The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สถาปัตยกรรมผังเมือง การวิเคราะห์รูปทรงและโครงสร้างของเมือง (Urban Architecture : Analysis of Urban Form and Structure)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-06-10 02:37:04

สถาปัตยกรรมผังเมือง การวิเคราะห์รูปทรงและโครงสร้างของเมือง

สถาปัตยกรรมผังเมือง การวิเคราะห์รูปทรงและโครงสร้างของเมือง (Urban Architecture : Analysis of Urban Form and Structure)

Keywords: สถาปัตยกรรมผังเมือง

สถาปตั ยกรรมผงั เมือง การวเิ คราะหร์ ปู ทรงและโครงสรา้ งของเมือง

Urban Architecture; Analysis of Urban Form and Structure

ธงชัย โรจนกนันท์1
ผู้เช่ยี วชาญด้านวางผงั สถาปัตยกรรม

กรมโยธาธิการและผงั เมอื ง
ธนั วาคม 2557

1 E-mail address; [email protected]
1

คานา

การผังเมืองเปน็ สหวชิ าและเป็นการผสมผสานความรจู้ ากแหลง่ เรียนรู้มากมาย มใิ ช่เปน็ สาระ
เรือ่ งราวของอาชพี ใดอาชพี หน่ึงเทา่ นั้น การตดั สินใจว่าดว้ ยอนาคตของเมอื งจงึ ไมใ่ ช่สิทธิขาดโดยอานาจ
ของผใู้ ดผหู้ น่ึงแต่เพยี งผูเ้ ดียว แมป้ ระวัติศาสตร์การผังเมอื งเคยปรากฏถงึ การผังเมืองในบางยคุ บางสมยั ท่ี
วางและกาหนดรปู แบบของเมอื งโดยผู้นาเผด็จการเพยี งผู้เดยี ว แมเ้ มอื งนั้นเป็นตัวอย่างกล่าวขานเป็น
ตานานและเป็นตวั อยา่ งของการเรยี นวิชาผังเมือง แตผ่ งั เมืองของเมอื งน้นั ต้องแลกด้วยชีวิตและความทุกข์
ยากของประชาชนนับหม่นื นับแสนคน ซง่ึ ไมใ่ ช่วถิ ที างท่ีดีของการผังเมือง

สถาปนิกเป็นผู้หน่งึ ท่มี สี ่วนสาคญั และบทบาทหลกั ในการวางผงั ออกแบบ จนถึงการกอ่ สร้างเป็น
เมอื ง จากอดตี ยุคประวัตศิ าสตรน์ านหลายพันปี เมอื่ คร้ังมนุษย์มีวทิ ยาการเร่ิมแรกจากการเรียงหนิ และอิฐ
เพอ่ื สรา้ งเมอื ง จนถงึ การใช้วสั ดทุ นั สมัยด้วยเหลก็ และกระจกในยคุ ปจั จบุ ัน แต่บทบาทของสถาปนิกยงั มี
ความสาคญั ตอ่ การวางผังและออกแบบเมือง แม้การเป็นสหวิชาชีพทาให้งานผังเมอื งตอ้ งพิจารณาสาระ
มากมายท่ีเกี่ยวข้องกับความเปน็ เมอื ง

ด้วยระยะเวลาอันจากัด เอกสารฉบับนจี้ ดั ทาขน้ึ มใิ ช่เพยี งเพ่ือสาหรับการประเมนิ ตาแหนง่

ผเู้ ชี่ยวชาญด้านสถาปตั ยกรรมผังเมือง แต่วัตถุประสงคท์ แ่ี ท้จริงไดแ้ ก่การเผยแพรค่ วามรู้ความเข้าใจต่อ

นยิ าม “สถาปัตยกรรมผังเมือง” (Urban Architecture) ที่มคี วามหมายแตกต่างจากความเข้าใจเดิมของผทู้ ี่

เก่ยี วข้องว่า เป็นงานออกแบบอาคารท่ีแทรกหรอื ปะปนอยใู่ นงานผังเมือง

เอกสารฉบับนี้กล่าวยอ้ นถงึ ความเปน็ มาของการทางานของสถาปนกิ ทลี่ ะเอียดและกว้างไกล ย้อน
อดีต ขา้ มผ่านกาลเวลาและการเปลย่ี นแปลง จนสู่ยุคของการเสนอทฤษฏีที่สถาปนิกระดับปรมาจารย์ได้
สร้างขึ้นและถูกนาไปประยุกต์ใช้ บ้างเปน็ ทฤษฏรี ่วมสมัยท่ยี งั เปน็ ประโยชน์ต่องานผังเมืองในปัจจบุ นั

ผูเ้ ขยี นคาดหวังเป็นอยา่ งสงู ว่า เอกสารฉบับน้ีแม้อาจไม่ครบถว้ นสมบูรณต์ ามรูปแบบงานวิชาการ
ท่ีแทจ้ รงิ แตส่ ามารถนาพาความรู้ความเขา้ ใจท่ีถูกต้อง มาสู่กจิ การผังเมืองในประเทศไทย เพ่อื ใหส้ ักวนั
หนง่ึ ในภายภาคหน้า การผังเมืองของไทยจักเจรญิ ก้าวหน้าอยา่ งมน่ั คง เทา่ ทันประเทศท่พี ัฒนาแลว้

The last Student of Sternstein

2

สารบัญ หนา้
3
คานา 4
สารบาญ 5
สารบาญภาพ
บทที่ 1 พัฒนาการสถาปัตยกรรมผงั เมอื ง 21

1.1 สถาปนิกกับงานผังเมอื งในยคุ ประวัติศาสตร์ 35
1.2 สถาปตั ยกรรมเมืองสมยั ใหม่และการกาเนิดของ Team Ten
1.3 สถาปัตยกรรมยคุ หลงั ทันมยั (Post Modern Architecture) 46
บทที่ 2 รปู ทรงของเมือง ท่ีวา่ งและโครงสรา้ งเมือง
2.1 Pattern Language โดย Christopher Alexander 53
2.2 Human Aspects of Urban Form โดย Amos Rapaport
2.3 The Architecture of the City โดย Aldo Rossi
2.4 วิพากยแ์ นวความคิดและทฤษฏี
บทที่ 3 โครงสร้าง รูปทรงของเมือง และบทวิเคราะหก์ ารพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐาน
3.1 โครงสร้าง รูปทรงของเมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
3.2 การกาหนดและควบคุมรูปทรงของเมอื ง ดว้ ยสัดส่วนการใชพ้ ้นื ท่อี าคาร
3.3สถาปตั ยกรรมผงั เมืองเพื่อการท่องเท่ยี ว Touristic Urbanism
บทที่ 4 สรุป
4.1 สงั เคราะห์ทฤษฏีและแนวความคิดสถาปัตยกรรมเมือง
4.2 สถาปัตยกรรมผังเมอื งในประเทศไทย
4.3 ปัจฉมิ บท
เอกสารอ้างองิ

3

สารบญั ภาพ หนา้
7
ภาพท่ี
1.1 เมอื งในยุคกลาง กาแพงและป้อมปราการแขง็ แรง ลอ้ มด้วยพ้ืนท่ี 7
8
เกษตรกรรม 10
1.2 ลกั ษณะและรปู ทรงของเมอื งในยคุ กลางในยุโรป 11
1.3 ตัวอย่างผงั เมืองของเมอื งในยโุ รปในยุคกลาง 12
1.4 ลักษณะตน้ แบบของสถาปัตยกรรมยุค ITALIAN RENAISSANCE 13
1.5 เมืองอตุ สาหกรรมในยุโรปในศตวรรษท่ี 18 และปัญหาสงิ่ แวดล้อม
1.6 แบบร่างการปรับแก้ผังเมืองกรงุ ปารสี ในปี 1853-1859 โดย Haussmann 14
1.7 กรงุ ปารสี ในปี 1853-1859 ถูกปรับผังเมืองเปดิ เปน็ โครงข่ายถนนกวา้ งโดย 16
17
Haussmann 23
27
1.8 นคร Barcelona ในสเปน เป็นผงั เมอื งลักษณะเดียวกับกรุงปารสี 29
1.9 กล่มุ สถาปนิกในยุโรปท่ีเรยี กตนเองว่า Team Ten
1.10 ผงั อาคารห้องสมุดออกแบบโดย Alvar Aalto ยุค Modern Architecture
2.1 หนังสือ Pattern Language โดย Christopher Alexander ตพี มิ พใ์ นปี 1977
2.2 หนังสอื Human Aspects of Urban Form โดย Amos Rapaport
2.3 Aldo Rossi และหนังสือ The Architecture of the City

4

บทที่ 1

พัฒนาการสถาปัตยกรรมผังเมือง

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ปรากฏในรูปของความเปน็ เมืองมานานหลายพนั ปี จากหลักฐานการขดุ
ค้นทางโบราณคดีจากทั่วทุกมุมโลก ซากปรกั หักพงั ของอาคารต่างๆและผงั บริเวณเปน็ แหล่งศึกษาและ
เรยี นร้เู รื่องราวในอดีตไดม้ ากมาย ควบคู่กับคาถามจากมนษุ ย์ในยุคปัจจุบนั แม้กาลเวลาผ่านมานานนบั
พันปี คาถามจานวนไม่นอ้ ยยงั ไม่มีคาตอบทีช่ ัดเจน และยังรอคอยมนุษยท์ ี่จักแสวงหาคาตอบที่ดีทีส่ ุดต่อไป

การสรา้ งเมืองในยุคโบราณเปน็ ปรากฏการณ์พิเศษ ผูน้ าเผ่าพนั ธุ์มนษุ ย์ขณะนนั้ ต้องมอี านาจและ
ทรัพยากรทุกด้านครบครนั จึงจกั สร้างเมืองขึน้ มาได้ ในขณะที่ผูน้ าการก่อสร้างเมืองตอ้ งมีความรู้ความ
เข้าใจในศาสตรม์ ากมายหลายสาขา ตามบนั ทึกโบราณเร่ืองบุคคลผ้นู ี้ว่า “สถาปนิก” หรอื Architect

1.1 สถาปนกิ กบั งานผงั เมืองในยุคประวัตศิ าสตร์

คาวา่ Architect ในภาษากรีกโบราณและลาติน มาจากคา 2 คา คอื คาวา่ Archie-(Archy) หรือ
Mono หมายถงึ หน่ึง หรือ หวั หน้า และคาว่า Tect หมายถึง Worker2 หรอื คนงาน เม่ือรวมกันหมายถงึ
หัวหนา้ คนงาน ในสมัยโบราณนัน้ สถาปนิกเป็นท้ังผู้ออกแบบ คานวณ และควบคุมงานกอ่ สรา้ งท้งั หมด

ตามหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ ยุคอารยะธรรมโบราณ 4-5000 ปีทแี่ ล้ว สถาปนิกเปน็ ผนู้ าดา้ น
การก่อสร้างอย่างแท้จรงิ ต้ังแต่อาคารหลังเดียวจนถงึ เมอื งขนาดใหญ่ ในสมยั น้นั สถาปนิกต้องมคี วามรู้
มากมายหลายด้าน เช่น คณติ ศาสตร์ ตรโี กณมิติ เรขาคณติ ดาราศาสตร์ กลศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อุทก
ศาสตร์ รวมถึงสายสงั คมวิทยา เชน่ ประวัตศิ าสตร์ โหราศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และเทวะวทิ ยา ประการ
สาคัญได้แก่ศลิ ปกรรมศาสตร์ทุกแขนง เชน่ ประตมิ ากรรม จิตรกรรม และวรรณกรรม

ในยคุ ทีส่ ังคมมนษุ ย์มีความขัดแยง้ สงู จนก่อสงครามทาลายลา้ งกันและกัน สถาปนิกในยุค
ประวตั ิศาสตร์ตอ้ งพัฒนาความรูข้ องตนในการออกแบบป้องกันเมอื งจากการรุกราน ความร้จู งึ ผนวกและ
พัฒนาควบค่กู ับยทุ ธศาสตร์ทางการทหาร ผังเมืองในยุคตา่ งๆจึงสามารถสะทอ้ นพัฒนาการดา้ นความคดิ
ดา้ นเทคนิค และเทคโนโลยี จากยุคโรมันในตะวันตก สร้างคูเมอื งกว้างและลกึ ถึงกาแพงหนิ หรือกาแพงดนิ

2 ผศ พงศธร สุดบรรทัด คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย 2519-2523

5

กอ่ อฐิ ขนาดใหญ่สงู หลายเมตรล้อมอาณาจักร จากยโุ รปถงึ ประเทศจีนท่ีพัฒนาในราชวงศ์ต่างๆ ทาให้
สถาปนิกต้องมีความรู้ในการวเิ คราะห์และเลือกภูมิประเทศเพือ่ เป็นทตี่ ้ังท่ีดีทส่ี ุดของเมือง

ภายหลงั การล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ทาให้ยุโรปตกอยู่ในยุคมืด (Dark Ages) นานหลายร้อย
ปจี ากศตวรรษที่ 5 จนถงึ ศตวรรษที่ 11 เปน็ ระยะเวลาหลายศตวรรษทีม่ ืดมนในยุโรป สงั คมถูกครอบงา
ดว้ ยความเชื่อเกย่ี วกบั ภูตผีปีศาจ แมม่ ดและไสยศาสตร์ต่างๆ อาณาจกั รในยโุ รปเกิดความแตกแยก มี
สงครามระหว่างแควน้ ยาวนานนบั ร้อยปี จนความร้แู ละวิทยาการสญู หาย แต่ทวา่ ความรู้เดียวกนั ในสมัย
โรมันกลับพัฒนาก้าวหน้าในดนิ แดนตะวันออกกลาง ยคุ น้จี งึ ไมป่ รากฏผลงานด้านสถาปตั ยกรรมและ
ความเป็นเมอื งทส่ี าคญั หรือโดดเดน่

Amos Rapaport ไดก้ ล่าวถึงการวเิ คราะหเ์ มืองดว้ ยการอา้ งอิงแหล่งข้อมลู ทอี่ าจเป็นนทิ าน บท
เพลง และเร่อื งเลา่ เพ่ืออธิบายความเป็นเมืองในแตล่ ะยุคสมยั ยุคมืดเป็นตัวอย่างของการศกึ ษาวิเคราะห์
เมืองจากแหลง่ ข้อมลู ท่ีปรากฏหลงเหลืออยูน่ ้อยมาก มเี พียง ภาพวาด บทสวดมนต์ บทกวี บนั ทึกสั้นๆและ
เร่ืองเลา่ ส่กู นั มา ดังนน้ั เรือ่ งราวความเป็นเมืองในยุคมืดจึงเปน็ การนาบนั ทึกเหล่านมี้ าศกึ ษาวิเคราะห์ และ
เรยี บเรยี งเพือ่ ความเข้าใจ แต่นามาตอ่ เข้ากบั ประวัติศาสตรใ์ นยุคตอ่ มา

ราวศตวรรษที่ 12 ย่างเขา้ สู่ยุคกลางท่ีการปกครองเรม่ิ เป็นอาณาจกั รที่มนั่ คงมากขึ้น คริสตจักร
โรมันมอี านาจมากขึ้น กรุงโรมเปน็ ศูนยก์ ลางของอานาจ หรอื อีกนัยหนึ่งยโุ รปมีศาสนาเปน็ แกนนาการเมือง
ประชากรมากข้ึน ควบคู่กบั ความยากจน การตง้ั ถนิ่ ฐานปรากฏความชดั เจนของความเป็นเมอื ง จากกาแพง
เมอื งทแ่ี ขง็ แรง หนาและสูงหลายเมตร ตัง้ บนเนินเขา หรือต้ังอยบู่ นจุดยทุ ธศาสตรส์ าคัญ แม่น้าหรือชายฝง่ั
ทะเล เปน็ ศูนยก์ ลางการปกครอง การคา้ ขาย และการคมนาคม

สงครามครูเสด (Crusades War) หรอื สงครามศักด์ิสทิ ธิเพ่ือกอบกู้ศาสนาครสิ ต์ เพ่อื นานคร
เยรูซาเล็มคนื จากการยดึ ครองของมสุ ลมิ เอกสารบางฉบับกล่าวว่าเริม่ ข้ึนในปี 1095 เป็นการรบคร้ังใหญ่ 9
ครัง้ ถึงปี 1285 สงครามนี้นาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสูย่ โุ รป แมช้ าวมสุ ลิมเข้าครอบครองดินแดนต้น
กาเนิดศาสนาครสิ ต์ในตะวันออกกลาง ซง่ึ เคยรุ่งเรอื งมาก่อนตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน แต่ทวา่ ไมม่ ีการ
ทาลายสถาปัตยกรรมและสิ่งกอ่ สร้างเดมิ กลับนาเอาความรจู้ ากตะวันตกท่ีตกค้างถูกพฒั นาใหก้ า้ วหน้า
มากขึน้ โดยเฉพาะ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ อุทกศาสตร์ ฟิสิกสแ์ ละเคมี วิชาความรเู้ หล่าน้ี
เปน็ รากฐานสาคัญในการพัฒนายโุ รปใหเ้ จริญรุ่งเรืองในยคุ ตอ่ มา

6

ทีม่ า ; World History and Geography
ภาพที่ 1.1 เมอื งในยุคกลาง กาแพงและปอ้ มปราการแข็งแรง ล้อมด้วยพ้ืนท่เี กษตรกรรม

ท่มี า ; www.historymad.stmaryscoll
ภาพท่ี 1.2 ลกั ษณะและรปู ทรงของเมอื งในยุคกลางในยโุ รป

7

ความรู้ข้นั กา้ วหน้าเหลา่ นถี้ กู นากลับไปยุโรป และถูกพฒั นาเทคนิค คิดคน้ วัสดุใหม่ในการก่อสรา้ ง
วสั ดบุ างประเภทถูกนามาใช้ในงานกอ่ สร้างอาคารและงานศลิ ปกรรมท้ังในและภายนอกอาคาร เชน่ การนา
กระเบอ้ื งโมเสก มาประดับพืน้ และผนัง รูปแบบทนี่ ยิ มมากได้แก่การเรียงกระเบอ้ื งสตี ่างๆเปน็ ภาพสาคญั
ทางศาสนาและประวัติศาสตร์ ประดับตามผนังโบสถ์ นอกจากนนั้ การประดับหนา้ ต่างดว้ ยกระจกสี เปน็
อกี อิทธิพลหนึง่ ทไ่ี ดร้ ับมาจากตะวันออกกลาง

หนึง่ ในความรทู้ ถี่ ูกพัฒนาก้าวหน้ามากขนึ้ ในศตวรรษท่ี 12 ได้แก่ การทาแผนที่ และการจดั ทา
หนังสือภูมิศาสตร์เล่มแรกๆของโลกโดยชาวอาหรบั และคริสต์ แผนท่เี มอื งในยุคนี้เร่ิมมคี วามถูกต้องและ
ใกลเ้ คียงความเป็นจริงมากขึ้น ซึง่ เปน็ ประโยชน์อย่างมากในการวางผังเมือง

ที่มา; www.wikipedia
ภาพท่ี 1.3 ตัวอย่างผงั เมอื งของเมอื งในยุโรปในยคุ กลาง เมือง Leuven; Belgium
ตัวอยา่ งองค์ประกอบของเมืองทช่ี ดั เจนได้แก่ การสร้างและประดิษฐน์ ้าพใุ นสวน จนถงึ จัตรุ ัสกลาง
เมือง ซ่ึงนยิ มแพร่หลาย กลายเปน็ องค์ประกอบสาคัญควบคู่กับการเปิดพืน้ ทโ่ี ล่งในเมอื ง นน่ั คือ วงเวียน

8

อนุสาวรีย์ประกอบนา้ พุ หรือบางคร้งั เป็นประติมากรรมบนสระนา้ ประดับด้วยน้าพุ เปน็ องค์ประกอบที่
สถาปนิกในสมัยนัน้ ต้องออกแบบและกาหนดเป็นส่วนหน่ึงของเมือง กระท่ังปัจจุบันน้ีรูปแบบลานโลง่ วง
เวยี นและนา้ พไุ ดก้ ระจายไปท่ัวโลก และนา้ พไุ ดป้ รากฏอยทู่ ัว่ ไปในประเทศไทยด้วยเช่นกนั

ลักษณะเด่นของผงั เมืองในยุคกลางที่ปรากฏในเอกสารทางวชิ าการสว่ นใหญ่ได้แก่ ผังเมอื งมี
ลกั ษณะกระชับ (Compact City) ล้อมด้วยกาแพงเมือง ตามภาพที่ 1.3 ถนนเรยี งด้วยหินก้อนส่เี หล่ยี ม เป็น
โครงสรา้ งพ้นื ฐานควบคู่กบั ระบบระบายนา้ ที่พัฒนาต่อเนื่องมาต้งั แต่ยุคโรมัน จตั ุรสั กลางเมอื ง (Town
Square) เป็นพืน้ ท่ีโล่งขนาดใหญ่ของเมือง เปน็ ศูนย์กลางของสังคมเมอื ง เปน็ ลักษณะเดน่ ของเมอื ง
โครงสรา้ งและรูปแบบของเมืองในยคุ กลางท่ียังพบเห็นได้ทว่ั ไปในยุโรปในปจั จบุ ันน้ี

