กาพย์เห่เรือ
พระนิพนธ์ เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศ
Dr. Bualak Petchngam
ตานานการเห่เรือ
สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า
การเห่เรือ ของไทยน่าจะได้แบบอย่างมาจากประเทศอนิ เดยี แต่ประเทศอนิ เดยี ใช้
เป็ นมนตร์ในตาราไสยศาสตร์บูชาพระราม และบทเห่ทใ่ี ช้ในกระบวนเรือหลวงก็
สันนิษฐานว่า เป็ นคาสวดของพราหมณ์ ส่วนของประเทศไทยใช้เห่บอกจงั หวะ
ฝี พายพร้อมกนั เพอ่ื เป็ นการผ่อนแรงในการพายและทาให้รู้สึกเพลดิ เพลนิ
ประเภทของการเห่เรือ
ประเภทของการเห่เรือ แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คอื
เห่เรือหลวง เป็ นการเห่เน่ืองในงานพระราชพธิ ีในการเสดจ็ พระราชดาเนิน
โดยขบวนพยุหยาตราทาง ชลมารค
เห่เรือเล่น เป็ นการเห่เวลาเล่นเรือเทย่ี วเตร่เพอื่ ความสนุกสนารื่นเริง และให้
จงั หวะฝี พายพายพร้อมกนั การเห่เรือในปัจจุบนั นาเอาบทเห่เรือเล่นทเี่ จ้าฟ้ าธรรมธิ
เบศรทรงพระนิพนธ์ไว้ ใช้เห่เรือมาต้งั แต่รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้า
เจ้าอย่หู ัว
ลานาการเห่เรือ
ลานาการเห่เรือ มี ๓ ลานา คอื
๑. ช้าละวะเห่ มาจาก ช้าแลว่าเห่ เป็ นการเห่ทานองช้า ใช้เห่เมอื่ เรือเร่ิม
ออกจากท่าและเมอื่ พายเรือตามกระแสนา้
๒. มูลเห่ เป็ นการเห่ทานองเร็วๆ ใช้เห่หลงั จากช้าละวะเห่แล้วประมาณ ๒
-๓ บท และใช้เห่เรือตอนเรือทวนนา้
๓. สวะเห่ ใช้เห่เมอ่ื เรืจะเทยี บท่า
พระประวตั ผิ ู้นิพนธ์
เจ้าฟ้ าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์) กรมขุนเสนา
พทิ กั ษ์ หรือเรียกตดิ ปากว่า "เจ้าฟ้ าก้งุ " เป็ นเจ้าฟ้ าองค์หนึ่งของอยุธยา พระองค์มี
พระปรีชา สามารถหลายด้านไม่ว่าจะเป็ นด้านการทหาร การช่างและโดยเฉพาะด้าน
วรรณกรรม จดั ได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็ นคตี กวที ย่ี ง่ิ ใหญ่ในสมยั กรุงศรีอยุธยา
พระองค์หนึ่ง
พระองค์ประสูติ เมอ่ื พ.ศ.๒๒๔๘ ในแผ่นดนิ สมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวท้ายสระ
ซึ่งเป็ นพระปิ ตุลา(ลุง) ของพระองค์ทรงเป็ นพระราชโอรสของสมเดจ็ พระบรมโกศ
หรือสมเดจ็ พระบรมราชาธิราชท่ี ๓ กบั กรมหลวงอภยั นุชิต พระมเหสีใหญ่ เมอ่ื
สมเดจ็ พระราชบิดาขึน้ ครองราชสมบตั แิ ห่งกรุงศรีอยธุ ยาแล้ว พระองค์ได้รับการ
สถาปนาให้ทรงกรม ท่ี กรมขนุ เสนาพทิ กั ษ์
พระประวตั ิผู้นิพนธ์
