The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุณครูที่รัก บุญแล้วที่เกิดมาเป็นครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-05-08 23:19:59

คุณครูที่รัก บุญแล้วที่เกิดมาเป็นครู

คุณครูที่รัก บุญแล้วที่เกิดมาเป็นครู

Keywords: การบริหารการศึกษา,การศึกษาและคุณธรรม

บุ ญ แ ล ว ที่ เ กิ ด ม า เ ป น ค รู

เกษม วฒั นชยั

บุญแล้วที่เกิดมาเปน็ ครู 1

เกษม วฒั นชัย
มลู นิธิยวุ สถริ คุณ

คุณครทู ี่รัก บุญแล้วท่ีเกิดมาเปน็ ครู

ผู้เรียบเรียง ศ.นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
หน่วยงาน มูลนิธิยุวสถิรคุณ

พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2557
จำ�นวนพิมพ์ 11,000 เล่ม

พิมพ์ครั้งที่ 2 ธันวาคม 2557 สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน 5,000 เลม่
จำ�นวนพิมพ์ 18,000 เล่ม สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน 4,000 เลม่
สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน 3,000 เลม่
มูลนิธิช่วยการศึกษาตันติสุนทร
ดร.รัชนี ชังชู โรงเรียนปราโมชวิทยา รามอินทรา
มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

พิมพ์ครั้งที่ 3 มีนาคม 2558 สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน 20,000 เลม่
จำ�นวนพิมพ์ 22,000 เล่ม

มูลนิธิศักดิ์พรทรัพย์

พิมพ์ครั้งที่ 4 พฤษภาคม 2558 อักษรกรุ๊ป เมืองพัทยา 5,000 เลม่
จำ�นวนพิมพ์ 5,000 เล่ม โรงเรียนพัทธยาอรุโณทัย สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน
โรงเรียนมารีวิทย์
อ.นิคม หมดราคี
อ.สุวัฒน์ หนองใหญ่
อ.ชวน กิติเกียรติศักดิ์

พิมพ์ครั้งที่ 5 พฤษภาคม 2557 สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน 10,000 เลม่
จำ�นวนพิมพ์ 10,000 เล่ม

มูลนิธิช่วยการศึกษาตันติสุนทร

พิมพ์ครั้งที่ 6 กรกฎาคม 2558 อักษรกรุ๊ป เมืองพัทยา สนับสนุนการพิมพ์ จำ�นวน 5,000 เลม่
จำ�นวนพิมพ์ 5,000 เล่ม

อ.นิคม หมดราคี

พิมพ์ครั้งที่ 7 มกราคม 2559
จำ�นวนพิมพ์ 5,000 เล่ม

จดั พมิ พ์ : บรษิ ัท ส�ำ นักพิมพ์ พ.ศ. พฒั นา จำ�กัด
12 หมอ่ มแผ้ว แยก 3 ถนนพระราม 6 ซอย 41 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

2 โทร. 02-279-6222 โทรสาร 02-279-6203-4
พิมพท์ ี่ : บรษิ ัท ธนธัชการพิมพ์ จำ�กดั
480/1 ซอยแสงสันต์ ถนนประชาอุทศิ แขวงราษฎรบ์ รู ณะ กรุงเทพมหานคร 10140

ความในใจของผู้เขียน

3
ผเู้ ขยี นเปน็ ครแู พทยอ์ ยชู่ ว่ งระยะหนง่ึ ของชวี ติ หลงั จากกลบั จากการศกึ ษาขนั้ สงู ในตา่ งประเทศ
แลว้ กไ็ ดม้ โี อกาสเขา้ เรยี น “วชิ าครแู พทย์ (แพทยศาสตรศ์ กึ ษา)” ความรแู้ ละทกั ษะทไี่ ดจ้ ากวชิ าครแู พทย์
น้ีทำ�ให้ผู้เขียนเข้าใจตนเองในฐานะครูคนหน่ึง และเข้าใจนักเรียนแพทย์แต่ละคนว่าจะช่วยเก้ือหนุน
อยา่ งไรเขาจงึ จะสำ�เรจ็ การศึกษาออกไปประกอบสมั มาอาชีพ

ลกู ศษิ ยท์ ุกคนจึงถอื เสมอื นรางวลั แห่งความเปน็ ครู

ผู้เขียนได้เข้าเรียนหนังสือเมื่อเลยเกณฑ์อายุ และถูกทางการปรับเพราะผิดพระราชบัญญัติ
ประถมศกึ ษา ตอ่ มาจงึ พบวา่ การไดเ้ รยี นหนงั สอื คอื สง่ิ ทตี่ นเองปรารถนาอยา่ งยง่ิ มคี วามสขุ กบั การเรยี น
แตก่ ห็ วดุ หวดิ จะไม่ไดเ้ รยี นเพราะความยากจน เป็นบุญเหลอื เกนิ ท่คี ุณพอ่ คณุ แม่ท่านส้ฝู ่าฟันอุปสรรค
นานาเพ่ือส่งเสียจนจบการศึกษา ในระหว่างทางก็ได้ความรักและความปรารถนาดีจาก “คุณครูที่รัก”
หลายตอ่ หลายทา่ นให้กำ�ลังใจ ให้ค�ำ แนะน�ำ แก่ครอบครัวและแก่ผเู้ ขยี น
พระคณุ ของพ่อแม่และพระคุณของครบู าอาจารย์เทียบเทา่ แผน่ ฟ้าผืนดนิ ยิง่ ใหญ่เหลอื เกนิ
จงึ เขา้ ใจและตงั้ ปณธิ านเสมอมาวา่ หากมโี อกาสและมคี วามสามารถใดกจ็ ะอทุ ศิ เพอื่ การศกึ ษา
ไทย เน่ืองเพราะเห็นคณุ คา่ ของการศกึ ษานานาประการ เชน่
1. การศกึ ษาส�ำ คญั ส�ำ หรบั ทกุ ชีวติ แตเ่ กดิ จนตาย
2. การศึกษายกฐานะของมนษุ ยใ์ ห้สงู ขึ้น
3. การศกึ ษาชว่ ยจรรโลงสงั คมให้เกิดสันตสิ ขุ
4. การศึกษาชว่ ยพัฒนาเศรษฐกจิ ให้ย่งั ยืน
5. การศึกษาหนุนชูวฒั นธรรมไทยและความเปน็ ไทย
6. การศกึ ษาช่วยปกปอ้ งส่งิ แวดลอ้ ม และธรรมชาตอิ นั งดงามของโลกใบนี้

หากการศกึ ษาไทยจะบรรลเุ ป้าหมายท้ัง 6 ประการขา้ งตน้ น้ีได้ ต้องประกอบดว้ ยเง่ือนไข 3
ประการคอื
1. เปน็ การศึกษาที่เน้นวา่ ความรู้และคุณธรรมเป็นเรอ่ื งเดยี วกนั เปน็ เนื้อเดยี วกัน
2. เป็นการศกึ ษาท่มี คี ณุ ภาพและจัดได้ทัว่ ถึง
3. ทกุ ฝา่ ยต้องลงมอื ชว่ ยกนั ด้วยความสจุ ริตใจ และด้วยความม่งุ มัน่
หากหนังสือเล่มน้ีจะมีประโยชน์อันใดแล้ว ผู้เขียนขอให้เป็นพลังบุญเพ่ือตอบแทนพระคุณ
ของคณุ พอ่ และคณุ แม่ และเป็นเคร่อื งแสดงกตเวทติ าคณุ แด่คุณครูทรี่ กั และเคารพทุกท่าน
ขอประกาศวา่ เนอ้ื หาของหนงั สอื เลม่ นผ้ี เู้ ขยี นน�ำ มาจาก “ค�ำ สอน” อนั ทรงคณุ คา่ ยง่ิ ของพทุ ธ
ธรรมาจารย์ผู้ยงิ่ ใหญส่ ามทา่ นคอื
พระเดชพระคุณท่านพทุ ธทาส อนิ ทปญั โญ
พระเดชพระคณุ หลวงพ่อปัญญานันทภกิ ขุ
พระธรรมาจารย์เจิ้งเอี๋ยนแหง่ มลู นิธิฉือจ้ี
หนงั สอื เลม่ นเ้ี ปน็ สมบตั ขิ องวงการศกึ ษาไทย ทา่ นผใู้ ดเหน็ วา่ สว่ นใดในหนงั สอื เลม่ นอี้ าจเปน็
ประโยชนไ์ ด้ ก็สามารถน�ำ ไปพิมพ์เผยแพรใ่ นลกั ษณะทำ�บุญเพื่อการศกึ ษา โปรดอย่าน�ำ ไปคา้ ขายเป็น
ธรุ กจิ เลย
ในการพมิ พค์ ร้งั แรกน้ี กัลยาณมติ รของผเู้ ขยี นสองครอบครวั เป็นผู้ออกคา่ ใชจ้ า่ ย ซ่ึงเป็นการ
ทำ�บญุ เพือ่ การศกึ ษา ผู้เขียนจึงใคร่ขอเอย่ นามไว้ ณ ทนี่ ด้ี ้วย
1. คณุ สมเกียรติ และคณุ ปราณี เหลา่ ทวีสุข
2. คณุ วสิ ิทธิ์ และคุณอรทยั โรจน์พจนรัตน์
ขออนุโมทนาบุญครับ
เกษม วฒั นชยั
4 ผู้เขียน

สารบัญ หนา้

บทท่ี 1 การเรียนรู้การศกึ ษาและคุณธรรม 7
บทท่ี 2 โรงเรยี นทรี่ กั 18
บทท่ี 3 นักเรียนที่รกั 24
บทท่ี 4 คณุ ครูที่รัก 31
บทท่ี 5 ทศพธิ ครุ ธุ รรม 38

5

6

บทท่ี 1 7

การเรียนร้กู ารศกึ ษาและคุณธรรม

ก.การเรยี นรู้

1. นยิ ามและเปา้ หมาย

การเรยี นรเู้ ปน็ กระบวนการที่ท�ำ ใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงในตวั ผู้เรียน 3 ด้านด้วยกันคอื
(1) เปลี่ยนใจ (เปล่ียนค่านิยม เปล่ียนความเช่ือความคิด) เพ่ือให้ยึดมั่นในความดี
ความจรงิ และความงาม คือไดค้ ุณธรรมชุดหน่ึง
(2) เปลี่ยนจากความเป็นผูไ้ มร่ ู้ เปน็ ผูร้ ใู้ นเนื้อหาวิชาความรู้ คอื ไดค้ วามรชู้ ดุ ใหม่
(3) เปลย่ี นจากผู้ท�ำ ไม่ได้ท�ำ ไมเ่ ป็น เป็นผทู้ ำ�ได้ทำ�เปน็ คือได้ทกั ษะชุดใหม่
อน่ึง องค์การยูเนสโกแห่งสหประชาชาติได้กำ�หนดเป้าหมายแห่งการเรียนรู้สำ�หรับ
คริสตศตวรรษที่ 21 ไวว้ า่
(1) เรยี นใหร้ ถู้ ึงวธิ ีการเรียนรู้ ซ่งึ มีรูปแบบหลากหลาย (learn how to learn)
(2) เรียนเพ่อื ใหเ้ กิดความร้ชู ุดใหม่ (learn to know)
(3) เรียนเพอ่ื ไดท้ ักษะชดุ ใหม่ (learn to do things)
(4) เรียนเพื่อใหไ้ ดค้ ุณธรรมจรยิ ธรรมชุดหนง่ึ เพ่ือทีจ่ ะอยู่ได้กบั ผอู้ ่นื อย่างสนั ตสิ ุข ไม่
เบียดเบยี นแต่เอ้อื เฟือ้ เกอ้ื หนุนกนั (learn to live with others)