อาจกลา่ วได้ว่า ผังเมอื งในยุคกลางนน้ั การกาหนดพ้ืนท่ีโลง่ ในเมอื ง ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับ
การเปิดมุมมอง และทาให้อาคารสาคญั ของเมอื งปรากฏเดน่ เปน็ สงา่ งดงาม สถาปนิกสามารถเพ่มิ และ
เน้นความสาคัญขององคป์ ระกอบใหญ่น้อยในเมืองด้วยเทคนิคต่างๆ การกาหนดระยะหา่ ง ระยะเว้นวา่ ง
ตลอดจนขนาดของพ้ืนท่ีโลง่ แตล่ ะบรเิ วณ เพื่อให้เมอื งมีมุมมอง มีจดุ นาสายตา แมข้ อ้ เทจ็ จริงของเมอื งยุค
กลางได้แก่โครงข่ายถนนขนาดเล็ก ไม่เหมาะกับการสัญจรด้วยรถยนต์ แต่ปัจจุบันโครงขา่ ยถนนแคบ
เหลา่ นถ้ี ูกพัฒนาเป็นถนนคนเดนิ ทีม่ ีลกั ษณะเฉพาะ ทาให้เมืองเก่าในยุโรปเปน็ แหลง่ ดึงดูดนักท่องเที่ยว
มากทีส่ ดุ แห่งหน่งึ ของโลกในปัจจบุ ัน

ความรแู้ ละวิทยาการอันเปน็ ผลพวงที่ไดร้ บั จากสงครามครูเสด โดยเฉพาะวิชาดาราศาสตร์ ทาให้
การเดนิ เรอื ก้าวหน้าจากแผนทดี่ าว รวมถึงการต่อเรอื ทม่ี ขี นาดใหญ่จนแลน่ ในทะเลไดไ้ กลและนานขึ้น ทา
ใหช้ าติตะวันตกสามารถเดินทางออกไปไกลสุดขอบฟา้ สารวจและค้นหาดินแดน รวมถงึ ทรพั ยากรกลบั มา
สู่ประเทศของตน และเป็นจดุ เรม่ิ ต้นของยุคอาณานิคมทแี่ ผก่ ระจายไปทั่วทกุ มมุ โลก จนมผี ลต่อความ
เปลย่ี นแปลงต่างอีกมากมายในเวลาต่อมา โดยเฉพาะประวัติศาสตรข์ องหลายชาติพันธ์ุ ต่อเนื่องถึง
ปจั จุบันในรูปของการเคลอ่ื นยา้ ยทรัพยากรมนุษย์ แรธ่ าตุ และเงินทนุ เอกสารทางวิชาการที่กล่าวถงึ ยคุ น้ี
ไดแ้ ก่ จุดเรมิ่ การค้าทาสผวิ ดาจากแอฟริกาไปทางานในไร่ในอเมรกิ าเหนือ และการย้ายแรงงานเอเชียไปยงั
อาณานิคมต่างๆ รวมทัง้ ชาวจีนและอินเดีย ทาใหเ้ มอื งปัจจุบันมคี วามหลากหลายดา้ นเชอื้ ชาติ

ต่อจากยุคสงครามครเู สด สถาปนิกกลบั มามบี ทบาทมากข้นึ อีกคร้ังในงานผงั เมือง เม่ือกา้ วย่างเขา้
สูย่ ุคฟน้ื ฟศู ลิ ปวัฒนธรรม (Renaissance) ในศตวรรษท่ี 14-16 และต่อเนอ่ื งถึง ศตวรรษที่ 18 หรือยุคของ

9

การนาศิลปะวิทยาการที่เคยรุ่งเรืองมาต้ังแต่สมัยอาณาจักรกรกี และจักรวรรดิโรมัน เมอื งหลายเมอื งเจรญิ
มั่งค่งั จากการค้าขาย โดยเฉพาะเมืองชายฝ่ังทะเลในประเทศอิตาลี เช่น Venice และ Florence ทาใหเ้ มือง
เหลา่ นเ้ี ปน็ ศนู ย์กลางของศิลปะยุคฟน้ื ฟู และเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมเมอื งที่สมบรู ณท์ ่ีสดุ

ในยคุ นสี้ ถาปนกิ ทาหนา้ ท่ีหลายด้านออกแบบตง้ั แต่วางผังเมือง วางผังบรเิ วณ ออกแบบอาคาร
กลมุ่ อาคาร จนถงึ รายละเอียดของอาคารทง้ั ในงานจิตรกรรม และประติมากรรม บคุ คลที่มชี ่ือเสียงมาก
ท่สี ดุ ในยุคนี้คอื Leonardo Da Vinci ผ้ทู ี่เป็นท้ังสถาปนิก นกั คณิตศาสตร์ จติ รกร ประตมิ ากร และนัก
ประดษิ ฐ์ โดยสรา้ งผลงานท่ียิ่งใหญ่และทรงคุณค่าไว้มากมาย

ไม่อาจปฏเิ สธไดว้ ่า ความม่ังค่งั ของเมอื งในยุคน้ีมาจากการค้า และนาทรัพยากรจาอาณานิคมที่
ตนยึดครองและกอบโกยมาจากเมืองข้ึนในดินแดนโพ้นทะเล จนเกดิ นิยามของสถาปัตยกรรมอาณานิคม
หรอื Colonial Architecture ทีป่ รากฏอยู่ทั่วไปเอเชียและในประเทศอดตี อาณานิคมทง้ั หลาย

ท่มี า www.vintage-views.com
ภาพที่ 1.4 ลกั ษณะตน้ แบบของสถาปัตยกรรมยุค ITALIAN RENAISSANCE ARCHITECTURE
15-17th Century, 1894 รกั ษาสมมาตรในทกุ มิติ

10

ยคุ ฟน้ื ฟศู ิลปวัฒนธรรมรงุ่ เรืองตามความมงั่ คง่ั ทางเศรษฐกิจ ทาให้เกิดอาคารขนาดใหญ่และ
สงิ่ ก่อสรา้ ง ประดับด้วยประติมากรรมขนาดใหญ่ และศิลปกรรมอีกหลายแขนง รวมถึงดนตรีทกี่ ้าวหนา้
สูงสุดต่อเนอ่ื งถงึ ศตวรรษท่ี 18 ดังปรากฏรายนามของศลิ ปินมากมาย และเป็นมรดกล้าคา่ จนถงึ ปัจจุบัน

การค้าขายเจรญิ ข้ึนจนเกิดความต้องการวัตถุดบิ จานวนมาก เพือ่ ผลิตสินค้าป้อนสู่ตลาดที่มีขนาด
ใหญข่ ้ึน ทาให้เกิดการคิดค้นสิง่ ประดิษฐ์ใหม่ เริม่ ต้นจากเคร่ืองจักรไอน้าในปี 1698 โดย Thomas Savery
สาหรบั สูบนา้ และต่อมาสาหรบั โรงงานทอผ้า จนถึงพฒั นาเป็นรถจกั รไอน้าโดย Richard Trevithick ในปี
1804 และใช้งานได้จรงิ ในปี 1814 และพฒั นาเป็นรถจักรไอน้าในสหรฐั อเมรกิ าในปี 1830 ทาให้การขนส่ง
รวดเรว็ ทาใหร้ ูปทรงและโครงสร้างของเมอื งเปลยี่ นแปลงครัง้ ใหญ่ ก้าวสู่ยคุ อตุ สาหกรรม

ในปี 1769 Nicolas Joseph Cugnot ชาวฝรง่ั เศสได้ประดิษฐร์ ถยนต์ใช้พลงั งานไอน้าขน้ึ เปน็ ครั้ง
แรก แตร่ ถยนต์ทใี่ ช้นา้ มันเปน็ เช้ือเพลงิ ประดษิ ฐโ์ ดย Karl Benz ชาวเยอรมนั ในปี 1886 ตามดว้ ยการ
ประดิษฐ์ลฟิ ท์รับส่งอยา่ งปลอดภัยในอาคารโดย Alisha Graves Otis ในปี 1852 ทาใหร้ ปู ทรงของเมือง
เปลยี่ นโฉม ก้าวสู่ยุคอาคารสูง เริ่มการแขง่ ขนั สรา้ งอาคารสูงในมหานครขนาดใหญใ่ นสหรฐั อเมรกิ า นน่ั คือ
New York และ Chicago เกดิ รูปทรงใหมข่ องเมือง ซง่ึ เปน็ ต้นกาเนิดของแนวความคดิ ใหม่ดา้ นผังเมืองใน
ศตวรรษท่ี 20 และต่อเน่ืองถึงศตวรรษที่ 21 หากแต่มใิ ช่เหตผุ ลของความเป็นเมือง เป็นเร่อื งของการแข่งขัน
ความยิ่งใหญ่ของแต่ละประเทศมากกว่า

ทม่ี า www.sciencemuseum.org.uk
ภาพที่ 1.5 เมืองอุตสาหกรรมในยุโรปในศตวรรษที่ 18 และปัญหาสงิ่ แวดล้อม

11

ปญั หาส่ิงแวดล้อมขั้นวกิ ฤติและความความเส่อื มโทรมของเมอื งในยคุ อุตสาหกรรม เปน็ ปญั หาที่
เกดิ ขนึ้ กบั เมอื งในยุโรปเกือบทั้งหมด คนอาศยั หนาแน่นในเมือง การเพม่ิ จานวนของยานพาหนะในเมือง
เกินขีดความสามารถของโครงข่ายถนนทีพ่ ฒั นามาต้ังแต่ยุคกลาง เป็นสภาพท่ผี ูน้ าของประเทศไมอ่ าจ
เพกิ เฉยได้ ความพยายามในการแก้ปญั หาของเมืองถกู นามาใช้หลายวธิ ี

กรงุ ปารสี เป็นตัวอย่างของการปรับแก้ผงั เมอื งครง้ั ใหญเ่ พื่อแกป้ ัญหาของเมือง Louis-Napoléon
Bonaparte ท่สี าม รักงานสถาปัตยกรรม และเป็นหลานของจกั รพรรดนิ โปเลียน ไดม้ อบให้ George Eugene
Haussmann ดาเนนิ การปรับผังเมอื งในปี 1853-1859 โดยทาการรือ้ ถอนอาคารบ้านเรือนจานวนมาก เพอ่ื
ก่อสรา้ งถนนขนาดใหญเ่ ชื่อมโยงจุดสาคญั ของกรงุ ปารีส ปลูกต้นไม้และจัดสวนสวยงามบนถนนเหล่านั้น
เชน่ ถนนในกรุงปารีสท่ีมชี อื่ เสยี งกรณี Champs-Élysées และการเปิดพืน้ ที่โล่งขนาดใหญเ่ พ่ือก่อสร้างจุด
รวมสายตา และต่อมาเปน็ สถานท่ีตง้ั สงิ่ ก่อสร้างขนาดใหญท่ ีม่ ชี ่อื เสียง เช่น หอ Eiffel และประตูชัย Arc de
Triomphe ซึง่ ปจั จุบันเป็นสัญลกั ษณแ์ ละภาพลักษณ์ (Urban Image) ของกรงุ ปารีส

ทีม่ า www.wikipedea.org
ภาพท่ี 1.6 แบบรา่ งการปรับแกผ้ งั เมอื งกรุงปารีสในปี 1853-1859 โดย Haussmann

การปรับแกผ้ งั เมอื ง หรือแนวทาง Urban Restructuring ของกรงุ ปารสี ในปี 1853-1859 ถูก
วิพากย์ถึงความสาเรจ็ ความเดด็ ขาดของการจัดการและแกป้ ญั หาของเมืองในสมัยนน้ั เพราะใต้
ดนิ ของถนนทขี่ ยายกว้างเหล่าน้ันถกู พัฒนาเป็นระบบระบายน้า และต่อมาพัฒนาเปน็ แนวรถไฟใต้
ดนิ และระบบน้าประปาและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เพอื่ แกป้ ัญหาสขุ อนามัยท่ีสะสมมานาน

12

และทาใหก้ รงุ ปารีสแลดสู วยงาม อาคารสรา้ งใหมถ่ ูกจัดระเบยี บเปน็ กลุ่ม มขี นาดและความสงู ใน
รปู แบบเดียวกัน ถูกยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมเมืองทีด่ ี (Urban Architecture) แตค่ วามสาเรจ็
ของการเปลย่ี นจากเมอื งเกา่ ในยคุ กลางเป็นเมอื งสมัยใหม่ มีบทวิเคราะห์ตามมามากมาย

ทีม่ า www.wikipedea.org
ภาพที่ 1.7 กรงุ ปารสี ในปี 1853-1859 ถูกปรับผงั เมอื งเปิดเป็นโครงขา่ ยถนนกวา้ งโดย Haussmann
Louis-Napoléon Bonaparte III เปน็ ผู้กาหนดความคิดเรอ่ื งถนนกว้างด้วยเหตผุ ลทางการทหาร
และการเมือง เพ่ือใหแ้ ลเห็นทิศทางและสงั เกตการณไ์ ด้ในระยะไกล และสามารถเคลอ่ื นกาลงั พลขนาด
ใหญไ่ ด้อย่างรวดเร็ว ในขณะท่ี Haussmann และทีมงานสถาปนิกทางานดา้ นความงามของเมือง Urban
Esthetics ดว้ ยการกาหนดเกณฑ์ตา่ งๆ รูปแบบและลักษณะทางสถาปัตยกรรม โดยไม่แตะหรือยุ่งเก่ียว
สญั ลกั ษณแ์ ละเป็นศนู ย์รวมจิตวิญญาณของชาวปารีสเลย น่ันคอื มหาวหิ าร Notre Dame
ขอ้ เท็จจรงิ ทไี่ มอ่ าจปฏเิ สธได้ว่า กรงุ ปารีสเปน็ เมืองเก่า (Old Town) สร้างมาตง้ั แต่ยุคกลาง เป็น
เมืองที่ประชากรอาศยั อยู่อย่างหนาแนน่ และไมม่ ีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอะไรเลยมานานนับร้อยปี เป็น
เมอื งใหญ่เมืองท่ีสองในยโุ รปในยคุ เดยี วกนั ทีม่ ีการเปลี่ยนแปลงครัง้ ใหญ่ รองจากกรณีเกิดเพลงิ ไหมค้ ร้งั
ใหญ่ในกรงุ ลอนดอนในปี 1666 แตค่ วามเปลย่ี นแปลของกรุงปารีสครง้ั น้ีนน้ั มีองค์ประกอบสาคัญไดแ้ ก่
อานาจเด็ดขาดทางการเมือง และเงินท่ีมีมากพอที่จะเปล่ียนเมอื งไดข้ นาดนี้

13

บทความเรื่อง Money and Politics in the Rebuilding of Paris, 1860-1870 กลา่ วถงึ อานาจ
เด็ดขาดทางการเมอื ง และงบประมาณที่ Haussmann ไดใ้ ช้จ่ายตามมลู ค่าของเงินตราในปี 1851 เป็น
จานวน 2,500 ล้านฟรัง หรือมีมลู ค่าในปี 1955 ประมาณ 78,000 ลา้ นเหรียญสหรัฐ Haussmann ถูกยก
ยอ่ งเปน็ นักผงั เมอื งผ้ยู ง่ิ ใหญ่คนแรกทีส่ ามารถเปลยี่ นกรงุ ปารีสให้เปน็ เมอื งทสี่ วยงามได้ โดยใช้เวลา 20 ปี

แต่คุณประโยชน์ท่ีแทจ้ ริงของการแกผ้ งั เมอื งกรงุ ปารีส คอื การแก้ปัญหาสุขอนามยั ของเมอื งได้
สาเรจ็ เพราะเป็นมหานครแห่งแรกทแ่ี ยกระบบน้าเสียของเมืองออกจากระบบระบายน้าฝน และเป็นการ
วางระบบสาธารณูปโภคสมัยใหม่ ซง่ึ ต่อมาเป็นตน้ แบบให้เมืองอนื่ ๆพัฒนาในทิศทางเดยี วกัน

ท่ีมา www.pemb.cat.en
ภาพที่ 1.8 นคร Barcelona ในสเปน เป็นผงั เมอื งลักษณะเดียวกับกรุงปารสี

14

หลังจากนายพล Francisco Franco ได้ปกครองประเทศสเปนด้วยระบบเผดจ็ การต้งั แตป่ ี 1936 ถงึ
1975 หลกั การเดียวกันถกู นามาใช้วางผงั เมืองส่วนขยายของนคร Barcelona ด้วยอานาจเด็ดขาด ผังเมือง
นคร Barcelona จึงมีลกั ษณะคล้ายกับกรุงปารสี น่ันคือ เป็นรูปแบบเดย่ี ว และมขี นาดของสถาปัตยกรรม
เมืองเท่ากนั หรือที่เรียกกันว่า Mono Scale and Single Pattern

กรณีกรุงปารีสและนคร Barcelona เป็นตวั อย่างถงึ อานาจเด็ดขาดทางการเมือง ซ่งึ ตอ่ มาถูก
กลา่ วถงึ ในงานผงั เมอื งและสถาปัตยกรรมผังเมอื งในยุคสงครามเยน็ ไดแ้ ก่กรณกี ารออกแบบและวางผงั
เมอื งในกลุ่มประเทศสงั คมนิยมคอมมวิ นิสต์ยโุ รปตะวนั ออก ถนนกว้าง จัตรุ สั กลางเมอื งขนาดใหญ่ ซ่ึง
ปรากฏเป็นเมืองใหม่หลายแหง่ ในอดีตสหภาพโซเวียตกระทง่ั ทกุ วนั นี้ จนบางครง้ั อานาจเด็ดขาดเปน็ หัวขอ้
ถกเถียงถึงกระบวนการผังเมืองในระบอบประชาธปิ ไตย เพราะในทางปฏบิ ัติ การวางผังเมอื งทา่ มกลาง
ความขัดแย้งทางความคดิ มักไมอ่ าจมีข้อยุตไิ ด้ในระยะเวลาจากัด

1.2 สถาปัตยกรรมเมืองสมัยใหมแ่ ละการกาเนดิ ของ Team Ten

จากยคุ รุ่งเรืองอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 อันมผี ลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองอย่างรุนแรง
ปญั หามลภาวะทัง้ อากาศและนา้ ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมในเมือง เกิดโรคระบาดและปญั หา
สุขอนามยั มากมาย นอกจากแนวทางแกป้ ญั หาด้วยอานาจเด็ดขาดทางการเมือง ประเทศอังกฤษพยายาม
แก้ปญั หาสง่ิ แวดล้อมและความเส่อื มโทรมของเมืองดว้ ยหลายวธิ ี

แนวความคิดเมอื งสเี ขียว หรืออุทยานนคร (Garden City) หรือ นาเสนอโดย Ebenezer Howard ใน
ปี 1902 หลักการเดียวกันพัฒนาเปน็ แนวพนื้ ที่สีเขยี ว (Green Belt) และการควบคุมการพัฒนาเมอื งอยา่ ง
เข้มข้น เป็นแนวทางหลักเป็นลกั ษณะเด่นของการผงั เมืองประเทศองั กฤษ และยงั เป็นแนวทางที่ยงั ใชก้ นั ใน
ปจั จบุ นั ซึ่งแตกต่างจากประเทศทนุ นยิ มที่นกั พัฒนามกั อ้างถงึ การเติบโตของเมืองควรเปน็ กลไกการตลาด
แต่การผังเมืองในประเทศอังกฤษปฏิเสธแนวทางนี้ เพราะองค์ประกอบสาคัญของเมืองไมใ่ ช่สนิ ค้าท่ีปลอ่ ย
ให้เป็นไปตามกลไกการตลาด แต่รัฐต้องกากับดแู ลอยา่ งใกลช้ ดิ เนือ่ งจากปญั หาทเ่ี กิดข้ึนทกุ คร้งั น้ัน รัฐเป็น
ผู้จัดการแก้ไขปญั หาด้วยงบประมาณมหาศาล แต่นักพัฒนาเอกชนไม่เคยใสใ่ จรบั ผิดชอบ

อกี แนวทางหน่งึ ทก่ี ารผังเมืองในประเทศองั กฤษนามาใชไ้ ด้แกก่ ารสรา้ งเมอื งใหม่ ในรปู ของการ
ออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญตั ิเมอื งใหม่ (The New Town Act) เรม่ิ ในปี 1946 และปรับปรุงแก้ไข
ต่อเนื่องจนกระท่ังฉบับลา่ สุดสาหรับปี 2015 การสรา้ งเมืองใหมเ่ ปน็ แนวทางหน่ึงท่ีแพรห่ ลาย และหลาย

15

ประเทศยังใชเ้ ป็นแนวทางในปจั จุบันนี้ เช่น พม่า มาเลเซีย และจีน แมถ้ ูกวิพากย์ว่าเลี่ยงการแก้ปญั หาและ
ปลอ่ ยปญั หาเดมิ ในเมืองเก่า และสรา้ งเมืองใหมแ่ ทน แต่ความเปลี่ยนแปลงของการผงั เมืองคร้งั สาคญั
เกดิ ขึน้ หลังสงครามโลก หลังจากเมืองสว่ นใหญ่ในยโุ รปและพื้นท่สี ู้รบในอาณานิคมโพ้นทะเลถูกทาลาย
เสียหายอยา่ งหนัก

นับต้ังแตค่ วามขัดแย้งอยา่ งรุนแรงในยุโรป จนเกิดสงครามโลกถงึ สองคร้ัง กลมุ่ สถาปนิกกลบั มามี
บทบาทสาคัญเรมิ่ จากสถาปนกิ ผ้เู ป็นปรมาจารย์ชาวเยอรมนั คือ Walter Gropius ผู้ก่อตงั้ Bauhaus และ
สถาปนิกจากประเทศต่างๆรวมตัวกันจัดกจิ กรรมทางวิชาการระดับนานาชาติ ในนามของ Congres
Internationaux d’Architecture Moderne- Congress of Modern International architecture หรือที่รูจ้ กั กัน
ในนาม CIAM เร่ิมประชมุ ครงั้ แรกในปี 1928 และตอ่ เนื่องมากระท่ังคร้ังที่ 13 ซ่ึงเปน็ ครัง้ สุดท้ายปี 1960

