การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
โดยใชร้ ะยะเวลาในการดาํ เนินการศึกษาต้งั แต่เดือนกนั ยายน 2563 ถึงเดือนธนั วาคม 2563 รวม 4 เดือน ดงั น้นั ผู้
ศึกษาจึงไดม้ ีการตรวจสอบและเกบ็ ขอ้ มูลจากเอกสาร ส่ิงพิมพ์ หนงั สือ นิตยสาร วารสาร หนงั สือพิมพแ์ ละงานวิจยั
ที่เกี่ยวขอ้ งเพื่อศึกษาทบทวนบริบทการพฒั นาโรงละครฯ จากหน่วยงานที่เก่ียวขอ้ ง เช่น องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล
ละทาย สาํ นกั งานการทท่องเที่ยวจงั หวดั ศรีสะเกษ เป็นตน้
ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษา ไดแ้ ก่ เจา้ หนา้ ที่ของภาครัฐที่รับผดิ ชอบในการพฒั นาโรงละครฯ ในฐานะ
แหล่งท่องเท่ียว ชุมชน ทอ้ งถิ่น และนกั ท่องเท่ียว โดยใชว้ ธิ ีการสมั ภาษณ์
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ผวู้ จิ ยั รวบรวมขอ้ มูลจากเอกสาร โดยในช่วงแรกของการรวบรวมขอ้ มลู น้นั นาํ มาจากหนงั สือ วทิ ยานิพนธ์
เวบ็ ไซต์ เพื่อศึกษาแนวทางในการวิจยั มีการเกบ็ ขอ้ มูลภาคสนามรอบแรกเพื่อวิเคราะห์ขอ้ มูลเบ้ืองตน้ ศึกษาขอ้ มูล
เพ่ิมเติมจากการเก็บขอ้ มูลภาคสนามคร้ังแรก และมีการเก็บขอ้ มูลภาคสนามเพิ่มเติม มีการสัมภาษณ์ผใู้ หข้ อ้ มูลโดย
อาศยั การแนะนาํ ของผใู้ หข้ อ้ มูลที่ไดเ้ กบ็ ขอ้ มูลไปแลว้ ทาํ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู เน้ือหาตรงตามลกั ษณะที่ตอ้ งการศึกษา อีกท้งั
ยงั ช่วยทาํ ให้ผูศ้ ึกษาเก็บขอ้ มูลไดง้ ่ายและสะดวกข้ึนจากการแนะนาํ โดยสามารถอา้ งถึงผูแ้ นะนาํ ได้ และใช้การ
สาํ รวจและสังเกต โดยเขา้ ไปอยใู่ นพ้ืนที่จริง และปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั ผใู้ หข้ อ้ มูลจนผทู้ ่ีจะถูกสมั ภาษณ์รู้สึกวา่ เป็นเรื่อง
ธรรมดาที่มีผูศ้ ึกษามาพูดคุยดว้ ย และใชก้ ารสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซ่ึงเป็ นวิธีการที่ผูศ้ ึกษาใชใ้ นการวิจยั กบั
กลุ่มผใู้ หข้ อ้ มูล ไดแ้ ก่ เจา้ หนา้ ที่ของภาครัฐท่ีรับผิดชอบปฏิบตั ิงานในพ้ืนที่ ประชากรทอ้ งถ่ิน และนกั ท่องเที่ยวท่ี
เดินทางเขา้ มาท่องเที่ยวโดยการพูดคุยอยา่ งไม่เป็นทางการ โดยอาศยั เคร่ืองบนั ทึกเสียง กลอ้ งถ่ายภาพ สมุดบนั ทึก
ปากกา และกรอบแนวคาํ ถาม
การวิเคราะห์ ข้ อมลู
นาํ ขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการสาํ รวจภาคสนาม โดยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง การสาํ รวจและการสังเกต มา
ทาํ การรวบรวมแยกหมวดหมู่ ขอ้ มลู ที่ไดเ้ หลา่ น้ีคือ ความเป็นจริงท่ีมีอยขู่ องพ้ืนท่ีศึกษานาํ มาวเิ คราะห์ร่วมกบั บริบท
แวดลอ้ มที่บ่งบอกถึงคุณค่าและความสําคัญของโรงละครฯ ในฐานะแหล่งท่องเท่ียวเชิงประวตั ิศาสตร์และ
วฒั นธรรมของทอ้ งถิ่น
ผลการวจิ ัย
โรงละครสายเสนในบริบทแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วฒั นธรรมท้องถ่ิน
โรงละครสายเสนโปรโมชน่ั ชุมชนละทายหมู่ 8 อาํ เภอกนั ทรารมย์ จงั หวดั ศรีสะเกษ ต้งั อยูร่ ิมทางหลวง
หมายเลข 2168 เส้นทางสายอาํ เภอกนั ทรารมย์ - ยางชุมนอ้ ย – ราษีไศล (ภราดร, สาํ ลี และชญั ญา, 2558) และห่าง
จากตวั อาํ เภอกนั ทรารมยไ์ ปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร (องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บลละทาย, 2563) ถือวา่ เป็น
386
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ส่วนหน่ึงของแหล่งท่องเที่ยวทางประวตั ิศาสตร์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีมีความสาํ คญั และมีคุณค่าทางประวตั ิศาสตร์
ที่จดั แสดงกลางแจง้ และเป็นส่ิงก่อสร้างที่มีคุณค่าดา้ นศิลปะและสถาปัตยกรรม และยงั สอดคลอ้ งกบั แนวคิดการ
ท่องเที่ยวเชิงประวตั ิศาสตร์ (Historical Tourism) หมายถึง การเดินทางไปตามแหล่งประวตั ิศาสตร์ เป็นการแสวงหา
ความรู้ ความเพลิดเพลิน และไดเ้ ห็นคุณค่าทางดา้ นวฒั นธรรมและการดาํ รงชีวิตของประชาชนในปัจจุบนั (วรรณา,
2546) ซ่ึงในท่ีน้ีคือ (1) มรดกทางวฒั นธรรมที่จับตอ้ งได้คือ Tangible Cultural Heritage คือ อาคาร กลุ่มอาคาร
ชุมชน ชุมชนทอ้ งถิ่นด้งั เดิม แหล่งภูมิทศั น์วฒั นธรรม และผลงานศิลปะแขนงต่างๆ เป็ นตน้ และ (2) มรดกทาง
วฒั นธรรมท่ีจบั ตอ้ งไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) คือ มรดกทางวฒั นธรรมท่ีเป็ นนามธรรม เป็ นสิ่งที่ไม่
สามารถจบั ตอ้ งหรือแสดงออกทางกายภาพได้ ไดแ้ ก่ ภูมิปัญญา ความรู้ ความเชื่อ ความสามารถ ขนบธรรมเนียม
ประเพณีจารีตที่บุคคลหรือชุมชนไดส้ ร้างสรรคข์ ้ึน และไดถ้ า่ ยทอดจากรุ่นหน่ึงไปสู่อีกรุ่นหน่ึงจนถึงปัจจุบนั (อรรถ
, 2550) รวมท้งั เป็นสถานท่ีใหค้ วามรู้ท้งั ดา้ นวฒั นธรรม ประวตั ิศาสตร์ และสิ่งแวดลอ้ ม มีมคั คุเทศกแ์ ละวทิ ยากรให้
ความรู้และคาํ แนะนาํ เก่ียวกบั ความรู้ดา้ นประวตั ิศาสตร์ของสถานท่ีแห่งน้นั และความรู้ดา้ นอื่นๆ ที่เก่ียวขอ้ ง รวมท้งั
ประชาชนเจา้ ของทอ้ งถิ่นมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และการจดั การเกี่ยวกบั การท่องเที่ยวเพ่ือการอนุรักษ์และ
ผลประโยชนข์ องทอ้ งถ่ิน (วรรณา, 2546)
นอกจากน้ีตามเกณฑ์ของ ICOMOS แหล่งท่องเท่ียวเชิงประวตั ิศาสตร์วฒั นธรรม จะต้องมีการสื่อ
ความหมาย (Interpretation) ในเชิงการศึกษา ความบนั เทิง และเพื่อการอนุรักษแ์ ละพฒั นาอย่างยงั่ ยืนผ่านบอร์ด
นิทรรศการ วดี ิทศั น์ พิพิธภณั ฑก์ ลางแจง้ และของท่ีระลึก เป็นตน้ (ประกอบศรี, 2553) โดยในการเลือกใชแ้ ต่ละวิธี
สื่อความหมายน้นั ข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมกบั ลกั ษณะของพ้ืนท่ีและลกั ษณะขอ้ มูลที่แตกต่างกนั ดว้ ย
การวิเคราะห์คุณค่าความสาํ คัญของแหล่งท่องเท่ียวโรงละครสายเสนโปรโมชั่น
ในการศึกษาคร้ังน้ี ผศู้ ึกษาไดใ้ ชแ้ นวคิดในการวเิ คราะห์คุณค่าความสาํ คญั ของแหลง่ ท่องเที่ยวของ
Australia ICOMOS (2000) กรมการท่องเที่ยว (2552) และวชิรญา (2557) ประกอบการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิที่
เก่ียวขอ้ งกบั แหลง่ ท่องเท่ียวและนาํ ขอ้ มูลมาวิเคราะห์ตามคาํ ถามการวิจยั และวตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั ไดด้ งั น้ี
คุณค่าและความสาํ คัญทางประวัติศาสตร์วฒั นธรรม โรงละครสายเสนโปรโมชน่ั เป็นโรงละครกลางแจง้
ไดจ้ าํ ลองเรื่องราวการยา้ ยถิ่นฐานของกลุ่มชนลาวจากเมืองหนองบวั ลุ่มภู หรือนครเข่ือนขนั ธ์กาบแกว้ บวั บาน มายงั
ท่ีต้งั บา้ นละทายในปัจจุบนั (นิรนาม, 2534) และการแสดงผสมจินตนาการ โดยมีตาํ นานสมั พนั ธ์กบั ตาํ นานนางเจียง
ไดของบา้ นชีทวนอีกฟากมูล และบทบาทของพระเจา้ ตากสิน พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (พระครูประทีปวรคุณ,
2563) และการใชพ้ ระราชบญั ญตั ินามสกุลสมยั รัชกาลที่ 6 คือ พลศกั ด์ิ และ แกว้ อาสา เป็นตน้ (ประทิน, 2563) ซ่ึง
คาํ ว่า “ละทาย” มาจากคาํ ว่า “ลาดทราย” ซ่ึงมีความหมายถึงว่าเดิมที่อาณาบริเวณพ้ืนท่ีแถบน้ีเป็นพ้ืนท่ีเนิน มีหาด
ทรายลอ้ มรอบ (ดาเรศ, 2563) หลงั จากน้นั ชุมชนไดเ้ ติบโตข้ึนตามที่มีผคู้ นหลงั่ ไหลจากสังคมชุมชนตอนบนท้งั ฝั่ง
ซ้ายและฝ่ังขวาแม่น้าํ โขงมาอยู่บา้ นละทายฟากตะวนั ตกของแม่น้าํ มูล การปกครองก็ดาํ เนินตามฮีตตามคองเวียง
จนั ทนเ์ ช่นเดียวกบั เมืองและชุมชนอื่นๆ ที่ต่างกโ็ ยกยา้ ยมาจากวฒั นธรรมลา้ นชา้ ง หลวงพระบาง นครเวียงจนั ทน์
เช่น มีทา้ วฝ่ าย ตาแลง้ เป็ นผูป้ กครองเมือง คุม้ และบา้ น เป็ นตน้ (ประทิน, 2563) นอกจากน้ียงั มีฉากจาํ ลองศาสน
สถานสาํ คญั เช่น ปราสาทขอม เกาะรัตนโกสินทร์ ประวตั ิพระเจา้ ตาก อาคารสถานท่ีจาํ ลองในอดีต สงครามโลก
387
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
คร้ังท่ี 2 สถานีรถไฟจาํ ลองเหตุการณ์ รัชกาลที่ 9 เสดจ็ ฯเย่ียมราษฎรเมืองศรีสะเกษในพ.ศ.2498 และเสดจ็ ฯผา่ นตวั
อาํ เภอกนั ทรารมยใ์ นปัจจุบนั รวมถึงวถิ ีชีวติ คนขายไก่ยา่ งกนั ทรารมยด์ ว้ ย
Figure 1 The Diagram of Saisen Promotion Theater, Ban Latai Village, Village No. 8 Kanthararom district, Sisaket
province
คุณค่าทางสังคม โรงละครสายเสนโปรโมชน่ั ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวฒั นธรรมที่สาํ คญั แห่งหน่ึงใน
จงั หวดั ศรีสะเกษ สถานที่แห่งน้ีไดร้ ับการพฒั นาเป็นแหลง่ ท่องเที่ยวเศรษฐกิจพอเพียงตน้ แบบใน พ.ศ.2558 และยงั
ไดร้ ับพระราชทานเงินขวญั ถุงกองทุนแมข่ องแผน่ ดินใน พ.ศ.2558 และไดร้ ับการยกยอ่ งใหเ้ ป็นหน่ึงในพ้ืนที่ชุมชน
ตน้ แบบชาติพนั ธุ์ลาว ในโครงการพฒั นาแหลง่ เรียนรู้ชาติพนั ธุ์ 4 เผา่ (ลาว เขมร ส่วย เยอ) เพื่อสร้างจิตสาํ นึกในการ
ดาํ เนินชีวติ ตามศาสตร์พระราชาของมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ศรีสะเกษในวนั ท่ี 18 กรกฎาคม 2563 ท่ีผา่ นมา ซ่ึงแสดงให้
เห็นวา่ สถานท่ีน้ีไดร้ ับการยอมรับวา่ เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีน่าศึกษาอีกแห่งหน่ึงดว้ ย
ความผกู พันต่อคนในท้องถิ่น โรงละครสายเสนโปรโมชน่ั น้นั ถือไดว้ า่ มีความสาํ คญั และผกู พนั กบั คนใน
ทอ้ งถ่ิน เนื่องจากแหล่งเรียนรู้น้ีบ่งบอกถึงการต้งั ถิ่นฐาน ประวตั ิศาสตร์ชุมชนที่สมั พนั ธ์กบั ประวตั ิศาสตร์อีสาน มี
แหลง่ เรียนรู้เชิงเกษตรพอเพียง โคกหนองนาโมเดล แกม้ ลิง ทุ่งทานตะวนั ทุ่งปอเทือง มีการแต่งกายแบบไทยอีสาน
โบราณในวนั สาํ คญั ทางศาสนา ประเพณีการตกั บาตรขา้ วเหนียว เป็นตน้ และเม่ือมีการแสดง แสง สี เสียง ชาวบา้ น
ในละแวกใกลเ้ คียงจะมาร่วมกนั แสดงตามบทที่ซักซ้อม อนั ส่ือถึงเร่ืองราวภูมิหลงั ของทอ้ งถ่ินตน อนั ทาํ ให้เกิด
ความภาคภูมิใจร่วมกนั
388
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
แนวทางการจัดการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วฒั นธรรม: โรงละครสายเสนโปรโมช่ัน
จากการวิเคราะห์คุณค่าความสําคญั ของแหล่งท่องเท่ียวโรงละครสายเสนโปรโมชน่ั ท่ีไดก้ ล่าวไปแลว้
ขา้ งตน้ ผศู้ ึกษาจึงไดน้ าํ แนวคิดเกี่ยวกบั การสื่อความหมายในแหล่งท่องเที่ยวเพ่ือมาปรับใชใ้ นการเสนอแนวทางการ
จดั การท่องเท่ียวเชิงประวตั ิศาสตร์ในโรงละครลายเสนโปรโมชน่ั โดยนาํ รูปแบบการส่ือความหมายมาใชเ้ พื่อการ
อนุรักษ์และพัฒนาอย่างย่ังยืนของ Dallen (2003) ประกอบศรี (2553) และ Onlamai and Suttipan. (2010) ที่
ประยุกต์ใช้ในการสร้างการส่ือความหมายเพื่อจัดการการท่องเท่ียวแหล่งเรียนรู้แห่งน้ี กล่าวคือ มีการจดั ทาํ
นิทรรศการใหค้ วามรู้ดา้ นประวตั ิศาสตร์วฒั นธรรมทอ้ งถ่ิน มีป้ายอธิบายความสาํ คญั มีการจดั ทาํ ของท่ีระลึก การ
สร้างมคั คุเทศกท์ อ้ งถิ่น การสร้างคู่มือการท่องเที่ยวของชุมชน และการจดั ทาํ ขอ้ มลู ผา่ นสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ ซ่ึงจะตอ้ ง
มีการสนบั สนุนของหน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งทางดา้ นการท่องเท่ียวของชุมชน
บทสรุปวจิ ารณ์ และข้อเสนอแนะ
โดยสรุปพบวา่ โรงละครสายเสนโปรโมชน่ั เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวตั ิศาสตร์วฒั นธรรมท่ีอย่ใู นพ้ืนท่ี
ของบา้ นละทายหมู่ท่ี 8 ที่เป็นที่อยขู่ องกลุ่มคนในวฒั นธรรมลาว มีคุณค่าทางประวตั ิศาสตร์วฒั นธรรม มีคุณค่าดา้ น
สังคม และความผูกพนั ต่อทอ้ งถ่ิน ซ่ึงในการจดั การท่องเท่ียวเชิงประวตั ิศาสตร์ของชุมชนและแหล่งเรียนรู้ผ่าน
รูปแบบการส่ือความหมายต่างๆ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั แนวคิดของเทิดชาย ช่วยบาํ รุง (2554) ท่ีเสนอวา่ ภูมิปัญญาทอ้ งถ่ิน
ของไทยถือเป็ นทุนทางสังคมและวฒั นธรรมที่ตอ้ งเก็บรักษาไว้ โดยมีกระบวนการในการอนุรักษ์ทุนภูมิปัญญา
ทอ้ งถิ่นของไทยผ่านการคน้ ควา้ วิจยั การอนุรักษ์ การฟ้ื นฟู และการพฒั นา ภายใตค้ วามช่วยเหลือขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ิน และสอดคลอ้ งกับอดิศร ศกั ด์ิสูง (2560) ที่ว่า โรงละครฯ น้ีเป็ นทรัพยากรการท่องเที่ยว
ประเภทศิลปวฒั นธรรมและประเพณี หมายถึง แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษยส์ ร้างข้ึนเพ่ือตอบสนองความตอ้ งการของ
นกั ท่องเที่ยว โดยการสร้างกิจกรรมใหม่หรือปรับปรุงดดั แปลงใหส้ ถานที่มีความหลากหลายในการทาํ กิจกรรมการ
ท่องเท่ียว จากการศึกษาผูว้ ิจยั มีขอ้ เสนอแนะว่า ควรมีการสานเสวนาประชุมกลุ่มระหว่างเจา้ ของสถานท่ี ผูท้ ี่พกั
อาศยั รอบๆ แหล่งเรียนรู้ และนกั ท่องเที่ยว และควรมีการศึกษาเรื่องสภาพปัจจุบนั ในการท่องเท่ียวในมุมกวา้ งให้
สอดรับกบั นโยบายของจงั หวดั ปัจจุบนั และการศึกษาคร้ังน้ีอาจนาํ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นพ้ืนที่อ่ืนๆ ต่อไปได้
กติ ติกรรมประกาศ
บทความน้ีสาํ เร็จไดด้ ว้ ยไดร้ ับอนุเคราะห์จากครูประทิน สายเสน ท่ีไดก้ รุณาสละเวลาให้คาํ แนะนาํ ให้
ความรู้ความเขา้ ใจ และแนวทางการศึกษา ตลอดจนช่วยเหลือ ตรวจสอบแกไ้ ขและเพิ่มเติมในส่วนต่างๆ ทาํ ให้
บทความน้ีสมบูรณ์มากข้ึน ขอบคุณเจา้ หนา้ ที่องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บลละทาย และนกั ท่องเที่ยวทุกคน ท่ีใหค้ วาม
ช่วยเหลือและร่วมมือดีย่ิงในการให้ขอ้ มูล และขอขอบคุณลูกศิษยธ์ งชัย ชาํ นิกุล ท่ีช่วยออกแบบภาพประกอบ
เพิ่มเติม
389
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
เอกสารอ้างองิ
กรมการท่องเที่ยว. (2552). คู่มือการประเมินมาตรฐานแหล่งท่ องเท่ียวทางประวัติศาสตร์ . สื บค้นจาก
http://www.tourism.go.th/.
กลุ่มงานศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั ศรีสะเกษ. (2563). รายงานผลการดาํ เนินโครงการพัฒนาแหล่ง
เรียนรู้วัฒนธรรมชาติพันธ์ุ 4 เผ่า (เขมร ส่วย ลาว เยอ) ชุมชนต้นแบบกล่มุ ชาติพันธ์ุลาว ณ บ้านละทาย อาํ เภอ
กันทรารมย์ จังหวดั ศรีสะเกษ. ศรีสะเกษ: กลุม่ งานศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ราชภฏั ศรีสะเกษ.
ดาเรศ พลศกั ด์ิ. (2563). โรงละครสายเสนโปรโมช่ัน [ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ และคณะ, ผสู้ มั ภาษณ์].
เทิดชาย ช่วยบาํ รุง. (2553). พลวัตการท่องเท่ียวอีสานใต้: ค้นหารอยยิ้มร่ วมสมัยแห่ งกาลเวลาผ่านงานวิจัย.
กรุงเทพฯ: สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.).
เทิดชาย ช่วยบาํ รุง. (2554). ภูมิปัญญาการพัฒนาท้องถ่ินเชิงสร้ างสรรค์. นนทบุรี: วิทยาลยั พฒั นาการปกครอง
ทอ้ งถิ่น สถาบนั พระปกเกลา้ .
เทิดชาย ช่วยบาํ รุง. (2554). บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาการท่องเท่ียวอย่างยั่งยืนบนฐาน
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง. นนทบุรี: วิทยาลยั พฒั นาการปกครองทอ้ งถิ่น สถาบนั พระปกเกลา้ .
นิรนาม. (2534). หนังสือท่ีระลึกในพิธียกช่อฟ้าและตัดลูกนิมิตอุโบสถในพิธียกช่อฟ้าและตัดลูกนิมิตอุโบสถวัด
โพธิ์ศรี บ้านละทาย อาํ เภอกนั ทรารมย์ จังหวดั ศรีสะเกษ. มปท.: มปพ.
ประกอบศรี ภกั ดีพินิจ. (2553). ศกั ยภาพการสื่อความหมายทางการท่องเท่ียวชุมชน: ชุมชนร่องไฮ จงั หวดั พะเยา.
