The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จัดทำโดย
นางสาววราภรณ์ โตมานิตย์ รหัสนักศึกษา 644101041
นายพงศ์ธร ทรัพย์ประเสริฐ รหัสนักศึกษา 644101066
64/23

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 23.066 พงศ์ธร เก้า, 2023-12-01 06:53:30

รายงาน เรื่อง การผันวรรณยุกต์

จัดทำโดย
นางสาววราภรณ์ โตมานิตย์ รหัสนักศึกษา 644101041
นายพงศ์ธร ทรัพย์ประเสริฐ รหัสนักศึกษา 644101066
64/23

รายงาน เรื่อ รื่ ง การผัน ผั วรรณยุก ยุ ต์ การพัฒพันาทักทัษะการผันผัวรรณยุกยุต์โต์ดยใช้แช้บบฝึกฝึการผันผัวรรณยุกยุต์ ตามทฤษฎีขฎีอง บลูมลูร่วร่มกับกัการใช้ MAGIC FINGER โดยผ่าผ่นกระบวนการออกแบบ ADDIE MODEL สำ หรับรันักเรียรีนชั้นชั้ ประถมศึกษาปีที่ปี ที่2 โรงเรียรีนนานาชาติเติซนอัลอั ฟอนโซ เสนอ การออกแบบสื่อการเรียรีนการสอน จัดจัทำ โดย นางสาววราภรณ์ โตมานิตย์ รหัสนักศึกศึษา 644101041 นายพงศ์ธศ์ร ทรัพรัย์ปย์ระเสริฐริรหัสนักศึกศึษา 644101066 ผู้ช่ผู้วช่ยศาสตราจารย์ ดร.ชวนพิศพิอัตอัเนตร์ รายงานเล่มล่นี้เป็นป็ ส่วนหนึ่งของรายวิชวิา 1543401 การออกแบบการจัดจัการเรียรีนรู้วิรู้ชวิา ภาษาไทย


คำ นำ รายงานการพัฒพันาทักทัษะการผันผัวรรณยุกยุต์โต์ดยใช้แช้บบฝึกฝึการผันผัวรรณยุกยุต์ ตามทฤษฎีขฎีองบลูมลูร่วร่มกับกั การใช้ MAGIC FINGER โดยผ่าผ่นกระบวนการออกแบบ ADDIE MODEL สำ หรับรันักเรียรีนชั้นชั้ ประถมศึกษาปีที่ปี ที่ 2 โรงเรียรีนนานาชาติเติซนอัลอั ฟอนโซ ซึ่งอ ซึ่ อกแบบโดยการใช้ ADDIE MODEL ออกแบบและการพัฒพันาสื่อการจัดจัการ เรียรีนรู้ภรู้าษาไทยเพื่อ พื่ พัฒพันาด้าด้นความจำ ความสามารถในการจำ แนกและการผันผัวรรณยุกยุต์จต์ากเนื้อหาในรายงานเล่มล่ นี้มีเมีนื้อหาเกี่ย กี่ วกับกัการผันผัวรรณยุกยุต์ทั้ต์ง ทั้ 5 เสียง ประกอบด้วด้ย เสียงสามัญมัเสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตจัวา คณะผู้จัผู้ดจัทำ จึงใจึห้ความสำ คัญคั ในการจัดจัทำ รายงานเล่มล่นี้เพื่อ พื่ ให้ผู้เผู้รียรีนหรือรืผู้สผู้ นใจที่จ ที่ ะศึกษาได้มีด้คมีวามรู้ครู้วามเข้าข้ใจ ของเนื้อหามากยิ่งยิ่ขึ้น ขึ้ คณะผู้จัผู้ดจัทำ หวังเวั ป็นป็อย่าย่งยิ่งยิ่ว่าว่รายงานเล่มล่นี้จะเป็นป็ ประโยชน์แก่ผู้ก่เผู้รียรีนและผู้สผู้ นใจที่จ ที่ ะศึกษาในเรื่อ รื่ งนี้หากมี ข้อข้ผิดผิพลาดประการใดคณะผู้จัผู้ดจัทำ ต้อต้งขออภัยภัมา ณ ที่นี้ ที่ นี้ ด้วด้ย และจะปรับรั ปรุงรุแก้ไก้ขในครั้งรั้ถัดถั ไปให้ดียิ่ดีงยิ่ขึ้น ขึ้ การผันผัวรรณยุกยุต์ I ก


สารบัญ 1. ที่มาและความสำ คัญ 2. วัตถุประสงค์ 3. วิธีการดำ เนินการ 4. ประโยชน์ คำ นำ สารบัญ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.3 ปัญหาการผันวรรณยุกต์ 2. หลักจิตวิทยาในการสอน 2.1 ทฤษฎีบลูม 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอน ADDIE (ADDIE MODEL) 2.3 แนวทางการจัดการเรียนการสอนผันวรรณยุกต์ 2.4 “นิ้วมหัศจรรย์” กับการผันเสียงวรรณยุกต์ การผันผัวรรณยุกยุต์ I ข ก ข ค 1 2 2 3 4 5 5 10 12 16 16 20 22 23


สารบัญ แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการผันวรรณยุกต์ ออกแบบโดยใช้ทฤษฎีบลูม ร่วมกับการออกแบบADDIE MODEL บทที่ 3 วิธีการดำ เนินงาน ภาคผนวก บรรณานุกรม ( ต่อ ) 3.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 3.2 ประเภทของชุดกิจกรรม 3.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 3.4 หลักจิตวิทยาในการสร้างชุดกิจกรรม 3.5 หลักและขั้นขั้ตอนในการสร้างชุดกิจกรรม 3. การสร้างชุดกิจกรรม การผันผัวรรณยุกยุต์ I ค 27 27 29 32 35 37 42 42 ง จ


บทที่ 1 ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อ พื่ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ภาษาไทยเป็นภาษา หนึ่งที่มี ความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในฐานะผู้ใช้ภาษาไทยควรอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้ ลักษณะของ ภาษาไทย และตระหนักถึงความสำ คัญของภาษาไทยอันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นเครื่องมือสำ คัญใน การสร้างเอกภาพความเป็นชาติไทยภาษามีความสำ คัญต่อมนุษย์มาก เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว ยังเป็น เครื่องมือของการเรียนรู้การพัฒพันา ความคิดของมนุษย์และเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพที่สำ คัญ ภาษา ช่วยเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย เพราะภาษาเป็นถ้อยคำ ที่ใช้ในการสื่อสารและ สร้างความเข้าใจกันในสังคม ภาษาจึงมีประโยชน์มากมาย รวมไปถึงการจัดการเรียนรู้ในรายวิชา ภาษาไทยซึ่งมีการจัดการในการทำ ออกมาเป็นรูปแบบของสื่อการเรียนการสอนมากมายไม่ว่าจะ เป็นสื่อจากเทคโนโลยี สื่อวัสดุจากของเหลือใช้ สื่อจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อ พื่ ให้ผู้เรียนเกิดศักยภาพ ทางการเรียนรู้ต่าง ๆ ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาในหัวข้อเรื่อง การผันวรรณยุกต์ โดยมีการใช้สื่อการ สอนในรูปแบบของทฤษฏีของบลูมที่ประยุกต์เข้ากับทฤษฎีของ ADDIE MODEL เพื่อ พื่ ให้มีความ สอดคล้องและมีความน่าสนใจและมีการใช้สื่อการสอนของ MAGIC FINGER เข้าไปประยุกต์ร่วม ด้วยเพื่อ พื่ ดึงดูดความสนใจของผู้เรียน จากความเป็นมาและความสำ คัญดังกล่าว ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้สอนในรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การผันวรรณยุกต์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน นานาชาติเซนอัลฟอนโซ ในรูปแบบการพัฒพันาทักษะการผันวรรณยุกต์โดยใช้แบบฝึกการผัน วรรณยุกต์ ตามทฤษฎีของบลูมร่วมกับการใช้ MAGIC FINGER ที่มาและความสำ คัญ การผันผัวรรณยุกยุต์ I 1


บทที่ 1 1. ผู้เรียนสามารถบอกรูปของวรรณยุกต์ได้ 2. ผู้เรียนสามารถผันวรรณยุกต์ได้ถูกต้องครบทั้ง 5 เสียง วัตถุประสงค์ วิธีการดำ เนินการ 1. คัดเลือกเลือกหัวข้อที่จะศึกษาจากความสนใจ 1) ต้องมีความรู้และทักษะพื้น พื้ ฐานอย่างเพียพีงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา 2) ควรจัดหาสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ และวัสดุอุปกรณ์เพื่อ พื่ นำ ประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอน 3) ควรมีแหล่งข้อมูลที่จะศึกษาให้เพียพีงพอ 4) มีเวลาที่เพียพีงพอในการจัดทำ 5) ควรจัดงบประมาณให้เพียพีงพอกับการจัดทำ 2. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งข้อมูล การศึกษาค้นคว้าข้อมูลควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารงานวิจัย บทความทางวิชาการ แหล่ง ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือและผู้ทรงคุณวุฒิและจึงรวบรวมข้อมูลในการจัดทำ โครงงาน 3.จัดทำ เค้าโครงที่จะทำ มีรายละเอียดดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลจากเอกสารบทความวิชาการ บทความวิจัย แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ 2) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ พื่ กำ หนดขอบเขตในการพัฒพันาโครงการ 3) ออกแบบการพัฒพันาสื่อการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ จากวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ 4) กำ หนดตารางในการปฏิบัติงานของการจัดทำ โครงงานและกำ หนดเวลาให้ชัดเจน 5) ทำ การพัฒพันาสื่อการจัดการเรียนการสอนอยู่สม่ำ เสอในทุกขั้นขั้ตอนและปรับปรุงให้ดีขึ้น 6) เสอเค้าโครงงานและแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การผันวรรณยุกต์ ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้ ให้คำ แนะนำ ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมตั้งแต่เริ่มทำ โครงงานจนสำ เร็จ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 2


บทที่ 1 4. การลงมือทำ ขั้นขั้ตอนในการลงมือปฏิบัติเมื่อมีการแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ ให้เหมาะสม จึงมีการตรวจสอบ ทดสอบ ปรับปรุงแก้ไขในการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ เพื่อ พื่ พัฒพันาปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพให้มากกว่าทุกครั้ง ให้ตรงตามเป้าหมายที่กำ หนดไว้ ประโยชน์ 1. ผู้เรียนสามารถผันวรรณยุกต์ได้ครบทั้ง 5 เสียง 2. ผู้เรียนบอกรูปของวรรณยุกต์ได้ครบทั้ง 5 เสียง 3. ผู้เรียนจำ แนกเสียงของวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 3


บทที่ 2 ในการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการประยุกต์ใช้รูปแบบการสอน ADDIE MODEL ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ได้ศึกษาค้นคว้า รวบรวมเนื้อหา และการใช้ ทฤษฎีต่าง ๆ ดังนี้ 1. เอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.3 ปัญหาการผันวรรณยุกต์ 2. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 2.1 ทฤษฎีบลูม 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอน ADDIE (ADDIE MODEL) 2.3 แนวทางการจัดการเรียนการสอนผันวรรณยุกต์ 2.4 “นิ้วมหัศจรรย์” กับการผันเสียงวรรณยุกต์ 3. การสร้างชุดกิจกรรม 3.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 3.2 ประเภทของชุดกิจกรรม 3.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 3.4 หลักจิตวิทยาในการสร้างชุดกิจกรรม 3.5 หลักและขั้นขั้ตอนในการสร้างชุดกิจกรรม การผันผัวรรณยุกยุต์ I 4


บทที่ 2 ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ เพื่อ พื่ เป็นกรอบแนวคิดนำ มาประยุกต์ใช้สร้าง แบบฝึก การผันวรรณยุกต์ ตามความมุ่งหมายของการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยแบ่งเนื้อหาเอกสารที่ เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ออกเป็น3ประเภท คือ ความหมายของวรรนยุกต์ การจำ แนกประเภท ของ วรรณยุกต์และการผันวรรณยุกต์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1.1.1 ความหมายของวรรณยุกต์ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวรรณยุกต์ ได้มีผู้อธิบายความหมายของวรรณยุกต์ ไว้ดังนี้ ไพบูลย์ ดวงจันทร์ (2523: 77) กล่าวว่าวรรณยุกต์เป็นหน่วยเสียงซ้อน (SUPRASEGMENTAL PHONEME) ประเภทหนึ่งที่มาซ้อนทับกับหน่วยเสียงอื่น และเป็นหน่วยเสียงที่ไม่สามารถเปล่งเสียง ได้โดยอิสระ เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยเป็นเสียงที่มีความสำ คัญเท่าๆกับเสียงพยัญชนะและเสียง สระ เพราะเป็นระดับเสียงสูง-ต่ำ ที่ทำ ให้ความหมายของคำ แตกต่างกันได้ เปลื้อง ณ นคร (2524: 55, 152) กล่าวว่าวรรณยุกต์ แปลตามตัวอักษรว่ากำ หนดเสียงหรือ กำ หนดพวก คือว่าเสียงในภาษาไทยนั้นมีสูงต่ำ ต่างกันหลายเสียง แต่พอจะกำ หนดลงได้ว่ามี5เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา วรรณยุกต์มีมาตั้งแต่สมัยขุนรามคำ แหง ส่วนชื่อเรียกว่า วรรณยุกต์ นั้นยังไม่ทราบว่าใครบัญญัติชื่อนี้ขึ้นแต่เมื่อไรแปลตามคำ ศัพท์ได้ว่า วรรณ แปลว่า สี ผง ชนิด เพศ ตัวอักษร ยุกต์แปลว่า ตกลง จบ เลิก รวมความแปลว่า ตกลงใน เรื่องตัวอักษร การบังคับเสียงตัวอักษร 1. เอกสารวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ 1.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 5