ท่มี า WWW.NETHERLANDS Architecture Institute
ภาพที่ 1.9 กลุ่มสถาปนกิ ในยุโรปทเ่ี รียกตนเองวา่ Team Ten
หลกั การและแนวความคิดสถาปัตยกรรมยคุ สมัยใหมห่ รือทันสมยั นอกจากเป็นการรวมของ
สถาปนิกท่ัวโลกเพอ่ื แก้ปญั หาของเมอื งทเ่ี สอ่ื มโทรมจากยุคอุตสาหกรรม ยงั เป็นการนาเสนอความคิดท่ี
ไมใ่ ช่เปน็ เพยี งการประชมุ และเปน็ การแสดงออกของการรวมพลงั เดินหนา้ (Marching) ของสถาปนิก ตอ่
ความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการคิดค้นเทคโนโลยใี หม่ การสรา้ งวสั ดุใหม่ และการผนวก
แนวความคิดด้านอื่นท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั มนุษย์และการต้งั ถ่ินฐานของมนษุ ย์ ทม่ี สี ภาพแวดล้อมแตกตา่ งกันไป

16

ในขณะท่ีบางกล่มุ พยายามก้าวหา่ งออกจากยุค Neo-Classic หรือศิลปกรรมฟ้นื ฟู ทีม่ กี ารประดับอาคาร
และเพ่ิมองคป์ ระกอบความงามให้เมืองมาก จนเกิดความจาเจเบ่อื หน่ายกับรปู แบบของเมือง และหลักการ
ออกแบบเมืองตามความเช่ือสมยั ก่อน

ตวั อยา่ งทป่ี รากฏชัดในงานสถาปัตยกรรม ได้แก่ การให้ความสาคัญกับประโยชน์ใชส้ อยเปน็ ลาดับ
แรก และการออกแบบอาคารและผงั บริเวณที่ไมเ่ ป็นลกั ษณะสมมาตร Symmetry เหมือนในอดีต เชน่ กรณี
งานออกแบบของ Alvar Aalto ในปี 1927

Plan of library at Rovaniemi by Alvar Aalto

ทม่ี า www.architecture-review.com
ภาพที่ 1.10 ผงั อาคารห้องสมุดออกแบบโดย Alvar Aalto ยุค Modern Architecture
ความก้าวหน้าของการประชุมทางวชิ าการของ CIAM นั้น มอี ทิ ธิพลต่อการวางผงั เมอื งใหม่ (New
Town Planning) อย่างยิง่ แนวความคิดใหมใ่ นการออกแบบเกิดข้นึ เช่น การแยกการสญั จรเป็นอสิ ระจาก
ถนน (Independence from Roadside) หรอื การออกแบบถนนเลย่ี งเมือง การแยกทางเดนิ เทา้ ออกห่างจาก
ถนน (Separation of Pedestrian-Vehicular Traffic) การกาหนดสถาปัตยกรรมเมืองตามประโยชน์และ
บทบาทหน้าท่ีของเมอื ง (Urban Function) ตลอดจนการกาหนดมาตรฐานความเป็นเมือง (Urban
Standard) ต่อมาไดร้ ับการพัฒนาสาหรบั เกณฑม์ าตรฐานของเมืองด้านต่างๆ เชน่ ขนาดของสวนสาธารณะ
ต่อประชากรหนึง่ คน และเกณฑ์ต่างๆ เช่น ดา้ นการศกึ ษา การสาธารณสขุ และส่ิงแวดล้อม ในรูปแบบของ
ความตอ้ งการพ้นื ทเ่ี ปน็ ตารางเมตรต่อประชากร
CIAM จดั การประชมุ ทางวิชาการหลายครัง้ นาเสนอความก้าวหน้าทางทฤษฏแี ละแนวความคดิ ไว้
มากมาย เร่มิ แรกใหค้ วามสาคญั กับทฤษฏกี ารต้ังถิ่นฐานของมนษุ ยเ์ ป็น 3 ระดับ จากรูปแบบการตัง้ ถ่นิ ฐาน

17

ชนบท (Rural Settlements) พฒั นาเปน็ ชุมชนเมอื ง (Urban Settlements) และพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรม
และมหานคร (Industrial Town and Metropolis) จาแนกสาระความเปน็ เมืองและงานสถาปัตยกรรม

เอกสารทางวชิ าการหลายฉบบั กล่าวตรงกันว่า แนวความคิดในการออกแบบเมืองในยุคนเ้ี ปน็
พื้นฐานท่ีมน่ั คงสาหรับพัฒนาเป็นทฤษฏีทางดา้ นเมือง ผังเมือง สงั คมวิทยาเมือง เศรษฐศาสตรเ์ มือง และ
มานษุ ยวิทยาเมือง ตัวอย่างเชน่ ทฤษฏเี มอื งกระชับ (Theory of Urban Compact) ทฤษฏีเมอื งโตเดีย่ ว
(Theory of Urban Primacy) และอกี หลายทฤษฏใี นเวลาต่อมา

หากพิจารณาสมาชิกของ CIAM อาจพบว่า ประกอบด้วยสถาปนิกระดับปรมาจารยใ์ นยุคน้ัน
หลายคน เช่น Le Corbusier, Gropius และ Mies van der Rohe ผู้ซึ่งเปน็ ผอู้ านวยการคนสุดทา้ ยของ
สถาบนั Bauhaus ในประเทศเยอรมนั ความแตกตา่ งและความขัดแยง้ ทางความคิด กระทัง่ การประชุม
CIAM ครั้งท่ี 10 สถาปนิกหนุ่มกลุ่มหนึ่งผรู้ ับหนา้ ทจ่ี ัดการประชุม ได้รวมตวั กัน และเรยี กกลุ่มตัวเองว่า
TEAM 10 ได้แสดงความคิดเหน็ ขัดแยง้ อย่างรุนแรงหลายดา้ น กระทง่ั ไมส่ ามารถจัดการประชมุ ครง้ั ท่ี 14
ได้ แต่ทว่าสถาปนิกกลมุ่ น้ีหลายคนได้แสดงบทบาทต่อมาในงานสถาปตั ยกรรมผงั เมืองอย่างต่อเนื่องและ
ยาวนาน โดยส่วนหนง่ึ ปรากฏผลงานเรียกขานในเวลาตอ่ มาวา่ สถาปัตยกรรมยุคหลังทันมยั (Post Modern
Architecture) และกระแสความคิดแยกปรากฏเปน็ ผลงานทางวชิ าการทีม่ ชี อื่ เสยี งอกี มากมายเชน่ หนังสือ
Pattern Language ซึ่งจกั กล่าวตอ่ ไปในบทท่ี 2

ปจั จุบนั เรื่องราวของ CIAM ได้ถกู บรรจุเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนการสอนในวชิ าประวัติศาสตร์
สถาปัตยกรรม ในมหาวทิ ยาลัยในยโุ รป ออสเตรเลยี และสหรัฐอเมริกา แต่กลับไม่พบหรือกลา่ วถงึ น้อยมาก
ในประเทศไทย โดยเฉพาะในการเรียนการสอนวชิ าผงั เมอื ง

1.3 สถาปตั ยกรรมยุคหลงั ทันมัย (Post Modern Architecture)

ผลกระทบของแนวความคิดสถาปัตยกรรมยุคทนั สมัย และยุคหลงั ทันสมยั (Modern and Post
Modern Architecture) ที่ปรากฏชดั ได้แก่รูปทรงของเมือง (Urban Form) และพ้นื ทวี่ า่ งเมือง (Urban
Space) อยา่ งชัดเจน ดังกรณขี อง Chandigarh .ในประเทศอินเดยี ออกแบบโดย Le Corbusier และ
Brazilica ออกแบบโดย Niemeyer ทาให้เมอื งเปลีย่ นรูปโฉมไปจากเดมิ อยา่ งสิ้นเชงิ และเปน็ กรณีศึกษาใน
วิชาผงั เมอื งในหลายประเทศ ท้งั ความสาเร็จและความลม้ เหลวของการออกแบบวางผงั

18

แมว้ ่า CIAM ได้ลม่ สลายและสิน้ สดุ ความร่วมมือทางวิชาการไปแล้ว แต่สมาชกิ ในกลุ่ม TEAM 10
ได้แสดงบทบาทต่อมา และมอี ทิ ธพิ ลต่อแนวความคดิ ในการออกแบบอาคารและวางผงั เมอื งอยา่ งต่อเน่ือง
อกี หลายทศวรรษ บคุ คลเหล่านมี้ ีผลงานออกแบบทัง้ ดา้ นสถาปัตยกรรมและผงั เมอื ง ทาให้แนวความคิด
ของ Post Modern Architecture กระจายไปทว่ั โลก รวมทั้งประเทศไทย

นยิ ามของ Post Modern Architecture ปรากฏในเอกสารทางวชิ าการ แตกตา่ งในรายละเอียด
ปรากฏเรอื่ งราวในทศวรรษท่ี 1950 แต่รปู โฉมท่ีแท้จริงของ Post Modern Architecture ปรากฏในทศวรรษท่ี
1970 เรม่ิ จากประเทศสหรัฐอเมรกิ าก่อนแพรก่ ระจายไปยงั ยโุ รปและประเทศตา่ งๆทัว่ โลก อาคารขนาด
ใหญแ่ ละการออกแบบทีโ่ ล่งของเมือง (Urban Space) เปลย่ี นรปู ทรงของเมืองจากอาคารสูงทม่ี ีรูปทรง
เรขาคณิตที่เรียบงา่ ย หลังคาแบนราบ เปน็ อาคารสงู รูปทรงประติมากรรม หลังคาเอียงลาดทรง Gable เช่น
ผลงานของ Michael Grave, James Sterling และ Charles Moore ด้วยแนวทางการออกแบบประดับประดา
เนน้ ความสวยงาม แตกต่างตรงข้ามกับการออกแบบในยุคของ Mies van der Rohe ท่ีเน้นความเรียบง่าย

บุคคลที่มบี ทบาทมากคนหนึ่งคือ Robert Venturi ผู้ปฏเิ สธความคิดว่าด้วย ประโยชน์ใช้สอยเป็นผู้
กาหนดรูปทรง Form follows function. และเป็นผกู้ าหนดวาทะต่อต้าน Mies van der Rohe ด้วยการแทน
วลีเดิม Less is more. วา่ Less is bore และนาประวัตศิ าสตร์สถาปัตยกรรมยคุ ฟื้นฟูมาปรงุ แต่ง และก่อตั้ง
แนวความคิดว่าดว้ ย Pluralism หรือ การนาองคป์ ระกอบจานวนมากมาใชใ้ นการออกแบบวางผงั แม้
บางสว่ นมีทั้งผยู้ อมรบั และไมย่ อมรบั ความคิดแนวนี้ แมก้ ลมุ่ Post Modern Architecture จะมหี ลายกลุม่
แตแ่ นวความคิดหลักไมต่ ่างกนั โดยเฉพาะความพยายามในการสรา้ งงานสถาปัตยกรรม (Architecture) ให้
เปน็ ประติมากรรม (Sculpture)

สาระของกลุม่ Post Modern Architecture ที่กล่าวถงึ กันมากไดแ้ ก่การสร้างที่โลง่ ลวงตา (Creating
the Illusion of Space or Depth) โดยเฉพาะกรณี The Portland Building ในปี 1980 ทาให้ทโี่ ล่งในเมืองถกู
ออกแบบใหเ้ กิดภาพลวงตาว่ามคี วามลกึ และมขี นาดใหญ่กวา่ ความเป็นจรงิ เทคนิคการสรา้ งท่โี ลง่ ลวงตา
เปน็ ท่นี ยิ มในกลุ่ม Post Modern Architecture และปรากฏในงานออกแบบอีกหลายแห่ง เชน่ งานออกแบบ
ของ Charles Moore ดว้ ยการใช้การปูกระเบื้องพื้นเปน็ เสน้ ลวงนาสายตา ทาให้พืน้ ทีโ่ ลง่ มีขนาดใหญ่เกิน
จรงิ และถกู ลอกเลยี นแบบในงานตา่ งๆอกี หลายแหง่

19

อยา่ งไรก็ตาม แนวความคิดของกล่มุ Post Modern Architecture ไม่เปน็ ที่ยอมรบั จากทุกวงการ
Charles Jencks เป็นนักทฤษฏแี ละเป็นผู้หนง่ึ ทวี่ พิ ากยก์ ลุ่ม Post Modern Architecture อยา่ งรุนแรง โดย
เขียนบทความทางวชิ าการแสดงความคิดเห็นแตกตา่ งมาตั้งแตท่ ศวรรษท่ี 1980 กระทัง่ บทความล่าสุดในปี
2009 ในหวั ข้อ What then is Post Modernism? และหนังสอื เล่มใหม่ของเขาในปี 2011 ช่อื The Story of
Post Modernism ทาให้เกดิ มิติและมมุ มองรวมทง้ั ความเขา้ ใจ และเป็นแรงผลักดันใหก้ ารออกแบบวางผัง
สถาปัตยกรรมเมืองคานงึ ความเป็นมนุษยม์ ากข้ึน ในมติ ิทางวัฒนธรรม ความเชอื่ และพฤตกิ รรมของมนุษย์
ในเมอื ง กระท่ังเกิดกลุม่ แนวความคิดใหมใ่ นช่อื ของ Urbanism และได้แตกออกเป็นกลมุ่ ย่อยอีกหลายกลมุ่
ในปัจจบุ ัน

แม้ถูกกระแสตอ่ ตา้ นอย่างต่อเนอื่ ง แต่กลุ่ม Post Modern Architecture ยังคงออกแบบและวางผัง
เมอื งในแนวทางของตนต่อไป โดยมจี ุดอ่อนท่ีไมอ่ าจแก้ไขได้ นน่ั คือ เปน็ การออกแบบวางผงั ทส่ี นิ้ เปลอื ง
งบประมาณสูงมาก เพราะมีองคป์ ระกอบปลีกย่อยเล็กน้อยมากมาย เพือ่ ใหเ้ กดิ ความเปน็ ศิลปะและความ
งาม บางครั้งกลายเป็นความสรุ ยุ่ สรุ ่ายของการออกแบบ และเริ่มซบเซาในช่วงเวลาเศรษฐกิจตกตา่ ทาให้
สถาปนิกมีงานออกแบบน้อยลง กระท่งั ถูกวพิ ากยต์ ่อเน่อื งถงึ ความคดิ ท่ไี มส่ อดคล้องกับกระแสการ
ออกแบบที่เป็นมิตรกับสิง่ แวดล้อม การออกแบบเมอื งเชิงนเิ วศ การประหยัดพลงั งาน และการเตรียมรบั ภยั
พบิ ัติจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปล่ยี นแปลง ซ่งึ จักกลา่ วตอ่ ไปในบทท่ี 3

การออกแบบสร้างทโี่ ล่งลวงตา (Illusion of Open Space) อาจเป็นความสาเร็จและความภูมใิ จของ
สถาปนิกในยุคน้ี แต่ในความเป็นจริง ที่โล่งของเมืองตอ้ งมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะตน้ ไม้ ตงั้ แต่
ไมย้ นื ต้นใหร้ ม่ เงา ไม้พมุ่ และพชื คลุมดิน ซ่ึงตอ้ งการทโี่ ล่งว่างจริงๆ ไมส่ ามารถออกแบบด้วยภาพลวงตาได้
เพราะหมายถึงคณุ ภาพของส่งิ แวดล้อมในเมืองท่ีมนษุ ย์ต้องการจริง สัมผสั จริงและอยรู่ ่วมกันจริง การ
ออกแบบสรา้ งภาพลวงตายังปรากฏในงานสถาปัตยกรรมบ้างในปัจจุบัน แต่แทบไม่ปรากฏเปน็ ขา่ วมากนกั
ในงานสถาปตั ยกรรมผังเมือง หรืองานผงั เมอื ง

20

บทที่ 2

รปู ทรงของเมอื ง ที่ว่างและโครงสรา้ งเมือง

(Urban Form, Open Space and Structure)

ด้วยเหตทุ ่กี ารผงั เมอื งเปน็ สหวิทยาการ นกั ผงั เมืองหรือผวู้ างผงั เมอื งมาจากพื้นฐานวิชาชีพตา่ งๆ
เพราะการออกแบบและวางผังเมอื งที่ดีต้องอาศยั และพ่งึ พาองคค์ วามร้มู ากมายหลายแขนง เพอ่ื ปรุงแตง่ ให้
เมอื งมชี ีวิต ดารงอยู่ เปน็ สถานท่ีพกั อาศยั ทางาน และกิจกรรมทงั้ หลายของมนุษย์ท่ีต้องอยูร่ ่วมกันในเมือง
โดยมรี ะบบต่างๆอานวยความสะดวก เพอ่ื ใหม้ นษุ ยม์ ีความสขุ และมปี ญั หาน้อยที่สุด

องค์ความรหู้ นงึ่ เดยี วที่สาคัญมากและต้องพงึ่ พาวิชาชีพสถาปัตยกรรม นนั่ คือ การออกแบบรูปทรง
การออกแบบที่โล่งทวี่ ่าง และออกแบบโครงสร้างของเมือง เนือ่ งจากความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบทาง
ศิลปเ์ ป็นปจั จยั หลักสาหรับการออกแบบรูปทรงและท่ีโล่งท่ีว่างในเมือง โดยเฉพาะสนุ ทรียะของเมอื ง
(Urban Esthetics) ตอ้ งอาศัยผู้ทมี่ ที ักษะด้านความงาม ไม่ใช่ความสวยแบบฉาบฉวย ผ้อู อกแบบจักต้องมี
ทักษะและความเข้าใจถงึ หลักของสนุ ทรียภาพ การจัดองคป์ ระกอบต่างๆของเมืองตามหลักของศลิ ปะ และ
ความรู้ความเข้าใจในงานศิลปอ์ ีกหลายแขนงที่ต้องนามาประกอบกันเป็นงานศลิ ปท์ ่ีดี

ท่โี ล่งและท่วี ่างของเมือง (Urban Space and Open Space) เป็นสาระทน่ี กั ผงั เมอื งและผู้เก่ยี วข้องใน
งานผงั เมอื งจากวชิ าชพี อน่ื จักเข้าใจได้อย่างยากยงิ่ ท่วี ่างของเมืองหรือ Urban Space หมายถงึ ทีว่ ่างที่
กาหนดขนาดและขอบเขตโดยองค์ประกอบของเมอื ง เช่น จตั ุรัสเมือง (Urban Square) ถกู กาหนดขนาดโดย
อาคารท่ีรายล้อมอาจมสี องหรอื สามด้าน เปรียบกับที่โลง่ หรือ Open Space หมายถึงทโ่ี ล่งเปิดขนาดใหญ่
อาจปิดลอ้ มดว้ ยองค์ประกอบอืน่ เชน่ องคป์ ระกอบตามธรรมชาติอยา่ งภูเขาและแมน่ ้า ท่โี ล่งเหล่าน้ไี ดแ้ ก่
ทอ้ งนา ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ หนองนา้ และมหาสมทุ ร

เริม่ จากความสาคญั ของที่โลง่ ในเมอื ง ขนาดของท่โี ลง่ และจานวนที่โล่ง และการเชือ่ มโยงทีโ่ ล่ง
ต่างๆในเมอื ง หลกั การเบ้ืองต้นเหลา่ นีเ้ ปน็ ปัญหาพื้นฐานของการผงั เมอื งในประเทศไทยมานานมาก เพราะ
ประชาชน ผู้ประกอบธรุ กิจและรวมถงึ ผบู้ รหิ ารเมอื ง ล้วนไมเ่ ข้าใจความสาคญั ของที่โลง่ และทวี่ า่ งในเมอื ง
โดยเฉพาะเมอื งท่มี ีการพัฒนาสูง ท่ีดนิ ราคาแพงมาก การเว้นทวี่ า่ งหรือถอยร่นตามกฎหมายผังเมอื งมกั ถกู

21

ตอ่ ต้านและคดั คา้ น กระทั่งทุกวนั นี้ยงั ไม่มคี วามพยายามใดท่ีประสบความสาเร็จในการเพ่มิ หรือแมแ้ ต่
รกั ษาพนื้ ท่ีโลง่ และทีว่ ่างเดมิ ในเมอื งได้

ความตระหนักรู้ (Awareness) ของคุณประโยชน์ของทีโ่ ล่งและทีว่ ่างในเมอื ง เป็นสาระสาคญั ลาดบั
แรก ท่กี ารผงั เมอื งจกั ต้องสรา้ งความเขา้ ใจกับประชาชนที่อาศัยในเมือง หรืออาจกล่าวไวว้ ่า ท่โี ลง่ และที่ว่าง
ในเมืองเป็นองคป์ ระกอบทส่ี าคญั มาก และออกแบบวางผงั ท่ียากที่สุดในงานผงั เมอื ง สาระของบทนจ้ี งึ เน้น
เร่อื งราวอนั เปน็ หัวใจของการผังเมือง น่ันคือ Urban Space and Open Space

หลังจากสิ้นสดุ ยคุ ของ CIAM แล้ว หลักวชิ าการผงั เมืองพฒั นาก้าวต่อไป ในขณะทีก่ ลุม่ Post
Modern Architecture ไดอ้ อกแบบและก่อสร้างอาคารและปรับเปลี่ยนรูปร่างของเมือง หรือเป็นแนวปฏบิ ัติ
ท่มี อี ิทธพิ ลมาก สถาปนิกอีกกลมุ่ หน่ึงทม่ี อี ทิ ธิพลในแนวทฤษฏแี ละวชิ าการ ได้แก่ Christopher Alexander
และ Amos Rapaport กลมุ่ น้ีเป็นนักการศึกษาในมหาวทิ ยาลัยชนั้ นาของโลก