2. การเรยี นรทู้ ม่ี ีประสทิ ธภิ าพ (effective learning)

(1) หากผเู้ รยี นเพยี งรแู้ ค่ “เนอื้ หาวชิ า (subject matter) อาจไมเ่ พยี งพอ แตต่ อ้ งใหผ้ เู้ รยี น
มโี อกาสขดุ ลกึ ลงไปในเนอ้ื หาความรนู้ นั้ (in-depth investigation) จงึ จะเกดิ ความเขา้ ใจไดล้ กึ ซงึ้ ขน้ึ
เชน่ การมอบหมายใหก้ ล่มุ ผู้เรียนไปค้นควา้ เจาะลกึ แล้วนำ�มาแลกเปล่ยี นเรยี นรกู้ นั และกัน
(2) ความศรทั ธาของผเู้ รยี นตอ่ สง่ิ ทจี่ ะเรยี นมคี วามส�ำ คญั ตอ่ ความใสใ่ จ และความเขา้ ใจ
ในเนอื้ หาวิชาทจี่ ะเรียน
เนือ้ หาทผ่ี สู้ อนจดั ใหผ้ ู้เรยี น จงึ ต้อง “เป็นจริง – แม่นยำ�และครอบคลุม” เพอื่ ให้ผู้
เรียนเข้าใจอย่าง “รูแ้ จ้งแทงตลอด”
(3) คณุ คา่ (value) ของเนอื้ หาวชิ าทจ่ี ะเรยี น ไมว่ า่ จะเปน็ ความรใู้ หม่ ทกั ษะใหม่ คณุ ธรรม
ใหม่ ตอ้ งใหผ้ เู้ รยี น “ตีค่า” ว่ามีสาระประโยชนต์ ่อผู้เรยี น ผูส้ อนมหี นา้ ท่ีชใ้ี ห้ผู้เรียนเหน็ คุณคา่
ผเู้ รียนย่ิงเห็นคณุ คา่ เทา่ ไร เขายิง่ ทุม่ เทมากเท่าน้นั
(4) เจตคติ (attitude) เป็นผลรวมของความเช่ือ (belief) การเห็นคุณค่า (value) และ
พฤติกรรม (behavior) ในอดตี ทผี่ า่ นมาของผ้เู รียน
เจตคติเป็นปัจจัยทางความคิดท่ีทำ�ให้บุคคลประพฤติไปในทางใดทางหนึ่ง สังคม
ยอ่ มตีค่าความประพฤตินน้ั วา่ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม พึงปรารถนาหรอื ไม่พึงปรารถนา
เพราะฉะนน้ั ผูส้ อนจงึ ควรสง่ เสรมิ ให้ผเู้ รียนเปลีย่ น หรอื สร้างเจตคตแิ ละพฤติกรรม
8 ทีเ่ หมาะสม โดยพัฒนาท้งั ความเชอื่ ความศรทั ธา และการเห็นคณุ ค่าในส่งิ ท่ผี ู้เรยี นกำ�ลงั เรยี นรู้

(5) การควบคุมพฤติกรรมของตนเอง (self - control) เพื่อให้เกิดผลในสถานการณ์ 9
หนง่ึ ๆ ส�ำ หรบั เดก็ และเยาวชนยอ่ มเกดิ จากการฝกึ อบรม และการก�ำ หนดกรอบดา้ นวนิ ยั มารยาท
และอน่ื ๆ จากผสู้ อน จากโรงเรยี นและจากสงั คม ปจั จยั เหลา่ นผี้ สู้ อนมสี ว่ นชว่ ยผเู้ รยี นไดม้ โี อกาส
ปฏิบตั ิ จนประสบเปา้ หมายท่ีพงึ ประสงค์

3. ผลของการเรยี นรู้

การเรยี นรเู้ ปน็ การพฒั นาตนเอง ไมว่ า่ จะเรยี นดว้ ยตนเอง เรยี นจากผอู้ น่ื หรอื จากระบบ
การศกึ ษาและการเรยี นรยู้ งั ผลใหแ้ ตล่ ะคนไดแ้ สดงความรบั ผดิ ชอบในชวี ติ 4 ประการดว้ ยกนั คอื

(1) รบั ผดิ ชอบต่อตนเอง

(2) รบั ผดิ ชอบตอ่ ครอบครวั

(3) รับผิดชอบตอ่ หนา้ ที่การงาน

(4) รับผิดชอบต่อสงั คมและประเทศชาติ

ข.การศึกษา

1. นิยาม

การศึกษา คือ ระบบทีอ่ อกแบบเพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นได้เรยี นรตู้ ามวตั ถุประสงค์ที่กำ�หนด เชน่

(1) การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เป็นระบบการศึกษาท่ีออกแบบเพื่อสร้างพลเมืองไทยใน
อนาคต และเพื่อศกึ ษาตอ่ ในระดบั อาชีวศกึ ษา หรอื ระดบั อดุ มศกึ ษา

เพราะฉะนนั้ หากประเทศชาตติ อ้ งการใหพ้ ลเมอื งของตนรอู้ ะไรแคไ่ หน ท�ำ อะไรได้ และ
เป็นคนดีงามเย่ยี งไร ก็ตอ้ งก�ำ หนดเนื้อหาลงในหลกั สูตรให้ครอบคลมุ และจดั การเรียนการสอน
จนกระท่ังผู้จบการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐานออกมาเปน็ พลเมืองท่ีประเทศชาตติ อ้ งการ

ท�ำ นองเดียวกนั หากจะให้ผู้เรียนจบชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เพือ่ ไปตอ่ อาชีวศกึ ษาระดบั
ปวช. หรือจบช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพ่ือไปต่อ ปวส. หรืออุดมศึกษาก็ต้องกำ�หนดให้เนื้อหา
หลักสูตรและการเรยี นการสอนเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั การศึกษาช้นั สูงดว้ ย

(2) การอาชวี ศกึ ษา เปน็ ระบบการศกึ ษาทอ่ี อกแบบเพอ่ื สรา้ งชา่ งฝมี อื ไปปฏบิ ตั งิ านใน
ภาคอตุ สาหกรรม หัตถกรรม บริการ และการเกษตร-ประมง-ปศสุ ตั ว์

หากดจู ากโครงสรา้ งประชากรไทย และจากพฒั นาการการผลิตของประเทศเพอื่ นบา้ น
ซง่ึ เคยเปน็ แหลง่ แรงงานใหแ้ กป่ ระเทศไทยในอดตี แลว้ จ�ำ เปน็ ทจี่ ะตอ้ งก�ำ หนดยทุ ธศาสตรเ์ รง่ ดว่ น
เพอื่ ปฏริ ปู การอาชวี ศกึ ษาใหส้ ามารถตอบโจทยภ์ าคการผลติ บรกิ ารและการเกษตรแผนใหมใ่ หไ้ ด้

(3) การอดุ มศกึ ษา เปน็ ระบบการศกึ ษาทอ่ี อกแบบเพอ่ื ผลติ นกั วชิ าการและนกั วชิ าชพี
ขนั้ สงู ในหลากหลายสาขา เพอ่ื ตอบสนองโครงสรา้ งเศรษฐกจิ และสงั คมทก่ี �ำ ลงั เปลยี่ นแปลงอยา่ ง
รวดเรว็ และอยใู่ นภาวะทม่ี ีการแขง่ ขันสงู ท้งั ในและนอกภูมภิ าคอาเซยี น

2. เป้าหมายของการจดั การศกึ ษา

2.1 Dakar Framework ค.ศ. 2000

10 “ระบบการศกึ ษาตอ้ งมงุ่ พฒั นาศกั ยภาพและความเปน็ อจั ฉรยิ ะของผเู้ รยี นแตล่ ะคน

เพอื่ พฒั นาอปุ นสิ ยั ใหเ้ ขาสามารถปรบั ชวี ติ ของเขาใหด้ ขี น้ึ และเพอื่ ใหเ้ ขาสามารถชว่ ยพฒั นาสงั คม 11
ให้ดีขนึ้ ดว้ ย”

2.2 เพราะฉะนัน้ เปา้ หมายของการจัดการศกึ ษาจงึ ควร

(1) เนน้ ผเู้ รียน (แตล่ ะคน) เปน็ ส�ำ คญั ทั้งเดก็ ผู้ใหญ่ และผ้สู ูงอายุ ตามอุดมการณ์
ของการเรียนรตู้ ลอดชีวิต

(2) ตอบสนองความต้องการได้ (education on demand)

(3) ออกแบบหลากหลาย ท้ังในระบบและนอกระบบ

(4) ใชท้ รพั ยากรอยา่ งประหยดั กระบวนการควรเรยี บงา่ ยและใหผ้ ลลพั ทท์ ม่ี คี ณุ ภาพ
และใหป้ ระโยชน์สงู สดุ

3. การบรหิ ารการศกึ ษา

3.1 ทั้งผู้บริหารการศึกษาและครูบาอาจารย์จะต้องเป็นคนดี มีคุณธรรม มีอุดมการณ์
เพ่อื ชาติ ซ่อื สตั ย์สจุ รติ ไม่ฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงเสยี เอง และมคี วามกล้าหาญท่จี ะต่อสกู้ บั ความไม่
ถกู ต้อง

3.2 ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนคุณธรรม (รายละเอียดอยู่ในหนังสือ “โรงเรียนคุณธรรม”
จดั พมิ พโ์ ดย มูลนธิ ิยุวสถริ คณุ สำ�นักงานทรพั ย์สนิ สว่ นพระมหากษัตรยิ ์ พ.ศ. 2557)

3.3 ในการบรหิ ารองคก์ รทางการศกึ ษา (ไมว่ า่ ใหญห่ รอื เลก็ ) จะตอ้ งจดั โครงสรา้ งและรปู
แบบการบรหิ ารโดยใชร้ ะบบธรรมาภิบาล

(1) โครงสรา้ งธรรมาภบิ าล 4 ระดบั

ระดับที่ 1 – เจา้ ของ : ผู้ก�ำ หนดเปา้ ประสงค์หลกั ขององคก์ ร

ระดบั ท่ี 2 – คณะกรรมการนโยบาย : กำ�หนดนโยบายองค์กร เพอ่ื ให้องค์กร
สามารถปฏบิ ตั ิงานไดผ้ ลตามเปา้ ประสงคห์ ลกั

ระดับท่ี 3 – ผบู้ ริหารองค์กร : แปลงนโยบายองคก์ รมาเป็นยทุ ธศาสตรแ์ ละเปา้
หมาย และรบั ผิดชอบการบรหิ ารองคก์ ร

ระดบั ท่ี 4 – ผูป้ ฏิบัติ : นำ�ยุทธศาสตรข์ ององคก์ รมาก�ำ หนดเป็นแผนปฏิบตั ิ
และปฏิบตั ิใหไ้ ด้ตามเปา้ หมายน้ัน ๆ

(2) หลักปฏบิ ตั ธิ รรมาภบิ าล

เปา้ หมาย : เพื่อสรา้ งองคก์ รใหม้ ีประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผลสูงสดุ

หลักการ : (1) ตอ้ งมคี วามรบั ผดิ ชอบ (responsibility) ในทกุ ต�ำ แหนง่ งานและ
ทกุ ระดับขององค์กร