ในปี พ.ศ. 2284 พระราชโกษาปานบ้านวดั ระฆังได้กราบบังคมทูลสมเดจ็
พระพทุ ธเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานให้สถาปนากรมขุนเสนาพทิ กั ษ์ขนึ้ ประดษิ ฐานท่ี
กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล สมเดจ็ พระพทุ ธเจ้าอย่หู ัวจงึ มพี ระราชดารัสให้
ประชุมเสนาบดี เมอื่ ทุกฝ่ ายเห็นพ้องต้องกนั แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
จดั ต้งั พระราชพธิ ีอปุ ราชาภิเษกสถาปนากรมขุนเสนาพทิ ักษ์ขึน้ เป็ นกรมพระราชวงั
บวรสถานมงคล พร้อมกนั นีท้ รงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้เจ้าฟ้ าอนิ ทสุดาวดี
ทรงกรมทกี่ รมขุนยสิ ารเสนีและพระราชทานให้เป็ นพระอคั รมเหสีในกรมพระราชวัง
บวรฯ ด้วย
พระประวตั ผิ ู้นิพนธ์
พระองค์สิ้นพระชนม์เพราะเหตุท่มี ีผู้ไปกราบทูลว่าพระองค์ลอบเป็ นชู้กบั เจ้าฟ้ า
น่ิม หรือเจ้าฟ้ าสังวาลย์ซ่ึงเป็น เจา้ จอมของพระราชบิดา สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศจึง
ทรงลงพระอาญาเฆี่ยนจนสิ้นพระชนมพ์ ร้อมดว้ ยเจา้ ฟ้ าสังวาลย์ แลว้ นาพระศพไปฝังยงั วดั
ไชยวฒั นาราม
อย่างไรกต็ าม นักประวตั ศิ าสตร์หลายท่านเช่ือว่าพระองค์ถูกใส่ร้ายเพือ่ หวงั ผล
ในการแยง่ ชิงอานาจราชสมบตั ิ โดยมีขอ้ สนั นิษฐานหลายขอ้ เช่น ในขณะน้นั พระองคท์ รง
พระประชวรดว้ ยพระโรคคชราด ([คดชะราด] น. คุดทะราด เช่น ประชวรพระโรคสาหรับ
บรุ ุษกลายเป็นพระโรคคชราช. (พงศ. เลขา).)อนั เป็นเหตุใหไ้ ม่ไดเ้ ขา้ เฝ้ าสมเดจ็ พระพทุ ธเจา้
อยหู่ วั ถึงสามปี พระสุขภาพของพระองคค์ งจะไม่มีทางทาอยา่ งน้นั ได้ กอปรกบั พระราชวงั
ยอ่ มมีผคู้ นอยมู่ ากมายจึงไม่น่าจะสามารถลกั ลอบเล่นชูก้ บั พระสนมเอกในพระราชวงั หลวง
ได้ เป็นตน้
ผลงานด้านวรรณกรรมท่พี ระองค์ทรงนิพนธ์
พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม พระองค์ทรงเป็ น
กวที ีย่ งิ่ ใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง ผลงานด้านวรรณกรรมท่พี ระองค์ทรง
นิพนธ์ไว้น้ันจดั เป็ นวรรณกรรมอนั เลอค่า โดยเฉพาะคาประพนั ธ์ประเภทกาพย์ห่อโคลง
ดูจะมมี ากกว่างานพระนิพนธ์ชนิดอนื่ ๆ งานนิพนธ์ที่เหลอื จนบัดนี้ ได้แก่
กาพย์เห่เรือ
บทเห่เรื่องกากี 3 ตอน
บทเห่สังวาสและเห่ครวญอย่างละบท
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก
กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง (กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง)
นันโทปนันทสูตรคาหลวง ทรงพระนิพนธ์ พ.ศ. 2279 ขณะผนวช
พระมาลยั คาหลวง ทรงพระนิพนธ์ พ.ศ. 2280 ขณะผนวช
เพลงยาวบางบท
รูปแบบในการนิพนธ์
รูปแบบ แตง่ เป็นกาพยห์ ่อโคลง มีโคลงสี่สุภาพนา ๑ บท เรียกวา่ เกร่ินเห่ และ
ตามดว้ ยกาพยย์ านี 11 พรรณนาเน้ือความโดยไม่จากดั จานวนบท
แผนผงั โคลงสสี่ ภุ าพ
รปู แบบในการนพิ นธ์
กาพย์ห่อโคลง
กาพย์ยานี ๑๑ และโคลงสี่สุภาพเรียกว่า กาพย์ห่อโคลง
มักขนึ้ ต้นด้วยโคลง ๑ บท แล้วตามด้วยกาพย์ยานี ๑๑ เร่ือยไป จน
จบตอนหน่ึงๆ
โดยเนือ้ ความของโคลงจะเหมือนกาพย์บทแรก
เม่ือจะขนึ้ ตอนใหม่กจ็ ะยกโคลงสี่สุภาพมาอกี หนึ่งบท แล้วตาม
ด้วยกาพย์จนจบตอน เช่นนีส้ ลบั กนั ไป
ตวั อย่าง กาพย์ห่อโคลง
โคลง
ปางเสดจ็ ประเวศดา้ ว ชลาลยั
ทรงรัตนพิมานไชย กิ่งแกว้
พร่ังพร้อมพวกพลไกร แหนแห่
เรือกระบวนตน้ แพร้ว เพลิศพริ้งพายทอง ฯ
กาพย์ยานี ๑๑ ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
พระเสดจ็ โดยแดนชล
กงิ่ แก้วแพร้วพรรณราย พายอ่อนหยบั จบั งามงอน
นาวาแน่นเป็ นขนดั ลว้ นรูปสตั วแ์ สนยากร
เรือลิ่วปลิวธงสลอน สาครสน่ั คร้ันคร้ืนฟอง
จุดประสงค์ในการนิพนธ์
จุดประสงคใ์ นการนิพนธ์ คือ ใช้เห่เรือเล่นในคราวเสดจ็ ฯ โดยทางชล
มาครเพอ่ื ไปนมสั การพระพทุ ธบาท จังหวดั สระบุรี การเห่เรือนอกจากจะ
เป็นท่ีสาราญพระราชอิริยาบถแลว้ ยงั เป็นการใหจ้ งั หวะแก่ฝีพายดว้ ย
การดาเนินเร่ือง
เน้ือเร่ืองมีการพรรณนาชมเรือ ชมปลา ชมพนั ธ์ุไม้ ชมนก และเป็ นบท
ครวญ รวมท้งั สอดแทรกการราพึงราพนั ถึงนางผเู้ ป็นท่ีรักไวด้ ว้ ยตามแบบ
แผนในการแตง่ นิราศ การพรรณนาการเดินทางน้นั ดาเนินเร่ืองสัมพนั ธ์กบั
เวลา ๑ วนั คอื เช้า-ชมกระบวนเรือ สาย-ชมปลา บ่าย-ชมไม้ เยน็ -ชมนก คา่ -
บทครวญ
เนือ้ เร่ือง
ชมกระบวนเรือ มีเรืออะไรบา้ ง ใส่ชื่อ และ ช่ือโขนเรือใหค้ รบ
ชมปลา มีปลาก่ีชนิด ปลาอะไรบา้ ง
ชมไม้ มีพรรณไมก้ ี่ชนิด อะไรบา้ ง
ชมนก มีนกก่ีชนิด อะไรบา้ ง
ทาลงสมุด ใครไม่ได้เอาสมุดมา ทาลงในกระดาษส่งท้ายช่ัวโมง
คุณค่าของงานประพนั ธ์
๑.ด้านวรรณศิลป์
๑.๑ ลกั ษณะการแต่ง แต่งถูกตอ้ งตามฉนั ทลกั ษณ์ มีสมั ผสั ในทาใหไ้ พเราะ ใชค้ าง่าย
ถึงแมจ้ ะเป็นภาษาอื่นกเ็ ป็นที่รู้จกั คุน้ เคย เช่น
“ลาดวนหวนหอมตรลบ กลิ่นอายอบสบนาสา
นึกถวลิ กลิ่นบุหงา ราไปเจา้ เศร้าถึงนาง”
