The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จิตวิทยาการกีฬาและการออกกำลังกาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-05-26 00:38:43

จิตวิทยาการกีฬาและการออกกำลังกาย

จิตวิทยาการกีฬาและการออกกำลังกาย

Keywords: จิตวิทยาการกีฬา

191

2 ประเภท คือ อุปสรรคที่เกิดจากปัจจัยภายใน ได้แก่ การได้รับบาดเจ็บ รูปลักษณ์ภายนอก ทักษะในการ
ออกกาลังกาย เปน็ ตน้ และอุปสรรคทเ่ี กดิ จากปจั จยั ภายนอก ได้แก่ การไม่มีรายได้ การเดินทาง สภาพอากาศ
เพือ่ นร่วมออกกาลังกายส่ิงอานวยความสะดวกในการออกกาลังกาย เป็นต้น Pender et al. (2006) ยังกล่าว
อีกว่า การรับรู้อุปสรรคเป็นการรับรู้ด้านลบ หรือเป็นการรับรู้ต่อส่ิงที่ขัดขวางต่างๆ ที่ทาให้ไม่สามารถกระทา
พฤติกรรมใดๆ ได้ เน่ืองจากความไม่สะดวกด้านสภาพแวดล้อม ค่าใช้จ่าย และการไม่มีเวลาท่ีจะปฏิบัติ
กิจกรรมน้ันๆ ความพึงพอใจในบริการท่ีได้รับการปฏิบัติกิจกรรมทางด้านสุขภาพทาให้ขาดรายได้จากการ
ประกอบอาชีพ และขาดการสนับสนุนทางสังคม เป็นต้น โดยการรับรู้อุปสรรคของการกระทาเป็นปัจจัยหน่ึง
ที่นาเสนอครั้งแรกในรูปแบบความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) และจากผลการศึกษาหลาย
การศึกษาพบว่า การรับรู้อุปสรรคเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลที่สุดต่อการทานายการปฏิบัติกิจกรรมสุขภาพ (Janz
and Becker, 1984 cited in Pender, 1996) โดยเฉพาะการศึกษาทีเ่ ก่ียวกบั การออกกาลังกาย

การพัฒนากรอบความคิดในการทาความเข้าใจถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการเข้าร่วมและ
การคงอยู่ในการออกกาลังกายจาเป็นต้องอาศัยความรู้ทางทฤษฎีและรูปแบบต่างๆ ที่ค้นพบมาก่อน เพื่อที่จะ
ช่วยอธิบายถึงรายละเอียดปลีกย่อย การทานายพฤติกรรม อีกทั้งทฤษฎี ทาให้รู้ถึงแนวทางและผลท่ีอาจจะ
เกิดข้ึนต่อไป ในการศึกษาทฤษฎีทางจิตวิทยาการออกกาลังกาย ทฤษฎีและรูปแบบท่ีจะกล่าวต่อไป
มีความสาคัญมาก ตั้งแต่ทฤษฎีท่ีทาให้เข้าใจว่ามนุษย์มาออกกาลังกายก็เพราะมีความสอดคล้องต่อความเชื่อ
ทางสุขภาพ (The Health Belief Model) อีกทั้งในงานช้ินน้ีจะกล่าวถึงทฤษฎี 3 ทฤษฎี ท่ีทาการศึกษากัน
อย่างแพร่หลาย แถบทวีปยุโรปในปัจจุบัน (Biddle., and Fuchs., 2009) ก็คือ ทฤษฎีปัญญาทางสังคม
(Social Cognitive Theory) ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (The Theory of Planned Behavior) และ
แบบจาลองทฤษฎีข้ันของการเปล่ียนแปลง (The Transtheoretical Model) โดยในทุกทฤษฎีมีความสาคัญ
ย่งิ ต่อการทาความเขา้ ใจในประเดน็ ทวี่ า่ บคุ คลมาออกกาลังกายอย่างไรตามหลักทางจิตวิทยาการออกกาลังกาย
โดยในท้ายที่สุดได้นาแบบจาลองทฤษฎีขั้นของการเปล่ียนแปลงมาประยุกต์ใช้ต่อการที่จะช่วยให้บุคคลท่ีมี
ความเกย่ี วขอ้ งในการใหค้ าแนะนาใหค้ าปรึกษา ใชเ้ ป็นแนวทางให้บคุ คลมาออกกาลงั กาย

แบบจาลองความเชื่อทางสขุ ภาพ (The Health Belief Model)

แบบจาลองน้ี อธิบายถึงตัวบุคคลผู้ซึ่งมีความเช่ือเก่ียวกับพฤติกรรมท่ีกระทาจะสอดคล้องต่อสุขภาพ
ท่ีดีของตน บุคคลจะรู้สึกว่าการเริ่มโปรแกรมการออกกาลังกายจะป้องกันหรือควบคุมความรู้สึกที่แย่ๆ ต่อ
สุขภาพ เช่น สุขภาพท่ีแย่ การมีน้าหนักเกิน ซ่ึงท้ังหมดน้ีเป็นเรื่องของการรับรู้ในแง่มุมต่างๆ ของบุคคล และ
การรับรู้น้ันจะส่งผลต่อพฤติกรรมต่อมาทีจ่ ะออกกาลังกาย

192

การรับรคู้ วามอ่อนแอ ความพรอ้ ม ความตงั้ ใจ
(Perceived Vulnerability) (Readiness, Intentions)

การรบั รคู้ วามรุนแรง
(Perceived Severity)

การรับรปู้ ระโยชน์ (Perceived
Benefits)

การรบั รอู้ ปุ สรรคในการกระทา
(Perceived Barriers to Action)

ภาพที่ 12.1 แบบจาลองความเชือ่ ทางสังคม
ทีม่ า: Hagger and Chatzisarantis (2005)

ทฤษฎปี ญั ญาทางสงั คม (Social Cognitive Theory)