บทนน้ี าสาระ 3 เร่ืองทางด้านทฤษฏหี ลักทม่ี ีอทิ ธพิ ลต่อสถาปัตยกรรมผงั เมอื งจากทศวรรษที่ 1970
จนถงึ ปจั จบุ นั น่ันคือผลงานของ Christopher Alexander, Amos Rapaport และ Aldo Rossi ผลงานท้ังสาม
เป็นหนงั สอื บังคับอา่ นในมหาวทิ ยาลัยช้นั นาของโลก ทงั้ ระดบั ปรญิ ญาโทและปริญญาเอก จงึ เปน็ องค์
ความรทู้ ่ีผู้ท่เี กี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรมผังเมอื งในประเทศไทยควรเรยี นรู้เป็นอยา่ งยิ่ง

2.1 A Pattern Language โดย Christopher Alexander

หากพจิ ารณาผลงานแนวความคดิ ท่ีปรากฏเป็นหนังสือด้านสถาปัตยกรรมอันทรงคุณคา่ หนังสือ
Pattern Language โดย Christopher Alexander เปน็ เล่มหน่ึงทต่ี อ้ งอา่ น เปน็ หนังสือทไ่ี มต่ อ้ งเร่ิมอ่านจาก
หน้าแรกเร่ือยไปจนหน้าสุดท้าย แต่เป็นหนังสือท่หี ยิบอ่านไดท้ ุกหน้า ไม่ตอ้ งอ่านเรียงหน้ากันไป สามารถ
หยิบอ่านโดยเปิดไปหนา้ ใดก็ได้ ทุกหน้าล้วนให้ปรญั ชาการออกแบบได้เรียนรู้ทัง้ สิน้

Christopher Alexander เปน็ ศาสตราจารย์ดา้ นสถาปัตยกรรมสอนอยู่ที่มหาวิทยาลยั UCLA
Berkeley เป็นนักคิดและนกั เขยี น เรม่ิ มชี อ่ื เสียงจากบทความเรือ่ ง A city is not a tree. ในปี 1965 หรอื
ภายหลังการล่มสลายของ CIAM เพียงไมก่ ปี่ ี นับเป็นรอยต่อความคิดและการนาเสนอทฤษฏีใหมๆ่ ในงาน
สถาปัตยกรรมผงั เมือง

22

Christopher Alexander เขยี นบทความและเขียนหนงั สือหลายเลม่ เรมิ่ จาก A city is not a tree.
ในปี 1965 เพอื่ ปรับเปล่ยี นความเขา้ ใจในสงั คมตะวนั ตกเกย่ี วกับท่ีอยู่อาศัย จากความทรงจาในวัยเด็กและ
การใชช้ วี ิตความเป็นเดก็ กับบา้ นตน้ ไม้ เพ่อื ทาใหเ้ กิดความคดิ กา้ วออกไปจากการมองภาพของเมืองที่มี
ความหมายมากกวา่ จากนน้ั ตีพมิ พ์หนังสอื The timeless way of building ในปี 1979 กระทงั่ หนังสอื The
nature of order ในปี 2003 ส่วนหนังสอื A Pattern Language เลม่ นี้ตีพมิ พข์ ้นึ ในปี 1977 เป็นหนงั สือเลม่
เล็กขนาดพกพา

เปน็ ระยะเวลานานหลายสิบปีท่ีภาควชิ าออกแบบชุมชนเมืองในมหาวทิ ยาลยั ในยโุ รป ในระดับ
ปริญญาโทใชห้ นังสอื A Pattern Language เล่มนเี้ ป็นตาราหลักในการสอนวชิ า Design Methodology
เนอื่ งจากแนวความคิดของ Christopher Alexander ต้องการสร้างทฤษฏีการออกแบบด้วยการโยง
ความสัมพันธ์ส่ิงแวดล้อมท่เี ป็นโครงข่ายทางสงั คม หรือการออกแบบบนพื้นฐานแนวความคิดการวเิ คราะห์
โครงข่ายทางสงั คม (The concept of social network analysis)3 ท่มี ลี กั ษณะเป็นนามธรรม (Abstract)

ลักษณะเดน่ ของหนงั สอื น้ี เร่มิ จากปัญหาของเมือง และการแก้ปญั หา อธิบายตรรกะและ
องคป์ ระกอบ ภาษาของหนังสือนั้นเขียนในลกั ษณะบทกวี ปรากฏเป็นบทหรือตอนหรอื รูปแบบตา่ งๆรวม
253 รูปแบบ (Pattern) เป็นลักษณะการเขียนเชน่ เดียวกับหนังสือชื่อ The timeless way of building ซึง่
ได้รบั การยกย่องว่าเปน็ หนังสือด้านสถาปตั ยกรรมผงั เมืองทีท่ รงคณุ ค่ามาก ด้วยภาษาทง่ี ดงาม

Werner Ulrich กล่าวไวใ้ นปี 2006 วา่ A Pattern Language เปน็ ศลิ ปะของการสังเกตจดจา The
Art of Observation เพื่อให้เกดิ ความเข้าใจในนยิ ามของคาว่าแบบหรอื รูปแบบ (Pattern) และความหมาย
ของ”คุณภาพของการออกแบบ” Werner Ulrich กลา่ วไวใ้ นปี 2006 ว่า A Pattern Language เป็นศลิ ปะ
ของการสงั เกตจดจา The Art Observation เพื่อให้เกิดความเข้าใจในนิยามของคาว่าแบบหรือรูปแบบ
(Pattern) เขา้ ใจถึงความสาคัญของรูปแบบ (Importance of Pattern) และความหมายของ”คุณภาพของ
การออกแบบ” (Design Quality) เป็นหนังสือที่มิไดเ้ ขียนขนึ้ สาหรับสถาปนิกและนักผงั เมืองเท่านั้น แตท่ ุก
วชิ าชีพสามารถอ่าน และนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้

3 Social network analysis is the study of relationships and structures of relationships among social
groups.

23

ที่มา www.transitionculture.org

ภาพท่ี 2.1 หนังสือ Pattern Language โดย Christopher Alexander ตพี ิมพ์ในปี 1977

ความตัง้ ใจของ Christopher Alexander คือ ทาให้ผูอ้ ่านเขา้ ใจถงึ การออกแบบสถาปัตยกรรมเมอื ง
เปรยี บเสมือนการสร้างภาษา รูปแบบทั้ง 253 แบบ (Pattern) เป็นฐานสาหรบั ผู้อ่านและผูอ้ อกแบบ นาไป
เรียบเรยี งและเช่ือมโยงเพอื่ สร้างเปน็ ภาษาใหม่ของตนเองในการออกแบบเมือง หรือสว่ นใดส่วนหน่งึ ของ
เมอื ง ดงั นัน้ การออกแบบเมืองจะเปรยี บเสมือนการสรา้ งเป็นภาษาต่างๆไดม้ ากมาย ไมซ่ า้ กนั โดยยังคง
คุณค่าของการออกแบบไว้อย่างดี

Christopher Alexander กลา่ ววา่ ทุกคนมี Pattern Language ของตนเอง ซ่ึงเกิดการรวมองค์
ความร้ทู สี่ ะสมไว้ในตนเอง เมอื่ ต้องออกแบบเมืองเพือ่ แก้ปัญหาเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ความคดิ ในการเรยี บเรยี ง
แตล่ ะคร้ังจะก่อให้เกิดงานออกแบบใหม่ หรือ New Design ไดท้ ุกครง้ั

ปรชั ญาของ Pattern Language หมายถงึ การคดิ อย่างเป็นระบบ และออกแบบอย่างเปน็ ระบบ ท้ัง
สถาปนิก นักผังเมืองและนักวางผงั ภาค สามารถนาสาระในหนังสือน้ีไปประยุกต์ใชใ้ นงานของตนได้ ท้ังการ
ออกแบบเล็กน้อย การออกแบบเพอื่ แก้ปัญหามุมใดมุมหน่ึงของเมือง การออกแบบบ้าน ออกแบบชมุ ชน
จนถึงออกแบบวางผงั เมอื ง เพือ่ นาชวี ิตทเ่ี ป็นสขุ กลบั คืนมาให้เมือง

สาระทั้ง 253 บท ครอบคลุมองคป์ ระกอบเมืองทง้ั หมด จากมุมหนึ่งภายในบ้าน มองผา่ นหนา้ ต่าง
ออกไปทถี่ นน และจากยา่ นหนึ่งของเมอื ง โยงไปถงึ สวนสาธารณะของเมือง จนถงึ จตั รุ ัสกลางเมือง จากที่
ว่างของสวนหนา้ บ้าน เปน็ ที่วา่ งขนาดเล็ก เชื่อมโยงถงึ ทโ่ี ล่งขนาดทีใ่ หญ่ข้ึนของเมือง โดยมมี นุษยเ์ ป็นผใู้ ช้ท่ี

24

โล่งและที่วา่ งเหล่าน้ี ผ่านกจิ กรรมในชวี ิตประจาวนั และผา่ นรปู แบบทางสังคมและวัฒนธรรม (Social and
Cultural Patterns) ด้วยเหตุน้ี Christopher Alexander จึงใหค้ วามสาคัญกับการวิเคราะห์โครงข่ายทาง
สังคม เพอื่ ให้การออกแบบและวางผงั เมอื งตอบสนองและแกป้ ญั หาของเมอื งได้อยา่ งแท้จรงิ

Christopher Alexander ไดย้ กตัวอย่างบ้านและโรงนาของชาวนาในสวสิ เซอร์แลนด์ ถึงรูปทรง
(Form) ที่ชาวนาออกแบบเอง เลือกใชว้ ัสดเุ อง เป็นหลังคาฟางขา้ วมัดแนน่ เปน็ กลุ่มอาคารทส่ี วยงาม ได้
สัดส่วน และกล่าววา่ ชาวนาเหลา่ น้ีมี Pattern Language เปน็ ของตัวเอง เพราะเป็นการสะสมความร้จู าก
การสงั เกตเรียนร้แู ละเลือกใช้วัสดุรอบตัวอยา่ งดี เหมาะสมและกลมกลืนกับสภาพแวดลอ้ มในท้องถ่นิ ซึง่ ไม่
ต่างจากกรณบี ้านทรงไทย และสถาปัตยกรรมพ้ืนบา้ นทั่วไปในโลกน้ี

Pattern Language ยงั เป็นพ้ืนฐานทฤษฏแี ละแนวความคิดรว่ มสมัย (Contemporary Concept) ท่ี
สามารถผสานและประยุกต์กับวทิ ยาศาสตร์ ท้งั ชีววทิ ยา นิเวศวทิ ยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ
จนพัฒนาเปน็ ส่วนหนงึ่ ของโปรแกรมคอมพิวเตอรใ์ นปัจจุบัน ประการสาคัญ ทาให้สถาปนิกเข้าใจทฤษฏี
ทางสงั คมวทิ ยาไดด้ ขี ึ้น และสามารถสร้างทฤษฏใี หม่และความรู้ใหม่ได้อกี หลายแขนง เช่น มานุษยวทิ ยา
เมอื ง (Urban Anthropology) และจิตวิทยาเมือง (Urban Psychology)

บทวพิ ากย์ท่ีสาคญั ถึงเปา้ หมายสดุ ท้ายของ Christopher Alexander ในหนงั สอื A Pattern
Language คือการพัฒนากระบวนการสงั คมสาหรับงานออกแบบสถาปัตยกรรมเมอื ง (The ultimate goal of
creating a social process for design; urban architectural design) ซง่ึ กระบวนการเหล่านม้ี ีความซบั ซอ้ น
(Complexity) และมีความเปลยี่ นแปลงตลอดเวลา (Dynamics) ตรรกะเหลา่ น้ียังคงอยู่ แมเ้ วลาผา่ นมา
นานหลายสิบปีแลว้ ก็ตาม

2.2 Human Aspects of Urban Form โดย Amos Rapaport

ภายหลังสิ้นสดุ ยุค CIAM ในทศวรรษท่ี 1960 นอกจาก Christopher Alexander ผู้มบี ทบาทและ
อทิ ธิพลทางด้านสถาปตั ยกรรมผงั เมือง ยังมี Amos Rapaport เป็นนักวิชาการจากอกี ฟากหน่ึงของโลกและ
เป็นอีกคนหนง่ึ ท่ีมีอิทธิพลทางดา้ นความคิดในการออกแบบและวางผังเมืองต่อเนอ่ื งยาวนาน กระท่ังทกุ
วนั นี้ ทั้งสองเป็นสถาปนิกระดบั ปรมาจารย์ ท่มี ีแนวความคดิ คล้ายกนั ให้ความสาคัญกบั องคป์ ระกอบทาง
สงั คม วัฒนธรรม ประเพณี และปรชั ญาของคนในท้องถนิ่

25

Amos Rapaport เปน็ ศาสตราจารยด์ ้านสถาปตั ยกรรมและมานษุ ยวิทยา สอนท่ีมหาวทิ ยาลยั ใน
นคร Sydney ประเทศออสเตรเลยี มผี ลงานทมี่ ีช่ือเสยี งมากคือ วเิ คราะห์การตง้ั ถิ่นฐานของชาวพ้นื เมืองใน
ประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะวาทะของวลที ี่ว่า Urban Form without Form เปน็ การศกึ ษาที่มกี ารนามา
อา้ งองิ อีกมากมาย และหนังสอื ของเขาหลายเลม่ ใช้เป็นเอกสารการเรยี นการสอนในมหาวทิ ยาลยั ชน้ั นา
ของโลกเชน่ เดียวกับหนงั สอื A Pattern Language

Amos Rapaport มชี ่อื เสยี งจากหนังสอื House Form and Culture ตีพิมพ์ในปี 1969 เป็นบคุ คลแรก
ในยุคเร่มิ ตน้ ของการค้นหารูปทรงทางสถาปตั ยกรรม โดยเริ่มจากคาถามถึงรูปทรงของบา้ น (House Form)
ที่แตกต่างกนั และเป็นสถาปนิกผูม้ องสถาปตั ยกรรมมิใชเ่ พียงรูปทรงทางกายภาพ (Physical Form) เท่าน้ัน
แตพ่ ยามยามเขา้ ใจองค์ประกอบของความเป็นมนุษย์ ที่เป็นโครงข่ายโยงใยทางวฒั นธรรม (Cultural Web)
ทีส่ ลบั ซับซ้อน โดยพยายามพิสูจน์ตรรกะนข้ี องทฤษฏใี นบทที่ 3 ว่าดว้ ย Socio-Cultural Factors and House
Form เพราะอธิบายถึงเหตุผลของการกาเนิดรปู ทรงต่างๆของบา้ นและรูปทรงของเมอื ง

นอกจากนน้ั ผลงานบทที่ 4 ในหนงั สอื เลม่ น้ี ยงั กลา่ วถึงองคป์ ระกอบดา้ นภูมอิ ากาศที่เป็น

องค์ประกอบปรับเปลี่ยนรปู ทรง (Climate as Modifying Factor) ทาให้เกิดอสิ ระในการสร้างสรรค์รปู ทรง

ทางสถาปัตยกรรม ซึง่ เปน็ ความคดิ ที่ก้าวหนา้ มากในทศวรรษท่ี 1960 เพราะปจั จบุ นั เกดิ ผลกระทบของ

ภาวะสภาพภูมอิ ากาศเปล่ยี นแปลง และแนวความคดิ ปรับตัวของเมอื งเพ่ือรับสภาพภมู ิอากาศ

เปลี่ยนแปลง (Urban Climate Adaptation) เปน็ ทางเลือกของมนุษย์ที่ดีทสี่ ุดในขณะน้ี หนังสอื เล่มนจ้ี ึง

ได้รับการยอมรับว่า เปน็ หนังสือทมี่ ีเนอื้ หารว่ มสมยั และยังทันสมยั ในปจั จุบัน สมควรอ่านเป็นอย่างยง่ิ

วาทะของ Amos Rapaport ก่อใหเ้ กิดกระแสสถาปัตยกรรมพื้นบ้านหรือ Folk Architecture และ
เปน็ แรงผลกั ดันทางความคดิ ตามมาอีกมากมาย เชน่ วาทะสถาปัตยกรรมโดยไมม่ ีสถาปนกิ (Architecture
without Architect) โดย Rudofski และ Paul Oliver ในเวลาต่อมา กระทัง่ ทาใหง้ านสถาปัตยกรรมพ้นื บา้ น
หลายแหง่ ในโลกซึ่งเปน็ รูปทรงทไี่ ม่เปลยี่ นหรอื ก้าวสู่งานสถาปัตยกรรมอมตะ สามารถพบไดใ้ นหลาย
ประเทศในปจั จบุ ัน

หนังสือ Human Aspects of Urban Form; Towards a Man-Environment Approach to Urban
Form and Design ได้ตีพมิ พเ์ ป็นคร้งั แรก ในปี 1977 มเี พยี ง 6 บท บทแรกว่าด้วยการจัดวางองค์ประกอบ
สาคญั สาหรบั การออกแบบวางผังเมือง ไดแ้ ก่ Space, Time, Meaning and Communication เรม่ิ จากการ

26

อธิบายความหมายและความสาคญั ของที่โล่งทีว่ ่างของเมอื ง องค์ประกอบทั้งส่ีเหล่านร้ี ว่ มกันสร้างให้เกิด
ความรสู้ ึกทรี่ บั รู้ไดใ้ นเรื่องส่งิ แวดล้อม(Perception of Environment) ซ่ึง Amos Rapaport ไดย้ า้ เนน้ เรื่องนี้

อกี นัยหน่งึ การออกแบบและวางผงั เมือง หมายถงึ กระบวนการคน้ หาและคดั เลือกบนพน้ื ฐาน
ความเข้าในองค์ประกอบเหล่าน้ี เสมือนการคัดกรอง (Filter) ผา่ นการรับรู้ การคน้ หาความหมาย การปรบั
พฤตกิ รรม จนคน้ พบคุณค่า (Value) กระทั่งปรากฏเป็นวัฒนธรรม (Culture) ในสงั คมนั้น การสะสมความรู้
และประสบการณใ์ นแต่ละสังคม จนกาเนิดเปน็ วัฒนธรรม ต้องใช้ระยะเวลานานมาก จนถึงจุดสมดุลมัน่ คง
และพฒั นาเป็นอัตลักษณ์หรือภาพลกั ษณ์ (Image) ของชมุ ชนหรือสังคมน้นั ซ่งึ อาจใชร้ ะยะเวลาตา่ งกันไป
บางสงั คมอาจใชเ้ วลาหลายชวั่ อายุคน

อีกสามบทต่อมา เป็นเรอื่ งของการรับรู้ (Perception) ความทรงจา (Cognition) และความสาคญั
(Importance) ของสง่ิ แวดล้อม ทง้ั ตามธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมท่มี นุษย์สร้างขน้ึ (Man-made Built
Environment) ที่เกี่ยวข้องกับงานออกแบบและวางผัง ความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมเหล่าน้ี โดยมี
นิยามเพ่มิ และมีความสาคญั มากในปจั จุบนั น่ันคือสิง่ แวดลอ้ มทางวฒั นธรรม (Cultural Environment)

สองบทสุดท้ายกลา่ วถงึ เมอื ง และองค์ประกอบทางสังคมและวฒั นธรรมทมี่ ีความหลากหลาย
สังคมท่ีตา่ งกันยอ่ มมีวัฒนธรรมทตี่ ่างกนั และในเมืองท่ีมหี ลายสงั คมและหลายวัฒนธรรมอย่รู ว่ มกนั ซ่ึง
ปรากฏใหเ้ ห็นทว่ั ไปในโลกปัจจบุ นั สาระสาคญั ได้แก่คุณภาพของสง่ิ แวดลอ้ มท่ีกล่าวไว้บททแ่ี ลว้ Amos
Rapaport ได้นาเสนอการออกแบบลักษณะเปิด หรอื Open-ended Design ซ่ึงหมายถงึ การออกแบบวางผงั
เมืองต้องเก่ียวข้องกลุ่มสงั คมตา่ งๆทีม่ คี วามหลากหลายและผันแปรสูงมาก ท้งั ดา้ นความต้องการ และด้าน
วัฒนธรรมรวมถึงเอกลักษณ์ของกลุม่ สังคม โดยนาองค์ประกอบเหล่านี้มาสนับสนุนใชใ้ นงานออกแบบและ
วางผังเมือง

ในทศวรรษที่ 1960 ต่อเนอ่ื งถงึ 1960 Amos Rapaport ได้พยายามช้ใี ห้เห็นวา่ องค์ประกอบทาง
สงั คมหรอื อัตตาความเปน็ มนุษยม์ อี ิทธพิ ลต่อส่งิ แวดล้อมทีม่ นุษย์สรา้ ง หรืออกี นัยหนึง่ วัฒนธรรมมีอิทธพิ ล
ตอ่ รูปทรงและรปู แบบของสถาปัตยกรรมเมือง เทา่ ที่ปรากฏปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ วิถีชวี ิตคนเมอื ง (Urban Life-
style) รูปแบบการบริโภค และองค์ประกอบใหมท่ ันสมัยตา่ งๆในเมือง เหลา่ นลี้ ้วนทาใหเ้ กิดความเปล่ยี น
สภาพแวดลอ้ มเมอื งทง้ั สน้ิ

