หนังสือส่งเสริมการอ่าน ลิลิตพายัพ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ล าปาง ล าพูน วรรณคดีบันทึกประวัติวันสถาปนาโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ๑๒๕ ปี “บุญวาทย์ 125 ปี ก้าวน าเทคโนโลยี รักษ์วิถีบุญวาทย์ ฉลาดทางดิจิทัล สร้างสรรค์นวัตกรรม” วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
ธีรราชสดุดี ๏ ปวงข้าประณตน้อม มนพร้อมวจีกาย น้อมจิตอุทิศหมาย ศิรวาทน์พระปรีชา ๏ ธีร์ราชประกอบกิจ วรจิต ธ เมตตา พิศงานวิจักษา วิเคราะห์หาประโยชน์ชน ๏ รับค าปิตาราช พระประพาสอุดรหน มุ่งมั่นมิสับสน จิตมุ่งพิพัฒน์งาน ๏ เดือนสิบยุรายาตร คณะราชพินิจการ จากวังดุสิตฐาน ลุละว้าบุรีเมือง ๏ พาชี ธ ร่วมเปิด กิจเลิศจรัสเรือง ราชาพิพัฒน์เนือง รถไฟประจักษ์มี ๏ วันทาชุลีเสร็จ พระเสด็จประพาสปรีดิ์ พายัพทิศานี้ ธ ประสงค์ประจักษ์ตา ๏ ซาวหกพิจิกมาส บุญวาทย์เสด็จมา ทรงเปิดสถานา ศิริเกียรตินครินทร์ ๏ ล าปางฉลองราช อภิวาทน์พระภูมินทร์ ภักดีมิสูญสิ้น สดุดีและเทิดไท้ ๏ บุญคุณธิราราช นฤนาทขจรไกล ทั่วฟ้าประเทศไทย ลุสวรรค์นิรันดร์กาล ฯ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย (นายสิงห์ค า สอนแปง ประพันธ์)
ก ค าน า โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ก าหนดวิสัยทัศน์ไว้ คือ “เป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรม มุ่งจัดการศึกษาเทียบเคียงมาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรด้วยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยมีพันธกิจที่ส าคัญคือ ส่งเสริมการน าเทคโนโลยี สารสนเทศใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ๓ R+๘ C+๒ L และเป้าประสงค์คือ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลโลก ที่พร้อมด้วยทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มีภารกิจในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร สถานศึกษา โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ตามจุดเน้นที่ก าหนด ๓ R+๘ C+๒ L โดยเฉพาะ ๓R ซึ่งประกอบด้วย Reading (อ่านออก) (W) Riting (เขียนได้) และ (A) Rithemetics (คิดเลขเป็น) จึงได้จัดท า หนังสือส่งเสริมการอ่าน “ลิลิตพายัพ ” ขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียนภาษาไทย และคุณลักษณะรักการอ่าน การเขียนภาษาไทย ของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยการสรุปความ คือ สรุปสาระส าคัญเฉพาะข้อเท็จจริงทาง ประวัติศาสตร์ (historical facts) ที่เป็นพระราชกรณียกิจ ตามล าดับเวลาที่ปรากฏในลิลิตพายัพตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม – 31 มกราคม 2448 เท่านั้น เพื่อให้นักเรียน ครู บุคลากรทางศึกษา มีทักษะการอ่าน การ เขียน มีนิสัยรักการอ่าน การเขียน และมีข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับวันสถาปนาของโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ที่ถูกต้องสามารถน าไปสื่อสารและอ้างอิงได้อย่างภาคภูมิใจ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือส่งเสริม การอ่าน “ลิลิตพายัพ” เล่มนี้ คงเป็นประโยชน์ต่อ นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา สถาบันการศึกษา ห รือหน่วยง านของ รัฐอื่น ๆ ไม่ม ากก็น้อย ขอขอบคุณ ผู้อ านวยโ รงเ รียนบุญว าทย์วิทย าลัย รองผู้อ านวยการโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยทั้ง 4 กลุ่มงาน ที่ได้ให้ค าแนะน าที่มีคุณค่า ไว้ ณ โอกาสนี้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๖
ข สารผู้อ านวยการโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เป็นโรงเรียนเครือข่ายสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า และเป็นเครือข่าย สถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ ๖ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ มีอัตลักษณ์ คือ “รักการท าดี วิชาการ มาตรฐานสากล สร้างคนเป็นผู้น า” และวิสัยทัศน์ คือ “เป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรม มุ่งจัดการ ศึกษาเทียบเคียงมาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรด้วยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑” โดยมีเป้าประสงค์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลโลกที่พร้อมด้วย ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ และเป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือจัดการเรียนรู้ ๓R+๘C+๒L ส าหรับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพื่อให้นักเรียน มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและภาษาดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ๑๒๕ ปีวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งมีหน้าที่ในการพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และนิสัยรักการอ่าน การเขียน ให้แก่นักเรียนเพื่อน าไปใช้ในการสื่อสารและการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดท า หนังสือส่งเสริมการอ่าน ”ลิลิตพายัพ ” ซึ่งเป็นวรรณคดีบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวันสถาปนาโรงเรียน บุญวาทย์วิทยาลัย อันมีเนื้อหาที่เป็นสาระส าคัญที่บุคลากรโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัยทุกคน ต้องรู้ เกิดสามัญส านึกที่ดีงามต่อสถาบัน พร้อมทั้งน าข้อมูลประวัติศาสตร์วันสถาปนาโรงเรียนไปใช้สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ในสังคมโลกอย่างถูกต้องและภาคภูมิใจ (นายนิรันดร หมื่นสุข) ผู้อ านวยการโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย
ค สารรองผู้อ านวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ก าหนดวิสัยทัศน์ไว้คือ “เป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรม มุ่งจัดการศึกษาเทียบเคียงมาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรด้วยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑” ซึ่งทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ นั้นเป็นทักษะ ที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน ทั้งนี้3 R ได้แก่ (Reading : อ่านออก, (W)Riting : เขียนได้ ,(A)Rithmetic : คิดเลขเป็น)และ 8C ได้แก่ (Critical thinking and problem solving : ทักษะการคิด วิเคราะห์ อย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ปัญหาได้, Creativity and innovation : ทักษะการคิด เชิงสร้างสรรค์และการคิดเชิงนวัตกรรม, Cross-cultural understanding : ความเข้าใจในความแตกต่างและ กระบวนการคิดของแต่ละวัฒนธรรม, Collaboration teamwork and leadership : ความสามารถใน การร่วมมือกันท างานเป็นทีม และมีภาวะความเป็นผู้น า,Communication information and media literacy : ทักษะในการสื่อสารข้อมูล และการรู้เท่าทันสื่อ, Computing and IT literacy : ทักษะ การใช้คอมพิวเตอร์ และความเข้าใจในเทคโนโลยี, Career and learning skills : ทักษะด้านอาชีพและ ความสามารถในการเรียนรู้, Compassion : ความมีเมตตากรุณา มีคุณธรรม รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมไปถึง การมีระเบียบวินัย จากข้อมูลรายละเอียดดังกล่าว ๓ R จัดเป็นทักษะด้านความรู้พื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ทั้งการอ่านออก เขียนได้ เป็นทักษะที่จะสามารถน าไปสื่อสาร เรียนรู้ และต่อยอดความรู้ในด้านอื่น ๆ ที่มีอยู่ให้พัฒนามาก ยิ่งขึ้น ส่วนทักษะ Arithmetic หรือการคิดเลขเป็นนั้น ถือว่าเป็นทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมระบบ ความคิดให้มีตรรกะที่ดีขึ้น มีความเป็นเหตุเป็นผล ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ๑๒๕ ปีวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้จัดท าหนังสือส่งเสริมการอ่าน ”ลิลิตพายัพ” ซึ่งเป็นวรรณคดีบันทึก ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวันสถาปนาโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ให้เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนา ทักษะการอ่าน การเขียน และนิสัยรักการอ่าน การเขียน รวมถึงเสริมสร้าง ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ให้แก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี (นางพนิดา สุประการ) รองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารวิชาการ
ง สารรองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารงานกิจการนักเรียน โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มีคติพจน์คือ “สมฺมา วายเมเถว ปุริโส เป็นคนพึงท าดีร่ าไป” และ ก าหนดวิสัยทัศน์ไว้ คือ “เป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรม มุ่งจัดการศึกษาเทียบเคียงมาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรด้วยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ ๒๑” ทั้งนี้ผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันตามศักยภาพ การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม ตามที่สังคมมุ่งหวัง ต้องอาศัย กระบวนการทางการศึกษาเป็นเครื่องมือในการด าเนินการ ด้วยการส่งเสริมสนับสนุน การป้องกันและ การช่วยเหลือแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดกับนักเรียนแต่ละคน เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในทุกมิติ ทั้งด้านการสื่อสาร เทคโนโลยี ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาครอบครัว และปัญหาภาวะความรู้ถดถอย (Learning Loss) ได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อตัวเด็กนักเรียนก่อให้เกิด ความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด ภาวะซึมเศร้า ซึ่งล้วนแต่เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ของนักเรียนทุกคน อาจน าไปสู่การเกิดปัญหาและสภาวะวิกฤติทางสังคมได้ ดังนั้น ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ๑๒๕ ปีวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 โรงเรียนบุญวาทย์ วิทยาลัย จึงเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน ให้มีความสมบูรณ์พร้อมอย่างเป็นองค์ รวมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนให้มีทักษะ ในการด ารงชีวิต มีความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ผ่านกระบวนการสร้างนิสัยรักการอ่าน จากหนังสือส่งเสริม การอ่าน ”ลิลิตพายัพ”เล่มนี้ ได้เป็นอย่างดีอีกวิธีการหนึ่ง (นายทรงพล เฟื่องฟู) รองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารงานกิจการนักเรียน
จ สารรองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารอ านวยการและงบประมาณ โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ก าหนดวิสัยทัศน์ไว้ คือ “เป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรม มุ่งจัดการศึกษาเทียบเคียงมาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรด้วยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑” โดยมีเป้าประสงค์ส าคัญคือ ๑.เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลโลกที่พร้อมด้วยทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ๒.เพื่อเป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือจัดการเรียนรู้ ๓ R+๘ C+๒ L ส าหรับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา การส่งเสริมการอ่านในโรงเรียนยุคดิจิทัล (Reading Promotion in digital age Schools) จึงมี ความส าคัญ เพราะการอ่านหนังสือมีประโยชน์เพื่อช่วยพัฒนาทั้งด้านความคิด เชาวน์ปัญญา และเป็นพื้นฐาน ของการต่อยอดองค์ความรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การส่งเสริมการอ่านเป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และรูปแบบของการอ่านหนังสือในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงไป ความรู้ต่างๆ สามารถหาได้จากอินเทอร์เน็ต และถูกบรรจุไว้ในเทคโนโลยีแบบพกพา เช่น แท็บเลต คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน เป็นต้น ซึ่งผู้เรียน สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งในและนอกห้องเรียน หนังสือส่งเสริมการอ่าน ”ลิลิตพายัพ” ซึ่งเป็นวรรณคดีบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวันสถาปนา โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ซึ่งจัดพิมพ์ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ๑๒๕ ปีวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาทั้งด้านความคิด เชาวน์ปัญญา ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading literacy) ได้เป็นอย่างดี (นางสาวดวงเดือน จิตอารีย์) รองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารอ านวยการและงบประมาณ
ฉ สารรองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารทั่วไป โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย มีอัตลักษณ์ คือ “รักการท าดี วิชาการมาตรฐานสากล สร้างคน เป็นผู้น า” และวิสัยทัศน์คือ “เป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรม มุ่งจัดการศึกษาเทียบเคียง มาตรฐานสากล และบริหารจัดการองค์กรด้วยเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑” เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลโลกที่พร้อมด้วยทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และเป็นผู้น าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือจัดการเรียนรู้ ๓ R+๘C+๒L ส าหรับนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา การจะพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้นั้น การพัฒนาและส่งเสริมนิสัยรัก การอ่านจึงมีความส าคัญอย่างยิ่ง เพราะการอ่านเป็นพื้นฐานที่ส าคัญของการเรียนรู้และพัฒนาสติปัญญา ของคนในสังคม การอ่านเป็นหัวใจของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นทักษะที่ส าคัญยิ่งที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และท าให้เกิดการพัฒนาด้านสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ พฤติกรรม และค่านิยมต่าง ๆ รวมทั้งช่วยในการเปลี่ยนแปลงการด าเนินชีวิต พัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ๑๒๕ ปีวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้จัดท าหนังสือส่งเสริมการอ่าน “ลิลิตพายัพ ” ซึ่งเป็นวรรณคดีบันทึก ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวันสถาปนาโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จึงเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยพัฒนา ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน(Reading literacy) และ ๓ R+๘ C+๒ L ได้เป็นอย่างดีอีกทางหนึ่งด้วย (นายประกรณ์ ผันผาย) รองผู้อ านวยการโรงเรียน กลุ่มบริหารทั่วไป
ลิลิตพายัพ ร่าย ๏ ศรีสวัสดิวิชัย ไกรกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทราโยทธยา สยามราชาธิราชสถิต ยิ่งพิศยิ่งพิศวง งงงวยแทบลืมพริบ แม้จักหยิบสิ่งงาม หรือกล่าวความขยาย บรรยายถึงสิ่งสรรพ์ อันควรชมทั้งหมด ต้องก าหนดเพลานาน นี้เป็นพยานความเจริญ เหล่าไทยเดิรขึ้นมา กว่าเมื่อปางก่อนกี้ ข้อนี้เห็นถนัดเจียว ถ้าเที่ยวไปในนคร สัญจรตามถนนหลวง ปวงรถม้าดาดาษ รถรางกลาดเกลื่อนไป รถจักร์ใช้จักร์รุด ไฟฟ้าจุดชัชวาล แลโอฬารเพลินตา เดิรไปมาแสนสุข ชนนฤทุกข์ทั่วหน้า พึ่งเดชพระผ่านฟ้า ปกเกล้าเย็นเกษม ทั่วนา ฯ โคลง ๔ ๏ ไทยเปรมพึ่งบาทเจ้า จอมสยาม หมู่อมิตร์ขยาดนาม ท่านไท้ พระน าเทศสู่ความ เจริญยิ่ง เจริญนา เพื่อพวกเราจักได้ เทียบหน้าเทียมเขา ฯ ๏ ฝูงเรามีโชคแท้ จริงจัง ซึ่งอาจแนบแอบอิง ชิดเจ้า สามารถฝากกายพิง แทบบาท ยุคลนา ขอพระเดชครอบเกล้า เหล่าข้าบาทบงสุ์ ฯ ๏ พระองค์ประกอบด้วย เมตตา อีกพระทรงกรุณา เลิดล้น ยังซ้ าแทรกมุทิตา เอื้อโอบ พระอุเบกขา มนุษย์ทั้งดินแดน ฯ ๏ เนืองแน่นเป็นขนัดด้วย บริพาร ท่านนอ อ ามาตย์ข้าราชการ มากแล้ สมณพราหมณาจารย์ บ าเพ็ญพรต ฝูงปราชญ์ช่างฉลาดแท้ รอบรู้สรรพศิลป์ฯ ๏ ปวงอรินทรชาติคร้าม หมู่ทหาร เหล่าราบม้าอาจราญ อะคร้าว ปืนใหญ่ผจญผลาญ พินาศ แม้อริเหยียบด้าว จักต้องประลัยศูนย์ฯ ๏ จ ารูญจ ารัสด้วย พานิช การแฮ ต่างชาติภาษาชนิด แข่งสู้ ฝรั่งจีนแขกม่านคิด พึ่งโพธิ พระนา ทุกเทศเขตต์แคว้นรู้ ร่มแท้ใดปาน ฯ
๒ โคลง ๓ ๏ อมรรัตนโกสินทร์ บุรินทรศกร้อย ยี่สิบสี่วัสส์คล้อย เคลื่อนแล้วกึ่งปีฯ โคลง ๒ ๏ จอมธานีท่านได้ ทรงด าริจักให้ หน่อไท้เห็นเมือง ทั่วนา ฯ ๏ พระเรืองฤทธิ์ทั่วด้าว อนุญาตให้หน่อท้าว เสด็จเบื้องเมืองพา ยัพเทอญ ฯ ๏ เมื่อ กรุงรัตนโกสินทร์สถาปนาได้ ๒๑๔ ปี (พ.ศ.๒๔๔๘) พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงด าริให้พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทอดพระเนตร เห็นหัวเมืองพายัพ ฯ
๓ ร่าย ๏ เจ้าสยามรัฐด ารง ทรงด าริจักใคร่ เสด็จไปจากนคร แรมรอนในมณฑล กรุงเก่าค้นถิ่นสถาน เบื้องเบาราณที่เหลือ เพื่อบ ารุงบ่ให้ศูนย์ จ ารูญปราการสถูป ประสงค์รูปเก็บไว้ ไท้จึงทรงอุตส่าห์ ส่องฉายาสาทิศ งามวิจิตร์วิไล ในก าหนดประพาส เลยส่งราชปิยบุตร ในที่สุดแห่งทาง รถไฟวางเสร็จไว้ แต่นั้นโอรสไท้ นอบเกล้าบังคมลา ฯ ๏พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชด าริ เสด็จประพาสเมืองเก่าลพบุรี พร้อมส่งเสด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราวุธ ก็กราบถวายบังคมลา ฯ โคลง ๔ ๏ โดยเสด็จพระผู้ผ่าน พิภพ สยามเฮย จรสู่บุระลพ เกียรติก้อง ใครเลยจักลี้หลบ ราชกิจ ได้ฤา จ าจิตต์จ าจากห้อง นุชเนื้อเนาวคุณ ฯ ๏ บุญเอยเราก่อสร้าง ไว้ไฉน หนอจึ่งต้องครรไล จากเจ้า อยู่หลังแม่ดวงใจ จงสุข จงปล่อยแต่พี่เศร้า อุระร้าวแต่เดียว ฯ ๏ บุรพชาติเราพรากให้ สัตว์สอง จากกระมัง กรรมจึงตามตอบสนอง ชาตินี้ กรรมตามแต่บุญผอง จักไม่ ตามฤา เดชะบุญก่อนกี้ โปรดข้าคืนสม ฯ ๏ ฝากโฉมสมรแม่ไว้ แห่งใด ดีฤา ฝากเมฆเกรงวรุณไท ลอบกล้ า ฝากโฉมลักษมีใน เกษียรสมุทร์ ก็ดี เกรงพระสี่กรปล้ า ปลุกให้สลายศรี ฯ ๏ ฝากองค์อุมาแม่เจ้า จอมสวรรค์ ดีกระมัง เกรงเกลือกองค์อินทร์ฝัน ใฝ่น้อง ฝากฟ้าขลาดทิวัน สอดเนตร์ สบแม่ ฝากน้ าเกรงนาคต้อง จิตต์ต้องใจสมร ฯ ๏ ฝากมาตุหรือท่านไซร้ บุตร์หลาย ฝากมิตร์กริ่งมิตร์หมาย แตะต้อง เรียมนึกออกเรียมคลาย วิตกแน่ แล้วแม่ โฉมฝากใจแม่น้อง ยิ่งด้วยฝากใคร ฯ
๔ ๏ จุดเทียนจุดธูปไหว้ พระสยาม พระฤทธิ์หมู่มนุษย์ขาม ทั่วหล้า ท ากรัญชลีสาม คาบคิด คนึงนา จุ่งประสิทธิ์พรข้า บาทให้คืนสม ฯ ๏ กลกางกรกอดแก้ว กับอก ดาลอัสสุชลตก ต้องแก้ว จากนุชพี่อกฟก ฟุฟ่าม ฟอนแม่ โมงหนึ่งห่างห้องแคล้ว คลาดคล้ายขวบฉน า ฯ ๏ แม้อิศวรอวยฤทธิ์แม้น นารายณ์ เรียมจักท าโทกาย เทียบไว้ กายหนึ่งจักให้ผาย ผันราช การนอ กายหนึ่งพี่จักให้ อยู่เคล้าคลึงนาง ฯ ๏ รักนวลรักยิ่งด้วย ดวงใจ หากกิจไผทไท ท่านใช้ สิตนิติ์ท่านขานไข ค ากล่าว สุดแม่สิ้นชีพให้ ซุกไว้เสื่อคลุม ฯ ๏ ลาพ่อลาแม่แล้ว ลาสมร ลาญาติพี่น้องสลอน สลับสลั้ง ลาลูกรักสนิทนอน ในอู่ ลามิตร์เพื่อนบ้านทั้ง ทาสใช้ชายหญิง ฯ ๏ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงรับพระราชกิจแล้ว ทรงจุดธูป เทียนไหว้พระสยามเทวาธิราช ๓ ครั้ง ทรงอธิษฐานขอพรให้เดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพ ถวาย บังคมลาพระราชบิดา พระราชมารดา พระบรมวงศานุวงศ์ พระโอรสพระธิดา ข้าราชบริพารทุก คน ฯ โคลง ๓ ๏ ที่สามสิบเอ็ดตุลา เพลาโมงเศษเช้า พระราชาธิราชเจ้า เสด็จลี้จากสวน ดุสิตนา ฯ โคลง ๔ ๏ งามเอยงามเลิดล้วน ควรชม ราชรถจักรน่านิยม ดุจแก้ว แก้วจักรพรรดิ์สม นามเรียก จริงนอ ทัดมารุตเพริศแพร้ว รถไท้รองทรง ฯ ๏ บงหมู่ราชญาติแฟ้น เป็นขนัด ยังอมาตย์เสนาจัด แห่ล้อม บ้างขี่ขับจักร์รัถ ตามเสด็จ มาสู่สถานรถพร้อม เพื่อเฝ้าทูลลออง ฯ