กุญแจสาคัญของทฤษฎีปัญญาทางสังคมคือ ความเช่ือในความสามารถของตนเอง (Self-efficacy)
โดย Albert Bandura ได้พัฒนาแนวความคิดน้ีมาจากงานทางจิตวิทยาคลินิกโดยศึกษาจากผู้ป่วย ภายใต้
ปฏิสั มพัน ธ์กัน ของ อิทธิ พลท างบุ คคล ( Personal) พ ฤติก รรม (Behavioral) แล ะสิ่ง แว ด ล้อ ม
(Environmental) ส่ิงสาคัญของทฤษฎีปัญญาทางสังคมประกอบด้วย ความสามารถของมนุษย์ในการคิด
เกีย่ วกบั เหตุทจ่ี ะกระทาในอนาคตภายใตเ้ ป้าหมาย ความคดิ และความร้สู กึ

ความเชอ่ื ในความสามารถของตนเองเป็นความม่ันใจของบุคคลท่ีเฉพาะตามสถานการณ์ ท่ีส่งผลต่อ
พฤตกิ รรมของคนโดยเปน็ ความเชอื่ ในประสิทธภิ าพและความคาดหวงั ภายใตแ้ หล่งของข้อมูลหลักส่ีอย่าง ท่ีจะ
พัฒนาระดับของความเช่ือในความสามารถของตนเองน้ันก็คือ พฤติกรรมที่มีมาก่อนหน้าน้ี (ความสาเร็จและ
การบรรลุความสามารถ) การดูสิ่งอื่นๆ (การเลียนแบบและรูปแบบจาลอง) การให้กาลังใจ (คาพูดและการชัก
จูงทางสังคม) และการสร้างความรู้สึกของการผ่อนคลายและยกระดับอารมณ์ (ตัดสินจากความพร้อมทาง
ร่างกาย) โดยท้ังหมดน้ีจะเป็นตัวส่ือกลาง ท่ีจะส่งผลต่อไปในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Biddle., and
Fuchs., 2009)

193

แหล่ง ความเชื่อในความสามารถของตวั เอง การแสดงออก
(Sources) (Self-efficacy) (Outcomes)

ประสบการณ์ ความเชอื่ ในความสามารถของตวั เอง การแสดงออกทางจิตวิทยา
- ความสาเร็จจากการ - ความเฉพาะทางสถานการณ์ - เกดิ เป้าหมาย
กระทา - การแสดงออกทางอารมณ์
- ความเช่ือในความสามารถสง่ ผลต่อการ - การอ้างสาเหตุ
- การไดเ้ ห็น
ประสบการณ์ของผู้อื่น แสดงออก การแสดงออกทางพฤติกรรม
- ความเช่ือเก่ียวกบั การแสดงออก -ทางเลือก
อทิ ธิพลปจั จบุ นั - ความพยายาม
- การชกั จูงดว้ ยคาพดู - การคงอยู่
- สภาวะทางจติ ใจ

ภาพที่ 12.2 ความสมั พันธ์ระหว่างแหลง่ ของข้อมลู ความเช่ือในความสามารถของตนเองและการแสดงออก
ทางจิตวิทยาและทางพฤติกรรม

ท่มี า : Bandura (1977 อ้างถึงใน Hagger., and Chatzisarantis., 2005)

ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (The Theory of Planned Behavior)

ทฤษฎีน้อี ธิบายภายใต้พื้นฐานของความตั้งใจในการตัดสินใจของพฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลง ความตั้งใจ
สามารถทานายจาก ทัศนคติ (Attitude) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (Subjective norm) และการรับรู้การ
ควบคุมพฤติกรรม (Perceptions of behavioral control) ทัศนคติเป็นความเชื่อเก่ียวกับพฤติกรรมและการ
ประเมินในคณุ ค่าของผลทจ่ี ะแสดงออกมาในการพฒั นาพฤติกรรมการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง เป็นความเช่ือของ
นัยอ่ืนๆ และขอบเขตความปรารถนาที่เป็นไปตามความเช่ือ การรับรู้การควบคุมพฤติกรรม เป็นการรับรู้ของ
ความยากหรือง่ายในการกระทาพฤติกรรม

194 ทศั นคติ
(Attitudes)
ความเชือ่ ในเร่อื งพฤตกิ รรม
(Beliefs regarding behavior)

การประเมินของผลที่ตามมา
(Evaluation of outcomes)

ความเชือ่ ทีว่ า่ ความสาคัญอน่ื การคล้อยตามกลมุ่ อ้างองิ ความตัง้ ใจ พฤตกิ รรม
(Beliefs that important others (Subjective Norms) (Intentions) (Behavior)

have) การรบั รกู้ ารควบคมุ พฤติกรรม
(Perceived Behavioral
แรงจูงใจท่ีทาตามเกยี่ วกับความสาคัญอื่น Control)
(Motivation to comply with
important others)

ตวั แปรควบคมุ
(Control variables)

กาลงั เหนอื ปจั จยั ควบคุม
(Power over control factors)

ภาพท่ี 12.3 ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน
ท่ีมา : Biddle and Fuchs (2009)

แบบจาลองทฤษฎขี ้ันของการเปลยี่ นแปลง (The Transtheoretical Model)
แบบจาลองนี้เป็นรูปแบบที่นามาอธิบายถึงแรงจูงใจของบุคคลสาหรับการเปลี่ยนนิสัยในการ

ออกกาลงั กาย สิง่ ขดั ขวางในการเปล่ียน ประโยชนข์ องการเปลย่ี น และยทุ ธวิธขี องวิธีการเฉพาะสาหรับส่งเสริม
การเปล่ียน โดยแบบจาลองน้ีสามารถนามาประเมินลักษณะทางกายภาพและจิตใจเพื่อท่ีจะช่วยสร้างยุทธวิธี
สาหรบั เปล่ยี นแปลงพฤติกรรมภายใตร้ ะดบั ทีแ่ ตกตา่ งกันของแรงจูงใจทจ่ี ะเปลีย่ น

