The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัฒนธรรม ปีที่ 54 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2558 ย้อนยุคอย่างสร้างสรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2022-03-29 23:18:23

วัฒนธรรม ปีที่ 54 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2558

วัฒนธรรม ปีที่ 54 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2558 ย้อนยุคอย่างสร้างสรรค์

Keywords: วัฒนธรรม

แสหาร ่ “ทจเาดดอื ”น ป ๑ระ๐ก าศบญุ

“5แ0หจ่ าดว”ัฒ เอนกธลกั รษมณ์งานสารทเดอื น ๑๐ ของเมอื งกระบี่

ข น บ ป ร ะ เ พ ณี

เรอ่ื ง : วรี ะศกั ร จันทร์สง่ แสง
ภาพ : วจิ ิตต ์ แซ่เฮ้ง
ดอกไม้ไหว
และลวดลายประดับจาด 
ซงึ่ เกดิ จากการวาด แกะ 
และสอดสลบั สอี ยา่ งประณีต
ของชา่ งท้องถิน่  ปดิ ประดบั
รอบจาดอยา่ งวิจิตร 
จนท�ำใหย้ ามแห่แหน
สะทอ้ นแสงแลราวปราสาท
ราชวังท่กี ำ� ลังลอยเลื่อน
สสู่ รวงสวรรค์

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 51

สารทเดือน ๑๐ ถือเป็นงานบุญใหญ่ท่ีสุดในรอบปีของ ท�ำกันเองในชุมชนด้วยวัสดุง่ายๆ ข้ึนโครงด้วยไม้
พุทธศาสนิกชนในภาคใต้  ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าทำ� กัน
มาตั้งแต่เม่ือใดและเริ่มขึ้นที่ไหน รู้แต่ว่าเป็นประเพณีท่ีมีมา  ระก�ำหรือไม้เนื้ออ่อนน้�ำหนักเบา ปิดประดับด้วยกระดาษสี
ช้านานและท�ำกันท่ัวภาคใต้ โดยที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็น 
ที่รู้จักและลือเล่ืองมากที่สุด  ทั้งนี้อาจเน่ืองจากเมืองนครฯ  แกะลวดลายสอดสลับสี ตกแต่งด้วยร้ิวกระดาษ ลูกปัด และ
เคยเป็นอาณาจักรท่ีรุ่งเรืองมาแต่อดีตและเป็นแหล่งส�ำคัญ 
ของพุทธศาสนาซึ่งรับมาจากอินเดีย รวมทั้งการทำ� บุญสารท  ดอกไมป้ ระดษิ ฐ ์ ฯลฯ อยา่ งวจิ ติ รแพรวพราว  เปน็ ประดษิ ฐกรรม 
เดือน ๑๐
ทเี่ กดิ จากการรว่ มแรงรว่ มใจของคนทงั้ ชมุ ชน ทส่ี บื ทอดกนั มา
สารท เป็นค�ำบาลี อินเดียใช้เรียกฤดูใบไม้ร่วง และ
หนง่ึ ในวถิ ปี ฏบิ ตั ใิ นฤดสู ารทของพวกพราหมณใ์ นอนิ เดยี ตงั้ แต่ แต่โบราณกาลถงึ คนรนุ่ นี้
ยุคก่อนพุทธกาลคือประเพณีเปตพลี  แม้เม่ือหันมานับถือ
พุทธศาสนาในยุคพุทธกาลแล้วก็ยังคงปฏิบัติประเพณีนี้อยู ่ เป็นธรรมเนียมชีวิตสืบต่อกันมายาวนาน ถึงวันงาน
พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความ
กตัญญูกตเวทีและยังความสุขแก่ผู้ปฏิบัติ จึงทรงอนุญาตให้ บญุ เดอื น ๑๐ ลกู หลานจะอยใู่ กลไ้ กลในถน่ิ ไหนกต็ อ้ งกลบั มา
ประกอบประเพณีนี้ต่อไป  การท�ำบุญสารทเดือน ๑๐ ของ 
ชาวพุทธจึงเกิดข้ึนและถือปฏิบัติสืบต่อมาจนปัจจุบัน   บา้ นเพอื่ ไปท�ำบญุ ทวี่ ดั กบั คนในครอบครวั  เตรยี มการตอ้ นรบั

ตามคติความเช่ือว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปเป็นเปรต ดวงวญิ ญาณผจู้ ากไปอยา่ งพร้อมพรักและประณีตทสี่ ดุ
อยใู่ นนรกจะไดร้ บั อนญุ าตจากพญายมใหก้ ลบั มาหาลกู หลาน
ญาติพ่ีน้องของตนได้ปีละครั้ง ในช่วงวันแรม ๑ ค่�ำ ถึงแรม  ขนมส่ีอย่างหลักที่จะน�ำไปวัด ล้วนส่ือความหมาย
๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๐  พุทธศาสนิกชนชาวปักษ์ใต้จึงจัดให้มีการ
ท�ำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณปู่ย่าตายายที่จากไป ขนมลาโดยนยั ถึงผู้รบั  เส้นสายของแป้งข้าวกับน�้ำตาลท่ีผ่าน
อยู่ในปรโลกอย่างเต็มกำ� ลัง
กรรมวิธีการโรยเส้นทอดสานกันเป็นตาข่าย สื่อความหมาย
ประกอบกับช่วงเดือน ๑๐ เป็นเวลาที่พืชผลเกษตร
ก�ำลังให้ผลผลิต การท�ำบุญด้วยการน�ำพืชผลไปถวาย  แทนแพรพรรณเคร่ืองนุ่งห่ม  และอีกนัยหน่ึงว่าวิญญาณ
พระสงฆ์เพ่ือเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัว ยังนับเป็น
โอกาสในการได้แสดงความช่ืนชมยินดีกับผลิตผลทางการ บรรพบรุ ษุ ทไ่ี ปเปน็ เปรตนนั้ ปากเลก็ เทา่ รเู ขม็  ไมอ่ าจกนิ อาหาร
เกษตร และเป็นการอ�ำนวยประโยชน์ในด้านปัจจัยอาหารแก่
พระภิกษุสงฆ์ ซ่ึงในช่วงฤดูฝนพระไม่สามารถออกบิณฑบาต ขนมพองเปน็ ชิน้ เป็นคำ� ได ้ ก็จะได้กนิ ขนมทเี่ ป็นเส้นเล็กๆ แบบน้ี
ไดส้ ะดวก   ทำ� จากขา้ วเหนยี วนงึ่ กดลงแมพ่ มิ พ์
รูปวงกลม รูปพระจันทร์เสี้ยว รูปข้าวหลามตัด ฯลฯ ตากจน
โดยในแต่ละถ่ินจะมีรูปแบบการจัดส�ำรับไปท�ำบุญ 
ทีว่ ัดในแบบของตนที่แตกต่างกันไป  แหง้ กรงั แลว้ ทอดในนำ�้ มนั รอ้ นๆ จนพองฟแู ตย่ งั คงรปู เดมิ  วา่

ในแถบกระบ่ีและพ้ืนที่ต่อแดนโดยรอบ มีการท�ำ ขนมบ้าจะเปน็ เสมอื นแพทจี่ ะพาวญิ ญาณบรรพบรุ ษุ ขา้ มหว้ งมหรรณพ
ส�ำรับใส่ของไปท�ำบุญที่วัดที่เป็นรูปแบบเฉพาะของท้องถิ่น   ใช้แป้งข้าวเหนียวคลุกกับน�้ำเชื่อมปั้น
ซึง่ เรยี กกนั ว่า “จาด” สำ� หรบั หามแหไ่ ปท�ำบุญในวนั งาน เป็นรูปแบนๆ เหมือนลูกสะบ้า ทอดแล้วมีน้�ำมันเกาะเย้ิมล่ืน

เปน็ มนั  วา่ ใหเ้ ปน็ ลกู สะบา้ ทบ่ี รรพชนในปรโลกจะไดใ้ ชเ้ ลน่ กนั

ขนมดีซ�ำในวันสงกรานต์  วิธีท�ำคล้ายขนมบ้า เพียงแต่ใช ้

แป้งข้าวเจ้า และเม่ือปั้นเป็นลูกแล้วกดกลางให้ทะลุเป็นวง

เหมอื นกำ� ไล ทอดในนำ�้ มนั ใหมๆ่  พอแปง้ สกุ จะพองและลอย

ข้ึน เป็นสีขาว เหลือง ไปจนถึงสีนำ้� ตาลอ่อนๆ เหมือนเคร่ือง

ประดบั หลากสีส�ำหรบั ผู้มารบั ส่วนบุญ

รวมทั้งขนมทอดมัน ขนมจู้จุน ฯลฯ ท้ังหลายน้ีล้วน

เปน็ ขนมของเทศกาลบุญเดือน ๑๐

โดยทั้งหมดจะรวมกับผัก ผลไม้ ที่สามารถเก็บไว้

ประกอบอาหารได้นานๆ อาทิ มะพร้าว น้�ำเต้า (ฟักทอง) 

52 วัฒนธ รม

ขพ้ี รา (ฟกั เขยี ว) ขมนิ้  ปลาเคม็  ปลาแหง้  ขา้ วสาร กะป ิ เกลอื แตช่ า่ งจาดและคนในแตล่ ะชมุ ชนกพ็ รอ้ มจะลงทนุ  เพราะอยา่ ง
กล้วยดิบ มะพร้าวอ่อน ฯลฯ รวมทั้งเครื่องเทศ พริก หอม ทรี่ กู้ นั  นเ่ี ปน็ งานบญุ สำ� คญั ทสี่ ดุ ในรอบป ี และเปน็ การสง่ กศุ ล 
กระเทยี ม เกลอื  นำ้� ตาล นำ้� มนั   ใสร่ วมลงในจาดแลว้ หามแห่ ผลบุญถึงบรรพบรุ ุษทเ่ี คารพเทดิ ทูน
ไปท�ำบุญถวายพระภิกษุที่วัด
“ตอ้ งเอาของทดี่ ที ส่ี ดุ สง่ ใหก้ บั ดวงวญิ ญาณบรรพบรุ ษุ
พอย่างเข้าเดือน ๑๐ ตามชุมชนพ้ืนบ้านปักษ์ใต้จะ เอารูปทรงของมณฑปและพานมาประดับให้สวยงามแวววาว
ครกึ ครนื้ อยา่ งมชี วี ติ ชวี า ยามค�่ำคนื คนในหมบู่ า้ นจะพากนั มา  อย่างของสูง และมีกล่ินหอมอบอวลคล้ายเครื่องทิพย์ เพื่อ
“คุมจาด” ท่ีบ้านท่ีต้ังจาด  เอาเครื่องดนตรีง่ายๆ ท่ีพอหาได้  พาดวงวญิ ญาณของปยู่ า่ ตายายสสู่ รวงสวรรค”์  สนิ ธร ปลอดฤทธิ์ 
ในทอ้ งถน่ิ  ทบั  กลอง ฆอ้ ง ฉง่ิ  รำ� มะนา ป ่ี ขลยุ่  มารอ้ งรำ� ทำ� เพลง  ช่างจาดของหมู่บ้านโคกยาง พูดถึงงานตรงหน้าซ่ึงเขาก�ำลัง 
สร้างความครึกครื้น  บางทีก็มีการออกเดินร้องเพลงบอก เรง่ มอื อยา่ งขะมักเขมน้
กลอนหนัง กลอนโนรา หรือกลอนออกแขกลิเกป่า เร่ไปใน
ชมุ ชนรบั เงนิ ทำ� บญุ จากชาวบา้ นมาสมทบกองบญุ ในวนั แหจ่ าด “ทำ� ไมจาดจงึ มแี ตท่ กี่ ระบ ี่ ?”  กลนิ่  คงเหมอื นเพชร
นักวิชาการด้านวัฒนธรรมและโบราณคดีของท้องถ่ินกระบี่
การท�ำจาดใช้เวลาเป็นเดือนและใช้ทุนเป็นหม่ืน  เกร่ินกอ่ นใหค้ วามเห็นเกี่ยวกบั ท่มี า  

ขนมพอง ขนมลา ขนมบา้  
เปน็ ขนมพ้นื บา้ นท่เี กบ็ ไดน้ าน 
และสวยงามด้วยรูปทรง
และสสี นั ทีห่ ลากหลาย 

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 53

54 วฒั นธ รม

< หนุ่ จ�ำลองรูปเปรต 
ตามตำ� นานว่าเป็นวญิ ญาณของผู้ลว่ งลับ
ทไี่ ด้รับอนญุ าตให้กลับมาขอส่วนบญุ
จากลกู หลาน
> วันท�ำบุญสารทเดอื น ๑๐ 
ทุกบา้ นต้องมสี ำ� รับของครอบครวั  
ไดแ้ ก่ หมากพล ู ดอกไม้ อาหารคาว 
และขนมเดือน ๑๐ ไปท�ำบุญเล้ยี งพระ 
และวิญญาณบรรพบุรุษที่วัด

“ผมพเิ คราะห์เอาเองว่าน่าจะเน่ืองดว้ ยความจ�ำเปน็ ส่วนท่ีว่าทำ� ไมถึงเรียก “จาด” 
บางประการ ในสมยั ทเ่ี พงิ่ อพยพเขา้ มาตงั้ เมอื งกระบ ่ี คนทมี่ า มกี ารสนั นษิ ฐานเปน็ สองทางคอื  มาจากคำ� วา่  จาตตะ 
บกุ เบกิ คงเปน็ กลมุ่ ผชู้ าย นอ้ ยทคี่ รอบครวั จะตามมาดว้ ย  และ ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่ส�ำหรับใส่อาหารเครื่องบวงสรวงของ 
ในสมยั นนั้ การเดนิ ทางระหวา่ งเมอื งนครฯ กบั กระบค่ี งใชเ้ วลา ชาวศรลี งั กา  ถน่ิ ใตร้ บั พทุ ธศาสนาเถรวาทมาจากลงั กากอ็ าจ
เปน็ เดอื น การจะกลบั ไปทำ� บญุ กล็ ำ� บาก กอ็ าจทำ� กนั ในชมุ ชน รับเอาธรรมเนียมการจัดของบูชาในถาดไม้ไผ่มาด้วย
ท่ีมาต้ังถิ่นฐานใหม่  แต่การท�ำหมรับแบบเมืองนครฯ ต้อง กบั อกี ทางหนงึ่ สนั นษิ ฐานวา่ มาจาก กระจาด ภาชนะ 
อาศัยฝีมือผู้หญิงในการประดับประดาซ่ึงผู้ชายอาจไม่ถนัด สานทรงเตี้ย ปากกว้างก้นสอบ ที่ถูกพัฒนาและตกแต่งให้มี
หรือไม่มีเวลาจะไปน่ังท�ำ  ก็ต้องใช้ฝีมือที่ตัวเองท�ำได้ ซ่ึงใน ลวดลายและสีสันแพรวพราว และถูกกร่อนเสียงด้วยสำ� เนียง
บรรดาผชู้ ายทอ่ี พยพมาเหลา่ นนั้ ยอ่ มตอ้ งมชี า่ งมาดว้ ยอยแู่ ลว้ คนใตก้ ลายเปน็  จาด แตส่ ว่ นสำ� คญั ทเี่ รยี กวา่  เรอื นพองเรอื นลา 
ช่างสายนครฯ ที่มีฝีมือเรื่องการท�ำลวดลายประดับโลง หรือ นั้นยงั คงลกั ษณะของกระจาด ปากกว้างก้นสอบ  
ทำ� บษุ บกทใ่ี ชเ้ วลารดนำ้� ผใู้ หญ ่  ซง่ึ คนแถวโคกยางทกุ วนั นต้ี น้ “กระจาดกเ็ หมอื นพาน เพยี งแตใ่ หญก่ วา่  และตอ่ มา
ตระกูลก็มาจากทางนครฯ ทั้งนั้น  การท�ำโลงศพหรือประดับ พัฒนามาเป็นจาด” ตามการสันนิษฐานของอาจารย์พญอม
ตกแตง่ บษุ บกอาจเปน็ แรงบนั ดาลใจวา่ เอาตามทท่ี �ำไดน้ แี่ หละ จันน่มิ  ข้าราชการเกษยี ณท่หี ันมาทำ� งานวฒั นธรรมทอ้ งถิ่น  
กม็ าปรบั เป็นจาดใส่ของหามไปวดั ”

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 55

< แฟนซ ี “ยมโลก” 
สสี นั หนึ่งในขบวนแห่สารทเดอื น ๑๐
> ดว้ ยความหวงั ท่จี ะส่งบญุ กุศล
ไปถงึ บรรพบุรุษในปรโลกใหไ้ ดม้ ากที่สดุ  
กอปรกับศักดิ์ศรีหนา้ ตาของชมุ ชน 
จาดจึงไดร้ บั การประดดิ ประดอย
ดว้ ยความละเอียดประณีตบรรจง

เขาเหน็ วา่ นคี่ อื สงิ่ สะทอ้ นถงึ ความกตญั ญตู อ่ บรรพบรุ ษุ อ่อนก็จะติดอยู่ในนิสัยด้วย  เราเห็นได้ชัดว่าพวกช่างศิลป์
ในการท�ำบุญอุทิศกุศลให้ด้วยภาชนะอันงดงามประณีตที่สุด จติ ใจจะประณตี และรกั พวกพอ้ ง ทางใตเ้ ขาบอกวา่ –มคี รหู มอ
เพ่ือใหม้ ีพลงั บุญสงู สุดทจี่ ะเกดิ แก่วญิ ญาณของปู่ย่าตายาย เดียวกนั ”

