนมัน่ มิหวนั่ ไหว
ผถิ วลิ สะดวกใด
๏ หวังแผนณแผนดิน บมิเลี่ยงละเบย่ี งเบือน
เก้อื กิจสฤษฏไ ป หฤทยั ประทักษเ หมือน
สตอิ ดสะกดเอา
๏ ยากที่จะมีใคร พลโบยมใิ ชเบา
กัดฟนบฟน เฟอน ขณะหวดสิพงึ กลัว
พศิ เสนสรีรร วั
๏ พวกราชมัลโดย ก็ระริกกระรวิ ไหว
สุดหัตถแหง เขา หิตโอเ ลอะหลัง่ ไป
ระกะรอ ยเพราะรอยหวาย
๏ บงเนอื้ ก็เนื้อเตน ระยะแถวตลอดลาย
ท่วั รา งและทั้งตวั สริ พับพะกบั คา
รสนิทและเสนา
๏ แลหลงั ละลามโล หสลวนสลดใจ
เพง ผาดอนาถใจ มนโศกอาลยั
ขณะเหน็ บเวน คน
๏ เนอื่ งนับอเนกแนว สติฟน ประทังตน
เฆยี่ นครบสยบกาย บกกรก็โกนหัว
สิรเิ ปลาประจานตวั
๏ หมูญาตอิ มาตยมติ ผมิ ลกั จะหลาบจำ
สังเวชณเหตสุ า ปนพลันประกาศทำ
ดุจราชโองการ
๏ สดุ ทจี่ ะกลั้นโท ขณะยลทิชาจารย
ถว นหนามิวา ใคร สรศพั ทประสาสันทน
อรุ ะขอ นพไิ รพรรณน
๏ แกไขและไดค นื กุธเกลยี ดกเ็ สียดสี
จง่ึ ราชบรุ ษุ กล พิเคราะหข า งพจิ ารณด ี
ณหทัยกใ็ หของ
๏ เสื่อมสสี ะผมเผา กลเลห และทำนอง
เปน เยยี่ งประหยัดกลัว นรสิ้นบสงสยั
ชคฤหฐานมงุ ไป
๏ เสร็จกิจประการกลั บรุ รัฐวชั ชี
ปพ พาชนยี กรรม
๏ แนน หนามหาชน
แสนสุดจะสงสาร
๏ บางคนกมลออ น
บางพวกพิสยั ฉัน
๏ บางเหลากเ็ ปน กลาง
บางหมูก รุณมี
๏ พราหมณวสั สการเส
ทาทางละอยางผอง
๏ ปลงอาตมน ริ าศรา
สูเทศสถานไกล
116 ˹§Ñ ÊÍ× àÃÕ¹ ÃÒÂÇÔªÒ¾×é¹°Ò¹ ÀÒÉÒä·Â Á. ô àÅÁ‹ ò
๘๏ แรมทางกลางเถื่อน วชิ ชมุ มาลาฉนั ท
หนงึ่ ใดนกึ ดู หางเพอ่ื นหาผู
หลายวนั ถนั่ ลว ง เหน็ ใครไปม ี
นามเวสาลี เมอื งหลวงธานี
ดุมเดาเขา ไป
๏ ผกู ไมตรีจิต เชิงชดิ ชอบเช่อื ง
กับหมูชาวเมอื ง ฉันทอชั ฌาสยั
เลาเรื่องเคืองขนุ วา วนุ วายใจ
จำเปน มาใน ดา วตางแดนตน
๏ เขาแสนสมเพช สังเกตอาการ
แหงเอกอาจารย ทา ทที ุกขท น
ภายนอกบอกแผล แนแ ทท ุพพล
เห็นเหตสุ มผล ใหพ ักอาศยั
๏ ขาวคราวกลา วกนั อือ้ พลนั แพรหลาย
แจงร่ัวท่ัวไป
ลือล่ำกำจาย
มนตรีกราบทลู เคามูลขานไข
แดองคทา วไท แหลงหลา ลิจฉวี
โดยราชดำรสั
๏ ทรงทราบขา วสาสน ทมุ ฆาตเภรี
สัญญาอาณตั ิ อาณาวัชชี
ทกุ ไทราชา การตรกึ ปรึกษา
เชญิ ชุมนมุ มี ลำดบั โดยหมู
เปนใหญใ นสภา
๏ แนนเนอื งเนือ่ งนับ ตามบทมีมา
ทนั ใดราชผู รภกนั ฉันใด
เอยอารัมภพจน เปนเปาโรหติ
ชแี้ จงจักปรา
๏ พราหมณห นง่ึ ซึ่งเขา
พวกปจจามิตร มาคธเขตไกร
ตอ งราชอาชญา หนมี าอาศยั
จำไลใ หไ ป �รับเล้ยี งดู
๏ พรอ มตกลงเปน ความเหน็ เดยี วกัน
บานเมอื งของมนั นั้นชดั ศัตรู
กับรัฐวชั ชี แมมแี ตม คู
คดิ มาดคาดมุ ลารมั ภท ำกล