87
2.2) เรยี นร๎วู ัสดอุ ปุ กรณ์ในการทาตวั อยาํ งพรรณไม๎ดอง
2.2.1) มีดผาํ ตัวอยําง
2.2.2) ขวดแก๎วสุญญากาศ (Vacuum bottle) แบบใส มีฝาปิดมิดชิดไมทํ าให๎เอทานอล
ระเหยงาํ ย
2.2.3) เอทานอล / เอทิลแอลกอฮอล์ Ethyl alcohol) ความเข๎มข๎นรอ๎ ยละ 70
2.2.4) ปา้ ยข๎อมลู พรรณไม๎ ขนาดกวา๎ ง 10 เซนติเมตร ยาว 15 เซนตเิ มตร
ภาพท่ี 3.53 ตัวอยาํ งอปุ กรณ์สาหรบั ทาตัวอยาํ งพรรณไม๎ดอง
88
2.3) เรียนรู๎ข้ันตอนการทาตัวอยํางพรรณไมด๎ อง
2.3.1) คัดเลอื กสวํ นของพืชในการทาตัวอยํางพรรณไม๎ดอง ประกอบด๎วย ผล หรือ ดอก ที่อวบ
น้า โดยพรรณไม๎แตํละชนิดให๎เกบ็ 1 ตัวอยําง
2.3.2) ตัดตามขวาง ตัดตามยาว สํวนของผล ตัวอยํางพรรณไม๎ท่ีมีลักษณะอวบน้า ใสํในขวด
หรือโหล ดองในเอทิลแอลกอฮอล์ความเข๎มข๎นร๎อยละ 70 ช้ินสํวนท่ีนามาดอง แสดงการดองทั้งผล และผํา
ตามยาว ตามขวางให๎เห็นลักษณะภายในผล และติดป้ายข๎อมูลที่ขวดตัวอยํางหรืออาจใช๎กระดาษแบบกันน้า
แลว๎ เขยี นบนั ทึกขอ๎ มูลพรรณไมล๎ งในขวดโหลตวั อยํางได๎
2.3.3) ดองสวํ นของพืช
2.3.4) บันทึกข๎อมูลและติดป้ายข๎อมูลพรรณไม๎ดอง สาหรับตัวอยํางพรรณไม๎ดอง แผํนป้าย
ข๎อมูลจะติดบนภาชนะที่บรรจุตัวอยําง ขนาดของแผํนป้ายสาหรับตัวอยํางดองน้ันใหญํหรือเล็กแล๎วแตํความ
เหมาะสม โดยควรเหมาะสมกบั ขนาดของภาชนะท่ีบรรจุตวั อยาํ ง และควรติดอยใูํ นบรเิ วณที่เหมาะสม ไมํบดบัง
ตัวอยาํ งทอี่ ยูภํ ายใน
ภาพท่ี 3.54 ตวั อยํางการติดป้ายขอ๎ มูลพรรณไม๎ ตามแบบ อพ.สธ.
89
ภาพที่ 3.55 ตัวอยาํ งพรรณไม๎ดองของผลมะเฟอื ง แบบตดั ตามยาว แบบตดั ตามขวาง และท้ังผล
ภายในขวดเดยี วกัน
หมายเหตุ ตัวอยํางพรรณไม๎ดองบางชนิดเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งจะต๎องมีการเปล่ียนถํายเอทานอลเกํา
ออก และใสํ เอทานอลใหมํลงไปแทน เพื่อให๎รักษาสภาพตัวอยํางได๎นานขึ้น โดยเฉพาะตัวอยํางท่ีมีสีละลาย
ออกมาในเอทานอลมากจนกลายเป็นสีคล้าเข๎มทาให๎มองไมํเห็นชิ้นตัวอยํางท่ีบรรจุอยํูภายในภาชนะ ควร
จะต๎องทาการเปล่ยี นบํอยข้ึน
2.4) เรียนรรู๎ ะบบการจัดเกบ็ และสบื คน๎
สามารถจัดเก็บไว๎ในต๎ูหรือชั้นวางเรียงกัน ไว๎ในห๎องเก็บตัวอยําง ท่ีมีแสงผํานเข๎าเล็กน๎อย หรือจัดเป็น
หมวดหมํู ยกตัวอยาํ งเชนํ พรรณไมท๎ ่อี ยํใู นสกุลเดียวกันและวงศ์เดียวกันจัดสามารถจัดรวมกัน และเรียงลาดับ
รหสั ตดิ ไว๎ท่ีตูเ๎ ก็บตวั อยําง ซึ่งงาํ ยตอํ การสืบค๎น
90
ภาพที่ 3.56 วธิ ีการและรปู แบบการจัดเกบ็ ตัวอยํางพรรณไมด๎ องในระบบคอมพิวเตอรส์ ามารถสืบค๎นได๎
ภาพท่ี 3.57 แสดงตัวอยํางวธิ กี ารและรูปแบบการจัดเก็บตัวอยาํ งพรรณไม๎ดอง
91
3) เรยี นรู๎การทาตัวอยาํ งพรรณไม๎เฉพาะสวํ น
3.1) เรยี นร๎หู ลักการทาตัวอยํางพรรณไม๎เฉพาะสวํ น
สาหรับพืชบางชนิดซ่ึงมีผลท่ีมีลักษณะเป็นผลแห๎ง (ไมํมีเน้ือฉ่าน้า) น้ัน นอกจากจะเก็บก่ิงท่ีมีใบ และ
ดอก มาอัดเป็นตัวอยํางพรรณไม๎แห๎งแล๎ว ยังสามารถเก็บตัวอยํางเฉพาะสํวนของผล
(ซ่ึงไมํสามารถอัดให๎แบนติดบนกระดาษได๎) หรือตัวอยํางมักใช๎กับสํวนของพืชท่ีต๎องการเก็บรักษา
เป็นพิเศษ หรือ ขนาดใหญํมาก มาทาเป็นตัวอยํางพรรณไม๎แห๎งเฉพาะสํวนได๎ด๎วย เชํน ฝักสะบ๎า
ผลตะแบก อินทนิล สะแก ยางนา มะพร๎าวฯลฯ นอกจากนี้ยังอาจเก็บสํวนของเมล็ดได๎ด๎วย เชํน
เมล็ดมะกล่าตาหนู เมลด็ ถวั่ ตาํ ง ๆ ฯลฯ โดยตัวอยํางแหง๎ เฉพาะสํวนนี้ไมํต๎องอัดในแผงอัดพรรณไม๎ แตํอบหรือ
ตากแดดให๎แห๎ง แล๎วเก็บรักษาไว๎ในภาชนะใสแบบตําง ๆ ในกรณีที่มีขนาดใหญํมาก เชํน
ฝกั สะบ๎า อาจจัดแสดงไว๎ในหอ๎ งโดยไมํต๎องใสํภาชนะ
3.2) เรียนรว๎ู ัสดอุ ปุ กรณใ์ นการทาตัวอยาํ งพรรณไมเ๎ ฉพาะสวํ น
ภาพท่ี 3.58 ตัวอยาํ งจานหรอื กลอํ งเกบ็ ตวั อยําง (ขน้ึ อยูกํ ับขนาดของตัวอยาํ ง และปา้ ยข๎อมูลพรรณไม๎)
3.3) เรียนรขู๎ น้ั ตอนการทาตวั อยํางพรรณไมเ๎ ฉพาะสวํ น
3.3.1) คดั เลอื กสวํ นของพชื ในการทาตวั อยํางพรรณไมเ๎ ฉพาะสํวน ประกอบด๎วย ผล เมล็ด หรือ
ดอกทแ่ี ห๎งโดยธรรมชาติ โดยเกบ็ ชนดิ พรรณไม๎ละ 1 ตัวอยาํ ง
3.3.2) ทาตัวอยํางพรรณไม๎เฉพาะ โดยเก็บตัวอยํางพรรณไม๎ท่ีมีลักษณะแห๎ง เชํน เก็บเป็นผล
แหง๎ ฝกั เมล็ด ใสกํ ลอํ งหรือขวด ปิดฝาให๎มิดชิดป้องกันแมลง หากพรรณไม๎มีขนาดใหญํไมํสามารถใสํกลํองได๎
ใหว๎ าง หรอื แขวนบนชนั้ แลว๎ ติดป้ายข๎อมลู พรรณไม๎
3.3.3) บันทึกข๎อมูลและติดป้ายข๎อมูลพรรณไม๎เฉพาะสํวน แผํนป้ายข๎อมูลจะติดบนภาชนะใน
กรณีท่ีสามารถบรรจุในภาชนะได๎โดยใหม๎ ีขนาดและบริเวณท่ีตดิ แผํนป้ายตามความเหมาะสม แตํถ๎าชิ้นตัวอยําง
มีขนาดใหญํมาก และไมํได๎บรรจุในภาชนะ ก็ควรมีแผํนป้ายข๎อมูลติด (อาจใช๎วิธีห๎อยหรือแขวน) ไว๎ท่ีชิ้น
ตัวอยาํ ง หรือทาเปน็ ปา้ ยตง้ั แสดงใกล๎ ๆ กับชิน้ ตัวอยําง
3.4) เรียนร๎ูระบบการจดั เกบ็ และสบื คน๎
ให๎จัดแสดงไว๎ในตู๎หรือช้ัน หรืออาจวางเรียงไว๎ท่ีมมุ ตาํ ง ๆ ในหอ๎ งพพิ ิธภณั ฑ์ให๎สวยงาม หลักสาคัญท่ีต๎อง