“บุหงาราไป”เป็ นภาษาชวา
๑.๒ การใช้คา รู้จกั สรรคาที่มีความหมายเด่นชดั คาทุกคามีความไพเราะรื่นหู มีการ
สมั ผสั แพรวพราวท้งั สมั ผสั ใน สมั ผสั นอก สมั ผสั สระ และสมั ผสั อกั ษร สานวนท่ีใชก้ ะทดั รัด
เขา้ ใจง่าย วางไวใ้ นท่ีเหมาะสม เช่น
“เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปท้งั หมู่
ตวั เดียวมาพลดั คู่ เหมือนพ่ีอยผู่ เู้ ดียวดาย
คุณค่าของงานประพนั ธ์
๑.๓ ใจความทุกวรรคตอนทาให้ผ้อู ่านเกดิ ภาพพจน์ มีเชิงพรรณนาแยบคาย
ล้าลึก ใจความเป็นไปอยา่ งมีชีวติ จิตใจ สมเป็นบทเห่เรือซ่ึงมีจุดมุ่งหมายไม่ใหเ้ หน็ด
เหนื่อย เช่น
“เน้ือออ่ นอ่อนแตช่ ่ือ เน้ือนอ้ งฤๅออ่ นท้งั กาย
ใครตอ้ งขอ้ งจิตชาย ไม่วายนึกตรึกตรึงทรวง”
๑.๔ แทรกความคิดเชิงสร้างสรรค์เกยี่ วกบั ความงามไว้อย่างเหมาะสม เช่น
คา่ นิยมเก่ียวกบั ความงามของหญิงไทย คือ ตอ้ งงามพร้องท้งั คุณลกั ษณะและ
คุณสมบตั ิ กลา่ วคือ ดีพร้อมท้งั รูปร้าง หนา้ ตา คาพดู และกิริยามารยาท เช่น
“งามทรงวงดงั่ วาด งามมารยาทนาดกรกราย
งามพริ้มยมิ้ แยม้ พราย งามคาหวานลานใจถวิล”
คุณค่าของงานประพนั ธ์
๑.๕ ใช้เสียงประกอบในคาประพนั ธ์ทาให้เกดิ ความงามและจนิ ตภาพ (สัทพจน์)
เช่น
“เรือครุฑยดุ นาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผนั ผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอเ้ ห่มา”
๑.๖ ใช้โวหารเปรียบเทยี บทาให้เกดิ ภาพพจน์ (อปุ มาโวหาร) เช่น
“สุวรรณหงส์ทรงพหู่ อ้ ย งามชดชอ้ ยลอยหลงั สินธุ์
เพยี งหงส์ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม”
๑.๗ ใช้ความเปรียบตรงตัว (อุปลกั ษณ์) เช่น
“น้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีลาอาง
ไม่เทียบเปรียบโฉมนาง งามเรื่อเน้ือสองสี”
คุณค่าของงานประพนั ธ์
๒. ด้านสังคม สะทอ้ นใหเ้ ห็นใหเ้ กบ็ ชีวติ ิความเป็นอยู่ วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และ
ค่านิยมของคนไทยในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลายหลายดา้ น ดงั น้ี
๒.๑ การคมนาคม เมืองไทยมีแม่น้าลาคลองมาก ในสมยั น้นั จึงใชก้ ารคมนาคมทางน้าเป็น
สาคญั
๒.๒ ขนบธรรมเนียมประเพณี สะทอ้ นใหเ้ ห็นวฒั ธรรมในการแต่งกายของหญิงชาววงั ใน
สมยั กรุงศรีอยธุ ยาตตอนปลาย และขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย เช่น
