The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรายงาน ระบบแสงสว่าง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 019wichit, 2021-05-12 11:45:10

เล่มรายงาน ระบบแสงสว่าง

เล่มรายงาน ระบบแสงสว่าง

Keywords: เล่มรายงาน ระบบแสงสว่าง

รายงาน

การเพิ่มประสิทธภิ าพการซอ่ มบารุงและการอนุรกั ษพ์ ลังงานในอตุ สาหกรรม

เสนอ

ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.กณุ ฑล ทองศรี

จดั ทาโดย IET18/1

นายอาณาจกั ร ยอดบญุ หวั หนา้ กลุ่ม รหสั นักศึกษา 630407302686

นายวิสยั ทัศน์ ออกชอ่ สมาชกิ กลมุ่ รหัสนักศึกษา 630407302714

นายวิชิต แดงบุญเรอื ง สมาชิกกลมุ่ รหัสนักศกึ ษา 630407302733

นายสาธติ พระสีดา สมาชกิ กลมุ่ รหสั นักศกึ ษา 630407302735

นายบญุ ทัน ธรรมศลิ า สมาชิกกลมุ่ รหัสนักศกึ ษา 630407302774

นายสเุ ทพ เหมน่ ครบุรี สมาชกิ กลุ่ม รหสั นักศึกษา 630407304022

นายนฤเศรษฐ์ อินทร์พนั งาม สมาชิกกลุ่ม รหัสนกั ศึกษา 630407304023

นายวาสติ สิทธจิ ู สมาชกิ กลุ่ม รหัสนกั ศึกษา 630407304124

นายเสฎฐศักดิ์ สงวนทรพั ย์ สมาชกิ กลมุ่ รหัสนักศกึ ษา 630407304134

นายคณาวธุ โคตรชาดา สมาชกิ กลมุ่ รหสั นักศกึ ษา 630407302734

รายงานน้เี ป็นสว่ นหนงึ่ ของวชิ า IET.350 เทคโนโลยกี ารซอ่ มบารงุ และอนุรักษพ์ ลงั งานในอตุ สาหกรรม
สาขาวิชาเทคโนโลยวี ิศวกรรมอุตสาหการ

คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษมบัณฑิต
ปกี ารศกึ ษา พ.ศ.2564

ไฟล์ Word ไฟล์ PDF E-REPORT

คานา

รายงานฉบับน้ีจัดทาข้ึนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา IET.350 เทคโนโลยีการซ่อมบารุงและอนุรักษ์
พลังงานในอุตสาหกรรมเพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ใน เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์พลังงานใน
อุตสาหกรรมและการจัดการพลังงานระบบแสงสว่าง สาหรับโรงงานควบคุมหรืออาคาร ควบคุมและได้ศึกษา
อย่างเข้าใจเพ่ือเป็นประโยชน์กับการเรยี นผู้จัดทาหวังว่ารายงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์กบั ผู้อ่านหรือนักศึกท่ี
กาลังหาข้อมูลเรื่องน้ีอยู่หากมีข้อแนะนาหรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทาขอน้อมรับไว้และขออภัยมา
ณ ทน่ี ด้ี ว้ ย

คณะผจู้ ัดทา ITE18/1

สารบัญ

เนือ้ หา หน้า

ตอนท่ี 1 การเพิ่มประสทิ ธิภาพการซ่อมบารุงในอุตสาหกรรม

บทท่ี 1 ความเปน็ มา ความหมาย วตั ถุประสงค์ ของการซอ่ มบารงุ เครือ่ งจกั รและอปุ กรณ์ 1-4

บทที่ 2 ทฤษฎที ่ีเก่ียวข้อง ประเภท ชนิด ของการซ่อมบารุงเครือ่ งจักรและอปุ กรณ์ 5-20

บทที่ 3 วธิ กี ารดาเนินงาน ทาเลทต่ี งั้ ทาการศกึ ษา และวิเคราะหแ์ ต่ละข้นั ตอน 21-25

บทท่ี 4 ผลการเพม่ิ ประสิทธิภาพ 26-38

บทท่ี 5 สรุปและข้อเสนอแนะ 39

ตอนที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรกั ษพ์ ลงั งานในอุตสาหกรรม

บทที่ 1 ความเปน็ มา ความหมายการอนุรักษ์พลังงาน วตั ถุประสงค์ ประเภท ระบบแสงสว่าง 40-51

บทที่ 2 ทฤษฎีท่ีเก่ียวขอ้ ง ประเภท ชนิด งานวจิ ยั 52-100

บทที่ 3 วธิ ีการดาเนนิ งาน ทาเลที่ตง้ั แผนผงั จานวนหลอด 101-107

ขอ้ มูลกอ่ นการเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน

บทท่ี 4 ผลของการปรับปรุงของระบบแสงสวา่ ง 108-1123

บทท่ี 5 สรุปและขอ้ เสนอแนะ 124

ตอนท่ี 3 การจดั การพลงั งาน สาหรับโรงงานควบคุม หรืออาคารควบคุม

ขอ้ มลู เบื้อต้น ขอ้ มลู ด้านการจัดการพลังงาน 125-128

ขั้นตอนที่ 1 คณะทางานดา้ นการจดั การพลังงาน 129-131

ขนั้ ตอนที่ 2 การประเมนิ สถานภาพการจัดการพลงั งานเบ้ืองหลงั 132

ขน้ั ตอนท่ี 3 นโยบายอนรุ ักษพ์ ลังงาน 133-134

ข้ันตอนท่ี 4 การประเมนิ ศกั ยภาพการอนุรกั ษ์พลงั งาน 135-148

ขั้นตอนท่ี 5 การกาหนดเปา้ หมายและแผนอนุรกั ษ์พลงั งานและแผนการฝึกอบรม 149-150

และกิจกรรมเพ่ือสง่ เสรมิ การอนุรักษ์พลงั งาน

ขน้ั ตอนที่ 6 การดาเนินการตามแผนอนรุ ักษพ์ ลงั งาน การตรวจสอบและวเิ คราะห์ 158-160

การปฏบิ ตั ิตามเป้าหมายและแผนอนุรักษพ์ ลงั งาน

ขั้นตอนท่ี 7 การตรวจตดิ ตาม และประเมนิ การจดั การพลงั งาน 161-163

ขน้ั ตอนที่ 8 การทบทวน วิเคราะห์ และแกไ้ ขข้อบกพร่องของการจดั การพลงั งาน 164-166

1

ตอนท่ี 1 การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการซอ่ มบารงุ ในอตุ สาหกรรม

บทท่ี 1 บทนา

ความเปน็ มา ความหมาย จุดม่งหมาย และวตั ถุประสงค์ ของการซอ่ มบารงุ เครอ่ื งจักรและอปุ กรณ์
1. ความเปน็ มา

1.1 ยุคแรก ก่อนปี พ.ศ. 2493 นยิ มทาการซอ่ มแซมหลังจากเคร่ืองมือ เครอ่ื งใชเ้ กิดเหตุขัดข้องแล้ว ไม่มี
การป้องกนั การชารุดเสยี หายของเครอ่ื งไวก้ อ่ น

1.2 ยคุ ที่ 2 ระหวา่ งปพี .ศ. 2493 ถึง ปพี .ศ. 2503 เรมิ่ นาแนวคิดเกี่ยวกับระบบการบารงุ เชงิ ป้องกันมา
ใช้ เพ่อื ปอ้ งกนั มิใหเ้ ครื่องมอื เครื่องใชเ้ กดิ การชารุด หรือมีเหตขุ ดั ขอ้ ง

1.3 ยุคที่ 3 ระหว่างปีพ.ศ. 2503 ถึง ปีพ.ศ. 2513 นาเอาแนวคิดเก่ียวกับการบารุงรักษาทวีผล
(Productive Maintenance) คานึงถึงความยากงา่ ยของการบารงุ รักษา และเอาหลกั การด้านเศรษฐศาสตร์มา
ใชร้ ่วมด้วย

1.4 ยุคที่ 4 หลังปี พ.ศ. 2513 เปน็ ตน้ มาจนถงึ ปัจจบุ นั นี้ ได้รวมเอาแนวคดิ ทกุ ยคุ ทุกสมัยเขา้ มาประกอบ
กัน โดยพยายามให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในงานการบารุงรักษา (Total Productive Maintenance) เป็น
ลักษณะของการบารุงรักษาเชิงป้องกนั จะไม่เน้นเฉพาะฝ่ายบารุงรักษาเท่านั้น แต่จะเน้นให้ทุกคนมีส่วนรว่ ม
เพ่อื เพ่มิ ประสทิ ธภิ าพของเครอ่ื งมอื เคร่อื งใชใ้ ห้มากข้นึ

2

2. ความหมายของการบารุงรกั ษา
การบารุงรักษาหมายถึง กิจกรรมหรืองานทั้งหมดที่กระทาต่อเคร่ืองจักร และอุปกรณ์ต่างๆ เพ่ือ

รกั ษาสภาพ หรอื ป้องกนั ไม่ใหเ้ กดิ การชารุดเสียหาย โดยใหอ้ ย่ใู นสภาพทพ่ี ร้อมจะใชง้ านได้ตลอดเวลา รวมทั้ง
ชว่ ยยืดอายุการใชง้ านให้ยาวนานข้ึน และเสียค่าใช้จ่ายน้อยทส่ี ุด หากเครือ่ งจักรเกิดขัดข้องกระทนั หัน หรือไม่
สามารถใชง้ านได้จะทาให้มีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธภิ าพการผลิต และการบรกิ ารนั้นๆ การที่จะไดม้ าซ่ึง
เคร่อื งจกั รที่มีคณุ ภาพ ต้องประกอบด้วย

2.1 มีการออกแบบที่ดีและตรงตามความประสงค์ต่อการใช้งาน มีความเที่ยงตรงแม่นยา รวมทั้งสามารถ
ทางานได้เตม็ กาลงั ความสามารถทอี่ อกแบบไว้

2.2 มกี ารผลติ (หรอื สร้าง) ท่ใี ห้ความแข็งแรงทนทาน สามารถทางานได้นานทส่ี ุด และตลอดเวลา
2.3 มีการตดิ ตั้งในสถานทท่ี เ่ี หมาะสมและสะดวกต่อการใชง้ าน
2.4 มีการใชเ้ ปน็ ไปตามคณุ สมบตั แิ ละสมรรถนะของเครอื่ ง
2.5 มรี ะบบการบารงุ รักษาที่ดีเนอื่ งจากเครือ่ งมือเครือ่ งใช้เมือ่ ถกู ใชง้ านไปนานๆจะมกี ารเสื่อมสภาพชารุด
สึกหรอ เสียหายขัดข้อง ดังนั้นเพ่ือให้อายุการใช้งานเครื่องมือเคร่ืองใช้ยืนยาว สามารถใช้งานได้ตามความ
ต้องการของผู้ใช้ ไม่ชารุดหรือเสียบ่อยๆต้องมี “การบารุงรักษา เครื่องจักรเคร่ืองมือเคร่ืองใช้”ในระบบการ
ดาเนินงานด้วย จึงจะสามารถควบคุมการทางานของเคร่ืองมือได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ การ
บารุงรักษา อาจหมายถึง การทา การดาเนินการ การจัดการ กับ เครื่องจักรและอุปกรณ์ท่ีใช้ในงานผลิตหรือ
งานบริการให้สามารถมีสภาพที่พร้อมจะใช้งานอยู่ตลอดเวลาและทางานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย
ความหมายของคาว่า “เตม็ ประสิทธิภาพ” หมายถงึ ให้เครื่องจักรมอี ายกุ ารใชง้ านยาวนานเครื่องจกั รมีสมรรถ
นะสูงตลอดอายุการใช้งานเคร่ืองจกั ร พร้อมที่จะใช้งานได้ทุกเวลา มีความคงทน ความปลอดภัยในการใช้งาน
สูง ค่าใชจ้ ่ายในการบารุงรกั ษาเคร่อื งจกั รต่า เหตุขดั ขอ้ งของเครอ่ื งจักรเป็น “ศนู ย์” Down Time เป็น “ศูนย์”

3

3. จดุ มงุ่ หมายของการบารงุ รักษา
3.1 เพ่ือให้เคร่ืองมือเครือ่ งใช้ทางานได้อย่างมปี ระสิทธิผล (Effectiveness) คือ สามารใช้เคร่ืองมือได้เต็ม

ความสามารถและตรงกบั วตั ถปุ ระสงคม์ ากทีส่ ุด
3.2 เพ่ือให้เคร่ืองมือเคร่ืองใช้มีความเที่ยงตรงน่าเชื่อถือ (Reliability) คือ การทาให้เคร่ืองมือเครื่องใช้มี