(2) ตอ้ งมรี ะบบการรบั ผดิ ชอบตอ่ ผลลพั ทข์ องการปฏบิ ตั ิ (account-
ability) ของทุกตำ�แหนง่ และทุกระดับ

วธิ ีการ : (1) โปร่งใสทกุ ข้ันตอน

12 (2) ตรวจสอบไดท้ ุกข้ันตอน

4. การศกึ ษาท่ีมีคณุ ภาพ 13

จากประสบการณแ์ ละจากงานวจิ ยั ทางการศกึ ษาพบวา่ มปี จั จยั ทมี่ ผี ลกระทบตอ่ คณุ ภาพ
การศึกษาอยหู่ ลายปัจจยั
บางปจั จยั ท�ำ ใหค้ ุณภาพแยล่ ง ตัวอยา่ งเช่น
(1) นโยบายที่ทำ�ให้ผู้บริหารหรือครูย้ายโรงเรียนบ่อยเกินไปทำ�ให้ไม่ตั้งใจบริหาร
หรือไม่ต้ังใจสอน
(2) นโยบายทมี่ โี ครงการทไ่ี มเ่ กยี่ วกบั การเรยี นการสอนโดยตรงเขา้ มาแยง่ เวลาการ
สอนไป ท�ำ ใหไ้ ม่ทุม่ เทให้แกก่ ารเรยี นการสอนเท่าท่ีควร
(3) ระบบการทำ�ผลงานทางวิชาการหรือระบบประกันคุณภาพท่ีใช้เวลามาก จน
ทำ�ให้กระทบการเรยี นการสอน
สว่ นปัจจัยท่ที ำ�ใหค้ ุณภาพดขี นึ้ และมีน้�ำ หนักสงู ได้แก่
(1) การสร้างบรรยากาศและส่ิงแวดล้อม รวมทั้งอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียน
การสอนทีพ่ อเพยี งและเอ้ือต่อการเรียนการสอน
(2) ครูท่ีเปี่ยมศรัทธา และมากด้วยความรู้ความสามารถท้ังในเนื้อหาวิชาการท่ีรับ
ผดิ ชอบสอน และทักษะความเปน็ ครู
(3) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนทุกคนในช้ันเรียน ทุกชั่วโมงและ
ทกุ วิชา

ครพู รอ้ มที่สอนเต็มท่ี – ใช่ไหม?
นกั เรียนทุกคนพร้อมที่เรยี นเต็มท่ี – ใชไ่ หม?
จงึ เป็นทมี่ าของ “คำ�ถามท่ีมีค่ายิ่งกวา่ ทองค�ำ ” ที่ถามวา่

“เกิดอะไรข้นึ ในชนั้ เรียน? – ใครร้บู ้าง?”
ครูเตม็ ใจสอนหรือไม่? ผู้อำ�นวยการทราบไหม?
ครสู อนตามหลักสูตรหรอื เปลา่ ? ผ้อู ำ�นวยการทราบไหม?
นักเรียนไดเ้ รยี นตามหลกั สูตรหรอื ไม่? เรียนได้ไหม?
ถา้ ไม่ไดจ้ ะแกไ้ ขอย่างไร? หรอื ว่าปล่อยเลยตามเลย
น่ีจึงเป็นที่มาของคำ�เสนอแนะท่ีว่าหากบ้านเมืองไหนตั้งใจจะพัฒนาคุณภาพการศึกษา
แล้วไซร้ ส่ิงสำ�คัญคือต้องมีผู้รับผิดชอบในผลลัพท์ของการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องตอบ
คำ�ถามใหไ้ ด้วา่ ...

“เกิดอะไรขนึ้ ในช้นั เรยี น?”

14

ค.คณุ ธรรมกับการศกึ ษา 15

1. ค�ำ วา่ “การศกึ ษา” ในภาษาจนี ประกอบขึน้ ดว้ ยอักษร 2 ตวั คือ

ก. การส่ังสอนจริยา (หรอื ความประพฤต-ิ มารยาท)

ข. การอบรมจติ ใจ

คำ�วา่ “ส่งั สอน” ประกอบดว้ ยอกั ษร 2 ตวั เช่นกันคือ

ก. ความกตัญญู

ข. วัฒนธรรม

เพราะเชอื่ กนั วา่ ความกตญั ญคู อื รากฐานความดขี องมนษุ ยจ์ งึ ใหก้ ารยกยอ่ งและปฏบิ ตั ิ
จนเป็น “วัฒนธรรมแหง่ ความกตัญญู” การศกึ ษาจึงควรประกอบด้วยการสง่ั สอนจรยิ า และการ
อบรมจติ ใจใหม้ คี ณุ ธรรมดงี าม โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ความกตญั ญู

2. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชทรงออกแบบและวาง
ฐานรากของการศกึ ษาแผนใหมข่ องไทย โดยเฉพาะตง้ั แต่ พ.ศ. 2435 เมอื่ ครง้ั ทที่ รงจดั ตง้ั กระทรวง
ธรรมการ และโรงเรียนข้ึนหลายแหง่ ทัว่ ประเทศ ทรงเนน้ อยู่เสมอว่าเด็กตอ้ งใกลช้ ิดศาสนา และ
ความรู้กับคุณธรรมเปน็ เรอ่ื งเดยี วกนั ขออัญเชิญพระราชหตั ถเลขา เม่อื พ.ศ. 2441 ความว่า

“...ให้มีความวิตกไปว่า เดก็ ชั้นหลงั จะหา่ งเหนิ จากศาสนาจนเลยกลายเป็นคน

ไม่มีธรรมในใจมากขนึ้

คนไม่มธี รรมเป็นเครอื่ งด�ำ เนนิ ตาม คงจะหนั ไปทางทจุ รติ โดยมาก

ถา้ รูน้ ้อย กโ็ กงไม่ใครค่ ล่อง ฤาโกงไม่สนทิ

ถา้ ร้มู าก กโ็ กงคลอ่ งขนึ้ และโกงพิสดารมากขึน้ ...”

3. ทา่ นพทุ ธทาส อนิ ทปญั โญได้วพิ ากษก์ ารศึกษาไทยไว้ 4 ขอ้ คือ

(1) เปน็ การศึกษาทเี่ พิ่มความเห็นแกต่ ัว

เนน้ ความฉลาด แต่ไมร่ ้จู กั ควบคมุ ความฉลาด

(2) เป็นการศึกษาท่มี งุ่ เนน้ วตั ถุนิยม

น�ำ ไปสูค่ วามวินาศ

(3) เป็นการศกึ ษาโดยไมไ่ ตร่ตรอง มีเนื้อหาเฟอ้ เกินไป และไม่เปน็ ประโยชน์

(4) ขาดสาระของความเป็นมนษุ ย์ทถี่ กู ต้อง

ขาดเรือ่ งจิตวญิ ญาณ

ท่านพุทธทาสได้แสดงธรรมบรรยายไว้ครั้งหน่ึงว่า หากการศึกษาให้เฉพาะความรู้และ
อาชีพแตข่ าดศีลธรรม กเ็ ปรียบเสมอื นหมาหางด้วน หมายความวา่ หากจะครบถว้ นสมบรู ณ์แลว้
การศกึ ษาตอ้ งให้ท้ังความร้-ู อาชีพ-และศลี ธรรม

4. ในหนงั สอื วนั เดก็ ประจ�ำ ปี พ.ศ. 2530 มกี ารอญั เชญิ พระบรมราโชวาทของพระบาท
16 สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ฯ ลงพิมพด์ งั ใจความตอนหน่งึ ว่า

“...เดก็ ๆ นอกจะต้องเรียนความรูแ้ ล้ว

ยังตอ้ งหดั ทำ�การงาน และทำ�ความดีดว้ ย

เพราะการทำ�งานจะชว่ ยให้มีความสามารถ มีความขยนั อดทน พ่ึงตนเองได้

และการท�ำ ดนี ้นั จะชว่ ยให้มีความสุข ความเจรญิ ทั้งปอ้ งกนั ตนไว้ไม่ใหต้ กตำ�่ ...”

บทเรยี นจากพระบรมราโชวาทองค์น้ี คอื

(1) พ่อแม่ต้องสอนลูก ท้ัง 3 ด้าน คือ สอนความรู้ สอนให้ทำ�การงาน และสอน
ความดี

(2) ครูบาอาจารย์ตอ้ งสอนลูกศิษย์ ท้งั 3 ดา้ นเชน่ กนั คือ ครูสอนความรู้ ครสู อนใหท้ ำ�
การงานเป็น และครูสอนให้ลกู ศิษยท์ �ำ ความดี

An investment in knowledge pays the best interest.
การลงทุนเพื่อไดค้ วามรู้ ใหผ้ ลตอบแทนดที ี่สดุ

เบนจามิน แฟรงคลนิ

17

บทที่ 2

โรงเรียนทรี่ กั

ในช่วงวัยเด็กวัยเรียนของคนเราน้ัน มีบ้านและโรงเรียนเป็นท่ีเพาะบ่มความรู้ ปลูกฝัง
ความดงี าม และสอนให้ท�ำ งานเป็น บา้ นและบดิ ามารดาคืออขู่ องชีวิต

โรงเรียนและครูคือบ้านหลังที่สอง ท่ีให้การฝึกอบรมบ่มนิสัย และป้อนวิชาความรู้จน
เติบใหญ่ พวกเราจึงผูกพนั กบั โรงเรยี น ทางตะวนั ตกเรียกโรงเรียนว่า “alma mater” แปลตามตัว
ว่า “แมท่ ี่รัก-แม่ผฟู้ ูมฟกั ลูก (ศษิ ย)์ ”

1. โรงเรียนคณุ ภาพ (สามพร้อม)

(1) ควรจัดโรงเรียนให้เป็นสถานท่ีท่ีให้ความสบายกายและสบายใจ (=รมณียสถาน)
สำ�หรบั ทกุ คน

(2) โรงเรียนมีความพร้อมมูล เพ่ือให้ผู้บริหารสามารถบริหารโรงเรียนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลสูงสุด ดังหลักการทรงงานท่ีว่า “ประหยัด-เรียบง่าย-ประโยชน์
สงู สุด”

(3) โรงเรียนสามพร้อม คือ

ก. ผบู้ รหิ ารพรอ้ มบรหิ ารจดั การ

ข. ครูพร้อมสอน
18
ค. นกั เรยี นพรอ้ มเรียน

2. โรงเรยี นคุณธรรม (สามดี)

(1) ในขณะเดียวกันโรงเรียนสามารถศึกษารูปแบบโรงเรียนคุณธรรมดังรายละเอียด
ปรากฏอยใู่ นหนังสอื ท่ีจดั พิมพ์โดยมลู นิธิยุวสถิรคุณ พ.ศ. 2557

(2) โรงเรยี นสามดี คือ

ก. ผู้บริหารดี

ข. ครูดี

ค. นักเรียนดี

3. โรงเรยี นคอื สวนโลก

(1) หากเปรยี บการศึกษาคือ ต้นไม้ โรงเรียนกค็ อื สวนโลกท่พี ร้อมจะปลูกตน้ ไมล้ งดิน

(2) เริ่มตัง้ แต่เตรยี มดินเตรยี มปยุ๋ เพาะเมลด็ กล้าลงดนิ แล้วหม่นั รดน�ำ้ พรวนดิน จนตน้
กล้าเติบใหญ่