วารสารมหาวิทยาลยั นเรศวร, 18(12), 82–90.
ประดิษฐ ศิลาบุตร. (2549). ศึกษาแหล่งท่องเท่ียวท่ีมนุษย์สร้ างขึ้นในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนใต้. กรุงเทพฯ:
สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.).
ประทิน สายเสน. (2563). โรงละครสายเสนโปรโมชน่ั [ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ และคณะ, ผสู้ มั ภาษณ์].
พระครูประทีปวรคุณ. (2563). ประวตั ิศาสตร์ทอ้ งถ่ินบา้ นละทาย [ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ และคณะ, ผสู้ มั ภาษณ์].
ภราดร ศรปัญญา, สาํ ลี ศรปัญญา และชญั ญา ศรปัญญา. (2558). ศรีสะเกษจังหวัดของเรา 2: ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ
การคมนาคมและสิ่งแวดล้อม. อุบลราชธานี: ยงสวสั ด์ิอินเตอร์กรุ๊ป.
วชิรา ตติยนนั ทกุล. (2557). การพัฒนาคู่มือการท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรม นามธรรม ด้านหัตถกรรมจังหวัด
อบุ ลราชธานี (วทิ ยานิพนธ์ปริญญาโท). มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น, ขอนแก่น.
วรรณา วงษว์ านิช. (2548). ภูมิศาสตร์การท่องเที่ยว. กรุงเทพฯ: สาํ นกั พิมพม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
สาํ นกั งานจงั หวดั ศรีสะเกษและภาคีเครือข่าย. (2549). ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวดั
ศรีสะเกษ. ศรีสะเกษ: ศรีสะเกษการพิมพ.์
อดิศร ศกั ด์ิสูง. (2560). ประวตั ิศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว. สงขลา: มหาวิทยาลยั ทกั ษิณ.
อรรถ นนั ทจกั ร์. (2550). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกบั การท่องเที่ยว. อบุ ลราชธานี: มหาวิทยาลยั อบุ ลราชธานี.
องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บลละทาย. (2563). ข้อมลู พืน้ ฐานตาํ บลละทาย. มปท.: มปพ.
Australia ICOMOS. (2000). TheBurra Charter: the Australia ICOMOS charter for places of cultural significance
1999. (n.p.): Australia: Burwood Deakin University Australia ICOMOS Inc.
Dallen, T. (2003). Heritage tourism. England: Pearson Education.
Onlama, W. & Suttipan, S. (2010). Adaptive using of Sin Sai literature for Thai tourism interpretation. Journal ๐f
Thai Hospitality, 11(1), 3–15.
390
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
การล่าแม่มดและศาลเตีย้ ในการส่ือสารออนไลน์
Witch hunts and the Kangaroo court in online communication
จกั รพนั ธ์ ชูสง*, พริ งรอง รามสูต
Jakkapant Choosong*, Pirongrong Ramasoota
ภาควชิ าวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพฯ 10300
Department of Journalism, Faculty of Communication Arts, Chulalongkorn University, Bangkok 10330, Thailand
* Corresponding author. E-mail address: [email protected]
บทคัดย่อ
การวจิ ยั คร้ังน้ีมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือศึกษา (1) องคป์ ระกอบดา้ นการส่ือสารของกาล่าแม่มดและศาลเต้ียออนไลน์ (2)
ผลกระทบต่อชีวิตของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีถูกล่าแม่มดตลอดจนวิธีการแสวงหาทางออกของปัญหา โดยศึกษาจาก
กรณีศึกษาจาํ นวน 3 กรณีศึกษาในประเดน็ ที่ถูกโจมตีดงั น้ี ประเด็นเรื่องการเมืองคุณพรรณิการ์ วานิชเกี่ยวกบั การหม่ินพระ
บรมเดชานุภาพ ประเด็นเรื่องศีลธรรมคุณพชั มน ธานีวชั รกลุ เกี่ยวกบั ความสัมพนั ธ์เชิงชูส้ าว และประเด็นเรื่องเพศสภาพ
คุณพินิจ งามพริ้งเก่ียวกับการขา้ มเพศ โดยใชว้ ิธีวิจยั คือการวิเคราะห์เน้ือหาเพจเฟซบุ๊ก และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผล
การศึกษาการวิเคราะห์เน้ือหาพบวา่ ประเด็นที่เพจนาํ เสนอและการแสดงความคิดเห็นของผตู้ ิดตามเพจปรากฏการส่ือสาร
ในลกั ษณะของการล่าแมม่ ดในมิติต่างๆ การสมั ภาษณ์เชิงลึกกรณีศึกษาพบผลกระทบในดา้ นต่อไปน้ี คือ (1) ผลกระทบดา้ น
สิทธิเสรีภาพ (2) ผลกระทบต่อครอบครัว (3) ผลกระทบต่อหน้าที่การงาน (4) ผลกระทบต่อความสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ่ืน และ
วิธีการแสวงหาทางออกจากปัญหาท่ีพบ คือ (1) การช้ีแจงขอ้ เท็จจริงผา่ นเฟซบุ๊ก (2) การช้ีแจงขอ้ เท็จจริงผ่านสื่อมวลชน
และ (3) การดาํ เนินคดีทางกฎหมาย
คาํ สําคญั : ลา่ แมม่ ด, ศาลเต้ีย, องคป์ ระกอบดา้ นการสื่อสาร
Abstract
This research aims to (1) examine communication elements of online witch-hunt in Thailand and (2) to explore
the impacts on the lives of an individual or a group of individuals affected by these phenomena and their approach in
dealing with the problem. Three cases were selected to be part of this investigation covering three controversial topics;
Miss Pannika Wanich and the criticism against the Thai monarchy, Miss Patchamon Thaneewatcharakul and her adultery
with a celebrity, and Mr. Pinit Ngarmpring and the controversy around genders and transsexuality. The study was carried
out by employing two methodologies, Content analysis of Facebook pages and in-depth interview of the person affected
by the witchhunt in each case study The results revealed that Facebook pages’ content and followers’ comments indicated
elements of online witch hunting. In addition, the results from the in-depth interview demonstrated the following
dimensions of impacts; (1) human rights violation, (2) negative influences on family members, (3) negative influences on
their profession, (4) negative influences on relationship with surrounding individuals. Lastly, the approaches taken by each
affected person in tackling are; (1) using counterspeech on Facebook, (2) addressing the allegation to mass media, and (3)
litigation.
Keywords: communication elements, Kangaroo court, witch hunt
391
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
บทนํา
ความหมายดงั เดิมของการล่าแม่มด (Witch-hunt) หมายถึงการล่าคนที่อวดอา้ งวา่ มีพลงั อาํ นาจวิเศษ รวมถึง
พวกที่เชี่ยวชาญในการรักษาคนดว้ ยสมุนไพรหรือวิธีโบราณต่างๆ บุคคลที่เชื่อวา่ มีเวทมนต์ ส่วนความหมายอีกนยั
คือขอ้ อา้ งเพ่ือลงโทษผูท้ ี่เอาใจออกห่างศาสนาบุคคลท่ีตอ้ งสงสัยว่าเป็ นแม่มดอาจจะมีหลายกลุ่มท้งั ผูห้ ญิง และ
ผูช้ าย แต่ส่วนมากจะเป็ นผูห้ ญิงโดยเฉพาะผูห้ ญิงหมา้ ย และผูท้ ่ีขาดบุคคลปกป้องรวมถึงบุคคลดอ้ ยโอกาสหรือ
แมก้ ระทง่ั บุคคลสูงศกั ด์ิ บุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่จาํ เป็นตอ้ งมีหลกั ฐาน เพียงแค่เช่ือหรือรับสารภาพดว้ ยวิธีการต่างๆ
กถ็ ือวา่ เป็นแมม่ ดแลว้ (ภีรกาญจน,์ 2559) คนพวกน้ีจะถกู มองวา่ เป็นแม่มด และถกู จบั มาประหารทนั ที การล่าแมม่ ด
แบบท่ีถูกกฎหมาย เกิดข้ึนในยุคกลางของทวีปยุโรปหรือที่เรียกกันว่ายุคมืดต้งั แต่ศตวรรษท่ี 5–15 อยู่ใตก้ าร
ปกครองของคริสตจกั รหรือยคุ ท่ีคริสตจกั รรุ่งเรืองที่สุด
กระท้งั เม่ือโลกเขา้ สู่ยุคสมยั ใหม่ และวิทยาศาสตร์ไดเ้ ขา้ มาแทนที่ทาํ ใหก้ ารล่าแม่มดน้นั ค่อยๆ หายไปจน
ศตวรรษท่ี 21 ปรากฏการณ์ล่าแม่มดไดค้ ืนชีพข้ึนมาใหม่ โดยศตวรรษน้ีการล่าแม่มดกลายเป็ นคาํ ที่ใช้แทน
ความหมายการสืบคน้ ขอ้ มูลของผทู้ ี่กระทาํ ผิดแลว้ นาํ มาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ การล่าแม่มดไม่ไดเ้ ป็นการจบั ผทู้ ี่
ถูกกล่าวหาวา่ ทาํ ใหเ้ กิดเหตุผดิ ธรรมชาติเหมือนในอดีต แต่จะเป็นการลงโทษทางสงั คม (Social Sanction) กล่าวคือ
วิธีสร้างระบบการควบคุม และลงโทษทางสังคมท่ีสังคมสร้างข้ึนเพื่อให้คนในสังคมปฏิบตั ิตามบรรทดั ฐานที่
ถูกตอ้ ง เมื่อมีการทาํ ผดิ บรรทดั ฐานซ่ึงมีพ้ืนฐานมาจากผคู้ นในโลกออนไลน์ เกิดการไมพ่ อใจ ไม่ถูกใจกจ็ ะถูกสงั คม
ลงโทษเปรียบเสมือนการใช้ “ศาลเต้ียในโลกออนไลน”์ (Kangaroo court online) ที่มองวา่ ละเมิดสิทธิส่วนตวั ของ
บุคคลหรือกลุม่ บุคคลที่เป็นฝ่ ายถกู กล่าวหาหรือกระทาํ ความผดิ
จุดเร่ิมตน้ การล่าแม่มดของสังคมไทยน้นั ปรากกฎชดั ในสมยั รัฐบาลจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ ถึงรัฐบาล
จอมพลถนอม กิตติขจรที่มีการกวาดลา้ งผูเ้ ห็นต่างทางการเมืองนิยมลทั ธิคอมมิวนิสต์ และขอ้ หาลม้ ลา้ งสถาบัน
พระมหากษตั ริย์ (ธงชัย, 2551) จนในปี 2553 เกิดกลุ่มของเส้ือแดงท่ีประทว้ งรัฐบาล และขอ้ หาลม้ ลา้ งสถาบนั
พระมหากษตั ริยม์ ีส่ือออนไลน์จดั ต้งั กลุ่มข้ึนในเฟซบุ๊กรวมกนั ไล่ล่ากลุ่มคนเส้ือแดง การล่าแม่มดในโลกออนไลน์
จึงมกั รุนแรงในช่วงเกิดความขดั แยง้ ทางการเมือง นอกจากน้ีการล่าแม่มดในโลกออนไลน์ยงั นาํ มาซ่ึงปรากฏการณ์
ท่ีเก่ียวเน่ืองกนั เช่น การใชป้ ระทุษวาจา (Hate Speech) การรังแกทางโลกไซเบอร์ (Cyberbullying) หรือการขุดคุย้
ขอ้ มลู ส่วนตวั (Doxxing) ถือเป็นการรังแกผา่ นโลกออนไลนท์ ่ีปรากฏอยใู่ นสงั คมไทย
งานวิจยั น้ีจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาการทาํ งานของเพจท่ีมีการนาํ เสนอเร่ืองราวของกลุ่มบุคคลหรือกลุ่ม
บุคคลท่ีไดก้ ระทาํ ผิดบรรทดั ฐานของสังคมหรือสร้างความไม่พอใจใหก้ บั คนบางกลุ่มในสังคม รวมถึงการแสดง
ความคิดเห็นต่างๆ ที่ก่อใหเ้ กิดความเสียหายต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดงั กล่าว โดยมุ่งศึกษาองคป์ ระกอบดา้ นการ
ส่ือสารในการล่าแม่มดออนไลน์ท่ีเกิดข้ึนบนเฟซบุ๊ก ตลอดจนผลกระทบต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกล่าแม่มด
และตดั สินโดยผคู้ นในโลกออนไลน์ไดร้ ับผลกระทบในการดาํ เนินชีวิต และการแสวงหาทางออกของปัญหาของ
คนกลุ่มน้ี
392
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
วตั ถุประสงค์
1. เพ่ือศึกษาองคป์ ระกอบดา้ นการสื่อสารของการล่าแม่มดและศาลเต้ียออนไลน์
2. เพื่อศึกษาผลกระทบต่อชีวิตของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกล่าแม่มดตลอดจนวิธีการแสวงหาทางออก
ของปัญหา
การตรวจเอกสาร
แนวคิดท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี คือ (1) แนวคิดการล่าแม่มดในโลกออนไลน์ (Online Witch-Hunting)
หมายถึงกระบวนการท่ีกลุ่มคนในโลกออนไลน์เลือกท่ีจะโจมตีหรือลงโทษผูท้ ี่กระทาํ ความผิดบรรทดั ฐานของ
สังคมหรือสร้างความไม่พอใจให้กับคนบางกลุ่มในสังคม (สาวตรี, 2553) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการล่าแม่มด
ออนไลนว์ ่ามีการนาํ ช่ือจริง นามสกลุ จริง ประวตั ิส่วนตวั มาเปิ ดเผยต่อสาธารณะมีการรุมด่าดว้ ยคาํ พูดหยาบคายถกู
สมาชิกของเพจ กลุ่ม องค์กรในเฟซบุ๊กร่วมกนั ล่าแม่มดวิเคราะห์ในเชิงดูถูก ดูหม่ิน แนวคิดการล่าแม่มดในโลก
ออนไลนจ์ ึงเป็นประโยชนใ์ นการวิเคราะห์กรณีการถกู ลา่ แม่มดท่ีเกิดข้ึนกบั บุคคลหรือกลุม่ บุคคลในโลกออนไลน์
(2) แนวคิดการลงโทษทางสังคมในโลกออนไลน์ (Social Sanction online) หมายถึงการที่ผูค้ นในสังคม
ออนไลน์เร่ิมมีลกั ษณะเป็ นกระบวนการยุติธรรมเชิงสังคมหรือเป็ นศาลในโลกออนไลน์อย่างเพจในเฟซบุ๊กทาํ
หนา้ ที่ตดั สินบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีไดก้ ระทาํ ความผิดส่ิงที่เรียกว่าบรรทดั ฐานของสังคมหรือสร้างความไม่พอใจ
ใหก้ บั คนบางกลุ่มในสงั คม (พระบาท นามเมือง, 2560) ไดใ้ หข้ อ้ มูลวา่ การลงโทษทางสังคมในโลกออนไลน์น้ีจึง
เปรียบเหมือนการใชศ้ าลเต้ียในโลกออนไลน์ที่มองว่าละเมิดสิทธิส่วนตวั ของบุคคลที่เป็ นฝ่ ายผิด บางคร้ังก็เกิด
สัดส่วนความผิด แนวคิดการลงโทษทางสังคมจึงเป็ นประโยชนใ์ นการวิเคราะห์ศาลเต้ียในโลกออนไลน์ที่ใชเ้ ป็ น
เคร่ืองมือในการลงโทษบุคคลหรือกล่มุ บุคคลที่ถกู กล่าวหาวา่ กระทาํ ความผดิ บรรทดั ฐานของสงั คม
(3) แนวคิดการสื่อสารท่ีเป็ นอนั ตราย หมายถึงเน้ือหาที่ก่อให้เกิดอนั ตรายยุยงปลุกปั่นอารมณ์สร้างความ
เกลียดชงั ของผคู้ นมีการพูดในลกั ษณะถอ้ ยคาํ ที่รุนแรง และหยาบคายหรือการเผยแพร่ขอ้ มูลรายละเอียดส่วนตวั ทาํ
ใหเ้ สื่อมเสียช่ือเสียง สร้างความอบั อายเกิดความเสียหายตามมาประกอบไปดว้ ย การสื่อสารท่ีสร้างความเกลียดชงั
(Hate Speech) การกลนั่ แกลง้ บนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) และการขุดคุย้ ขอ้ มูลส่วนตวั (Doxxing) แนวคิด
การสื่อสารท่ีเป็นอนั ตรายที่จึงเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์องคป์ ระกอบดา้ นการสื่อสารในการล่าแม่มดออนไลน์
ในประเด็นที่เพจนาํ เสนอรวมถึงการแสดงความคิดเห็นของผูต้ ิดตามเพจว่ามีลกั ษณะเขา้ ข่ายองคป์ ระกอบขา้ งตน้
อยา่ งไรบา้ ง
(4) แนวคิดศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) หมายถึงมนุษยท์ ุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม
ไดร้ ับคุณค่าความเป็นมนุษยโ์ ดยไม่ตอ้ งคาํ นึงถึงเร่ือง เพศ เช้ือชาติ ศาสนา อายุ ฐานะ หนา้ ท่ีการงาน รวมถึงมีสิทธิ
เสรีภาพบทบาทหนา้ ที่ในสังคมอย่างเท่าเทียมกนั ในส่วนของกระทาํ ที่ละเมิดต่อศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษย์ (วีรวฒั น์,
2557) ไดใ้ หข้ อ้ มลู วา่ เป็นการกระทาํ ส่งผลกระทบต่อชีวติ ร่างกาย ทรัพยส์ ิน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อจิตใจ มนุษย์
จึงตอ้ งการใหผ้ ูอ้ ่ืนปฏิบตั ิต่อตนเองอย่างให้เกียรติกนั และเห็นคุณค่าความเป็ นมนุษยอ์ ย่างเท่าเทียม แนวคิดการ
ละเมิดศักด์ิศรีความเป็ นมนุษย์จึงมีประโยชน์ในการวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ของกรณีศึกษาที่ถูกล่าแม่มดเกิด
ผลกระทบต่อชีวิตความไม่ชอบธรรมที่ไดร้ ับจากเหตุการณ์ที่เกิดข้ึน การกระทาํ ท่ีแสดงออกถึงการเหยียดหยามต่อ
คุณค่าความเป็นมนุษย์ การเลือกปฏิบตั ิ การตามล่า การบนั่ ทอนสิทธิเสรีภาพที่กาํ หนดไวใ้ นรัฐธรรมนูญ
393
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
วธิ ีดําเนินการวจิ ัย
การวิจยั คร้ังน้ีใชร้ ะเบียบวิธีวิจยั คือการวิเคราะห์เน้ือหา (Content Analysis) ศึกษาองคป์ ระกอบดา้ นการ
ส่ือสารในการล่าแม่มดและศาลเต้ียออนไลน์ โดยศึกษาตามกรณีศึกษา (Case study) ท่ีปรากฏอยบู่ นเฟซบุ๊กจาํ นวน
3 กรณีใน 4 เพจ ไดแ้ ก่ Thai PBS, อีจนั , The Metted, และ Poetry of Bitch โดยเลือกเพจท่ีนาํ เสนอเกี่ยวกบั กรณีศึกษา
เก็บขอ้ มูลโดยใชเ้ ครื่องมือตารางลงรหสั (Coding Sheet) เก็บขอ้ มูลจาํ นวนโพสตข์ องแต่ละเพจ ผูว้ ิจยั ใชว้ ิธีเลือก
แบบเจาะจง โดยเลือกเฉพาะโพสตท์ ่ีมีการนาํ เสนอเน้ือหาเก่ียวขอ้ งกบั กรณีศึกษาสามารถนาํ ไปวเิ คราะห์ได้ ในส่วน
ของคอมเมนต์ ผวู้ ิจยั ใชว้ ิธีเลือกเฉพาะ 5 คอมเมนตแ์ รกของแต่ละโพสต์ และตอ้ งมีความเก่ียวขอ้ งกบั ประเดน็ ที่เพจ
นาํ เสนอ จากน้นั ทาํ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กรณีศึกษาท้งั 3 กรณีที่ถูกล่าแม่มด และตดั สินโดย
ศาลเต้ียออนไลน์ โดยใช้แนวคาํ ถามสัมภาษณ์เป็ นเคร่ืองมือในการเก็บขอ้ มูล ท้งั น้ีผูว้ ิจัยได้เลือกกรณีศึกษาท่ี
สามารถใหข้ อ้ มูลได้ โดยกาํ หนดประเดน็ ดงั น้ี (1) ประเดน็ เรื่องการเมือง ไดแ้ ก่ กรณีศึกษาคุณพรรณิการ์ วานิช อดีต
โฆษก และสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรบญั ชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ (2) ประเดน็ เร่ืองศีลธรรม ไดแ้ ก่ กรณีศึกษาของ
คุณพชั มน ธานีวชั รกุล ดารานักร้อง (3) ประเด็นเรื่องเพศสภาพ ได้แก่ กรณีศึกษาของคุณพินิจ งามพริ้ง อดีต
ประธานเชียร์ไทยเพาเวอร์ และสมาชิกพรรคอนาคตใหม่
ผลการวจิ ัย
กรณีศึกษาคุณพรรณิการ์ วานิชถูกโจมตีเรื่องภาพถ่ายรับปริญญา เม่ือปี 2553 กบั เพ่ือนๆ โดยในภาพถ่ายมี
พระบรมฉายาลกั ษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ดว้ ย ซ่ึงเพ่ือนของคุณพรรณิการ์มีการช้ีนิ้วไปที่รูปดงั กล่าวพร้อมมีการ
เขียนแคปชน่ั ว่า “ภาพน้ีไม่ควรมีคาํ บรรยาย” ถูกนาํ มาเผยแพร่กนั โลกออนไลน์พร้อมกบั การแสดงความคิดเห็น
จาํ นวนมากที่มองว่าเป็ นการหม่ินพระบรมเดชานุภาพ ท้งั น้ีมีการนาํ เสนอของเพจ Thai PBS และเพจThe Mettad
ผลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเร่ื องที่เกิดข้ึนได้ข้อมูลจํานวน 19 โพสต์ 95 คอมเมนต์ เมื่อนํามาวิเคราะห์
องคป์ ระกอบดา้ นการสื่อสารในการลา่ แม่มดออนไลน์ ปรากฏการส่ือสารในการล่าแม่มดออนไลนด์ งั น้ี (1) ประทุษ
วาจาพบมากที่สุด คือการยวั่ ยุให้เกิดความเกลียดชงั การต้งั ใจแบ่งแยก และการยว่ั ยุให้มีการใชค้ วามรุนแรง (2)
ภาษาท่ีใชใ้ นการกลน่ั แกลง้ ออนไลนพ์ บมากที่สุด คือการเนน้ เพียงบางส่วน การใชป้ ระโยคคลุมเครือ และการใช้
ทางลวง (3) การขดุ คุย้ ขอ้ มลู ส่วนตวั พบมากที่สุด คือการขดุ คุย้ เพื่อทาํ ลาย และการขดุ คุย้ เพ่ือใหต้ กเป็นเป้าหมาย
กรณีคุณพชั มน ธานีวชั รกลุ ถูกโจมตีเรื่องความสมั พนั ธ์เชิงชูส้ าวกบั พระเอกช่ือดงั เกี่ยวกบั ภาพหลุดท่ีมีการ
ปล่อยออกมาท้ังแชทไลน์ในลกั ษณะเชิงชู้สาวรวมถึงภาพส่วนตวั ของพระเอกคนดงั กล่าวเผยแพร่กันในโลก
ออนไลน์ ท้งั น้ีมีการนาํ เสนอของเพจ Poetry of Bitch ผลจากการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเรื่องท่ีเกิดข้ึนไดข้ อ้ มูลจาํ นวน 5
โพสต์ 20 คอมเมนต์ เมื่อนาํ มาวิเคราะห์องคป์ ระกอบดา้ นการส่ือสารในการล่าแม่มดออนไลน์ ปรากฏการสื่อสาร
ในการล่าแม่มดออนไลน์ดงั น้ี (1) ภาษาท่ีใชใ้ นการกลน่ั แกลง้ ออนไลน์พบมากที่สุด คือการใชป้ ระโยคคลุมเครือ
การเนน้ เพียงบางส่วน และการใชท้ างลวง (2) การขุดคุย้ ขอ้ มูลส่วนตวั พบมากที่สุด คือการขุดคุย้ เพื่อใหต้ กเป็ น
เป้าหมาย
กรณีคุณพินิจ งามพริ้งถูกโจมตีเกี่ยวกบั การเปลี่ยนแปลงตวั เองเป็นบุคคลขา้ มเพศ และการเขา้ สู่การทาํ งาน
ดา้ นการเมืองเพ่ือเป็ นตวั แทนของกลุ่มท่ีมีความหลากหลายทางเพศทาํ ใหโ้ ลกออนไลน์ต่างพากนั วิพากษว์ ิจารณ์
มากมาย ท้งั น้ีมีการนาํ เสนอของเพจThai PBS และเพจอีจนั ผลจากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเร่ืองท่ีเกิดข้ึนไดข้ อ้ มูล
394
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
จาํ นวน 15 โพสต์ 26 คอมเมนต์ เมื่อนาํ มาวิเคราะห์องคป์ ระกอบดา้ นการส่ือสารในการล่าแม่มดออนไลน์ ปรากฏ
การส่ือสารในการล่าแม่มดออนไลน์ดงั น้ี (1) ประทุษวาจาพบมากท่ีสุด คือการต้งั ใจแบ่งแยก และการยวั่ ยุให้เกิด
ความเกลียดชงั (2) ภาษาที่ใชใ้ นการกลน่ั แกลง้ ออนไลน์พบมากที่สุด คือการใชป้ ระโยคคลุมเครือ การใชท้ างลวง
และการเนน้ เพียงบางส่วน
สรุ ปผลการศึ กษาองค์ประกอบด้านการส่ื อสารในการล่าแม่มดออนไลน์เก็บรวบรวมประเด็นที่ เ พ จ
นาํ เสนอ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นของผูต้ ิดตามเพจท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กรณีศึกษาท้งั 3 กรณี พบว่ามีเฉพาะการ
นาํ เสนอของเพจ Thai PBS และเพจอีจนั ไม่ปรากฏการส่ือสารในลกั ษณะการล่าแม่มดออนไลน์ แต่จะพบในส่วน
ของการแสดงความคิดเห็นในประเดน็ ที่เพจนาํ เสนอที่เก่ียวขอ้ งกบั กรณีศึกษา (Table1)
Table 1 Communication online witch hunts
Case study Facebook pages Online witch hunting
Post / Content Comments
Miss Pannika Wanich Thai PBS
The Mettad
Miss Patchamon Thaneewatcharakul Poetry of Bitch
Mr. Pinit Ngarmpring
Thai PBS
Ejan
จากผลการสัมภาษณ์กรณีศึกษาท้ัง 3 กรณีที่ถูกล่าแม่มด และตดั สินโดยศาลเต้ียของกลุ่มคนในโลก
ออนไลนใ์ นประเดน็ ท่ีถูกโจมตีแตกต่างกนั ที่มองวา่ เป็นการกรทาํ ความผดิ ต่อบรรทดั ฐานของสงั คม หรือสร้างความ
ไม่พอใจใหก้ บั คนบางกลุ่มในสังคมทาํ ใหเ้ กิดผลกระทบต่อกรณีศึกษา ตลอดจนวิธีการแสวงหาทางออกจากปัญหา
ท่ีเกิดข้ึนของกรณีศึกษาจากการสมั ภาษณ์เชิงลึกกรณีศึกษาท้งั 3 คนไดใ้ หข้ อ้ มลู ดงั น้ี
กรณีคุณพรรณิการ์ วานิช (สัมภาษณ์เมื่อวนั ท่ี 15 กมุ ภาพนั ธ์ 2563) สามารถแบ่งผลกระทบท่ีเกิดข้ึนดงั น้ี
(1) ดา้ นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยมองว่าเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนเป็ นละเมิดเสรีภาพของตนเองผ่านการแสดง
ความคิดเห็นดว้ ยความเกลียดชงั ต่อตนเองและคนรอบขา้ ง (2) ดา้ นครอบครัวเป็ นส่วนท่ีส่งผลกระทบเยอะสุด
โดยเฉพาะความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ถนดั รับมือกบั เร่ืองดงั กล่าวจนตอ้ งปิ ดเฟซบุ๊ก ในส่วนของวิธีจดั การกบั
ปัญหาที่เกิดน้นั คุณพรรณิการ์ วานิชไดเ้ ลือกวิธีดงั น้ี (1) ช้ีแจงขอ้ เท็จจริงผา่ นเฟซบุ๊กเพ่ือใหค้ นอ่ืนเขา้ ใจขอ้ เท็จจริง
และช่วยกนั เผยแพร่ (2) ช้ีแจงขอ้ เท็จจริงผา่ นส่ือมวลชนอยากใหส้ งั คมช่วยกนั ตกผลึกเร่ืองที่เกิดข้ึน (3) ดาํ เนินคดี
ทางหมายกบั บุคคลที่กลา่ วหาตนเองและหวั หนา้ พรรคเกี่ยวขอ้ งกบั การก่อการร้าย
กรณีคุณพชั มน ธานีวชั รกลุ (สมั ภาษณ์เม่ือวนั ท่ี 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2563) สามารถแบ่งผลกระทบที่เกิดข้ึนดงั น้ี
(1) ดา้ นความเสนอภาคทางเพศโดยมองวา่ เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนไม่มีความยตุ ิธรรมกบั ผหู้ ญิง โดยเฉพาะในสงั คมไทย
ท่ียงั มีเร่ืองสังคมชายเป็นใหญ่ (2) ดา้ นครอบครอบเป็นส่วนท่ีกระทบเยอะสุดสภาพจิตใจของคุณแม่ท่ีตอ้ งคอยตอบ
คาํ ถามเรื่องที่เกิดข้ึน (3) ดา้ นหนา้ ท่ีการงานตอ้ งลาออกจากที่ทาํ งานเนื่องจากมีการถามถึงเร่ืองที่เกิดข้ึน (4) ดา้ น
ความสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ่ืนไม่กลา้ ไปมีความสัมพนั ธ์กบั คนใหม่ เขาจะมีอคติทนั ทีพอทราบว่าเราคือคนในข่าว ในส่วน
395
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ของวธิ ีจดั การกบั ปัญหาที่เกิดน้นั คุณพชั มน ธานีวชั รกลุ ไดเ้ ลือกวิธีดงั น้ี (1) ช้ีแจงขอ้ เทจ็ จริงผา่ นส่ือมวลชนโดยหวงั
ว่าสื่อมวลชนจะช่วยนาํ เสนอขอ้ เท็จจริงใหส้ ังคมไดร้ ับรู้ (2) ดาํ เนินคดีทางหมาย เนื่องจากมีกลุ่มคนแฮกไลน์ส่วน
ตวั นาํ ขอ้ มูลมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ และเพ่ือเป็นการป้องกนั สิทธ์ิอนั ชอบธรรม
กรณีคุณพินิจ งามพริ้ง (สัมภาษณ์เม่ือวนั ที่ 6 กุมภาพนั ธ์ 2563) สามารถแบ่งผลกระทบที่เกิดข้ึนดงั น้ี (1)
ดา้ นศกั ด์ิศรีความเป็ นมนุษยโ์ ดยมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนเป็ นการละเมิดสิทธิส่วนตวั ของกลุ่มคนท่ีไม่มีความรู้
ความเขา้ ใจเก่ียวกบั เรื่องความหลากหลายทางเพศแสดงออกดว้ ยการอคติทางเพศ (2) ดา้ นครอบครอบเป็นส่วนที่
กระทบเยอะสุดคนในครอบครัวตอ้ งคอยตอบคาํ ถามรู้สึกเป็ นห่วงสภาพจิตใจ (3) ดา้ นหนา้ ท่ีการงานไม่มีใครกลา้
ชวนไปทาํ งาน เนื่องจากยงั จาํ ภาพเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นผูห้ ญิงขา้ มเพศ ในส่วนของวิธีจดั การกบั ปัญหาที่เกิดน้นั คุณ
พินิจ งามพริ้งไดเ้ ลือกวิธีดงั น้ี (1) ช้ีแจงขอ้ เท็จจริงผา่ นเฟซบุก๊ เพ่ือตอ้ งการอธิบายตวั ตนใหค้ นสงั คมไดร้ ับรู้ และให้
ความรู้กบั คนท่ีไมม่ ีความรู้เรื่องเพศทางเลือก
บทสรุปผลการวจิ ัย
ผลจาการศึกษาองคป์ ระกอบดา้ นการส่ือสารในการล่าแม่มดออนไลน์ผา่ นเพจท่ีมีแนวโนม้ จะเกิดปรากฏ
การล่าแม่มดออนไลน์จาํ นวน 4 เพจ ตลอดจนผลกระทบต่อชีวิต และวิธีการแสวงหาทางออกจากปัญหาของ
กรณีศึกษาท้งั 3 กรณีที่ถูกลา่ แมม่ ดตดั สินของผคู้ นในโลกออนไลนส์ ามารถสรุปผลการวิจยั ไดด้ งั ต่อไปน้ี
1. องคป์ ระกอบดา้ นการส่ือสารของการล่าแม่มดออนไลน์จาการวิเคราะห์ขอ้ มูลประเด็นที่เพจนาํ เสนอ
และการแสดงความคิดเห็นของผูต้ ิดตามเพจด้วยตารางลงรหัสปรากฏการณ์ส่ือสารในลกั ษณะการล่าแม่มด
ออนไลน์ท่ีประกอบไปดว้ ยการส่ือสารท่ีสร้างความเกลียดชัง ภาษาท่ีใชก้ ารกลน่ั แกลง้ ออนไลน์ และการขุดคุย้
ขอ้ มูลส่วนตวั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กรณีศึกษาท้งั 3 กรณีศึกษา โดยพบวา่ กรณีคุณพรรณิการ์ วานิช โดยการนาํ เสนอของ
เพจThai PBS และเพจThe Mettad ปรากฏการสื่อสารในลกั ษณะการล่าแม่มดออนไลน์ในการนาํ เสนอของเพจ The
Mettad และพบลกั ษณะดงั กล่าวในส่วนของการแสดงความคิดเห็นท้งั 2 เพจ กรณีคุณพชั มน ธานีวชั รกลุ โดยการ
นาํ เสนอของเพจPoetry of Bitch ปรากฏการสื่อสารในลกั ษณะการล่าแม่มดออนไลน์ท้งั ในส่วนของการนาํ เสนอ
และการแสดงความคิดเห็น สุดทา้ ยกรณีคุณพินิจ งามพริ้ง โดยการนาํ เสนอของเพจThai PBS และเพจอีจนั ปรากฏ
การส่ือสารในลกั ษณะการลา่ แม่มดออนไลนเ์ ฉพาะในส่วนของการแสดงความคิดเห็น
2. บุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีถูกลา่ แม่มดเกิดผลกระทบต่อชีวิตตลอดจนวิธีการแสวงหาทางออกจากปัญหาท่ี
เกิดข้ึน ผลจากการสมั ภาษณ์เชิงลึกกรณีศึกษาท้งั 3 กรณีท่ีถูกล่าแม่มดและตดั สินของผคู้ นในโลกออนไลน์ พบว่า
(1) ผลกระทบที่เกิดข้ึนกบั กรณีศึกษามีดงั น้ี (1) ผลกระทบดา้ นสิทธิเสรีภาพสามารถแบ่งไดเ้ ป็ น 3 ดา้ น คือดา้ น
เสรีภาพในการแสดงออก ดา้ นความเสมอภาคทางเพศ และดา้ นศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษย์ (2) ผลกระทบต่อครอบครัว
และคนรอบขา้ ง (3) ผลกระทบต่อหน้าท่ีการงาน (4) ผลกระทบต่อความสัมพนั ธ์กบั ผูอ้ ่ืน (2) วิธีการแสวงหา
ทางออกจากปัญหาของกรณีศึกษาท้งั 3 กรณี พบว่ามีดว้ ยกนั 3 วิธีคือ (1) การช้ีแจงขอ้ เท็จจริงผา่ นเฟซบุ๊ก (2) การ
ช้ีแจงขอ้ เทจ็ จริงผา่ นส่ือมวลชน (3) การดาํ เนินคดีทางกฎหมาย
396
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
วจิ ารณ์ผลการวจิ ัย
ผูว้ ิจยั ศึกษาการล่าแม่มดออนไลน์ที่เกิดข้ึนกบั กรณีศึกษาท้งั 3 คนโดยศึกษาองคป์ ระกอบดา้ นการสื่อสาร
ในการลา่ แม่มดออนไลนท์ ่ีประกอบไปดว้ ย การส่ือสารที่สร้างความเกลียดชงั ภาษาที่ใชใ้ นการกลนั่ แกลง้ ออนไลน์
รวมถึงการขุดคุย้ ขอ้ มูลส่วนตวั กรณีคุณพรรณิการ์ วานิช ประเดน็ เร่ืองของการเมืองถูกโจมตีเกี่ยวกบั ภาพถ่ายช่วง
รับปริญญาเมื่อปี 2553 กบั เพื่อนๆ ว่าเป็ นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 มีการเช่ือมโยงเรื่อง
ดงั กล่าวเขา้ กบั สถาบนั พระมหากษตั ริยซ์ ่ึงเป็ นสถาบนั หลกั ในสังคมไทย เมื่อเกิดการกระทาํ มิบงั ควรหรือลบหลู่
สถาบนั พระมหากษตั ริยท์ าํ ใหเ้ กิดความไม่พอใจกบั คนส่วนหน่ึงที่มีความจงรักภกั ดีต่อสถาบนั พระมหากษตั ริยท์ าํ
ใหก้ ารลา่ แมม่ ดกรณีคุณพรรณิการ์ วานิชมีความรุนแรงเตม็ ไปดว้ ยการแสดงออกที่สร้างความเกลียดชงั อยา่ งมาก ซ่ึง
อาจมีปัจจยั มาจากการแบ่งข้วั ทางการเมืองหรือความจงรักภกั ดีต่อสถาบนั พระมหากษตั ริยใ์ นสงั คมไทย
กรณีคุณพชั มน ธานีวชั รกลุ ประเด็นเร่ืองศีลธรรมถูกโจมตีเก่ียวกบั ความสัมพนั ธ์เชิงชูส้ าวกบั พระเอกชื่อ
ดงั การมีความสมั พนั ธ์กบั บุคคลที่ไม่ใชค้ ู่ครองของตนเองเป็นส่ิงท่ีไม่ถูกตอ้ งตามหลกั ศาสนา และมกั ส่งผลดา้ นลบ
กบั ผูห้ ญิงเสมอ เพราะเร่ืองศีลธรรมของสังคมไทยเป็ นสิ่งท่ีอยู่บนพ้ืนฐานความเช่ือทางศาสนายงั เก่ียวข้องกบั
ค่านิยมเรื่องเพศในสงั คม และวฒั นธรรมไทยโดยเฉพาะผหู้ ญิงท่ีถูกสอนใหเ้ รียบร้อยรักนวลสงวนตวั เมื่อเกิดการทาํ
ผิดศีลธรรมก็จะถูกสังคมตราหนา้ ว่าเป็ นผูห้ ญิงไม่ดีทาํ ให้การล่าแม่มดกรณีคุณพชั มน ธานีวชั กุลเต็มไปดว้ ยการ
แสดงความคิดถอ้ ยคาํ ท่ีหยาบคาย ดูถกู เหยยี ดหยามลดคุณค่าความเป็นผหู้ ญิง
กรณีคุณพินิจ งามพริ้ง ประเดน็ เรื่องเพศสภาพถูกโจมตีการเปล่ียนแปลงตวั เองเป็ นผูห้ ญิงขา้ มเพศรวมไป
ถึงการเขา้ มาทาํ งานดา้ นการเมืองเพื่อเป็ นตวั แทนทาํ งานใหก้ บั กลุ่มคนท่ีมีความหลากหลายทางเพศ แมว้ ่าปัจจุบนั
สงั คมไทยยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศมากข้ึนกวา่ ในอดีต แต่ในความเป็นจริงแลว้ สงั คมไทยยงั มีพ้ืนท่ีปิ ด
ก้นั ยอมรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศหรือถา้ มีการยอมรับกจ็ ะยอมรับแบบมีเงื่อนไข ซ่ึงอาจเกี่ยวขอ้ งกบั
เรื่องของค่านิยมของสงั คมที่ปลูกฝังมาเฉพาะเพศชาย และเพศหญิงตามสภาพที่มีมาแต่กาํ เนิด และเมื่อเกิดกลุ่มคนที่
มีความหลากหลายทางเพศตอ้ งการที่แสดงออกหรือตอ้ งการพ้ืนที่ในการอธิบายความเป็ นตวั เองให้สังคมรับรู้
รวมถึงการเรียกร้องสิทธิต่างๆ เพื่อความเท่าเทียมทาํ ใหก้ ลุ่มคนท่ียงั ไม่ใหก้ ารยอมรับเร่ืองเพศท่ีหลากหลาย และยงั
ยึดติดกบั ค่านิยมดงั กล่าวน้นั ทาํ ใหเ้ กิดการต่อตา้ นข้ึน การล่าแม่มดกรณีคุณพินิจ งามพริ้งจึงเต็มไปดว้ ยการแสดง
ความความคิดเห็นในเชิงเกลียดชงั ลกั ษณะการเหยยี ดเพศตอ้ งการแบ่งแยกคนกลมุ่ น้ีออกจากสงั คม
ท้งั น้ีสรุปไดว้ า่ การลา่ แม่มดในโลกออนไลนท์ ่ีเกิดข้ึนกบั กรณีศึกษาท้งั 3 คนมีความรุนแรงมีความแตกต่าง
กนั ข้ึนอยกู่ บั ประเดน็ ที่ถูกโจมตี เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างกนั ท้งั 3 กรณีพบว่ากรณีคุณพรรณิการ์ วานิชมีความ
รุนแรงมากสุดเมื่อเทียบกบั กรณีคุณพชั มน ธานีวชั รกุล และกรณีคุณพินิจ งามพริ้ง เพราะเป็ นเรื่องเป็ นเรื่องของ
สถาบนั พระมหากษตั ริยท์ ี่มีประวตั ิศาสตร์ยาวนานผกู พนั เป็นศูนยก์ ลางทางจิตใจของสังคมไทย และคุณพรรณิการ์
วานิชกเ็ ป็นบุคคลสาธารณะเป็นนกั การเมือง และยงั อยใู่ นพรรคท่ีเป็นข้วั ตรงขา้ มกบั กลุ่มอนุรักษนิยมมกั ถูกกล่าวหา
วา่ ไม่จงรักภกั ดีมีภาพในการลม้ ลา้ งระบอบสถาบนั พระมหากษตั ริย์ ตรงกบั งานวิจยั ของ (คนั ธิรา, 2555) ท่ีระบุว่า
ความแตกต่างทางการเมืองเป็นปัจจยั หน่ึงท่ีทาํ ใหเ้ กิดการสื่อสารที่ไม่สร้างสรรค์ ในส่วนของกรณีคุณพชั มน ธานีวชั
กุล และกรณีคุณพินิจ งามพริ้งน้นั การล่าแม่มดอาจไม่ไดร้ ุนแรงเท่ากรณีคุณพรรณิการ์ วานิช แต่ก็เตม็ ไปดว้ ยการ
แสดงความคิดเห็นถอ้ ยคาํ ท่ีหยาบคายดูหม่ิน เหยียดหยาม อาจมีบ้างที่นาํ ขอ้ มูลส่วนตวั มาเผยแพร่กันในโลก
397
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ออนไลน์ ดงั น้นั การล่าแม่มดมีความรุนแรงมากนอ้ ยเพียงใดข้ึนกบั บริบทของสังคม หากบริบททางสังคมอยู่ใน
ภาวะออ่ นไหวเผชิญกบั ความเปล่ียนแปลงการล่าแมม่ ดมีโอกาสสูงที่จะเกิดความรุนแรงตามลาํ ดบั
ในส่วนของผลกระทบที่เกิดข้ึนกบั กรณีศึกษาท้งั 3 คนจากการถูกล่าแม่มดการใชเ้ สรีภาพความชอบธรรม
ของผคู้ นในโลกออนไลนร์ วมถึงเพจต่างๆ ที่นาํ เสนอประเด็นของตนเองใหผ้ คู้ นในโลกออนไลนร์ ่วมกนั ตดั สินการ
กระทาํ ดงั กล่าวน้นั ไม่ใช่แค่สร้างความเสียหายใหก้ บั ตนเองเท่าน้นั แต่ยงั ส่งผลกระทบไปถึงคนในครอบครัว และ
บุคคลรอบขา้ งอีกดว้ ย การลา่ แมม่ ดในโลกออนไลนท์ ี่เต็มไปดว้ ยการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชงั เป็นการกระทาํ ที่
ละเมิดสิทธิศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษยท์ าํ ใหเ้ สรีภาพถูกทาํ ลายลง เนื่องจากเป้าหมายหลกั ของการสื่อสารที่สร้างความ
เกลียดชงั คือการทาํ ใหค้ วามคิดเห็นของผทู้ ่ีถกู กระทาํ น้นั ไร้ความหมายแทจ้ ริงคือการสนบั สนุนความไม่เท่าเทียม
ท้งั น้ีภาษาท่ีใชใ้ นการกลน่ั แกลง้ ออนไลน์หรือการนาํ ขอ้ มูลส่วนตวั มาเผยแพร่ส่งต่อกนั ในโลกออนไลน์
น้ันก็เป็ นลกั ษณะของการหม่ินประมาท ดูหมิ่นหรือละเมิดสิทธิของผูถ้ ูกกระทาํ น้ันมีความผิด เพราะเกิดจาก
พฤติกรรมการแสดงออกที่มุ่งทาํ ให้ชื่อเสียงของผูถ้ ูกกระทาํ น้นั เสียหาย แต่ความผิดที่เกิดจากการกระทาํ ดงั กล่าว
ค่อนขา้ งมีปัญหา เพราะดว้ ยในเรื่องของการตีความที่ยงั ขาดความชดั เจนมีลกั ษณะของความเป็นอตั วิสยั คือแลว้ แต่
จะเห็นว่ามีความหมายไปในทิศทางใด ดูหม่ินเหยียดหยามหรือเป็นแค่การใส่ความอีกท้งั ส่งผลกระทบต่อช่ือเสียง
ของผูถ้ ูกกระทาํ จริงหรือไม่ ตรงกบั งานวิจยั ของ (เทียนเงิน อุตระชยั , 2557) ที่ระบุปัญหาของการละเมิดศักด์ิศรี
ความเป็นมนุษยท์ ้งั ความไมช่ ดั เจนของความหมาย การไมต่ ระหนกั ถึงปัญหารวมถึงมาตรการควบคุมของภาครัฐ
เอกสารอ้างองิ
คนั ธิรา ฉายาวงศ.์ (2555). การส่ือสารทีไม่สร้างสรรค์ในสื่อสังคมออนไลน์. กรุงเทพฯ: คณะนิเทศศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
เทียนเงิน อตุ ระชยั (2557). ศักด์ิศรีความเป็นมนษุ ย์กับขอบเขตการใช้เสรีภาพในการนาํ เสนอภาพข่าวของส่ือ
หนังสือพิมพ์. คณะนิติศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ธีร์ธวชั เจนวชั รรักษ.์ (2561). การล่าแม่มด ทางโซเชียลมเี ดีย คือ ภัยร้ายแห่งยคุ สมยั . คณะนิเทศศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั อสั สัมชญั .