195

The Transtheoretical Model หรอื TTM เปน็ รูปแบบจาลองที่อธิบายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมไปตามลาดับขั้นและกระบวนการพัฒนาให้เป็นไปตามข้ัน ในแง่คิดว่าเมื่อไหร่ (When) และอย่างไร
(How) โดยจะมตี ัวสอื่ กลางทีส่ ง่ ผลต่อการเปลยี่ นกค็ ือ ดุลยภาพในการตดั สนิ ใจ (Decisional Balance) ซึ่งเป็น
เรื่องของแนวความคิดในการไดป้ ระโยชน์ (Pros) กับการเสียประโยชน์ (Cons) ของการที่จะเปลี่ยน และอีกส่ิง
ก็คอื ความเช่ือในความสามารถของตนเอง (Self-efficacy) (Biddle., and Fuchs., 2009)

ข้นั รกั ษาสภาพ
ขั้นการเตรยี มการ

ข้นั ปฏิบัติ

ข้นั พิจารณา
ขน้ั ก่อนพจิ ารณา

ภาพท่ี 12.4 วงจรขัน้ ของการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม

ในภาพท่ี จะเห็นว่าขั้นของการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้อยู่ในรูปเชิงเส้นตรงแต่อยู่ในรูปของวงจร
Prochaska และคณะ (1992) (อ้างถึงใน Biddle., and Mutrie., 2008) อธิบายไว้ว่ากระบวนการของการ
ที่พัฒนาในแต่ละขั้นของการเปล่ียนแปลงนั้นต้องเข้าใจว่าบุคคลยังมีภาวะเสี่ยงที่จะตกมายั งขั้นที่ต่าลงมาของ
พฤตกิ รรมการออกกาลงั กาย

ขั้นของการเปล่ียนแปลงน้ันจะประกอบไปด้วย 5 ขั้นคือ 1) ขั้นก่อนพิจารณา 2) ข้ันพิจารณา 3) ขั้น
เตรยี มการ 4) ขน้ั ปฏบิ ัติ และ 5) ขน้ั รกั ษาสภาพ

196

ขั้นของการเปลี่ยนแปลง การออกกาลงั กาย (Exercise)
(Stages of Change)

ข้นั ก่อนพิจารณา ยงั ไมไ่ ดอ้ อกกาลงั กายและไม่มกี ารวางแผนหรือไมม่ ีความตั้งใจทีจ่ ะเปล่ยี นแปลง
(Precontemplation) พฤตกิ รรมการออกกาลงั กายภายในเวลา 6 เดอื น ขา้ งหน้า

ขัน้ พจิ ารณา ยังไม่ไดอ้ อกกาลังกายแตม่ ีการวางแผนและมคี วามตงั้ ใจทจ่ี ะเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม

(Contemplation) การออกกาลังกายภายในเวลา 6 เดอื น ข้างหน้า

ขั้นการเตรยี มการ ยงั ไมไ่ ด้ออกกาลังกายแตม่ ีการวางแผนและมีความต้งั ใจท่จี ะเปลยี่ นแปลงพฤติกรรม
(Preparation) การออกกาลังกายในอนาคตอันใกลภ้ ายในเวลา 1 เดือน

ขนั้ ปฏบิ ตั ิ ไดอ้ อกกาลังกายแลว้ แต่ออกกาลงั กายมาน้อยกวา่ 6 เดือน
(Action)

ข้นั รักษาสภาพ ได้ออกกาลังกายมาแลว้ ไมน่ อ้ ยกวา่ 6 เดอื น
(Maintenance)

ข้ันของการเปลีย่ นแปลงจะมลี าดบั ของพฤติกรรมการเปลยี่ นไปตามกระบวนการของการเปล่ียน ซ่ึงจะ
สามารถนามาอธิบายว่า เมื่อไหร่ (When) และอย่างไร (How) บุคคลจะมีการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงเป็นยุทธวิธีท่ีจะช่วยให้บุคคลบรรลุความสาเร็จไปตามขั้นท่ีแตกต่างกัน
กระบวนการของการเปล่ียนจะประกอบไปด้วย 10 กระบวนการ โดยแบ่งได้เป็น 5 กระบวนการแรกซ่ึงเป็น
เรื่องของยุทธวิธีทางความคิดของบุคคล และอีก 5 กระบวนการหลังอันเป็นยุทธวิธีทางพฤติกรรมหรือสิ่งท่ีทา
ของบุคคล มีงานวิจัย (Marshell., & Biddle., 2001) รองรับว่า กระบวนการทางความคิด ซึ่งเป็น
5 กระบวนการแรกนน้ั วิธีการอย่างเชน่ การเพ่ิมความรู้การพึงตระหนักของความเสี่ยงต่อโรค จะมีค่าที่สูงท่ีสุด
ขณะขั้นของการปฏิบัติ (Action) ในขณะที่กระบวนการทางพฤติกรรม เช่น มีการสนับสนุนทางสังคม จะสูง
ทสี่ ุดในขั้นรกั ษาสภาพ (Maintenance)

ยุทธวิธีอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้บุคคลทาพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงสาเร็จ ก็คือ การให้น้าหนักทาง
ความคิดในการได้ประโยชน์ของการเปล่ียนแปลง (Pros) ซ่ึงนามาใช้ต่อต้านความคิดในการเสียประโยชน์ของ
การเปล่ียนแปลง (Cons) สิ่งนี้ก็คือ ดุลยภาพในการตัดสินใจ (Decisional Balance) งานวิจัย (Marshell., &
Biddle., 2001) สนับสนุนแนวความคิดว่าในข้ันของพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงแรกๆ นั้น จะมีแนวคิดในการ
เสียประโยชน์มากกว่าการได้ประโยชน์ที่จะมาออกกาลังกาย ในข้ันเตรียมการ จะดูเหมือนว่ามีความเท่ากัน
ระหวา่ งการได้ประโยชน์กับการเสียประโยชน์ และสุดที่ท้ายในทางตรงกันข้าม ขั้นรักษาสภาพจะมีการรับรู้ถึง
การได้ประโยชนม์ ากกว่าการเสยี ประโยชน์