๕ ๏ วันที่ ๓๑ ตุลาคม เวลา ๐๗.๐๐ นาฬิกาเศษ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราวุธ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกจากพระราชวังสวนดุสิต โดยรถยนต์พระที่นั่ง มาที่สถานีรถไฟ (สามเสน) พร้อมทั้งพระราชญาติ เสนาอ ามาตย์ ตามเสด็จ ฯ พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต ร่าย ๏ ค รั้ นได้ ฤกษ์พระองค์ เสด็จทรงวรราชรถ ป ร ะ ดับป ร ะด างดง ามสุ ด ดุจพิมานเทวา ถึงเวลาก าหนด รถไฟใช้จักร์เดิร เสียงเสทือนเสทินสนั่นหล้า เคลื่อนคลาจากสามเสน แล่นบ่มิเอนไกวกวัด ราชารัดทรงกล้อง ส่องฉายรูปริมทาง ระวางรถด าเนิร ดูน่าเพลินจิตต์จริง ทั้งชายหญิงราษฏร พากันจรมาดู ผู้เป็นเจ้าของตน ล้วนเปรมกมลทั่วหน้า เห็นเจ้าหล้าครานี้ บางคนชี้ท่าน ถูก บอกให้ลูกหลานจ า ธ ตรัสค าปราศรัย ให้ประชาชนปราโมทย์ โปรดไต่ถามความสุข ทุกข์ของชนทั่วถึง ต่างค านึงยินดี ว่าเรามีเจ้า-ประเสริฐ เลิดยิ่งนายอื่นปวง ดุจเจ้าสรวงเลิดฟ้า ครั้นเพลาใกล้เที่ยง รถแล่น เคียงเทียบสถาน นามว่าบ้าน-พาชีจึ่งภูมีเจ้าหล้า เสด็จสู่ปร าดาดผ้า พิจิตร์แท้ควรชม ยิ่งนา ฯ ๏ ครั้นได้ฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นรถไฟ ถึงเวลาที่ก าหนด รถไฟเคลื่อนขบวนออกจากสถานีรถไฟสามเสน เวลาใกล้เที่ยงขบวนรถไฟพระ ที่นั่ง เทียบชานชาลาสถานีบ้านพาชี(มณฑลนครสวรรค์) ปะร าพลับพลารับเสด็จ ฯ
๖ โคลง ๓ ๏ พระเสด็จขึ้นประทับ บัลลังก์ระยับเลิดฟ้า ราชญาติอ ามาตย์ข้า บาทเฝ้าริมองค์ ฯ โคลง ๔ ๏ สุริยพงศ์อมาตย์อ้าง นามา ออกพระยาสุริยา นุวัตร์ รั้ง สรรพราชกิจโยธา ธิการทั่ว จึ่งอ่านรายงานทั้ง นอบเกล้าถวายชัย ฯ
๗ ๏ จอมไทยด ารัสโต้ ตอบค า อมาตย์นา ไพเราะสุดควรจ า จดไว้ รถไฟเป็นเครื่องน า ผลสู่ ประเทศแฮ ปวงราษฎรจักได้ สุขทั้งพูนสิน ฯ ๏ แผ่นดินก็จักได้ รับผล อีกนา จักช่วยผูกประชาชน ชิดเข้า ความรักรัฐมณฑล จักเกิด ทวีพ่อ ความรักชาติจักเร้า เร่งให้ไทยเจริญ ฯ ๏ ฟังเพลินเพลิดจิตต์แท้ ค าตรัส รู้สึกความจริงชัด เช่นนั้น พระคุณประดุจฉัตร์ อันประเสริฐ ปกแผ่ไพศาลกั้น เหล่าข้าบาทบงสุ์ ฯ ๏ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับบนบัลลังก์ พระราชญาติ และ อ ามาตย์เข้าเฝ้า พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ กล่าวถวาย รายงานและถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสตอบ ฯ โคลง ๒ ๏ เมื่อพิธีเสร็จแล้ว เสด็จจากบัลลังก์แก้ว ธิราชไท้เสด็จเสวย ฯ ๏ น่าเชยการแต่งพร้อม โต๊ะจัดพฤกษชาติห้อม เปรียบด้วยไพรวัน ฯ โคลง ๓ ๏ พลันพระผู้เพ็ญยศ ก าหนดราชญาติไท้ ทั้งอ ามาตย์บางท่านให้ นั่งพร้อมริมอาสน์ ท่านนา ฯ ร่าย ๏ ครั้นพระเสวยส าเร็จ ธ ก็เสด็จยุรยาตร์ กรายกรนาดนวยงาม อ ามาตย์ตามแน่นขนัด ดั่งฝูงสัตว์จัตุบาท เต้าตามราชสีห์นาย ผายสู่รถไฟหลวง ปวงพวกไปขึ้นนั่งแน่น ปวงพวกแล่นส่งไผท ยืนเรียงไปตามศักดิ์ พอรถจักร์เคลื่อนที่ มีเสียงผู้ส่งโห่ โห่ฮิ้วโร่สามคลา เป็นสัญญาแนะหมาย ถวายชัยมงคล รถผันพ้นพาชี รีบเร็วรี่บ่มิหยุด ดุจมารุตจวนฝน จนถับถึงลพบุรี ที่นั่นมีทหารรับ ค านับนาถถวายเพลง บรรเลงแตรสรรเสริญ รถเทียบเนินบ่มิช้า จึ่งบพิตร์เจ้าหล้า ย่างเยื้องจากรถ ไฟนา ฯ ๏ เมื่อพิธีเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากบัลลังก์ไปเสวย พระกระยาหาร ครั้นเสวยพระกระยาหารเสร็จ เสด็จฯ ขึ้นรถไฟไปลพบุรี กองทหารบรรเลง แตรสรรเสริญพระบารมี เสด็จลงจากรถไฟ ฯ
๘ โคลง ๓ ๏ ทวยราษฎรชายหญิงคลา กันมายืนนั่งเฝ้า พระบาทบพิตร์เจ้า เพื่อได้ชมบุญ ท่านแฮ ฯ ๏ หมื่นขุนหลวงออกญา อีกเทศาสะพรั่งพร้อม ก้มศิโรตมางค์น้อม นบนิ้วถวายพร ท่านนา ฯ โคลง ๒ ๏ เผยพจน์ทักทั่วแล้ว เสด็จสู่ราชรถแพร้ว เพริศเพี้ยงองค์อินทร์ เสด็จเอย ฯ โคลง ๔ ๏ งามนราธิราชทั้ง งามรถ ทรงพ่อ งามแสะสองยาตร์พยส ย่างย้าย งามสารถีจรด สายขับ งามอัศวาภรณ์คล้าย พิษณุแสร้งสรรค์ถวาย ฯ ๏ หมื่นขุนหลวงออกญา ถวายพร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ปฏิสันถานแล้ว เสด็จขึ้นราชรถ ฯ ร่าย ๏ ขับรถมาบ่มิหึง ถึงวังเบาราณราช จึ่งภูวนาถจรดล ยลนิเวศน์วังร้าง สร้างแต่ปางพระนารายณ์ ซึ่งตัวนายคอนสตัน ฟั่ลคันชาวกรีก หลีกมาพะพึ่งโพธิ โปรดความชอบความดี ให้เป็นที่ออกญ าน าม วิ ช าเยนท ร เป็น ผู้ส อน ผู้สั่ง เป็นผู้ ตั้งต่อติด ป ร ะดิษ ฐ์ คิด แต่งแปลน ให้แม้นแผนยุโรเปี้ยน บูรณ์ตามเขียนแบบแล้ว จึ่งพระทรงจักร์แก้ว โปรดเกล้ารางวัล ยศนา ฯ ๏ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรพระราชวังโบราณ เมืองลพบุรี(วังนารายณ์หรือพระนารายณ์ราชนิเวศน์) โคลง ๓ ๏ พลันเพลินพิศเวียงวัง อีกแถวคลังสระแก้ว ตึกพระเจ้าเหาแล้ว เสด็จเข้าธัญญปรา สาทแฮ ฯ โคลง ๔ ๏ สรรเศียรวราหะต้ม เตียบรอง เป็ดไก่บายศรีตอง แต่งตั้ง สุราใส่ขวดซอง แทรกอยู่ รัชฎ์ธูปค าเทียนทั้ง ดอกไม้รายวาง ฯ ๏ ปางปิ่นจักรพรรดิ์เจ้า จอมสยาม นบเทพนารายณ์สาม คาบแล้ว ราชญาติยุพราชตาม อย่างเยี่ยง พระนอ เสร็จกิจสังเวยแคล้ว คลาศเต้าตามฉนวน ฯ
๙ ๏ เสด็จสู่นาเวศพร้อม พลพาย องครักษ์ต ารวจราย รอบข้าง เรือทรงแล่นฝ่าสาย สินธุ์ เชี่ยว ลุทุ่งพรหมาสตรกว้าง เทีบบหน้าพลับพลาศรี ฯ ๏ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯทอดพระเนตรหมู่ตึกพระ คลังศุภรัตน์และ ตึกพระเจ้าเหา เสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปที่พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ทรงบ าเพ็ญพิธีบวงสรวงพระวิญญาณสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จฯ กลับทางเรือผ่าน "ทุ่งพรหมาสตร์" (คือ บริเวณที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ในเขตต าบลพรหมาสตร์ อ าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ปัจจุบัน) ถึงพลับพลา ประทับแรมที่ลพบุรีฯ ๏ แรมรุ่งโมงเศษเช้า จอมนรา เสด็จส่องฉายามหา ธาตุร้าง สถูปปรางค์อีกทั้งปรา สาทเก่า เย็นย่ าค่ าคืนค้าง แทบท้องทะเลลม ฯ ๏ เช้า วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไป นมัสการพระปรางค์องค์ใหญ่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ( ต าบลท่าหิน อ าเภอเมืองลพบุรี) ประทับ แรมบนเรือพระที่นั่ง ฯ ร่าย ๏ ถึงที่สองวารา พิจิกายนมาส พระบาทบรมราชา คลาขบวนโดยรถไฟ ใช้จักรฉิวเฉียดพายุ บรรลุถึงบ่มิช้า ท่าเรือปากน้ าโพ อันโอฬารสราญตา พวกเทศาภิบาล เฝ้า ณ สถาน รถไฟ ครั้นภูวนัยจอมกษัตริย์ ตรัสปราศรัยเสร็จสรรพ เสด็จประทับเรือกล รีบจรดลสู่วัด เขาถนัด หน้าศาลา ที่ว่าการมณฑล เรือประชาชนจอดแน่น แฟ้นเกลื่อนกลาดดาษดา เห็นราชาอภิวาท พระบาทตรัสให้เข้า มาเฝ้าใกล้พระองค์ ทรงทักทายถามข่าว ชาวนครสัคค์ปรีดา ต่างวันทาชมบุญ พระการุญยิ่งล้ า ราษฎร์นิยมใครบ่ก้ า กว่าไท้สยามินทร์ได้เลย ฯ โคลง ๒ ๏ จึงภูมินทรลบหล้า ธเสด็จบ่มิช้า ไต่ขึ้นบนบรร พตนา ฯ ๏ พระนมัสการเสร็จแล้ว เสด็จกลับพลับพลาแก้ว จึงไท้เลยเสวย ฯ ร่าย ๏ ถึงเวลาอันควร เคลื่อนคลาดกระบวนจากวัด ราษฎรขนัดกึกก้อง ซร้องส่งเสียงถวาย ชัย เรือกลไฟรีบแล่น แม้นมัตสยาน่าชม ล าน้ าอุดมธงเทียว ผ้าแดงเขียวประดับประดา ครั้นนาวาถึงตลาด ธ เสด็จประพาสบ่มิเนิ่น ความเจริญแห่งพารา ปรากฏตาแน่แท้ ควรนึกปราโมทย์แล้ อุระตื้นเปรมกมล ฯ
๑๐ โคลง ๔ ๏ ถึงกาลภูวนาถเจ้า จอมไทย เสด็จสู่สถานรถไฟ พรั่งพร้อม ประดาผู้ที่จะไป พายัพ อภิวาทแทบบาทน้อม นอบเกล้าบังคมลา ฯ ๏ ราชาประสิทธิ์ให้ วรพร ขอทุกรูปสถาวร ดั่งกี้ ในระวางเมื่อสัญจร จงสุข ทั่วเทอญ ด ารัสเสร็จเช่นนี้ เหล่าข้าพูนเกษม ฯ โคลง ๔ ๏ ขอเหล่าอริร้าย พ่ายพระ เดชเทอญ ขอทุกข์จงอย่าพะ ท่านไท้ ขอสุขอย่าเลยละ วรบาท ท่านเลย ขอพระชนม์ยืดได้ กว่าร้อยพรรษกาล ฯ ๏ ปวงภัยอย่าพาดพ้อง วรองค์ ท่านเลย ให้พระฤทธิ์ด ารง เลิดหล้า ขอปวงพระราชวงศ์ จงสวัสดิ์ ทั่วนา เพื่อปกครองไพร่ฟ้า ราษฎร์ให้อยู่เย็น ฯ โคลง ๒ ๏ ราชรถอันเพริดแพร้ว เคลื่อนจากที่จอดแล้ว โอรสไท้เสด็จจร ฯ ๏ สมเด็จหน่อพุทธเจ้า เสด็จล่องล าน้ าเข้า เทียบหน้าศาลามณ ฑลเอย ฯ โคลง ๔ ๏ นครสวรรค์นามมาตรแม้น เมืองอินทร์ เหมาะหนักหนาภูมินทร์ แต่งให้ ออกญาอมรินทร์ ครองเขตต์ นครสัคค์ควรจักได้ สักร์ไว้เป็นจอม ฯ ๏ องค์อินทร์มีเนตรอ้าง นับพัน สอดส่องทั่วขอบขันธ์ แหล่งหล้า พระยาอมรินทร์ขยัน เทียมเทพ กล้องรูปสอดส่องคว้า ถ่ายล้วนสิ่งสรรพ์ ฯ ๏ พระยาชลบุเรศร์ผู้ เป็นปลัด มณฑลนา ตอนค่ าตระเตรียมจัด เล่นพร้อม ผ้าป่าอีกเพลงขนัด หนาแน่น เริงน่าพลับพลาน้อม นอบเกล้าบ าเรอไผท ฯ