นิพทั ธ ผ้ึงไผง่ าม. (2557). การใช้เหตผุ ลวิบตั ิในการโต้แย้งบนเวบ็ บอดร์ด. สาขาวชิ าภาษาศาสตร์ การศึกษา
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา. (2559). การล่าแม่มดในยคุ ดิจิทัล. รู้เท่าทันสื่อคือภารกิจพลเมือง. สืบคน้ จาก
http://phirakan.blogspot.com/2016/02/blog-post.html
วรี วฒั น์ อิสรานุวรรธ. (2557). ศักดิ์ศรีความเป็นมนษุ ย์ของคนไร้สัญชาติและคนไร้รัฐภายใต้รัฐธรรมนูญ แห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
สาวตรี สุขศรี. (2553). จะทาอย่างไรกับลทั ธิล่าแม่มด ค.ศ. 2010. สืบคน้ เมื่อ 19 กนั ยายน 2561, จาก
http://prachatai.com/journal /2010/05/29258
Eveleth, R. (2015). How to deter doxxing: newsroom strategies to prevent the harassment that can follow public
posting of personal information.
398
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
Fortey, I. (2009). 8 awesome cases of internet vigilantism. Retrieved from http://www.cracked.com /articl
e_17170_8-awesome-cases-internetvigilantism.html
Gaskill, M. (2016, October 31). Witch-hunting in the digital age. [Article]. Retrieved from
http://www.huffingtonpost.co.uk/malcolm-gaskill/witchhunting-digital-age_b_12728802.html
399
สาขามนุษยศาสตร ์
และสังคมศาสตร ์
Subject: Humanities
and Social Sciences
--------------------
ภาคโปสเตอร ์
Poster Presentation
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ความแตกต่างด้านตวั ละครในภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมเรื่อง Das doppelte Lottchen (1949) โดย
Erich Kästner: กรณศี ึกษาระหว่าง The Parent Trap (1998) และ Das doppelte Lottchen (1950)
The differences between the characters in films produced based on the German literature
“Das doppelte Lottchen” (1949) by Erich Kästner: A case study of The Parent Trap (1998) and Das
doppelte Lottchen (1950)
พรวนัช เจริญวงศ์*, พวิ ฒั น์ หิตกร, ปาริชาติ ภูตริ ัตน์, ปัญจนิสภ์ ใจเผื่อแผ่
Pondwanat Charoenwong*, Piwat Hitakorn, Parichart Phootirat, Panjanit Chaipuapae
ภาควชิ าภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900
Department of Foreign Language, Faculty of Humanities, Kasetsart University, Bangkok 10900, Thailand
* Corresponding author. E-mail address: [email protected]
บทคดั ย่อ
การศึ กษาวิเคราะห์ความแตกต่างด้านตัวละครของภาพยนตร์ เยอรมันและภาพยนตร์ อเมริ กันท่ีสร้ างจ าก
วรรณกรรมเยอรมนั เรื่องเดียวกนั โดยใชท้ ฤษฎีเพศสถานะศึกษามาทาํ การวิเคราะห์องคป์ ระกอบในดา้ นต่างๆ ไดแ้ ก่ จาํ นวน
ตวั ละครหลกั อุปนิสยั ของตวั ละคร การเปรียบเทียบอุปนิสยั ตวั ละครหลกั ในภาพยนตร์ท้งั สองเรื่อง และปัจจยั ดา้ นเพศของ
ตวั ละครที่ส่งผลต่อการดาํ เนินเรื่อง จากการศึกษาพบว่า จาํ นวนตวั ละครหลกั ในภาพยนตร์สองสัญชาติไม่เท่ากนั โดย
ภาพยนตร์อเมริกนั มีตวั ละครเพิ่มจากวรรณกรรมรวมท้งั ภาพยนตร์เยอรมนั สองตวั ละคร คือ คุณตาและพ่อบา้ นประจาํ
ตระกลู เมื่อวิเคราะห์ดว้ ยทฤษฎีเพศสถานะศึกษาที่ว่า เพศชายบ่งบอกถึงความแขง็ แรง มีพลงั ส่งผลให้บทบาทของตวั ละคร
เอกเพศหญิงในภาพยนตร์อเมริกนั ดอ้ ยลงกวา่ ภาพยนตร์เยอรมนั ที่ยงั คงเคา้ โครงเร่ืองจากงานวรรณกรรม
คาํ สําคญั : การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ, เพศสถานะศึกษา, ภาพยนตร์ศึกษา, วรรณกรรมเยาวชน, วรรณกรรมเยอรมนั
Abstract
The study analyzes various characters in a German movie and an American movie which are based on the same
German literature. The factors in Gender Studies used in this analysis are the following literary elements: the number of
characters, the characterizations, the characteristics of gender which affect the story as well as the contrast of major
characters in the American and German version. The current work reveals that the number of characters in both versions
are different. Compared to German version of the movie and the original literature, the American version added two more
characters – the grandfather and the butler. According to Gender Studies, the masculinity symbolizes the strength and
dynamic. This is the reason why the major female characters in the American movies are significantly overshadowed by
male characters while the German movie mainly followed the plot of the original story.
Keywords: comparative literature studies, film studies, gender studies, German literature, youth literature
401
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
บทนํา
การสร้างภาพยนตร์จากวรรณกรรมน้นั แมจ้ ะดูเป็นสิ่งปกติในปัจจุบนั หากแต่มีการใชข้ นบดงั กล่าวมาเน่ิน
นานแลว้ ผูศ้ ึกษาจึงคดั เลือกเน้ือหาท่ีน่าสนใจจากการสร้างภาพยนตร์จากสองเรื่องสองสัญชาติท่ีมีเคา้ โครงจาก
วรรณกรรมเร่ืองเดียวกนั มาวิเคราะห์ตวั ละครหลกั ที่มีความแตกต่างกนั ในภาพยนตร์แต่ละประเทศ ไดแ้ ก่ ตวั ละคร
คุณตาและพ่อบา้ นประจาํ ตระกูล ซ่ึงไม่ปรากฏอยใู่ นวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอรมนั เพื่อคน้ หาคาํ ตอบวา่ เหตุใด
ตวั ละครหลกั จึงเป็ นฝาแฝดเพศหญิง และเหตุใดตวั ละครท่ีเพิ่มเติมเขา้ มาจึงเป็ นเพศชายท้งั คู่ โดยจะใชท้ ฤษฎีเพศ
สถานะศึกษาเป็นหลกั ในการคน้ หาคาํ ตอบของคาํ ถามในการศึกษาน้ี การนาํ หลกั ทฤษฎีดงั กล่าวเขา้ มาใชว้ ิเคราะห์
ภาพยนตร์นบั วา่ ไดร้ ับความสนใจในวงกวา้ งจากนกั วิชาการ ดงั จะเห็นไดจ้ ากการตีพิมพห์ นงั สือท่ีเก่ียวกบั ขอ้ งเร่ือง
เพศและภาพยนตร์ เช่น Gender, Ethnicity, and Sexuality in Contemporary American Film โดย Davies, Jude Smith,
Carol R. และ Women and Men in Film: Gender Inequality Among Writers in a Culture Industry โดย Denise D.
Bielby, William T. Bielby
วรรณกรรมเยาวชนเร่ือง Das doppelte Lottchen โดย Erich Kästner ถูกเลือกนาํ มาเป็ นเคา้ โครงเร่ืองของ
ภาพยนตร์และละครหลายคร้ังโดยผูผ้ ลิตภาพยนตร์นานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็ นเยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราช
อาณาจกั ร อินเดีย อิหร่าน ลิทวั เนีย โปแลนด์ เม็กซิโก สวีเดน อิสราเอล บราซิล ญ่ีป่ ุน และ เกาหลี ท้งั น้ี ในปี ค.ศ.
2009 เคยมีผูศ้ ึกษาความแตกต่างระหว่างภาพยนตร์จากวรรณกรรมเรื่อง Das doppelte Lottchen ของสหพนั ธ์
สาธารณรัฐเยอรมนีและจากสหรัฐอเมริกามาแลว้ เช่น Mandy Stein โดยเธอไดศ้ ึกษาเปรียบเทียบฉากภาพยนตร์วา่
เป็นอยา่ งไรเม่ือวรรณกรรมเร่ืองเดียวถูกสร้างเป็นภาพยนตร์จากบริษทั สองแห่ง (Stein, 2009) และในปี ค.ศ. 2012
Frederike Doyé ไดศ้ ึกษาความแตกต่างระหว่างภาพของครอบครัวในวรรณกรรมตน้ ฉบบั และภาพยนตร์เยอรมนั
เรื่องเดียวกนั ที่สร้างโดย Joseph Vilsmaier ในปี ค.ศ. 1994 (Doyé, 2012) ซ่ึงการวิจยั ท้งั สองเล่มจะเน้นการศึกษา
โครงเร่ืองและสถาบนั โครงสร้างครอบครัว ซ่ึงต่างจากงานของผวู้ ิจยั ชิ้นน้ีท่ีผูว้ ิจยั เลือกหยิบภาพยนตร์ท้งั สองเร่ือง
มาศึกษา โดยใชท้ ฤษฎีเพศสถานะศึกษาของ Judith Butler (1956-)
อยา่ งไรก็ดี ในงานของผูว้ ิจยั ผูว้ ิจยั เลือกหยิบยกภาพยนตร์สองเรื่องมาศึกษา คือ ภาพยนตร์เยอรมนั เร่ือง
Das doppelte Lottchen (1950) ของ Josef von Báky อนั เป็ นภาพยนตร์เร่ืองแรกที่สร้างหลงั การตีพิมพว์ รรณกรรม
เรื่องน้ีเพยี งไม่นาน และภาพยนตร์ Hollywood เร่ือง The Parent Trap (1998) โดย Nancy Meyers
วรรณกรรมเยาวชนเร่ือง Das doppelte Lottchen เป็ นผลงานของนักเขียนชาวเยอรมันในแนว Neue
Sachlichkeit (สัจนิยมใหม่) นามว่า Erich Kästner (1899–1974) ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1949 เป็ นเรื่ องราวเก่ียวกับ
เด็กผหู้ ญิงสองคนท่ีมีหนา้ ตาแทบจะเป็นพิมพเ์ ดียวกนั มาบงั เอิญที่พบกนั ในค่ายฤดูร้อน พวกเธอจึงสืบสาวราวเรื่อง
จนไดค้ วามวา่ พวกเธอเป็นฝาแฝดกนั แต่จาํ ตอ้ งแยกกนั อยหู่ ลงั การหยา่ ร้างของพอ่ แม่ โดยคนหน่ึงอาศยั อยกู่ บั พ่อใน
กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และอีกคนหน่ึงอาศยั อยกู่ บั แม่ในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี หลงั เรื่องราวกระจ่าง
ฝาแฝดคู่น้ีจึงวางแผนสลบั ตวั กนั เพื่อใหต้ ่างฝ่ ายรู้จกั กบั พอ่ แม่ฝ่ังที่ตนไม่เคยใชช้ ีวิตดว้ ยมากข้ึน และวางแผนท่ีจะทาํ
ใหพ้ อ่ และแม่กลบั มาคืนดีกนั อีกคร้ัง
ในดา้ นความแตกต่างของวรรณกรรม พบว่า ภาพยนตร์เยอรมนั เร่ือง Das doppelte Lottchen กาํ กบั โดย
Josef von Báky ซ่ึงออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1950 มีเน้ือหาเช่นเดียวกบั วรรณกรรม ส่วนภาพยนตร์อเมริกนั จากค่ายวอลต์
ดิสนีย์ (Walt Disney) เรื่อง The Parent Trap กาํ กบั โดย Nancy Meyers ออกฉายเมื่อปี ค.ศ.1998 มีเน้ือหาเก่ียวกบั
402
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
เดก็ ผหู้ ญิงฝาแฝดสองคนที่มาพบกนั ที่ค่ายฤดูร้อนสาํ หรับเดก็ ผหู้ ญิงโดยเฉพาะ จึงกลา่ วไดว้ า่ เน้ือหาหลกั เหมือนกบั
งานวรรณกรรม แต่เน่ืองจากเป็นภาพยนตร์จากสหรัฐอเมริกา จึงมีการปรับภูมิลาํ เนาใหฝ้ าแฝดคนหน่ึงอยกู่ บั พ่อที่
เมืองนาปา (Napa) สหรัฐอเมริกา และอีกคนอยกู่ บั แม่ท่ีกรุงลอนดอน สหราชอาณาจกั ร
วธิ ีการดาํ เนินการวจิ ยั
การศึกษาความแตกต่างดา้ นตวั ละครของภาพยนตร์สองเรื่องสองสัญชาติที่สร้างจากวรรณกรรมเยอรมนั
เร่ือง Das doppelte Lottchen ผศู้ ึกษาใชห้ ลกั วิจยั เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยนาํ ทฤษฎีเพศสถานะศึกษา
มาทาํ การวิเคราะห์องคป์ ระกอบในดา้ นต่างๆ พร้อมการอ่านและศึกษาวรรณกรรมตน้ ฉบบั ตลอดจนรับชมและเกบ็
รายละเอียดจากภาพยนตร์ท้งั สองเรื่องควบคู่ดว้ ย หลงั จากน้นั จึงทาํ การวเิ คราะห์ตวั ละครหลกั ของภาพยนตร์ท้งั สอง
เรื่องโดยใชท้ ฤษฎีเพศสถานะศึกษา
ทฤษฎที ่เี กยี่ วข้องกบั การวจิ ัย
ทฤษฎีเพศสถานะศึกษา (Gender Studies) ตามทฤษฎีของ Judith Butler (1956) คือการศึกษาเกี่ยวกบั เพศ
สถานะ ท่ีมิไดม้ ุ่งบ่งบอกความต่างของแต่ละเพศ แต่เป็ นการศึกษาตามแนวคิดวาทกรรมวิเคราะห์ของนกั ปรัชญา
Michel Foucault (1926-1984) ซ่ึงเช่ือวา่ เพศ ท้งั ในความหมายของเพศสถานะและเพศสภาพ (Sex and Gender) เป็น
สิ่งท่ีถูกประกอบสร้างดว้ ยอตั ลกั ษณ์ประกอบสร้างจากการกระทาํ (Performativity) กลา่ วคือ ความเป็นชายและหญิง
มิใช่สิ่งที่ถูกกาํ หนดโดยธรรมชาติ หากแต่เป็นผลลพั ธ์ของกระบวนการภาคแสดงท่ีดาํ เนินต่อไปอยา่ งไม่มีวนั จบสิ้น
และแนวทางปฏิบตั ิทางวฒั นธรรม (Cultural Practice) เป็ นส่ิงที่กาํ หนดตวั ตนของบุคคล นอกจากน้ี Butler ยงั ได้
นําเสนอทฤษฎีว่า วาทกรรมของชีววิทยาเป็ นตัวกําหนดเพศในเชิงสภาพอีกด้วย โดย Butler มองว่า ค่านิยม
ขนบธรรมเนียมปฏิบตั ิของสงั คมกเ็ ป็นตวั กาํ หนดทิศทางของศาสตร์ต่าง ๆ อยา่ งวิทยาศาสตร์ ดงั น้นั วิทยาศาสตร์จึง
ไม่ใช่ศาสตร์ที่สามารถนาํ เสนอความจริงที่เป็นอนนั ตไ์ ด้ (Butler, 1999)
ผลการวจิ ัย
ในการนาํ เสนอผลความแตกต่างดา้ นตวั ละครของภาพยนตร์สองเร่ืองที่สร้างจากวรรณกรรมเยอรมนั เร่ือง
Das doppelte Lottchen น้ัน คณะผูว้ ิจัยแบ่งการนําเสนอเป็ น 3 ส่วน ประกอบด้วย จํานวนตัวละครหลัก การ
เปรียบเทียบอุปนิสัยของตวั ละครหลกั ในภาพยนตร์ท้งั สองเรื่อง และ ปัจจยั ดา้ นเพศของตวั ละครที่ส่งผลต่อการ
ดาํ เนินเร่ือง ดงั น้ี
จาํ นวนตวั ละครหลกั
หลงั จากชมภาพยนตร์แลว้ พบว่า จาํ นวนตวั ละครหลกั ของภาพยนตร์ท้งั สองเรื่องมีจาํ นวนไม่เท่ากนั
กลา่ วคือ ในภาพยนตร์อเมริกนั น้นั มีจาํ นวนตวั ละครมากกวา่ วรรณกรรมและภาพยนตร์เยอรมนั ถึงสองตวั คือ คุณตา
และพ่อบา้ นประจาํ ตระกูล โดยท้งั คู่เป็ นเพศชาย ในกรณีตวั ละครพ่อบา้ นประจาํ ตระกูลถูกเพิ่มข้ึน เพ่ือทาํ ให้เกิด
ความสมดุลระหวา่ งตวั ละคร (Schößler, 2008) เพราะท้งั ในภาพยนตร์เยอรมนั และภาพยนตร์อเมริกนั เองมีตวั ละคร
แม่บา้ นประจาํ ตระกูลในฝั่งพ่อ ส่วนตวั ละครคุณตาเป็ นตวั ละครใหม่ท่ีไม่ปรากฏในภาพยนตร์เยอรมนั ตรงกบั
403
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
ทฤษฎีวิเคราะห์ภาพยนตร์ของ Stefan Munaretto ว่า บางตวั ละครน้นั จะปรากฏในภาพยนตร์หรือบางฉาก เพราะมี
เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงอยู่ (Munaretto, 2012) เป้าหมายของการปรากฏตวั ของตวั ละครคุณตาจะนาํ ไปวิเคราะห์ใน
หวั ขอ้ ปัจจัยด้านเพศของตัวละครท่ีส่งผลต่อการดาํ เนินเรื่อง ต่อไป และเม่ือวิเคราะห์จากทฤษฎีเพศสถานะศึกษา
แลว้ ตวั ละครคุณตาจะเพิม่ บรรยากาศ “ความเป็นพอ่ ” ใหก้ บั เน้ือเร่ือง เพราะเป็นผชู้ ายที่คอยดูแลหลานสาวตลอดจน
เสริมบรรยากาศความเป็นครอบครัวใหม้ ากข้ึน (Erhart, 2001)
การเปรียบเทียบอุปนิสัยของตัวละครหลักในภาพยนตร์ท้ังสองเร่ืองและตัวละครที่ปรากฏอย่เู ฉพาะใน The Parent
Trap
พ่นี ้องฝาแฝด
ในหวั ขอ้ น้ีจะเริ่มวิเคราะห์จากตวั ละครของพ่ีนอ้ งฝาแฝดจากภาพยนตร์ท้งั สองเรื่องเป็นลาํ ดบั แรก คู่แฝด
จากภาพยนตร์เยอรมนั มีชื่อวา่ ลูอิเซ่และลอตเต้ (Luise and Lotte) ส่วนในภาพยนตร์อเมริกนั มีช่ือวา่ แฮลล่ีและแอน
น่ี (Hallie and Annie) โดยลูอิเซ่และแฮลล่ีอาศยั อยกู่ บั พอ่ ส่วนลอตเตแ้ ละแอนนี่จะอาศยั อยกู่ บั แม่
เม่ือเปรียบเทียบตวั ละครเดียวกนั คือลอตเตก้ บั แอนน่ี พบว่าตวั ละครแอนน่ีจะด้ือและหัวแข็งมากกว่าตวั
ละครลอตเต้ อย่างไรก็ดี ท้งั คู่ยงั คงอุปนิสัยความมีมารยาทและเรียบร้อยจากวรรณกรรมอยู่ สาเหตุท่ีลอตเตไ้ ม่ด้ือ
เป็นเพราะเธออาศยั อยกู่ บั แม่เล้ียงเด่ียวที่วุน่ วายกบั หนา้ ท่ีการงานเพียงสองคน ลอตเตจ้ ึงอยากท่ีจะแบ่งเบาภาระของ
แม่ใหไ้ ดม้ ากที่สุด ส่วนการท่ีแอนน่ีด้ือกวา่ ลอตเตน้ ้นั เป็นไปเพราะตวั ละครคุณตาและพอ่ บา้ นประจาํ ตระกลู ที่เพิ่ม
เขา้ มาเพ่ือช่วยดูแลแอนน่ีดว้ ย แอนนี่จึงมีความมนั่ ใจมากกว่าลอตเตท้ ี่เป็ นตวั เอกในภาพยนตร์เยอรมนั ดงั น้นั จึง
กล่าวไดว้ า่ ความเป็นเพศชายท่ีถูกแสดงผา่ นตวั ละครคุณตาและพ่อบา้ นประจาํ ตระกลู ฉบบั อเมริกนั สะทอ้ นให้เห็น
ถึงความเหมาะสมในการตีความภาพรวมของภาพยนตร์ท้งั สองฉบบั น้ีผา่ นทฤษฎีของ Bulter ที่กลา่ ววา่ ลกั ษณะของ
ความเป็ นชายและหญิง เกิดมาจากกระบวนการผลิตซ้าํ ของแนวทางปฏิบตั ิทางวฒั นธรรมที่ดาํ เนินไปอย่างไม่มี