คานงึ ถงึ คอื ตอ๎ งเรียงเป็นหมวดหมูํ ให๎ตวั อยาํ งพรรณไม๎ที่อยํใู นสกุลและวงศเ์ ดยี วกนั อยูรํ วมกนั
92
ภาพท่ี 3.59 การเก็บตวั อยาํ งไวใ๎ นในตห๎ู รอื ชน้ั วางตัวอยําง
ลาดบั การเรยี นรู้ท่ี 9 เปรยี บเทียบขอ้ มูลท่สี รุป (ก.7–003 หน้า 8) กับขอ้ มลู ทสี่ ืบคน้ จากเอกสาร
แลว้ บนั ทึกใน ก.7–003 หนา้ 9–10
วัตถุประสงค์
1) เพอ่ื รู๎การสรปุ ลักษณะและขอ๎ มลู พรรณไม๎
2) เพื่อรู๎การสืบค๎นขอ๎ มลู พรรณไม๎
3) เพ่อื รูก๎ ารเปรยี บเทียบและบนั ทกึ ขอ๎ มูลเพ่มิ เติม
กระบวนการเรียนรู้
1) เรียนรก๎ู ารสรปุ ขอ๎ มลู พรรณไม๎ (ก.7–003 หนา๎ 8)
1.1) บนั ทึกช่อื พืน้ เมืองและรหัสพรรณไม๎ (จากหนา๎ ปก)
1.2) นาข๎อมูลหน๎า 2–7 มาเขียนเป็นความเรียงในยํอหน๎าที่ 1 ควรสรุปข๎อความให๎ได๎ใจความ
กะทดั รัด ไมํยาวจนเกินไป ไมใํ ช๎คาเชื่อมเยอะจนเกนิ ไป
1.3) นาข๎อมูลหนา๎ 1 มาเขยี นเป็นความเรียงในยํอหน๎าท่ี 2
93
ภาพท่ี 3.60 วธิ กี ารและรูปแบบการเขียนเอกสาร ก.7–003 หน๎าที่ 8
2) เรียนรู๎การสืบค๎นข๎อมลู พรรณไม๎
2.1) เรียนรหู๎ ลักการสบื คน๎ ขอ๎ มูลพรรณไมจ๎ ากเอกสาร สอื่ อิเล็กทรอนกิ ส์
แหลํงสบื คน๎ ขอ๎ มูลพรรณไม๎ไดม๎ าจาก เอกสาร หนังสือ สื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์ ท่มี คี วามนําเชือ่ ถือ และเป็นท่ี
ยอมรบั ทางด๎านวิชาการพฤกษศาสตร์ เชํน หนังสอื ชื่อพรรณไม๎แหงํ ประเทศไทย อ.เตม็ สมิตนิ นั ทน์ หนงั สอื
พรรณไมใ๎ นสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น ศาสตราจารย์ ดร. พเยาว์ เหมอื นวงษ์ญาติ
94
ภาพที่ 3.61 ตวั อยาํ งสอ่ื อเิ ล็กทรอนิกสก์ ารสบื ค๎นที่ใช๎สบื คน๎ ข๎อมลู พรรณไม๎ (โปรแกรมสืบคน๎ ขอ๎ มลู พรรณไม๎
ในประเทศไทย TPN 2006)
95
ภาพที่ 3.62 (ต่อ) ตวั อยาํ งสอื่ อิเล็กทรอนกิ ส์การสืบค๎นที่ใชส๎ ืบคน๎ ข๎อมลู พรรณไม๎ (โปรแกรมสืบคน๎ ชอื่ พรรณ
ไมใ๎ นประเทศไทย TPN 2006)
96
ภาพท่ี 3.63 ตวั อยํางหนงั สอื ท่ีใช๎ในการสบื ค๎นขอ๎ มลู พรรณไม๎ ท่ีมีแหลงํ ท่ีมาและนาํ เชือ่ ถือ
2.2) เรยี นร๎วู ธิ กี ารสบื ค๎น
2.2.1) คน๎ จากหนังสือช่อื พรรณไม๎แหํงประเทศไทย อ.เต็ม สมติ นนั ทน์
2.2.2) การสืบคน๎ จากสอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ของ อพ.สธ.
1. เข๎าสูหํ น๎าเวบ็ ไซต์ www.rspg.or.th, www.rspg.org
2. จากหน๎าหลัก (Home) คลิกท่ลี ิงค์ สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน
3. คลิกท่ี ข๎อมลู พรรณไม๎
4. เลือกชนดิ และข๎อมูลพรรณไม๎ท่ีตอ๎ งการสืบค๎น
2.3) เรียนร๎ูการเปรยี บเทียบและบนั ทึกข๎อมลู เพิ่มเตมิ
2.3.1) เรยี นร๎ูการเปรียบเทียบ
1. นาข๎อมูลทีส่ รุปในหนา๎ ที่ 8 มาเปรียบเทียบกับข๎อมูลทไี่ ดจ๎ ากการสบื คน๎
97
FABACEAE
ภาพท่ี 3.64 การเปรยี บเทียบรปู ภาพจากการศกึ ษาในหนา๎ ท่ี 7 (เอกสาร ก.7-003) กบั เอกสารที่นาํ เชอ่ื ถือ
98
FABACEAE
ภาพท่ี 3.65 การเปรยี บเทยี บข๎อมูลหนา๎ ที่ 8 (เอกสาร ก.7-003) กบั หนงั สือเอกสารหรอื ที่นาํ เช่อื ถือ
99
2. บนั ทึกขอ๎ มูลทีไ่ ด๎จากการสืบคน๎ เชํน ช่อื วิทยาศาสตร์ ช่ือวงศ์ ชื่อสามัญ ช่ือพ้ืนเมืองอื่น ๆ ถ่ินกาเนิด
การกระจายพันธุ์นิเวศวิทยา เวลาออกดอก เวลาติดผล การขยายพันธุ์ การใช๎ประโยชน์ ประวัติพันธ์ุไม๎ และ
เอกสารอา๎ งองิ ใน ก.7-003 หนา๎ ที่ 9
FABACEAE
FABACEAE
ภาพท่ี 3.66 การนาขอ๎ มูลท่ไี ด๎จากการเปรยี บเทียบและตรวจสอบความถกู ตอ๎ งแลว๎ จนม่ันใจวาํ เป็นพรรณไม๎
ชนิดเดียวกบั ท่ีศึกษา จงึ นาข๎อมลู ตํางๆ ในหนังสือทเ่ี ปรียบเทียบนามาใสํในหน๎าที่ 9 (ก.7–003)
2.3.2) เรียนรู๎บันทึกข๎อมูลเพิ่มเติม (ก.7–003 หน๎า 10) เชํน ประวัติการนาเข๎ามาปลูกใน
โรงเรียน เวลาการออกดอกหรือตดิ ผลนอกฤดูกาล หรอื อื่น ๆ
ภาพท่ี 3.67 การบนั ทกึ ขอ๎ มลู เพมิ่ เตมิ (ก.7–003 หนา๎ 10)
100
ลาดบั การเรียนรู้ท่ี 10 จัดระบบขอ้ มูลทะเบยี นพรรณไม้ (ก.7-005)
วตั ถุประสงค์
1) เพ่อื ร๎รู ูปแบบการทาทะเบียนพรรณไม๎
2) เพ่อื รูว๎ ธิ กี ารทาทะเบยี นพรรณไม๎
กระบวนการเรียนรู้
1) เรียนร๎รู ปู แบบการทาทะเบียนพรรณไม๎ ตามแบบ อพ.สธ. ประกอบไปดว๎ ย
1.1) ปก
ภาพท่ี 3.68 รูปแบบหนา๎ ปกทะเบยี นพรรณไมต๎ ามแบบ อพ.สธ.
101
1.2) ตารางบันทึกข๎อมูล ประกอบไปด๎วย ชื่อโรงเรียน จังหวัด รหัสสมาชิกฯ รหัสพรรณไม๎ ชื่อ
พ้นื เมอื ง ชื่อวทิ ยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ ลกั ษณะวิสยั ลกั ษณะเดํนของพืช บริเวณที่พบ
ภาพท่ี 3.69 รูปแบบทะเบียนพรรณไมท๎ ี่ถกู ต๎องตามแบบ อพ.สธ.
2) เรียนร๎วู ธิ กี ารทาทะเบยี นพรรณไม๎
2.1) รวบรวมข๎อมูลจากเอกสาร ก.7 – 003
ภาพที่ 3.70 ตวั อยํางเอกสาร ก.7–003 หนา๎ ปก - หนา๎ ท่ี 10
102
2.2) บนั ทกึ ข๎อมลู ในทะเบียนพรรณไม๎ ประกอบไปด๎วย รหัสพรรณไม๎ ช่ือพ้ืนเมือง ชื่อวิทยาศาสตร์
ชือ่ วงศ์ ลกั ษณะวิสยั ลกั ษณะเดนํ ของพืช บริเวณที่พบ
ภาพท่ี 3.71 ตัวอยํางการบันทกึ ข๎อมูลลงในทะเบียนพรรณไม๎ ตามแบบ อพ.สธ.