197

1.8 การไดป้ ระโยชน์
1.6 การเสยี ประโยชน์
1.4
1.2 ขั้นพิจารณา ข้ันเตรยี มการ ขนั้ ปฏิบัติ ขน้ั คงสภาพ

1
0.8
0.6
0.4
0.2

0
ขัน้ ก่อน
พจิ ารณา

ภาพท่ี 12.5 การเปลีย่ นแปลงหรือความแตกตา่ งของการได้ประโยชน์และเสยี ประโยชนต์ ามลาดบั ข้นั
ทม่ี า : Marshell and Biddle (2001. อา้ งถงึ ใน Biddle., and Mutrie., 2008)

การวิจัยของ Marshall และ Biddle (2001) พบว่า ความเช่ือในความสามารถของตนเอง (Self-
efficacy) จะเพ่ิมขนึ้ ตามขน้ั ของการเปล่ียนแปลง แต่รูปแบบของการเพ่มิ นั้นไม่เป็นไปในลักษณะเชิงเส้น (Non
linear)

2.5 ขนั้ พจิ ารณา ขนั้ เตรียมการ ขนั้ ปฏิบตั ิ ขนั้ คงสภาพ
2

1.5
1

0.5
0

ขนั้ กอ่ นพิจารณา

ภาพท่ี 12.6 การเปล่ยี นแปลงในลักษณะไมใ่ ชเ่ ชิงเส้นของความเชื่อในความสามารถของตนเองตามลาดบั ขน้ั
ท่มี า : Marshell and Biddle (2001. อ้างถึงใน Biddle., and Mutrie., 2008)

198

การนาแบบจาลองทฤษฎขี ้ันของการเปลี่ยนแปลงไปใชส้ ร้างแรงจงู ใจให้คนออกกาลังกาย

ขั้นที่ 1 บุคคลท่ีอยู่ในข้ันก่อนพิจารณา บุคคลที่อยู่ในขั้นน้ีไม่มีความต้ังใจที่จะเปล่ียน พวกเขาไม่ได้
ออกกาลังกายอกี ทัง้ ยงั ไมต่ ัง้ ใจทจี่ ะเรม่ิ ออกกาลังกายดว้ ย พวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่านิสัยในการใช้ชีวิตประจาวัน
ของเขาอย่างเชน่ งานท่ที าซึง่ เป็นงานนั่งโต๊ะ จะเป็นปัญหาต่อสุขภาพ มีนักวิจัยหลายท่าน(อ้างถึงใน Marcus.,
and Forsyth., 2003) ศึกษาบุคคลท่ีอยู่ในข้ันนี้โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ บุคคลที่มีความเชื่อกับไม่มี
ความเช่ือ ในสว่ นของบคุ คลท่ไี ม่มี ความเชอื่ พวกเขาจะไมเ่ หน็ คุณคา่ ในการเปลย่ี นการใชช้ วี ติ อีกท้ังไม่สนใจว่า
ถ้าไม่ได้ออกกาลังกายแล้วจะเป็นปัจจัยเส่ียงต่อโรคต่างๆ ได้ อย่างเช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ
โรคเบาหวาน เป็นตน้ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงพวกเขาอาจจะมคี วามเขา้ ใจทผ่ี ิดหรอื คลาดเคลือ่ นเก่ยี วกับผลของการ
ออกกาลังกาย

ในกลมุ่ ที่มคี วามเชอ่ื ว่าการออกกาลังกายมีคุณค่าแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ใน
กลมุ่ นี้ยังต้องการข้อมลู ข่าวสารจากส่ือต่างๆ อีก อีกทั้งยังมีแนวคิดว่าการใช้ชีวิต แบบนั่งโต๊ะน้ัน มีอิทธิพลต่อ
ตัวเขามากกว่าแนวคิดของประโยชน์ในการออกกาลังกาย แล้วจะช่วยเขาเหล่าน้ันได้อย่างไร วิธีการท่ีดีท่ีสุด
กค็ อื การให้ความรู้ คุณไมม่ ีทางท่ีจะทาให้เขาเหล่าน้ี เปลี่ยนแปลงจากมีความต้ังใจไปสู่การทากิจกรรม แต่คุณ
สามารถท่ีจะให้ข้อมูลเพ่ือช่วยให้เขาเกิดความต้ังใจได้ การให้ข้อมูลอย่างง่าย เช่น แผ่นพับ ถ้าเป็นไปได้
คุณต้องเข้าไปคุยกับพวกเขาทั้งแบบบุคคลและแบบเป็นกลุ่มเพื่อให้เขาค้นหาแง่คิดท่ีดีเก่ียวกับการ
ออกกาลังกาย

ข้ันที่ 2 บุคคลที่อยู่ในข้ันพิจารณา บุคคลในขั้นน้ีเป็นคนที่ยังไม่ได้ออกกาลังกายแต่คิดที่จะ
ออกกาลังกาย พวกเขาทราบถึงผลของการลงทุนในการทากิจกรรมว่าเป็นเรื่องของผลกาไรและการขาดทุนใน
การออกกาลังกาย แล้วจะช่วยบุคคลเหล่าน้ีได้อย่างไร เหมือนเช่นกลุ่มท่ีเป็นข้ันก่อนพิจารณา บุคคลในขั้นนี้
ต้องการข้อมูล ถ้าโชคดีได้คุยกันแบบตัวต่อตัว เมื่อคุณมีการซักถามพูดคุยกับบุคคลเหล่านี้ คุณจะสามารถพบ
แนวคิดในเร่ืองการได้กาไรกับการขาดทุนในการออกกาลังกาย คุณเพียงแต่สร้างความเชื่อท่ีถูกต้อง เช่น
การออกกาลังกายจะสามารถช่วยให้ลดน้าหนักได้ 4 กิโลกรัมภายใน 30 วัน และเสริมแรงจูงใจด้วยข้อมูล
ที่ถูกต้อง เช่น การออกกาลังกายควบคู่กับการกินอย่างมีเหตุผลจะช่วยให้คุณมีน้าหนักท่ีลดลงในอัตราท่ีช้า
แต่ว่าคุณจะเป็นผู้ท่ีมีสุขภาพดี คุณสามารถนั่งคุยกับเขาถึงการเสียประโยชน์หรือการขาดทุนเมื่อมา
ออกกาลังกายได้แล้วหาทางออกร่วมกัน