ต้นไม้นจ้ี ะตอ้ งหย่งั รากลึกลงดนิ มรี ากแกว้ คอื ความเปน็ ไทยและวัฒนธรรมไทย มี
รากฝอยคอื ภาษาไทย มารยาทไทย การแตง่ กายไทย อาหารไทย ดนตรีไทย กฬี าไทย ฯลฯ

ตน้ ไม้นจ้ี ะตอ้ งแตกกงิ่ ก้านสาขา ชูใบชดู อกชผู ลเจรญิ งอกงาม ส่ฟู ้าสู่สากล เข้มแข็ง
พอท่จี ะคบหาสมาคมไดก้ บั คนทง้ั โลก

19

4. โรงเรยี นคือหนว่ ยวฒั นธรรม

(1) วัฒนธรรมคอื ส่งิ ท่ีท�ำ ความเจริญงอกงามใหแ้ ก่หมูค่ ณะ

(2) โรงเรยี นตอ้ งก�ำ หนด “นโยบายและยทุ ธศาสตรด์ า้ นวฒั นธรรม” ใหป้ รากฏและปฏบิ ตั ิ
ได้

(3) โรงเรียนตอ้ งปลกู ฝงั “วัฒนธรรม” แกน่ กั เรียนทกุ คน

เด็กท่ีมีพนื้ ฐานวฒั นธรรมทมี่ ัน่ คงย่อมเติบใหญ่ กลา้ แข็ง

และเป็นตวั ของตวั เอง พงึ่ ตนเองไดอ้ ยา่ งม่ันคง ชีวติ มรี ากแกว้ หยง่ั ลึก

ไม่ถกู พายพุ ัดหักโค่นโดยง่าย

5. โรงเรยี นกบั ศาสนธรรม

(1) ทกุ ศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี และทค่ี ล้ายกนั ใน 3 หลกั ธรรม คือ ก.ให้ถือความ
สัตย์ความจรงิ ข.ให้ยกย่องความเปน็ มนุษย์ และ ค.ใหม้ คี วามรกั ความเมตตาตอ่ กัน

โรงเรียนต้องให้โอกาสนักเรียนได้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรม อย่าให้จิตวิญญาณ
ของเด็กว่างเปล่า

(2) ความมีเสรีของชีวิตมิใช่หมายถึงว่าใครจะทำ�อะไรก็ได้ตามใจตน แต่หมายถึงว่า
(ก) รบั ผดิ ชอบการกระทำ�ของตน และ (ข) ต้องไมเ่ บยี ดเบียนผ้อู นื่ หรอื สว่ นรวม

20 (3) โรงเรยี นตอ้ งเน้นคณุ ธรรมหลักเพื่อเป็นเขม็ ทศิ ชวี ิตใหแ้ ก่นักเรียน 3 ข้อคือ

ก. มคี วามสุจริตใจ 21
ข. ร้ถู ูก รู้ผิด และให้ละอายต่อบาป
ค. มีระเบยี บวินยั ในการด�ำ รงชีวิต
(4) ผบู้ รหิ ารและครพู งึ เปน็ แบบอยา่ งแกน่ กั เรยี นในการใชช้ วี ติ ทสี่ �ำ รวม อนั ประกอบดว้ ย
หลกั 4 ข้อดังน้ี
ก. อ่อนน้อมถอ่ มตน
ข. มวี ินยั และมีมารยาท
ค. สมถะและมัธยสั ถ์
ง. มนี ้ำ�ใจ มีจิตอาสา

6. โรงเรียนกับมารยาท

(1) มารยาทคอื กิริยาและวาจาที่ถอื กันว่าสภุ าพเรียบรอ้ ย ถูกกาละถูกเทศะ
(2) แบบฉบับมารยาทไทย ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมพิมพ์เผยแพร่น่าจะถือเป็นคู่มือใน
การสอนมารยาทแบบไทยแกน่ กั เรยี นทกุ โรงเรยี นได้
(3) ครูควรเป็นตน้ แบบของมารยาทไทยให้แกน่ กั เรียนและประชาชนทว่ั ไป
(4) ครตู ้องสงั่ สอนใหล้ ูกศษิ ยร์ วู้ า่ ...
ก. จะปฏบิ ัตติ นอยา่ งไร ?
ข. จะปฏิบตั ิตอ่ ผูอ้ น่ื อยา่ งไร ?
นค่ี อื เป้าหมายอนั ยง่ิ ใหญ่ของการศกึ ษา

7. โรงเรยี นกบั การแต่งกาย

(1) หากผู้บริหารและครูรู้จักแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับโอกาสและ
สถานท่ี ถอื เป็นเครอื่ งสะทอ้ นให้เห็นวา่ ผู้ใหญท่ ั้งหลายท่านมวี ินัย และรกั ตนเอง

(2) การแต่งกายให้สอดคล้องกับฐานะและวัย เป็นการแสดงออกท่ีเป็นธรรมชาติและ
งดงามสมฐานะและสมวยั

การฝืนไมเ่ ปน็ ธรรมชาตยิ ่อมมใิ ชค่ วามงามทแี่ ท้ แตเ่ ป็นความงามเทยี ม

(3) นกั เรยี นควรไดเ้ รยี นร้หู ลกั การแต่งกายดังกล่าว จากผบู้ รหิ ารและครู

8. นิเวศวิทยาชีวิตในโรงเรยี น

(1) โรงเรียนมีขอบเขตและลักษณะทางกายภาพฉันใด เราย่อมกำ�หนดขอบเขตและ
ลักษณะของผู้คนในโรงเรยี นได้ฉนั น้ัน

(2) นิเวศวิทยาชีวิตในโรงเรียน คือความงดงามของชีวิตทุกผู้ทุกนามในโรงเรียน ซ่ึง
ปรากฏออกมาเป็น...

ก. ความจริงใจต่อกัน

ข. ความเปน็ กันเอง

ค. รอยยมิ้ ทอี่ ่อนโยน

22 ง. คำ�พูดทนี่ มุ่ นวล

จ. ทา่ ทีทม่ี ่ันคง สภุ าพ เรยี บรอ้ ย
ฉ. วฒั นธรรมท่ีงดงาม
น่คี อื ภาพของคุณครูท่ลี กู ศษิ ยโ์ หยหา และก็ควรเปน็ ภาพของลกู ศิษยท์ ค่ี รูปลูกฝงั ให้

รู้ – รกั – สามคั คี

พระราชทานแกค่ ณะบคุ คลทีเ่ ขา้ เฝ้าฯ ถวายพระพรชยั มงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิม
พระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสติ าลยั เม่ือวนั ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2534
“...คำ�วา่ “ร”ู้ หมายถึง การรแู้ ยกแยะสง่ิ ดี – สิง่ เลว
“รัก” หมายถึง การมีความรกั ท่ีเข้าไปลงมอื ปฏบิ ตั ิแก้ไขปัญหานนั้
“สามัคค”ี หมายถึง การรวมพลงั กนั ดว้ ยความสามคั คเี ป็นหมูเ่ หลา่ และพ้นอุปสรรคไป
ดว้ ยด.ี ..”

23

บทท่ี 3

นักเรียนทีร่ ัก

ขอนอ้ มน�ำ พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ซง่ึ ไดพ้ ระราชทานลงพมิ พ์
ในหนงั สอื วนั เดก็ ปี พ.ศ. 2522 ดงั น้ี

“...ผู้ทเ่ี กดิ ก่อน ผา่ นชีวิตมากอ่ น จะตอ้ งสงเคราะห์ จะตอ้ งอนุเคราะหผ์ เู้ กดิ ตามมาภาย
หลงั

ด้วยการถ่ายทอดความรู้ ความดีและประสบการณ์อันมีค่าท้ังปวงให้ด้วยความเมตตา
เอ็นดแู ละดว้ ยความบรสิ ุทธ์ใิ จ

ให้เดก็ ได้ทราบ ได้เข้าใจ และส�ำ คญั ท่ีสดุ ให้รจู้ กั คดิ ด้วยเหตผุ ลทถ่ี ูกตอ้ ง จนสามารถเหน็
จริงดว้ ยตนเองไดใ้ นความเจรญิ และความเสือ่ มทั้งปวง

โดยนยั น้ี บดิ ามารดาจงึ ตอ้ งสอนบตุ รธดิ า พตี่ อ้ งสอนนอ้ ง คนรนุ่ ใหญจ่ งึ ตอ้ งสอนคนรนุ่
เล็ก

และเมือ่ คนรนุ่ เลก็ เปน็ ผใู้ หญ่ข้ึนจงึ ตอ้ งสอนคนรุ่นต่อ ๆ ไป ไมใ่ หข้ าดสาย ความร้คู วาม
ดี ความเจริญงอกงามท้ังมวลจึงจะแผ่ไพศาลไปได้ ไม่มีประมาณ เป็นพ้ืนฐานของการพัฒนา
ความผาสุกอันยงั่ ยนื สบื ไป”
24

1. จิตใจของเด็ก

(1) จติ ใจแทด้ ง้ั เดมิ ของเดก็ ดงี ามเสมอ สงั คมและสงิ่ แวดลอ้ มตา่ งหากทที่ �ำ ใหเ้ ดก็ มมี ลทนิ

(2) พ่อแม่ – ครู – และผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องช่วยกันชำ�ระจิตใจของเด็กให้สะอาด
บริสุทธ์ิ

(3) ชว่ ยกนั ปลกู ฝงั วฒั นธรรมและศลี ธรรมแกส่ งั คม ใหส้ งั คมสงบสขุ ปราศจากสง่ิ ชว่ั รา้ ย
ให้สิ่งแวดล้อมสะอาดเป็นระเบยี บ ปราศจากส่ิงสกปรกรกรุงรัง เด็กจะไดอ้ าศัยและเตบิ โตมาใน
สังคมและสงิ่ แวดลอ้ มทีด่ งี าม

(4) เป็นบญุ เป็นกศุ ลแลว้ ที่ได้เกิดมาเป็นครู ไดม้ ีโอกาสช่วยเดก็ ชำ�ระจติ ใจ

ครไู ด้มีโอกาสสรา้ งสรรค์สงั คมคณุ ธรรม สร้างสรรคส์ งิ่ แวดลอ้ มท่มี ีคุณภาพคณุ คา่

ลูกศิษย์ของครูจะได้เตบิ ใหญ่มาในสังคมและสง่ิ แวดลอ้ มทีด่ ีงาม

2. นกั เรยี นฝกึ ฝนจิตใจ

(1) จิตดัง้ เดมิ ของเด็กนั้น

ก. งดงาม (ใจงาม)

ข. บรสิ ทุ ธิ์ (ใจสะอาด)

ค. เปน็ ประภสั สร (ใจสวา่ ง)

25

(2) ครูตอ้ งสอนให้นักเรยี นฝกึ ฝนจติ ใจ ช่วยสรา้ งภูมคิ มุ้ กันสำ�หรบั จิตใจลูกศิษย์ โดย...
ก. ใหม้ ีศาสนธรรมในใจ
ข. ให้เป็นคนมเี หตผุ ล
ค. ใหร้ ูจ้ กั แยกแยะผิดชอบชัว่ ดี
ง. ใหก้ ล้ายนื หยดั ในความดีความชอบ
จ. ให้กล้าปฏเิ สธความช่ัวความผิด
(3) อยา่ ให้เช้ือรา้ ยเข้าส่จู ิตใจของลกู ศิษย์ มฉิ ะนั้นอาจเกิดภัยพบิ ตั ขิ ้นึ ในใจของเขาได้

3. เด็กเรียนรจู้ ากสังคม

(1) ถา้ ผู้น�ำ สงั คมแบ่งแยก ตอ่ ต้านกนั ตอ่ สู้กัน ใช้อำ�นาจและความรุนแรงเพอื่ ใหไ้ ดม้ า
ซึ่งสิง่ ทต่ี น หรือพวกตนตอ้ งการ เด็กย่อมซึมซบั แบบอยา่ งจากผู้ใหญ่
ตอ่ ไปเดก็ กต็ อ่ ตา้ นพอ่ แม่ ต่อต้านครู และตอ่ ตา้ นสังคม
(2) ถ้าผู้นำ�ในสังคมใช้เหตุผล ยึดถือกฎหมาย มีคุณธรรม และใช้ความปรองดองเป็น
แบบอย่าง
เด็กกจ็ ะสบื สานสังคมปรองดองต่อไป

26

4. ชวี ิตทตี่ กต�ำ่ ของเดก็ 27

(1) ตอ่ ไปน้ี คอื พนื้ ท่ี สดี �ำ ในชีวติ นักเรยี น

ก. เพือ่ นรงั แก

ข. หนเี รียน – ขาดเรยี น – ออกกลางคนั

ค. หนีเท่ียว – คบเพอื่ นช่ัว – ติดยาเสพติด

ง. ตดิ การพนัน – ลักขโมย

จ. หนีออกจากบ้าน – ใช้ชีวติ จรจัด

ฉ. ส�ำ สอ่ นทางเพศ – ตดิ เชอ้ื กามโรค หรือตง้ั ครรภใ์ นวัยเรยี น

(2) เราจะแกส้ ง่ิ ไหนดี ?