สิ้นสุด เพศจึงเป็ นสิ่งที่พฒั นาและประกอบสร้างตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง อนั เป็ นสิ่งท่ีเราไม่สามารถบอกได้ว่า
จุดเริ่มตน้ และจุดจบของกระบวนการน้ีอยทู่ ี่ไหน (Butler, 1999)
ส่วนลูอิเซ่และแฮลล่ีค่อนขา้ งท่ีจะมีนิสัยเหมือนกนั คือ ด้ือ กลา้ หาญ และเป็ นตวั ของตวั เอง เนื่องจากตวั
ละครฝั่งพ่อน้นั มีจาํ นวนเท่ากนั คือลูกสาว คุณพ่อ และแม่บา้ นประจาํ ตระกูล จึงทาํ ใหเ้ ด็กผหู้ ญิงท่ีไดร้ ับการเล้ียงดู
จากพ่อน้นั ค่อนขา้ งที่จะกลา้ หาญและเขม้ แข็งมากกว่าลูกสาวท่ีไดร้ ับการเล้ียงดูจากแม่ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีท่ี
กล่าวไปขา้ งตน้
แม่บ้านประจาํ ตระกลู
ตวั ละครแม่บา้ นประจาํ ตระกูลจากภาพยนตร์ท้งั สองเร่ืองมีความโดดเด่นต่างกนั อย่างเห็นไดช้ ัด ใน
ภาพยนตร์เยอรมนั แม่บา้ นมีชื่อว่า เรซ่ี (Resi) และในภาพยนตร์ของวอลตด์ ิสนีย์ มีชื่อว่า เชสซ่ี (Chessy) โดยท้งั คู่
อาศยั อยกู่ บั ครอบครัวฝั่งพ่อ เม่ือเปรียบเทียบตวั ละครสองตวั น้ี พบวา่ เชสซี่ในภาพยนตร์อเมริกนั น้นั จะมีบทบาท
โดดเด่นกว่าเรซ่ีท่ีมีหนา้ ท่ีเพียงดูแลลูกสาวให้เจา้ นายเท่าน้นั ส่วนเชสซี่น้นั มีบทบาทสาํ คญั ในฉากท่ีคน้ พบความ
จริงวา่ ฝาแฝดสลบั ตวั กนั กลา่ วคือ เชสซ่ีสงั เกตเห็นวา่ เดก็ ผหู้ ญิงที่ตนคอยดูแลมาต้งั แต่เกิดน้นั มีนิสยั ที่แปลกไป โดย
เชสซี่ทกั แอนนี่ที่ตนคิดว่าเป็ นแฮลล่ีวา่ “Are you sure there isn’t anything you want to talk to me about? Like why
404
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
Sammy never comes near you anymore. Or why your appetite’s changed. Or why all of a sudden you’re neat as a
pin.” (Meyers, 1998, 01:02:53) ผลจากวาทกรรมน้ี ทาํ ใหแ้ ฮลล่ีตดั สินใจบอกความจริงกบั เชสซี่ ซ่ึงเป็นหน่ึงในผทู้ ่ีรู้
ความจริงเป็นคนแรก และยงั เป็นผทู้ ่ีช่วยดาํ เนินแผนการผลกั ดนั ใหพ้ อ่ และแม่ของเดก็ สาวฝาแฝดน้นั กลบั มาคืนดีกนั
ซ่ึงต่างกบั เรซี่ท่ีไม่มีความขอ้ งเกี่ยวกบั แผนการใดๆ ท้งั สิ้น พฤติการณ์ของตวั ละครท้งั สองจึงสามารถนาํ มาวเิ คราะห์
ไดว้ า่ เพราะเหตุใดตวั ละครสองตวั น้ีจึงมีความสาํ คญั ต่างกนั
หากพิจารณาอยา่ งผวิ เผินจะเห็นวา่ ตวั ละครแม่บา้ นประจาํ ตระกูลของทางฝ่ังอเมริกาไดร้ ับการถ่ายทอดให้
ผูช้ มเห็นบทบาทองสตรีเพศที่มีความสําคญั มากกว่าในฉบับเยอรมนั เน่ืองจากในช่วงปี ค.ศ. 1990 เป็ นต้นมา
แนวคิดเรื่องสตรีศึกษาในสหรัฐอเมริกามีการเปลี่ยนแปลงในเชิงทฤษฎีอย่างมาก Butler ได้แสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกบั การเปล่ียนแปลงของทฤษฎีและแนวคิดของสตรีศึกษาวา่ ทฤษฎีสตรีศึกษาส่วนใหญ่มีแนวคิดวา่ เอกลกั ษณ์
เป็ นสิ่งท่ีมีอย่แู ลว้ ในธรรมชาติและเป็ นส่ิงที่สร้างหมวดหมู่การแบ่งเพศชายและเพศหญิง เอกลกั ษณ์น้ีไม่เพียงแต่
นาํ เสนอความตอ้ งการของสตรีศึกษาและเป็ นตวั กาํ หนดทิศทางของวาทกรรมดงั กล่าวบนโลกน้ีเท่าน้ัน แต่ยงั
ประกอบสร้างความเป็ นปัจเจกท่ีตอ้ งการแสดงตวั ตนในทางการเมืองอีกดว้ ย เราจะเห็นว่า Butler วิพากษว์ ิจารณ์
แนวคิดของสตรีศึกษา โดยมองวา่ สตรีศึกษาก็ยงั ถูกคุมขงั ภายใตว้ าทกรรมการประกอบสร้างโลกในมุมมองที่แบ่ง
สรรพสิ่งออกเป็นสองเพศ ดงั น้นั ถึงแมว้ า่ ตวั ละครแม่บา้ นประจาํ ตระกลู ในภาพยนตร์ของดิสนีย์ จะมีบทบาทสาํ คญั
ต่อเน้ือเร่ืองมากกวา่ แม่บา้ นฉบบั เยอรมนั หรือตีความไดว้ า่ เพศหญิงมีบทบาทในสงั คมมากข้ึนกวา่ ในอดีต แต่หาก
เราพิจารณาอยา่ งละเอียดถ่ีถว้ นจะเห็นวา่ บทบาทของตวั ละครแม่บา้ นน้ีกย็ งั มีความสาํ คญั ไม่ทดั เทียมเท่ากบั ตวั ละคร
คุณตา ซ่ึงเป็นสัญลกั ษณ์ของความเป็นเพศชายท่ีส่งต่อมาต้งั แต่อดีตจนถึงรุ่นปัจจุบนั ดงั ท่ีไดก้ ล่าวไปแลว้ ใน พ่ีน้อง
ฝาแฝด (Butler, 1999)
พ่อ
เน่ืองจากภาพยนตร์ท้งั สองเร่ืองผลิตในประเทศท่ีต่างกนั ตวั ละครพอ่ ท้งั สองตวั จึงประกอบอาชีพที่ต่างกนั
พอ่ ในภาพยนตร์เยอรมนั มีชื่อวา่ ลุดวิก (Ludwig) เป็นชาวออสเตรีย อาศยั อยทู่ ่ีกรุงเวยี นนา มีอาชีพเป็นวาทยกร และ
ตัวละครพ่อในภาพยนตร์อเมริกันมีชื่อว่า นิค (Nick) อาศัยอยู่ท่ีเมืองนาปา (Napa) ซ่ึงเป็ นเมืองท่ีข้ึนช่ือเร่ือง
อุตสาหกรรมการผลิตไวน์ (City of Napa, 2013) ตวั ละครตวั น้ีจึงเป็นเจา้ ของไร่ไวน์
ประเด็นที่น่าสงั เกตคือ ตวั ละครพ่อท้งั คู่น้นั ไม่สามารถรับรู้ถึงการสลบั ตวั ของลูกของตนเองได้ หรือกล่าว
ได้อีกอย่างหน่ึงว่าตวั ละครพ่อซ่ึงเป็ นภาพแสดงแทนของเพศชาย ช้ีให้เห็นถึงลกั ษณะสําคญั ของเพศชายบาง
ประการ คือ ความไม่ละเอียดอ่อนท่ีเป็นคู่ตรงขา้ มของความละเอียดอ่อนของเพศหญิง (Schößler, 2008) นอกจากน้ี
ประเด็นที่ควรไดร้ ับการพิจารณาในส่วนของภาพยนตร์อเมริกนั คือการที่ตวั ละครพ่อเป็ นนกั ทาํ ไวน์ สถานะของ
ไวน์ในเทพปกรณมั ของกรีกโรมนั คือสัญลกั ษณ์ของเทพดิโอนิซุส (Dionizeus) ซ่ึงเป็นเทพแห่งไวน์และเสียงเพลง
ตามตาํ นานของกรีกโรมนั น้นั เทพองคน์ ้ีเป็นผแู้ ทนของจกั รวาลแห่งความยงุ่ เหยงิ และความมึนเมาท่ีนาํ มนุษยไ์ ปสู่
การลืมตน แต่ในขณะเดียวกนั ก็ชกั นาํ ให้มนุษยเ์ ป็นหน่ึงเดียวกบั อาํ นาจศกั ด์ิสิทธ์ิ (Grosse, 2003) การที่ตวั ละครพ่อ
น้ีเป็ นผูผ้ ลิต จึงอาจกล่าวไดว้ ่าเป็ นผูม้ ีอาํ นาจเหนือภาพแทนของเทพดิโอนิซุส ซ่ึง Elisabeth Bronfen ไดต้ ีความว่า
เทพดิโอนิซุสเป็นตวั แทนของความเป็นสตรีเพศ ดงั น้นั จึงสามารถตีความไดว้ า่ ตวั ละครพ่อมีอาํ นาจเหนือเพศหญิง
ท้งั ปวง (Bronfen, 2004)
405
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
ในส่วนของภาพยนตร์เยอรมนั น้ัน เราจะเห็นว่าตวั ละคร Ludwig ซ่ึงมีอาชีพเป็ นนักประพนั ธ์เพลง ก็มี
ลกั ษณะความเป็ นเทพดิโอนิซุสเช่นกนั อย่างไรก็ดี ลกั ษณะดงั กล่าวก็ถูกรบกวนด้วยสภาพสังคมท่ีเป็ นอยู่ใน
ช่วงเวลาที่ปรากฏอยใู่ นเรื่อง (Narrative time) ถึงแมว้ ่าเน้ือเร่ืองจะไม่ไดใ้ ห้ขอ้ มูลกบั ผอู้ ่านอยา่ งชดั เจนว่า เรื่องราว
เกิดข้ึนในช่วงเวลาใด แต่ผูอ้ ่านก็สามารถคาดคะเนไดว้ ่าเป็ นช่วงที่เศรษฐกิจในสหพนั ธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กาํ ลงั
เติบโตข้ึนอยา่ งกา้ วกระโดด (Wirtschaftswunder) เนื่องจากผอู้ า่ นจะเห็นวา่ Ludwig แทบจะไม่มีเวลาใหบ้ ุตรสาวเลย
เน่ืองจากต้องฝึ กซ้อมอย่างหนัก ทาํ ให้ความสัมพนั ธ์ภายในครอบครัวไม่เขม้ แข็งเท่าที่ควรซ่ึงหากมองในเชิง
สัญลกั ษณ์อาจกล่าวไดว้ ่า Ludwig เป็นตวั ละครที่แสดงให้เห็นถึงความขดั แยง้ ระหว่างความเป็นเทพดิโอนิซุสและ
ความเป็ นทุนนิยมก้าวหน้าของสังคมเมือง (Capitalism) โดยเฉพาะอย่างย่ิงในช่วงปรากฏการณ์มหัศจรรยท์ าง
เศรษฐกิจ และความขดั แยง้ ลกั ษณะดงั กล่าวยงั ส่งผลให้กบั การประกอบสร้างของตวั ละครแม่ในนิยายของ Kästner
อีกดว้ ย
แม่
ตวั ละครแม่ในภาพยนตร์สองเรื่องมีท้งั ความเหมือนและความต่าง กล่าวคือ แม่จากภาพยนตร์เยอรมนั มีช่ือ
ว่า ลูอิเซ่ลอตเต้ (Luiselotte) ซ่ึงช่ือของลูกๆ น้นั ก็มาจากการแบ่งช่ือของแม่ไปนน่ั เอง ลูอิเซ่ลอตเตอ้ าศยั อยใู่ นเมือง
มิวนิค และทาํ งานในสาํ นกั พิมพแ์ ห่งหน่ึง โดยในภาพยนตร์น้นั เธออาศยั อยกู่ บั ลอตเตล้ ูกสาวของเธอเพียงแค่สอง
คน ส่วนตวั ละครแม่ในภาพยนตร์ดิสนียม์ ีช่ือวา่ อลิซาเบธ (Elizabeth) อาศยั อยใู่ นกรุงลอนดอนกบั ชาร์ลส์ (Charles)
คุณพ่อของตน แอนนี่ผูเ้ ป็ นลูกสาว และมาร์ติน (Martin) พ่อบา้ นประจาํ ตระกูล โดยเธอประกอบอาชีพเป็ นดีไซ
เนอร์ช่ือดงั และมีฐานะทางครอบครัวดี ตวั ละครท้งั สองตวั น้ีมีความเป็ นแม่และอ่อนโยนเหมือนกนั แต่อลิซาเบธ
น้นั จะฉายภาพในฐานะลูกสาวดว้ ย ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพนั ธ์แบบกดทบั โดยมีบิดาเป็ นใหญ่ เราจะเห็นได้
จากการที่คุณตาเป็ นตวั ละครท่ีทาํ ให้เกิดพลวตั รในเน้ือเร่ือง นอกจากน้ันยงั พบฉากตวั ละครแม่จากภาพยนตร์
อเมริกนั ด่ืมไวน์จนมีอาการมึนเมาเกือบไม่ไดส้ ติ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั แนวคิดเทพดิโอนิซุสท่ีกล่าวมา ต่างกนั ตรงที่ตวั
ละครแม่พา่ ยแพต้ ่ออาํ นาจของไวน์และความมึนเมาท้งั ปวง ในกรณีน้ี Butler ไดแ้ สดงความคิดเห็นวา่ เอกลกั ษณ์ของ
ความเป็ นเพศสะทอ้ นออกมาผ่านการกระทาํ ถึงแมว้ ่าการกระทาํ น้ีจะมิไดเ้ กิดข้ึนดว้ ยความต้งั ใจก็ตาม (Butler,
1999) การดื่มไวน์จึงเป็นอตั ลกั ษณ์ประกอบสร้างจากการกระทาํ ของเพศหญิงนน่ั เอง ลกั ษณะของการกดทบั ทางเพศ
น้ีก็มีอยู่ในภาพยนตร์ฉบบั เยอรมนั เช่นเดียวกนั แต่เป็ นในระดบั ท่ีสูงกว่าเรื่องของเพศสภาพและเพศสถานะ ใน
ภาพยนตร์เยอรมนั ยงั มีการนาํ เสนอภาพลกั ษณ์ของผูห้ ญิงที่ประกอบอาชีพสนับสนุนให้สังคมชายเป็ นใหญ่เป็ น
ปึ กแผน่ และเขม้ แขง็ ยงิ่ ข้ึน โดยผชู้ มจะไม่ไดร้ ับขอ้ มูลวา่ แม่ทาํ อาชีพอะไร แต่จะรับรู้ไดว้ า่ แม่มีเจา้ นายเป็นผชู้ าย ซ่ึง
สามารถตีความไดว้ ่าความพยายามท่ีจะเป็ นอิสระต่อวาทกรรมชายเป็ นใหญ่ดว้ ยการปลดแอกในอาชีพ ก็ยงั อยู่
ภายใตอ้ าํ นาจของเพศชายนน่ั เอง (Butler, 1999)
ปัจจัยด้านเพศของตัวละครที่ส่งผลต่อการดาํ เนินเร่ือง
เมื่อพูดถึงการดาํ เนินเรื่อง ปัจจยั ดา้ นเพศเองก็ส่งผลต่อการดาํ เนินเรื่องเช่นกนั ยกตวั อยา่ งในฉากท่ีท้งั สอง
ครอบครัวรู้ความจริงว่า เด็กๆ น้ันสลบั ตวั กนั ตวั ละครตวั แรกที่รู้ความจริงดงั กล่าวของภาพยนตร์ท้งั สองเรื่อง
แตกต่างกนั กล่าวคือ ในภาพยนตร์เยอรมนั ท่ีมีเน้ือเรื่องค่อนขา้ งเหมือนกบั วรรณกรรม ตวั ละครแรกท่ีรู้เรื่องคือแม่
406
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ซ่ึงเห็นภาพถ่ายคู่ของลูกสาวฝาแฝดที่ถูกช่างภาพถือวิสาสะส่งรูปท่ีเด็กๆ ไปถ่ายในสตูดิโอกนั สองคน มาขายให้
สํานักพิมพท์ ี่ตนทาํ งานอยู่ เนื่องจากช่างภาพคิดว่าสํานักพิมพอ์ าจจะมีความสนใจในเร่ืองน้ี แม่จึงปะติดปะต่อ
เร่ืองราวไดโ้ ดยบงั เอิญ (von Báky, 1950, 01:24:15) ซ่ึงจุดน้ี ผชู้ มที่สนใจดา้ นทฤษฎีการส่ือสารและสื่อจะพบว่าฉาก
น้ีมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับแนวคิดของ Marshall McLuhan นักปรัชญาชาวแคนาดา ในหนังสือเรื่ อง
Understanding Media (1964) ซ่ึงมีประโยคท่ีเป็นท่ีนิยมอา้ งถึงคือ The medium is the message. เราจะเห็นไดช้ ดั เจน
ว่าโลกของเรามิไดร้ ับการรับรู้จากบุคคลอีกต่อไป แต่ถูกประกอบสร้างโดยสื่อ อยา่ งเช่น ในเร่ืองน้ีแม่ก็รับรู้ความ
จริงจากภาพถา่ ยซ่ึงกถ็ ือเป็นสื่อชนิดหน่ึงเช่นเดียวกนั (McLuhan, 1964)
ส่วนตวั ละครแรกของภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่รู้เรื่องการสลบั ตวั ของพี่น้องฝาแฝดคือคุณตาและแม่บา้ น
ประจาํ ตระกูล คุณตาน้ันได้แอบฟังแฮลลี่คุยโทรศพั ท์สาธารณะกับแอนน่ีที่อาศยั อยู่ที่สหรัฐอเมริกา จากน้ัน
ภาพยนตร์ได้ฉายภาพมุมกวา้ งท่ีคุณตาได้โอบหลังของหลานสาวเดินเข้าไปในสวนสาธารณะและน่าจะให้
คาํ แนะนาํ แก่หลานสาว ก่อนภาพจะตดั ไปฉากท่ีแฮลลี่ตอ้ งการสารภาพความจริงกบั แม่ (Meyers, 1998, 01:12:00)
พฤติการณ์น้ีแสดงให้เห็นถึงความที่เพศชายเป็นใหญ่ ผชู้ ายอุม้ ชูผหู้ ญิง เพราะเป็นตวั ละครที่ทาํ ใหเ้ น้ือเรื่องดาํ เนิน
ต่อไปได้ กล่าวคือ หากไร้ตวั ละครดงั กล่าว เน้ือเรื่องก็จะถึงทางตนั (ดูทฤษฎีของ Butler ในส่วนการวิเคราะห์ตวั
ละคร คุณตา ดา้ นบน) ซ่ึงเช่ือมโยงกบั หวั ขอ้ จาํ นวนตัวละครหลกั หวั ขอ้ คุณตา ที่ไดว้ ิเคราะห์ไวว้ า่ ตวั ละครคุณตา
น้นั เป็นตวั ละครเพ่ิมเติมข้ึนมาเพราะมีเป้าหมายท่ีจะเติมเตม็ ความเป็นพอ่ ที่หลานสาวขาดไป รวมถึงเพศชายท่ีอุม้ ชู
ผูห้ ญิงอีกดว้ ย รวมถึงเหตุการณ์ต่อมาหลงั จากท่ีคุณตาไดใ้ ห้คาํ แนะนาํ หลานสาวแลว้ แฮลล่ีไดเ้ ขา้ ไปหาแม่ใน
ห้องนอนเพื่อที่จะบอกความจริงว่าตนไม่ใช่แอนนี่ โดยจะมีฉากที่พ่อบา้ นและคุณตาคอยดูอยู่ตรงประตูและให้
กาํ ลงั ใจอยหู่ ่าง ๆ แสดงใหเ้ ห็นวา่ เดก็ สาวขาดความมน่ั ใจในตวั เอง แต่มีตาและพอ่ บา้ นคอยสนบั สนุนอยู่
ทางฝั่งของพ่อในภาพยนตร์อเมริกนั น้นั แม่บา้ นประจาํ ตระกูลรู้ความจริงจากการสังเกตเห็นพฤติกรรมที่
เปล่ียนแปลงไปของเด็กสาว ตามท่ีได้กล่าวไปในหัวขอ้ อุปนิสัยของตวั ละครแม่บ้านประจาํ ตระกูล แต่ในฉาก
ดงั กล่าว ไม่ไดม้ ีเน้ือหาท่ีแม่บา้ นให้คาํ แนะนาํ เด็กสาวเลย ต่างกบั ฉากของพ่อบา้ นท่ีคอยสนบั สนุนอยเู่ บ้ืองหลงั ให้
แฮลลี่กลา้ บอกความจริงต่อแม่ ซ่ึงผชู้ มสามารถอนุมานไดว้ า่ ตวั ละครหญิงไม่มีสิทธิเท่าเทียมเท่ากบั ตวั ละครชาย แต่
ในภาพยนตร์ทางฝั่งเยอรมนั น้นั เม่ือแม่รู้ความจริง และฝาแฝดที่อยกู่ บั พ่อไดข้ าดการติดต่อทางจดหมาย ทาํ ใหแ้ ม่มี
ความจาํ เป็นที่จะตอ้ งติดต่อกบั อีกบา้ นเพื่อสอบถามถึงสาเหตุของการขาดการติดต่อ จึงทาํ ให้พ่อรู้ว่าลูกของตนน้นั
สลบั ตวั กนั หากไม่มีเหตุการณ์ดงั กล่าว ตวั ละครฝาแฝดท้งั สองคนกจ็ ะไม่มีโอกาสท่ีจะบอกความจริงกบั พอ่ แม่
ในประเด็นชื่อภาพยนตร์ท้ังสองเรื่องมีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ ภาพยนตร์เยอรมันมีชื่อตาม
วรรณกรรมวา่ “Das doppelte Lottchen” ซ่ึงแปลวา่ “ลอตเตผ้ นู้ ่ารักสองคน” แต่ภาพยนตร์ดิสนียม์ ีชื่อวา่ “The Parent
Trap” ซ่ึงเป็ นชื่อที่เกี่ยวกบั พ่อแม่ ไม่ไดเ้ ก่ียวกบั เด็กแฝดเลย เป็ นช่ือท่ีแสดงให้เห็นว่าตวั ละครพ่อแม่มีความสาํ คญั
กวา่ เดก็ ฝาแฝด ซ่ึงนอกจากจะแสดงใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะความสมั พนั ธ์ในเชิงอาํ นาจแบบ Top-Down กล่าวคือในเรื่อง
น้ี ผปู้ กครองมีความสาํ คญั กวา่ ตวั เอกที่เป็นเดก็ แลว้ ผชู้ มยงั จะพบไดอ้ ีกวา่ ตวั ละครฝาแฝดท้งั สองคนท่ีเป็นเพศหญิง
สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงการถูกกดทบั และความสมั พนั ธเ์ ชิงพ่ึงพงิ กบั เพศชาย ดงั เช่นท่ี Simone de Beauvoir กล่าวเอาไวใ้ น
หนังสือเรื่อง Le Deuxieme Sexe (1949) ว่า มนุษยบ์ นโลกน้ีเป็ นชาย และผูช้ ายมิไดก้ าํ หนดเพศหญิงดว้ ยตนเอง
กาํ หนดดว้ ยความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั เพศหญิงจึงไม่ไดร้ ับการมองวา่ เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยไู่ ดโ้ ดยไม่ตอ้ งพ่งึ พาผอู้ ่ืน (de
Beauvoir, 1949) และเหตุผลท่ีทาํ ไมเด็กฝาแฝดถึงเป็ นผหู้ ญิง ไม่ใช่เด็กผูช้ าย เนื่องจากนิสัยพฤติกรรมของเพศชาย
407
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังท่ี 59 สาขามนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
และหญิงน้นั ต่างกนั กล่าวคือ เพศหญิงน้นั มีเอกลกั ษณ์ท่ีบ่งบอกถึงความออ่ นโยน นุ่มนวล และออ่ นไหวง่าย ต่างกบั