ข้ันที่ 3 บุคคลท่ีอยู่ในข้ันเตรียมการ บุคคลในกลุ่มน้ี ตัดสินใจท่ีจะออกกาลังกายและการ
ออกกาลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความพร้อมที่จะเริ่ม บุคคลเหล่าน้ีอาจจะไปซ้ือ
รองเท้าใหม่หรือเตรียมไปลงทะเบียนสมัครสมาชิกในสโมสรกีฬา ท่ีสาคัญ เขาเชื่อว่าการออกกาลังกาย
มีประโยชน์ต่อสุขภาพบุคคลกลุ่มนี้สามารถขายค่าสมัครสมาชิกสถานออกกาลังกายได้ง่ายแต่ยังมีความเส่ียงท่ี
สูงที่พวกเขาจะหยุดเล่นถ้ากิจกรรมที่เขาจะได้รับนั้นไม่ส่งผลจริงต่อส่ิงที่ต้ังใจไว้ก่อนมาสมัครเขาก็จะเลิกเล่น
คณุ สามารถทจี่ ะพูดคุยเปน็ การส่วนตัวหรือแบบเป็นกลุ่ม คุณสามารถท่ีจะช่วยเขาในเร่ืองการตั้งเป้าหมายและ

199

การคาดหวัง เป้าหมายของคุณจะช่วยให้เขายังคงอยู่และเชื่อในความสาคัญในการออกกาลังกายและชี้แจงถึง
ว่า การออกกาลังกายอย่างเป็นประจาจะมีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพในระยะยาวและการป้องกันโรคภัย
ไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขนึ้

ข้ันท่ี 4 บุคคลท่ีอยู่ในข้ันปฏิบัติ บุคคลในกลุ่มนี้ได้เร่ิมออกกาลังกายแล้ว แต่ยังไม่ได้คงอยู่กับการ
ออกกาลงั กายมาเกิน 6 เดือน นักวิจัยเชื่อว่า 6 เดือนแรก ของโปรแกรมการออกกาลังกายน้ันมีความยากมาก
ส่งิ ท่จี ะช่วยไดใ้ นบุคคลกลุ่มนี้จะคล้ายกับกลุ่มท่ีเป็นขั้นเตรียมการก็คือ การให้ความรู้อย่างต่อเน่ืองท่ีจะนาไปสู่
ความเชื่อในการออกกาลังกายในด้านของการได้ประโยชน์และทาให้เขามีความเช่ือท่ีน้อยลงในความคิดของ
การเสียประโยชน์ อีกท้ังสร้างความเช่ือท่ีถูกต้องท่ีว่าการออกกาลังกายที่มีความหนักกว่าการออกกาลังกายที่
ระดบั เบาจะส่งผลที่ดีกว่าในระดับของการลดชีพจรเป้าหมาย ทั้งน้ีเป็นเร่ืองของการช่วยกันวางแผนร่วมมือกัน
อย่างถูกตอ้ งในโปรแกรมการออกกาลงั กาย อีกทั้งการท่ีจะช่วยพวกเขาเหล่านี้ยังต้องคานึงถึงสิ่งที่จะมาเป็นตัว
ขดั ขวางต่างๆ เชน่ ความคดิ วา่ “ฉนั ไม่มเี วลา ฉันเหน่ือยมามาก” เช่นนี้แล้วคุณจะต้องให้ข้อมูลในรายละเอียด
ของประโยชน์ของการออกกาลังกาย เช่น การออกกาลังกายภายหลังเลิกงานทาให้รู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับ
สบาย และใส่เสือ้ ผ้าแล้วดดู ีขึน้

ข้ันท่ี 5 บุคคลท่ีอยู่ในขั้นรักษาสภาพ บุคคลในกลุ่มน้ียังคงการออกกาลังกายมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
แต่บคุ คลนีก้ ็ยังมีความเส่ยี งที่จะกลับไปใช้นิสัยเดิมๆ เช่น การออกกาลังกายที่น้อยลง สิ่งที่จะช่วยได้คือ ให้เขา
มกี ารวางแผนไปในทศิ ทางข้างหน้า สร้างการพบปะพูดคุยกัน และเสริมแรงในความคิดของการได้ประโยชน์ใน
การออกกาลังกาย พูดคุยกันเกี่ยวกับสมรรถภาพทางกายและสุขภาพท่ีเปลี่ยนแปลงไปในด้านอารมณ์ ถ้าเขา
เบ่ือก็ควรแนะนาให้ลองทากิจกรรมใหม่ๆ ท่ีได้ประโยชน์คล้ายๆ กัน บางครั้งบุคคลในกลุ่มน้ีก็ต้องการผู้ที่คอย
ใหค้ าแนะนาเพอ่ื ยกระดบั จติ ใจในการรกั ษาสภาพของกจิ กรรม