ก. นักเรียนทีม่ ีปัญหา

หรอื ข. ปัญหาของนกั เรยี น

(3) นกั เรียนท่ีมีปญั หาเกิดจากครอบครวั โรงเรียนและสงั คมผิดเพ้ยี น จนทำ�ใหเ้ ดก็ หลง
ทาง

หากจะให้ปัญหาของนักเรียนผ่อนเบาลง หรือหมดไปเราต้องทบทวนระบบการอบรม
เลย้ี งดใู นครอบครวั ทบทวนระบบการศกึ ษาและอบรมสงั่ สอนกนั ใหม่ รวมทงั้ การแกข้ อ้ ผดิ พลาด
และความชัว่ ร้ายของสังคมโดยรวมดว้ ย

5. สอนเด็กให้ดูแลตนเอง

(1) พอ่ แม่ – ครู – และผ้ใู หญใ่ นสงั คมตอ้ งเปน็ แบบอย่างทดี่ ี และสอนเด็กใหร้ บั ผิดชอบ
4 ประการ คือ
ก. รับผดิ ชอบตอ่ ตนเอง
ข. รับผิดชอบตอ่ ครอบครัว
ค. รับผดิ ชอบตอ่ การศึกษาเลา่ เรยี น
ง. รับผิดชอบตอ่ สังคมส่วนรวม
(2) นกั เรียนต้องดูแลตนเอง ทง้ั เร่อื งสุขภาพ และความประพฤติ
- ฝกึ วนิ ัยชวี ิต
- ใหร้ ักและเคารพในชวี ิตของตน
(3) นักเรยี นตอ้ งเรียนรทู้ ีจ่ ะบรหิ ารเวลา รบั ผดิ ชอบการเรยี น
(4) นกั เรียนตอ้ งเรยี นรู้ท่ีจะบรหิ ารรายได้ – รายจ่ายของตนโดยใช้หลักการของปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง ดงั น้ี
ก. สอนให้นกั เรียนรจู้ ักคณุ ค่าของเงนิ
ก. 1 พอ่ แม่กำ�หนดคา่ ใชจ้ ่ายตอ่ สัปดาห์ หรอื ต่อเดอื นใหล้ ูก
ก. 2 นกั เรียนท�ำ งานหารายได้เองจากงานที่สุจรติ

28 ทงั้ ก.1 และ ก.2 คือแหลง่ รายได้ ปรากฏอยูใ่ นบญั ชีรายได้

ข. สอนใหน้ ักเรียนรู้จกั ใชเ้ งิน 29

ข.1 ใหน้ ักเรียนจดบญั ชีรายจ่ายทกุ รายการ

ข.2 ก่อนจะใชจ้ า่ ยรายการใดใหถ้ ามวา่ (1) มีเหตผุ ล หรือความจำ�เปน็ ต้องซ้อื
สง่ิ ของนน้ั หรอื ไม่ (2) ราคาพอประมาณหรอื ไม่ (3) จะมีผลกระทบต่อเงนิ ออมสะสมหรือไม่ ?

ค. เมื่อถงึ เวลาส้นิ คาบ (สัปดาหห์ รือเดือน) ให้นกั เรียนสรุปผลรายไดแ้ ละรายจ่าย
โดยใหม้ เี งินออมประจำ�คาบ เพอื่ นำ�ไปรวมเป็นเงินออมสะสม และใหน้ ักเรยี นแบง่ ส่วนหน่ึงจาก
เงนิ ออมเอาไปบรจิ าคในกิจกรรมสาธารณะ ฝกึ ให้เขาเปน็ ผูร้ จู้ กั ให้

หลกั การทงั้ 3 ขอ้ น้ี เมอื่ นกั เรยี นเรยี นรมู้ ากเขา้ เขาจะเกดิ ปญั ญาในการวางแผนการ
เงนิ อย่างรอบคอบ พึง่ ตนเองไดไ้ มส่ รุ ุ่ยสุร่าย หรือเปน็ หนง้ี า่ ย

6. ชมรมนกั เรียน

(1) นกั เรียนตอ้ งขยนั ขนั แข็งในการเรยี นร้จู ากหลักสูตร ขณะเดยี วกันก็ต้องไม่ละเลยใน
กิจกรรมชมรมนักเรียน

(2) ครูควรแนะนำ�ใหน้ กั เรียน รู้จักเลอื กชมรมทจ่ี ะเปน็ ประโยชน์ต่อการพฒั นาร่างกาย
และจิตใจของเด็ก

เพราะฉะนั้นโรงเรียนและครูต้องคอยดูแลและกำ�กับให้ชมรมต่างๆ จัดกิจกรรมไปใน
ทางทีถ่ กู ทีค่ วร

(3) ประโยชนอ์ กี ประการหนงึ่ ของการเขา้ รว่ มชมรมกค็ อื นกั เรยี นจะไดเ้ รยี นรกู้ ารทาำ งาน
เปน็ หมคู่ ณะ เหน็ คุณคา่ ของความสามัคคี

7. มาช่วยกนั สร้างคนสวนของโลก

(1) แผ่นดิน ผนื นา้ำ มีคณุ อเนกอนันตต์ ่อมวลมนุษย์ และสรรพส่งิ บนโลกใบนี้
(2) ครูควรฝึกนักเรียนให้รักโลก และช่วยกันเป็นคนสวนของโลก คอยรดน้ำาพรวนดิน
ปลกู ต้นไม้ ดูแลตน้ ไม้ให้เติบใหญ่ เป็นยวุ เกษตรกรที่มีอดุ มการณ์และความรู้
(3) ครทู กุ คนและนกั เรยี นทกุ คนควรตงั้ ปณธิ านวา่ เราจกั เปน็ คนสวนของโลก เพอ่ื พทิ กั ษ์
โลกใบนีใ้ ห้ทรงคณุ คา่ ไปตลอดกาล

30

บทท่ี 4 31

คุณครทู ่รี ัก

1. จติ แหง่ โพธิสตั ว์

(1) ครู คอื ผนู้ �ำ ทางจติ วญิ ญาณ (spiritual guide) อยา่ งนอ้ ยทสี่ ดุ กส็ �ำ หรบั นกั เรยี นของ
คุณครู
(2) ครู คือ ผสู้ รา้ งโลก สรา้ งพลเมืองโลก สรา้ งคนสวนโลก สรา้ งนักอาชีพหลากหลาย
อย่างน้อยที่สุดกส็ ำ�หรบั นกั เรยี นของคณุ ครู
(3) ครู แปลว่า หนัก,ผู้ปลดปล่อย,ผู้เปิดประตู ครูทำ�หน้าที่เปิดประตูให้นักเรียนของ
คุณครูออกจากคอกแห่งความโง่ความหลง แล้วนำ�จิตวิญญาณของนักเรียนท่ีรักให้เดินถูกทาง
จนได้รบั สิ่งทด่ี ที ี่สดุ ทม่ี นษุ ยค์ วรได้รบั สำ�หรบั ลกู ศิษยท์ ุกคน
ครูท�ำ ให้ลูกศษิ ยไ์ ด้พบแสงสวา่ ง
(4) ในสมัยโบราณ ครบู าอาจารยท์ ่านปวารณาวา่ “จะเป็นครเู อาบญุ ” ใจท่านเปรียบ
ดัง่ “จติ แห่งโพธิสตั ว์” คือ
ก. สุทธิ : ทา่ นมีใจบรสิ ุทธิ์ มีเจตนาบริสุทธิ์
ข. ปัญญา : ทา่ นใชป้ ัญญาแก้ปัญหา ทา่ นใช้ปญั ญาในทางสร้างสรรค์
ค. เมตตา : ท่านมีใจเมตตา พร้อมที่จะมอบความรักให้แก่ลูกศิษย์ในทุก

สถานการณ์
ง. ขันติ : ทา่ นอดทนได้ รอได้ จนกระทงั่ ลกู ศษิ ยข์ องทา่ นประสบความส�ำ เรจ็

2. พรหมวหิ ารธรรมของคณุ ครทู ีร่ กั

(1) เพราะครเู ปน็ ผเู้ ปดิ ประตแู หง่ จติ วญิ ญาณ มหาชนจงึ ยกยอ่ งครวู า่ เปน็ ทตี่ งั้ แหง่ ความ
เคารพ เปน็ ท่ตี ระหนักแกใ่ จของลกู ศิษย์และแก่ใจคนท่วั ไป

(2) เม่ือครูมีใจดุจโพธสิ ตั วแ์ ลว้ ในความสัมพันธ์กบั โลกน้ี ครยู งั เปน็ พรหมอีกด้วย

กล่าวคอื ครูตอ้ งยดึ หลกั การความสัมพันธ์ด้วยพรหมวิหารธรรม 4 ประการ คอื

ก. เมตตา : ครคู ดิ แตเ่ พียงวา่ จะมอบความรักและความสุขใหแ้ กล่ กู ศิษยท์ ุกคน
ความรักของครมู ีนำ้�หนักไมน่ ้อยไปกว่าความรกั ของผูใ้ ด
ข. กรุณา : ครูจักพยายามทุกวิถีทางเพื่อปกป้องและป้องกันมิให้ลูกศิษย์ต้อง

ประสบทุกขย์ ากใด ๆ

แต่หากลกู ศษิ ย์ประสบกับทกุ ข์ โศก โรค ภัย ครูกพ็ รอ้ มทีจ่ ะบรรเทาทกุ ขโ์ ศก
และเยียวยาความเสียหายจากโรคภยั ให้แกล่ ูกศิษย์เสมอ
ค. มุทิตา : ครูได้แต่หวังและช่วยเหลือทุกวิถีทางที่จะให้ลูกศิษย์เบิกบาน มี