เพศชายที่จะบ่งบอกถึงความแข็งแรงและแข็งแกร่ง (Eck, 2016; Moser, 2010) จึงสามารถวิเคราะห์ได้ว่าหาก
เดก็ ผชู้ ายสองคนท่ีมีหนา้ ตาเหมือนกนั ไปพบกนั ที่ค่ายฤดูร้อนน้นั พวกเขาจะไม่นึกถึงและหาตน้ ตอของเหตุผลที่ว่า
ทาํ ไมพวกเขาถึงหน้าตาเหมือนกนั ดงั น้นั ผูแ้ ต่งจึงไดว้ างตวั ละครเอกอยา่ งเด็กแฝดให้เป็ นผูห้ ญิง เน่ืองจากผูห้ ญิง
น้นั คิดเลก็ คิดนอ้ ย ละเอียดและทาํ ตามความรู้สึก
บทสรุปวจิ ารณ์ และข้อเสนอแนะ
จากทฤษฎีของ Butler และนกั คิดคนอื่นๆ เราจะเห็นวา่ ภาพยนตร์ท้งั สองเร่ืองที่ดดั แปลงมาจากวรรณกรรม
เร่ือง Das doppelte Lottchen ต่างก็มีลักษณะของการถูกประกอบสร้างด้วยแนวคิดชายเป็ นใหญ่ ในส่วนของ
ภาพยนตร์เยอรมนั จะเห็นความสมั พนั ธ์ดงั กล่าวในลกั ษณะโครงสร้างผวิ (Surface Structure) กล่าวคือตวั ละครเพศ
หญิงที่ปรากฏอยใู่ นเร่ือง เช่น แม่ทาํ งานในสาํ นกั พิมพซ์ ่ึงมีเจา้ นายเป็นผชู้ าย และแม่บา้ นประจาํ ตระกูลท่ีไดร้ ับการ
จา้ งงานจากตวั ละครพ่อ ในขณะที่ภาพยนตร์อเมริกนั สะทอ้ นให้ผูช้ มเห็นถึงโครงสร้างความสัมพนั ธ์แบบ Top-
Down น้ีในลกั ษณะโครงสร้างลึก (Deep Structure) ผ่านการใชฉ้ ากที่ท้งั มีความสําคญั และไม่สําคญั ต่อการดาํ เนิน
เร่ือง รวมท้งั การนาํ เสนอภาพของตวั ละครต่างๆ
ในส่วนของตวั ละครฝาแฝดของภาพยนตร์ท้งั สองเร่ืองน้ัน เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผิน ผูช้ มจะเห็นความ
แตกต่างของพฤติกรรมของฝาแฝดท้งั สองเรื่องอยา่ งเห็นไดช้ ดั กล่าวคือ ฝาแฝดในภาพยนตร์เยอรมนั ไม่มีบทบาท
ในการทาํ ให้เน้ือเร่ืองดาํ เนินต่อไป ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั ช่ือเร่ืองคือ Das doppelte Lottchen การเติมคาํ ปัจจยั –chen ใน
ภาษาเยอรมนั จะทาํ ให้คาํ หลกั มีลกั ษณะเล็กลง (Diminutive Form) อาจกล่าวไดว้ ่า ตวั ละครเอกท้งั สองเป็ นเพียง
บุคคลตวั เลก็ ๆ ท่ีไม่มีอาํ นาจเพยี งพอที่จะดาํ เนินเร่ือง แต่ในขณะท่ีตวั ละครฝาแฝดของภาพยนตร์อเมริกนั ดูราวกบั วา่
มีบทบาทสาํ คญั ต่อการดาํ เนินเรื่องเพราะเป็นผวู้ างแผนใหพ้ อ่ แม่กลบั มาพบกนั อีกคร้ัง แต่เม่ือพิจารณาอยา่ งละเอียด
จากบทวิเคราะห์ดา้ นบนแลว้ ผชู้ มภาพยนตร์จะเห็นลกั ษณะความสมั พนั ธ์แบบชายเป็นใหญ่ที่ควบคุมและมีอิทธิพล
ต่อตวั ละครฝาแฝดท้งั สองคนให้สร้างพฤติกรรมที่ทาํ ใหเ้ น้ือเรื่องดาํ เนินต่อไป ดงั น้นั เม่ือพิจารณาอยา่ งลึกซ้ึงแลว้ ก็
จะพบวา่ ตวั ละครฝาแฝดจากภาพยนตร์อเมริกนั กม็ ิไดม้ ีความเป็นผกู้ ระทาํ ในฐานะปัจเจกอยา่ งแทจ้ ริง
งานวิจยั ฉบบั น้ีต่อยอดมาจากงานวิจยั หลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกบั โครงสร้างความสัมพนั ธ์ทางเพศสภาพและ
เพศสถานะของภาพยนตร์การ์ตูนวอลต์ดิสนีย์ Steven Chen et al. (2020), Laemle (2018) และ Garabedian (2015)
แต่จนถึงขณะน้ียงั ไม่พบงานวิจยั ท้งั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษท่ีศึกษาภาพยนตร์วอลต์ดิสนียใ์ นเชิงเพศสถานะ
ศึกษา ดงั น้นั ในอนาคตน่าจะมีการศึกษาวิจยั ภาพยนตร์ปัจจุบนั ของวอลตด์ ิสนียใ์ นแง่มุมน้ี ให้กวา้ งขวางข้ึน และ
หวงั เป็นอยา่ งยงิ่ วา่ งานวจิ ยั ชิ้นน้ีจะเป็นพ้นื ฐานใหม้ ีการศึกษาต่อยอดต่อไปในอนาคต
เอกสารอ้างองิ
Bronfen, E. (2004). Nur über ihre Reiche. Tod, Weiblichkeit und Ästhetik. Würzburg, Germany: Königshausen &
Neumann GmbH.
Butler, J. (1999). Gender trouble: Feminism and the subversion of identity. New York, NY: Routledge.
City of Napa. (2013). About Napa. Retrieved from https://www.cityofnapa.org/324/About-Napa
408
การประชุมทางวชิ าการของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ คร้ังที่ 59 สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
Chen, S., Louie, L. & Schiele, K. (2020. Marketing feminism in youth media: A study of Disney and Pixar
animation. Business Horizons, 63(5), 659–669.
de Beauvoir, S. (1949). Le Deuxieme Sexe. Paris, France: Gillimard.
Doyé, F. (2012). Das Doppelte Lottchen: Wie Mann und Frau zu Ehegatten wurden. (n.p.): Grin.
Eck, S., Jäckle, M., Schneider, K. & Schnell, M. Doing gender discourse. Subjektivation von Mädchen und
Jungen in der Schule. Wiesbaden, Germany: Springer.
Erhart, W. (2001). Familienmänner: über den literarischen Ursprung moderner Männlichkeit. Munich: Wilhelm,
Germany: Fink.
Garabedian, J. (2015). Animating gender roles: How Disney is redefining the modern princess. James Madison
Undergraduate Research Journal, 2(1).
Grosse, W. (2003). Thomas Mann. Der Tod in Venedig. Hollfeld, Germany: C Bange.
Kästner, E. (1949). Das doppelte Lottchen. Zürich, Switzerland: (n.p.).
Laemle, J. L. (2018). Trapped in the mouse house: How Disney has portrayed racism and sexism in its princess
films. Student Publications, 692.
McLuhan, M. (1964) Understanding Media. London, UK: Routledge.
Meyers, N. (Director). (1998). The Parent Trap [Film]. Walt Disney Pictures.
Moser, A. (2010). Kampfzone Geschlechterwissen: Kritische Analyse populärwissenschaftlicher Konzepte von
Männlichkeit und Weiblichkeit. Wiesbaden, Germany: VS Verlag für Sozialwissenschaften.
Munaretto, S. (2012). Wie analyse ich einen Film?: Ein Arbeitsbuch zur Filmanalyse: Strukrue – Genre –
Kontext. Hollfeld, Germany: C Bange.
Schößler, F. (2008). Einführung in die Gender Studies. Berlin, Germany: Akademie.
Stein, M. (2009). “Das doppelte Lottchen”: Ein Filmvergleich USA-Deutschland. (n.p.): Grin.
Von Báky, J. (Director). (1950). Das doppelte Lottchen [Film]. Bavaria Film.
409
คณะกรรมการฝายวิชาการ ทป่ี รกึ ษา
1. รองอธกิ ารบดีฝายวางแผนและวจิ ัย ท่ีปรกึ ษา
2. รองอธกิ ารบดฝี ายวชิ าการ ท่ีปรึกษา
3. ผอู าํ นวยการสถาบนั วจิ ยั และพัฒนาแหง
ประธานกรรมการ
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร รองประธานกรรมการ
4. ผชู ว ยศาสตราจารยสทุ ธพิ ันธุ แกวสมพงษ
5. รองผอู ํานวยการฝายบรหิ าร สถาบันวิจยั และพฒั นาแหง กรรมการและเลขานุการ
ผชู ว ยเลขานุการ
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ผชู ว ยเลขานกุ าร
6. นางสาวพิชชาอรฐ สริ ชิ ีวเกษร ผชู ว ยเลขานกุ าร
7. นางสาวทิสยา ทศิ เสถียร
8. นางสาวกัญญารตั น สวุ รรณทีป ท่ปี รึกษา
9. นางสาวพชั ราภา รตั นวิญูภริ มย ประธานกรรมการ
รองประธานกรรมการ
10. กรรมการหมวดวิชาการเกษตรศาสตร กรรมการ
10.1 สาขาพชื กรรมการ
กรรมการ
1. คณบดีคณะเกษตร กรรมการ
2. ผชู วยศาสตราจารยป ยะ กิตติภาดากลุ กรรมการ
3. ผูชวยศาสตราจารยส ราวธุ รงุ เมฆารัตน กรรมการ
4. รองศาสตราจารยธ านี ศรวี งศช ยั กรรมการ
5. รองศาสตราจารยธดิ า เดชฮวบ กรรมการ
6. รองศาสตราจารยเฉลมิ พล ภมู ไิ ชย กรรมการ
7. รองศาสตราจารยอรอุมา เพียซา ย กรรมการ
8. รองศาสตราจารยเ สาวนุช ถาวรพฤกษ กรรมการ
9. ผชู ว ยศาสตราจารยเ ฌอมาลย วงศชาวจันท กรรมการ
10. ผชู วยศาสตราจารยเ จนจริ า ชุมภูคํา กรรมการ
11. ผูช ว ยศาสตราจารยทัศไนย จารวุ ัฒนพันธ กรรมการ
12. ผชู วยศาสตราจารยเบญญา มะโนชยั
13. ผชู ว ยศาสตราจารยป ริยานชุ จุลกะ
14. ผชู วยศาสตราจารยพ จิ ติ รา แกวสอน
15. ผูชว ยศาสตราจารยอ ณั ณช ญาน มงคลชัยพฤกษ
16. ผูช วยศาสตราจารยธ นพล ไชยแสน
17. ผชู วยศาสตราจารยสุจนิ ต เจนวรี วฒั น
18. ผชู ว ยศาสตราจารยทรงยศ โชติชุตมิ า กรรมการ
19. ผชู วยศาสตราจารยปติพงษ โตบนั ลอื ภพ กรรมการ
20. ผูชว ยศาสตราจารยปาริชาติ พรมโชติ กรรมการ
21. ผชู ว ยศาสตราจารยด ํารงวฒุ ิ ออนวมิ ล กรรมการ
22. ผชู ว ยศาสตราจารยเ นตรนภิส เขยี วขาํ กรรมการ
23. ผชู วยศาสตราจารยอนงคนุช สาสนรักกจิ กรรมการ
24. ผูชวยศาสตราจารยอ ศั เลข รัตนวรรณี กรรมการ
25. ผูชวยศาสตราจารยเพชรดา ปน ใจ กรรมการ
26. ผชู ว ยศาสตราจารยสมชยั อนุสนธพ์ิ รเพ่มิ กรรมการ
27. ผูชว ยศาสตราจารยร ชั ฎาวรรณ เงินกล่นั กรรมการ
28. นางสาวกาญจนา บญุ เรือง กรรมการ
29. นางสาวจรีรัตน ฉันทวุฒิพร กรรมการ
30. นางสาวจตุ ิภรณ ทสั สกลุ พนิช กรรมการ
31. นายวีรชยั มธั ยัสถถาวร กรรมการ
32. นางสาวอรณุ ี วงษแ กว กรรมการ
33. นางสาววรรณสริ ิ วรรณรตั น กรรมการ
34. ผูชว ยศาสตราจารยภ ัศจี คงศีล กรรมการและเลขานุการ
35. นางสาวชิดชนก ประกอบ กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ
10.2 สาขาสตั ว ทีป่ รึกษา
1. คณบดีคณะเกษตร ท่ปี รกึ ษา
2. นายกสมาคมสัตวบาลแหงประเทศไทย ประธานกรรมการ
3. รองศาสตราจารยพรรณวดี โสพรรณรัตน รองประธานกรรมการ
4. ผชู วยศาสตราจารยสโรช แกว มณี กรรมการ
5. ศาสตราจารยช ยั ภมู ิ บญั ชาศกั ดิ์ กรรมการ
6. รองศาสตราจารยศกร คุณวุฒิฤทธริ ณ กรรมการ
7. ผูช ว ยศาสตราจารยจําเริญ เท่ยี งธรรม กรรมการ
8. ผูช วยศาสตราจารยธ นาทพิ ย สวุ รรณโสภี กรรมการ
9. ผชู วยศาสตราจารยอัจฉรา ขยัน กรรมการ
10. ผูชวยศาสตราจารยวริ ิยา ลงุ ใหญ กรรมการ
11. ผชู ว ยศาสตราจารยธรี วทิ ย เปย คาํ ภา กรรมการ
12. ผชู ว ยศาสตราจารยพ งศธร คงม่นั
13. ผูชวยศาสตราจารยกนกพร พวงพงษ กรรมการ
14. ผชู ว ยศาสตราจารยช าญวทิ ย แกว ตาป กรรมการ
15. ผชู วยศาสตราจารยเชาวว ทิ ย ระฆงั ทอง กรรมการ
16. นายดนัย จัตวา กรรมการ
17. นางสาวพนัดดา บงึ ศรสี วัสดิ์ กรรมการ
18. นายสมบตั ิ ประสงคสขุ กรรมการ
19. นางสาวอญั ชลี บวดขุนทด กรรมการ
20. นางสาวสุภาพร ยอ นโคกสูง กรรมการ
21. นางสาวนภิ ารัตน โคตะนนท กรรมการ
22. นางสาว ก.ทปี ลกั ษณ ระงบั เหตุ กรรมการและเลขานุการ
23. นางสาววชั ราภรณ ศรีพลนอย กรรมการและผูชวยเลขานกุ าร
10.3 สาขาประมง ท่ปี รกึ ษา
1. คณบดคี ณะประมง ท่ปี รกึ ษา
2. ศาสตราจารยอ ุทัยรัตน ณ นคร ประธานกรรมการ
3. รองคณบดีฝายวจิ ัย คณะประมง กรรมการ
4. หวั หนา ศนู ยบ ริหารงานวจิ ยั และสนับสนนุ วชิ าการ กรรมการ
5. รองศาสตราจารยว ราห เทพาหดุ ี กรรมการ
6. ผชู ว ยศาสตราจารยเ มธี แกวเนิน กรรมการ
7. ผชู ว ยศาสตราจารยจริ าภรณ ไตรศกั ดิ์ กรรมการ
8. ผชู ว ยศาสตราจารยปรัชญา มสุ ิกสนิ ธร กรรมการ
9. ผชู ว ยศาสตราจารยพ ฒั นพล ขยันสาํ รวจ กรรมการ
10. ผชู วยศาสตราจารยก งั สดาลย บญุ ปราบ กรรมการ
11. ผูชว ยศาสตราจารยอนกุ รณ บตุ รสนั ติ์ กรรมการ
12. ผชู ว ยศาสตราจารยส ุชาย วรชนะนนั ท กรรมการ
13. นายประพันธศักด์ิ ศีรษะภูมิ กรรมการ
14. นายถิรวัฒน รายรัตน กรรมการ
15. นายวชิระ ใจงาม กรรมการและเลขานุการ
16. นายธนสั พงษ โภควนชิ ผูช วยเลขานกุ าร
17. นางสาวกาญจนา ทองเครือ ผชู ว ยเลขานกุ าร
18. นางศภุ ินทรา ภเู งิน
10.4 สาขาสตั วแพทยศาสตร ทป่ี รึกษา
1. ผูชว ยศาสตราจารย นายสัตวแพทย คงศักดิ์ เทยี่ งธรรม ท่ีปรกึ ษา
2. ผชู ว ยศาสตราจารย สตั วแพทยห ญงิ สิริรตั น นิยม ประธานกรรมการ
3. ผชู ว ยศาสตราจารย นายสตั วแพทย เมธา จนั ดา รองประธานกรรมการ
4. รองศาสตราจารย สตั วแพทยหญงิ สุนทรี เพช็ รดี กรรมการ
5. ผชู วยศาสตราจารย นายสตั วแพทย นริ ตุ ต์ิ สุวรรณา กรรมการ
6. ผูชวยศาสตรตราจารยอรรถวทิ ย โกวทิ วที กรรมการ
7. สตั วแพทยห ญงิ นิอร รตั นภพ กรรมการ
8. สัตวแพทยห ญงิ ยลยง วุนวงษ กรรมการ
9. สัตวแพทยห ญิง กานตส ุดา ลีฬหาพงศธร กรรมการและเลขานุการ
10. นางสาววริศรา มารยาท กรรมการและผชู วยเลขานุการ
11. นางสาวญาดา หาญปญญาพิชติ กรรมการและผชู ว ยเลขานกุ าร
12. วาท่รี อยตรีหญงิ จรัสพิมพ ทรงประเสริฐ
10.5 สาขาสงเสริมการเกษตรและคหกรรมศาสตร
1. อธิบดกี รมสง เสรมิ การเกษตร ทปี่ รกึ ษา
2. คณบดคี ณะเกษตร ท่ีปรกึ ษา
3. หวั หนาภาควิชาสงเสรมิ และนเิ ทศศาสตรเกษตร คณะเกษตร ทป่ี รกึ ษา
4. หวั หนา ภาควิชาคหกรรมศาสตร คณะเกษตร ท่ีปรกึ ษา
5. รองศาสตราจารยส าวิตรี รังสภิ ัทร ทปี่ รกึ ษา
6. รองศาสตราจารยจ าํ นงรักษ อดุ มเศรษฐ ทป่ี รึกษา
7. รองศาสตราจารยอบเชย วงศท อง ทป่ี รกึ ษา
8. รองศาสตราจารยทศั นยี ลิม้ สุวรรณ ทป่ี รึกษา
9. ผชู ว ยศาสตราจารยพชั ราวดี ศรบี ุญเรือง ประธานกรรมการ
10. ผชู วยศาสตราจารยศ ริ ิพร เรียบรอ ย คิม รองประธานกรรมการ
11. ผชู ว ยศาสตราจารยน องนชุ ศิริวงศ รองประธานกรรมการ
12. นางสาวนรศิ รา อนิ ทะสิริ รองประธานกรรมการ
13. รองศาสตราจารยพัฒนา สุขประเสริฐ กรรมการ
14. รองศาสตราจารยพิชยั ทองดีเลศิ กรรมการ
15. รองศาสตราจารยส ุธลี กั ษณ ไกรสวุ รรณ กรรมการ
16. ผูช ว ยศาสตราจารยพนามาศ ตรีวรรณกุล กรรมการ
17. ผูช ว ยศาสตราจารยสุพตั รา ศรีสวุ รรณ กรรมการ
18. ผูชวยศาสตราจารยอาํ พร แจมผล กรรมการ
19. ผชู วยศาสตราจารยทวีศกั ด์ิ เตชะเกรียงไกร กรรมการ
20. ผชู วยศาสตราจารยมารษิ า ภูภญิ โญกลุ กรรมการ
21. ผูชว ยศาสตราจารยปารสิ ทุ ธิ์ เฉลิมชัยวฒั น กรรมการ
22. ผชู วยศาสตราจารยกานตส ุดา วนั จนั ทกึ กรรมการ
23. ผูชวยศาสตราจารยรุง ทิพย ลยุ เลา กรรมการ
24. ผชู ว ยศาสตราจารยช ุตมิ า ชวลิตมณเฑียร กรรมการ
25. ผูช วยศาสตราจารยศศิประภา รัตนดิลก ณ ภเู ก็ต กรรมการ
26. ผูชวยศาสตราจารยว ลั ภา แตม ทอง กรรมการ
27. ผชู วยศาสตราจารยสาวติ รี พังงา กรรมการ
28. ผชู ว ยศาสตราจารยท ิพวรรณ ดวงปญ ญา กรรมการ
29. ผูชว ยศาสตราจารยธานนิ ทร คงศิลา กรรมการ
30. นางสาวชลาธร จูเจริญ กรรมการ
31. นางสาวเมตตา เรง ขวนขวาย กรรมการ
32. นางปพชิ ญา จนิ ตพิทกั ษส กลุ กรรมการ
33. นายปรีดา สามงามยา กรรมการ
34. นายเศกศักด์ิ เชยชม กรรมการ
35. นางสาวสจุ ิตตา เรืองรัศมี กรรมการ
36. นางสุขกมล ปญญาจันทร กรรมการ
37. นางสาววสพร นิชรัตน กรรมการ
38. นายสถาพร ประดิษฐพงษ กรรมการ
39. นางกรกฎ แพทยห ลักฟา กรรมการ
40. นายวภิ ษู ณะ ศุภนคร กรรมการ
41. นางทพิ ากร มว งถึก กรรมการ
42. นายเสถยี ร แสงแถวทมิ กรรมการและเลขานุการ
43. วา ที่รอ ยตรี สหภาพ ศรีโท กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ
44. นางสาวมณินทร เดชแหว กรรมการและผูชว ยเลขานกุ าร
45. นางสาวกรรณกิ า พุมสาหราย กรรมการและผูชวยเลขานุการ
46. นายภคู ิษฐคมณ แสงตรีเพชรกลา กรรมการและผูชวยเลขานุการ
47. นางสาวสวรรญา แยม วันเพ็ง กรรมการและผชู วยเลขานุการ
48. นางวลรี ตั น บรรจงจติ กรรมการและผูช ว ยเลขานุการ
49. นางสาวภญิ ญาพชั ญ โทนหงสษ า กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ
50. นางธรรมสร ทองดอนเกล่อื ง กรรมการและผูชวยเลขานุการ
51. นางสาวธนชั ชา กญุ แจทอง กรรมการและผูชวยเลขานกุ าร
11. กรรมการหมวดวิชาการวทิ ยาศาสตร เทคโนโลยแี ละสง่ิ แวดลอม
11.1 สาขาวิทยาศาสตร
1. รองศาสตราจารยอภิสฏิ ฐ ศงสะเสน ทป่ี รึกษา