บทที่ 2 กาญจนา นาคสกุล (2541: 111) กล่าวในภาษาไทยระดับเสียงสูง-ต่ำ ของคำ เรียกกันว่า วรรณยุกต์ เป็นส่วนสำ คัญที่ทำ ให้คำ ตั้งแต่2คำ ขึ้นไป ส่วนประกอบอื่นๆ คือพยัญชนะต้น สระ และ พยัญชนะท้ายเดียวกัน มีความหมายต่างกันได้ วรรณยุกต์ในภาษาไทยจึงจัดเป็นหน่วยเสียง เรียก ว่า หน่วยเสียงวรรณยุกต์ หน่วยเสียงวรรณยุกต์จัดเป็นหน่วยเสียงซ้อนเพราะไม่เกิดตามลำ พังพัจะ เกิดพร้อมกับหน่วยเสียงเรียง โดยปกติวรรณยุกต์จะเกิดพร้อมสระ บรรจบ พันพัธุเมธา (2525: 53) กล่าวว่า เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียง สูงต่ำ ในคำ ภาษาไทยเช่น เดียวกับภาษาจีน และภาษาอื่นที่เป็นภาษาคำ โดดซึ่งมีการกำ หนดเสียงสูง-ต่ำ ไว้ตายตัวในคำ แต่ละ คำ ถ้าออกเสียงสูง-ต่ำ ผิดไปความหมายย่อมผิดไปด้วย ที่จริงภาษาแทบทุกภาษาย่อมมีเสียงสูงต่ำ ในภาษา แต่ไม่ได้กำ หนดไว้ในคำ คำ เดียวกันอาจจะอาจออกเสียงสูงต่ำ อย่างไรก็ได้แล้วแต่จะไป อยู่ที่ใดของประโยคและผู้พูด พูดแสดงความรู้สึกอย่างไร มุ่งหมายอย่างไร บอกเล่า ถาม ขอร้อง หรือบังคับ การที่คำ ของเรามีเสียงสูงต่ำ กำ หนดไว้ตายตัวเชื่อกันว่าเป็นเพราะต้องแยกความหมาย ให้เห็นเด่นชัดให้เสียงหนึ่งมีความหมายอย่างหนึ่งเช่น ปา มีความหมายต่างกับ ปาหรือป้า มิฉะนั้น ถ้า ปา คำ เดียว มีความหมายได้ทั้ง ปา ป่า และ ป้า ย่อมทำ ให้จดจำ ได้ยาก พิศพิศรี กมลเวช (2548: 10) กล่าวว่า วรรณยุกต์ แปลว่าเครื่องหมายประกอบตัวหนังสือ เสียงในภาษาไทยนอกจากจะมีเสียงแท้ คือ เสียงสระ เสียงแปร คือ เสียงพยัญชนะเช่นที่ภาษาอื่นๆ มีแล้ว ระดับสูง-ต่ำ ของคำ ยังมีความหมายด้วย นับเป็นเสียงชนิดที่๓ที่เรามีในภาษาเราเรียกเสียง สูงๆต่ำ ๆอย่างเสียงดนตรีนี่ว่า “เสียงดนตรี” และเรียกเครื่องหมายแสดงเสียงสูง-เสียงต่ำ นี้ว่า “วรรณยุกต์” ประยูร ทรงศิลป์ (2551: 53) กล่าวว่ารูปวรรณยุกต์ คือ เครื่องหมายมี่ใช้แสดงระดับเสียงสูง ต่ำ ของคำ ในภาษาไทยถ้าระดับเสียงสูงต่ำ แตกต่างกัน ความหมายของคำ จะแตกต่างกันด้วย วรรณยุกต์ทุกรูปใช้เขียนกำ กับไว้บนส่วนท้ายของพยัญชนะต้นของพยางค์หรือคำ และอยู่เหนือรูป สระสระที่เขียนไว้บนพยัญชนะต้นนั้น กรณีที่พยัญชนะต้นของพยางค์หรือคำ เป็นพยัญชนะสองตัว เรียงกัน รูปวรรณยุกต์จะกำ กับบนส่วนท้ายของพยัญชนะต้นตัวที่สอง ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 6


จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความหมายของวรรณยุกต์ สามารถกล่าวสรุปได้ว่า วรรณยุกต์ หมายรวมถึงรูปที่เป็นเครื่องหมายได้แก่ เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ เสียงสามัญ เอก โท ตรี จัตวา ซึ่งทำ ให้ภาษาไทยมีการออกเสียงสูงต่ำ คล้ายเสียงดนตรี 1.1.2 การจำ แนกประเภทของวรรณยุกต์ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวรรณยุกต์ ได้มีผู้จำ แนกประเภทของวรรณยุกต์ ไว้แตกต่างกัน ดังนี้ พระยาอุปกิตศิลปะสาร (2546: 13) ได้จำ แนกวรรณยุกต์ออกเป็น 2 พวก ตามลักษณะของ การใช้ คือ วรรณยุกต์มีรูป และวรรณยุกต์ไม่มีรูป ดังนี้ 1. วรรณยุกต์์มีรูป ได้แก่ คำ ที่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์กำ กับอยู่เห็นชัดเจน ตัวอักษรเขียนอยู่บน ส่วนท้ายของพยัญชนะต้น ถ้าเป็นคำ ที่มีรูปสระอยู่ข้างบนจะต้องเขียนวรรณยุกต์กำ กับบนสระอีกที่ หนึ่ง และ ถ้าคำ นั้นเป็นคำ ควบกล้ำ วรรณยุกต์จะต้องอยู่บนตัวอักษรตัวที่ 2 2. วรรณยุกต์ไม่มีรูป ได้แก่ เสียงซึ้งมีทำ นองสูงต่ำ ตามหมู่ของอักษรโดยไม่มีรูปวรรณยุกต์กำ กับ เปลื้อง ณ นคร (2524: 55) กล่าวว่า วรรณยุกต์แบ่งเป็น2อย่าง คือ (1) รูปวรรณยุกต์และ (2) เสียงวรรณยุกต์ เมื่อเป็นดังนี้โดยที่พยัญชนะของเราแบ่งออกเป็นไตรยางศ์ คือ อักษรสามหมู่ ใน ตัวอักษรตัวเดียว ก็อาจจะออกเสียงอย่างหนึ่ง แต่มีรูปวรรณยุกต์เป็นอย่างอื่นได้ เช่น ค้า เป็น เสียงตรี แต่วรรณยุกต์โท หา เป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวา แต่ไม่แสดงรูปวรรณยุกต์ บทที่ 2 ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 7


1.1.3 การผันวรรณยุกต์ จากการศึกษาเอกสารและตำ ราที่เกี่ยวกับเรื่องการผันวรรณยุกต์ ได้มีผู้อธิบายเกี่ยวกับความ หมายและวิธีการผันวรรณยุกต์ดังนี้ กฤตวิทย์ ดวงสร้อยทอง (2522: 123-126) กล่าวว่า”การผันตัวอักษร”บางตำ ราเรียกว่า”การ ผันเสียงวรรณยุกต์” แต่ในงานวิจัยนี้ขอใช้คำ ว่า”การผันอักษร” สามารถสรุปความหมายออกได้ เป็น2นัยดังนี้ 1. ความหมายที่ 1 การผันตัวอักษร คือ การผันอักษรตามเสียงวรรณยุกต์ คำ ที่เป็นอักษรสูง อักษร กลาง และอักษรต่ำ ที่เป็นคำ เป็นและคำ ตายจะผันเสียงได้ไม่เท่ากันคำ เป็นเป็นอักษรสูงจะผันได้อ 3V เสียง อักษรกลางผันได้5เสียง และอักษรต่ำ 3 เสียง 2. ความหมายที่ 2 การผันอักษร คือ การเปลี่ยนเสียงของคำ ให้สูงต่ำ ไปตามวรรณยุกต์ที่กำ กับอยู่ เนื่องจากคำ ในภาษาไทยนั้นมีเสียงใกล้เคียงกันมาก การผันอักษรจึงมีความจำ เป็นเพราะความ หมายของคำ ในภาษาขึ้นอยู่กับวรรณยุกต์ที่ผันไปตามเสียงนั้น ๆ สรุปได้ว่าอักษรสูงและอักษรกลางมีเสียงตรงกับรูปวรรณยุกต์เสมอ แต่อักษรต่ำ มีเสียงไม่ตรง กับรูปวรรณยุกต์ พิศพิศรี กมลเวชช (2548: 48) แสดงแผนภูมิ อธิบายการผันวรรณยุกต์ ตามลักษณะ คำ เป็น คำ ตาย ไว้ดังนี้ บทที่ 2 ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 8


สมศรี เพช็รยิ้ม (2544: 150) กล่าวถึงวิธีการสอนอ่านหรือเขียนคำ ที่มีรูปวรรณยุกต์ ไว้ดังนี้ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีการใช้วิธีการสอนที่ดีในการสอนภาษาไทยที่มุ่ง พัฒพันาความสามารถ ในการอ่านและความสามารถในการเขียน การแจกลูกเป็นวิธีการฝึกการอ่านเพื่อ พื่ ให้นักเรียนอ่านคำ ได้คล่องปากและจับหลักได้ด้วยการ ผันสระ พยัญชนะ หรือวรรณยุกต์ โดยกำ หนดอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลักเสมือนแม่ แล้วผันใส่ตัวที่ ต้องการไปทีละตัว การแจกลูกเป็นการฝึกให้นักเรียนเปล่งเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เป็นการ สะกดคำ ไปในตัวจึงทำ ให้นักเรียนสามารถเขียนคำ ได้ไปด้วยในตัว การผันเสียงวรรณยุกต์เป็นการสอนเพื่อ พื่ ให้นักเรียนเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับความสัมพันพัธ์ ของรูปและเสียงวรรณยุกต์ที่เกิดจากพยัญชนะกับรูปวรรณยุกต์ซึ่งนักเรียนจะสามารถผันเสียง วรรณยุกต์ได้ก็ต่อเมื่อมีความคิดรวบยอดของเสียงวรรณยุกต์ที่เกิดจากการประสมรูปวรรณยุกต์ กับพยัญชนะทั้ง44ตัวที่มีระดับเสียงต่างๆกันแล้วสรุปเป็นกฎเกณฑ์ นิตยา กาญจนะวรรณ(2551: 135-138) สรุปได้ว่า พยัญชนะกลาง สูง ต่ำ มีการกำ หนดใน การออกเสียงสูงต่ำ ต่างๆกันไป 1.คำ ที่ออกเสียงสูงต่ำ ได้ทุกเสียง ได้แก่ ก. คำ ที่มีพยัญชนะเสียงกลาง สระเสียงยาวไม่มีตัวสะกด ข.คำ ที่มีพยัญชนะเสียงกลาง สระเสียงยาวมีตัวสะกด เป็นคำ เป็น ค.คำ ที่มีพยัญชนะเสียงกลาง สระเสียงยาวมีตัวสะกด เป็นคำ ตาย 2.คำ ที่ออกเสียงสามัญและเสียงจัตวาไม่ได้ ได้แก่ ก.คำ ตามที่มีสระเสียงยาว มีตัวสะกด คำ ตาย ข.คำ ตามที่มีสระเสียงสั้น ไม่มีตัวสะกด ค.คำ ตามที่มีสระเสียงสั้น มีตัวสะกด คำ ตาย 3.คำ ที่ออกเสียง เอก โท ตรี มีได้ทั้งสระเสียงสั้นเสียงยาว 4.มีตัวสะกด ไม่มีตัวสะกด มีตัวสะกดคำ เป็นปละคำ ตาย บทที่ 2 ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 9