อปุ นิสัยทด่ี งี ามในชีวติ ของเขา เพ่ือเขาจักไดป้ ระสบกับความสำ�เรจ็
รางวลั ชีวิตของครูก็คือความส�ำ เร็จของลูกศิษยน์ ่นั เอง
ง. อเุ บกขา : หากลูกศิษย์คนใดประพฤติผิดประพฤติชั่ว ครูจักกำ�หนดใจที่เป็น

กลางไม่มีอคติใดๆ เพ่ือครูจะได้แก้ไขความผิดความช่ัวตามกฎ
32 เกณฑ์กฎหมาย เพ่ือใหล้ กู ศิษยไ์ ด้สำ�นึกผิดและแกไ้ ขตนเอง

ดว้ ยวธิ เี ชน่ นล้ี กู ศษิ ยจ์ งึ จะมโี อกาสแกไ้ ขและพฒั นาตนเองได้ และหากเขาท�ำ ได้
นี่แหละคือสัมฤทธผิ ลของอเุ บกขาธรรม

ครูเฝ้ามองลกู ศิษย์เติบโตโดยครไู ม่เคยเรียกร้องสิง่ ตอบแทนใดๆ เลย
ครทู ่รี ักจึงเปรียบเสมอื นพรหม

3. ครดู ี

ก. ครูดโี ดยอาชีพ คือ นกั สอนตามตารางสอน

ข. ครูดีโดยจติ วญิ ญาณ คือครทู ่ีรักของทุกคน คุณลักษณะของครทู ีด่ ี คือ

(1) ครูมีอุดมการณ์
ครมู คี วามต้ังใจจรงิ ทีจ่ ะเปน็ ครดู ขี องลูกศิษย์

(2) ครูรกั นักเรยี นดว้ ยจิตแห่งโพธสิ ัตว์

(3) ครูจดจ่ออยู่กับการสั่งสอนวิชา และอบรมจิตใจลูกศิษย์ตลอดเวลา ท้ังในและ
นอกตารางเรยี น

(4) ครใู ห้ลกู ศิษยโ์ ดยไมห่ วังสง่ิ ตอบแทนใดๆ

4. ครคู ือตน้ แบบของลกู ศษิ ย์

(1) ครตู อ้ งรักและเคารพตนเองกอ่ น ครูจงึ จะสามารถรกั ผู้อ่นื ได้ รักลกู ศิษยไ์ ด้

(2) ครตู อ้ งใส่ใจตนเองก่อน ครจู งึ จะสามารถใสใ่ จนักเรยี นได้ 33

(3) เม่อื ครรู ักตนเอง – เคารพตนเองและใส่ใจตนเองแล้ว ครูจึงจะประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตน
เปน็ ตน้ แบบแก่ลูกศษิ ย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแตง่ กาย มารยาท บุคลกิ ความมคี ุณธรรม ฯลฯ
(4) เพราะครูคือผยู้ ิ่งใหญ่ในดวงใจของนกั เรียนตวั นอ้ ยๆ เสมอ

5. ครูคือผู้กลา้ หาญทางคุณธรรม

(1) ครตู อ้ งคลคี่ ลายความมืดบอดทางคณุ ธรรมของนกั เรียนโดยเฉพาะนักเรียนท่เี กเร
(2) ครตู ้องสอนให้นักเรียนทุกคนรูจ้ กั แยกแยะความผิดชอบชว่ั ดี
ก. ร้วู ่าสง่ิ ใดต้องทำ� / สง่ิ ใดหา้ มท�ำ
ข. ร้วู า่ สงิ่ ใดควรท�ำ / สง่ิ ใดไม่ควรทำ�
(3) เมอ่ื แยกผิดจากชอบ แยกชัว่ จากดไี ด้แล้ว ครูตอ้ งสอนให้นกั เรียนมีความกล้าหาญ
ทางคณุ ธรรม กล่าวคือ
ก. ยืนหยดั ในความชอบ-ความดี
ข. ปฏิเสธความผิด-ความช่วั
(4) ครคู ือผู้ล้างพิษร้ายของสงั คม
(5) ครูจงึ ต้องประพฤตเิ ปน็ แบบอย่างแห่งความดีงาม

34

6. ครผู สู้ ลายอวิชชา 35

หนา้ ที่อันศักดิส์ ิทธ์ขิ องครคู อื
ท�ำ ให้นกั เรยี น “รเู้ ร่ืองราว”
ทำ�ให้นกั เรียน “รเู้ หตุผล”
ท�ำ ใหน้ ักเรยี น “รูผ้ ดิ ชอบชวั่ ดี”
ทำ�ให้นกั เรียน “เกดิ ปญั ญาเชอ่ื มโยง”
ครมู หี น้าทสี่ ลายอวชิ ชาของนกั เรียน ใหล้ ูกศิษยร์ ู้เรื่อง รู้เหตุผล รถู้ ูกผดิ และเกดิ ปัญญา

7. ครคู อื ผสู้ อน

(1) ครสู อนหนังสอื - ให้นักเรียนเรยี นรู้วิชา
(2) ครสู อนคน - ให้นักเรียนรับผดิ ชอบต่อตนเองและตอ่ ผ้อู ื่น
(3) ครูสอนใจ - ให้นักเรียนรักตนเองและรกั ผอู้ นื่

8. ครมู หี น้าทีแ่ กป้ ัญหาใหล้ กู ศิษย์

เมือ่ ลกู ศิษย์มีปัญหา เคล็ดลับคือครูตอ้ ง

หยดุ - ฟัง - ดู - เดนิ

(1) หยุด : ไมว่ า่ ครจู ะพบปญั หาใดๆของลกู ศษิ ย์ ครตู อ้ งมจี ติ สงบมนั่ คง พรอ้ มลงมอื
แก้ไขรว่ มกับลูกศษิ ย์

(2) ฟัง : ข้นั ต่อไป ครคู วรฟงั ลูกศษิ ย์ดว้ ยความตงั้ ใจ ดว้ ยความเขา้ อกเข้าใจ และ
เหน็ ใจ

(3) ดู : เม่อื ฟังแลว้ ครตู ้องพินิจพเิ คราะห์ดูดว้ ยเหตุผล และคดิ หาทางออก

(4) เดนิ : เมอื่ ตกลงใจรว่ มกนั ในการหาทางออกใหแ้ กป่ ญั หาของลกู ศษิ ยแ์ ลว้ ครตู อ้ ง
ร่วมเดินทางไปกบั ลูกศิษย์ จนกวา่ จะฟันฝา่ อุปสรรคไดส้ ำ�เรจ็

9. ครกู บั เมล็ดพนั ธใ์ุ หม่

ลกู ศิษย์ของครมู อี ยมู่ ากมาย หลายคนในแต่ละรุน่ ทผี่ ่านมากห็ ลายรุ่น ทร่ี ออยขู่ ้างหนา้
ก็อกี หลายร่นุ

ลูกศิษยแ์ ตล่ ะคนเปรยี บเสมือนเมลด็ พันธใุ์ หม่

(1) เม่ือเมล็ดพันธ์ตกลงสู่ดิน ขอเพียงคุณครูเอาใจใส่รดนำ้�พรวนดิน ต้นกล้าก็จะ
เตบิ ใหญ่ ผลดิ อกออกผลได้

(2) หัวใจของครตู อ้ งจดจอ่ อยู่กับเมล็ดพันธุ์ทกุ เมล็ด

(3) ไม่มนี กั เรยี นคนไหนที่สอนไมไ่ ด้

มแี ตค่ รูทยี่ งั เอาใจใส่เขาไมเ่ พียงพอ

(4) ต้องใช้ความรกั ความอดทน ส่ังสอนอบรมเขา จะทอดท้ิงเสียง่ายๆ มิได้

36

10. ครคู ือผู้ย่งิ ใหญ่

(1) เพราะครูไมเ่ รยี กรอ้ ง จึงเป็นมหากุศล
(2) เพราะครไู มเ่ หน็ แกต่ วั จงึ มคี วามสุข
(3) เคยมคี รทู า่ นหนงึ่ พดู กบั ลกู ศษิ ยข์ องครวู า่ “ตอ่ ใหค้ นทง้ั โลกไมร่ กั เธอ ครกู ย็ งั รกั เธอ
แนน่ อน” น่ีคือหวั อกของครู - หัวอกของพระโพธสิ ัตว์
(4) พ่อแม่คอื ผู้บงั เกดิ เกลา้ ผใู้ ห้ชวี ติ

ครคู อื ผู้ทาำ ใหช้ วี ิตเตบิ ใหญ่ - สมบรู ณ์และสาำ เร็จ
ครจู งึ เปน็ ผู้ยิ่งใหญข่ องลกู ศิษยเ์ สมอ

37

บทที่ 5

ทศพธิ คุรุธรรม

ประเทศอินเดียโบราณน้ันประกอบด้วยอาณาจักรน้อยใหญ่แยกกันอยู่เป็นอิสระ
สว่ นใหญม่ พี ระราชาเปน็ ผปู้ กครองสูงสุด

คำ�ว่าราชามาจากรากศัพท์ว่า “ระชะ” ซึ่งแปลว่า ยินดีหรือพอใจ* หมายความว่า

พระราชาทรงปกครองบ้านเมืองจนประชาชนของท่านยินดีพอใจ พระราชาเสด็จไปแห่งหนใด
ประชาชนกม็ าเฝา้ ถวายการต้อนรับและเปลง่ เสยี ง “ระชะ” หรือ “พอใจ ๆ ๆ” นนั่ เอง
เหตุท่ีพระราชาทรงปกครองบ้านเมือง จนประชาชนพอใจน้ีก็เพราะพระราชาทรงยึด
มน่ั ในทศพธิ ราชธรรม หรอื หลกั สบิ ประการทพี่ ระราชาเมอ่ื ทรงปฏบิ ตั แิ ลว้ จะน�ำ มาซงึ่ ความเจรญิ
รุ่งเรอื ง ความสงบสุขและสันตภิ าพของบา้ นเมอื ง
ทศพิธราชธรรมนี้สามารถนำ�ไปประยุกต์ใช้กับคุณครูที่รัก และอาจเรียกว่า “ทศพิธ
คุรธุ รรม” คอื ธรรมะ 10 ประการสำ�หรบั ผู้เปน็ ครู ดังนี้
ขอ้ ท่ี 1 ทาน (ทานงั ) = การให้
ทาน หมายถงึ การใหว้ ตั ถสุ งิ่ ของตา่ งๆ ใหโ้ ดยมผี รู้ บั โดยเฉพาะ ใหแ้ ลว้ มผี ลเปน็
ความผกู พนั เปน็ การสรา้ งสรรคค์ วามสงบสขุ

*38 เทคนิคของการมธี รรมะ” เลม่ 3 พทุ ธทาส อนิ ทปัญโญ ธรรมทานมูลนิธิ

ในจ�ำ นวนนกั เรยี นของคุณครู ยอ่ มมีผ้ทู มี่ าจากครอบครวั ยากจน ขาดแคลน 39
สิ่งต่างๆอนั จ�ำ เปน็ ส�ำ หรับชวี ติ และการเรียน เช่น

- ขาดแคลนอาหาร (โดยเฉพาะอดมอ้ื เชา้ -กลางวนั เดก็ หวิ ยอ่ มไมม่ สี มาธเิ พอื่
จะเรยี นหนงั สือ)

- ขาดแคลนเส้ือผา้ -รองเท้า

- ขาดแคลนอุปกรณก์ ารเรียน

- ขาดแคลนสมดุ -หนงั สอื

ครูที่รักจำ�นวนมากท่านขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้มาให้ลูกศิษย์ของท่าน จะโดย
เจยี ดจา่ ยจากรายไดข้ องครูเอง หรือครขู อจากทอี่ ื่นมาให้นักเรยี นของทา่ นกม็ ี

