ฤๅตี่จบั จะไม่หวนคืน
ครั้งน้ันมีกีฬาประเภทใหม่ท่ีก�ำหนดให้แข่งขัน เรียกช่ือว่า ตี่จับและการละเล่นพ้ืนบ้านลักษณะคล้ายคลึงกันน้ี
“กาบดั ด”้ี มเี พยี งหกชาตทิ ล่ี งแขง่ คราวน ี้ คอื จนี ญปี่ นุ่ อนิ เดยี นอกจากจะให้ความสนุกสนาน ถือเป็นการออกก�ำลังกาย
บงั กลาเทศ ปากีสถาน และเนปาล ชิงไหวชิงพริบในเกมแล้ว ยังสามารถน�ำวิธีเล่นมาเป็นข้อคิด
ในการด�ำเนินชีวิตอีกด้วย น่ันคือ ถ้าเป็นฝ่ายรุกต้องผ่าน
เจ้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ในแปดคร้ังแรกคือญี่ปุ่น ฝง่ั ตรงขา้ มให้ได ้ ถ้าเป็นฝ่ายรับต้องจับฝา่ ยตรงขา้ มใหไ้ ด้
จากน้ันมาจีนครองต�ำแหน่งต่อเน่ืองจนถึงคร้ังท่ี ๑๗ เม่ือ
ปกี ลาย ดงั นนั้ จงึ ไมน่ า่ ขอ้ งใจวา่ ประเทศทง้ั สองนสี้ ง่ นกั กฬี าลง แม้ชาวไทยจะยืนยันว่ารู้จักต่ีจับ รู้ค่า และเห็น
แข่งกาบัดด้ีชิงกับประเทศเอเชียใต้ทั้งสี่ ที่ถือกันโดยนัยว่าม ี ประโยชน์ แต่หากจะค้นหากันจริงจังว่ายังมีถิ่นที่ใดเล่นต่ีจับ
กาบัดดเี้ ป็นกีฬาประจำ� ถิ่น กันอยู่บ้าง ก็แทบจะงมเข็มในมหาสมุทร แม้แต่การจัดงาน
แสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีไทยต่างๆ ก็มักนิยมสาธิต
แรกทีเดียว ผู้ชมกีฬานี้ต่างงุนงงและสงสัย แต่พอดู การละเลน่ พืน้ บ้านชนิดอืน่ ๆ มากกว่า
กีฬาชนิดน้ีได้สักพัก ชาวไทยเราต่างล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า
กาบดั ด้ี ก็คือ “ตจ่ี ับอินเตอร์” เมอื่ ยคุ สมยั เปลย่ี นไปอยา่ งฉบั ไว กด็ เู หมอื นวา่ ทกุ วนั น ้ี
ความนิยมชมและเชียร์กาบัดด้ีผ่านหน้าจอโทรทัศน์จะเข้ามา
เมอ่ื ถงึ เอเชยี นเกมส ์ ครงั้ ท ี่ ๑๓ ป ี ๒๕๔๑ มปี ระเทศไทย แทนทกี่ ารเล่นตี่จับเสยี แล้ว
เป็นเจ้าภาพ ทีมชาติกาบัดดี้ของไทยก็ได้เข้าร่วมการแข่งขัน
เปน็ ครงั้ แรก อ้างอิง
การกีฬาแห่งประเทศไทย. นิยามค�ำศัพท์กีฬา. กรุงเทพฯ : การกีฬาแห่ง
สมาคมกาบัดด้ีแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเม่ือป ี ประเทศไทย, ๒๕๔๔.
๒๕๔๑ ใช้กติกาเดียวกับกาบัดดี้สากล ไทยส่งทีมชาติเข้าร่วม ชชั ชยั โกมารทตั . กฬี าพนื้ เมอื งไทยภาคกลาง : ศกึ ษา และวเิ คราะหค์ วาม
แข่งขันเอเชียนเกมส์ เอเชียนอินดอร์เกมส์ และเอเชียน- เป็นมา วิธเี ลน่ และคุณค่า. กรุงเทพฯ : สถาพรบคุ ส,์ ๒๕๔๙.
บีชเกมส์เสมอมา โดยมีศูนย์ฝึกกีฬากาบัดด้ีทีมชาติไทย อยู่ท่ี ชัชชัย โกมารทตั , ฟอง เกิดแก้ว, ประพฒั น ์ ลักษณพิสุทธ.์ิ กฬี าพน้ื เมอื ง
สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ อ�ำเภอเมืองกระบี่ ไทย : ศึกษาและวิเคราะห์คุณค่าทางด้านพลศึกษา : รายงานการ
ทีมนักกีฬาหญิงเคยได้รับรางวัลสูงสุดคือเหรียญเงินจาก วิจัย. ทุนวิจัยรชั ดาภิเษกสมโภช, ๒๕๒๗.
การแขง่ ขนั กฬี าเอเชยี นเกมสค์ รง้ั ท ่ี ๑๖ และ ๑๗ ในป ี ๒๕๕๔ สมาคมกาบัดดี้แห่งประเทศไทย. ประวัติกีฬากาบัดดี้ในประเทศไทย.
และ ๒๕๕๗ ตามล�ำดับ ม.ป.ท., ม.ป.ป..
กาบัดดี้ได้รับการบรรจุในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติของ ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 49
ไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ในปีเดียวกันน้ีได้เริ่มมีการจัดการแข่งขัน
กาบัดดี้ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย “ชิงถ้วยพระราชทาน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ขึ้นเป็น
ครง้ั แรก และจดั ตอ่ เนอ่ื งทกุ ป ี อกี สว่ นหนง่ึ ทที่ ำ� ใหก้ าบดั ดเ้ี ปน็
ท่ีรู้จักแพร่หลายคือการสนับสนุนให้โรงเรียนมัธยมต่างๆ ท่ัว
ประเทศจัดการแข่งขันกีฬาประเภทน้ี และได้รับการบรรจุให้
เป็นกฬี าเยาวชนแห่งชาตนิ ับจากป ี ๒๕๕๐
แต่นับถึงปัจจุบัน กาบัดดี้ก็ยังไม่ได้รับการบรรจุไว้ใน
การแขง่ ขนั กฬี า “ซเี กมส”์ และยังไปไมถ่ ึงโอลมิ ปกิ
~ ข น บ ป ร ะ เ พ ณี
เรอื่ ง : รศ. ดร. สปุ าณ ี พดั ทอง
ภาพ : ประเวช ตนั ตราภิรมย์
๏ สบิ นว้ิ ประนมเหนอื เกศ ไหวค้ รวู เิ ศษทงั้ นอ้ ยใหญ ่ อปุ ชั ฌายอ์ าจารยจ์ ำ� ไว ้ ทใ่ี นจติ มนั่ กตญั ญ ู ครเู ลขอกั ษร
อนุสาสน์ ครูเพลงพิณพาทย์เพราะหู ครูโขนครูละคอนฟ้อนดู ครูหัดท่วงทีกระบ่ีกระบอง ครูหัดอาวุธยุทธนา
ครูวิชาเชิงช่างท้ังผอง ครูดีมีจิตคิดปอง ครูของข้าพเจ้าท้ังปวง ท่านสู้อุส่าห์อนุสาสน์ ให้เราฉลาดลุล่วง ท่าน
ปานประทปี เดน่ ดวง กรณุ าปานหว้ งชลาลยั เอน็ ดสู สู้ งั่ สอนศษิ ย ์ จะไดค้ ดิ เหนด็ เหนอ่ื ยกห็ าไม ่ ศษิ ยด์ มี คี วามอม่ิ ใจ
ศิษย์คร้านท่านไร้ความสบาย ศิษย์ดีเรียนได้ดังประสงค์ ก็เสริมส่งสรรเสริญดังหมาย ศิษย์ช่ัวมัวคิดสะดวกกาย
ท่านก็คิดพลอยอายไปด้วยกัน ท่านไซร้ให้ทรัพย์อันประเสริฐ คือวิชาดีเลิศกว่าสินสรรพ์ ไม่ควรลืมบุญคุณน้ัน
เคารพอภิวนั ทนท์ กุ เมือ่ ไปฯ
~�~
บทพระราชนิพนธ์ “คุณครูอาจารย์” ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(๒๕๐๓, น. ๑๖) ทอ่ี ญั เชญิ มาขา้ งตน้ ไดแ้ สดงความกตญั ญกู ตเวท ี ความเคารพยกยอ่ ง
ให้เกยี รติครอู าจารย์ผ้เู มตตาอบรมส่งั สอนให้ความรู้แก่ศิษย์ดว้ ยความกรณุ าเสยี สละ
อทุ ศิ ตน
คแลรูกะพับศิธีไษิ หยว ์ ค้ รู
50 วัฒนธ รม
หญา้ แพรกและดอกเข็ม
ยงั คงเป็นสญั ลักษณ์ส�ำคญั
คพู่ านไหว้ครูยุคน ี้
สว่ นดอกมะเขือนัน้ หายาก
ปจั จบุ ันจงึ มกั ถกู แทนท่ี
ด้วยมะเขือพวง
พิธีไหว้ครถู ือเปน็ พิธกี รรมสำ� คัญในสถาบนั การศกึ ษาของไทย
นับแต่ช้ันอนุบาลไปจนถึงระดบั อดุ มศกึ ษา
ก่อนหน้าการแสดงใดๆ
ตามประเพณกี ็ต้องมีการไหว้ครู
เพ่ือรำ� ลึกถงึ พระคุณครบู าอาจารย ์
และเปน็ ขวญั กำ� ลงั ใจแกน่ กั แสดง
ใหป้ ลอดพน้ จากอุปสรรคทั้งปวง
(ภาพ : วจิ ติ ต ์ แซเ่ ฮง้ )
กอ่ นจะมาเปน็ “คร”ู ครอู าจารย์ยอ่ มอนุเคราะห์ศษิ ย์ ดังน้ี
๑. ฝกึ ฝนแนะนำ� ให้เปน็ คนดี
“ครู” มีบทบาทหน้าที่ส�ำคัญในการอบรม ส่ังสอน ๒. สอนใหเ้ ขา้ ใจแจ่มแจ้ง
พฒั นา และสง่ เสรมิ ศษิ ย ์ ความหมายของค�ำวา่ “คร”ู สมั พนั ธ์ ๓. สอนศลิ ปวทิ ยาให้ส้ินเชงิ
กับบทบาทหน้าท่ี ดังค�ำอธิบายของนาวาเอก ทองย้อย ๔. ยกยอ่ งให้ปรากฏในหมู่คณะ
แสงสนิ ชยั (๒๕๕๗, น. ๒๙) กลา่ วไวอ้ ยา่ งละเอยี ดและชดั เจน ๕. สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ (สอนฝึกให้รู้จักเลี้ยง
วา่ ตัวรักษาตนในอันที่จะด�ำเนินชีวิตต่อไปด้วยดี รับรองความรู้
ความประพฤตใิ หเ้ ปน็ ทย่ี อมรบั ในการไปประกอบอาชพี ทเี่ ปน็
“ครุ” ใช้ในภาษาไทยเป็น “ครุ” = หนัก, ส�ำคัญ และ อยู่ไดด้ ้วยดี)
“คร”ู = คร ู คำ� บาล ี “คร”ุ ในยคุ หลงั ใชเ้ ปน็ “ครุ ”ุ ซง่ึ ตรงกบั รปู
คำ� สนั สกฤต = ครู “ครู” คือมิตรแท้
“ครุ” แปลว่า ๑. อวัยวะที่กางออกได้ = ปีกนก ในพระพุทธศาสนาจัดให้ครูอาจารย์เป็นกัลยาณมิตร
๒. ใหญ่, หนา, มาก, กว้างขวาง, หนัก, น้�ำหนักบรรทุก, คือเป็นมิตรดีหรือมิตรแท้ที่ส�ำคัญประเภทหนึ่ง คนท่ีคบหา
ส�ำคัญ ๓. ครู, ผ้สู อน, ผ้แู นะน�ำ, ผ้คู วรเคารพ สมาคมดว้ ยจะเกดิ ความดงี ามและความเจรญิ ดว้ ยคณุ สมบตั ิ
อันดีงามของครูอาจารย์ สรุปได้ดังน้ี (พระธรรมปิฎก (ป. อ.
“ครุ” ท่ีหมายถึง “ครู” แปลตามรากศัพท์ว่า ๑. ผู้ ปยุตฺโต), ๒๕๕๑, น. ๒๐๔–๒๐๕)
ลอยเด่น ๒. ผู้หล่ังความรู้ไปในหมู่ศิษย์ ๓. ผู้คายความรู้ให้
หมศู่ ษิ ย์ ๑. ปิโย คือน่ารัก ท�ำให้สบายใจ สนิทสนม อยาก
เขา้ ไปปรกึ ษา
“คร”ู จงึ แปลตามความหมายทรี่ บั รไู้ ดด้ ว้ ยความรสู้ กึ วา่
ผู้รับภาระอันหนัก, ผู้ควรแก่การเคารพนับถือ, ผู้ควรได้รับ ๒. ครุ คือน่าเคารพ ประพฤติสมควรแก่ฐานะ ก่อให้
การยกย่อง, ผูค้ วรใหค้ วามส�ำคัญ, ผคู้ วรแก่คา่ สูง เกดิ ความอบอนุ่ ใจ เปน็ ที่พงึ่ ได ้ และปลอดภยั
“ครู” ย่อมอนเุ คราะห์ศิษย์ ๓. ภาวนโี ย คอื นา่ ยกยอ่ ง เปน็ ผทู้ รงคณุ คอื ความรแู้ ละ
ภูมิปัญญาอย่างแท้จริง ได้ฝึกอบรมปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
ค�ำว่า “ครู” ของคนไทยยังมีความหมายถึง “ผู้เป็น ควรเอาอย่าง ท�ำให้ระลึกถึงและเอ่ยอ้างด้วยความซาบซ้ึง
เจา้ ของความรทู้ ไี่ ดม้ า” และ “เจา้ ของความรทู้ ตี่ นไดล้ กั จำ� เอามา ภาคภมู ใิ จ
หรือเป็นต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ ดังท่ีเรียกกันว่า ‘ครูพัก
ลกั จำ� ’ ‘ครพู กั อกั ษร’ อนั หมายถงึ เจา้ ของกลอนหรอื งานศลิ ปะ ๔. วตฺตา จ คือรู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักช้ีแจงให้เข้าใจ รู้
ที่ตนเองไปลอกหรือจ�ำเขามาเลียนแบบ” (สุกัญญา สุจฉายา, ว่าเม่ือใดควรพูดอะไร อย่างไร คอยให้ค�ำว่ากล่าวตักเตือน
๒๕๔๓, น. ๘๑) การทคี่ รรู บั ภาระอนั หนกั ในการอบรมสง่ั สอน เป็นท่ีปรึกษาทด่ี ี
ศิษย์ ครูจึงเป็นผู้ควรเคารพบูชา ความอนุเคราะห์ที่ครูให้แก่
ศิษย์มีมากพ้นประมาณ ดังพระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต) ๕. วจนกฺขโม คืออดทนต่อถ้อยค�ำ พร้อมจะรับฟัง
(๒๕๕๑, น. ๑๙๒–๑๙๓) อธบิ ายไวใ้ น พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ค�ำปรึกษา ซักถาม ค�ำเสนอ วิพากษ์วิจารณ์ อย่างอดทน
วา่ ไมเ่ บอ่ื หรือฉุนเฉียว
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 53
54 วัฒนธ รม
ในพิธไี หวค้ รูดนตรี
และนาฏศิลปไ์ ทย
จะมกี ารนำ� เอาเศยี รคร ู
ท้งั ทีเ่ ป็นเทพ ยักษ์ และฤๅษี
มาเป็นตวั แทนสิง่ ศักด์ิสิทธิ์
ทอี่ ัญเชญิ มารว่ มพธิ ี
รวมถงึ เครื่องดนตรีนานาชนดิ
(ภาพ : สมสงา่ ยาบา้ นแปง้ )
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 55
๖. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา คือสามารถอธิบายเร่ืองท ่ี ดอกไมธ้ ปู เทยี นพรอ้ มพานหมากพลใู หน้ ำ� ไปถวายพระอาจารย์
ซบั ซอ้ นเขา้ ใจยากใหเ้ ขา้ ใจ และใหเ้ รยี นรเู้ รอื่ งราวทล่ี กึ ซงึ้ ขน้ึ ไป เพ่ือแสดงความเคารพขอฝากตัวเป็นศิษย์ เป็นการ “ข้ึนคร ู
ไหว้ครู” พระยาอนุมานราชธน (๒๕๓๑, น. ๙๕) อธิบายให้
๗. โน จฎฐฺ าเน นโิ ยชเย คอื ไมแ่ นะนำ� ในเรอื่ งเหลวไหล เหตุผลไว้ว่า “เพราะตามประเพณีไทย เม่ือจะเร่ิมศึกษา
หรือชกั จูงไปในทางเส่ือมเสีย เล่าเรียนวิชาไร ต้องท�ำพิธีข้ึนครูเสียก่อน การเรียนน้ันจึงจะ
ขลัง”
“ครู” กบั “ศษิ ย์”
ครูเป็นผู้มีพระคุณย่ิงต่อศิษย์ สร้างศิษย์ให้มีความรู้
“ครเู ทพ” หรอื เจา้ พระยาธรรมศกั ดมิ์ นตร ี (๒๕๒๖, น. และมีความประพฤติดี เป็นที่พึ่งของตนเอง ผู้อื่น และสังคม
๕๒) ได้แสดงความสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ท้ังด้านบวกและ ได ้ ชาตจิ ะดำ� รงอยแู่ ละเจรญิ กา้ วหนา้ ตอ่ ไปเพราะมพี ลเมอื งท่ี
ด้านลบไว้ในบทโคลง “มิตรามิตร” อย่างน่าตรึกตรองว่า แม้ มีคุณภาพและคุณธรรม ด้วยภาระหน้าที่อันแสนหนัก
ศษิ ย ์ “มอบมโน” คอื ใจให ้ ครยู อ่ มถา่ ยทอดวชิ าความรแู้ กศ่ ษิ ย์ บทบาทของครจู ึงมคี วามส�ำคัญยง่ิ
เพื่อน�ำไปใช้เป็นอาชีพเล้ียงตัวให้เจริญก้าวหน้า แต่ถ้าความ
สัมพันธ์ของครกู ับศิษยเ์ ปน็ ไปในทางลบ ศษิ ย์ลบหลไู่ มเ่ คารพ วนั ครู-วนั ทน์ครู
คร ู การสอนยอ่ มเปน็ ไปไดย้ ากและเปลา่ ประโยชน ์ ดงั บทโคลง
กลา่ วไว้ตอนหนง่ึ วา่ วันพฤหัสบดี ถือเป็นวันครู ตามความเชื่อที่ว่า
พระพฤหัสบดีเป็นเทพฤๅษี ถอื เป็นครูของฤๅษีซ่งึ เปน็ เจา้ ของ
ครศู ษิ ย์มิตรเหมาะแท้ ธรรมดา วิชาความรู้ทั้งหลาย ส่วนเดือนท่ีนิยมจัดพิธีไหว้ครูคือเดือน
ศิษยม์ อบมโนคร ู กล่อมเกล้ยี ง ๖–๙ ถือเป็นช่วงเหมาะแก่การท�ำกิจการให้เจริญก้าวหน้า
ครมู อบศิลปวิชา อาชีพ ชกั นำ� (สุกัญญา สุจฉายา, ๒๕๕๐, น. ๖๐) พิธีไหว้ครูในโรงเรียน
ครศู ษิ ยก์ จิ ล้วนเล้ียง โลกเจรญิ นยิ มจัดขึน้ ในวันพฤหสั บดีของเดอื นมิถนุ ายน
อมติ รครศู ิษยห์ ม้าย หมนั ประโยชน์