บทที่ 2 จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการผันวรรณยุกต์ สามารถกล่าวได้ว่า การผันวรรณยุกต์ หมายถึง การอ่านออกเสียง พยางค์ พยัญชนะต้นและสระ ตัวเดียวกันไล่ตามระดับของเสียง วรรณยุกต์ที่เปลี่ยนไปตามพยัญชนะ สระและรูปวรรณยุกต์ที่ปรากฏ 1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ ( ต่อ ) จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์พบว่ามีนักการศึกษาหลายท่านได้ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับเรื่องวรรณยุกต์ไว้ดังนี้ วรนารถ (2518 : บทคัดย่อ) สร้างแบบฝึกหัดผันเสียงวรรณยุกต์สำ หรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบางยี่ขันขัสงเคราะห์ ตำ บลบางยี่ขันขัอำ เภอบางกอกน้อย กรุงเทพฯ จากการนำ แบบฝึกไป ทดลองพบว่าเมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบของคะแนนก่อนฝึกและหลังฝึกนักเรียนมีคะแนนความ ก้าวหน้าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 30.54 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำ คัญระดับ .01 ซึ่งแสดงว่า นักเรียนมีความรู้ในทักษะการฝึกผันวรรณยุกต์แตกต่างไปจากเดิมในทางที่ดีขึ้น พุทธชาด ธ. โปธิบาล (2540 : บทคัดย่อ) ศึกษาความสัมพันพัธ์ของเสียงสระสั้นยาวกับเสียง วรรณยุกต์ในภาษาไทย พบว่าการออกเสียงสระสั้นยาวมีความสัมพันพัธ์กับวรรณยุกต์ กล่าวคือ อาจคาดเดาได้ว่าเสียงสระจะเป็นเสียงสั้นหรือเสียงยาวเมื่อปรากฏร่วมกับเสียงวรรณยุกต์ดังนี้ เสียงสระในคำ ที่มีรูปเขียนวรรณยุกต์เอก เช่น เก่ง เป่ง แล่ง แท่ง ช่อง ค่อย มักมีเสียงสั้นในขณะที่ คำ ที่มีรูปวรรณยุกต์โท เช่น เก้ง เป้ง แล้ง แท้ง น้อง ร้อย มักมีเสียงยาว เมื่อพิจพิารณารูปสระในคำ เหล่านี้ก็จะเห็นว่ารูปสระเป็น (เ-C), (แ-C), (-อC) ทั้ง 2 กลุ่มทั้งๆที่คำ กลุ่มแรกมีสระเสียงสั้น ซึ่งคน ที่จะเขียนด้วยรูปที่ต่างออกไปคือใช้รูปเขียนแทนสระเสียงสั้น (เ ็C), (แ ็C) และ( ็อC) ตามลำ ดับการ ที่รูปสระไม่แสดงความสั้นยาวเช่นนี้จึงดูราวกับว่า เครื่องหมายวรรณยุกต์ที่แตกต่างกันในคำ ทั้ง สองกลุ่มจะเป็นเครื่องแสดงความสั้นยาวของเสียงสระไปโดยปริยายเมื่อเป็นดังนี้จึงน่าจะเป็นไปได้ ว่าเสียงสระสั้นยาวในภาษาไทยมีความสัมพันพัธ์กับเสียงวรรณยุกต์ การผันผัวรรณยุกยุต์ I 10


บทที่ 2 สมศรี เพ็ชรยิ้ม (2544 : 152) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียนระหว่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนด้วยวิธีผันเสียงวรรณยุกต์และวิธีแจกลูก ผลการ วิจัยพบว่า (1) ความสามารถในการอ่านและการเขียนของนักเรียนกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีผัน เสียงวรรณยุกต์กับกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีแจกลูกไม่แตกต่างกัน โดยที่ทั้ง 2 กลุ่มมีค่าเฉลี่ย การอ่านและการเขียนสูงมากด้วยกันทั้งคู่ (2) นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธี ผันเสียงวรรณยุกต์ และกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีการแจกลูกมีพัฒพันาการในการอ่านและการ เขียนดีทั้งคู่ (3) ขณะที่เรียนนั้นพฤติกรรมของนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีความกระตือรือร้นในการเรียน และมีลักษณะเด่นคือ ทั้ง 2 กลุ่มมีความร่าเริงแจ่มใสสนุกสนานในการเรียน จากการค้นพบดังกล่าว จึงสรุปโดยทั่วไปได้ว่าวิธีสอนด้วยวิธีผันเสียงวรรณยุกต์และวิธีแจกลูกต่างเป็นวิธีสอนที่ดีในการ สอนภาษาไทยที่มุ่งพัฒพันาความสามารถในการอ่านและการเขียนให้แก่นร. ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประไพพรรณ กิ้วเกษม(2546: บทคัดย่อ) วิจัยเรื่องการพัฒพันาการของเสียงวรรณยุกต์จาก หนังสือจินดามณีฉบับพระโหราธิบดีมาสู่ภาษาไทยปัจจุบัน มีความมุ่งหมายเพื่อ พื่ ศึกษาพัฒพันาการ ของเสียงวรรณยุกต์ที่ปรากฏในหนังสือจินดามณีฉบับพระโหราธิบดีมาสู่ภรศาไทยปัจจุบัน โดยใช้ วิธีวิจัยทางวิชาภาษาศาสตร์เปรียบเทียบและภาษาศาสตร์เชิงประวัติผลการศึกษาพบว่า ความ ก้องและไม่ก้องของพยัญชนะต้นในภาษาไทย ดังเดิมจนถึงสมับสุโขทัย เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการ เกิดเสียงวรรณยุกต์ โดยปรากฎเสียงวรรณยุกต์เพียพีง3หน่วยวเสียง ต่อมาในยุคสมัยอยุธยาตอน กลาง ในหนังสือจินดามณีฉบับพระโหราธิบดี หน่วยเสียงวรรณยุกต์มีการแตกตัวจากอิทธิพลของ พยัญชนะต้น จึงเกิดการแตกตัวของหน่วยเสียงอาจมีเสียงวรรณยุกต์ เกิดขึ้น 8 หรือ 9 หน่วย เสียง ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลายในหนังสือจินดามณีฉบับพระเจ้าบรมโกศ เกิดการเปลี่ยนแปลง ลักษณะเฉพาะทางลัทศาสตร์ของพยัญชนะต้น ทำ ให้เสียงวรรณยุกต์ลดลงเหลือเพียพีง 5 หน่วย เสียงปละใช้สืบเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 11


บทที่ 2 จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวรรณยุกต์ สามารถสรุปได้ว่าเสียงวรรณยุกต์มีการ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การออกเสียงสระสั้นยาวมีความสัมพันพัธ์กับวรรณยุกต์และการสร้าง แบบฝึกการผันเสียงวรรณยุกต์ ช่วยให้นักเรียนมีความรู้และทักษะในการฝึกการผันวรรณยุกต์ แตกต่างไปจากเดิมในทางที่ดีขึ้น จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบฝึกและการผันวรรณยุกต์ ดังที่กล่าวมาข้าง ต้นผู้วิจัยได้นำ หลักการและกนะบวนการของการสร้างแบบฝึกที่ได้ศึกษามาใช้ในการสร้างแบบฝึก การผันวรรณยุกต์สำ หรับผู้เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศทั้งนี้เพื่อ พื่ ให้ครูผู้สอนสามารถ นำ ไปใช้เป็นแบบฝึกเพื่อ พื่ เสริมสร้างทักษะการผันวรรณยุกต์และช่วยพัฒพันาความก้าวหน้าของทักษะ การผันวรรณยุกต์ของผู้เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศต่อไป ( ต่อ ) 1.3 ปัญหาการผันวรรณยุกต์ กรมวิชาการ (2546: 146-151) อธิบายว่า ภาษาไทยมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งซึ่ง เป็นลักษณะพิเพิศษ นั่นก็คือเป็นภาษาที่มีเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ คล้ายเสียงดนตรี เสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ นี้เกิด จากเครื่องหมายวรรณยุกต์ คำ ในภาษาไทยมีทั้งคำ ที่ปรากฏเครื่องหมายวรรณยุกต์ที่เรียกว่า วรรณยุกต์มีรูป และคำ ที่ไม่ปรากฏเครื่องหมายวรรณยุกต์กำ กับแต่ก็มีเสียงวรรณยุกต์ เรียกว่า วรรณยุกต์ไม่มีรูป 1. เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมีความสำ คัญมาก คำ ที่มีวรรณยุกต์แตกต่างกัน นอกจากจะทําให้ ระดับเสียงแตกต่างกันแล้ว ความหมายของคําก็แตกต่างกันด้วยครูผู้สอนจึงจำ เป็นต้องเน้นให้ นักเรียนตระหนักถึงความสำ คัญของการใช้เครื่องหมายวรรณยุกต์ในการเขียนคำ ต่าง ๆ ให้ถูก ต้อง เพื่อ พื่ การเขียนสื่อความหมายจะได้ไม่ผิดพลาด ปัญหาที่พบอยู่เสมอ คือ การใช้วรรณยุกต์ผิด เช่น คำ ว่า นะคะ เชิ้ต โน้ต คำ เหล่านี้ ผู้เขียนมักจะเขียนผิดเสมอ โดยใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ตรี แทนเครื่องหมายวรรณยุกต์โท ทั้งนี้เพราะผู้เขียนไม่แม่นยำ ในเรื่องการผันเสียงวรรณยุกต์ ความ ยุ่งยากของการเลือกใช้เครื่องหมาย วรรณยุกต์ก็เนื่องมาจากภาษาไทยมีพยัญชนะ 44 ตัว - การผันผัวรรณยุกยุต์ I 12


บทที่ 2 ระดับเสียงของพยัญชนะทั้ง 44 ตัว จำ แนกตามพื้น พื้ เสียงได้เป็น 3 กลุ่ม หรือ 3 หมู่ ที่เรียกว่า ไตร ยางศ์ คือ เสียงสูง เสียงกลาง และเสียงต่ำ อักษรทั้ง 3 หมู่นี้ เมื่อนำ มาเขียนประสมเป็นคำ ระดับพื้น พื้ เสียงที่แตกต่างกัน จะทำ ให้การใช้วรรณยุกต์ต่างกันนอกจากนี้การที่ค้าไทยจําแนกเป็น ค่าเป็น คำ ตาย คำ ที่ประสมสระเสียงสั้นและสระเสียงยาว ล้วนแล้วแต่ทำ ให้ยุ่งยากต่อการใช้เครื่องหมาย วรรณยุกต์ทั้งสิ้น ( ต่อ ) 2. ความหมายของการผันวรรณยุกต์ หมายถึง การอ่านคำ โดยแจกเสียงวรรณยุกต์ ของคำ ไป ตามลำ ดับเสียง โดยมีเครื่องหมายวรรณยุกต์เป็นตัวกำ หนดเครื่องหมายวรรณยุกต์ของไทยมี 4 รูป ได้แก่ *ส่วนวรรณยุกต์ของภาษาไทย มี 5 เสียง ได้แก่ เสียงสามัญเสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา เครื่องหมายวรรณยุกต์ที่กำ กับคำ ต่าง ๆ นอกจากจะทำ ให้รูปของคำ ต่างกันแล้ว ยังทำ ให้เสียงของคําและความหมายของคําแตกต่างกันด้วย 3. แนวการจัดการเรียนการสอนผันเสียงวรรณยุกต์ จะใช้แผนการจัดการเรียนรู้จํานวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ คือ 1) เสียงในภาษาไทย จำ นวน 1 ซม. 2) มาตราตัวสะกด จํานวน 1 ชม. 3) คำ เป็น คำ ตาย จำ นวน 1 ชม. 4) ไตรยางศ์ จํานวน 1 ซม. 5) การผันเสียงวรรณยุกต์ จำ นวน 3 ชม. นอกจากนั้นยังใช้เทคนิคและวิธีการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเข้ามาใช้ในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ อีกด้วย การผันผัวรรณยุกยุต์ I 13


