The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เอกสารการสอน

เอกสารการสอน

Keywords: เอกสารการสอน

41

แบบฝกึ หดั บทท่ี 3

จงตอบคาถามต่อไปน้ี
1. การจัดการศึกษาในสมัยอยุธยามีลักษณะอย่างไร มีความแตกต่างจากสมัยสุโขทัย

หรอื ไม่ อยา่ งไร จงอธิบาย
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................

2. สภาพสงั คมสมยั อยุธยาท่มี ีหมอสอนศาสนาเขา้ มาเผยแพร่ครสิ ต์ศาสนามผี ลอย่างไรต่อ
การเรยี นของคนไทยบา้ ง จงอภิปราย

.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
3. จินดามณมี ลี กั ษณะและมีความสาคญั อยา่ งไร จงอธิบาย
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................
.......................................................................................................................................

42

เอกสารอา้ งองิ

กฤษณา สินไชย. (2520). ความเปน็ มาของแบบเรยี นไทย. กรุงเทพมหานคร :กรมวชิ าการ.
ขจร สุขพานชิ . “เอกสารในรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณ์.” สงั คมศาสตรป์ รทิ ศั นฉ์ บบั พเิ ศษ.

3 มิถุนายน 2509, หนา้ 113.
ฉันทิชย์ กระแสสนิ ธ.ุ์ (2504). พระคมั ภรี จ์ นิ ดามณี ของ พระโหราธบิ ดี. พระนคร :อกั ษรประเสริฐ.

พิมพ์เปน็ ทร่ี ะลกึ ในงานพระราชทานเพลิงศพพระภัทรมณี(อนิ๋ สัตยาภรณ์).
ดารงราชานภุ าพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ. กรมพระยา.(2525).“ประวตั สิ งั เขปแหง่ การจดั

การศกึ ษา ปรตั ยบุ นั แหง่ ประเทศสยาม.”ในหนว่ ยศกึ ษานเิ ทศก์ กรมการฝึกหดั ครู
เอกสาร การนเิ ทศการศึกษา ฉบับสมโภชกรงุ รัตนโกสินทร์ 200 ป.ี กรงุ เทพมหานคร :
ม.ป.ท.
ทองตอ่ กล้วยไม้ ณ อยธุ ยา.(2527). “การศกึ ษาไทยกอ่ นพทุ ธศกั ราช 2427”ในสานกั งาน
คณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาต.ิ 100 ปี ประถมศกึ ษาเพอ่ื ทวยราษฎร์
กรงุ เทพมหานคร : ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
ธนิต อย่โู พธ์.ิ (2512). บนั ทกึ เรอื่ งหนงั สอื จนิ ดามณี จนิ ดามณเี ลม่ 1-2, กบั บนั ทกึ เรอื่ งจนิ ดามณี
และ จนิ ดามณฉี บบั สมยั พระเจา้ บรมโกศ. กรุงเทพฯ :ศิลปาบรรณาคาร.
. (2502). บนั ทกึ เรอื่ งหนงั สอื จนิ ดามณี ในกรมศลิ ปากร, 2502. จนิ ดามณี เลม่ 1-2
และบนั ทกึ เรอื่ งหนงั สอื จนิ ดามณี.ธนบุรี : โรงเรียนการชา่ งวฑุ ฒศิ กึ ษา (แผนกการพมิ พ์).
เบ็ญจวรรณ สนุ ทรากูล.(2518). ววิ ฒั นาการของแบบเรยี นภาษาไทย. พมิ พค์ ร้ังที่ 3.
กรงุ เทพมหานคร :มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
ภูธร ภุมะธน.(2527). “เอกสารสมยั สมเดจ็ พระนารายณแ์ ละสมยั หลงั จากน้ันทเี่ กบ็ รกั ษาอยู่ ณ
ประเทศฝรง่ั เศส.”ในภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง
รว่ มกบั ศนู ยย์ ุโรปศึกษา ทบวงมหาวทิ ยาลยั เอกสารสมั มนา – 300 ปคี วามสมั พันธ์ไทย –
ฝรงั่ เศส. กรุงเทพมหานคร : คุณพินอักษรกจิ .
วฒุ ิชยั มูลศลิ ป.์ (2516). การปฏริ ปู การศกึ ษาในรชั กาลท่ี 5. พระนคร : สมาคมสงั คมศาสตร์
แห่งประเทศไทย.
ศิลปากร, กรม.(2504). จนิ ดามณเี ลม่ 1-2 กบั บนั ทกึ เรอ่ื งจนิ ดามณีฉบบั พระเจา้ บรมโกศ.
พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร.
ศิลปากร, กรม. (2502). จนิ ดามณี เลม่ 1-2 และบนั ทกึ เรอ่ื งหนงั สอื จนิ ดามณ.ี ธนบุรี : โรงเรียน
การชา่ งวฑุ ฒศิ ึกษา, (แผนกการพิมพ)์ .
แสงโสม เกษมศร,ี ม.ร.ว. และวิมลพงศพ์ พิ ฒั น.์ (2523). ประวตั ิศาสตรไ์ ทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์
รชั กาลท่ี 1 ถงึ รชั กาลท่ี 3 (พ.ศ. 2325-2394). กรุงเทพมหานคร :สานักเลขาธิการ
คณะรฐั มนตร.ี
อุปกิตศลิ ปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ), พระยา. (2538). หลกั ภาษาไทย (อกั ขรวธิ ี วจวี ภิ าค
วากยสมั พนั ธ์ ฉนั ทลกั ษณ)์ . กรุงเทพมหานคร :ไทยวฒั นาพานชิ .

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 4
หนงั สอื เรยี นและวรรณกรรม สมยั ธนบรุ แี ละรตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้

(รชั กาลที่ 1-4)

แนวคิด

ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังใช้หนังสือท่ีเหลือตกทอดมาจากสมัยอยุธยา
ตอนปลาย คอื หนงั สือจินดามณีฉบบั พระโหราธิบดแี ละจนิ ดามณีฉบบั สมัยพระเจา้ บรมโกศเป็นหลักใน
การสอนให้อา่ นออกเขยี นได้ เหตกุ ารณท์ ม่ี ีผลตอ่ ความเจริญทางดา้ นการศึกษาของไทย คอื เหตุการณ์
ประชมุ จารกึ ทวี่ ดั พระเชตุพนวมิ ลมงั คลาราม และมคี วามเจริญก้าวหน้าด้านการพิมพ์ เนื่องมาจากมี
ชาวตะวนั ตกเข้ามาในประเทศเปน็ จานวนมาก ดังนนั้ ความเปลย่ี นแปลงด้านสงั คมจึงเร่ิมมีผลต่อการ
จดั การศกึ ษาและหนงั สอื วรรณกรรมที่ใช้เรียนเปน็ อยา่ งมาก

วตั ถุประสงค์

1. เพ่ือให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและหนังสือเรียนในสมัยธนบุรี
และสมยั รตั นโกสินทรต์ อนต้น

2. สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสภาพสังคมในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์
ตอนต้นกับการจดั การศกึ ษา

3. สามารถอธิบายลกั ษณะของหนงั สือจนิ ดามณีฉบับต่างๆ ได้

สาระการเรยี นรู้

1. การจดั การศกึ ษาในสมัยธนบุรี
2. การจดั การศึกษาในสมยั รตั นโกสินทร์ตอนตน้ (รชั กาลที่ 1-4)
3. เหตกุ ารณ์สาคญั ยงิ่ ที่มผี ลต่อความเจริญทางด้านการศกึ ษา
4. วรรณกรรมท่ใี ช้เรยี น
5. แบบเรยี นสมยั รตั นโกสินทรต์ อนตน้
6. ประถม ก กา
7. สบุ ินทกมุ าร
8. ประถมมาลา
9. ประถมจินดามณี เลม่ 1
10. ประถมจินดามณี เลม่ 2
11. ประเภทของหนังสือจนิ ดามณี

44

กิจกรรมการเรยี นรู้

1. การบรรยาย
2. การอภปิ ราย

ส่อื การสอน

1. เอกสารประกอบการสอน
2. โปรแกรม power point
การประเมินผล
การมีส่วนร่วมในการอภิปรายและการทาแบบฝกึ หดั บทท่ี 4

45

บทท่ี 4
หนงั สอื เรยี นและวรรณกรรมสมยั ธนบรุ แี ละรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้

(รชั กาลที่ 1-4)

การจัดการศกึ ษาในสมยั ธนบรุ ี

สมัยน้ีบ้านเมืองยังระส่าระสาย ไม่สงบสุข ทหารแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ราษฎร
ยังหวาดกลัวภัยสงครามจากคราวทก่ี รุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. 2310 กรุงธนบุรีเป็นราชธานีเพียง 15 ปี
(พ.ศ. 2310-2325) นับว่าเปน็ ชว่ งระยะเวลาอันสั้นมาก บ้านเมือง วัดวาอาราม ปราสาทราชวังและ
ทรพั ยส์ มบตั ิท่ีมีค่าตา่ ง ๆ รวมถึงเอกสาร ตารา วรรณคดไี ดถ้ ูกพม่าเผาผลาญไปเป็นจานวนมาก ทาให้
มรดกทางศลิ ปวัฒนธรรมไทยสูญเสียไปในครั้งนมี้ ากมายมหาศาลอย่างนับประมาณค่าความเสียหาย
มไิ ด้ ต่อมาสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมไพร่พลเข้ากอบกูเ้ อกราชได้ จงึ ไม่ตกอยภู่ ายใต้
อานาจของพม่าตอ่ ไป แลว้ สถาปนากรุงธนบรุ ีเป็นราชธานีแทน เนื่องจากไม่สามารถฟ้ืนฟูกรุงศรีอยุธยา
ใหก้ ลบั คืนได้ดังเดมิ พระราชกรณียกิจท่สี าคัญคอื การมุ่งรวบรวมคนไทยที่แตกแยก ให้หันมาสามัคคี
กันแลว้ ช่วยกนั ทานุบารงุ บา้ นเมืองใหเ้ จรญิ กา้ วหน้า

เสทอ้ื น ศภุ โสภณ (2527:75) กล่าวถึงพระกรณียกจิ ของสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชว่า
ในดา้ นทางดา้ นการศกึ ษานัน้ แมจ้ ะยังไมไ่ ดท้ รงฟนื้ ฟูการเล่าเรียนโดยทั่วไปแต่ก็ทรงเห็นความสาคัญ
และสนับสนุนการเลา่ เรียนพระไตรปฎิ กของพระสงฆ์ ดังนั้นสมัยนี้จึงยังไม่มีแบบเรียนภาษาไทยเล่ม
ใหม่การเรียนยังใช้หนังสือที่เหลือตกทอดมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย คือหนังสือจินดามณีฉบับ
พระโหราธิบดีและจินดามณีฉบับสมัยพระเจ้าบรมโกศเป็นหลักในการสอนให้อ่านออกเขียนได้ผู้รู้
หนงั สอื ไดแ้ ก่ พระภิกษุสงฆ์และพวกแมท่ บั นายกองทงั้ หลายซ่ึงเป็นเหล่าทหารท่ีจาต้องเตรียมพร้อม
ตลอดเวลาท่ีจะออกรบทัพจับศึกพอพักรบก็หาเวลาว่างแต่คาประพันธ์เพื่อผ่อนคลาย ความเครียด
ดังน้ันแม่พระเจ้าตากสินมหาราชหรือเจ้ากรุงธนบุรีทรงเหน็ดเหนื่อยตรากตราพระวรกายจากการ
สงครามแต่ก็ยังทรงแสดงพระอัจฉริยภาพทางเชิงกวีและมีพระราชนิพนธ์ให้เป็นมรดกไว้ใน
วงวรรณกรรมไทยคือ พระราชนิพนธ์รามเกียรต์ิบทละครรวม 4 ตอนเป็นจานวน 4 เล่มสมุดไทย
ซ่ึงเขียนลงสมดุ ไทยดา ตัวอกั ษรเป็นเส้นทอง สรา้ งดว้ ยความประณีตบรรจงเป็นอย่างยงิ่

รามเกียรติ์บทละครฉบับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีท้ัง 4 เล่มสมุดไทย จานวน 4 ตอน
มดี งั นี้

เลม่ 1 ตอนพระมงกฎุ
เลม่ 2 ตอนหนุมานเก้ยี วนางวาริน
เล่ม 3 ตอนทา้ วมาลีวราชวา่ ความ
เลม่ 4 ตอนทศกณั ฑ์ตั้งพิธที รายกรดปลกุ เสกหอกบิลพทั
นอกจากสมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ีแล้วยงั มกี วแี ตง่ วรรณคดีท่ีสาคัญในสมัยนอ้ี ีก เช่น

46

1. นายสวนมหาดเล็ก แตง่ โคลงยอพระเกยี รตพิ ระเจ้ากรุงธนบรุ ี เป็นโคลงส่ีสภุ าพ จานวน
85 บทเม่ือ พ.ศ. 2314 โคลงเรื่องน้ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสรรเสริญว่ามี
ประโยชนใ์ นทางความรู้ด้านโบราณคดี

2. หลวงสรวชิ ิต (หน) ต่อมาเปน็ เจา้ พระยาพระคลังแตง่ ลลิ ิตเพชรมงกุฎเปน็ ลิลิตสุภาพ
3. พระยาราชสุภาวดี แต่งกฤษณาสอนน้องคาฉันท์ เป็นฉันท์และกาพย์ ระหว่าง พ.ศ.
2312-2319
4. พระยามหานุภาพแต่งนิราศกวางตุ้ง เป็นกลอนสุภาพ ใน พ.ศ. 2324 เม่ือคราวท่ีได้
เดินทางไปกับคณะราชทตู เพ่อื เจรญิ พระราชไมตรี ณ ประเทศจีน

การจดั การศกึ ษาในสมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้ (รชั กาลท่ี 1-4)

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชองค์ปฐมกษัตรยิ แ์ ห่งราชวงศจ์ กั รี ได้ทรง
สถาปนากรุงรตั นโกสินทร์เปน็ ราชธานขี องไทยเม่อื วนั ท่ี 6 เมษายน 2325 ช่วงรัชสมัยนี้ (พ.ศ. 2325-
2352) บ้านเมืองไม่สงบเนื่องจากยังมีสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเน่ือง แต่พระองค์ก็ทรง
เรง่ สร้างบา้ นเมอื งใหเ้ จรญิ รงุ่ เรืองในทกุ ดา้ น ทงั้ ดา้ นศาสนาการปกครอง การศึกษาและวรรณคดีตา่ งๆ
ได้โปรดให้บรรดานักปราชญ์ราชบณั ฑิตประชุมกันเพอื่

1. รวบรวมชาระพระไตรปิฎก
2. รวบรวมและสอบสวนกฎหมายในสมัยอยุธยาแล้วเรียบเรียงเพื่อนามาใช้เรียกว่า
“กฎหมายตราสามดวง”
3. รวบรวมวรรณกรรมท่ีตกทอดมาจากสมัยอยุธยาและแต่งซ่อมส่วนที่ขาดหายไปเมื่อ
คราวท่เี สยี กรุง
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชทรงเป็นอัจฉริยกวีของไทยดังจะเห็นได้
จากบทพระราชนิพนธ์ท่ีนามาใช้เรียน มีหลายเรื่อง เช่นบทละครรามเกียรติ์บางตอน ดาหลัง
(หรืออิเหนาใหญ่) อิเหนา อุณรุทกลอนเพลงยาวรบพม่าท่ีท่าดินแดง เป็นต้น และได้โปรดเล้าฯ
ให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นแม่กองในการอานวยการแปลและเรียบเรียงร้อยแก้วเรื่องสามก๊ก
และราชาธิราชเพ่อื ใหค้ วามร้ดู า้ นตาราพิชยั สงครามและการปกครองแกเ่ หล่าทหารและข้าราชบริพาร
ท้ังหลายเพราะบ้านเมืองยังอยู่ในภาวะศึกสงครามอยู่ ผลงานของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ที่เป็น
ร้อยกรองได้แกบ่ ทมโหรี เรือ่ งกากี
ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลท่ี 2 (พ.ศ. 2352-2367)
บา้ นเมือง เรม่ิ สงบสุข มสี งครามเพียงประปรายเน่อื งจากพระองคท์ รงเปน็ รตั นศิลปินที่ทรงเชี่ยวชาญ
หลายด้าน ท้ังวรรณกรรม ศิลปกรรมและดนตรี จึงทรงเป็นองค์อุปถัมภกเหล่าศิลปินทุกสาขา
พระบรมมหาราชวังนับเป็นสถานท่ีชุมนุมของบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตและศิลปินท้ังหลาย
เพ่ือผลิตผลงานอันทรงคุณค่าเลิศล้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่อนุชนไทยยังผลให้ศิลปกรรม
ทุกแขนงในสมยั นีม้ คี วามเจริญรุ่งเรืองและนับเป็นยุคทองของวรรณคดีไทยที่รุ่งเรืองเฉกเช่นรัชกาล
สมเด็จพระนารายณม์ หาราชในสมัยอยุธยาตอนปลาย
ด้านการศึกษาเล่าเรียน มีท้ังในพระบรมมหาราชวัง ตาหนักเจ้านายบ้านขุนนางและวัด
ตา่ งๆ ที่มีพระภิกษุผู้มีวิชาความรู้ นอกจากน้ียังปรากฏว่ามีโรงทานที่ทรงสร้างข้ึนเพ่ือพระราชทาน

47
เล้ยี งพระสงฆ์ สามเณรบรจิ าคพระราชทรพั ย์แจกคนชราพิการ และ “…มีพระธรรมเทศนาและสอน
หนงั สือวชิ าการตา่ ง ๆโดยพระบรมราชประสงคจ์ ะให้เปน็ หติ านหุ ิตประโยชน์แก่ชนทง้ั หลายท้ังปวงใน
อธิโลกและปรโลกน้นั ดว้ ย” (กรมวิชาการ2504,2)

สงครามยุติในสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 3 บ้านเมืองจึง
สงบรม่ เย็น เปน็ สขุ พระองคก์ ท็ รงเปน็ กวเี อกเชน่ กันได้ทรงแต่งเสภาขุนช้างขุนแผนตอนขุนช้างชอบ
นางพิม และตอนขุนแผนพานางวันทองหนีบทละครนอกเร่ืองสังข์ศิลป์ชัย เพลงยาวกลอักษร ช่ือ
ถอยหลงั เข้าคลอง ฯลฯทาให้วรรณคดีร่งุ เรอื งสืบเนื่องมาจากรัชกาลที่ 2 กวที ี่มชี ือ่ เสยี งยังคงมีชีวิตอยู่
และมีผลงานท่สี าคัญ ได้แก่ สมเดจ็ พระมหาสมณะเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงแต่ลิลิตตะเลง
พ่าย ปฐมสมโพธิกถา กฤษณาสอนน้องคาฉันท์สาหรับเร่ือง สมุทรโฆษคาฉันท์น้ัน ทรงแต่งต่อจา ก
สมเด็จพระนารายณม์ หาราชเพราะทรงเหน็ วา่ คาฉันทน์ ้ไี ด้ถูกทิ้งค้างร้างมารอ้ ยกว่าปีไม่มีผู้ใดหาญกลา้
แต่งใหจ้ บ จึงทรงวิริยะแตง่ สมทุ รโฆษคาฉนั ท์ถึง 3 ปีจงึ จบบรบิ รู ณ์

เหตุการณส์ าคญั ยง่ิ ที่มีผลตอ่ ความเจรญิ ทางดา้ นการศกึ ษา

1. การประชุมจารึกที่วัดพระเชตพุ นวิมลมงั คลาราม (วัดโพธ์ิ) พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ท่ีจะเผยแพร่ความรู้และวิทยาการต่างๆแก่ราษฎรทั่วไปท่ีสนใจ
ขวนขวายศึกษา จึงโปรดเกล้าฯให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตเพ่ือรวบรวมสรรพวิชามาจารึกไว้
เน่ืองจากการจารึกคร้ังนี้จะเป็นหลักฐานสาคัญสืบไป ทาให้ต้องมีการสาบานว่าจะจารึกความรู้ท่ี
ถกู ตอ้ งอย่างครบถว้ นไม่มีการขยักเคลด็ ลบั เอาไว้ จะไดเ้ ป็นวทิ ยาทานแกป่ วงชนชาวไทยต่อไป

2. ความก้าวหนา้ ดา้ นการพมิ พแ์ ตก่ ่อนคนไทยใชว้ ิธกี ารบันทกึ ความรู้ตา่ งๆ ด้วยการจารึก
บนหินและเขยี นหรอื จารเปน็ ลายมือคดั ลงในใบลานและสมดุ ไทย ตอ่ มาได้มกี ารคดิ ประดิษฐต์ ัวพมิ พอ์ ักษร
ไทยข้ึน ซึ่งสมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ (2525,7 47-48) ทรงบรรยายว่า
การพิมพห์ นงั สอื ไทยนนั้ มสี าเหตุจากการท่ีรัฐบาลอังกฤษต้องการติดต่อกับคนไทยจึงให้ร้อยเอกโลว์
(ตอ่ มาเปน็ นายพนั เอก) มาเรียนภาษาไทยท่ีปีนังจนอ่านออกเขียนได้และแต่งหนังสือไวยากรณ์ไทย
สาหรับชาวตา่ งประเทศเรียนภาษาไทย แล้วไดค้ ดิ ทาตัวพิมพอ์ กั ษรไทยและแทน่ พิมพ์เพอ่ื พมิ พ์หนงั สือ
ไวยากรณ์ไทยที่เมืองกัลกัตตาใน พ.ศ. 2371 จากนั้นได้นาเอาเครื่องพิมพ์ไปไว้ท่ีสิงคโปร์ ต่อมา
ศาสตราจารย์ชาวอเมรกิ นั ได้นาแท่นพิมพแ์ ละตัวพมิ พอ์ กั ษรไทยเข้ามาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2378 และ
พมิ พ์เอกสารภาษาไทยฉบับแรกคือ “พระกิตติคุณพระเยซูคริสต์” ส่วนเอกสารราชการฉบับแรกที่
พมิ พ์คอื “ประกาศหา้ มสบู ฝิ่น” ซ่งึ พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงจา้ งโรงพิมพห์ มอบรัดเล
พิมพเ์ สร็จเมอื่ วันท่ี 27 เมษายน 2387 (ทองตอ่ กลว้ ยไม้ ณ อยธุ ยา. 2527,5)

พอถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 4 (พ.ศ. 2394-2411)
เป็นช่วงที่ชาวตะวันตกเป็นจานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวฝรั่งเศสและชาวอังกฤษได้เข้ามามี
อิทธิพลและล่าอาณานิคมในแถบซีกโลกตะวันออกพระองค์ทรงเล็งเห็นการณ์ไกลจึงทรงเตรียม
พระองค์ในระหวา่ งทเี่ สด็จออกผนวชเปน็ เวลาถึง 26 พรรษา ได้ทรงศึกษาจนเชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์
ไดแ้ ก่ ภาษาบาลี ละตนิ และภาษาองั กฤษ รวมทง้ั ด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ด้วย นอกจากนย้ี ังทรง
วางรากฐานใหพ้ ระเจ้าลูกยาเธอไดศ้ ึกษาวิชาภาษาองั กฤษ และศิลปวิทยาการตะวนั ตกโดยทรงจ้างครูฝรั่ง

48
และหมอสอนศาสนามาถวายพระอักษรทาให้เจ้านายและข้าราชการบริพารตามอย่างพระราชนิยม
นับเปน็ การเตรียมบุคคลให้พร้อมเพือ่ เขา้ ส่ยู คุ ปฏิรูปการศกึ ษาตอ่ ไป

วรรณกรรมท่นี ามาใช้เรียน

เนือ่ งจากวรรณกรรมที่สาคญั ในสมยั รัตนโกสินทรต์ อนต้นมเี ป็นจานวนมาก ท้งั บทพระราชนพิ นธ์
ต่างๆ วรรณคดีท่ีเป็นร้อยแก้วและร้อยกรองอีกมากมาย ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกวีและผลงาน
ท่นี ามาใชเ้ รยี นในวิชาภาษาไทยท่เี ปน็ วชิ าบงั คับแกนของระดบั มธั ยมศกึ ษา ดงั น้ี

ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชนิพนธ์รามเกียรต์ิตอน
ศึกไมยราพและตอนทศกัณฑล์ ้ม
2. เจ้าพระยาพระคลงั (หน) - ราชาธิราชตอนพลายประกายมาสและสามกก๊ ตอนจ่ลู ง่ ฝ่าทพั
รับอาเต๊า
3. สนุ ทรภู่ - นริ าศเมืองแกลง พระอภัยมณีตอนพระอภัยมณีพบศรีสุวรรณกับสินสุนทร
และเสภาขนุ ช้างขนุ แผนตอนพลายงามพบพ่อ
4. สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาเดชาดิศร-โคลงโลกนติ ิ
5. พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัย – เสภาขุนช้างขนุ แผน ตอนพลายแก้วแต่งงาน
กบั นางพิมและกาพยเ์ หช่ มเครอื่ งคาวหวาน
6. นายนรนิ ทรธิเบศร์ (อิน) -โคลงนริ าศนรินทร์
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
1. พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั –อเิ หนาและสังขท์ อง
2. สุนทรภู่ -นิราศพระบาท
3. เจา้ พระยาพระคลงั (หน) –รา่ ยยาวมหาเวสสนั ดรชาดกกัณฑก์ ุมาร
4. สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ิตชโิ นรส– ลลิ ิตตะเลงพ่าย “นรชาติ”
5. หมอ่ มราโชทยั - นริ าศลอนดอน ตอนคณะทูตถวายราชสาสน์

แบบเรยี นสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนตน้

พระยาปรยิ ัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์)ได้เขียนเร่ือง “โบราณศึกษา” กล่าวถึงหนังสือ
ทใี่ ชเ้ รยี นวา่ “วชิ าหนงั สือซง่ึ ไดศ้ ึกษาเล่าเรยี นกันมาตามโบราณวิชาน้นั ข้าพเจ้าได้คดิ รวบรวมเข้าดูตาม
โบราณตารา ไดจ้ านวนหนังสอื รวม 5 เลม่ ” ดงั นคี้ อื

1. ประถม ก กา
2. สบุ นิ ทกุมาร
3. ประถมมาลา
4. ประถมจินดามณี เลม่ 1
5. ประถมจนิ ดามณี เลม่ 2
(พระยาปรยิ ตั ิธรรมธาดา. 2630:14) ซึ่งหนังสอื แต่ละเล่มจะกลา่ วพอเป็นสังเขปดังนี้

49
1. ประถม ก กา

หนังสือประถม ก กา ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง และไม่ทราบสมัยท่ีแต่ง พระวรเวทย์พิสิฐ
สนั นิษฐานวา่ น่าจะใช้เป็นแบบเรยี นมาต้งั แตส่ มัยอยุธยาตอนปลายในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
และใช้เปน็ แบบเรียนในสมัยรชั กาลท่ี 1 ถงึ รชั กาลที่ 5 กอ่ นท่จี ะมีแบบเรยี นมลู บทบรรพกจิ

หนังสือประถม ก กามีอยู่หลายฉบับด้วยกัน เมื่อกรมศึกษาธิการพิมพ์แบบเรียนได้
นาเอาหนังสือประถม ก กาฉบับท่ีเจ้าหม่ืนศรีสรรักษ์ (หม่อมราชวงศ์จิตร สุทัศน์ ภายหลังเป็นพระยา
ศรีวรวงศ)์ รวบรวมไว้มาพิมพ์เป็นแบบเรียนหนังสือไทยสาหรับช้นั มลู ศึกษา

สาระสาคญั มสี าระสาคญั แบง่ เปน็ 2 ตอน คือ
1. การแจกตัวสะกดแม่ต่างๆ เริ่มจาก แม่ ก กา แจกอักษร ก ถึง ฮ ประสมกัน สระ
15 เสยี งแทรก กาพยย์ านี แล้วแจกตวั สะกดแมต่ า่ ง ๆ
2. การอธิบายกฎเกณฑ์ของอักขรวิธี ได้แก่ การแบง่ พยัญชนะตามไตรยางค์การแบ่ง
ตามการออกเสียง การผันวรรณยกุ ตอ์ กั ษรนา การใช้ ฤ ฤา ฦ ฦๅ
2. สุบินทกมุ าร
สุบินทกุมาร เรียกได้หลายชื่อ เช่น สุบินคากาพย์สุบินคาเก่า สุบินกลอนสวดหรือ
กลอนสวดสบุ ิน เป็นต้นเร่อื งสุบินทกุมารน้ีนิยมทอ่ งสวดกนั มากและมกี ารคัดลอกกนั เปน็ หลายสานวน
หลายฉบับทาใหม้ รี ายละเอยี ดแตกต่างกันออกไปแต่ใจความสาคญั ของเรอื่ งยงั คงเหมอื นกนั อยู่
สบุ ินทกุมารหรือสุบนิ คากาพย์ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งและสมัยที่แต่ง สันนิษฐานว่าน่าจะ
แต่งในสมัยอยุธยาตอนปลายเนอ่ื งจากลกั ษณะการแต่งเป็นกาพย์สาหรับสวด ซ่ึงเรียกว่า กลอนสวด
หรือกลอนวดั กไ็ ด้กลอนชนิดน้ีนิยมแต่งกันมาต้ังแต่ครง้ั กรุงศรอี ยธุ ยาตอนปลายจนถงึ รัชกาลที่ 4 แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ (เบ็จวรรณ สุนทรากูล. 2525:16) การแต่งไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์มากนัก
มจี งั หวะคลอ้ งจองทาให้อ่านแล้วจดจาได้งา่ ย
จุดประสงค์ในการแต่ง คือการมุ่งชักจูงใจให้เห็นความสาคัญของการบวชเพ่ือจะได้
สืบทอดศาสนผู้บวชจะได้มีโอกาสศึกษาศาสนาให้เข้าใจและเรียนรู้หนังสือไปด้วย จึงเรียกว่า
“การบวชเรยี น” ซง่ึ นบั เป็นกิจที่พึงกระทาของชาวไทยจนกลายเปน็ ประเพณีทพ่ี ่อแม่จะพาลูกชายไป
ฝากเรียนกับพระสงฆ์ที่ตนเคารพนับถือเม่ือโตข้ึนอายุครบบวชก็ให้บวชแล้วจึงแต่งงานมีครอบครัว
ต่อไป
สาระสาคัญเนือ้ เรอื่ งนทิ านแทรกคตสิ อนใจใหเ้ หน็ ถึงอานิสงส์ของการบวชในพทุ ธศาสนา
3. ประถมมาลา
หนังสือประถมมาลาเป็นหนังสือแบบเรียนที่สาคัญเล่มหน่ึงซึ่งแต่งขึ้นในสมัย
กรงุ รัตนโกสนิ ทรต์ อนต้นผ้แู ตง่ คือ พระเทพโมลี (พ่งึ หรอื ผ้ึง) แห่งวดั ราชบรู ณะผู้เป็นกวีคนสาคัญและมี
ส่วนรว่ มแต่งบทประพนั ธ์ทีจ่ ารึก ณ วัดพระเชตุพนวิมลมงั คลาราม
ลกั ษณะการแต่ง การแต่งเปน็ กาพย์หรอื เรียกว่ากลอนสวด มีท้ังกาพย์ยานี กาพย์ฉบัง
และกาพย์สุรางคณางค์เน้ือหาเก่ียวกับอักขรวิธีโดยใช้คาประพันธ์ให้มีใจความครบถ้วนสมบูรณ์
มโี คลงอธิบายสมบูรณ์ การแต่งม่งุ อธิบายหลักเกณฑอ์ ย่างส้ันๆ งา่ ย ๆได้กระทัดรดั และชัดเจน
สาระสาคัญเน้ือหาเรียบเรียงไว้อย่างส้ัน ๆให้สอดคล้องกับหนังสือจินดามณีฉบับ
พระโหราธบิ ดเี พื่อใหเ้ รยี นประกอบกนั เนื้อหาแบ่งเปน็ 2 ตอน คอื

50
1. กฎเกณฑ์ทางอักขรวิธีอธิบายกฎเกณฑ์ต่างๆ และสอดแทรกคาสอนไว้อธิบาย
หลักการเขยี นอา่ นคาไทย ไตรยางค์ การใชเ้ ครือ่ งหมายและหลักไวยากรณ์ ภาษาบาลี
2. หลักการแตง่ คาประพนั ธ์อธิบายโคลงสสี่ ภุ าพ มตี วั อย่างโคลงกระท้แู ละโคลงกลบท
4. ประถมจินดามณี เลม่ 1
หนงั สอื ประถมจนิ ดามณี เลม่ 1 ก็คือจนิ ดามณีฉับพระโหราธบิ ดที ีแ่ ตง่ ในรชั กาลสมเดจ็
พระนารายณ์มหาราชสมัยอยุธยาตอนปลายนั่นเอง ประถมจินดามณี เล่ม 1 ยังคงใช้เป็นหนังสือ
แบบเรยี นท่สี าคญั ของสมยั รตั นโกสินทร์ตอนตน้
5. ประถมจนิ ดามณี เล่ม 2
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงแต่งหนังสือประถมจินดามณี
เล่ม 2 ข้ึน เน่ืองจากพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชปรารภให้
แต่งเพอื่ ใช้สอนพระราชโอรสและหมขู่ า้ ราชบรพิ ารรวมเวลาต้ังแต่ทรงพระราชปรารภ จนทรงนิพนธ์
เสร็จ ราว 6 เดือนเศษ (ธนิต อยู่โพธ์ิ. 2502:124) กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงอธิบายว่าเป็นการ
แต่งซอ้ นจินดามณขี องเกา่ จึงเตมิ ชอ่ื ใหเ้ ปน็ “จินดามณี เลม่ 2”
ลักษณะการแตง่ การแต่งใช้ทัง้ ฉนั ท์ กาพย์ รา่ ยและโคลงมคี วามเรยี งอธิบายเปน็ ร้อยแกว้
สาระสาคัญเนอ้ื หาแบง่ ออกเป็น2 ตอนคอื
1. กฎเกณฑท์ างอักขรวธิ ี กลา่ วถงึ สระ พยญั ชนะ ไตรยางค์การแจกลูกทุกตัว อักษร
ทุกแม่ตัวสะกด และแจกอักษรกล้า แล้วผันวรรณยุกต์ตามอักษรท้ัง 3 หมู่ การใช้เครื่องหมาย
การแผลงอักษร
2. การแต่งร้อยกรองข้นึ ต้นด้วยรา่ ยสภุ าพแลว้ อธิบายหลักการแตง่ ร้อยกรอง

ประเภทของหนงั สอื จินดามณี

เม่ือถึงสมัยรัตนโกสินทร์พบว่า จินดามณีหลายฉบับ หลายสานวนบางฉบับแตกต่าง
คลาดเคลือ่ นกันไปไมม่ ากนัก เพราะคัดลอกกันมาหลายต่อบางตอนขาดหายไปและมีผู้แต่งเพิ่มเติม
ให้ครบถ้วน ต่อมา ธนิต (กี) อยู่โพธ์ิ (2502:111-140) อธิบดีกรมศิลปากรเมื่อคร้ังดารงตาแหน่ง
ประจาแผนกในกองวรรณคดีไดช้ าระสอบสวนต้นฉบับจินดามณีทอี่ ย่ใู นหอสมดุ แหง่ ชาติหลายเลม่ สมุด
ไทยและเรยี บเรียงเปน็ จินดามณี เล่ม 1 ฉบับพระโหราธบิ ดแี ละจินดามณี 2 ฉบับพระเจา้ บรมวงศ์เธอ
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท แล้วได้เขียน “บันทึกเร่ืองหนังสือจินดามณี” ตามที่ได้สอบสวนไว้
โดยเฉพาะเร่ืองช่ือของหนังสือท่ีเรียกแตกต่างกันไปหลายชื่อเป็นจินดามณีหรือจินดามุณีบ้าง
จินดามนีหรือจินดามุรีบ้างน้ัน ได้สรุปความเห็นว่าแม้สระอะกับสระอุจะแผลงกันได้ แต่ “…
ที่ถูกน่าจะเป็นจินดามณีอย่างเดียวก็เพราะคาว่าจินดามณีนี้เป็นช่ือของแก้วสารพัตรนึกอย่างหนึ่ง
ซ่ึงเชื่อกันมาแต่โบราณว่าถ้าใครมีอยู่แล้วอาจนึกอะไรให้ได้ผลสาเร็จตามใจนึกของผู้เป็นเจ้าของ
ฉันใดท่านผู้แต่งต้ังนามของหนังสือนี้ ก็ฉันนั้น คือ น่าจะตั้งใจให้มีความหมายว่าถ้ากุลบุตรผู้ใด
เรียนได้ตามหนงั สือเลม่ น้แี ล้วกจ็ ะรู้แตกฉานในอักษรศาสตรข์ องไทยได้เหมือนหน่ึงมีแก้วสารพัตรนึก
คอื จนิ ดามณี…” และยงั ใหเ้ หตผุ ลว่า กรมหลวงวงษาธิราชสนทิ ก็ทรงต้ังพระทัยจะให้เปรียบด้วยแก้ว
จากโคลงพระนพิ นธ์ว่า “… เสนอช่อื จินดามณีด่ังแก้ว…”พรอ้ มทง้ั ไดแ้ บ่งประเภทของหนังสอื จินดามณี
ออกเปน็ 4 ประเภทดงั น้ี

51
1. จินดามณีฉบับความแปลก มีอยู่ 2 ฉบับ คือ ฉบับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดารงราชานุภาพ ประทาน 1 เลม่ (หมายเลขที่ 1) กับฉบับที่เป็นสมบัติเดิมของหอสมุดฯ
1 เลม่ (หมายเลขท่ี 1/ก) เป็นสมดุ ไทยดาเส้นตรงทง้ั 2 เล่ม 2 ฉบับนี้ส่วนมากมีความแปลกจากฉบับ
อนื่ ๆ
2. จินดามณีฉบบั ความพอ้ งมีหลายเลม่ สมดุ ไทย หอสมดุ ฯ ซ้ือไวบ้ ้าง มีผู้ให้บ้าง เข้าใจว่า
บางเล่มตรงกับท่ีหมอสมิธเคยได้ไปทาต้นฉบับพิมพ์จาหน่ายท่ีโรงพิมพ์ครูสมิท บางคอแหลม จ.ศ.
1232 (พ.ศ. 2413) กม็ ี
3. จินดามณีฉบบั พระนพิ นธก์ รมหลวงวงษาธิราชสนทิ
4. จินดามณีฉบับหมอบรัดเลรวบรวมพิมพ์จาหน่าย (มีทั้งประถม ก กา แจกลูก
กับประถมมาลาและปทานกุ รมพมิ พ์รวมอยู่ในเลม่ เดียวกัน) จนิ ดามณีฉบบั หมอบรัดเลรวบรวมนตี้ อ่ มา
โรงพมิ พพ์ านชิ ศภุ ผลได้เอามาพมิ พ์จาหนา่ ยอกี เมือ่ ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448)
เม่ือวิเคราะห์ข้อความเก่ียวกับ “จินดามณีฉบับความแปลก” ท่ีมีอยู่ 2 ฉบับซึ่งมีเนื้อหา
แตกต่างไปจากจนิ ดามณีฉบับความพ้องเลม่ อ่ืนๆท่ีสาคญั 2 แห่งคือ
1. บานแพนกขน้ึ ตน้ เหมอื นกันท้ังสองฉบับด้วยการกล่าวถึงการประดิษฐ์อักษรไทยของ
พระรว่ งเจ้าว่า “… ศกั ราช 645 ปีมะแมศก พญาร่วงเจ้าได้เมืองศรีสัชนาไลยจึงแต่งหนังสือไทย แล
แม่อักษรไว้…” (ซงึ่ การนับศักราชนีเ้ ปน็ จุลศักราช ตรงกบั พ.ศ. 1826)
2. เนื้อหาการผันวรรณยุกต์ตรีและจัตวา โดยกล่าวว่า “… คร้ันจุลศักราช 104 ปีชวดศก
จึงพระอาจาริยเจ้าผู้มีปัญญาแต่งจินดามณีถวาย หวังจะให้กุลบุตรอันจะเล่าเรียนนั้นรู้ท่ีกาหนด
กฎหมาย พินเอก โท และไม้ม้วน ไมม้ ลาย และไม้ตรจี ตั วา และครู ลหุ คือด้งั เดิมแมอ่ ักษรไทยดง่ั น้ี…”
สาหรบั จุลศักราช 104 น่าจะเขียนตกเลข 3 ควรจะเปน็ จลุ ศกั ราช 1034 ซึง่ ตรงกับ พ.ศ. 2215 ปชี วด
ในสมยั สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เนอ้ื หาที่แตกต่างน้ีเป็นลักษณะสาคัญของเน้ือหาในจินดามณี ฉบับสมัยพระเจ้าบรมโกศ
จึงน่าจะสรุปได้ว่า “จินดามณีฉบับความแปลก” คือ “จินดามณีฉบับสมัยพระเจ้าบรมโกศ” นั่นเอง
ในทน่ี จี้ งึ จดั แบ่งประเภทของหนังสือจนิ ดามณีออกเป็น4ฉบับได้แก่
1. จนิ ดามณฉี บบั พระโหราธิบดีหรอื ประถมจินดามณี เล่ม 1
2. จนิ ดามณีฉบับสมัยพระเจา้ บรมโกศ
3. จินดามณีฉบับพระนพิ นธ์กรมหลวงวงษาธิราชสนทิ หรือประถมจนิ ดามณี เล่ม 2
4. จนิ ดามณีฉบบั หมอบรัดเลรวบรวมเป็นฉบับสารวมใหญ่เพราะพิมพ์รวมหลายเร่ืองไว้
เล่มเดยี วกนั มีประถม ก กา แจกลกู จนิ ดามณีฉบบั พระโหราธิบดีประถมมาลาและปทานุกรม

52

ภาพประกอบท่ี 4.1 หนงั สือแบบเรียน ประถม ก.กา และ จนิ ดามณี ฉบับหมอบรดั เล

บทสรุป

ในสมัยกรุงธนบุรีนี้ พระเจ้ากรุงธนบุรีได้พยายามทานุบารุงบ้านเมืองในด้านต่างๆ ใน
ด้านทางด้านการศึกษานั้น แม้จะยังไม่ได้ทรงฟ้ืนฟูการเล่าเรียนโดยทั่วไปแต่ก็ทรงเห็นความสาคัญ
และสนับสนนุ การเลา่ เรยี นพระไตรปิฎกของพระสงฆ์ ดังนั้นสมัยนี้จึงยังไม่มีแบบเรียนภาษาไทยเล่ม
ใหม่การเรียนยังใช้หนังสือที่เหลือตกทอดมาจากสมัยอยุธยาตอนปลาย คือหนังสือจินดามณีฉบับ
พระโหราธิบดีและจินดามณีฉบับสมัยพระเจ้าบรมโกศ เป็นหลักในการสอนให้อ่านออกเขียนได้
พระเจา้ กรงุ ธนบุรีได้พระราชนิพนธ์วรรณกรรม คือ พระราชนิพนธ์รามเกียรต์ิบทละครรวม 4 ตอน
เป็นจานวน 4 เล่ม สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1 – 4) ยังคงใช้จินดามณีเป็นคู่มือของ
ครูผสู้ อน (ราชบัณฑิตและพระภิกษุ) แต่มีผู้แต่งจินดามณีข้ึนมาอีกหลายฉบับ เช่น ฉบับความแปลก
ฉบับความพ้องจินดามณีฉบับพระนิพนธ์กรมหลวงวงษาธิราชสนิท และจินดามณีฉบับหมอบรัดเล
รวมถึงมีการแตง่ หนังสอื เรยี นข้นึ เพิม่ เตมิ เชน่ ประถม ก กา สบุ ินทกมุ าร ประถมมาลา ประถมจินดามณี
เลม่ 1 2 เป็นตน้ สถานทจี่ ัดการเรยี นการสอนยังคงเป็นเช่นเดียวกับสมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยาและ
กรงุ ธนบุรี น่นั คือ สานกั ราชบณั ฑติ และวัด เป็นสถานทหี่ ลกั ดงั เดิม

53

แบบฝกึ หดั บทท่ี 4

จงตอบคาถามต่อไปนี้
1. ในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีเหตุการณ์สาคัญเหตุการณ์ใดบ้างท่ีมี

ผลต่อความเจริญกา้ วหน้าด้านการจัดการศกึ ษาของไทยจงอธิบาย
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..