27

ทม่ี า www.twitpic.com
ภาพท่ี 2.2 หนังสือ Human Aspects of Urban Form โดย Amos Rapaport
ทฤษฏแี ละแนวความคิดเกย่ี วกบั องค์ประกอบทางสังคมของมนุษย์จาก Amos Rapaport สามารถ
อธิบายถึงปรากฏการณ์และรปู ทรงของเมอื ง ถงึ เหตขุ องการเกิดยา่ นคนจีน (China Town) ในหลายเมอื ง
หรือ ย่านคนอนิ เดยี เช่น Little India ในสงิ คโปร์ และอีกหลายเมอื งท่ีมีลักษณะเช่นเดยี วกัน
จากประสบการณใ์ นการศกึ ษาวเิ คราะหก์ ารต้ังถิ่นฐานของชาวพื้นเมอื ง พฤตกิ รรมของมนษุ ยใ์ น
ชวี ติ ถูกถอดและแปลความหมายออกเปน็ การออกแบบบ้าน และจากพฤตกิ รรมของกลมุ่ คนในรูปของ
วัฒนธรรมถกู แปลเปน็ แนวความคิดในการออกแบบเมอื ง เหลา่ นีส้ ามารถเข้าใจได้ Amos Rapaport กล่าว
วา่ ควรเริ่มงานออกแบบไดจ้ ากข้อมูลโดยสถาปนิกต้องตอบคาถามให้ไดว้ า่
1.พฤติกรรมลักษณะอะไรของคนและกลมุ่ คนท่ีก่อรปู สิ่งแวดล้อม (Which characteristic the
people, or group of people shape the environment?) หรือกิจกรรมของมนุษย์อะไรท่เี กย่ี วข้องกบั
สงิ่ แวดล้อมรอบตวั มนุษย์ ท้ังกจิ กวัตรประจาวันจนถงึ พิธกี รรมในสงั คม

28

2.ส่วนหรอื องค์ประกอบใดของสง่ิ แวดล้อมทม่ี ผี ลต่อคน คนกลุ่มใด ทาไม และอยา่ งไร (Which
attributes of environment affect people, group of people? In which ways? and Why?) เชน่ ภมู ิอากาศมี
ผลต่อมนุษยแ์ ละสงั คมแตล่ ะกลมุ่ ทงั้ การดาเนนิ ชีวติ และการต่อส้ดู ิ้นรนเพือ่ ใหเ้ ผ่าพนั ธ์แุ ละสงั คมของตน
อย่รู อด หรอื อาจหมายถึงระบบนเิ วศรอบตัวมีอิทธิพลอย่างไรกบั มนษุ ย์

3. กลไกใดทีเ่ ชื่อมความสัมพันธ์ระหวา่ งมนุษยก์ ับส่งิ แวดลอ้ ม (What are the mechanisms that
link this two-way interaction of people and environments? เชน่ ศาสนาหรอื ความเชอ่ื อะไร ที่โยงให้
มนษุ ย์ต้องตั้งถ่นิ ฐานอยูท่ น่ี นั่ หรอื กลไกในรูปแบบของการอพยพย้ายถ่ินฐานของมนุษย์บางกลมุ่ เปลี่ยนท่ี
อย่แู ละทีท่ ากนิ ตามฤดูกาล เป็นต้น

Amos Rapaport ต้องการอธิบายวา่ การออกแบบและวางผงั เมอื งที่ดนี นั้ ผู้ออกแบบต้องเขา้ ใจ
หลักการ กระบวนการ องค์ประกอบและความสมั พันธเ์ ชงิ ซ้อนด้านสงั คมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะสังคม
เมืองท่ีประกอบดว้ ยกลุม่ ชาติพันธห์ุ ลายกลมุ่ เป็นสังคมที่แยกย่อยลงมา ซงึ่ มวี ิถีชีวิตและความต้องการของ
แต่ละกลมุ่ ไมเ่ หมือนกัน ดังกรณีท่ีโลง่ และทว่ี ่างในเมือง (Open Space) ดว้ ยเหตุนี้ Amos Rapaport จึงให้
ความสาคญั และเนน้ สาระเร่ืองคณุ ภาพของท่ีโลง่ ท่วี า่ งของเมือง (Quality of Open Space)

แนวความคิดของ Amos Rapaport ทาใหเ้ ข้าใจปัญหาต่างๆท่ีเกิดขน้ึ กับเมอื งในบรบิ ทต่างๆ
โดยเฉพาะมิตทิ างสังคมและวัฒนาธรรม โดยแจกแจงว่า มติ ิทางสังคมสามารถเรียนรไู้ ดจ้ ากการสังเกต
(Observable Manifestations) พรอ้ มเสนอเทคนคิ การสังเกตการณ์ (Observation) เป็นส่วนหนึง่ ของเทคนิค
การออกแบบ และกาหนดให้งานออกแบบเชื่อมโยงความสัมพันธร์ ะหว่างวฒั นธรรมกับรูปทรงสงิ่ แวดล้อมที่
สรา้ งขึ้น (Relationship between Culture and Built Form) Amos Rapaport ได้พฒั นาแนวความคิดน้ีต่อมา
และผลงานท่ีตพี มิ พ์ไดต้ ่อยอดแนวความคิดดา้ นสถาปัตยกรรมผังเมอื ง ในลักษณะสงั คมท่ีมกี ารผสมผสาน
ทางวฒั นธรรมท่แี ตกต่างกนั นับเปน็ เอกสารทางวชิ าการท่ีทรงคุณค่าอกี ชุดหนึง่

2.3 The Architecture of the City โดย Aldo Rossi

หลงั สนิ้ สดุ ยุค CIAM และความแตกแยกทางความคดิ ระหว่างสถาปนกิ วิศวกรและนักผังเมอื งยัง
รนุ แรง ตรรกะและปรัชญาในการออกแบบและวางผงั เมืองถูกนาเสนอมากมาย นอกจาก Christopher
Alexander และ Amos Rapaport ยังมี Aldo Rossi ซงึ่ เป็นสถาปนิกชาวอิตาลีไดเ้ ขียนหนังสอื ทม่ี ชี ่ือเสียง

29

มาก ต้นฉบับภาษาอติ าเลียนตพี ิมพป์ ี 1966 ได้รับการแปลเปน็ ภาษาอังกฤษและตีพิมพโ์ ดย The MIT
Press ในปี 1982 และถกู ใชเ้ ปน็ เอกสารประกอบการสอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จนถงึ ทกุ วนั นี้

ที่มา http://architectureandurbanism.blogspot.com
ภาพที่ 2.3 Aldo Rossi และหนังสือ The Architecture of the City
หากย้อนอดีตกลับไป นกั วิชาการจากหลายวชิ าชีพ มใิ ชเ่ พยี งสถาปนกิ เท่านัน้ ที่พยายามเขา้ ใจ
“เมอื ง” แต่พยายามค้นหาหลกั การออกแบบเมอื ง และ Aldo Rossi เป็นผู้หนง่ึ ทีเ่ ป็นทง้ั นักทฤษฏแี ละนกั
ปฏบิ ตั ิ ได้เสนอความคิดและเปน็ ทฤษฏีทางสถาปัตยกรรมและผังเมืองจนเป็นท่ียอมรับในเวลาต่อมา Aldo
Rossi ได้วเิ คราะหค์ วามผดิ พลาดของสถาปัตยกรรมยุค Modern Architecture
Aldo Rossi ได้นาเสนอหลักการสาคญั เริม่ จากการพิจารณา “เมอื งเสมอื นสถาปัตยกรรม” (City
as Architecture) โดย”เมือง”ไมใ่ ช่ภาพที่มองเหน็ จากภายนอกที่ประกอบด้วยอาคารสถาปัตยกรรมต่างๆมา
รวมกัน แตเ่ ปน็ “แรงบนั ดาลใจ” ทีเ่ รียบเรียงอยา่ งมรี ะเบียบ (A Discipline) คัดกรองมาจากชวี ติ มนุษยแ์ ละ
สงั คม ทส่ี ร้างสรรค์และสะสมมายาวนาน จนเมอื งมชี ีวิต วลสี าคัญท่ีสุดในหนังสือได้แก่ “เมอื ง”คือผลงาน
ทางศลิ ปะอันเยยี่ มยอด (Urban Artefacts)

30

นยิ ามของคาวา่ Urban Architecture หรอื สถาปัตยกรรมเมอื งจงึ ปรากฏบ่อยครัง้ ควบคู่กับ
คาอธิบาย เปน็ ตรรกะและปรัชญา นิยาม“เมอื ง”เปล่ียนแปลงตัวเองตามเหตผุ ลของธรรมชาตแิ ละของ
มนษุ ย์ (Natural and man-made Reasons) เปน็ กระบวนการของเมอื งที่ดาเนินตอ่ ไปเร่ือยๆ (Urban
Dynamics) โดยมีองคป์ ระกอบของเมอื งบางอยา่ งท่ไี ม่เปล่ยี นแปลงตามไปดว้ ย เช่น อนุสาวรีย์
(Monuments) เพราะเป็นสัญลกั ษณ์ของ (Fixed Sign of Will) ความทรงจาและความตั้งใจท่ีไมเ่ คยเปล่ียน
ซึง่ เป็นสาระหลกั ที่ Rossi เสนอทฤษฏคี วามถาวรไม่เปลี่ยนแปลง (Theory of Permanence) ของเมอื ง
อธิบายความหมาย และความสาคญั ขององค์ประกอบท่ไี ม่เปล่ยี นแปลงเมือง ท่ีโล่งวา่ งของเมือง จุดสาคัญ
พื้นทส่ี าคญั ของเมอื งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตรข์ องเมือง

นั่นอธิบายวา่ ทาไมในหนังสือ Rossi จึงย้าเนน้ เรื่องวิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method)
หรอื การวเิ คราะหป์ ระวตั ิศาสตรเ์ มอื ง (Historical Urban Analysis) ซึง่ เปน็ พนื้ ฐานหลักในการวางผังเมอื งท่ี
สอนในมหาวิทยาลัยชน้ั นาของโลกมาตั้งแต่กลางทศวรรษท่ี 1970

Rossi ได้แบง่ หนังสือของเขาเปน็ 4 สว่ นสาคญั ได้แก่

1. ทบทวนปญั หาของการอธิบาย การให้นยิ ามและการจาแนก องคป์ ระกอบของเมือง

2. โครงสรา้ งของเมือง

3.ความเป็นปจั เจก (Individuality) ของสถาปัตยกรรมเมอื ง เช่น ความเป็นประวัติศาสตร์ของเมือง
(Urban History) และการเป็น Urban Artefacts

4.ความไมห่ ยุดนิ่งของเมอื ง (Urban Dynamics) และ ปญั หาเกีย่ วกับการเมือง

แนวความคิดของ Rossi เก่ียวข้องกับทฤษฏที างสังคมวิทยา สาระท่ีปรากฏสนบั สนุนทฤษฏีด้าน
สงั คมวิทยาของ Claude Levi-Strauss นักทฤษฏีผ้มู ชี อื่ เสียงในยุคนั้น สาหรบั Rossi เมอื งไมใ่ ชเ่ พียงนาวสั ดุ
กอ่ สรา้ งตา่ งๆมาก่อรูปทรงเป็นอาคาร แตเ่ ป็นผลงานทางศิลปะอันเย่ียมยอดจากจิตวญิ ญาณของมนุษย์
และเปน็ ผลผลติ จากสงั คมนั้น ดว้ ยเหตุน้ี Rossi คดิ ว่า การจาแนกเมอื งด้วยลกั ษณะประโยชน์ หน้าท่หี รือ
การใช้งาน (Urban Function) ไมเ่ พยี งพอในการระบแุ ละจาแนกประเภทของเมือง

Rossi จึงปฏิเสธทฤษฏีและแนวความคิดว่าด้วย Functionalism และอธบิ ายว่า บทบาทหน้าที่และ
การใชป้ ระโยชน์อาคารน้นั เปลย่ี นแปลงได้ตามกาลเวลา แตร่ ปู ทรงของเมอื งและของอาคารเปลี่ยนแปลง

31

นอ้ ยหรือไม่เปลยี่ นแปลงเลย เช่น อนุสาวรีย์ ถนนและโครงขา่ ยถนน ดงั นน้ั Rossi จงึ ใหค้ วามสาคัญกับการ
วเิ คราะห์ประวัตศิ าสตรข์ องเมืองมากเปน็ พิเศษ เหตุผลลกั ษณะเดยี วกนั ถกู นามาอธบิ ายและสนบั สนุน
ทฤษฏี Theory of Permanence และอธบิ ายว่าบทบาทหนา้ ท่ีของเมืองเปลย่ี นแปลงไปตามประวตั ิศาสตร์
ของเมืองทีอ่ ธิบายได้ด้วยกลไกทางสงั คม และบทส่งท้ายกล่าวถงึ ปญั หาการเมอื งที่เกี่ยวข้องกับเมือง

“อนสุ าวรีย”์ เป็นองค์ประกอบของเมืองท่ี Rossi กลา่ วถงึ และถูกวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ผ่านวัตถุ
หรือส่งิ กอ่ สรา้ งในรูปของอนุสาวรยี ์ที่เป็นตัวแทนของประวตั ิศาสตร์ เป็นความสมั พันธร์ ะหว่างวัตถุทเ่ี ป็น
กายภาพกับพิธีกรรมทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบทางสังคมของเมือง เมืองทม่ี ีองค์ประกอบทางประวัติศาสตร์มาก มี
พธิ ีกรรม ความเชื่อความลล้ี ับ (Urban Myth) ที่เกย่ี วข้องกันและกันมาก จะปรากฏเนื้อหาสาระทฤษฏแี ละ
แนวความคิดของ Rossi ได้ชดั เจน กรงุ Athens เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในกรณีของ Urban Artefacts ท่ี
บรสิ ทุ ธิ์ เทียบกับกรุงโรม ท่เี รียกวา่ เมืองแหง่ ความขดั แยง้ ระหว่างประวัติศาสตร์และความทันสมยั

Rossi ให้ความสาคญั กับประวัติศาสตร์ เพราะเปน็ เรื่องราวความทรงจาทส่ี ะสมอยู่ในตัวมนุษย์
และเป็นความผกู พันท่มี นษุ ย์มกี บั เมอื ง การตระหนักถึงคณุ ค่าของรปู ทรงและที่วา่ งของเมือง เกิดจาก
มนุษยท์ ่อี าศัยอยู่ในเมืองรับทราบประวตั ิศาสตรแ์ ละการมตี วั ตนของสงั คม ทาให้ตระหนกั ถงึ ความสาคญั
ของทโี่ ล่งทว่ี ่างของเมือง โดยมีองคป์ ระกอบถาวรของเมอื งอย่างอนุสาวรียค์ อยเตือนสติและความทรงจา
จากบรรพบุรษุ ลงสู่รนุ่ ตอ่ มา และนค่ี อื เหตุผลว่างานของ Rossi ได้รบั การยกยอ่ งกระท่ังทกุ วนั น้ี

2.4 วิพากย์แนวความคดิ และทฤษฏี

หนังสือทงั้ สามเลม่ เป็นหนังสอื อา่ นในระดับ Classic Book เหมือนกัน Christopher Alexander และ
Amos Rapaport เป็นศาสตราจารยใ์ นมหาวทิ ยาลัย แต่ Aldo Rossi ไมไ่ ดเ้ ปน็ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทั้งสาม
เปน็ สถาปนกิ ระดบั ปรมาจารย์ มีความเข้าใจในสาระความเป็นเมอื งอยใู่ นระดับลกึ ซ้ึงเหมอื นกนั แต่มีถิ่น
กาเนดิ วิชาชพี คนละซกี โลก จากสหรัฐอเมริกา สู่อิตาลแี ละออสเตรเลยี

หนงั สือทั้งสามเลม่ เผยแพรใ่ นชว่ งเวลาใกล้เคียงกนั หลังการล่มสลายของ CIAM และวงการ
สถาปนิกกาลงั มองหาแนวทางและจุดยนื ใหม่ ท้งั สามแสวงหาแนวความคิดในการออกแบบและวางผงั
เมอื งออกจากความคิดเดิมในยุค Modern Architecture โดยมีฐานความคดิ ไม่เหมือนกัน

แมห้ นังสอื A Pattern Language เป็นแบบพกพา ขณะที่หนังสือ Human Aspects of Urban Form
และ The Architecture of the City มีขนาดใหญ่ หนาตามแบบตาราเรียน แต่สาระทัง้ สามเล่มมีคุณค่าทาง

32

วิชาการไมต่ ่างกนั หนังสือของ Christopher Alexander เป็นแนวกวีนิพนธ์ ต้องทาความเข้าใจด้วยตนเอง
และอกี สองเลม่ ตอ้ งการเวลาทาความเขา้ ใจใกล้เคียงกนั

ความสาคัญและคณุ ประโยชน์ของหนังสือทั้งสามเลม่ ตรงกัน ไดแ้ ก่

1. ปรมาจารยท์ ง้ั สามแสวงหาความเป็นจริง และกา้ วไปข้างหน้าสคู่ วามทนั สมยั ทางความคิด หลงั
ยุค Modern Architecture โดยไม่เดินตามแนวทางของ Post Modern Architecture

2. ท้ังสามให้ความสาคัญของสถาปัตยกรรมผงั เมืองในมิตขิ องสังคมและวัฒนธรรม ไมเ่ นน้ วัตถุ
เทคโนโลยี หรือองค์ประกอบอื่นทไ่ี ม่ยั่งยืน

3. ท้ังสามมีความคิดก้าวไกล มไิ ดม้ องสถาปัตยกรรมเพียงอาคารใดอาคารหนึ่ง แต่ฉายภาพความ
เป็นเมอื งทโี่ ดดเดน่ สะทอ้ นคุณคา่ แหง่ ปัญญาของมนษุ ย์

4. ทงั้ สามแตกฉานเรือ่ งรูปทรงของเมืองและที่โลง่ ท่ีว่างของเมอื ง และใหค้ วามสาคัญในเรื่อง
คณุ ภาพของที่วา่ งในเมืองเป็นอย่างย่ิง

5. ผลงานของปรมาจารย์ทั้งสามเป็นปรัชญาการออกแบบและวางผังเมอื งที่เป็นอมตะ เปน็ ฐานที่
มน่ั คงทางการศึกษาระดับสงู ด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง อยา่ งยาวนานกระทงั่ ทกุ วันนี้

Rossi ปฏิเสธทฤษฏีและแนวความคดิ ว่าด้วย Functionalism และคิดว่า การจาแนกเมืองด้วย
ลักษณะประโยชน์ หน้าท่ีหรือการใชง้ าน (Urban Function) ไม่เพยี งพอในการระบแุ ละจาแนกประเภทของ
เมอื ง แต่การผงั เมอื งในประเทศไทยยังคงยึดหลกั เศรษฐศาสตรแ์ ละรัฐศาสตร์ จาแนกระบบชมุ ชนเมืองเป็น
เมอื งชายแดน เมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเท่ยี ว และจาแนกย่อยเปน็ เขตเศรษฐกจิ ใหม่

ประเด็นหนง่ึ ท่ีสาคัญมาก และ Aldo Rossi ได้ตอกย้าความสาคญั ในบทสุดทา้ ยของหนังสือ The
Architecture of the City ได้แก่ การเมือง ซง่ึ มีอิทธิพลอยา่ งมากในการออกแบบ วางผังและพัฒนาเมอื ง
เพราะผูต้ ดั สินอนาคตของเมืองเปน็ นักการเมอื งผู้กุมอานาจในการตัดสินใจ การแทรกแซงทางการเมอื งใน
งานผังเมืองจงึ เปน็ อีกบรบิ ทหนงึ่ ที่ทาให้ปญั หาของเมอื งแก้ไขได้ยากมากขนึ้ ซ่งึ จกั กลา่ วในบทต่อไป โดยยก
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในประเทศอังกฤษเป็นกรณีศกึ ษาท่ีนา่ สนใจ

33

นอกจากหนังสือทั้งสามเลม่ น้ี ยงั มีหนงั สือทที่ รงคุณคา่ และมคี ุณประโยชน์ต่อสถาปัตยกรรมเมือง
อกี หลายเล่ม เขียนโดยนักวชิ าการชน้ั นาของโลกอีกไม่น้อย เช่น Francis D.K. Ching และ Andre Lefevere
การเรียนรู้และเข้าใจผลงานวิชาการในระดับสูงน้ี อาจเป็นเร่อื งลาบากบ้างในการแปลแตไ่ มย่ ากเกินไปหาก
ผ้ทู ี่เกยี่ งข้องกับงานผังเมืองมีความมุ่งม่ันและใฝ่รู้ เหลา่ น้ีจักเพม่ิ พนู สตปิ ญั ญาแก่ผู้ต้ังใจเรียนรไู้ ด้มากมาย
และนาพาให้ประเทศกา้ วไปข้างหน้าได้อย่างม่ันคง

34

บทท่ี 3

โครงสร้าง รูปทรงของเมือง และบทวเิ คราะห์การพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐาน

(Urban Structure &Form and Analysis of Infrastructure Development)

เป็นเวลานานหลายทศวรรษทีก่ ารศกึ ษาวเิ คราะหร์ ปู ทรงของเมอื ง รปู แบบของเมอื ง และโครงสร้าง
ของเมอื งถูกพฒั นาแนวความคิดในกล่มุ นักวิชาการ ความรู้และความเขา้ ใจถูกจากัดอยูเ่ ฉพาะในกลมุ่ ผูท้ ี่
เกีย่ วข้องกับงานวชิ าการด้านสถาปัตยกรรม การเผยแพรง่ านวชิ าการสู่สังคมภายนอกพบน้อยมาก แม้ใน
แวดวงสถาปนิกดว้ ยกนั เอง ยังพบว่ามสี ถาปนกิ จานวนไม่มากนกั ที่ติดตามความกา้ วหน้าทางความคิด
โดยเฉพาะดา้ นสถาปัตยกรรมผงั เมอื ง