3) จัดทาระบบการจัดเกบ็ และสืบคน๎ ทะเบยี นพรรณไม๎
ภาพที่ 3.72 ตัวอยาํ งทะเบยี นพรรณไม๎ รปู แบบ Microsoft Office Excel
103
ลาดบั การเรียนรทู้ ี่ 11 ทารา่ งป้ายชอ่ื พรรณไม้สมบรู ณ์
วัตถุประสงค์
1) เพอ่ื รร๎ู ูปแบบการทาปา้ ยชื่อพรรณไม๎สมบูรณ์
2) เพ่ือรว๎ู ิธีการทาป้ายช่อื พรรณไมส๎ มบูรณ์
กระบวนการเรยี นรู้
1) เรยี นรู๎รปู แบบการทาป้ายชื่อพรรณไม๎สมบรู ณ์ ตามแบบ อพ.สธ.ประกอบดว๎ ย
1.1) รหสั พรรณไม๎
1.2) ชอื่ พ้ืนเมือง
1.3) ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์
1.4) ชอ่ื วงศ์
1.5) ชื่อสามญั
1.6) ประโยชน์
ภาพที่ 3.73 รูปแบบราํ งป้ายชือ่ พรรณไมส๎ มบรู ณ์
104
2) เรียนรู๎วิธกี ารทาป้ายชือ่ พรรณไมส๎ มบรู ณ์
2.1) รวบรวมขอ๎ มูลจากเอกสาร ก.7–003 และทะเบยี นพรรณไม๎
ภาพท่ี 3.74 แหลํงขอ๎ มูลจากเอกสาร ก.7–003 และทะเบยี นพรรณไม๎
2.2) บนั ทึกข๎อมูล รํางปา้ ยชื่อพรรณไมส๎ มบูรณ์ ประกอบไปดว๎ ย
1. รหัสพรรณไม๎ : (นาข๎อมูลมาจากหนา๎ ปกเอกสาร ก.7-003 หรอื ทะเบียนพรรณไม๎
ชํองที่ 1)
2. ชอ่ื พ้ืนเมอื ง : (นาข๎อมลู มาจากหนา๎ ปกที่ 1 ของเอกสาร ก.7-003 หรอื ทะเบียน
พรรณไม๎ชํองที่ 2)
3. ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : (นาข๎อมูลมาจากหน๎าปกที่ 9 ของเอกสาร ก.7-003 หรอื ทะเบียน
พรรณไม๎ชํองที่ 3)
4. ชื่อวงศ์ : (นาขอ๎ มูลมาจากหน๎าปกที่ 9 ของเอกสาร ก.7-003 หรือทะเบยี น
พรรณไมช๎ อํ งที่ 4)
5. ชื่อสามญั : (นาขอ๎ มูลมาจากหน๎าปกท่ี 9 ของเอกสาร ก.7-003 หรอื ทะเบียน
พรรณไม๎ชอํ งท่ี 3)
6. ประโยชน์ : (นาข๎อมูลมาจากหน๎าปกที่ 1 ของเอกสาร ก.7-003)
105
ราก ตาละลายน้ารับประทานแกท้ อ้ งร่วง
ภาพท่ี 3.75 ตัวอยาํ งการบันทึกขอ๎ มลู ราํ งป้ายชอ่ื พรรณไมส๎ มบรู ณ์
ลาดบั การเรียนรทู้ ี่ 12 ตรวจสอบความถกู ตอ้ งทางวชิ าการด้านพฤกษศาสตร์
วัตถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื รู๎วิธกี ารรวบรวมข๎อมลู ความถูกต๎องทางวชิ าการด๎านพฤกษศาสตร์
2) เพอ่ื รวู๎ ิธีการทาฐานขอ๎ มลู ความถูกตอ๎ งทางวิชาการดา๎ นพฤกษศาสตร์
3) เพื่อร๎วู ิธกี ารจัดสงํ ข๎อมูลความถกู ต๎องทางวชิ าการดา๎ นพฤกษศาสตร์
กระบวนการเรยี นรู้
1) เรียนร๎วู ิธกี ารรวบรวมขอ๎ มลู ความถกู ต๎องทางวิชาการดา๎ นพฤกษศาสตร์
1.1) ตัวอยํางพรรณไมแ๎ ละการศกึ ษาพรรณไม๎ ขอ๎ มลู ตรงกบั ทะเบียนพรรณไม๎
1.1.1) ภาพถํายตวั อยาํ งพรรณไมแ๎ หง๎
1.1.2) ภาพถาํ ยตวั อยํางพรรณไมด๎ อง
1.1.3) ภาพถํายตัวอยํางพรรณไม๎เฉพาะสวํ น
1.1.4) ไฟล์สรุปขอ๎ มูลพรรณไม๎ ก7.003 หน๎าที่ 8 ในรูปแบบ Microsoft Office Word เชํน
1.2) ทะเบียนพรรณไม๎และภาพถํายพรรณไม๎
1.2.1) ทะเบยี นพรรณไมจ๎ ัดทาในรูปแบบ Microsoft Office Excel
1.2.2) ข๎อมลู ภาพถํายพรรณไม๎ตรงกับทะเบียนพรรณไม๎
1.3) ปา้ ยชือ่ พรรณไม๎สมบูรณ์
ไฟล์รํางป้ายชื่อพรรณไม๎สมบูรณ์ในรูปแบบ Microsoft Office Word หรือ Microsoft Office
PowerPoint ให๎ตรงกบั ทะเบียนพรรณไม๎
2) เรยี นรว๎ู ธิ ีการทาฐานขอ๎ มูลความถูกตอ๎ งทางวิชาการด๎านพฤกษศาสตร์
106
2.1) การสร๎างโฟลเดอร์หลัก ตั้งช่ือวํา “งานประเมินความถูกต๎องทางวิชาการ” และเมื่อเปิดใน
โฟลเดอร์ หลกั ใหส๎ ร๎างโฟลเดอร์ ยอํ ยสาหรับเก็บข๎อมลู จานวน 3 โฟลเดอร์ ดังน้ี
1
2
31
ภาพท่ี 3.76 ตวั อยาํ งการสร๎างโฟลเดอร์หลักในการจดั เก็บข๎อมูล เพอ่ื สํงตรวจความถกู ตอ๎ งทางวิชาการ
ด๎านพฤกษศาสตร์
2.1.1) การสรา๎ งโฟล์เดอร์และบนั ทกึ ข๎อมูลโฟลเ์ ดอรท์ ี่ 1 ตัวอยํางพรรณไม๎และการศึกษาพรรณ
ไม๎
ขั้นตอนท่ี 1 สาหรับโฟลเดอร์ ที่ 1 ตัวอยํางพรรณไม๎และการศึกษาพรรณไม๎ จะประกอบไปด๎วย 3
โฟลเดอร์ยอํ ยด๎วยกัน ดังนี้
1
1.1
1.2
1.3
ภาพที่ 3.77 ตัวอยํางการสร๎างโฟลเดอร์หลัก
107
ขั้นตอนที่ 2 ในแตํละโฟลเดอร์ยํอย ทั้ง 3 โฟลเดอร์ ให๎บันทึกข๎อมูลทุกปีท่ีมีการสารวจพรรณไม๎และ
จัดทาทะเบียนพรรณไม๎ จะประกอบไปด๎วยโฟลเดอร์เก็บภาพตัวอยํางพรรณไม๎จะต๎องต้ังชื่อขึ้นต๎นด๎วยรหัส
ประจาต๎นและตามดว๎ ยชือ่ พื้นเมอื ง ดงั ภาพ
1.1 1.2 1.3
.1
ภาพท่ี 3.78 การจดั เก็บข๎อมลู ตัวอยํางพรรณไมแ๎ ละการศึกษาพรรณไม๎
ข้ันตอนที่ 3 ข๎อมูลที่บันทึกเก็บไว๎ในตัวอยํางพรรณไม๎แตํละชนิด จะประกอบด๎วย ภาพถํายตัวอยําง 2
ตัวอยําง และไฟล์บันทึก เอกสาร ก.7 – 003 หน๎าท่ี 8 ของพรรณไม๎ชนิดนั้น (พิมพ์ด๎วย Microsoft Office
Word และบนั ทึกเปน็ นามสกลุ .doc)
1. โฟลเดอร์ตวั อยํางพรรณไม๎แหง๎ ในแตลํ ะชนิดใหถ๎ ํายภาพตวั อยําง 2 ตวั อยาํ ง โดยถํายให๎
เห็นช้ินตัวอยํางและป้ายข๎อมูลท่ีติดกับกระดาษเย็บตัวอยําง โดยมีขนาดภาพ 640x480 พิกเซล หรือ
1,280x960 พกิ เซล นามสกลุ .jpg และไฟลบ์ นั ทึกเอกสาร ก.7-003 หน๎าที่ 8 ของพรรณไม๎ชนิดนั้น (พิมพ์ด๎วย
Microsoff Office Word และบนั ทึกเป็นนามสกุล .doc)
056-พะยอม
พะยอม 1.jpg พะยอม 2.jpg
ภาพที่ 3.79 การจดั โฟลเดอรต์ ัวอยํางพรรณไม๎แหง๎ และ เอกสาร ก.7-003 หน๎าที่ 8
108
2. โฟลเดอร์ตัวอยํางพรรณไม๎ดอง ในแตํละชนิด ให๎ถํายภาพตัวอยํางเพียง 1 ตัวอยําง โดยถํายป้าย
ข๎อมูลพรรณไม๎ 1 ภาพ และถํายช้ินตัวอยํางข๎างใน 1 ภาพ โดยมีขนาดภาพ 640x480 พิกเซล หรือ
1,280x960 พกิ เซล นามสกลุ .jpg และไฟลบ์ ันทกึ เอกสาร ก.7-003 หนา๎ ท่ี 8 ของพรรณไมช๎ นิดนั้น (พิมพ์ด๎วย
Microsoft Office Word และบนั ทึกเปน็ นามสกุล .doc)
มะเฟือง 1-ปา้ ยขอ้ มูล มะเฟือง 2-ตัวอยา่ ง
พรรณไม.้ jpg พรรณไม้.jpg
ภาพท่ี 3.80 การจดั โฟลเดอร์ตัวอยํางพรรณไม๎ดอง และเอกสาร ก.7-003 หน๎าที่ 8
3. โฟลเดอร์ตัวอยํางพรรณไม๎เฉพาะสํวน ในแตํละชนิด ให๎ถํายภาพตัวอยํางเพียง 1 ตัวอยําง โดยถําย
ปา้ ยข๎อมลู พรรณไม๎ 1 ภาพ และถาํ ยภาพตัวอยาํ ง 1 ภาพ โดยมีขนาดภาพ 640x480พิกเซล หรือ 1,280x960
พิกเซล นามสกุล .jpg และไฟล์บันทกึ เอกสาร ก.7-003 หน๎าที่ 8 ของพรรณไม๎ชนิดน้ัน (พิมพ์ด๎วย Microsoft