ศษิ ย์ลบหล่คู รูเรียน ไมร่ ู้ ส่ิงของที่น�ำมาใช้ไหว้ครูเป็นเครื่องบูชาที่มีความหมาย
ครโู ปรดศิษยโ์ หดโปรด ยากอยู่ ดีและหาง่ายใกล้ตัว อาจมีดอกเข็มและข้าวตอกหรือไม่ก็ได้
ครศู ิษย์ดง่ั นผ้ี ู้ เปลา่ ผล แต่ส่ิงส�ำคัญที่ขาดไม่ได้คือ “หญ้าแพรก” และ “ดอกมะเขือ”
ดงั คำ� อธษิ ฐานในตอนทา้ ยบทไหวค้ รขู องเจา้ พระยาพระเสดจ็ -
การไหว้ครูจึงมีความส�ำคัญย่ิงในการสร้างความรัก สุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว. เปีย มาลากุล) กล่าวขอพรด้วยการ
ความผกู พนั ของครกู บั ศษิ ย ์ ในสงั คมไทยไดจ้ ดั พธิ ไี หวค้ รเู ปน็ เปรียบเทียบเชื่อมโยงความส�ำเร็จหรือความเจริญของการ
ประเพณีสืบมาต้ังแต่โบราณ เพื่อให้ผู้ประสงค์รับการอบรม ศึกษาวิชาความรู้กับหญ้าแพรกและดอกมะเขือท่ีงอกงาม
สัง่ สอนฝากตัวเปน็ ศษิ ยแ์ ละแสดงความกตัญญกู ตเวทีตอ่ ครู เพมิ่ พนู ขึ้นอย่างรวดเรว็ ความวา่
ฝากตัวเปน็ “ศษิ ย”์ “ขอเดชะปูชะนียาธิษฐานอันนี้ จงดลบันดาลให้สติ
ปญั ญาของขา้ พเจา้ แตกประดจุ หญา้ แพรก ดอกมะเขอื แลว้ ให้
ในสมัยโบราณวัดเป็นแหล่งศึกษาส�ำคัญ มีพระสงฆ์ งอกงามเจรญิ ขน้ึ โดยเรว็ พลนั นบั แตก่ าลวนั น ้ี ใหก้ ารศกึ ษาของ
ท�ำหน้าที่ “ครู” ส่ังสอนอบรมทั้งวิชาและจริยะ บิดามารดา ข้าพเจ้าเป็นผลส�ำเร็จอันดีดุจค�ำอธิษฐานน้ีเทอญ” (อมรา
ญาติผู้ใหญ่เมื่อจะส่งบุตรหลานเข้าไปเล่าเรียน นิยมจัดหา ประสทิ ธิร์ ฐั สินธุ์, ๒๕๔๙, น. ๑๓๓)
หญ้าแพรก เป็นวัชพืชที่คนไทยรู้จักกันมาตั้งแต่
โบราณกาล ปรากฏหลักฐานในวรรณคดีและเอกสารทาง
56 วัฒนธ รม
โบราณคดหี ลายเรอื่ ง เชน่ วรรณคดสี มยั สโุ ขทยั เรอื่ ง เตภมู กิ ถา หากคนไทยในปจั จบุ นั ขาดความรคู้ วามเขา้ ใจความหมาย และ
กล่าวไว้ในดิรัจฉานภูมิว่า “มีหญ้าแพรกเขียวมัน” ความเช่ือ คุณค่าที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์และพิธี
เก่ียวกับความเป็นมงคลหรือความศักด์ิสิทธ์ิของหญ้าแพรก ไหว้ครู
หลายเรอื่ งมคี วามสมั พนั ธก์ บั มหาเทพ ตลอดจนพระพทุ ธเจา้
เชน่ ส. พลายนอ้ ย (๒๕๓๗, น. ๓๓๐ และ น. ๓๒๘) เลา่ วา่ ใน “ครุ ุ คร”ุ หมายถึง “คร”ู คือผสู้ อน
หนงั สอื ทรุ คาปชู า ของ Prata Pachandra Ghosha กลา่ วถงึ รบั ภาระดังสิงขรแสนหนักหนา
หญ้าแพรกว่าคือผมของพระวิษณุซ่ึงหลุดออกมาตอนกวน คอื ผคู้ วร “ศิษย”์ เคารพนบบชู า
เกษียรสมุทร หญ้าแพรกจึงเป็นของศักด์ิสิทธิ์ พิธีต่างๆ คอื ผูใ้ หว้ ิทยาแกผ่ องชน
ของพราหมณ์นิยมใช้หญ้าแพรกหรือดอกหญ้าแพรกเป็น “ศษิ ยม์ ีคร”ู จึง “ไหวค้ รู” รคู้ ณุ ค่า
เครอื่ งบชู า เชน่ ในอนิ เดยี ใชห้ ญา้ แพรกบชู าพระคเณศ ครเุ ทพ กตัญญุตาลำ้� เลศิ ประเสริฐผล
แห่งศลิ ปวิทยาการ การไหวค้ รูเปีย่ มความหมายมิ่งมงคล
ปลกู สำ� นึกแกว้ กมลดลสูช่ ัย
หญา้ แพรกมคี ณุ สมบตั เิ ดน่ คอื ความทนทาน แมจ้ ะแหง้
เหย่ี วเพราะความรอ้ นแลง้ หรอื ถกู เหยยี บย่�ำ แตเ่ มอ่ื ไดร้ บั น�้ำก็ ขอขอบคุณ
จะหยดั ยนื ฟน้ื ตวั แตกตน้ ใหมง่ อกงาม เฉกเชน่ นกั เรยี นทตี่ อ้ ง รศ. ดร. สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
อดทนจึงสามารถพัฒนาสติปัญญาความรู้ของตนให้แตกฉาน เอ้ือเฟื้ออนญุ าตใหบ้ ันทึกภาพในงานไหว้ครขู องวิทยาลัยดุรยิ างคศิลป์
ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
บรรณานกุ รม
ดอกมะเขือ มีลักษณะเด่นคือก้านดอกท่ีค้อมลง ธรรมศักดิ์มนตรี, เจ้าพระยา. ๒๕๒๖. โคลงกลอนครูเทพ เล่ม ๒.
เสมือนการแสดงกิริยาคารวะนอบน้อมต่อบุคคลผู้ควรเคารพ กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภา ลาดพรา้ ว.
บชู า และเมอื่ ดอกมะเขอื พฒั นาเปน็ ผล แตล่ ะผลจะมเี มลด็ นบั ทองย้อย แสงสินชัย. ๒๕๕๗. บาลีวันละค�ำ. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส ์
ไม่ถ้วน ส่ือความหมายถึงความส�ำเร็จของผู้ศึกษาเล่าเรียน พบั ลิเคช่นั ส.์
จนมีความรู้มากเหมือนเมล็ดมะเขือ สามารถพัฒนาและ พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต). ๒๕๕๑. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับ
เผยแพร่ความรู้นั้นให้เป็นประโยชน์กว้างขวางย่ิงข้ึนไปใน ประมวลธรรม. พิมพ์คร้ังท่ี ๑๗. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหา
สังคมไดด้ ้วย จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั .
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ๒๕๐๓. ค�ำนมัสการคุณา-
ดอกเขม็ มลี กั ษณะปลายแหลมเหมอื นเขม็ สอ่ื ความหมาย นุคุณ. บริษัทประกันชีวิตบูรพา จ�ำกัด พิมพ์แจกในงานทอดกฐิน
วา่ ให้มีปญั ญาฉลาดแหลมคมเหมอื นเขม็ พระราชทาน สำ� นกั พระราชวงั ณ วดั ทรงธรรม จงั หวดั สมทุ รปราการ.
พระนคร : โรงพิมพร์ ุ่งนคร.
ข้าวตอก เกิดจากข้าวเปลือกท่ีน�ำมาค่ัวจนแตกออก วราภรณ ์ จวิ ชยั ศกั ด.์ิ ๒๕๕๐. “การไหวค้ ร,ู ” พนิ จิ ไทยไตรภาค ตตยิ ภาค :
เปน็ ดอกขาว หมายถงึ ปญั ญาที่แตกฉานเพิ่มพนู ประวัติศาสตร์และไทยศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันไทยศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . น. ๑๗๙–๑๘๕.
ธปู เทยี น เปน็ เครอื่ งสกั การะทจ่ี ดั มดั ไปกบั หญา้ แพรก ส. พลายน้อย. ๒๕๔๓. พฤกษนิยาย. พิมพ์คร้ังท่ี ๔. กทม. : บริษัท
และดอกมะเขือ รวมสาสน์ (๑๙๗๗) จ�ำกัด.
สกุ ญั ญา สจุ ฉายา. ๒๕๕๐. “ไหวค้ ร-ู ครอบคร,ู ” พนิ จิ ไทยไตรภาค ตตยิ ภาค :
ความหมายของการไหวค้ รู ประวัติศาสตร์และไทยศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบันไทยศึกษา
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . น. ๕๙–๖๒.
เครื่องบูชาในพิธีไหว้ครูทุกสิ่งล้วนหาง่ายใกล้ตัว แท้ที่ สุกัญญา สุจฉายา. ๒๕๕๐. “ครูในวัฒนธรรมไทย,” พินิจไทยไตรภาค
จริงแล้วเคร่ืองบูชาเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ที่ส่ือภูมิปัญญา ตติยภาค : ประวัติศาสตร์และไทยศึกษา. กรุงเทพฯ : สถาบัน
ความคดิ ทปี่ ระณตี ลกึ ซงึ้ งดงาม จงึ เปน็ ทนี่ า่ เสยี ดายอยา่ งยงิ่ ไทยศกึ ษา จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. น. ๑๘๖–๑๘๘.
อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. ๒๕๔๙. “หญ้าแพรกกับดอกมะเขือ,” พินิจไทย
ไตรภาค ปฐมภาค : ภาษา. กรุงเทพฯ : สถาบันไทยศึกษา
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั . น. ๑๓๒–๑๓๕.
อนุมานราชธน, พระยา. ๒๕๓๒. หมวดขนบธรรมเนียมประเพณี เล่มที่
๒–๓ เร่ืองชีวิตชาวไทยสมัยก่อน เร่ืองการศึกษาเร่ืองประเพณีไทย.
กรุงเทพฯ : มลู นธิ ิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป.
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 57
จั ก ร ว า ล ทั ศ น์
เรือ่ ง : กฤช เหลือลมยั
ภาพ : จากหนังสอื ข้าวของตา่ งๆ ๒
(เอ้อื เฟ้อื โดย : เอนก นาวกิ มูล)
น้นำปลาโอชารส
เม่ือไม่นานมานี้เคยได้ยินคนตอบคำ� ถามส�ำคัญที่ว่า “อะไร กระท่ังจีน แหล่งความรู้ในอินเทอร์เน็ตอย่าง baike.
คอื อาหารไทย” อย่างชวนคิดทสี่ ดุ คร้ังหนง่ึ baidu.com (ศูนย์ข้อมูลอาหารแต้จ๋ิว) ก็ระบุท�ำนองว่าใน
ดินแดนแถบกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน มีการผลิตน�้ำปลามายาวนาน
คำ� ตอบทเี ลน่ ทจี รงิ นน้ั กค็ อื “น้�ำปลาพรกิ มง้ั ?” หลายพันปีแล้ว ค้นพบโดยบังเอิญจากการหมักปลาแล้วได้
น้�ำหมักท่ีมีรสชาติดี กลิ่นหอม สีสวย ท่ีส�ำคัญต้องหมักจน
นับเป็นค�ำตอบที่ท้าทายมาก แทบเรียกได้ว่าท้าทาย เปน็ สอี ำ� พนั จงึ จะมคี ณุ ภาพดเี ลศิ และจนี ก ็ (เชอ่ื วา่ ตน) ไดส้ ง่
กวา่ ค�ำถามด้วยซ�ำ้ ไป ผ่านวัฒนธรรมน�้ำปลาน้ีลงมาทางเวียดนาม กัมพูชา ไทย
ตลอดจนดินแดนหมู่เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในท่ีสุด
เพราะนอกจากความรเู้ ดมิ ๆ ทว่ี า่ นำ้� ปลาเปน็ ของจำ� เปน็
“คู่ครัวไทย” น้ัน เอาเข้าจริงน่าจะเป็นความทรงจ�ำเฉพาะ สว่ นผคู้ นในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตท้ อี่ าศยั อยู่
ไทยลมุ่ น�้ำตลอดจนไทยชายฝง่ั ทะเล (ไทยภเู ขาคงไมค่ อ่ ยรสู้ กึ บนท่ีสูง ไม่ติดแม่น้�ำ มักผูกพันกับวัฒนธรรมเกลือมากกว่า
ด้วย) เท่านั้นแล้ว ความรู้เก่ียวกับเพื่อนบ้านอาเซียนปัจจุบัน เน่ืองจากวัตถุดิบคือปลาหรือกุ้งมีไม่มากพอ หรือบางแห่งแม้
ก็เริ่มมีมากข้ึน จนเรารู้ได้ว่าบรรดาผู้คนรอบๆ ผืนดินแห่งนี้ มีกไ็ ม่ได้ทำ� น้ำ� ปลา แต่ท�ำ “ปลารา้ ” แทน
ต่างกร็ จู้ ักน้ำ� ปลากนั ทง้ั น้ัน
อย่างไรก็ดีส�ำหรับในเมืองไทย อุตสาหกรรมน้�ำปลา
พม่าเรียกน้�ำปลาว่า “หงะปยา” ลาวเรียก “น้�ำปา” ซงึ่ รเิ รม่ิ และสบื ทอดมาโดยตลอดในครอบครวั คนจนี ภาคกลาง
เขมรเรียก “ตึกเตรย” เวียดนามเรยี ก “เนอื้ กม้มั ” หลายตระกูลตั้งแต่หลังทศวรรษที่ ๒๔๖๐–๒๔๗๐ ก็ท�ำให้
เพียงชั่วเกือบ ๑ ศตวรรษให้หลัง น�้ำปลากลายเป็นเครื่อง
มาเลเซยี เรยี ก “ซอสอกิ นั ” ปรุงรสเค็มท่ีต้องมีทุกครัวเรือน กระท่ังมีไม่น้อยที่ได้เบียดขับ
อินโดนเี ซียเรียก “เกอจ๊ับอกิ ัน”
ฟลิ ิปปินสเ์ รยี ก “ปาตสิ ”
58 วฒั นธ รม
ฉลากน�ำ้ ปลาตราคณุ หน ู ของบรษิ ทั นำ�้ ปลาไทย จ�ำกดั
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 59
ฉลากนำ�้ ปลาตราปลาคู่
ของบริษทั ไพโรจน ์ (ท่ังซงั ฮะ) จ�ำกดั
ปฏิทินยุค ๒๕๐๐
ของบริษัทไพโรจน ์ (ท่ังซงั ฮะ) จ�ำกดั
ผูผ้ ลติ นำ�้ ปลายีห่ อ้ ต่างๆ
เช่น เดก็ อว้ น-รกั ชาติ-ดีเลิศ-โบแดง
ฉลากนำ้� ปลา
ตราเรือรบ
ของบรษิ ัทจิ้งหา่ ย จ�ำกัด
60 วฒั นธ รม
“ของเคม็ ” แตเ่ ดมิ อยา่ งเชน่ เกลอื ปลารา้ ไตปลา ออกไปจาก น้�ำเคยเป็นผลพลอยได้ในขั้นตอนการหมักกะปิท่ีท�ำ
ครัวของบางบา้ นในทสี่ ุด โดยเคลา้ เคย คอื กงุ้ ตวั เลก็ ๆ กบั เกลอื ตากแดด บด แลว้ หมกั
ในไหหรือโอ่งดินเผา กดให้แน่นและใช้ไม้ขัดไว้ไม่ให้บวมพอง
ดงั นน้ั หากพดู อยา่ งรวบรดั กอ็ าจกลา่ วไดว้ า่ นำ�้ ปลาเพงิ่ ข้ึนมาก่อนจะปิดฝา ข้ันตอนระหว่างการหมักตัวเป็นกะปินี้
สถาปนาตวั ขน้ึ เปน็ เจา้ แหง่ ความเคม็ สำ� หรบั อาหารไทยยคุ ใหม่ เองจะเกิด “น�้ำเคย” เอ่อท่วมขึ้นมาให้ทยอยตักไปกินได้ และ
ไดเ้ พยี งราวครึ่งศตวรรษทผี่ า่ นมานเ้ี อง ในเมื่อเป็นน้�ำที่คั้นกล่ันตัวเองจากเน้ือเคยผสมเกลือเช่นน้ ี
จึงมีรสชาติที่เป็นประหนึ่ง “หัวเชื้อ” ชั้นดี ในต�ำราอาหาร
กระบวนการบรรจุน้�ำปลาท่ีบันทึกในหนังสืองานศพ โบราณของครัวภาคกลาง อย่างเช่น ต�ำราแม่ครัวหัวป่าก ์ ของ
นายไล่เจี๊ยง แซ่ตึ๊ง (เจ้าของและผู้ก่อตั้งโรงงานท่ังซังฮะ ทา่ นผหู้ ญงิ เปลย่ี น ภาสกรวงศ ์ จงึ ระบใุ หใ้ ชน้ ำ้� เคยดปี รงุ รสเคม็
หรือโรงงานน�้ำปลาทิพรส มีนาคม ๒๕๐๗) ระบุว่า เดิมนั้น ในสำ� รับกบั ขา้ วหลายอย่าง
“...ใช้วิธีบรรจุไหส่งขาย ส่วนวิธีบรรจุขวดแล้วปิดสลากสินค้า
เพ่ือแพร่จ�ำหน่ายไปถึงทุกๆ ครัวเรือนส�ำหรับในประเทศไทย สว่ นนำ�้ ปลานน้ั กระบวนการคอ่ นขา้ งซบั ซอ้ นขนึ้ อกี ทง้ั
นบั วา่ นายไลเ่ จย๊ี งไดเ้ ปน็ ผรู้ เิ รม่ิ คนแรก...” ท�ำใหค้ นอาย ุ ๕๐ ปี ยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพ้ืนที่ เร่ิมตั้งแต่ล้างปลาท่ี
ขึ้นไป หวนระลึกถึงไหน้�ำปลาสีน�้ำตาล สูงราว ๑ ศอก ตอ้ งการเอามาทำ� นำ้� ปลา เชน่ ปลากะตกั ปลาท ู หรอื ปลานำ�้ จดื
ถักร้อยตอกไม้ไผ่รัดเป็นหูห้ิวแข็งแรง ปิดฝาผนึกอย่างดี อยา่ งปลาสรอ้ ย ปลาซวิ ปลาเลก็ ปลานอ้ ยอน่ื ๆ แลว้ หมกั เกลอื
ภายในเป็นน้�ำปลาดิบสีคล�้ำ รสชาติและกลิ่นในความทรงจ�ำ ตามสัดส่วนพอเหมาะ จากน้ันบรรจุลงโอ่งหรือบ่อซีเมนต์
ช่วงนนั้ เรียกได้วา่ ไม่ใชส่ ่ิงดีงามอันใด กระทงั่ แทบเปน็ แรงขบั โดยโรยเกลือรองด้านล่าง สลับกับปลาและทับด้วยชั้นเกลือ