“เพราะเราศรทั ธาวา่ การทำ� บญุ  หากประณตี พลงั บญุ ถึงวันงานแห่จาด ครึ่งหน่ึงของถนนมหาราชกลาง
จะสงู มาก ไปสปู่ ยู่ า่ ตายายไดด้ กี วา่  พรอ้ มทง้ั นำ� ไปแหแ่ หนดว้ ย เมอื งกระบ ่ี จะกลายเปน็ พน้ื ทข่ี องขบวนบญุ ทท่ี อดยาวออกไป
ซ่ึงตอนแห่นั้นแลราวกับว่าปราสาทราชวังลอยไปบนอากาศ   เรอ่ื ยๆ  สองฟากถนนผคู้ นออกมายนื ชนื่ ชม บางสว่ นเขา้ รว่ ม
เป็นคุณลักษณ์ส�ำคัญท่ีสุดของจาด  คือการท�ำบุญอย่าง สมทบกบั ขบวนข้ึนไปสู่ลานวดั แกว้ โกวาราม
ประณตี ถงึ บรรพบรุ ษุ   ซง่ึ หากจะใสช่ ามใสถ่ ว้ ยไปกไ็ ด ้ แตด่ ว้ ย
คิดกันว่าต้องให้ถึงท่ีสุด ซ่ึงจาดถือว่าเป็นสุดยอดภาชนะท่ีใส่ ไม่ใช่แต่คนท้องถ่ินเท่านั้น ในปีหลังๆ มาน้ีงาน
ของ ไม่มีภาชนะใส่ของไปถวายพระชนิดใดสวยยิ่งกว่านี้อีก แห่จาดเดือน ๑๐ เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างออกไป มีคนจาก
แลว้  นค่ี ือสดุ ยอดของเอกลักษณ ์ อตั ลกั ษณ์ นคี่ ือเจตนารมณ์ ตา่ งถ่นิ ตง้ั ใจมาดขู บวนแหจ่ าดกนั ปลี ะไม่นอ้ ย
ของการท�ำจาด”
เพราะเพยี งปลี ะวนั เทา่ นนั้  ทคี่ นเมอื งกระบจี่ ะไดเ้ หน็
และไม่ใช่แต่คนท่ีจากไปแล้วเท่านั้น จาดยังสร้าง หมู่จาดมาร่วมชุมนุมกันเนืองแน่น เคล่ือนขบวนเป็นแถว
กุศลแก่คนท่ียังอยู่ด้วย–ตามสายตาของอดีตครูผู้ให้ใจกับงาน เหยียดยาวไปตามท้องถนนสายกลางเมือง  หามแห่งาน
วัฒนธรรม หัตถกรรมรูปทรงคล้ายปราสาท ฐานสี่เหลี่ยม ปลียอดสูงชี้
เสยี ดฟา้  ประดบั ประดาดว้ ยลวดลายและสสี นั พรรณราย ลอย
“สรา้ งความสามคั ค ี เพราะจาดตอ้ งรว่ มกนั ทำ�  เสรจ็ เดน่ อย่เู หนือไหลข่ องสีค่ นหาม ทาบฉากฟ้าเบือ้ งบน  
แลว้ กแ็ หไ่ ปวดั  มดี นตร ี การรา่ ยร�ำแบบบา้ นๆ  กไ็ ดค้ วามเปน็
นำ้� หนงึ่ ใจเดยี วกนั  เปน็ ญาตธิ รรม อยรู่ ว่ มกนั ไดด้  ี  และคนเรา ยามเคลื่อนคล้อยตัดกับทิวเมฆขาว แลราวหมู่
หากได้มาท�ำงานประณีตๆ ร่วมกัน วิญญาณความละเอียด
ปราสาทราชวังกำ� ลังลอยเลอ่ื นขึน้ สู่สรวงสวรรค์  

56 วฒั นธ รม

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 57

58 วฒั นธ รม

จั ก ร ว า ล ทั ศ น์

เรอื่ ง : อภิวนั ทน ์ อดุลยพเิ ชฏฐ์
ภาพ : นิตยสาร สารคดี

เม่ือปี ๒๔๒๒ แมววิเชียรมาศตาสีฟ้า ขนตามล�ำตัวสีครีม  และน่ารักที่โดดเด่นของแมวสายพันธุ์ไทยท�ำให้แมวไทย
มขี นสนี ำ้� ตาลเขม้ ตามสว่ นตา่ งๆ ไดถ้ กู พาลงเรอื ขา้ มมหาสมทุ ร เป็นแมวท่ีมีผู้นิยมเล้ียง ดังที่มีการตั้งกลุ่มผู้รักแมวสยาม
สทู่ วปี อเมรกิ าเหนอื  เพอ่ื เปน็ บรรณาการจากกงสลุ สหรฐั อเมรกิ า (The Siamese Cat Club) ในกรงุ ลอนดอน ประเทศองั กฤษ
ประจำ� กรงุ เทพฯ มอบแดน่ างลซู  ่ี เวบบ ์ เฮยส ์ ภรยิ าประธานาธบิ ดี เมอื่ ป ี ๒๔๔๔
สหรัฐอเมริกา และนั่นนับเป็นคร้ังแรกท่ีชาวตะวันตกได้รู้จัก
แมวไทย   แมวไทยแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะโดดเด่น ทั้งสีขน
สีตา รูปร่าง ซ่ึงท้ังหมดจัดอยู่ในกลุ่มแมวบ้านประเภทขนสั้น
แต่แมวไทย หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “แมวสยาม” หากยดึ ตามขอ้ มลู ในตำ� ราแมวไทยโบราณทบี่ นั ทกึ ในสมดุ ขอ่ ย
(Siamese Cat) กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากข้ึน เม่ือนาย อายุประมาณสมัยต้นรัตนโกสินทร์ (ปัจจุบันเก็บรักษาที่
โอเวน กลู ด ์ กงสลุ องั กฤษประจำ� กรงุ เทพฯ นำ� แมววเิ ชยี รมาศ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ) และใน ต�ำราดูลักษณะแมว
คหู่ นงึ่ มอบใหน้ อ้ งสาวทปี่ ระเทศองั กฤษเมอ่ื ป ี ๒๔๒๗ ซง่ึ ลกู ๆ ของวดั อนงคาราม ธนบรุ  ี กลา่ วตรงกนั วา่ แมวไทยม ี ๒๓ พนั ธ์ุ
แบง่ เปน็ สองกลมุ่ โดยใชเ้ กณฑค์ วามสำ� คญั ตอ่ ผเู้ ลย้ี งคอื  แมวที่
 กบั คนไทยของแมวคู่น้ีถูกน�ำไปแสดงในงานแสดงแมว  ความสวยงาม ใหค้ ณุ แกเ่ จา้ ของหรอื แมวมงคล ๑๗ พนั ธ*์ุ  และแมวทใ่ี หโ้ ทษ
๖ พนั ธ*์ุ *  แตป่ จั จบุ นั เหลอื สายพนั ธแ์ุ มวไทยตามตำ� ราเพยี ง
๓ สายพันธุ์ ได้แก่ วิเชียรมาศ มาเลศ และศุภลักษณ์  ส่วน
ขาวมณ ี แมไ้ มม่ กี ลา่ วไวใ้ นตำ� ราแมวไทยแตก่ น็ บั เปน็ แมวมงคล
ทม่ี ผี ู้นยิ มเลยี้ งกนั

< คนเลน่ กบั แมว  *ไดแ้ ก ่ กรอบแวน่  กระจอก การเวก เกา้ แตม้  โกนจา จตบุ ท แซมเสวตร
จิตรกรรมฝาผนงั วดั บางแคใหญ่  นิลจักร นิลรัตน์ ปัศเวต มาเลศ มุลิลา รัตนก�ำพล วิเชียรมาศ วิลาศ
จังหวัดสมุทรสงคราม  ศุภลกั ษณ ์ โสงหเสพย
มมุ เล็กๆ ทีบ่ ันทกึ ความผูกพนั **ไดแ้ ก ่ กอบเพลงิ  ทพุ ลเพศ ปศี าจ พรรณพยคั ฆ ์ หณิ โทษ เหนบ็ เสนยี ด
ของคนไทยในอดตี กับแมว 
 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 59

พระราชพธิ เี ฉลมิ พระราชมณเฑียรในรัชกาลท ่ี ๗ 
หมอ่ มเจ้าสุริยนันทนา สุรยิ ง 
พระราชนัดดาในรชั กาลท่ี ๕ (ท ่ี ๒ จากขวา)
ทรงอุ้มวฬิ าร์ (แมววิเชียรมาศ)

ขแวมัญวไใทจยคสนารยักพเหนั มธยี แ์ุ วท ้ แมววิเชยี รมาศ หรือทใี่ นตำ� ราแมว
เรยี กว่า “แมวแกว้ ” เปน็ แมวไทย
แมวไทยสายพันธุ์แทท้ ่เี หลืออยู่ถึงปจั จุบนั ทรี่ ้จู ักแพรห่ ลายในระดบั สากล 
มสี ส่ี ายพนั ธ ุ์ ได้แก่ ในชอ่ื  Siamese Cat 

วิเชยี รมาศ

แมวแก้วมงคงเดช ย่อมวิเลสขนมนั ยง
สองหูด�ำต�ำรงค์ ปากดังหมกึ ลลายทา
ตาเขยี วมรกฎ หางด�ำหมดปลดปลอดตา
หลังตีนทัง้ สีหนา้ ดงั หมึกตัดสฐาวร

ความข้างต้นจากต�ำราแมวไทยบอกลักษณะเด่นของ
แมววิเชียรมาศคือ ตาสีฟ้าสดใส ขนสีขาวนวลหรือครีมอ่อน
เว้นแตจ่ มูก หทู ้งั สอง ตนี ทง้ั ส ่ี หาง และอวยั วะเพศ ทีข่ นเปน็
สนี ำ้� ตาลเขม้  ซง่ึ ในตำ� รากลา่ ววา่ เปน็ สดี �ำ เชอื่ วา่ แมวพนั ธน์ุ จ้ี ะ
ช่วยเพม่ิ พนู ทรพั ย์สมบตั แิ กเ่ จ้าของ

60 วัฒนธ รม

ต�ำราแมวท่ีบนั ทกึ ในสมดุ ไทย
บอกลกั ษณะแมวท่ีใหค้ ุณแก่ผเู้ ลี้ยง  

ศภุ ลักษณ์ แมวศภุ ลักษณ์หรอื แมวทองแดง 
เรยี กช่ือตามสีขน
ตาดังทับทมิ แสง เล๊บขนแดงบแปดปน
ไดล้ ูกย่อมเกดิ ผล ทั้งคา้ ขายอกี เงินทอง
เลยี้ งไว้ใหส้ �ำราญ อยไู่ ปนานจะเรอื งรอง
ท้าวไทยท่านจักปอง ยศศักให้เปนเสนา

ลักษณะเด่นของแมวศุภลักษณ์คือ ขนออกสีน้�ำตาล
เข้มคล้ายสีทองแดงทั่วตัว คนไทยจึงเรียกแมวพันธุ์น้ีว่า
แมวทองแดง  ส่วนหูและใบหน้าจะมีขนสีเข้มกว่าส่วนอื่นๆ
มีตาสีเหลือง เป็นแมวขนาดกลาง ขายาว และหางยาวเรียว
เหยยี ดตรง  คนไทยโบราณเชอื่ วา่ แมวศภุ ลกั ษณจ์ ะน�ำพาลาภ
และยศถาบรรดาศกั ดแ์ิ กเ่ จา้ ของ โดยเฉพาะขนุ นางขา้ ราชการ

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 61

มาเลศ  ขาวมณี
แมวขาวมณีเป็นแมวอีกสายพันธุ์ที่คนนิยมเลี้ยง
ขนอ่อนศรีดอกเลา เลบ๊ ตาขาวใสโศภา แม้จะไม่มีช่ือในต�ำราแมวไทย แต่เช่ือว่าเป็น
คฤนำ�้ ค้างสองตา เสยี งรอ้ งรบั จับใจครัน แมวมงคล  ลักษณะเด่นคือ ขนสีขาวสะอาด
หญงิ ชายใดเล้ยี งไว ้ ยอ่ มท�ำได้ทุกคนื วนั ตลอดตัว มีตาสีฟ้าหรือสีเหลืองอ�ำพัน
ส่งิ ทรพั ยษ์ าระพัน พลันถงึ เราเอาไวค้ ง บางตัวมีตาข้างละสี ดูสวยแปลกตา
ผิวหนังรอบตาและจมูก
แมวมาเลศเป็นแมวขนาดกลาง ลักษณะเด่นคือมีขน เป็นสชี มพู
สีเทาหม่น อันเป็นท่ีมาของชื่อท่ีมักเรียกกันว่าแมวสีสวาด
แมวมาเลศมีใบหน้ารูปหัวใจ ตาสีเขียวหรือสีเหลืองอ�ำพัน
ชาวต่างประเทศรู้จักในช่ือ “แมวโคราช” เพราะเชื่อว่ามีถ่ิน
ก�ำเนิดท่ีอ�ำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา  คนไทยโบราณ
เชื่อว่าแมวมาเลศน�ำพาความสุขสวัสดิ์มงคลและทรัพย์สิน
แกผ่ ู้เป็นเจ้าของ

แมวมาเลศหรือแมวสสี วาด  แมวขาวมณี
นยิ มใช้ในพธิ แี ห่นางแมว หรอื ขาวปลอด 
ของชาวบา้ น มขี นสีขาวทั้งตัว

62 วฒั นธ รม

แมวไทยในโลกทัศน์คนไทย พิธกี รรมที่ขาดแมวไม่ได้

สำ� หรบั คนไทย แมวมคี วามหมายความสำ� คญั มากกวา่ น่าสนใจว่ามีพิธีกรรมโบราณบางอย่างของคนไทยที่มี
เพียงแค่สัตว์เลี้ยง ดังปรากฏร่องรอยท้ังในระบบความเชื่อ แมวเปน็ องคป์ ระกอบสำ� คญั  ไดแ้ ก่
พธิ กี รรม ทง้ั ของหลวงและของราษฎร ์ รวมทง้ั ในสำ� นวนภาษา 
เปน็ ตน้   พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร  งานพระราชพิธี
หน่ึงอันเน่ืองในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคือ พระราชพิธี
เลีย้ งแมวดเี ป็นศรแี ก่เจ้าของ เฉลมิ พระราชมณเฑยี ร  เรยี กงา่ ยๆ วา่ เปน็ การ “ขนึ้ บา้ นใหม”่
ของพระมหากษัตริย์  ในพระราชพิธีนี้จะมีการอัญเชิญ
ต�ำราดูลักษณะแมว ฉบับของวัดอนงคาราม กล่าวถึง เคร่ืองราชกกุธภัณฑ์บางอย่าง กับของมงคล และสัตว์มงคล
แมวให้คณุ  ๑๗ พันธุ์ ว่า ได้แก่ แมวไทยและไก่ขาว เข้าร่วมในการพระราชพิธีน้ีด้วย
สิบเจด็ ลักษณะเชอ้ื วลิ า นี้นา มคี วามเชอ่ื วา่ แมวเปน็ สตั วร์ อู้ ย ู่ มนี ยั ของการอยเู่ หยา้ เฝา้ เรอื น
ควรจะเสาะแสวงหา สบื ไว้ แมจ้ นในพระราชพธิ เี ฉลมิ พระราชมณเฑยี รในการพระราชพธิ ี
จะกอบเกียรตยิ ศถา วรสวัสด์ิ ยงิ่ แฮ บรมราชาภิเษกในรัชกาลปัจจุบัน เม่ือวันท่ี ๖ พฤษภาคม
ทรพั ย์จะเพิ่มพูให้ เพราะเลี้ยงแมวศรี ๒๔๙๓ ก็มีหม่อมราชวงศ์หญิงท่านหน่ึงเป็นผู้อุ้มแมวเข้าร่วม
แม้วายชพี อยา่ ท้ิง ซากผี พิธีด้วย
ใส่ทีฝ่ งั แรมป ี ขวบข้ัน
อัฏฐิแมวนั้นมี คณุ ยง่ิ  นักแฮ พธิ ลี งอ่ ู  คนไทยมคี วามเชอ่ื เกยี่ วกบั ชวี ติ และมกี ารจดั
อาจประหาภัยก้นั กอบเกอ้ื พลู ผล พธิ กี รรมเนอื่ งกบั การเกดิ หลายพธิ เี พอ่ื ใหเ้ กดิ สง่ิ ดๆี  แกช่ วี ติ เดก็
หน่ึงในนั้นคือ พิธีลงอู่ หรือการน�ำเด็กทารกลงเปลพร้อม
การเลี้ยงแมวดีให้คุณแก่ผู้เลี้ยง ทั้งมีลาภได้ยศ ซึ่งใน ส่งิ ของมงคลสามอย่างคือ หินบดยา หมายถงึ ความหนักแนน่
ต�ำราแมวโบราณฉบับอื่นก็กล่าวไว้ในลักษณะเดียวกันนี้ ฟัก หมายถึงความร่มเย็นเป็นสุข และแมวคราว คือแมวตัวผู้
สะทอ้ นความผกู พนั ของคนกบั สตั วเ์ ลยี้ ง  แมเ้ มอื่ แมวเสยี ชวี ติ ทอี่ ายมุ ากแลว้  เปน็ สญั ลกั ษณข์ องการอยกู่ บั เหยา้ เฝา้ กบั เรอื น
ไปแลว้  การเกบ็ อฐั แิ มวมงคลไวก้ ็ยังใหค้ ณุ ดว้ ยเชน่ กัน  
พิธีแห่นางแมว  เม่ือถึงในฤดูฝนช่วงเดือนหกถึง
เดือนเก้า (ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม) หากพื้นท่ี
ใดไม่มีฝนตกก็จะก่อผลเสียหายแก่ไร่นา  ชาวบ้านจึงจัดพิธี