ดังท่ีกล่าวมาท้ังหมดน้ีจะเห็นได้ว่า บุคคลในยุคปัจจุบันขาดการออกกาลังกายท่ีเพียงพอ โดยท่ีทราบ
กันดีแล้วว่าการออกกาลังกายจะช่วยให้บุคคลได้ประโยชน์ มีสุขภาพที่แข็งแรงข้ึน หลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บที่
อาจจะเกิดขน้ึ ถ้าขาดการออกกาลังกาย อีกท้ังยังช้ีให้เห็นถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ท่ีเป็นประโยชน์ต่อการทาความ
เข้าใจและอธิบายถึงพฤติกรรมการออกกาลังกายของบุคคล โดยทฤษฎีดังกล่าวน้ันเป็นทฤษฎีท่ีใช้กัน
อย่างแพร่หลายในประเทศแถบยุโรป และท้ายท่ีสุดก็คือ การนารูปแบบทฤษฎีลาดับขั้นของการเปล่ียนแปลง
มาใช้กับบุคคลเพอ่ื จงู ใจให้บคุ คลออกกาลังกายอนั เปน็ สาระสาคัญทีส่ ดุ ตอ่ ไป

สรปุ
แรงจูงใจเป็นแนวโน้มของพฤติกรรมมนุษย์ท่ีมีทิศทางและมีการเลือกเฟ้นเองในการที่จะกระทาสิ่งใด

สิ่งหนึ่งแนวโน้มของพฤติกรรมดังกล่าวจะยังคงอยู่ได้โดยจะต้องมีเป้าหมาย (goal) เพ่ือการใฝ่สัมฤทธ์ิ ดังน้ัน
การตัดสินใจของบุคคลท่ีจะออกกาลังกายจึงสะท้อนไปถึงการให้ความสาคัญไปที่ความ ต้องการและการ
ใฝ่สัมฤทธิ์ท่ีแสดงออกมา อุปสรรคเป็นการรับรู้ถึงส่ิงที่มาขัดขวางต่อพฤติกรรม อาจเป็น สิ่งท่ีเกิดข้ึนจริงหรือ
คาดคะเน อุปสรรคเปรียบเสมือนส่ิงขัดขวางไม่ให้บุคคลปฏิบัติพฤติกรรม หรือจูงใจให้หลีกเลี่ยงท่ีจะปฏิบัติ

200

พฤติกรรมเป็นปัจจยั ดา้ นสติปญั ญาและความรูส้ กึ ท่ีเฉพาะต่อพฤติกรรม เม่ือบุคคลมี ความพร้อมในการกระทา
ต่าและมีอุปสรรคมาก การกระทาน้ันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีความพร้อมในการกระทาสูงและมีอุปสรรคน้อย
ความเปน็ ไปไดใ้ นการกระทากม็ ากขน้ึ โดยอปุ สรรคเปน็ ตัวแปรท่ีสาคัญที่สามารถทานายพฤติกรรมทางสุขภาพ
ได้

คาถามท้ายบทที่ 12
หลังจากได้ศึกษาจนจบบทเรียนแล้ว ให้นักศึกษาตอบคาถามต่อไปนี้ โดยอาศัยหลักวิชาการและ

ความคดิ เห็นของนักศึกษาประกอบในการตอบคาถาม
1. จงอธบิ ายถงึ ประโยชนข์ องแรงจูงใจในการออกกาลังกายมาใหเ้ ข้าใจ
2. จงอธบิ ายถงึ ผลของอปุ สรรคในการออกกาลงั กายมาให้เข้าใจ
3. จงอธบิ ายถึงทฤษฎที ีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั จิตวทิ ยาการออกกาลงั กายมาให้ครบถว้ น
4. จงอธบิ ายถึงหลกั การและประโยชน์ของการนาแบบจาลองทฤษฎีขน้ั ของการเปล่ียนแปลงไปใช้ใน

การสร้างแรงจูงใจให้คนออกกาลงั กายมาใหเ้ ข้าใจ

201

เอกสารอา้ งอิง
Anshel, M. 2007. Conceptualizing applied exercise psychology. The Journal of

the American Board of Sport Psychology. Volume 1-2007.
Berger, B. G., D. Pargman, and R.S. Weinberg. 2002. Foundations of exercise psychology.

Fitness Information Technology, Morgantown, WV.
Biddle, S. J. H. and Fuchs, R. 2009. Exercise psychology: A view from Europe. Psychology

of Sport and Exercise. xxx: 1-10.
Biddle, S. J. H. and Mutrie, N. 2008. Psychology of physical activity: determinants,

well-being, and interventions. 2nd ed. Routledge, New York.
Hagger, M. and Chatzisarantis, N. 2005. The social psychology of exercise and sport. 1st ed.

Open University Press, England.
Irwin, M. L., S.S. Tworoger, Y. Yasui, B. Rajan, L. McVarish, 2004. Influence of

demographic, physiologic, and psychosocial variables on adherence to a yearlong
moderate-intensity exercise trial in postmenopausal women. Preventive Medicine
39: 1080-1086.
Marcus, B. H. and Forsyth, L. H. 2003. Motivating people to be physically active.
Human Kinetics, United States.
Marshall, S. J. and Biddle, S. J. H. 2001. The transtheoretical model of behavior change:
A meta-analysis of applications to physical activity and exercise. Annals of
Behavioral Medicine 23: 229-246.
Pender, N. J., 1996. Health Promotion in Nursing Practice. 2nd ed. Norwalk. Conn: Appleton
and Lenge.

202

Pender, N. J., & Stein, K. F. 2002. Social support, the self system, and adolescents health
and health behavior. In L. L. Hayman, M. M. Mahoo, & J. R. Turner (Eds.), Health and
behavior in childhood and adolescence (4th ed., pp. 37-68). New York: Springer.

Pender, N.J., Murdaugh, C.L. & Parsons, M.A. 2002. Health Promotion in Nursing Practice.
4th (ed). New Jersey : Pearson Education, Inc.

Yoo, J. 1991. Analyses of multidimentional factors influencing adherence to exercise.
Korean Journal of Sport Science 3: 84-93.