๑๑ ๏ วงชายร้องยั่วเย้า ยวนหญิง วงอิสัตรีประวิง ตอบโต้ คล้ายพี่ยวนหล่อนอิง แอบอก พี่นอ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บโอ้ ห่างน้องนวลแข ฯ ๏ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ พระราชด าเนิน ถึงท่าเรือปากน้ าโพ (นครสวรรค์) ข้าหลวงเทศาภิบาล (ต าแหน่งข้าหลวงผู้รักษา ราชการ ผู้ว่าราชการเมือง) เฝ้ารับเสด็จ ณ สถานีรถไฟ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับ เรือกล เสด็จฯ ไปวัดคีรีวงศ์ (ต าบลปากน้ าโพ อ าเภอเมืองนครสวรรค์) แล้วเสด็จ ฯ กลับ ฯ ๏ เมื่อเสด็จฯ ถึงสถานีรถไฟ (บ้านพาชี) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ พร้อมผู้ตามเสด็จประพาสมณฑลพายัพ ถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงอวยพร ให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ฯ ๏ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จฯ ออกจากสถานีรถไฟ (บ้านพาชี) เสด็จฯ โดยเรือพระที่นั่งไปเทียบที่หน้าศาลามณฑลนครสวรรค์ ออกญาอมรินทร์ (พระยา อมรินทรฦาไชย (จ ารัส รัตนกุล) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์ ) เฝ้ารับเสด็จ ตอนค่ า พระยาชลบุเรศร์ (พระยาชลบุรี เจริญ จารุจินดา) ปลัดมณฑลนครสวรรค์ จัดมหรสพ การละเล่น หน้าพลับพลาที่ประทับ ฯ โคลง ๓ ๏ รุ่งที่สามพิจิกา ยุพราชาธิราชไท้ เสด็จสู่เรือจักร์ใช้ จักร์ย้อนลงปลาย น้ านา ฯ โคลง ๒ ๏ เรือไฟไคลเทียบหน้า โรงทหารเสด็จไป่ช้า เสด็จขึ้นด าเนิรดูฯ ร่าย ๏ บงหมู่ข้าราชการ ฝ่ายทหารพลเรือน บมิแชเชือนแช่มช้า ลงยืนท่าอัญเชิญ พระด าเนิรสู่โรง ทหารโอ่โถงสอาดตา ที่ทวารากองเกียรติ ยึดยืนเหยียดเป็นแถว แนวกระท าคารวะ แด่พระหน่อพุทธเจ้า โอษฐ์นั้นเล่าร่ าร้อง ซร้องสรรเสริญบารมี พระจึ่งลีลาพลัน สู่ที่บัญชาการ ทั้งตรวจสถานพลสถิต พระเริงฤทธิ์สงคราม ตามเสด็จเพื่ออธิบาย เหตุการณ์หลายควรฟัง เสด็จทั้งคลังทั้งโรง ฝึกหัดโถงควรชม แล้วจึ่งบรมโอรส ตามก าหนดถวายไว้ ได้ทรงปลูกต้นสัก เพื่อเป็นหลักตักเตือน เยือนใจผู้อยู่หลัง ถึงเมื่อครั้ง ธ เสด็จ ครั้นเสร็จทรงตรวจแล้ว เสด็จลงนาเวศร์แก้ว กลับเข้าคืน พลับพลานา ฯ โคลง ๓ ๏ ครั้นได้ฤกษ์คลาขบวน ดูยวนตายิ่งล้ า ดุจหมู่นาคเล่นน้ า พิศแล้วเพลินตา ฯ
๑๒ โคลง ๔ ๏ งานกระบวนชลมารคล้วน นาวา เรียงแฮ งามเมื่อพระยาตรา ยับยั้ง งามเรือเปรียบอินทรา สนะล่อง งามติดงามต่อตั้ง ถี่ถ้วนล้วนงาม ฯ ๏ เรือกลน าร่องน้ า มณฑล เตรียมแฮ เรือที่นั่งศิริชล เทียบข้าง เรือมะโรงชักโยงกล จักร์แล่น กลางนา เรือเครื่องเทียบซ้ายสล้าง สลับล้วนกระบวนเรือ ฯ ๏ ถัดมามหาดเล็กตั้ง ที่สาม รองเฮย พ่วงปิกนิกอมาตย์ตาม จัดทั้ง ปิกนิกมหาดเล็กยาม ตั้งเครื่อง เรือสี่หนึ่งยังยั้ง อยู่ท้ายรายไป ฯ ๏ เรือกลหนึ่งไล่ท้าย เวหน นามฤา บรรทุกสรรพของขน เครื่องใช้ เรือกุ๊กผูกข้างยล เพลิดยิ่ง เพลินพ่อ สิบเอ็ดล าเรือไล้ ล่วงน้ าตามกัน ฯ ๏ รุ่งเช้า วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จลงเรือกลไฟ ไปเทียบที่โรงทหาร เสด็จขึ้นไปทอดพระเนตร (กิจการทหาร) ฯ ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน เฝ้ารับเสด็จ พระเริงฤทธิ์สงคราม ตามเสด็จ และอธิบายกิจการทหาร พระองค์ทรงปลูกต้นสัก แล้ว เสด็จลงเรือ กลับคืนพลับพลาที่ประทับ ฯ ๏ ฤกษ์รุ่งรุ่งฤกษ์แล้ว กระบวนจรัล แม่เฮย คลาดล่วงนครสวรรค์ ย่านน้ า เจียนจิตต์จักจรจัล จอดถิ่น เจียวแม่ ตริยิ่งตริยิ่งช้ า ชอกเพี้ยงทรวงสลาย ฯ ๏ ชายใดโรคใดกล้ า กลายกาย เทียบบ่อทัดทันราย ราคเร้า ราคร้อนอุระสลาย แสลงยิ่ง เจียวแม่ คืนและวันฝันเจ้า จ่อหน้า มาเยือน ฯ ๏ กระบวนเบือนบากหน้าเข้า เกรียงไกร บ้านเฮย ทับกฤชกฤชเกรียงใด ตัดเจ้า ตัดพี่นี้ขาดไป ขณะสวาท แม่แม่ สวาทพี่ฤาดีเร้า ร่านร้อนเรียมหวน ฯ
๑๓ ๏ เกยไชยชื่อโด่งด้วย กุมภา หนึ่งนา ยาวใหญ่ร้ายกาจนา สิกพร้อย ตัวตายแต่หลานตา ยังอยู่ สองบาทจุดขาวน้อย ด่างพร้อมพรรณตา ฯ ๏ ชุมแสงแสงทิพไซร้ ส่องสุม อยู่ฤา อกพี่ราวไฟรุม เร่าร้อน ไห้หวนคิดถึงชุม นุมอยู่ หลังนอ บุญพี่ชูพี่ย้อน กลับใกล้คืนสงวน ฯ ๏ เมืองภูมิภูมิภาคด้วย เหตุไฉน ภูมิเพราะกายฤาใจ ช่วยชี้ ฤามีเทพสถิตใน กิ่งรุกข์ ใดฤา ขอพระภูมิที่นี้ ประสิทธิ์ให้พธูเกษม ฯ ๏ รูปกุญชรเพศอ้าง นามบรร พตแฮ ใครนะช่างคิดสรร ชื่อให้ คิดไปก็เดือดดัน ช้างบ่ มีเลย ผิวะมีจักได้ ขี้ขึ้นคืนสถาน ฯ ๏ ถึง เวียงวิจิตร์แล้ว แลหา เมือง นี่บ่มีตา ยั่วค้อน พิ จารณ์มิสบสุดา นิ่มนุช เลยแม่ จิตร์ พี่ยังเร่าร้อน อุระไข้คนึงหา ฯ ๏ พิจิตร์วิจิตร์คล้าย นามขนาน งามหมู่ทหารชาญ ศึกกล้า ฝ่ายเทศอภิบาล พร้อมพรั่ง เต็มยศขาวทั่วหน้า เพื่อเฝ้าทูลสนอง ฯ ๏ เรือทรงเทียบท่าแล้ว เยาวราช เสด็จสถิตเหนือราชอาสน์ แต่งไว้ ข้าราชกิจอภิวาท เป็นขนัด อีกพ่อค้าจีนได้ แห่เฝ้าถวายพร ฯ ๏ ตอนเย็นเสวยเสร็จแล้ว พระนิกร กิตินา จัดเล่นลครถวาย สนุกแท้ ไกรทองเมื่อธจร ขึ้นจาก ถ้ าแฮ พวกตลกพูดตลกแก้ ทุกข์ให้คลายครวญ ฯ ๏เช้าวันที่ ๔-๕ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ครั้นได้ฤกษ์ ขบวนเรือสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จออกจากนครสวรรค์ รุ่งเช้า ขบวนเรือ ผ่านเขตเมืองนครสวรรค์ ผ่านบ้านเกรียงไกร บ้านเกยไชย บ้านชุมแสง เขตมณฑลนครสวรรค์ ฯ
๑๔ ๏ เสด็จฯ ผ่านเมืองภูมิ (บ้านหนองเต่า ต าบลภูมิ อ าเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร) ผ่าน วัดเขารูปช้าง (ต าบลดงป่าค า อ าเภอเมือง จังหวัดพิจิตร) ถึงเมืองพิจิตร เทศาภิบาลเมืองพิจิตร ข้าราชการ เฝ้ารับเสด็จ พ่อค้าจีน เข้าเฝ้าถวายพระพร ฯ ๏ เวลาเย็น เมื่อเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว พระนิกรกิติการ เจ้าเมืองพิจิตร จัดแสดง ละครเรื่อง ไกรทอง ถวายให้ทอดพระเนตร ฯ โคลง ๔ ๏ ข้ามเขตต์พิจิตร์เข้า สนามคลี สนามที่เงาะเดาะตี เทพแพ้ สังข์เสร็จศึกสมศรี สวาทรจ นาแม่ เรียมเสร็จราชกิจแล้ จักได้สมศรี ฯ ๏ ครั้นเรือขบวนเคลื่อนเข้า เขตพิษ ณุโลกเฮย เรือพระกาญจนดิฐ ไพร่พร้อม จ้วงพายวาดท้ายชิด เรือพระ ที่นั่งนา จึ่งปลัดเทศาน้อม นอบเกล้าทูลเชิญ ฯ ๏ วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนเรือสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จออกจาก เมืองพิจิตร ผ่านบ้านสนามคลี (บ้านสนามคลี ต าบลสนามคลี อ าเภอบางกระทุ่ม) เข้าเขตเมือง พิษณุโลก ปลัดมณฑลพิษณุโลก (พระกาญจนดิฐบดี,อวบ) เฝ้ารับเสด็จ ฯ ๏ ที่เจ็ดเรือจอดใกล้ ปากพิง หวนคิดถึงแม่หญิง ยอดฟ้า ยามสุขแม่เคยอิง แอบอก พี่นอ โอ้เปลี่ยวใจพี่ล้า ละห้อยสุชลคลอ ฯ ๏ ปากพิงพิงเก่งแท้ เจียวนา นอนวิสูตรแล้วหนา ไป่โป้ มะกะสะยังลอดมา เจาะกัด ได้โอย โดยปากยุงพิงโอ้ เริดไร้นิทราศูนย์ ฯ ๏ วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนเรือสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ จอดพักใกล้กับ บ้านปากพิง (ต.งิ้วงาม อ.เมืองพิษณุโลก) ฯ โคลง ๓ ๏ เช้าที่แปดเพลา นาฬิกาล่วงแล้ว โมงหนึ่งนาเวศร์แก้ว แล่นขึ้นฝ่าสาย ชลนา ฯ
๑๕ โคลง ๒ ๏ ถึงพิษณุโลกไป่ช้า เที่ยงเศษจึงหยุดหน้า วัดข้ามลอยเรือ ฯ ร่าย ๏ พอกระบวนตรงท่า หน้าวัดพระชินราช เสียงสินาดยิ่งดังสนั่น ครึนครั่นโครมคระครึก อธึกดุจอสนีบาต ค านับนาถบรม สมเด็จหน่อพุทธางกูร แตรสั้นประมูลเสียงแจ้ว พิณพาทย์แผ้ว เสียงใส พระสวดชัยคาถา ราษฎรดาดาษมอง ปองใจจักเห็นองค์ ทรงเต็มยศขาวเสร็จ ธ เสด็จเรือพาย กรายกรเข้าเทียบท่า เทศาเฝ้าทูลเชิญ เสด็จด าเนิรลิลาศ ขึ้นสู่ราชมาฬก ตกแต่งราชอาสน์ไว้ พระยาศรีสุริยาราชได้ นอบเกล้าอัญเชิญ ประทับนาฯ โคลง ๓ ๏ จึ่งเหล่าข้าราชการ เทศาภิบาลอยู่หน้า พร้อมหมู่ราชญาติข้า บาทเฝ้าวันทา ฯ โคลง ๔ ๏ พระยาศรีสุริยราชอ้าง นามขนาน เปิดอ่านอักษรสาร เสนาะถ้อย เปรมปลื้มจิตต์ใดปาน ใดเปรียบ ได้เลย ข้าราชกิจใหญ่น้อย ทั่วล้วนถวายพร ฯ ๏ ยินดีรับเสด็จไท้ เยาวรา ชาเอย ซึ่งอุตส่าห์เสด็จมา ที่นี้ ขอเดชพระกรุณา ชินราช อันศักดิ์สิทธิ์แต่นี้ ประสิทธิ์ให้ไผทเจริญ ฯ ๏ สมเด็จหน่อพุทธเจ้า ตรัสตอบ พลางหมู่อมาตย์นอบ เกศเกล้า ทรงปราโมทย์และขอบ ใจทั่ว กันนา ขอท่านทั้งหลายเฝ้า ชักชี้ในการ ฯ ๏ อันผู้เป็นใหญ่แล้ว จ าจัก ต้องพึ่งพาพ านัก ทั่วหน้า ใดผิดจงช่วยทัก ทานทัด เพื่อราชกิจเจ้าหล้า จักได้ด าเนิรดี ฯ
๑๖ ร่าย ๏ ตอนบ่ายพระลูกยา ทรงอาชาเป็นขบวน มวญหมู่ราชบริพาร ห้อมแห่ตระการตาจริง สินธพวิ่งล าพองเผ่น ไต่เต้นตามมรรคา แลโรงพยาบาลพลัน ของมิสชันเนรี อเมรีกันชาติ แพทย์ทูลบาทอัญเชิญ ด าเนิรทอดพระเนตร์ ทั่วเขตต์โรงโอสถ อธิบายหมดถ้วนถี่ เครื่องมือมีมากครัน ทุกอันมีที่ใช้ ในการเวชวิทยา พระทัสนาส าเร็จ เสด็จขึ้นอาชาไนย ไปสู่โรงทหาร ผู้บัญชาการ มณฑล ยศนายพลชั้นตรี หม่อมเจ้าศรีใสตาม เพื่อทูลความตามที่ พระจักมีสิ่งฉงน พยุหพลยืนแถว ราย ถวายวันทยาวุธ เพริศแพร้วดุจพลพระราม ยามช านะลงกา ยุวราชาด าเนิร บมิเมินมิเฉย บมิละเลยสิ่ง ใด ไผททัศนาสรรพ อีกมีรับสั่งโปรด ปล่อยนักโทษพ้นทัณฑ์ ในบ่ายวันนี้ไซร้ เพื่อเหล่าพลจักได้ นึกน้อมนิยมบุญ ท่านนา ฯ โคลง ๔ ๏ ครั้นค่ าพระเสด็จขึ้น นมัสการ ณ พระธาตุวิหาร ชื่ออ้าง ดอกไม้รัชฎากาญจน์ แต่งพุ่ม ถวายนา พระพุทธชินราชสร้าง ประเสริฐสิ้นศิลป์คน ฯ ๏ ปฏิมางามเลิดล้วน งามเจริญ เนตร์นา ยิ่งพิศหนักยิ่งเพลิน เพลิดแท้ หาค าเพื่อสรรเสริญ พระห่อน พอเลย งามหมดหาที่แก้ บ่ได้แห่งใด ฯ ๏ ยามเนตร์สบแรกนั้น เปรียบดัง ได้สดับศัพท์เวงวัง วิเวกชื้น ดุจเพลงเสนาะประทัง ประทะโสต ยิ่งพิศจิตต์ยิ่งตื้น พากย์ด้วยยินดี ฯ ๏ สมเด็จราเมศร์ไท้ ธ ารง ศักดิ์นา เทียนธูปนมัสการองค์ พระแล้ว เปลื้องผ้าสะพักทรง อุทิศ บูชาแฮ แด่พระชินราชแผ้ว เพริศแพร้วสุพรรณพรรณ ฯ ๏ ทุกคนต่างนอบน้อม ศิโรตมางค์ จุดธูปเทียนเบ็ญจางค์ ประดิษฐไว้ ปีติทั่วสรรพางค์ ทุกรูป ขอจงประสิทธิ์ให้ โรคทั้งภัยกษัย ฯ ๏ ขอสิ่งข้าบาทนี้ นิยม ได้ดั่งจินดาสม เสร็จถ้วน นฤทุกข์เพื่อกลับชม คฤหาสน์ ชนที่ข้าสวาทล้วน สุขทั้งกายใจ ฯ