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 63

แห่นางแมว เพ่ือให้ฝนตกลงมา โดยจะน�ำแมวใส่ตะกร้า แมวมาหา หมามาส ู่ (หากมแี มวหรอื หมาเขา้ มาหา ให้
ตั้งขบวนแห่ร้องร�ำท�ำเพลงหาบแมวไปทั่วหมู่บ้าน เมื่อขบวน เล้ียงไว ้ คนโบราณเชื่อวา่ จะมีสิ่งดๆี  เข้ามา)
ไปถึงบา้ นใดเจ้าของบา้ นกจ็ ะน�ำน�้ำมาสาดใสแ่ มวอันหมายถึง
การทฝี่ นตก โดยแมวทจ่ี ะนำ� มาแหค่ อื แมวสสี วาด ดว้ ยความเชอ่ื ย้อมแมวขาย (นำ� ของไม่ดมี าหลอกขาย)
ว่าขนของแมวซ่ึงมีสีเทาเปรียบดังเมฆฝน และตาสีเขียว ย่ืนหมูย่ืนแมว (การแลกเปล่ียนที่แต่ละฝ่ายกระท�ำ
ของแมวเปรียบดั่งสีเขียวของต้นข้าวในท้องนา พร้อมๆ กัน)
หุงข้าวประชดหมา ย่างปลาประชดแมว (ท�ำประชด
ในสิ่งทก่ี ลับเป็นผลดีต่อผูท้ ถี่ กู ประชด)
จะเหน็ ไดว้ า่ แมวไทยในโลกทศั นข์ องคนไทยสะทอ้ นถงึ
ส�ำนวนภาษาอนั เนื่องจากแมว ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ความผูกพัน และการ
ให้ความส�ำคัญต่อแมวท่ีมีความหมายเชิงนัย ผ่านความเช่ือ
ในภาษิตหรือส�ำนวนไทยที่ผู้เฒ่าผู้แก่ใช้กันติดปาก พิธีกรรม ภาษาที่ผู้คนใช้ในชวี ิตประจ�ำวัน
หรอื เพอื่ อบรมสงั่ สอนลกู หลาน มบี างสำ� นวนทมี่ ที ม่ี าจากการ
สังเกตพฤติกรรมของแมว ท้ังลักษณะที่ดีและลักษณะไม่ดี ไมน่ า่ เชอ่ื วา่  แมวเหมยี วสข่ี าตากลมโต จะมอี ทิ ธพิ ล
นำ� มาเรยี งรอ้ ยเป็นสำ� นวนท่จี ดจ�ำง่าย เชน่
ต่อคนไทยแตโ่ บราณไดม้ ากเช่นน้ี    
ซือ่ เป็นแมวนอนหวด (คนทไ่ี ม่ไดซ้ ือ่ อยา่ งแท้จรงิ )  
ด้ือเหมอื นแมว (คนท่ดี อ้ื รน้ั  ไม่เชอื่ ฟัง)  บรรณานกุ รม
ท่เี ท่าแมวดนิ้ ตาย (พน้ื ท่ีขนาดเลก็ มาก)   สุวฒั น ์ อศั วไชยชาญ. แมวไทย. กรุงเทพฯ : ปลาตะเพยี น, ๒๕๔๙.
ปดิ ประตูตแี มว (ปดิ ทางหน)ี Clutterbuck, Martin R. Siamese Cats : legends and reality.
ฝากปลาไวก้ ับแมว (ไวใ้ จคนที่ไม่ควรไวว้ างใจ)   Bangkok : White Lotus, 2004.
แมวไม่อยู่หนูละเลิง / แมวไม่อยู่หนูร่าเริง (ผู้ใหญ่ ต�ำราดูลักษณะแมว กวนข้าวทิพย์-พิธีพิรุณศาสตร์ของวัดอนงคาราม.
ไม่อย ู่ เด็กหรือผนู้ ้อยจะคึกคะนอง ไมอ่ ยใู่ นระเบียบ) จาก www.digitalrarebook.com 
แมวพ่ึงพระ (คนไม่เก่งขอให้คนที่มีอ�ำนาจช่วย
คุ้มครอง)

64 วัฒนธ รม



พยัญชนะภาษากะซองมี ๒๑ ตัว

ระบบการบนั ทึก
พยัญชนะภาษากะซอง 
ดว้ ยอกั ษรไทย 

66 วัฒนธ รม

ภ า ษ า แ ล ะ ห นั ง สื อ

เร่อื ง : ณัฐมน โรจนกุล, รณกร รกั ษ์วงศ์
ภาพ : สถาบันวจิ ัยภาษาและวฒั นธรรมเอเชีย

มหาวทิ ยาลัยมหิดล

ภาษากะซอง 

: เสยี งของคนกลมุ่ สุดท้ายแห่งดนิ แดนตะวนั ออก

กะซอง เป็นท้ังชื่อเรียกภาษาและกลุ่มชาติพันธุ์ซ่ึงมีถิ่นฐาน ปะเดา ต�ำบลด่านชุมพล อ�ำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด  ชาว
อยู่ท่ีอ�ำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด บริเวณนี้เป็นที่ราบเชิงเขา กะซองสร้างครัวเรือนอยู่กระจัดกระจาย ปะปนกับคนไทย
ของแนวเทือกเขาบรรทัดท่ีเช่ือมต่อระหว่างชายแดนไทย- และคนกลุ่มอ่ืนๆ เช่น ชาวลาวอีสาน ชาวจีน และชาวเขมร
กัมพูชา และภาคตะวันออกของประเทศไทย เชื่อกันว่าเป็น ท่ีเข้ามาตั้งรกรากทีหลัง มีอาชีพท�ำเกษตรกรรม อาทิ
พื้นท่ีดั้งเดิมของกลุ่มชนท่ีพูดภาษากะซอง ซัมเร รวมท้ังชอง ปลกู ยางพารา ท�ำไรส่ บั ปะรด และสวนผลไม ้ ตลอดจนทำ� นา
ในจงั หวัดจนั ทบุรี เพื่อบริโภคในครัวเรือนและไว้ขายบ้าง นอกจากนี้ยังมีรายได้
เสรมิ จากการเกบ็ ของปา่ ในช่วงฤดูแลง้  
ค�ำว่า “กะซอง” สันนิษฐานว่ามีความหมายว่า “คน”
เดิมทีกะซองเป็นที่รู้จักของคนภายนอกว่า “ชองจังหวัดตราด ชาวกะซองมีการแต่งงานกับคนนอกกลุ่มจึงเกิดการ
(Chawng of Krat)” (Isarangura, 1935) ดว้ ยมคี วามคลา้ ยคลงึ ผสมผสานระหวา่ งเชอ้ื สายและวฒั นธรรมตามแบบไทย สง่ ผล
ของชื่อและความใกล้เคียงของภาษา ทำ� ให้เข้าใจวา่ เปน็ ภาษา ให้ประเพณีด้ังเดิมหลายอย่างเลือนหาย ท่ียังคงปฏิบัติกันอยู่
เดียวกัน  ชาวกะซองบางคนก็เรียกตัวเองว่า “คนชอง” ตามเดมิ เห็นจะมีพธิ แี ต่งงาน การบชู าผีเรอื นหรอื ผีบรรพบรุ ษุ
“พูดชอง” ด้วยเหมือนกัน เน่ืองจากมีกลุ่มค�ำศัพท์คล้ายกัน ส่วนการเล่นผีแม่มดเชิญผีมาเข้าร่างทรงเพื่อช่วยให้คนป่วย
แต่ภาษา วัฒนธรรม และส�ำนกึ นั้นเป็นคนละกลุ่ม หายเจ็บไข้ปัจจุบันไม่มีแล้วด้วยหายไปพร้อมกับผู้เฒ่าผู้แก่
ชาวกะซองกลุ่มสุดท้าย
ชาวกะซองในปัจจุบันส่วนใหญ่อาศัยในพื้นท่ีหมู่บ้าน
คลองแสง บ้านด่านชุมพล และมีจ�ำนวนเล็กน้อยอยู่ท่ีบ้าน

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 67

สระะภาษากะซองมี ๒๑ ตัว

ระบบการบันทึก
สระภาษากะซอง 
ด้วยอกั ษรไทย 

68 วัฒนธ รม

ชาวกะซอง

อัตลกั ษณภ์ าษากะซอง

ภาษากะซองจดั อยใู่ นตระกลู ออสโตรเอเชยี ตกิ  (มอญ– ลักษณะส�ำคัญอีกประการหนึ่ง คือการเพ่ิมหน่วยค�ำ 
เขมร) กลมุ่ เพยี รกิ   จากการส�ำรวจของนกั ภาษาศาสตรพ์ บวา่ เติมซ่ึงเป็นลักษณะส�ำคัญของภาษากลุ่มมอญ-เขมร ตัวอย่าง
ภาษากลุ่มน้ีอยู่ในภาวะวิกฤตระดับรุนแรงเกือบท้ังหมด โดย คู่ค�ำท่เี พ่มิ หนว่ ยเตมิ หน้า เชน่  
ภาษากะซองจัดอยู่ในสถานการณ์รุนแรงระดับ ๘ ซึ่งเป็นข้ัน
สุดท้ายทีก่ ำ� ลังจะสูญหายไป  “คนึ ” แปลวา่  ตัวเมยี  กับ “ส�ำคึน” แปลวา่  ผหู้ ญิง
“ฮอ้ บ” แปลวา่  กนิ  (ขา้ ว) กบั  “นะฮอ้ บ” แปลวา่  ของกนิ  
อั ต ลั ก ษ ณ ์ ท่ี ส� ำ คั ญ ข อ ง ภ า ษ า ก ะ ซ อ ง คื อ   มี เ สี ย ง (อาหาร)  
พยัญชนะต้น ๒๑ หน่วยเสียง พยัญชนะท้าย (ตัวสะกด) ๑๒ ภาษากะซองใช้การเรียงค�ำในประโยคแบบ ประธาน -
หน่วยเสียง เสียงตัวสะกดท่ีแสดงลักษณะเด่นของภาษาน้ีคือ กิริยา - กรรม (S - V- O) เช่น
เสียง <จ> <ญ> <ล> และ <ฮ>  ในส่วนของเสียงสระนั้น  ฮ้อบกลง ฮือ นาน <กิน-ข้าว-หรือ-ยัง> แปลว่า 
มสี ระเดย่ี ว ๑๗ หนว่ ยเสยี ง และมสี ระประสมหนว่ ยเสยี งเดยี ว กนิ ขา้ วหรือยัง
คือ เสียงสระ <อัว> และในปัจจุบันภาษากะซองกำ� ลังอยู่ใน  อัยปี่ ท่อ จาม แปจ <ใคร-ท�ำ-ชาม-แตก> แปลว่า 
ชว่ งเปลยี่ นแปลงไปสภู่ าษามวี รรณยกุ ตจ์ ากอทิ ธพิ ลภาษาไทย ใครท�ำชามแตก 
อ า วั น   ทู่   นั ฮ   < วั น น้ี - ร ้ อ น - ม า ก >   แ ป ล ว ่ า   วั น น้ี 
ในด้านการใช้ศัพท์ ภาษากะซองมีค�ำศัพท์เฉพาะของ รอ้ นมาก เป็นต้น
กลมุ่ ตวั เองดงั เชน่  “ระแนง” แปลวา่  ปาก “ครนั ” แปลวา่  นอ่ ง 
“คดั ” แปลวา่  กดั  “ตกั ” แปลวา่  ใหญ ่ “มาล” แปลวา่  ไร ่ เปน็ ตน้

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 69

นกั วิจยั ชาวกะซองร่วมเก็บขอ้ มลู กับนกั วิจยั จากภายนอก

วกิ ฤตการณท์ างภาษา
ส่กู ารแก้ปัญหาจากฐานชมุ ชน

ปัจจุบันมีผู้พูดภาษากะซองที่ยังส่ือสารได้ดีไม่ถึง ๑๐ ในป ี ๒๕๕๖ นางสาวเสวย เอกนกิ ร หนงึ่ ในคณะวจิ ยั
คน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มท่ีจะลดลงเร่ือยๆ ชมุ ชนไดช้ กั ชวนลกู หลานชาวกะซองใหร้ ว่ มกนั ฟน้ื ฟภู าษาของ
ส่วนในวัยกลางคนจนถึงรุ่นเยาว์แม้จะเข้าใจภาษาของตนอยู่ ตนเองอกี ครง้ั ในโครงการ “กระบวนการเรยี นรเู้ พอ่ื สบื ตอ่ ภาษา
บ้างแตไ่ ม่สามารถสือ่ สารเปน็ ประโยคยาวๆ ได้  กะซองโดยคนกะซองรุ่นสุดท้าย” ซึ่งมีแนวคิดส�ำคัญเพ่ือเพิ่ม
จำ� นวนผพู้ ดู ภาษากะซองทง้ั ในกลมุ่ ผใู้ หญแ่ ละเยาวชน โดยให้
ในปี ๒๕๔๔ ชุมชนชาวกะซองบ้านคลองแสงได้ ไปเรียนภาษากับครูภูมิปัญญาตามบ้านในวันหยุด ฝึกทักษะ
พยายามฟน้ื ฟภู าษาและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ของตนเองโดยผา่ น ฟัง-พูดอย่างเข้มข้นกับผู้สูงอายุที่ยังสามารถส่ือสารภาษา
การท�ำโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่น มีพ่ีเลี้ยงจากหน่วยงานทาง กะซองได้ดี และพัฒนาไปสู่การเรียนภาษากะซองในชีวิต
วิชาการช่วยเหลือด้านกระบวนการวิจัย โครงการวิจัยแรกคือ ประจ�ำวัน  การเรียนภาษาในกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อให้
“แนวทางการพลิกฟื้นภาษากะซองเพ่ือสืบทอดให้คนรุ่นหลัง ผู้เรียนมีทักษะในการท่ีจะสื่อสารภาษากะซองได้ดีที่สุดใน
อย่างยั่งยืน บ้านคลองแสง ต. ด่านชุมพล อ. บ่อไร่ จ. ตราด” ทกุ สถานการณ์  
มนี ายสนั ต ิ เกตถุ กึ  เปน็ หวั หนา้ นกั วจิ ยั  และมปี า้ สมศร ี เกตถุ กึ
ปราชญผ์ รู้ ภู้ าษากะซองเปน็ หวั เรยี่ วหวั แรงส�ำคญั ในการทำ� งาน ผู้รู้ภาษากะซองที่มีหลงเหลืออยู่ไม่มากนักต่างพอใจ
เกดิ ผลเปน็ การสรา้ งระบบตวั เขยี นภาษากะซองดว้ ยตวั อกั ษรไทย มากที่เห็นลูกหลานสนใจกระตือรือร้นและพยายามพูดคุย
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส�ำคัญในการบันทึกภูมิปัญญาท้องถ่ิน เป็นภาษากะซอง เกิดการเช่ือมความสัมพันธ์ระหว่างคนใน
และภาษากะซองอย่างเป็นระบบ ครอบครัวและชุมชนมากข้ึนผ่านการเรียนภาษาท้องถ่ินที่ช่วง
เวลาหน่ึงแทบจะไม่มีใครใช้ส่ือสาร นับเป็นการพลิกฟื้นเสียง
เมื่อมีระบบตัวเขียนแล้ว จึงเกิดการต่อยอดในการ ภาษากะซองที่ก�ำลังจะเลือนหายไปจากชุมชนให้มีชีวิตข้ึนมา
เขยี นบนั ทกึ นทิ าน เรอ่ื งเลา่  องคค์ วามรแู้ ละภมู ปิ ญั ญาทส่ี ำ� คญั เพือ่ สืบต่อไปสอู่ นาคต
ตลอดจนการแต่งเพลง และเขียนหลักสูตร-แผนการสอน
ภาษากะซอง เพื่อสอนในโรงเรียนประจ�ำชุมชน แต่นโยบาย
การสอนยังไม่ราบร่ืนเท่าท่ีควร  จ�ำนวนผู้พูดภาษากะซองจึง
ยังเพิม่ ข้ึนไม่มากนกั  

70 วัฒนธ รม

ลักษณะบ้านเรือนของชาวกะซอง

ปา้ สมศร ี หน่ึงในชาวกะซองรุ่นสดุ ทา้ ย 

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 71

ผลจากการขึน้ ทะเบยี นมรดก
ภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ

การที่ภาษากะซองได้รับการพิจารณาข้ึนทะเบียน คะซมึ้ กะซ่องกา้ ดน่อม่ดโฮย กึรินเทดโวยโมดคลนิ แฮง
มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของชาติ สาขาภาษา ประจ�ำปี กรึ ินย่ิบญา่ ยยิบร่อง  อึแฮนคล่องกะแน่งแฮง
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ นอกจากจะสรา้ งความภาคภมู ใิ จแลว้  ยงั บอ้ แฮงญา่ งอีนร่องอนี แฮงเจวซอนโมดคลินเคนชู
มีส่วนกระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงการอนุรักษ์ภาษาท้องถ่ิน ปาซากะซ่องเปน็ ปาซาซรุก ไอ้ปีย้ ิบคลกุ แฮงต้องซู้
มากย่ิงขึ้น และมีส่วนท�ำให้ชุมชนและภาษากะซองเป็นท่ีรู้จัก ปวกแฮงเปน็ คซ้มึ กะซ่อง แฮงกอฮตอฺ้ งกอฮเคร้เลว
มากขน้ึ ทงั้ ในระดบั ชาตแิ ละระดบั จงั หวดั   แกไ้ ขความเขา้ ใจผดิ ปะซากะซอ่ งเปน็ ปาซามญิ แฮงตองกฮึ รนิ จอ่ ยซงวนออน
ของสงั คมวงกวา้ งวา่ ภาษาของชมุ ชนนคี้ อื  “ภาษากะซอง” ไมใ่ ช่
ภาษาชอง  และท่ีส�ำคัญคือมีเพียงชุมชนเดียวในประเทศไทย คำ� แปล
ท่ียังใช้ภาษาน้ีอยู่ สื่อมวลชนต่างให้ความสนใจถ่ายทอด
เรอื่ งราว สถาบนั การศกึ ษาเรม่ิ มโี ครงการศกึ ษาภาษาของชมุ ชน คนกะซองใกล้จะหมดแล้ว ลกุ ข้ึนเถดิ หนาพ่นี อ้ ง
กะซองบ้านคลองแสงมากยิ่งข้ึน หน่วยงานในท้องถ่ินก็ให้
ความส�ำคัญ โดยเชิญนักวิจัยท้องถ่ินไปบรรยายสาธิตภาษา ลกุ ขนึ้ มาชว่ ยพูดช่วยร้อง ให้มนั คล่องปากเรา
และวฒั นธรรมกะซองตามงานสำ� คัญของจงั หวัด 
พวกเราพูดไดร้ ้องได้ เราไปสอนพน่ี อ้ งลูกหลาน
เหนือสิ่งอื่นใด ก�ำลังใจท่ีชาวกะซองได้รับจากการ
ข้ึนทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติจะเป็น ภาษากะซองเปน็ ภาษาพ้ืนบ้าน  ใครมาไล่เราต้องสู้
อีกหนึ่งพลังส�ำคัญท่ีท�ำให้ลูกหลานชาวกะซองลุกข้ึนรักษา
ภาษาของตนเองเหมือนดังบทกวีของชาวกะซองทีก่ ลา่ วว่า  พวกเราเป็นคนกะซอง เราไมก่ ลัวไมอ่ ายใคร

ภาษากะซองเปน็ ภาษาแม ่ เราตอ้ งลกุ ขน้ึ ชว่ ยกนั สงวนไว้  

พธิ สี ะเดาะเคราะห์

72 วฒั นธ รม

คะซมึ้ กะซอ่ งกา้ ดน่อมด่ โฮย กรึ ินเทดโวยโมดคลินแฮง
กรึ นิ ยิ่บญา่ ยยิบร่อง  อแึ ฮนคล่องกะแนง่ แฮง
บ้อแฮงญา่ งอนี ร่องอนี แฮงเจวซอนโมดคลนิ เคนชู
ปาซากะซ่องเปน็ ปาซาซรกุ ไอป้ ้ียบิ คลกุ แฮงตอ้ งซู้
ปวกแฮงเป็นคซมึ้ กะซ่อง แฮงกอฮตฺ้องกอฮเคร้เลว
ปะซากะซอ่ งเปน็ ปาซามญิ แฮงตองกฮึ รนิ จอ่ ยซงวนออน