203

บรรณานกุ รม

กระทรวงสาธารณสุข. กรมสขุ ภาพจิต. 2541. การพัฒนาแบบประเมินและวเิ คราะหค์ วามเครียดดว้ ยตนเอง
สาหรบั ประชาชนไทยด้วยคอมพวิ เตอร์. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์ทีคอม.

กุณฑล สันทัดการ. 2549. พฤติกรรมการใช้จติ วิทยาการกีฬาของผู้ฝกึ สอนบาสเกตบอลในการแข่งขนั กฬี า
นักเรียนนักศึกษาแหง่ ประเทศไทย ครั้งที่ 27. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. กรงุ เทพฯ : บัณฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. อัดสาเนา.

จรลั พงษ์ สาหร่ายทอง. 2551. ผลการฝึกดว้ ยโปรแกรมการฝึกยิงประตูบาสเกตบอลควบคกู่ ับการฝึก
จินตภาพและการฝึกควบคมุ การหายใจ ท่ีมีต่อความแมน่ ยาในการยงิ ประตบู าสเกตบอล 3 คะแนน.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (พลศกึ ษา). กรงุ เทพฯ : บณั ฑิตวทิ ยาลัยมหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ.
ถา่ ยเอกสาร.

เจริญ กระบวนรัตน์. 2525. การฝกึ จติ วทิ ยาก่อนการแข่งขัน. วารสารการกฬี า. 16(6) : 38-39.
ฉัตรกมล สิงห์นอ้ ย. 2547. ปัญหาการใช้จิตวิทยาการกีฬาในปจั จุบันของประเทศไทย. สารวทิ ยาศาสตร์

การกีฬา, 5(56), 4-6.
ฉตั รกมล สงิ หน์ อ้ ย และ นฤพนธ์ วงศ์จตรุ ภทั ร. 2551. ความสัมพนั ธ์เชิงสาเหตขุ องปัจจัยทีส่ ่งผลต่อการ

หมดไฟในนักกีฬา. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกฬี า, 8(1).
เฉลมิ ทรพบั . 2534. ผลของการฝึกผอ่ นคลายความเครยี ดของกล้ามเนื้อทมี่ ีต่อความสามารถในการเสิร์ฟ

วอลเลยบ์ อลแบบมือบนเหนอื ศรษี ะ. ปริญญานพิ นธ์ ศศ.ม. กรงุ เทพฯ : บณั ฑติ วิทยาลัย
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. อัดสาเนา.
ชวนชม บารงุ เสนา. 2546. มหัศจรรย์การสงั่ จติ เพอื่ บาบัดและเพ่ิมศักยภาพ. สงขลา : โรงพมิ พช์ านเมือง.
ชาญชัย โพธค์ิ ลงั . 2532. หลักพ้นื ฐานทางวทิ ยาศาสตร์ในการฝกึ การกีฬา. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
เชวงพจน์ ครองธานินทร์. 2549. ความวติ กกงั วลตามสถานการณข์ องนักกีฬายงิ ปืนในการแขง่ ขันกีฬา
มหาวิทยาลัยแหง่ ประเทศไทย คร้ังที่ 33. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม. (พลศึกษา). กรงุ เทพฯ : บณั ฑติ
วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.
ชูศกั ดิ์ พฒั นมนตรี. 2546. จิตวิทยาการกีฬาและการนาไปใช้. สารวิทยาศาสตรก์ ารกีฬา. 4(43) : 14-15.
เทเวศร์ พริ ยิ ะพฤนท์. 2529. หลักการฝึกกีฬาว่ายนา้ . กรงุ เทพฯ : สยามบรรณาการพิมพ์.
ธงชยั สขุ ดี. 2532. ความวิตกกังวลของนักกีฬาประเภทบุคคล ประเภททีม และประเภทต่อสปู้ ้องกันตวั .
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรงุ เทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. อัดสาเนา.
ธนะรตั น์ หงส์เจรญิ . 2539. เทคนิคการสอน: การจัดการแข่งขนั แบดมินตัน. กรงุ เทพมหานคร :
ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ธวัชชยั มศี รี. 2542. ผลของการฝกึ ด้วยการสร้างจินตภาพและการกาหนดเป้าหมายท่มี ีตอ่ ความแม่นยาใน
การโยนโทษบาสเกตบอล. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญาโท, มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒประสานมิตร.
ประทกั ษ์ ลิขติ เลอสรวง. 2545. เทคนคิ การคลายเครียดฉกุ เฉนิ . (ออนไลน์). แหล่งท่ีมา
http://www.vichaiyut.co.th/jul/22_02-2545/22_02_2545_p62-65.pdf
ปราณี อยู่ศิริ. 2542. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความวติ กกังวลอนั เปน็ ลักษณะนิสัยและเจตคติทเ่ี กีย่ วข้องกับงาน
และตนเองท่มี ีต่อการเลน่ กีฬาของนักกีฬามหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. ปริญญานพิ นธ์ กศ.ม.
(พลศึกษา). กรงุ เทพฯ : บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.

204

นฤพนธ์ วงศ์จตรุ ภัทร. 2537. ความร้สู กึ ที่ดีตอ่ ตนเอง. (เอกสารการสอนวิชาจติ วิทยาการกฬี า). ชลบรุ ี :
ภาควชิ าพลศึกษา มหาวิทยาลัยบรู พา.

______. 2539. จติ วิทยาการกีฬา. เอกสารการสอน. ชลบรุ ี : ภาควชิ าพลศกึ ษาและสันทนาการ คณะ
ศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา.

นฤพนธ์ วงศจ์ ตุรภัทร และศรุตี ศรีจนั ทวงศ์. 2550. การศึกษาการระบสุ าเหตจุ ากผลการแขง่ ขนั ของนักกีฬา
ทีเ่ ข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชยี่ นอินดอรเ์ กมส์ ครงั้ ที่ 1 ณ ประเทศไทย. กองวจิ ยั และพัฒนา
ฝา่ ยวิทยาศาสตรก์ ารกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย.