2. รองศาสตราจารยอรินทิพย ธรรมชยั พเิ นต ประธานกรรมการ
3. ผชู ว ยศาสตราจารยไ พบลู ย เงินมศี รี รองประธานกรรมการ
4. รองศาสตราจารยวรรณวภิ า วงศแ สงนาค กรรมการ
5. รองศาสตราจารยศริ กิ าญจนา ทองมี กรรมการ
6. ผชู วยศาสตราจารยณ ฐั สมน เพชรแสง กรรมการ
7. ผชู วยศาสตราจารยพ ันทพิ ย โตแกว กรรมการ
8. ผูชวยศาสตราจารยธ ันวาวรรณ ดวงทองอยู กรรมการ
9. ผชู ว ยศาสตราจารยอ งิ อร กิมกง กรรมการ
10. ผูชว ยศาสตราจารยพิชามญชุ เกยี รตวิ ฒุ นิ นท กรรมการ
11. ผูชว ยศาสตราจารยสุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย กรรมการ
12. ผชู ว ยศาสตราจารยป ยะดา จนั ทวงศ กรรมการ
13. ผชู ว ยศาสตราจารยมีนา เลา กรรมการ
14. ผูชว ยศาสตราจารยวชริ ญาณ ธงอาสา กรรมการ
15. ผูชว ยศาสตราจารยพ งศเทพ ประจงทศั น กรรมการ
16. นายฤทธี มสี ตั ย กรรมการ
17. นางสาวสุนทรี คุมไพโรจน กรรมการ
18. นางสาวลัดดา แตง วฒั นานกุ ุล กรรมการ
19. นางสาวพรทิพย บญุ มหามงคล กรรมการและเลขานุการ
20. นายรัฐพนั ธ ตรงวิวฒั น กรรมการและผูชว ยเลขานกุ าร
21. นายสาธิต ประเสรฐิ มานะกจิ กรรมการและผชู วยเลขานุการ
22. นางสาวแพรวไพลนิ กงั วานสุระ กรรมการและผชู วยเลขานกุ าร
23. นางสาวภัสรา นวะบศุ ย กรรมการและผูช ว ยเลขานกุ าร
24. นายพิชัย สริ แิ สงสวา ง กรรมการและผูชวยเลขานกุ าร
11.2 สาขาวศิ วกรรมศาสตรแ ละสถาปต ยกรรมศาสตร ประธานกรรมการ
1. ศาสตราจารยว ันชยั ยอดสุดใจ รองประธานกรรมการ
2. ผชู ว ยศาสตราจารยน วลวรรณ ทวยเจริญ รองประธานกรรมการ
3. ผูช วยศาสตราจารยจ ิตรทศั น ฝกเจริญผล กรรมการ
4. ศาสตราจารยเมตตา เจริญพานิช กรรมการ
5. ศาสตราจารยน ชุ นารถ ศรวี งศิตานนท กรรมการ
6. รองศาสตราจารยดวงฤดี ฉายสุวรรณ กรรมการ
7. รองศาสตราจารยพงศศักดิ์ หนพู นั ธ กรรมการ
8. รองศาสตราจารยอภนิ ติ ิ โชตสิ งั กาศ กรรมการ
9. รองศาสตราจารยว รดร วฒั นพานชิ กรรมการ
10. รองศาสตราจารยจนั ทรศ ริ ิ สิงหเถื่อน กรรมการ
11. รองศาสตราจารยกฤษณะ ไวยมัย กรรมการ
12. ผชู ว ยศาสตราจารยวรี ชยั ชัยวรพฤกษ กรรมการ
13. นายพสษิ ฐ สบื สวุ งศ กรรมการและเลขานุการ
14. นางสาวสุทัตตา พาหมุ นั โต กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ
15. นางชตุ ิณทั ขนุ ทอง กรรมการและผชู วยเลขานกุ าร
16. นางสาวพัชรียา บบุ ผาชาติ กรรมการและผชู วยเลขานุการ
17. นางดารณี ยงยนื
11.3 สาขาอตุ สาหกรรมเกษตร ประธานกรรมการ
1. ผูช ว ยศาสตราจารยข นิษฐา วชั ราภรณ รองประธานกรรมการ
2. รองศาสตราจารยสุนทรี สุวรรณสิชณน รองประธานกรรมการ
3. รองศาสตราจารยพรธิภา องคค ณุ ารักษ กรรมการ
4. รองศาสตราจารยเสาวณีย เลิศวรสิริกุล กรรมการ
5. รองศาสตราจารยสุดสาย ตรีวานิช กรรมการ
6. รองศาสตราจารยประกิต สุขใย กรรมการ
7. ผูชวยศาสตราจารยธนติ พุทธพงษศริ ิพร กรรมการ
8. ผชู ว ยศาสตราจารยกรทพิ ย วัชรปญญาวงศ เตชะเมธกี ลุ กรรมการ
9. นางสาวภัทรินทร ลลี าภวิ ัฒน กรรมการ
10. นางสาวพรรณภทั ร พรหมเพ็ญ กรรมการ
11. นางสาวสุมัลลกิ า โมรากุล กรรมการ
12. นางสาวสุวมิ ล เจรญิ สทิ ธ์ิ
13. นายนิพัฒน ลม้ิ สงวน กรรมการ
14. นายประมวล ทรายทอง กรรมการ
15. นางสาวนฏั พร ขนนุ กอน กรรมการ
16. นางสาวสพุ นิดา วินิจฉยั กรรมการ
17. รองศาสตราจารยณัฐดนัย หาญการสุจรติ กรรมการและเลขานุการ
18. นางดวงสมร นามกระโทก กรรมการและผูชว ยเลขานกุ าร
19. นางศศธิ ร พลโยธา กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ
11.4 สาขาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม ท่ีปรกึ ษา
1. ผูชว ยศาสตราจารยกอบศักดิ์ วันธงไชย ท่ีปรกึ ษา
2. ผูชวยศาสตราจารยส รุ ัตน บวั เลศิ ประธานกรรมการ
3. ผูชว ยศาสตราจารยสาพิศ ดลิ กสัมพนั ธ รองประธานกรรมการ
4. นายณัฐวฒั น คลงั ทรัพย กรรมการ
5. รองศาสตราจารยวัฒนชัย ตาเสน กรรมการ
6. ผชู ว ยศาสตราจารยอ รอนงค ผวิ นิล กรรมการ
7. ผูชว ยศาสตราจารยไ ตรรตั น เนียมสวุ รรณ กรรมการ
8. ผูชวยศาสตราจารยน ฤมล แกวจําปา กรรมการ
9. ผชู วยศาสตราจารยน ติ ยา เม้ียนมิตร กรรมการ
10. ผชู วยศาสตราจารยป ระไพพิศ ชัยรตั นมโนกร กรรมการ
11. ผชู ว ยศาสตราจารยพ ยตั ติพล ณรงคะชวนะ กรรมการ
12. ผูชว ยศาสตราจารยพ รเทพ เหมอื นพงษ กรรมการ
13. นางสาวแอน กําภู ณ อยธุ ยา กรรมการ
14. นายกฤษฎาพันธุ ผลากิจ กรรมการ
15. นายปวรี คลอ งเวสสะ กรรมการ
16. นายวรงค สุขเสวต กรรมการ
17. นายสุธี จรรยาสทุ ธิวงศ กรรมการและเลขานุการ
18. นางสาวละอองดาว เถาวพ ิมาย กรรมการและผชู ว ยเลขานกุ าร
19. นางสาวจนิ ตลา กลนิ่ หวล กรรมการและผูช วยเลขานุการ
20. นางสาวศริ ภัสสร ชมเชย
12. กรรมการหมวดวิชาการมนุษยศาสตร สังคมศาสตร และศึกษาศาสตร
12.1 สาขาเศรษฐศาสตรและบรหิ ารธุรกจิ
1. รองศาสตราจารยภัทรกิตติ์ เนตนิ ิยม ท่ีปรึกษา
2. ผูชวยศาสตราจารยนชุ นาถ ม่งั ค่ัง ท่ปี รกึ ษา
3. ผชู วยศาสตราจารยห ฤทยั นําประเสรฐิ ชัย ทีป่ รกึ ษา
4. ผูชว ยศาสตราจารยธ ีรารตั น วรพเิ ชฐ ทปี่ รกึ ษา
5. ผชู ว ยศาสตราจารยพ ทิ วสั เอื้อสังคมเศรษฐ ทปี่ รกึ ษา
6. ผชู ว ยศาสตราจารยก มลพรรณ แสงมหาชัย ปรกึ ษา
7. ผูช ว ยศาสตราจารยศรายทุ ธ เรืองสุวรรณ ท่ปี รกึ ษา
8. ผชู ว ยศาสตราจารยพลวฒั น เลศิ กุลวัฒน ประธานกรรมการ
9. รองศาสตราจารยป ระพิณวดี ศิริศุภลักษณ รองประธานกรรมการ
10. รองศาสตราจารยทพิ ยร ตั น เลาหวิเชยี ร กรรมการ
11. ผชู วยศาสตราจารยณ ฐั วฒุ ิ ควู ฒั นเธียรชยั กรรมการ
12. ผชู ว ยศาสตราจารยธงชัย ศรวี รรธนะ กรรมการ
13. ผูชวยศาสตราจารยศ ภุ ฤกษ สุขสมาน กรรมการ
14. นางสาวกรรณิกา มติ รปลอง กรรมการ
15. นางสาวปรารถนา ประสงคส ิน กรรมการและเลขานุการ
16. นางสาวอรการณ วรี ะชยาภรณ กรรมการและผูชว ยเลขานุการ
17. นายทองปาน ขันตกี รม กรรมการและผูชว ยเลขานกุ าร
18. นายฉตั รชยั พว งพลับ กรรมการและผชู ว ยเลขานกุ าร
19. นางสาวอารยี สีแสงมขุ กรรมการและผูชว ยเลขานุการ
20. นางลัดดา ปญ ทะภรู ีเวท กรรมการและผชู วยเลขานกุ าร
12.2 สาขาศึกษาศาสตร ท่ีปรึกษา
1. คณบดคี ณะศึกษาศาสตร ท่ปี รึกษา
2. คณบดีคณะศกึ ษาศาสตรและพัฒนศาสตร ที่ปรกึ ษา
3. รองคณบดฝี ายบรหิ าร คณะศึกษาศาสตร ทป่ี รกึ ษา
4. รองคณบดฝี า ยวิชาการ คณะศกึ ษาศาสตร ท่ปี รึกษา
5. รองศาสตราจารยพรทิพย ไชยโส ประธานกรรมการ
6. ผูชว ยศาสตราจารยพ กิ ุล เอกวรางกูร รองประธานกรรมการ
7. รองศาสตราจารยว รรณดี สุทธนิ รากร กรรมการ
8. รองศาสตราจารย นาวาอากาศโท สมุ ิตร สุวรรณ
9. รองศาสตราจารยศศเิ ทพ ปต ิพรเทพิน กรรมการ
10. รองศาสตราจารยจ ิตตนิ นั ท บญุ สถริ กลุ กรรมการ
11. รองศาสตราจารยช าตรี ฝายคาํ ตา กรรมการ
12. ผชู ว ยศาสตราจารยส ทิ ธิกร สมุ าลี กรรมการ
13. ผูช ว ยศาสตราจารยบญุ เลิศ อทุ ยานิก กรรมการ
14. ผูช ว ยศาสตราจารยวตั สาตรี ดถิ ยี นต กรรมการ
15. ผชู วยศาสตราจารยวารุณี ลภั นโชคดี กรรมการ
16. ผชู วยศาสตราจารยฉ ัตรศิริ ปย ะพิมลสิทธิ์ กรรมการ
17. ผูช วยศาสตราจารยองั คณา ขันตรีจติ รานนท กรรมการ
18. นางสาวสถดิ าพร คาํ สด กรรมการ
19. นางสาวฐาปณีย แสงสวา ง กรรมการ
20. นางสาวธนนันท ธนารชั ตะภมู ิ กรรมการ
21. นายชศู กั ดิ์ เอื้องโชคชยั กรรมการ
22. นางสาวสุวรรณา ปรมาพจน กรรมการและเลขานุการ
23. นายณรงคศักด์ิ หวังรตั นปราณี กรรมการและผชู ว ยเลขานุการ
24. นายธรี ะภัณฑ ศริ ิสวุ รรณ กรรมการและผชู ว ยเลขานกุ าร
12.3 สาขามนุษยศาสตรแ ละสังคมศาสตร ทปี่ รกึ ษา
1. คณบดคี ณะมนุษยศาสตร ทป่ี รกึ ษา
2. คณบดคี ณะสงั คมศาสตร ประธานกรรมการ
3. นางวัณณนา สนุ ทรนฤรังษี รองประธานกรรมการ
4. รองศาสตราจารยโ กวิทย พมิ พวง กรรมการ
5. รองศาสตราจารยว ิไลศกั ดิ์ ก่งิ คาํ กรรมการ
6. รองศาสตราจารยกังสดาล เชาววฒั นกุล กรรมการ
7. ผูชว ยศาสตราจารยบารมี อรยิ ะเลิศเมตตา กรรมการ
8. ผูชว ยศาสตราจารยเ ทพทวี โชควศิน กรรมการ
9. ผูชว ยศาสตราจารยบญุ เลศิ วิวรรณ กรรมการ
10. ผชู ว ยศาสตราจารยม รสิ สา พงษศ ริ กิ ลุ กรรมการ
11. ผชู ว ยศาสตราจารยปนนั ดา เลอเลศิ ยตุ ธิ รรม กรรมการ
12. ผูชว ยศาสตราจารยก ติ ตนิ าถ เรขาลิลิต กรรมการ
13. ผชู ว ยศาสตราจารยนชุ นารถ รัตนสุวงศช ยั กรรมการ
14. ผูชวยศาสตราจารยภ รู วิ ัจน เดชอมุ
15. ผูชว ยศาสตราจารยเ ฉลมิ ขวญั สิงหว ี กรรมการ
16. ผูช วยศาสตราจารยณฐั วรี บนุ นาค กรรมการ
17. นางสาววริ ิยา หลา เพชร กรรมการ
18. นายขจร ฝา ยเทศ กรรมการ
19. นางวรรณา ศลิ ามาตร กรรมการ
20. นางสาวฐิตริ ัตน สพุ ลธวณิชย กรรมการ
21. นางสาวตรสี ุคนธ ศิรทิ รัพย กรรมการ
22. นายสตั ยา สวัสดผิ ล กรรมการ
23. นางสาวจรยิ า สพุ รรณ กรรมการ
24. นางสาวศรีวรรณ บญุ ประเสรฐิ กรรมการ
25. นางสาวผาณติ า ชัยดเิ รก กรรมการ
26. นายพรนริน พลู ภริ มย กรรมการ
27. นางรชั ดาภรณ เหงาพรหมมินทร กรรมการ
28. นางสาวนภาภรณ หาญวริ ุฬห กรรมการ
29. นางสพุ ิญญา กาวไธสง กรรมการ
30. นายเกษม ทบั ทิมศรี กรรมการ
31. นายวิรยิ ะ คงสมบรู ณ กรรมการ
32. นายศักดา นาคํา กรรมการ
33. นางสาวสมัย สุวรรณทอง กรรมการ
34. นางสาวอภิชา ชตุ ิพงศพิสิฏฐ กรรมการ
35. นางสาวธีรพร ชน่ื พี กรรมการ
36. นางสาวพรพรรณ เหมะพันธุ กรรมการ
37. นางสาวพรรณรัตน ดษิ ฐเ จริญ กรรมการ
38. นายภาณพุ งศ ปยาพนั ธ กรรมการ
39. นางสาวนันทยิ า อาภานันท กรรมการ
40. นางสาวกมลนติ ย ลิมปรังษี กรรมการ
41. นางสาวนภัสสร รักวรนติ กรรมการ
42. นายสรศักดิ์ มงคลสมบูรณ กรรมการ
43. นางสาวนิภาพร อินคะเณย กรรมการ
44. นางสาวพทิ ชญา สารภิรมย กรรมการ
45. นายตโิ รธ ทองนวล กรรมการและเลขานุการ
46. นางสาวสายทิพย เหลาทองมีสกุล กรรมการและผูชว ยเลขานกุ าร
สาขาศกึ ษาศาสตร: ผทู รงคุณวฒุ ิภายใน รายช่อื ผูทรงคณุ วุฒิ
1. รศ.ดร.ปทมาวดี เลห มงคล ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
2. รศ.ดร.ชาตรี ฝายคาํ ตา ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
3. รศ.ดร.ชานนท จันทรา ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
4. รศ.ดร.อจั ฉรา นยิ มาภา ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
5. ผศ.ดร.ชนศิ วรา เลิศอมรพงษ ภาควชิ าการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
6. ผศ.ดร.สทิ ธกิ ร สมุ าลี ภาควชิ าการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
7. ผศ.ดร.ฉัตรศิริ ปย ะพิมลสิทธิ์ ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
8. รศ.ดร.พงศประพันธ พงษโสภณ ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
9. ผศ.ดร.วารุณี ลัภนโชคดี ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
10. ผศ.ดร.ทรงชยั อกั ษรคิด ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
11. รศ.ดร.จรี ะวรรณ เกษสิงห ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
12. ผศ.ดร.เอกรตั น ทานาค ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
13. ผศ.ดร.ชลาธปิ สมาหิโต ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
14. ผศ.ดร.พกิ ลุ เอกวรางกรู ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
15. รศ.ดร.ศศิเทพ ปติพรเทพิน ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
16. ผศ.ดร.เอกภมู ิ จนั ทรขนั ตี ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
17. ผศ.ดร.อดุ มลกั ษม กลู ศรโี รจน ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
18. ผศ.ดร.พงศธร มหาวจิ ติ ร ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
19. รศ.ดร.จิตตินนั ท บญุ สถริ กุล ภาควชิ าจติ วิทยาการศึกษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร
20. รศ.ดร.สตู ิเทพ ศิรพิ ิพฒั นกุล ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
21. ผศ.ดร.วตั สาตรี ดถิ ียนต ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร
22. รศ.ดร.ณัฐพล ราํ ไพ ภาควชิ าเทคโนโลยีการศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร
23. ผศ.ดร.กอบกุล สรรพกจิ จํานง ภาควชิ าเทคโนโลยกี ารศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร
24. รศ.ดร.ภทั รวรรธน จรี พฒั นธ นธร ภาควชิ าอาชวี ศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร
25. รศ.ดร.นลินรตั น รกั กศุ ล ภาควิชาอาชวี ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร
26. ผศ.ดร.องั คณา ขนั ตรีจติ รานนท ภาควชิ าอาชีวศึกษา คณะศึกษาศาสตร
สาขาศึกษาศาสตร: ผูทรงคุณวุฒภิ ายนอก
1. ศ.ดร.บญุ เรียง ขจรศิลป ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
2. ศ.ดร.สมบตั ิ กาญจนกิจ คณะวิทยาศาสตรการกีฬา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย
3. รศ.ดร.สมสรร วงษอ ยูน อ ย สํานกั ทดสอบทางการศึกษาและจติ วิทยา
4. รศ.ดร.ภาวิณี ศรีสุขวฒั นานันท มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒประสานมิตร
5. รศ.ปภสั วดี วรี กิตติ ภาควชิ าการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
6. รศ.ดร.สิริพร ทพิ ยคง ภาควิชาอาชวี ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
7. รศ.ดร.วิกร ตณั ฑวุฑโฒ ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ภาควิชาอาชวี ศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
8. รศ.ชาญชัย ขันติศิริ ภาควชิ าพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
9. รศ.ดร.พรทิพย ไชยโส ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
10. รศ.ดร.ดารณี อทุ ัยรตั นกิจ ภาควชิ าจิตวิทยาการศกึ ษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร
11. รศ.อลิสา นิติธรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
12. รศ.ดร.บญุ สง โกสะ ภาควิชาพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
13. รศ.เจษฎา เจียระนัย ภาควชิ าพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
14. รศ.ดร.สุวิมล ตงั้ สจั จพจน ภาควชิ าพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
15. รศ.สายสมร ศรีสุขประเสรฐิ ภาควิชาพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
16. รศ.ดร.มธรุ ส จงชยั กจิ ภาควชิ าอาชีวศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
17. ผศ.ดร.แมนมาศ ลีลสัตยกุล ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
18. ผศ.ดร.สภุ าพ ฉตั ราภรณ ภาควชิ าการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร
19. ผศ.ดร.นฤมล ยุตาคม ภาควิชาอาชวี ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
20. รศ.ดร.กรรวี บุญชัย ภาควชิ าการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