ดันให้ความอยากกินน�้ำปลาบรรจุขวดใสติดฉลากสวยงาม อีกครัง้ ปดิ ด้วยเสอื่ วางก้อนหินทับปิดฝา หมักทิ้งไว้นานราว
เพิ่มข้ึนเปน็ เทา่ ทวีคูณ ๑ ปีจึงตักมาผ่านกระบวนการต้มและตากแดดจนใส ส่วน
ปลาที่เหลือสามารถหมักน้�ำเกลือต่อได้อีก แต่คุณภาพของ
แต่ขึ้นชื่อว่าความทรงจ�ำแล้วย่อมถูกรื้อฟื้นและนิยาม กลน่ิ และรสจะลดลงเปน็ น�้ำปลาชน้ั ๒ ช้นั ๓
ใหมไ่ ดเ้ สมอ ไหนำ้� ปลารปู ทรงสามญั ยงั เรม่ิ กลบั มชี วี ติ ใหมใ่ น
ฐานะของสะสมหลังถูกวางทิ้งอยู่ใต้ถุนมาหลายทศวรรษ ชุมชนริมแม่น�้ำหรือที่มีแหล่งน�้ำอย่างห้วยหนองคลอง
ส�ำมะหาอันใดกับรสนิยมการกินน�้ำปลาที่บางทีอาจก�ำลัง บึง แต่เดิมจึงท�ำน้�ำปลากินกันเองแทบทุกแห่ง ท�ำให้ค�ำว่า
เหวย่ี งหมนุ กลบั ไปสจู่ ดุ เรมิ่ ตน้ ในความหมายใหมอ่ ยา่ งเงยี บๆ “นำ�้ ปลา” ในครวั ไทยภาคกลางแทบกลายเปน็ นยิ ามความหมาย
ของน�้ำปรุงรสเค็ม ถึงกับว่าเม่ือโชหยุ (ซีอ๊ิวญ่ีปุ่น) แพร่เข้า
ใช่หรือไม่ว่า บางครั้ง เราก็ยังรู้จักน�้ำปลา มานนั้ แรกเรมิ่ กย็ งั ถกู เรยี กวา่ “น้�ำปลาญปี่ นุ่ ” หรอื การทตี่ �ำรา
น้อยเกนิ ไป... กับข้าวเก่าๆ ยังเรียกซีอิ๊วขาวว่า “น�้ำปลาซีอิ๊วใส” มาจนถึง
เมื่อเร็วๆ นี้
คร้ังท่ีผู้ใหญ่ในวันนี้ยังเป็นเด็กในวันโน้น หลายคน
เข้าใจว่า สิ่งที่เรียกว่า “น�้ำเคย” ก็คือน�้ำปลาน่ันเอง คร้ันพวก บางครั้งการได้กินน�้ำปลาแบบต่างๆ มานานจนจดจ�ำ
เขาเติบโตขึ้นบ้าง จึงรู้ว่าน�้ำเคยไม่ใช่น้�ำปลา และมันเป็นสิ่งท่ี ยหี่ อ้ แทบไมไ่ ด ้ กท็ ำ� ใหอ้ ดสงสยั ไมไ่ ดว้ า่ วนั หนง่ึ นำ�้ ปลาจะหมด
บ่งช้ีแสดงถึงความหลากหลายในล�ำดับต้นๆ ของวัฒนธรรม ความสำ� คัญ กระทั่งหายไปจากครัวไทยได้หรือไม่
น้ำ� ปลา
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 61
โฆษณาน�้ำปลาตราดอกไม ้ นติ ยสาร นาวกิ ศาสตร ์ พฤษภาคม ๒๔๘๕
62 วฒั นธ รม
โฆษณาน้�ำปลาของบริษัทเลา่ ใช่ฮะ สะพานเหลือง พระนคร
นิตยสาร ขา่ วสารการพาณชิ ย ์ พฤศจิกายน ๒๔๙๒
มีข้อสังเกตว่า นอกจากการเหยาะจ้ิมเพ่ือเอากลิ่น สามสง่ิ ในนำ้� ปรงุ ทวี่ า่ นไ้ี มอ่ าจจะขาดสงิ่ ใดสง่ิ หนงึ่ ไปได้
เพียงเล็กน้อย ตลอดจนปรุงเป็นเคร่ืองปรุงรสเค็มตัวหลัก โดยเฉพาะกลิ่นน�้ำปลาสุก มันเหมือนกับกระเทียมพริกไทย
ในแกง ต้มย�ำ ผัดเผ็ดส�ำรับไทยท่ัวไปแล้ว น้�ำปลายังมีท่ีใช้ รากผักชีต�ำ เคร่ืองปรุงหลักท่ีส�ำคัญตลอดกาลอีกส่ิงหนึ่งของ
อย่างส�ำคัญในสูตรอาหารแบบหน่ึง ซ่ึงข้อมูลที่มีอยู่ขณะนี้ยัง อาหารไทยเชน่ กัน
ไม่แน่ชัดนักว่าเร่ิมต้นจากวัฒนธรรมอาหารของถิ่นใด น่ันคือ
เอามาเค่ียวบนไฟอ่อนๆ รวมกับน�้ำค้ันมะขามเปียกและ และนี่ก็คงเป็นอีกเหตุหนึ่งท่ีท�ำให้ส�ำรับไทย
นำ้� ตาลปบ๊ี (จะทำ� จากออ้ ย ตาล หรอื มะพรา้ วกไ็ ด)้ ในกระทะ ปจั จุบันยงั ไมอ่ าจขาดรสและ “กลน่ิ ” น�้ำปลาได้
จนเหนยี วข้นเป็นน�ำ้ ปรงุ สามรส
แต่ก็เช่นเดียวกับส่ิงอ่ืนๆ ที่ต้องมีการเปล่ียนแปลง
อาหารไทยมาตรฐานจ�ำนวนหนึ่งขาดน�้ำปรุงน้ีไม่ได ้ น้�ำปลากไ็ ม่อาจหลกี หนีความเป็นจรงิ ขอ้ นี้พน้
มันถูกใช้ท้ังในผัดไทย ผัดหม่ีสกุลต่างๆ น้�ำราดไข่ลูกเขย น้�ำ
พริกเผา น�้ำปลาหวาน น�้ำบูดูข้าวย�ำ หลน นอกจากนั้นก็ยัง ในโลกของการปรุงแต่งที่แม้แต่เครื่องปรุงรสก็ยังถูก
ดัดแปลงให้รสเปรี้ยวน�ำมากๆ กลายเป็นส่ิงที่เรียกว่า “ซอส แต่งปรุงน้ี น้�ำปลาถูกปรุงให้หวานข้ึนอย่างชนิดรู้สึกได้ โดย
มะขาม” ในอาหารสำ� รบั ใหม่ๆ ภายหลงั ด้วย เฉพาะน�้ำปลายี่ห้อใหม่ๆ ท่ีเพ่ิงเริ่มท�ำตลาดแข่งขันกับย่ีห้อ
เดมิ ในท้องตลาด
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 63
ขวดแกว้ แบง่ บรรจุนำ�้ ปลาสำ� หรบั ต้ังโต๊ะอาหาร ยุค ๒๕๐๐
จะว่ารสชาติอาหารไทยที่หวานข้ึนโดยรวมเป็นตัว จนกลิ่นรสแทบบดบังโอชะเดิมแท้ของวัตถุดิบดีๆ ในจาน
ก�ำหนดรสปลายล้ินครั้งนี้หรือไม่ก็เหลือที่จะเดา แต่หากว่า น้�ำปลาก็อาจกลับมามีบทบาทในการใช้เหยาะ จิ้ม ราดเพียง
น้�ำปลาขวดใสที่เคยใฝ่ฝันมาแต่วัยเด็กจะเกิดไม่ถูกปาก นอ้ ยเพอื่ ปรงุ กลน่ิ หอมแตพ่ อเหมาะพอด ี ดงั ผทู้ มี่ อี ายอุ านาม
พร้อมๆ กับท่ีวันดีคืนดีไหน�้ำปลาดิบเปลี่ยนสถานะจากขยะ เกนิ ครงึ่ ศตวรรษไปแลว้ ยอ่ มจะจำ� ไดถ้ งึ “นำ�้ ปลาพรกิ ” ถว้ ยนอ้ ย
มาเปน็ วตั ถปุ ระดบั สวน บางครงั้ กอ็ าจถงึ เวลาทจ่ี ะตอ้ งเปลย่ี น ที่ประกอบด้วยพริกข้ีหนูสวนเผ็ดหอมฉุนซอยละเอียด
โลกของการกินในบางแง่มุมเสียใหม่ ถ้าไม่ปรารถนาจะปรุง บีบมะนาวปรุงรสเปรี้ยวเพียงปะแล่มๆ น้�ำปลาถ้วยที่ว่าน้ ี
กับข้าวจานอร่อยอย่างกะหล่�ำปลีผัดน้�ำปลา หรือปลากะพง เคียงข้างมาแม้กระท่ังกับข้าวขาหมู ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าไก่
ทอดน�้ำปลาแล้วพบว่ามีกล่ินฉุนรุนแรงเกินไป หรือออกรส อาหารจานเดียวแบบจีนซ่ึงดูไปคล้ายจะเหมาะกับซอสอ่ืนๆ
หวานเอียนๆ ทัง้ ทีค่ นปรงุ ไมไ่ ดใ้ ส่นำ้� ตาลแมส้ กั นอ้ ย มากกวา่ ด้วยซ้�ำ
เพราะวา่ ปจั จบุ นั นม้ี นี ำ้� ปลาอรอ่ ยๆ รสด ี สสี วย ทผ่ี ลติ ร่องรอยแต่หนหลัง ผสานกับนวัตกรรมด้านอาหารใน
จากโรงงานเล็กๆ กระท่ังครัวเรือนตามชุมชนริมน้�ำท่ีท�ำเป็น โลกสมัยใหม ่ แมย้ งั ไม่อาจเชอื่ มต่อกันได้ดีนักในกรณคี รัวไทย
อตุ สาหกรรมขนาดยอ่ ม มรี สและกลนิ่ แผกแตกตา่ งกนั ไปตาม แต่ก็อาจท�ำให้ค�ำตอบของค�ำถามท่ีว่า “อะไรคืออาหารไทย”
แต่จะเลือกเฟ้นให้เหมาะกับอาหารท่ีต้องการปรุง เป็นทาง ชัดเจนข้นึ หนกั แน่นข้ึน ในวันขา้ งหนา้
เลือกมากมายแทบนับไมถ่ ว้ น
อน่ึงรสชาติของอาหาร ไม่ว่าท่ีไหนในโลก ไม่เคย
“วธิ กี นิ นำ้� ปลา” กอ็ าจเปน็ อกี สง่ิ ทน่ี า่ ทบทวนใครค่ รวญ หยุดน่งิ
จากการท่ีเคยใช้เป็นเครื่องปรุงเค็มตัวหลักครั้งละมากๆ
ความเคม็ ของนำ�้ ปลากไ็ ม่ใช่ขอ้ ยกเวน้
64 วัฒนธ รม
ภ า ษ า แ ล ะ ห นั ง สื อวถิ ชี ีวติ ของชาวบซี ู
ผูกพันอยู่กบั
เร่อื ง : ดร. มยรุ ี ถาวรพัฒน์
ภาพ : ศนู ยศ์ ึกษาและฟืน้ ฟภู าษา การเกษตรกรรม
(เออ้ื เฟื้อภาพ :
และวฒั นธรรมในภาวะวิกฤต
สถาบันวจิ ัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียSIL International)
มหาวิทยาลัยมหดิ ล
ภาษา คนบีซูต้ังถน่ิ ฐานอยู่ในจงั หวัดเชียงราย
แตน่ ้อยคนนักท่ีจะรู้จกั คนกลุ่มน้ีในช่อื เรียก “บีซ”ู
แลว้ พวกเขาเป็นใคร อย่ทู ่ไี หน มวี ถิ ีชีวติ อย่างไร
66 วัฒนธ รม
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 67
68 วัฒนธ รม
เล่าเรือ่ งคนบีซู กนิ อยู่อย่างบซี ู
บีซู (Bisu) หรือบี่สู่ มบีซู มีซู มีบีซู เลาเมียน เป็น คนบซี รู บั ประทานขา้ วเหนยี วเปน็ หลกั กบั ขา้ วสว่ นมาก
กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลทิเบต-พม่า ค�ำว่า “บีซู” มาจากพชื ผกั ทป่ี ลกู เอง แตบ่ างทกี ซ็ อ้ื จากรา้ นคา้ สว่ นอาหาร
เป็นช่ือทพี่ วกเขาเรียกชือ่ กลมุ่ และภาษาของตนเอง สว่ นทาง โปรตนี ไดจ้ ากสตั วเ์ ลย้ี ง เชน่ ไก ่ หม ู ววั รวมถงึ กงุ้ หอย ป ู ปลา
ราชการหรอื คนทว่ั ไปเรียกวา่ “ลวั ะ” ทหี่ าจากลำ� หว้ ย นอกจากนก้ี ม็ อี าหารทไ่ี ดจ้ ากปา่ รอบหมบู่ า้ น
อาหารพเิ ศษของคนบซี ูคือลาบพริกและต้มย�ำปลาย่าง
คนบีซูเล่าว่า บรรพบุรุษของพวกตนอพยพมาจาก
สิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนในแผ่นดินไทย ล่าพี่ ซฺ่า ทอ (ลาบพริก) เป็นอาหารประจ�ำกลุ่ม
ปัจจุบัน คนบีซูอาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงรายในพ้ืนที่สองอำ� เภอ ชาติพันธุ์บีซู เคร่ืองปรุงประกอบด้วยพริกข้ีหนู ตะไคร้
ไดแ้ ก ่ อำ� เภอเมอื งและอำ� เภอแมล่ าว มจี ำ� นวนประมาณ ๔๐๐ คน ผักพาย กระเทียม ปลารา้ แหง้ ยอดส้มปอ่ ย ใบขิง (ถ้าไมม่ ีใช้
ถิ่นที่มีคนบีซูหนาแน่นคือบ้านปุยค�ำ ต�ำบลป่าอ้อดอนชัย แง่งแทน) น�ำส่ิงเหล่าน้ีมาล้างน�้ำให้สะอาด ทิ้งให้สะเด็ดน้�ำ
อ�ำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประมาณ ๒๐๐ คน และบ้าน แล้วน�ำมาซอยและสับรวมกันจนละเอียด ปรุงรสด้วยเกลือ
ดอยชมภู ต�ำบลโป่งแพร่ อ�ำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย รบั ประทานกบั ผกั สดและหมทู อดเพอื่ ลดความเผด็ รอ้ นของพรกิ
อกี ราว ๒๐๐ คน
การประกาศขนึ้ ทะเบียนภาษาบซี ู
คนบีซูส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา แต่ยังมีความเชื่อ เปน็ มรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ
เรื่องเหนือธรรมชาติ เช่นมีพิธีไหว้หอผีประจ�ำหมู่บ้าน
(อางจางไว) ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน ปีละ ประจำ� ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗
สามครงั้ ครง้ั แรกคอื เดอื น ๔ เหนอื (ตรงกบั เดอื นกมุ ภาพนั ธ)์ ถอื เป็นความภาคภมู ิใจของคนบีซูทกุ คน
ต่อมาคือเดือน ๘ (ตรงกับเดือนมิถุนายน) และสุดท้ายคือ
เดอื น ๑๒ (ตรงกับเดือนตลุ าคม)
(ซา้ ยบน)
คนบซี ูบา้ นดอยชมภู ตำ� บลโปง่ แพร ่
อ�ำเภอแม่ลาว จงั หวดั เชียงราย
(ซ้าย)
กจิ กรรมสาธิตการท�ำอาหาร
โดยใช้ภาษาบซี ู
เพอ่ื ให้เยาวชนไดเ้ รียนรทู้ งั้ ภาษา
และวัฒนธรรมประจ�ำกล่มุ
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 69
พยัญชนะบซี ู
ระบบตัวเขียนภาษาบซี ูด้วยอกั ษรไทย
70 วฒั นธ รม
ภาษาบซี ู
ภาษาบีซูจัดอยู่ในตระกูลทิเบต-พม่า สาขาโลโล มีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน แต่เน่ืองจาก
คนบซี ใู นประเทศไทยเรยี นหนงั สอื ในระบบการศกึ ษาทใ่ี ชภ้ าษาไทยเปน็ สอื่ การเรยี นการสอน คนบซี ู
จงึ รว่ มกบั นกั ภาษาศาสตรจ์ าก SIL International มลู นธิ ภิ าษาศาสตรป์ ระยกุ ต ์ และศนู ยศ์ กึ ษาและ
ฟื้นฟูภาษา-วัฒนธรรมในภาวะวิกฤต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
พัฒนาระบบตัวเขยี นภาษาบีซูอกั ษรไทยข้นึ
แม้ระบบการเขียนภาษาบีซูจะใช้อักษรไทยเป็นฐาน แต่ก็มีการเพิ่มสัญลักษณ์ เช่นจุดใต้ตัว
อักษร เพอื่ แสดงว่าอักษรเหลา่ นอ้ี อกเสยี งแตกตา่ งจากภาษาไทย
ตวั อักษรภาษาบซี ู มีดงั นี้
พยัญชนะตน้ เด่ียว ไดแ้ ก่ ก กง* ค ง จ จ ฺ ช ฺ ซ ซฺ ญ ด ต ท น บ ป พ ม ย ล ว อ ฮ
พยัญชนะตน้ ควบ ได้แก่ กย กล กว คย คล คว บย บล ปย พย พล
พยญั ชนะสะกด ไดแ้ ก่ ก ง ด น บ ม ย ว
สระเด่ียว ได้แก่ ◌ ี ◌ ื ◌ ู เ◌ แ◌ เ◌อ ◌า โ◌ ◌อ ความส้ันยาวของสระไม่จัดเป็นหน่วย
เสยี งสำ� คัญท่ีจะทำ� ให้ความหมายเปล่ยี นแปลง
วรรณยุกต์ ได้แก่ เสียงระดับกลาง เช่น ยา jaa = ไร่ ระดับต�่ำตก เช่น ย่า jàa = คัน และ
ระดับสูงข้ึน เช่น ย้า jáa = ไก่ อย่างไรก็ตามรูปและเสียงวรรณยุกต์ในภาษาบีซูจะตรงกัน ไม่ยึด
ตามอกั ษรสามหมแู่ บบภาษาไทย
การเรียงคำ� ในประโยค มีลักษณะ ประธาน-กรรม-กริยา (SOV) เชน่
กงา ฮา่ ง จาฺ่ <ฉนั -ขา้ ว-กิน> = ฉนั กินข้าว
นาง อางเมง บา้ เจอ <คณุ -ชือ่ -อะไร> = คณุ ชอื่ อะไร
กงา นางนา คา่ ลาว วือ ปี่ ล่าแอ ่ <ฉนั -คณุ -เสื้อ-ซ้อื -ให>้ = ฉนั ซอื้ เสอ้ื ใหค้ ณุ
* ออกเสียงเหมอื นเสยี ง /g / ในภาษาองั กฤษ
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 71
สถานการณ์ภาษาบีซู โครงการแรกเกิดข้ึนในปี ๒๕๕๓ เร่ือง “แนวทางการ
สร้างกระบวนการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมบีซูท่ีเหมาะสม
ปัจจบุ ันในหมู่บา้ นคนบซี ูใช้ภาษาบซี กู ันนอ้ ยลง เดก็ ๆ กบั เดก็ เลก็ ชาวบซี ู บา้ นดอยชมภ ู ตำ� บลโปง่ แพร ่ อำ� เภอแมล่ าว
ไม่สามารถส่ือสารด้วยภาษาบีซูกับพ่อแม่ปู่ย่าตายายได้ดีเช่น จังหวัดเชียงราย” มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาแนวทางการสร้าง