๑๗ ๏ ขอความที่อาตม์นี้ เลื่อมใส ในพระรัตนตรัย จุ่งให้ เป็นผลสิทธิใน สิ่งสรรพ อันจิตต์ปรารถนาไซร้ จุ่งได้ดังประสงค์ ฯ โคลง ๓ ๏ เมื่อเสร็จทรงนมัสการ ธสมาทานสิกข์ห้า แล้วภิกษุส่งเสียงจ้า สวดซ้องเจ็ดต านาน ฯ โคลง ๔ ๏ สงฆ์สวดมนต์จบแล้ว พระองค์ เสร็จนมัสการลง สู่หล้า เสด็จประทับพลับพลาทรง ทอดพระเนตร์ มโหรสพส่งเสียงจ้า แจ่มแจ้วจับร า ฯ ๏ โขนประจ าจับเหล้นเมื่อ พระยาวา นรเฮย สุครีพมหาเสนา ใหญ่สู้ กุมภกรรณอนุชลงกา อินทร์แต่ง กลนอ ขุนกบี่บ่รั่วรู้ รวบรึ้งพระยารัง ฯ ๏ คนดูอยู่แน่นก้อง เฮฮา บ้างพิศโขนพิศราชา เกียรติอื้อ นี่หัวนั่นโกรธา มี่สนั่น อยู่เฮย ต ารวจร่าคร่ายื้อ ยุดห้ามความหาย ฯ ๏ หุ่นจีนก็จัดไว้ วางเคียง โขนแฮ ด้านฟากพระระเบียง โบสถ์ตั้ง พิณพาทย์ดาษรายเรียง รุ่นแรก หัดเฮย เพลงเก่งพลางพลอดยั้ง อยู่ล้นหลามเหลือ ฯ ๏ ปฐมยามย่ าล่วงแล้ว เวลา ดึกแฮ พระเสด็จกลับพลา ไพร่ห้อม ปวงมโหรสพนา นาหยุด กองจุกช่องวงล้อม เร่งฆ้องรุมไฟ ฯ ๏ เช้า วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนเรือสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ถึงเมืองพิษณุโลก จอดตรงท่าวัดพระพุทธชินราช พระยาศรีสุริยราชราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) ข้าหลวง เทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก เชิญเสด็จประทับบนพลับพลาพิธี ฯ ๏ เมื่อเสด็จประทับบนพลับพลาพิธีแล้ว พระราชญาติ และเหล่าข้าราชการเทศาภิบาล รับเสด็จ พระยาศรีสุริยราชราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ถวายรายงาน และถวายพระพร พร้อมกับเหล่าข้าราชการ และสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ตรัสตอบ ฯ
๑๘ ๏ เวลาบ่าย สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จทอดพระเนตรกิจการโรงพยาบาลของ มิชชันนารี ชาวอเมริกัน ต่อจากนั้นเสด็จไปทอดพระเนตรโรงทหาร หม่อมเจ้าศรีใส ตามเสด็จ เพื่อทูลความเรื่องต่าง ๆ ฯ ๏ เวลาค่ า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จนมัสการพระพุทธชินราช ทรงเปลื้องผ้า สะพัก ถวายเป็นพุทธบูชา ทรงสมาทานเบญจศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัย มงคล เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลเสร็จแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จกลับไปประทับที่พลับพลา ทรงทอดพระเนตรการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ จนล่วงเวลาปฐมยาม (๑๘ นาฬิกา – ๒๑ นาฬิกา) จึงเสด็จกลับ ฯ ร่าย ๏ ครั้นรุ่งเช้าจวนเพล พระหน่อนเรนทรเสด็จ โดยเรือ ระเห็ดข้ามฟาก จากพลับพลาสู่วิหาร ทรงนมัสการพระพุทธ ชินราชสุทธวิไล อุไรสุกอร่ามเรือง เหลืองจับแสงสุริยง ครั้นพระสงฆ์สวดเสร็จ สมเด็จยุพราชา อาหารบิณฑบาตประเคน พิณพาทย์เล่นบรรเลงลั่น ครั้นพระฉันส าเร็จ สมเด็จโอรสเจ้า ทรงพระเต้าสิโนทก สงฆ์ยกพัดโมทนา ครั้นเพลาได้ฤกษ์ โปรดให้เบิกแว่นวง สมโภชองค์ปฏิมา ตามโบราณะประเพณี เสียงดนตรีบรรฤาศัพท์ เสียงโห่รับโห่เรียง รายระเบียงอุโบสถ เปล่งเสียงหมดทุกตน ครั้นเทียนวนได้สาม รอบแล้วตามแบบ บรรพ์ ทรงธรรม์ทรงเจิมกระแจะ แตะปฏิมาเพริศแพร้ว ทรงถวายอภิวาทแล้ว เสด็จข้ามคืน พลับ พลานอ ฯ โคลง ๒ ๏ ครั้นร าไพบ่ายคล้อย เสด็จประพาสสถานใหญ่น้อย ฟากน้ าปราจิณ ฯ โคลง ๓ ๏ แล้วพระข้ามนมัสการ วิหารพระชินสิริแพร้ว อีกพระสาสดาเสร็จแล้ว ธิราชไท้คืนสถาน ฯ ร่าย ๏ เพลาค่ าเทศา มาเชิญพระหน่อนาถ สู่ราชมาฬกประทับ เพื่อทรงสดับเพลง เสนาะ พิณพาทย์เพราะบรรเลง วังเวงวิเวกวอน เพลงไทยมอญจีนแขก แปลกเปลี่ยนเสียงน่าฟัง ยังมีเสภ ากลอน จับตอน ขุน แผน สท้ าน เดือดด า ลขุน ช้ างบังอ า จ ลักลอบน าฏ วันทองไป ครั้นได้เวลาจวนห้า ทุ่มเทศาภิบาลเชิญ เสด็จด าเนิรห้องกลาง ซึ่งจัดวางโภชน์ไว้ ครั้นไผทเสวย เสร็จแล้ว เสด็จกลับพลับพลาแก้ว สู่ห้องไสยา ฯ ๏ เช้า วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จนมัสการพระพุทธชินราช ทรงบาตร และถวายภัตตาหารเพล พระสงฆ์อนุโมทนา ทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงสมโภชองค์พระปฏิมา ทรงประทักษิณ ทรงธรรม์ ทรงเจิมกระแจะพระปฏิมา เสร็จแล้ว เสด็จกลับพลับพลาที่ประทับ ฯ
๑๙ ๏ บ่าย วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จประพาสสถานที่ ส าคัญด้านฟากน้ าทิศตะวันออก (ปราจิณ) เสร็จแล้วเสด็จไปนมัสการพระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เสร็จแล้ว เสด็จกลับ ฯ ๏ ค่ า วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จไปชมเสภาขุนช้าง ขุนแผน เวลา ๕ ทุ่ม (๒๓ นาฬิกา) เสวยพระกระยาหาร เสร็จแล้ว เสด็จกลับพลับพลา เข้าห้อง บรรทม ฯ โคลง ๔ ๏ ที่สิบวาระเช้า เสด็จวัง จันทร์แฮ เพื่อบัดพลีเทพดัง แบบกี้ พร้อมโภชน์สุราสัง เวยอุทิศ ขอเทพสถิตที่นี้ ขจัดคุ้มโพยภัย ฯ ๏ ทั้งในชนบททั้ง มรรคา จงสวัสดีปรีดา ทุกข์แคล้ว โรคาพาธอย่ามา เบียฬเบียด ได้เลย จนกลับคืนห้องแล้ว นุชเนื้ออุไรศรี ฯ ร่าย ๏ บ่ายพระเสด็จลีลา โดยนาวาพายผจง ตรงทวนขึ้นเหนือน้ า ถึงท่าท าไว้เสร็จ เสด็จโดยบาทด าเนิร สู่เชิงเทินค่ายเก่า ซึ่งฝ่ายเราตั้งรับ ทัพพะม่าแต่เบาราณ ซึ่งเหิมหาญมารบ ครั้นด าเนิรจบรอบเทิน เทศาเชิญพระลูกยา ทรงอาชาคลาขบวน หวนกลับลงทางใต้ เพื่อไผททอดพระเนตร เขตต์สถานสรรพราชกิจ อันสถิตอยู่ทางฝั่ง บุรพา ตั้งเป็นแนว อีกสระแก้วใหญ่กว้าง ขวางแลลิ่วลิบตา ครั้นเพลายามเย็น เล่นลครตลกถวายพระองค์ ตอนสุวรรณ หงส์หลงรัก นางยักษ์แปลงหลอกเนต ร์ เหมือนน างเกษนิ่มนวล ครั้นเพลาจวนดึกไซร้ พระโอรสราชไท้ เสด็จขึ้นบรรทม ฯ โคลง ๒ ๏ หิมะโปรยปรายชุ่มชื้น จันทรส่องแสงทั่วพื้น ฟากฟ้าสากล ฯ โคลง ๔ ๏ ยลแสงอัศะคะไซร้ ส่องเย็น แนะเนตร์นิมิตรเห็น นิ่มน้อง บ าบวงบัดบ าเพ็ญ บุญะกิ ริยาแม่ บุญจุ่งสื่อสารซร้อง ส่งสร้อยสายสมร ฯ ๏ เช้า วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จไปพระราชวังจันทน์ (ตั้งอยู่ริมแม่น้ าน่านฝั่งตะวันตก ต าบลบ้านคลอง อ าเภอเมืองพิษณุโลก) เพื่อทรงท าบัดพลี เทพยดา ฯ
๒๐ ๏ บ่าย วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จทอดพระเนตรเชิง เทินค่ายเก่า และเขตต์สถานสรรพราชกิจ ด้านฝั่งแม่น้ าน่านทิศตะวันออก ตอนเย็น ทอดพระเนตรการแสดงละคร เรื่อง สุวรรณหงส์ เวลาดึก เสด็จขึ้นบรรทม ฯ ร่าย ๏ ครั้นรุ่งขึ้นโมงเช้า เยาวราชเสด็จจากพลับพลา ทรงนาวา มาดศรีชล น่ายลยิ่งเพลินตา เรือเสนาเป็นขนัด เยาวราชธวัชฟูโพยม เป็นใหญ่โครมครึกลั่น สนั่นยิงยี่สิบเอ็ดครา ถวายราชาหน่อนาถ เสนามาตย์ประดับกาย เต็มยศรายถวายกร ถวายพรพระภูบาล จงส าราญเจริญสุข ทุกข์อย่าพาลพระบาทได้ เทพอารักษ์ธิราชไท้ ตลอดทั้งบริพาร ฯ โคลง ๔ ๏ แลตระการนาเวศร์ทั้ง เรือกระบวน งามธวัชตวัดยวน ยั่วฟ้า เรือไฟใช้จักรทวน น้ าดุจ ลมพ่อ จากพิษณุโลกไป่ช้า แล่นขึ้นทางอุดร ฯ ๏ พรหมพิรามนามแปลกแท้ เทียวนา ฤาเรียกตามพรหมา ธิราชเจ้า ฤารามธะกรีฑา พลพัก ที่นอ มองจับบ่ได้เค้า เหตุทั้งนามกร ฯ ๏ บรรลุอาวาสอ้าง ออกนาม วัดพระยาแมนตาม ไพร่พร้อง ฯ เป็นที่ที่เขาขาม จะติด หาดแล เรือติดกรากเราร้อง เรียกให้คนเข็น ฯ โคลง ๔ ๏ ปางเมื่อพิษณุโลกเจ้า เมืองมี อ านาจนา อีกพิชัยบุรี ราชเรื้อง ต่างตริจะปันสี มาแม่น เขตต์พ่อ ตริร่วมลงเรือเยื้อง จากบ้านเรือนตน ฯ ๏ พลพายพิษณุโลกนั้น ไป่ประมาท รีบเร่งจ้ าเรือปราด ฝ่าน้ า พิไชยหมิ่นบังอาจ เมาหมด ล านา เกะกะปะเปะค้ า หาดแห้งเกยตอ ฯ ๏ ฝ่ายใต้มาล่วงล้ า บ้านพระยา แมนเอย ฝ่ายอุตร์ล่องลอยมา พะพ้อง ต่างฝ่ายต่างชึ้นอา รามปัก เขตต์พ่อ วัดจึ่งมีนามพร้อง เพรียกท้าวปันแดน ฯ
๒๑ โคลง ๔ ๏ ถึงพิชัยบุระพี่นี้ ตริใน จิตต์พี่ เปรียบประหนึ่งตัวไป ศึกแกล้ว สู้ทนบากกายใจ เพื่อปราบ ริปูแฮ เสร็จศึกชัยชะนะแล้ว กลับห้องมณีศรี ฯ ๏ ลุตรอนนอนหม่นไม้ อนิจจา ถนัดดั่งตัดรอนมา จากห้อง ทอนกายแต่เสนหา คงผูก ชิดแม่ มัจจุเท่านั้นน้อง ตัดได้ขาดจริง ฯ ๏ ท่าญวนยวนยั่วเย้า เยือนยล เร้าเร่งรุดรุมรน ราคร้อน จ าใจจ าจากจน ใจเจ็บ คลาดขนิษฐคิดขึ้งค้อน คับแค้นคนึงครวญ ฯ ๏ ป่าเซ่าเศร้าอุระแล้ว จ าเฉย อยู่นา ชิดหล่อนหล่อนชวนเชย สร่างเศร้า หมอนไม้แนะเปรียบเขนย พี่บัด นี้แม่ เขนยอ่อนนอนห่างเจ้า กลับกระด้างดังขอน ฯ ๏ เวลาเช้า ๐๗.๐๐ น. วันที่ ๑๑-๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนเรือพระที่นั่ง ออกจาก เมืองพิษณุโลก แล่นขึ้นทางทิศเหนือ (ทิศอุดร) ผ่านเมืองพรหมพิราม ( ตั้งอยู่ริมแม่น้ าน่าน ต าบลมะตูม) ถึงวัดพระยาแมน (วัดพญาแมน เขตแดนระหว่างเมืองพิชัยกับเมืองพิษณุโลกมาแต่ โบราณ เดิมชื่อว่า “วัดพระยาปันแดน” อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ าน่าน) ๏ ขบวนเรือพระที่นั่ง ถึงเมืองพิชัย เมืองตรอน ผ่านท่าญวน (ท่ายวน อ าเภอพิชัย) ผ่าน บ้านป่าเซ่า บ้านหมอนไม้ อ าเภอเมืองอุตรดิตถ์ ฯ โคลง ๓ ๏ วันที่สิบสี่เที่ยงเศษ นาเวศร์แล่นบ่มิพลั้ง ถึงอุตรดิตถ์ยั้ง หยุดหน้าศาลเมือง ฯ โคลง ๔ ๏ ขอลานาเวศร์ทั้ง ผู้ไคล กรุงนา โอ้อกเอ๋ยจ าไป ห่างห้อง นับวันนับจักไกล จากนุช ราชกิจคิดขัดข้อง ไป่ได้จ าจรัล ฯ ๏ ถึงผันพักตร์สู่เบื้อง ทิศอุดร ก็ดี ใจพี่จอดเคียงสมร สถิตใต้ แม้ไม่ขยาดมหิศร พิโรธ พี่จักลงเรือใช้ จักร์ร้นคืนเรือน ฯ
๒๒ ๏ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนเรือพระที่นั่ง ถึงเมืองอุตรดิตถ์ หยุดจอดหน้า ศาลหลักเมืองอุตรดิตถ์ ฯ โคลง ๓ ๏ ที่สิบห้าพฤศจิกา ทรงอาชาแช่มช้อย ราชญาติอมาตย์ต้อย ไต่เต้าตามเสด็จ ประพาสนา ฯ โคลง ๔ ๏ ยอกรก้มเกศเกล้า วันทา แทบพระแท่นศิลา อาสน์น้อม ผิวะโฉมวรนุชมา กับพี่ พี่จักพานุชค้อม เข่าคู้ถวายกร ฯ ๏ ลับแลหลบลับลี้ หลังพนม พนมดั่งฉากชวนชม กีดกั้น กั้นกีดบ่ให้สม ใจมุ่ง มุ่งกลับต้องยับยั้ง จิตต์ไว้จงดี ฯ ๏ ฝายหลวงหลวงจัดสร้าง แบ่งสินธุ์ เทินท่วมไหลเรื่อยริน หยาดย้อย จึงเมืองลับแลดิน อุดมยิ่ง อุดมนา ฝายแบ่งน้ ากรรมต้อง แบ่งข้าไกลนาง ฯ ๏ วันที่ ๑๕-๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ทรงม้า ไปนมัสการพุทธเจดีย์ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ (เดิมชื่อ วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่ที่บนเนินเขาเต่า หรือเขาทอง บ้านพระแท่น ต าบลทุ่งยั้ง อ าเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์) ถึงเมืองลับแล และฝายหลวง (ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอ าเภอลับแล ห่างจาก อ าเภอเมืองลับแล ๓ กิโลเมตร ) ฯ โคลง ๓ ๏ ที่สิบเจ็ดพฤศจิกา ยุพราชาไป่ยั้ง ตรัสให้ขบวนเสด็จตั้ง น่าเต้าสู่พา ยัพนา ฯ โคลง ๔ ๏ หนึ่งนาฬิกาเศษน้อย โอรสา ธิราชเฮย ทรงเครื่องสู่อาชา เพริศแพร้ว ปวงข้าพระบาทนา นาต่าง ตามมา พร้อมเสร็จพระเสด็จแคล้ว เคลื่อนคล้อยขบวนไคล ฯ