มาตรฐานไม่มีความคลาดเคล่อื นเกดิ ขึ้น
3.3 เพื่อให้เคร่ืองมือเครื่องใช้มีสมรรถนะการทางานสูง (Performance) และช่วยให้เครื่องมือเครื่องใช้มี

อายุการใช้งานยาวนาน เพราะเม่ือเครื่องมือใช้งานไประยะเวลาหน่ึงจะเกิดการสึกหรอ ถ้าหากไม่มีการ
ปรับแต่ง หรือซ่อมแซมแลว้ เครอื่ งมอื อาจเกดิ การขัดขอ้ ง ชารุดเสยี หาย หรอื ทางานผดิ พลาด

3.4 เพ่อื ความปลอดภัย (Safety) ซงึ่ เป็นจดุ มงุ่ หมายท่ีสาคัญเคร่ืองมือเคร่อื งใช้จะต้องมีความปลอดภัยต่อ
ผู้ใช้งาน ถ้าเครื่องมือเครื่องใช้ทางานผิดพลาด ชารุดเสียหาย ไม่สามารถทางานได้ตามปกติอาจจะก่อให้เกิด
อุบัตเิ หตุ และการบาดเจบ็ ต่อผใู้ ช้งานได้ การบารุงรักษาทด่ี จี ะชว่ ยควบคมุ การผดิ พลาด

3.5 เพอื่ ลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อม เพราะเครื่องมอื เคร่ืองใช้ที่ชารดุ เสยี หาย ขาดการบารงุ รักษาจะทาให้
เกดิ ปัญหาดา้ นสิง่ แวดลอ้ ม เช่น มฝี ่นุ ละอองหรอื ไอของสารเคมีออกมา มเี สียงดงั เปน็ ต้น ซง่ึ จะเป็นอนั ตรายตอ่
ผปู้ ฏิบตั ิงานและผทู้ ่เี ก่ียวข้อง

3.6 เพ่ือประหยัดพลังงาน เพราะเคร่ืองมือเครื่องใช้ส่วนมากจะทางานได้ต้องอาศัยพลังงาน เช่นไฟฟ้า
น้ามันเช้ือเพลิง ถ้าหากเคร่ืองมือเครอื่ งใช้ได้รับการดแู ลให้อยู่ในสภาพดี ไม่มีการร่วั ไหลของน้ามนั การเผาไหม้
สมบูรณ์ ก็จะสน้ิ เปลอื งพลังงานน้อยลงทาให้ประหยดั คา่ ใช้จ่ายลงได้

4

4. วัตถปุ ระสงคข์ องระบบบารงุ รกั ษาในงานอุตสาหกรรม
4.1 เพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือเป็นการป้องกันไม่ให้คุณภาพต่าลง ซ่ึงมีผลต่อความเชื่อม่ันของ

ผลติ ภณั ฑ์ที่ผลิตออกไปจากโรงงาน โดยการบารงุ รกั ษาจะช่วยให้เครอ่ื งจักรมีความเท่ยี งตรง และแม่นยา
4.2 ควบคุมตน้ ทนุ ของผลติ ภณั ฑ์ ไมใ่ ห้เพมิ่ ขึน้ หรอื หาหนทางในการลดตน้ ทุน ซง่ึ การเดินเคร่อื งจกั รก็ย่อม

มีการลงทุนค่าดาเนินการ และคา่ ซ่อมแซมตา่ งๆ
4.3 ควบคุมกาหนดการสง่ มอบสินค้าหรอื ผลติ ภณั ฑ์ เพอื่ ใหถ้ ึงลกู คา้ ได้ตรงตามเวลาทเี่ รว็ ท่ีสุด เพ่อื ให้ลูกค้า

มีความเชื่อม่ันการทางานของโรงงาน ถ้ามีการส่งมอบช้า ก็จะหมายถึงต้นทุนต้องเพ่ิมขึ้น และอาจจะเสีย
คา่ ชดเชย หรอื คา่ ปรับ

4.4 ป้องกันความสูญเสีย อันเน่ืองมาจากสาเหตุตา่ งๆ เช่น การขัดข้องทาให้เครอ่ื งจักดาเนนิ การได้ไม่เตม็
กาลงั หรือเครอื่ งจกั รชารุดเสยี หาย เป็นตน้

4.5 ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ อันเน่ืองมาจากเคร่ืองจักรชารุดเสียหาย หรือดาเนินการ
ผิดพลาดซึง่ หากเกดิ อุบตั เิ หตุเกิดขึน้ และทาให้ผู้ปฏิบัติงานบาดเจบ็ ก็จะตอ้ งเสยี ค่าใชจ้ ่ายต่างๆ เช่น เงนิ ชดเชย
ค่าประกัน เป็นต้น

4.6 ประหยัดพลังงาน เคร่ืองจักรจะทางานได้ต้องอาศัยพลังงาน เช่น ไฟฟ้า น้าในเชื้อเพลิง ถ้าหาก
เคร่ืองจักรได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพที่ดี ก็จะสิ้นเปลืองพลังงาน หรือกาลังน้อยลง ส่งผลให้ประหยัด
ค่าใช้จา่ ย

5

บทท่ี 2 ทฤษฎที เ่ี ก่ยี วข้อง

ประเภท ชนิด งานวจิ ยั ของการซอ่ มบารงุ เคร่ืองจักรและอปุ กรณ์
2.1 ทฤษฎกี ารบารุงรกั ษาเครือ่ งจักร

2.1.1 การทาความสะอาดเคร่ืองจักรเป็นแม่บทของการซ่อมบารุง ซ่ึงนอกเหนือจะเป็นกระจก
สะท้อนให้เห็นภาพของการจัดการในโรงงานแลว้ ยงั ให้ผลสะท้อนถึงความรู้สึกของพนักงาน อกี ท้ังการทาความ
สะอาดยงั นับเป็นก้าวแรกของการบารุงรักษาเชงิ ป้องกนั อีกดว้ ย

2.1.2 การหลอ่ ลื่นเป็นส่ิงทจ่ี าเป็นสาหรับเครอ่ื งจักร จากการสึกหรอและความร้อนแลว้ การล่อลื่น
ยังช่วยให้ประสทิ ธิภาพในการทางานของเคร่ืองจักรสูงข้ึน

6

2.1.3 การตรวจสภาพหรือการบารุงรักษาเชิงป้องกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาขอ้ บกพรอ่ งขัน้ ต้น
หรือส่ิงแปลกปลอมอื่นๆ ซ่ึงอาจนาไปสู่ความขัดข้อง และสภาพแวดล้อมท่ีจะต้องได้รับการตรวจสอบแก้ไข
เพอ่ื ให้เข้าสูส่ ภาวะการทางานปกติของเคร่อื งจักร

2.1.4 การปรับแต่งและการปรบั เปลี่ยนช้ินส่วน การซอ่ มบารงุ เครื่องจักรแม้ว่าจะมกี ารรกั ษาความ
สะอาดและหล่อล่ืนเพียงใดความสึกหรอของช้ินส่วนมักเป็นสิ่งท่ีหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ดังนน้ั การปรบั เปล่ียนและการ
ปรับแต่งช้ินส่วนจึงจาเป็นที่จะให้เครื่องจักรกลับสู่สภาพปกติพร้อมใช้งานภายในข อบเขตท่ีกาหนดของ
เครอ่ื งจกั รแต่ละเครอ่ื ง

7

2.2 ประสทิ ธิผลเคร่อื งจักรโดยรวม (Overall Equipment Effectiveness)
การวัดประสิทธิผลโดยรวมของ เคร่ืองจักร (OEE – Overall Equipment Effectiveness) เป็น

วธิ กี ารท่ดี ีวธิ หี นึ่งท่นี อกจากทาให้ร้ปู ระสิทธผิ ลของเครอ่ื งจักรแลว้ ยังรถู้ ึง สาเหตขุ องความสูญเสยี ทีเ่ กดิ ขน้ึ ทั้งใน
ภาพใหญ่ คอื สามารถแยกประเภทการสูญเสียและรายละเอียดของสาเหตนุ นั้ ทาให้สามารถท่ีจะปรบั ปรุง ลด
ความสูญเสยี ทเ่ี กิดข้ึนได้อย่างถูกตอ้ งและเปน็ ระบบ
การวัดจากเครอ่ื งจกั รแต่ละเคร่อื งโดยตรง ของผลิตภณั ฑ์แตล่ ะชนดิ วธิ ีวัดค่า OEE จะขึน้ กบั ปจั จัยดังน้ี

A คือสมรรถนะความพรอ้ มใช้งาน (Availability Performance) ของเครือ่ งจกั ร
= (เวลาเดินเคร่ือง/เวลาการรับภาระงาน) x 100

P คือสมรรถนะอัตราเร็วการผลิต (Production Speed Performance) ของเคร่ืองจักร
= (เวลาเดินเคร่ืองสทุ ธิ/เวลาเดนิ เครือ่ ง) x 100

Q คือสมรรถนะคณุ ภาพ (Quality Performance) ของผลผลิต
= (จานวนชิ้นงานที่ดี/จานวนชิ้นงานทงั้ หมด) x 100 ประสทิ ธผิ ลเคร่ืองจักรโดยรวมสามารถคานวณ

ไดด้ งั น้ี Overall Equipment Effectiveness, OEE = A x P x Q
ค่าเปา้ หมายของ OEE ระดับท่ีมาตรฐานสากล = 85%

8

2.3 Why-Why Analysis
Why-Why Analysis เป็นการวิเคราะหป์ ัจจัยท่ีเปน็ ต้นเหตุให้เกดิ ปรากฏการณ์อยา่ งเป็นระบบ โดย

การต้งั คาถามวา่ ทาไม และตอบคาถามจนถงึ สาเหตุทแ่ี ทจ้ รงิ ซ่งึ การดาเนนิ การ “ทาไม ทาไม” ทน่ี ิยมมอี ยู่
2 แบบ คือแบบผังก้างปลา และผังต้นไม้ แต่ไม่ว่าจะใช้แบบไหน ทั้งสองผังก็เป็นการตอบคาถาม เพื่อ
วัตถุประสงค์ท่ีต้องการเดียวกันคือ เพ่ือไม่ให้ส่ิงนี้เกิดอีก จะต้องทาอะไร อย่างไร เหมือนกัน ซ่ึงเทคนิคการ
วิเคราะห์หาปัจจัยท่ีเป็นต้นเหตุ ท่ีเป็นระบบ มีลาดับขั้นตอนการวเิ คราะห์ ทาให้ไม่ตกหล่น ไม่ม่ัว เป็นไปตาม
ขั้นตอน ไม่ตกหล่น ไมใ่ ชเ่ ดาหรือนัง่ เทียนวิเคราะห์

วิธีคิดของ Why Why Analysis เม่ือมีปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหน่ึงเกิดข้ึนให้ทาการพิจารณา
ประกอบกับสังเกต ณ สถานที่เกิดปรากฏการณ์นั้นหัวข้อสารวจใดเป็น NG (No Good = ของเสีย) และ OK
หลงั พจิ ารณาต่อเฉพาะปัจจยั ท่ีเป็น NG โดยการตั้งคาถามว่า “ทาไม” ไปเร่ือย ๆ จนกว่าจะพบสาเหตทุ ่แี ท้จริง
ของการทที่ าใหห้ วั ขอ้ ท่ีสารวจเกดิ การ NG และกาหนดมาตรการการแกไ้ ข

9

2.4 ประเภทของการบารุงรักษา
2.4.1 การบารุงรกั ษาตามแผน (Planned Maintenance) จะเป็นการซ่อมบารุงตามกาหนดการ

แผนงาน หรือระบบท่เี ตรยี มการไว้ล่วงหน้าซ่ึงได้มีการกาหนดวันเวลา สถานทแ่ี ละจานวนผปู้ ฏบิ ัติงานที่จะเข้า
ไปดาเนินการไว้แล้วอย่างชัดเจน โดยแนวทางการบารุงรักษาน้ัน อาจเลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ เช่น การ
บารุงรักษาเชิงปอ้ งกัน การบารงุ รักษาเชงิ แกไ้ ขปรบั ปรงุ

สว่ นระยะเวลาท่จี ะเข้าไปดาเนนิ การอาจจะกาหนดหรอื วางแผนเขา้ ซ่อมบารุงขณะเครื่องจกั รทางาน
อยู่ หรือขณะเครื่องจักรชารุด หรือขณะที่หน่วยงานหยุดทาการซ่อมบารุง อาจกล่าวได้ว่า การซ่อมบารุง
ประเภทน้จี ะมีปญั หาน้อย เพราะมีเวลาเตรยี มการไวแ้ ล้วลว่ งหน้าทกุ ข้นั ตอน โดยมีขั้นตอนดังตอ่ ไปน้ี