Office Word และบนั ทึกเป็นนามสกุล .doc)
051-อนิ ทนิลน้า
อนิ ทนลิ น้า 1- .jpg อนิ ทนลิ นา้ - .้ jpg
ภาพที่ 3.81 การจัดโฟลเดอร์ตัวอยํางพรรณไม๎เฉพาะสวํ น และ เอกสาร ก.7-003 หนา๎ ท่ี 8
109
2.1.2) การสรา๎ งโฟล์เดอรห์ ลักที่ 2 ทะเบียนพรรณไมแ๎ ละภาพถาํ ยพรรณไม๎
ขัน้ ตอนที่ 1 บันทึกขอ๎ มลู ทะเบียนพรรณไม๎ 2 ปี ย๎อนหลัง (รูปแบบไฟล์ Microsoft Office Excel) และ
สร๎างโฟลเดอร์บันทกึ ภาพถํายพรรณไม๎แตลํ ะชนดิ แตํละปี
ภาพท่ี 3.82 ข้นั ตอนการสร๎างโฟลเดอร์ทะเบยี นพรรณไมแ๎ ละภาพถํายพรรณไม๎
ขนั้ ตอนที่ 2 ในโฟลเดอร์บนั ทึกข๎อมลู ภาพถาํ ยพรรณไม๎แตลํ ะชนิด ประกอบด๎วยภาพถาํ ย
6-7 ภาพ ประกอบดว๎ ย ลกั ษณะวิสยั ราก (บางชนิด) ลาต๎น ใบ ดอก ผล และเมลด็ โดยมีขนาดภาพ
640x480 พกิ เซล หรือ 1,280x960 พกิ เซล บนั ทึกภาพนามสกุล .jpg
110
ภาพที่ 3.83 การจดั โฟลเดอร์ ภาพถํายพรรณไม๎ ที่ประกอบไปด๎วยภาพ ลกั ษณะวิสัย ลาตน๎ ใบ ดอก ผล
และเมลด็
111
2.1.3) การสรา๎ งโฟลเดอร์หลกั ที่ 3 ป้ายชอื่ พรรณไม๎
บันทึกข๎อมูลการทาป้ายช่ือพรรณไม๎ ท้ัง 2 ปี โดยสามารถทาป้ายช่ือพรรณไม๎เป็นไฟล์ข๎อมูลด๎ว ย
โปรแกรม Microsoft Office PowerPoint หรือ Microsoft Office Word ได๎ (เลอื กทาเพยี งอยาํ งเดียว)
ภาพท่ี 3.84 ตวั อยาํ งการจดั โฟลเดอร์การเกบ็ ข๎อมลู ป้ายชอื่ พรรณไม๎
112
3) เรียนรวู้ ิธีการจดั ส่งข้อมูลความถูกต้องทางวิชาการด้านพฤกษศาสตร์
3.1) รวบรวมข๎อมลู ทง้ั หมดลงแผํน ซีดหี รือดีวดี ี สํง อพ.สธ.
3.2) หนังสือนาสงํ แบบฟอรม์ นาสงํ แผนํ ซดี ขี ๎อมลู ความถกู ตอ๎ งทางวชิ าการดา๎ นพฤกษศาสตร์
ภาพท่ี 3.85 แบบฟอร์มนาสงํ ขอ๎ มูลความถูกต๎องทางวิชาการด๎านพฤกษศาสตร์
ลาดับการเรียนรทู้ ี่ 13 ทาปา้ ยช่ือพรรณไมส้ มบรู ณ์
วัตถุประสงค์
1) เพอ่ื รวู๎ ิธีการทาป้ายชอ่ื พรรณไม๎สมบูรณ์
2) เพื่อรวู๎ ธิ ีการตดิ แสดงป้ายชอ่ื พรรณไม๎สมบูรณ์
กระบวนการเรียนรู้
1) เรยี นร๎วู ธิ กี ารทาปา้ ยชอื่ พรรณไมส๎ มบรู ณ์
1.1) ปรับปรงุ และแกไ๎ ขข๎อมูล
1.1.1) เปรยี บเทยี บขอ๎ มลู กอํ นสํงตรวจสอบกับข๎อมูลทีผ่ ํานการตรวจสอบจาก อพ.สธ.
1.1.2) แก๎ไขข๎อมูลให๎ถูกต๎อง ประกอบไปด๎วย รหัสพรรณไม๎ ช่ือพ้ืนเมือง ช่ือวิทยาศาสตร์
ชอื่ วงศ์ ชือ่ สามญั ประโยชน์
113
ภาพที่ 3.86 ป้ายช่ือพรรณไม๎สมบูรณ์
2) เรียนร๎ูวธิ กี ารติดแสดงปา้ ยช่อื พรรณไม๎สมบรู ณ์
2.1) รูปแบบการตดิ แสดงปา้ ยชอ่ื พรรณไม๎สมบูรณ์ให๎เหมาะสม
วิธีที่ 1 แบบผูก คล๎องกบั ก่ิงหรอื ลาต๎น ของต๎นไม๎ในตาแหนงํ ที่เหมาะสมและมองเหน็ ไดอ๎ ยํางชัดเจน ซึ่ง
วิธนี เี้ หมาะสาหรับไม๎ต๎น ไม๎พุํม ฯลฯ
หมายเหตุ - ไมคํ วรตดิ รดั จนแนนํ เกนิ ไป ควรแขวน หรือใชว๎ ัสดุอุปกรณท์ ่ีมีความยดื หยนํุ ในการตดิ แบบงาํ ยๆ
ภาพที่ 3.87 การติดแสดงป้ายชื่อพรรณไมส๎ มบูรณแ์ บบผูก
114
วธิ ีท่ี 2 แบบปกั หลกั ให๎ปักตรงบริเวณตาแหนงํ ที่ต๎นไมน๎ นั้ ขน้ึ อยูํ ใชส๎ าหรับ ไม๎ลม๎ ลกุ
ภาพที่ 3.88 การติดแสดงป้ายชอ่ื พรรณไมส๎ มบรู ณแ์ บบปักหลกั
2.2) ตรวจสอบรหัสพรรณไม๎ของป้ายช่ือพรรณไม๎สมบูรณ์ให๎ตรงกับป้ายรหัสประจาต๎น สามารถ
ออกแบบใบงานการตรวจสอบการตดิ ป้ายชือ่ พรรณไมไ๎ ด๎ ตัวอยํางเชนํ
2.3) การตดิ แสดงป้ายชอื่ พรรณไมส๎ มบรู ณ์
ภาพท่ี 3.89 ตัวอยาํ งตารางใบงานตรวจสอบรายละเอยี ดความถูกต๎องป้ายช่ือพรรณไม๎สมบรู ณ์
115
ผลท่ีคาดวา่ จะไดรบั
ด้านวชิ าการ
1) พฤกษศาสตร์ เชํน ลักษณะ โครงสร๎างของพืช ชื่อวิทยาศาสตร์
2) ชวี วิทยา เชํน การจาแนก
3) ภูมศิ าสตร์ เชนํ การสารวจ การทาแผนท่ี
4) ภาษา เชนํ การสอบถาม การสรปุ องคค์ วามร๎ู
5) ศิลปะ เชํน การวาดภาพ การถํายภาพ การออกแบบป้ายชอ่ื พรรณไม๎
6) สงั คมศาสตร์ เชํน งานเกบ็ รวบรวมขอ๎ มูล การทางานรวํ มกัน ความสมั พันธก์ บั ชมุ ชน
ดา้ นภูมปิ ัญญา
1) การเรยี นรู๎ทมี่ ีพืชเปน็ ปจั จยั
2) การคดิ เป็นลาดบั ขั้นตอน
3) การจัดการ
4) จินตนาการการสัมผัสเรยี นรพ๎ู ืชพรรณ
คณุ ธรรมและจริยธรรม
1) ความรับผดิ ชอบงานท่ไี ดร๎ ับมอบหมาย
2) ความซ่ือตรง ในการศกึ ษา
3) ความมีระเบียบความรอบคอบ ละเอยี ด ถีถ่ ว๎ น ในการปฏิบตั ิงาน
4) ความอดทนตํอสภาพแวดลอ๎ มในการปฏิบตั ิงาน
117
3.2.2 องคป์ ระกอบที่ 2 การรวบรวมพรรณไม้เขา้ ปลกู ในโรงเรียน
หลักการ คลุกคลี เหน็ คุณ สุนทรีย์
สาระสาคัญ
การรวบรวมพรรณไม้เข้าปลูกในโรงเรียน จัดให้มีการศึกษาธรรมชาติ สารวจสภาพภูมิศาสตร์ของพ้ืนที่
ตามผงั พรรณไม้ เพ่ือกาหนดชนิด การใช้ประโยชน์ในพ้ืนที่ รวมถึงการเลือกวัสดุที่ใช้สาหรับปลูก และจัดทาผัง
ภมู ิทัศน์แสดงรายละเอียดการจัดหาพรรณไม้ การเพาะปลกู จากนัน้ ทาการศึกษาพรรณไม้หลังการปลูกโดยการ
บันทึกการดูแลรักษา การเปลี่ยนแปลงของความสมั พันธร์ ะหว่างปัจจยั
ลาดับการเรียนรู้
1) ศึกษาข้อมลู จากผงั พรรณไม้เดมิ และศึกษาธรรมชาติของพรรณไม้
2) สารวจ ศกึ ษา วิเคราะหส์ ภาพพ้ืนที่
3) พจิ ารณาคุณ และสุนทรยี ภาพของพรรณไม้
4) กาหนดการใช้ประโยชนใ์ นพื้นที่
5) กาหนดชนิดพรรณไม้ที่จะปลูก
6) ทาผงั ภูมทิ ัศน์
7) จัดหาพรรณไม้ วัสดปุ ลูก
8) ปลกู พรรณไม้เพม่ิ เติม
9) ศกึ ษาพรรณไมห้ ลงั การปลกู
อธิบายลาดบั การเรียนรู้
ลาดบั การเรยี นรูท้ ่ี 1 ศกึ ษาข้อมลู จากผงั พรรณไม้เดิมและศกึ ษาธรรมชาติของพรรณไม้
วตั ถุประสงค์
1) เพอ่ื รู้ข้อมลู ของพ้นื ที่ศึกษาจากผังพรรณไม้
2) เพอ่ื รู้ธรรมชาตขิ องพรรณไม้
กระบวนการเรยี นรู้
1) เรียนร้ขู ้อมลู ของผงั พรรณไมเ้ ดิม
1.1) เรยี นรูพ้ น้ื ทศ่ี ึกษาจากผังพรรณไม้ เชน่ ความกวา้ ง ความยาว ขนาดพ้ืนท่ีศึกษาทงั้ หมด เปน็ ต้น
1.2) เรยี นรขู้ อ้ มลู พรรณไม้ เช่น ชนิดพรรณไม้ จานวนพรรณไม้ ลักษณะวสิ ัยพรรณไม้ เปน็ ต้น
118
เฉพาะพ้นื ท่ี
ภาพท่ี 3.90 ตัวอย่างผังพรรณไม้เฉพาะพ้ืนท่ี
ภาพที่ 3.91 ตัวอย่างผังพรรณไม้รวมท้ังโรงเรยี น