บทที่ 2 กำ ชัย ทองหล่อ (2545: 79 - 80) อธิบายเรื่องวรรณยุกต์ ว่ามี 2 ชนิด ดังนี้ 1. วรรณยุกต์มีรูป หมายถึง วรรณยุกต์ที่มีเครื่องหมายบอกระดับของเสียงให้ชัดเจนอยู่เบื้องบน อักษร มีอยู่ 4 รูป ๋เรียกชื่อว่า วรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา โดยลำ ดับ และให้เขียนไว้เบื้องบน อักษรตอนสุดท้าย เช่น ก่ ก้ ก๊ ก๋ ปั่น ปั้น ลื่น เลี่ยน เป็นต้น ถ้าเป็นอักษรควบหรืออักษรน่าให้เขียนไว้ เบื้องบนอักษรตัวที่ 2 เช่น ครุ่น คลื่นเกลื่อน เกล้า ใกล้ ฯลฯ รูปวรรณยุกต์นี้เริ่มใช้ในชั้นต้นตั้งแต่ สมัยกรุงสุโขทัย แต่มีใช้อยู่เพียพีง 2 รูปเท่านั้น คือไม้เอก ( ่) กับไม้โท ( ้) แต่ไม้โทเขียนเป็นรูปกากบาท( ๋) ต่อมาในปลายสมัยกรุงสุโขทัยจึงได้เปลี่ยนรูปกากบาทเป็นรูปไม้โทอย่างที่ใช้ อยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วน ไม้ตรีกับไม้จัตวายังไม่มีใช้ สันนิษฐานว่าน่าจะมีใช้เมื่อตอนปลาย สมัยกรุงศรีอยุธยาและคงเป็นการ คิดขึ้นสำ หรับใช้เขียนคำ ที่มาจากภาษาจีน ความเห็น เกี่ยวกับประวัติวรรณยุกต์นี้ ยอร์ช เซเดย์ เห็น ว่า พ่อขุนรามคำ แหงเป็นผู้แรกที่คิดขึ้นเพื่อ พื่ ให้ออกเสียงชัดเจนเท่ากับการพูดของคนไทย และในศิลา จารึกของพ่อขุนรามคำ แห่งมีเครื่องหมายวรรณยุกต์ใช้อยู่ 2 อย่าง คือ ไม้เอก กับกากบาท 2. วรรณยุกต์ไม่มีรูป ได้แก่ เสียงที่มีทำ นองสูงต่ำ ตามหมู่ของอักษรไทยโดยไม่ต้องมีรูปวรรณยุกต์ กำ กับก็อ่านออกเสียงได้เหมือนมีรูปวรรณยุกต์กำ กับอยู่ด้วย เช่น นา หนะ นาก นะ หนา ฯลฯ วรรณยุกต์มีรูปต่างกับวรรณยุกต์ไม่มีรูป คือ วรรณยุกต์มีรูปจะต้องมีเครื่องหมายบอกเสียงกำ กับ ไว้ข้างบนอักษรและมีอยู่เพียพีง 4 เสียงเท่านั้น คือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา ตาม รูปวรรณยุกต์ แต่ไม่มีเสียงสามัญส่วนวรรณยุกต์ไม่มีรูปมีครบทั้ง 5 เสียง เต็มตามจำ นวนเสียงที่ กำ หนดใช้อยู่ในภาษา ไทย โดยไม่มีเครื่องหมายบอกเสียง กับแต่ออกเสียงสูงต่ำ ตามหมู่อักษรทั้ง 3 เสียง วรรณยุกต์ทั้ง 5 เสียงเรียงตามลำ ดับจากต่ำ ไปหาสูง ดังนี้ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และ เสียงจัตวา แต่ในการผันอักษร (เสียงที่ 3) เป็นเสียงนำ ปัญหาการใช้วรรณยุกต์ในภาษาไทย ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 14


บทที่ 2 การใช้วรรณยุกต์ในภาษาไทย มีปัญหาหลายประการ ได้แก่ 1. รูปวรรณยุกต์กับเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน ทั้งอักษรสูงและอักษรต่ำ เช่นคำ ว่า ข้า กับ ค่า สามารถอ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่มีรูปวรรณยุกต์ไม่เหมือนกันความหมายไม่เหมือนกันประการ หนึ่ง อีกประการหนึ่งคือ รูปวรรณยุกต์เอกอ่านออกเสียงเป็นโท และรูปวรรณยุกต์โทอ่านออก เสียงเป็นเสียงตรี เช่น ค่า กับ ค้า เป็นต้น 2. คำ บางคํา หน่า อ่านออกเสียงตามตัวทีมานํา เช่น หมา บางค่าที่ไม่มี หน้า แต่อ่านออกเสียงตัว ที่มาน่า เช่น อย่า อยู่ อย่าง อยาก เป็นต้น 3. รูปวรรณยุกต์ใช้กับพยัญชนะไม่ได้ทุกเสียง เช่น รูปตรี ( ๊) และรูปจัตวา ( ๋) ใช้กับอักษรสูงไม่ได้ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 15


บทที่ 2 BENJAMIN S. BLOOM (อ้างอิงใน ชวาล แพรัตกุล, 2525, หน้า 7) ได้จําแนกพฤติกรรม ทางการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน คือ พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัพิสัย ด้านจิตพิสัพิสัย และด้านทักษะพิสัพิสัย โดย พฤติกรรมที่ต้องการศึกษา คือพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัพิสัย แบ่งออกเป็น 6 ด้านคือ ด้านความรู้ความ จํา ความเข้าใจ การนําไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และ การประเมินค่า ชวลิต ศรีคํา (2552, หน้า 1-4) กล่าวว่า บลูม และคณะจัดพฤติกรรมการเรียนรู้ของ BENJAMIN BLOOM ซึ่งได้พัฒพันาขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 6 ของศตวรรษที่ 20 (1950 – 1959) โดยใช้ หลักจําแนกอันดับ (TAXONOMY) ซึ่งแยกพฤติกรรมการเรียนรู้ออกได้เป็น 3 ด้าน คือ 1. พฤติกรรม ด้านพุทธิพิสัพิสัย (COGNITIVE DOMAIN) ได้แก่ ความรู้ความจํา (KNOWLEDGE) ความเข้าใจ (COMPREHENSION) การนําไปใช้ (APPLICATION) การวิเคราะห์ (ANALYSIS) การ สังเคราะห์(SYNTHESIS) และการประเมินค่า (EVALUATION) 2. พฤติกรรมด้านจิตพิสัพิสัย (AFFECTIVE DOMAIN) ได้แก่ การรับรู้ (RECEIVING) การตอบสนอง(RESPONDING) การเห็น คุณค่า (VALUING) การจัดระบบและการสร้างกรอบความคิด(ORGANIZATION AND CONCEPTUALISING) และการสร้างลักษณะนิสัย (CHARACTERIZATION BY VALUE OR VALUE CONCEPT) 3. พฤติกรรมด้านทักษะพิสัพิสัย (PSYCHOMOTOR DOMAIN) ได้แก่ การเลียน แบบ(IMITATION) การทำ ตามแบบ (MANIPULATION) การทำ อย่างถูกต้อง (PRECISION) ความ ชัดเจนในการปฏิบัติ (ARTICULATION) การทำ อย่างเป็นแบบธรรมชาติ หรือ อัตโนมัติ (NATURALIZATION) 2. หลักจิตวิทยาในการสอน 2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ บลูม BLOOM (BLOOM'S TAXONOMY) ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 16


บทที่ 2 พยนต์ธร สําเร็จกิจเจริญ (2553, หน้า 8-16) กล่าวว่า พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัพิสัย หมายถึง สมรรถภาพทางสติปัญญาหรือทางสมองของผู้เรียนในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะต้องอาศัย ความสามารถทางสมองเป็นที่ตั้งของการคิดในระดับต่างๆ รวมทั้งจดจํา เช่น การเรียนวิชาเลข การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การทำ ความเข้าใจในการอ่าน การเขียนเรียงความ การคิด ประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ เป็นต้น BENJAMIN BLOOM และคณะ ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรับรู้หรือพุทธิพิสัพิสัย (COGNITIVE DOMAIN) ของคนในการรับรู้ สิ่งต่าง ๆเป็ น 6 ระดับ (BENJAMIN BLOOM’S TAXONOMY OF EDUCATIONAL OBJECTIVES,1956 ) ซึ่งเรียงลําดับการเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้จากระดับต่ำ ไป สู่ระดับที่สูงขึ้นไปโดยบลูมและคณะ ได้แจกแจงพฤติกรรมแต่ละระดับไว้ดังนี้ 1. ความรู้ความจํา (KNOWLEDGE) 2. ความเข้าใจ (COMPREHENSION) ( ต่อ ) 3. การนําไปใช้ (APPLICATION) 4. การวิเคราะห์ (ANALYSIS) 5. การสังเคราะห์ (SYNTHESIS) 6. การประเมินค่า (EVALUATION) เป็นที่น่าสังเกตว่าพฤติกรรมทางด้านพุทธิพิสัพิสัยของบลูมและ คณะ แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนความจําและส่วนความคิด การผันผัวรรณยุกยุต์ I 17


บทที่ 2 ในระดับความรู้นั้นเป็นระดับการเรียนรู้ที่ยังไม่ได้ใช้ความคิด แต่เป็นพื้น พื้ ฐานที่ได้รับความรู้แล้ว เกิดการจดจํา จึงถือว่าความรู้เป็นพื้น พื้ ฐานเพื่อ พื่ ให้เกิดทักษะการคิด ซึ่งเริ่มในระดับง่ายๆจากความ เข้าใจ เมื่อผู้เรียนมีความรู้ และความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้ว สามารถนําสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ เมื่อมีการฝึกฝน ต่อมา จะพัฒพันาการความคิดในระดับสูงคือ การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์ และการ ประเมินค่า ดังนันเพื่อ พื่ ให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัพิสัย รูปแบบ BENJAMIN BLOOM’S TAXONOMY OF EDUCATIONAL OBJECTIVESจึงควรศึกษาลําดับขั้นขั้การเรียนรู้ แต่ละขั้นขั้ดังนี้ 1. ความรู้ (KNOWLEDGE) หมายถึง การเรียนรู้ที่เน้นถึงการจําและการระลึกได้ถึงความคิด วัตถุ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็ นความจําที่เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่เป็นอิสระแก่กันไปจนถึงความจําใน สิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีความสัมพันพัธ์ระหว่างกัน เบนจามิน บลูม (BENJAMIN S. BLOOM อ้าง ถึงในอักษร สวัสดี 2542, 26-28) ได้ให้ความหมายของ ความรู้ว่าหมายถึง เรื่องที่เกี่ยวกับการ ระลึกถึงสิ่งเฉพาะวิธีการ และกระบวนการต่าง ๆ รวมถึงแบบกระสวนของโครงการวัตถุประสงค์ ในด้านความรู้โดยเน้นในเรื่องของกระบวนการทางจิตวิทยาของความจําอันเป็นกระบวนการที่ เชื่อมโยงเกี่ยวกับการจัดระเบียบ 2. ความเข้าใจ (COMPREHENSION) เป็นความสามารถทางสติปัญญาในการขยายความรู้ ความจํา ให้กว้างออกไปจากเดิมอย่างสมเหตุสมผล การแสดงพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับสื่อความ หมาย และความสามารถในการแปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมถึง ความสามารถในการจับใจความสําคัญของเรื่อง สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเดิมออกมาเป็นภาษา ของตนเองได้โดยที่ยังมีความหมายเหมือนเดิม พฤติกรรมทีานักเรียนแสดงออกว่ามีความเข้าใจมี 3 ลักษณะ คือ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 18


บทที่ 2 2.1 การแปลความ (TRANSLATION) เป็นความสามารถในการถอดความหมายจากภาษาหนึ่งหรือ แบบฟอร์มหนึ่งไปสู่ภาษาหนึ่งหรืออีกแบบฟอร์มหนึ่ง 2.2 การตีความ (INTERPRETATION) เป็ นความสามารถในการสรุปความ การแปลความ มอง ภาพส่วนรวมมาเป็นใจความสั้น ๆ อย่างได้ใจความ เช่น อ่านเรื่องแล้วตีความหมายข้อคิดที่แฝง อยู่ในเนื้อเรื่องได้ อ่านเรื่องแล้วค้นหาจุดมุ่งหมายของผู้แต่งได้ เป็นต้น 2.3 การขยายความ (EXTRAPOLATION) เป็นความสามารถในการเสริมแต่ง หรือ ขยายแนว ความคิดให้กว้างไกลไปจากข้อมูลเดิมอย่างสมเหตุสมผลซึ่งต้องอาศัยการแปล ความหมาย และ การตีความประกอบกันจึงจะสามาถขยายความหมายของเรื่องราวนั้นได้ เช่น อ่านเรื่องที่แต่งยัง ไม่จบแล้วขยายความคิดไว้ว่าตอนจบน่าจะเป็นอย่างไร คาดคะเนเหตุการณ์นี้ได้ เหตุการณ์นี้ควร เกิดในสถานที่เช่นไร เป็นต้น 3. การนําไปใช้ (APPLICATION) เป็นความสามารถในการนําหลักวิชา ความรู้ (KNOWLEDGE) ความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (COMPREHENSION) ในเรื่องใด ๆ ที่มีอยู่เดิมไปแก้ไขปัญหาใน สถานการณ์ใหม่ซึ่งอาจใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกับสถานการณ์ทีÉเคยพบเห็นมาก่อน โดยการใช้ ความรู้ ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการกับความคิดรวบยอดมาผสมผสานกับความสามารถใน การแปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่งนั้นเช่น การนําสูตรหาพื้น พื้ ที่สามเหลี่ยมไปใช้หา พื้น พื้ ที่สามเหลี่ยมรูปใหม่ได้ การแก้ประโยคที่เขียนไวยากรณ์ผิดได้ ครูสอนวิธีการบวกเลขในชั้นเรียน แล้ว นักเรียนสามารถคิดเงินเมื่อทางบ้านใช้ให้ไปซื้อของที่ร้านค้าได้ หรือหลังจากที่นักเรียนเรียนรู้ ประโยชน์ของปุ๋ยประเภทต่าง ๆ แล้ว สามารถเลือกปุ๋ยเพื่อ พื่ ใช้ในการปลูกผักที่บ้านของตนได้ถูกต้อง เป็นต้น 4. การวิเคราะห์ (ANALYSIS) เป็นความสามารถและทักษะที่สูงกว่าความเข้าใจและการนําไปใช้ โดยมีลักษณะเป็นการจําแนก แยกแยะองค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อ พื่ ค้นหาว่ามี องค์ประกอบย่อยๆ อะไรบ้าง ทํามาจากอะไร ประกอบขึ้นมาได้อย่างไรและมีความเชื่อมโยงสัมพันพัธ์ กันอย่างไร รวมทั้งการสืบค้นความสัมพันพัธ์ของส่วนต่าง ๆ ว่าสามารถเข้ากันได้ หรือไม่อันจะช่วยให้ เกิดความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแท้จริง ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 19