21. รศ.ดร.ณรงค สมพงษ ภาควชิ าพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
22. รศ.จงกล แกนเพ่มิ ภาควิชาเทคโนโลยกี ารศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร
23. ศ.เจรญิ กระบวนรตั น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
24. รศ.ดร.สรุ ชัย จวิ เจรญิ สกลุ ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร
26. ผศ.ดร.กานดา สกุลธนะศักดิ์ มัวร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
26. Prof. Dr. Susan Jungck ภาควิชาพลศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ภาควิชาอาชวี ศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
27. Prof. Dr. Edwin Rosenberg ภาควชิ าการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
Department of Interdisciplinary Studies in Curriculum &
Instruction, and Foundations and Research,
Department National College of Education,
National Louis University, USA
Department of Sociology, Appalachian State University, USA
Subject: Education (Internal) Editorial Board
1. Assoc.Prof.Dr.Pattamavadi Lehmongkol 2. Assoc.Prof.Dr.Chatree Faikhamta
3. Assoc.Prof.Dr.Charnon Chuntra 4. Assoc.Prof.Dr.Achara Niyamabha
5. Asst.Prof.Dr.Chanisvara Lertamornpong 6. Asst.Prof.Dr.Sitthikorn Sumalee
7. Asst.Prof.Dr.Chatsiri Piyapimonsit 8. Assoc.Prof.Dr.Pongprapan Pongsophon
9. Asst.ProfDr.Warunee Lapanachockdee 10. Asst.ProfDr.Songchai Ugsonkid
11. Assoc.Prof.Dr.Jeerawan Ketsing 12. Asst.Prof.Dr.Akekarat Tanak
13. Asst.Prof.Dr.Chalatip Samahito 14. Asst.Prof.Dr.Pikun Ekwarangkoon
15. Assoc Prof.Dr.Sasithep Pitiporntapin 16. Asst.Prof.Dr.Ekgapoom Jantarakantee
17. Asst.Prof.Dr.Udomluk Koolsriroj 18. Asst.Prof.Dr.Pongsatorn Mahavijit
19. Assoc.Prof.Dr.Jittinun Boonsathirakul 20. Assoc.Prof.Dr.Sutithep Siripipattanakoon
21. Asst.Prof.Dr.Watsatree Diteeyont 22. Assoc.Prof.Dr.Nattapon Rumpai
23. Asst.Prof.Dr.Kobkul Sunphakitjumnong 24. Assoc.Prof.Dr.Pattarawat Jeerapattanatorn
25. Assoc.Prof.Dr.Nalinrat Rakkusol 26. Asst.Prof.Dr.Angkhana Khantreejitranon
Subject: Education (External) 2. Prof.Dr.Sombat Karnjanakit
1. Prof.Dr.Boonreang Kajornsin 4. Assoc.Prof.Dr.Pawinee Srisukvatananan
3. Assoc.Prof.Dr.Somson Wongyounoi 6. Assoc.Prof.Dr.Siriporn Thipkong
5. Assoc.Prof.Papatvadi Weerakitti 8. Assoc.Prof.Chanchai Khuntisiri
7. Assoc.Prof.Dr.Vikorn Tantawutho 10. Assoc.Prof.Dr.Daranee Utairatanakit
9. Assoc.Prof.Dr.Porntip Chaiso 12. Assoc.Prof.Dr.Boonsong Kosa
11. Assoc.Prof.Alisa Nititham 14. Assoc.Prof.Dr.Suvimol Tangsujjapoj
13. Assoc.Prof.Jessada Learranai 16. Asst.Prof.Dr.Maturos Chongchaikit
15. Asst.ProfSaisamon Srisukprasert 18. Asst.Prof.Dr.Suparp Chatraphorn
17. Asst.Prof.Dr.Mantmart Leesatayakun 20. Assoc.Prof.Dr.Kornrawee Boonchai
19. Asst.Prof.Dr.NaruemonYutakom 22. Assoc.Prof.Jongkol Kanperm
21. Assoc.Prof.Dr.Narong Sompong 24. Assoc.Prof.Dr.Surachai Jewcharoensakul
23. Prof.Charoen Krabuanrat 26. Prof.Dr.Susan Jungck
25. Asst.Prof.Dr.Kanda Sakulthanasakdi Moore
27. Prof.Dr.Edwin Rosenberg
สาขาเศรษฐศาสตร: ผูทรงคุณวฒุ ิภายใน ผทู รงคณุ วุฒิ
1. ผศ.ดร.ธนสิน ถนอมพงษพันธ คณะเศรษฐศาสตร
2. ดร.นวรัตน เต็มสมั ฤทธ์ิ คณะเศรษฐศาสตร
3. ผศ.ดร.อรรถสดุ า เลิศกลุ วัฒน คณะเศรษฐศาสตร
4. ผศ.ดร.อรณุ ี ปญ ญสวสั ดส์ิ ุทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร
5. รศ.ดร.กนกวรรณ จันทรเ จรญิ ชัย คณะเศรษฐศาสตร
6. รศ.อุนกัง แซลม้ิ คณะเศรษฐศาสตร
7. ผศ.ดร.สณั หะ เหมวนชิ คณะเศรษฐศาสตร
8. ดร.ดุษณี เกศวยธุ คณะเศรษฐศาสตร
9. ดร.ยวุ ลกั ษณ เศรษฐบ ุญสรา ง คณะเศรษฐศาสตร
10. รศ.ดร.โสมสกาว เพชรานนท คณะเศรษฐศาสตร
11. รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานชิ คณะเศรษฐศาสตร
12. ผศ.ดร.มานะ ลกั ษมีอรโุ ณทยั คณะเศรษฐศาสตร
13. ผศ.ดร.กมั ปนาท วิจิตรศรีกมล คณะเศรษฐศาสตร
14. ผศ.ดร.สนั ติ แสงเลิศไสว คณะเศรษฐศาสตร
15. รศ.ดร.ประพณิ วดี ศริ ิศภุ ลักษณ คณะเศรษฐศาสตร
16. ผศ.ดร.วศิ ษิ ฐ ล้ิมสมบญุ ชยั คณะเศรษฐศาสตร
17. รศ.ดร.อิทธพิ งศ มหาธนเศรษฐ คณะเศรษฐศาสตร
Subject: Economics (Internal) Editorial Board
1. Asst.Prof.Dr.Thanasin Tanompongphandh 2. Dr.Navarat Temsumrit
3. Asst.Prof.Dr.Attasuda Lerskullawat 4. Asst.Prof.Dr.Arunee Punyasavatsut
5. Assoc.Prof.Dr.Kanokwan Chancharoenchai 6. Assoc.Prof.Aunkung Saelim
7. Asst.Prof.Dr.Sanha Hemvanich 8. Dr.Dusanee Kesavayuth
9. Dr.Yuvaluck Setboonsrung 10. Assoc.Prof.Dr.Somskaow Bejranonda
11. Assoc.Prof.Dr.Witsanu Attavanich 12. Asst.Prof.Dr.Mana Luksamee-arunothai
13. Asst.Prof.Dr.Kampanat Vijitsrikamol 14. Asst.Prof.Dr.Santi Sanglestsawai
15. Assoc.Prof.Dr.Prapinwadee Sirisupluxna 16. Asst.Prof.Dr.Visit Limsombunchai
17. Assoc.Prof.Dr.Itthipong Mahathanaseth
สาขาบรหิ ารธรุ กิจ: ผทู รงคุณวุฒิภายใน ผูท รงคุณวุฒิ
1. ดร.ยอดมนี เทพานนท คณะบรหิ ารธรุ กิจ
2. ผศ.ดร.วรัญพงศ บญุ ศิรธิ รรมชยั คณะบรหิ ารธุรกิจ
3. ดร.อรวี ศรบี ญุ ลือ คณะบริหารธรุ กิจ
4. ดร.เอกภทั ร มานติ ขจรกิจ คณะบรหิ ารธุรกจิ
5. ผศ.ดร.พรวรรณ นนั ทแพศย คณะบรหิ ารธุรกจิ
6. รศ.ดร.ภัทรกติ ติ์ เนตินิยม คณะบรหิ ารธุรกจิ
7. วา ท่รี อ ยตรี ดร. จุล ธนศรวี นิชชยั คณะบริหารธุรกจิ
8. ดร.ชลลดา สัจจานติ ย คณะบริหารธรุ กจิ
9. ดร.สุชัญญา สายชนะ คณะบริหารธรุ กิจ
10. ผศ.ดร.ธีรารตั น วรพิเชฐ คณะบริหารธุรกจิ
11. ผศ.ดร.ธงชยั ศรีวรรธนะ คณะบรหิ ารธุรกจิ
12. ผศ.ดร.ประพมิ พรรณ ลิ่มสุวรรณ คณะบรหิ ารธุรกิจ
13. ผศ.ดร.สวสั ด์ิ วรรณรัตน คณะบริหารธรุ กิจ
14. ดร.ปานิสรา ทติ าทร คณะบรหิ ารธุรกจิ
15. รศ.ดร.ยุรพร ศทุ ธรัตน คณะบรหิ ารธรุ กจิ
16. ผศ.ดร.พทิ วัส เอื้อสงั คมเศรษฐ คณะบริหารธุรกจิ
17. ผศ.ดร.กมลพรรณ แสงมหาชยั คณะบริหารธรุ กิจ
18. ดร.วุฒไิ กร งามศริ ิจติ ต คณะบริหารธรุ กิจ
สาขาบรหิ ารธุรกิจ: ผทู รงคุณวุฒิภายนอก มหาวทิ ยลยั นเรศวร
1. ดร.ณฏั ฐณิ ี ธรรมปญญา
2. ผศ.ดร.ธีรพรรณ อึง๊ ภากรณ มหาวทิ ยลัยมหาสารคาม
3. ผศ.ดร.วรรณรพี บานชนื่ วจิ ิตร มหาวทิ ยลัยหอการคาไทย
4. ผศ.ดร.ปราณี เอ่ียมละออภกั ดี มหาวทิ ยลยั หอการคาไทย
5. ผศ.ดร.โรจนศกั ด์ิ โฉมวไิ ลลกั ษณ มหาวิทยลัยหอการคา ไทย
6. ผศ.ดร.สวรส ศรสี ตุ โต มหาวิทยลัยหอการคาไทย
7. รศ.ดร.นภวรรณ คณานุรักษ มหาวิทยลยั หอการคาไทย
8. ดร.อศั วณิ ปสุธรรม มหาวิทยาลัยหอการคาไทย
9. ผศ.ดร.อศั วนิ วงศวิวฒั น มหาวทิ ยาลยั ศรปี ทุม
10. ดร.แสงดาว ประสิทธสิ ขุ มหาวิทยลยั หอการคา ไทย
11. ดร.จรัชวรรณ จันทรัตน มหาวิทยลัยหอการคา ไทย
12. ดร.ศักดพิ ล เจือศรกี ุล มหาวิทยลยั หอการคาไทย
13. ดร.ชชั วลั วงศวฒั นกจิ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร
Editorial Board
Subject: Business Administration (Internal)
1. Dr.Yodmanee Tepanon 2. Asst.Prof.Dr.Waranpong Boonsiritomachai
3. Dr.Orawee Sriboonlue 4. Dr.Eakapat Manitkajornkit
5. Asst.Prof.Dr.Pornwan Nunthaphad 6. Assoc.Prof.Dr.Pattaragit Netiniyom
7. Dr.Jul Thanasrivanitchai 8. Dr.Chonlada Sajjanit
9. Dr.Suchanya Saichana 10. Asst.Prof.Dr.Thirarut Worapishet
11. Asst.Prof.Dr.Thongchai Srivardhana 12. Asst.Prof.Dr.Prapimpun Limsuwan
13. Asst.Prof.Dr.Sawat Wanarat 14. Dr.Panisara Thitatorn
15. Assoc.Prof.Dr.Yuraporn Sudharatna 16. Asst.Prof.Dr.Pittawat Ueasangkomsate
17. Asst.Prof.Dr.Kamolbhan Sangmahachai 18. Dr.Wuttigrai Ngamsirijit
Editorial Board
Subject: Business Administration (External)
1. Dr.Natthinee Thampanya 2. Asst.Prof.Dr.Teerapan Ungphakorn
3. Asst.Prof.Dr.Wanrapee Banchuenvijit 4. Asst.Prof.Dr.Pranee Eamlaorpakdee
5. Asst.Prof.Dr.Rojanasak Chomvilailuk 6. Asst.Prof.Dr.Sawaros Srisutto
7. Assoc.Prof.Dr.Napawan Kananurak 8. Dr.Asawin Pasutham
9. Asst.Prof.Dr.Asawin Wongwiwat 10. Dr.Saengdow Prasittisuk
11. Dr.Jaratchwahn Jantarat 12. Dr.Sakdipon Juasriku
13. Dr.Chatchawan Wongwattanakit
สาขามนษุ ยศาสตร: ผทู รงคุณวฒุ ภิ ายใน ผูทรงคณุ วฒุ ิ
1. รศ.ดร.มนตรี ต้ังพิชยั กุล ภาควชิ าภาษาตา งประเทศ คณะมนุษยศาสตร
2. ผศ.ดร.ปนันดา เลอเลิศยตุ ิธรรม ภาควิชาภาษาศาสตร คณะมนษุ ยศาสตร
3. ผศ.ดร.จริ พร ธนะรชั ตกิ ารนนท ภาควิชาภาษาตางประเทศ คณะมนุษยศาสตร
4. ผศ.ดร.กิตตินาถ เรขาลิลติ ภาควชิ าภาษาตางประเทศ คณะมนุษยศาสตร
5. ผศ.ศลษิ า เตรคพุ พทุ ธพงษศ ิริพร ภาควชิ าภาษาตา งประเทศ คณะมนุษยศาสตร
6. อาจารย ดร.ปญ จนสิ ภ ใจเผ่อื แผ ภาควชิ าภาษาตางประเทศ คณะมนุษยศาสตร
7. อาจารย ดร.ศภุ ารยี อิ่มพิทักษ ภาควชิ าภาษาตา งประเทศ คณะมนุษยศาสตร
8. อาจารย ดร.ณิชยา วัฒนวรกจิ กลุ ภาควชิ าภาษาตางประเทศ คณะมนุษยศาสตร
9. อาจารย ดร.กฤษฏ์ิ ชยั รตั น ภาควิชาภาษาตา งประเทศ คณะมนุษยศาสตร
10. อาจารย ดร.ขจร ฝา ยเทศ ภาควิชานิเทศศาสตรแ ละสารสนเทศศาสตร
คณะมนษุ ยศาสตร
สาขามนุษยศาสตร: ผูทรงคุณวุฒิภายนอก วทิ ยาลยั นิเทศศาสตร มหาวทิ ยาลยั รงั สิต
1. รศ.ดร.กฤษณ ทองเลิศ คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
2. รศ.ดร.อภิศกั ด์ิ ภพู พิ ัฒน สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
3. รศ.ดร.ศุภกรณ ภูเจรญิ ศลิ ป นกั วชิ าการอิสระ (ภาษาองั กฤษ)
4. ผศ.ดร.ภทั ราพร ตะ ปนตา สถาบนั ภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร
5. ผศ.ดร.รัชชาภรณ รตั นภุมมะ คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยพะเยา
6. ผศ.ดร.เพ็ญนภา คลายสิงโต คณะอกั ษรศาสตร มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
7. อาจารยอ าภากร หาญนภาชีวิน
Subject: Humanities (Internal) Editorial Board
1. Assoc.Prof.Dr.Montri Tangpijaikul 2. Asst.Prof.Dr.Pananda Lerlertyuttitham
3. Asst.Prof.Dr.Jiraporn Thanarachtikarnnon 4. Asst.Prof.Dr.Kittinata Rhekhalilit
5. Asst.Prof.Salisa Taeracoop Puthpongsiriporn 6. Dr.Panjanit Chaipuapae
7. Dr.Suparee Impithuksa 8. Dr.Nitchaya Watanavorakijkul
9. Dr.Krisdi Chairatana 10. Dr.Kajohn Faivtes
Subject: Humanities (External) 2. Assoc.Prof.Dr. Apisak Phoopipat
1. Assoc.Prof.Dr.Grit Thonglert 4. Asst.Porf.Dr.Pataraporn Tapinta
3. Assoc.Prof.Dr.Supakorn Phoocharoensil 6. Asst.Porf.Dr.Phennapa Khlaisingto
5. Asst.Porf.Dr.Ratchaporn Rattanaphumma
7. Ajarn Arphakorn Hannapachewin
สาขาสงั คมศาสตร: ผูท รงคุณวฒุ ภิ ายใน ผทู รงคุณวุฒิ
1. ผศ.ดร.ปุรินทร นาคสิงห ภาควชิ าสังคมวิทยาและมานุษยวทิ ยา คณะสังคมศาสตร
2. อาจารย ดร.อภิชา ชตุ พิ งศพสิ ฏิ ฐ ภาควิชาประวตั ิศาสตร คณะสังคมศาสตร
3. อาจารย ดร.สายทพิ ย เหลาทองมีสกลุ ภาควชิ าจิตวทิ ยา คณะสงั คมศาสตร
สาขาสงั คมศาสตร: ผทู รงคณุ วุฒิภายนอก นักวชิ าการอิสระ
1. ผศ.ดร.วรชยั วริ ิยารมภ นกั วชิ าการอสิ ระ
2. ผศ.สาวิตรี พิสณพุ งศ ภาควิชาวทิ ยาศาสตรป ระยกุ ตแ ละสังคม วิทยาลัย
3. อาจารย ดร.ประเวช ชุมเกสรกูลกิจ เทคโนโลยีอตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
พระจอมเกลาพระนครเหนือ
Subject: Social Sciences (Internal) Editorial Board
1. Asst.Prof.Purin Naksing
3. Dr.Saitib Lautongmeesakun 2. Dr.Apicha Chutipongpisit
Subject: Social Sciences (External)
1. Asst.Prof.Worragchai Wiriyaromp 2. Asst.Prof. Sawitri Pitsanupong
3. Dr.Prawech Chumkesornkulki
กรรมการฝา ยจดั ทาํ เอกสารทางวชิ าการ
1. ผอู ํานวยการสถาบันวจิ ัยและพัฒนา ทป่ี รกึ ษา
แหงมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ท่ปี รึกษา
(ผชู วยศาสตราจารย ดร. วราภา มหากาญจนกุล) ประธานกรรมการ
กรรมการ
2. รองผูอํานวยการฝายบรหิ าร กรรมการ
สถาบันวิจัยและพฒั นาแหง มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร กรรมการ
(รองศาสตราจารย ดร. เอกไท วโิ รจนส กลุ ชยั ) กรรมการ
กรรมการ
3. รองผูอํานวยการฝา ยเผยแพรงานวิจยั กรรมการ
สถาบันวจิ ัยและพฒั นาแหงมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร กรรมการ
(อาจารย ดร. วราพรรณ อภิศุภะโชค) กรรมการ
กรรมการ
4. ผูชว ยศาสตราจารย ดร. กติ ตนิ าถ เรขาลิลิต กรรมการ
5. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร. นทั ธช นนั นาถประทาน กรรมการ
6. ผูช ว ยศาสตราจารย ดร. ศรณั ยธร ศศิธรากรแกว กรรมการ
7. อาจารย ดร. ดลฤทัย เจยี รกุล กรรมการ
8. อาจารย ดร. ศริ ิพร เลิศไพศาลวงศ กรรมการ
9. อาจารยศุภพงศ ตันเงนิ กรรมการและเลขานุการ
10. วาทร่ี อยตรี ปย ะภัทร คงแสนคํา กรรมการและผชู ว ยเลขานกุ าร
11. นางสาวทิสยา ทศิ เสถยี ร กรรมการและผูชว ยเลขานุการ
12. นางสาววนิดา รัตตมณี
13. นายวิทวสั ยุทธโกศา
14. นายวโิ รตม เอ๊ียะตะกูล
15. นางสาวศภุ ิสรา เกียรติสนั ตสิ ขุ
16. นายนันทิศักดิ์ ประทีปสขุ
17. นางสาวรตกิ ร สมติ ไมตรี
18. นางสาวพิชชาอรฐ สิรชิ วี เกษร
19. นางสาวกญั ญารัตน สวุ รรณทปี
20. นางสาวพัชราภา รตั นวิญูภริ มย
“มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
เปน็ สถาบันท่มี ีปณิธานมุ่งมัน่ ในการสัง่ สม เสาะแสวงหา
และพัฒนาความรูใ้ ห้เกดิ ความเจรญิ งอกงามทางภมู ปิ ญั ญา
ท่เี พียบพรอ้ มด้วยวชิ าการ จรยิ ธรรม และคุณธรรม
ตลอดจนเปน็ ผู้ช้นี าํ ทิศทาง สืบทอดเจตนารมณ์ท่ีดขี องสังคม
เพ่ือความคงอยู่ ความเจรญิ
และความเปน็ อารยะของชาต”ิ
จัดโดย
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
ร่วมกับ
กระทรวงการอดุ มศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจยั และนวัตกรรม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
กระทรวงดิจทิ ัลเพ่ือเศรษฐกจิ และสงั คม
สํานักงานคณะกรรมการส่งเสรมิ วิทยาศาสตร์ วจิ ยั และนวตั กรรม
สาํ นักงานการวิจยั แห่งชาติ
ฝา่ ยเลขานกุ ารคณะกรรมการดําเนินการจัดการประชุมทางวชิ าการ ครั้งท่ี 59
สถาบนั วิจยั และพัฒนาแหง่ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
[email protected]
http://annualconference.ku.ac.th http://www.rdi.ku.ac.th