๒๓ ๏ งามครันม้าที่นั่งคล้อย สารพัน งามพ่อ หางหกยกหางชัน เชิดหน้า ยกข้อยกเท้าผัน ผยองรวด เร็วนา สีสดประเสริฐม้า สนิทล้วนด าเนิร ฯ โคลง ๔ ๏ บ้านด่านด่านสกัดกั้น กักใคร ขนานชื่อตามด่านไหน อยากรู้ ฤาเปรียบด่านในใจ สกัดพราก ชู้แม่ กักรักรักจักสู้ ต่อต้านด่านถอย ฯ โคลง ๓ ๏ จากบ้านด่านบ่มิหึง ถึงพลับพลาประทับร้อน ลงแซ่เร่งแสะซ้อน ซบเข้าผ่อนเย็น ฯ โคลง ๒ ๏ เสวยพักพอร่มแล้ว สมเด็จหน่อนาถแคล้ว คลาศขึ้นสารแทน แสะนา ฯ ร่าย ๏ งามกระบวนคชไต่เต้า ปวงคชเข้ากระบวนไป แลวิไลเพลิดเพลิน มีผู้เดิรตราตรวจ ต ารวจสี่ขึ้นม้า น าหน้าริ้วรายขบวน ม้าเจ้ายวนน าคลา ถัดแสะมาถึงสาร สองทหารหาญจบเจน ขึ้นช้างเขนน าไคล คชพระชัยนวโลหะ น าหน้าพระคชธาร ยังอีกสารที่นั่งรอง สองเชือกช้างโดยมี ล้วนสับศรีแลตระการ นอกนั้นสารหลายเชือก บริพารเลือกประจ าตน ต่างจรดลล าดับเกียรติ บ่ยัดเยียดยาวขบวน แลดูควรเกียรติเจ้า ทั้งข้าพระบาทเข้า ต่อไท้ติดขนอง ท่านนา ฯ โคลง ๔ ๏ ขี่คชลาลดไห้ หาศรี ศรีอยู่สุขฤาทวี เทวษว้า ว้าเหว่พี่เอกี กลางกูบ กูบผิมีนุชอ้า กูบแม้นพิมานศรีฯ ๏ เห็นธารคิดเทียบครั้ง อิเหนาพา ระเด่นนุชบุษบาคลา ร่วมถ้ า สองสมเสร็จสองมา ธารสระ สรงเฮย สองสนุกเสน่ห์ล้ า เล่ห์เพี้ยงเสวยสวรรค์ ฯ ๏ ครั้นดวงสุริเยศใกล้ อัสดงค์ ถึงป่าต้นผึ้งทรง หยุดยั้ง ภุมราช่วยบินลง ไปสื่อ สารที ยามนิทร์จิตต์พี่ตั้ง แต่ไคล้ใฝ่ฝัน ฯ
๒๔ ๏ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ทรงม้าเสด็จเดินทางจากอุตรดิตถ์ ถึงบ้านด่าน เสด็จถึง พลับพลาที่ประทับพอสมควรแล้ว ทรงเปลี่ยนขบวนม้าเป็นขบวนช้าง ประทับแรมที่ป่าต้นผึ้ง (บ้านปางต้นผึ้ง ต าบลบ้านด่านนาขาม อ าเภอเมืองอุตรดิตถ์ ) ฯ ๏ รุ่งขบวนคชคลาดข้าม สันพนม พรึงพ่อ แพร่นคเรศร์บังคม หน่อไท้ กล่าวแสดงจิตต์นิยม ปราโมทย์ จัดธูปเทียนดอกไม้ นอบเกล้าทูลถวาย ฯ ๏ เดิรทางมาหว่างไม้ ไพรพนม พลางทอดทัศนาชม หมู่ไม้ โมกม่วงหมู่มันมยม ยางอยู่ รยับแม่ แม่อยู่สูจักได้ ช่วยชี้ชวนชม ฯ ๏ นางชนีวิเวกไห้ โหยหวน แว่วหวาดว่านุชครวญ คร่ าข้อย ออกโอษฐเอ่ยผอูนอวน มาแม่ มาแม่ มาพี่จุ่มพิตน้อย เถิดน้องนวลอนงค์ ฯ ๏ ที่ปากห้วยไร่ตั้ง พลับพลา เพื่อพระยุพราชา ประทับร้อน นึกถึงไร่รจนา นึกอิจ ฉาเฮย เงาะป่ายังได้ช้อน เชิดแก้มนางชม ฯ ๏ ที่แรมแม่พวกไว้ ริมฝั่ง นทีนา ชลเนตร์แทบไหลหลั่ง รดหน้า ท าไฉนจักได้สั่ง ถึงพวก แม่นอ นอนเดียวเปลี่ยวจิตต์ว้า เหว่ทั้งคืนวัน ฯ ๏ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนช้างเสด็จข้ามสันเขาพรึง (เขาพลึง ต าบลบ้านด่าน นาขาม) ถึงปากทางบ้านห้วยไร่ ผ่านบ้านแรม (บ้านน้ าแรม) ประทับแรมที่บ้านแม่พวก (ตั้งอยู่ ทางทิศใต้ของอ าเภอเด่นชัย) ฯ โคลง ๔ ๏ ที่สิบเก้าประทับร้อน ริมศาล อ าเภอแฮ สูงเม่นราษฎรทยาน เบียดจ้อง เข้าตอกบุบผาตระการ โปรยเกลื่อน ปราโมทย์โอฐโห่ร้อง แซ่ซร้องถวายชัย ฯ ๏ ครั้นถึงวัดเงี้ยวหยุด ประทับ ทรงเครื่องเรืองระยับ เพริศแพร้ว ขาวเต็มยศประดับ ตราแต่ง งามหมดงามเลิดแล้ว เลิดล้วนควรชม ฯ
๒๕ ร่าย ๏ ครั้นเพลาสมควร เคลื่อนคลาขบวนด าเนิร ก อง ต า ร ว จเ ดิ ร น า แห่ กองทหารแพร่แห่งาม นครินทร์ตามบนม้า น าหน้าอาชาทรง ทหารแซงองค์สองข้าง สล้างสลอนสลับแล ตระการ ราชบริพารแห่ห้อม ล้อมบ่มิใกล้เหลือเกิน เดิรบ่มิไกลเกินงาม ตามเสด็จไท้พอควร ขบวนผ่านทางประตูชัย เข้าในพาราแพร่ ตุ๊สวดแซ่คาถาชัย ถวายพรไผทนเรนทร ราษฎรเรียงดาดาษ ถวายอภิวาทน์องค์เจ้า เข้าตอกเกลื่อนกลาดโปรย บุบผาโรยตามวิถี ครั้นภูมีลุพลับพลา หน้าจวนผู้ ครองเมือง เสด็จย่างเยื้องขึ้นบัลลังก์ ข้าบาทสะพรั่งเฝ้าระดะ พระบริรักษ์โยธี ที่ผู้ว่าราชการ จึ่งอ่านสารไพเราะ เสนาะแสดงความยินดี ปีติแทนเสนา มาตยาประจ าแพร่นคร ภูธรด ารัสตอบ ชอบใจพอสมควร มวญหมู่ข้าบาทค านับ รับด ารัสหน่อพุทธเจ้า แล้วจึ่งเฝ้าเรียงตน จนครบตัวทั่วหน้า จึ่งโอรสาธิราชไท้ เสด็จสู่จวนจัดไว้ เพื่อท้าวเธอแรม อยู่นา ฯ ๏ วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ ขบวนช้างพักร้อนที่อ าเภอสูงเม่น ประชาชนเฝ้ารับเสด็จ ผ่านวัดเงี้ยว (วัดจอมสวรรค์ ) เข้าเมืองแพร่ทางประตูชัย พระสงฆ์สวดชยมงคลถวายพระพร เสด็จต่อไปที่จวนเจ้าเมืองแพร่ พระบริรักษ์โยธี ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ทูลกล่าวรายงาน เสด็จเข้าประทับแรมที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ฯ โคลง ๓ ๏ รุ่งขึ้นพระภูบาล ทอดพระเนตรสถานใหญ่น้อย จนแดดจวนบ่ายคล้อย จึ่งได้เสด็จคืน สถานนา ฯ โคลง ๒ ๏ ครั้นสองโมงบ่ายแล้ว เสด็จสู่พลับพลาแก้ว โปรดให้ขบวนเดิร ฯ โคลง ๔ ๏ กระบวนบ้องไฟจัดล้วน ควรยล รูปสัตว์ผูกชอบกล มากแล้ ดนตรีฉาบกลองอน อึงมี่ พิศพิศวิจิตร์แท้ ปลาดล้วนควรดู ฯ ๏ ชาวเพลงเปล่งศัพท์ร้อง ถวายชัย แด่พระหน่อนาถไผท ผ่านฟ้า กรกรีดกรายฟ้อนไป วนประทัก ษิณเนอ จนผจบสามรอบช้า แช่มช้อยชวนชม ฯ ๏ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จเที่ยวชมสถานที่ส าคัญ ของเมืองแพร่ เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จกลับพลับพลาที่ประทับ ฯ
๒๖ ร่าย ๏ เช้าวันที่ซาวเอ็ด เสด็จโดยขบวนอาชา ตามถนนมาณอาราม นามช่อแฮปรากฏ ก าหนดตามต านาน ว่าในลานมีหมาก หากผู้ใดขบเคี้ยว เมาแรงเรี่ยวเหลือทน จนพระศรีสรรเพ็ชญ์ เสด็จจารึกมาถึง จึ่งมีพุทธบัญชา ให้ตาค่อมปีนป่าย เก็บหมากทลายหนึ่งลง มาถวายองค์ตถาคต พระแสดงพจน์สั่งไว้ น าหมากไปเถิดเจ้า เคี้ยวบ่มีเมาอีกเลย เคี้ยวเสบยเหมือนหมากอื่น ชนแตกตื่นฦาแซ่ กิตติศัพท์แผ่ฟุ้งขจร นครซึ่งตั้งขึ้นใหม่ จึ่งได้นามแพร่ชี้ สาเหตุนามเช่นนี้ ดั่งแจ้งในต านาน ฯ ๏ เช้าวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จพระราชด าเนิน นมัสการวัดพระธาตุช่อแฮ (ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๑๑ ถนนช่อแฮ ต าบลช่อแฮ อ าเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่) ฯ ๏ ยี่สิบสองพิจิกเช้า ภูธร ทรงคชหมดงามงอน สุดเค้า ราชบริพารสลอน ตามเสด็จ จากแพร่ขบวนคชเต้า ไต่ข้ามน้ ายม ฯ ๏ ขึ้นดอยลงห้วยหมู เลียบไหล่ เขานา บุกป่าฝ่าพงไพร สักอ้อ ล าบากทั่วกายใน อกชอก ช้ าเฮย ช้างเหวี่ยงเพียงป่างซ้อ พักร้อนผ่อนกาย ฯ ๏ ครั้นขบวนถึงที่กั้น ปันเขตต์ ระวางแพร่ล าปางประเทศ ราชไซร้ เจ้าบุญวาทก้มเกศ เกล้าประณต แสดงพจน์เชิญหน่อไท้ ผ่านเข้าสิมาขัณฑ์ ฯ ๏ ยินเสียงสุโนกร้อง เรียกรัง อกพี่เพียบเพียงพัง เผ่าร้อน ยามเย็นแม่เยือนยัง เตียงมาศ เห็นแต่เตียงนุชข้อน อุระไห้หาเรียม ฯ ๏ เดิรในไพรประจวบสิ้น แสงสุ รินยันพ่อ ขบวนคชจึ่งบรรลุ เขตต์ต้า อุทานเปล่งสาธุ ถึงพลับ พลาแฮ เย็นเยือกเกลือกห่มผ้า ปิดป้องปกคลุม ฯ ๏ หนาวลมห่มผ้าอุ่น สบายใจ หนาวฤดูผิงไฟ อุ่นได้ หนาวอกพึ่งสิ่งใด บ อุ่น ได้เลย หนาวอื่นหมื่นแสนไซร้ ไป่สู้หนาวอารมณ์ ฯ
๒๗ ๏ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้าง เสด็จออกจากเมือง แพร่ ข้ามแม่น้ ายม ผ่านห้วยหมูปางซ้อ ถึงเขตแบ่งแดนแพร่-ล าปาง เจ้าบุญวาทวงษ์มานิต เจ้าเมืองล าปาง เฝ้ารับเสด็จ อ่านสาส์นเชิญเสด็จเข้าเขตเมืองล าปาง เวลาเย็นเสด็จถึงเวียงต้า (อ.ลอง จ.แพร่) พลับพลาที่ประทับ ฯ โคลง ๔ ๏ รุ่งเช้าขึ้นสู่ช้าง เดิรต่อ เที่ยงเศษถึงผาคอ พักร้อน คิดเทียบเปรียบถึงศอ นุชนาฎ งามยิ่งหงส์ยามค้อน ขอดแสร้งยวนผัว ฯ ๏ ร าไพยังไม่คล้อย ลงหนัก ถึงที่ปางเปือยชัก ชื่อชี้ ตะแบกช่วยแบกความหนัก ในอก ข้อยที หนักโศกไร้เสน่ห์นี้ หนักพ้นทนนาน ฯ ๏ แม่จางประทับร้อน ในกลาง วิถีนา นึกหวาดแม้แม่จาง จืดข้า ข้าคงรีบแสวงทาง ปลงชีพ เสียนา หมดรักจักอยู่ว้า เหว่เศร้าอีกใย ฯ โคลง ๔ ๏ ราตรีมีมากด้วย ดารา เปรียบประหนึ่งนัยนา มากกลุ้ม กลางวันพระสุริยา มีเดี่ยว ดวงแม่ แต่โลกนี้มืดคลุ้ม เมื่อไร้แสงตวัน ฯ
๒๘ ๏ ฉันนั้นมะนะแล้ว มีสรรพ ธรรมเฮย มากยิ่งดาราระยับ เพริศแพร้ว ในจิตต์นั้นซิกลับ มีสิ่ง เดียวนา แต่มาตรขาดรักแล้ว มนุษย์สิ้นยินดี ฯ ๏ แม่เมาะคิดเมาะเจ้า แจ่มศรี เมาะอุ่นหมอนอุ่นมี ลูกไม้ เราสามเมื่อราตรี นอนร่วม เมาะนา ลูกตื่นแม่ตื่นให้ ลูกน้อยดื่มนม ฯ ๏ เช้าวันที่ ๒๓-๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้าง เสด็จถึง ผาคอ (บ้านผาคอ หมู่ที่ 6 ต าบลบ้านปิน อ าเภอลอง จังหวัดแพร่) ทรงพักร้อน เวลาบ่าย ผ่านบ้านปางเปือย (บ้านปางป๋วย ต.นาสัก อ.แม่เมาะ) ถึงบ้านแม่จาง อ าเภอแม่เมาะ ทรง ประทับค้างคืนที่แม่เมาะ ฯ โคลง ๔ ๏ ซาวห้าพิจิกเช้า ขบวนสาร เดิรแฮ ยั้งหยุดผาลาดขนาน ชื่อห้วย โอ้อาสน์อ่อนนุ่มปาน ใดลาด ไว้นา ผิวนุชบ่นั่งด้วย อาสน์คล้ายผาแปง ฯ ๏ ตอนบ่ายทรงม้ารวด ลุรัด พระบาทนา จึงพระหน่อนาถขัต ติเยศเจ้า เครื่องเต็มยศขาวถนัด ทรงเสร็จ เสด็จประทับอัยอาสน์เข้า สู่เบื้องล าปาง ฯ ๏ เสนาอ ามาตย์ผู้ บริพาร ท่านนอ บ้างแต่งตามแบบทหาร แห่ห้อม บ้างแต่งเครื่องนิลตระการ อย่างมหาด เล็กแฮ งานดุจทวยเทพล้อม แวดท้าวสักรินทร์ ฯ ๏ ถึงกาลก าหนดเจ้า บุญวาท วงศ์นา น าธูปเทียนถวายนาถ หน่อไท้ อัญเชิญยุคลบาท เข้าสู่ เวียงแฮ พระรับค าโปรดให้ เคลื่อนคล้อยขบวนดล ฯ โคลง ๒ ๏ ชนมากมวญริบริ้ว ได้ฤกษ์จึงโห่ฮิ้ว โห่ฮิ้วขบวนคลา ฯ