บทที่ 2 5.การสังเคราะห์ (SYNTHESIS) เป็นความสามารถในการการผสมผสาน รวบรวมส่วนประกอบ ย่อย ๆ หรือส่วนใหญ่ ๆ เข้าด้วยกันเพื่อ พื่ ให้เป็นเรื่องราวอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อ พื่ เป็นสิ่งใหม่อีกรูป แบบหนึ่งมีคุณลักษณะ โครงสร้างหรือหน้าที่ใหม่ที่แปลกแตกต่างไป การสังเคราะห์จึงมีลักษณะ ของการเป็นกระบวนการรวบรวมเนื้อหาสาระของเรื่องต่าง ๆเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อ พื่ สร้างรูปแบบหรือ โครงสร้างที่ยังไม่ชัดเจนขึ้นมาก่อนอันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ภายใน ขอบเขตของสิ่งที่กําหนดให้ 6. การประเมินค่า (EVALUATION) เป็นความสามารถในการพิจพิารณา ตัดสินหรือสรุปเกี่ยวกับคุณค่าของเนื้อหา ความคิด ค่านิยม ผลงาน คําตอบ วิธีการและเนื้อหา สาระเพื่อ พื่ วัตถุประสงค์บางอย่าง โดยมีการกําหนดเกณฑ์ (CRITERIA) เป็นฐานในการพิจพิารณา ตัดสิน การ ประเมินค่าจัดได้ว่าเป็นขั้นขั้ตอนที่สูงสุดของพุทธิลักษณะ (CHARACTERISTICS OF COGNITIVE DOMAIN) ที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ การนําไปใช้การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ เข้ามาพิจพิารณาประกอบกันเพื่อ พื่ ทําการประเมินค่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด ดังนั้นการประเมินค่าจะอาศัยเกณฑ์ และมาตรฐานที่วางไว้ ( ต่อ ) 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับรูปแบบการสอน ADDIE (ADDIE MODEL) พิจิพิจิตรา ธงพานิช (๒๕๖๑) ได้อธิบายและสรุปรูปแบบการสอน ADDIE ดังนี้ ADDIE หรือ ADDIE MODE! เป็นรูปแบบการสอนที่ ออกแบบขึ้นมา เพื่อ พื่ ใช้ในการออกแบบและพัฒพันา ระบบการเรียนการสอน โดยอาศัยหลักของวิธีการระบบ (SYSTEM APPROACH) ซึ่งเป็นที่ยอมรับ กันโดยทั่วไปว่าสามารถนำ ไปใช้ออกแบบและพัฒพันาบทเรียนคอมพิวพิเตอร์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น CAI/CBT, WBI / WBT หรือ E-LEARNING ก็ตาม เนื่องจากเป็นขั้นขั้ตอนที่ครอบคลุมกระบวนการ ทั้งหมด และเป็นระบบปิด (CLOSED SYSTEM โดยพิจพิารณาจากผลลัพในขั้นขั้ ประเมินผลซึ่งเป็นขั้นขั้ สุดท้าย และนำ ข้อมูลไปตรวจปรับ (FEEDBACK) ขั้นขั้ตอนที่ผ่านมาทั้งหมด การผันผัวรรณยุกยุต์ I 20


การวิเคราะห์ (ANALYZE) การออกแบบ (DESIGN) การพัฒพันา (DEVELOP) การนำ ไปใช้ (IMPLEMENT) การประเมินผล (EVALUATE) การออกแบบการเรียนการสอนตามรูปแบบแอดดี ( ADDIE MODEL) ประกอบด้วยกิจกรรม ใน การดำ เนินงาน ๕ กิจกรรม ได้แก่ ซึ่งเมื่อพิจพิารณาให้ดีแล้วมี ลักษณะคล้ายกระบวน การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการ วิเคราะห์ปัญหา (ANALYZE) การนำ เสนอ แนวทางการแก้ปัญหา (DESIGN) การเตรียมการแก้ ปัญหา (DEVELOP) การทตลองการแก้ปัญหา (IMPLEMENT) และสุดท้ายประเมินแนวทาง การแก้ ปัญหาว่าประสบความสำ เร็จหรือไม่ (EVALUATE) รูปแบบ ADDIE นี้ จึงเป็นรูปแบบที่สามารถนำ ไป ประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมีผู้นิยม นำ ไปใช้ในการออกแบบสื่อ วัสดุการเรียนการสอน เช่น การออกแบบชุดการเรียนการสอน การ ออกแบบบทเรียนแบบโปรแกรม เป็นต้น ตลอดจนนำ ไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอน คือ ระบบการศึกษาในชุมชนและการออกแบบการเรียนการสอนในระดับห้องเรียน เพื่อ พื่ พัฒพันาผลการ เรียนรู้ในด้านต่าง ๆ บทที่ 2 ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 21


บทที่ 2 ( ต่อ ) 2.3 แนวทางการจัดการเรียนการสอนผันวรรณยุกต์ แนวทางการจัดการเรียนการสอนผันเสียงวรรณยุกต์ กรมวิชาการ (2546: 147-149) ได้เสนอแนวทางการสอนผันเสียงวรรณยุกต์ต่อไปนี้ 1. เริ่มต้นให้นักเรียนตระหนักถึงความสำ คัญของเครื่องหมายวรรณยุกต์ที่ทำ ให้คำ ไทยมีระดับเสียง แตกต่างกัน และทำ ให้ความหมายของคำ แตกต่างกัน โดยให้สังเกตและเปรียบเทียบคำ ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ กา ก่า ก้า เสือ เสื้อ เสื้อ คำ ค่ำ ค้า บ่า ป่า ป้า ฯลฯ ให้นักเรียนอ่านและเปรียบเทียบรูปร่าง ของคำ เสียงของคำ และ ความหมายของคำ เช่น เสือ หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง เสื้อ หมายถึง เครื่อง สานชนิดหนึ่งใช้สำ หรับปูนั่งและนอน เสื้อ หมายถึง เครื่องสวมกายท่อนบน 2. เมื่อนักเรียนเรียนการผันเสียงวรรณยุกต์ ควรให้รู้เรื่องรูปวรรณยุกต์และ เสียงวรรณยุกต์ โดย เรียนควบคู่กับการฝึกผันเสียงวรรณยุกต์ 3. การฝึกผันเสียงวรรณยุกต์ ควรดำ เนินการสอนไปทีละน้อยควบคู่กับ การสอนค้าใหม่ในบทเรียน โดยเริ่มอักษรกลางก่อน แล้วเพิ่มพิ่ผันอักษรสูง และผัน อักษร า ตามลำ ดับ โดยเริ่มจากคำ ที่ไม่มีตัว สะกดก่อน 4. เมื่อนักเรียนผันเสียงวรรณยุกต์อักษรกลาง อักษรสูง ได้คล่องพอสมควร แล้วจึงให้ผันอักษรกลาง อักษรสูง คละกันและต่อด้วยการผันคละกับอักษรต่ำ จากประเด็นปัญหาและแนวทางการจัดการเรียนรู้เรื่องการผันเสียงวรรณยุกต์ที่ยังคงเป็นปัญหาสำ หรับครูผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย ผู้เขียนจึงได้หาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการใช้ เทคนิคการจัดการเรียนการสอน เรื่องการผันสียงวรรณยุกต์ โดยใช้ “นิ้วมือมหัศจรรย์” เข้ามาแก้ไข ปัญหาดังกล่าว การผันผัวรรณยุกยุต์ I 22


บทที่ 2 ( ต่อ ) 2.4 “นิ้วมหัศจรรย์” กับการผันเสียงวรรณยุกต์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่องเสียงในภาษาไทย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องมาตราตัวสะกด แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องคำ เป็น - คำ ตาย แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องไตรยางศ์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่องการผันเสียงวรรณยุกต์ อักษรสูง มี 11 ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห ให้จำ ว่า ผีฝากถุงข้าวสารให้ฉัน อักษรกลาง มี 9 ตัว คือ ก จ ค ฎ ฏ ต บ ป อ ให้จำ ว่า ปฏิกฎจดตอบ การจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาไทย แน่นอนว่าครูผู้สอนหลาย ๆ ท่านอาจประสบปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนเรื่องการผันเสียงวรรณยุกต์ ผู้เขียนจึงได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาดัง กล่าว ปูพื้น พื้ ฐานให้กับผู้เรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 5 แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบไปด้วย ผู้สอนได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวเริ่มสอนตั้งแต่เรื่อง เสียงในภาษาไทย ที่ประกอบไปด้วย 3 เสียง คือ เสียงพยัญชนะเสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ เพื่อ พื่ ปู พื้น พื้ ฐานเบื้องต้นให้สำ หรับผู้เรียนที่ไม่มีพื้น พื้ ฐานมาก่อน จากนั้นจงสอนเรื่องมาตราตัวสะกด ที่สะกด ตรงตามมาตราและตัวสะกดที่ไม่ตรงตามมาตรา จากนั้นจงสอนในเรื่องคำ ึเป็นและคำ ตาย เพื่อ พื่ ให้ผู้ เรียนนำ องค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการผันเสียงวรรณยุกต์ต่อไป ซึ่งสิ่งที่ผู้สอนจะต้องให้ความ สำ คัญเป็นอย่างมากคือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องไตรยางศ์ ถ้าหากผู้เรียนสามารถจดจำ อักษรทั้ง 3 หมู่ได้ จะทำ ให้การสอนผันเสียงวรรณยุกต์ง่ายขึ้น เพราะผู้สอนจะใช้ไตรยางศ์หรือ อักษรสามหมู่เป็นฐานในการผันเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งขอนำ เสนอเทคนิคการจำ อักษรสามหมู่ ดังนี้ ไตรยางศ์หรืออักษรสามหมู่ คือ การจัดหมวดหมู่ตัวอักษรจากพยัญชนะ 44 ตัว ออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ การผันผัวรรณยุกยุต์ I 23


อักษรต่ำ มี 24 ตัว คือ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ แบ่งออกเป็น อักษรต่ำ เดี่ยว และ อักษรต่ำ คู่ อักษรต่ำ เดี่ยว ให้จำ ว่า งูใหญ่นอนอยู่ณริมวัดโมฬีโฬีลก อักษรต่ำ คู่ ให้จำ ว่า พ่อค้าฟันฟัทองซื้อช้างฮ่อ การที่จำ แนกพยัญชนะออกเป็นอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ นั้นนับว่าเป็นประโยชน์มาก 1. สามารถผันคาให้มีเสียงและรูปต่าง ๆ เมื่อเสียงและรูปต่างกันความหมายก็ต่างกัน ด้วย เช่น ไข ไข่ ไข้ ย่อมแสดงความหมายคลี่คลายไปจากคําเดิม เช่นเดียวกับ เสือ เสื่อ เสื้อ ทั้งนี้ นับว่าเป็นแนว ทางสําคัญที่ทําให้ภาษาขยายตัวและแสดงประณีตในการเขียนอักษรไทยซึ่งสามารถจะใช้บันทึกเสียง ได้ใกล้ชิดเป็นอย่างดี 2. สามารถนาคําบาลีและสันสกฤตมาเข้าแนวสำ เนียงของคนไทยได้สนิทสนม เช่น เล่ห์ สนเท่ห์ พุทโธ โล่ สมุทร สมัคร ฯลฯ 3. ไม่ต้องเขียนเครื่องหมายวรรณยุกต์กํากับลงไปทุกคํา เช่น “ขา” ไม่ต้องเขียนเป็น “ข๋า” ทั้งนี้นับว่า ช่วยให้การเขียนหนังสือสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น (กําชัย ทองหล่อ, 2545: 75) บทที่ 2 ( ต่อ ) จากตารางการผันเสียงวรรณยุกต์ข้างต้นจะเห็นได้ว่าอักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ ไม่ สามารถผันได้ครบทั้ง 5 เสียง มีเพียพีงอักษรกลางคำ เป็นเพียพีงหมู่เดียว เท่านั้นที่สามารถผันเสียง วรรณยุกต์ได้ครบทั้ง 5 เสียง จงทำ ึ ให้ผู้เรียนเกิดความสับสน ในการผันเสียงวรรณยุกต์ เพราะ อักษรบางกลุ่มรูปกับเสียงไม่ตรงกัน ผู้เขียนจึงได้นำ เทคนิค “นิ้วมือมหัศจรรย์” เข้ามาช่วยในการ แก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้ การผันผัวรรณยุกยุต์ I 24