ค�ำแปล

คนกะซองใกล้จะหมดแล้ว ลกุ ขึ้นเถดิ หนาพ่ีน้อง

ลกุ ขน้ึ มาช่วยพูดชว่ ยร้อง ให้มนั คล่องปากเรา

พวกเราพูดได้ร้องได ้ เราไปสอนพีน่ ้องลกู หลาน

ภาษากะซองเป็นภาษาพื้นบา้ น  ใครมาไลเ่ ราตอ้ งสู้

พวกเราเป็นคนกะซอง เราไมก่ ลวั ไม่อายใคร

ภาษากะซองเปน็ ภาษาแม ่ เราตอ้ งลกุ ขนึ้ ชว่ ยกนั สงวนไว้

ประเพณแี ต่งงานของชาวกะซอง

เอกสารอ้างอิง Isarangura, N.. “Vocabulary of Chawng Words Collected in
สนั ต ิ เกตถุ กึ  และคณะ. รายงานวจิ ยั  “แนวทางการพลกิ ฟน้ื ภาษากะซอง Krat Province”. Journal of the Siam Society XXVIII (2).
เพื่อสืบทอดให้คนรุ่นหลังอย่างย่ังยืน บ้านคลองแสง ต. ด่านชุมพล 1935, 173–186.
อ. บ่อไร่ จ. ตราด”. ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ฝ่ายวิจัย Sunee Kamnuansin. Kasong Syntax. M.A. thesis, Institute of
เพอื่ ทอ้ งถน่ิ ), ๒๕๕๒. Language and Culture for Rural Development, Mahidol
เสวย เอกนกิ ร และคณะ. รายงานความกา้ วหนา้ โครงการวจิ ยั  “กระบวน University, 2002.
การเรียนรู้เพ่ือสืบต่อภาษากะซองโดยคนกะซองรุ่นสุดท้าย”
สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั  (ฝา่ ยวจิ ยั เพอ่ื ทอ้ งถน่ิ ), ๒๕๕๗.
สวุ ไิ ล เปรมศรรี ตั น ์ และ พรสวรรค ์ พลอยแกว้ . สารานกุ รมกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ
ในประเทศไทย : กะซองและซมั เร. กรงุ เทพฯ : เอกพมิ พไ์ ทย จำ� กดั ,
๒๕๔๘.
สวุ ไิ ล เปรมศรรี ตั น,์  สนุ  ี คำ� นวลศลิ ป ์ และ ณฐั มน โรจนกลุ . ภาษากะซอง.
ในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจ�ำปีพุทธศักราช
๒๕๕๗. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม,
๒๕๕๗.

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 73

ศิ ล ปิ น แ ห่ ง ช า ติ

ดร. พีรศร ี โพวาทอง

ศลิ ปินแห่งชาต ิ สาขาศลิ ปะสถาปตั ยกรรม
สเุ มธ ชมุ สาย ณ อยธุ ยา(สถาปตั ยกรรมร่วมสมยั ) ๒๕๔๑


: ประวัตแิ ละผลงานสถาปัตยกรรม

๑ ศูนยว์ ทิ ยาศาสตร์เพ่อื การศึกษา เอกมัย (พ.ศ. ๒๕๑๙) สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา เกิดเมื่อปี ๒๔๘๒ ท่ีกรุงเทพฯ 
๒ ตกึ หุ่นยนต์ ถนนสาทร (พ.ศ. ๒๕๒๙) เป็นบุตรหม่อมหลวงมานิจ และนางเฉลิมขวัญ ชุมสาย 
(ภาพ : ประเวช ตันตราภริ มย์) ส�ำเร็จการศึกษาเบ้ืองต้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  
ต่อมาในปี ๒๔๙๓ หม่อมหลวงมานิจเดินทางไปรับราชการ 
ท่ีประเทศฝร่ังเศส  ดร. สุเมธจึงได้ไปศึกษาต่อ ณ กรุงปารีส 
และประเทศองั กฤษในเวลาตอ่ มา สำ� เรจ็ การศกึ ษาชนั้ มธั ยมฯ
ที่โรงเรียนเวลลิงเบรอะ (Wellingborough School) และ 
ศึกษาต่อที่วิทยาลัยศิลปะแฮมเมอร์สมิท (Hammersmith
Art College) จากนนั้ จงึ เขา้ ศกึ ษาวชิ าสถาปตั ยกรรมศาสตรท์ ี่
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) เป็นเวลา 
๘ ปี จนส�ำเร็จการศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิตโดยได้รับทุน
รฐั บาล (ทนุ  ก.พ.) ในระดบั ปรญิ ญาตรแี ละปรญิ ญาโท และทนุ
มูลนธิ ิร็อคกเี ฟลเลอรใ์ นระดับปริญญาเอก

ด้วยบริบทของชาติภูมิและการศึกษาดังกล่าว 
ดร. สุเมธจึงสามารถผสมผสานความสนใจในประวัติศาสตร์
และการศกึ ษาของบดิ า  ความสามารถในศลิ ปะสถาปตั ยกรรม
อันมีสืบเนื่องกันมาหลายช่ัวคนในราชสกุลชุมสาย เข้ากับ
อสิ รภาพทางวชิ าการในสถาบนั อดุ มศกึ ษาชน้ั นำ� ของโลกตะวนั ตก 
ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ ๑๙๖๐ ดร. สุเมธมีโอกาสได้ศึกษาวิชา

74 วัฒนธ รม




 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 75

สถาปัตยกรรมกับสถาปนิก “ชั้นครู” (Modern Masters)  พระราชวังสราญรมย์ จวนเจ้าเมืองสงขลา โลหะปราสาท 
อย่าง อัลวาร์ อัลโต (Alvar Aalto) บัคมินสเตอร์ ฟุลเลอร์  วัดราชนดั ดาราม เป็นต้น
(Buckminster Fuller) และ เลอ คอรบ์ ซู เิ อร ์ (Le Corbusier) 
ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากทั้งต่อแนวความคิด ลักษณะการ ผลงานส�ำคัญอีกประการหน่ึงของ ดร. สุเมธขณะ 
ประกอบวิชาชีพ และผลงานสถาปัตยกรรมของ ดร. สุเมธ  รับราชการอยู่ คือการผลักดันให้มีการอนุรักษ์เมืองและ
ในเวลาต่อมา สถาปัตยกรรมโบราณที่กรุงศรีอยุธยาอย่างเป็นระบบ โดย
อาศัยหลักการทางผังเมือง จนน�ำไปสู่การเกิดข้ึนของอุทยาน
เช่นเดียวกับ เลอ คอร์บูซิเอร์  ดร. สุเมธมอง ประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซ่ึงได้รับคัดเลือกให้ข้ึน
สถาปตั ยกรรมอยา่ งเปน็ องคร์ วม เปน็ หนงึ่ ในวชิ ามนษุ ยศาสตร์ ทะเบยี นเป็นมรดกโลกในป ี ๒๕๓๔  
(the humanities) อันหลากหลายและเชื่อมโยงสัมพันธ์ 
กันอย่างสลับซับซ้อน นอกเหนือไปจากการศึกษาวิชา นอกจากนี้ ดร. สุเมธยังเป็นผู้ริเร่ิมโครงการอุทยาน
สถาปัตยกรรม ดร. สุเมธจึงศึกษาท้ังวิชาจิตรกรรม ปรัชญา ประวัติศาสตร์สุโขทยั -ศรีสัชนาลยั  อกี ดว้ ย 
วิศวกรรม ประวัติศาสตร์ศิลปะ ตลอดจนผังเมือง ท�ำให้
สามารถเช่ือมโยงองค์ความรู้ข้ามพรมแดนของสาขาวิชาได้  นอกเหนือจากหน้าที่ราชการแล้ว ดร. สุเมธยังมี
จนเกิดเป็นมุมมองใหม่ๆ ทางวิชาการและวิชาชีพท่ีน่าสนใจ บทบาทผลักดันกระแสการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมผ่าน 
โดยเฉพาะวทิ ยานพิ นธด์ ษุ ฎบี ณั ฑติ  ซงึ่ วา่ ดว้ ยเรอื่ งกำ� เนดิ และ เครอื ขา่ ยทางสงั คมอน่ื ๆ โดยในป ี ๒๕๑๑ ไดร้ ว่ มกบั สถาปนกิ
พฒั นาการของเมืองน�้ำทัว่ โลก และนักวิชาการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิชาการ สาขาอนุรักษ์
ศิลปกรรม สมาคมสถาปนิกสยามฯ ขึ้น ร่วมกับนายนิจ 
แกลาระรงบัานราดช้ากนาอรนทรุ ก่ี ักรษม์ โยธาธิการ  หิญชีระนันทน์ นายมยูร วิเศษกุล นายวิลาศ มณีวัต นาย
ในป ี ๒๕๐๗ ดร. สเุ มธเขา้ รบั ราชการชดใชท้ นุ รฐั บาล ศริ ชิ ยั  นฤมติ รเรขการ นายสลุ กั ษณ ์ ศวิ รกั ษ ์ รองศาสตราจารย์
ทก่ี องแบบแผน กรมโยธาธกิ าร กระทรวงมหาดไทย  ปตี อ่ มา แสงอรุณ รัตกสิกร นายโอภาส วัลลิภากร และนายอุรา 
กรมโยธาธิการต้ังกองผังเมืองรวมขึ้นใหม ่ ดร. สุเมธจึงย้ายมา สุนทรศารทูล เป็นต้น มุ่งเผยแพร่ความรู้ให้สาธารณชน
สังกัดกองท่ีต้ังข้ึนใหม่น้ี และมีโอกาสท�ำงานร่วมกับนายนิจ ตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ของมรดกสถาปตั ยกรรมและศลิ ปกรรม 
หญิ ชีระนนั ทน ์ ซง่ึ มคี วามสนใจรว่ มกันเกย่ี วกบั ประวตั ศิ าสตร์ ของชาติ ผ่านกิจกรรมต่างๆ นิทรรศการ และวารสาร อาษา
สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ผังเมือง ตลอดจนการอนุรักษ์ ของสมาคมสถาปนกิ สยามฯ เปน็ ตน้  
สถาปตั ยกรรม  
ต่อมาในปี ๒๕๑๔ ดร. สุเมธได้ร่วมก่อตั้งสมาคม
เวลานนั้ เปน็ ชว่ งสงครามเวยี ดนาม ประเทศไทยกำ� ลงั   อนรุ กั ษศ์ ลิ ปกรรมและสง่ิ แวดลอ้ ม (อศส. / SCONTE) ซง่ึ เพมิ่  
“พฒั นา” เขา้ สสู่ มยั ใหมอ่ ยา่ งเตม็ ตวั  มกี ารสรา้ งสาธารณปู โภค บทบาทด้านการอนุรักษ์มรดกทางธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
สาธารณูปการ และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว  ขึ้นอีกด้วย ก่อให้เกิดกระแสความสนใจของสาธารณชน 
กว้างขวาง ท�ำให้โบราณสถาน ก�ำแพงเมือง คูเมือง และ  เกยี่ วกบั การอนรุ กั ษม์ รดกของชาติ ทง้ั ทางธรรมชาติ และทาง
ปอ้ มปราการ ถกู ละเลยทอดทง้ิ   ดร. สเุ มธและนายนจิ จงึ อาศยั วัฒนธรรม
ขอบเขตหน้าท่ีของกองผังเมืองรวม กรมโยธาธิการ ผลักดัน 
ให้เกิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมและชุมชนในเมืองต่างๆ  ๓ อาคารสำ� นักงานบริษทั เนชัน่ มัลติมีเดยี กรปุ๊
ทั่วประเทศ จนสามารถยับยั้งการร้ือถอนหรือดัดแปลง  ถนนบางนา–ตราด (พ.ศ. ๒๕๓๗)
โบราณสถานอันทรงคุณค่าจ�ำนวนมาก เช่น ก�ำแพงเมือง
เชยี งใหม ่ กำ� แพงเมอื งนครศรธี รรมราช ทอ้ งพระโรง วงั ทา่ พระ (ภาพ : ส�ำนกั งานสถาปนิก SJA+3D)

๔ “ตึกโดม” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศนู ย์รังสติ (พ.ศ. ๒๕๒๙)
๕ ไปรสนียาคาร (พ.ศ. ๒๕๔๖)
(ภาพ : คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั )

76 วฒั นธ รม

๓ ๕๔



 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 77

“ผDลiงrาeนctสioถnาsป iัตn ยTกhรaรi มA r:c hitecture” ในเดือนกันยายน ๒๕๑๕ ดร. สุเมธร่วมกับ ม.ล.
ต้ังแต่ปีท้ายๆ ที่ยังคงรับราชการอยู่ ดร. สุเมธ  ตรีทศยุทธ เขียนบทความช้ินส�ำคัญเร่ือง “Directions in
เร่ิมทำ� งานออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นงานส่วนตัว  มีผลงาน Thai Architecture” ตีพิมพ์ในวารสาร อาษา อันเป็นวารสาร
ได้แก่ ศูนย์ศิลปะกรุงเทพฯ (พ.ศ. ๒๕๐๙) อันเป็นผลงานท่ ี วชิ าชพี ของสมาคมสถาปนกิ สยามฯ บทความดงั กลา่ วพยายาม
ไม่ได้ก่อสร้าง  ส�ำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค ์ วังสระปทุม ประมวลผลงานของสถาปนิกไทยร่วมสมัย เทียบเคียงกับ
(พ.ศ. ๒๕๑๒) และการวางผังเมืองและนิคมอุตสาหกรรม  แนวทางกระแสหลักๆ ในวงการสถาปัตยกรรมสากลในสมัย
นวนคร (พ.ศ. ๒๕๑๒) อันเป็นเมืองบริวาร (satellite town)  น้ัน จ�ำแนกตามรูปแบบออกมาได้หลากหลายแนวทาง อัน
ท่ีได้รบั การออกแบบเมอื งแรกของประเทศไทย  เป็นการชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
ในเชงิ รปู แบบ โดยทแี่ ตล่ ะรปู แบบตา่ งมบี รบิ ทและคณุ ลกั ษณะ 
ตอ่ มาในป ี ๒๕๑๓ ดร. สเุ มธไดต้ งั้ สำ� นกั งานออกแบบ  ทแี่ ตกต่างกนั ไปอย่างมาก
สถาปัตยกรรมบริษัท ดี อี ซี คอนซัลแตนส์ จ�ำกัด  มีผลงาน 
อันเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ได้แก่ บริติชเคาน์ซิล (พ.ศ. ๒๕๑๓)  ความหลากหลายทางรูปแบบดังกล่าวมานี้ ปรากฏ
โรงภาพยนตรป์ ารสี  และโรงภาพยนตรแ์ อมบาสเดอร์ สะพานขาว ชัดในผลงานสถาปตั ยกรรมของ ดร. สเุ มธเอง  
(พ.ศ. ๒๕๑๔) โรงเรยี นสอนคนตาบอดกรงุ เทพฯ (พ.ศ. ๒๕๑๕)
ผลงานสถาปตั ยกรรมในระยะแรกนแ้ี สดงอทิ ธพิ ลแนวความคดิ   ผลงานกลมุ่ หนงึ่ มรี ปู แบบ “ไทยรว่ มสมยั ” โดยอาศยั
ของ เลอ คอร์บูซิเอร์ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการใช้รูปทรง การอ้างอิงบางประการจากรูปแบบสถาปัตยกรรมพ้ืนถิ่นใน
เรขาคณิตพ้ืนฐานท่ีโดดเด่น  การใช้สีเพื่อสื่อความหมายและ อดีต ตัวอย่างเช่น หอสมุดเล็ก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
เนน้ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งหนา้ ทใ่ี ชส้ อยกบั โครงสรา้ ง และการใช ้ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ซึ่งเป็นอาคารโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก 
คอนกรตี เสรมิ เหลก็ เปน็ วสั ดหุ ลกั  แสดงสจั จะของวสั ดผุ า่ นผวิ สงู สองชน้ั  มหี ลงั คาจว่ั แบบไทย ผนงั อาคารทำ� เปน็ ระนาบโคง้
สมั ผสั หรอื รอยตอ่ วสั ดทุ เี่ กดิ จากกระบวนการกอ่ สรา้ ง เปน็ ตน้ น้อยๆ ผสมผสานกับการแบ่งส่วนอาคารเป็นฐาน ตัวอาคาร
และเรือนยอด ท�ำให้อาคารดูอ่อนช้อย แต่สง่างามตามอย่าง
ผลงานสถาปตั ยกรรมเหลา่ นห้ี ลายๆ แหง่ ผสมผสาน สถาปัตยกรรมไทยประเพณี เหมาะสมกับสถานท่ีต้ังอาคาร 
ความรคู้ วามเขา้ ใจในสถาปตั ยกรรมและผงั เมอื งของไทยเขา้ ไป ซ่ึงเปน็ พระอารามหลวงอันเกา่ แก ่  
อย่างกลมกลืน เช่น การใช้ช้ินส่วนสำ� เร็จรูปและลักษณะการ
ปรงุ เรอื นแบบไทยประเพณ ี ปรากฏในอาคารโรงเรยี นสอนคน ตัวอย่างการทดลองรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย 
ตาบอดกรงุ เทพฯ  และการใชน้ ำ้� เปน็ สว่ นสำ� คญั ของผงั บรเิ วณ ร่วมสมัยอ่ืนๆ ได้แก่ ธนาคารแห่งเอเชีย สาขาน�้ำพอง (พ.ศ.
ในส�ำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ วังสระปทุม และนิคม ๒๕๒๑) ที่มีรูปแบบเรือนหลังคาจั่ว มีเสาลอย มีน้�ำล้อมรอบ
อตุ สาหกรรมนวนคร เปน็ ต้น และป้ายตราสัญลักษณ์อาคารเป็นรูปเฉลวแต่ท�ำด้วยเหล็ก
หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (พ.ศ. ๒๕๒๖) ซึ่ง
ตอ่ มาในป ี ๒๕๑๕ ดร. สเุ มธรว่ มกบั  ม.ล. ตรที ศยทุ ธ ออกแบบตามแนวความคิดเมืองน้�ำ มีกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ 
เทวกุล และผู้อ่ืน ตั้งบริษัทสุเมธ ลิขิต ตรี และสหายขึ้น  ที่ใช้หลังคาจั่วอย่างโดดเด่น และโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพฯ
จนปี ๒๕๑๘ จึงแยกมาตั้งบริษัทสถาปนิก สุเมธ ชุมสาย  (International School Bangkok) (พ.ศ. ๒๕๓๓) เป็นต้น
จ�ำกัด และประกอบวิชาชีพออกแบบสถาปัตยกรรมเรื่อยมา
ควบคู่ไปกับการเขียนภาพสีน้�ำมันและภาพลายเส้นเป็นงาน แนวทางการออกแบบในลักษณะนี้สอดคล้องกับ 
อดเิ รก และการรณรงค์ การศกึ ษาคน้ ควา้ เกยี่ วกบั การอนรุ กั ษ์ ผลงานหนงั สอื เลม่ ส�ำคญั ของ ดร. สเุ มธ คอื  นำ�้  : บอ่ เกดิ แหง่
ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และผังเมือง ตลอดจนงานค้นคว้า จารีตประเพณี สถาปัตยกรรมและผังเมือง (โครงการหนังสือ 
ทางวชิ าการเก่ียวกับประวัติศาสตร์   “ลักษณะไทย” ของธนาคารกรุงเทพ พ.ศ. ๒๕๒๒) อันเป็น 
ข้อเขียนที่ต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิตของ 
ดร. สเุ มธ สะท้อนถึงความพยายามแสวงหา “รากเหง้า” ร่วม