2. แบบเรียนสมยั รตั นโกสินทร์ตอนต้นท่ีมีพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์)
ไดเ้ ขยี นเร่ือง“โบราณศกึ ษา”มีจานวนก่ีเล่ม เร่ืองใดบ้าง แต่ละเรื่องมีสาระสาคัญอย่างไร จงอธิบาย
พอสังเขป

………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
3. จงอธบิ ายเก่ียวกบั “หนงั สือจินดามณี” มาใหเ้ ขา้ ใจ
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………..

54

เอกสารอา้ งองิ

กฤษณา สนิ ไชย. (2520). ความเปน็ มาของแบบเรยี นไทย. กรุงเทพมหานคร :กรมวชิ าการ.
ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์. (2504). พระคมั ภรี จ์ นิ ดามณี ของ พระโหราธบิ ดี. พระนคร :อกั ษรประเสริฐ.

พิมพเ์ ป็นทรี่ ะลกึ ในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระภัทรมณ(ี อนิ๋ สตั ยาภรณ)์ .
ดารงราชานภุ าพ, สมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ. กรมพระยา.(2525).“ประวตั สิ งั เขปแหง่ การจดั

การศกึ ษา ปรตั ยบุ นั แหง่ ประเทศสยาม.”ในหน่วยศึกษานเิ ทศก์ กรมการฝึกหัดครู
เอกสาร การนเิ ทศการศกึ ษา ฉบับสมโภชกรงุ รัตนโกสินทร์ 200 ป.ี กรงุ เทพมหานคร :
ม.ป.ท.
ทองตอ่ กลว้ ยไม้ ณ อยุธยา.(2527). “การศกึ ษาไทยกอ่ นพทุ ธศกั ราช 2427”ในสานักงาน
คณะกรรมการประถมศกึ ษาแห่งชาต.ิ 100 ปี ประถมศึกษาเพอื่ ทวยราษฎร์
กรงุ เทพมหานคร : คุรสุ ภาลาดพร้าว.
ธนิต อยู่โพธ์ิ.(2512). บนั ทกึ เรอ่ื งหนงั สอื จนิ ดามณี จนิ ดามณเี ลม่ 1-2, กบั บนั ทกึ เรอื่ งจนิ ดามณี
และ จนิ ดามณฉี บบั สมยั พระเจา้ บรมโกศ. กรงุ เทพฯ :ศิลปาบรรณาคาร.
.(2502). บนั ทกึ เรอื่ งหนงั สอื จนิ ดามณี ในกรมศลิ ปากร, 2502. จนิ ดามณี เลม่ 1-2
และบนั ทกึ เรอื่ งหนงั สอื จนิ ดามณี.ธนบรุ ี : โรงเรยี นการช่างวฑุ ฒศิ ึกษา (แผนกการพมิ พ์).
เบญ็ จวรรณ สุนทรากลู .(2518). ววิ ฒั นาการของแบบเรยี นภาษาไทย. พิมพ์ครง้ั ที่ 3.
กรงุ เทพมหานคร :มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง.
ภูธร ภุมะธน.(2527). “เอกสารสมยั สมเดจ็ พระนารายณแ์ ละสมยั หลงั จากน้ันทเี่ กบ็ รกั ษาอยู่ ณ
ประเทศฝรง่ั เศส.”ในภาควิชาประวัตศิ าสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์มหาวิทยาลยั รามคาแหง
ร่วมกับศนู ยย์ ุโรปศกึ ษา ทบวงมหาวทิ ยาลยั เอกสารสมั มนา – 300 ปี
ความสัมพันธ์ไทย – ฝรงั่ เศส. กรุงเทพมหานคร : คุณพนิ อักษรกิจ.
ศิลปากร, กรม.(2504). จนิ ดามณเี ลม่ 1-2 กบั บนั ทกึ เรอ่ื งจนิ ดามณฉี บบั พระเจา้ บรมโกศ.
พระนคร : ศลิ ปาบรรณาคาร.
__________. (2502). จนิ ดามณี เลม่ 1-2 และบนั ทกึ เรอ่ื งหนงั สอื จนิ ดามณ.ี ธนบรุ ี : โรงเรยี น
การช่างวฑุ ฒศิ กึ ษา, (แผนกการพมิ พ)์ .
เสทอื้ น ศภุ โสภณ. (2527). สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชและบทบาทชาวจนี ในสยาม.
กรุงเทพมหานคร :ศนู ยก์ ารพมิ พพ์ ลชัย.
แสงโสม เกษมศร,ี ม.ร.ว. และวิมล พงศ์พิพฒั น.์ (2523). ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยสมยั รตั นโกสนิ ทร์
รชั กาลท่ี 1 ถงึ รชั กาลที่ 3 (พ.ศ. 2325-2394). กรงุ เทพมหานคร :สานกั เลขาธิการ
คณะรฐั มนตร.ี

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 5
หนงั สอื เรียนและวรรณกรรมสมยั ปฏริ ปู การศกึ ษา (รชั กาลที่ 5)

แนวคดิ

การพัฒนาการศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบโรงเรียน หรืออาจเรียกว่าเป็นยุค “การปฏิรูป
การศึกษา”เน่ืองจากมีการเปลี่ยนรูปแบบของการศึกษาอย่างมาก มีการกาหนดแบบเรียนและ
มีหลกั สตู ร มกี ารวัดผลสอบไลใ่ หป้ ระกาศนียบัตรซึ่งเปน็ การเปลี่ยนแปลงจากการจัดการศึกษาระบบ
จารีตของไทยที่มีมาแต่อดีตสมัยรัฐบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชการท่ี 5 ได้ดาเนินนโยบาย
การพัฒนาประเทศเขา้ สสู่ งั คมสมัยใหม่ ตามแนวของชาติตะวันตก

วตั ถุประสงค์

1. เพอ่ื ให้มีความรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกับปัจจัยสาคัญท่ีก่อให้เกิดการศึกษาระบบโรงเรียน
ในสมัยปฏิรปู การศกึ ษาได้

2. เพอ่ื ใหม้ คี วามรู้ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั การสร้างหนงั สอื แบบเรยี นภาษาไทยในสมัยปฏิรูป
การศึกษา

3. เพื่อให้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเปล่ียนแปลงทางสังคมกับการจัด
การศกึ ษาได้

สาระการเรยี นรู้

1. ปจั จัยท่สี าคัญท่กี อ่ ใหเ้ กดิ การจดั การศึกษาระบบโรงเรยี น
2. วรรณกรรมสมยั ปฏริ ปู การศึกษา
3. เหตกุ ารณส์ าคัญที่มผี ลให้วรรณกรรมสมยั นเี้ จรญิ ร่งุ เรอื ง
4. วรรณกรรมท่นี ามาใช้เรียน
5. แบบเรยี นภาษาไทยสมยั ปฏริ ูปการศกึ ษา
6. แบบเรยี นในระยะที่ 1 (พ.ศ.2414–2430)
7. แบบเรียนในระยะท่ี 2 (พ.ศ.2431-2453)

กิจกรรมการเรียนรู้

1. การบรรยาย
2. การอภิปราย

56

สื่อการสอน

1. เอกสารประกอบการสอน
2. โปรแกรม power point

การประเมินผล

การสงั เกตการมสี ่วนรว่ มในการอภปิ รายและการทาแบบฝึกหดั

57

บทท่ี 5
หนงั สอื เรียนและวรรณกรรมสมยั ปฏริ ปู การศกึ ษา (รชั กาลท่ี 5)

การพัฒนาการศึกษาของไทยเข้าสู่ระบบโรงเรียนน้ี อาจเรียกว่าเป็นยุค “การปฏิรูป
การศึกษา”เน่ืองจากมีการเปล่ียนรูปแบบของการศึกษาอย่างมาก เช่น มีการสอบไล่ มีค้าจ้างครู
มกี ารกาหนดแบบเรยี นของการศึกษาอยา่ งมาก เชน่ มีการสอบไล่มคี า่ จา้ งครู มีการกาหนดแบบเรียน
และมหี ลักสตู ร (ในสมัยแรก ๆ เรียกว่า โครงการศึกษา) มีการวัดผลสอบไล่ให้ประกาศนียบัตรซึ่งแต่
เดิมนน้ั การศกึ ษาระบบจารีตของไทยตา่ งคนตา่ งจัดไมเ่ ปน็ ระบบ สมยั รฐั บาลสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ ฯ
รัชการท่ี 5 ได้ดาเนินนโยบายท่ีจะพัฒนาประเทศเขา้ สสู่ งั คมสมัยใหม่ ตามแนวของชาติตะวันตก เช่น
ประกาศเลิกระบบทาส ปฏริ ปู ระบบการปกครองหัวเมอื งเปน็ การรวมหวั เมืองประเทศราชช้ันนอกให้
เข้ากันเป็นรัฐชาติ และเป็นการกระจายอานาจส่วนกลางไปสู่หัวเมืองท่ีเรียกว่า “หัวเมืองประเทศ
ราช” (ในสมัยก่อน พ.ศ. 2435 เร่ิมปฏิรูปการปกครองหัวเมือง เมืองต่างๆ ในภาคเหนือและ
ภาคอสี านและภาคใต้ บางหัวเมืองมเี จ้าเมืองปกครองตนเองในฐานะเป็นประเทศราช มีหน้าที่ส่งส่วย
ให้รัฐบาลกลาง การปฏิรูปการปกครองน้ีได้รวมอานาจการปกครอง มาเป็นของรัฐบาลกลางโดย
ส่งขา้ หลวงเทศาภิบาลไปปกครอง ลดอานาจเจ้าเมืองท้องถิ่นลงไปเป็นการรวมกันเป็นประเทศหรือ
รัฐชาติทส่ี มบรู ณ)์ นอกจากนยี้ งั ไดป้ รบั ปรุงระเบียบราชการ การเก็บภาษที ่เี รียกว่าหอรษั ฎากรพพิ ัฒน์
(ต้ังเม่ือ พ.ศ. 2417) รวมท้ังได้จัดตั้งหน่วยงานเจ้าหน้าท่ีในการบริหารราชการและดาเนินกิจการ
สาธารณูปโภคที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเห็นว่าการพัฒนา
ประเทศนั้นจาเป็นท่ีจะต้องพัฒนาคุณภาพของประชากรไปพร้อมๆ กันการที่จะพัฒนาประชากร
ได้รวดเรว็ และทั่วถึงนนั้ ก็คือจัดการศึกษาอยา่ งเป็นระบบโรงเรียนให้ประชาชนได้ศกึ ษาอย่างทว่ั ถงึ

ปัจจัยท่สี าคญั ท่กี ่อใหเ้ กดิ การจดั การศกึ ษาระบบโรงเรยี น

การจดั การศึกษาระบบโรงเรยี นน้รี ัฐบาลตอ้ งใช้งบประมาณอย่างมาก กว่าจะจัดโรงเรยี นให้
ประชาชนได้ทัว่ ถึง อีกท้ังยังไมม่ คี รนู อกจากพระภิกษุท่ีสอนอยู่ตามพระอาราม รวมท้ังยังหารูปแบบ
การจัดการศึกษาที่เหมาะสมยังไม่ได้ และผู้ท่ีมีความชานาญในการจัดการศึกษาก็มีจานวนน้อย
แต่กระน้ันรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯก็ได้พยายามจัดต้ังโรงเรียนให้จงได้ตาม
พระราชปณธิ านซ่ึงมีปจั จยั สาคัญๆพอสรปุ ได้ดงั นี้

1. การได้รับการศึกษาแบบใหม่ของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯพระองค์เป็นประมุข
ของชาติท่ีได้รับการศึกษาแบบตะวันตกทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นคือพระองค์เป็นราชโอรส
ของสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลท่ี 4 ซ่ึงเป็นกษัตริย์สมัยใหม่องค์แรกของไทย รัชกาลท่ี 4
ทรงปรับตวั ใหท้ ันกับสภาวะการเปล่ยี นแปลงทงั้ ภายในภายนอกประเทศ ทีช่ าวตะวนั ตกกาลงั เข้ามามี
บทบาท พระองค์ทรงจ้างครูสตรชี าวองั กฤษ ช่อื แอนนา เลยี วโนเวนส์ มาถวายการสอนภาษาอังกฤษ
และวิทยาการสมัยใหม่แก่พระราชโอรส (รัชกาลที่ 5) เมื่อ พ.ศ. 2405 เป็นเวลา 5 ปี หลังจาก
แหม่มแอนนาฯกลับไปแล้วทรงศึกษากับหมอจันดเล (John H. Chandler) อยู่ระยะหนึ่งคร้ันเม่ือ

58
ครองราชย์ (พ.ศ. 2411) ยังทรงศึกษากับนายแปตเตอร์สัน (Francis George Patterson) ต่ออีก
แสดงว่า พระองค์ (รชั กาลที่ 5) ไดท้ รงศึกษาเล่าเรยี นแบบตะวันตกไม่น้อยไปกวา่ ทรงศึกษาภาษาไทย
แบบจารตี ทาให้พระองค์เห็นความสาคัญของการศึกษาแบบตะวันตกและการท่ีพระองค์ได้มีโอกาส
เสดจ็ ต่างประเทศมีส่วนทาใหพ้ ระองค์เห็นความสาคัญของการศึกษาระบบใหม่มากข้ึน ดังจะเห็นได้
จากครั้งแรกเม่ือเสด็จกลับจากสิงค์โปร์ในปี พ.ศ. 2414 ทรงมีพระราชดาริจะต้ังโรงเรียนสอน
ภาษาอังกฤษแก่ลูกขุนนาง แต่หาครูไม่ได้จึงส่งไปเรียนท่ีโรงเรียนแรฟเฟิลในสิงคโปร์แทนและในปี
เดยี วกันน้ี (พ.ศ. 2414) ได้ประกาศพระราชโองการตัง้ โรงเรยี นหลวงในพระบรมมหาราชวงั นบั ว่าเป็น
โรงเรียนแรกของทางราชการไทยเพ่ือให้บุตรหลานของขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ได้ศึกษา
เลา่ เรยี นระบบใหม่แทนการศึกษาระบบจารตี เดมิ (สมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานุภาพ. 2525 : 195)

จะเห็นได้ว่าแนวคิดในเรื่องการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้มีทัศนะ
กวา้ ง เห็นการณ์ไกลท่ีจะให้บุตรขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์ได้มีโอกาสศึกษาท้ังภาษาไทย เลข
และระเบยี บราชการ รวมทัง้ ภาษาองั กฤษด้วย ฉะน้ัน ด้วยพระราชปณิธานน้เี ป็นปัจจัยสาคัญอันหน่ึง
ที่ก่อให้การศึกษาระบบโรงเรียนของไทยได้เจริญรุดหน้าและทรงอุดหนุนพระราชทรัพย์แก่ครูและ
เบ้ียเลย้ี งนักเรยี นอีกดว้ ยในครงั้ นัน้ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาร-ยางกูร)
เป็นอาจารย์ใหญ่คร้ังแรกและได้แต่งหนังสือแบบเรียนหลวง (มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกรอักษร
ประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์)พิมพ์ครั้งแรกที่โรงพิมพ์หลวง ปี พ.ศ. 2414
จานวน 2,000 ฉบับ

2. การได้รับแรงกระตุ้นและแบบอย่างจากชาวตะวันตกการท่ีไทยเปิดค้าขายกับ
ชาวต่างประเทศสมัยรัชกาลท่ี 3 เป็นต้นมา ชาวตะวันตกเข้ามาค้าขายและเผยแพร่คริสต์ศาสนาที่
กรงุ เทพฯ จานวนมากข้ึนและกลุม่ มิชชันนารีไดเ้ ปดิ โรงเรยี นบ้างแลว้ เชน่ น้ัน โรงเรียนหมอเรโนลเ์ ฮาส์
(พ.ศ. 2395) ประกอบกบั ขุนนางไทยเรมิ่ เข้าใจความเจริญของชาวตะวันตกมากข้ึน ทาให้มีโลกทัศน์
กวา้ งขึ้น การทีช่ าวตะวันตกไดน้ าวทิ ยาการใหม่ ๆ เข้ามาเผยแพร่มีการตั้งโรงพิมพ์ ออกหนังสือพิมพ์
ขา่ วสาร และพมิ พห์ นงั สอื เล่มออกจาหน่าย ซง่ึ เป็นปัจจัยหน่ึงต่อแนวคิดในการจัดต้ังโรงเรียน การที่
ชาวยุโรปนาเครื่องพิมพ์เข้ามาน้ันช่วยให้วิชาการของไทยก้าวหน้ามากในระยะหลังเช่น มีการพิมพ์
หนังสอื แบบเรียน และวรรณกรรมของสุนทรภู่ทาให้ชาวไทยเห็นความสาคัญของการศึกษาเล่าเรียน
มากขน้ึ

หมอบลัดเล (แดน บชิ แบรดเลย์) เขา้ มาอย่เู มอื งไทยเมอื่ พ.ศ. 2379 (ร.3 ป และสน้ิ ชวี ิตใน
เมืองไทย พ.ศ. 2416 สมัย ร. 5) เป็นชาวอเมริกันเข้ามาเผยแพร่คริสตศาสนาได้เสนอความเห็น
กระตุน้ ใหม้ ีการปรบั ปรงุ การศกึ ษาของประเทศอย่เู นอื งๆ เพอื่ ใหค้ นไทยได้เรียนรูศ้ ลิ ปศาสตร์ของชาติ
ตะวันตกอันเปน็ ประโยชน์ต่อบา้ นเมอื งในภายหน้าในระยะสมัยเดียวกัน หมอสมิท ได้มาตั้งโรงพิมพ์
ที่บางคอแหลมได้มีส่วนกระตุ้นในการจัดการศึกษาระบบโรงเรียนอยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกันการนา
แนวความคิดทางการศึกษาของชาวตะวันตกมาเผยแพร่ เป็นการสร้างมโนทัศน์ให้แก่ขุนนางไทยและ
ประชาชนชาวไทยให้เห็นความสาคัญของการจัดการศึกษาซึ่งเป็นแนวร่วมอีกแนวหน่ึงสนับสนุน
กิจการโรงเรียนท่ีองค์พระประมุขได้มีพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่จะจัดต้ังโรงเรียนให้แพร่หลาย
ทกุ หวั เมือง

59
3. ความต้องการเจ้าหน้าที่บริหารราชการในการปรับปรุงประเทศประเทศไทยรัชสมัย
พระจลุ จอมเกล้าฯ ถูกชาตติ ะวนั ตกคุกคามอย่างหนกั ในการแสวงหาอาณานิคมซึ่งเหตุการณ์น้ีได้เกิด
อยรู่ อบบ้านแล้วในรัชสมยั พระจอมเกลา้ ฯ (ร.4) เช่น ไทยเสยี ประเทศเขมรให้แก่ฝรั่งเศส ต่อมาสมัย
รชั กาลท่ี 5 ภยั จากการคกุ คามของจักรวรรดินิยมตะวันตกรุนแรงย่ิงข้ึน ถ้าไทยไม่พัฒนาประเทศให้
ทนั สมยั เหน็ ทีจะตกอยใู่ ตอ้ านาจของจกั รวรรดนิ ิยมตะวนั ตก ฉะนั้น รัฐบาลของสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ ฯ
มีนโยบายท่จี ะปรบั ปรุงประเทศจงึ จาเปน็ จะตอ้ งพฒั นาคณุ ภาพของประชาชนไปดว้ ยโดยเฉพาะความ
ต้องการเจ้าหนา้ ท่ีบรหิ ารราชการแผ่นดินที่มโี ลกทัศน์อันกว้าง ที่เรียกว่าหัวสมัยใหม่ เพราะพระองค์
ตระหนักดีว่าขุนนางรุ่นเก่าน้ันโลกทัศน์แคบและยังไม่อาจจะปรับตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน
ระบบใหม่ แบบตะวันตกได้ ฉะนั้นการจัดต้ังโรงสอนหนังสือหรือโรงสกูลน้ีเป็นการฝึกหัดราชการ
แผ่นดินแก่บุตรหลานขุนนางและบุตรหลานของราษฎรเพื่อท่ีจะมารับราชการในองค์การของรัฐท่ี
กาลังขยายอย่างรวดเร็วซึ่งจะเห็นได้จากการจัดต้ังโรงเรียนหลวงสาหรับราษฎรเมื่อปี พ.ศ. 2427
ที่วัดมหรรณพารามเปน็ แหง่ แรกนน้ั และพยายามขยายไปตามหัวเมืองอกี ด้วย
การปรับปรุงประเทศในสมัยรัฐบาลสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ ฯน้ีเป็นปัจจัยสาคัญท่ีต้องการ
กาลงั คนที่มีความรู้เข้ามาชว่ ยราชการซงึ่ มสี ่วนกระตุน้ ใหร้ ฐั บาลพัฒนาการศกึ ษาอยา่ งรดุ หนา้ เพ่อื ผลิต
คนเข้ามาใช้ในราชการแผ่นดินนอกจากตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับราษฎรดังกล่าวแล้วยังได้ต้ังหน่ วย
ราชการท่มี ีหน้าท่ใี นการจดั การศึกษาโดยตรงคือ “กรมศึกษาธิการ” เมื่อ พ.ศ. 2430 และโปรดเกลา้ ฯ
ใหส้ มเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพเปน็ เสนาบดกี รมคนแรก

วรรณกรรมสมยั ปฏริ ปู การศกึ ษา

สมัยปฏริ ปู การศกึ ษา เปน็ ช่วงแหง่ การเปลย่ี นแปลง เน่ืองจากเปน็ ระยะที่เร่มิ รับเอาวัฒนธรรม
ตะวันตกเข้ามาซ่ึงมีผลต่อด้านวรรณกรรมของไทยเป็นอย่างมากแม้วรรณกรรมร้อยกรองท่ีรุ่งเรือง
สงู สดุ ในสมยั รัตนโกสินทรต์ อนต้นจะยังคงมีต่อเนือ่ งถึงสมัยน้ีอยู่ก็ตามแต่ในระยะนี้นับเป็นจุดเร่ิมต้น
ความนยิ มวรรณกรรมร้อยแก้วแบบตะวันตกมากข้ึนท้ังประเภทบันเทิงคดี (Fiction) ที่เป็นนวนิยาย
(Novel) และเรื่องสน้ั (Short Story) กับประเภทสารคดี (Non-fiction) ซ่งึ แตง่ เป็นบทความและจดหมาย