บทที่ 2 ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 25


บทที่ 2 ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 26


บทที่ 2 ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่ได้รับการพัฒพันาการจัดการเรียนการ สอนหลาย ๆ ระบบเข้าด้วยกัน มีชื่อเรียกต่างกันออกไปอย่างมากมาย เช่น ชุดการสอน ชุดการ เรียนสำ เร็จรูป ชุดการเรียนการสอน ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุดการสอนรายบุคคล ซึ่งเป็นชุด ของสื่อที่มีกิจกรรมหลากหลายที่จัดขึ้นสำ หรับหน่วยการเรียนรู้ที่ช่วยแก้ปัญหาความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มความสามารถในงานวิจัยนี้ผู้วิจัย ได้เลือกใช้คำ ว่าชุดกิจกรรม แทนคำ อื่น ๆ และคำ ว่าชุดกิจกรรมมีนักการศึกษาให้ความหมายไว้ ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2551, หน้า 117-118) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรมเป็นสื่อประสมที่ได้นำ ระบบ การผลิตและการนำ สื่อการสอนที่สอดคล้องกับหน่วยเรื่องและวัตถุประสงค์เพื่อ พื่ ช่วยให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ วีระ ไทยพานิช (2551, หน้า 174) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างหนึ่ง เป็น นวัตกรรมทางการศึกษาและเป็นสื่อประสม เพราะเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ต้องใช้สื่อหลายอย่าง ระบบการผลิตที่สื่อหลาย ๆ อย่างมาสัมพันพัธ์กันและมีคุณค่าส่งเสริมซึ่งกันและกัน เรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า สื่อประสม ศรีสุดา จริยากุล (2551, หน้า 672) กล่าวถึงความหมายของชุดกิจกรรมว่า เป็นระบบการนำ สื่อการเรียนรู้หลาย ๆ ชนิดที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและประสบการณ์ของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ มาช่วยในการเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายในแต่ละหน่วยของชุด กิจกรรมจะกำ หนดจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม กำ หนดหัวข้อ เนื้อหาวิชา วิธีการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ วัสดุอุปกรณ์การวัดและประเมินผลเป็นหน่วย ๆ ไป ซึ่งแต่ละหน่วยจะมีความ สมบูรณ์ในตัวเอง 3. การสร้างชุดกิจกรรม 3.1 ความหมายของชุดกิจกรรม ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 27


บทที่ 2 สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 14) กล่าวถึงความหมายของชุดกิจกรรมว่าเป็นนวัตกรรม ที่ครูผู้สอนใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำ คัญ โดยให้ผู้เรียน ศึกษาและใช้สื่อต่าง ๆ ในชุดกิจกรรมที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น โดยเป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียน ซึ่ง ประกอบด้วยคำ แนะนำ ให้ผู้เรียนทุกกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีขั้นขั้ตอนที่เป็นระบบชัดเจน จนกระทั่งผู้ เรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์กำ หนดไว้ กฤษมันต์วัฒนาณรงค์ (2554, หน้า 107) ได้ให้ความหมาย ชุดการสอนคือ สื่อและวิธีการ สอนที่นำ มาใช้สำ หรับการสอนของผู้สอนและใช้สำ หรับการเรียนของผู้เรียน ประกอบด้วย สื่อการ สอนทั้งในรูปของวัสดุ อุปกรณ์และเทคนิควิธีการต่าง ๆซึ่งมีกระบวนการพัฒพันาอย่างเป็นระบบบน ฐาน ของทฤษฎีการเรียนรู้และมีการตรวจสอบประสิทธิภาพก่อนนำ ไปใช้และใช้ได้ผลดีในศูนย์การ เรียน ราตรี นันทสุคนธ์(2554, หน้า 72) ได้ให้ความหมายของชุดการสอน คือชุดการสอน ซึ่งตรง กับ คำ ว่า INSTRUCTIONAL PACKAGE นั้นมีความหมายและลักษณะเช่นเดียวกันกับคำ ว่า LEARNING PACKAGE และ INSTRUCTIONAL KITS โดยหมายถึงสื่อการเรียนการสอนประเภท หนึ่งที่มีลักษณะเป็นชุดสื่อประสม (MULTI-MEDIA) ประกอบด้วย สื่อตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ได้รับการ จัดไว้เป็นชุด ๆ บรรจุอยู่ในซองหรือกระเป๋า ชุดการสอนสามารถที่จะนำ มาใช้กับผู้เรียนทำ การเรียน เป็นรายบุคคล และใช้ประกอบกับการบรรยายของผู้สอนได้อีกด้วยการจัดทำ ชุดการสอนจะจัดทำ ขึ้นสำ หรับหน่วยการเรียน แต่ละหน่วยตามที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้จากการศึกษาความ หมายของชุดกิจกรรม สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม คือ สื่อและวิธีการสอนที่ครูนำ มาใช้สำ หรับสอนผู้ เรียน ช่วยให้พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์ที่กำ หนดไว้ ซึ่งประกอบด้วย จุด ประสงค์การเรียนรู้ วิธีการจัดการเรียนรู้ิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลและเทคนิควิธี การต่าง ๆ มีคำ แนะนำ และขั้นขั้ตอนในการใช้ชุดกิจกรรมที่เป็นระบบอย่างชัดเจน ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 28


บทที่ 2 ชุดกิจกรรมมีหลายลักษณะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าว ถึงประเภทของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2550, หน้า 52-53) ได้แบ่งชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคำ บรรยายของครูเป็นชุดการสอน สำ หรับ นักเรียนกลุ่มใหญ่ หรือเป็นการสอนที่มุ่งเน้นการปูพื้น พื้ ฐานให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งในการขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนี้ลดเวลาในการอธิบายของ ครูผู้สอนให้พูดน้อยลง เพิ่มพิ่เวลาให้นักเรียนได้ปฏิบัติมากขึ้นโดยใช้สื่อที่มีอยู่พร้อมในชุดกิจกรรม การเรียนรู้ในการนำ เสนอเนื้อหาต่าง ๆสิ่งสำ คัญ คือ สื่อที่นำ มาใช้จะต้องให้นักเรียนได้เห็นชัดเจน ทุกคน และมีโอกาสได้ใช้ครบทุกคนหรือทุกกลุ่ม 2. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกิจกรรมกลุ่มหรือชุดการสอนสำ หรับการเรียนเป็นก ลุ่มย่อย เป็นชุดการสอนต่าง ๆ ที่บรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุดมุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่ เรียนโดยให้นักเรียนมีโอกาสทำ งานร่วมกันชุดการสอนชนิดนี้มักใช้การสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม 3. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคลหรือตามเอกัตภาพเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือ นักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความต้องการ และความ สนใจของตนเองอาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือเรียนที่บ้านก็ได้ จุดประสงค์หลัก คือ มุ่งทำ ความเข้าใจ กับเนื้อหาวิชาเพิ่มพิ่เติมและนักเรียนสามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ 3.2 ประเภทของชุดกิจกรรม ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 29


บทที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 6-7) ได้เสนอแนวคิดในการแบ่งชุดกิจกรรม การเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนการสอนมี 4 ประเภทใหญ่ คือ 1. ชุดการเรียนการสอนประกอบการบรรยาย เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งช่วยขยายเนื้อหาสาระ การสอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลงและให้สื่อการสอนทำ หน้าที่แทนชุดการ สอนแบบบรรยายนี้ นิยมใช้กับการฝึกอบรมและการสอนในระดับอุดมศึกษาที่ยังถือว่า การสอน แบบบรรยายยังมีบทบาทสำ คัญในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน 2. ชุดการเรียนการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ประกอบ กิจกรรมกลุ่ม เช่น ในการสอนแบบศูนย์การเรียนการสอนแบบกลุ่มสัมพันพัธ์ เป็นต้น 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถศึกษา หาความรู้ด้วยตนเองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจเป็นการเรียนในโรงเรียนหรือที่บ้าน ก็ได้ เพื่อ พื่ ให้ผู้เรียนก้าวไปข้างหน้าตามความสามารถ ความสนใจและความพร้อมของผู้เรียน ชุด การเรียนการสอนรายบุคคลอาจออกมาในรูปของหน่วยการสอนย่อย หรือ “โมดูล” 4. ชุดการเรียนการสอนทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ผู้สอนกับผู้เรียนอยู่ต่างถิ่นต่างเวลา กัน มุ่งสอนให้ผู้เรียนศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียน ประกอบด้วย สื่อประเภทสิ่ง พิมพิพ์รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ภาพยนตร์และการสอนเสริมตามศูนย์บริการการ ศึกษา เช่น ชุดการเรียนการสอนทางไกลมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 30


บทที่ 2 ทิศนา แขมมณี (2553, หน้า 54) แบ่งประเภทชุดกิจกรรมออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมแบบบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเสนอเนื้อหาโดยครูเป็นผู้บรรยายเอง เหมาะสำ หรับการสอนเป็นกลุ่มใหญ่ 2. ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มกิจกรรมหรือศูนย์การเรียน ชุดกิจกรรมแบบนี้มุ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จัดนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆ แล้วให้นักเรียนหมุนเวียนทุกกิจกรรม โดยเนื้อหาและกิจกรรมที่กระทำ ใน แต่ละศูนย์แตกต่างกัน 3. ชุดกิจกรรมแบบรายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมที่มุ่งการเรียนเป็นหลักในการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียน แต่ละคนเรียนรู้ด้วยตนเองจากสื่อต่าง ๆ ในชุดกิจกรรม จากการศึกษาประเภทของชุดกิจกรรม สรุปได้ว่า ประเภทของชุดกิจกรรมแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ชุดกิจกรรมแบบบรรยาย มุ่งเน้นการเสนอเนื้อหา โดยครูเป็นผู้บรรยายเอง เหมาะสำ หรับการ สอนเป็นกลุ่มใหญ่ 2. ชุดกิจกรรมแบบกลุ่ม มุ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยการจัดนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆ แล้วให้นักเรียน หมุนเวียนทุกกิจกรรม โดยที่ในแต่ละกิจกรรม มีเนื้อหาที่แตกต่างกัน 3. ชุดกิจกรรมแบบรายบุคคล มุ่งการเรียนรู้เป็นหลัก โดยให้ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้ด้วยตนเองจาก สื่อ ต่าง ๆ ในชุดกิจกรรม ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 31


บทที่ 2 การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อ พื่ นำ ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น จำ เป็นที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับ องค์ประกอบของชุดกิจกรรม เพื่อ พื่ ที่จะสามารถนำ มาใช้ในการกำ หนดองค์ประกอบต่าง ๆ ในการ สร้างชุดกิจกรรม ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2541, หน้า 95-96) กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดการสอนที่สำ คัญมี 4 ด้าน ดังนี้ 1. คู่มือการใช้ชุดการสอน เป็นคู่มือที่จัดทำ ขึ้นเพื่อ พื่ ให้ผู้ใช้ชุดการสอนศึกษาและปฏิบัติให้บรรลุผลอ ย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน สิ่งที่ครูต้องเตรียมก่อนสอน บทบาทของผู้เรียน และการจัดชั้นเรียน (ในกรณีของชุดการสอนที่มุ่งใช้กับกลุ่มย่อย เช่น ศูนย์การเรียน) 2. บัตรงาน เป็นบัตรที่มีคำ สั่งว่าจะให้ผู้เรียนปฏิบัติอย่างไร โดยระบุกิจกรรมตามลำ ดับขั้นขั้ตอนของ การเรียน 3. แบบทดสอบวัดผลความก้าวหน้าของผู้เรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้สำ หรับตรวจสอบว่าหลังจาก เรียนชุดการสอนจบแล้ว ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำ หนดไว้หรือ ไม่ 4. สื่อการเรียนต่าง ๆ เป็นสื่อสำ หรับผู้เรียนได้ศึกษามีหลายชนิดประกอบกัน อาจเป็นประเภทสิ่ง พิมพิพ์ เช่น บทความ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภูมิต่าง ๆ เทปบันทึกเสียง ฟิล์ฟิ ล์มสตริป สไลด์ ขนาด 2×2 นิ้ว ของจริง เป็นต้น ทิศนา แขมมณี (2550, หน้า 10-12) กล่าวว่าองค์ประกอบของชุดกิจกรรมมีความสำ คัญต่อ การสร้างชุดกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นแนวทางในการสร้างชุดกิจกรรมให้เป็นไปอย่างมี ระบบและสมบูรณ์ในตัวเองและควร ประกอบด้วย 3.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 32