“เพยี นทองงามดง่ั ทอง ไม่เหมือนนอ้ งห่มตาดพราย
กระแหแหกห่างชาย ดง่ั สายสวาทคลาดจาดสม”
“หวเี กศเพศซ่ือปลา คิดสุดาอ่าองคน์ าง
หวเี กล้าเจ้าสระสาง เส้นเกศสลวยรงยกลิ่นหอม”
“ประยงคท์ รงพวงหอ้ ย ระยา้ ยอ้ ยหอ้ ยพวงกรอง
เหมือนอุบะนวลละออง เจ้าแขวนไว้ให้เรียนชม”
คุณค่าของงานประพนั ธ์
๒.๓ การบอกเวลานิยมใช้ฆ้อง กลอง เป็ นเครื่องบอกเวลา เช่น
“ยามสองฆอ้ งยามยา่ ทุกคืนค่ายา่ อกเอง
เสียงป่ี ม่ีครวญเครง เหมือนเรียมคร่าร่าครวญนาน”
๒.๔ ความเชื่อในกฎแห่งกรรม เช่น
“เวรามาทนั แลว้ จึงจาแคลว้ แกว้ โกมล
ใหแ้ คน้ แสนสุดทน ทุกขถ์ ึงเจา้ เศร้าเสียดาย”
ให้ความรู้เกยี่ วกบั ขบวนพยุหยาตราชลมารค ทาให้รู้จักช่ือเรือพระทน่ี ั่งต่าง ๆ ตามลาดบั
รู้จกั ชื่อปลา พนั ธ์ุไม้ พนั ธ์ุนก และตานานของเทพในวรรณคดี เช่น ครุฑยุดนาค พาหนะทรงของพระ
นารายณ์คอื ครุฑ พาหนะทรงของพระพายคอื ม้า พาหนะทรงของพระพรหมคอื หงส์ เป็ นต้น
ข้อคิดทีไ่ ด้จากเรื่อง
วรรณคดชี ่วยทาให้จติ ใจของมนุษย์อ่อนโยน ความงดงามของภาษาจะช่วยขัด
เกลาทาให้สงบและมคี วามสุข
การเดนิ ทาง ทางนา้ เป็ นชีวติ ของคนไทยในอดีต
ในนา้ มปี ลา เป็ นภาพสะท้อนของระบบนิเวศทดี่ เี ยย่ี ม สมควรทคี่ นรุ่นปัจจุบนั
จะต้องฟื้ นฟู ธรรมชาตใิ ห้กลบั คนื มาให้ได้
ระบบนิเวศทอี่ ยู่รวมกนั ได้อย่างเป็ นสุขท้ังคน ปลา ไม้ นก และสัตว์ต่างๆ เป็ นเมอื ง
ในอุดมคตทิ สี่ วยงาม
การเดนิ ทางจะไม่น่าเบือ่ ถ้าสามารถเขียนคาประพนั ธ์หรือบนั ทึกการเดนิ ทาง
เพอื่ ให้ผู้อน่ื ได้อ่าน
ภาพสะท้อนของชนบทประเพณคี วามคดิ ภูมปิ ัญญาบรรพบุรุษ จะบนั ทึกไว้ใน
วรรณกรรมอนั เป็ นส่ิงทน่ี ่าศึกษา
เห่เรือกนั เถอะ
พระเสด็จ(ชะ)โดยแดนชล (ชะ)
ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย (ฮ้าไฮ้)
กง่ิ แก้วแพร้วพรรณราย
พายอ่อนหยบั จบั งาม...งอน
เฮ้ เฮ เฮ้ เห่ เฮ เฮ้
เห่ เห่ เห่
เฮ้ เฮ เห่ เห่ เห่ เฮ
แบ่งกลุ่ม ๕ กลุ่ม
๑. ชมกระบวนเรือ ๒. ชมปลา ๓. ชมไม้
๔. ชมนก ๕. เห่ครวญ
งานที่ตอ้ งทา
๑. สอบการอ่านถอดคาประพนั ธ์
พระเจา้ อยู่หวั บรมโกศเสรจ็ พระราชด้าเนนิ ทางนา้
ทรงประทบั เรอื กง่ิ เปน็ เรอื ตน้ พร้อมทังเรอื พลทหารลอ้ มรอบเปน็ ขบวน
ภาพของเรอื ตน้ นนั งดงามแวววาวระยิบระยบั จากพายสีทอง
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสดจ็ พระราชดา้ เนนิ โดยทางนา้
โดยมเี รอื กง่ิ เปน็ เรอื ต้น การพายเรอื นนั กด็ งู ดงาม