119
2) ศึกษาธรรมชาติของพรรณไม้
2.1) กาหนดกลุ่มพรรณไม้ ลักษณะวิสัยของพรรณไม้ท่ีจะนามาปลูก (ตามจินตนาการ) และเลือก
ชนิดพรรณไม้ จากทีก่ าหนดกลุ่มพรรณไม้ ลักษณะวิสัย และบันทกึ ผล
2.2) เรียนรู้สภาพของชนิดพรรณไม้ ที่อยู่ในธรรมชาติ (ในหรือนอกโรงเรียน) เช่น ปริมาณ จานวน
ความสมบูรณ์ ความไม่สมบูรณ์ของสว่ นประกอบต่างๆของพรรณไม้ เปน็ ตน้
2.3) เรยี นรู้สภาพแวดล้อมโดยรอบของชนดิ พรรณไม้ทอ่ี ย่ใู นธรรมชาติ
2.3.1) สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ (สิ่งไมม่ ีชีวติ เชน่ ดิน นา้ แสง อากาศ เปน็ ตน้ )
เรยี นรูส้ ภาพธรรมชาตขิ องดนิ นา้ แสง อากาศ เชน่ ปริมาณ จานวน ความสมบรู ณ์ ความไมส่ มบูรณ์
2.3.2) สภาพแวดล้อมทางชีวภาพ (สิ่งมีชีวิต เช่น นก หนอน ผีเส้ือ เป็นต้น) เรียนรู้สภาพ
ธรรมชาติของส่งิ มชี วี ิต เชน่ ความสมั พนั ธ์ ปริมาณ จานวน พฤตกิ รรม เป็นตน้
2.4) รวบรวมข้อมูลและจดั ทารายงานการศึกษาพรรณไมท้ ่ีจะนามาปลูกท่ีอยู่ในสภาพ
ธรรมชาติ
ลาดับการเรยี นรูท้ ่ี 2 สารวจ ศึกษา วิเคราะห์สภาพพืน้ ท่ี
วตั ถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื รู้สภาพภูมิศาสตร์ของพน้ื ท่ตี ามผงั พรรณไม้
2) เพอ่ื ร้วู ิธกี ารทาผังแสดงสภาพภูมิศาสตร์
กระบวนการเรยี นรู้
1) เรยี นรสู้ ภาพภูมศิ าสตรข์ องพ้ืนที่ตามผงั พรรณไม้
1.1) เรยี นรู้วธิ ีการใชว้ สั ดุอุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลทางภูมศิ าสตร์
1.1.1) พืน้ ที่ เชน่ ตลบั เมตร สายยางวดั ระดับน้า เคร่ืองมือวดั ความสงู (Altimeter)
1.1.2) ดิน เช่น กระดาษลิสมัส กระดาษยูนิเวอร์เซลอินดิเคเตอร์ เทอร์โมมิเตอร์ EC-meter
Soilmeter
1.1.3) น้า เชน่ กระดาษลสิ มัส เทอรโ์ มมิเตอร์ เครอื่ งมือวดั คา่ OD BOD COD EC-meter
1.1.4) แสง เชน่ ลกั ซ์มิเตอร์
1.1.5) อากาศ เช่น บารร์ อมเิ ตอร์ กังหันลม ศรลม กระเปาะเปียกกระเปาะแห้ง เทอร์โมมิเตอร์
ไฮโกร - เทอรโ์ มมเิ ตอร์ แอนโิ มมเิ ตอร์
120
ภาพท่ี 3.92 กระดาษยูนิเวอรเ์ ซลอินดเิ คเตอร์ อุปกรณ์ในการเกบ็ ขอ้ มลู ทางภมู ิศาสตร์
ภาพที่ 3.93 ไฮโกร - เทอรโ์ มมิเตอร์ อปุ กรณ์ในการเกบ็ ข้อมูลทางภมู ิศาสตร์
ภาพที่ 3.94 EC-meter สาหรับวดั คา่ พเี อช คา่ การนาไฟฟา้ และอุณหภูมิ วัสดุอปุ กรณ์ในการเก็บ
ข้อมลู ทางภูมิศาสตร์
121
1.2) เรยี นรู้วิธีการบันทกึ ข้อมูลสภาพภมู ิประเทศ
1.2.1) พนื้ ท่ี เชน่ ความลาดชนั ความสงู ต่าของพ้ืนท่ี ฯลฯ
1.2.1) ดนิ เช่น ชนิดและโครงสร้างของดิน เนื้อดิน การหาความเป็นกรด-เบส อุณหภูมิ ค่าการ
นาไฟฟา้ ฯลฯ
1.3) เรียนรู้และบนั ทกึ ข้อมลู สภาพภมู ิอากาศ
1.3.1) น้า เช่น การหาความเป็นกรด-เบส อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจนในน้า สารละลายในน้า
คา่ การนาไฟฟา้ ปริมาณนา้ ฝน ฯลฯ
1.3.2) แสง เชน่ ความเข้มแสง พื้นที่รับแสง ทศิ ทางของแสง
1.3.3) อากาศ เชน่ ทศิ ทางลม ความเร็วลม ความช้นื สมั พทั ธ์ อณุ หภมู ิ
1.4) เรยี นรู้และบันทึกขอ้ มูลดา้ นมมุ มองของพื้นท่ี
1.4.1) กาหนดตาแหน่งของมมุ มอง จากทั้งภายในพนื้ ที่ และนอกพ้นื ท่ี
1.4.2) บนั ทึกขอ้ มลู สิ่งทม่ี องเหน็ จากมมุ มองท่ีกาหนด เชน่ พรรณไม้ สง่ิ ปลูกสรา้ ง ถนน เป็นต้น
1.4.3) สรปุ ข้อมลู ในพืน้ ท่ีศกึ ษา
2) เรียนร้วู ธิ กี ารทาผังแสดงสภาพภมู ศิ าสตร์
2.1) เรยี นรอู้ งค์ประกอบของผังภมู ศิ าสตร์ ประกอบไปด้วย 3 ส่วน
2.1.1) สว่ นของผงั เชน่ ขอบเขตพน้ื ที่
2.1.2) ส่วนของสญั ลกั ษณ์ เชน่ เสน้ จุด ลกู ศร สี
2.1.3) ส่วนของรายละเอียด เช่น ช่ือผัง มาตราส่วน ทิศ พ้ืนที่ศึกษา วัน เดือน ปี ชื่อผู้จัดทา
เปน็ ต้น
2.2) เรยี นร้กู ารนาขอ้ มลู จากการสารวจและบันทกึ มาจัดทาเป็นผังภูมิศาสตร์แสดงข้อมูลของดิน น้า
แสง อากาศ และมุมมอง เป็นตน้
122
ภาพที่ 3.95 ตัวอย่างผังสภาพภูมศิ าสตร์ (ดนิ และน้า) ในพื้นท่ศี กึ ษา (เฉพาะพน้ื ที่)
ภาพท่ี 3.96 ตวั อย่างผังสภาพภมู ิศาสตร์ (แสงและลม) ในพื้นทศ่ี ึกษา (เฉพาะพน้ื ท่)ี
123
ภาพท่ี 3.97 ตวั อย่างผงั สภาพมมุ มอง ในพืน้ ท่ีศกึ ษา (เฉพาะพน้ื ที่)
ลาดับการเรยี นรูท้ ่ี 3 พจิ ารณาคณุ สนุ ทรยี ภาพของพรรณไม้
วตั ถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื รู้คุณค่าและประโยชน์ของพรรณไม้
2) เพือ่ รสู้ ุนทรยี ภาพของพรรณไม้
กระบวนการเรียนรู้
1) เรียนรู้คณุ คา่ และประโยชน์ของพรรณไม้
1.1) เรียนรู้คณุ ค่าของพรรณไม้
1.1.1) เรียนรู้พรรณไม้และความสัมพันธ์ของพรรณไม้กับปัจจัยกายภาพและชีวภาพท่ีเข้ามา
เกยี่ วขอ้ งกบั พรรณไม้
1.1.2) เรียนรู้พรรณไม้และความสาคัญของพรรณไม้
1.2) เรียนรู้ประโยชน์ของพรรณไม้ โดยนาส่วนประกอบต่าง ๆ ของพืช มาใช้ประโยชน์ด้านอาหาร
ทอี่ ยอู่ าศยั เครอื่ งน่งุ ห่ม และ ยารกั ษาโรค
2) เรียนรู้สนุ ทรียภาพของพรรณไม้
2.1) เรียนรู้ความงามของพรรณไม้ เชน่ ความกลมกลนื ความเดน่ ความสมดุล สนุ ทรยี ภาพ
พิจารณาความงามของพรรณไม้ในด้านรูปลกั ษณ์ คณุ สมบตั ิ พฤตกิ รรม เป็นต้น
1. สัดส่วน (proportion) สัดส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ขนาด พ้ืนท่ี และปริมาณของส่วนต่าง ๆ
ในภาพรวม ทาใหเ้ กิดความสวยงาม
124
2. ความกลมกลนื (harmony) เป็นความพอเหมาะพอดีขององค์ประกอบความกลมกลืนจากการทาเป็น
รูปซ้า ๆ กนั สสี ัน ผิวสัมผัส ช่องว่าง รปู ทรงท่คี ลา้ ยกัน
3. ความเด่น (dominant point) จุดรวมหรือดึงดดู สายตา เป็นจุดท่ีส่งเสริมความงาม เช่น น้าพุ รูปป้ัน
นา้ ตก ก้อนหนิ พันธุ์ไมท้ ี่มีรปู ทรงสวยงาม
4. ความต่าง(contrast) การจัดสวนให้เกิดความแตกต่างทาได้หลายลักษณะ เช่น ความแตกต่างของ
รูปทรง สี เส้น แสง เงา สดั ส่วน ช่องวา่ ง จังหวะ ความแตกตา่ งของพรรณไม้
2.2) สรปุ ข้อมลู สุนทรยี ภาพของพรรณไม้แต่ละชนดิ
ความงามของธรรมชาติ