บทที่ 2 1. ชื่อกิจกรรม 2. คำ ชี้แจง 3. จุดมุ่งหมาย 4. ความคิดรวบยอด 5. สื่อ 6. เวลาที่ใช้ 7. ขั้นขั้ตอนในการดำ เนินกิจกรรม 7.1 ขั้นขั้นำ 7.2 ขั้นขั้กิจกรรม 7.3 ขั้นขั้อภิปราย 7.4 ขั้นขั้สรุป 7.5 ขั้นขั้ ฝึกปฏิบัติ 7.6 ขั้นขั้ ประเมินผล วรรณทิพา รอดแรงค้า และพิมพิพันพัธ์ เดชะคุปต์ (2551, หน้า 1–2) กล่าวถึงส่วนประกอบที่ สำ คัญของชุดกิจกรรม มีดังนี้ 1. ชื่อกิจกรรม เป็นส่วนที่บอกถึงลักษณะที่ต้องการพัฒพันาผู้เรียน 2. คำ ชี้แจง โดยต้องอธิบายความมุ่งหมาย และความสำ คัญของการจัดกิจกรรม และอธิบาย หลัก หรือแนวทางในการฝึกทักษะให้กับผู้เรียน ให้เห็นภาพของการจัดกิจกรรมอย่างคร่าว ๆ และมี ประโยชน์ที่จะได้ทราบว่ากิจกรรมนั้นมีลักษณะตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ 3. จุดมุ่งหมาย เป็นส่วนที่ระบุจุดมุ่งหมายสำ คัญของกิจกรรมนั้น ๆประกอบด้วย จุดมุ่งหมาย 2 ประเภท คือ จุดมุ่งหมายทั่วไปและจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม 4. แนวคิด เป็นส่วนที่ระบุเนื้อหาหรือมโนมติของกิจกรรมนั้น ๆเป็นการอธิบายเกี่ยวกับสาระสำ คัญที่ ผู้เรียนได้รับและเข้าใจจากการเรียนตามกิจกรรมนั้นซึ่งสาระสำ คัญควรจะได้รับการย้ำ และเน้นให้ผู้ เรียนได้เข้าใจเป็นพิเพิศษ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 33


บทที่ 2 5. สื่อ เป็นส่วนทีระบุถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จะเป็นในการดำ เนินกิจกรรมเพื่อ พื่ ช่วยให้ครูผู้สอน ทราบว่าจะ ต้องเตรียมอะไรไว้ล่วงหน้าบ้าง 6. เวลาที่ใช้โดยประมาณว่ากิจกรรมนั้น ๆ ควรใช้เวลาเท่าใดอาจจำ เป็นต้องยืดหยุ่นตามความ จำ เป็น หากพบว่าผู้เรียนมีความพร้อมมาก การใช้เวลาอาจลดลงได้ หากผู้เรียนมีความพร้อมน้อย การใช้เวลาอาจเพิ่มพิ่ขึ้น สิ่งที่สำ คัญ คือ ครูผู้สอนไม่ควรข้ามขั้นขั้ตอน หรือลดเวลาในการอภิปราย เพราะการอภิปรายเป็นขั้นขั้ตอนที่สำ คัญต่อ การพัฒพันาการเรียนรู้ของผู้เรียน 7. ขั้นขั้ตอนการดำ เนินกิจกรรม เป็นส่วนที่ระบุวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อ พื่ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้ง ไว้ วิธีการจัดกิจกรรมให้จัดไว้เป็นขั้นขั้ตอน สะดวกต่อการดำ เนินกิจกรรมโดยต้องคำ นึงถึงผู้เรียน เป็นสำ คัญ เพื่อ พื่ ให้ผู้เรียนได้พัฒพันาความก้าวหน้าในด้านความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ด้านต่าง ๆ 8. การประเมินผล เป็นการทดสอบผู้เรียนหลังจากได้ปฏิบัติกิจกรรมแล้ว ว่ามีความรู้ ความเข้าใจ มากน้อยเพียพีงใด โดยแบบทดสอบที่ใช้ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์แนวคิด และเนื้อหา สาระ นอกจากนี้ ครูผู้สอนอาจประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนขณะปฏิบัติกิจกรรม เช่น การ ทำ งานกลุ่ม การแสดงความคิดเห็นการนำ เสนอผลงาน 9. ภาคผนวก เป็นส่วนที่ให้ความรู้กับครูผู้สอน ซึ่งประกอบด้วยคำ เฉลย แบบทดสอบ แบบฝึก กิจกรรม คำ เฉลยแบบฝึกกิจกรรม ความรู้เพิ่มพิ่เติมเกี่ยวกับทักษะในกิจกรรมนั้น ๆ ความรู้ และข้อ แนะนำ เกี่ยวกับการใช้ และการสร้างสื่อชนิดต่าง ๆที่ใช้ประกอบกับชุดฝึกกิจกรรมและข้อเสนอแนะที่ เป็นแนวทางในการดำ เนินกิจกรรม ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 34


บทที่ 2 ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคณะ (2553, หน้า 120) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมมีองค์ประกอบ 4 ส่วน ได้แก่ 1. คู่มือครูสำ หรับใช้จัดกิจกรรมในการจัดการเรียนรู้ และคู่มือสำ หรับผู้เรียนที่ต้องเรียนจากชุด กิจกรรม 2. เนื้อหาสาระ สื่อการเรียนรู้ โดยจัดให้อยู่ในรูปของสื่อแบบประสมหรือกิจกรรม การเรียนการสอน แบบกลุ่มและรายบุคคล ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 3. คำ สั่ง คำ ชี้แจง หรือการมอบงาน เพื่อ พื่ กำ หนดแนวทางการดำ เนินงานให้กับผู้เรียน 4. การประเมินผล เป็นการประเมินผลของกระบวนการ ได้แก่แบบฝึกหัด รายงาน การค้นคว้า และ ผลของการเรียนรู้ที่ได้จากการวัดด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ จากองค์ประกอบของชุดกิจกรรม ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมควรประกอบไปด้วย องค์ ประกอบที่สำ คัญ คือ คู่มือครูแผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาสาระ บัตรคำ สั่ง วัสดุอุปกรณ์ หรือสื่อ การเรียนรู้ประกอบการปฏิบัติกิจกรรม บัตรงานกิจกรรมสำ รอง การวัดและประเมินผล ( ต่อ ) 3.4 หลักจิตวิทยาในการสร้างชุดกิจกรรม การสร้างชุดกิจกรรมจำ เป็นต้องอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาเข้ามาช่วยส่งเสริมชุด กิจกรรมให้บรรลุจุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพ นักการศึกษาได้กล่าวถึงหลักจิตวิทยาในการ สร้างชุดกิจกรรม ดังนี้ บุญเกื้อ ควรหาเวช (2545, หน้า 92-94) ได้กล่าวถึงแนวคิดและหลักการในการนำ ชุดกิจกรรม การเรียนรู้มาใช้ พอสรุปได้ 5 ประการ ดังนี้ 1. การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยคำ นึงถึงความต้องการ ความถนัดและ ความสนใจของผู้เรียนเป็นสำ คัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนตามความสนใจ โดยครูเป็น ผู้คอยแนะนำ ช่วยเหลือตามความเหมาะสม 2. เปลี่ยนแนวคิดจากการเรียนการสอนที่ยึดครูเป็นหลักมาเป็นการสร้างประสบการณ์ให้เกิดขึ้นกับ ผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจด้วยแหล่งการเรียนรู้หรือสื่อต่าง ๆ การผันผัวรรณยุกยุต์ I 35


บทที่ 2 3. การนำ สื่อหลากหลายรูปแบบหรือการจัดระบบสื่อมาใช้ผสมผสานกันให้เกิดความเหมาะสมเป็น แหล่งการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อ พื่ ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตลอดเวลา 4. เป็นการสร้างปฏิสัมพันพัธ์ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน ผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับสิ่ง แวดล้อม เป็นการนำ กระบวนการกลุ่มสัมพันพัธ์มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียน รู้และร่วมกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำ ไปสู่การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5. การจัดระบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมตามความ สนใจของตนเอง ตัดสินใจด้วยตนเอง มีการเรียนรู้เป็นขั้นขั้ตอน ทิศนา แขมมณี (2551, หน้า 51) กล่าวไว้ว่า ต้องยึดหลักทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยา โดยให้ราย ละเอียดไว้ ดังนี้ 1. กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ เกี่ยวกับกฎแห่งการฝึกหัด คือ สิ่งใดก็ตามที่มีการฝึกหัดหรือกระทำ บ่อย ๆ ย่อมทำ ให้ผู้ฝึกมีความคล่องแคล่วและสามารถทำ ได้ดี ในทางตรงกันข้าม สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้ รับการฝึกหัดหรือทอดทิ้งไปนานแล้วย่อมจะทำ ไม่ได้ดี 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรคำ นึงถึงว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ ความถนัด ความ สามารถและความสนใจต่างกัน ฉะนั้นในการสร้างแบบฝึกจึงควรพิจพิารณาถึงความเหมาะสม คือ ไม่ ยาก ไม่ง่ายจนเกินไปและควรมีหลาย ๆ แบบ 3. การจูงใจนักเรียน โดยการจัดแบบฝึกจากง่ายไปหายาก เพื่อ พื่ เป็นการดึงดูด ความสนใจของ นักเรียน ซึ่งจะทำ ให้เกิดผลสำ เร็จในการฝึก และยังช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไป 4. ใช้แบบฝึกหัดสั้น ๆเพื่อ พื่ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย การพัฒพันาชุดกิจกรรมเป็นงานที่ละเอียดต้องอาศัย ความรอบคอบ ความเข้าใจ เพื่อ พื่ ให้ได้ชุดกิจกรรมที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน อย่างสมบูรณ์ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 36


บทที่ 2 ในการสร้างชุดกิจกรรมจำ เป็นจะต้องศึกษาหลักและขั้นขั้ตอนในการสร้างชุดกิจกรรมอย่าง ละเอียดเพื่อ พื่ ให้ได้ชุดกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นักการศึกษาได้กล่าวไว้ ดังนี้ เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2542, หน้า 37-39) ได้กล่าวถึงขั้นขั้ตอนการสร้างชุดกิจกรรม ดังนี้ ขั้นขั้ที่ 1 กำ หนดหมวดหมู่และเนื้อหาประสบการณ์ กำ หนดว่าจะทำ ชุดกิจกรรมในรายวิชาอะไร ระดับ ชั้นใด โดยดูแนวเนื้อหาจากหลักสูตร ขั้นขั้ที่ 2 กำ หนดหน่วยการเรียนรู้ เป็นการแบ่งเนื้อหาวิชาต่าง ๆออกเป็นหน่วยย่อยที่ครูสามารถ ถ่ายทอดให้แก่ผู้เรียน ได้ใน 1 สัปดาห์หรือ 1 ครั้ง อาจจะใช้เวลา 1–3 คาบ ขั้นขั้ที่ 3 กำ หนดหัวเรื่อง ครูจะต้องถามตนเองว่าจะให้ประสบการณ์อะไรแก่ผู้เรียนบ้าง ถ้าเป็นชุด กิจกรรมแบบศูนย์การเรียน เนื้อหาแต่ละศูนย์จะแตกต่างกันถ้าเป็นชุดกิจกรรมรายบุคคลก็แบ่งหัว เรื่องย่อยออกไปเรียกว่า โมดูล ขั้นขั้ที่ 4 กำ หนดมโนทัศน์และหลักการ มโนทัศน์ และหลักการที่กำ หนดขึ้นจะต้องสอดคล้องกับหน่วย การเรียนรู้และหัวเรื่อง โดยสรุปแนวคิด สาระและหลักการที่สำ คัญไว้ เพื่อ พื่ เป็นแนวทางในการจัดการ เรียนรู้ ขั้นขั้ที่ 5 กำ หนดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยกำ หนดแนวทาง การเรียนรู้อย่างละเอียดว่าครูและผู้เรียนจะต้องปฏิบัติกิจกรรมอย่างไร ใช้สื่อตอนไหน อย่างไร อาจ จะเขียนในรูปของแผนการเรียนรู้ ขั้นขั้ที่ 6 กำ หนดแบบประเมินผล ต้องประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่เขียนไว้เพื่อ พื่ ประเมินว่า หลังจากผู้เรียนประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ผู้เรียนได้เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ไปตาม วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ขั้นขั้ที่ 7 เลือกและผลิตสื่อการเรียนรู้ ผู้สร้างชุดกิจกรรมจะต้องรู้หลักและทฤษฎี ในการผลิตสื่อการ เรียนรู้แบบต่าง ๆ ที่ทำ ให้ผู้เรียนเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ( ต่อ ) 3.5 หลักและขั้นขั้ตอนในการสร้างชุดกิจกรรม การผันผัวรรณยุกยุต์ I 37