10

ข้ันตอนการบารุงรักษาตามแผนในภาพรวม กรณปี ฏบิ ตั ิกับเครือ่ งจักร
ขั้นตอนที่ 1 : การวิเคราะห์ความแตกตางของสภาพพื้นฐาน (Basic Condition) กับสภาพปัจจุบันของ
เครอื่ งจักร (Working Condition)
1. วัตถปุ ระสงค์

การถอดและทาความสะอาดทุกชิ้นสว่ นทง้ั ภายนอก และภายในเครื่องจักร จะถกู ปฏบิ ตั ใิ นขน้ั ตอนนี้
เพ่ือทาให้ ฝ่ายซ่อมบารุงทุกคนร่จู ักและเข้าใจการทางานของเคร่ืองจักรและช้ินส่วนต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังตอ้ ง
เข้าใจถงึ ลกั ษณะการทางานทผี่ ิดพลาด และปจั จัยทที่ าใหเ้ กดิ ความผิดพลาดเหล่านัน้
2. การดาเนินการ

• ศกึ ษาหนา้ ที่ โครงสรา้ ง และหลกั การทางานของเคร่อื งจักร
• แยกแยะความเสียหายท่ีเกิดขึ้นกับเครื่องจักรว่าอะไรบ้างท่ีแก้ไขได้ทันที และอะไรบ้างท่ียังแก้ไข
ไมไ่ ด้ โดยอะไรแก้ไขได้ให้ลงมือแกไ้ ขทนั ที
• วิเคราะหท์ ่มี าของความเสียหาย โดยการแยกเปน็ ประเภทใหญ่ ๆ ไดแ้ ก่
• ความเสียหายจากสภาพพนื้ ฐานไม่ดพี อ
• ความเสียหายสุม (Random Failures)
• ความเสียหายจากสภาพการใช้งานไม่ดีพอ
• ความเสียหายตอเนื่องจากสาเหตทุ ่ียังไม่แก้ไข
• ความเสียหายจากความผดิ ปกตเิ กดิ ข้นึ
• จัดทาการบารุงรักษาเชงิ ป้องกันใหส้ ามารถปอ้ งกันความเสียหายจากสาเหตตุ ่าง ๆ ได้
3. การวดั และติดตามผล
• จานวนจดุ ผดิ ปกติ และจดุ ต่าง ๆ ที่ยังไม่เคยรูถ้ ึงการทางาน แลว้ มาพบในขัน้ ตอนน้ี
• การบารุงรกั ษาเชงิ ป้องกันท่มี ีการเปลีย่ นแปลง เพ่อื ใหป้ ้องกนั ไดด้ ขี ึ้น
• แผนดาเนินงานตา่ งๆ สาหรบั ขัน้ ท่ีสอง

11

ความสมั พันธร์ ะหวา่ งท่ีมาของความเสียหายกับการแกไ้ ขโดย 6 ขนั้ ตอน

12

ตัวอย่างการวิเคราะหท์ ม่ี าของความเสียหาย แสดงให้เหน็ วาสภาพพนื้ ฐานไมด่ พี อเป็นสาเหตุอนั ดบั สองซ่งึ
ประกอบไปด้วยสาเหตุย่อยจากการขนั แน่น การทาความสะอาด และการหลอลืน่ ตามลาดับ

13

ขน้ั ตอนที่ 2 : การปรบั สภาพปจั จุบันของเครอ่ื งจักรใหเ้ ขา้ สูส่ ภาพพน้ื ฐาน
1. วัตถุประสงค์

จากความเสียหายท่ีพบในข้ันท่ีหนึ่ง วธิ กี ารแก้ไขท่ดี ขี ้ึน และการปรับปรุงควรจะได้รับการปฏิบัติใน
ขนั้ ตอนน้ี เพอื่ ป้องกันความเสียหายแบบเดิมท่จี ะเกดิ ขึน้ อกี ด้วยการเฝ้าดเู ครื่องจกั รอปุ กรณอ์ ย่างใกล้ชดิ
2. การดาเนินการ

• การแกไขปัญหาต่างๆ ท่ยี ังเหลอื จากขนั้ ที่ 1 พรอ้ มท้ังการหาสาเหตทุ ีม่ าจากเครื่องจักร
• กาหนดเวลาทต่ี อ้ งหยุดเคร่ืองในการทาความสะอาด และหลอ่ ลื่น เพ่ือให้เครื่องเดนิ ไดด้ ี
• ประสานงานกับพนักงานผู้ใช้เครื่องเพื่อให้การทาความสะอาดเป็นส่วนหน่ึงในมาตรฐานการ
ปฏิบัติงาน
• ปรบั ปรงุ สภาพการใชง้ าน
3. การวัดและติดตามผล
• การเปล่ยี นแปลงมาตรฐานการปฏิบัตขิ องพนักงานผใู้ ชเ้ ครือ่ งใหค้ รอบคลุมถึงการดแู ลเครือ่ ง
• จานวนหวั ขอของการปรับปรุง
• จานวนข้อเสนอแนะในการป้องกนั ความเสยี หายของเครอ่ื ง
• จานวนครั้งทเี่ ครื่องจักรเสียหายทเ่ี กิดขึ้นจากสภาพพ้ืนฐาน หรือสภาพการใช้งาน

ขั้นตอนท่ี 3 : กาหนดมาตรฐานใชง้ าน และสภาพพ้ืนฐาน
1. วตั ถปุ ระสงค์

ในข้ันตอนน้ีจะเป็นการออกแบบมาตรฐานการปฏบิ ัติงานเพือ่ รักษาการปรบั ปรุงท่ีเกิดขึ้นแล้วในขั้นท่ี
สองให้ ดารงอย่ตู อ่ ไป
2. การดาเนนิ การ

• เพื่อที่จะเตรียมมาตรฐานการตรวจสอบเชิงปองกันที่มีประสิทธิภาพ ซ่ึงเป็นมาตรฐานที่ใช้งาน
ตามปกติของ เคร่ือง แนบกับมาตรฐานเพื่อป้องกันความเสียหายท่ีเคยเกิดขึ้นแล้ว ที่พบตั้งแต่ข้ันท่ีหนึ่ง ซึ่ง
ปรากฏอยใู่ น การบารงุ รักษาเชงิ ป้องกันทจี่ ดั ทาในข้ันทห่ี นง่ึ

• การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) ทม่ี าจากมมุ มองของพนักงานผใู้ ชเ้ ครอื่ ง
• การแบ่งความรับผิดชอบในการปรับปรุงระหว่างฝายซ่อมบารุงท่ีทาการบารุงรักษาตามแผนกับ
พนกั งาน ผู้ใช้เคร่ืองทท่ี าการบารงุ รกั ษาดว้ ยตนเอง (Autonomous Maintenance)
• บันทึกผลของมาตรฐานหลังจากนาไปปฏิบัติ เช่น เวลาที่ใช้ในการตรวจสอบแต่ละครั้ง การ
ปฏบิ ตั ิงานท่ี ยากลาบากและสาเหตุท่ที าให้ยากลาบาก เป็นต้น
3. การวดั และติดตามผล
• จานวนมาตรฐานทไี่ ดจ้ ัดทา หรือไดป้ รับปรงุ
• ความเสียหายท่ีลดลงโดยรสู้ าเหตุวา่ ทาไมจึงลดลง มาถึงขน้ั นจ้ี ะตองเหน็ การขัดขอ้ ง ความเสยี หาย
ของเครอ่ื งจักรลดลงอย่างชดั เจน มฉิ ะน้นั แล้วให้กลบั ไปยงั ข้ันท่ีหนง่ึ ใหม่

14

ขน้ั ตอนที่ 4 : การยืดอายุการใชง้ าน
1. วัตถุประสงค์

ข้ันตอนท่ี 1 ถงึ ขนั้ ตอนท่ี 3 เปน็ ความพยายามท่ีจะลดความเสยี หายของเครอื่ งจักร โดยมีศูนยก์ ลาง
ท่ีสภาพ พ้ืนฐานและการปรับปรุงเฉพาะงานบารุงรักษา ในขั้นตอนนี้จะเป็นการซ่อมบารุงเชิงแก้ไขปรับปรุง
(Corrective Maintenance) โดยมีเปา่ หมายหลักในการยืดอายุการใชง้ าน โดยไมไ่ ด้เป็นเพียงแต่การปรับปรุง
เครือ่ งจกั ร แต่จะ รวมถงึ การปรบั ปรงุ วธิ กี ารบารงุ รักษาด้วย
2. การดาเนินการ

• ศึกษาระบบตา่ ง ๆ ของเครื่องจกั รรวมกับข้นั ตอนในการตรวจสอบโดยรวม (Overall Inspection)
ของการ บารุงรกั ษาด้วยตนเอง โดยท่ัวไปจะเป็นระบบกลไกในการขบั เคล่อื น ระบบไฮดรอลิกส์ ระบบเซน็ เซอร์
ระบบนวิ เมตกิ ส์ เปน็ ต้น

• การวเิ คราะหป์ ระวตั ิความเสยี หาย การซ่อมบารงุ และ MTBF (รายละเอียดในตอนที่ 1)
• การวิเคราะห์ความเสียหายท่ียังหาสาเหตุไม่ได้ โดยการใช้ เทคนิคในการวิเคราะห์เฉพาะระบบ
กลไกของ เครอื่ ง หรอื ทเ่ี รยี กว่า PM Analysis (Phenomena – Mechanism Analysis)
• การปรับปรุงการเสียหายสุ่ม (Random Failure) โดยการพิจารณาทักษะในการซ่อมบารุงและ
การฝึก
อบรม
• จัดทากาหนดการซอ่ มบารุง
3. การวดั และติดตามผล
• จานวนครง้ั ท่ที าการแก้ไขและปรับปรงุ ในกลไกทุกระบบ
• MTBF และ MTTR
• ความสัมพนั ธ์ระหว่างช่ัวโมงการบารุงรกั ษาเชงิ ป้องกัน และ MTTR หมายความวา่ ในข้นั ตอนน้จี ะ
เน้นไปท่ี การลด MTTR มากกว่าที่จะลดชั่วโมงการบารุงรักษาเชิงป้องกัน แต่ค่า MTTR ท่ีแสดงผลของการ
ปรบั ปรงุ ที่แท้จรงิ ต้องเป็นค่า MTTR ทีล่ ดลงโดยไมเ่ พมิ่ ชั่วโมงการบารุงรกั ษาเชิงปอ้ งกัน
• การปรับปรงุ มาตรฐานการบารุงรักษา
• การมอบหมายงานซ่อมบารุงไปสู่ขั้นตอนการปฏิบตั ิ การบารุงรกั ษาด้วยตนเอง
• จานวนของข้อมลู ที่นาไปเปน็ ประโยชน์ตอ่ การป้องกันการบารุงรกั ษา

15

ขนั้ ตอนท่ี 5 : ปรับปรงุ วิธีการตรวจเช็ค และประสทิ ธิภาพการบารงุ รักษา

ข้ันตอนที่ 6 : การตรวจเชค็ ในภาพรวมทัง้ หมด (Overall Diagnosis)
1. วัตถปุ ระสงค์

กิจกรรมท้ังหมดจนถึงขั้นที่ 5 มีวัตถุประสงค์ท่ีจะจัดการความเสียหายที่ทาให้เครื่องหยุด แต่ยังมี
ความเสยี หายทไ่ี ม่ได้คานึงถึง คือ ความเสยี หายท่ีทาใหเ้ ครอ่ื งดอ้ ยคุณภาพในการใช้งาน แต่ไมถ่ ึงกบั เคร่อื งหยุด
รวมถึงความเสียหายที่ยังไม่รู้ว่าส่งผลกระทบต่ออะไร ในข้ันตอนน้ีจะพยายามลดความเสียหายทั้งหมดทุก
ประเภท หรอื สามารถเรยี กได้ว่า เปน็ การบารุงรักษาเชงิ คุณภาพ (Quality Maintenance) โดยเจา้ หนา้ ท่ีฝ่าย
ซอ่ มบารงุ
2. การดาเนินการ

• การปฏบิ ตั ขิ น้ั ตอนท่ี 1 ถึง 5 โดยคานึง การใชง้ านอย่างมีคณุ ภาพของเครื่องจกั ร
• วิเคราะห์ลักษณะทางคุณภาพการใช้งานว่าลักษณะคุณภาพใดท่ีจะได้รับผลกระทบจากการ
บารุงรกั ษา
• พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเง่อื นไขในการใช้งานของเครอื่ งกบั คุณภาพการใช้งาน
• วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอุปกรณ์กับคุณภาพของพลังงานท่ีใช้ ในบางกรณีเช่น
แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ ที่ลดลง ความดนั ลมหรอื น้ามันทลี่ ดลง อาจจะสง่ิ ผลกระทบตอ่ คุณภาพการใชง้ าน
• สารวจผลกระทบจากส่งิ แวดล้อมท่ีอยู่รอบ ๆ ท่อี าจจะส่งผลต่อคุณภาพการใชง้ าน เชน่ ฝ่นุ ผงที่มี
อย่ภู ายใน อากาศ หรือ ความส่นั สะเทอื นทเ่ี กิดขนึ้ ในบรเิ วณรอบ ๆ
• หาวิธีการในการป้องกันการเกิดปัญหาคุณภาพการใช้งาน และปรับปรุงวิธีการใช้งาน และการ
บารุงรักษา เพือ่ ไม่ใหส้ ่งผลกระทบต่อคุณภาพของช้นิ งานดว้ ย
• จัดทาและปรับปรุงมาตรฐานการบารุงรกั ษาเพอื่ รักษาสภาพการใชง้ านที่ปราศจากของเสีย