สาเหตุสาคัญไดแ้ ก่ ผู้บริหารและผูท้ ี่เกย่ี วข้องไมต่ ระหนักถึง “ความเปน็ เมือง” ไมต่ ระหนักรู้ถึง
“คณุ ค่าของเมือง” ขาดความเข้าใจปัญหาของเมอื ง และขาด “วสิ ัยทัศน์” ทาใหก้ ารแกป้ ัญหาของเมอื งท่ี
ปรากฏทุกวันนเี้ ป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทงั้ สิน้ โดยผลักภาระผลกระทบทจี่ ักตามมา ซง่ึ มกั เป็นปัญหาที่
ร้ายแรงกว่าและยุ่งยากกวา่ ให้กับคนร่นุ ตอ่ ไปแกป้ ัญหากันเอง

จากการวิเคราะห์ตามหลักของ Amos Rapaport พบวา่ ผกู้ าหนดนโยบายและผบู้ ริหารทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
กบั “เมือง” ให้ความสาคัญกับเมอื งในเร่อื งโครงการพฒั นา มากกว่าการอนุรกั ษ์ ผู้บริหารเมอื งส่วนใหญ่ทา
หน้าท่บี ริหาร “คน” และบริหาร “เงิน” หรืองบประมาณเป็นหลกั ไม่พบผู้บริหารเมืองโดยเฉพาะเมอื งขนาด
ใหญ่ เขา้ ใจและสามารถบริหาร “ความรู้” ได้เลย ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาของเมอื ง โดยเฉพาะประเทศที่ล้า
หลงั ในงานผงั เมือง เช่น ประเทศไทย ยังคงหมกมุ่นกับการทมุ่ งบประมาณทมี่ ากขึ้น และพยายามเพ่ิมให้
มากข้ึนทุกปี เพือ่ แก้ปัญหาของเมืองที่เกินระดบั วิกฤติ และไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่าน้นั ไดอ้ ย่างย่งั ยนื ดงั
กรณีนา้ ทว่ มใหญใ่ นปี 2554 โดยสะท้อนภาพท่ชี ดั เจนว่าผู้กาหนดนโยบายและผู้มอี านาจตัดสินใจขาด
“องคค์ วามรู้” ดา้ นเมืองและผังเมือง

ปจั จบุ นั รฐั บาลหลายประเทศในยุโรปให้ความสาคญั เร่ืองเมืองเปน็ อย่างมาก เพราะประชากรส่วน
ใหญ่กว่าร้อยละ 80 อาศยั อยูใ่ นเมอื ง การบรหิ ารจดั การเมืองอยู่ในรูปของเทศบาลทั้งหมด ไมม่ รี ปู แบบท่ี
หลากหลายเหมอื นในประเทศไทย เม่อื ประชากรสว่ นใหญร่ วมกันอาศัยอยู่ในเขตเมือง รัฐต้องจัดหาและ
พัฒนาโครงสร้างพนื้ ฐานและบรกิ ารสาธารณะอย่างดีสาหรับประชากรของตน ดงั กรณตี ่อไปน้ี

35

3.1 โครงสรา้ ง รูปทรงของเมือง และการพฒั นาโครงสรา้ งพน้ื ฐาน (Urban Structure &Form and

Infrastructure Development)

เดือนมถิ ุนายน 2014 เอกสาร Urban Form and Infrastructure; a morphological review จัดทา
โดย Professor Katie Williams จาก University of the West England, Bristol เผยแพร่เป็นสว่ นหน่งึ ของ
โครงการ The UK Government Future of Cities Project เพอื่ อธิบายถงึ รปู แบบการต้ังถ่ินฐานเกี่ยวขอ้ งและ
มีผลอยา่ งไรกับการลงทนุ ดา้ นโครงสร้างพ้นื ฐาน

รายงานฉบับนจี้ ัดเปน็ เอกสารลา่ สดุ ที่จัดทาขึ้นโดยนกั วชิ าการ เพื่ออธิบายความสมั พนั ธข์ องรปู ทรง
ของเมืองในลกั ษณะตา่ งๆ จากเมอื งทม่ี ีรูปแบบกระชบั (Urban Compact) เมอื งทมี่ ีรปู แบบกระจาย
(Dispersed City) เมืองทีม่ ีรูปแบบที่อยู่อาศยั หรอื บ้านจัดสรรรายล้อมเมอื ง (The peripheral housing estate
extension) โดยเสนอผลการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธข์ องเมืองในรูปทรงต่างๆเหลา่ นี้กับการพัฒนาโครงสร้าง
พ้ืนฐานในประเทศองั กฤษ

เหตผุ ลสาคญั ท่ีผลกั ดันใหเ้ กิดการทารายงานฉบับนี้ เนื่องจากรบั บาลองั กฤษกาลังเผชิญความท้า
ทายและความไมแ่ น่นอนท่กี าลงั จะเกดิ ขึ้นในอนาคต นับต้ังแตผ่ ลกระทบของสภาพภูมอิ ากาศเปล่ียนแปลง
ความไมม่ ั่นคงทางเศรษฐกิจ โครงสรา้ งประชากรและสังคมที่กาลงั เปล่ียนไป การเพ่ิมของประชากรสงู อายุ
และกล่มุ ชาติพันธุ์ และฯลฯในเมอื ง เพอ่ื เตรียมรบั สถานการณ์ของเมืองลว่ งหน้าในปี 2065

รายงานฉบับนแี้ บ่งช่วงระยะเวลาการศกึ ษารูปทรงของเมืองและโครงสร้างพนื้ ฐานของเมอื งเปน็ 2
ชว่ ง ไดแ้ ก่ ระยะหลังสงครามโลก (Post-war Period) และชว่ งระยะอนาคตถงึ ปี 2065

รายงานนไ้ี ด้กาหนดนิยามของรูปทรงเมืองวา่ 4 เปน็ ลักษณะทางกายภาพท่กี ่อให้เกิดพ้ืนทใ่ี ชส้ อย
รวมสาระทง้ั รปู ร่าง ขนาดจากระดับภาค ถึง เมือง ชมุ ชน ยา่ น และถนน นับจากยุคหลังสงครามโลก ชุมชน
เมอื งในประเทศอังกฤษมีท้ังหมด 64 รูปแบบ ซง่ึ มีประชากรในแต่ละเมืองมากกว่า 125,000คน และเป็น
เมืองขนาดใหญ่จาแนกเปน็ พน้ื ท่มี หานคร (Metropolitan Area) รวม 6 พื้นท่ี หรอื บริเวณ

4 Urban form is the physical characteristics that make up the built-up areas, including the shape, size,;
from regional to urban, neighbourhood, block and street.

36

รปู แบบการต้งั ถน่ิ ฐานในประเทศองั กฤษสว่ นใหญ่ มีลกั ษณะเป็นเมืองรวมศูนย์ทม่ี ีประชากรอาศยั
หนาแน่นบรเิ วณศนู ย์กลางเมอื งชัดเจน ประชากรอาศัยหนาแน่นปานกลางถัดออกมา และรอบนอกเปน็
ย่านท่ีอย่อู าศัยเบาบาง ความเปน็ เมอื งและชนบทแยกขาดดว้ ยแนวพ้นื ทโ่ี ลง่ สีเขียว (Green Belt)

รูปทรงของเมอื งในประเทศอังกฤษมีลักษณะเดยี วกันจากรปู แบบเดิมเมอื่ หลายร้อยปีก่อน ย้อนถงึ
สมัยยคุ กลาง แม้หลงั สงครามโลก รูปทรงของเมอื ง (Urban Form) ไมไ่ ดเ้ ปลีย่ นแปลงมากนัก ถนนยงั มี
ขนาดเล็กและแคบ

การพฒั นาโครงสรา้ งพนื้ ฐาน (Infrastructure)5 ของเมอื งในประเทศองั กฤษ หมายถึงการจัดหา
ทรัพยากรและบรกิ ารให้สังคมสามารถใชบ้ ริโภค และผลิตอย่างมปี ระสิทธิภาพและเป็นระบบ เพื่อใหม้ นษุ ย์
ดารงชีวิตไดอ้ ยา่ งสะดวกสบาย โดยจาแนกออกเป็น

1. ภาคพลงั งาน (Energy Sector) รวมถึง ไฟฟา้ นามนั เชอ้ื เพลิง ถ่านหิน พลังงานลม พลงั งาน
แสงอาทติ ยแ์ ละพลงั งานทดแทนทกุ รูปแบบ และครอบคลุมถึงองค์ประกอบท้งั หมดทเ่ี ป็น Hardware เชน่
โรงงานผลติ กระแสไฟฟ้า ระบบสายสง่ ไฟฟ้า ระบบท่อนา้ มนั ระบบท่อกา๊ ซ และระบบจา่ ยพลงั งานทุก
ประเภท

2. ภาคคมนาคมขนสง่ (Transport Sector) รวมถงึ ระบบถนน ระบบรางทุกประเภท ท้งั รถไฟ รถราง
รถไฟความเรว็ สงู ทางอากาศ ทางนา้ จนถงึ ทางจักรยานและทางเท้า และครอบคลมุ องคป์ ระกอบหลักของ
แต่ละประเภทของระบบคมนาคม เชน่ ทา่ อากาศยาน สถานีรถไฟ ทา่ เรือ และส่วนสนับสนนุ การบริการ

3. การประปา (Water Supply Sector) รวมถงึ การจัดหาทรพั ยากรนา้ จากทุกแหล่ง ทงั้ แมน่ า้ ลา
ธาร บ่อบาดาล จากทะเลเพ่ือผลติ น้าจืด และครอบคลมุ ถึงโรงงานผลติ และระบบท่อจ่ายน้าประปา

4.การบาบดั น้าเสีย (Waste Water Sector) รวมถึง ทกุ รูปแบบและทุกกระบวนการบาบดั น้าเสยี ซ่งึ
ครอบคลุมถึงโรงงานบาบัดและระบบท่อนา้ ทง้ิ และทกุ อย่างทเ่ี กี่ยวข้อง

5. การกาจัดขยะ (Solid Waste Sector) รวมถงึ ทกุ วิธแี ละทุกกระวนการที่ใชจ้ ัดเกบ็ และกาจดั ขยะ
ครอบคลุมถงึ โรงกาจัด โรงแยกขยะเพ่ือนากลบั มาใช้ใหม่ สถานที่กลบฝัง จนถึงเตาเผาขยะ

5 Infrastructure is the physical and related organisational structures needed for society to operate. In the UK,
‘National Infrastructure’ is described as the foundation for economic productivity and human wellbeing (Hall et
al, 2012).

37

6. ภาคการสอื่ สารและเทคโนโลยขี า่ วสาร (Information and Communication Technologies)
ประกอบด้วยระบบส่ือสารทง้ั หมดทกุ ประเภท ทงั้ เคล่ือนท่แี ละไมเ่ คล่อื นท่ี ระบบส่ือสารดาวเทยี ม สถานี
ถ่านทอด รวมท้ังเครือข่ายทุกระบบและทุกประเภท

7.โครงสร้างพ้นื ฐานดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม (Cultural and Social Infrastructure Sector) รวมถึง
บรกิ ารสาธารณะต่างๆเพื่อให้ประชาชนมสี ุขภาพท่ดี ี ไดร้ บั การศึกษาท่ีดี และบรกิ ารอน่ื เพ่ือใหเ้ ขา้ ถงึ
วัฒนธรรมได้ ซง่ึ ครอบคลมุ ทั้ง โรงพยาบาล โรงเรยี น สถานศึกษาตา่ งๆ พพิ ิธภณั ฑ์ ศูนยว์ ัฒนธรรมและ
บรกิ ารชุมชนตา่ งๆ

8.. โครงสรา้ งพนื้ ฐานสเี ขยี วและสีฟ้า (Green and Blue Infrastructure) หมายถงึ โครงข่ายน้าและ
ดนิ สาหรับสนับสนนุ เก้ือกูล และธารงรักษาระบบนิเวศตลอดจนส่งิ แวดลอ้ มตามธรรมชาติ เพ่ือรกั ษา
อนรุ ักษท์ รพั ยากรนา้ อากาศและดนิ อันมีผลชว่ ยให้ชมุ ชนเมอื งเปน็ สขุ และมีความยง่ั ยนื

ด้วยเหตทุ พี่ ืน้ ท่เี มือง (Urban Areas) ซง่ึ หมายถงึ เมืองขนาดเลก็ (Town) เมืองขนาดใหญ่ (City)
และมหานคร (Conurbation) สามารถมองและเข้าใจเป็นระบบ (Systems) เพื่อเป็นกลไกใหเ้ กิดการ
เคลื่อนท่ลี ่ืนไหลของมนษุ ย์ เงินทุน (Capitals) ทรัพยากร วฒั นธรรม เทคโนโลยี จนถึงของเสียทงั้ หลาย
(Pollutants) ท่มี นษุ ย์ทิง้ ออกมา เมอื งจงึ เปน็ แหล่ง และเป็นสถานท่ีสาหรับถ่ายเทองค์ประกอบเหล่านี้

เมอื งน้อยใหญ่ในประเทศอังกฤษไมแ่ ตกต่างจากเมอื งหลายเมืองในโลกน้ี นั่นคือ ทาหนา้ ทถี่ า่ ยเท
คน ทรัพยากร เงินทุน วัฒนธรรมและอื่นๆ แตเ่ มืองหลายเมืองมสี ถานภาพทง้ั คนและเงนิ ทนุ ไหลเข้าและ
ออกบ่อยคร้ังและปรมิ าณมากกว่า ทาใหเ้ กิดความเปลี่ยนแปลงภายในเมอื งตลอดเวลา

รายงานฉบับนพี้ บวา่ การเคลื่อนยา้ ยถ่ายเทเหล่าน้ี รูปทรงของเมืองและการถ่ายเทมีความสัมพันธ์
กนั โดยสามารถเข้าใจไดจ้ ากระบบและกลไกผา่ นโครงสร้างพน้ื ฐานของเมืองนน้ั ๆ โดยพบว่าโครงสร้าง
พืน้ ฐานที่เป็นโครงสรา้ งทางการภาพท่ีตรงึ แน่นอยู่กับท่ี (Fixed Physical Infrastructure) ไมม่ ีการ
เปล่ยี นแปลงหรือเปลย่ี นแปลงนอ้ ยมาก อันเปน็ ผลจากการลงทุนพฒั นาระบบท่ีดาเนนิ การมานานหลาย
ร้อยปี มีความแขง็ แรงทนทาน ในขณะท่ีกาลเวลาล่วงมาถงึ ศตวรรษท่ี 21 การเคลื่อนย้ายถ่ายเท (Flow)
องคป์ ระกอบต่างๆมีการเคล่ือนย้ายมากขึน้ และรวดเรว็ มากข้ึน โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี
รปู ทรงของเมืองท่ีคงที่แตก่ ารถ่ายเทเพม่ิ มากขึน้ จงึ เร่มิ เป็นปญั หาที่ก้าวสรู่ ะยะวิกฤติ โดยเฉพาะในระบบ
การค้าเสรีท่จี ะเพิม่ มากขนึ้ ในอนาคต

38

ข้อสังเกตหรอื ประเดน็ ถกเถียงแรกไดแ้ ก่ ประเทศองั กฤษไมม่ แี ผนระดบั ชาติหรือผังประเทศ ว่าด้วย
รปู ทรงของเมอื งและโครงสร้างพนื้ ฐาน เมื่อเทยี บประเทศอน่ื ในยุโรป เช่น ประเทศเนเธอแลนดม์ ีแผนพัฒนา
โครงสร้างพ้นื ฐานในอนาคตหลายสิบปี ผลกระทบทตี่ ามมาไดแ้ ก่ การตัดสินใจเรือ่ งโครงสร้างพืน้ ฐานมกั
ดาเนนิ การโดยไม่คานงึ ถงึ รปู ทรงของเมอื ง (Urban Form) และผลกระทบท่จี ักตามมาโดยเฉพาะโครงสร้าง
พ้นื ฐานบางระบบเกนิ ขีดความสามารถ ก่อใหเ้ กดิ ปญั หาเชน่ ปัญหาจราจร ปัญหาพลังงานไฟฟา้ ไม่
เพยี งพอในบางย่านของเมือง และเปราะบางต่อผลกระทบของสภาพภมู ิอากาศเปลย่ี นแปลงในอนาคต

การศึกษาวเิ คราะหพ์ บวา่ การพัฒนาโครงสรา้ งพ้นื ฐานสาหรบั เมืองในประเทศอังกฤษ ในชว่ ง
ทศวรรษที่ 1980, 1990 และ 2000 ระบบโครงสรา้ งพนื้ ฐานแต่ละระบบไม่สัมพนั ธก์ บั รปู ทรงของเมือง
(Urban Form) เลย ไม่มีการพจิ ารณาความเหมาะสมเรื่องรูปแบบของเมอื ง การใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ของเมือง
และละเลยมองข้ามพื้นท่ขี องเมืองทเี่ ขตประวตั ิศาสตร์

เหตผุ ลท่ถี ูกวิเคราะห์ตามมาได้แก่ ช่วงหลงั สงคราม รฐั บาลองั กฤษให้ความสนใจและความสาคัญ
กับการสรา้ งเมอื งใหม่ และลงทุนโครงสรา้ งพื้นฐานในเขตพัฒนาใหม่ ประการสาคญั ตลอดทศวรรษที่
1950-1960 และต่อเน่ืองมาอกี นานหลายปี รัฐบาลหนั มาพัฒนาระบบถนน และละทง้ิ ระบบรางเดิมทเี่ ป็น
โครงขา่ ยของเมอื ง ทาใหเ้ กิดทางหลวง และระบบทางด่วนเพ่มิ ข้นึ 4,000ไมล์ และระบบถนนตารางอกี
1,300ไมล์ โดยมปี จั จัยเสรมิ ในยคุ นั้นคือ การเพิม่ จานวนของรถยนตส์ ่วนบุคคลจานวนมาก

รปู ทรงและรูปแบบของเมืองในประเทศองั กฤษส่วนใหญ่มีลกั ษณะเป็นศูนย์กลางเด่ียว หรอื Mono-
Centric นน่ั คือมียา่ นการคา้ หลกั ตงั้ อยูก่ ลางเมือง ระบบคมนาคมเปน็ รัศมกี ระจายออก ในทศวรรษท่ี 1970
ภาวะยังคงเดิม รถยนต์ส่วนบคุ คลเพมิ่ ขน้ึ ต่อเนื่อง ตามการเพิ่มของชนชั้นกลาง จนเกิดการแก้กฎหมายผงั
เมอื งท่ีเคยเข้มงวดให้สามารถพัฒนาไดม้ ากขึน้ จนเกิดการย้ายท่ีอยู่อาศัยออกไปยังชานเมืองมากขนึ้

เศรษฐกิจตกตา่ ในทศวรรษท่ี 1980 ทาให้โรงงานจานวนมากปิดตัวเลิกกิจการ เมอื งอุตสาหกรรม
ขนาดใหญห่ ลายเมืองเงียบเหงา เพราะประชากรย้ายออก อสังหาริมทรพั ย์ราคาตก เศรษฐกิจยงั ตกต่า
ต่อเน่ืองถงึ ทศวรรษท่ี 1990 รฐั บาลไดล้ งทนุ โครงสรา้ งพนื้ ฐานเพือ่ ฟ้ืนฟูเศรษฐกจิ ของเมอื ง และ
แนวความคิดเมืองกระชับ (Urban Compact) ถูกนามาเป็นนโยบายฟื้นฟเู มือง บา้ นเด่ยี วในเมืองถูกพัฒนา
เป็นอาคารสูงสาหรบั พกั อาศัย เพือ่ เชิญชวนให้ประชากรเมืองทีอ่ ยู่ดา้ นนอกชานเมืองยา้ ยกลับเขา้ มาอาศัย
ในยา่ นกลางเมือง แต่ทว่าโครงขา่ ยถนนนอกเมืองยังพัฒนาต่อไป

39

ในทศวรรษที่ 2000 ประชากรเมืองในเมอื งใหญ่ของประเทศองั กฤษเริม่ มีประชากรย้ายเข้ามากข้นึ
เศรษฐกจิ ของเมอื งเริม่ ดีขึ้น แตร่ ูปแบบธุรกิจเปล่ยี นไปจากเดิม ร้านคา้ ท่ีเปน็ ธุรกิจด้านเทคโนโลยสี ื่อสารมี
จานวนมากข้ึนในย่านกลางเมอื ง รฐั บาลยังมงุ่ เนน้ ลงทุนพฒั นาโครงสร้างพ้ืนฐาน แตส่ ว่ นใหญเ่ ปน็ การ
ลงทุนดา้ นพฒั นาโครงข่ายถนนและพลังงาน โดยเฉพาะระบบท่อตา่ งๆ

ประเดน็ ที่น่าสนใจไดแ้ ก่ รูปทรงของเมอื งในประเทศองั กฤษประกอบดว้ ยอาคารเกา่ และมลี ักษณะ
สถาปัตยกรรมทท่ี รงคุณคา่ จานวนมาก ดงั นนั้ รายงานฉบบั นจ้ี งึ เสนอรฐั บาลให้พิจารณารปู ทรงของเมือง
เป็นหลกั ให้ความสาคัญเป็นลาดับแรก ตอ่ จากนั้นจึงพิจารณาระบบโครงสร้างพน้ื ฐานที่จาเป็นต้องพัฒนา
และเลอื กแนวทางการผสมผสานหรอื บรู ณาการเข้าด้วยกัน

รายงานการศึกษาฉบบั นีเ้ สนอทางเลอื กของรูปทรงเมืองสาหรับอนาคตในปี 2065 ไว้ 5 ทางเลอื ก

1.เมอื งทม่ี ีรูปทรงกระชบั (Compact and Contained Established Towns and Cities)

2.เมืองทมี่ กี ารพัฒนาชานเมือง (Edge and out-of-Town Development)

3.เมืองทีม่ ีการพฒั นาท่ีอยู่อาศยั รอบนอก F(Peripheral Housing Estates and Urban Extensions)