78 วัฒนธ รม

ของวัฒนธรรมโลก ที่ไปพ้นจากการครอบง�ำทางทฤษฎีของ ในหน้าที่นี้ของ ดร. สุเมธ ได้แก่ พระที่นั่งภูวดลทัศไนย 
โลกตะวนั ตก และการคน้ หารปู แบบสถาปตั ยกรรมสมยั ใหมท่ ่ี หอกลองประจ�ำเมือง และสะพานหก (พ.ศ. ๒๕๒๕) อนั เปน็  
สอดคล้องกับบริบทท้องถ่ินเชิงภูมิภาคที่เกิดข้ึนในเอเชีย  งานที่สร้างขึ้นใหม่จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (historical 
ตะวนั ออกเฉียงใต้ช่วงครสิ ต์ทศวรรษท่ี ๑๙๘๐ reconstruction) โดยอาศัยการสันนิษฐานจากภาพถ่ายเก่า 
โดยใชว้ สั ดกุ อ่ สรา้ งสมยั ใหม่ ทวา่ การกอ่ สรา้ งขนึ้ ในสถานทซี่ ง่ึ
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ดร. สุเมธก็ยังคงออกแบบ  ไม่ตรงกับต�ำแหน่งที่ต้ังเดิมในประวัติศาสตร์ ท�ำให้เกิดข้อ 
ผลงานสถาปตั ยกรรมทย่ี งั แสดงอทิ ธพิ ลแนวความคดิ ของ เลอ โต้แยง้ ตามมาในภายหลงั ไม่น้อย
คอร์บูซิเอร์ อยู่ด้วย ได้แก่ โรงงานเคร่ืองปรับอากาศรถยนต์
สยามกกี  ิ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ธนาคารแหง่ เอเชยี  สาขาวารนิ ช�ำราบ กล่าวโดยสรุป ช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐–๒๕๓๐ นับว่า
(พ.ศ. ๒๕๑๙) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพ่ือการศึกษา เอกมัย (พ.ศ.  เป็นช่วงที่ ดร. สุเมธมีผลงานสถาปัตยกรรมมากมายและ 
๒๕๑๙) โรงงานสยามยามาฮา่  (พ.ศ. ๒๕๒๐) เป็นต้น  หลากหลาย  จากพน้ื ฐานผลงานทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ลแนวความคดิ
ของ เลอ คอรบ์ ซู เิ อร ์ ในทศวรรษกอ่ นหนา้  ไดพ้ ฒั นาสบื ตอ่ ไป
ในราวป ี ๒๕๒๐ นเี้ อง ผลงานสถาปตั ยกรรมบางสว่ น  เป็นสามแนวทางหลักๆ คือแนวทางไทยร่วมสมัย (contem-
ของ ดร. สุเมธเร่ิมแสดงอิทธิพลแนวความคิดแบบโพสต์-  porary Thai)  แนวทางสัญลักษณ์นิยม (symbolism) และ 
โมเดิร์น (postmodernism) ในหลายๆ แนวทาง  แนวทาง  แนวทางประวตั ศิ าสตรน์ ยิ ม (historicism)  ผลงานสถาปตั ยกรรม 
หน่ึงคือการมุ่งเน้นให้สถาปัตยกรรมนั้นเป็นสัญลักษณ์ท่ีส่ือ ในแต่ละแนวทางต่างมีความชัดเจน บางงานสร้างข้อถกเถียง
“สาร” โดยตรง โดยมไิ ดค้ ำ� นงึ ถงึ ความเปน็ พนื้ ถนิ่ หรอื เมอื งนำ้� ในสงั คม ขณะทีบ่ างงานกไ็ ด้รับการยอมรบั ในระดบั สากล 
ใดๆ ตัวอย่างได้แก่ ส�ำนักงานใหญ่ธนาคารแห่งเอเชีย (พ.ศ. 
๒๕๒๙) หรือที่รู้จักกันในนาม “ตึกหุ่นยนต”์  เพราะ ดร. สเุ มธ ในปี ๒๕๔๑ ดร. สุเมธได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ
ตง้ั ใจทำ� ใหอ้ าคารขนาดใหญม่ ลี กั ษณะเหมอื นหนุ่ ยนตข์ องเลน่ เปน็ ศลิ ปนิ แหง่ ชาต ิ สาขาศลิ ปะสถาปตั ยกรรม (สถาปตั ยกรรม
สื่อถึงการน�ำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาให้บริการแก่ลูกค้าของ รว่ มสมัย) 
ธนาคาร  อาคาร “ตึกโดม” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์
รังสิต (พ.ศ. ๒๕๒๙) ใช้โครงโปร่ง (ghostframe) จ�ำลอง  ระยะหลงั  ดร. สเุ มธใชเ้ วลากบั งานจติ รกรรมมากขน้ึ
เส้นรอบรูปของอาคารตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แมจ้ ะยงั คงความสนใจในการอนรุ กั ษส์ ถาปตั ยกรรม ตลอดจน
ท่าพระจันทร์ มาเป็นประธานของอาคารในวิทยาเขตใหม ่ การประกอบวชิ าชพี สถาปตั ยกรรมสบื ตอ่ มา ดงั ปรากฏเปน็ งาน 
เพ่ือประโยชน์เชิงสัญลักษณ์  เช่นเดียวกับอาคารส�ำนักงาน  ศกึ ษาวจิ ยั  วางผงั  และออกแบบอาคารตา่ งๆ ซง่ึ กย็ งั คงสะทอ้ น 
บริษัทเนช่ันมัลติมีเดียกรุ๊ป ถนนบางนา–ตราด (พ.ศ. ๒๕๓๗) แนวทางหลักๆ สามแนวทางในการออกแบบดังกล่าวมาแล้ว
อันเป็นอาคารส�ำนักงานสูง ๑๕ ชั้น ออกแบบเป็นรูปนักข่าว
ก�ำลังน่งั ท�ำงานท่ีหน้าจอคอมพวิ เตอร์ เป็นต้น ตัวอย่างงานแบบประวัติศาสตร์นิยม ได้แก่ การ 
ร้ือฟื้นไปรสนียาคาร (พ.ศ. ๒๕๔๖) โครงการประตูนกยูง 
ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐–๒๕๓๐ ความพยายามก่อ (พ.ศ. ๒๕๕๕, ไม่ได้ก่อสร้าง) และโครงการประตูสามยอด
กระแสการอนรุ กั ษส์ ถาปตั ยกรรมและชมุ ชนของ ดร. สเุ มธและ  (พ.ศ. ๒๕๕๗ อย่รู ะหว่างการดำ� เนินการ)  
คณะเร่ิมส่งผลชัดเจนข้ึน โดยเฉพาะในช่วงการสมโภชกรุง 
รตั นโกสนิ ทร ์ ๒๐๐ ป ี ในป ี ๒๕๒๕ ซง่ึ มกี ารเตรยี มการอนรุ กั ษ์ งานในแนวทางสญั ลกั ษณน์ ยิ ม ไดแ้ ก ่ สำ� นกั หอสมดุ
และพฒั นาตา่ งๆ มาตงั้ แตป่  ี ๒๕๒๐ ดร. สเุ มธมบี ทบาทสำ� คญั มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. ๒๕๔๒) ท�ำเนียบองคมนตรี
ในคณะอนกุ รรมการหลายคณะ ทม่ี หี นา้ ทป่ี รบั ปรงุ และอนรุ กั ษ์ (พ.ศ. ๒๕๔๗) และโรงแรม S31 (พ.ศ. ๒๕๕๓) เปน็ ตน้   
โบราณสถานหลายแห่ง ตลอดจนการก�ำหนดหลักเกณฑ์
ควบคมุ การกอ่ สรา้ งในเขตกรงุ รตั นโกสนิ ทร ์  ผลงานออกแบบ ส่วนงานท่ีอ้างอิงรูปแบบสถาปัตยกรรมพ้ืนถ่ิน
ได้แก่ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (พ.ศ.
๒๕๔๑) โรงแรมเลอเมอริเดียน อังกอร์ (พ.ศ. ๒๕๔๕) 

และมหาวิทยาลัยแมฟ่ า้ หลวง (พ.ศ. ๒๕๔๖) เป็นต้น  

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 79

ประยูร อุลชุ าฎะ น. ณ ปากน�้ำ 

ศิลปนิ แหง่ ชาต ิ สาขา

80 วฒั นธ รม

บ ร ม ค รู

กองบรรณาธิการ

และ พลูหลวง  

ทัศนศลิ ป ์ (จิตรกรรม) ป ี ๒๕๓๕

ประยูร อุลุชาฎะ เป็นบุตรของนายพยนต์กับนางค�ำน้อย  “เดิน เดิน เดิน อย่ายอมแพ้ใคร ชาติไทยจงเดิน  
อุลุชาฎะ  เกิดท่ีบ้านคลองมหาวงศ์ เมืองปากน�้ำ (จังหวัด เดิน เดิน เดิน ถ้าหวังก้าวหน้า เราต้องพากันเดิน”  ส่วน
สมทุ รปราการ) เมอื่ วนั พธุ ท ี่ ๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๔๗๑  แตแ่ รก ภายในรา้ นเตม็ ไปดว้ ยรปู ปน้ั อนสุ าวรยี ข์ นาดใหญข่ องนกั เรยี น
เม่ือแมต่ ง้ั ทอ้ ง พ่อหวังจะได้ลูกสาวถึงแกต่ งั้ ช่ือเอาไว้ลว่ งหน้า ศิลปากร ภายใต้การอบรมสั่งสอนของศาสตราจารย์คอราโด
วา่  “รชั น”ี  แตเ่ มอื่ คลอดออกมาเปน็ บตุ รชายอว้ นจำ�้ มำ�่  ผวิ ขาว เฟโรจี ครูฝรั่งชาวอิตาลี ผู้ซึ่งภายหลังโอนสัญชาติเป็นไทย 
ผมแดงเหมอื นเดก็ ฝรงั่  พอ่ จงึ ตอ้ งไปกราบทา่ นเจา้ คณุ วดั กลาง และเปลย่ี นนามเป็น “ศลิ ป ์ พีระศร”ี
ขอช่ือใหม่ ท่านตั้งให้ว่า “ประยูร” ตามเกณฑ์ของเด็กผู้ชาย 
วนั พุธ คือใชอ้ ักษรวรรคศรกี บั วรรคเดชผสมกนั   นับแต่น้ันมาศิลปากรจึงเป็นความใฝ่ฝันของประยูร
เมอื่ จบชนั้ มธั ยมฯ ๖ จากโรงเรยี นประจำ� จงั หวดั สมทุ รปราการ
ตอ่ มาอกี หลายสบิ ป ี เมอ่ื หนั มาเขยี นหนงั สอื  ประยรู เพอื่ นนกั เรยี นตา่ งมงุ่ เขา้ กรงุ เทพฯ ไปเรยี นตอ่  เขากเ็ ขา้ มาดว้ ย
กย็ งั เกบ็ เอาตวั  น จากชอ่ื รชั น ี มงคลนามทพ่ี อ่ ตง้ั ให ้ มาผนวก เชน่ กนั  แตเ่ มอ่ื มาถงึ แลว้ จงึ เพง่ิ รวู้ า่ หากตอ้ งการไปเปน็ ลกู ศษิ ย ์
กบั ถิ่นฐานบ้านเดิม กลายเป็นนามปากกา “น. ณ ปากน�้ำ” “อาจารย์ฝรั่ง” ท่ีศิลปากร ต้องไปเรียนโรงเรียนเพาะช่าง ซ่ึง
ขณะนน้ั มีฐานะเปน็ โรงเรียนเตรียมของมหาวิทยาลัยศิลปากร
ตงั้ แตย่ งั เปน็ นกั เรยี น เดก็ ชายประยรู มชี อื่ เสยี งในหมู่ เสียก่อน 
เพอ่ื นๆ วา่ มฝี มี อื ทางเขยี นรปู  มกั ถกู ครใู ชใ้ หเ้ ขยี นแผนทรี่ ปู ตบั
ไตไส้พุง รปู เคร่อื งมอื วิทยาศาสตร ์ บนกระดานด�ำบ่อยครัง้ หลังจากจบเพาะช่าง ประยูรก็เข้าศึกษาต่อในคณะ
จติ รกรรม ประตมิ ากรรม มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ตามความใฝฝ่ นั
มีอยู่ปีหนึ่ง เมื่อยังเรียนมัธยมฯ ที่ปากน�้ำ เขาเคย
ตามผู้ใหญ่เข้ามาเที่ยวงานรัฐธรรมนูญท่ีวังสราญรมย์ใน ศิลปากรยุคนั้นเป็นโลกของการเรียนอย่างจริงจัง 
พระนคร แล้วมายืนตกตะลึงอยู่หน้าร้านของกรมศิลปากร  ชนิดไม่มีวันหยุด  การสอบวิชาการแต่ละครั้งมีแต่สอบ 
ทนี่ นั่ มรี ปู ปน้ั ชายรา่ งกำ� ยำ� ขนาดสองเทา่ คนจรงิ  เดนิ ยดื อกอยา่ ง  ปากเปล่า นักศึกษาทุกคนต้องแม่นย�ำในทฤษฎีสี กล้ามเน้ือ
สงา่ ผา่ เผย ขา้ งใตเ้ ขยี นวา่  เดนิ -เดนิ -เดนิ  อนั มาจากเพลง “เดนิ ”  และประวัติศาสตร์ศิลปะ เพราะครูจะจ้ีถามอะไรก็ได้ทั้งสิ้น
เพลงปลกุ ใจของหลวงวจิ ติ รวาทการ อธบิ ดกี รมศลิ ปากร ทว่ี า่ และหากตกวชิ าใดวชิ าหนง่ึ แลว้ ก็เป็นอนั วา่ ตอ้ งซ้�ำชั้น 

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 81

รับพระราชทานโล่และเขม็ เชดิ ชูเกียรตศิ ิลปนิ แหง่ ชาติ

ดังนั้นนักศึกษาคณะจิตรกรรมที่เข้าเรียนพร้อมกับ โรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร (ปัจจุบันคือวิทยาลัย 
ประยรู  อลุ ชุ าฎะ ราว ๒๐–๓๐ คนในชน้ั ปที  ่ี ๑ จงึ ลดลงครงึ่ หนงึ่   ช่างศิลป)์  
ในปีท่ี ๒ และเมอ่ื ถึงปที  ่ี ๓ ก็มีเหลืออยู่เพยี ง ๗ คน
ภายในไม่ก่ีปี ประยูร อุลุชาฎะ อาจารย์หนุ่มหล่อ
เม่ือจบชั้นปีท่ี ๓ ได้อนุปริญญา ประยูรถูกเกณฑ์  แต่งตัวทันสมัยคนนี้ก็ได้เล่ือนต�ำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของ
เป็นทหารเรือตามภูมิล�ำเนา แต่เน่ืองจากเขาเคยเรียนจบ โรงเรียนแห่งน้ัน  ช่วงน้ีเช่นกันท่ีเขาเริ่มมีช่ือเสียงด้านงาน
หลักสูตรยุวชนนายสิบมาแล้ว จึงได้ลดหย่อนเหลือเวลารับ จิตรกรรม
ราชการทหารเพียง ๓ เดือน  เมื่อปลดจากทหารมา ประยูร
กลับมาสมัครเรียนศิลปากรต่อในช้ันปริญญาอีก ๒ ปี คราวนี้ การประกวดศิลปกรรมแห่งชาติที่เร่ิมต้นข้ึนตั้งแต่ 
ทั้งรุ่นเหลือเพียงเขากับเพื่อนรวมเป็นสองคนเท่าน้ัน ทว่า  ชว่ งทา้ ยๆ ทเี่ ขายงั เรยี นอย ู่ กลายเปน็ เวทสี ำ� คญั สำ� หรบั จติ รกร
หลังจาก ๒ ปีผ่านไป การณ์กลับกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัย และประตมิ ากรรนุ่ เยาวข์ องเมอื งไทย  ประยรู ไดร้ างวลั เหรยี ญ
ศิลปากรยังไม่สามารถประสาทปริญญาให้ได้  แม้จะเหมือน ทองแดงจากงานนี้มาแล้วหลายหน จนถึงคร้ังหนึ่งท่ีเขาเดิน
เป็นการเสียเวลาเปล่า แต่เขาก็คิดปลอบใจตัวเองว่าได้รับ ทางไปวาดภาพและไปเทยี่ วบา้ นเพอ่ื นทเ่ี มอื งจนั ทบรุ  ี  เมอื่ ลง
ความรเู้ ตม็ เมด็ เตม็ หนว่ ยตามหลกั สตู รทอี่ าจารยศ์ ลิ ป ์ พรี ะศรี จากรถเมลส์ องแถวโกโรโกโสในขากลบั  เขาจงึ พบวา่ รปู สนี ำ�้ มนั
วางไวท้ ุกประการ  ขนาดใหญ่นับสิบรูปท่ีวาดข้ึนท่ีเมืองจันท์ แล้วมัดซ้อนๆ กัน
มาบนหลังคารถ ถูกเด็กกระเป๋ารถที่ปีนข้ึนปีนลงเก็บหยิบ
งานแรกในชีวิตของเขาคือการเขียนป้ายโปสเตอร์ สัมภาระผู้โดยสาร เหยียบย่�ำจนทะลุป่นปี้แทบทั้งหมด เหลือ
โฆษณาจักรเย็บผ้า ติดตามมาด้วยงานร้านเฟอร์นิเจอร์ และ รอดมาเพยี งรปู เดียว
ครสู อนวาดเขยี น  กระทง่ั อาจารยฝ์ รง่ั ใหค้ นไปตามเขากลบั มา
ช่วยสอนในโรงเรียนศิลปศึกษาที่จัดต้ังขึ้นใหม่ เพ่ือให้เป็น และนั่นคือภาพที่ได้รางวัลเกียรตินิยมอันดับ ๑
เหรียญทอง ในงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ คร้ังท่ี ๙ ปี