ภาพท่ี 3.98 ภาพความงามของธรรมชาติ
ลาดบั การเรียนร้ทู ี่ 4 กาหนดการใชป้ ระโยชน์ ในพ้นื ท่ี
วัตถปุ ระสงค์
1) เพอื่ รู้การจินตนาการของการใช้ประโยชนใ์ นพนื้ ท่ี
2) เพือ่ รู้สดั ส่วนการใช้ประโยชน์ในพ้ืนทีอ่ ยา่ งเหมาะสม
กระบวนการเรยี นรู้
1) เรียนรู้การจินตนาการการใช้ประโยชนใ์ นพน้ื ที่
1.1) เรยี นรกู้ ารกาหนดการใชป้ ระโยชน์ จากขอ้ มูลสภาพภมู ศิ าสตรแ์ ละธรรมชาตขิ องพรรณไม้
1.2) เรยี นรูก้ ารสรปุ จนิ ตนาการประกอบเหตผุ ลสนบั สนุนจนิ ตนาการน้นั ๆ
125
2) เรยี นรู้สัดสว่ นการใช้ประโยชน์ในพนื้ ที่ศกึ ษาอย่างเหมาะสม
2.1) เรียนรู้การนาข้อมูลที่ได้จากการสรุปจินตนาการ มากาหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์ในพ้ืนท่ี
ศึกษา
2.2) เรียนรู้การทาผังกาหนดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ศึกษาแสดงรายละเอียดขนาดพ้ืนท่ี การใช้
ประโยชน์ เช่น บริเวณที่ 1 ไมพ้ มุ่ ขนาดพน้ื ที่ 15 ตร.ม.
ภาพท่ี 3.99 ตวั อย่างผังกาหนดการใช้ประโยชนใ์ นพ้ืนท่ีศึกษา (เฉพาะท่)ี
ลาดับการเรยี นรทู้ ี่ 5 กาหนดชนดิ พรรณไม้ทจี่ ะปลูก
วตั ถุประสงค์
1) เพือ่ รู้การกาหนดชนิดพรรณไม้ทีจ่ ะปลูกให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในพน้ื ที่
กระบวนการเรียนรู้
1) เรียนรู้การกาหนดชนดิ พรรณไมท้ ีจ่ ะปลูกใหเ้ หมาะสมกับการใชป้ ระโยชนใ์ นพื้นท่ี
1.1) เรียนร้กู ารกาหนดชนิดพรรณไมท้ ่ีจะปลูก ท่สี อดคล้องผงั กาหนดการใช้ประโยชนใ์ นพ้ืนท่ี เช่น
บริเวณท่ี 1 ไม้พุ่ม ขนาดพ้ืนท่ี 15 ตร.ม. กาหนดชนดิ พรรณไม้เป็น แกว้ จานวน 10 ตน้
1.2) เรยี นรู้วัสดปุ ลูกทเ่ี หมาะสมกบั พรรณไม้ที่จะปลกู เชน่ ดนิ ป๋ยุ แกลบ ขุยมะพรา้ ว เป็นต้น
พื้นที่ศกึ ษาท่ี 14 โรงเรียนอนุรกั ษพ์ ฒั นา จังหวดั กรุงเทพมหานคร
บริเวณ/ จินตนาการ สดั ส่วน แนวคดิ
การใชป้ ระโยชนใ์ นพื้นที่
การใช้พนื้ ท่ี การกาหนดชนิดพรรณไม้ พรร
บรเิ วณที่ 1 ไม้พุ่มดอกหอม 15 ตร.ม. ดอกมกี ลิน่ หอม หลากสสี ัน เชน่ สแี ดง 1. กหุ ล
เหลือง ขาว ชมพู ฯลฯ
2.ราตร
บรเิ วณท่ี 2 ทนี่ ง่ั พักผ่อน 23 ตร.ม. ร่มร่นื มมี มุ มองที่กวา้ ง 1.หกู ระ
บริเวณที่ 3 ลานอเนกประสงค์ 18 ตร.ม. โลง่ เรยี บ 2.เฟริ ์น
บริเวณที่ 4 ไม้พุ่มใบแนน่ 20 ตร.ม. จัดแนวไม้พมุ่ ตามขอบถนน
3.โมกซ
4.โต๊ะน
-
1.หญ้า
บรเิ วณที่ 5 สระน้า 30 ตร.ม. - 1.หญ้า
2. นา้ พ
รวม 111 ตร.ม. 3 ก้อนห
- พรร
ภาพที่ 3.100 ตัวอยา่ งการบนั ทกึ ข้อ
กลุ่มท่ี 1 วัน/ เดอื น/ ปี 20 กรกฎาคม 2560
ชนดิ การนาไปใชป้ ระโยชน์ วัสดุปลกู
รณไมท้ ่ีจะปลกู (ดนิ ปลูก / ภาชนะปลูก)
ลาบ -ดอกสีแดงให้กลิน่ หอม ให้ 1.กุหลาบ (อัตราสว่ น 2 : 1 : 1) 126
ความรู้สกึ ต่นื เต้น ดินร่วน : ขยุ มะพร้าว : ปุ๋ยหมกั
รสี ีทอง -ดอกสเี หลือง ให้กลน่ิ หอม
กลางคนื 2.ราตรสี ที อง (สัดสว่ น 1:1:1)
ะจง -ให้ร่มเงา ดินรว่ น : ปยุ๋ หมกั : ข้ีเถา้ แกลบ
นใบมะขาม -ปลกู เปน็ ไม้ประดับ 1.หกู ระจง (สดั สว่ น 2 : 1)
ดนิ : ป๋ยุ หมกั
ซอ้ น -ใหก้ ล่ินหอม
2.เฟิร์นใบมะขาม (สดั สว่ น 1 : 1)
นง่ั หนิ อ่อนกลม -นัง่ (โต๊ะ 1 ตวั / เก้าอี้ 4 ตัว) ดินร่วน : ปยุ๋ หมัก
-ทากจิ กรรมกลุม่ 10-20 คน
าแฝก -ปอ้ งกนั การพงั ทลายของดนิ 3.โมกซอ้ น (สดั สว่ น 1 : 1)
ดินร่วน : ปยุ๋ หมกั
านวลน้อย -เป็นพืชคลมุ ดิน
พุ 1.พื้นดาดแข็ง
หิน 1.หญ้าแฝก (สดั สว่ น 1 : 1)
รณไม้ 7 ชนดิ ดนิ รว่ น : ปุ๋ยหมัก
1.หญ้านวลน้อย (สัดส่วน 1 : 1)
ดนิ เดิม/ ทรายข้เี ปด็ : ปุ๋ยหมกั
--
อมูล กาหนดชนดิ พรรณไมท้ ่จี ะปลูก
127
ลาดบั การเรยี นร้ทู ่ี 6 ทาผงั ภมู ทิ ศั น์
วัตถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื รู้รูปแบบและวธิ ีการจดั ทาผงั ภูมทิ ศั น์
กระบวนการเรยี นรู้
1) เรยี นรรู้ ูปแบบการทาผังภูมทิ ศั น์
1.1) รูปแบบผัง แสดงผงั ทม่ี องจากมุมมองดา้ นบน (Top view)
1.2) รูปแบบภาพ แสดงทัศนยี ภาพ (Perspective) รปู ด้าน (elevation) รูปตัด (section)
2) เรยี นรู้วิธีการจัดทาผังภูมิทัศน์
2.1) กาหนดขอบเขตพ้ืนทีจ่ ดั ทาผังภูมิทัศน์
2.2) กาหนดรายละเอียดการปลูกพรรณไม้ เช่น กาหนดตาแหน่งพรรณไม้ที่จะปลูก ชื่อพรรณไม้
ขนาดและความสูงของตน้ ระยะปลกู จานวนต้น ฯลฯ
ภาพท่ี 3.101 ตัวอยา่ งผงั ภมู ิทัศน์ของพน้ื ทีศ่ ึกษา (เฉพาะที่)
128
ภาพที่ 3.102 ตัวอยา่ งทัศนียภาพของพ้นื ทศ่ี กึ ษา (เฉพาะท่)ี
ลาดับการเรียนรูท้ ่ี 7 จัดหาพรรณไม้ และวัสดปุ ลูก
วัตถปุ ระสงค์
1) เพ่ือรู้วิธีการในการจัดหาพรรณไม้
2) เพอื่ ร้วู ธิ กี ารจัดหาวัสดุปลูก
กระบวนการเรียนรู้
1) เรยี นรวู้ ิธกี ารในการจัดหาพรรณไม้ โดยการหาวิธีการขยายพันธ์ุไม้ท่ีได้จากการจัดหามาปลูก ตามผัง
ภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับสภาพพรรณไม้แต่ละชนิด และเหมาะสมกับสภาพพ้ืนที่ที่จะปลูก โดยทาการบันทึก
ข้อมูลและวิเคราะหข์ ้นั ตอนวิธกี ารปลูกแต่ละวิธขี องพรรณไม้แตล่ ะชนิด พร้อมระบจุ านวนต้น
1.1) การมีส่วนร่วม ชุมชน หน่วยงาน ผู้ปกครอง ฯลฯ คือ บุคคลที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนต้นไม้
ตา่ ง ๆ ตามท่ไี ด้กาหนดจากผงั ภมู ิทัศน์ โดยแสดงถงึ ทม่ี าของพรรณไม้ทไี่ ด้จัดหามา พรอ้ มระบุชนิดและจานวนท่ี
ปลูกตามแบบผงั ภมู ิทัศน์
1.2) การขยายพันธ์ุ การตอน การปักชา การเพาะเมล็ด การติดตา ฯลฯ คือ การกาหนดวิธีการ
ขยายพนั ธุ์ดว้ ยวิธีตา่ ง ๆ ของพรรณไม้แต่ละชนดิ
2) เรยี นรวู้ ธิ ีการจดั หาวสั ดุปลกู
2.1) เรยี นรู้ประเภทวสั ดุปลูก เชน่ ดนิ เปลือกมะพรา้ ว ขุยมะพรา้ ว ข้เี ถา แกลบ ปุ๋ยคอก ฯลฯ
2.2) เรียนรกู้ ารเตรียมวัสดุปลกู เช่น การกาหนดอตั ราส่วนผสมของวสั ดุปลูก
และหน่วยงานต่าง ๆ
129
ภาพท่ี 3.103 ข้นั ตอนการขยายพนั ธุพ์ ืชด้วยวิธีตอนกง่ิ
ภาพที่ 3.104 วสั ดุท่ีใช้ในการปลกู พรรณไม้