ที่ควรจะเป็น (คนรุ่นอายุ ๒๐ ปีข้ึนไปยังฟังและพูดภาษาบีซู กระบวนการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมบีซูท่ีเหมาะสมกับ
ได้ค่อนข้างดี) สาเหตุหน่ึงที่การใช้ภาษาบีซูถดถอยคือการ เดก็ เลก็ ชาวบซี ู
เปล่ียนแปลงวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลานช่วงก่อนเข้าโรงเรียน
ทกุ วนั นค้ี นบซี ตู อ้ งดนิ้ รนเรอื่ งการประกอบอาชพี ทำ� งานรบั จา้ ง วิธีการที่คนบีซูทดลองใช้เพ่ือสร้างกระบวนการเรียนรู้
ตา่ งหมบู่ า้ นมากขนึ้ จงึ นำ� บตุ รหลานไปฝากเลย้ี งทศี่ นู ยเ์ ดก็ เลก็ ภาษาและวัฒนธรรมบีซูให้แก่เด็กเล็ก (๑ ขวบคร่ึง–๔ ขวบ)
ในหมู่บ้านอื่น (หมู่บ้านบีซูไม่มีศูนย์เด็กเล็ก) ภาษาท่ีเด็กบีซู ก็คือการสร้าง “รังภาษา” (language nest) เน้นทักษะการ
เรียนรู้เป็นภาษาแรกจึงกลายเป็นภาษาค�ำเมืองตามท่ีผู้ดูแล ฟงั -พดู เรยี นรตู้ ลอดเวลากบั พอ่ แม ่ ปยู่ า่ ตายาย และคนอน่ื ๆ
ใช้ ส่งผลให้เด็กบีซูเกิดความไม่เข้าใจภาษาแม่ (Mother ในชมุ ชน กอ่ นทจ่ี ะไปสกู่ ารเรยี นภาษาทอ้ งถน่ิ อยา่ งเปน็ ระบบ
language) ตลอดจนไม่เข้าใจค�ำส่ังสอน ประเพณี พิธีกรรม ตอ่ ไป
ภูมิปัญญาต่างๆ ของบีซู ขาดความรักและภาคภูมิใจใน
ความเป็นบีซู อันเป็นสาเหตุท่ีจะท�ำให้ภาษา วัฒนธรรม โครงการที่ ๒ คือ “บีซูอางเกิ่ง อางกอ เฮล่น** ยา
ประเพณี และภมู ปิ ญั ญาบซี เู ผชญิ กบั วกิ ฤต และอาจจะสญู สน้ิ (แหล่งเรียนรู้ของเก่าชาวบีซู) บ้านดอยชมภู ต�ำบลโป่งแพร่
ไปในท่ีสดุ อ�ำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง
กระบวนการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าและ
กแลาระอวนฒั รุ นักธษรแ์รลมะฟน้ื ฟูภาษา ความส�ำคัญของวัฒนธรรมชาวบีซู ศึกษารวบรวมองค์ความรู้
ภมู ปิ ญั ญา และวฒั นธรรมชาวบซี สู กู่ ารสรา้ งแหลง่ เรยี นรชู้ มุ ชน
เมอ่ื คนบซี ทู ราบและตระหนกั ถงึ สถานการณท์ างภาษา และเพอื่ สรา้ งความตระหนกั ใหก้ ลมุ่ เดก็ และเยาวชน ตลอดจน
และวัฒนธรรมของตนว่าก�ำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ก�ำลังเผชิญ คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าและความส�ำคัญของภาษาและ
ความเสยี่ งวา่ อาจจะสญู หายได ้ จงึ รว่ มมอื กบั นกั ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมบีซู
ท้ังชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อหาวิธีการธ�ำรงรักษา
ภาษาและวฒั นธรรมให้คงอยตู่ ่อไป กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เป็นอีก
หน่วยงานหนึ่งท่ีเล็งเห็นความส�ำคัญเร่ืองน้ี จึงประกาศข้ึน
การอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาบีซูเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ทะเบยี นภาษาบซี เู ป็นมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ
มกี ารพฒั นาระบบตวั เขยี นภาษาบซี โู ดยใชอ้ กั ษรไทย การสรา้ ง ประจ�ำปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ สาขาภาษา นับเป็นอีกหนทาง
สื่อการเรียนการสอนประเภทต่างๆ เช่น หนังสือเล่มเล็ก ในการปกปอ้ งคมุ้ ครองมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมทีก่ ำ� ลัง
หนังสือเล่มยักษ์ แบบเรียนภาษาบีซู เพลง แผนการจัดการ จะสูญหาย และเป็นหลักฐานส�ำคัญของประเทศที่ควรค่า
เรียนรู้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเรียนการสอนนี้ยังไม่ได้นำ� แก่การรกั ษาไว้เปน็ สมบตั ิของลูกหลานตอ่ ไป
เข้าสรู่ ะบบโรงเรยี น
** เสยี ง /ฮล/ ใช้เฉพาะในกลมุ่ ผสู้ ูงอายุเท่าน้ัน
ต่อมาชาวบีซูได้ท�ำโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นจากโจทย์
ปัญหาของชุมชนโดยตรง ได้รับการสนับสนุนจากส�ำนักงาน
กองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั ฝ่ายวิจยั เพอ่ื ทอ้ งถิ่น
72 วัฒนธ รม
ตัวอยา่ งเพลงส�ำหรบั เดก็ บซี ู
กงูบ่า บีซ ู นง้ี เน จ ่ี ต่าง ก่ามแท นา อ่าลูม คูโจฺ
พวกเรา บีซ ู เอ๋ย พูด คำ� ค�ำ พดู อยา่ ลืม กัน
เก้งิ คืง จี่ ค ู โว เกิ้ง คืง จ ี่ ค ู โว
ไหน อยู ่ พูด ด้วย นะ ไหน อย ู่ พดู ด้วย นะ
กงูบา บีซ ู อางเจอ อางจาด อา ซา จฺอ กานโจฺ
พวกเรา บซี ู เชอื้ ชาติ ไม่ ตอ้ ง อาย กนั
ลานปาว ลานปาว บีซู ต่าง จ ี่ จา
มาเถิด มาเถิด บีซู ค�ำ พูด กนั
ความหมาย อยา่ ลมื คำ� พูดคำ� จากนั นะ
พวกเราชาวบซี ูเอ๋ย อยู่ไหนพูดด้วยนะ
อยู่ไหนพูดด้วยนะ ไมต่ ้องอายกนั
พวกเราเช้อื ชาติบีซ ู มาพูดคำ� บีซูกนั
มาเถิด มาเถดิ
“ฉากภาพวัฒนธรรม”
ภาพวาดหมู่บ้านดอยชมภูท่ีใช้เปน็ สอ่ื การสอน
ช้ชี วนใหเ้ ดก็ ๆ สงั เกตและสนใจ
“หมบู่ า้ นของเรา”
เอกสารอา้ งอิง
พิบูลชัย สวัสด์ิสกุลไพร และคณะ. ๒๕๕๖. รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัย “บีซูอางเก่ิง อางกอ เฮล่นยา
(แหล่งเรียนรู้ของเก่าชาวบีซู) บ้านดอยชมภู ต�ำบลโป่งแพร่ อ�ำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย”. ส�ำนักงาน
กองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ัย (ฝา่ ยวจิ ยั เพื่อท้องถ่นิ ).
. ๒๕๕๓. รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัย “แนวทางการสร้างกระบวนการเรียนรู้ภาษาและ
วัฒนธรรมบีซูท่ีเหมาะสมกับเด็กเล็กชาวบีซูบ้านดอยชมภู ต�ำบลโป่งแพร่ อ�ำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย”.
สำ� นกั งานกองทุนสนับสนุนการวจิ ัย (ฝ่ายวจิ ยั เพอ่ื ทอ้ งถ่ิน).
มยุรี ถาวรพัฒน์. ๒๕๕๗. ภาษาบีซู. พิธีประกาศข้ึนทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจ�ำปี
พทุ ธศักราช ๒๕๕๗. กรมสง่ เสรมิ วัฒนธรรม กระทรวงวฒั นธรรม.
Person, Kirk. (2001). Writing Bisu : A Community–Based Approach to Orthography Development.
Papers from the Ninth Annual Meeting of the Southeast Asian Linguistics Society. Ed.
Graham Thurgood. Tempe : Arizona State University Press, pp. 171–200.
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 73
ศิ ล ปิ น แ ห่ ง ช า ติ
เร่ือง/ภาพ : นิพัทธพ์ ร เพง็ แก้ว
โกวิท เอนกชัย ศลิ ปินแหง่ ชาติ สาขาวรรณศลิ ป์ พุทธศักราช ๒๕๕๐
วรรณศลิ ปก์ บั การภาวนา
ของทา่ นเขมานันทะ
< ภาพเขยี น
สสู่ งขลาคืนฟ้านวล
(พ.ศ. ๒๕๓๐)
> วัยหนมุ่ ใหญ่
ของวปิ สั สนิกและศลิ ปิน
นาม “เขมานนั ทะ”
ส�ำหรับนักอ่าน ผู้สนใจงานทางด้านปรัชญา ศาสนา กวีนิพนธ์ และงานลุ่มลึกด้านการตีความศิลปะ-
วรรณคดีในทางจิตวิญญาณแล้ว อาจารย์โกวิท เอนกชัย หรือ “เขมานันทะ” คือผู้สร้างสรรค์งานใน
มติ ิน ้ี ต่อเน่ือง ยาวนาน มากทั้งคณุ ภาพและปรมิ าณทสี่ ดุ คนหนึ่งของเมืองไทย
74 วฒั นธ รม
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 75
งานเขียนปลุกจิตวิญญาณ วาระที่ได้รับการเชิดชูเกียรติด้วยรางวัลระดับชาติถึง
สองรางวลั ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกนั เชน่ น้ ี ลูกศษิ ยใ์ กลช้ ิด
ตงั้ แตห่ นงั สอื เพลงปราโมทยแ์ หง่ เซน็ ในนามเขมานนั ทะ ยังจ�ำได้ดีว่าอาจารย์รับรู้อย่างสงบ และกล่าวถึงผลงานการ
ปรากฏต่อบรรณพิภพเมื่อปี ๒๕๑๓ เป็นต้นมา ถึงบัดนี้ท่าน สร้างสรรคข์ องตนแตเ่ พียงว่า
เขยี นหนงั สอื นบั จำ� นวนปกสงู เปน็ ตง้ั (อยา่ งนา่ อศั จรรย)์ ไดถ้ งึ
ร่วม ๘๐ เล่ม เรียกว่าเขียนมาตั้งแต่ถือเพศภิกษุ ตราบลา “งานเขียน งานศิลปะ ของผม เป็นผลจากการ
สิกขามาเป็นฆราวาส จนแม้ปัจจุบัน ท่านแก่เฒ่า ป่วยไข้ ปฏิบัติภาวนา แกนหลักของชีวิตผมคือการภาวนา ผม
เรี่ยวแรงถดถอย แต่กระน้ันก็ยังท�ำงานสืบต่อไม่หยุดยั้ง ไมเ่ คยตั้งใจทำ� งานศิลปะเพ่อื เปน็ ศลิ ปิน”
หนังสือเล่มล่าสุด ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง รวมค�ำคมลึกซึ้ง
จากประสบการณ์ชีวิตของท่าน เพิ่งออกเผยแพร่ในต้นเดือน เดก็ ชายชาวใต้
พฤษภาคม ๒๕๕๘ จากริมทะเลสาบสงขลา
ผลงานเขียนตลอดชีวิตของท่านได้จ�ำหลักลึกลงใน อาจารย์โกวิท เอนกชัย เกิดเม่ือวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์
จิตใจของนักอ่านและผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณมายาวนาน ๒๔๘๑ ที่อ�ำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เมื่อเรียนจบช้ัน
เป็นเสมือนโคมไฟน�ำทางเยาวชนรุ่นหลังให้ผ่านไปสู่เส้นทาง ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ จากโรงเรยี นประชาบาลวดั ชะแมใกลบ้ า้ น
ก้าวลึกกลับเข้าไปในจิตใจ ผสานด้วยการเรียนรู้โลกและชีวิต แล้วมาต่อช้ันมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ
ในทุกย่างก้าวของแต่ละวัน การยืนหยัดมั่นคงในเส้นทางแห่ง ในตัวเมืองสงขลา คร้ันเร่ิมเป็นหนุ่มได้เข้ามาศึกษาต่อช้ัน
จิตวิญญาณในการเรียนรู้โลก การสัมผัสโลก การสร้างสรรค์ มัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนอ�ำนวยศิลป์ พระนคร และ
ส่ิงดงี ามไวก้ บั โลก จบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมอื่ ปี ๒๕๐๘
การเขียนหนังสือและวาดภาพอย่างต่อเน่ืองและ
เงียบเชียบ โดยไม่เคยเบี่ยงเบนหรือแปรเปล่ียน ได้สร้าง ช่วงระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยช้ันปีที่ ๔ ท่านได้เป็น
อานิสงส์ให้ท่านเขมานันทะได้รับรางวัล “นักเขียนอมตะ” ประธานนกั ศกึ ษา มบี ทบาทโดดเดน่ ในฐานะผนู้ �ำการประทว้ ง
ประจ�ำปีพุทธศักราช ๒๕๔๙–๒๕๕๐ ของมูลนิธิอมตะ ย่ิงไป เก่ียวกับความอยตุ ธิ รรมของงบประมาณในมหาวทิ ยาลัย
กวา่ น้นั เพียง ๔ เดอื นถัดมา ทา่ นอาจารย์โกวิท–เขมานันทะ
ก็ได้รับยกย่องให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” สาขาวรรณศิลป์ หลังจบการศึกษาเพียง ๒ ปี ความสนใจลึกซึ้ง
ประจำ� ปีพทุ ธศักราช ๒๕๕๐ ทางพุทธศาสนาผลักดันให้อาจารย์โกวิทเข้าสู่ชีวิตนักบวช
ยาวนานถึง ๑๖ ปี ระหว่างน้ันท่านได้ฝึกปฏิบัติธรรมกับท่าน
พุทธทาสภิกขุที่สวนโมกขพลาราม และภายหลังได้ฝึกปฏิบัติ
ธรรมกบั หลวงพอ่ เทยี น จิตตสฺ โุ ภ
ผลงานหนังสอื บางส่วน
ของทา่ นเขมานนั ทะ
76 วัฒนธ รม
ขณะอยใู่ นสมณเพศ ทา่ นเขมานนั ทะไดส้ รา้ งสรรคแ์ ละ อาจารยโ์ กวิท เอนกชัย (เขมานันทะ) ในช่วงอาย ุ ๖๙ ปี
สบื สานงานพทุ ธศลิ ปจ์ ำ� นวนมากไวท้ โี่ รงมหรสพทางวญิ ญาณ
สวนโมกขพลาราม ท้ังในรูปแบบบทกวีและจิตรกรรมโบราณ บนั ทึกภาวนาในงานวรรณศิลป์
ของไทย นบั เปน็ ตน้ แบบอนั ทรงคา่ และมบี ทบาทใหก้ ารศกึ ษา
แก่ผู้ไปเยือน ทั้งในด้านพุทธปัญญาและพุทธศิลป์มาถึง ผลงานหนังสือส่วนใหญ่ของท่านเขมานันทะแสดงให้
ปัจจบุ นั เห็นทรรศนะต่างๆ ต่อชีวิต วัฒนธรรม ศิลปะ ศาสนธรรม
โลก จักรวาล การงาน และความรักไว้อย่างลุ่มลึก งดงาม
จากพื้นฐานประสบการณ์ของการปฏิบัติธรรมภาวนา ด้วยเนื้อหาและภาษาอนั สงบวิเวก
ด้วยวิธีเรียนรู้โดยตรงจากครูผู้เป็นสุดยอดของพระสงฆ์
ทงั้ ทางดา้ นปรยิ ตั แิ ละปฏบิ ตั ิ อกี ทง้ั ไดเ้ ดนิ ทางแสวงหาความรู้ ผลงานท่ีเป็นวรรณกรรมโดยตรง เช่น สุดปลาย
ความเขา้ ใจดา้ นศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรมไทยและตา่ งประเทศ แผ่นดินโลก นวนิยายซึ่งน�ำเสนอการประสานความเข้าใจ
ต้ังแต่ช่วงเปน็ พระสงฆ ์ ตอ่ เนอื่ งมาจนถงึ ชว่ งฆราวาส ทำ� ใหไ้ ด้ ระหว่างศาสนาพุทธ ศริสต์ และศาสนาโบราณในแผ่นดิน
แลกเปลยี่ นความร ู้ ความคดิ เหน็ กบั ชาวบา้ น ชาวนา ชาวประมง ตะวันออกกลาง หรือบทกวีอันลุ่มลึกด้วยมิติทางพุทธรรม
นักศึกษา ปัญญาชน หลากหลายอาชีพ ทั้งชาวไทยและ และประเพณีไทย เช่น สองสามค�ำร�ำพึงถึงสายธาร และ
ชาวต่างชาติ ท้ังผู้คนจากเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป และ ภาพประพมิ พ์ประพาย
สหรฐั อเมริกา