ทาน คือ ธรรมะท่ชี ว่ ยเติมเตม็ ในส่งิ ทีข่ าดแคลนของนักเรยี นบางคน

ข้อที่ 2 ศลี (สีลัง) = ภาวะปกติ

ศีล คือ ภาวะปกตทิ ่ีไม่มอี ะไรว่นุ วาย เปน็ เพราะทุกคนในสงั คมยึดถือความมี
ระเบียบวินัยนัน่ เอง

เช่น ผคู้ รองเรือน รกั ษาความมีระเบียบวินยั ชีวติ ด้วยศลี 5 ศีล 8

สามเณรรกั ษาศลี 10 และพระภกิ ษรุ กั ษาวินยั 227 ข้อ

คุณครูท่รี กั ท่านรกั ษาศีล 5 เพ่อื คงความมีระเบียบวินัยในชวี ิตของท่านดงั นี้

ก. ความมรี ะเบียบวนิ ยั ทางกาย : โดยการปฏิบตั ิศีลข้อ 1-2-3

(1) ต้ังเจตนาวา่ จะไม่เบียดเบียนชีวติ รา่ งกายผอู้ ่นื ตรงกันขา้ มท่านจะให้
ความรกั ความเมตตาตอ่ ทกุ ชวี ติ โดยเฉพาะตอ่ ลกู ศษิ ยท์ กุ คนของทา่ น

(2) ต้ังเจตนาจะไม่ลักทรัพย์โดยเฉพาะของผู้อื่นและของราชการ ของ
ส่วนรวม ตรงกันข้ามท่านกลับช่วยกันดูแลทรัพย์สมบัติของส่วนรวม
ปกปอ้ งทรัพยส์ นิ ของโรงเรียนและของนกั เรียน

(3) ตั้งเจตนาว่าจะยึดมนั่ ในพรหมจรรย์ (= จริยาของผปู้ ระเสรฐิ ) ไมค่ บชู้
สสู่ าว ตรงกนั ขา้ มทา่ นจะยดึ มน่ั ในความรกั ความอบอนุ่ ของครอบครวั
ของทา่ น ทา่ นจกั ใสใ่ จใหค้ วามรทู้ ถี่ กู ตอ้ งงดงามเรอื่ งความสมั พนั ธข์ อง
หญิงชาย และท่านจกั ปกป้องลูกศิษยผ์ ู้ยงั เยาว์วยั ของทา่ นเสมือนลกู
หลานของทา่ นเอง

ข. ความมรี ะเบยี บวินยั ทางวาจา : โดยการปฏิบตั ิศลี ข้อ 4

(4) ตงั้ เจตนาวา่ จะไมพ่ ดู ปด พดู หยาบคาย พดู นนิ ทาใหร้ า้ ย ตรงกนั ขา้ ม
ทา่ นจกั เปน็ แบบอยา่ งใหล้ กู ศษิ ยข์ องทา่ นในการพดู ความจรงิ พดู ออ่ น
หวาน พูดถูกกาละและเทศะ และพดู ให้ก�ำ ลังใจนักเรยี น

ค. ความมรี ะเบยี บวนิ ัยทางใจ : โดยการปฏบิ ตั ศิ ลี ขอ้ 5 เพื่อรกั ษาสติ-ครอง
40 ใจตนเองอยู่ทุกเม่ือ

(5) ต้ังเจตนาว่าจะไม่ด่ืมสุรา-เครื่องดองใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดอาการ
เมามาย ขาดสติ ซ่ึงจะนำ�ไปสู่การผิดศีลต้ังแต่ข้อ 1-4 ได้โดยไม่รู้
ตัว ตรงกันข้ามคุณครูที่รักท่านจักฝึกจิตภาวนาให้สามารถควบคุม
จติ -อารมณ์ ให้มั่นคงอยู่ทุกเวลา เพ่อื ทา่ นจักไดป้ ฏบิ ัติดปี ฏบิ ัตชิ อบ
และไมต่ กเปน็ เหย่อื ของกิเลสต�ำ่ ทราม

ข้อท่ี 3 บรจิ าค (ปรจิ จาคัง) : การบริจาคกเิ ลส

บรจิ าค หมายถงึ การใหห้ รอื กำ�จดั สง่ิ ทไี่ มค่ วรมอี ยใู่ นจติ ใจของคณุ ครอู อกไปเสยี
เปน็ การใหท้ ่ีไม่มผี ู้รับ

เช่น (1) สละสง่ิ ท่เี ป็น “ตวั กู – ของกู” ออกไป

(2) กำ�จดั กเิ ลส (โลภ – โกรธ – หลง) ออกไป

(3) ขจดั ความเหน็ แกต่ วั ออกไป และยดึ มน่ั ในประโยชนส์ ว่ นรวมแทน เปน็ ตน้

คุณครูที่รักผู้สามารถ “บรจิ าค” ส่งิ อนั ไม่พึงปรารถนาท้ังสาม (“ตวั กู – ของก”ู –
กเิ ลส – ความเห็นแกต่ วั ) ออกไปได้แลว้ จิตใจของคุณครจู กั บรสิ ุทธ์แิ ละเบิกบานสดใส พร้อม
แลว้ ทจี่ ะมงุ่ สูภ่ าคปฏิบตั ิของอริยมรรคคือทางประเสรฐิ 8 ประการของครู ดงั นี้

1. เจริญสมั มาทิฏฐิ - มีความคิดเหน็ อนั ชอบธรรมต่อชีวติ ตอ่ การศึกษา
ต่อการเรยี นการสอน ตอ่ ลกู ศิษย์

2. เจรญิ สัมมาสงั กัปปะ - มคี วามปรารถนาอนั ดีงามแดล่ กู ศษิ ย์ และต่อ 41
โรงเรยี น

3. เจรญิ สมั มาวาจา - มวี าจาแหง่ ความสจั จรงิ ออ่ นหวาน ใหก้ �ำ ลงั ใจลกู ศษิ ย์
4. เจริญสัมมากัมมันตะ - มีความประพฤติอันยังประโยชน์ต่อลูกศิษย์
เกือ้ หนนุ ปกปอ้ ง อบรมสัง่ สอน
5. เจริญสัมมาอาชีวะ - ทำ�หน้าท่ีของ “คุณครูท่ีรัก” ด้วยความศรัทธาใน
อาชพี ครู และดว้ ยความรกั ในลกู ศษิ ย์
6. เจริญสัมมาวายามะ - ใชค้ วามพยายามอยา่ งไมท่ ้อถอยเพ่ือ
(1) เลกิ ลดละ พฤตกิ รรมทไี่ มพ่ งึ ประสงคอ์ อกไปจากชวี ติ ของตนเองและของ
ลกู ศษิ ย์ และ (2) สง่ เสรมิ และอดุ หนุนให้เกิดพฤติกรรมท่พี งึ ประสงค์สำ�หรบั ตนเองและลกู ศษิ ย์
7. เจรญิ สัมมาสติ - ฝกึ และรกั ษาสติให้ม่ันคง ไมเ่ ผลอ ไม่ออ่ นไหว รู้ตัว
อยทู่ ุกขณะทีพ่ บนักเรยี น รตู้ ัวทุกขณะทก่ี �ำ ลังสอนลกู ศิษย์ รู้ตวั อยู่ทกุ ขณะท่ีก�ำ ลงั เฝา้ ดูนักเรียน
ทกุ คนและแต่ละคนผู้กำ�ลังเรยี นรใู้ นวิชาตา่ งๆอยใู่ นขณะนนั้
สติเผลอ - ท�ำ ให้พลาด
สติอ่อนไหว - ทำ�ให้ผิด
8. เจริญสัมมาสมาธิ - ฝึกและทบทวนท้งั ความร้ทู างโลกและทางธรรมเพื่อ
ใหเ้ กดิ ปัญญาท่ีสรปุ ได้คมชดั เปน็ บทเรียนทด่ี ยี ง่ิ ข้ึนส�ำ หรับครู
ทง้ั นส้ี ตแิ ละปญั ญาจักตอ้ งสมดลุ กนั ดว้ ย
ถ้ามสี ตแิ ต่ขาดปัญญาก็ไรป้ ระโยชน์
42 ถ้ามีปัญญาแตข่ าดสติก็เกิดโทษและเกิดทุกข์

มีคุณครูทีร่ กั ผสู้ ามารถ “บริจาคความเปน็ ตัวกู-ของกู” สามารถ “ก�ำ จดั กิเลส 43
คือ โลภ โกรธ หลง” และสามารถ “ขจดั ความเห็นแกต่ ัว” ออกไป ทา่ นจงึ เปน็ คณุ ครผู มู้ อี ิสระ มี
ความรอบรอู้ นั ถกู ตอ้ งและทรงธรรม ทา่ นรกั ผอู้ นื่ โดยเฉพาะศษิ ยข์ องทา่ นโดยไมห่ วงั ผลตอบแทน
คณุ ครทู า่ นเปน็ ผู้มีบุญอย่างแทจ้ รงิ
ขอ้ ท่ี 4 อาชชวงั = ความซอ่ื ตรง ความเปดิ เผย
อาชชวัง คอื ความเปน็ คนซ่อื ตรง – เปดิ เผยของคณุ ครู
(1) ซือ่ ตรงเปิดเผยตอ่ ตนเอง คือมสี ัจจะตอ่ ตนเอง เขา้ ใจตนเองอยา่ งถอ่ งแท้
(2) ซ่ือตรงเปดิ เผยตอ่ หน้าที่ ปฏิบตั ิหน้าทอี่ ย่างถกู ต้องอยา่ งพอเพียง
(3 ซอ่ื ตรงเปดิ เผยตอ่ คนอนื่ อนั ไดแ้ ก่ คนในครอบครวั เพอื่ นในทที่ ำ�งาน และ

ที่สำ�คัญคอื ต่อนักเรียนทุกคน
ข้อท่ี 5 มัททวัง = ความออ่ นโยน
ก. ความออ่ นโยนภายใน
คือความออ่ นโยนของจิตใจ เปน็ จิตทีไ่ ดอ้ บรมไว้ดแี ลว้ จิตใจทอ่ี ่อนโยน

ย่อมพร้อมท่ีจะปฏิบตั หิ น้าท่ี พร้อมที่จะปฏิบตั ิธรรม และพร้อมทจ่ี ะรัก
ลกู ศิษยแ์ ละปรารถนาดตี อ่ ทุกคน
ข. ความอ่อนโยนภายนอก
คือความออ่ นโยนตอ่ บคุ คลที่เข้ามาเก่ียวข้องด้วย โดยเฉพาะต่อนักเรยี น
ไมว่ า่ นกั เรยี นจะสุขหรอื ทุกขค์ รกู ็พร้อมท่ีจะปกปอ้ งและปลอบประโลม

มทั ทวงั หรอื ความออ่ นโยนคอื พน้ื ฐานของการสรา้ งสรรคค์ วามรกั ความสามคั คี
ในช้ันเรยี นและในโรงเรยี น

ขอ้ ท่ี 6 ตปงั (ตปะหรือตบะ) = ธรรมะทเี่ ผากเิ ลส

ตบะ คอื ไฟอันศกั ดิ์สิทธิ์ส�ำ หรับ (1) เผากเิ ลสความชัว่ (2) เผาอปุ สรรค

คุณครูจะปฏิบัติหน้าที่ครูให้สำ�เร็จต้องใช้ไฟอันศักด์ิสิทธ์ิ ความกล้าหาญและ
ความมุ่งมัน่ เพือ่ เผากิเลสแหง่ ความเห็นแก่ตวั