ลาดบั การเรยี นรทู้ ี่ 8 ปลกู พรรณไมเ้ พิม่ เติม
วตั ถุประสงค์
1) เพอื่ รู้วธิ ีการปลูกพรรณไม้
กระบวนการเรียนรู้
1) เรียนร้วู ิธกี ารปลกู พรรณไมต้ ามผังภูมิทัศน์
130
1.1) การเตรยี มหลมุ ปลูก แปลงปลกู เปน็ การเตรียมพน้ื ที่ศกึ ษาตามผงั ภูมทิ ศั นใ์ หเ้ หมาะสม กบั ชนิด
พรรณไมท้ จ่ี ดั หามาได้ โดยระบุและบนั ทึกข้อมูล ขนั้ ตอนการปลกู พันธไุ์ มช้ นดิ ต่าง ๆ ตามผงั ภมู ทิ ศั น์
1.2) การปลูกแบบสลบั แบบแถว แบบคละ
1.3) การคา้ ยันพรรณไม้ท่ีปลูก
ภาพที่ 3.105 อปุ กรณ์ในการปลกู พรรณไม้
ภาพที่ 3.106 นกั เรยี นปลกู พรรณไม้ตามจินตนาการ ตรงตาแหนง่ ท่ีปรากฏในผังภูมิทศั น์ ในพ้นื ทศ่ี ึกษา
131
ลาดับการเรียนรทู้ ี่ 9 ศกึ ษาพรรณไม้หลังการปลูก
วัตถปุ ระสงค์
1) เพอ่ื รู้ขอ้ มูลพรรณไม้หลังการปลกู
กระบวนการเรียนรู้
1) เรยี นรู้ บนั ทึก การดแู ลรักษา
1.1) การให้นา้
1.2) การใหป้ ุ๋ย
1.3) การตดั แตง่
1.4) การพรวนดิน
โดยบันทึกข้อมูลการดูแลรักษาด้วยวิธีต่างๆ ระบุจานวนครั้งในแต่ละช่วงเวลา เช่น รายวัน รายสัปดาห์
และรายเดอื น ของพรรณไม้ทกุ ชนดิ ทป่ี ลกู แลว้ ตามผงั ภมู ิทัศน์
2) เรียนรู้ บันทึก การเปลี่ยนแปลง การเจริญเติบโตของราก ลาต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด ของพรรณไม้ท่ี
ปลูก โดยเร่ิมบันทึกข้อมูลพรรณไม้ ต้ังแต่เริ่มมีการเปล่ียนแปลงในแต่ละช่วงระยะเวลา เช่น การวัดขนาด นับ
จานวน การเปลีย่ นแปลงของสี ความสงู เปน็ ตน้
3) เรียนรู้ บันทึก ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับพืชท่ีปลูกมีความสัมพันธ์กับพืชท่ีปลูก
อยา่ งไร
เช่น พชื : ส่ิงมชี วี ิต (พืช, สัตว,์ ชวี ภาพอน่ื ๆ ได้แก่ เหด็ รา สาหรา่ ย ไลเคน
พชื : กายภาพ (น้า, แสง, อากาศ, สงิ่ ปลกู สรา้ งต่างๆ พรอ้ มแสดงภาพและผู้บนั ทกึ
3.1) เรียนรู้ปจั จัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ปจั จัยหลกั ปจั จยั รอง ปจั จัยเสรมิ และปจั จัยประกอบ
3.2) เรยี นรู้ความสมั พันธร์ ะหวา่ งปจั จัย
4) เรียนรู้ บนั ทึก คุณ สนุ ทรยี ภาพของพรรณไม้
4.1) เรยี นรู้คุณท่เี กิดแก่สรรพสัตว์ แก่คน แก่สถานศกึ ษา จากพรรณไมท้ ปี่ ลกู
4.2) เรียนร้สู ุนทรยี ภาพของพรรณไม้ทีป่ ลูก
4.2.1) ศึกษาและบันทึกความงามของพรรณไม้ เช่น ความกลมกลืน ความเด่น ความสมดุล
เปน็ ต้น
4.2.2) สรปุ ข้อมลู สนุ ทรียภาพของพรรณไม้แตล่ ะชนดิ (รวมถงึ พรรณไมท้ ี่ปลูกตามผงั ภูมิทศั น)์
132
ผลทีค่ าดวา่ จะได้รบั
ด้านวิชาการ
1) การคิดวเิ คราะห์อย่างเป็นระบบ เชน่ การวางแผนการปฏิบัติงาน การออกแบบตาราง
บนั ทึก
2) ภูมิศาสตร์ เชน่ การวเิ คราะหส์ ภาพพื้นที่
3) สงั คมศาสตร์ เชน่ การทางานร่วมกัน ความสมั พนั ธ์กบั ชมุ ชน
4) การออกแบบภมู ทิ ัศน์ เชน่ หลกั การออกแบบ องคป์ ระกอบของศลิ ปะ
5) เกษตรศาสตร์ เชน่ การขยายพนั ธุ์พืช การปลูก การดูแลรักษาพรรณไม้
6) พฤกษศาสตร์ เชน่ โครงสร้างของพืช ลักษณะพรรณไม้
7) นิเวศวิทยา เชน่ ระบบนิเวศน์ ลกั ษณะพ้นื ที่ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปัจจยั วัฏจกั ร หว่ งโซ่
อาหาร
ด้านภมู ปิ ัญญา
1) การประยกุ ตใ์ ช้ วัสดตุ า่ ง ๆ ในการวิเคราะหพ์ ืน้ ท่ี การปลกู
2) การจดั หา การปลูก การขยายพันธ์ุพชื การดูแลรกั ษา และการจดั การ
3) ภมู ปิ ญั ญาทเี่ กีย่ วข้องกบั พืชพรรณ
ด้านคณุ ธรรม จริยธรรม
1) ความอดทน
2) ความขยนั หมน่ั เพียร
3) การอยรู่ ่วมกันอยา่ งเออื้ อาทรต่อกัน
4) เมตตา กรณุ า ต่อสตั ว์ และสง่ิ ต่าง ๆ
5) ความรบั ผดิ ชอบ โดยฝกึ ให้ดแู ลตน้ ไม้
6) การยอมรบั ความคิดเห็นของผอู้ ื่น ความมีเหตุ มผี ล
133
3.2.3 องค์ประกอบท่ี 3 การศึกษาข้อมูลดา้ นตา่ ง ๆ
หลักการ รกู้ ารวเิ คราะห์ เหน็ ความตา่ ง รู้ความหลายหลาก
สาระการเรียนรู้
การศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ ทางด้านข้อมูลพื้นบ้าน ข้อมูลพรรณไม้ การสืบค้นข้อมูลด้านพฤกษศาสตร์
การศึกษาพรรณไม้ท่ีสนใจอย่างละเอียดท้ังโครงสร้างภายนอกและภายใน การกาหนดเร่ืองที่จะเรียนรู้ใน
องคป์ ระกอบส่วนยอ่ ยของพรรณไม้ทีส่ นใจ และเปรียบเทียบความต่างแตล่ ะเรอ่ื งกับพืชชนิดเดียวกัน โดยมีการ
ตรวจสอบผลงานเปน็ ระยะ
ลาดบั การเรยี นรู้
1) ศกึ ษาพรรณไมใ้ นสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน (ก.7-003) ครบตามทะเบยี นพรรณไม้
1.1) มีสว่ นรว่ มของผู้ศกึ ษา
1.2) ศกึ ษาข้อมูลพ้ืนบา้ น
1.3) ศกึ ษาขอ้ มลู พรรณไม้
1.4) สรปุ ลกั ษณะและขอ้ มูลพรรณไม้
1.5) สืบค้นข้อมลู พฤกษศาสตร์
1.6) บนั ทึกขอ้ มลู เพิม่ เติม
1.7) ตรวจสอบผลงานเป็นระยะ
1.8) ความเปน็ ระเบียบ ความตงั้ ใจ
2) ศกึ ษาพรรณไม้ที่สนใจ
2.1) ศกึ ษาลักษณะภายนอก ภายในของพชื แตล่ ะส่วนโดยละเอียด
2.2) กาหนดเรอ่ื งทจ่ี ะเรยี นรู้ในแตล่ ะสว่ นของพืช
2.3) เรยี นรู้แต่ละเร่อื ง แต่ละส่วนขององค์ประกอบยอ่ ย
2.4) นาข้อมูลมาเปรยี บเทียบความต่างในแต่ละเรอื่ ง ในชนิดเดยี วกนั
อธิบายลาดบั การเรียนรู้
ลาดับการเรยี นรูท้ ี่ 1 ศกึ ษาพรรณไมใ้ นสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น (ก.7-003) ครบตาม
ทะเบยี นพรรณไม้
วตั ถุประสงค์
1. เพ่ือรู้ขอ้ มลู และลกั ษณะพรรณไม้แต่ละต้นในพื้นทศ่ี ึกษาถูกตอ้ งและชัดเจน
กระบวนการเรียนรู้
1) มีส่วนรว่ มของผูศ้ ึกษา (หนา้ ปก)
1.1) แบง่ กลุม่ ผู้ศึกษา
1.1.1) โดยผู้ศึกษามสี ว่ นรว่ มทง้ั โรงเรียน
134
1.1.2) โดยผู้ศึกษามีส่วนร่วมในกลุ่มย่อยให้เหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ โดยมีผู้ศึกษา และผู้
รว่ มศกึ ษา พรอ้ มระบหุ น้าทใ่ี ห้ชดั เจน
1.2) แตล่ ะกลุ่มเลือกพรรณไม้ในพนื้ ท่ศี ึกษากลุม่ ละ 1 ตน้
1.3) ศกึ ษาและบันทกึ ผล
1.3.1) ชอ่ื พันธุไม้ ใหบ้ นั ทึกช่ือพน้ื เมือง ในระดับทอ้ งถ่นิ
1.3.2) รหสั พรรณไม้ ใหเ้ ขยี นตามรูปแบบ อพ.สธ.