82 วัฒนธ รม

จันทบรุ ี (สีนา้ํ มัน พ.ศ. ๒๔๙๘)
ผลงานรางวัลเหรียญทองจากงานแสดงศิลปกรรมแหง่ ชาติ

๒๔๙๘ ซ่ึงแขวนแสดงเป็นการถาวรอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถาน การขดุ สมบตั โิ บราณตามกรวุ ดั รา้ ง  น. ณ ปากนำ�้  กลบั ลว่ งหนา้  
แหง่ ชาต ิ ศลิ ป ์ พีระศรี อนุสรณ์ อยจู่ นบดั น้ี ไปถงึ การศกึ ษาภาพเขยี นบนฝาผนงั โบสถว์ หิ าร ลวดลายปนู ปน้ั  
และตู้พระธรรมลายรดน้�ำ  แต่ก็เช่นเดียวกับผู้มาก่อนกาล 
ด้วยความส�ำเร็จจากหน้าท่ีการงานท่ีโรงเรียน คนอน่ื ๆ  เมอ่ื แลเหน็ ในสง่ิ ทผี่ อู้ นื่ ยงั มดื บอด คดิ ลว่ งหนา้ ไปยงั
ศิลปศึกษา ประยูรในวัยยังไม่เต็ม ๓๐ ก็ได้รับมอบหมาย เรอ่ื งทย่ี งั ไมม่ ใี ครนกึ ฝนั  ประกาศถงึ ความอนั ไมม่ ผี ใู้ ดพรอ้ มจะ
ต�ำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยศิลปากร แต่แล้วโชคชะตา สดบั ฟัง ผลท่ีได้รบั ย่อมเปน็ ความเจ็บปวด
กลับเล่นตลกกับเขา หลังจากเกียรติยศรางวัลเหรียญทองไม่
ถึง ๒ ปี จิตรกรคนเดียวกันนั้นก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เม่ือเกิด เสยี งของ น. ณ ปากนำ้�  ไมเ่ คยดงั พอ ทงั้ กรมศลิ ปากร 
ความผดิ พลาดเรอื่ งการเงนิ ขน้ึ  แมจ้ ะไมใ่ ชค่ วามผดิ ของเขา แต่ กรมการศาสนา ตลอดไปถึงสมมุติสงฆ์ท่ีครอบครองมหา
โดยความรบั ผิดชอบในฐานะผู้บริหาร ประยูรต้องลาออกจาก สมบตั ขิ องบา้ นเมอื งอยจู่ งึ ไมม่ ใี ครสนใจไยดอี ะไร แตง่ านทเ่ี ขา
ราชการ มิหน�ำซำ้� ยังเกอื บจะถูกจับกมุ ด�ำเนนิ คดีอีกด้วย ทุ่มเทชีวิตกระท�ำไปนี้ก็มิได้ไร้ผลโดยสิ้นเชิง เพราะข้อเขียน
เหล่าน้ันยังส่งผลสะท้อนสะเทือนต่อเน่ืองมาอีกหลายสิบป ี
หลายปตี ่อมา เขาตะลยุ เขา้ ป่าเข้าดง ตระเวนศกึ ษา บทความว่าด้วยศิลปะโบราณของไทยอันเป็นแหล่งรายได้ 
ศลิ ปะโบราณเพอื่ ใหล้ มื เรอื่ งรา้ ยๆ เสยี  เมอื่ ไดเ้ ดนิ ทางมากเขา้ เล้ียงชีพดูแลลูกเมียในยามยากน้ีเองได้จุดประกายไฟแห่ง
พบเห็นมากเข้า ก็อดจะเปรียบเทียบกับความรู้เดิมของตัว  ศิลปะให้แก่คนรุ่นใหม่  หลายคนเกิดแรงบันดาลใจ เร่ิมต้น 
ไมไ่ ด ้  ประยรู  อลุ ชุ าฎะ จงึ เรม่ิ ตน้ ชวี ติ นกั เขยี น จบั ปากกาขนึ้   สนใจในความเป็นมาของบ้านเมือง และเริ่มต้นความรักใน
บอกเล่าเร่ืองราวทางศิลปะออกสู่สาธารณชน  นามปากกา  ศลิ ปะ กจ็ ากคอลมั นข์ องเขาน่ีเอง
“น. ณ ปากนำ�้ ” จึงถือกำ� เนดิ ขึ้นที่นติ ยสาร ชาวกรุง 
แม้จะมิได้อยู่ในฐานะครูโรงเรียนเช่นท่ีเคยเป็นมา 
น. ณ ปากนำ้�  ถอื ไดว้ า่ เปน็ หนงึ่ ในบรรดา “ผมู้ ากอ่ น แต่เขาก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็น “ครู”  
กาล” ขณะทก่ี รมศิลปากรยคุ ทศวรรษ ๒๕๐๐ ยงั คงมุง่ มั่นกบั

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 83

ประยรู อุลุชาฎะ กับหลานๆ ทีบ่ ้านรมิ ทะเลชะอ�ำ ก่อนถงึ แกก่ รรมไม่นาน

(ภาพ : สกล เกษมพันธ์ุ)

ดังท่ีเขามักอธิบายให้ผู้อ่านฟังเสมอ ว่าท่ีเรียกว่า “งาม” น้ัน เม่ือใกล้ปี ๒๕๑๐ วาระที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า
งามอยา่ งไร หรอื งามตรงไหน  ยง่ิ ไปกวา่ นน้ั  น. ณ ปากนำ�้  จะ ขา้ ศกึ มาครบ ๒๐๐ ป ี (๒๓๑๐–๒๕๑๐) บรรดานกั ปราชญ ์ นกั
ใหข้ อ้ สงั เกตดว้ ยวา่  ส�ำหรบั ผทู้ ส่ี นใจแลว้ จะมหี นทางน�ำความ คิด และนักวิชาการแห่งยุคได้มาประชุมพร้อมกัน มีด�ำริว่า
งามเหล่านน้ั ไปประยุกต์ใช้ต่อไปอยา่ งไรบา้ ง   สมควรท่ีจะได้จัดงานที่ระลึกข้ึนเนื่องในโอกาสนั้น  ในการนี้
คณะกรรมการจัดงานอนุสรณ์อยุธยาได้มอบทุนให้ประยูรไป
ความผนั ผวนของชวี ติ ในครงั้ นนั้ ยงั น�ำพาเขาเขา้ สกู่ าร ทำ� การคน้ ควา้ ศลิ ปกรรมโบราณของอาณาจกั รอยธุ ยา เพอ่ื นำ�
แสวงหาความรูอ้ ีกดา้ นหนึ่งดว้ ย คอื โหราศาสตร์ ขอ้ มูลข้อค้นพบท่ไี ดไ้ ปจดั นิทรรศการ 

ระหวา่ งชวี ติ เขา้ จดุ อบั  เขาตระเวนหาหมอดตู รวจดวง  ประยูรและคณะลูกศิษย์ผู้ร่วมส�ำรวจจึงไปปักหลัก
ชะตาหลายคนหลายส�ำนัก แต่ผลก็คือผิดบ้างถูกบ้าง  จนใน กันท่ีอยุธยาเป็นเวลาถึง ๕ เดือนเต็ม กินอยู่หลับนอนกับ 
ท่ีสุดประยูรก็เกิดความคิดว่าควรค้นหาความจริงด้วยตนเอง  ซากกรงุ เกา่  เดนิ ทางตะลยุ กนั ไปจนแทบจะไมม่ วี ดั ไหนรอดพน้
ดีกว่า เขาจึงเริ่มศึกษาโหราศาสตร์อย่างจริงจัง เรียกได้ว่า สายตา ถา่ ยภาพ สเกตชแ์ ผนผงั  เขยี นลายเสน้  ทำ� การคน้ ควา้
หนังสือต�ำรับต�ำราเท่าท่ีหาได้ในเมืองไทยขณะนั้นต้องเคย  อยา่ งละเอียด
ผ่านตาเขาหมดทุกเล่ม  ใช่แต่เท่าน้ัน เขายังค้นคว้าต่อไปจน
จับหลักได้ และเริ่มแผลงวิธีการผูกดวงใหม่  ด้วยเหตุน้ัน  หากใครไดล้ องอา่ นหนงั สอื  หา้ เดอื นกลางซากอฐิ ปนู
ต�ำราโหราศาสตร์ในนามปากกา “พลูหลวง” ของเขา จึงเป็น ทอ่ี ยธุ ยา อนั เปน็ บนั ทกึ การทำ� งานในครงั้ นนั้ แลว้  กค็ งอศั จรรย์
เร่ืองแหวกแนวไปกว่าความรู้แบบเดิมๆ และยังคงเป็นหมุด ใจว่าเพียงแค่อยุธยาที่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ เท่านี้เอง
หมายใชอ้ ้างองิ ในหมูผ่ ูส้ นใจจนบัดนี้ แต่คณะส�ำรวจกลบั ต้องบุกปา่ ฝา่ ดงอย่างไม่นา่ เชือ่   

84 วัฒนธ รม

บางทนี กึ วา่ จะไปหาซอื้ อาหารเอาขา้ งหนา้  แตย่ งิ่ เดนิ จนเม่ืออายุได้ ๖๔ ปี เขาก็ได้รับการยกย่องให้เป็น
ไปๆ กย็ ิ่งรกขนึ้ ๆ ไม่พบบ้านคนเลย หวิ หนักๆ เขา้ กต็ อ้ งเดด็ ศิลปินแหง่ ชาต ิ สาขาทัศนศิลป ์ (จิตรกรรม) ในปี ๒๕๓๕
ยอดกระถนิ กินตา่ งขา้ วกม็ ี
ประยูร อุลุชาฎะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์
จากประสบการณท์ ไ่ี ดร้ บั ในการสำ� รวจอยธุ ยาครง้ั นนั้ (จิตรกรรม) ปี ๒๕๓๕ ถึงแก่กรรมด้วยอาการหัวใจวาย ท่ี 
ทำ� ใหเ้ ขามองโลกนเี้ ปลยี่ นไป หลายตอ่ หลายครงั้ ทปี่ ระยรู ตอ้ ง บา้ นพกั รมิ ทะเล อำ� เภอชะอำ�  จงั หวดั เพชรบรุ  ี ระหวา่ งเดนิ ทาง
เสยี ใจ ชำ้� ใจ ทไ่ี มม่ ใี ครใสใ่ จจะรกั ษาพทุ ธศลิ ปะอนั ล�้ำคา่ ทเี่ คย ไปพักผ่อนช่วงปีใหม่กับครอบครัว เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม
ผา่ นตา เจดยี บ์ างองคท์ เ่ี ขาเคยปลาบปลมื้ ในความยงิ่ ใหญ ่ เมอื่ ๒๕๔๓ หลังจากงานฉลองเนื่องในวาระ ๖ รอบ หรือ ๗๒ ปี
ย้อนกลับไปดูอีกคร้ัง กลับเหลือเพียงลานโล่ง  ตู้พระธรรม  ไมน่ านนัก
อันเลิศเลอด้วยลายรดน้�ำฝีมือช่างชั้นครู สูญหายไปโดยไร ้
รอ่ งรอยและไมท่ นั มใี ครสงั เกตเหน็   โบสถเ์ กา่ แกซ่ ง่ึ ละลานตา แม้จะล่วงลับไปเกือบ ๒๐ ปีแล้ว แต่ผลงานหนังสือ
ด้วยภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ถูกร้ือทลายลงทันทีท่ีโบสถ์ ของเขา ทงั้ ดา้ นศลิ ปะทใี่ ชน้ ามปากกา น. ณ ปากน�้ำ และดา้ น
คอนกรตี หลังใหมส่ รา้ งเสรจ็ โหราศาสตร ์ ในชอื่  พลหู ลวง ยงั คงไดร้ บั การตพี มิ พซ์ ำ้� อยอู่ ยา่ ง
สมำ่� เสมอ เปน็ ประจกั ษพ์ ยานยนื ยนั ถงึ คณุ คา่ อนั ไมเ่ สอื่ มถอย
ยง่ิ เมอ่ื เขาเขา้ รว่ มงานกบั  วารสารเมอื งโบราณ ทเ่ี รมิ่ ไปตามกาลเวลา   
ออกวางตลาดในปี ๒๕๑๗ โดยการสนับสนุนของคุณเล็ก 
และคณุ ประไพ วริ ยิ ะพนั ธ ์ุ ผกู้ อ่ ตง้ั เมอื งโบราณ บางป ู  ชอ่ื ของ  เราเชื่อว่ายังจะมีคนรุ่นหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจ
น. ณ ปากน�้ำ ก็แทบจะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการ
อนรุ กั ษโ์ บราณสถานวตั ถ ุ  สาธารณชนจะรจู้ กั เขาในแงน่ นั้ เปน็ จากงานของเขาอกี นบั ไม่ถ้วนในกาลข้างหน้า  
อย่างมาก มากเสียจนท�ำให้สถานะความเป็นจิตรกร ความ
เปน็ ศิลปนิ ท่ีติดตวั เขามาแต่เดิมพร่าเลอื นไป อา้ งอิง
กรมศลิ ปากร. นทิ รรศการเชดิ ชเู กยี รตศิ ลิ ปนิ อาวโุ ส พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๗ 
อีกหลายปีต่อมาในสูจิบัตรงานแสดงเด่ียวครั้งแรก  ประยูร อุลุชาฎะ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 
ในชีวิต ประยูร อุลุชาฎะ ร�ำพึงไว้ว่า “บางคนระยะหลังนี้คบ ๒๕๓๗.
กนั มาตง้ั  ๑๐ ป ี ยงั ไมร่ วู้ า่ ขา้ พเจา้ เขยี นรปู เปน็  มนั เปน็ ความผดิ   กาหลงดงลดา. บางเส้ียวตอนของ ประยูร อุลุชาฎะ ในความเป็น 
อย่างมหันต์ท่ีข้าพเจ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อธรรมชาติและวิญญาณ  น. ณ ปากน้�ำ และ พลูหลวง. สารคดี ฉบับท่ี ๒๙ (กรกฎาคม 
ของตนเอง” ๒๕๓๐), หน้า ๖๓–๖๘.
นพิ นธ ์ ขำ� วไิ ล (บรรณาธกิ าร). อาจารยศ์ ลิ ปก์ บั ลกู ศษิ ย.์  พมิ พค์ รงั้ ท ี่ ๒. 
แม้ว่าเขาจะเคยเขียนรูปสีน้�ำมันไว้มาก แม้แต่ภาพ  สำ� นกั วจิ ัยศลิ ป ์ พีระศรี, ๒๕๔๒.
“จันทบุรี” ท่ีเคยได้รางวัลเหรียญทองก็เป็นภาพสีน้�ำมัน แต ่ ประยูร อุลุชาฎะ. (น. ณ ปากน้�ำ) นิทรรศการภาพเขียนและผลงาน 
ต่อมาด้วยเหตุท่ีเขาท�ำงานหลายด้าน จะมีโอกาสเขียนรูป  เนอ่ื งในวนั เกดิ  ๕ รอบนกั ษตั ร. กทม. : โรงพมิ พพ์ ฆิ เณศ, ๒๕๓๑.
ก็แต่ในยามว่าง จึงเขียนแต่ภาพสีน้�ำ เพราะอุปกรณ์ต่างๆ 
ขนไปงา่ ย การเขยี นกส็ ะดวก ไมย่ งุ่ ยากซบั ซอ้ นเหมอื นสนี ำ�้ มนั . รวบรวมขอ้ เขยี นของประยรู  อลุ ชุ าฎะ. กทม. : มตชิ น, 
โดยเฉพาะเมื่ออายุมากข้ึน โรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ร่างกาย ๒๕๓๑.
ไมแ่ ขง็ แรงเหมอื นกอ่ น เขาจงึ เขียนแตภ่ าพสีน�้ำเป็นหลัก
. (น. ณ ปากน�้ำ) ห้าเดือนกลางซากอิฐปูนที่อยุธยา. 
งานสีน้�ำของประยูรมีเอกลักษณ์คือลักษณะสด  พมิ พ์คร้งั ท่ี ๔. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, ๒๕๕๘.
ฉับไว รวดเร็ว สีสันสะอาดกระจ่างตา และจะไม่มีสีด�ำเลย ปิยะพร กัญชนะ. (บรรณาธิการ). ประยูร อุลุชาฎะ ปีท่ี ๖๐ แห่งการ 
ดว้ ยเขาเหน็ วา่ สดี ำ� นน้ั เหมาะสำ� หรบั ตดั เสน้ หรอื ใหแ้ สงเงาแบบ เปน็ ศลิ ปิน. กท. : เมืองโบราณ, ๒๕๓๑.
งานของเด็กนกั เรียนเท่านั้น ศรณั ย ์ ทองปาน. “ปที เ่ี จด็ สบิ สองของชวี ติ  : ประยรู  อลุ ชุ าฎะ”. สารคดี 
ฉบับที่ ๑๘๙ (พฤศจกิ ายน ๒๕๔๓), หนา้  ๑๖๘–๑๘๐.

. “จะมอี ะไรวเิ ศษไปกวา่ การไดฟ้ งั ศลิ ปนิ เลา่ เรอ่ื งศลิ ปะ”. 
สารคดี ฉบบั ท ่ี ๑๙๐ (ธนั วาคม ๒๕๔๓), หนา้  ๑๔๙–๑๕๒.