กวที ี่มชี ่ือเสยี งมีมากมาย นับแต่พระมหากษตั รยิ ์ พระบรมวงศานวุ งศแ์ ละขา้ ราชบริพารเชน่
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัวทรงมพี ระปรีชาสามารถมากท้งั ดา้ นรอ้ ยแก้วและร้อยกรอง
บทพระราชนิพนธอ์ นั ทรงคณุ ค่า เช่น พระราชพธิ ีสบิ สองเดอื น พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ฯลฯ พระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงเขียนบทความต่างๆทางประวตั ิศาสตร์ ทรงแตง่ แบบเรยี นเรว็
และนิทาน เช่น นิทานโบราณคดี ฯลฯ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงแต่งร้อย
กรอง เช่น โคลงเรื่องรามเกียรติ์ รุไบยาตชอง โอมาร์คัยยาม (Rubiyat of Omar Khayyam) ซึ่งกวี
ชาวอังกฤษแปลบทละครเรอ่ื งสาวเครอื ฟ้า ทรงได้เค้าเรือ่ งมาจาก Madame Butterfly ฯลฯ พระยา
ศรีสนุ ทรโวหารแต่งแบบเรียนหลวงและหนังสือเรียนตา่ งๆหลายเล่มเป็นตน้

60

เหตุการณส์ าคญั ท่มี ีผลใหว้ รรณกรรมสมยั น้ีเจริญรุ่งเรืองเช่น

การตง้ั หอพระสมดุ ไดต้ ัง้ หอพระสมดุ วชิรญาณเมือ่ พ.ศ. 2427 ปัจจุบันคอื หอสมุดแหง่ ชาติ
1. การออกหนังสอื พมิ พใ์ นสมยั นี้มกี ารออกหนงั สอื พมิ พ์หลายฉบบั เชน่ วชิรญาณ ทวีปัญญา
ลกั วิทยา ถลกวิทยาฯลฯ
2. การต้ังโบราณคดีสโมสร เมื่อ พ.ศ. 2450 เพื่อค้นคว้าและรวบรวมหลักฐานทาง
ประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดขี องไทยแตต่ ่อมากไ็ ด้เลิกล้มไป

วรรณกรรมทน่ี ามาใชเ้ รียน

กวใี นสมยั น้ีมผี ลงานอนั ทรงคุณคา่ มากมายซง่ึ คณะผ้จู ัดทาหนังสือเรียนภาษาไทยได้คัดเลือก
วรรณกรรมบางเร่อื งมาใหน้ ักเรยี นเรียนในโรงเรียนมัธยมศกึ ษาแต่ละระดับดงั น้ี

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
1. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั - บทร้อยกรองเรอื่ งพระสรุ ิโยทยั ขาดคอช้าง
2. พระยาศรสี ุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) - สัตวภิธาน
3. พระเจา้ บรมวงศ์เธอกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ -บทรอ้ ยกรองเรือ่ งสักวา
4. พระยาสหี ราชฤทธิไกร (ทองคา สหี อไุ ร) -นิทานเทยี บสภุ าษติ : ฝนทง่ั ให้เปน็ เข็ม พายเรอื
ทวนน้า กลงิ้ ครกขึ้นเขา
5. เจ้าพระยาธรรมศกั ดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณอยุธยา) - ธรรมจรยิ า : ความสัตย์สจุ ริต
ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
1. พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั -พระบรมราโชวาท สภุ าษิตโสฬสไตรยางค์
โคลงสุภาษติ นฤทมุ นาการ พระราชวิจารณ์เรื่องจดหมายเหตุความทางจาของกรมหลวงนรินทรเทวี
พระราชนิพนธ์ขตั ตยิ พันธกรณีและพระนพิ นธต์ อบของพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ
2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ-พระครวู ัดฉลอง
3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร-นายขนมตม้ ชกพมา่ ถวายตวั พระเจา้ อังวะ
4. พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระนราธิปประพนั ธ์พงศ์-เสนาะฉันท์
5. เจ้าพระยาธรรมศักด์ิมนตรี (สนัน่ เทพหัสดิน ณ อยธุ ยา)-ราตรี
6. พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร)-นมัสการ : พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
พระสังฆคุณ มาตาปติ คุ ุณ อาจาริยคณุ

แบบเรยี นภาษาไทยสมยั ปฏริ ปู การศึกษา

การใชแ้ บบเรยี นในสมัยนแี้ บ่งออกเปน็ 2 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 พ.ศ. 2414 – 2430 ใช้แบบเรียนหลวงของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย
อาจารยางกูร)
ระยะท่ี 2 พ.ศ. 2431- 2453 มีแบบเรยี น 5 เล่มคอื แบบเรียนเร็วของสมเดจ็ กรมพระยาดารง
ราชานภุ าพ, แบบสอนอ่านของกรมศกึ ษาธิการ, มลู ปกรณข์ องเจ้าหมื่นศรสี รรักษ์, แบบเรียนใหม่ของ
เจา้ พระยาธรรมศกั ด์ิมนตรีและแบบสอนอ่านใหมข่ องเจ้าพระยาธรรมศกั ด์มิ นตรี

61
แบบเรียนในระยะท่ี 1 (พ.ศ.2414–2430)
แบบเรียนหลวงของพระยาศรสี นุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยางกูร)
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) แต่งแบบเรียนหลวงเม่ือคร้ังยังเป็นหลวงสารประเสริฐ
แบบเรียนชุดนี้พิมพ์คร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. 2414 สาหรับใช้เป็นแบบสอนหนังสือไทยซึ่งมีเพียง 5 เร่ือง
ในการพมิ พค์ รงั้ แรก ไวพจนพ์ จิ ารณ์ แทรกอยใู่ นสงั โยคพิธานต่อมาผแู้ ต่งไดร้ บรวมคาแล้วจดั หมวดหมู่
แยกเน้ือหาเป็นอีกเล่มหนึ่ง แบบเรียนชุดนี้มี 6 เล่ม รวมเรียกว่า แบบเรียนหลวง 6 เล่ม บางทีก็
เรียกว่าแบบสอนหนังสือไทยหรือใช้ช่ือตามหนังสือเล่มแรกว่า แบบเรียนชุดมูลบทบร รพกิจก็ได้
แบบเรยี นท้งั 6 มีชื่อคล้องจองกันว่า มลู บทบรรพกจิ วาหะนิต์นิ กิ รอักษรประโยคสังโยคพิธานไวพจน์
พจิ ารณ์และพิศาลการันต์
แบบเรยี นในระยะท่ี 2 (พ.ศ.2431-2453)
มแี บบเรยี น 5 เลม่ คือ
1. แบบเรยี นของสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ

แบบเรียนเร็วของสมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานุภาพ มี 3 เลม่ แต่ละเลม่ มรี ายละเอยี ด
ดงั นี้

แบบเรยี นเร็วเลม่ 1
แบบเรียนเร็ว เล่ม 1 เป็นหนังสือสอนอ่าน แบ่งเน้ือหาเป็นบทและมีแบบสอนอ่าน
เรมิ่ จากพยญั ชนะ 44 ตัวแบง่ เป็นวรรคตามฐานที่เกิด แล้วมีแบบทดสอบทายพยัญชนะ การประสม
สระในมาตราแม่ ก กา คือ มาตราท่ีไม่มีตัวสะกด มีบทสอนอ่านเป็นคาพยางค์เดียวแล้วเพิ่มพยางค์
ด้วยการเอาคามาประสมกันให้มีความหมายเป็นคา เป็นวลีสอนการผันวรรณยุกต์ตามด้วยมาตรา
ตวั สะกดต่างๆ เอาคาท่ีเรียนแล้วมาผกู เปน็ ประโยคง่ายๆ แลว้ แตง่ เป็นเร่ืองส้นั ๆ
แบบเรียนเร็วเล่ม 2
แบบเรียนเรว็ เล่ม 2 เปน็ หนงั สือตอ่ จากแบบเรียนเร็วเลม่ 1 ใช้สาหรับสอนอ่านเขียน
และการใช้คามีแบบฝึกเขียนมากกว่าแบบฝึกอ่านมีเน้ือหาสอนการใช้ไม้ม้วนไม้มลายและคาท่ีใช้
ไม้มลายที่มีตัว ย ข้างท้ายซึ่งบางคาเขียนต่างจากปัจจุบัน เล่ม 2 น้ี จะเน้นแบบฝึกทั้งฝึกอ่าน
ฝึกเขียนตามคาบอก ฝกึ สงั เกตคาท่ีแตกต่างกัน เชน่ คาทีใ่ ช้ไมม้ ว้ นกบั ไมม้ ลายฝึกเติมคาในช่องว่างให้
รู้จักคิดหาคาทเ่ี หมาะสมมาใชซ้ ่งึ นบั วา่ เป็นแบบเรียนท่ีทันสมัยเปลี่ยนจากการสอนให้ท่องจามาเป็น
การสอนให้รูจ้ กั คดิ เลอื กสรรหาคาและรจู้ ักตดั สินใจใช้คาอยา่ งเหมาะสม
แบบเรยี นเรว็ เล่ม 3
แบบเรยี นเร็วเล่ม 3 มีเนื้อหาแบ่งเปน็ 3 ภาค คือ
ภาคที่ 1 วา่ ด้วยชนดิ ของคา 7 ชนิดคือ คาเช่ือ คากริยา คาคุณ คาวิเศษณ์ คาต่อ คาออก
เสยี งและคาแทนช่อื ประโยค การเรยี งคาในประโยค ประโยค 2 ส่วน ประโยค 3 สว่ น
ภาคท่ี 2 วา่ ดว้ ยการแต่งประโยค ทง้ั สว่ นชื่อผทู้ า สว่ นกริยาและส่วนชื่อผู้ถูกทาการแต่งประโยค
ความรวม
ภาคท่ี 3 วา่ ดว้ ย การเก็บใจความด้วยการลดคาแตง่ (คาขยาย) ใหเ้ หลือแตใ่ จความสาคัญ

62

ภาพประกอบที่ 5.1 แบบเรยี นเร็วใหม่ ของสมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ
2. แบบสอนอา่ นของกรมศึกษาธิการ

พระยาปริยัติธรรมธาดาเป็นผู้แต่งแบบสอนอ่านของกรมศึกษาธิการสาหรับนามาใช้
อ่านคู่กับแบบเรยี นแลว้ ตามประเพณกี ารอ่านหนงั สอื ตอ้ งมีหนงั สือสาหรบั หดั ให้นกั เรียนอ่านเพ่ือซ้อม
ความรทู้ ไ่ี ด้เรียนมาจากตาราพอเรียนเรอื่ งหน่ึงจบก็จะอา่ นซอ้ มไปหลายๆ เรื่องจนอ่านคล่องแต่งเป็น
เรื่องงา่ ยๆ สน้ั ๆ สาหรบั ให้นักเรยี นอา่ นเร่อื งหน่ึงในวันหน่ึงวิธีสอนคือ ให้นักเรียนอ่านวันละเร่ืองหรือ
คร่งึ เรอ่ื งตามระดบั สติปัญญาของเดก็ วนั ต่อมากใ็ ห้เล่าเรอื่ งที่อา่ นเหมือนเลา่ นิทาน

3. มลู ปกรณข์ องเจ้าหมื่นศรสี รรกั ษ์
นอกจากแบบเรียนเร็วของสมเดจ็ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ ท่ีกรมศึกษาธิการจัดพิมพ์

แล้วยังมีการใช้แบบเรียนมูลปกรณ์ 3 เล่ม ของเจ้าหม่ืนศรีสรรักษ์ซึ่งแต่งในช่วงเดียวกัน แต่ทีหลัง
แบบเรยี นหลวง 6 เล่มมจี ุดมุ่งหมายเพ่อื ใชเ้ ป็นหนงั สือสอนการอ่านและการเขยี น

4. แบบเรยี นใหม่ของเจ้าพระยาธรรมศักดิม์ นตรี
เมื่อประกาศใช้โครงการศึกษาฉบับแรกใน พ.ศ. 2441 จึงทาให้มีการเปล่ียนแปลง

หลักสตู รและแบบเรียน วชิ าภาษาไทยไดเ้ ปลย่ี นจากแบบเรียนเร็ว 3 เล่ม มาใช้แบบเรียนใหม่ 3 เล่ม
ของเจ้าพระยาธรรมศักด์ิมนตรีซึง่ แกไ้ ขปรับปรุงจากแบบเรียนเร็วให้นกั เรยี นสามารถเรียนได้ง่ายและ
เร็วข้ึนขณะนั้นเริ่มมีการฝึกหัดครูแล้ว ถ้าครูฝึกหัดมาดีและสอนตามวิธีของแบบเรียนแล้วเด็กก็จะ
อ่านได้เร็วกว่าสมยั โบราณ แต่ถ้าครไู ม่รู้วธิ สี อนเมื่อเดก็ เรียนจบแบบเรียนแล้วจะยงั อ่านหนงั สอื ไม่ออก
จนวจิ ารณ์กนั ว่าแบบเรียนเร็วส้มู ูลบทบรรพกจิ ทเ่ี ปน็ หนังสือเดิมไม่ได้

เจ้าพระยาธรรมศกั ด์มิ นตรีได้แต่งแบบเรียนใหม่นีแ้ ลว้ ทดลองใชส้ อนท่ีโรงเรียนจุลนาค
กอ่ นต่อมาไดม้ อบให้รัฐบาลและใชเ้ ป็นแบบเรยี นของโรงเรยี นตา่ ง ๆ ทั่วไปซึ่งผู้แตง่ กร็ ะบุไว้ในคานาวา่
หนังสอื จะไมเ่ ปน็ ครเู หมือนในจนิ ดามณีและมลู บทบรรพกิจครจู ะตอ้ งเป็นครเู อง (เบ็ญจวรรณ สุนทรากูล.
2525:59-60)

แบบเรียนใหม่ 7 เล่มลกั ษณะการนาเสนอเนอ้ื หาที่สาคัญมดี งั น้ี
1. การสอนพยัญชนะ และสระไม่เสนอเรื่องลาดับจาก ก ถึง ฮ แต่เร่ิมจากอักษรที่ง่าย
สาหรบั เด็กกอ่ น ดังนน้ั ในบทที่ 1 จงึ เร่มิ ต้นทพี่ ยญั ชนะตวั บ และ ป สระ คือ อ อา เอาแล้วประสมกนั
อ่านเปน็ คา เช่น

63
บ-อา-บา (อา่ นว่า บอ-อา-บา)
บ-อา-บา (อา่ นว่า บอ-อา- บา)
บ-เอา-เบา (อ่านว่า บอ-เอา-เบา)
ป-อา-ปา (อา่ นวา่ ปอ-อา-ปา)
ป-อา-ปา (อา่ นวา่ ปอ-อา-ปา)
ป-เอา-เปา (อา่ นว่า ปอ-เอา-เปา)
2. มาตราแบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คอื
2.1 มาตราแม่ ก กา
2.2 มาตราตัวสะกดคาเปน็
2.3 มาตราตวั สะกดคาตาย
การแบง่ มาตราแบบน้เี หมอื นกบั มลู ปกรณ์ คอื เล่ม 1 เป็นมาตรา แม่ ก กา เหมือนกัน
เล่ม 2 เป็นมาตราแม่กง กน กม เกย ซงึ่ ก็คือมาตราตวั สะกดคาเป็น และ เล่ม 3 เป็นมาตราแม่กกกด
กบ คอื มาตราตวั สะกดคาตาย น่ันเองแต่การผันอักษรในมูลปกรณ์ผันทุกคาเหมือนมูลบทบรรพกิจ
ส่วนแบบเรียนใหม่เน้นเฉพาะคาท่ีมคี วามหมายเหมือนแบบเรียนเร็ว
3. เน้ือหามีการนาเสนอแบบเปรียบเทียบ เช่นอักษรควบกล้าจะสอนเปรียบเทียบกับ
อกั ษรเดยี ว เชน่ ก-กี กร-กรี, ป-ปา, ปล-ปลา ฯลฯแล้วยกคาทม่ี คี วามหมาย เช่น หัวปลี ตัวปลา ฯลฯ
ซึ่งตา่ งจากแบบเรียนหลวงเลม่ 3 –อักษรประโยค จะแจกอกั ษรควบทุกคา แล้วสรุปว่า มคี าที่ใช้ได้อยู่
กค่ี าจึงทาใหเ้ นื้อหาเย่ินเยอ้ นา่ เบ่อื หน่ายเพราะคาสว่ นใหญ่ไม่มีความหมาย แต่มีข้อดีคือทาให้ผู้เรียน
เขียนได้ถูกตอ้ ง แมน่ ยาเพราะมีการฝกึ หดั มาก
5. แบบสอนอ่านใหมข่ องเจา้ พระยาธรรมศกั ด์ิมนตรี
แบบสอนอา่ นใหม่มี 7 เลม่ สาหรับใช้คกู่ ับแบบเรียนใหม่ เพื่อให้นักเรยี นฝกึ หดั อ่านให้
คลอ่ งแคลว่ เน้อื หามีจุดมงุ่ หมายในการอบรมสงั่ สอนผอู้ า่ นใหค้ ดิ อยา่ งมีเหตผุ ลเปน็ นักวิทยาศาสตรใ์ ห้มี
นา้ ใจเป็นนกั กฬี าและให้รจู้ กั หน้าทเี่ ปน็ พลเมอื งดี ดังนนั้ แบบสอนอา่ นใหมท่ กุ เลม่ จึงมเี น้อื หาแบ่งเปน็ 3
ภาคคือ
ภาคที่ 1 เรื่องธรรมชาติศึกษา เพื่อให้รู้ว่าความลับของธรรมชาติเป็นเบื้องต้นแห่ง
วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะอบรมให้อยู่ในอานาจแห่งเหตุ กล่าวถึงความลับของธรรมชาติ สัตว์ พืช โลก
ท้องฟ้า ฯลฯ
ภาคที่ 2 เรื่องกีฬาเพ่ืออบรมให้มีน้าใจนักกีฬา คือ น้าใจซ่ึงไว้ใจได้ ทั้งมิตรทั้งศัตรู
เพราะเป็นนา้ ใจทส่ี ภุ าพและรกั เกียรติ กล่าวถึง กีฬาต่าง ๆ เช่น มอญซ่อนผ้า ต่ีจับซ่อนหา โพงพาง
ฯลฯ
ภาคที่ 3 เรื่องหน้าที่พลเมืองดีเพ่ืออบรมให้เป็นพลเมืองดี รู้หน้าท่ีของพลเมืองตาม
รัฐธรรมนูญ กล่าวถงึ การทาให้เป็นคนไม่รกโลก การตอบแทน คาแนะนาดีรัฐพลี การสมาคมหน้าท่ี
ของเจ้าบ้านและลูกบ้าน เรอื่ งของบคุ คลสาคัญ เชน่ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เฮ็นร่ี ฟอรด์ ฯลฯ
นอกจากน้ีในช่วงท่ี2ยงั มีแบบสอนอา่ นอน่ื ๆอีกได้แก่
1. แบบสอนอา่ นวิชาภาษาไทย ใช้แบบสอนอา่ นกวนี ิพนธ์ตา่ งๆทตี่ ัดตอนมาจาก วรรณคดี
เช่นรามเกียรตต์ิ อนศกึ กมุ ภกรรณและตอนทา้ วมาลีวราชว่าความ สังข์ทองตอนเลอื กคู่ หาปลาหาเน้ือ

64
และตอนตีคลี สามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือ ราชาธิราชตอนศึกเจ้าฝร่ังมังฆ้อง อิเหนาตอนศึกท้าว
กะหมังกุหนงิ พระอภัยมณีตอนครองเมืองผลกึ และแบบสอนอา่ นสุภาษตไิ ด้แก่ อิศปปกรณา- ไมท่ ราบ
ผู้แต่งเป็นนิทานสุภาษิตสาหรับเด็กหิโตประเทศ วัตถุปะกะระฌา– เป็นนิทานสอนหลักธรรมทาง
พทุ ธศาสนาและนทิ านอิสป-ผูแ้ ต่งคอื มหาอามาตยต์ รีพระยาเมธาธิบดี เป็นนิทานส้ันๆแล้วมีบทสรุป
สั่งสอนตอนท้ายเรื่อง

2. แบบสอนอ่านวิชาเฉพาะ เช่นแบบสอนอ่านพงศาวดาร เรียบเรียงโดยพระยาวิสุทธิ
สุริยศักดิ์ (ม.ร.ว. เปยี มาลากลุ ) แบบสอนอ่านภูมิศาสตร์ ผู้แต่งคือนายดับบลิว ยี ยอนสัน ผู้แปลคือ
พระยาเมธาธบิ ดีและเจา้ พระยาธรรมศกั ดิ์มนตรี แบบสอนอา่ นธรรมจริยา และหนังสือพลเมืองดีของ
เจ้าพระยาธรรมศักด์ิมนตรี (ขณะนิกูล)อีกเล่มหนึ่งเป็นของหลวงประมูลวิชาเพ่ิม (ชุ่ม ชินะเตมีย์)
แบบสอนอ่านการเพาะปลูกของพระยาเมธาธิบดี แบบสอนอา่ นการคา้ ขายของพระยาพณชิ ยศาสตรวิธาน
เปน็ ต้น.