๒๙ โคลง ๔ ๏ กองหน้าดาดาษด้วย จีนจาม ตกแต่งตัวงดงาม เงื่อนงิ้ว กลองตีปี่เป่าตาม ฉาบตอด มังกระธุชน าริ้ว โบกใบ้บอกขบวน ฯ๏ สิงห์โตโผเผ่นเลี้ยว ล าพอง อ้าโอษฐงาบงับประลอง เล่นแก้ว กลอกเนตร์เหลือกโลมสยอง แสยะแยก ทนต์นา คาบเล่นคายเล่นแล้ว คลุกเคล้าธุลีถนน ฯ๏ ถัดมาถึงม่านทั้ง หญิงชาย ชายเนตร์ย่างบาทกราย หัตถ์ฟ้อน ฟ้อนพลางร่ าค าถวาย ไชเยศร์ ไชเยศร์อย่างรู้ย้อน ยอกย้ายไกลองค์ ฯ๏ สุดม่านสบหมู่เงี้ยว สักด า ปึ๊ดนา สดัมภ์หัตถ์กุมร่มก า มหริดกั้น เฉวียงถือบุษปค า รพนบ พระนอ จิตต์ที่คดก่อนนั้น มละล้างมลายศูนย์ ฯ๏ พวกเจ้าแต่งเยี่ยงเจ้า เบาราณ โพกศีร์ษะแดงตระการ นุ่งโก้ง ถือขอขี่คอสาร กั้นสัป ทนนา ช้างส่ายขอสับโป้ง คชคร้ามคมขอ ฯ๏ ลูกช้างเชิงแช่มช้อย ชวนชม สามเชือกชูธงลม สบัดพลิ้ว เจนหัดจัดมาผสม ขบวนเสด็จ เดิรเรียบตามรายริ้ว เรียบเพี้ยงพลเดิร ฯ๏ เสียงแตรแต๋แต่แต้ ทหารตาม บ่าแบกอาวุธวาม วาบว้า อกใหญ่ไหล่ผึ่งงาม ทีโอ่ ทรหดอดทนกล้า เผด็จเสี้ยนศัตรูกษัย ฯ๏ พระชัยเนาวโลหะตั้ง เหนือพระสุพรรณ์ ภาชน์เฮย เนาณกูบกาญจนบรร เจิดแพร้ว ช้างงาบ่มีมันหัน พักตร์ผึ่ง หูเอย ช้างสง่าพระงามแผ้ว ผ่องแม้นแมนสวรรค์ ฯ๏ ช้างทรงองค์เอกผู้ เพ็ญยศ งามยิ่งไอราพต ฟากฟ้า หาญห้าวฮึกห่อนขยด ขยาดเซี่ยง สิ่งนา สมพระเกียรติดิลกหล้า สถิตเบื้องบัลลังก์ ฯ
๓๐ ๏ ผู้เดิรแทบสี่เท้า สารทรง พระพิเรนทรเทพองค รักษ์ท้าว นายร้อยเอกไชยยง ยวดยิ่ง ยงนา เราอีกนายแดงด้าว ดิดต้อยตามหลัง ฯ ๏ พระยาราชวัลลภสร้อย อนุสิษฐ์ น านา หลวงอภิรักษ์ราชฤทธิ์ คู่ต้น กับนายจ่ายงประชิด ชักหมวด มหาดเล็กตามหลามล้น คู่เค้าเคียงแซง ฯ ๏ บัดถึงช้างหม่อมเจ้า สององค์ ปิยบุตร์ถูกถวิลทรง ต่อท้าย สุดช้างหมดขบวนคง เหลือแต่ ต ารวจภูธรย้าย ยาตร์เยื้องระวังหลัง ฯ ๏ กระบวนเดิรเกินทุ่งเข้า เขตต์เวียง ทวยราษฎร์ยืนรายเรียง เรียบหน้า โปรยตอกดอกไม้เสียง สาธุ สนั่นนอ แคว้นโห่โห่โห่จ้า ราษฎร์ฮิ้วโห่ตาม ฯ ๏ ถึงคุ้มทรงพักแล้ว ออกพลับพลา ให้เหล่าเสวกมา นบไท้ เจ้าหลวงอ่านสารา รับเสด็จ และเบิกอมาตย์ให้ ใฝ่เฝ้าเรียงตัว ฯ ๏ รัชฎากุกุฏเจ้า นครถวาย นิเทศต านานหมาย ชื่อด้าว ทรงตอบขอบใจหลาย ท่านทั่ว เสร็จกิจพิธีท้าว เสด็จขึ้นคืนสถาน ฯ โคลง ๒ ๏ คุ้มหลวงผจงจัดไว้ เจ้าคิดจิตต์ตั้งให้ ธยั้งอยู่สราญ จริงนา ฯ ๏ วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จถึงบ้านผาลาด ตอนบ่าย ทรงม้าเสด็จถึงบ้านพระบาท เจ้าบุญวาทวงษ์มานิต ถวายธูปเทียน ทูลเชิญเสด็จเข้าเมืองล าปาง พร้อมขบวนแห่ฟ้อน ขบวนเชิดสิงโต เมื่อเข้าเขตเวียงประชาชนยืนโปรยข้าวตอกดอกไม้ พร้อม สาธุ โห่ร้องพร้อมกัน เมื่อถึงคุ้มหลวงที่ประทับแล้ว เจ้าเมืองล าปาง กล่าวรายงานและเบิกตัว ข้าราชการเข้าเฝ้า เมื่อเสร็จกิจแล้ว เสด็จกลับที่ประทับ ฯ
๓๑ โคลง ๔ ๏ วันที่ซาวหกนั้น เสด็จไป ทรงเปิดโรงเรียนไทย ฤกษ์เช้า บุญวาทวิทยาลัย ขนานชื่อ ประทานนอ เป็นเกียรติยศแด่เจ้า ปกแคว้นล าปาง ฯ ๏ โรงทหารพระเสด็จแล้ว ทรงตรวจ ทั่วแฮ สินธพทรงเร็วรวด ไต่เต้า ทอดพระเนตร์วัดหมวด เงี้ยวจัด สร้างเฮย แลปลาดแปลกเนตร์เค้า ผิดเพี้ยนแบบไทย ฯ ๏ ครั้นร าไพบ่ายคล้อย ลงถนัด พระเสด็จระเห็ดสู่วัด พระแก้ว ครัวทานกระบวนจัด แห่ผ่าน ถวายนา ไตรบาตร์ขรินทร์แพร้ว ประดับล้วนแลวิไล ฯ
๓๒ ๏ เช้า วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จไปเปิดโรงเรียน บุญวาทวิทยาลัย เพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าบุญวาทวงษ์มานิต เสร็จแล้วเสด็จตรวจโ รงทหาร นมัสการวัดหมวดเงี้ยว (วัดป่ารวก) ตอนบ่ายเสด็จวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม มีขบวนแห่ครัว ทานให้ทอดพระเนตร ฯ โคลง ๓ ๏ รุ่งเช้าพระภูบาล สถานราชการใหญ่น้อย เสด็จตรวจเห็นเรียบร้อย ทั่วทั้งถิ่นสถาน ฯ โคลง ๔ ๏ ครั้นสี่โมงบ่ายไท้ เยาวราช สู่เขตต์วัดพระบาท เสด็จเต้า ขึ้นประทับราชอาสน์ บนพลับ พลานอ ปวงอมาตย์ราชภัฏเฝ้า ขนัดหน้าบัลลังก์ ฯ ๏ ขบวนบอกไฟจัดล้วน ผจงถวาย คู่แห่กุมธุชกราย ออกหน้า ราชบุตรและเจ้านาย ฟ้อนเฉิด ฉายพ่อ เสียงปี่เป่าเสียงจ้า แจ่มแจ้วจังหวะเจน ฯ ๏ เช้า วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จทอดพระเนตร สถานที่ราชการส าคัญ เวลา ๑๖.๐๐ น. เสด็จพระราชด าเนินไปวัดพระบาท ประทับบนราชอาสน์ ในพลับพลาแล้ว เจ้าเมืองล าปางพร้อมเจ้านายฝ่ายเหนือ เข้าเฝ้า มีขบวนแห่บั้งไฟ ขบวนฟ้อน แสดงถวาย ฯ โคลง ๓ ๏ ที่ซาวแปดเพลา สองนาฬิกาล่วงแล้ว ทรงสินธพเพริดแพร้ว พยสเยื้องด าเนิรขบวน ฯ โคลง ๒ ๏ บริพารห้อมแห่สล้าง เสด็จนมัส ณ วัดอ้าง ชื่อชี้ล าปางหลวง ฯ
๓๓ โคลง ๔ ๏ พระจุดธูปเทียนน้อม นมัสการ องค์พระแก้วตระการ สุทธ์เนื้อ ศักดิ์สิทธิ์ตามต านาน แบบเบื้อง เพรงพ่อ ขอพระกรุณาเอื้อ โอบอุ้มภัยพาล ฯ ๏ บ้านชมพูประทับร้อน กลางวิถี ยินชื่อต าบลมี จิตต์เศร้า หวนนึกตรึกถึงสี สใบสด นุชห่มสมสีเข้า พักตร์น้องงามเหลือ ฯ ๏ เช้าเวลา ๐๘.๐๐ น.ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงม้าเสด็จ พระราชด าเนินไปวัดพระธาตุล าปางหลวง ทรงจุดธูปเทียนนมัสการพระแก้ว (พระแก้วดอนเต้า) เสร็จแล้ว เสด็จกลับ ประทับพักกลางทางที่บ้านชมพู (ต.ชมพู อ.เมือง จ.ล าปาง) ฯ โคลง ๓ ๏ ที่ยี่สิบเก้าประพาส ตามถนนตลาดทั่วแล้ว เสด็จกลับที่ประทับแพร้ว ทิพใกล้เพลา เที่ยงเฮย ฯ โคลง ๔ ๏ เจ้าล าปางอีกเจ้า บุตรหลาน ปวงเฮย รวมคณะข้าราชการ ครบถ้วน บายศรีจัดตั้งงาน สมโภช พระแฮ ประดิษฐ์ประดอยประดับล้วน ดอกไม้เมียงงาม ฯ ๏ ตามภาษาซึ่งเรียกใช้ ถวายขวัญ จัดกระบวนเบี่ยงหัน สู่ไท้ บ่ายควายสุริยผัน เทียบเหลี่ยม เมรุแฮ ให้เลื่อนกระบวนไล้ ล่วงพ้นมณฑลทวาร ฯ ๏ งามสครานกระบวนแห่ห้อม บายศรี กับคชหนึ่งเชือกมี เครื่องพร้อม ประทับด้วยหิรัญฉวี เฉวียนฉวัด งามนา เจ้านครมาน้อม นอบไท้ทูลถวาย ฯ ๏ สองชายดาบหอกเข้า เคียงตน ร าร่ายรายเรียงกล เศิกสู้ กลองปี่มี่อลวน ไวว่อง หัตถ์เฮย ปวงราษฎร์ต่างกันรู้ เร่งร้นยลกระบวน ฯ
๓๔ ๏ กาลควรโอรสไท้ ทรงธรรม์ ทรงเครื่องครึ่งยศจรัล ออกท้อง พระโรงรัตน์ราชภัฏผัน ตามพระ เสด็จเฮย ประโคมครึกเสียงกึกก้อง ต่างก้มเกศถวาย ฯ ๏ พนักงานชายผู้เฒ่า บังคม พระบาทสมเด็จบรม หน่อไท้ จับสารอ่านยกชม พระเดช พระนา เปล่งร่ายถวายพรให้ เสด็จด้าวโดยเกษม ฯ ร่าย ๏ ข้าเปรมปลื้มถวายพระ วรมงคลสวัสดี ลาภจุ่งมีแต่ไผท ชัยจงมีแต่นาถ ศักราชขึ้นใสศรี เป็นวันดีล้ าเลิด กล้วยเกิดเครือค าสุทธ์ พุทธเจ้ามาโปรดสัตว์ พระยาจักรรัตน์สมภพ เป็นเจ้าลบแหล่งโลก อะโศกสร้างธาตุชินสีห์ แปดหมื่นปีสี่พัน มั่นปีเดือนวันงาม ยามวันนี้ดีเหลือ ปางเมื่อยุพราชา โอรสาธิราชเสด็จ ระเห็จจากปรางค์ปราสาท กรุงสยามราชนครมา พาเสนาอ ามาตย์ มาประพาสเมืองบน หนทางเดิรแสนยาก หลากห้วยแร่หินชา เขาโตหนาใหญ่กว้าง ป่าช้างด่านดงดอน เสียงบ่างร่อนรี่ร้อง อสุรผีก้องในป่า มันช่างล่ายามดึก พลึกพล่ าเสียงควรสทก นกจุกขลุยกระทิงทึด ร้องอืออืดเสียงวาง นกเค้าคางแมกมืด ยืดปีกอ้าผวาบิน ตามหลืบหินห้วยสี ฝูงนางชะนีโหยหุม กุมก่งไม้หย่อนย้อย พลางโอษฐครางอึดอ้อย วิ่งร้องกลางอรัญ ฯ ๏ สามสิบสองขวัญราชา จุ่งมาอย่าเรื้อรั้ง ดั่งข้อยถวายพรพร้อง เชิญร่ าร้องจุ่งมาดี ฟังมโหรีพิณพาทย์ พร้อมระนาดฆ้องกลอง เสียงลั่นก้องครื้นครั่น ยามทูลขวัญปิ่นเกล้า เชิญพระขวัญเจ้าจุ่งมาดี แปงใบศรีไว้ถวาย ส่ าหลายชั้นเสมอกัน ประดับด้วยพรรณ์บุปผาสด หอมรสเล้าละเมาวอน ซ้อนแซมสอดณยอดกาบ ทั้งกุหลาบดาวเรือง จ าปาเมืองจ าปาแขก ใส่ซ้อนแซกซ้อนกัน อีกเบ็ญวรรณเบ็ญมาศ ดอกหลากชาติหลายสี ยังจ าปีรสอุ่น ทั้งยี่สุ่นค าแล ฟันกระแตจันทร์กึ่งซีก มณฑาอีกกลิ่นชวาด ดวงบุบผชาติดาษดา การะเกดพิเศษล้ า แลค าปวงเกี๋ยงทา เกตวาคันธ์หอมอ่อน ดอกซ่อนน้อยกลิ่นดี ทั้งสารภีหอมสอาด ยี่หุบชวาดมลิลา กระดังงาหอมค่ะคืน หอมเย็นยืนกลิ่นสนิท สลิดบานควะชาวใต้ ใช่ชื่อดอกขจร แสงทอซ้อนแดงล าเจียก ลาวเรียกดอกเกียเหมย ดอกบุบผาเผยหลายอย่าง ต่างฟุ้งกลิ่นเลิดล้น มีหลากพรรณ์สุดพ้น จักพร้องพรรณนา ฯ ๏ โภชนาหารชุเยื่อง อันเป็นเครื่องรับพระขวัญ เนื้อหมูมันปิ้งอั่ว หอมรสทั่วโรงชัย ของอันใดก็มีสรรพ์ ในขันศรีประดิษฐ ปิดนมแมวภายบน สนิทเชียงขนแต่งไว้ เหนือขันดอกไม้เหมาะดี มีกัทลีกล้วยอ้อย ขนมใหญ่น้อยชุอัน อีกบุหรี่พันยากลุ่ม พลูดอกหนุ่มใบบาง จัดจีบวางไว้เลี้ยง มีหมากเมี่ยงทานยอง เชิญสามสิบสองพระขวัญ แห่งทรงธรรม์มาเสวย ข้าบาทเลยถวายชัย ขอเทพไททรงฤทธิ์ ประสิทธิ์ให้ชนม์ยืนยาว จวบร้อยซาวพรรษา พ้นโรคาพาธภัย ชัยชะนะลาภสวัสดี จุ่งมีแด่ท่านไท้ สิทธิ์ดั่งข้าบาทได้ กล่าวถ้อยถวายขวัญ ฉะนี้เทอญ ฯ
๓๕ โคลง ๔ ๏ ครั้นค าพรจบแล้ว ราชา ตรัสตอบราชเสนา ดังนี้ ยินดีที่ท่านพา กันสู่ เรานา พร้อมต่างตั้งจิตต์ชี้ ช่องชั้นเชิงเกษม ฯ ๏ เปรมจิตต์เราติดตื้น เต็มทรวง ยลท่านหนึ่งชนปวง เปล่งหน้า มาสึงดั่งหนึ่งดวง ดาวจ่อ จันทร์เฮย เหตุเพื่อรับรองข้า แข่งข้อกันฉลอง ฯ ๏ ทั้งผองจงสุขสิ้น ถึงกัน ทุกข์โศกโรคทุกพรรณ์ อย่าใกล้ หนึ่งบุเรศร์ขอบเขตขัณฑ์ จงขาด ศัตรูแฮ จุ่งท่านอีกอื่นได้ ดุจข้าไปหน ฯ ๏ สารด ารัสลงจบแล้ว บัดใจ เจ้าจับสายด้ายไคล ค่อมเกล้า พันหัตถ์ราชบุตร์ไท ท้าวครอบ สยามเฮย มี่สนั่นลั่นเสียงเร้า โห่ร้องบรรเลงถวาย ฯ โคลง ๓ ๏ พิธีรายนี้เสร็จ เสด็จประทับเฉลียงบ่มิช้า ราชญาติอมาตย์ข้า บาทเฝ้าเรียงสลอน ฯ โคลง ๔ ๏ ลูกกุยเปรียบคู่เข้ม หมัดแขง คู่เปรียบเทียบเทียมแรง เรี่ยวใกล้ ต่างคู่ต่างส าแดง ฝีหัตถ์ ปล้ ากอดสอดต่อยให้ เหมาะเป้งยอมลา ฯ ๏ คนหอกถือหอกอ้า ก าย า คนดาบดาบคู่ก า เหมาะหมั้น เคียงคู่เชิดชูร า ชวนพิศ กรายกรีดเป็นเชิงชั้น วิจิตรแท้แลเพลิน ฯ ๏ ยามเย็นหมู่ม่านผู้ สวามิภักดิ์ จัดเล่นละครชัก แบบไซร้ ถวายแด่พระองค์ศักดิ์ เพื่อเพลิด เพลินพ่อ แสดงจิตต์จงรักให้ ประจักษ์แจ้งแด่ไท ฯ ๏ วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จประพาสตลาดเมือง ล าปาง เวลาใกล้เที่ยง เสด็จกลับพลับพลาที่ประทับ เจ้าบุญวาทวงษ์มานิต บุตรหลาน ข้าราชการ จัดพิธีบายศรีสู่พระขวัญ เวลาเย็นมีมหรสพสมโภช เช่น ฟ้อนดาบ ชกมวย การแสดงละครของ ชาวพม่า เป็นต้น ฯ