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 85

พื้ น บ้ า น พื้ น เ มื อ ง

เรือ่ ง/ภาพ :
ดร. ปรติ ตา เฉลิมเผา่  กออนันตกูล

“ป้าติ๋ว” คแบลณ้านะะดลอนะุดคตมรรศสี ลิ ่ีชปว่ั ์คน

86 วฒั นธ รม

“ป้าติ๋ว” หรือ คุณโกสี (กระจ่างโชติ) ผลเกิด สุภาพสตรีวัยใกล้ ๗๐ แห่งบ้านละครอุดมศิลป ์
กระจ่างโชต ิ จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา สำ� คัญอยา่ งไร ? ทำ� ไมเราจงึ ควรรูจ้ กั ชีวิตและผลงานของเธอ
ค�ำตอบคือวิถีชีวิตบ้านละครของเธอเป็นตัวอย่างรูปแบบการฝึกฝนและถ่ายทอดศิลปะการร้อง 
การร�ำ การเล่นดนตรีไทย เป็นแหล่งความรู้ แหล่งสร้างคนที่เช่ียวชาญด้านศิลปะการแสดงตาม 
วิถีชาวบ้านในอดีต ก่อนท่ีจะเกิดมีสถาบันการศึกษาสมัยใหม่ของรัฐ เช่นวิทยาลัยนาฏศิลป หรือ 
ภาควิชานาฏศิลป์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 87

ในอดีตบ้านละครมีอยู่เป็นจ�ำนวนมากในภาคกลาง 
แต่ในปัจจุบันมีอยู่เฉพาะบางแห่ง เช่นที่จังหวัดเพชรบุรี
พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง  เฉพาะในอยุธยามีคณะละคร 
เก่าแก่ท่ีสืบทอดมานาน ได้แก่ คณะสร้อยทองและคณะ 
อุดมศิลป์ แต่ก็มีคณะท่ีแยกตัวออกไปและเกิดใหม่อีกหลาย
คณะ  

คณะอุดมศิลป์เป็นละครโบราณ เล่นเร่ืองจักรๆ
วงศๆ์  เชน่  แกว้ หนา้ มา้  หลวชิ ยั คาว ี สงั ขท์ อง ไกรทอง อเิ หนา
เป็นตน้ ละครประเภทนม้ี ชี อ่ื เรยี กหลายแบบ เช่น ละครนอก
ละครชาตรี ละครชาวบ้าน หรือ “ละครแก้บน”  แต่ส�ำหรับ 
ปา้ ตว๋ิ เองจะบอกวา่ คณะอดุ มศลิ ปม์ ลี ลี าการรอ้ งรำ� คอ่ นไปทาง
ละครในเนอื่ งจากมบี รรพบุรษุ ทฝ่ี ึกหดั มาจากในวัง

ละครกับพิธีแก้บน

การแสดงแก้บนเป็นหน้าที่หลักของละครพ้ืนบ้าน
โบราณเหลา่ น ้ี  ในอยธุ ยาคนมกั จะนยิ มบนบานกบั พระประธาน 
ท่ีนับถือกันว่าศักด์ิสิทธิ์ เช่นหลวงพ่อพระมงคลบพิตร 
หลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง  โดยเฉพาะถ้าเป็นเร่ืองใหญ่เรื่อง
สำ� คญั กจ็ ะบนวา่ เมอื่ สำ� เรจ็ สมความปรารถนาแลว้ จะน�ำละคร
มาแสดงตอบแทน  ในกรณีนี้เจ้าภาพจะว่าจ้างคณะละครมา
เลน่ แกบ้ น

ดังนั้นละครแก้บนจึงมีความหมายหลักเป็นการ 
แสดงให้ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิชม และมีธรรมเนียมการแสดงท่ีเป็น
พิธีการ มีข้ันตอนเฉพาะ  

เร่ิมจากการท่ีเจ้าภาพจะเตรียมเครื่องบน ได้แก่
หวั หม ู เปด็  ไก ่ บายศร ี กลว้ ย มะพรา้ วออ่ น ดอกไม ้ ธปู เทยี น
วางบวงสรวง  หลงั จากนน้ั ละครจะเรม่ิ โหมโรงเวลาประมาณ 
๑๐ โมงเช้า  แบบดั้งเดิมจะมีการ “ร้องเชื้อ” เพ่ือไหว้คุณ 
พระรัตนตรัย บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และออกนามสิ่ง
ศักดิ์สิทธ์ิ เพื่อบอกว่าเจ้าภาพได้จัดละครมา “แก้บน” ตามที่
สัญญาไวแ้ ลว้

หลังจากนั้นจะเป็นการร�ำที่เรียกว่า “ร�ำถวายมือ”
โดยมตี วั ละครทแ่ี ตง่ เครอ่ื งพระนาง ร�ำเปน็ คใู่ นทำ� นองเพลงชา้

88 วฒั นธ รม

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 89

เพลงเร็ว  หลังจากร�ำถวายมือแล้วจึง “จับเรื่อง” หรือ ลูกทุกคนเป็นศิลปินสืบต่อทางร้องทางเล่นจนเป็นตัวเอก 
“ออกตัว” คือเร่ิมแสดงเป็นเรื่องตามท่ีคณะได้เตรียมไป  ของคณะในปัจจุบนั   
หรอื แลว้ แต่จะตกลงกบั เจา้ ภาพ โดยจะแสดงไปจนถงึ เท่ยี ง 
ป้าต๋ิวเป็นลูกสาวคนที่ ๒ ในจ�ำนวนพี่น้องห้าคน 
ก่อนหยุดพัก ตัวพระ - นางและตัวตลกจะต้องไป  พี่สาวของเธอคือป้าแต๋ว ร�ำเป็นตัวพระและยักษ์  ป้าแต๋ว 
เชญิ เครอ่ื งลา คอื นำ� ของทใ่ี ชบ้ วงสรวงกลบั  หลงั จากนนั้ จงึ พกั   ร�ำบทเงาะในชุดรจนาเส่ียงพวงมาลัยได้สง่างามมาก  ส่วน 
กลางวัน  การแสดงในภาคบ่ายจะเร่ิมประมาณบ่ายโมงคร่ึง  ป้าติ๋วรับบทเป็นตัวนางที่ปากคอจัดจ้าน โดยเฉพาะบทแก้ว-
ไปจนถึงบ่าย ๓ โมงหรือ ๔ โมง ตามแตจ่ ะตกลงกับเจ้าภาพ หน้าม้า และบทนางแมว  ป้าต๋ิวเล่นบทแบบน้ีสุดชีวิตทุกครั้ง
ไม่ว่าจะอายุมากหรือป่วยไข้ สร้างความมีชีวิตชีวาและเรียก
การแสดงแกบ้ นดว้ ยละครทงั้ โรงน ้ี ปจั จบุ นั มนี อ้ ยลง เสียงหัวเราะจากผูช้ มได้เสมอ 
จะนยิ มแกบ้ นดว้ ยการรำ� เปน็ ชดุ สน้ั ๆ แทน สว่ นการแสดงเปน็
เรอื่ งอาจจะมบี า้ ง กใ็ นงานฉลองหรอื งานแสดงทางวฒั นธรรม ไม่เพียงบท “นางตลาด” เท่าน้ัน  ป้าต๋ิวยังร�ำนาง 
แตม่ กั ตัดตอนเพยี งสนั้ ๆ ไมแ่ สดงทงั้ วัน ชุดเอกตามแบบฉบับของบ้านอุดมศิลป์ เช่นฉุยฉายวันทอง
ฉุยฉายเกศสุริยง ซึ่งป้าต๋ิวภาคภูมิใจมาก ว่าเป็นของเก่าและ
แมลรดะมกศรดิลกปวะัฒนธรรม ไม่เหมอื นกบั คณะอื่นหรือของกรมศลิ ปากร  

ศิลปะการร้อง การร�ำ และวงปี่พาทย์ของบ้าน  นอกจากร�ำแล้ว ป้าต๋ิวยังเป็นนักร้อง เคยต่อเพลง
อดุ มศลิ ป ์ ไดร้ บั การถา่ ยทอดกนั มาในครอบครวั   นบั จากปา้ ตว๋ิ   ไทยเดมิ ไวจ้ ำ� นวนมาก  ปจั จบุ นั มนี กั ศกึ ษานาฏศลิ ปแ์ ละดนตรี
ข้ึนไปได้ส่ีชั่วคน  ตั้งแต่รุ่นทวด ทวดท่านหนึ่งช่ือหม่อมเป้า  มาขอท�ำวทิ ยานพิ นธจ์ ากความรู้ของป้าตวิ๋ หลายรายแล้ว  
เปน็ นางละคร  อกี ทา่ นเปน็ คนดนตรจี ากนครศรธี รรมราช มา
ต้ังรกรากที่อยุธยา เล่นละครและดนตรีสืบต่อกันจนถึงรุ่น  น้องๆ อีกสามคนก็ล้วนแต่อยู่ในแวดวงเดียวกัน 
พอ่ แม ่  พอ่ ของปา้ ตวิ๋ เปน็ ครดู นตร ี ทา่ นไดค้ ดั ลอกและแตง่ บท ป้าอ๊อดเล่นละครเป็นตัวพระ ส่วนแกละและโม่ง น้องชาย ก็
ละครจักรๆ วงศ์ๆ สะสมไวท้ ่บี ้าน ส่วนแมเ่ ชยี่ วชาญดา้ นการ เป็นนักดนตรี  ลูกชายของป้าต๋ิวก็เป็นครูดนตรีไทย  ส่วน
ร้องร�ำ  ทั้งสองมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นจำ� นวนมาก และได้ฝึกให้ หลานสาวเรียนจบนาฏศลิ ปเ์ ป็นครูสอนรำ� อีกด้วย 

การฝึกฝนสืบทอดของบ้านละคร ไม่ได้จ�ำกัดอยู่แต่
ในวงลูกหลาน แต่ยังเป็นท่ีฝึกสอนเด็กๆ ในอยุธยาให้ร้องร�ำ
เป็นมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น  เรือนไม้ใต้ถุนสูงริมคลอง 
วัดสามวิหาร (คลองบางขวด) น้ี มักจะมีเด็กๆ มาหัดกันอยู่
เป็นประจ�ำ  บางคนก็มาอยู่กินท่ีบ้านเหมือนเป็นลูกหลาน

90 วัฒนธ รม

ท�ำให้คณะละครเปน็ เสมอื นครอบครวั ใหญ่ทม่ี คี นหลายรนุ่    แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป คติความเช่ือเปล่ียนไป
ป้าต๋ิวเคยเปรียบเทียบว่าบ้านละครก็เหมือนบ้าน รสนิยมความบันเทิงเปล่ียนไป ค่าครองชีพสูงขึ้น บ้านละคร
เชน่ คณะอดุ มศลิ ป ์ ไมเ่ ฟอ่ื งฟเู หมอื นในอดตี  แตก่ ย็ งั พออยกู่ นั
อุปถัมภ์ส�ำหรับเด็กยากจนหรือครอบครัวมีปัญหา พ่อแม่จะ ตอ่ ไปได้  
เอามาฝากให้หัดละคร มีวิชาร้องร�ำ ปักเครื่องละคร พอเป็น
อาชพี ไดบ้ า้ ง  ปา้ ตวิ๋ พยายามโอบอมุ้ ทกุ คนเทา่ ทจ่ี ะท�ำได ้ บาง ทุกวันน้ีแทบไม่มีการแสดงละครแก้บนเต็มรูปแบบ
คนแมช้ ราแลว้ กย็ งั ไมท่ อดทง้ิ กนั  ยงั ชวนมาเลน่ ละครดว้ ย เพอ่ื แล้ว  รายได้หลักของคณะมาจากงานแสดงร�ำเป็นชุด หรือ 
ให้มีรายได้และไม่เหงา  เราจึงเห็นว่าละครแบบชาวบ้านมัก  งานปี่พาทย์เท่านั้น  ผู้แสดงรุ่นป้าๆ ก็ล้วนแต่สูงวัยขึ้นทุกที
มีผูแ้ สดงหลายวยั  ตง้ั แตเ่ ด็กเลก็ ไปจนถึงวยั ชราทเี ดยี ว ป้าแต๋วพ่ีคนโตก็เสียชีวิตไปแล้ว อาจจะหาตัวตายตัวแทนได้
ยาก มีเพียงลูกชายและหลานสาวที่มีศักยภาพจะรับช่วงได้ 
ในฐานะท่ีเป็นหัวหน้าคณะ หรือ “โต้โผ” ป้าติ๋วต้อง แต่ก็ยังต้องรอดกู นั ต่อไป
บริหารจัดการให้คณะมีโอกาสได้รับงาน พอมีรายได้เล้ียง 
ทุกคนในคณะให้มีกินมีใช้ ดูแลคนทั้งคณะไม่ให้ขัดแย้งกัน  ปา้ ตวิ๋ คงไมถ่ งึ กบั จะเรยี กรอ้ งเอาความรงุ่ เรอื งในอดตี
รวมทงั้ รกั ษาฝมี อื การแสดงไมใ่ หเ้ สยี ชอ่ื เสยี งของคณะ  หวั หนา้ กลับมา แต่ก็คงไม่อยากให้ละครของเธอที่เธอรักและภูมิใจ
คณะละครแบบป้าต๋ิวจึงเป็นบุคคลที่มีทั้งมรดกทางศิลปะการ สญู หายไป  เธอเคยบอกวา่ อยากสรา้ งหอ้ งทแี่ ขง็ แรงแนน่ หนา 
แสดง และมรดกทางวฒั นธรรมของการบรหิ ารจดั การลกู นอ้ ง ไว้สักห้องหน่ึง แล้วเก็บรักษาเคร่ืองละคร เครื่องดนตร ี
รวมอยใู่ นตัวเอง บทละคร อปุ กรณต์ า่ งๆ เปน็ คลงั ความรเู้ อาไว ้  เพราะเธอเชอื่
แน่ว่าสักวันหนึ่งในอนาคตจะต้องมีคนที่สนใจ เห็นคุณค่า 
อนาคตละครชาวบ้าน และเม่อื นน้ั กจ็ ะสามารถเรียนร ู้ หรอื รอื้ ฟืน้ ขน้ึ มาใหมไ่ ด้ 

ป้าต๋ิวพยายามรักษาแบบฉบับบ้านละครอย่าง  หากเราช่วยกันค้นคว้าศึกษาด้วยอีกแรงหน่ึง 
เหนยี วแนน่   ทกุ ปจี ะจดั พธิ ไี หวค้ ร ู นำ� ศรี ษะฤๅษ ี และอปุ กรณ์ ก็อาจเป็นอีกวิธีท่ีจะช่วยป้าติ๋วให้รักษาและเพ่ิมพูน 
ในการแสดงตา่ งๆ ออกมาเซน่ สรวงบชู า ระลกึ ถงึ พระคณุ ของ คลังความรู้จากอดีตของละครชาวบ้านไว้ให้คนในอนาคต
พ่อแม่และครูบาอาจารย ์ และเปน็ โอกาสในการรับและจับมือ
ใหผ้ ้มู าฝากตัวเป็นศิษย์ใหม่ ต่อไป  

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 91

สภาพของหมบู่ า้ นอสี านจำ� ลอง 
เปน็ สถานที่ของการพกั ผอ่ นหยอ่ นใจ 
กับการเรยี นรู้เร่ืองราววิถชี ีวติ คนอสี าน 



92 วัฒนธ รม

นิ ทั ศ น์ วั ฒ น ธ ร ร ม

ชีวสิทธ ิ์ บุณยเกยี รติ

หากมีโอกาสเดินทางมาถึงจังหวัดมหาสารคาม แวะมา 
สักการบูชาพระธาตุนาดูนแล้ว ผู้ท่ีสนใจเรียนรู้วิถีชีวิตด้ังเดิม
ของคนอีสานน่าจะหาโอกาสเย่ียมชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิตบ้าน
อสี าน สถาบนั วลยั รกุ ขเวช ซง่ึ ตงั้ อยใู่ นบรเิ วณใกลก้ บั พระธาตุ
นาดูนด้วย  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่
ปลายทศวรรษ ๒๕๓๐ เพื่อให้ “เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล
อนรุ กั ษแ์ ละจดั แสดงสภาพชวี ติ ความเปน็ อย ู่ สภาพสงั คม และ
วฒั นธรรมของชาวอสี าน แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการวจิ ยั
และการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ท่ี
เกย่ี วขอ้ งกบั พรรณไม ้ สตั ว ์ และระบบนเิ วศ รวมทงั้ ภมู ปิ ญั ญา
ในการใช้ประโยชน์จากป่าในวิถีชีวิตของชาวอีสาน” การ 
เย่ียมเยือนพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานจึงถือเป็นโอกาสที่จะได ้
เยี่ยมชมเรือนแบบด้ังเดิมที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน และรับรู้ถึง
ความเป็นมาของครอบครัวอีสาน ก่อนการเปล่ียนแปลงเข้าสู่
สงั คมสมยั ใหม่  