พร้อมเพรยี งกนั
มเี รือมากมายอยูภ่ ายในแมน่ า้ สายนี ล้วนแลว้ แตเ่ ปน็ เรอื ทม่ี ี
หวั เรือเปน็ รปู สตั วต์ า่ งๆ มองเหน็ ธงปลวิ ไสวมาแต่ไกล
พรอ้ มทังคลนื่ นา้ เปน็ ระลอกๆ
เรอื ครฑุ เปน็ เรอื ท่ีมพี ลทหารกา้ ลงั พายเรอื อย่าง
เปน็ จังหวะพรอ้ มกบั เปลง่ เสยี งโหร่ อ้ ง
เรือสรมขุ ตอนแลน่ มามคี วามสวยงามเหมอื นวิมานบน
สวรรค์ ที่ก้าลงั เคล่อื นทผ่ี า่ นหมเู่ มฆ เรือประดับดว้ ยมา่ น
สที อง และหลงั คาสแี ดงลวดลายมังกร
เรอื สมรรถชยั ประดบั ดว้ ยแกว้ สะทอ้ นแสงวาววบั
กา้ ลงั แลน่ มาคกู่ บั เรอื สรมขุ มองภาพนนั แลว้ สวยงาม
เหมอื นกบั ลอยลงมาจากฟ้า
เรอื สวุ รรรณหงส์มพี หู่ ้อยอย่างสวยงาม ลอ่ งลอยอยู่บน
สายนา้ เปรยี บเหมอื นหงส์ทเ่ี ปน็ พาหนะของพระพรหม
ลอยอย่างแชม่ ข้าสวยงามนา่ ชม
เรอื ชัยเปน็ เรอื ทแ่ี ลน่ ด้วยความรวดเรว็ เหมอื นสายลม
มเี สยี งเสา้ ที่ทหารคอยใหจ้ งั หวะอยทู่ า้ ยเรอื ให้แลน่ ไปเคยี งคู่
กับเรอื พระทน่ี งั่ ลา้ อืน่ ๆ
เรอื คชสหี ์ทก่ี า้ ลังแลน่ ดเู หมอื นดังมชี วี ิต
เรอื ราชสหี ท์ แี่ ลน่ มาเคยี งกนั นนั ดมู น่ั คงแขง็ แรง
เรอื ม้ากา้ ลงั มงุ่ หนา้ ไปขา้ งหนา้ อย่างชา้ ๆ หวั เรือที่มลี กั ษณะ
เหมือนกบั มา้ ทรงทเ่ี ปน็ พาหนะของพระพาย
เรอื สิงห์ แล่นไปข้างหนา้ ดว้ ยความรวดเรว็ ดูราวกบั วา่ เรอื นนั
ก้าลังจะกระโจนลงสแู่ มน่ า้
เรอื นาคมองดเู หมอื นกบั มชี วี ติ แลน่ มาคกู่ บั เรอื มงั กร
เหมอื นกา้ ลงั แขง่ ขนั กนั ท่ีท่าวาสกุ รี
เรอื เลยี งผาเหมอื นกบั เลยี งผาทก่ี า้ ลงั จะกระโจนลงแมน่ า้
เรอื อินทรยี ก์ ด็ ูราวกบั วา่ มปี กี และกา้ ลงั จะบินขนึ ฟ้า
เสียงดนตรปี ระโคมดงั ครนื เครง้ จากแตรงอน เสียงพลทหาร
โห่ร้องอยา่ งครกึ ครนื ท้าให้เกดิ ความรนื่ เรงิ ในหมพู่ ลทหาร
การเคลอ่ื นขบวนเรอื จากเมอื งโดยทางนา้ ด้วยความ
สนุกสนาน พรอ้ มทงั ได้มองเห็นฝูงปลาทม่ี มี ากมายในสายนา้
กาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้ าธรรมาธิเบศ
เห่ชมปลา
พศิ พรรณปลาวา่ ยเคลา้ คลึงกนั
ถวิลสุดาดวงจนั ทร์ แจ่มหนา้
มตั สยายอ่ มพวั พนั พิศวาส
ควร ฤ พรากนอ้ งชา้ ชวดเคลา้ คลึงชม
มองปลาพนั ธ์ุต่างๆ ว่ายเคล้าคลอกนั พเี่ ฝ้ าคดิ ถงึ
นวลน้องนาง ปลาเคล้าเคลยี กนั ตอนทรี่ ักกนั แต่พนี่ ้ันต้อง
พลดั พรากจากน้องทาให้ไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนดงั คร้ังก่อน