ภาพประกอบท่ี 5.2 เจ้าพระยาธรรมศักดมิ์ นตรี ภาพประกอบที่ 5.3 แบบสอนอ่านใหม่ เล่ม 6

บทสรุป

ในสมัยสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าฯ (รัชกาลท่ี 5) แห่งกรงุ รตั นโกสนิ ทร์มีการเปลี่ยนแปลงใน
หลายดา้ น ท้ังดา้ นการเมอื งการปกครอง เศรษฐกจิ สงั คม และดา้ นการศึกษา การเปลีย่ นแปลงน้ีมีผล
มาจากแรงผลักดนั จากประเทศตะวนั ตก และความต้องการให้ประเทศไทยมีความเจริญทัดเทียมกับ
อารยประเทศต่างๆ การต้องการคนที่มีความรู้เข้ามาช่วยราชการน้ีมีส่วนสาคัญในการกระตุ้นให้
รัฐบาลได้มีพัฒนาด้านการศึกษาให้มีความเจริญรุดหน้า เพ่ือผลิตคนเข้ามาใช้ในราชการแผ่นดิน
นอกจากตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับราษฎรดังกล่าวแล้วยังได้ตั้งหน่วยราชการท่ีมีหน้าที่ในการจัด
การศกึ ษาโดยตรงคอื “กรมศึกษาธิการ” เมอ่ื พ.ศ. 2430 และโปรดเกลา้ ฯให้สมเดจ็ กรมพระยาดารง
ราชานุภาพเปน็ เสนาบดกี รมคนแรก แบบเรยี นภาษาไทยสมัยปฏริ ปู การศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
คือ ระยะท่ี 1 พ.ศ. 2414 – 2430 ใช้แบบเรียนหลวงของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)

65
ระยะที่ 2 พ.ศ. 2431- 2453 มีแบบเรียน 5 เล่มคือ แบบเรียนเร็วของสมเด็จกรม พระยาดารง
ราชานภุ าพ, แบบสอนอา่ นของกรมศึกษาธกิ าร, มูลปกรณ์ของเจา้ หม่ืนศรีสรรกั ษ์, แบบเรียนใหม่ของ
เจ้าพระยาธรรมศกั ดม์ิ นตรแี ละแบบสอนอา่ นใหมข่ องเจ้าพระยาธรรมศกั ด์มิ นตรี นอกเหนอื จากนีย้ งั มี
หนังสอื เรียนเลม่ อ่นื ๆ ขนึ้ เพือ่ ใชใ้ นโรงเรยี น จึงนับได้ว่า ในสมยั ปฏิรปู การศึกษานเ้ี ปน็ ยคุ ทม่ี ีการศกึ ษา
อย่างเป็นระบบ มีหนังสือเรียนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เนื้อหาในหนังสือเรียนมี
ความหลากหลายในสรรพวิทยามากข้ึน

66

แบบฝกึ หดั บทที่ 5

ให้นกั ศึกษาเลอื กคาตอบที่ถกู ตอ้ งท่สี ุดเพยี งข้อเดียว
1. การเปล่ียนแปลงการศึกษาจากแบบจารีตมาส่รู ะบบโรงเรียน เปรยี บไดก้ บั คาตอบข้อใด

ก การปฏิวัติการศึกษา
ข. การปฏิรปู การศกึ ษา
ค. การเปลีย่ นแปลงการปกครอง
ง. การออกพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา
2. ขอ้ ใดไม่ใชป่ ัจจยั ท่กี อ่ ใหเ้ กดิ การจัดการศกึ ษาระบบโรงเรียน
ก. การไดร้ ับการศึกษาแบบใหม่ของรชั กาลท่ี 5
ข. การไดร้ บั แรงกระตุน้ จากชาวตะวนั ตก
ค. การได้รับแรงกระตุ้นจากราษฎรชาวไทย
ง. ความต้องการเจ้าหนา้ ที่มาบรหิ ารราชการ
3. บคุ คลในข้อใดเปน็ ครูของรชั กาลที่ 5 หลังขึน้ ครองราชยแ์ ล้ว
ก. แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์
ข. หมอจนั ดเล
ค. นายแปตเตอรส์ นั
ง. หมอบลดั เล
4. ข้อใดกล่าวไม่ถกู ตอ้ ง
ก. รัชกาลที่ 5 พระราชทานเงินเดอื นครูพอควรแก่ค่าใช้จา่ ย
ข. รัชกาลท่ี 5 พระราชทานเคร่อื งน่งุ ห่มแกน่ ักเรียน
ค. รัชกาลที่ 5 ทรงจดั ให้มีโรงเรียนสอนในพระบรมมหาราชวงั
ง. ครจู ะเคร่งครัดต่อกฎระเบยี บและตอ่ นกั เรยี น
5. ชาวตะวนั ตกคนใดที่พยายามเสนอความเหน็ ใหค้ นไทยปรับปรงุ การศึกษาเพ่ือให้คนไทย
ได้เรยี นรู้ศิลปศาสตร์ท่ีทนั สมัยของชาวตะวนั ตก
ก. แหมม่ แอนนา เลียวโนเวนส์
ข. หมอบลัดเล
ค. นายแปตเตอร์สัน
ง. หมอจนั ดเล
6. วิทยาการด้านใดทชี่ าวตะวันตกได้นาเข้ามาเผยแพรใ่ นสมยั รชั กาลท่ี 5 และมีส่วนชว่ ยให้
วชิ าการของไทยก้าวหนา้ ข้นึ ในระยะต่อมา
ก. การพมิ พ์
ข. การแพทย์
ค. การเดินเรือ
ง. การทหาร

67
7. บุคคลใดเปน็ เสนาบดีคนแรกของ “กรมศกึ ษาธิการ”

ก. พระยาศรสี ุนทรโวหาร
ข. กรมพระยาดารงราชานุภาพ
ค. ม.ร.ว. ปยี ์ มาลากุล
ง. เจา้ พระยาภาสกรวงศ์
8. ขอ้ ใดไม่ใชอ่ งค์ประกอบของ “โครงการศกึ ษา”
ก. อาคารเรียน
ข. เนอื้ หาวชิ าที่เรียน
ค. ระดับชั้น
ง. ระยะเวลาทเ่ี รียน
9. “การสอบไล่” หมายถึงขอ้ ใด
ก. สอบเข้ารับราชการได้
ข. การขาดจากการเปน็ ไพร่
ค. การได้หนงั สอื สกั คุม้
ง. การสอบเลอ่ื นชนั้ ได้
10 ข้อใดไม่ใช้เนอ้ื หาในแบบสอนอา่ นใหมข่ องเจ้าพระยาธรรมศักด์มิ นตรี
ก. หลกั ภาษาไทย
ข. ธรรมชาติศกึ ษา
ค. กีฬา
ง. หน้าท่ีพลเมอื ง

68

เอกสารอา้ งองิ

กฤษณา สนิ ไชย. (2520). ความเปน็ มาของแบบเรยี นไทย. กรงุ เทพมหานคร :กรมวชิ าการ.
ดารงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ. กรมพระยา.(2525).“ประวตั สิ งั เขปแหง่ การจดั

การศกึ ษา ปรตั ยบุ นั แหง่ ประเทศสยาม.”ในหนว่ ยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหดั ครู
เอกสาร การนเิ ทศการศึกษา ฉบบั สมโภชกรงุ รตั นโกสินทร์ 200 ปี. กรงุ เทพมหานคร :
ม.ป.ท.
ทองตอ่ กลว้ ยไม้ ณ อยุธยา.(2527). “การศกึ ษาไทยกอ่ นพทุ ธศกั ราช 2427”ในสานักงาน
คณะกรรมการประถมศกึ ษาแห่งชาต.ิ 100 ปี ประถมศึกษาเพ่อื ทวยราษฎร์
กรุงเทพมหานคร : ครุ สุ ภาลาดพร้าว.
เบญ็ จวรรณ สนุ ทรากูล.(2518). ววิ ฒั นาการของแบบเรยี นภาษาไทย. พมิ พค์ รง้ั ที่ 3.
กรงุ เทพมหานคร :มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง.
วุฒชิ ยั มลู ศิลป.์ (2516). การปฏริ ปู การศกึ ษาในรชั กาลท่ี 5. พระนคร : สมาคมสงั คมศาสตร์
แห่งประเทศไทย.
ศรีสทุ ร โวหาร (น้อย อาจารยางกรู ).พระยา.(2501). แบบสอนหนงั สอื ไทย มลู บทบรรพกจิ วาหนติ ์
นกิ รอกั ษรประโยคสงั โยคพธิ านไวพจนพ์ จิ ารณ์ พศิ าลการนั ต์. กรงุ เทพมหานคร :
ม.ป.ท.
. (2506). มลู บทบรรพกจิ วาหนติ นิ์ กิ ร อกั ษรประโยค สงั คโยคพิธาน ไวพจนพ์ จิ ารณ์
พศิ าลการนั ต.์ พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร.
เอกสารเรอ่ื งจดั การศกึ ษาในรชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั .(2511). พระนคร:
คณะกรรมการการจัดงานฉลองวันเถลงิ ราชสมบตั คิ รบ 100 ปใี นพระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั .

แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 6
หนงั สอื เรยี นและวรรณกรรมสมยั ก่อนเปลย่ี นแปลงการปกครองถึงปจั จบุ นั

(รชั กาลที่ 6-9)

แนวคิด

นับตง้ั แต่ประกาศใช้พระราชบญั ญตั ิประถมศกึ ษาในปี พ.ศ.2464 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มี
การประกาศใช้หลักสูตรมาหลายคร้ัง ในการเปล่ียนแปลงหลักสูตรแต่ละคร้ังมักกาหนดช้ันเรียน
แตกต่างกันไป และกาหนดหนังสือแบบเรียนที่ใช้ต่างกันด้วย การพัฒนาหนังสือแบบเรียนที่สาคัญ
เช่น แบบหัดอ่านหนังสือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ แบบเรียนเร็วของหลวงดรุณกิจวิทูร และ
นายฉันท์ ขาวิไล แบบสอนอา่ นมาตรฐานของนายยง อิงคเวทย์ แบบสอนอ่านภาษาไทยชุดสุดาคาวี
ของนายอภัย จันทวิมล เป็นต้น หนังสือแบบเรียนในยุคหลังๆ เน้นการสอนอ่านเป็นคามากกว่า
การประสมอักษร

วตั ถุประสงค์

1. เพ่ือให้มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการจัดการศึกษาในสมัยก่อนการเปล่ียนแปลง
การปกครองจนถึงปจั จบุ ันได้

2. เพอื่ ให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างหนังสือแบบเรียนภาษาไทยในสมัยก่อน
การเปลีย่ นแปลงการปกครองจนถงึ ปจั จุบันได้

3. เพื่อให้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเปล่ียนแปลงทางสังคมกับการจัด
การศกึ ษาได้

สาระการเรยี นรู้

1. การพัฒนาหลกั สูตรสมยั พระราชบญั ญตั ิประถมศกึ ษา
2. การพัฒนาหนงั สอื แบบเรียนภาษาไทยในสมัยพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศกึ ษา
3. วรรณกรรมสมยั กอ่ นเปลี่ยนแปลงการปกครองถึงสมัยปัจจบุ ัน
4. แบบเรียนสมยั ก่อนเปล่ียนแปลงการปกครองถงึ สมยั ปัจจุบัน
5. สยามไวยากรณ์ (หลกั ภาษาไทย) ของพระยาอปุ กิตศลิ ปสาร
6. แบบหัดอา่ นหนังสอื ไทยของพระวภิ าชน์วทิ ยาสิทธ์ิ
7. แบบสอนอ่านมาตรฐานของ นายยง อิงคเวทย์
8. แบบเรียนชดุ บนั ไดก้าวหนา้ ของนาย ก่ี กรี ตวิ ิทโยฬาร
9. แบบสอนอา่ นภาษาไทยชุดสุดากบั คาวีของนายอภยั จันทวมิ ล
10. หนังสือดรณุ ศึกษาของภราดา ฟ.ฮีแลร์
11. หนงั สือเรียนภาษาไทยช้นั ประถมศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ

70

กิจกรรมการเรยี นรู้

1. การบรรยาย
2. การอภิปราย

สอ่ื การสอน

1. เอกสารประกอบการสอน
2. โปรแกรม power point

การประเมินผล

การสงั เกตการณ์มสี ว่ นรว่ มในการอภิปรายและการทาแบบฝึกหดั

71

บทท่ี 6
แบบเรยี นและวรรณกรรมสมัยกอ่ นเปลย่ี นแปลงการปกครองถึงปจั จบุ นั

(รชั กาลท่ี 6-9)

สมัยกอ่ นเปล่ยี นแปลงการปกครอง หมายถงึ สมยั รัชกาลท่ี 6 และ 7 ส่วนหลงั เปลยี่ นแปลง
การปกครองนับจากรัชกาลที่ 7 มาถึงสมัยปัจจุบันคือ รัชกาลที่ 9 ในที่น้ีจะกล่าวเน้นโดยยึดหัวข้อ
วรรณกรรมและแบบเรียนเป็นหลักท้ังน้ีเพราะสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองถึงสมัยปัจจุบัน
มเี หตุการณ์ทีส่ ืบเนื่องกัน

การพฒั นาหลกั สตู รสมยั พระราชบัญญตั ปิ ระถมศึกษา

ในขณะท่ีได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา เมื่อปี พ.ศ.2464 ซึ่งตรงกับ
รัชสมยั ของรัชกาลท่ี 6 นน้ั ประเทศไทยไดใ้ ชห้ ลักสูตรการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2456 อยู่แล้ว หลักสูตร
นนั้ เรยี กว่า “หลักสูตรหลวง” ประกาศใชใ้ นสมัยกระทรวงธรรมการ โดยกาหนดให้ผู้เรียนประถมศึกษา
ต้องเรียนวิชาชีพควบคู่ไปกับวิชาสามัญ รวม 5 ปี (แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 3 ปี และ 2 ปี) ระดับ
มัธยมศึกษา 8 ปี (มัธยมต้น 3 ปี กลาง 3 ปี ปลาย 2 ปี) รวมเวลาท่ีผู้เรียนต้องเรียนต้ังแต่ระดับ
ประถมศึกษาจนถงึ มธั ยมศึกษาตอนปลาย 13 ปี

ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2475 เมอ่ื คณะราษฎร์ได้เปลย่ี นแปลงการปกครอง เห็นว่าการศึกษาของ
ไทยยังไมไ่ ดพ้ ัฒนาใหส้ อดคลอ้ งกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จงึ ประกาศใช้แผนการศึกษาปี พ.ศ.
2475 โดยยึดแนวหลกั สูตรหลวงเป็นหลกั กาหนดให้ประถมศกึ ษาเรียน 4 ปี มธั ยม 8 ปี และแบ่งเป็น
สายสามญั กับสายอาชพี อย่างชัดเจน (สายอาชีพชั้นต้น 4 ปี ช้ันสูง 4 ปี) รวมเวลาท่ีผู้เรียนต้องเรียน
ต้ังแต่ระดบั ประถมจนถงึ มธั ยมตอนปลาย 12 ปี

อนึง่ ในปี พ.ศ. 2479 ได้มีการปรบั ปรงุ แผนการศึกษาแหง่ ชาติฉบบั ปี 2475 ใหมโ่ ดยจัดระบบ
ช้ันเรียนเปน็ อนุบาล 3 ชั้น ประถมศึกษา 4 ช้ัน มัธยมต้น 3 ช้ัน มัธยมปลาย 3 ชั้นเตรียมอุดม 2 ช้ัน
รวมเวลาเรียน (ไม่รวมอนุบาล) 12 ปี ส่วนสายอาชีพก็ศึกษาต่อเวลาเรียนจากช้ันประถมศึกษา
โดยแบ่งเป็นอาชีวศึกษาชั้นต้น 3 ปี ช้ันกลาง 3 ปี ช้ันสูง 3 ปี รวมเวลาเรียนในสายอาชีวศึกษา
(ไม่รวมอนบุ าล) 13 ปี

ในปี พ.ศ. 2497 และ 2503 ได้มกี ารเปล่ยี นแปลงหนังสือแบบเรียนเป็นอย่างมาก เพราะ
นักการศกึ ษาไดน้ าการศกึ ษาแผนใหมท่ ่ีเนน้ การเรียนเป็นคาๆ มาใช้โดยเห็นว่าหนังสือแบบเรียนเดิม
ทเ่ี น้นการแจกตัวอักษรไม่ตรงกับทฤษฎีการเรียนรู้แผนใหม่ หลักสูตรการศึกษาของไทยที่ได้มีการ
เปลีย่ นแปลงคือ หลักสูตรฉบับปี 2521 ได้ปรับปรุงใหม่โดยกาหนดช้ันประถม 6 ปี มัธยมต้น 3 ปี
ปลาย 3 ปี รวมระยะเวลาเรียน 12 ปี หลักสูตร พ.ศ. 2521 เป็นหลกั สูตรท่ีใชม้ าจนถงึ ปี พ.ศ. 2551
กระทรวงศึกษาธิการจงึ ได้ประกาศใชห้ ลักสูตรใหม่เรยี กว่า “หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551” ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศที่มีการใช้จนถึงปัจจุบันและกาหนด
ชนั้ เช่นเดยี วกับหลกั สตู รการศกึ ษาปี พ.ศ. 2521

72

การพฒั นาหนงั สือแบบเรยี นภาษาไทยในสมยั พระราชบัญญตั ิประถมศกึ ษา

จากการท่ีได้มีการพัฒนาหลักสูตรในสมัยพระราชบัญญัติประถมศึกษา ก่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงการใช้หนังสือแบเรียนด้วย โดยในช่วงต้นยังคงใช้หนังสือแบบเรียนตามหลักสูตร
หลวงเม่อื ปี พ.ศ. 2456 และมีหนังสอื เรียนท่ใี ชค้ ือแบเรียนใหมแ่ ละแบบสอนอา่ นใหม่ ของเจ้าพระยา
ธรรมศักดิ์มนตรี ซ่ึงต้องใช้ควบคู่กัน ในช่วงปี พ.ศ. 2455-2475 กรมราชบัณฑิต ซึ่งมีหน้าท่ีสร้าง
รวบรวมและรักษาแบบอย่างสาหรับการศึกษาเล่าเรียนทั่วไป ได้กาหนดกฎเกณฑ์การอนุญาตใช้
หนงั สือแบบเรียนสาหรับสอนหนงั สอื ในโรงเรียน ดังนี้

1. เปน็ หนงั สอื แบบเรยี นทกี่ รมราชบัณฑติ กระทรวงธรรมการจัดพมิ พ์ขนึ้ โดยมีตราแผ่นดิน
พิมพ์ตดิ ไวท้ ีห่ นา้ ปก

2. เปน็ หนงั สือแบบเรียนที่กระทรวงธรรมการอนุญาตให้พิมพ์ใช้ในโรงเรียน หลังจากท่ี
ผเู้ ขยี นสง่ ต้นฉบบั ใหก้ ระทรวงธรรมการตรวจสอบแล้ว

3. เป็นหนังสือแบบเรียนท่ีได้รับอนุญาตจากกระทรวงธรรมการ หลังจากท่ีโรงเรียน
พิจารณาเห็นวา่ หนงั สือเลม่ นั้นแตง่ ดแี ละถูกตอ้ ง จึงสง่ ให้กระทรวงธรรมการพจิ ารณาอนญุ าตใช้

กฎเกณฑ์น้ีใช้มาจนถึง พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นปีท่ีมีการเปล่ียนแปลงการปกครองประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการไดย้ กเลกิ กฎเกณฑก์ ารควบคุมของกรมตารา (ภายหลังน้ี กรมราชบณั ฑิตไดม้ ีการ
เปลยี่ นชือ่ เป็นกรมตารา) ดังกล่าว เพ่ือส่งเสริมให้มีการแต่งตาราอย่างแพร่หลาย ดังน้ันในปี พ.ศ.
2475 เป็นตน้ มา จึงมีการแต่งหนังสือแบบเรียนกันอย่างกว้างขวาง และโรงเรียนก็มีโอกาสเลือกใช้
หนังสือเรียนได้มากข้ึนด้วย ต่อมาหลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 การพิมพ์ได้ซบเซาลงเนื่องจากภาวะ
ขาดแคลนกระดาษและขดั สนทางเศรษฐกจิ อยา่ งหนกั

วรรณกรรมสมัยกอ่ นเปลย่ี นแปลงการปกครองถงึ สมัยปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 6 ทรงเปน็ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั และสมเดจ็ พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถการที่ทรงสาเร็จการศึกษาจาก
ประเทศองั กฤษประกอบกับความเปน็ อจั ฉรยิ กวีพระองค์ไดท้ รงแปลบทละครทม่ี ชี ือ่ เสียงของวิลเลียม
เชคสเปียร์ กวีชาวอังกฤษไว้หลายเรื่อง เช่น เวนิสวานิช ตามใจท่าน ฯลฯ แล้วยังทรงแต่งบทละคร
ของไทย เช่น พระรว่ ง หวั ใจนกั รบ เหน็ แก่ลูก รับเสด็จ ฯลฯและบทละครแปลจากวรรณคดีสันสกฤต
ทเ่ี ปน็ ภาษาองั กฤษ เชน่ สกนุ ตลา สาวิตรี ฯลฯบทพระราชนพิ นธ์มีทั้งบันเทิงคดีและสารคดีหลากหลาย
รูปแบบ ท้ังที่เป็นรอ้ ยแก้ว เช่นปลุกใจเสือป่า เมืองไทยจงต่ืนเถิด ลัทธิเอาอย่าง เที่ยวเมืองพระร่วง
ฯลฯและรอ้ ยกรอง เช่น พระนลคาหลวง ธรรมาธรรมะสงคราม มงคลสูตรคาฉันท์ กาพย์เห่เรือ ฯลฯ
บางเร่ืองทรงใช้พระนามแฝงซึ่งมีอยู่หลายพระนาม เช่น อัศวพาหุ รามจิตติ ศรีอยุธยา นายแก้ว
นายขวัญ พระขรรคเ์ พชร พนั แหลม หนานแก้วเมืองบูรณ์ ฯลฯ ประชาชนชาวไทยจึงถวายพระสมัญญานาม
แดพ่ ระองคว์ ่า“สมเดจ็ พระมหาธีรราชเจ้า”

นอกจากรัชกาลที่ 6 แล้ว ยังมกี วีและนกั ปราชญ์ราชบัณฑิตอีกจานวนมากซ่ึงสร้างผลงาน
ตอ่ เนือ่ งมาจากสมยั ปฏิรปู การศึกษาเช่น

1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพทรงมีลายพระหัตถ์ถึงกันกับสมเด็จ
เจา้ ฟา้ กรมพระยานรศิ รานุวดั ติวงศร์ วมพิมพ์เปน็ “สาส์นสมเด็จ”