“บ้าน”ทอชส่ี วีาีสติรคาขาอนมง

 กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๘ 93

ในบริเวณพิพิธภัณฑ์มีเรือนอีสานและสิ่งปลูกสร้าง ครวั เรอื นและชีวิตของบา้ น 
ส�ำคัญๆ ในชีวิตคนอีสาน จำ� นวน ๑๖ จุด เพื่อให้ผู้ชมได้เห็น
ท้ังความเป็นอยู่ การท�ำกิน และสภาพแวดล้อม ได้แก่ เรือน ชีวิตของคนอีสานในอดีตสัมพันธ์กับการหาอยู่หากิน
ชาวนา เรือนประมง เรือนหมอยา เรือนผ้าทอ เรือนดนตรี ในสังคมกสิกรรมท่ีมีแรงงานในครัวเรือนเป็นส�ำคัญ ส�ำหรับ
เรือนสมเด็จพระเทพฯ โรงเกวียน และตูบเหย้า โดยในเรือน การเพาะปลูกข้าว การประมงพ้ืนบ้าน และการผลิตของใช้
แต่ละหลังพยายามแสดงให้เห็นการด�ำเนินชีวิตด้วยข้าวของ เสอื้ ผา้ ในครวั เรอื นทม่ี าจากวสั ดทุ หี่ าไดใ้ นทอ้ งถน่ิ   ดว้ ยเหตนุ ี้
เคร่ืองใช้ของชาวบ้าน ให้เหมาะสมตามสภาพที่เคยดำ� เนินอยู่ ครวั เรอื นจงึ มคี วามสำ� คญั  เรอื นทส่ี ำ� คญั ๆ ในชวี ติ คนอสี านใน
ดังเช่นเรือนทอผ้า เป็นการจัดแสดงหุ่นสาธิตการสาวไหม อดตี มสี ามลกั ษณะ ไดแ้ ก ่ เรอื นใหญ ่ เหยา้ และตบู ตอ่ เลา้  และ
พร้อมแสดงวิธีการสาวไหม อุปกรณ์ในการเล้ียงหนอนไหม เถียงนา 
การปั่นฝ้ายและการย้อมสีเส้นด้ายส�ำหรับงานทอมือ รวมท้ัง
ป้ายนิทรรศการให้ค�ำอธิบายเกี่ยวกับข้ันตอนต่างๆ ในการ  “เรอื นใหญม่ สี ามหอ้ ง หอ้ งหนงึ่ เปน็ หอ้ งของผ ี หอ้ งเปงิ  
ผลิตผ้าทอมือ การจัดแสดงหุ่นสาธิตและอุปกรณ์ดังกล่าวยัง หอ้ งกลางเปน็ หอ้ งพอ่ แม ่ แลว้ อกี ฟากตรงขา้ ม หอ้ งสว้ ม/สว่ ม
สะทอ้ นรปู แบบการใชพ้ นื้ ทใ่ี ตถ้ นุ เรอื นในวถิ ชี วี ติ ของชาวอสี าน เป็นห้องลูกสาวลูกเขย  เมื่อลูกสาวแต่งงานให้อยู่ตรงน้ี หาก
ไดเ้ ป็นอย่างดี ลูกสาวอีกคนแต่งงาน คนน้ีต้องออกไป ตามแต่ความพร้อม
จะสร้างตบู เหยา้ ก่อน หรอื หากยงั ไม่พรอ้ ม เรยี กว่าตูบตอ่ เลา้
หรือตูบต่อเล้าข้าว อยู่ในบริเวณของพ่อแม่น่ีแหละ แต่ม ี
บางคนท่ีพร้อมมากก็ไปสร้างเหย้าเลย ไม่จ�ำเป็นต้องสร้าง 

“แม่ทองด�ำ” ทีเ่ คยเป็นหุ่นสาธติ การสาวไหม  หูกหรือกี่ทอผ้า น�ำเสนอพอให้ผชู้ ม 
แต่ภายหลงั กลายเปน็ วัตถศุ กั ด์ิสทิ ธส์ิ ำ� หรบั เซน่ ไหวไ้ ป  สรา้ งมโนภาพของชาวบา้ นทที่ อผ้า  
และลวดลายท่ีเกดิ ขน้ึ ในระหวา่ งการทอ 
(ภาพ : กอบโชค ทานะแสน) 

94 วัฒนธ รม

เร(อื ถนาวใหร)ญ่

ต(ชบู ั่วตคอ่ รเาลวา้) (ชเ่ัวหคยร้าาว) (ชเถ่ัวยี คงรนาาว) (ชเ่วั หคยร้าาว) เรือนชาวนาแสดงใหเ้ หน็ ลักษณะของเรือนใหญ่ 
เปน็ เรือนหลักของครัวเรอื นอสี าน ประกอบด้วย 
หอ้ งเปงิ  หอ้ งนอนของพอ่ แม่ และห้องสว้ มหรือห้องสว่ ม 
(ลูกสาวและลูกเขย) มสี ว่ นของระเบยี งทมี่ ีเกยหลังคาคลุม 
และมีชานแดด สว่ นหน่งึ ของชานกนั ไว้เป็นหอ้ งครัว 

(ภาพ : กอบโชค ทานะแสน)

สร้างในชุมชนเดิม สร้างนอกชุมชน-เกิดชุมชนใหม่

แผนภาพแสดงใหเ้ ห็นความเปลย่ี นแปลงของครวั เรอื น
ที่มีเรอื นใหญท่ ี่มีครอบครัวตน้  ประกอบดว้ ยคนสองชัว่ อายคุ น
หรอื มากกวา่ น้ัน เมอ่ื จำ� นวนสมาชกิ ในครัวเรือนมากขึน้  
ครอบครัวบางสว่ นจะขยบั ขยาย เพือ่ สรา้ งเหย้า ตูบเหยา้   
เป็นท่พี �ำนกั ชวั่ คราว กอ่ นที่จะพัฒนาหนว่ ยของครอบครัว
ใหเ้ ปน็ ครอบครัวต้น เมือ่ มลี ูกหลานเพ่ิมข้ึนในครอบครัว
ที่แยกจากครอบครัวต้นในรนุ่ พ่อแม่

(ภาพประกอบ : ศรณั ย์ ทองปาน)

เลา้ ขา้ วและตูบต่อเล้า แสดงให้เห็นความสำ� คญั ของข้าวและวฒั นธรรมข้าวของคนอสี าน ภายในบริเวณเล้า 
นอกจากเล้าขา้ วหลกั ทเี่ ปน็ เรือนสเี่ หลย่ี มท�ำดว้ ยไม้เนอ้ื แขง็ อยู่ตรงกลางแลว้  ปีกด้านซ้ายแสดงให้เหน็ ครกตำ� ข้าว 
ท่ีอาศยั การเหยียบไมค้ านเพ่อื กะเทาะขา้ วเปลือกสำ� หรบั หงุ  และปีกดา้ นขวาเป็นตูบต่อเลา้  นน่ั หมายถงึ  
เม่ือลูกสาวแตง่ งานและนำ� เขยเขา้ บ้าน บริเวณนจ้ี ะเป็นท่พี กั อาศัยชว่ั คราวของค่สู ามีภรรยาทแ่ี ตง่ งานใหม่

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 95

ตามล�ำดับ คนท่ีท�ำสองอย่าง ตูบต่อเล้ากับตูบเหย้า วันหนึ่ง ภาษิตท่ียกตัวอย่างมานี้แสดงให้เห็นประเพณีนิยม 
เขยิบมาสร้างเหย้า หรือถ้าพร้อม รอเวลาอีกนิดหนึ่ง ก็อาจ การเอาเขยเข้าบ้าน เพ่ือเป็นแรงงานในการเพิ่มผลิตผล
สรา้ งเปน็ เรอื นใหญ่ กจ็ ะเป็นเรือนท่ีสมบรู ณ์” ทางการเกษตร รวมทง้ั การรกั ษาความเหมาะสมระหวา่ งเรอื น
ที่พักกับประเพณีการอยู่อาศัย หรือข้อห้ามของเขยในการอยู่
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยส์ มชาย นลิ อาธ ิ หนง่ึ ในผรู้ ว่ มกอ่ ตง้ั   ร่วมเรือนกับพ่อตาแม่ยาย ที่ห้ามล่วงล้�ำขึ้นเปิงโดยเด็ดขาด
พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน สถาบันวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัย เพราะถอื วา่ เปน็ การลว่ งละเมดิ พอ่ ตา ผเู้ ปน็ เจา้ ของเรอื นและ
มหาสารคาม อธิบายให้ฟัง  สรุปได้ว่าลักษณะครัวเรือนชาว ในฐานะทเ่ี ปน็ ผนู้ ำ� ครอบครวั   การควบคมุ เรอ่ื งของเปงิ นแี้ สดง
อีสานแต่เดิมจะหมุนเวียนเป็นวงจรไปเร่ือยๆ  คู่แต่งงานใหม่ ให้เห็นว่า ผู้ท่ีเป็นเขยต้องมีความเคารพครอบครัวของภรรยา
จะแยกออกจากครอบครัวต้นมาสร้างครอบครัวเดี่ยว  เม่ือ และส่งผลใหอ้ ยู่รว่ มกันอย่างสงบสขุ ในครอบครัว
ครอบครวั เดย่ี วเตบิ โตมลี กู หลาน กจ็ ะกลายเปน็ ครอบครวั ตน้
อกี ครั้งหนง่ึ   ชีวิตทุกวันน้ีของคนอีสานเปล่ียนแปลงจากในอดีต
ด้วยปัจจัยหลายประการ  สังคมหมู่บ้านไม่ได้พ่ึงพิงการ 
“เอาเขยมาเลี้ยงพ่อเฒา่ แมเ่ ฒ่า  เกษตรกรรมแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป  หมู่บ้านต่างๆ 
ปานไดข้ า้ วมาใส่เล้าใสเ่ ยีย เชื่อมโยงกันด้วยถนนหนทาง ผู้คนอาศัยอุปกรณ์การส่ือสาร
เอาลูกใภม้ าเลี้ยงปเู่ ล้ยี งย่า  และโทรคมนาคม เช่น โทรศัพท์เคลื่อนท่ี อินเทอร์เน็ต เพื่อ
ปานไดผีหา่ มาใส่เฮือนใสช่ าน” แลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวสาร  อย่างไรก็ดีอาจารย์สมชาย 
นิลอาธิ คงให้ความส�ำคัญกับการเรียนรู้อดีต แม้จะไม่ใช่ 
ความรู้เพื่อท�ำมาหากิน แต่เป็นความรู้ท่ีจะช่วยอธิบายที่มา
และท่ไี ปของชีวิตในปจั จุบนั

เปิ ง ห้องพ่อ-แม่ ห้องส้วม/ส่วม

บนเรอื น บริเวณของชานทีต่ ่อจากระเบยี งของบา้ น 
หอ้ งด้านใน ทางซา้ ยมือสดุ เป็นห้องเปงิ  
“นอกจากจะแสดงสถานภาพของหัวหนา้ ครอบครัวแลว้   
ยังใช้เปน็ ทีเ่ กบ็ รักษาส่ิงเคารพสกั การบูชาตา่ งๆ 
เชน่  รูปเคารพทางความเชอ่ื ศาสนา 
อฐั ิธาตุของบรรพบุรษุ หรือสมาชกิ ในครวั เรอื น 
ตลอดจนเครอื่ งรางของขลัง”
(ภาพประกอบ : ศรณั ย์ ทองปาน) 

96 วฒั นธ รม

“เดี๋ยวน้ีตูบเหย้าก็คือบ้านจัดสรรช้ันเดียว โดยสร้าง บพ้าิพนิธอภีสัณาฑนม์ ชี ีวติ
ยกพ้ืนสักนิด เมตรยี่สิบ หกสิบ แปดสิบเซ็นต์ แต่คนมอง 
ไมเ่ หน็ ความเชอื่ มโยง  มนั มาในรปู แบบใหม ่ หรอื บา้ นสองชน้ั สถาบนั วิจัยวลยั รุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คือบ้านชั้นเดียวใต้ถุนสูง แต่มาเพ่ิมหน้าท่ีใช้สอยข้างล่าง... ต�ำบลนาดูน อ�ำเภอนาดนู  จงั หวดั มหาสารคาม 
เรือนใหญ่มีห้องนอนสองห้อง จะต่างกันตรงไหนกับบ้าน ใกลพ้ ระธาตุนาดูน
จัดสรรสองชั้น ก็มีห้องนอนสองห้อง แต่ไปไว้สลับที่กิน ส่วน ตดิ ต่อสอบถาม สถาบนั วิจยั วลัยรกุ ขเวช 
ขา้ งลา่ งก้ันฝา แล้วหากเอาฝาออกคอื บ้านช้นั เดยี วใต้ถุนสูง”  มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม  
โทรศัพท ์ ๐ ๔๓๗๕ ๔๓๓๓ ต่อ ๑๗๔๑ 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมชายกล่าวท้ิงท้ายไว้ในการ เวบ็ ไซต์ http://www.vkp.msu.ac.th/msuisanhouse/
สนทนาบ่ายวนั นนั้
บรรณานกุ รม
หากเม่ือใดคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องราวในอดีตก็จะไม่มี สมชาย นิลอาธิ. “การสืบเน่ืองและการเปลี่ยนแปลงของเรือนอีสาน : 
รากแก้วท่ีแข็งแรง เพ่ือเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงด้วยสติ กรณศี กึ ษาบา้ นหนองขาม จงั หวดั กาฬสนิ ธ”์ุ  วทิ ยานพิ นธส์ าขาวชิ า 
ปัญญาและความเข้าใจ  ฉะนั้นเป้าหมายของพิพิธภัณฑ ์ มานษุ ยวทิ ยา ภาควชิ ามานษุ ยวทิ ยา บณั ฑติ วทิ ยาลยั  มหาวทิ ยาลยั  
บ้านอีสานจึงหมายถึงการสร้างพ้ืนที่ของการทบทวนกับอดีต ศิลปากร, ๒๕๓๒.
ท�ำความเข้าใจกับสภาพท่ีเคยเป็น และมองเห็นว่าชีวิต
เปล่ยี นแปลงอยา่ งไรในปัจจุบนั   . “เถียงนา บ้านหลังแรกของมนุษย์ยุคแรกๆ ในสยาม,” 
ศลิ ปวฒั นธรรม. ปที  ี่ ๑๓ ฉบบั ท ี่ ๘ (มถิ นุ ายน ๒๕๓๕), หนา้  ๑๘๙– 
เพือ่  “ไมใ่ ห้ลืมรากเหง้า” ของคนอีสาน   ๒๐๐.

. “เรอื นอสี านและประเพณคี วามเปน็ อย,ู่ ” ศลิ ปวฒั นธรรม. 
ปีท ่ี ๙ ฉบับที่ ๒ (ธันวาคม ๒๕๓๐), หน้า ๙๒–๙๖.

. “เล้าข้าว,” เมืองโบราณ. ปีท่ี ๙ ฉบับท่ี ๓ (สิงหาคม– 
กนั ยายน ๒๕๒๖), หน้า ๑๒๓–๑๒๙.

. สัมภาษณ์ ๒๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๘.

 กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๘ 97

แ ผ่ น ดิ น เ ดี ย ว

ปาริสทุ ธ ์ิ เลิศคชาธาร

หากใครไดไ้ ปเยอื นศาสนสถานของอนิ โดนเี ซยี  
ทง้ั บนเกาะชวาและบาหลี รวมถงึ บรรดาปราสาทหนิ หรืออิฐ 

ในวัฒนธรรมเขมร อาจเคยสงั เกตเห็นสตั วป์ ระหลาด 
หน้าตาดุร้ายท่ีประดบั เหนือทางเข้าศาสนสถาน   

ในเมอื งไทยเรยี กสตั วป์ ระหลาดนวี้ า่  “หนา้ กาล” หรอื  “เกยี รตมิ ขุ ” 
ส่วนผคู้ นบนเกาะบาหลีรู้จกั กนั ในนาม “บารอง”   

หน้ากาล-เกยี รตมิ ุข-ราหู

กำ� เนิดหน้ากาล 

คติความเชื่อเร่ืองหน้ากาลน้ี ด้ังเดิมเป็นวัฒนธรรม ของตนเองเป็นอาหาร  พระศิวะเมื่อทอดพระเนตรเห็นยักษ์ 
ฮินดูจากอินเดียท่ีแพร่หลายเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มา ที่กัดกินตนเองจนหมด เหลือแต่หัว ไม่มีร่าง ไม่มีแขนขา 
ช้านาน และในแต่ละวัฒนธรรมได้น�ำมาปรับใช้ให้มีรูปแบบ ก็บังเกิดความสลดพระทัย และทรงเห็นโทษของความโกรธ 
แตกต่างกันไปตามความเชื่อและรสนยิ มทางศลิ ปะของตน   จึงประทานนามแก่ยักษ์นั้นว่า “เกียรติมุข” (หน้าซึ่งมีเกียรติ)
และทรงมอบหน้าท่ีให้เฝ้าประตูวิมานของพระองค์ ท้ังยัง
เรื่องราวของหน้ากาลหรือเกียรติมุขหรือกีรติมุข ประทานพรวา่  หากผใู้ ดไมแ่ สดงความเคารพเกยี รตมิ ขุ  กจ็ ะไม่
ปรากฏในคัมภีร์ปัทมปุราณะของฮินดูว่า คร้ังหนึ่งพญายักษ์ ได้รับพรจากพระองค์  รวมท้ังเป็นการเตือนสติมวลมนุษย์ให้
ชลนั ธร ซึง่ บ�ำเพ็ญตบะจนได้รับพรจากพระศวิ ะ ไม่มผี ู้ใดสู้ได้ รจู้ กั ยบั ยง้ั ความโกรธ  ดงั นน้ั คำ� วา่  “กาล” หรอื  “กาละ” ในอกี
ได้เกิดเร่ืองทะเลาะวิวาทกับอสูรราหู แล้วกล่าวจาบจ้วงว่า  ความหมายหนึ่งคือ “เวลา” มีนัยว่าเวลาย่อมกลืนกินทุกสิ่ง 
ผู้ใดพ่ายแพ้จะต้องไปขอพระอุมา ชายาพระศิวะ มาให้แก่  ทุกอย่าง ดงั ท่อี สรู ตนนี้กลนื กินแมก้ ระทง่ั ร่างของตนเอง
ฝ่ายชนะ  เมื่อราหูแพ้จึงต้องจ�ำใจบากหน้าไปขอพระอุมา 
ตามสัญญา  พระศิวะได้ฟังก็พิโรธอย่างยิ่งจนบังเกิดยักษ ์ ลายหน้ากาลนอกจากมีความหมายในลักษณะ 
หนา้ สงิ หอ์ อกมาจากระหวา่ งพระขนง ตรงเขา้ ไปจะทำ� รา้ ยราหู ผปู้ กปอ้ งดแู ลรกั ษามใิ หส้ ง่ิ ชว่ั รา้ ยเขา้ ไปภายในศาสนสถานแลว้
เปน็ การสง่ั สอน เมอ่ื ราหเู หน็ ดังนัน้ จึงออ้ นวอนขอใหพ้ ระศิวะ ยังอาจมีความหมายโดยสมมุติถึงดินแดนสัตว์หิมพานต์ 
ทรงชว่ ยเหลอื  โดยอา้ งวา่ ตนเองเปน็ เพยี งทตู เทา่ นนั้   พระศวิ ะ เชิงเขาพระสุเมรุ สอดคล้องกับคติการจ�ำลองภูมิจักรวาลที่
ทรงสงสารจึงห้ามยักษ์มิให้ทำ� ร้าย ยักษ์นั้นก็เช่ือฟัง แต่ทูลว่า ถ่ายทอดสูพ่ ทุ ธศาสนสถานดว้ ย 
ตนหวิ มาก ขอกนิ สง่ิ อน่ื แทน พระศวิ ะจงึ ทรงสงั่ ใหย้ กั ษก์ นิ รา่ ง

98 วฒั นธ รม


Click to View FlipBook Version