4. การตั้งถนิ่ ฐานทพ่ี ฒั นาขึ้นใหม่ (Newer Settlements)

5. เมืองที่พัฒนาลกั ษณะโตกระจายตามยถากรรม (Dispersed Development)

ทางเลอื กเหล่านี้ถกู นาเสนอจาแนกประกอบข้อดีและข้อเสีย เปรยี บเทยี บรปู ทรงของเมืองกับการ
ลงทนุ ด้านโครงสรา้ งพ้นื ฐาน ข้อสรปุ ที่ปรากฏแตไ่ มบ่ ังคับเลือก คือ เมอื งท่ีมีรูปทรงกระชับ เพราะสอดคล้อง
กับลักษณะทางกายภาพเดมิ ของเมืองท้งั หลายในประเทศองั กฤษ

สาระท่เี ปน็ ประเดน็ ท้าทายสาหรับการพัฒนารปู ทรงของเมอื งในปี 2065 ไดแ้ ก่ โครงสร้างประชากร
เมอื งท่กี าลังเปลย่ี นแปลงครั้งใหญ่ ประชากรผ้สู ูงอายเุ พิ่มมากขนึ้ กล่มุ ชาติพันธ์ุจากหลายประเทศเข้ามา
อาศัยมากขึ้นตามกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจ เหล่านจ้ี กั ทาใหเ้ กิดความเปลีย่ นแปลงในเมืองไดม้ ากมาย เชน่
พฤตกิ รรมการบริโภคจกั เปล่ียนไป วิถชี วี ติ และการดารงชพี จกั มอี งค์ประกอบดา้ นสงั คมและวัฒนธรรมเข้า
มาเก่ียวข้องมากข้นึ ทาให้รูปแบบและรูปทรงของเมืองเปลีย่ นแปลงด้วยเช่นกัน

40

สาระสาคัญที่นา่ สนใจได้แก่ ผลกระทบของสภาพภมู อิ ากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) และ
มาตรการของสังคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรอื นกระจก ซ่ึงคาดวา่ จะเป็นมาตรการที่เข้มงวดมากขนึ้
เชน่ การลดพลังงาน การลดการใช้ทรพั ยากรต่างๆ และแนวทางการปรบั ตวั ต้ังรับ กรณีภยั พบิ ัตเิ มือง
(Urban Disaster) ทคี่ าดว่าจะทวคี วามรนุ แรงมากข้ึน และการออกแบบเมืองตอ้ งคานงึ ถึงเมอื งทม่ี ีความ
พรอ้ มในการต้งั รบั สภาพภมู ิอากาศได้ดี (Urban Climate Resilience)

อาจกล่าวได้ว่าเอกสารฉบับน้ี ไดช้ ้ีนาการพัฒนาโครงสร้างพืน้ ฐานโดยพจิ ารณาสาระของรูปทรง
ของเมอื ง ควบคู่กับองคป์ ระกอบและปจั จัยต่างๆทีจ่ ักมีผลตอ่ เมืองในอนาคตในปี 2065 หรืออีก 50 ปี
ข้างหน้า เพอื่ เป็นแนวทางใหผ้ ้กู าหนดนโยบายและผมู้ อี านาจตัดสนิ ใจตระหนกั ถงึ เร่ืองราวที่สาคญั อยา่ งยง่ิ
และควรดาเนนิ การในปจั จุบัน

3.2 การกาหนดและควบคุมรูปทรงของเมืองด้วยสัดสว่ นการใช้พ้ืนท่ีอาคาร

สาหรบั ผูท้ ่ที างานดา้ นสถาปัตยกรรมผังเมอื งมานาน และมีพนื้ ฐานความรู้ความเข้าใจเรื่องการ
กาหนดสัดส่วนการใช้พื้นทีอ่ าคาร (Floor Area Ratio) หรอื FAR ย่อมทราบดีวา่ มาตรการกาหนดและ
ควบคมุ รปู ทรงของเมืองท่ีมีประสทิ ธภิ าพมากท่ีสดุ คอื การควบคุมสัดสว่ นการใช้ประโยชนอ์ าคาร หรือการ
ควบคุมความหนาแนน่ ของเมือง ซึง่ เป็นมาตรการที่บงั คับใชใ้ นประเทศพัฒนาแลว้ และในบางประเทศของ
ประชาคมอาเซยี น

มาตรการควบคมุ สัดสว่ นการใช้พื้นทอ่ี าคาร หรือ FAR เร่ิมใช้ในประเทศไทยครง้ั แรก กรณีผังเมือง
รวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรบั ปรุงคร้งั ท่ี 2 ต้ังแต่ปี 2546 ตอ่ เน่ืองถงึ ฉบับปี 2556 และต่อมาบังคับใชใ้ น
พ้นื ที่บางส่วนจงั หวัดระยอง นครปฐม และแม่ฮ่องสอน โดยงานผงั เมืองรวมนั้น มีแนวทางปฏิบัติต่างกนั ใน
การประยกุ ต์ใช้ จาแนกเปน็

1.กาหนดสัดสว่ นโดยพิจารณาขีดความสามารถในการรองรับของโครงสร้างพื้นฐาน (FAR; based
on Infrastructure) จาแนกตามระบบสาธารณปู โภค สาธารณูปการและบริการตา่ งๆ

2. กาหนดสัดส่วนโดยพจิ ารณาคณุ ค่าทางศลิ ปกรรม วัฒนธรรม และการอนุรักษป์ ระวตั ิศาสตร์
(FAR; based on Cultural Value and Historical Conservation) เพื่อให้เกิดพ้ืนท่โี ล่ง และควบคมุ รูปทรง
ของเมอื งมใิ ห้เกิดทัศนยี ภาพบดบังหรือทาลายคณุ ค่าทางศลิ ปกรรมและประวัติศาสตร์

41

3. กาหนดสัดส่วนโดยพิจารณาสาระดา้ ยภยั พิบัติเมือง (FAR; based on Urban Disaster) เพ่อื ให้
การพัฒนาเมืองลดอัตราความเสีย่ งภยั พิบัตกิ ับเมือง เชน่ น้าท่วม ดินถล่มและแผ่นดนิ ไหว

4. การกาหนดสัดสว่ นโดยพิจารณาสาระด้านภูมอิ ากาศเปลย่ี นแปลง (FAR; based on Climate
Change Adaptation) เพ่ือให้เกดิ การประหยดั พลังงาน ทิศทางการพฒั นาเป็นมิตรกับสง่ิ แวดล้อม ลดการ
ปล่อยก๊าซเรอื นกระจก

โดยทฤษฏีน้ัน มาตรการด้านผงั เมอื งดว้ ยการกาหนด FAR สามารถกาหนดรปู ทรงของเมอื งได้
ตามวัตถปุ ระสงค์ เท่าที่พบ ตวั อย่างการรกั ษารปู ทรงของเมืองด้วย FAR น้นั ไดแ้ ก่ กรุง Amsterdam ใน
ประเทศเนเธอแลนด์ ซึง่ ผังเมอื งเขม้ งวดการพัฒนามากเพราะเปน็ เมอื งอนุรักษ์ อัตราส่วนสูงสุดเพยี ง 2.0

อยา่ งไรก็ตาม การประยกุ ต์ใชม้ าตรการ FAR ในประเทศไทยยังต้องมกี ารพฒั นาต่อไป และถูก
อ้างอิงในการวางผังเมืองในกรณีเฉพาะหรอื วัตถุประสงค์พิเศษ เช่น การวางผังเมอื งเชงิ นเิ วศ ซึง่ ต้องการ
องคค์ วามรู้ด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนงร่วมในการศกึ ษาวเิ คราะห์

3.3 สถาปัตยกรรมผังเมอื งเพ่ือการท่องเท่ยี ว Touristic Urbanism

“เมือง” เรมิ่ เปลย่ี นบทบาทชัดเจนจากศูนย์กลางการค้าและการบรหิ ารมาเป็นการบริการท่องเที่ยว
ในทศวรรษที่ 1980 เพราะเปน็ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของเมอื งที่ดีท่ีสุดในช่วงเศรษฐกจิ ของโลก
ตกต่า อันเปน็ ผลกระทบของสงครามในตะวนั ออกกลางในทศวรรษที่ 1970 ซึง่ ทาให้กลมุ่ ประเทศอาหรับขน้ึ
ราคาน้ามนั ครง้ั ใหญ่ รายได้จากการท่องเท่ยี วจงึ เป็นหนทางท่ีทาให้เศรษฐกิจของเมืองฟน้ื ฟูเร็วทีส่ ดุ และ
พัฒนาการของเมืองทม่ี ีศักยภาพในการท่องเท่ียวเหล่าน้ี ทาให้เกิดความเปลย่ี นแปลงในเมอื งต่างๆท่ัวโลกที่
ต้องการหารายได้จากธุรกจิ ท่องเที่ยวจนถงึ ปจั จบุ ันน้ี

นยิ ามของ Touristic Urbanism หรอื สถาปัตยกรรมเพอ่ื การท่องเทีย่ วเร่มิ ปรากฏในงานประกวด
แบบนานาชาติด้านสถาปัตยกรรมในปี 2002 ในนครเซ่ียงไฮ้ แตไ่ มไ่ ดร้ บั ความสนใจมากนกั จากกลุ่มนักผัง
เมือง ในขณะทีก่ ลุม่ ผู้ประกอบการธุรกจิ ท่ีเกี่ยวกับอตุ สาหกรรมท่องเทยี่ วกลับใช้นยิ ามตรงและงา่ ยคือ
Tourist City-Urban Tourism6 หรือเมืองท่องเที่ยว และองคก์ รการท่องเท่ยี วของโลก World Tourism

6 Urban Tourism is defined as trips taken by travelers to cities or places of high population density.
The duration of theses trips is usually short (one to three days) therefore it can be said that urban
tourism is closely linked to the short-breaks market (Tourism Vision 2000, UNWTO 2002).

42

Organization (UNWTO) ไดน้ ิยามไว้ในปี 2012 วา่ เมอื งทีม่ ีนักเดินทาง เดนิ ทางเข้ามาในเมืองและใน
สถานทท่ี ี่คนอาศัยหนาแน่น และใชร้ ะยะเวลาอันส้ัน หนึง่ ถงึ สามวนั ของเมอื ง

ความสาคัญของสถาปัตยกรรมเมอื งเพอื่ การท่องเท่ียว เริ่มจากการท่องเท่ยี วพัฒนาก้าวสู่การเปน็
อุตสาหกรรมการท่องเทย่ี ว (Tourist Industry) เก่ยี วกบั ภาคบรกิ ารขนาดใหญ่ ท้ังการโรงแรม รา้ นอาหาร
สถานบนั เทงิ และกจิ กรรมต่างๆทเี่ กย่ี วกับการทอ่ งเท่ียว สรา้ งรายได้มากมาย เช่น ประเทศไทยมรี ายได้จาก
การทอ่ งเที่ยวเป็นลาดับแรกต่อเนื่องมานานหลายปี เกิดการแขง่ ขนั ระหว่างเมือง ดว้ ยกลวิธีต่างๆ และหนึง่
ในกลยุทธ์นน้ั ไดแ้ กก่ ารก่อสร้างอาคาร และงานสถาปัตยกรรมขึน้ ใหมเ่ พอื่ ดงึ ดูดนักท่องเที่ยว

สถาปัตยกรรมเพือ่ การทอ่ งเทย่ี วน้ีเองกาลงั เปลีย่ นรูปทรงของเมืองอีกครัง้ จากการค้นเอกสารทาง
วชิ าการท่ีเกี่ยวข้อง พบวา่ มกี ารศึกษาเร่ืองน้ไี มม่ ากนัก ส่วนใหญ่เป็นงานวิจารณ์รูปแบบและรูปทรงของ
สถาปัตยกรรมในบางประเทศทม่ี ่งุ หวงั เพิม่ จานวนนักท่องเท่ียว เชน่ กรณี London Eye ในกรุงลอนดอนและ
สวนสนุกขนาดใหญ่ในบางประเทศ เอกสารท่พี บบางส่วนเป็นงานวจิ ัยและวิเคราะหเ์ รื่องผลกระทบดา้ น
เศรษฐกิจ สงั คมและสง่ิ แวดล้อมไมส่ ามารถนามาเทียบกับการวเิ คราะห์ด้านสถาปตั ยกรรมผงั เมอื งไดเ้ ลย

อยา่ งไรก็ตาม สถาปัตยกรรมเพอื่ การท่องเท่ียวกาลงั แผ่อิทธิพลขยายตวั ออกไป โดยขาดตรรกะใน
การออกแบบ และในหลายกรณพี บว่ามแี นวความคิดแตกต่างและตรงขา้ มกับหลักการและแนวความคิด
ของ Christopher Alexander และ Amos Rapaport โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาระท่ีเก่ียวกับการวเิ คราะห์รูปทรง
รูปแบบ โครงสรา้ งของเมอื งและความเปน็ เมือง ไม่มสี าระใดเก่ยี วขอ้ งกับมติ ิทางสังคมและวฒั นธรรม
ทอ้ งถ่นิ บางครงั้ ก่อให้เกิดความเขา้ ใจคลาดเคลอื่ นของการต้งั ถิน่ ฐานความเปน็ เมืองนัน้ เชน่ ตลาดน้าส่ี
ภาคท่พี ัทยา และตลาดนา้ ที่อ่ืนท่ีไมเ่ คยปรากฏหลักฐานตัวตน ณ ที่นนั้ มาก่อน

ข้อโต้แยง้ กรณสี ถาปัตยกรรมเพื่อการท่องเท่ยี วมหี ลายประเด็น ท่รี ุนแรงมากที่สดุ ไดแ้ ก่การ
บิดเบือนข้อเทจ็ จรงิ ความเป็นเมือง การทาลายภาพลักษณ์หรืออัตตลักษณเ์ ดิมของเมอื ง ตลอดจนการ
ทาลายสภาพแวดล้อมเดิมของเมอื ง โดยเฉพาะคุณค่าทางศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ในกรณเี ปน็ เมือง
โบราณ ผลกระทบของสถาปตั ยกรรมประเภทน้ยี งั มผี ลตอ่ เน่ืองถงึ สังคม วัฒนธรรมและประเพณีท้องถ่ิน
เดมิ ทาใหเ้ สอื่ มคุณคา่ จนถึงถูกทาลายจนหมดสน้ิ เชน่ แหล่งท่องเท่ยี วทางวัฒนธรรมในภาคเหนือและ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

43

หากพจิ ารณาแนวโน้มของสถาปัตยกรรมเพื่อการทอ่ งเที่ยว พบว่าการพฒั นาแหล่งท่องเทีย่ วเกิด
ใหม่ท่ีมสี ภาพเปน็ ธรรมชาติแท้จรงิ เร่ิมลดน้อยลง การดงึ ดูดนกั ท่องเทีย่ วมิให้เกดิ ความรู้สกึ จาเจและเบ่ือ
หน่ายดว้ ยการลงทนุ สร้างสถาปัตยกรรมเลียนแบบ เพียงเพือ่ ความแปลกใหม่ และเพื่อหากาไรจากธุรกิจ
การทอ่ งเที่ยว สงิ่ เหล่านี้กาลังแพร่กระจายออกไป โดยปราศจากความตระหนกั รู้ (Awareness) ถึงคณุ คา่
ทางศิลปะและวฒั นธรรม ตลอดจนประวัตศิ าสตรข์ องพ้นื ท่ีบริเวณนั้น

ความจรงิ ที่ควรกล่าวได้แก่ อาคารและองคป์ ระกอบของเมอื งทงั้ หลาย ล้วนมีจุดมุ่งหมาย จาก
ความตอ้ งการของมนุษย์ ถ่ายทอดผ่านความคดิ ความเช่ือ และเหตุผลทางเศรษฐกิจและสงั คมมามากมาย
จึงปรากฏเป็นรูปทรงทไี่ ด้เห็นในปัจจุบัน แต่สถาปัตยกรรมเพอื่ การทอ่ งเที่ยวท่เี พ่ิมจานวนมากขึ้นอยา่ ง
รวดเรว็ ในปจั จบุ ัน ไมไ่ ด้ผา่ นกระบวนการดงั กล่าว แต่ถกู สร้างขึ้นเพอื่ หารายไดเ้ ปน็ หลัก โดยไม่ใสใ่ จถึง
ตรรกะและความมีเหตมุ ผี ลตามวิชาชีสถาปตั ยกรรมที่ดีแต่อย่างใด

อนง่ึ แม้ยงั ไมป่ รากฏรายงานการศกึ ษาเกีย่ วกบั ความสัมพนั ธร์ ะหว่างการพฒั นาโครงสร้างพน้ื ฐาน
สาหรบั สถาปัตยกรรมเพ่อื การท่องเท่ยี ว แต่ภาพทีป่ รากฏชัดไดแ้ ก่ โครงสร้างพ้นื ฐานบางระบบเรม่ิ ได้รับ
ผลกระทบและมปี ัญหา เช่น การจราจร การจดั เก็บและกาจดั ขยะ ผลจากการใชป้ ระโยชน์ทีด่ นิ ทไ่ี ม่
เหมาะสม และผลกระทบทางด้านสงั คมตา่ งๆอกี มากมาย โดยยงั ไมม่ ีหน่วยงานใดเขา้ มาพิจารณาหา
แนวทางป้องกันแก้ไขแต่อย่างใด

การท่องเที่ยวพัฒนาก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรม ตามนิยาม Tourist Industry และกาลงั แผ่อทิ ธิพล
ดา้ นเศรษฐกิจและการลงทนุ ออกไปทว่ั ทุกมุมโลก กระแสนิยม Touristic Urbanism รนุ แรงมากขนึ้ โดย
สถาปนิกบางกลุ่มตอบสนองความต้องการของตลาดนี้อย่างดี อาคารรูปทรงแปลกประหลาดปรากฏอยู่
ทั่วไปตามแหล่งทอ่ งเทย่ี ว บ้านพกั ทรงยุโรปพร้อมปล่องเตาผิงในเชียงใหม่และเชยี งราย โรงแรมและ
บา้ นพักรูปทรงโคบาลตะวนั ตกใกล้เขาใหญ่ แหล่งมรดกโลก ร้านอาหารและทแี่ วะพกั นกั ทอ่ งเทีย่ วรูปทรง
อติ าลีในเพชรบุรแี ละหัวหิน และสถาปัตยกรรมรูปทรงแปลกตาอกี มากมายทั่วประเทศไทย เหล่าน้ีเปน็ ดชั นี
ชีว้ ัดความเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมเมืองในประเทศไทยได้อย่างดี

ทา่ มกลางความเปล่ยี นแปลงเหลา่ น้ี ยังไม่ปรากฏความพยายามใดจากภาครฐั หรือหนว่ ยงาน
องคก์ ร สถาบันการศึกษาหรือสมาคมวิชาชีพเอาใจใส่และใหอ้ งค์ความรู้ทถี่ ูกตอ้ งด้านสถาปตั ยกรรมเมือง
หรือสาระของ Urban Architecture ผลกระทบระยะส้ันของสถาปัตยกรรมเหล่านี้ยังไมร่ นุ แรง แต่ในอนาคต

44

หากสถาปตั ยกรรมรูปแบบนี้เพมิ่ จานวนมากขึน้ จักมีผลกระทบร้ายแรงด้านส่ิงแวดล้อมทางวฒั นธรรม
(Cultural Environment) หรือ ซ่ึงจักเปน็ ปัญหาและแกไ้ ขไดย้ ากมาก

ในขณะเดียวกนั หน่วยงานของรฐั บางแห่งสนบั สนุนโครงสรา้ งพืน้ ฐานใหส้ ถาปัตยกรรมผงั เมอื ง
เพอ่ื การท่องเทย่ี วเหล่าน้ี เพื่อสนองนโยบายการเมืองว่าดว้ ยการสง่ เสริมการพฒั นาเศรษฐกิจใหก้ ับประเทศ
และทอ้ งถิ่น ขาดรากฐานการพฒั นาดา้ นสังคมและวัฒนธรรมซง่ึ เป็นโครงสร้างพน้ื ฐานสาคัญของความเปน็
เมอื ง ดังกรณีตัวอยา่ งประเทศในยุโรป

ประเทศไทยกาลงั พฒั นาโครงสรา้ งพ้นื ฐานขนาดใหญ่อีกหลายโครงการในอนาคต โครงการเหล่าน้ี
มีผลต่อการเติบโตและขยายตัวของเมอื ง รปู ทรงของเมืองและสถาปัตยกรรมผงั เมืองจงึ เปน็ สาระหน่ึงที่รัฐ
และหนว่ ยงานของรัฐควรพจิ ารณาอยา่ งรอบคอบ ควรกากบั ดูแลดว้ ยกลไกและมาตรการทางกฎหมาย เพอื่
มิให้เกิดผลกระทบต่อความเปน็ เมอื งในอนาคต

45

บทท่ี 4

สรปุ

เมอื ง ความเปน็ เมอื ง และการผงั เมืองเปน็ สาระท่ีสาคัญอย่างย่ิง โดยเฉพาะในประเทศท่พี ัฒนา
และเจริญแลว้ สาหรับสังคมในประเทศเหล่านัน้ สาระและองค์ความร้ทู เี่ กย่ี วกับเมืองเป็นเรื่องจรงิ จัง
(Serious Matter) ไม่สามารถนาปัญหาส่วนตัว ผลประโยชน์สว่ นบุคคลและพวกพอ้ ง หรอื กลมุ่ ผลประโยชน์
กลมุ่ อิทธิพลการเมืองหรอื กลุ่มอิทธพิ ลใดๆ เข้ามาบิดเบือน แทรกแซง หรือแสวงหาประโยชน์ ไม่ว่ารูปแบบ
ใด เพราะผลกระทบท่เี กิดกับเมือง ไมไ่ ดเ้ กดิ พรุ่งน้ี เดอื นหนา้ หรือปีหนา้ ผลกระทบบางเรือ่ งร้ายแรงมาก
และจักเกิดข้นึ ในร่นุ ลูกรนุ่ หลาน อกี สิบปี หรือร้อยปีข้างหน้า และเมอ่ื ถึงวนั น้นั จักแกไ้ ขปญั หาอะไรได้ยาก
มาก ส้ินเปลืองมาก หรือแก้ไมไ่ ดเ้ ลย