73
2. พระราชวรวงศ์เธอกรมหมน่ื พิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ทรงแตง่ ทงั้ ร้อยแก้วและร้อยกรอง
เช่น จดหมายจางวางหรา่ นิทานเวตาล กนกนคร พระนงคาฉนั ท์ สามกรุง ทรงประดษิ ฐฉ์ นั ทช์ อื่ สยาม
มณฉี นั ท์ 8 ในผลงาน“ชโยสยาม”ฯลฯ
3. พระยาอุปกติ ศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) แต่งตาราสยามไวยากรณ์ไขภาษา กลอน
ดอกสร้อยราพงึ ในปา่ ช้า สงครามภารตคากลอนฯลฯ
4. นายชติ บรุ ทัตแตง่ สามัคคเี ภทคาฉนั ท์ฯลฯ
ตอ่ มาสมยั รชั กาลที่ 7 และรชั กาลที่ 8 วรรณกรรมตะวันตกประเภทร้อยแก้วท้ังบันเทิงคดี
และสารคดีเข้ามามีอิทธิพลต่อผลงานของนักเขียนไทยมากข้ึน ตลอดจนมีการแปลหนังสือท่ีดีๆ
จานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในปัจจุบันแม้จะทรงมี
พระราชกรณยี กิจมากมาย กย็ งั ทรงแบ่งเวลาให้กับการแปลถึง 2 เร่ือง คือนายอินทร์- ผู้ปิดทองหลัง
พระ และเรื่อง ติโต แล้วยังมีพระราชนิพนธ์เรื่องพระมาหาชนก อันเป็นพระชาติท่ี 2 จากทศชาติ
ชาดก ซ่ึงขณะน้ีใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสาหรับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ช่วงนี้นักเขียนที่มี
ชอื่ เสยี งหลายท่านแตง่ เรื่องเด่นซ่งึ เปน็ ทร่ี ู้จกั กนั อยา่ งแพร่หลาย บางเรื่องก็นามาใช้เรียนเป็นหนังสือ
อา่ นนอกเวลาด้วยเช่น
1. ม.จ.อากาศดาเกิง รพพี ฒั น์ ทรงแตง่ ละครแห่งชาติ
2. พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ จลุ จักรพงศ์ ทรงแตง่ เกดิ วังปารุสก์ เฟรเดริคมหาราช
คัทรินมหาราชนิ ี ฯลฯ
3. พลตรี หลวงวิจติ วาทการ แตง่ หว้ งรกั เหวลึก กุหลาบเมาะลาเลงิ เลอื ดสุพรรณฯลฯ
4. ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดษิ ฐ์) แตง่ ข้างหลงั ภาพ ลกู ผูช้ ายฯลฯ
5. พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธ์ิ ปราโมช แต่ง ส่ีแผ่นดินไผ่แดง หลายชีวิต ห้วงมหรรณพ
มอญถกเขมร เพ่ือนนอน ฯลฯ บทความและตอบปัญหาประจาวนั ในหนังสอื พมิ พส์ ยามรัฐอกี มาก
ในยุคน้มี ีนักเขียนหญิงที่ผลิตผลงานคุณภาพมมี ากมาย บางทา่ นเสียชวี ิตแล้ว บางท่านยังมี
ชวี ิตอยู่และยงั เขียนเรอื่ งได้รบั รางวัล หลายครง้ั หลายเร่ืองนามาใชเ้ รียนเปน็ หนงั สอื อา่ นนอกเวลา เช่น
1. ดอกไม้สด (ม.ล.บุปผา “กุญชร” นิมมานเหมินท์) แต่ง ศัตรูของเจ้าหล่อน ความผิด
ครั้งแรก หนง่ึ ในรอ้ ย ผูด้ ี สามชาย อบุ ัติเหตุฯลฯ
2. ว. ณ ประมวญมารค (พระเจ้าวรวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต) ทรงแต่งท้ังนวนิยาย
และสารคดไี ว้หลายเรือ่ ง เชน่ ปรศิ นา รตั นาวดี นหี่ รอื ชีวติ นกิ กบั พมิ ตามเสด็จปากสี ถาน ฯลฯ
3. ก. สรุ างคนางค์ (กณั หา เคยี งศริ ิ) แต่ง หญิงคนชัว่ บ้านทรายทอง พจมาน สวา่ งวงศ์ ฯลฯ
4. บญุ เหลือ (ม.ล. บุญเหลือ “กุญชร” เทพยสุวรรณ) เขียนเรื่องและบทความวิชาการ
จานวนมาก เชน่ ทตุ ยิ วิเศษ ฉากหนึง่ ในชวี ิต แวน่ วรรณกรรม ภาษาไทยที่ถูกลืม ฯลฯ
5. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระปรีชาสามารถแต่งท้ัง
ร้อยแก้วและร้อยกรอง ท้ังบันเทิงคดี เช่น แก้วจอมชนในพระนามแฝงว่า “แว่นแก้ว” สารคดีและ
บทความตา่ ง ๆ จานวนมากโดยเฉพาะเรอ่ื งจากการเสด็จเยอื นดนิ แดนต่าง ๆ ทั่วโลก
แมว้ า่ ช่วงปัจจบุ นั น้ี วรรณกรรมรอ้ ยกรองจะไม่รุ่งเรืองนักเม่ือเทียบกับในสมัยรัชกาลท่ี 6
ก็ตาม แตก่ ารแต่ร้อยกรองยังคงนิยมอย่ดู งั จะเหน็ ไดจ้ ากการท่ีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานและทรงร่วมว่ากลอนสักวาสดและมีการจัดประกวดวรรณกรรม

74
รอ้ ยกรองหลายระดับหลายประเภทสาหรับในโรงเรียนจัดเปน็ กิจกรรพิเศษเพ่อื ส่งเสริมด้านร้อยกรอง
ด้วยการสนบั สนนุ นกั เรียนทงั้ ชมรมวรรณศิลปแ์ ละชมรมภาษาไทย

สาเหตุและเหตุการณ์ทส่ี าคญั ซึ่งเก่ยี วขอ้ งแลว้ สง่ ผลตอ่ ความเจรญิ ด้านวรรณกรรมนับตง้ั แต่
สมัยก่อนเปลีย่ นแปลงการปกครองถงึ สมัยปจั จบุ ันพอสรปุ ได้เชน่

1. การต้ังวรรณคดสี โมสร
2. ความเปลยี่ นแปลงของอุดมการณ์ทางการเมือง
3. ความแพร่หลายทางดา้ นการพมิ พห์ นงั สอื และวารสาร
4. การประกวดผลงานวรรณกรรม
5. ความนิยมในการอา่ นฯลฯ

แบบเรียนสมยั กอ่ นเปลย่ี นแปลงการปกครองถงึ สมัยปัจจบุ ัน

สมัยนี้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาพ.ศ. 2464 ทาให้การศึกษาเริ่ม
แพร่หลายออกไป จนกระท่ังถึงการใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2475 ได้ประกาศให้รัฐจัดการศึกษา
ภาคบังคบั ถึงชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 สาหรับด้านการใช้แบบเรียนบางเล่มยังใช้ต่อมาจากสมัยปฏิรูป
การศึกษา

แบบเรียนตา่ ง ๆท่ีนามาใชเ้ ปน็ ทัง้ แบบเรยี นหลักหรือแบบเรียนบังคับและแบบเรียนเสริม
หรอื แบบเรยี นเลือกในแตล่ ะช่วงมีดังนี้

1. ตาราสยามไวยากรณข์ องเดิมกรมศกึ ษาธิการเรยี บเรียงมีตาราอกั ขรวธิ แี ละวจีวภิ าคกบั
ตาราวากยสัมพันธ์ท่ีเจ้าหน้าท่ีกระทรวงธรรมการแต่ง ใน พ.ศ. 2461 พระยาไวยากรณ์นี้เป็น
แบบเรียนอยชู่ วั่ ระยะหน่ึงแตเ่ นอื่ งจากเปน็ แบบเรยี นท่ียากและมศี พั ทม์ าก ฉะน้ันในระยะตอ่ มาจงึ เป็น
หนังสอื สาหรบั ครูใช้ค้นคว้าเพื่อนาไปสอนเด็กมากกว่าเป็นแบบเรียนที่ใช้ในห้องเรียน (เบ็ญจวรรณ
สุนทรากลู . 2525 : 64) ปจั จบุ ันสถาบนั อดุ มศกึ ษาบางแห่งใช้เป็นแบบเรียนหลักภาษาช้ันสูงสาหรับ
นกั เรยี นศึกษาวิชาเอกภาษาไทย

2. แบบหัดอา่ นหนงั สือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธ์ิใช้เป็นแบบเรียนบังคับระดับประถม
ปที ่ี 1 ตั้งแตส่ มัยออกพระราชบัญญตั ปิ ระถมศกึ ษา พ.ศ. 2464 จนถงึ พ.ศ. 2480

3. แบบเรยี นเร็วใหมข่ องหลวงดรุณกิจวิฑูรและนายฉันท์ ขาวิไลใช้เป็นแบบเรียนบังคับ
ตงั้ แต่ พ.ศ. 2480 จนถงึ พ.ศ. 2498

4. แบบเรียนชดุ บนั ไดกา้ วหน้า (เรณู- ปญั ญา) ของนายกี่ กีรตวิ ิทโยฬาร ใช้เป็นแบบเรยี น
บังคบั อยเู่ พียงปเี ดียวคอื ในช่วง พ.ศ. 24985 ถึง พ.ศ. 2499 แลว้ กระทรวงศึกษาธกิ ารจงึ ประกาศให้ใช้
เปน็ แบบเรียนเลอื ก

5. แบบหัดอ่านหนังสือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธิ์ กระทรวงศึกษาธิการได้กลับมา
ประกาศให้ใชเ้ ปน็ แบบเรียนบงั คบั อกี ในชนั้ ประถมปีท่ี 1-2 เมือ่ พ.ศ. 2499 ถงึ พ.ศ. 2520 จงึ เลิกใช้

6. แบบเรียนเลือกท่ีใช้ระหว่างพ.ศ. 2499 ถึง พ.ศ. 2520 กระทรวงศึกษาธิการได้ให้
โอกาสแกโ่ รงเรยี นเลือกใช้หนังสอื แบบเรยี นอีกเล่มหนึง่ ควบคู่กบั แบบหัดอ่านหนังสอื ไทยโดยให้เลือก
จากแบบเรียนตอ่ ไปน้คี อื แบบเรียนเรว็ ใหม่ของหลวงดรณุ กจิ วิฑูรและนายฉนั ท์ ขาวิไล หรอื แบบเรยี น
ชุดบันไดก้าวหน้า (เรณู-ปัญญา) ของนายก่ี กีรติวิทโยฬาร หรือ ชุดแบบสอนอ่านมาตรฐานของ

75
นายยง อิงคเวทย์ หรอื แบบสอนอา่ นภาษาไทยชดุ สดุ ากบั คาวขี อง นายอภยั จันทวิมล นอกจากน้ียังมี
หนงั สอื ทนี่ า่ สนใจอกี ชดุ หนงึ่ ซึง่ ใช้มาต้งั แต่ พ.ศ. 2453 จนถึงปัจจบุ ันในโรงเรียนตา่ งๆ โดยเฉพาะอยา่ ง
ยง่ิ โรงเรยี นในเครอื ครสิ ตจักร คอื หนังสือชดุ ดรณุ ศึกษา

7. แบบเรยี นภาษาไทย เล่ม 1 ถึง 5 ของกระทรวงศึกษาธิการ สาหรับช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 3-7 ตามหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช 2503 โดยกระทรวงได้แต่งต้ังคณะกรรมการจัดทา
หนังสือเพอ่ื คัดเลือกเรื่องจากหนังสือต่าง ๆท้ังร้อยแก้วและร้อยกรองบางเร่ืองเรียบเรียงใหม่ให้ง่าย
และเหมาะสมกับวัยและระดับชน้ั ของเด็ก

8. หนังสือเรียนภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ สาหรับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1-6
ชนั้ ละ 2 เลม่ ตามหลกั สูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 หนังสือเรียนแต่ละเล่มแบ่งเน้ือหาเป็น
บทๆ บทละ 2 ตอน ตอนแรกเป็นเนื้อเรอื่ งตอนทา้ ยเปน็ แบบฝกึ นอกจากนีย้ งั มีแบบฝกึ หัดภาษาไทยใช้
ควบคู่กับหนงั สือเรยี นเพอื่ ใหน้ ักเรยี นได้ฝึกฝนทักษะเพ่ิมเตมิ จากจิ กรรมทา้ ยบทเรยี นมหี นงั สอื ส่งเสริม
การอา่ นทัว่ ไปและยงั มีหนงั สอื สง่ เสรมิ การอา่ นสาหรับทอ้ งถิ่นซ่งึ เนือ้ หาสาระสอดคล้องกับสภาพของ
ท้องถ่นิ อีกดว้ ย

9. หนังสือเรยี นภาษาไทยชุดพื้นฐานภาษาของกระทรวงศึกษาธิการ สาหรับชั้นประถม
ปีท่ี 1-6 ช้ันละ 2 เล่มตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
เป็นแบบเรยี นท่ีกาลงั ใช้อยู่ในโรงเรยี นประถมศึกษาท่วั ประเทศขณะน้ี

10. หนังสือเรียนภาษาไทยชุดทักษสัมพันธ์ เล่ม 1-3 ของกระทรวงศึกษาธิการ สาหรับ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ชน้ั ละ 1 เล่ม และหนังสอื เรยี นภาษาไทย หลกั ภาษา 3 เลม่ ชั้นละ 1 เล่มตาม
หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) เป็นแบบเรียน
ทก่ี าลังใชอ้ ยขู่ ณะนใ้ี นโรงเรยี นมัธยมศกึ ษาตอนตน้ ทวั่ ประเทศ

11. หนังสอื เรยี นภาษาไทยชุดวรรณสารวจิ กั ษณ์ เล่ม 1-4 ของกระทรวงศึกษาธิการ สาหรับ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-5 ชั้นละ 2 เล่ม ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533) กาลังใช้เปน็ แบบเรียนอย่ขู ณะนีโ้ ดยปรับปรุงจากแบบเรียนชุดวรรณวิจักษณ์
เลม่ 1-2 และแบบเรียนชุดทักษพัฒนา เล่ม 1-2

12. หนังสือเรียนภาษาไทยชุดวรรณลักษณวิจารณ์ เล่ม 1-2 ของกระทรวงศึกษาธิการ
สาหรับชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 จานวน 2 เล่ม ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2524
(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533) ใช้เป็นแบบเรียนปัจจุบัน ซึ่งปรับปรุงมาจากแบบเรียนชุดภาษาพิจารณ์
เล่ม 1-2

หนังสอื แบบเรียนต่าง ๆท่ีกล่าวมาแล้ว จะสรุปสาระสาคัญและยกตัวอย่างเพียงบางเล่ม
โดยสังเขปดังต่อไปน้ี

สยามไวยากรณ(์ หลักภาษาไทย)ของพระยาอปุ กิตศลิ ปสาร

ตาราสยามไวยากรณ์ ปัจจุบันใช้ช่ือว่า หลักภาษาไทย เน่ืองจากมีการเปล่ียนช่ือวิชา
ไวยากรณ์ไทยมาเป็นหลักภาษาจนถึงทุกวันนี้ เดิมกรมศึกษาธิการเรียบเรียงข้ึนมีอยู่ 2 เล่ม คือ
อักขรวิธีและวจีวิภาค ต่อมาเจ้าหน้าท่ีกระทรวงธรรมการแต่งตาราวากยสัมพันธ์เพิ่มอีกเล่มหนึ่ง
เมื่อคราวที่พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้รับเชิญให้แสดงปาฐกถาเกี่ยวกับหลัก

76
ภาษาไทยทีส่ ามัคยาจารยสโมสรจึงไดเ้ รยี บเรียงเนื้อหาจากของเดิมและแต่งบางเร่ืองเพิ่มเข้ามาใหม่
เน้ือหาแบ่งออกเป็น 4 เล่ม ได้แก่ อักขรวิธี วจีภาค วากยสัมพันธ์และฉันทลักษณ์แต่ละเล่มมีหัวข้อ
สาคญั พอสรุปไดด้ ังน้ี

อกั ขรวธิ ี จะกลา่ วถึง ลักษณะอักษร วิธปี ระสมอักษร และลักษณะการใช้อักษร
วจีภาค จะกล่าวถึง ลักษณะคาไทย คาบาลี คาสันสกฤตในภาษาไทย ชนิดของคาทั้ง
7 ชนิดและคาราชาศัพท์
วากยสัมพันธ์ จะกล่าวถึง วลี ชนิดและหน้าที่ของวลีประโยคชนิดต่างๆ เคร่ืองหมาย
วรรคตอนโบราณและปัจจุบันตลอดจนวธิ ีการใชถ้ อ้ ยคาสานวนโวหารในการเรียงความ
ฉนั ทลกั ษณ์ เน้อื หาเป็นการอธิบายบทประพนั ธ์บทร้อยแกว้ ขอ้ บังคับ คากลอน ข้อบังคับ
โคลงคากาพยป์ ระเภทต่างๆประเภทคาฉนั ท์แบบโบราณและคาเพลงต่างๆ

ภาพประกอบที่ 6.1 พระยาอุปกติ ศิลปสาร ภาพประกอบที่6.2แบบเรยี นสยามไวยากรณ์

แบบหดั อ่านหนงั สือไทยของพระวภิ าชน์วทิ ยาสิทธ์ิ

แบบหัดอ่านหนังสือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธ์ิ (สังข์ พุกกะเวส) แต่งข้ึนเพ่ือใช้เป็น
แบบเรียนสาหรับฝึกหัดการอ่านลักษณะเด่นของหนังสือเล่มนี้ที่ต่างจากแบบเรียนเล่มก่อนๆ คือ
มภี าพประกอบเน้ือหาและมีคาชแี้ จงวิธีสอนกับวิธีอ่านอย่างชัดเจนแบบหัดอ่านหนังสือไทยนี้ใช้เป็น
แบบเรยี นบงั คับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ต้งั แต่สมยั ออกพระราชบัญญตั ปิ ระถมศึกษา พ.ศ.2464

จนถึง พ.ศ. 2480 แล้วกระทรวงศึกษาธิการได้กลับมาประกาศให้ใช้อีกในปี พ.ศ. 2499
ถึง พ.ศ. 2520 จึงเลิกใช้แสดงว่าแบบหัดอ่านหนังสือไทยชุดนี้ เรียบเรียงได้ดีสามารถตอบสนอง
ความสัมฤทธิผลในการเรยี นรู้ของนักเรียนเร่ิมอา่ นหนงั สือได้ดีจึงไดใ้ ช้เป็นแบบเรียนระดับประถมศึกษา
อยูน่ านและใชอ้ ยถู่ งึ 2 สมัย

สาระสาคญั เนอ้ื หาแบ่งเป็น 2 เล่มคือ
1. เล่มต้นเร่ิมตั้งแต่หัดอ่านบทที่ 1 ถึงหัดอ่านบทที่ 28 เนื้อหาเป็นการประสม
พยัญชนะกับสระในมาตราแม่ ก กามกี ารผันวรรณยุกตแ์ ละเปรียบเทยี บเสยี งการผนั อกั ษรในไตรยางค์

77
การประสมคาจะใชค้ าทมี่ ีความหมายนามาแตง่ เป็นวลีและประโยคง่าย ๆ สั้นๆ ใช้คาซ้า ๆเพื่อให้เด็ก
ได้ฝึกคาทีพ่ บมาแลว้ บอ่ ย ๆ แต่งประโยคเปน็ เรื่องทว่ั ๆ ไปไมเ่ นน้ ความหมายในเชิงอบรมส่ังสอน เช่น
หัดอา่ นบทท่ี 4 ท่ีว่า “…ปู นา ขา กา เซ มารู…” ในหัดอ่านบทที่ 5 ใช้คาซ้าว่า “…ขา เก โซ เซ มา…”
เป็นต้น

2. เล่มปลาย เรม่ิ จากหัดอ่านบทที่ 29 ถงึ หดั อ่านบทท่ี 64 เป็นเร่อื งเก่ียวกบั การสะกดใน
มาตราตวั สะกดแมต่ ่าง ๆ สอนการอา่ นอกั ษรนา อักษรควบกลา้ และคายากตา่ งๆ สอนการอา่ นเป็นคา
เป็นวลี เป็นประโยค และนาคามาแต่งเป็นเร่ืองส้ัน ๆหรือเป็นนิทานแทรกคติธรรมและคาสอน
แบบเรียนเรว็ ใหม่ของหลวงดรุณกจิ วฑิ ูรและนายฉันท์ ขาวไิ ล

แบบเรยี นเรว็ ใหม่ของหลวงดรุณกจิ วิฑรู (ชด เมนะโพธิ) และนายฉันท์ ขาวิไล
ใชเ้ ป็นแบบเรยี นสาหรับนกั เรียนเร่ิมอ่านภาษาไทยในชน้ั ประถมปีท่ี 1 และ 2 ในชว่ งปพี .ศ.
2480 จนถึง พ.ศ. 2498 โดยใช้ต่อจากแบบหัดอ่านหนังสือไทยของพระวิภาชน์วิทยาสิทธ์ิ ตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2499 กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้โรงเรียนใชแ้ บบหัดอ่านหนังสือไทยเป็นแบบเรียนบังคับ
และใหใ้ ช้แบบเรยี นเร็วใหมเ่ ปน็ แบบเรียนเลือกมาจนถึง พ.ศ. 2520
สาระสาคญั เน้ือหาแบง่ ออกเปน็ 3ตอนไดแ้ ก่
1. ตอนต้นมี 16 บท เร่มิ จากบทที่ 1 ถึง บทที่ 16
2. ตอนกลางมี 8 บท ต้งั แต่บทที่ 17 ถงึ บทที่ 24
3. ตอนปลายมี 12บท จากบทท่ี 25 ถงึ บทท่ี 36
การเรียบเรยี งเหมอื นกบั แบบหดั อ่านหนังสอื ไทยของพระวิภาชนว์ ทิ ยาสิทธ์ิแต่หนังสือชุดน้ี
มีข้อดคี ือ มีเร่อื งตา่ งๆ ตอ่ ไปนี้มากกว่า ไดแ้ ก่ การประสมคาและผันวรรณยุกต์ ภาพประกอบเน้ือหา
การยกคาและประโยคที่มีความหมาย นอกจากน้ียังมีการสอนอ่านออกเสียงคายากอีกด้วย สาหรับ
การแต่งเรอ่ื งใช้คาทีใ่ ห้หัดอ่านนามาแต่งเป็นเร่ืองราวท่ีใกล้ตัวเด็กเรื่องความรู้ทั่วไป และนิทานส้ันๆ
มกี ารแทรกคตแิ ละคาสอนตอนทา้ ยบทมคี าประพนั ธ์งา่ ยๆสนั้ ๆดว้ ย
ตวั อย่าง เช่น กลอนท้ายบท