ผลงานโดดเดน่ ทสี่ ดุ คอื การนำ� เสนอแนวคดิ ในการอา่ น
หลงั ยตุ วิ ถิ นี กั บวชในเครอ่ื งแบบพระภกิ ษเุ ถรวาทเมอื่ ปี และตีความวรรณกรรมพ้ืนบ้านไทย คือ เค้าขวัญวรรณกรรม
๒๕๒๖ อาจารย์โกวิท–เขมานันทะได้กลับมาใช้ชีวิตฆราวาส มุ่งตรงไปสู่การไขความสัญลักษณ์ต่างๆ ท่ีปรากฏอยู่ใน
วิปัสสนิก ท่านได้รับเชิญให้เดินทางไปบรรยายธรรม จัดต้ัง มหากาพย ์ วรรณคด ี วรรณกรรม และนทิ านชาดกหลายเรอ่ื ง
อาศรม จัดหลักสูตรอบรมปฏิบัติภาวนา บรรยายความรู้ทา ง
ด้านศาสนาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย โลกตะวันออก
และโลกตะวนั ตก สง่ิ เหลา่ นเ้ี ปน็ รากฐานทรพั ยากรสงู คา่ ในตวั
ทา่ นใหม้ มี มุ มองกวา้ งไกลลกึ ซงึ้ ในมติ อิ นั เปน็ สากลหลากหลาย
และท่านอาจารย์ได้ใช้ประสบการณ์ตรงเหล่านี้ โดยเฉพาะ
ประสบการณจ์ ากการภาวนา ถา่ ยทอดลงในงานจติ รกรรมและ
งานเขยี นทุกรูปแบบอยา่ งเตม็ ท ่ี
หลายคร้ังท่ีท่านกล่าวอย่างชัดแจ้งในการบรรยาย
การให้สัมภาษณ์ และการสนทนากับลูกศิษย์มิตรสหายว่า
ทงั้ หมดของการสรา้ งสรรคง์ านจติ รกรรม เขยี นบทความ บทกว ี
การบรรยายธรรม อบรมการภาวนา หรือที่ยังคงปฏิบัติธรรม
อยู่ในทกุ มติ ิของการใช้ชีวิตนั้น เป็นไปเพราะ
“ผมรับราชการของพระพุทธเจา้ ”
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 77
ภาพเขยี น Candle Light (พ.ศ. ๒๕๓๔)
ดงั เชน่ มหากาพยก์ ลิ กาเมศ มหาภารตยทุ ธ ์ รามายณะ ไซอว๋ิ ลึกซ้ึงอย่างย่ิงท้ังในทางโลกย์และทางธรรม สามารถประสาน
สังข์ทองชาดก สุธนชาดก ฯลฯ เรื่องราวท่ีซ่อนอยู่ล้วน ขวั้ ตา่ งระหวา่ งความรกั กามารมณ ์ และทส่ี ดุ แหง่ ทกุ ข ์ ใหเ้ ปน็
เกยี่ วพนั กับการเดนิ ทางภายในจิตวิญญาณมนษุ ย ์ ปัจจัยหนุนเอื้อต่อการขัดเกลาพัฒนาชีวิตด้านใน นั่นท�ำให้
ชีวติ กบั ความรกั ตีพมิ พซ์ ำ�้ มาแลว้ ร่วม ๑๐ ครั้ง
สว่ นผลงานนำ� เสนอแนวคดิ ผา่ นการตคี วามวรรณกรรม
คือ เดินทางไกลกับไซอิ๋ว (ตีพิมพ์ใหม่ในช่ือ ลิงจอมโจก) ธรรมบรรยายเล่มส�ำคัญคือ ดวงตาแห่งชีวิต บอกเล่า
ท่านพิจารณา ไซอ๋ิว จากแนวคิดการแสวงหาปรีชาญาณของ วิถีปฏิบัติภาวนาอันมุ่งสู่แก่นของ “ชีวิต” โดยตรง ด้วยสภาพ
บรรพชน โดยยำ�้ หลายครงั้ วา่ ไซอว๋ิ คอื เรอ่ื งราวของการเดนิ ทาง “รู้” ที่ “เป็น” อยู่แล้วในตัวมนุษย์ จะมีเสมอกันท้ังปุถุชนและ
ด้านใน อันเป็นวิถีปฏิบัติภาวนาผ่านภูมิต่างๆ ของชีวิต พระพุทธองค์ วิธีการปฏิบัติสมาธิบนฐานการเคลื่อนไหว
เปรียบโดยการเดินทางไกลไปดินแดนไซทีของพระถังซัมจ๋ัง (dynamic meditation) ที่ท่านน�ำเสนอ ได้ล่วงพ้นไปจาก
เหง้ เจยี โปย๊ กา่ ย และซวั เจง๋ ทต่ี อ้ งผจญกบั สถานการณร์ นุ แรง พรมแดนของเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นกลวิธีจับ
ต่างๆ ท่านกล่าวไว้ว่า “หาใช่เหตุการณ์บนเส้นทางระหว่าง ความรู้สึกสดๆ ช่วยให้รู้เห็นการเคลื่อนของกาย-จิต โดยมี
ประเทศจีนสู่อินเดียเมื่อ ๑,๐๐๐ กว่าปีไม่ กลับเป็นเส้นทาง จุดหมายปลายทางอยู่ตรงญาณปัญญา อันเป็น “ดวงตา”
แห่งชีวิตของทุกๆ คน ท่ีกวีผู้แต่ง ไซอ๋ิว ได้โปรยเพชรพลอย ภายใน ท่ีจะประจักษ์ต่อปรากฏการณ์ทางจิต และแลเห็น
แห่งปัญญาไวใ้ หค้ นรุ่นหลัง” แนวทางในการคล่ีคลายปมปัญหาตา่ งๆ ของชวี ติ
งานคลาสสิกที่อธิบายแนวคิดทางสุนทรียภาพของ ผลงานเขียนทั้งหมดของอาจารย์โกวิท เอนกชัย
ศลิ ปะตะวนั ออกเปรยี บเทยี บกบั ศลิ ปะตะวนั ตกไวอ้ ยา่ งลมุ่ ลกึ หากเป็นกวีนิพนธ์มักใช้นามปากกาว่า “รุ่งอรุณ ณ สนธยา”
ได้แก่ อันเนื่องกับทางไท ส่วน ไตร่ตรองมองหลัก น้ัน นับได้ ธรรมบรรยายและงานจติ รกรรมจะใชน้ ามปากกา “เขมานนั ทะ”
ว่าเป็นการนำ� เสนอมติทางพุทธศาสนานิกายวัชรยานไว้อย่าง นอกจากน้ยี งั มี “มุนนี ันทะ” ใช้ในการเขยี นนวนิยาย สุดปลาย
ชดั เจนลกึ ซ้งึ ท่ีสุดเล่มหนงึ่ ทปี่ รากฏในภาคภาษาไทย แผน่ ดนิ โลก และ “ฉบั โผง” (ตน้ ควำ่� ตายหงายเปน็ ในภาษาถนิ่
ใต้) กับ “กาลวิง” (นกกระจอก) ใช้ในงานเขียนชิ้นต่างๆ ท่ ี
ยงั มงี านเขยี นอนั “ตรงึ ใจ” อยา่ งยง่ิ กค็ อื ปาฐกถาธรรม ตพี มิ พ์ในเอกสารของมลู นธิ อิ ริยาภาซง่ึ ท่านกอ่ ตงั้ ขึ้น
ชีวิตกับความรัก ผลงานชิ้นนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่ามีความ
78 วัฒนธ รม
สุนทรยี ภาพของนกั พรตและศลิ ปิน มนุษย์ การเรียนรู้จากจิตใจตัวเอง จากคนรอบตัว และจาก
ภาคส่วนของการมองโลก มองสังคม มองการเปลี่ยนแปลง
ลักษณะเด่นในงานธรรมบรรยายทั้งหมดของท่าน ท่ีหมนุ เคล่อื นอยู่ในวิถีวฒั นธรรม
เขมานันทะน้ัน นอกจากจะมีมิติกว้างไกลทั้งทางด้านศิลปะ
นิเวศวิทยา มานุษยวิทยา ให้ความรู้ลุ่มลึกในหนทาง ความตง้ั ใจในการใชช้ วี ติ บนวถิ ที างการปฏบิ ตั ภิ าวนาที่
พทุ ธประเพณขี องวฒั นธรรมไทยแลว้ ภาษาทอี่ าจารยเ์ ลอื กใช้ ท่านปฏิบัติอยู่อย่างม่ันคงได้แสดงพลังส่วนหน่ึงออกมาเป็น
ก็มีความคมคาย ไพเราะ กินใจอย่างยิ่ง แต่ส�ำคัญที่สุดก็คือ งานเขียนจ�ำนวนมากท่ีท่านมอบไว้ต่อท้ังสังคมและอนุชน
ความเข้าใจลึกซ้ึงต่อชีวิตและแก่นของชีวิตอันเปิดเผยอยู ่ รุ่นหลัง ดังปรากฏในหนังสือ สุขหรือเศร้าก็เท่านั้น ในบท
ในงานจิตรกรรม บทกวี และหนังสือเล่มต่างๆ ล้วนเป็น บันทึกเกย่ี วกบั เดก็ ๆ ท่านกล่าวไวต้ อนหนง่ึ วา่
ประสบการณ์ตรงท่ีอาจารย์ได้รับจากการปฏิบัติภาวนามา
ยาวนานหลายสบิ ป ี และยงั ปฏบิ ตั อิ ยทู่ กุ ขณะในชวี ติ ประจำ� วนั “เราอยากจะให้อะไรกับเด็กๆ ของโลกน ี้ ? ยุให ้
เขาแก่งแย่งผู้อื่น มักได้ ยึดติดในยศศักดิ์ และแสวงหา
ความลกึ ซงึ้ ตอ่ แกน่ ของชวี ติ ทถ่ี า่ ยทอดผา่ นภาษางดงาม อำ� นาจเอาตวั รอดไปวนั หนง่ึ ๆ ผมจะบอกเขาถงึ ความนา่
ในงานวรรณศลิ ปข์ องทา่ นเขมานนั ทะ จงึ เสมอดว้ ยการท�ำงาน อัศจรรย์ของชีวิตและทุกส่ิงรอบๆ ตัวเขาอันเขารู้สึกได้
ศลิ ปะควบคไู่ ปกบั การปฏบิ ตั ธิ รรม มมี ติ ทิ รรศนะเชงิ สนุ ทรยี ภาพ และรู้สึกได้อย่างเบ็ดเสร็จในทันใด การได้มาซ่ึงชีวิตและ
อันเป็นประสบการณ์ตรงท่ีอาจารย์สัมผัส ได้ตกผลึกผ่าน การถงึ ตน้ แบบของมนั เปน็ สง่ิ ดที สี่ ดุ เขาควรภาคภมู แิ ละ
กาลเวลามายาวนานและแบง่ ปนั สผู่ อู้ า่ นอยา่ งเดน่ ชดั ดงั จะเหน็ เชอ่ื มน่ั ในสง่ิ ดนี ้ี ตอ่ สโู้ ดยไมช่ งิ ชงั เพอื่ รแู้ จง้ ตวั เอง อยแู่ ละ
ได้จากค�ำกลา่ วในงานเขียน เนอ่ื งในความงาม ทีบ่ นั ทกึ ไวว้ ่า ลาจากโลกน้ไี ปอย่างงามสง่าไรค้ วามกลวั ”
“ผมม่ันใจว่าความงามเป็นเร่ืองข้างในแล้วก็ ทกุ วนั น ี้ อาจารยโ์ กวทิ –เขมานนั ทะยงั ใชช้ วี ติ อยกู่ บั การ
สรรค์สร้างมาสู่ด้านนอก...ความงามเป็นสิ่งที่เกิดแต ่ ภาวนา มีค�ำคมลึกซึ้งถ่ายทอดสู่ลูกศิษย์ท่ีแวะเวียนไปหา แม้
มโนธาต ุ และเบอื้ งหลงั ความงามคอื ภมู ปิ ญั ญา (intuition) ประโยคของท่านจะส้ันลงเร่ือยๆ แต่ยังคงความหมายลุ่มลึก
สว่ นศลิ ปะเปน็ เพยี งรปู ธรรมทต่ี ง้ั ของการเหน็ หรอื ไดย้ นิ … ในเรื่องการแสวงหาและการภาวนา ส�ำหรับท่านแล้ว ไม่ว่า
จะผ่าน-พบสิ่งใดๆ ผู้คนอาจหลงลืมหรือยกย่องให้รางวัล
“การเกิดภาพนิมิต (vision) นั้นส�ำคัญยิ่ง น่ันคือ เหล่านั้นมิใช่ส่ิงท่ีมากระทบรุนแรงใดๆ เพราะแกนหลักของ
เกิดการเห็นด้วยตาใน…งานศิลปะอันเกิดแต่นิมิต เป็น ชีวิตก็คือส่ิงท่ีท่านกล่าวให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังอยู่เสมอว่า
สิ่งเดยี วที่เกดิ กบั นักบุญนักพรตนัน่ เอง ท่านมีการภาวนาเปน็ หัวใจ
“ผมวา่ ศลิ ปนิ กบั นกั พรตไมแ่ ตกตา่ งกนั มาก ถา้ เรา ผลงานทั้งหมดทั้งจิตรกรรมและวรรณกรรมท่ีท่าน
ยกเอาระเบียบวินัยออก เพราะว่าทั้งสองประเภทเป็น เขมานันทะไดส้ ร้างสรรค์มา ลว้ นคือบันทึก
ผู้แสวงหาความจริงของชีวิต ในขณะที่นักพรตนั้นเอา
ระเบยี บวนิ ยั ของโบสถค์ รอบแลว้ กเ็ ดนิ ทาง สว่ นศลิ ปนิ นน้ั “การเจรญิ ภาวนาของคนธรรมดาคนหนงึ่ ทนี่ �ำมา
ปลดทุกส่ิงทุกอย่างออก เหลือแต่ตัวเปล่าเล่าเปลือย เล่าสู่กันฟังก็เพ่ือเข้าใจต่อความหมายของความเกิดแล้ว
และอาจจะถงึ ไรห้ ลกั เกณฑ ์ คน้ หาดว้ ยแสง ส ี เงา แตท่ ง้ั เกดิ อกี ความชรา ความเสอ่ื ม ความเจบ็ ความตาย ความ
ค่เู ปน็ ผแู้ สวงหาความจริงผา่ นความงาม” ปรารถนาส่ิงใดไม่ได้สิ่งน้ัน ความโศกเศร้า ร�ำพัน ความ
ดน้ิ รน
“เกิดมาเพื่อรู้แจ้งในความหมายย่ิงต่อที่สุดแห่ง
ฝากถึงอนชุ นรุ่นหลงั ทกุ ข์”
งานเขียนของท่านเขมานันทะมีทั้งภาคส่วนอันมุ่งตรง
ไปสู่เร่ืองของชีวิต จิตใจ ในความลึกซ้ึงของการได้เกิดมาเป็น
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 79
สอบภุ ไชายพวส ุบ: รุ ษุ นักประพันธ์
พศิล.ศป.นิ ๒แ๕ห๒่งช๙าต ิ สาขาวรรณศลิ ป ์ (หัสคด)ี
ภาพการต์ ูนรูป “ฮิวเมอรสิ ต”์
จากหนงั สอื รวมเรือ่ งส้ันบางเรื่องของฮิวเมอรสิ ต์
(องคก์ ารค้าของครุ ุสภา ๒๕๑๖)
สันนษิ ฐานวา่ เปน็ ฝมี ือของ สวสั ดิ ์ จุฑะรพ
80 วฒั นธ รม
บ ร ม ค รู
ผศ. สดุ แดน วิสทุ ธิลักษณ์
ป ี ๒๕๓๓ ผเู้ ขยี นมโี อกาสไปสมั ภาษณค์ รอู บ ไชยวส ุ ขณะทา่ นมอี ายยุ า่ งเขา้ ๙๐ ป ี ทบ่ี า้ นยา่ นบางขนุ นนท ์ กรงุ เทพมหานคร
ระหวา่ งทผี่ เู้ ขยี นพลกิ ชมพจนานกุ รมฉบบั ตา่ งๆ ทค่ี รอู บไดเ้ กบ็ สะสม อา่ น และวพิ ากษว์ จิ ารณอ์ ยา่ งสม่�ำเสมอนบั แตว่ ยั หนมุ่ นนั้
ท่านได้ปรารภด้วยความเสยี ดายถงึ ภาพถ่ายภาพหน่ึงอยู่หลายหน ภาพนัน้ ท่านพยายามหาแต่ไมพ่ บ สงสยั วา่ คนทยี่ ืมไปอาจจะ
ยังไม่ไดส้ ง่ คนื
ภาพที่ท่านเอ่ยถึงก็คือภาพของคณะสุภาพบุรุษ – “ภาพหมู่ชายหนุ่มกลุ่มหน่ึง ท่าทางผ่าเผย ทะมัดทะแมง ในชุด
ราชปะแตนเตม็ ยศ นงุ่ ผา้ มว่ ง สวมเสอ้ื กระดมุ หา้ เมด็ สวมรองเทา้ คอรต์ ช ู ถงุ เทา้ ขาวยาวถงึ นอ่ ง ยนื เรยี งซอ้ นแถวกนั เปน็ ระเบยี บ
เรียบร้อยอยหู่ น้าศาลยุตธิ รรม” (บรรยายภาพโดย ชูศกั ด์ ิ ภทั รกุลวณชิ ย์, ๒๕๔๖)
เหตุใดครอู บ ไชยวส ุ จงึ รู้สกึ ผกู พันกับภาพนี้มากนกั ?
ผเู้ ขยี นเองเพง่ิ เหน็ เคา้ ลางความสมั พนั ธอ์ นั ลำ�้ ลกึ เมอื่ ไดท้ บทวนขอ้ มลู เพอ่ื เขยี นงานชนิ้ น ้ี โดยรำ� ลกึ ถงึ โอกาสครงั้ สนทนา
กบั ครอู บ ไชยวสุ เม่อื ๒๕ ปกี ่อน
(ซา้ ย) อบ ไชยวสุ ในวัยยา่ ง ๙๐ ป ี (ภาพ : นิตยสารสารคดี)
(ล่าง) คณะนกั เขยี นสภุ าพบรุ ษุ
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 81
ใครคอื อบ ไชยวสุ ?
อบ ไชยวสุ (พ.ศ. ๒๔๔๔–๒๕๔๐) เกิดเมื่อวันท่ี ๑๕ “ที่จริงผมควรจะเป็นครูอยู่ท่ีเทพศิรินทร์ตลอด
สงิ หาคม ๒๔๔๔ ที่บ้านใกล้ปากคลองส�ำเหร่ จังหวัดธนบุรี แต่เทพศิรินทร์สมัยนั้นมีกฎมาก เพราะมีเจ้านายเรียน
เป็นบุตรคนแรกในจ�ำนวนเจ็ดคน ของนางเท่ียงและหลวง อยู่มากท่ีสุด พระยาจรัลชวนะเพท (ชุ่ม จรัลชวนะเพท)
รัตนเทพี พลารักษ์ ผู้เคยเป็นพระพ่ีเลี้ยงในสมเด็จพระเจ้า อาจารย์ผู้ปกครอง ได้ตั้งกฎว่าห้ามไม่ให้ครูลงโทษลูก
ลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ นามสกุลของท่านคือ ไชยวสุ เจา้ นาย ลูกของพระยา เจ้าพระยาขน้ึ ไป ห้ามลงโทษ...
(อา่ นวา่ ชยั -ยะ-วะ-ส)ุ เปน็ นามสกลุ พระราชทานจากพระบาท
สมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หวั “คร้ังน้ันผมมีเร่ืองต้องลงโทษลูกเจ้านาย ก็น�ำ
ความไปขออนุญาตอาจารย์ใหญ่ ท่านก็ต่อรองจ�ำนวน
ครูอบเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดชนะสงคราม โรงเรียน ที่จะตีลงมา จนในท่ีสุดก็ไม่ได้ตี...แต่ลูกเจ้านายท่านน้ี
วัดราชบพิธ จนจบชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ชาย สายศิลปะ- ท่านก็ยังเล่นตลับบรรทัดเมตร...ประเดี๋ยวเดียวได้เร่ือง
ภาษาเยอรมนั จากโรงเรยี นเทพศริ นิ ทร ์ เมอื่ อาย ุ ๑๘ ป ี ในปี บรรทัดน้ันมันพุ่งเฉียดแก้มเลือดออก แต่ไม่ร้องไห้...