16

3. การวัดและตดิ ตามผล
• การบารุงรักษาเชิงคุณภาพท่ีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการบารุงรักษาด้วยตนเองของพนักงาน

ผใู้ ชเ้ ครอื่ ง
• อัตราสว่ นของเสยี ของชิ้นงาน
• จานวนการปรับปรุงมาตรฐานการซอ่ มบารุง
• จานวนชัว่ โมงการบารุงรกั ษาเชิงป้องกนั ทที่ าเพือ่ คณุ ภาพในการใชง้ าน

ขน้ั ตอนที่ 7 : การใช้เครอ่ื งใหเ้ ต็มความสามารถของเครอ่ื ง
1. วตั ถปุ ระสงค์

ขัน้ ตอนนจ้ี ะทาการบารุงรกั ษาเชงิ พยากรณ์ (Predictive Maintenance) เพอ่ื ให้อุปกรณต์ ่าง ๆ ได้
ใช้งานได้ ยาวนานท่สี ดุ
2. การดาเนินการ

• การพยากรณ์เวลาการหมดอายขุ องช้นิ ส่วน โดยการเรยี งตามลาดบั ความสาคัญ
• ศกึ ษาวจิ ัยและหาเทคโนโลยกี ารซ่อมบารงุ ตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้การพยากรณ์อายุการใชง้ านของชิน้ สว่ น
ต่างๆ แมน่ ยา
• หาวิธีการท่ีจะทาให้ช้ินส่วนต่าง ๆ แสดงให้ฝ่ายซ่อมบารุงหรือพนักงานผู้ใช้เครื่องเห็นว่าชิ้นสว่ น
กาลังจะ หมดอายุดว้ ยตัวของมันเอง
2.4.2 การบารุงรักษานอกแผน (Unplanned Maintenance) เป็นการบารุงรักษานอก
ระบบงานท่ีวางไว้ อันมีเหตุมาจากเคร่ืองจักรเกิดการขัดข้อง ชารุดเสียหายอย่างกะทันหัน จึงต้องรีบทาการ
ซ่อมแซมให้แล้วเสร็จ เรียบร้อยทันการใช้งานคร้ังต่อไป ซึ่งการซ่อมบารุงประเภทนี้จะเกิดปัญหามากกว่า
เพราะเราจะไม่ทราบล่วงหน้าจึงทาให้ยุ่งยากในการที่จะจัดเตรียมผู้ดาเนินการ อุปกรณ์ หรืออะไหล่ได้อย่าง
ทนั ทว่ งที

2.5 ชนดิ ของการบารงุ รักษา
2.5.1 การบารุงรักษาหลังเกิดเหตุขัดข้อง (Breakdown Maintenance) เป็นการบารุงรักษา

เมื่อเครื่องจักรเกิดการชารุดและหยุดการทางานโดยฉุกเฉิน กล่าวได้ว่าเป็นวิธีด้ังเดิมในการบารุงรักษาแต่ ก็
หลีกเล่ียงไม่ได้ท่ีจะใช้วิธนี ี้ เพราะสามารถเกิดเหตขุ ัดข้องกับเครอื่ งจักรได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะมีการบารงุ รักษา
เชงิ ปอ้ งกนั ท่ดี ีเยยี่ มสักเพยี งใดก็ตาม

เป็นแนวความคิดท่ีเก่าท่ีสุด ซึ่งไม่มีการวางแผนในการทางานล่วงหน้า โดยพบว่าบุคลากรในฝ่าย
ซ่อมบารุงรักษาไม่ปฏิบัติงานจกว่าจะมีเคร่ืองในหน่วยงานชารุดซ่ึงไม่สามารถใช้งานต่อได้ อย่างไรก็ตามการ
ซอ่ มในลักษณะแบบน้ี กย็ งั คงมีการใชง้ านอย่กู บั บางสถานการณ์ เชน่ ใช้ในเครื่องจักรทมี่ กี ารทางานไมซ่ ับซ้อน
และมีช้ินส่วนอะไหล่พร้อมอยู่เสมอ หรือสามารถสั่งซื้ออะไหล่ได้ทันที โดยค่าใช้จ่ายท่ีเกิดข้ึนในการซ่อม

17

บารุงรกั ษาแบบน้คี วรมีค่าใช้จา่ ยน้อยกว่าวิธอี ื่นๆ เชน่ หลอดไฟต่างๆ จะถูกปลอ่ ยไวจ้ นกว่าหลอดจะขาด หรือ
ผา้ เบรกรถยนตก์ จ็ ะปลอ่ ยไว้จนกวา่ ผ้าเบรกจะหมดหรือไม่สามารถใชง้ านได้ เปน็ ตน้

2.5.2 การบารุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance: PM) เป็นการบารุงรักษาเพ่ือ
ป้องกันเสื่อมสภาพการเกิดเหตุขัดข้อง หรือ การหยุดทางานของเครื่องจักรโดยฉุกเฉิน โดยอาศัยการตรวจ
สภาพเครื่องจักร การทาความสะอาด ขันน็อตสกรูให้แน่น และหล่อล่ืนอย่างถูกวิธี มีการปรับแต่งเคร่ืองจกั ร
รวมถึงการบารุง และเปล่ียนชิ้นส่วนอะไหล่ตามระยะเวลาที่กาหนดไว้ เป็นการบารุงรักษาตามวาระ หรือ
ระยะเวลาการใช้งานที่กาหนด เพ่ือรักษาสภาพการทางานของเคร่ืองจักรให้เหมาะสม ก่อนท่ีจะมีการ
หยดุ ชะงัก โดยอาจใช้ประสบการณ์ของฝ่ายบารงุ รักษาหรือคมู่ อื การใช้งานของเครอ่ื งจกั รนัน้ ๆ อย่างไรก็ตาม
การชารดุ ของเครอ่ื งจักรโดยไมค่ าดคิดก็สามารถเกิดขึน้ ได้ ทัง้ น้รี ปู แบบการชารดุ ของเครอ่ื งจกั รลักษณะนี้มีการ
กระจายอยูใ่ นลกั ษณะไม่สมา่ เสมอ ดังนนั้ จงึ ยากท่ีจะเลือกชว่ งการบารงุ รักษาตามแผนที่เหมาะสม หรือ แมแ้ ต่
ในบางกรณีถึงแม้ว่าได้ปฏิบัติงานตามแผนแล้วก็ตาม ก็อาจมีโอกาสท่ีจะเกิดการชารุดของเครื่องจักรโดยไม่
คาดคิดได้

การซอ่ มบารุงเชงิ ปอ้ งกันได้พฒั นาข้นึ จากการปรับปรงุ ข้อดอ้ ยของการซอ่ มบารงุ รักษาเมื่อเกิดเหตุ
โดยไม่ต้องรอให้เคร่ืองจักรเกิดการเสียหายแล้วค่อยมาซ่อมแซมมีการวางแผนในการแก้ไขไว้ล่วงหน้าหรือ
กาหนดชว่ งระยะเวลาในการตรวจสอบและการบารุงรักษาเครอ่ื งจักร เพอ่ื ป้องกันความเสยี หายในระยะเร่ิมต้น
เช่น การทาความสะอาดเคร่ืองจักร การหล่อล่ืนเพ่ือป้องกันการสึกหรอ การถอดเปลี่ยนช้ินส่วน และการเกบ็
ข้อมูลการขดั ขอ้ ง

แผนภมู ขิ น้ั ตอนการซอ่ มบารงุ เชิงป้องกัน

18

การบารุงรกั ษาชนิดน้ี แบ่งไดเ้ ป็น 2 แบบ คอื
1. การบารุงรักษาตามระยะเวลา (Periodic Maintenance) หรอื Time Based Maintenance :

TBM) คือ การดาเนนิ การอยูเ่ ปน็ ระยะๆ ผา่ นการตรวจสอบ ทาความสะอาดอุปกรณ์ และเปล่ยี นชน้ิ สว่ นอะไหล่
เพอ่ื ป้องกันความเสียหายอย่างฉบั พลัน หรือเกดิ ปัญหาตอ่ กระบวนการผลติ

2. การบารุงรักษาแบบคาดการณ์ (Predictive Maintenance) คือ การให้ความสาคัญและใส่ใจ
กับช้ินส่วนที่สาคัญของเครือ่ งจักร เป็นการคาดการณ์ผ่านการตรวจสอบ หรือวินิจฉัย เพื่อท่ีจะให้ชิ้นสว่ นน้ันๆ
สามารถใช้งานได้ครบอายุการใช้งานจริงๆ กล่าวได้ว่าเป็นการบริหารจัดการแนวโน้มของคุณค่า (Trend
Values) โดยอาศยั การตรวจวัดและการสิเคราะห์ ข้อมูลเก่ียวกับการเส่อื มสภาพ

2.5.3 การบารงุ รักษาเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance) คอื การดาเนินการเพื่อ
การดดั แปลง ปรบั ปรุงแกไ้ ขเคร่ืองจักรหรือสว่ นของเครอื่ งจกั รเพ่อื ขจัดเหตุขัดข้องเร้ือรงั ของเครอ่ื งจักรให้หมด
ไปโดยส้ินเชิง และปรับปรุงสมรรถภาพของเคร่ืองจักรให้สามารถ "ผลิต" ได้ด้วยคุณภาพ และหรือปริมาณที่
สงู ขน้ึ การบารุงรักษาเชิงแกไ้ ขปรับปรุงไมไ่ ดห้ มายถึง การแก้ไขปรับปรุงวิธบี ารุงรกั ษาแต่จะหมายถงึ การแก้ไข
ปรับปรุงตัวเคร่ืองจักรเพื่อท่ีจะลดความเสียหายจากการเส่ือมสภาพและค่าใช้จ่ายของการบารุงรักษาลง
กลา่ วคอื เปน็ การปรบั ปรงุ คุณสมบัติของเคร่ืองจักรให้ดขี นึ้ น่ันเอง แตใ่ นกรณที ีค่ ่าใช้จ่ายของการแก้ไขปรับปรุง
เครื่องจักรมากกว่าผลรวมของค่าใช้จ่ายในการบารุงรักษาและความเสียหายจากการเสื่อมสภาพก็จะทาให้
วิธีการบารุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุงนี้ไม่มีความหมายดังน้ัน จึงจาเป็นจะต้องมีการควบคุมเช่นเดียวกับการ
บารุงรักษาเชิงป้องกัน Corrective Maintenance มักจะมีเป้าหมายในการลดการสูญเสีย ลดต้นทุนในการ
ซ่อมบารุง ลดเวลาในการซ่อม ยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ดังนั้นอาจจะพูดได้ว่าการทา Corrective
Caintenance เปน็ กิจกรรมที่สาคัญมากเทียบกับกจิ กรรมซ่อมบารุงในลกั ษณะอ่ืน ๆ

2.5.4 การป้องกันเพ่ือการบารุงรักษา (Maintenance Prevention) คือ คือการดาเนินการ
ใดๆ ก็ตามทีจ่ ะใหไ้ ดม้ าซึ่งเครื่องจักรที่ไม่ตอ้ งการการบารงุ รักษา หรอื ต้องการแตน่ ้อยทส่ี ุด สามารถดาเนินการ
ได้โดย

- การออกแบบเครือ่ งจักรใหแ้ ขง็ แรงทนทาน บารงุ รักษางา่ ย
- ใชเ้ ทคนคิ และวัสดซุ ง่ึ จะทาใหเ้ ครอื่ งจักรมคี วามเชอ่ื ถือไดส้ งู
- รูจ้ ักเลือกและซอื้ เครอื่ งจกั รท่ดี ี ทนทาน ซ่อมงา่ ย และมรี าคาทเี่ หมาะสม
การป้องกันการบารุงรักษาจะได้ผลกต็ อ่ เม่ือมขี อ้ มลู และประวัติของเครื่องรนุ่ แรกๆ โดยละเอยี ด
ซง่ึ การศกึ ษาและวิเคราะหข์ ้อมูลที่มีอยู่จะชว่ ยให้การออกแบบหรอื การเลือกซื้อเครอ่ื งจักรบรรลุถึงวัตถุประสงค์
ของการปอ้ งกนั การบารุงรักษาได้
2.5.5 การบารงุ รักษาทวีผล (Productive Maintenance) เปน็ วิธีทค่ี รอบคลุมขอบเขตท่กี ว้าง
ข้ึน โดยนาเอาวิธีบารงุ รักษาเชิงป้องกันเข้ามาอยู่ด้วย ในขณะเดียวกันก็คานงึ ถึงผลทางเศรษฐศาสตร์ของการ
ผลิต คือการนาเอาค่าความเสียหายของการเสื่อมสภาพ และค่าใช้จ่ายของการบารุงรักษามาพจิ ารณาหาจดุ ท่ี
เหมาะสมและสรา้ งขึ้นเป็นระบบบารงุ รกั ษานัน่ เอง