เราต้องต่นื ขึ้นล้างหน้าเวลาเชา้
ฟันผมเผา้ พึงชาระใหส้ ะอาด
เราจงทาหน้าท่ีดกี ระวีกระวาด
ไมต่ อ้ งคาดค้นั เตอื นเรื่องเรอื นชาน
แลว้ รบี ไปใหท้ นั โรงเรียนเข้า
เลิกแล้วเราบา่ ยหนา้ มงุ่ มาบา้ น
ช่วยพ่อแม่เก็บงาและทางาน
ยามวา่ งอา่ นคดั เขยี นเล่าเรียนเอย

78

แบบสอนอา่ นมาตรฐานของ นายยง อิงคเวทย์
แบบสอนอ่านมาตรฐานของนายยง อิงคเวทย์เรียบเรียงสาหรับใช้สอนหนังสือแก่เด็ก
เร่ิมเรยี นตามแนวใหม่ คือ การสอนเป็นคาแทนท่ีจะสอนให้สะกดตัวทีละตัวเหมือนในแบบเรียนเล่ม
ก่อน ๆจึงนับเปน็ แบบเรียนเล่มแรกในแนวใหมท่ นี่ าเสนอเนอ้ื หาตามหลกั จิตวิทยาซึ่งเน้นการสอนเป็น
ภาพรวมก่อนแล้วจึงคอ่ ยแยกแยะลงไปในรายละเอียดทหี ลงั คาที่นามาใชส้ อนเปน็ คางา่ ยๆ ซ่ึงเด็กใช้ใน
ชวี ิตประจาวนั เรียกว่า “คามาตรฐาน”
สาระสาคญั เนอื้ หาแบ่งเป็น 2 เลม่ คือ
1. แบบสอนอ่านมาตรฐาน เลม่ 1 มี 40 บท กับบททบทวน 9 บท
2. แบบสอนอา่ นมาตรฐาน เล่ม 2 มี 40 บท กับบททบทวน 8 บท
การแต่งประโยคเป็นประโยคส้ันๆ ง่ายๆ ใชค้ าเดมิ ซา้ กันบ่อยๆ แล้วค่อยๆเพิ่มคาใหม่เข้า
ไปในประโยค ใช้รปู ประโยคซา้ มกี ารเนน้ คาใหม่อยูบ่ รรทัดสุดทา้ ยขา้ งลา่ งของหน้า การแต่งเร่ืองมีทั้ง
เร่ืองสั้นนิทาน คาประพันธ์ง่าย ๆ แทรกข้อคิดและการอบรมสั่งสอนพร้อมท้ังมีภาพประกอบ
เนือ้ เร่ืองทีน่ า่ สนใจตวั อย่าง เช่นบททบทวนท่โี รงเรียนมตี น้ ไม้ มีหญา้
ฉนั ไปโรงเรยี น ฉันพบกับเพอื่ นของฉัน
ฉนั เรยี นหนงั สอื อยู่กับเพือ่ น ฉนั เล่นอยู่กบั เพือ่ น
ฉันรักเพือ่ นและโรงเรียน
เธอจะไปไหน เธอจะไปไหน
ฉันจะไปโรงเรยี น ฉันจะไปนา
ไปทาอะไร ไปทาอะไร
ไปเรียนหนังสอื ไปชว่ ยพ่อฉันทานา

แบบเรยี นชดุ บนั ไดกา้ วหนา้ ของนายก่ี กรี ตวิ ิทโยฬาร

แบบเรยี นชดุ บันไดกา้ วหนา้ (เรณู-ปัญญา) ของนายกี่ กรี ติวทิ โยฬารน้กี ระทรวงศกึ ษาธิการให้
ใชเ้ ปน็ แบบเรยี นบงั คับในปี พ.ศ. 2498-2499 ใช้ได้เพียงปีเดียวก็ยกเลิกเนื่องจากถูกวิจารณ์ว่า ไม่มี
การสอนสะกดคาทาให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออกเม่ือเรียนจบเล่มแล้วเพราะใช้การจาเป็นคาๆ
แต่กระทรวงศกึ ษาธิการกย็ ังให้ใช้เปน็ แบบเรยี นเลอื ก

สาระสาคญั เนอื้ หาแบ่งเป็น 4 เล่ม คือ
เล่ม 1 ตอนเรมิ่ อา่ นเร่อื งไปโรงเรียน
เล่ม 2 ตอนต้น เรือ่ งฝนตกแดดออก
เล่ม 3 ตอนกลาง เรือ่ งเท่ยี วรถไฟ (ต้นทาง)
เลม่ 4 ตอนกลาง เร่อื งเทยี่ วรถไฟ (ปลายทาง)
การแต่ง ใช้คาและประโยคง่ายๆ ซ้าๆการแต่งเร่ืองเป็นเรื่องสั้นๆ ใกล้ตัวเด็กใช้สอนเป็น
คาๆ โดยไมม่ กี ารสอนสะกด จึงมีการนาเสนอเนื้อหาเหมือนกับแบบสอนอ่านมาตรฐานของ นายยง
องิ คเวทยม์ ีภาพประกอบเนือ้ หาทีส่ วยงาม

79
ตวั อย่าง
การสอนอา่ นเปน็ คาๆ ใชป้ ระโยคส้นั ๆ มภี าพประกอบเป็นรปู เดก็ ผู้หญงิ และเดก็ ผูช้ าย เชน่

เดก็ หญงิ เรณู
เดก็ ชายปัญญา
ฉนั ชือ่ เรณู
เธอชือ่ ปัญญา…(จากไปโรงเรยี น)

ภาพประกอบที่ 6.3 แบบเรยี นชุดบนั ไดกา้ วหน้า ของ นายกี่ กรี ตวิ ิทโยฬาร

แบบสอนอา่ นภาษาไทยชุดสดุ ากบั คาวขี องนายอภยั จันทวิมล

แบบสอนอ่านภาษาไทยชุดสุดากับคาวีน้ี นายอภัยจันทวิมลได้เรียบเรียงขึ้นสาหรับใช้ใน
โครงการปรับปรงุ ส่งเสริมการศึกษาในจงั หวัดฉะเชิงเทราเม่ือพ.ศ.2494

จดุ ประสงค์ของการแต่ง คือเพอื่ เป็นหนงั สือสอนอ่านสาหรับเด็กเริ่มเรียนท่ีใช้วิธีการสอน
เปน็ คา ๆการนาเสนอเนื้อหาจึงเป็นแบบเดียวกับแบบสอนอ่านมาตรฐานของนายยง อิงคเวทย์และ
แบบเรียนชุดบันไดก้าวหน้า (เรณู-ปัญญา) ของนายกี่ กีรติวิทโยฬาร ได้แก่การใช้คาซ้าๆ ประโยค
ส้ันๆ มีภาพประกอบเน้ือเรื่องแต่ละหน้ามีข้อความส้ันๆเป็นเรื่องเก่ียวกับชีวิตเหตุการณ์ประจาวัน
ของเดก็

สาระสาคญั เน้อื หาแบ่งเปน็ 4เลม่ ดังน้ี
เล่ม 1 ชอ่ื มาดูอะไร
เล่ม 2 ช่ือ ไปเล่นด้วยกนั
เลม่ 3 ช่อื ออกไปข้างนอก
เลม่ 4 ช่อื ฉันออกจากบา้ น

80
ตวั อยา่ ง
1. การสอนอ่านเป็นคา ๆใช้วลีและประโยคง่าย ๆ สั้น ๆ มีภาพประกอบเน้ือเรื่องด้วย
เชน่

คาวี คาวี
ฉนั ข่ี มา้ ได้
ดู มา้ ของ ฉนั
2. การแตง่ เปน็ เรอ่ื งส้ันๆเช่นการเลน่ ชงิ ช้า
นิภา ข้ึนนัง่ บน ชิงช้า
เขา โล้ ชงิ ช้า ไป มา
เขา ชอบ โล้ ชงิ ช้า สูง ๆ

หนงั สอื ดรณุ ศกึ ษาของภราดา ฟ.ฮแี ลร์

หนังสือดรุณศึกษาเป็นตาราเรียนภาษาไทยที่ภราดา ฟ.ฮีแลร์นักบวชชาวฝร่ังเศสใน
คณะเซนตค์ าเบรยี ล แหง่ โรงเรยี นอสั สมั ชัญ บางรักแตง่ และเรียบเรยี งขึน้ ตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2453 หลังจาก
ทไี่ ด้พานักอยใู่ นประเทศไทยได้เพียง 9 ปี ฟ.ฮีแลร์สนใจภาษาไทยมากและศึกษาจนแตกฉานกระท่ัง
สามารถแตง่ ตาราเพื่อใหเ้ ด็กไทยใชเ้ รียนภาษาไทยได้เปน็ อย่างดีและรวดเร็วในสมัยก่อนหนังสือดรุณ
ศึกษาใช้ในวงแคบเฉพาะโรงเรียนของเครือคริสตจักรเท่านั้น ต่อมาปรากฏว่า เป็นที่นิยมกันอย่าง
แพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างย่ิงเล่มแรกสาหรับช้ันเตรียมประถม ยังใช้เรียนในโรงเรียนต่างๆจนถึง
ปัจจุบันมีจานวนครั้งท่ีพิมพ์เกินกว่า 40 ครั้งนับเป็นหนังสือท่ีได้รับความนิยมมาเป็นระยะเวลา
ยาวนานมาก

สาระสาคญั หนังสือดรุณศึกษาชุดนมี้ ี 5 เลม่ สาหรับใช้เรียนตงั้ แต่ชัน้ เตรียมประถมจนถงึ ช้ัน
ประถมปีที่ 4 ในท่ีน้ีจะกล่าวเฉพาะเล่มแรกของชั้นเตรียมประถมเท่าน้ัน ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ
ทาให้เดก็ เรยี นแล้วเข้าใจไดง้ า่ ย รวดเรว็ อา่ นไดถ้ ูกต้อง คล่องแคล่วเนื้อหาเรียงลาดับจากง่ายไปยาก
วลี ประโยค และเรอื่ งส้นั ทีน่ ักเรยี นฝกึ อ่านสอดแทรกคติธรรม คาสอนและสานวนสุภาษิต คาพังเพย
ไวด้ ้วย

การนาเสนอเน้ือหาทีส่ าคญั มดี งั นี้
1. เร่ิมสอนอกั ษรกลาง ประสมกับสระเสยี งยาวแลว้ ผนั วรรณยุกต์เอก และโทฝึกใหอ้ ่านท่ี
มคี วามหมายท้ังคาเดียว 2 คาวลีและประโยคง่ายๆ
2. สอนอกั ษรสงู ประสมกับสระเสยี งยาวแลว้ ผันวรรณยกุ ต์เอก และโท และฝกึ อา่ น
3. ประสมอกั ษรสูงและอกั ษรกลางกับสระเสยี งส้ันนาคามาแต่งเป็นเรอื่ งสั้นๆ
4. สอนอักษรต่า ประสมกับสระเสียงยาว ผันวรรณยุกต์เอก และโทจึงประสมกับ
สระเสียงสน้ั
5. เรยี งลาดับอกั ษรทั้งหมด สอนตัวเลขตวั การนั ต์ ไมย้ มก อักษรนา อักษรควบกลา้
6. ผนั วรรณยุกตต์ รีและจัตวา และประสม กบั สระเสียงสนั้

81

หนงั สอื เรยี นภาษาไทยช้นั ประถมศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ

หนังสอื เรยี นภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการสาหรับชั้นประถมปีที่ 1-6 ตามหลักสูตร
ประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 ชนั้ ละ 2 เล่ม คอื เลม่ 1 ใช้เรียนในภาคเรียนท่ี 1 และเล่ม 2 เรียนใน
ภาคเรียนท่ี 2 ส่วนหนังสือเรียนสาหรับชั้น ป. 5-6 ไม่กาหนดจานวนคา ท้ังน้ีเพราะรู้คาต่างๆ
มากพอจะอ่านคาอ่ืนๆ ต่อไปได้ การนาเสนอเน้ือหาหนังสือเรียนแต่ละเล่มแบ่งเนื้อหาเป็นบทๆ
บทละ 2 ตอน ตอนเป็นเนื้อเรื่องตอนท้ายเป็นแบบฝึก หนังสือเรียนช้ัน ป. 1-2 จะใช้คาง่ายๆ
มีเนื้อหาส้ัน ๆเรื่องใกล้ตัว แล้วจึงค่อย ๆ เพ่ิมคาศัพท์ท่ียากข้ึนมีเนื้อหายาวข้ึนและเป็นเร่ืองท่ี
กวา้ งและใกล้ตวั ของเดก็ ออกไปในชัน้ เรียนทสี่ ูงขน้ึ
นอกจากนยี้ งั มีสอ่ื ต่างๆอีกดังนี้

1. แบบฝกึ หดั ภาษาไทยใช้ควบคู่กับหนังสือเรียนทุกเล่ม รวม 12 เล่มเพ่ือให้นักเรียนได้
ฝกึ ฝนทักษะเพิม่ เตมิ จากกิจกรรมทา้ ยบทเรยี น

2. หนังสอื สง่ เสรมิ การอ่านทั่วไป เช่น หนังสือส่งเสริมการอ่านสาหรับช้ัน ป. 1-2 ได้แก่
ยา่ ของมานี เจ้าโต หนังสอื หดั อ่านภาษาไทย เลม่ 1

3. ชดุ สระพยญั ชนะหนังสือหัดอ่านภาษาไทย เล่ม 2
4. ชดุ สตั วต์ ่างๆ และหนงั สอื หดั อ่านภาษาไทย เลม่ 3
5. ชดุ ดอกไม้และผกั
หนังสือส่งเสริมการอ่านสาหรับท้องถิ่นซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับสภาพของท้องถ่ิน เช่น
หนังสอื ฝึกอา่ นเบื้องต้นสาหรับภาคเหนือ หนังสือฝึกอ่านเบ้ืองต้นสาหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หนังสือฝกึ อา่ นเบอ้ื งต้นสาหรับภาคใตห้ นังสอื สอนอ่านภาษาไทยสาหรับเด็กที่พูดภาษามลายูหนังสือ
สอนอ่านภาษาไทยสาหรับเด็กท่ีพูดภาษาเขมรและแบบสอนอ่านภาษาไทยสาหรับเด็กชาวเขา
เผา่ ตา่ งๆทเ่ี ป็นชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนอื

หนงั สือเรยี นภาษาไทยชดุ พ้นื ฐานภาษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ

หนังสือเรยี นภาษาไทยชุดพื้นฐานภาษาของกระทรวงศึกษาธิการตามหลักสูตรประถมศึกษา
พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) สาหรับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1-6 ช้ันละ 2 เล่ม รวม
12 เล่ม โดยหนังสือเล่ม 1 ของแต่ละช้ัน ใช้เรียนในภาคเรียนที่ 1 และเล่ม 2 เรียนในภาคเรียนที่
2แบบเรียนชดุ นกี้ าลงั ใชอ้ ย่ใู นโรงเรียนประถมศึกษาทัว่ ไปเทศขณะนี้

ลักษณะเนือ้ หา
1. หนงั สอื เรียนชัน้ ป. 1-2 เน้ือหาเปน็ เร่ืองท่วั ๆ ไป ท่ีใกล้ตัวเด็กรวมทั้งเหตุการณ์ต่างๆ
ซง่ึ เกีย่ วขอ้ งกบั ชีวิตประจาวัน
2. หนังสือเรียนชั้น ป. 3-6 เน้อื หาเปน็ เรอื่ งทวั่ ๆ ไป ทีก่ ว้างและไกลตัวเด็กออกไปรวมถึง
ร้อยกรองทีต่ ัดตอนมาจากวรรณกรรมสมยั ต่างๆ
การนาเสนอเน้ือหา
หนังสอื เรยี นชัน้ ป. 1-2 แตล่ ะบทจะมีเน้ือหาเพ่ิมมากขึ้น คาใหม่ในบทเรียนแบบฝึกอ่าน
มีคายากความรู้ทางภาษาอ่านร้อยกรองและอ่านเสริมบทเรียนต้ังแต่หนังสือเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 5 เล่ม 1 ถึงหนังสอื เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 เล่ม 2 รวม4 เลม่ มีบทอา่ นนอกเวลาด้วย

82
นอกจากน้ี หนงั สือเรยี นแตล่ ะเล่มยังมีคมู่ ือครูสาหรบั ใช้ประกอบ 12 เล่ม และแบบฝึกหัด
ภาษาไทยชุดพ้ืนฐานภาษา รวม 12 เล่มแล้วยังมีแบบฝึกความพร้อมภาษาไทยชุดพื้นฐานภาษา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 อกี 1 เลม่

บทสรุป

รชั สมยั ของรชั กาลท่ี 6 นั้น ประเทศไทยได้ใช้หลกั สตู รการศกึ ษาเม่ือปี พ.ศ.2456 อยู่แล้ว
หลกั สตู รน้ันเรยี กว่า “หลักสตู รหลวง” ประกาศใชใ้ นสมยั กระทรวงธรรมการ ในปี พ.ศ.2497 และ 2503
ไดม้ ีการเปลี่ยนแปลงหนังสอื แบบเรยี นเปน็ อย่างมาก เพราะนักการศึกษาได้นาการศึกษาแผนใหม่ที่
เน้นการเรียนเป็นคาๆ มาใช้โดยเห็นว่าหนังสือแบบเรียนเดิมที่เน้นการแจกตัวอักษร ซึ่งไม่ตรงกับ
ทฤษฎีการเรียนรู้แผนใหม่ ต่อมาหลกั สูตรการศึกษาของไทยมีการเปลี่ยนแปลงคือ หลักสูตรฉบับปี
2521 ได้ปรบั ปรงุ ระยะเวลาในการเรียนตลอดมา หลักสูตรฉบับปี พ.ศ. 2521 เป็นหลักสูตรท่ีใช้มา
จนถงึ ปี พ.ศ. 2551 กระทรวงศกึ ษาธิการจงึ ไดป้ ระกาศใชห้ ลักสูตรใหม่เรียกว่า “หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551” ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศที่มีการใช้จนถึง
ปจั จุบัน ในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งมีการเปลีย่ นแปลงการปกครอง กระทรวงศกึ ษาธิการได้ยกเลิกกฎเกณฑ์
การควบคุมของกรมตารา (ภายหลังนี้ กรมราชบัณฑิตได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นกรมตารา) ดังกล่าว
เพือ่ ส่งเสรมิ ให้มีการแตง่ ตาราอย่างแพรห่ ลาย ดังน้นั ในปี พ.ศ. 2475 เปน็ ตน้ มา จึงมกี ารแต่งหนังสือ
แบบเรยี นกนั อยา่ งกว้างขวาง และโรงเรียนก็มีโอกาสเลือกใช้หนังสือเรียนได้มากขึ้นด้วย ต่อมาหลัง
สงครามโลกคร้ังที่ 2 การพมิ พไ์ ด้ซบเซาลงเน่ืองจากภาวะขาดแคลนกระดาษและขัดสนทางเศรษฐกิจ
อย่างหนัก ในยุคการพัฒนาหลักสูตรสมัยพระราชบัญญัติประถมศึกษาจนถึงสมัยปัจจุบันนี้ มีการ
พัฒนาหนังสอื แบบเรยี นภาษาไทยขึน้ เป็นอยา่ งมาก หนังสือแบบเรียนภาษาไทยที่สาคัญๆ ที่เกิดขึ้น
เช่น สยามไวยากรณ์ (หลักภาษาไทย) ของพระยาอุปกิตศิลปะสาร แบบหัดอ่านหนังสือไทยของ
พระวภิ าชนว์ ทิ ยาสทิ ธิ์ แบบสอนอา่ นมาตรฐานของ นายยง องิ คเวทย์ แบบเรียนชุดบันไดก้าวหน้าของ
นาย ก่ี กีรติวิทโยฬาร แบบสอนอ่านภาษาไทยชุดสุดากับคาวีของนายอภัยจันทวิมล หนังสือ
ดรุณศึกษาของภราดา ฟ.ฮีแลร์ หนังสือเรียนภาษาไทยช้ันประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
และหนังสือเรียนภาษาไทยชุดพื้นฐานภาษาของกระทรวงศึกษาธิการตามหลักสูตรประถมศึกษา
พทุ ธศกั ราช 2521 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533)

83

แบบฝกึ หดั บทท่ี 6

ใหน้ ักศึกษาเลอื กคาตอบที่ถูกตอ้ งทสี่ ดุ เพียงขอ้ เดยี ว
1. ข้อใดแสดงให้เหน็ ความพร้อมของรัฐบาลท่ไี ด้ออกพระราชบัญญัติประถมศกึ ษา มากท่ีสุด

ก การเตรยี มครใู ห้มปี รมิ าณพอเพียง
ข. การได้รบั ความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ
ค. การขยายโรงเรียนไปทวั่ ทกุ ภมู ิภาค
ง. การคมนาคมขนสง่ ทัว่ ประเทศมคี วามสะดวก
2. สาระสาคญั ของพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศกึ ษาคอื ข้อใด
ก. กาหนดใหค้ นเข้ารับการศึกษา
ข. การแบ่งประเภทของสถานศึกษา
ค. การจดั หลกั สูตรการศกึ ษา
ง. การกาหนดเกณฑม์ าตรฐานการสอบไล่
3. การจดั การศึกษาแผนใหมม่ กี ารเนน้ การอ่านแบบใด
ก. การผันเสียง
ข. การอ่านเป็นคาๆ
ค. อา่ นเปน็ ประโยค
ง. การอา่ นจับใจความ
4. กรมราชบัณฑิตเทียบไดก้ ับหน่วยงานใดในปัจจบุ ัน
ก. ราชบัณฑติ ยสถาน
ข. กรมวิชาการ
ค. กรมสามัญศึกษา
ง. กรมอาชีวศกึ ษา
5. หนงั สอื แบบเรียนท่ีผเู้ ขยี นส่งใหก้ ระทรวงธรรมการพิจารณาตรวจสอบ และเมอ่ื ไดร้ บั อนญุ าต
ใหพ้ ิมพ์ได้แลว้ น้นั กระทรวงธรรมการจะปฏบิ ัติอย่างไร
ก. พิมพ์ตราแผน่ ดนิ ไวท้ ีห่ น้าปก
ข. พมิ พ์ตราครุฑไวท้ ีห่ น้าปก
ค. มลี ายมือชื่อของเสนาบดลี งไวท้ ่ีหนา้ ปก
ง. มีประกาศรับรองว่าเปน็ หนังสอื แตง่ ดไี ว้ทีป่ กหลัง
ข้อ 6 – 8 จงใช้ตัวเลือกต่อไปน้ี
ก. บันไดกา้ วหน้า
ข. แบบหดั อ่านหนังสือไทย
ค. แบบเรียนเรว็ ใหม่
ง. แบบสอนอา่ นมาตรฐาน

84
6. หนงั สอื แบบเรียนเล่มใดใชส้ อนในโรงเรียนเพยี ง 1 ปเี ทา่ นน้ั
7. หนังสือแบบเรยี นใดเป็นหนงั สือแบบเรยี นหลกั สาหรับเดก็ เร่มิ อา่ นภาษาไทย และใช้ตั้งแต่

สมัยออกพระราชบญั ญัติประถมศกึ ษา จนถึงปี พ.ศ.2520
8. หนงั สอื แบบเรยี นเลม่ ใดท่ีเรยี บเรยี งเนอ้ื หาตามลาดับความยากง่าย ในตอนท้ายจะเปน็

การทบทวนด้วยเร่ืองที่มีความยาว และจบลงดว้ ยคาประพนั ธ์เป็นกลอนง่ายๆ
ข้อ 9 - 10 จงใช้ตวั เลอื กตอ่ ไปนี้

ก. แบบหัดอ่านหนังสอื ไทย
ข. แบบเรยี นเร็วใหม่
ค. แบบสอนอา่ นมาตรฐาน
ง. แบบสอนอา่ นภาษาไทยชุดสดุ ากับคาวี
9. “มาดูอะไร ไปเล่นดว้ ยกัน ออกไปข้างนอก ฉนั ออกจากบา้ น” เป็นช่ือเรอื่ งทงั้ 4 เล่มของหนงั สอื
แบบเรยี นเลม่ ใด
10. “เธอจะไปไหน เธอจะไปไหน ฉนั จะไปโรงเรียนฉันจะไปนา”เป็นแบบสอนอา่ นในหนงั สือ
แบบเรยี นใด

85

เอกสารอา้ งองิ

กฤษณา สนิ ไชย. (2520). ความเปน็ มาของแบบเรยี นไทย. กรุงเทพมหานคร :กรมวชิ าการ.
ขจร สุขพานิช. “เอกสารในรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณ์.” สงั คมศาสตรป์ รทิ ศั นฉ์ บบั พเิ ศษ. 3

มิถุนายน 2509, หนา้ 113.
ฉนั ทชิ ย์ กระแสสินธ.ุ์ (2504). พระคมั ภรี จ์ นิ ดามณี ของ พระโหราธบิ ดี. พระนคร :อกั ษรประเสริฐ.