เดยี วกนั นน้ั ไดส้ อบวชิ าครชู ดุ ประโยคมธั ยมจากสามคั ยาจารย์ พักเดียวอาจารย์ใหญ่เข้ามาเอ็ดตะโรเอากับผมยกใหญ่
สมาคม ก่อนที่จะบรรจุเป็นครูท่ีโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร แล้วก็พาเด็กคนนั้นไปส่งท่ีวัง สักพักที่วังเขาก็ส่งรถมา
(พ.ศ. ๒๔๖๓) ต่อมาสมัครเข้าเป็นนักเรียนนายดาบ ได้รับ รบั ผมเขา้ วงั ดว้ ย ผมกก็ ราบทลู ไปตามความจรงิ วา่ ลกู ชาย
ราชการทหารเพียงปีเดียว เม่ือปลดเป็นทหารกองหนุน ทาง ของท่านเอาบรรทัดมาเล่นในช้ันเรียน ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง
กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุให้เป็นครูท่ีโรงเรียนเทพศิรินทร์ ทา่ นจงึ รบั สง่ั วา่ ทำ� ไมไมต่ ลี ะ่ ผมจงึ กราบทลู วา่ อาจารย์ใหญ่
แตพ่ อสอนไดป้ ระมาณ ๒ ป ี กถ็ กู ยา้ ยใหไ้ ปท�ำงานธรุ การแทน สั่งให้ไม่ให้ตี ท่านจึงส่ังว่า ทีนี้ ถ้าซน ไม่ต้ังใจเรียน ไม่
เช่อื ฟัง ใหล้ งโทษไดท้ ันที
ครอู บ ไชยวส ุ เลา่ ถงึ ชว่ งชวี ติ ตอนนน้ั (ราวป ี ๒๔๖๘) วา่
82 วัฒนธ รม
“วนั ร่งุ ขนึ้ เดก็ คนนน้ั กย็ งั ซนอีก ผมจงึ เรยี กมาตมี อื ด้านชีวิตครอบครัว ครูอบ ไชยวสุ แต่งงานและครอง
๓ ท ี เปน็ ทฮี อื ฮาไปทว่ั โรงเรยี น วา่ ครอู บเกง่ ตลี กู พระองค์ ชวี ติ ครู่ ว่ มกบั นางสาวสายใจ นะคะปณิ ฑ ์ เมอ่ื ป ี ๒๔๖๗ มบี ตุ ร
เจา้ ได ้ ครอู ่ืนเอาอย่าง ตีบา้ ง วุน่ ไปหมด เจ้าคุณจรลั ฯ ก็ ธดิ าทงั้ สนิ้ ๘ คน หลาน ๒๓ คน เหลน ๑๑ คน กอ่ นทที่ า่ นจะ
เดือดร้อน หาว่าผมเป็นต้นเหตุ จึงถอดผมออกจากครู ถงึ แกก่ รรมเมอ่ื วนั ท ี่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ มีอายถุ งึ ๙๖ ป ี
ประจำ� ชน้ั ...ผมถอื วา่ เปน็ การลงโทษทำ� ใหเ้ สอ่ื มเสยี กเ็ ลย
ขอย้าย” อบ ไชยวส ุ
สภุ าพบรุ ษุ นกั ประพนั ธ์
ครูอบ ไชยวสุ ย้ายไปเป็นครูอีกสองแห่ง ก่อนที่จะส้ิน
สุดชีวิตการเป็นครูท่ีโรงเรียนวัดสุทธิวราราม หลังจากท่ี “อยู่ ภาพหมู่ “คณะสุภาพบุรุษ” ท่ีครูอบ ไชยวสุ ประหวัด
ได้ ๒ ช่ัวโมงก็ลาออก” เพราะครูใหญ่จะให้ไปสอนภาษาไทย ถึงด้วยความเสียดายนั้น ถือได้ว่าเป็น “ภาพประวัติศาสตร ์
ชนั้ ม. ๘ แตเ่ หลอื เวลาแคเ่ พยี ง ๒ เดอื นกจ็ ะสอบไลแ่ ลว้ และ ของวงการนักเขียนไทย” ถ่ายไว้เมื่อวันท่ี ๑ เมษายน ๒๔๗๓
เกณฑ์การตัดสินการสอบผ่านช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๘ ในสมัย (ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒ ปี) ภายหลังจากท ี่
น้ันมีว่า หากนักเรียนคนใดตกวิชาภาษาไทย คือสอบได้ไม่ถึง “นิตยสาร” สุภาพบุรุษ ฉบับปฐมฤกษ์ ได้ถือก�ำเนิดขึ้นเกือบ
๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะถูกปรับให้ตกวิชาอื่น โดยครูจะไม่ตรวจ ๑ ปี (สุภาพบุรุษ ปีท่ี ๑ ฉบับที่ ๑ ออกจำ� หน่ายเป็นคร้ังแรก
ข้อสอบวิชาอ่ืนๆ ให้เลย ครูอบเห็นว่า ถ้ารับสอนโดยไม่ได้ เมือ่ วนั ท่ ี ๑ มถิ นุ ายน ๒๕๗๒)
เตรียมตัวมาอย่างดีก็ “จะเป็นการท�ำบาปให้เด็ก จึงตัดสินใจ
ลาออก” กอ่ นทจ่ี ะหนั ไปยดึ อาชพี นกั หนงั สอื พมิ พแ์ ละนกั เขยี น บุคคลในภาพเป็นกลุ่มนักเขียนหนุ่ม (อายุประมาณ
เปน็ หลกั ในการเลย้ี งชวี ติ โดยไดง้ านแรกเปน็ บรรณาธกิ ารของ ๒๐ ปีเศษ) น�ำโดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ (“ศรีบูรพา”) ซึ่ง
หนงั สอื พมิ พ์ สยามราษฎร์ ในป ี ๒๔๗๔ รบั เงนิ เดอื นเดอื นละ ขณะนน้ั อาย ุ ๒๔ ป ี คนกลมุ่ นชี้ กั ชวนมารวมตวั กนั ทำ� หนงั สอื
๑๘๐ บาท มากกวา่ เงินเดือนครูถึงหนึง่ เทา่ ตัว “ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการประพันธ์ให้หันจาก เล่น มาเป็น
งาน” โดยประกาศที่จะรับซ้ือเรื่องจากนักเขียน (ยุคนั้นยัง
หลงั จากนน้ั ไดย้ า้ ยไปทำ� งานหนงั สอื พมิ พอ์ กี หลายฉบบั ไม่มีหนังสือเล่มใดกระทำ� อย่างเปน็ กิจจะลักษณะ)
ก่อนที่จะมาท�ำงานที่หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ รายสัปดาห์
หนงั สอื พมิ พ ์ สยามสมยั รายสปั ดาห ์ พรอ้ มๆ กบั เขยี นหนงั สอื “เพื่อให้เป็นบันไดข้างต้น ที่นักเขียนจะถือเอา
เรอ่ื งสน้ั สารคด ี บทความ แปลหนงั สอื โดยนามปากกาทมี่ ชี อ่ื การเขียน การประพันธ์ เป็นอาชีพได้อีกอาชีพหนึ่ง...
เสียงและเป็นที่รู้จักของท่านคือ “ฮิวเมอริสต์” ซ่ึงใช้กับการ เกดิ รายได้ แม้จะยงั ไม่มากนัก แต่กเ็ ปน็ ก�ำลังใจให้มุ่งม่นั
เขียนเร่ืองแนวตลกขบขัน เช่นเรื่องท่ีรู้จักกันและมีช่ือเสียงคือ ทจ่ี ะท�ำงานประพนั ธ์ใหเ้ ปน็ อาชพี ที่จะยนื ยงตอ่ ไป...”
“เอกพจนบ์ รุ ษุ ทห่ี น่งึ ” และ “สนุ ทรพจนเ์ ปิดส้วมสาธารณะ”
ป ี ๒๕๒๙ ครอู บ ไชยวส ุ ไดร้ บั รางวลั พระเกย้ี วทองค�ำ
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเป็นผู้บำ� รุงรักษาและ
เผยแพรภ่ าษาไทยอยา่ งตอ่ เนอื่ ง และเปน็ ผทู้ พี่ ยายามเรยี กรอ้ ง
ให้มีการใช้ภาษาอย่างมีระบบ ในปีเดียวกันน้ีก็ได้รับยกย่อง
จากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ
สาขาวรรณศลิ ป ์ (หสั คดี)
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 83
นักเขียนในภาพท่ีต่อมามีชื่อเสียงในวงการหนังสือ ดว้ ยการอดุ หนนุ ของประชาชนหรอื ผอู้ า่ น” ภาพถา่ ยหมใู่ นชดุ
หลายคน มีอาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ พัฒน์ เนตรรังษี ราชปะแตนพยายามจะ “สร้างภาพนักเขียนในฐานะท่ีเป็น
ฉนุ ประภาววิ ฒั น ชติ บรุ ทตั โชต ิ แพรพ่ นั ธ ์ุ (“ยาขอบ”) ฯลฯ สถาบันหนึ่งของสังคม” และสื่อถึง “เคร่ืองแบบของนักเขียน
โดยมีครูอบ ไชยวสุ ซึ่งน่าจะมีอาวุโสสูงสุด (๒๙ ปี) ยืนอยู ่ อาชีพอิสระท่ีทรงเกียรติ” การที่คณะสุภาพบุรุษเลือกสถานที่
ตรงกลางภาพ ถา่ ยภาพหมทู่ หี่ นา้ ศาลยตุ ธิ รรม ขา้ งสนามหลวง กอ็ าจเปน็ นยั
แสดงถึงการท่ีบุคคลนั้นมีความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย
ครูอบ ไชยวสุ มีบทบาทอย่างส�ำคัญท้ังในฐานะผู้ และค�ำว่า “สุภาพบุรุษ” ในท่ีน้ี อาจเป็นความจงใจย้อนแย้ง
ร่วมก่อตั้งคณะสุภาพบุรุษร่วมกับ กุหลาบ สายประดิษฐ ์ ความหมายดงั้ เดมิ ของคำ� วา่ “ผดู้ ”ี ทย่ี ดึ ถอื เอาชาตกิ ำ� เนดิ เปน็
ส�ำนักงานหนังสือสุภาพบุรุษก็ใช้บ้านเดิมของท่านซึ่งอยู่ตรง เกณฑ์
ข้ามวัดชนะสงครามเป็นสถานที่ทำ� งาน โดยงานเขียนชิ้นแรก
เป็นแนวตลกขบขันในนามปากกา “ฮิวเมอริสต์” ก็ถือก�ำเนิด หลังจากท่ีครูอบ ไชยวสุ ลาออกจากการเป็นครูใน
ข้ึนที่หนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ น้ี เช่นเดียวกับบทความแรก สถาบนั การศกึ ษา มายดึ “อาชพี ” นกั เขยี นและนกั หนงั สอื พมิ พ์
เรอ่ื ง “มา้ จริงๆ เป็นอย่างไร” เล้ียงชีวิต ตั้งแต่ปี ๒๔๗๔ ก็ไม่เคยกลับเข้าไปรับราชการ
อีกเลย หากบทบาทส�ำคัญอีกประการหนึ่งนอกจากเป็น
สุชาติ สวัสด์ิศรี ผู้คร่�ำหวอดในวงการหนังสือกล่าวว่า นักเขียน นักแปลแล้ว ครูอบ ไชยวสุ ยังเป็นผู้บุกเบิกการ
คณะสุภาพบุรุษ คือ “หมุดหมายของวงวรรณกรรมไทยสมัย ทกั ทว้ ง ตติ งิ ผทู้ เ่ี ขยี นภาษาไทยผดิ ๆ ผา่ นคอลมั น ์ “ลอ่ แหลม”
ใหม่” ส่วน ชูศักด์ิ ภัทรกุลวณิชย์ อาจารย์วรรณคดีศึกษา ในหนังสือสยามสมัย รายสัปดาห์ โดยใช้นามปากกา L.ก.ฮ.
ชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ภาพถา่ ยคณะสภุ าพบรุ ษุ ภาพน ี้ “สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ (ต่อมารวบรวมพิมพ์เป็นเล่มชื่อว่า ภาษาไทยของเรา ท้วงที่
กระบวนการสร้างอัตลักษณ์นักเขียน ในฐานะนักเขียนอาชีพ ใช้ผิดด้วยวิธีล่อแหลม, ๒๕๐๕) และในคอลัมน์ “โป-ปูรี” ใน
อิสระ” ที่ “ผันตัวเองไปเป็นคนของสาธารณะ ด�ำรงตนอยู่ได้ สยามรฐั สปั ดาหวจิ ารณ ์ โดยใชน้ ามปากกาวา่ “ศรฮี กู สรุ าสวิ ด”ี
ซึ่งก่อใหเ้ กิดทั้งมติ รและศัตรูในทางภาษาอยู่ไม่นอ้ ย
ครั้งหนึ่งครูอบ ไชยวสุ ทักท้วง “ก. สุรางคนางค์” (ได้
รบั ยกยอ่ งใหเ้ ปน็ ศลิ ปนิ แหง่ ชาต ิ สาขาวรรณศลิ ป ์ ในปเี ดยี วกนั
กับครูอบ ไชยวสุ) ที่เขียนว่า “ขนเอาน�้ำอัดลมใส่รังไปด้วย”
โดยกลา่ ววา่ “ถา้ เปน็ ผงึ้ เปน็ แตน เปน็ มด ตอ้ งใชร้ งั แตถ่ า้ นำ�้
อัดลมตอ้ งใชล้ ัง” ปรากฏวา่ เม่ือเร่อื งไปถงึ หนู กั เขียนเขา้ ก็มคี ำ�
ตอบโตม้ าวา่ “...เรอ่ื งทถ่ี กู คณุ L.ก.ฮ. ลอ่ แหลมเอาใน สยามสมยั
น้ัน พี่ไม่ถือ...คุณ L.ก.ฮ. น้ันก็แก่มากแล้ว นึกว่ายกให้คนแก่
เสียสักคน อีกไม่ช้าก็คงจะเข้ารัง ลัง หรือโรง หรือโลง หมด
รำ� คาญไป”
ไม่เพียงแต่ครูอบ ไชยวสุ จะทักท้วงการใช้ภาษาไทย
ของบุคคลท่ัวไปเท่าน้ัน ท่านยังวิพากษ์วิจารณ์ถึงความ
ผิดพลาดที่ปรากฏใน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๔๙๓ ซ่ึงเพิ่งตีพิมพ์ออกมาในปีน้ันด้วย (หลังจากท่ีใช้
เวลาปรบั ปรงุ จากปทานกุ รมของกรมตำ� รา กระทรวงธรรมการ
ฉบบั ป ี ๒๕๗๐ ถงึ ๑๗ ป)ี ความทท่ี า่ นคอยตรวจสอบ ทกั ทว้ ง
84 วัฒนธ รม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอยู่เสมอ ทำ� ให้ท่านได้รับ การประกาศให้ประจักษ์ถึงค�ำปรารภที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ
การระบุช่ือเป็นผู้สอบทานพจนานุกรมในการพิมพ์ครั้งหลังๆ สภุ าพบรุ ุษ ฉบับแรกทวี่ า่
และพระยาอนุมานราชธน ผู้ซึ่งเป็นประธานช�ำระปทานุกรม
ถึงกับชวนให้ครูอบไปท�ำงานที่ราชบัณฑิตยสถาน แต่ท่าน “หนังสือ สุภาพบุรุษ จะมีชีวิตอยู่สักกี่ปี ใครจะรู้
ตอบปฏิเสธเพราะคิดว่าจะขอเป็น “ฝ่ายค้าน” อยู่ข้างนอก ข้อน้ีมันเป็นอนิจจัง ส�ำมะหาอะไรแต่หนังสือ แม้คนเรา
และทา่ นกท็ ำ� หน้าท่เี ช่นวา่ นตี้ ลอดจนอายขุ องท่าน ก็ยังมิรู้วันตาย...เราต้ังต้นอย่างไร เราจะด�ำเนินการอย่าง
น้ัน และจะอวสานด้วยการอย่างเดียวกัน น่ีเป็นหลัก
และลักษณะอันเขม้ แข็งของหนังสอื พมิ พ์ สุภาพบรุ ษุ ”
ชายหนมุ่ กลุม่ หน่งึ
ผรู้ ่วมตั้งต้นอาชพี นกั ประพนั ธ์
กอ่ นทค่ี รอู บ ไชยวส ุ จะเลกิ เขยี นหนงั สอื เปน็ การถาวร
ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านยังคงเขียนถึง “ภาพถ่ายหมู่คณะ
สภุ าพบุรษุ ” ทยี่ งั ไมไ่ ด้รับกลบั คืนมาดว้ ยความหวัง
“มีสุภาพบุรุษผู้หนึ่งมาขอยืมของผมไป...ผมก็บอก
กำ� กบั ไปวา่ เมอ่ื เสรจ็ ธรุ ะกบั รปู นนั้ แลว้ กโ็ ปรดรบี นำ� มาคนื
สุภาพบุรุษนั้นก็รับค�ำ คือว่าจะรีบน�ำมาคืนโดยเร็วที่สุด
แล้วผมก็น่ังคอย นอนคอย ยืนคอย เดินคอย อาทิตย์
หนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นเอามาคืน...ปีหน่ึงแล้วก็ยังไม่เห็นเอา
มาคืน---คุณครับ...กรุณาเอามาคืนอย่างสุภาพบุรุษเถอะ
ครับ...กรณุ าผมเถอะ”
(ลลนา, พฤศจกิ ายน ๒๕๓๓)
เม่ือผู้เขียนได้เพ่งพินิจดูภาพถ่ายของคณะสุภาพบุรุษ อา้ งอิง
อยู่ช่ัวขณะหน่ึง ก็เข้าใจได้ว่า เหตุใดครูอบ ไชยวสุ จึงมีความ ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. อักขระวิธีและการใช้ภาษาของฮิวเมอริสต์.
ผูกพันอยา่ งล�ำ้ ลึกอยกู่ ับภาพถา่ ยน้ ี ! กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๘.
ชศู กั ด ์ิ ภทั รกลุ วณชิ ย.์ ปรศิ นาขา้ งหลงั ภาพ “คณะสภุ าพบรุ ษุ ” ใน อา่ น
ครูอบ ไชยวสุ ยืนเด่นอยู่ท่ีกลางภาพ แวดล้อมด้วย (ไม่) เอาเรื่อง. กรุงเทพฯ : โครงการจัดพมิ พ์คบไฟ, ๒๕๔๖.
มิตรสหายในวยั หนุ่มที่ร่วมท�ำงานกนั มานานนบั ปอี ยา่ งมุง่ มนั่ ตรีศิลป์ บุญขจร. คืออิสสรชน คือคนดี คือศรีบูรพา. กรุงเทพฯ :
“เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าการประพันธ์และชักชวนให้รู้สึกว่าได ้ โรงพมิ พ์กรงุ เทพฯ, ๒๕๔๘.
มีการตั้งต้นข้ึนแล้วส�ำหรับอาชีพของนักประพันธ์” ...แม้จะ สุชาติ สวัสดิ์ศรี (ผู้รวบรวม). สุภาพบุรุษ ฮิวเมอร์ริสต์. กรุงเทพฯ :
เปน็ การยากทจ่ี ะอา่ นความหมายจากดวงตาของนกั เขยี นหนมุ่ ดอกหญ้า, ๒๕๔๕.
ทง้ั ๑๗ คนทจี่ อ้ งมองออกมาจากอดตี สผู่ พู้ นิ จิ ภาพในปจั จบุ นั สดุ แดน วสิ ุทธลิ กั ษณ์. “คยุ กับนกั เลงภาษาเรอ่ื งพจนานกุ รม” สารคด.ี
แต่ส�ำหรับภาพของครูอบ ไชยวสุ ที่ยืนย้ิมละไมอยู่ตรงกลาง ปที ี่ ๖ (เมษายน ๒๕๓๓), หนา้ ๑๔๑–๑๔๙.
ภาพ แสดงฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง “คณะสุภาพบุรุษ” ผู้ซ่ึงยืนยัน อ�ำนวย จั่นเงิน. “อบ ไชยวสุ (ฮิวเมอริสต์) ศิลปินแห่งชาติ ประจ�ำปี
การเป็นนักเขียนอาชีพอิสระมาจนตลอดช่วงชีวิต ดูจะเป็น พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๙” วารสารวฒั นธรรมไทย (กมุ ภาพนั ธ ์ ๒๕๓๐),
หนา้ ๔๓–๔๙.