๓๖ โคลง ๓ ๏ วันสิ้นเดือนพฤศจิกา พระสุริยาบ่ายน้อย ทรงอัศว์งามแช่มช้อย เชิดหน้าชูกัณฐ์ ฯ โคลง ๔ ๏ ม้าทรงงามเลิดล้วน ชวนชม ยิ่งนอ ฝีบาทฉิวเฉียดลม พัดกล้า อาชาชาติชูสม ชูศักดิ์ เหมาะอาสน์องค์เจ้าฟ้า หน่อไท้สยามินทร์ ฯ ๏ บ้านดอกบัวอยู่แคว้น ล าปาง เวียงนา เห็นชื่อถิ่นพี่พลาง ละห้อย ประทุมเทียบเปรียบถันนาง ประทุมพ่าย บัวโบกขรณีน้อย หนึ่งนั้นอาบนาง ฯ ๏ ขบวนม้ารีบไต่เต้า ตามมรรค์ ราบแฮ ถึงวัดธาตุเสด็จอัน ค่ายตั้ง เออราวกับแสร้งสรรค์ นามเรียก แหล่งพ่อ เหมือนทราบพระจักยั้ง หยุดม้าแรมคืน ฯ ๏ บ่ายวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงม้าเสด็จผ่านบ้าน ดอกบัว ถึงวัดพระธาตุเสด็จ (ต าบลบ้านเสด็จ อ าเภอเมืองล าปาง) ตั้งค่าย ประทับแรม ฯ
๓๗ ๏ ธันวะที่หนึ่งไท้ ทรงสาร ผูกเครื่องสัประคับกาญจน์ กูบซ้อน รีบเดิรบ่มินาน บรรลุ จ าคล่าประทับร้อน ผ่อนช้างพอสบาย ฯ ๏ เย็นแรมยินบ้านชื่อ แม่เมาะ หลวงนา ชิประหนึ่งมาแกล้งเยาะ ยั่วเย้า แสร้งสกิดจิตต์ให้เหาะ หาลูก เมียแฮ เออป่านนี้สองเจ้า หลับแล้วหรือไฉน ฯ ๏ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้างเสด็จถึงบ้านจ าคล่า (บ้านจ าค่า ต าบลบ้านเสด็จ) ทรงพักร้อน ตอนเย็น ประทับแรมค้างคืนที่บ้านแม่เมาะหลวง ฯ ๏ เช้าขบวนคลาคลาดขึ้น ดอยลุย ห้วยนา คชขับเดิรรวดฉุย ไป่ช้า บรรลุป่างจ าปุย ตั้งพลับ พลาแฮ พอพักหายเมื่อยล้า จึ่งเต้าต่อไป ฯ ๏ ที่ต าบลปางหละไท้ หยุดผทม กายสั่นซ้ าหนาวอารมณ์ จิตต์ข้อง เออชะอมจุ่งช่วยอม ความทุกข์ บ้างเทอญ ยิ่งยาตร์ยิ่งห่างน้อง ดุจแสร้งสละนาง ฯ ๏ เช้า วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้างเสด็จถึงบ้านจ าปุย (ต.บ้านดง อ าเภอแม่เมาะ) ทรงพักร้อน และประทับค้างคืนที่บ้านปางหละ (ต.บ้านหวด อ าเภอ งาว) ฯ ๏ ที่สาม ธ เสด็จด้วย พาชี ขบวนแวะปางดีหมี ชิดห้วย อาหารรสแม้ดี กลายชื่น เพราะนุชบ่อยู่ด้วย ภักษ์เพี้ยงดีขม ฯ ๏ ยามเย็นยุพราชไท้ แรมงาว บูรนา ตัวพี่นี้ดูราว บุรุษไข้ กายภายนอกนั้นหนาว สทกสั่น ทรวงสิรันทดไหม้ หม่นเพี้ยงเพลิงเผา ฯ ๏ วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงม้าเสด็จผ่านแวะปางดีหมี ประทับแรมที่อ าเภองาว ฯ
๓๘ ๏ รุ่งขึ้นทรงคชเต้า กลางไพร พอเที่ยงถึงบ้านไฉน ชื่อร้อง เออนามถิ่นนี้ใคร ช่างริ เรียกนอ ประหนึ่งแนะให้กู่ก้อง เรียกน้องกลางอรัญ ฯ ๏ ครั้นถึงปางสักแล้ว ธ พัก แรมนา ชวนพี่คนึงถึงสักร์ เทพไท้ ขอเป็นที่ส านัก ร่มแด่ ข้อยเทอญ เทวราชประสาทพรให้ ทุกข์ข้าบรรเทา ฯ ๏ โผผวากายตื่นขึ้น ชะนีกู่ ก้องแฮ เสียงแว่วเสียงดูราว เรียกข้อย ผัวผัวถนัดตู ข้าหวาด นึกว่านุชแน่งน้อย แนะให้นอนเคียง ฯ ๏ วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้างเสด็จผ่านบ้านร้อง (ต. บ้านร้อง อ าเภองาว) ประทับค้างคืนที่ปางสัก (อ าเภองาว) ฯ ๏ รุ่งวันค ารบห้า ธันวา คมเฮย เสด็จประทับอัยอาสน์คลา คลาดเยื้อง งามคชเปรียบเอรา วัณเลิด สรวงพ่อ เดิรส่ายกรายสู่เบื้อง เขตต์แคว้นแดนพะเยา ฯ ๏ ถึงห้วยแห่งหนึ่งอ้าง สองสบ เหมือนเมื่อแรกพี่พบ นิ่มน้อง พี่แลเนตร์น้องหลบ เนตร์พี่ คล้ายเมื่อเราร่วมห้อง แรกได้สองสม ฯ ๏ ขับคชจรดบาทเต้า กลางผลู แลลิ่วทิวพนมดู เยี่ยมฟ้า มรรคาแหวกกลางภู ผากระหนาบ ผาประดุจกรทพี่อ้า โอบน้องเคียงทรวง ๏ จรดลจนบ่ายใกล้ หนึ่งนา ฬิกาเฮย จึ่งลุบ้านแม่กา พักร้อน แม้ยืมปีกกามา เติมติด ได้แล พี่จักบินร่อนย้อน รี่ร้นแรมเรือน ฯ ๏ ตอนบ่ายขับม้าผ่าน แลเห็น ที่ต ารวจร้อยเอกเย็น เซ่นม้วย เพราะไล่รุกเงี้ยวเป็น สามารถ สนองเดชภูเบศร์ด้วย ชีพครั้งจ าเป็น ฯ
๓๙ ๏ เย็นเซ่นเด็นมาร์กเชื้อ ชาติไหน สวามิภักดิ์ตราบบรรลัย ชีพได้ ควรเราที่เป็นไทย จ าเยี่ยง ผิวะเหตุโอกาสไซร้ เกิดแล้วไป่สยอง ฯ ๏ สี่โมงบ่ายยาตรเข้า พารา พะเยาแฮ พะเยาแนะนึกถึงครา ก่อนกี้ แรกรักแม่เยาว์นา รียอด หญิงแม่ ปวงกิจคิดหลีกลี้ เพื่อได้เชยนาง ฯ ๏ ยามเย็นแลจากหน้า ต่างไป ส่ายเนตร์บ่เห็นไกล หมอกคลุ้ม เหมือนอากาศทายใจ พี่ถูก จิตต์พี่ดั่งหมอกหุ้ม ห่อไว้มัวมน ฯ ๏วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้าง เสด็จเข้าเขตเมืองพะเยา ผ่านห้วยสองสบ เวลาบ่ายถึงบ้านแม่กา (ต.แม่กา) ผ่านอนุสาวรีย์ ร้อยเอกมาร์ควอร์ด เจนเสน (Hans Marquard Jensen) เวลา ๑๖.๐๐ น.เสด็จเข้าเขตเมืองพะเยา ฯ ๏ ที่หกประพาสห้วง น้อยนาม หนองแฮ สรรพนกบินร่อนหลาม ลิ่วล้ า ต่างพรรณต่างต้อยตาม กันติด บ้างโบกบ้างเล่นน้ า ว่ายน้ าแลสลอน ฯ ๏ นกกระสาอ้าปีกกว้าง โผผัน นกแขวกแหวกเวียนพรรณ พฤกษ์พร้อย นกเปล้าเรียกหากัน อึงมี่ นกอี้โก้งโหย่งต้อย ไต่เต้าตามแหน ฯ ๏ ฝูงเป็ดบินเฟื่องฟื้น ฟูโพยม ฝูงไก่น้ าถาบโถม แทบฟ้า ฝูงยางเศวตโฉม เจริญเนตร์ ฝูงพริกแอบแทบหญ้า แหวกไซร้หากิน ฯ ๏ พิศพรรณนกหลากล้วน แลเพลิน เร่ร่อนระเห็จเหิร เรียกร้อง ต่างนกต่างชวนเชิญ ชิดคู่ กันนา นกสวาทเราคลาดห้อง อกแห้งระบมเหลือ ฯ ๏ วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เสด็จชมนกที่หนองน้ า (บริเวณ กว๊านพะเยา) ฯ
๔๐ ๏ ที่เจ็ดราเมศร์ไท้ จรดล โดยคชยาตร์ตามถนน ไป่อ้อม แวะอาวาสพระตน หลวงทุ่ง เอี๋ยงพ่อ ทรงจุดเทียนนมัสน้อม เกศก้มบูชา ฯ ๏ แปดสิบเพิ่มแปดร้อย พรรษกาล ปรากฏตามต านาน ชักชี้ ตาเฒ่าหนึ่งคิดการ กับมิ่ง เมียแฮ สร้างพระองค์ใหญ่นี้ เสร็จด้วยตนสอง ฯ ๏ แม้เราสองได้ร่วม บ าเพ็ญ บุญแบบสองเฒ่าเป็น แน่น้อง คงไม่ถูกพรากกระเด็น ยามสวาท เลยแม่ กรรมไล่เราจึงต้อง โศกเศร้าทรวงโทรม ฯ ๏ ครั้นตะวันเที่ยงเศษน้อย สารทรง ถึงพลับพลาห้วยขง ประทับร้อน เมื่อส าเร็จเสวยองค์ พระเทียบ ยศแฮ ขึ้นประทับอัยอาสน์อ้อน แอ่นเพี้ยงอมรินทร์ ฯ ๏ เย็นแรมริมฝั่งน้ า แม่อิง โอ้อกแม่เคยพิง พาดพ้อง บัดนี้ทุกข์แทนหญิง อิงอก พี่นา ทุกข์หนักชักจิตต์ข้อย ขุ่นแค้นเคืองเผือ ฯ ๏ วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้าง เสด็จนมัสการพระเจ้า ตนหลวง (วัดศรีโคมค า จ.พะเยา หรือ พระเจ้าตนหลวงทุ่งเอี้ยงเมืองพะเยา) เวลาบ่าย แวะประทับพักที่พลับพลาบ้านห้วยขง (ห้วยบง) ตอนเย็น ประทับแรมที่ฝั่งน้ าแม่อิง ฯ ๏ รุ่งเช้ากระบวนผ่านแคว้น แม่ใจ ถนนผ่าบ้านเป็นไทว ซีกแท้ เออบ้านนี่นึกไป คล้ายจิตต์ พี่จริง สะด าซีกอยู่ใต้แต้ ซีกซ้ายมาเหนือ ฯ ๏ ช้างทรงยุพราชไท้ เดชอดูลย์ เดิรรวดเร็วแทบประมูล แสะซ้อน ข้ามเขตต์ล าพูน บ่มิเนิ่น ถึงแม่เย็นประทับร้อน ผ่อนช้างกลางวิถี ฯ ๏ แม่เย็นเย็นเปรียบด้วย น้ ามนตร์ รดแต่งเราสองคน เหมาะหมั้น แสนสุขเมื่อยามตน ถูกอุทก เย็นแฮ เออนึกถึงบัดนั้น สุขแท้ใดปาน ฯ
๔๑ ๏ เมืองพานแต่งที่ไท้ แรมพลาง นึกอีกถึงวิวาห์นาง กับข้อย ชื่อชวนเทียบพานวาง มงคลแฝด มงคลผูกนางแน่งน้อย ติดข้าเคียงสงวน ฯ ๏ พานบุรีเขตต์จรดแคว้น นวรัฐ เหนือแฮ ใต้ติดล าปางสกัด กีดกั้น ล าพูนเขตต์มาพลัด แขวงอยู่ กลางนา พานพลัดโดดเดี่ยวฉนั้น เดี่ยวคล้ายตัวกู ฯ ๏ เช้า วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้างผ่านแคว้นแม่ใจ (อ.แม่ใจ) ประทับพักร้อนที่บ้านแม่เย็น ประทับแรมที่เมืองพาน (อ.พาน) ฯ ๏ ที่เก้าเช้าหน่อไท้ ทรงคช ด าเนิรแฮ ไป่เนิ่นพานบุระหมด เขตต์เค้า เจ้าอินทวโรรส สุริยะ วงศนา รับเสด็จพรมแดนเจ้า เกศก้มอัญเชิญ ฯ ๏ ห้วยทรายขาวประทับยั้ง กลางวัน วิเวกอาศัยสรรพ์ มิ่งไม้ เออทรายเศวตเทียบทัน ฉวีนุช ได้ฤา งาคชหมดขาวไซร้ ชิดน้องนวลจาง ฯ ๏ ที่ประทับแรมแต่งตั้ง ริมทาง น้ านา ห้วยซ่านซ่านคนึงพลาง สร่างเศร้า นึกแรกจุมพิตนาง กายซ่าน สุขจริง สร้วมสอดกอดคลึงเคล้า กระแหนะน้องเพียงทรวง ฯ ๏เช้า วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้างเสด็จออกจาก เมืองพาน เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เฝ้ารับเสด็จที่พรมแดน กลางวันทรงหยุดพักที่ ห้วยทรายขาว และประทับแรมที่ห้วยซ่าน (ห้วยส้าน) ฯ ๏ ที่สิบหน่อพุทธเจ้า ทรงหัด ถีนา เดิรเลียบป่าก่อชัฎ ชื่อใช้ ประสงค์เพลิงรุ่งลุกจัด จ าก่อ รายรักเริ่มแล้วไซร้ ห่อนต้องก่อเลย ฯ
๔๒ ๏ แม่ผงนามเรียกร้อง สายคง คาแฮ นึกเปรียบแป้งเสกประสงค์ ฬ่อชู้ ไม่จ าจักมีผง ผูกเสน่ห์ พี่เลย แป้งเสกใดจักสู้ โอดเจ้าวอนผัว ฯ ร่าย ๏ กองต ารวจภูธร แลสลับสลอนเดิรน า ทหารก าย าเดิรเรียบ เหยียบพสุธาครืนครั่น ต่อนั้นข้าราชการ นายทหารต ารวจ รวดน าหน้าม้าทรง ถัดพระองค์ราชภัฏ ล้วนขึ้นอัศว์จัดสรรค์ เลือกแผกพรรณ์แผกเทศ เนตร์ยามยลย่อมชม สมพระเกียรติราชา ครั้นขบวนคลาถึงทวาร เวียงตระการแต่งธง บงหมู่ราษฎรซ้อง โห่ก้องถวายเยาวราช ฝ่ายสินาดส่งเสียง เปรี้ยงปังโครมคะครึก อธึกยี่สิบเอ็ดนัด ค านับขัตติยกุมาร ไทยเมืองทยานยัดเยียด หมู่เงี้ยวเบียดกันมอง ย้าวนั่งยองจ้องชะเง้อ มูเซอกลุ่มรุมดู พระภูธรหน่อไท้ ยกหัตถ์เหนือเกศไหว้ นอบน้อมนิยมชม ฯ โคลง ๓ ๏ ธเสด็จประทับพลับพลา จนสุริยาบ่ายคล้อย จึ่งเสด็จโดยบาทต้อย ไต่เต้าตามถนน ฯ โคลง ๔ ๏ สมเด็จราเมศร์ไท้ นายพล จเรเฮย เสด็จตรวจเชียงรายพหล หักเสี้ยน แลอธึกพิลึกกล เศิกพะ พ่ายแฮ ปราบเหล่าโจรเงี้ยวเหี้ยน หมดสิ้นมลายศูนย์ ฯ ๏ กลางวันประทับห้วย สันทราย ไฉนจักมีวันวาย โศกเศร้า นารีหมื่นแสนหลาย หลากดุจ ทรายแม่ สรรสักคนคล้ายเจ้า โลกนี้มีฤา ฯ ๏ ถึงวัดเจ็ดยอดใกล้ เมืองเชียง รายแฮ ขบวนจัดตั้งเรียงราย เรียบแล้ว แห่น าเสด็จเข้าเวียง บมิเนิ่น ทรงอัศว์ด าเพริดแพร้ว ย่างเยื้องตามถนน ฯ ๏ เช้า วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๔๘ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงช้าง ผ่านป่าก่อ แม่ผง เปลี่ยนทรงช้างเป็นทรงม้า กลางวันประทับพักที่ห้วยสันทราย เสด็จไปวัดเจ็ดยอด และ เสด็จเข้าเมืองเชียงราย ประทับแรม ฯ