พศิ พรรณปลาวา่ ยเคลา้ คิดถึงเจา้ เศร้าอารมณ์
มตั สยายงั รู้ชม สมสาใจไม่พามา
มองดูปลาว่ายเคล้ากนั รู้สึกเศร้าเนื่องจากคดิ ถงึ นางอนั เป็ นท่ี
รัก ปลายงั มีเวลาชื่นชมกนั เป็ นคู่ แต่พน่ี ีจ้ ากน้องมา
นวลจนั ทร์เป็นนวลจริง เจา้ งามพริ้งยง่ิ นวลปลา
คางเบือนเบือนหนา้ มา ไม่งามเท่าเจา้ เบือนชาย
ปลานวลจนั ทร์ แม้จะงามเหมอื นช่ือ แต่เจ้ากง็ ามยงิ่ กว่า ปลา
คางเบอื น เวลาเบอื นหน้ากว็ ่างามแล้ว แต่ไม่งามเท่าเจ้าเวลาเจ้า
เบือนชาย
เพยี นทองงามดง่ั ทอง ไม่เหมือนนอ้ งห่มตาดพราย
กระแหแหนห่างชาย ดงั สายสวาทคลาดจากสม
ปลาตะเพยี นทอง จะงามเหมอื นทอง กไ็ ม่งามเหมอื นน้อง
ตอนห่มตาด ปลากระแห เปรียบเสมือนพท่ี ตี่ ้องห่างจากน้อง
แกม้ ช้าช้าใครตอ้ ง อนั แกม้ นอ้ งช้าเพราะชม
ปลาทุกทุกขอ์ กกรม เหมือนทุกขพ์ ่ีที่จากนาง
ปลาแก้มช้า ช้าเพราะโดนใครแตะต้อง ส่วนแก้มน้องช้า
เพราะถูกชม ปลาทุกชื่อเหมือนพที่ ที่ ุกใจจากน้องมา
น้าเงินคือเงินยวง ขาวพรายช่วงสีสาอาง
ไม่เทียบเปรียบโฉมนาง งามเรืองเร่ือเน้ือสองสี
ปลานา้ เงนิ คอื สีเงนิ ขาวพรายสวยงาม ยงั ไม่งามเท่าความ
งามของน้องท่มี เี นือ้ สองสี
ปลากรายวา่ ยเคียงคู่ เคลา้ กนั อยดู่ ูงามดี
แต่นางห่างเหินพ่ี เห็นปลาเคลา้ เศร้าใจจร
ปลากรายว่ายนา้ คู่กนั กด็ ูดี แต่น้องไม่ได้อยู่ใกล้พี่ แม้จะมอง
ปลาตัวว่ายเคล้ากนั กเ็ ศร้าใจทจี่ ากน้องมา
หางไก่วา่ ยแหวกวา่ ย หางไก่คลา้ ยไม่มีหงอน
คิดอนงคอ์ งคเ์ อวอร ผมประบ่าอ่าเอ่ียมไร
ปลาหางไก่ว่ายนา้ ปลาหางไก่ไม่มีหงอนเหมือนไก่ พคี่ ดิ ถงึ
น้องเอวบาง ผมประบ่าสวยงาม
ปลาสร้อยลอยล่องชล วา่ ยเวียนวนปนกนั ไป
เหมือนสร้อยทรงทรามวยั ไม่เห็นเจา้ เศร้าบ่วาย
ปลาสร้อยว่ายนา้ วนเวยี นปนกนั เหมอื นสร้อยท่ีน้องใส่ ไม่
เห็นน้องกร็ ู้สึกเศร้าใจ
เน้ืออ่อนอ่อนแต่ช่ือ เน้ือนอ้ งฤๅอ่อนท้งั กาย
ใครตอ้ งขอ้ งจิตชาย ไม่วายนึกตรึกตรึงทรวง
ปลาเนือ้ อ่อนอ่อนแต่ช่ือ แต่เนือ้ น้องอ่อนนุ่มไปท้งั กาย ชาย
ใดได้สัมผสั กอ็ ดใจไม่นึกถงึ น้องไม่ได้
ปลาเสือเหลือท่ีตา เลื่อมแหลมกวา่ ปลาท้งั ปวง
เหมือนตาสุดาดวง ดูแหลมล้าขาเพราะคม
ปลาเสือตาแหลมกว่าปลาท้งั ปวง เหมอื นตาของน้องท่ี
แหลมคม
แมลงภู่คู่เคียงวา่ ย เห็นคลา้ ยคลา้ ยน่าเชยชม
คิดความยามเม่ือสม สนิทเคลา้ เจา้ เอวบาง
ปลาแมลงภู่ว่ายคู่กนั พกี่ น็ ึกถงึ เม่ือยามมีความสุขกบั น้อง