บทสัมภาษณ์ อบ ไชยวส.ุ บคุ คลวันนี.้ (มกราคม ๒๕๓๓), หนา้ ๙๒–
๑๐๒.
ตุลาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 85
พื้ น บ้ า น พื้ น เ มื อ ง
เร่อื ง/ภาพ
วิชญดา ทองแดง
86 วัฒนธ รม
ประเสริฐ มโหธร
กศับรีสเคชั รน่อื างลสัยงั คโลก
ใกลเ้ ทยี่ งของวนั กลางสปั ดาหช์ ว่ งตน้ เดอื นมถิ นุ ายน ๒๕๕๘
แดดร้อนร้ายกว่าหลายปีที่ผ่านมา รถตู้สามคันจากส่วน
ราชการแห่งหน่ึงในจังหวัดพิษณุโลกหยุดลงหน้าร้านขาย
ของท่ีระลึกในหมู่บ้านเกาะน้อย อ�ำเภอศรีสัชนาลัย สุโขทัย
เพียงชั่วครู่หลังจากเย่ียมชมโรงงานผลิตเคร่ืองสังคโลกขนาด
ย่อมและหาของฝากของท่ีระลึกติดไม้ติดมือคณะนั้นก็จากไป
ทิ้งไว้เพียงหนังสือประทับตราราชการขออนุญาตศึกษาดูงาน
กับของทร่ี ะลกึ เลก็ ๆ หนึง่ ช้นิ
ท่ามกลางเปลวแดด ลมอ่อนๆ กอบฝุ่นดินลูกรังสีส้ม
ลอยอวล ยินเสียงของ ประเสริฐ มโหธร วัย ๗๑ ปี ร�ำพึงว่า
น่คี ือผู้มาเยือนกล่มุ แรกในรอบสปั ดาห์
ตุลาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 87
ภมู ปิ ระเทศอันดี โอกาสทร่ี ออยู่
การมีบ้านเกิดตั้งอยู่ ณ บ้านเกาะน้อย อ�ำเภอ ในบรรดามติ รสหายและเพอื่ นบา้ นผรู้ ว่ มขดุ หาของเกา่
ศรสี ชั นาลยั ของ ประเสรฐิ มโหธร ชวนใหน้ กึ ถงึ พระนางผสุ ดี จากเตาโบราณ คงมีเพียง ประเสริฐ มโหธร เท่านั้นที่ลงมือ
เม่ือคร้ังจะต้องลงจากสวรรค์มาจุติเพ่ือเป็นพระมารดาของ ทดลองหาวิธีผลิตเครื่องปั้นดินเผาให้เหมือนครั้งโบราณ
พระเวสสนั ดร ทท่ี รงขอพรขอ้ หนง่ึ จากทา้ วสกั กะกค็ อื ขอใหเ้ กดิ เป้าหมายไม่ใช่เพ่ือท�ำของปลอมลวงว่าเป็นของเก่าเพราะ
ในภูมิประเทศอันดี (บางส�ำนวนว่าขอให้อยู่ในปราสาทของ ของเดิมในยุคน้ันก็ยังหากันได้ไม่ยาก แต่ความตั้งใจหลัก
กษัตริย์แห่งกรุงสีพี) สะท้อนถึงโลกทรรศน์ท่ีเห็นว่าสภาพ อยู่ทค่ี วาม “อยากรู้”
แวดล้อมของแหล่งอาศัยมีผลต่อการด�ำเนินชีวิต เม่ือได้ถือ
กำ� เนดิ บนแผน่ ดนิ ศรสี ชั นาลยั ภมู ปิ ระเทศทม่ี แี หลง่ ดนิ เหนยี ว แรกทเี ดยี วนนั้ ประเสรฐิ มโหธร คดิ วา่ เครอื่ งสงั คโลก
อันเหมาะแก่การผลิตเคร่ืองปั้นดินเผา ผืนดินอุดมด้วยม ี คือการท�ำเครื่องปั้นดินเผา แล้วเอามาชุบเคลือบ เม่ือต้ัง
แม่น�้ำยมไหลผ่าน ประเสริฐจึงย่อมสนใจในเครื่องสังคโลก– ครอบครัวในปี ๒๕๐๘ แล้วความอยากรู้ก็ยังคงติดค้างในใจ
เคร่ืองปั้นดินเผาเคลือบคุณภาพดีที่ส่งเป็นสินค้าออกไปยัง ตกคำ�่ ประเสรฐิ กจ็ ะนำ� ดนิ เหนยี วมาลองปน้ั โดยผสมวสั ดตุ า่ งๆ
ดนิ แดนตา่ งๆ แต่ครง้ั ปางบรรพ์ ท่ีคิดว่าน่าจะให้สีสันใกล้เคียงกับจานชามโบราณ ก่อเตาฟืน
สุมไฟเผาหลายชั่วโมง หานำ�้ ชุบต่างๆ มาเคลือบเพราะคิดว่า
ประเสริฐ มโหธร เกิดเมอื่ ป ี ๒๔๘๗ เขายอ้ นใหฟ้ ังถงึ การท�ำสังคโลกให้ได้สีเขียวน้ันเป็นเพราะน�้ำเคลือบ ลองผิด
เม่ือคร้ังวัยเยาว์ว่า ช่วยผู้ใหญ่ท�ำนาท�ำไร่ต้ังแต่ ๑๐ กว่าขวบ ลองถกู อยหู่ ลายปี
เช่นเดียวกับชาวบ้านเกาะน้อยท่ัวไป ไถนาไปก็เจอเศษเครื่อง
สังคโลกเกล่ือนกลาดมากเข้าก็สะดุดใจและสงสัยแต่ยังคงทิ้ง “หนังสือของกรมศิลป์และอะไรต่างๆ เขาก็บอกว่า
ค้างไว้ในใจ พอเข้าวัยหนุ่มก็ทำ� กสิกรรม ปลูกพริก ข้าวโพด ใหใ้ สธ่ าตตุ วั นน้ั จะไดส้ นี นั้ ใสส่ ารตวั นจี้ ะไดส้ นี ี้ ผมทำ� ตาม
ฯลฯ ว่างเวน้ จากการทำ� นาท�ำไรใ่ นบางช่วงยังเคยรับจ้างพาย ที่หนังสือบอกทุกอย่าง ไม่เห็นได้ เขาอาจจะมีอะไรที่
เรือส่งคนข้ามฟากน้�ำยม “ไปสลึงมาสลึง” เพราะแต่เดิมถนน บอกเราไมห่ มด หรอื เราท�ำอะไรไมถ่ กู วธิ กี ไ็ มร่ เู้ หมอื นกนั
ใหญ่อยู่อีกฝั่งนำ้� นานครั้งเพื่อนฝูงก็ชักชวนกันขุดหาของเก่า เลยคิดว่าไม่เอาละแบบนั้น ลองเองเลยดีกว่า เอาใบไม้
จากเตาทุเรียงที่มีอยู่ดกด่ืนถือเป็นงานอดิเรกและรายได้เสริม ก่ิงไม้ ต้นโน่นต้นนี่มาทดลอง อันไหนที่เราคิดว่าจะให้สี
แต่นั่นก็เป็นเรื่องเน่ินนานหลายสิบปีก่อนท่ีกรมศิลปากรจะ แบบท่ีเราอยากได้ลองให้หมด ดินลูกรังก็เคย หินก็เคย
เขา้ ควบคมุ และประกาศเขตอทุ ยานประวตั ศิ าสตรศ์ รสี ชั นาลยั แต่ไม่ได้ผลสักอย่าง ผมลองมากว่า ๒,๐๐๐ อย่าง
ผสมนู่นผสมน่ี ลองทุกวันจนภรรยาบ่นว่าจะปั้นและเผา
การพบ เห็น หยิบ จับ
วัตถุโบราณมากชิ้นมาตลอดชีวิต ไปถึงไหน สุดท้ายผมเจอว่า
ท�ำให้ประเสริฐนึกสงสัยว่าถ้วย ขี้เถ้านี่แหละ ข้ีเถ้าไม้อย่าง
จาน ชาม ตุ๊กตา ตะเกียง แจกัน หน่ึงได้ผลดีที่สุด เคร่ืองปั้น
พาน คนโท กาน้�ำ ฯลฯ เหล่า ดินเผาของผมเลยไม่มีสาร
บรรดาเคร่ืองปั้นดินเผาที่มีสีและ เ ค มี ผ ส ม ทุ ก อ ย ่ า ง ม า จ า ก
ลวดลายแปลกตา่ งไปจากทพี่ บเหน็ ธรรมชาติทั้งนั้น ที่เห็นมันๆ
ในยุคปัจจุบัน มีความหลากหลาย วาวๆ กไ็ ดจ้ ากการเผา ไมต่ อ้ ง
เพียงใด มีกรรมวิธีผลิตอย่างไร มนี �้ำเคลอื บ”
เพราะหากนบั เฉพาะจานลายปลา
กเ็ คยพบเหน็ อยเู่ กอื บรอ้ ยแบบแลว้ ระหวา่ งทกี่ ารทดลอง
ดำ� เนนิ ไป กเ็ กดิ เหตไุ มค่ าดฝนั
88 วฒั นธ รม
กวา่ ๓๐ ปกี อ่ น ขณะท ี่ ประเสรฐิ มโหธร นงั่ ทำ� เครอ่ื งปน้ั ดนิ เผา โดยมีความไม่แน่ใจว่าจะลงทุนสูญเปล่าหรือไม่เป็นเดิมพัน
เลน่ อยทู่ บ่ี า้ น หา่ งจากตวั เมอื งเกา่ ศรสี ชั นาลยั ราว ๖.๕ กโิ ลเมตร จนเมอ่ื ทกุ อยา่ งเรยี บรอ้ ยและไดโ้ ทรศพั ทไ์ ปแจง้ ขา่ ว ลกู คา้ คน
บรุ ษุ ผู้หนึง่ ก็กา้ วเขา้ มาในชีวติ ส�ำคัญก็รับปากว่าจะมารับของ ระหว่างน้ันประเสริฐก็ยังไม่
เชอื่ สนทิ ใจนกั แตอ่ กี ไมน่ านกม็ รี ถบรรทกุ คนั หนง่ึ แลน่ มาจอด
“เถา้ แกจ่ ากกรงุ เทพฯ เขามาเทย่ี ว มาเหน็ จานชามที่ หน้าบา้ น บอกวา่ “เถ้าแกใ่ ห้มารับของ”
วางๆ อยเู่ ขากถ็ ามวา่ ใครทำ� ผมกว็ า่ ผมทำ� เขาซกั อยนู่ าน
วา่ ไมใ่ ชข่ องเกา่ แนน่ ะ ผมกเ็ ลา่ ใหเ้ ขาฟงั เขาถามวา่ จานปลา รางวัลแห่งการรอคอยคือความส�ำเร็จอันหอมหวาน
มีกี่ลาย จะให้ผมท�ำให้เขาทุกลายอย่างละ ๑๐ ใบ แล้ว เดนิ ทางมาถงึ แลว้
เขาจะซ้ือท้ังหมด แล้วเขาก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ บอกว่า
เสร็จเมื่อไรให้โทร.บอก พอเขากลับไป ผมก็ยังสงสัยว่า ใครใครค่ า้ ค้า
เขาจะซ้ือจริงหรือเปล่า ตอนน้ันผมเจอว่าลายปลามีราว
๓๐ ลายแล้วนะ เขาส่ังจานชามเป็นชุด ๒๐๐–๓๐๐ ชุด เครอื่ งสงั คโลกนบั เปน็ เครอื่ งปน้ั ดนิ เผาเคลอื บ มแี หลง่
เหน็ จะได ้ บอกวา่ จะขน้ึ บา้ นใหม ่ อยากทำ� แจกญาตพิ น่ี อ้ ง ผลติ สำ� คญั อยทู่ จ่ี งั หวดั สโุ ขทยั โดยเฉพาะเขตอ�ำเภอเมอื งและ
ผมก็ลังเลอีก เงินเป็นแสนนะ ค่าดิน ค่าฟืน ค่าแรงงาน อ�ำเภอศรีสัชนาลัย ค�ำว่า “สังคโลก” บางคนเช่ือว่ามาจาก
เราต้องลงทุน...ยังกลัวๆ อยู่ ถ้าเขาส่ังแล้วไม่มาเอา “ซอ้ งโกลก” คอื เตาแผน่ ดนิ ซอ้ งตามประวตั ทิ ถ่ี อื กนั วา่ จนี คอื ผู้
เรากแ็ ย่...” ผลิตเคร่ืองปั้นดินเผาส่งออกเป็นชาติแรกของโลก บ้างก็ว่า
“สังคโลก” อาจเพ้ียนมาจาก “สวรรคโลก” อันเป็นค�ำเรียกช่ือ
แต่เม่ือโอกาสเช่นน้ีมาถึง หากจะปล่อยให้ผ่านไปก็คง เมืองโบราณในเขตเมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) ในพงศาวดาร
ไมแ่ คลว้ ตะขดิ ตะขวงใจตลอดชวี ติ ประเสรฐิ มโหธร จงึ เสยี่ ง อยุธยา เครื่องสังคโลกแต่เดิมมีความหมายจ�ำกัดอยู่เฉพาะ
ผลติ จานลายปลาเลยี นของเดมิ ทกุ แบบ ใชเ้ วลาอยหู่ ลายเดอื น
ตุลาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 89
บริเวณเชลียง (ศรีสัชนาลัย) และเมืองสุโขทัย ต่อมามีผู้ผลิต เม่ือกิจการด�ำเนินไปด้วยดี ประเสริฐ มโหธร ก็เปิด
และเรียกเครื่องปั้นดินเผาในภาคเหนือบางแหล่งว่าเคร่ือง กิจการเต็มรูปแบบ จ้างแรงงานในละแวกบ้านมาหัดปั้นหัด
สังคโลกเช่นกัน ส่วนชาวต่างชาติมักนิยมเรียกเคร่ืองสังคโลก เขียนลาย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นก�ำ และน่ันคือท่ีมา
ตามคำ� ในภาษาฝรงั่ เศสวา่ “เซลาดอน” (celadon) ของ “กลุ่มสังคโลกดินเผาบ้านเกาะน้อย” ที่มีผลิตภัณฑ์ได ้
รับคัดเลือกให้เป็น ๑ ต�ำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ ในปี ๒๕๔๖ และ
หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรบ์ นั ทกึ วา่ ในเขตศรสี ชั นาลยั ผลิตภณั ฑ์โอทอปห้าดาวในปี ๒๕๕๒
หรอื ทเี่ ดมิ เรยี กวา่ เมอื งเชลยี ง มกี ารผลติ เครอ่ื งสงั คโลกในราว
พทุ ธศตวรรษท ่ี ๑๙–๒๒ หลงั จากทรี่ ะยะแรกแหลง่ เตาเผาอยู่ “แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดและใช้เวลา อย่าง
ทส่ี โุ ขทยั วา่ เฉพาะเตาทเุ รยี งสมยั กอ่ นทพี่ บในเขตตำ� บลปา่ ยาง ดนิ เหนยี วน ่ี ไดม้ าจากทอ้ งนาแถวน ้ี เขาขดุ บอ่ หนอง บงึ
และต�ำบลเกาะน้อยก็มีนับร้อยๆ เตา เครื่องสังคโลกเหล่าน้ี
เป็นสินค้าส่งออก จึงไปพบตามเมืองโบราณทั้งในเกาะชวา ให้รถขุดลงไปหลายสิบเมตร บางทีเขาก็มาบอก หรือเรา
สุมาตรา มะละกา ฟิลิปปินส์ และญ่ีปุ่น การผลิตเครื่อง
สังคโลกในเขตสุโขทัยค่อยๆ เส่ือมไปในช่วงสมัยอยุธยา รู้เองเราก็ไปขอมา ให้ค่ารถเขาขนมาให้ ค่าดินไม่เสีย
ตอนต้น และคงยุติลงอย่างสิ้นเชิงราวช่วงสงครามเสียกรุง
ศรีอยธุ ยาครัง้ ท่ ี ๑ เพราะเขาต้องขุดท้ิงอยู่แล้ว แต่บางช่วงท่ีออร์เดอร์เยอะ
ประเสริฐแอนติค เราก็ต้องส่ังดินจากเชียงใหม่ ได้ดินมาแล้วต้องเอามา
ใส่ตุ่ม ใส่น�้ำลงไปแล้วก็กวน ปิดตุ่มไว้หลายวัน แล้วต้อง
จ้างคนมานวดดิน นวดให้นิ่มเหมือนนวดแป้งทำ� ขนมจีน
นนั่ แหละ ทเี่ หน็ ดนิ ในกระบะวางอยนู่ น่ั กต็ อ้ งพักไว้กอ่ น
ไมใ่ ชจ่ ะเอามาปั้นได้ทันที”
วันน้ีด้วยวัยท่ีมากข้ึน ประเสริฐ มโหธร ไม่ได้ผลิต ความสขุ ทีแ่ ทจ้ ริง
สังคโลกเองมาราว ๘ ปีแล้ว แต่ก็ยังควบคุมการผลิตอยู่บ้าง
หน้าท่ีส�ำคัญคือการต้อนรับผู้มาเยือนและบอกเล่าถึงสินค้า หากจะคิดค�ำนวณราคาสินค้าในโลกธุรกิจแล้ว เครื่อง
ณ ร้านจ�ำหน่ายสินค้าหน้าบ้านพักอาศัย ส่วนโรงงานขนาด สังคโลกในวันน้ีก็ยังไม่สูงเกินเอื้อม จานขนาดกลางท่ีร้าน
ย่อมท่ีเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือนนั้นคือโรงเรือนช้ันเดียวอยู ่ ประเสริฐแอนติคผลิตและจ�ำหน่ายอยู่ที่ราว ๗๐๐–๑,๕๐๐
ถัดไป มี รณชัย มโหธร ลูกชายคนที่ ๓ เป็นผู้ควบคุมดูแล บาท พระพทุ ธรปู เทวรปู ตกุ๊ ตาชา้ งมา้ ขนาดสงู ราว ๕–๖ นว้ิ
ซึ่งเปิดให้ผู้มาเยือนเย่ียมชมและทดลองผลิตเครื่องปั้นดินเผา ตกราว ๔๐๐–๕๐๐ บาท ชุดกาแฟ ๑๕๐ บาท สว่ นตุก๊ ตาดิน
ไดด้ ว้ ยตนเอง ประเสริฐเล่าย้อนกลับไปวา่ เผาตวั ขนาดมือกำ� ไดม้ สี นนราคาเพยี ง ๑๐ บาท
“พอเถา้ แกท่ มี่ าสง่ั จานมารบั ของไป ผมกค็ ดิ เปดิ รา้ น ในทรรศนะของ ประเสรฐิ มโหธร เครอื่ งสงั คโลกทผ่ี ลติ
ขึ้นใหม่ในปัจจุบันน้ันเป็นทั้งหัตถศิลป์และสินค้า หรืออาจจะ
ก่อนจะมีศูนย์ศึกษา-อนุรักษ์เตาสังคโลก ของกรมศิลป์ เรียกได้ว่าเป็นพาณิชยศิลป์ เพราะหากท�ำตามแต่ใจตัวเอง
โดยไมส่ นใจตลาดหรอื ความตอ้ งการของลกู คา้ กค็ งอยไู่ มร่ อด
มาตั้งตรงข้ามบ้าน ผมมีลูกชายสามคน คนกลางเสียไป
“เขาเอาตัวอย่างมาให้ดูกันบ่อยๆ หนังสือบ้าง
แลว้ ทเี่ หลอื ทแี รกเขากไ็ มส่ นใจ ชอบทำ� นามากกวา่ ตอ้ ง รปู ภาพกม็ ี ชว่ ง ๘ ปกี อ่ นขายดมี าก คนมาเทยี่ วกนั มาก
ไม่ขาดสาย ท้ังไทยทั้งต่างประเทศ อย่างพระคเณศน่ี
คุยกันอยู่นานกว่ารณชัยจะยอมท�ำ แรกๆ เราก็ลองผิด พวกญปี่ นุ่ ชอบมาก แตเ่ ปน็ แบบใหมท่ เี่ พงิ่ ท�ำไมถ่ งึ ๑๐ ปี
สว่ นใหญข่ องในรา้ นเลยี นจากของเดมิ ทผี่ มเคยเหน็ ในเตา
ลองถูกกัน ท�ำแบบต่างๆ มากข้ึน พวกตุ๊กตาช้างม้า โบราณท้ังน้ัน บางคนเคยซ้ือของบางชิ้นไป แล้วจะกลับ
ตะเกียง โถ แจกัน ฯลฯ ผมเคยเห็นวางตั้งอยู่ในเตา
โบราณทง้ั นน้ั ในเตาเขาไมไ่ ดเ้ ผาพวกจานชามอยา่ งเดยี ว
นะ มสี ารพดั พนื้ เตาจะเอยี งๆ แบบเทลาด มที รายแมน่ ำ้�
อยทู่ พ่ี นื้ เหมอื นจะใชท้ รายเทปเู ปน็ พนื้ หรอื เปลา่ เรากไ็ มร่ ”ู้
90 วัฒนธ รม
มาซ้ือเพิ่ม บอกว่าอยากได้แบบเดิม มันก็ยากนะถ้าจะ เม่ือถามถึงรางวัลท่ีได้รับ รอยย้ิมก็ปรากฏขึ้นบน
ท�ำให้เหมือนเดิมทุกอย่าง เพราะเราท�ำทีละช้ิน ไม่ได้ใช้ ใบหน้าพรอ้ มกับน้�ำเสยี งเรียบๆ ธรรมดาๆ ดงั ข้นึ วา่
เครอื่ งจกั ร ชา่ งเรากห็ ลายคน บางคนทำ� งานแบบเดยี วกนั
แต่ละชิ้นยังไม่เหมือนกันเลย เรียกว่าทุกชิ้นมีช้ินเดียว “เคยมคี นมาบอกใหไ้ ปรบั รางวลั เหมอื นกนั อะไรบา้ ง
ในโลกก็ได้” จำ� ไมไ่ ดแ้ ลว้ แตผ่ มไมไ่ ป บอกเขาวา่ ผมไมเ่ อา ผมไมช่ อบ”
ประเสริฐ มโหธร เปน็ เจ้าของกิจการประเสรฐิ แอนตคิ การสนทนาหยดุ ลงเมอื่ เสยี งคชู่ วี ติ ของ ประเสรฐิ มโหธร
มากวา่ ๔๐ ป ี เลา่ ถงึ สถานการณท์ างเศรษฐกจิ ของกจิ การตน เรยี กใหไ้ ปรบั ประทานอาหารกลางวนั พรอ้ มถอ้ ยคำ� แหง่ ความ
ว่า อาจจะเพราะความร้อนของอากาศในช่วง ๒–๓ ปีมานี้ ท่ี ห่วงใยว่าจะมผี ลตอ่ สขุ ภาพ
ท�ำให้นักท่องเท่ียวลดลง ปีท่ีแล้วก็คิดกันว่าคนมาเที่ยวน้อย
แล้ว ปีน้ียิ่งน้อยลงไปอีก นักท่องเท่ียวเกือบทั้งหมดเลือกพัก อัลแบร์กามู นักปรัชญาและนักเขียนรางวัลโนเบลชาว
คา้ งคนื ทส่ี โุ ขทยั ซงึ่ หา่ งออกไปราว ๖๐ กโิ ลเมตร โดยมาเยอื น ฝร่ังเศส ผู้ซึ่งหากมีชีวิตอยู่ในวันนี้ก็จะมีอายุได้ ๑๐๒ ปี เคย
ศรสี ชั นาลยั เพยี งไม่กชี่ ว่ั โมง บันทึกไว้ว่า ความสุขที่แท้จริงในชีวิตมีอยู่ส่ีสิ่ง นั่นคือ “อยู่ใน
ที่มีอากาศโปร่ง รักใครสักคน พ้นจากความทะเยอทะยาน
และทำ� งานสรา้ งสรรค”์
บางท ี หน้ารอ้ นปีนี้อาจไมร่ า้ ยแรงนกั !