พิมพเ์ ป็นทร่ี ะลกึ ในงานพระราชทานเพลิงศพพระภทั รมณ(ี อนิ๋ สัตยาภรณ์).
ดารงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจา้ บรมวงศ์เธอ. กรมพระยา.(2525).“ประวตั สิ งั เขปแหง่ การจดั

การศกึ ษา ปรตั ยบุ นั แหง่ ประเทศสยาม.”ในหน่วยศึกษานเิ ทศก์ กรมการฝึกหดั ครู
เอกสาร การนเิ ทศการศกึ ษา ฉบับสมโภชกรงุ รตั นโกสินทร์ 200 ป.ี กรงุ เทพมหานคร :
ม.ป.ท.
ทองตอ่ กลว้ ยไม้ ณ อยธุ ยา.(2527). “การศกึ ษาไทยกอ่ นพทุ ธศกั ราช 2427”ในสานักงาน
คณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ. 100 ปี ประถมศึกษาเพือ่ ทวยราษฎร์
กรงุ เทพมหานคร : คุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
เบญ็ จวรรณ สนุ ทรากูล.(2518). ววิ ฒั นาการของแบบเรยี นภาษาไทย. พมิ พ์ครัง้ ที่ 3.
กรุงเทพมหานคร :มหาวิทยาลยั รามคาแหง.
วุฒิชยั มูลศลิ ป.์ (2516). การปฏริ ปู การศกึ ษาในรชั กาลท่ี 5. พระนคร : สมาคมสงั คมศาสตร์
แหง่ ประเทศไทย.

แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 7
การจัดการศกึ ษาและหนังสอื เรยี นภาษาไทยในอดีตและปจั จบุ นั

แนวคดิ

การจัดการศึกษาของไทยแบ่งได้ตามยุคสมัย ได้แก่ สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี
และสมยั รตั นโกสินทร์ ซ่ึงสมัยรตั นโกสินทร์นี้ยงั แบง่ ออกเป็นยคุ ปฏริ ูปการศึกษา ก่อนการเปล่ียนแปลง
การปกครอง และยุคหลงั ปฏริ ูปการศึกษา ตงั้ แต่อดีตจนถึงยคุ ก่อนการปฏิรูปการศกึ ษา ประเทศไทย
มีการจัดการศกึ ษาแบบจารีต สถานทเ่ี รยี นท่บี ้าน วัด สานักครู และราชสานัก ผู้สอนคือบิดามารดา
พระภิกษุ นกั ปราชญ์ บัณฑติ ต่างๆ สอนให้อ่านออกเขียนได้ ในยคุ หลงั การปฏริ ูปการศกึ ษา ประเทศ
ไทยจึงได้มีระบบโรงเรียน มีหนังสือแบบเรียนใช้ในโรงเรียนและได้มีการพัฒนา ปรับปรุง และ
เปลี่ยนแปลงหนงั สือแบบเรยี นมาโดยตลอด

วัตถุประสงค์

1. เพอ่ื ใหม้ คี วามร้คู วามเข้าใจเก่ียวกบั ววิ ฒั นาการจดั การศกึ ษาในอดตี และปัจจบุ นั
2. เพื่อให้มคี วามรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกับววิ ฒั นาการการเรยี บเรยี งหนงั สอื แบบเรียนภาษาไทย

สาระการเรยี นรู้

1. วิวฒั นาการการจดั การศึกษาของไทย
2. ววิ ฒั นาการหนงั สอื เรยี นภาษาไทย
3. วิวฒั นาการเรียบเรียงหนังสอื เรียนภาษาไทย
4. ววิ ัฒนาการหนังสือเรียนภาษาไทยระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ และตอนปลาย

กจิ กรรมการเรยี นรู้

1. การอภิปราย
2. การบรรยาย
3. กิจกรรมกลุ่ม
4. การนาเสนอผลงาน

88

สือ่ การสอน

1. เอกสารประกอบการสอน
2. โปรแกรม power point

การประเมนิ ผล

การสงั เกตพฤตกิ รรมการทากิจกรรมกลุ่ม การนาเสนอผลงาน และการทาแบบฝกึ หดั

89

บทท่ี 7

การจัดการศกึ ษาและหนังสอื เรยี นภาษาไทยในอดตี และปจั จบุ นั

ววิ ัฒนาการการจดั การศกึ ษาของไทย

องค์ประกอบของการจัดการศึกษามีหลายด้าน ท่ีสาคัญ ได้แก่ หลักสูตรหนังสือเรียน
สถานศกึ ษา กิจกรรมการเรียนการสอนและการวดั และประเมินผล การศึกษาในสมัยโบราณของไทย
มีวดั กบั พระเปน็ องคป์ ระกอบหลักในการจดั การศึกษา หนังสือเรียนที่เป็น “แบบเรียน” เล่มแรกคือ
จนิ ดามณี ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช แต่งเม่ือปีพ.ศ. 2223 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยหมวดอักษร
ศาสตร์ การจาแนกอกั ษร การผันอกั ษร การแตง่ โคลง ฉนั ท์กาพย์ กลอน ตอ่ มาการจัดการศึกษาและ
การสรา้ งหนังสอื แบบเรยี นภาษาไทยมวี ิวฒั นาการ พอสรปุ ได้ ดงั นี้

1. การจัดการศึกษาสมัยกรุงสโุ ขทยั (พ.ศ.1781-1921)
ในสมัยกรุงสุโขทัยสานักเรียนหรือโรงเรียนมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ วัดซึ่งเป็นศูนย์กลาง

ประชาคมสาหรบั ราษฎรทัว่ ไป และสานกั ราชบณั ฑิตซึ่งสอนเฉพาะเจ้านายและบุตรหลานข้าราชการ
วิชาที่เรยี นในสมยั นน้ั มีภาษาไทย ภาษาบาลีและวชิ าสามัญช้ันต้น ดังคาในศิลาจารึกกล่าวถึงครูไว้ว่า
“มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรหลวกกว่าปู่ครูใน เมืองนี้…ฝูงปู่ครูมหาเถรข้ึนน่ังเหนือ
ขดารหนิ สวดธรรมแห่งอุบาสก…พ่อขุนรามคาแหงนั้น หาเป็นท้าวพระยาแก่ไทยทั้งหลายหาเป็นครู
สั่งสอนไทยทัง้ หลายให้รู้บญุ รธู้ รรมแท้”

2. การจดั การศกึ ษาสมยั กรุงศรอี ยธุ ยา (พ.ศ. 1893-2310)
โรงเรยี นสมัยกรุงศรีอยธุ ยานน้ั หมายถึงวัดท่อี บรมการเรียนเขียนอ่านหนังสือไทยและ

บาลีเพอ่ื เตรยี มอุปสมบทและมกี ารเรียนในครอบครัวคือ การทาครัว ทาขนม จีบพลู เย็บปักถักร้อย
เป็นต้น ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การศึกษาเจริญข้ึนมากมีการสอนภาษาไทย บาลี
สันสกฤต ฝรัง่ เศส เขมร เปน็ ตน้ วชิ าภาษาไทยเร่มิ มมี าตรฐานโดยมีแบบเรียนภาษาไทยและมีพระทา
หน้าที่เป็นครูนอกจากน้ยี งั มสี านกั ราชบณั ฑติ และมโี รงเรยี นมชิ ชันนารีเพ่อื สอนศาสนาคริสตด์ ว้ ย

3. การจัดการศึกษาในสมัยกรงุ ธนบุรี (พ.ศ. 2310–2325)
การจัดการศึกษาที่มีทั้งในวัด ในวัง ในสานักราชบัณฑิตและในบ้านส่วนโรงเรียน

สอนศาสนายงั คงมีอย่เู ชน่ เดียวกับในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา
4. การจัดการศึกษาในสมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์(พ.ศ. 2325–2464)
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นการจัดการศึกษามีลักษณะเช่นเดียวกับการจัด

การศึกษาแผนโบราณ ในรัชกาลที่ 1 มกี ารเรยี นปริยัติธรรมและวิชาหนังสือ ในรัชกาลที่ 2 มีโรงทาน
ของหลวงสาหรับสอนหนังสือและมีพระธรรมเทศนา ในรัชกาลท่ี 3 พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า
เจา้ อยู่หัวได้ทรงรวบรวมวิชาชีพช้นั สูงท่เี รียกว่าวชิ าพิเศษศึกษาได้แก่ วิชาโหราศาสตร์ แพทยศาสตร์
ฯลฯแลว้ จารึกไว้ท่วี ดั พระเชตุพนฯรวมท้ังหมวดอักษรศาสตร์และวิชาช่างฝีมืออีกด้วยในสมัยรัชกาล
ท่ี5เจ้านายเริ่มศกึ ษาภาษาองั กฤษมากขน้ึ

ในสมยั รัชการท่ี 5 ทรงปฏิรปู การศึกษาแผนโบราณให้เป็นการศกึ ษาทม่ี ีระบบระเบียบตาม
แบบการเรียนการสอนในโรงเรียนมีฆราวาสเป็นครู มีการกาหนดเวลาการเรียนการสอนและ

90
การวัดผลการศึกษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเรื่องโรงเรียนไว้ว่า
“การรู้หนังสือน้ีก็เป็นคุณสาคัญข้อใหญ่ เป็นเหตุจะให้ได้รู้วิชาแลขนบธรรมเนียมต่างๆ จึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดโรงสอนขึ้นไว้ในพระบรมมหาราชวังแล้วจัดคนในกรมพระอาลักษณ์
ตงั้ ให้เป็นขุนนางพนกั งานสาหรบั เปน็ ครูสอนหนังสือไทยสอนคิดเลข แลขนบธรรมเนียมราชการ…”
รูปแบบของโรงเรียนมีรูปแบบเช่นเดียวกับโรงเรียนในปัจจุบันโรงเรียนหลวงแห่งแรกคือโรงเรียน
พระตาหนักสวนกุหลาบ ตั้งข้ึนเมื่อปี พ.ศ. 2414 สาหรับรับลูกหลานข้าราชการ และตั้งโรงเรียน
วัดมหรรณพารามสาหรบั ราษฎรมีหมายประกาศชักชวนใหร้ าษฎรนิยมการเรียนหนังสือ เม่ือ พ.ศ.2428
การวัดผลการศึกษานั้น เรม่ิ ปรากฏหลักฐานเมอื่ ปี พ.ศ. 2427 เรียกว่า “ไลห่ นงั สอื ไทย” เพือ่ กาหนดการ
รบั ราชการซ่ึงเป็นผลให้เริ่มมีการเรียนเป็นระบบช้ันข้ึน โดยจัดเป็น 2 ช้ันตามวิธีสอบปริยัติธรรมคือ

ประโยค 1 และประโยค 2
ปี พ.ศ. 2430 ประกาศต้ังกรมศกึ ษาธิการ มโี ครงการศกึ ษาสาหรับชาติข้ึนในปี พ.ศ. 2441
ซึง่ ในระยะหลังใช้ชื่อว่าแผนการศึกษาชาติส่วนพระราชบัญญัติประถมศึกษาเกิดข้ึนเป็นครั้งแรกใน
พ.ศ. 2464 การกาหนดแผนการศึกษาชาติปี พ.ศ. 2475 ได้แบ่งการศึกษาเป็นระดับประถมศึกษา
มธั ยมศกึ ษาและอุดมศึกษา
แผนการศึกษาชาติ ปีพ.ศ. 2475 และพ.ศ. 2479 แบ่งการเรียนออกเป็นประถมศึกษา
มัธยมศกึ ษา เตรียมอดุ ม และอุดมศึกษาในระดับประถมศกึ ษากาหนดเวลาเรียน 4 ปี มัธยมศึกษามี 3
สายคือ มัธยมสามัญศึกษาปีท่ี 1 – 3 มัธยมสามัญศึกษาปที ี่ 4 – 6 และมัธยมอาชีวศึกษาตอนต้นและ
ตอนปลายซึ่งแต่ละตอนมีเวลาเรียนไม่เกิน 3 ปีนอกจากนี้ยังจัดการศึกษาในระดับเตรียมอุดมและ
อาชีวศึกษาชั้นสูงซึ่งสอนวิชาพ้ืนฐานความรู้สาหรับไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาหรือ อาชีวช้ันสูง
กาหนดเวลาเรียน 2 ปี และระดับอุดมศึกษาศกึ ษาวิชาการช้ันสูงในมหาวิทยาลยั
ในแผนการศกึ ษาแห่งชาติ ปพี .ศ. 2503 มีจดุ มุง่ หมายให้พลเมืองทกุ คนได้รับการศึกษาตาม
สมควรแก่อัตภาพสนองความตอ้ งการของสงั คมและบุคคลโดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และการปกครองของประเทศดังนัน้ จึงจัดการศึกษาระดับประโยคประถมศึกษาตอนต้น 4 ชั้นระดับ
ประโยคประถมศึกษาตอนปลาย 3 ชั้น รวมเป็น 7 ชั้นสาหรับระดับมัธยมศึกษาแบ่งเป็นประโยค
มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ 3 ช้ันและประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ชั้น ถึง 3 ช้ัน เรียกว่าจัดการศึกษา
เปน็ แบบ 4:3:3:2 (3)
แผนการศึกษาแหง่ ชาติ ปีพ.ศ. 2520 มีระบบการศึกษาแตกต่างจากเดิมคือจัดการศึกษา
ต่อเนื่องทั้งในระบบโรงเรยี นและนอกระบบโรงเรียนแบง่ การศกึ ษาออกเปน็ 4 ระดบั ดงั นี้
1. ระดบั ก่อนประถมศกึ ษา
2. ระดับประถมศกึ ษาใหเ้ รียน6ปี
3. ระดับมธั ยมศึกษา (ม.) ใหเ้ รยี น 6 ปี แบ่งเป็นตอนตน้ 3 ปตี อนปลาย 3 ปี
4. ระดับอุดมศึกษา
อาจกล่าวได้ว่าแผนการศึกษาฉบับน้ีจัดเป็นแบบ 6:3:3 โดยแบ่งเป็นประถมศึกษา 6 ปี
มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) 3 ปี และมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) 3 ปี

91

วิวัฒนาการหนงั สอื เรยี นภาษาไทย

ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีหนังสือเรียนท้ังที่นาแบบเรียนและตาราเก่ามาดัดแปลงใหม่ เช่น
จนิ ดามณีฉบบั กรมหลวงวงศาธิราชสนทิ ประถมมาลา ฯลฯ และหนังสือที่แต่งขึ้นใหม่ เช่น อักษรนิติ
ของพระอมราภริ ักขติ (เกิด อมโร) เปน็ ต้น หนงั สือเรยี นท่ีสาคญั คอื หนงั สือเรียนชุดโบราณศึกษาและ
แบบเรียนหลวง

หนงั สอื เรยี นชดุ โบราณศึกษามี 5 เล่ม คอื
1. ประถม ก.กา ไม่ปรากฏชอ่ื ผูแ้ ต่ง เนื้อเรือ่ งทีว่ ่าด้วยลกั ษณะวธิ กี ารเลา่ เรยี นหนังสอื และ
คาสอนมีอย่หู ลายเล่มฉบบั ทีแ่ พรห่ ลาย คือ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ
2. สบุ ินทกุมารหรอื สุบนิ คากาพย์เปน็ หนงั สอื สวดท่ไี ม่ปรากฏชื่อผูแ้ ต่ง เนือ้ เรอื่ งเปน็ นิทาน
สอนใหเ้ ลื่อมใสในพระพทุ ธศาสนา สอนเร่ืองความประพฤตแิ ละการบวชเรียน
3. ปฐมมาลาหรือประถมมาลาพระเทพโมลี (ผึ้ง หรือ พ่ึง) แต่งในสมัยรัชกาลท่ี 3
เนื้อเร่ืองเปน็ กาพย์ สอนวิธีอา่ น ตง้ั แต่แม่ ก กา ถึงแม่เกยและอธิบายวธิ อี า่ นภาษาขอม
4. ประถมจินดา เลม่ 1 ฉบบั พระโหราธิบดี
5. ประถมจินดา เล่ม 2 ฉบับพระบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิททรงนิพนธ์ไว้ใน
สมยั รชั กาลที่ 3
นอกจากน้ียังมีหนังสือเรียนประเภทอื่นๆ อีก ได้แก่ หนังสืออ่านประกอบ เช่น เสือโค
จันทโครบ อนิรุทธ สมุทโฆษ เพชรมงกุฎ สังข์ทอง กากี สวัสดิรักษา ฯลฯ จัดว่าเป็นหนังสือเรียน
สามญั ส่วนตาราโหร ตาราเลข ตาราวิชาช่างทอง ฯลฯ จัดว่าเป็นตาราพิเศษศึกษาหรือวิชาชีพและ
ยังมีตาราหนังสือขอม อ่านพระคัมภรี ์ด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการสอบไล่หนังสือไทย 2 ช้ัน คือ ประโยค 1 ใช้หนังสือมูลบท
บรรพกิจจนถึงพิศาลการันต์ ซึ่งเป็นหนังสือแบบเรียนหลวง และประโยค 2 ใช้การคัดลายมือ การ
เขียนตามคาบอก การทานหนังสือ การแต่งจดหมาย การแต่งแก้กระทู้ การย่อความ เลขและบัญชี
แบบเรยี นหลวง 6 เล่ม ซึ่งใชใ้ นสมัยรัชกาลที่ 5 น้ันแต่งโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
ไดแ้ ก่
1. มูลบทบรรพกิจ ว่าด้วยเน้ือหาของภาษาไทยและมาตรการ ช่ัง ตวง วัด การนับ วัน
เดอื น ปี เคร่ืองหมายวรรคตอน การผันอกั ษร
2. วาหนิติน์ ิกร วา่ ดว้ ยการใช้อักษรนา การแจกลกู อกั ษรนา
3. อกั ษรประโยค ว่าดว้ ยการใชอ้ กั ษรควบ การใชบ้ ุพบท กบั , แก่, แต,่ ตอ่
4. สงั โยคพิธาน ว่าด้วยเรื่องตวั สะกดในแมก่ น กก กด กบมีตัวอยา่ งเป็นโคลงสี่สภุ าพ
5. ไวพจนพ์ ิจารณ์ วา่ ดว้ ยเร่อื งคาพ้อง เช่น อับจน ผจญ จลาจล ฯลฯ
6. พศิ าลการนั ต์ เปน็ แบบเรยี นว่าดว้ ยพจนานุกรม วธิ ใี ชก้ ารนั ต์
นอกจากนยี้ งั มหี นงั สืออ่านประกอบแบบเรยี นหลวงอกี หลายเล่ม คอื
1. ไวพจน์ประพันธ์ เน้ือหาอธบิ ายคาพอ้ งในไวพจน์พจิ ารณ์ โดยแตง่ เป็นกาพย์ กลอนและ
โคลง
2. ปกรี ณาพจนารถ เนอื้ หาเทียบสอนคาท่ใี ช้ต่าง ๆ กนั โดยอธบิ ายเปน็ กลอนสุภาพ เร่ือง
คาพอ้ งเสยี ง เชน่ “ถา้ ท่า หน้า นา่ ” ฯลฯ


Click to View FlipBook Version