สงั คมเมอื งในประเทศตะวันตกตระหนักถึงความสาคัญของเมอื งและผังเมืองอย่างดี เพราะ
ประเทศเหล่านม้ี ปี ระสบการณเ์ กี่ยวกับปัญหาของเมอื งมายาวนาน รับรู้ความทุกข์ยาก ความลาบาก และ
ความทรมานจากสภาพของเมอื งทีข่ าดการวางแผนและวางผัง มีประสบการณจ์ ากความเสื่อมโทรมของ
เมอื ง และสภาพแวดล้อมของเมืองจากมลภาวะท้ังน้าและอากาศ ตั้งแต่ยคุ กลางท่ีประชากรเมอื งล้มตาย
นับลา้ นจากโรคระบาด เพราะเมอื งอยู่ในสภาพสกปรกเนา่ เหม็น ต่อเนื่องจนถงึ ยคุ ปฏิวัติอุตสาหกรรม
ประชากรล้มป่วยเพราะมลพิษและสิ่งแวดล้อมเมืองท่ีเส่ือมโทรมเพราะโรงงานอุตสาหกรรม

สงั คมเมืองในยโุ รปตระหนักดถี งึ ภัยทเ่ี กิดจากมนุษย์ และกิจกรรมทีม่ นษุ ยก์ ่อข้นึ รวมทงั้ จากความ
ประมาท ความเขลา ความมักงา่ ย ความเห็นแก่ตวั ความโลภและ ฯลฯ โดยไม่คานึงถึงผลกระทบในอนาคต
กระทั่งวนั หนึ่งเมอื งทเ่ี คยสวยงาม เคยสงบน่าอยู่ และเคยให้ความสุขกับทุกคน กลายเปน็ เมืองท่เี ตม็ ไปด้วย
ปญั หา และความทุกข์ยาก เรือ่ งราวเหลา่ นเี้ ป็นประวัตศิ าสตรข์ องเมืองทพ่ี รา่ สอนใหก้ ับคนรุน่ ใหม่ทุกรนุ่
เพือ่ ตอกยา้ มใิ ห้กระทาผิดซา้ อกี

ดว้ ยเหตนุ ้ี ศาสตราจารย์ Louis Albrechts7 จงึ กล่าวว่า ผ้ทู ่มี ีอาชพี ท่ีเกย่ี วกบั ผังเมอื งจักต้อง
สามารถมองเหน็ อนาคตที่ยาวไกลมากๆ ไกลกว่าทกุ อาชพี เพอ่ื อธบิ ายส่ิงทจ่ี ักเกิดขนึ้ กับเมืองในอนาคต
หากทาการใดในวันนี้ ผลกระทบในอนาคตจกั เป็นอยา่ งไร และต้องหลีกเลยี่ งเสียในวันนี้

7 ศาสตราจารย์ Louis Albrechts; KULeuven,Belgium เคยบรรยายเรื่องนี้ท่กี รมการผงั เมืองหลายคร้ัง

46

เม่อื เปรียบเทียบกับกรณปี ระเทศไทย สงั คมไทยในปัจจบุ ันไม่เรยี นรู้ มองขา้ มและไมใ่ ห้
ความสาคญั ประวตั ิศาสตร์ ปญั หาทเี่ กิดขึ้นจึงมักเกิดซา้ แลว้ ซา้ อกี กฎระเบียบและกตกิ าในสงั คมถกู ละเมิด
ละเลย มีผใู้ ดตระหนกั ในคุณคา่ ของวัฒนธรรมและประวตั ศิ าสตรช์ าตไิ ทยน้อยมาก นน่ั สามารถอธิบายว่า
ทาไมการอนุรักษ์ตา่ งๆ จึงไม่ประสบความสาเร็จเท่าทีค่ วร อาคารตึกแถวสร้างชิดเบียดเจดียเ์ กา่ อายุหลาย
รอ้ ยปียงั ปรากฏให้เห็นในเชียงใหม่และพระนครศรีอยธุ ยา

ในขณะทก่ี ระบวนการผงั เมืองแตเ่ ดิมในประเทศไทย ระหวา่ งปี 2508 ถงึ 2525 เคยมีบทวิเคราะห์
ประวตั ิศาสตร์ของเมือง เพ่ือจาแนกองค์ประกอบของเมืองและคุณคา่ ทางประวัติศาสตร์ ซง่ึ ดาเนนิ ตาม
กระบวนการวางผงั นครหลวงปี 2503 ถกู ตอ้ งครบถ้วนตามหลักสากล แตกต่างจากปจั จบุ นั กระบวนการ
เหล่านีถ้ กู มองว่าสิ้นเปลอื งเวลาและมีข้นั ตอนมากไป มีผลให้องค์ประกอบทางสังคมและวัฒนธรรมถูกตดั
ทอนออกไป เพ่ือเรง่ กระบวนการผงั เมืองเพอ่ื ใหส้ ามารถผลติ ผงั เมอื งได้ครั้งละมากๆ ตามนโยบายของ
ผูบ้ ริหาร ดว้ ยเหตุนี้ เมื่อผ่านกระบวนการมสี ว่ นร่วมของประชาชน มิตทิ างสงั คม วฒั นธรรมและ
ประวตั ิศาสตร์จงึ เปน็ จุดอ่อนที่ถูกต่อต้านและคัดคา้ นอยู่บ่อยครัง้ เชน่ กรรผี ังเมืองรวมเมอื งบางสะพาน
จงั หวัดประจวบครี ีขันธ์ และผงั เมอื งรวมอกี หลายแห่ง

4.1 สังเคราะหท์ ฤษฏีและแนวความคิดสถาปตั ยกรรมเมือง

กลยทุ ธ์ท่ยี ากมากไดแ้ ก่ “การสงั เคราะห์” ซึ่งหมายถงึ การนาองค์ประกอบต่างๆมาผ่านข้ันตอนเพือ่
สร้างสรรคใ์ ห้เกิด”ผล”ออกมา ดังเชน่ ตน้ ไมใ้ ช้ใบสีเขยี วสังเคราะหธ์ าตุอาหาร น้า และแสงอาทติ ย์เพ่อื ผลิต
อาหารเลี้ยงตนเอง เชน่ เดียวกนั ทฤษฏแี ละแนวความคิดในบททผ่ี ่านมาควรนามาใชป้ ระโยชนเ์ ชิง
สังเคราะห์ เพ่อื อธิบายถงึ การนามาประยกุ ต์ใช้ใหเ้ กิดงานสถาปัตยกรรมเมืองท่ดี ี

จากหนงั สือท้ังสามเล่มท่ีกล่าวไว้ เม่อื ประมวลกัน การสงั เคราะหค์ วรเร่มิ จากการศึกษาวิเคราะห์
ประวตั ิศาสตร์ (Historical Analysis) โดยย้อนอดีตกลับไปเทา่ ทห่ี ลักฐานสามารถค้นได้ และเรียนรู้จากการ
สังเกตการณ์ (Observation) เพื่อคน้ หาและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองคป์ ระกอบต่างๆของเมือง (Urban
Elements) เพือ่ ให้เกิดความเข้าใจภาพรวมความเปน็ เมอื งของเมืองน้ัน ต้ังแต่กาเนิดของเมอื ง รากเหงา้ ของ
ชาติพันธ์ุ ความเป็นมา พัฒนาการ ปญั หาท่เี กิดข้นึ แตล่ ะยุคแตล่ ะสมยั ความเปล่ียนแปลงต่างๆทเ่ี กิดขึ้นกับ
เมอื งตัง้ แต่อดีตกระทงั่ ปัจจบุ ัน

47

ปรมาจารย์ท้ังสามกล่าวถึงมิตทิ างสังคมและวัฒนธรรม องค์ประกอบของเมอื งกล่มุ นม้ี ีสาระ
ละเอยี ดออ่ น ตอ้ งพยายามทาความเข้าใจใหม้ าก ซึ่งเป็นจดุ อ่อนในกระบวนการออกแบบและวางผังเมอื ง
เนื่องจากกลไกและเครือข่ายทางสงั คมและวัฒนธรรมเกยี่ วข้องกบั ระบบเศรษฐกิจของเมือง การค้นหา
ขอ้ มลู และวิเคราะห์ความสมั พันธด์ า้ นต่างๆสามารถแสดงในรูปของแผนภมู ิ (Chart and Diagram) เพือ่ ให้
เกดิ ความเข้าใจและวิเคราะห์ไดล้ ะเอยี ดถกู ต้อง

ข้ันตอนเหล่านี้อาจสิน้ เปลืองเวลามากน้อยตามความซับซ้อนของสงั คมเมืองแต่ละแห่ง หากเมือง
นั้นปรากฏความขัดแยง้ ทางสังคม และเป็นประเด็นอ่อนไหว ควรศึกษาวเิ คราะห์อย่างรอบคอบใหม้ ากท่สี ุด
พยายามหลีกเลี่ยงขอ้ มลู ที่คลมุ เครอื ไมช่ ัดเจน ไม่น่าเชื่อถอื และระมดั ระวงั ปมขัดแยง้ ทอี่ าจรุกลามก้าวไป
ไกลในอนาคต โดยนาสาระเหลา่ นม้ี าวิเคราะห์และถ่ายทอดให้ปรากฏความเกี่ยวข้องกบั ความเป็นเมอื ง
บางกรณีอาจเร่มิ จากชุมชนย่อย ขยายสู่กลมุ่ ของชุมชน กระทัง่ สเู่ มืองทีม่ ีขนาดใหญ่ข้ึน

เมื่อผู้ออกแบบและวางผังเมืองเขา้ ใจตรรกะพ้นื ฐานต่างๆเปน็ อย่างดี การฉายภาพอนาคตหรือการ
กาหนดวสิ ัยทัศน์ของเมืองเป็นข้นั ตอนสาคญั ปกติต้องมองอนาคตออกไปใหไ้ กลเท่าที่จะทาได้ ปจั จบุ ัน
นยิ ม 50 ปเี ปน็ อย่างน้อย กระบวนการน้ีจาเป็นต้องพง่ึ พาองค์ความรรู้ อบดา้ น เพือ่ ช้ีนาการพฒั นาเมืองใน
อนาคตท่ีดีทสี่ ุดสาหรับเมอื งแตล่ ะเมอื ง ภายใตเ้ ง่ือนไขต่างๆ ตัง้ แต่รูปแบบของเมือง รูปทรงของเมอื ง
โครงสรา้ งของเมอื ง และองคป์ ระกอบต่างๆ สาหรับทิศทางการพัฒนาท่ีดีทสี่ ุด เหล่านเี้ ป็นกระบวนการท่ี
ตอ้ งการความรอบรูเ้ ป็นอย่างยิ่ง

หลกั นิยมดา้ นผงั เมอื ง (Planning Doctrine) ที่ยงั ถือปฏิบตั ิเป็นสากล ได้แกก่ ารนาเสนอทางเลอื ก
(Alternative) โดยเสนอสมมตุ ฐิ านและเงอื่ นไขต่างๆที่อาจเกิดขนึ้ ในอนาคต สาหรับตัดสนิ ใจขั้นสุดทา้ ย
และมกั ปรากฏในรูปของผงั แม่บท (Master Plan) โดยมีรายละเอยี ดมากน้อยแตกตา่ งกันตามระบบ
กฎหมายของประเทศนั้น ด้วยเหตุน้ี มกั พบอยบู่ ่อยครงั้ ถึงการปรับแก้ไขกฎหมายผงั เมอื ง โดยเฉพาะสาระ
เกิดใหมแ่ ละไมเ่ คยผนวกไวใ้ นงานผังเมอื ง เชน่ ภยั พิบัติเมอื ง (Urban Disaster) และการปรับตัวของเมอื ง
รบั สภาพภูมอิ ากาศเปล่ียนแปลง (Urban Climate Resilience)

สาระสาคญั ที่ Aldo Rossi กล่าวไว้ในบทสุดท้าย และมคี วามสาคญั มาก คือ ผังเมืองว่าด้วย
การเมอื ง (Politics of Planning) เพราะจกั ทาใหง้ านออกแบบวางผังเสียหายตง้ั แตเ่ ล็กนอ้ ยจนถงึ พินาศย่อย
ยับได้ เพียงเพราะถูกแทรกแซงจากการเมือง และความฉ้อฉลของการเมืองทนี่ า่ รังเกียจ

48

กรณีตวั อย่างน้ีมมี ากมาย สาหรับประเทศตะวนั ตกได้แก่ นโยบายการเมืองแกป้ ญั หาประชากร
เมืองในประเทศของตนลดน้อยลง จนทาให้กลไกทางเศรษฐกิจตกต่า พรรคการเมืองแกป้ ัญหาด้วยการผ่อน
ปรนให้ชาวตา่ งชาตจิ ากอดีตอาณานิคมโพ้นทะเลเข้ามาอยู่อาศยั ได้อย่างถาวร การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วย
นโยบายการเมอื งเชน่ น้ี แมแ้ ก้ปัญหาเศรษฐกจิ เฉพาะหน้าได้ แต่ผลกระทบระยะยาวมมี ากมาย โดยเฉพาะ
ปัญหาสังคม และหลายครงั้ เกดิ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาตพิ ันธทุ์ เ่ี ขา้ มาใหม่ และตามด้วยปัญหาความ
มน่ั คงของชาติ เมื่อกล่มุ ชาติพนั ธ์ุบางกลุ่มเกย่ี วข้องกับอาชญากรรมและการก่อการร้าย ดงั กรณกี ่อเหตยุ ึด
ตวั ประกนั ในร้านกาแฟโดยชาวตะวนั ออกกลางในนคร Sydney เดอื นธันวาคม 2557 ปญั หาเหล่านี้นบั เป็น
บทเรยี นราคาแพงในวิชาชีพสถาปัตยกรรมผงั เมอื งกระทั่งทกุ วนั นี้

4.2 สถาปตั ยกรรมผังเมืองในประเทศไทย

สถาปัตยกรรมผังเมอื งในประเทสมกี าเนิดและการพฒั นาควบค่มู ากับประวตั ิศาสตร์ชาตไิ ทย แต่
รายละเอยี ดทางสถาปัตยกรรมรวมถึงบันทึกตา่ งๆถกู เผาทาลายลงเกือบหมด เม่ือคราวเสียกรุงศรีอยุธยา
ในปี 2310 เอกสารบางสว่ นรวบรวมขึ้นใหมใ่ นสมยั รชั กาลที่ 4 แต่เป็นเอกสารภาษาองั กฤษท่แี ปลมาจาก
ภาษาพมา่ หลงั จากตกเป็นเมอื งขึน้ ขององั กฤษ ปจั จุบันเอกสารนี้เรยี กว่า “คาให้การของขุนหลวงหาวัด”

อย่างไรก็ตาม Sternstein ไดก้ ล่าวไว้ในหนงั สอื Portrait of Bangkok ว่า กรงุ รัตนโกสินทร์ถูก
ออกแบบและสรา้ งขนึ้ ตามนโนภาพเดิม (Image) ของกรุงศรอี ยุธยา ซง่ึ เป็นศนู ยร์ วมแหง่ ศรทั ธา ความเช่อื
ความม่ังคงั่ ทางมรดกและวัฒนธรรมทส่ี ะสมมานานหลายรอ้ ยปี สอดคล้องกบั คาอธบิ ายของ Rossi ว่าด้วย
ความทรงจาทไี่ ม่อาจลืม เพราะความย่งิ ใหญ่และความภมู ใิ จชองชนชาตไิ ทยในความเปน็ กรุงศรีอยธุ ยา ท่ี
บนั ทกึ ปรากฏในจดหมายเหตุ ปมู เรอื และเอกสารตา่ งๆโดยชาวตะวันตกและพอ่ ค้าจากโพ้นทะเล ลว้ น
กลา่ วตรงกันว่า กรุงศรีอยุธยาเป็นมหานครที่ย่งิ ใหญ่และสวยงามท่สี ุดในภมู ิภาคตะวนั ออก บันทกึ และ
ภาพวาดของกรงุ ศรีอยุธยายังเก็บรกั ษาไวใ้ นพิพิธภณั ฑ์หลายแหง่ ในยุโรปและอินเดยี

ตน้ แบบของเมอื งและรูปทรงสถาปัตยกรรมเมอื งด่งั เดมิ ในประเทศไทย จึงปรากฏหลกั ฐานเหลือ
นอ้ ยมาก ไมส่ ามารถวเิ คราะห์เรือ่ งราวความเป็นมาได้ละเอียดเหมอื นกรณสี ถาปตั ยกรรมในยโุ รป แม้เมือง
อ่ืนๆเชน่ เชียงใหม่ เชยี งราย ลาปาง กาแพงเพชร จนถึงพษิ ณุโลก ไมไ่ ดถ้ ูกพมา่ เผาทาลาย แต่กาลเวลาที่
ผ่านมา ด้วยขาดจิตสานกึ ขาดความตระหนกั รู้ และขาดวิสยั ทัศน์ท่ีดี สถาปัตยกรรมเมืองเหลา่ นีจ้ งึ เหลือ

49

ร่องรอยให้ศึกษาเพยี งบางสว่ น ไม่สมบูรณ์มากพอในการกาหนดรูปแบบ (Urban Morphology) ของ
สถาปัตยกรรมผงั เมอื งไทยที่ชัดเจน ครบถ้วนสมบรู ณ์

สถาปัตยกรรมผังเมอื งยุครัตนโกสนิ ทร์ตอนต้นจึงมีลักษณะเดน่ โดยเฉพาะรูปทรง โครงสร้างและที่
โล่งทว่ี า่ งของเมือง ปรากฏรูปแบบ (Pattern) ที่อาจกลา่ วได้วา่ เป็น Pattern language หน่ึงที่ชัดเจน เช่น
พ้นื ท่โี ลง่ ขนาดใหญ่ กรณีท้องสนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้า ตลอดจนอนสุ าวรีย์ต่างๆ ตามที่
Christopher Alexander และ Aldo Rossi ได้อธิบายไว้ องคป์ ระกอบเหลา่ นี้เป็นองค์ประกอบของเมืองที่จกั
ม่นั คงถาวร ตามทฤษฏี Theory of Permanence

การผงั เมอื งสมยั ใหมใ่ นประเทศไทย Sternstein8 กล่าวว่าเรม่ิ ต้นโดยรฐั บาลสหรฐั อเมริกาให้ความ
ช่วยเหลือด้านการเงิน วา่ จ้างบรษิ ัทเอกชนวางผังมหานคร โครงการ 3 ปี แล้วเสร็จในปี 1960 หรือพ.ศ.
2503 พยายามปรับปรุงในปี 2514-2516 แตไ่ ม่ปรากฏสาระใดๆที่ชัดเจนด้านสถาปตั ยกรรม

ปรากฏการณ์สถาปัตยกรรมยคุ หลังทันสมยั Post Modern Architecture เริม่ ขนึ้ ในทศวรรษที่ 1980
โดยอทิ ธพิ ลยุคแรกของ Michael Grave ในรูปของบ้านพกั อาศัย และปรากฏเปน็ อาคารใหญใ่ นทศวรรษท่ี
1990 เอกสารภาษาไทยทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับความเปน็ มาของสถาปัตยกรรมกลุ่มนี้มนี ้อยมาก พบเพยี งบทความ
ส้นั ในหนงั สอื พิมพ์ วารสาร และสิ่งพิมพ์ทตี่ ีพิมพ์จานวนจากัด ข้อมลู ท่ีปรากฏเปน็ คาอธบิ ายและเลา่
เรื่องราวจากบุคคลท่ีเคยทางานและเก่ียวข้องกับ Post Modern Architecture ในประเทศไทย

ดว้ ยเหตุท่รี ะบบโทรคมนาคมและขอ้ มูลข่าวสารในทศวรรษที่ 1980 ยังไม่กา้ วหน้าเหมอื นปจั จบุ ัน
การติดตามเร่อื งราวของ Post Modern Architecture ในประเทศไทยเปน็ เร่ืองยากลาบาก ดงั นน้ั สถาปนิก
ไทยที่สนใจเรื่องราวน้ี ตอ้ งขวนขวายจากสิง่ พิมพใ์ นต่างประเทศ เดนิ ทางไปประเทศญ่ีปนุ่ เพื่อซ้ือวารสาร
ด้านนี้ หรอื เดินทางไปศกึ ษาเรียนรู้ด้วยทุนทรพั ย์ส่วนตัว ผลงานในแนวของ Post Modern Architecture ท่ี
ได้รับความสนใจมีต้งั แต่บ้านพักอาศัย จนอาคารขนาดใหญ่ในกลมุ่ สานกั งาน และโรงเรียน

ในยุคบุกเบิกการออกแบบแนวแปลกใหม่นี้ จากการติดตามพบวา่ ในทศวรรษท่ี 1980 สถาปนกิ
ไทยไมไ่ ดม้ ีการศึกษาเรื่องราวและปรชั ญาของ Post Modern Architecture แต่อย่างใด งานสถาปตั ยกรรมมี
ลักษณะลอกเลียนแบบ แม้อาคารบางหลังและสถาปนิกผู้ออกแบบไดร้ ับรางวัลเชดิ ชเู กียรติ แตร่ ายละเอียด

8 Sternstein ไดเ้ ขยี นไวใ้ นหนังสือ Portrait of Bangkok

50


Click to View FlipBook Version