อา้ งองิ
ปาริสุทธ์ิ เลิศคชาธาร. เตาเผาเครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย. สารนิพนธ์
ระดบั ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๓๐.
ศรีศักร วัลลิโภดม. “เคร่ืองสังคโลก,” เมืองโบราณ. ปีที่ ๑ ฉบับท่ี ๔
(กรกฎาคม–กนั ยายน) ๒๕๑๘.
เสนอ นลิ เดช. “สงั คโลก,” เมอื งโบราณ. ปที ่ี ๑๒ ฉบบั ท ่ี ๒ (เมษายน–
มิถุนายน) ๒๕๒๙.
สมั ภาษณ ์ ประเสริฐ มโหธร. ๙ มถิ ุนายน ๒๕๕๘.
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 91
92 วฒั นธ รม
นิ ทั ศ น์ วั ฒ น ธ ร ร ม
เร่ือง : สรณ ี คำ� เพยี ง
ภาพ : พิพธิ บางล�ำพู
ขุมทรัพย์แหง่
พพิ ธิ บางล�ำพู
�
พิพิธบางล�ำพู เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมใหม่ล่าสุด
แห่งหน่ึงของกรุงเทพฯ เพ่ิงเปิดตัวสู่สาธารณชนช่วงกลางปี
๒๕๕๗ นี่เอง หากเมื่อดูจากต�ำแหน่งแห่งที่ พิพิธบางล�ำพ ู
ต้ังอยู่ในย่านเก่าแก่ท่ีสุดแห่งหน่ึงของพระนคร แวดล้อมด้วย
โบราณสถานส�ำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น ป้อมพระสุเมรุ
คลองบางล�ำพู (คลองรอบกรุง) ตลอดจนบรรดาวังเก่า
เหย้าเรอื นขนุ นางยา่ นถนนพระอาทติ ย ์
ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 93
นับแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ย่านนี้ถือว่าอยู่ในเขต พพิ ธิ ภณั ฑแ์ หง่ ใหมน่ ก้ี ำ� หนดการเขา้ ชมเปน็ รอบ โดยมี
ของ “วังหน้า” หรือพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นท่ีต้ังของ เจา้ หนา้ ทนี่ ำ� ชมตามเสน้ ทางทกี่ ำ� หนดไว ้ เรมิ่ ตง้ั แตช่ น้ั ลา่ งของ
ปอ้ มปราการสำ� คญั ดา้ นเหนอื พระนครคอื ปอ้ มพระสเุ มร ุ มวี งั ตึกหลังแรก ป้อมเขตขัณฑ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นส่วน
ที่ประทับของเจ้านายท่ีทรงได้รับมอบหมายให้ก�ำกับดูแลการ จัดแสดงว่าด้วยความเป็นมาของพื้นที่ เน้นหนักเรื่องราวของ
ปอ้ งกนั พระนครดา้ นทศิ เหนอื แวดลอ้ มดว้ ยบา้ นเรอื นกลมุ่ ชน กำ� แพงเมอื ง ประต ู และปอ้ มปราการ โดยเฉพาะปอ้ มพระสเุ มร ุ
หลากหลายชาติพันธุ์และศาสนา เพอ่ื นบา้ นใกลเ้ รอื นเคยี งของพพิ ธิ ภณั ฑ ์ ซง่ึ นำ� เสนอดว้ ยเทคนคิ
Magic Mirror สดุ พิเศษ
ถัดเข้ามาในคาบเวลาของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
ตั้งแต่ปี ๒๔๖๘ บริเวณพิพิธบางล�ำพูคือที่ตั้งโรงพิมพ ์ ต่อด้วยห้องช้ันบนที่อุทิศพื้นที่ทั้งหมดให้แก่การ
กรมต�ำรา กระทรวงธรรมการ ท้ังยังใช้เป็นโรงเรียนช่างพิมพ์ ถ่ายทอดจิตวิญญาณและภารกิจของกรมธนารักษ์ ผ่านห้อง
วัดสังเวช โรงเรียนสอนการพิมพ์แห่งแรกของประเทศด้วย จดั แสดงหา้ หอ้ ง ไดแ้ ก ่ หอ้ งพระคลงั มหาสมบตั ิ หอ้ งธรรมา-
ต่อมาในปี ๒๔๙๓ โรงพิมพ์ถูกโอนมาข้ึนกับองค์การค้าของ ภิบาลอารักษ์ ห้องเบิกโรงกษาปณ์ ตามรอยเงินตรา ห้อง
คุรุสภาจึงกลายเป็น “โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ” รับหน้าท่ี ทรัพย์แห่งความภูมิใจ อนุรักษ์ไว้เพื่อแผ่นดิน และห้องเพื่อ
พิมพ์แบบเรียนส�ำหรับนักเรียนไทยทั่วประเทศ กระทั่งเมื่อ ราษฎรแ์ ละรฐั
ครุ ุสภามโี รงพิมพแ์ หง่ ใหมท่ ี่ลาดพรา้ ว แทน่ พมิ พ์รุ่นเกา่ ทน่ี จี่ งึ
ค่อยๆ หมดภาระลง จนถึงปี ๒๕๓๘ คุรุสภาหมดสัญญากับ จากนน้ั จะมที างเดนิ เชอื่ มตอ่ ไปยงั นทิ รรศการหลกั ของ
กรมธนารักษ์ อาคารท้ังหมดจึงถูกทิ้งร้าง หลังจากนั้นทาง พิพิธบางล�ำพู ที่ชั้น ๒ ของอาคารไม้ทางด้านหลัง ซ่ึงก�ำหนด
กรมธนารกั ษม์ แี ผนพฒั นาพนื้ ทบี่ รเิ วณน ี้ เรม่ิ ดว้ ยการรอ้ื อาคาร เน้ือหาหลักเหมือนเป็นการตามล่าหาขุมทรัพย์ล้�ำค่าแห่ง
เกา่ ลง ทวา่ จากความเขม้ แขง็ ของประชาคมบางลำ� พทู ร่ี ว่ มแรง บางล�ำพู โดยก่อนเข้าชม ทุกคนจะได้รับแจก “ลายแทง
กันน�ำเสนอแนวทางการอนุรักษ์แทนท่ีการรื้อถอน กลายเป็น ขุมทรัพย์บางล�ำพ”ู ซง่ึ กค็ อื แผนที่ย่านบางล�ำพูนน่ั เอง
กระแสสังคมให้กรมธนารักษ์ตัดสินใจยุติโครงการดังกล่าว
ทั้งยังสามารถผลักดันให้กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน ห้องจัดแสดงในส่วนนี้แต่ละห้องจะบอกกล่าว
อาคารโรงพิมพ์ครุ สุ ภาเป็นโบราณสถานในปี ๒๕๔๔ “เง่ือนง�ำ” บางอย่างส�ำหรับภารกิจดังกล่าวแก่เรา เร่ิมด้วย
สีสันบางล�ำพู จากส่ิงท่ีคนท่ัวไปรู้จักในปัจจุบัน ก่อนจะข้าม
โครงการพพิ ธิ บางลำ� พภู ายใตก้ ารดแู ลของกรมธนารกั ษ ์ ป ร ะ ตู ท ะ ลุ มิ ติ ไ ป เ ส า ะ แ ส ว ง ห า เ บ า ะ แ ส จ า ก ริ ม ค ล อ ง
และความร่วมมือจากประชาคมบางล�ำพูเกิดข้ึนในปี ๒๕๕๕ ท่ามกลางแสงวิบวับของหิ่งห้อยในดงล�ำพู ผ่านปากค�ำของ
เพื่อพัฒนาท่ีดินราชพัสดุแปลงนี้ให้สร้างประโยชน์แก่ชุมชน ผู้คนหลากเช้ือชาติหลายวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่ร่วมกันในย่าน
และสงั คม ดว้ ยการบรู ณะซอ่ มแซมอาคารเกา่ และใชป้ ระโยชน์ บางล�ำพู ท้ังคนไทย มอญ ลาว เขมร แขกตานี และจีน
ให้เหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายการอนุรักษ์และพัฒนา เร่ืองราวในห้องน้ีจบลงเมื่อบ้านเมืองวิวัฒน์จากเมืองน�้ำมาสู่
กรุงรัตนโกสินทร์ เพ่ือส่งเสริมสนับสนุนให้พ้ืนท่ีชุมชน เมืองบก เมื่อบางล�ำพูคือ พระนครเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวม
บางล�ำพูพัฒนาเป็นแหล่งท่องเท่ียวและศูนย์การเรียนรู ้ มหรสพและความบนั เทงิ อนั ลอื เลอื่ งเฟอ่ื งฟทู สี่ ดุ ของพระนคร
เชงิ การศึกษาวฒั นธรรมชุมชน ท้ังจุดตัดของเส้นทางรถราง โรงภาพยนตร์ วิกลิเก และย่าน
ชอปปิง
94 วัฒนธ รม
ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๕๘ 95
96 วฒั นธ รม
ติดตามมาด้วยรายการเข้าตามตรอกออกตามประตู อยู่ ณ ริมแม่น้�ำเจ้าพระยา สวนสันติชัยปราการ ซ่อนอยู่
กบั ยำ่� ตรอกบอกเรอ่ื งเกา่ ทจ่ี ะทำ� ใหผ้ ชู้ มไดใ้ กลช้ ดิ และซมึ ซบั ภายในด้วย เมื่อน�ำลายแทงขุมทรัพย์ท่ีได้รับแจกต้ังแต่แรก
วิถีชุมชน รู้จักของดีย่านบางล�ำพูที่ซุกซ่อนอยู่ตามตรอกซอก มาส่องกับแสงใต้ต้นล�ำพู ในห้องน้ีเองจะเฉลยค�ำตอบว่า
ซอยตา่ งๆ หา่ งไกลจากสายตาคนภายนอก อาท ิ การปกั ชดุ โขน แท้จริงแล้วขุมทรัพย์แห่งบางล�ำพูที่ตามหามาต้ังแต่ต้นนั้น
ของชุมชนตรอกเขียนนิวาส-ตรอกไก่แจ้ บ้านดุริยประณีต คอื อะไร
บ้านดนตรีไทยแห่งชุมชนวัดสังเวชฯ เคร่ืองถมของชุมชนบ้าน
พานถม การตีทองคำ� เปลวและร้านขายธงย่านชุมชนบวรรังสี ปิดท้ายด้วย มิ่งขวัญบางล�ำพู สถานที่ประดิษฐาน
การแทงหยวกของชุมชนวัดใหม่อมตรส การท�ำข้าวต้มน�้ำวุ้น พระพทุ ธบางลำ� พปู ระชานาถ พระพทุ ธรปู ทส่ี มเดจ็ พระญาณ-
และใบลานของชมุ ชนวดั สามพระยา ฯลฯ สงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก ประทานให้
เปน็ มง่ิ ขวัญแก่ชาวชมุ ชนบางลำ� พ ู
ความร่วมแรงร่วมใจจากประชาคมบางล�ำพูและ
ใกล้เคียงสะท้อนให้เห็นชัดเจนในห้องนี้ ที่ซ่ึงข้าวของต่างๆ ช้ันล่างของอาคารไม้หลังนี้ยังมีนิทรรศการเล็กๆ ว่า
ท่ีถูกเก็บง�ำไว้ด้วยความรัก ด้วยความผูกพัน ถูกส่งต่อให้เป็น ด้วยโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช และประวัติศาสตร์การพิมพ์
มรดกของสงั คม นำ� มาจดั แสดงไวเ้ พอ่ื ประโยชนแ์ กส่ าธารณชน ในประเทศไทย รวมถึงการพิมพ์ระบบตัวเรียง หรือท่ีเรียกว่า
ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะท�ำทองจากบ้านช่างทองตรอกสุเหร่าย่าน “เลตเตอรเ์ พรส” ซงึ่ จะเปดิ โอกาสใหผ้ ชู้ มรว่ มเรยี นรแู้ ละลงมอื
มัสยิดจักรพงษ์ หรือเคร่ืองอัดใบลาน มรดกตกทอดของร้าน พิมพ์โปสตก์ าร์ดที่ระลกึ ดว้ ยตัวเอง
ลานทอง ย่านวดั สามพระยา
เมื่อก้าวพ้นประตูของพิพิธบางล�ำพูออกมา เราอาจ
ต่อด้วยการเรียนรู้บางล�ำพูให้ลึกซึ้งขึ้นอีก ผ่าน ยินดีท่ีได้รู้จักกับชุมชนอีกแห่งหนึ่งในย่านเก่าเมืองกรุง หรือ
สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ยังหลงเหลือ และประวัติบุคคลส�ำคัญ อาจชื่นชมกับการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ใหม่ล่าสุดแห่งนี้ที่
ของบางล�ำพ ู ใน ทีน่ บ่ี างลำ� พ ู เตม็ ไปดว้ ยเทคนคิ พเิ ศษนา่ ตนื่ ตาตน่ื ใจตา่ งๆ ทวา่ ทงั้ ทางผจู้ ดั
คือกรมธนารักษ์ และประชาคมบางล�ำพู ก็คงมิได้มุ่งหมาย
ในที่สุดก็ถึงเวลาแห่งการไขปริศนา ถอดรหัสลับ จะให้เป็นจุดสิ้นสุดการเรียนรู้ของผู้ชม เพราะ “ของจริง” ยัง
ขุมทรัพย์บางล�ำพู ผู้ชมจะพบกับต้นล�ำพูจ�ำลองขนาดใหญ่ รอเราอยู่ข้างนอกนั่น และลายแทงขุมทรัพย์ (หรือแผนท่ ี
อยู่กลางห้อง ถึงจะเป็นของจ�ำลองหากแต่ต้นล�ำพูต้นน้ีก็มี บางลำ� พ)ู ทไ่ี ดร้ บั แจกมาในมอื ยอ่ มเปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ อกี ครงั้ หนงึ่
ชิ้นส่วนจริงจาก “ล�ำพูต้นสุดท้ายแห่งบางล�ำพู” ท่ีเคยยืนต้น ส�ำหรับการออกไปเสาะแสวงขมุ ทรัพยล์ ้�ำคา่ ด้วยตนเองต่อไป
พิพธิ บางลำ� พู โดยกรมธนารักษ์
ถนนพระอาทติ ย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรงุ เทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท ์ ๐ ๒๒๘๑ ๙๘๒๘
เฟซบกุ๊ : https://www.facebook.com/pipitbanglamphu
�
เปิดวนั อังคาร–วนั อาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐–๑๘.๐๐ น.
(ปิดใหบ้ ริการทุกวนั จันทร)์
�
ไมเ่ สียคา่ เขา้ ชม
เข้าชมเป็นรอบ ทกุ ๆ ๓๐ นาที
รอบแรก ๑๐.๐๐ น. และรอบสุดท้าย ๑๖.๐๐ น.
แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ ๑ ชวั่ โมง ๓๐ นาที
ตลุ าคม-ธนั วาคม ๒๕๕๘ 97
ลายดอกโบตั๋นแกะสลกั หินในปราสาทขอม ดอกโบตน๋ั
98 วฒั นธ รม