บทที่ 2 ขั้นขั้ที่ 8 หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เพื่อ พื่ เป็นการประกันว่าชุดกิจกรรมที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ ที่จะนำ ไปใช้จัดการเรียนรู้ แล้วผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่ผู้ผลิต คาดหวังไว้ตามเกณฑ์ที่ กำ หนด โดยคำ นึงถึงหลักการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของผู้เรียน บรรลุผลโดยการกำ หนดตัวเลขเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยมีค่าเป็น E1/E2 ขั้นขั้ที่ 9 การใช้ชุดกิจกรรมเมื่อสร้างชุดกิจกรรมได้ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก็ สามารถนำ ไปจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนได้ตามลักษณะและประเภทของชุดกิจกรรม โดยมีขั้นขั้ตอนการ ใช้ตามคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมแต่ละชุด สุวิทย์มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2551, หน้า 53-54) ได้สรุปขั้นขั้ตอนในการผลิตชุดกิจกรรม มีขั้นขั้ ตอนดังนี้ 1. กำ หนดเรื่องเพื่อ พื่ ทำ ชุดกิจกรรม อาจกำ หนดตามเรื่องในหลักสูตรหรือกำ หนดในเรื่องใหม่ขึ้นมา ก็ได้ การจัดแบ่งเรื่องย่อยจะขึ้นอยู่กับลักษณะของเนื้อหาและลักษณะการใช้ชุดกิจกรรมนั้น ๆ การ แบ่งเนื้อเรื่องเพื่อ พื่ ทำ ชุดกิจกรรมในแต่ละระดับย่อมไม่เหมือนกัน 2. กำ หนดหมวดหมู่และประสบการณ์ อาจกำ หนดเป็นหมู่วิชาหรือบูรณาการแบบสหวิทยาการได้ ตามความเหมาะสม 3. จัดเป็นหน่วยการสอน จะแบ่งเป็นกี่หน่วยแต่ละหน่วยจะใช้เวลาเท่าไรนั้นควรพิจพิารณาให้เหมาะ สมกับวัยและระดับชั้นเรียน 4. กำ หนดหัวเรื่อง จัดแบ่งหน่วยการสอนเป็นหัวข้อย่อย ๆ เพื่อ พื่ สะดวกต่อการเรียนรู้แต่ละหน่วย ควรประกอบด้วย หัวข้อย่อย หรือประสบการณ์ในการเรียนรู้ประมาณ 4-5 หัวข้อ 5. กำ หนดความคิดรวบยอดหรือหลักการต้องกำ หนดให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนเกิดความคิดรอบ ยอดหรือสามารถสรุปหลักการ แนวคิดอะไร ถ้าผู้สอนยังไม่รู้ชัดเจนว่าจะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อะไรบ้าง การกำ หนดกรอบแนวคิดหรือหลักการให้ชัดเจน ซึ่งจะรวมไปถึงการจัดกิจกรรม เนื้อหา สาระ สื่อและส่วนประกอบอื่น ๆ ก็จะไม่ชัดเจนไปด้วย ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 38


บทที่ 2 6. กำ หนดจุดประสงค์การสอน หมายถึง จุดประสงค์ทั่วไปและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม รวมทั้ง การกำ หนดเกณฑ์การตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ไว้อย่างชัดเจน 7. กำ หนดกิจกรรมการเรียน ต้องกำ หนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งจะเป็น แนวทางในการเลือกและผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียนหมายถึง กิจกรรมทุกอย่างที่ผู้เรียน ปฏิบัติ เช่น การอ่าน การทำ กิจกรรมตามบัตรคำ สั่งการตอบคำ ถาม การเขียนภาพการทดลอง การ เล่นเกม การแสดงความคิดเห็น การทดสอบเป็นต้น 8. กำ หนดแบบประเมินผล ต้องกำ หนดแบบประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้ การสอบแบบอิงเกณฑ์ (การวัดที่ยึดเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กำ หนดไว้ในวัตถุประสงค์โดยไม่มีการเปรียบ เทียบกับคนอื่น) เพื่อ พื่ ให้ครูผู้สอนทราบว่าหลังจากผ่านกิจกรรมมาเรียบร้อยแล้ว ผู้เรียนได้เปลี่ยน พฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ มากน้อยเพียพีงใด 9. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์และวิธีสอนที่ครูผู้สอนใช้ถือเป็นสื่อการสอนทั้งสิ้น เมื่อ ผลิตสื่อการสอนในแต่ละหัวเรื่องเรียบร้อยแล้ว ควรจัดสื่อการสอนเหล่านั้นแยกออกเป็นหมวดหมู่ใน กล่อง/แฟ้มฟ้ที่เตรียมไว้ ก่อนนำ ไปหาประสิทธิภาพเพื่อ พื่ หาความตรงความเที่ยงก่อน โดยปกติชุด กิจกรรมที่ดีควรมีมาตรฐานเพื่อ พื่ ความสะดวกในการใช้และความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการรักษา โดยพิจพิารณาในด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ประโยชน์ความประหยัด ความคงทนถาวร ความน่าสนใจ ความทันสมัย ทันเหตุการณ์ความสวยงาม เป็นต้น 10. สร้างข้อทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนพร้อมเฉลย การสร้างข้อสอบเพื่อ พื่ ทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียนควรสร้างให้ครอบคลุมเนื้อหาและกิจกรรมที่กำ หนดให้เกิดการเรียนรู้ โดยพิจพิารณาจากจุด ประสงค์การเรียนรู้เป็นสำ คัญ ข้อสอบไม่ควรมากเกินไปแต่ควรเน้นกรอบแนวคิดสำ คัญในประเด็น หลักมากกว่ารายเอียดปลีกย่อยหรือถามเพื่อ พื่ ความจำ เพียพีงอย่างเดียว เมื่อสร้างเสร็จแล้วควรทำ เฉลยไว้ให้พร้อมกันส่งไปหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 39


บทที่ 2 11. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เมื่อสร้างชุดกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องนำ ชุดกิจกรรมนั้น ๆ ไปทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ก่อนนำ ไปใช้จริง เช่นทดสอบเพื่อ พื่ ปรับปรุงแก้ไขให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ สอบความถูกต้อง ความครอบคลุมและความตรงของเนื้อหา เป็นต้น สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 19–20) ได้เสนอการสร้างชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. เลือกหัวข้อ กำ หนดขอบเขต และประเด็นสำ คัญของเนื้อหา ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ มาตรฐานการ เรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรในระดับชั้นที่สอนว่า หัวข้อใดเหมาะสมที่ควรนำ ไปใช้สร้าง ชุดกิจกรรม 2. กำ หนดเนื้อหาที่จะจัดชุดกิจกรรม โดยคำ นึงถึงความรู้พื้น พื้ ฐานของผู้เรียน 3. เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อ พื่ จะได้ทราบว่าเมื่อศึกษาชุดกิจกรรมจบแล้วผู้เรียนต้องมี ความสามารถอย่างไร 4. สร้างแบบทดสอบ เพื่อ พื่ วัดความรู้พื้น พื้ ฐานเดิมของผู้เรียนแบบทดสอบย่อย เพื่อ พื่ วัดความรู้หลังจาก เรียนเนื้อหาย่อยจบแล้ว และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. จัดทำ ชุดกิจกรรรมที่ประกอบด้วยคำ สั่ง กิจกรรม เฉลยกิจกรรมเนื้อหา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ และเฉลยแบบทดสอบ 6. วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำ คัญมีกิจกรรมที่หลากหลาย ฝึกทักษะ การคิดและการทำ งานกลุ่มให้กับผู้เรียน 7. การรวบรวมและจัดทำ สื่อการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 40


บทที่ 2 จากการศึกษาหลักและขั้นขั้ตอนในการสร้างชุดกิจกรรม สรุปได้ว่าหลักและขั้นขั้ตอนในการสร้าง ชุดกิจกรรมควรประกอบไปด้วยหลักและขั้นขั้ตอนสำ คัญ ดังนี้ 1. กำ หนดหัวข้อ กำ หนดขอบเขตและประเด็นสำ คัญของเนื้อหา 2. กำ หนดเนื้อหาที่จะสร้างชุดกิจกรรม โดยคำ นึงถึงความรู้พื้น พื้ ฐานของผู้เรียน 3. กำ หนดจุดประสงค์ของชุดกิจกรรม เขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมเพื่อ พื่ กำ หนดพฤติกรรมของผู้ เรียนให้เป็นไปตามจุดประสงค์ 4. สร้างแบบทดสอบเพื่อ พื่ วัดความรู้พื้น พื้ ฐานเดิมของผู้เรียน แบบทดสอบย่อย เพื่อ พื่ วัดความรู้หลังจาก เรียนเนื้อหาย่อยจบแล้ว และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. จัดทำ ชุดกิจกรรรมที่ประกอบด้วยคำ สั่ง กิจกรรม เฉลยกิจกรรมเนื้อหา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ และเฉลยแบบทดสอบ 6. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม เมื่อสร้างชุดกิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วต้องนำ ชุดกิจกรรมนั้น ๆ ไปทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ ก่อนนำ ไปใช้จริง ดังนั้น การสร้างชุดกิจกรรมจะต้องคำ นึงถึงความต้องการ ความถนัดความสามารถ ความสนใจ ของผู้เรียนที่มีลักษณะแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วย ตนเอง โดยอาศัยทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล การสร้างแรงจูงใจ การสร้างชุดกิจกรรมที่น่า สนใจและการเสริมแรงให้กับผู้เรียน ( ต่อ ) การผันผัวรรณยุกยุต์ I 41


บทที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย (ท 12101) เรื่อง การผันวรรณยุกต์ แผนการจัดการเรียนรู้ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และ พลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด ท 4.1 ป.4/1 สะกดคำ และบอกความหมายของบริบท 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 มีวินัย 3.2 ใฝ่เรียนรู้ 3.3 มุ่งมั่นในการทำ งาน 3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำ นวนเวลาเรียน 2 ชั่วโมง เวลา 60 นาที -------------------------------------------------------------------------------------------- 2.1 ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอ่านออกเสียงการผันวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง 2.2 ด้านทักษะ/ กระบวนการ (P) นักเรียนสามารถเขียนคำ ที่มีการผันวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง นักเรียนสามารถจำ แนกคำ ที่มีการผันวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง 2.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงพึ ประสงค์ (A) นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน การผันผัวรรณยุกยุต์ I 42


บทที่ 3 4. สมรรถนะสำ คัญของผู้เรียน 6. ความรู้เดิม ผู้สอนทักทายพูดคุยกับนักเรียนและถามชื่อนักเรียนเพื่อ พื่ เป็นการเช็กชื่อนักเรียน จากนั้นครูมี การทบทวนความรู้เดิมโดยการถามตอบเกี่ยวกับเรื่อง พยัญชนะ สระ และไตรยางศ์หรืออักษร สามหมู่ เพื่อ พื่ ทดสอบว่านักเรียนมีความรู้เดิมมากน้อยเพียพีงใด ขั้นขั้ที่ 1 ขั้นขั้นำ เข้าสู่บทเรียน 8. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (ทฤษฎีการสอนบลูม) 4.1 ความสามารถในการสื่อสาร 4.2 ความสารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. สาระสำ คัญ / ความคิดรวบยอด การผันวรรณยุกต์ การอ่านคำ โดยแจกแจงเสียงวรรณยุกต์ของคำ ตามลำ ดับเสียงโดยมี เครื่องหมายวรรณยุกต์เป็นตัวกำ กับ 6.1 พยัญชนะ 6.2 สระ 6.3 ไตรยางศ์หรืออักษรสามหมู่ 7. เนื้อหาสาระ 7.1 ความหมายของการผันวรรณยุกต์ 7.2 คำ ที่มีการผันวรรณยุกต์ทั้ง 5 เสียง เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียง จัตวา การผันผัวรรณยุกยุต์ I 43 ( ต่อ )


บทที่ 3 ผู้สอนดำ เนินการทบทวนความรู้เดิมเรื่อง พยัญชนะ สระ และไตรยางศ์หรืออักษรสามหมู่ โดย ใช้สื่อการสอนในรูปแบบของสื่อโมชั่นในการบรรยายเนื้อหาและเล่นเกมเล็กน้อยเพื่อ พื่ เป็นการ กระตุ้นความสนใจของนักเรียน การผันผัวรรณยุกยุต์ I 44 ( ต่อ )


บทที่ 3 ผู้สอนใช้วงล้ออัตโนมัติในเว็บวงล้ออัตโนมัติ ในการสุ่มเลขที่พูดคำ 1 คำ ที่มีไตรยางศ์หรือ อักษรสามหมู่ให้เพื่อ พื่ น ๆ และครูผู้สอนฟังฟั ขั้นขั้ที่ 2 ขั้นขั้นำ เสนอเนื้อหา (รูปแบบการสอนแบบอุปนัย) ผู้สอนเชื่อมโยงเข้าสู่เนื้อหาเรื่องการผันวรรณยุกต์ โดยการให้นักเรียนอ่านออกเสียงการผัน วรรณยุกต์ตามโดยผู้สอนสอนในรูปแบบของสื่อโมชั่น การผันผัวรรณยุกยุต์ I 45 ( ต่อ )


บทที่ 3 ผู้สอนให้นักเรียนอ่านออกเสียงการผันวรรณยุกต์ทั้ง 5 เสียง เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา ตามผู้สอนอีกครั้ง การผันผัวรรณยุกยุต์ I 46 ( ต่อ )


Click to View FlipBook Version