19

2.5.6 การบารงุ รกั ษาทวีผลรวม (Total Productive Maintenance: TPM) คือ ปรัชญาการ
มีสว่ นร่วมในการบารงุ รักษาอุปกรณท์ งั้ หมดของภาคการผลิตเพือ่ เข้าสู่ระดับใหม่ เปา้ หมายคือการป้องกันการ
สญู เสียใด ๆ ท่เี กี่ยวข้องกบั การบารงุ รักษาเคร่อื งจักร (The 6 Big losses) ดังน้ันจงึ ไมค่ วรมีการหยดุ งานโดยไม่
กาหนดล่วงหน้า (Unplanned Maintenance) ไม่มีการหยุดเล็กน้อยหรือการทางานช้า เรียกว่าไม่มี
ข้อบกพร่องจากการทางานของเครื่องจักรเกิดขึ้น และเพ่ิมประสิทธิภาพของเครื่องจักร (Increase OEE)
รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมการทางานท่ีปลอดภัยสาหรับพนกั งานทุกคน การบารุงรักษาทวีผลที่ทุกคนมีส่วน
ร่วม คอื แนวคิดด้านการบารงุ รักษาเครื่องจกั รและอุปกรณใ์ หม้ ีประสทิ ธิภาพมากที่สุด โดยลดความสญู เสยี
ลดการเสียเวลา ลดความขัดข้องของเคร่อื งจกั ร ลดอบุ ัติเหตุ ผา่ นการปรับปรุงระบบคนและเครือ่ งจักร

2.6 งานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ศกั ดา (2550) ไดน้ าหลักการ การบารงุ รกั ษาเชิงป้องกัน และวางแผนการบารุงรักษา
เคร่ืองทอผ้า เพิ่มประสิทธิภาพการทางานเครื่อง ทอผ้าโดยและเพ่ือเพ่ิมผลผลิตผ้าทอ เน่ืองจาก ผลผลิตของ
เคร่ืองทอไม่เปน็ ไปตามเปา้ หมาย ทกี่ าหนด โดยงานวิจยั นีไ้ ดว้ เิ คราะห์สาเหตหุ ลัก ท่ีทาใหเ้ ครอ่ื งเกิดเหตุขัดข้อง
กาหนดแผนการ บารงุ รักษาเชงิ ปอ้ งและดาเนินการตามแผน ทกี่ าหนด เพอื่ ลดความสูญเสียจากเหตุขัดขอ้ ง
ผลจากการดาเนินการปรบั ปรงุ ตามแผนบารุง รักษาเชิงป้องกัน พบว่าประสิทธิภาพการทางาน ของเคร่ืองทอ
เพิ่มข้ึนคิดเป็น 8.63 เปอร์เซ็นต์ ค่าความพร้อมใช้งานของเคร่ืองทอเพิ่มข้ึนคิด เป็น 0.56 เปอร์เซ็นต์ และค่า
ประสทิ ธผิ ล โดยรวมของเคร่ืองทอเพมิ่ ขึน้ คดิ เป็น 2.56 เปอร์เซ็นต์ ทง้ั นส้ี ง่ ผลให้ผลผลติ ผ้าทอเพมิ่ ขนึ้

20

772.33 หลา/เดือน หรือคิดเป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ เกียรติบัลลังก์ และระพี (2556) ได้กาจัดความสูญเสียใน
กระบวนการผลิตเฟรม เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้ OEE เป็นเคร่ืองมือท่ีต้องพิจารณา 3 ส่วน คือ
อัตรา การเดินเครื่อง ประสิทธิภาพการเดินเครื่อง และ อัตราคุณภาพ ใช้วัดค่าประสิทธิผลโดยรวมของ
เครื่องจักรพบว่าอยู่ที่ 77.88% และนาเทคนิค การวิเคราะห์ Why-Why มาใช้เพื่อค้นหาสาเหตุ รากเหง้าของ
ปัญหาการขัดข้องของเครอ่ื งจักร นอกจากนี้ในการปรับปรุงแก้ไขยงั ไดน้ าเทคนิค การบารุงรกั ษาแบบทวผี ล
มาดาเนนิ การแกไ้ ข ปรบั ปรุง หลังการปรับปรงุ พบวา่ ค่า OEE มีคา่ เพิม่ ขึ้น 82.25% จากผลลัพธ์ดงั กล่าว

21

บทที่ 3 วิธีการดาเนนิ งาน

สถานท่ีตงั้ บรษิ ทั
บริษัท แฮปปเ้ี ชฟ (ประเทศไทย) จากดั ทต่ี ง้ั 114 หมู่ 1 นิคมอตุ สาหกรรมไฮเทค ตาบลบ้านโพ อาเภอ

บางปะอิน จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา 13160 ได้จดทะเบียนกอ่ ต้ังขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยประกอบธุรกิจหลกั
ในดา้ นการผลิตและจาหน่ายผลิตภณั ฑอ์ าหารสาเรจ็ รูปพร้อมรับประทาน
3.1 ทาการศึกษา และวิเคราะหแ์ ต่ละขั้นตอน การผลติ ของเครอ่ื งทอดอาหาร

3.1.1 ผสมเนือ้ ลักษณะการทางานคือนาเนอื้ ที่ เตรียมไวม้ าผสมโดยการเทเข้าเคร่อื งเพอ่ื การผสม

3.1.2 อัดเนื้อขนึ้ รปู ลกั ษณะการทางานโดยเครือ่ ง ผสมเนื้อ ทาหน้าทอ่ี ดั เนอื้ ขึ้นรูปอีกด้านหน่ึง

22

3.1.3 แยกเนื้อ ลักษณะการทางานคือจะมี พนักงานคัดแยกเนื้อท่ีว่ิงผ่านสายพานถ้าชิ้นไหน ไม่
สมบูรณพ์ นกั งานจะคดั ออกและนาไปเข้าเครอ่ื ง ผสมเนือ้ อัดขึน้ รปู ใหม่

3.1.4 ผสมนา้ แปง้ ราดบนเนอื้ ไก่ ลักษณะการทางานคือการนาเน้ือออกจากสายพานเพื่อเขา้ เคร่อื ง
ผสมน้าแป้ง (milk wash)

23

3.1.5 ทอดเนือ้ ไก่ ลักษณะการทางานคือการนาเนอื้ ไก่เขา้ เครอื่ งทอดลงผา่ นสายพานลาเลยี งตามเวลา
ทีก่ าหนดแตล่ ะผลติ ภัณฑ์

3.1.6 ทอดเนื้อไก่ (2) ลักษณะการทางานคือการจัดเรียงเนื้อไก่หลังการทอดเน้ือไกค่ รั้งแรกเพื่อเข้า
ทอดคร้ังที่ 2โดย ตา่ งกนั ท่ี ไม่มีสายพานเทปล่อน

24

3.1.7 ตรวจสอบ และจัดเรียงเนื้อไก่ ก่อนเข้าเตาอบ Oven ลักษณะการทางานคือการตรวจสอบ
น้าหนักเน้ือไก่โดยสุ่มเป็นชิ้น ใช้กิโลช่ังและชิ้นเน้ือไก่หากพบชิ้นท่ีไม่ดีจะคัดแยกออกและไม่ให้นาเข้าเตา
(Oven)

จากการศึกษากระบวนการผลิตอาหาร สาเร็จรูปยังไม่ได้ตามเป้าหมายท่ีตั้งไว้ โดยสามารถผลิตได้
120,000 กโิ ลกรมั ต่อเดือน บริษัทกรณศี ึกษายังผลิตไดเ้ ฉล่ีย 85,427 กิโลกรัม ต่อเดอื นเท่านัน้ คิดเปน็ 71.2%
เทา่ น้ัน

25

การทางานวิจัยน้ีพบว่ากระบวนการทอดเน้ือไก่เป็นกระบวนการท่ีมีกาลังผลิตต่ากว่าเป้าหมายของที่
ฝ่ายวางแผนการผลิตต้องการ ซ่ึงกาลังเป้าหมายที่กระบวนการน้ีอยู่ท่ี 600 กิโลกรัม/ชม. ซึ่งสามารถผลิตได้
เพียง 439 กิโลกรัม/ชม. เท่านั้น โดยคิดเป็น 73.1% ดังรูปภาพท่ี 10 ดังน้ันงานวิจัยน้ีจะมุ่งเน้นให้เกิดการ
แก้ปญั หาที่กระบวนการทอดเนอ้ื ไกเ่ พอื่ ใหไ้ ด้เปา้ หมายตามความตอ้ งการ

26

บทท่ี 4 ผลการเพิม่ ประสิทธิภาพ
(ผลหลังการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการซอ่ มบารงุ รกั ษา)

4.1 ทาการวเิ คราะห์วดั คา่ สมรรถนะความพร้อมใช้งานเคร่อื งจกั ร (Availability Performance) และการ
วัดค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครอื่ งจักร (Overall Equipment Effectiveness)

จากการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลก่อนการปรับปรุงช่วงเดือนกันยายน ถึง พฤศจิกายน 2560 พบว่า
ประวตั ิการหยดุ การทางานและเวลาในการทางานเครือ่ งทอดแสดงดังตารางท่ี 1 และ 2
ตารางที่ 1 ประวัตกิ ารหยุดทางานของเคร่ืองทอด

27

ตารางท่ี 2 เวลาในการทางานของเคร่ืองทอด

จากขอ้ มูลเบือ้ งต้นจากการวเิ คราะห์คา่ ประสิทธิภาพโดยรวมเฉลี่ย 3 เดือนของเครือ่ งทอดอาหารก่อน
การประยกุ ต์ใชร้ ะบบการบารงุ รักษาเชงิ ปอ้ งกนั การคานวณค่าความพร้อมใชง้ านเครื่องทอดอาหารในการผลิต
อาหารกง่ึ สาเรจ็ รปู ในบริษัทกรณีศกึ ษา
จานวนคร้ังท่เี ครื่องจักรหยุดโดยเฉล่ีย [(26+25+24) /3] = 25 ครัง้ /เดอื น
เวลาในการทางานเดอื นกนั ยายน (8 x26) = 208 ชั่วโมง
เวลาในการทางานเดอื นตลุ าคม (8 x27) = 216 ชั่วโมง
เวลาในการทางานเดอื นพฤศจกิ ายน (8 x25) = 200 ชว่ั โมง
ความพร้อมใช้งานเครอื่ งจักร = [(เวลาทางานทั้งหมด - เวลาทเี่ ครอ่ื งจกั รขัดขอ้ ง) /เวลาทางานทงั้ หมด] x 100

= [(208 – 5.47) / 208] x 100
= 97.37 %
เวลาสูญเสียจากเคร่อื งหยุด = (ระยะเวลาการหยุดเคร่ือง/เวลาในการใชง้ านเครือ่ งจักร) x 100
= 5.47 / 208 x 100
= 2.62 %
เวลาเฉล่ียระหวา่ งเกดิ เหตุขดั ข้อง = เวลาทีเ่ ครอ่ื งจกั รปฏิบัติงานจริง(ชม.) / จานวนครง้ั ทห่ี ยดุ
(Mean Time Between Failures: MTBF) = 208 / 25

= 8.32 ชัว่ โมง/คร้ัง
เวลาเฉลี่ยในการซ่อมแซม = เวลาทเ่ี ครอ่ื งหยุดท้งั หมด(ชม.) / จานวนครั้งทีห่ ยุด
(Mean Time to Repair: MTTR) = 5.47 / 25

= 0.22 ชวั่ โมง/เดอื น
เวลาเฉลยี่ ในการหยุดเครอื่ งจักรต่อเดือน = เวลาที่เครื่องจักรหยุดงานทัง้ หมด(ชม.) / จานวนเดือนทางาน

= 5.47 / 1
= 5.47 ชั่วโมง/เดือน

28

ประสิทธภิ าพเชิงสมรรถนะ = [(จานวนชิ้นงานทที่ าได้) / (เวลาทางาน x รอบเวลาทฤษฎี)] x 100
= [(85,427) / (208 x 650)] x 100
= 63.27 %