1.3.3) ภาพวาดทางพฤกษศาสตร์ โดยวาดลกั ษณะวิสยั ใหเ้ ห็นโครงสร้างของพืชตั้งแต่ระดับโคน
ต้นถงึ ปลายยอด มีมาตราสว่ นกากบั
1.3.4) บรเิ วณท่สี ารวจ บันทกึ ช่อื พืน้ ที่ศกึ ษาที่ทาการสารวจ
1.3.5) วนั ท่ีสารวจ บันทึกวนั ทเ่ี ริม่ ศึกษา
1.3.6) ผ้สู ารวจและผูร้ ่วมสารวจ เขยี นช่อื -สกุล ระบรุ ะดับชั้น ถ้าสมาชิกเกินจานวนที่กาหนดไว้
ให้นาไปเขยี นทห่ี ลงั ปกหน้า
1.3.7) ที่อยู่สถานศึกษา บันทึกที่อยู่สถานศึกษา โดยระบุ ชื่อโรงเรียน ถนน ตาบล อาเภอ
จังหวดั และรหัสไปรษณยี ์
2) ศึกษาข้อมูลพืน้ บา้ น (หนา้ ท่ี 1)
2.1) เรียนรู้ทกั ษะการตง้ั คาถามและสอบถามจากผรู้ ู้
2.2) สอบถามชอื่ พน้ื เมืองจากผรู้ ้ใู นท้องถิน่
2.3) ไม่ทราบชื่อพ้ืนเมืองตงั้ ชอ่ื เองได้
2.4) สอบถามและบันทึกข้อมูลการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ของพรรณไม้ ด้านอาหาร ยารักษา
โรค ก่อสร้างเครื่องเรือน เครื่องใช้ ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ความเก่ียวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม หรือ
ความเช่ือทางศาสนา อ่ืน ๆ (เช่น การเป็นพิษ อันตราย) และบันทึกช่ือ อายุ ท่ีอยู่ผู้ให้ข้อมูล วันที่ สถานที่
บันทึก
3) ศึกษาขอ้ มูลพรรณไม้ (หน้าที่ 2–7)
3.1) ศึกษาลกั ษณะวสิ ัย และบนั ทกึ ลงในแบบศึกษาพรรณไม้
3.2) วดั ความสูง และความกวา้ งทรงพ่มุ
3.3) ศกึ ษาสภาพแวดล้อมและแหลง่ ท่อี ยขู่ องพรรณไม้
3.4) ศกึ ษาลกั ษณะภายนอกของลาต้น ใบ ดอก ผล และเมลด็ แลว้ บันทึกลงในแบบศกึ ษาพรรณไม้
3.5) วาดภาพส่วนประกอบต่าง ๆ ของพรรณไม้ ได้แก่ ลาต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด โดยมีมาตรา
สว่ นกากบั
4) สรุปลักษณะและขอ้ มลู พรรณไม้
4.1) บันทึกช่อื พ้ืนเมอื งและรหัสพรรณไม้ (จากหนา้ ปก)
4.2) นาข้อมลู หน้าที่ 2–7 เขยี นเปน็ ความเรียงในย่อหน้าท่ี 1
4.3) นาข้อมลู หน้าท่ี 1 เขยี นเป็นความเรียงในย่อหน้าที่ 2
135
5) สบื ค้นข้อมลู พฤกษศาสตร์ (หน้าท่ี 9)
5.1) หลักการสบื คน้ ขอ้ มลู พรรณไม้จากเอกสาร ส่ืออเิ ล็กทรอนิกส์
5.2) นาข้อมูลที่สรปุ ในหน้าที่ 8 เปรยี บเทียบกับขอ้ มูลท่ไี ด้จากการสืบคน้
5.3) ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มูลเพือ่ บันทึกข้อมูลพฤกษศาสตร์ให้ชดั เจน
5.4) บนั ทกึ ข้อมลู : ช่ือวิทยาศาสตร์ ช่ือวงศ์ ช่ือสามัญ ช่ือพ้ืนเมืองอ่ืนๆ ถิ่นกาเนิด การกระจายพันธุ์
นิเวศวิทยา เวลาออกดอก เวลาตดิ ผล การขยายพันธ์ุ การใช้ประโยชน์ ประวตั ิพันธ์ไุ ม้ และเอกสารอา้ งอิง
6) บันทกึ ข้อมูลเพม่ิ เตมิ (หนา้ ท่ี 10)
6.1) สืบค้น ศึกษา หรือสอบถามขอ้ มูลตา่ ง ๆ ทไ่ี มม่ ีการบันทกึ ในหนา้ ที่ 1 – 9
6.2) บันทกึ ขอ้ มลู เพมิ่ เติม เช่น ประวัตกิ ารนาเขา้ มาปลูกในโรงเรียน เวลาการออกดอก
การติดผลนอกฤดกู าล หรอื อ่นื ๆ
7) ตรวจสอบผลงานเปน็ ระยะ
7.1) ตดิ ตามความกา้ วหนา้ ในการเรียนรู้ ตรวจสอบให้คาแนะนา ลงลายมือช่ือผตู้ รวจ ระบุวันที่
8) ความเป็นระเบียบ ความตั้งใจ
8.1) ทาเคร่ืองหมายหรือสัญลักษณ์ในการบนั ทึกข้อมูลเปน็ รปู แบบเดียวกนั ทัง้ เลม่
8.2) บันทึกข้อมูลในแต่ละหน้า แสดงถึงความต้ังใจ เช่น ความสวยงามของตัวหนังสือ ความเป็น
ระเบยี บในย่อหนา้ ในหน้าท่ี 8 ความสะอาดในการบันทกึ ไม่ตกแตง่ ไมว่ าดภาพเพ่ิมเติม
ลาดับการเรียนรทู้ ่ี 2 ศึกษาพรรณไม้ท่สี นใจ (พืชศกึ ษา)
วัตถุประสงค์
1) เพ่อื รู้โครงสรา้ งภายนอก ภายใน ของพืชแตล่ ะส่วนโดยละเอยี ด
2) เพ่อื รู้วิธกี ารกาหนดเร่ืองทีจ่ ะเรียนรู้
3) เพือ่ รวู้ ิธกี ารเรยี นรู้
4) เพอ่ื รวู้ ธิ กี ารวธิ ีการเปรยี บเทยี บ
กระบวนการเรียนรู้
1) ศกึ ษาลักษณะภายนอก ภายในของพชื แต่ละสว่ นโดยละเอียด
1.1) ศกึ ษาลกั ษณะภายนอก
1.1.1) สงั เกต บันทกึ และวาดภาพ ให้ครบทง้ั ต้น พร้อมระบสุ ่วนประกอบของพืชศึกษา
ในโรงเรียน
136
ใบ
ดอก
1.1.2) สังเกต บันทกึ และวาดภาพ แตล่ ะสว่ น ประกอบดว้ ย ประกอผบลด้วยราก ลาต้น ใบ
ลำตน้
ภาพท่ี 3.107 ภาพวาดทางพฤกษศาสตรข์ องพรรณไม้ทัง้ ตน้