ถา้ ครเู หน็ แกต่ วั นกั เรยี นเดอื ดร้อน โรงเรยี นและการศกึ ษาเดือดรอ้ น ในทส่ี ดุ
ประเทศชาตเิ ดือดร้อน

ถ้าครูเผากิเลสคือความเห็นแก่ตัวได้หมดสิ้น นักเรียนย่อมเติบใหญ่เป็นคนดี
เป็นคนเก่ง เปน็ คนไมเ่ หน็ แก่ตัวแต่เหน็ แกส่ ่วนรวม เพราะมีครทู ร่ี กั เป็นตวั อย่าง

เมอ่ื เผากเิ ลสแหง่ ความเหน็ แกต่ วั ออกไปแลว้ ครตู อ้ งเผาอปุ สรรคของ “งานคร”ู
ใหห้ มดส้นิ ไป แล้วมงุ่ ม่นั ปฏิบัติหนา้ ที่ของครจู นส�ำ เร็จ

ธรรมข้ออ่ืนที่ส่งเสรมิ ขอ้ ท่ี 6 น้คี ือ อิทธบิ าท ขนั ติ วริ ยิ ะ สมาธิ ปัญญา
และอน่ื ๆ

ข้อที่ 7 อกั โกธัง = ความไมก่ �ำ เริบ, ความไม่โกรธ

44 ความไมก่ ำ�เรบิ หรือความไม่โกรธ มี 2 มติ ิ ได้แก่

ก. ความไมก่ �ำ เรบิ หรอื ความไมโ่ กรธภายใน หมายถงึ ความไมก่ ลดั กลมุ้ ขงึ้ เครยี ด 45
อยู่ภายในใจของคุณครู

ข. ความไม่กำ�เริบหรือความไม่โกรธภายนอก หมายถึง ความไม่โกรธ - ไม่
ประทษุ รา้ ยผู้อ่ืน โดยเฉพาะตอ่ ลูกศิษย์ของคุณครู

(1) สภาวะของความโกรธ 2 ประการ

(1) เป็นโดยสันดาน : บางคนโกรธยาก บางคนโกรธง่าย

(2) เปน็ โดยการอบรมจติ ใจ : ให้ศึกษาจนเกดิ ความเข้าใจและเหน็ โทษของ
ความโกรธ จนเกลียดกลัวความโกรธ จนกระทั่งใจไม่นึกโกรธโดยงา่ ย
หรอื นึกโกรธอีกเลย

(2) สาเหตขุ องความโกรธมีนานาประการ เช่น

(1) ไม่ได้ สง่ิ ทีถ่ ูกใจ (กโ็ กรธ)

(2) ไดส้ งิ่ ท่ีไมถ่ กู ใจ (ก็โกรธ)

(3) หวังมากเกนิ ไป (ไม่ไดด้ งั หวังกโ็ กรธ)

(4) ถอื ตัว ยกตวั (เมอ่ื ผู้อ่นื ไม่ช่วยยกกโ็ กรธ)

(5) ถูกขดั ถูกแยง้ (เมอ่ื ผอู้ ่ืนไม่คลอ้ ยตามกโ็ กรธ)

(6) หเู บา-ใจน้อย (ทำ�ให้โกรธงา่ ย)

(3) หากในชน้ั เรียนหรือในโรงเรยี น มคี วามโกรธนอ้ ยหรอื ไม่โกรธ โลกของชน้ั
เรียนหรอื ของโรงเรยี น กจ็ ะกว้างขวางข้นึ ไม่คบั แคบ ไมเ่ ดือดร้อนงา่ ย แตก่ ลับเตม็ ไปดว้ ยความ
เข้าใจ ความเหน็ อกเหน็ ใจในผอู้ น่ื มีพรหมวหิ ารธรรม คือ เมตตา กรณุ า มทุ ติ า และอเุ บกขา
อยทู่ ่ัวทัง้ โรงเรียน
พรหม คือ ผู้ไมร่ จู้ กั โกรธ
ขอ้ ท่ี 8 อวิหงิ สา (อหิงสา) = ความไมเ่ บยี ดเบียน
ความไม่เบียดเบยี นน�ำ ความสขุ มาให้
ก. ไมเ่ บียดเบียนตนเอง น�ำ ความสขุ มาให้ตน
ข. ไมเ่ บยี ดเบียนผูอ้ ่ืน โลกจะเป็นสขุ
ในโรงเรยี นใดไม่มีความเบยี ดเบียน โรงเรียนน้นั ยอ่ มมคี วามสขุ
ผเู้ บียดเบียนคือกิเลส (โลภ – โกรธ – หลง)
ผ้ถู กู เบยี ดเบยี นคือมนุษย์
เพราะฉะนนั้ ถา้ มนษุ ยเ์ ลกิ เปน็ เจา้ ของกเิ ลสเสยี แลว้ คอื ละกเิ ลสไดแ้ ลว้ กเิ ลส
จะเบียดเบยี นใครได้ ?
คนเห็นแก่ตัวเบยี ดเบียนท้ังตนเองและผอู้ ่ืน
อวิชชา ( = หลง, ความไมร่ ้)ู ทำ�ใหเ้ บยี ดเบยี นไดง้ า่ ย อาจจะโดยไมเ่ จตนา
หรืออาจเจตนาจากความโลภและความโกรธกไ็ ด้
46 จงึ ต้องกำ�จดั ความไมร่ ู้ ดว้ ยการใชเ้ หตผุ ลและใช้ปญั ญา

คณุ ครทู ร่ี กั หากคณุ ครปู วารณาวา่ ในชวี ติ นจี้ ะไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผอู้ นื่ วธิ ี 47
เบือ้ งแรกคือ ลดความเห็นแก่ตัว ขจัดอวิชชาหรอื ความหลง ควบคมุ ความโกรธ และใช้ชวี ติ อยา่ ง
ไม่โลภหรอื พอเพียงตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ข้อที่ 9 ขันติ = ความสมควร, ความอดทน

ขันติ หมายถึง ความสมควร คืออดทนได้ รอคอยได้ สมควรแกก่ ารเปน็
ผทู้ ำ�การไดส้ �ำ เรจ็ พร้อมทีจ่ ะรบั ผลแห่งการปฏบิ ตั ินั้น

(1) ทกุ คนตอ้ งอดทนได้ จึงจะสำ�เร็จ
- ยิง่ เปน็ ผู้ใหญ่ ยงิ่ ตอ้ งอดทนมาก
- ผู้ใหญต่ อ้ งฝกึ ฝนเดก็ ใหร้ ู้จกั อดทน เขาจึงจะเติบใหญเ่ ปน็ ผู้ทำ�การงาน

ไดส้ �ำ เร็จ
- ครูต้องอดทนและต้องฝึกนักเรียนให้รู้จักอดทนจนทำ�การงานแล้วเสร็จ

ไมว่ ่าจะเป็นการเรยี น การบา้ น การเล่นกีฬาดนตรี การท�ำ สวนเกษตร
และอ่นื ๆ

(2) บนเสน้ ทางการงานหรอื เสน้ ทางชวี ติ จะมสี งิ่ ทดสอบความอดทนของผคู้ น
อยมู่ ากมายเป็นประจ�ำ เช่น
- ความยากล�ำ บากของงาน ความตรากตร�ำ เหน็ดเหนอ่ื ย
- อุปสรรคของชีวิต
- โรคภัยไข้เจ็บ
- การถูกสบประมาท นินทา ดา่ ทอ

(3) ในโลกปจั จบุ นั สงิ่ ทที่ า้ ทายความอดทนของมนษุ ยย์ อ่ มหลากหลาย แปลก
ใหมก่ วา่ ในอดีต เช่น
- ธรรมชาติวปิ ริต
- สังคมวิปรติ
- ศีลธรรมวิปรติ
คุณครูและนักเรียนจึงต้องร่วมกันศึกษาและเรียนรู้ให้เท่าทันกับสิ่งท้าทาย
ความอดทนท้งั เก่าและใหม่ เพือ่ จะไดร้ ับมอื และสร้างภูมิคมุ้ กนั ให้เข้มแขง็ ยง่ิ ข้ึน

(4) หากคณุ ครทู รี่ กั และนกั เรยี นทง้ั หลายสรา้ ง “ขนั ตธิ รรม” ไดเ้ ขม้ แขง็ ยอ่ มเกดิ
ประโยชน์หลายประการดงั นี้
ก. ชว่ ยเผากเิ ลสในตน ใหต้ นบรสิ ุทธ์ิ
ข. ทำ�ใหส้ ตปิ ญั ญาไมไ่ รผ้ ล แต่ได้ผลสัมฤทธ์ิ
ค. เป็นพลังใหท้ ำ�ความดตี ่อไป
ง. ทำ�ให้คณุ ครูและนักเรียนเข้มแขง็ และอดทน

ข้อที่ 10 อวิโรธนัง = ความไม่มอี ะไรพริ ุธ

(1) อวิโรธนงั คอื ความไมม่ อี ะไรพิรุธ หมายถงึ ไม่ผิดไปจากแนวทางแห่ง
ความถกู ต้องเท่ยี งธรรม ไม่ผิดไปจากที่ควรเป็น แต่มคี วามถูกต้องทัง้ 10 ประการ คอื

(1) ถูกตอ้ งในความคิดเหน็ (สมั มาทฏิ ฐ)ิ

48 (2) ถกู ตอ้ งในความปรารถนา (สัมมาสงั กปั ปะ)

(3) ถกู ต้องในการพูดจา (สัมมาวาจา)
(4) ถูกต้องในการงาน (สมั มากมั มนั ตะ)
(5) ถกู ต้องในการดาำ รงชพี (สมั มาอาชวี ะ)
(6) ถกู ตอ้ งในการพากเพยี ร (สมั มาวายามะ)

เพียรลดละพฤติกรรมที่ไมพ่ งึ ประสงค์ (ละช่วั )
เพียรสรา้ งพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงค์ (ทาำ ดี)
(7) ถกู ตอ้ งในการมีสตคิ วบคมุ ตวั เอง (สัมมาสต)ิ
(8) ถกู ตอ้ งในการมีจิตมัน่ คง (สัมมาสมาธ)ิ
(9) ถกู ต้องในเร่อื งความรู้ขั้นสุดท้าย (สัมมาญานะ)
(10) ถกู ตอ้ งในผลคอื ความหลดุ พน้ จากความทกุ ขท์ งั้ ปวง (สมั มาวมิ ตุ ต)ิ
(2) คุณครูที่รักพึงระมัดระวังและดำาเนินชีวิตโดยยึดหลักความถูกต้อง
เที่ยงธรรม ใช้ปัญญาทุกย่างก้าวมิให้พล้ังเผลอ ชีวิตของคุณครูจักเป็นชีวิตของ “คนสมบูรณ์”
คือไม่บกพร่องใดๆ
ชีวติ ของคณุ ครูจกั เปน็ แบบอยา่ งอันวเิ ศษแก่ลกู ศษิ ยร์ นุ่ แลว้ รุ่นเล่า
ชวี ิตของคณุ ครจู งึ เป็นชวี ติ ที่ทรงคณุ ค่าท่สี ดุ
บุญแล้วท่เี กิดมาเป็นครู

49


Click to View FlipBook Version