สมรรถนะคณุ ภาพ = (จานวนชิน้ งานที่ทาได้ - จานวนชน้ิ งานทเ่ี สยี )
จานวนชิน้ งานท่ที าได้ = (85,427 – 1,248) / 85,427

= 98.5 %
ประสิทธิภาพโดยรวม = 0.974 x 0.633 x 0.985

= 0.547 x 100
= 60.73 %
ตารางที่ 3 สรุปค่าประสิทธิภาพโดยรวมของเคร่ืองทอดของบรษิ ัทกรณศี กึ ษา

4.2 ทาการวิเคราะห์สาเหตหุ ลักของปญั หาการหยดุ ทางานของเครือ่ งทอด
จากการรวบรวมสาเหตุที่เกิดข้ึนของปัญหาการหยุดทางานของเครื่องทอด มีหลายสาเหตุ จึงนา

หลกั การของพาเรโต นามาคดั เลอื กท่เี ปน็ สาเหตุหลักท่แี ท้จรงิ จากภาพท่ี 11 พบวา่ มีจานวนของสาเหตขุ ัดข้อง
ทงั้ หมด 4 เหตขุ ัดขอ้ งดงั น้ี

แผนภมู ิพาเรโตแสดงประวัตริ ะยะเวลารวมการขดั ข้องของเครอ่ื งจกั ร

29

4.2.1 ตะแกรงกรองกากชารดุ
ลักษณะการชารุดคือตะแกรงสแตนเลส แตกตามข้อโซ่ขับสายพาน ซ่ึงส่งผลให้น้ามันท่ีจะต้อง

นากลบั ไปใช้ซ้าใชไ้ มไ่ ด้

4.2.2 แมคคานคิ อลซลี (Mechanical Seal) ชารดุ
ลักษณะแมคซีลชารุดคือจะมีน้ามันร่ัวออกจากแมคซีล ส่งผลให้น้ามันเคร่ืองทอดลดลงจาก

ระดบั ที่กาหนดและการรว่ั ของนา้ มันกจ็ ะส่งผลให้บรเิ วณน้ันของเครื่องจกั รสกปรก

30

4.2.3 ลกู กลง้ิ หมุนกลบั (return Roller) ชารดุ
ลักษณะการชารุดลูกกล้ิงหมุนกลับเป็นวัสดุพลาสติก เม่ือใช้งานไปสักระยะก็จะเกิดการสึก

กร่อนจากการเสียดสีของสายพานสแตนเสล และเมื่อลูกกลิ้งหมุนกลับชารุด ไม่มีวัสดุรองรับ สายพานสแตน
เลส จะส่งผลให้สายพานสแตนเลสเสียดสีกบั สแตนเลสของแกนลูกกล้งิ ซึง่ จะทาใหเ้ กิดเศษผงสแตนเลสติดกับ
ชิน้ เนื้อท่ีทาการทอด

4.2.4 โซ่สายพานเทปลอ่ น (Teflon) ชารุด
ลักษณะโซ่สายพานเทปล่อนชารดุ คือใบของสายพานเกิดการคดงอเสียรูป ส่งใหส้ ายพานเทปล่อนไป
เกาะหรอื ขัดกบั สายพานชุดอื่น

โซส่ ายพานเทปล่อน (Teflon) ชารุด

31

4.3 การวิเคราะหห์ าสาเหตขุ องปัญหาหลกั ของการขดั ขอ้ งของเคร่ืองทอด
จากข้ันตอนการดาเนินงานที่ได้วางแผนโดยนาข้อมูลจากข้างต้น มาทาการวิเคราะห์หาสาเหตุ ของ

ปัญหาเพ่ือดาเนินหามาตรการป้องกัน และปรับปรุง ในบทนี้ผู้วิจัยจะดาเนินการวิเคราะห์ปัญหาโดยการใช้
หลักการ ทาไมทาไม (Why-Why Diagrams) และนามาหามาตรการป้องกนั และปรับปรุงโดยการใช้หลักการ
บารุงรกั ษาเชงิ ป้องกัน

4.3.1 ปญั หาตะแกรงกรองกากชารดุ

การวิเคราะห์ Why-Why Analysis ของปญั หาตะแกรงกรองกากชารดุ
ตาราง 4 สรุปการวเิ คราะห์ Why-Why Analysis ของปจั จยั ด้านบุคคล

32

4.3.2 ปญั หาของแมคคานคิ อล ซลี (Mechanical Seal) ชารุด

การวิเคราะห์ Why-Why Analysis ของปัจจยั แมคคานคิ อล ซลี (Mechanical Seal) ชารดุ
ตารางท่ี 5 สรุปการวเิ คราะห์ Why-Why Analysis ของปญั หาแมคคานคิ อล ซลี (Mechanical Seal) ชารดุ

4.3.3 ปัญหาของลูกกล้งิ หมุนกลับ (Return Roller) ชารดุ

การวเิ คราะห์ Why-Why Analysis ของปัญหาลูกกล้ิงหมุนกลับ (Return Roller) ชารดุ
ตารางท่ี 6 สรปุ การวิเคราะห์ Why-Why Analysis ของปญั หารเี ทรินโรลเลอร์ (Return Roller) ชารดุ

4.3.4 ปัญหาของโซ่สายพานเทปลอ่ น (Teflon) ชารดุ

การวเิ คราะห์ Why-Why Analysis ของปัญหาของโซ่สายพานเทปลอ่ น (Teflon) ชารดุ

33

ตารางที่ 7 สรปุ การวเิ คราะห์ Why-Why Analysis ของปญั หาของโซ่สายพานเทปล่อน (Teflon) ชารดุ

4.4 ผลการดาเนินงาน
จากการวเิ คราะหโ์ ดยใช้การวเิ คราะห์ Why-Why Analysis สามารถสรุปแนวทางการป้องกนั ไดด้ งั น้ี
4.4.1 กาหนดมาตรฐานรอบของการทิ้งกากเศษเนื้อ มีการกาหนดใหพ้ นกั งานทาการดึงกากเศษเนื้อ

ออกทุกวันก่อนเลกิ งานโดยให้พนกั งานประจาเครอื่ งทอดเป็นผู้รับผิดชอบ
4.4.2 ออกแบบการจับยึดใหม่ของน็อตชุดขับสายพานกับตะแกรง เพ่ิมเติมในส่วนของแหวน

รองนอ็ ตเพอื่ เพ่มิ พ้นื ที่สมั ผสั กบั แผ่นตะแกรง จงึ ส่งผลให้ตะแกรงมีความแขง็ แรงขึน้
4.4.3 เปลีย่ นน็อตท่ีป้องกนั การคลายตัวดงั แสดงตาม

นอ็ ตธรรมดา น็อตกนั คลาย

4.4.4 กาหนดการ PM เพ่ือปอ้ งกันการขัดขอ้ งของเคร่ืองทอด ในข้นั ตอนแรกไดแ้ กก่ ารเตรยี มความ
พร้อม
เพื่อทจ่ี ะนาระบบงานการบารงุ รักษาเชิงป้องกันมาใชใ้ นบรษิ ทั กรณีศกึ ษาโดยมขี ัน้ ตอนการดาเนนิ งานดงั น้ี

4.4.4.1 การจัดเตรียมเอกสารเพอ่ื รองรบั ระบบการบารงุ รกั ษาเชงิ ป้องกัน
- ระเบียบการปฏบิ ัตงิ านเร่ืองการบารุงรักษาและซอ่ มแซม
- รายงานการตรวจสอบตารางแผนงานการตรวจสอบบารุงรกั ษา
- Check sheet การตรวจสอบเครือ่ งจกั ร

4.4.4.2 การฝึกอบรมพนักงานในการใช้เอกสารรวมถึงการบันทึกข้อมูลในเอกสาร และให้
ความรู้ความเข้าใจและประโยชน์ท่ีได้รับจากการใช้ระบบการบารุงรักษาเชิงป้องกัน การเร่ิมทาระบบการ
บารุงรักษาเชิงป้องกัน ในโรงงานกรณีศึกษาจาเป็นต้องอบรมความรู้ในเร่ืองระบบการบารุงรักษาเชิงป้องกัน
ให้กับพนักงานท่ีเก่ียวข้องท้ังหมดเพื่อการทางานจะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมท้ังปรับทัศนคติของ
พนกั งาน ท่เี กย่ี วขอ้ งให้เหน็ ถึงความสาคญั ของเวลาที่สูญเสยี ไป

34

การอบรมการบารงุ รักษาเชิงปอ้ งกันโดยวทิ ยากรผเู้ ช่ยี วชาญ

35

บรรยากาศการเขา้ อบรมการบารงุ รักษาเชิงปอ้ งกนั ของพนกั งานและผทู้ เ่ี กี่ยวข้อง
4.4.4.3 การทาความสะอาดเบื้องตน้ คอื การทาความสะอาดเคร่อื งทอดทั้งหมดอย่างละเอยี ด
เพอ่ื เปน็ การตรวจสอบเครือ่ งทอดหรือเครอื่ งจักรทไ่ี ดใ้ ช้งานอยวู่ า่ มสี ภาพเปน็ อย่างไร
4.5 ทาการวิเคราะห์ เปรียบเทียบขอ้ มลู ผลการดาเนินงานกอ่ น-หลงั การปรบั ปรุง
หลังจากการประยุกต์ใช้หลักการบารุงรักษาเชิงป้องกันปรับปรุงระบบการทางานของเคร่ืองทอด
ระหว่างเดอื นธนั วาคม 2560 - กุมภาพันธ์ 2561 ผลการดาเนินงาน

36

ตารางท่ี 8 แสดงประวตั กิ ารหยดุ ทางานของเครอ่ื งทอด

37

ตารางท่ี 9 ตารางแสดงความพร้อมใช้งานเครอื่ งทอดอาหารกอ่ นและหลงั การปรับปรงุ ของบริษทั กรณีศกึ ษา

กราฟแสดงจานวนงานทผ่ี ลติ ได้ประสิทธภิ าพโดยรวมกอ่ นและหลงั การปรับปรงุ

38

กราฟเปรียบเทยี บกาลังการผลติ เฉลยี่ ตอ่ ชวั่ โมงกอ่ นและหลังปรบั ปรงุ

39

บทท่ี 5 สรปุ และข้อเสนอแนะ

ผลการปรับปรุงโดยการนาระบบการซอ่ มบารงุ เชงิ ปอ้ งกันมาประยกุ ตใ์ ช้ เพอ่ื เพิม่ คา่ ประสิทธภิ าพ
เคร่อื งจกั รโดยรวม (OEE) ก่อนการปรบั ปรุงจานวนการผลิตเฉลย่ี 3 เดอื น เท่ากับ 85,426 กิโลกรัมต่อเดือน
หลงั การปรบั ปรุงจานวนการผลติ เฉล่ยี 3 เดือนเท่ากับ 124,464 กิโลกรมั ต่อเดอื น หรอื เพิม่ ข้ึน 31.36% และค่า
ประสิทธิภาพเครื่องจกั รโดยรวมก่อนการปรับปรงุ จานวนการผลิตเฉลีย่ 3 เดือนเท่ากับ 60.72% หลงั การ
ปรบั ปรุงจานวนการผลติ เฉล่ยี 3 เดอื น เท่ากบั 92.72%

40

ตอนท่ี 2 : การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการอนุรกั ษ์พลงั งานในอตุ สาหกรรม
บทท่ี 1 : บทนา

1.1 ความเปน็ มาของการอนุรกั ษ์พลงั งาน
การอนรุ กั ษ์พลังงาน

การอนุรักษ์พลังงาน คือ การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดการอนุรักษ์
พลังงานนอกจากจะช่วยลดปริมานการใช้พลัง ซ่ึงเป็นการประหยัด ค่าใช้จ่ายในกิจการแล้ว ยังจะช่วยลด
ปญั หาสิง่ แวดลอ้ มท่เี กดิ จากแหล่งที่ใช้และผลิตพลังงานดว้ ย การสร้างนโยบายด้านพลงั งาน ของรัฐบาลเป็นอีก
แนวทางหนง่ึ ในการใชพ้ ลังงานอย่างค้มุ ค่า

พลังงาน เป็นสิ่งจาเป็นของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน และ ทวี ความสาคัญข้ึนเมอื่ โลกย่ิงพฒั นามากย่งิ ขนึ้
การผลิตพลังงานค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นการผลิตพลังงานที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในการผลิตมากย่ิงขึ้น แหล่ง
พลังงานมีหลากหลายทั้งพลังงานท่ีได้จากการผลิตโดยมนุษย์ และพลังท่ีได้จากธรรมชาติ สามารถแบ่งแหล่ง
พลังงานที่ มนุษย์นามาใช้ประโยชน์ได้ เป็น พลังงานจากซากฟอสซิลมวลชีวภาพ พลังงานน้า พลังงานลม
พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้าและพลังงาน นิวเคลียร์ พลังงาน หมายถึง
ความสามารถซ่ึงมีอยู่ในตัวของส่ิงท่ีอาจให้แรงงานได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Energy เป็นกาลังงานท่ีใช้ใน
ช่วงเวลาหนึ่ง มีค่าเป็น จูล(Joule) ตัวอย่างพลังงานได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ในแบตเตอรี่ พลังงานเคมีในอาหาร
พลังงานความร้อนของเครอ่ื งทาน้าร้อน หรือพลังงานศักย์ของนา้ ที่อยู่พลังงานสามารถเปล่ียนรปู จากรูปแบบ
หนึง่ ไปส่รู ปู แบบอนื่ ได้ โดยกฎการอนรุ ักษ์ พลังงานระบวุ า่ ในระบบปดิ นั้น พลังงานทั้งหมดทป่ี ระกอบข้ึนจาก
พลังงานของส่วนย่อยๆ จะมีค่าคงท่ีเสมอ พลังงานท่ีว่านี้ไม่สามารถจะทาให้สูญสลายไปได้ เว้นแต่ว่า จะ
แปรเปลยี่ นให้อยใู่ นรปู ของพลังงานในรปู แบบอืน่ ยกตวั อยา่ ง

-เปล่ยี นพลงั งานแสงจากดวงอาทติ ยใ์ หเ้ ปน็ พลงั งานไฟฟ้าท่ใี ชต้ ามบา้ นเรอื น (โดยใชโ้ ซลาร์เซลล์)
- เปล่ียนพลังงานสะสมที่มีอยู่ในน้าท่ีเก็บในเข่ือน (พลังงานศักย์) มาเป็นพลังงานท่ีใช้ขับเคล่ือน
ไดนาโม (พลังงานจลน์) ของโรงไฟฟ้าและยังมีพลังงานอีกหลายรูปแบบที่เราสามารถนามาใช้ได้แต่ยังไม่ได้
นามาใชห้ รือยังไมไ่ ด้คิดค้น ขน้ึ มา เชน่ พลงั งานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เปน็ ต้น
ประเภทหรือชนิดของพลังงาน
1. พลังงานกล ในทางฟิสิกส์ จะหมายถึง พลังงานที่เกี่ยวข้องงกับการเคลื่อนที่โดยตรงของวัตถุ โดย
ประกอบไปด้วยพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ จากสารานุกรมไทย สาหรับ เยาวชนฯ เล่มท่ี กล่าวว่า เครื่อง
ผ่อนแรงไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ต้องการแรงท่ีจะขับดันให้มันทางานดูจาก แรงนี้ได้จากพลังงานกล แรงที่
มนุษย์ มีอยู่แล้วได้จากกล้ามเนื้อแขน ขา ซ่ึงนับว่าเป็นพลังงานกลอย่างหน่ึง ที่ต้องทางานมากๆ ก็ต้องเพ่ิม
จานวน คนทางาน ผู้มอี านาจมเี งนิ ก็ใช้กาลังเกณฑบ์ งั คบั หรือซอ้ื คนมาใช้ทางานเรยี กว่า ทาส ทาสเปน็ พลงั งาน
กลท่ี สาคญั ในสมัยโบราณ เรอื เดนิ ทะเลในสมยั นั้นบางท่ีใช้กาลงั ขับแลน่ ด้วยฝีพายของทาส ซ่ึงถกู ลา่ มโซต่ ดิ กับ
กราบ เรือท้ังสองกราบ นายทาสตีกลองให้จงั หวะ ฝพี ายเปน็ การควบคุมความเรว็ ของเรือ มนุษยอ์ าศยั ข่ีหลังม้า
เป็น พาหนะมานานแล้ว จนสามารถควบคุมและบงั คับมันได้ดีเมือ่ มีเครือ่ งผ่อนแรงจึงใช้แรงงานของสัตวเ์ ล้ียง
เช่น ใช้ให้ลากรถ หมุนโม่ แป้ง และวิดน้า ฯลฯ ม้าลา วัว ควาย อูฐ ช้าง เป็นสัตว์เลี้ยงสาคัญที่ให้ พลังงานกล

41

ในแถบขว่ั โลกเหนือ ชาวเอสกิโม(Eskimo) และพวกแลปป์( Lapp) ใชส้ นุ ขั และกวาง เรนเดยี รใ์ นการลากเลื่อน
ไปใน ทุ่งน้าแข็งแรงที่ได้จากพลังงานกลธรรมชาติมีอยู่หลายอย่าง ที่มนุษย์รู้จักนามาใช้ ก่อนอย่างอ่ืน คงจะ
เป็นการขับแล่นเรือใบด้วยกระแสลม ในยุโรปมีการใช้แรงกระแสนา้ ในลาธารให้หมุนล้อจักร ไม้เพื่อโม่แป้งใน
บางแถบของโลกมีภูเขาไฟ น้าท่ไี หลซมึ ลงไปในบรเิ วณนั้น เมอื่ กระทบกับความร้อนใต้ดนิ กลายเป็นไอพุ่งข้ึนมา
ตามรอยแตกรา้ วของหนิ เกิด เป็นน้าพุรอ้ น ซ่ึงมีแรงดันพอทีจ่ ะใช้ประโยชน์ได้ใน อิตาลี และนวิ ซแี ลนด์ได้มกี าร
ควบคุมความดันของไอน้าจากน้าพุร้อน เพื่อนามาใช้หมุนกังหันสาหรับ เคร่ืองกาเนิด ไฟฟ้า เครื่องจักรกล
สมัยใหม่ใช้แรงงานจากพลังงานกลอ่ืนๆ ที่ไม่ใช้แรงงานกล้ามเนื้อ เพราะว่าอาจ นามาใช้งานตรากตราและ
บงั คับควบคุมได้ตามแต่ตอ้ งการ พลังงานกล ดงั กล่าวอาจจะไดม้ าโดยการแปรรูปจาก พลงั งานความร้อน เช่น
แรงระเบิดในลูกสูบ จากพลังงาน ไฟฟ้า เช่น การหมุนของมอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น พลังงานกล ซึ่งอาจจะ
ปลดปลอ่ ยแรงงานท่คี านวณได้แบ่งออกเป็นสองหมวดใหญ่ คอื พลังงานจลน์ และพลงั งานศักย์

42

2. พลังงานเคมี คือ พลังงานที่สะสมอยู่ในสาร ได้แก่ ในน้ามันเช้ือเพลิง ไม้ ถ่านหิน และอาหารเมือ่
สารเหล่านี้เกิดปฏิกริ ิยาเคมีก็จะใหพ้ ลังงานออกมา เชน่ การเผาไหมข้ องไม้ หรือ ถ่านหิน พลังงานออกมาในรูป
ความร้อนและแสงสว่าง การหายใจและการเผาผลาญอาหารในร่างกายก็จะให้ พลังงานใน การเจริญเติบโต
และทากิจกรรมต่างๆ ทั้งยังให้พลังงานความร้อนทาให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกพลังงานท่ี
สะสมในสารเหลา่ นวี้ า่ พลงั งานเคมี

3. พลังงานคล่ืน เป็นการเก็บเก่ียวเอา พลังงานที่ลม ถ่ายทอดให้กับผิวน้าในมหาสมุทรเกิดคล่ืน วิ่ง
เข้าสู่ชายฝั่งและเกาะแก่ง ต่างๆ เครื่องผลิต ไฟฟ้าพลังงานคล่ืนจะถูกออกแบบให้ลอยตัวอยู่บนผิวนา้ บริเวณ
หน้าอ่าวด้านหน้าท่ีหันเข้าหา คลื่น การใช้คลื่นเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นถ้าจะให้ได้ผลจะต้องอยู่ ในโซนท่ีมียอดคล่นื
เฉลี่ยอยู่ที่ 8 เมตรซ่ึงบริเวณนนั้ ต้องมีแรงลมด้วย แต่จากการวัดความสูงของยอด คลื่นสูงสุดในประเทศไทยท่ี
จงั หวัดระนองพบวา่ ยอดคลื่นสูงสดุ เฉลีย่ อยู่ท่ี4เมตรเท่านนั้ ซ่งึ ก็แนน่ อนวา่ ดว้ ยเทคโนโลยี การผลิตไฟฟ้า ดว้ ย
พลังงานคลืน่ ในปัจจุบันนนั้ ยังคงไม่สามารถใช้ในบ้านเราให้ ผลจริงจงั ได้

43

4. พลงั งานความรอ้ น หรือ พลังงานอุณหภาพ เป็น รปู แบบหนึ่งของพลังงาน มนุษย์เราได้ พลังงาน
ความร้อนมาจากหลายแห่งด้วยกัน เช่น จากดวงอาทิตย์ พลังงานในของเหลวร้อนใต้พ้ืน พิภพ การเผาไหม้
ของเช้ือเพลิง พลังงานไฟฟ้า พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้าในหม้อต้มน้า พลังงานเปลวไฟ ผลของความร้อน
ทาให้สารเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น หรือมีการเปล่ียนสถานะไป และนอกจากนี้แล้ว พลังงาน
ความร้อนยังสามารถทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง เคมไี ด้อีกด้วยหนว่ ยที่ใช้วัดปริมาณความร้อน คือ แคลอรี
โดยใชเ้ ครอื่ งมอื ทีเ่ รยี กวา่ แคลอร่เิ ตอร์

5. พลังงานทดแทน โดยท่ัวไปหมายถึงพลังงานท่ีใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน
ปิโตรเลียม และ แกส๊ ธรรมชาติซงึ่ ปล่อยคารบ์ อนไดออกไซด์มหาศาลอนั เป็นสาเหตุโลกร้อน ตวั อยา่ ง พลังงาน
ทดแทนทส่ี าคญั เชน่ พลังงานลม พลังงานนา้ พลงั งานแสงอาทติ ย์ พลังงานน้าขึน้ น้าลงพลังงานคล่นื พลังงาน
ความร้อนใต้พิภพ เช้ือเพลิงชีวภาพ เป็นต้น ในปี 2555 ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนเพียง18.29% ของ
พลังงานทั้งหมด เพ่ิมขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.8% โดยท่ีเพียง พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ 23%
เพิ่มขึ้นแตพ่ ลงั งานจาก พน้ื ถา่ น แกลบ และวัสดุ เหลอื ใช้ทางเกษตร โดยนามาใช้เป็นเช้ือเพลิงดั้งเดิม 10% มี
อัตราลดลง(อาจเปน็ เพราะมวลชีวภาพ ดังกล่าวถกู แปรรูปไปเปน็ เชอื้ เพลงิ ชีวภาพไปแลว้ )

44

6. พลังงานลม เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่ เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันขอ
บรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลกส่ิงเหล่านีเ้ ป็นปัจจัยที่ก่อให้เกดิ ความเรว็ ลมและกาลัง เป็นท่ี ยอมรับ
โดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งท่ีมีอยู่ในตัวเอง ซ่ึงในบางคร้ังแรงที่ทาให้บ้านเรือนที่ อยู่อาศัยพังทลาย
ต้นไม้ หกั โค่นลง สิ่งของวตั ถตุ ่าง ๆ ลม้ หรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปจั ุบนั มนุษยจ์ ึงได้ให้ ความสาคัญและ
นาพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยท่ัวไปไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานท่ี
สะอาดไมก่ ่อใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อสภาพแวดลอ้ ม และสามารถนามาใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไมร่ ู้จัก หมดสิน้ พลังงาน
ลมก็เหมือนกับพลังงานแสงอาตย์ คือ ไม่ต้องซ้ือ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนาเอาพลังงานลมมาใช้ ประโยชน์มากขน้ึ
พน้ื ท่ยี งั มีปญั หาในการวิจยั พัฒนานาเอาพลังงานลมมาใช้งานเนื่องจากปริมาณของลมไม่สม่าเสมอตลอดปี แต่
ยังไงก็คงมีพื้นที่บางพ้ืนท่ีสามารถนาเอาพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้บริเวณชายฝั่งทะเลเป็ต้น ซึ่ง
อุปกรณ์ท่ีช่วยในการเปล่ียนจากพลังงานลมออกมาเป็นพลังงานในรูปอ่ืน ๆ เช่น ใช่ กังหันลม (windturbine)
เพ่ือเปลี่ยนให้เป็น พลังงานไฟฟ้า กังหันโรงสี (หรือwindmill) เพ่ือเปลี่ยนให้ เป็น พลังงานกล คือเมื่อต่อเข้า
กับระหัดวิดน้าเพ่ือระบายน้าหรือต่อเข้ากับจักรกลก็สามารถใช้สีข้าว หรือ นวด แป้งได้ กังหันสูบน้า (หรือ
windpump, sails หรือใบเรอื เพ่ือขบั เคลอื่ นเรอื เป็นตน้

7. พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานของแสงและพลังงานของความร้อนที่แผ่รังสีมาจากดวง อาทิตย์
พลงั งานแสงอาทิตย์แบ่งออกเปน็ 2 สว่ นใหญ่ๆคือ พลงั งานที่เกดิ จากแสงและพลงั งานทเี่ กิด จากความรอ้ น

45

8. พลังงานไฟ เป็นพลังงานท่ีเปล่ียนมาจากพลังงานรูปอ่ืน ซ่ึงเกิดจากการเคลื่อนท่ี อิเล็กตรอนผ่าน
ตวั นาไฟฟา้ โดยอิเล็กตรอนเคล่ือนจากข้ัวที่จ่ายอเิ ล็กตรอนได้ดไี ปสู่ข้วั รับอิเลก็ ตรอนได้ดี(ขัว้ ลบไปหาข้วั บวก)
แต่ไฟฟ้าเป็นกระแสสมมุติเคล่ือนสวนทางกบั อิเลก็ ตรอนจา ข้วั บวกไปข้วั ลบ

9. พลังงานแม่เหล็ก (Magnetic Energy) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นในสนามแม่เหล็ก หรือ เกิดจาก
สนามแม่เหลก็ เช่นพลังงานที่เกิดข้ึนบนเหลก็ ที่อยใู่ นสนามแมเ่ หล็ก ถูกแรงแม่เหลก็ ดูดและผลกั ให้วางตัวอยู่ใน
สนามแม่เหล็กนั้น ตามสมการของแมกซ์เวลล์ พลังงานศักย์ของแม่เหล็ก (E) ของโมเมนท์ แม่เหล็ก (m) ใน
สนามแมเ่ หลก็ B เท่ากบั งานของแรงแมเ่ หลก็ แรงบิดของแม่เหล็ก ในการเรยี งตัวใน ทิศทางสนามแม่เหล็กนั้น
(พลังงานงานเท่ากบั มวลคณู ระยะทาง)

10. พลังงานจากการแผ่รังสี (อังกฤษ:Radiant Energy) เป็นพลังงานของคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า คานวณ
ได้จากผลรวมของฟลักซ์ (flux หรือ กาลัง) ท่ีแผ่ออกมาเมื่อเทียบกับเวลา มีหย่วยเป็น จูล พลังงานจะถูก
ส่งออกมาจากแหลง่ ใดแหล่งหน่งึ สู่ส่ิงแวดลอ้ มโดยรอบ อาจมองเห็นหรืออาจมองไม่เหน็ ได้ดว้ ยตาเปลา่

11. พลังงานเสียงเป็นพลังงานรูปหน่งึ ท่ีเกิดจากการสั่นสะเทือนเราสามารถได้ยินได้คือเป็น พลังงาน
รปู หน่งึ ทส่ี าคญั โดยมนุษย์ เพราะเราใช้เสียงในการสื่อสาร หรอื แมแ้ ตส่ ัตว์ หรือ พืชบางชนิด ใช้เสยี ง ในการสง่
สัญญาณเช่น พลังงานเสยี งท่ีไดจ้ ากการพูดคยุ กัน พลังงานเสยี งทไ่ี ด้จากเคร่ืองดนตรี

นโยบายพลงั งาน
พัฒนาพลงั งานให้ประเทศไทยสามารถพง่ึ ตนเองไดม้ ากขึน้ โดยจดั หาพลังงานใหเ้ พียงพอ มีเสถยี รภาพ

ด้วยการเร่งสารวจและพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และ เร่งให้มี
การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในระดับรัฐบาลเพ่ือร่วมพัฒนาแหล่งพลังงานวางแผนพัฒนา ไฟฟ้าให้มีการ
กระจายชนดิ ของเช้อื เพลงิ ท่ีใช้เพ่ือลดความเส่ียงด้านการจัดหา ความผนั ผวนทางด้านราคา และลดต้นทุนการ
ผลติ ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมนุ เวียนท่ีมีศกั ยภาพ โดยเฉพาะ โครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก และ
โครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก รวมท้ังศึกษาความเหมาะสมใน การพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆ มาใช้
ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า ดาเนินการให้นโยบายด้านพลังงานทดแทนเป็นวาระแหง่ ชาติ โดย สนับสนุนการ

46

ผลิตและการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวล เช่น แก๊ส โซฮอล์ (อี10 อี
20 และอี85) ไบโอดีเซล ขยะ และมูลสัตว์ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความม่ันคง ด้านพลังงาน ลดภาวะมลพิษ
และเพือ่ ประโยชน์ของเกษตรกร โดยสนับสนุนให้มกี ารผลติ และใช้ พลังงานหมุนเวียนในระดบั ชุมชน หมู่บา้ น
ภายใต้มาตรการสร้างแรงจงู ใจท่ีเหมาะสม รวมทั้ง สนบั สนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคขนสง่ ใหม้ ากข้ึน โดย
ขยายระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติให้ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนส่งเสริมและวิจัยพัฒนา พลังงาน
ทดแทนทุกรูปแบบอย่าง และต่อเนื่อง กากับดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มีเสถียรภาพ และ
เป็นธรรมต่อ ประชาชน โดยกาหนด โครงสร้างราคาเช้ือเพลิงท่ีเหมาะสม และเอื้อต่อการพัฒนาพืชพลังงาน
รวมทั้ง สะท้อนตน้ ทุนที่แท้จริงมากท่ีสดุ และบริหารจดั การผ่านกลไกลตลาดและกองทนุ นา้ มนั เพ่ือให้มีการใช้
พลังงานอย่างประหยดั และส่งเสริมการ แข่งขัน และการลงทุนในธุรกิจพลังงาน รวมท้ังพัฒนา คุณภาพการ
ให้บริการและความปลอดภัยส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน ท้ังในภาค ครัวเรือน อุตสาหกรรม
บริการ และขนส่ง โดยรณรงค์ให้ เกิดวินัยและสร้างจิตสานึกในการประหยัดพลังงาน และสนับสนุนการใช้
พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มี มาตรการจูงใจให้มีการลงทุนจาก ภาคเอกชนในการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์
ประหยดั พลังงานและมาตรการ สนบั สนุนให้ครวั เรือนลดการใช้ไฟฟา้ ในช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด รวมทงั้ การวิจัย
พัฒนาและกาหนดมาตรฐาน อุปกรณ์ไฟฟ้าและ มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน ตลอดจนสนับสนุนการ
พฒั นาระบบขนสง่ มวลชน และ การขนสง่ ระบบราง เพือ่ ใหม้ ีการใชพ้ ลงั งานอยา่ งมีประสิทธิภาพและสามารถ
ชะลอการลงทุนด้านการจัดหา พลงั งานของประเทศ ส่งเสรมิ การจัดหาและการใช้พลงั งานท่ีให้ความสาคัญต่อ
ส่ิงแวดล้อม ภายใต้ กระบวนการ มีส่วนร่วมของประชาชน โดยกาหนดมาตรฐานดา้ นต่างๆ รวมท้ังส่งเสรมิ ให้
เกิดโครงการ กลไกการพัฒนา พลังงานท่ีสะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และลดปริมาณ
ก๊าซ เรอื นกระจก จะเห็นไดว้ า่ ภาครัฐให้ความสนใจกับการใช้พลังงานในประเทศเป็นอย่างย่งิ การท่ปี ระชาชน
รวมถึงหน่วยงานท้ัง ภาครัฐและเอกชน ช่วยกันใช้พลังงานอย่างประหยดั และคุ้มค่าจะช่วยใหภ้ าครัฐสามารถ
ประหยัดงบประมาณได้อยา่ งมหาศาล
การใช้เทคโนโลยีให้ประหยัดพลังงานต้องคานึงถึงการประโยชน์ท่ีได้รับ และผู้ใช้ต้องเห็นความสาคัญของ
พลังงานซึง่ ในปจั จุบนั เรากาลงั เผชญิ กับปญั หาราคาพลงั งานที่เพิ่มสูงขนึ้
แนวทางในการอนุรกั ษ์พลังงานหรอื การใช้พลงั งานเชงิ อนรุ กั ษ์ทส่ี าคัญ ไดแ้ ก่

1. การใช้พลังงานอย่างประหยดั และคุม้ คา่ โดยการสรา้ งคา่ นิยมและจติ ใตส้ านกึ การใชพ้ ลังงาน
2. การใช้พลงั งานอยา่ งรคู้ ณุ คา่ จะตอ้ งมีการวางแผนและควบคมุ การใช้อย่างเตม็ ประสิทธิภาพและเกิด
ประโยชน์สูงสุดมีการลดการสูญเสียพลังงานทุกขั้นตอนมีการตรวจสอบและดูแลการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า
ตลอดเวลา เพอ่ื ลดการร่วั ไหลของพลงั งาน เป็นต้น
3. การใช้พลังงานทดแทนโดยเฉพาะพลงั งานทไ่ี ด้จากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลงั งานลม
พลังงานนา้ และอื่น ๆ
4. การเลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น เคร่ืองใช้ไฟฟ้าเบอร์5 หลอดผอม
ประหยดั ไฟเปน็ ตน้
5. การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพเชือ้ เพลิง เช่น การเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งทาให้ช้อื เพลงิ ให้พลงั งาน

47

6. การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยการนาวัสดุที่ชารุดมาซ่อมใช้ใหม่ การลดการทิ้งขยะท่ีไม่จาเป็น
หรือการหมุนเวียนกลบั มาผลิตใหม่(Recycle)
1.2 ความหมายของการอนรุ ักษพ์ ลังงาน

การอนุรักษ์พลังงานหมายถึง การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด เพ่ือให้
เกิดประโยชน์สงู สดุ

พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน2535 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2535
กาหนดให้กลุ่มเป้าหมายคือโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมมีหน้าท่ีต้องดูแลการใช้พลังงานอย่างมี
ประสิทธิภาพและดาเนินการอนุรักษ์พลังงานอย่างเป็นระบบดังนั้นเจ้าของโรงงานและผู้บริหารอาคารธุรกิจ
จาเป็นต้องตระหนักถึงสิทธิหน้าท่ีความรับผิดชอบขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆและบริการที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้
เพอ่ื ท่จี ะปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง

การใช้พลังงานในเคร่ืองจักรหรืออุปกรณ์ และคุณภาพวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการ พลังงานแทน
พนักงาน เจ้าหน้าท่ีเพื่อให้ทันต่อการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จึงได้ ตรา“พระราชบัญญัติการ
ส่งเสรมิ การอนุรักษพ์ ลังงาน (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2550” ข้นึ ใชบ้ งั คบั โดย ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา เมื่อวนั ท่ี 4
ธันวาคม 2550 และใหม้ ผี ลบังคับใชต้ ั้งแต่วนั ท่ี 1 มิถนุ ายน พ.ศ. 2551 เป็นตน้ ไป

โรงงานควบคมุ หรืออาคารควบคมุ หมายถงึ โรงงานหรอื อาคารที่มีหน้าที่ต้องดาเนิน อนุรักษ์พลังงาน
ตาม“พระราชบญั ญตั กิ ารสง่ เสรมิ การอนรุ ักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (ฉบับแก้ไขเพิม่ เตมิ )” ซง่ึ โรงงานหรืออาคาร
ท่เี ข้าขา่ ยเป็นโรงงานควบคุมหรอื อาคารควบคมุ น้นั จะต้องมีลกั ษณ์ การใช้พลังงานอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ดงั ตอ่ ไปนี้

1. เปน็ โรงงานหรอื อาคารทไ่ี ดร้ บั อนมุ ัติจากผจู้ าหน่ายพลงั งานให้ใชเ้ ครอ่ื งวัดไฟ ติดตงั้ หม้อแปลงไฟฟา้
ชุดเดยี วหรือหลายชดุ รวมกนั มีขนาดตัง้ แต่ 1,000 กโิ ลวัตต์ หรอื 1,175 กโิ ล โวลตแ์ อมแปร์ข้นึ ไป

2. เป็นโรงงานหรืออาคารท่ีใช้ไฟฟ้าจากระบบของผู้จาหน่ายพลังงานความร้อนจากไอน้าจากผู้
จาหน่ายพลงั งานหรือพลังงานสนิ้ เปลืองอ่ืนจากผจู้ าหน่ายพลงั งานหรอื ของตนเองอยา่ งใดอย่างหนึง่ หรอื รวมกัน
มีปริมาณพลังงานท้งั หมดเทียบเทา่ พลงั งานไฟฟ้าตั้งแต่ 20 ล้านเมกะจูล ข้นึ ไป


Click to View FlipBook Version