นยั นา บพุ พวงศ์. 2540. จติ วิทยาการกีฬา. (เอกสารการสอนวิชาจติ วิทยาการกีฬา). สพุ รรณบรุ ี : วทิ ยาลัย
พลศกึ ษา จังหวดั สุพรรณบุรี.

นรศิ กิจเพ่ิมพนู . 2533. บทบาททางจิตวทิ ยาการกีฬาต่อการปรับปรุงพฤตกิ รรมนักกฬี าในทัศนผูบ้ ริหารและ
ผฝู้ ึกสอน. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. ชลบรุ ี: บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั บรู พา. อัดสาเนา.

นิพวรรณ ใจทะนง. 2551. ความเครียดและการขจดั ความเครยี ดของทีมเรือพายประเภทยคั – แคนู
ทมี ชาตไิ ทย ชุดซีเกมส์ ครงั้ ท่ี 24. การค้นคว้าอิสระ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ประเสริฐไชย สุขสอาด. 2540. ปจั จัยทคี่ ดั สรรที่ส่งผลต่อพฤติกรรมความก้าวรา้ วในการกฬี าของนักกีฬา
มหาวทิ ยาลยั ทม่ี ีความสามารถแตกต่างกัน. วารสารสุขศึกษาพลศึกษาและสนั ทนาการ. 28(3-4) :
63-76.

พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา. 2549. สะกดจิตบาบัด. ปรญิ ญานิพนธ์ วท.ม (จิตวิทยาการใหค้ าปรึกษา).
กรุงเทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลัยมหาวิทยาลยั รามคาแหง. ถา่ ยเอกสาร.

พงษ์พนั ธ์ พงษโ์ สภา. 2542. จติ วทิ ยาการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึกษา.
พนมไพร ไชยยงค์. 2542. เอกสารประกอบการสอนวิชาจิตวทิ ยาการศึกษาและการแนะแนว. สุพรรณบุรี :

วิทยาลัยพลศกึ ษาจังหวดั สุพรรณบุรี.
พรรณพิไล ศรอี าภรณ์ และสุจติ รา เทียนสวัสด์ิ. 2549. ความเครียดและภาวการณม์ ปี ระจาเดอื นในนักกีฬา

สตรรี ะดับอุดมศึกษา. พยาบาลสาร, 33(2). 74-85.
พลศึกษา, กรม. 2527. จิตวทิ ยาการกีฬาเบื้องตน้ . กรงุ เทพฯ : ธนประดษิ ฐก์ ารพิมพ์.
พลศกึ ษา, กรม. 2556. จติ วิทยาการกีฬา. กรุงเทพฯ : สานกั งานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะหท์ หาร

ผ่านศกึ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์.
พงษ์พนั ธ์ สนุ ทรสิต. 2535. อาวธุ ลับของผู้ฝึกสอนกีฬา. วารสารจติ วิทยาการกีฬา. 3(1-3) : 34-36.
วชั รินทร์ เสมามอญ. 2540. นักกีฬากับการต้งั เปา้ หมาย. วารสารวทิ ยาศาสตร์การออกกาลังกายและกีฬา.
1(2) : 86.
พชิ ิต เมืองนาโพธิ์. 2534. เอกสารประกอบการสอน พล 437 จติ วิทยาการกฬี า. กรงุ เทพฯ : ภาควชิ า

พลศกึ ษา มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
______. 2542. “การจัดการกบั ความเครยี ด”. ในเอกสารประกอบการบรรยาย การอบรมเชิง

ปฎิบัตกิ ารวิทยาศาสตร์การกีฬา : กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ.
______. 2543. ความสมั พันธร์ ะหว่างความวติ กกังวลกบั ระดบั การแสดงความสามารถในการแข่งขันของ

นักกีฬาเซปกั ตะกร้อหญิงโรงเรียนกีฬา จังหวดั สพุ รรณบุรี. รายงานการวิจัย มหาวิทยาลัย
ศรนี ครินทรวิโรฒ องครักษ์ นครนายก.
______ . 2545. สมรรถภาพทางจิต. จลุ สารกีฬา. (กรกฎาคม) : 13.

205

______ . 2551. จิตวิทยาการกีฬา เทคนคิ การเอาชนะ นักกฬี าไทยยังไมค่ ่อยมี. (ออนไลน์). แหลง่ ที่มา
http://pe.swu.ac.th/cms/index.php?option=com_content&view
มุกดา ศรยี งค์. 2540. จติ วทิ ยาทั่วไป. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าจิตวทิ ยา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั

รามคาแหง.
โยธิน ศนั สนยุทธ. 2531. เอกสารคาสอนจติ รวทิ ยา. กรุงเทพฯ : คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ลกั ขณา สริวฒั น.์ 2530. จติ วทิ ยาเบ้อื งต้น. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
ณัฐชา สันติปาตี. 2549. ศกึ ษาความสมั พันธ์ของความวิตกกังวลทางกาย โดยการใชแ้ บบทดสอบ CSAI-2R

และ Polar S810i. ปริญญานิพนธ์ วท.ม. (วทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี า). กรงุ เทพฯ : บัณฑติ วิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ. ถ่ายเอกสาร.
ศราวธุ อินทราพงษ์. 2543. การนาจิตวทิ ยาการกฬี าไปใช้สาหรบั ผฝู้ ึกสอนที่เคยและไม่เคยได้รับการอบรม
ทางดา้ นจติ วิทยาการกีฬา. วทิ ยานพิ นธ์ วท.ม. ชลบรุ ี : บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั บูรพา.
อัดสาเนา.
ศริ ิพร จิรวัฒน์กลุ . 2530. “ครกู ับการชว่ ยเหลอื นักเรียนที่ตกอยู่ในภาวะฉุกเฉนิ ทางจติ เวช,” วารสาร
แนะแนว. กรุงเทพฯ.
ศลิ ปชยั สวุ รรณธาดา. 2532. จติ วิทยาการกีฬา (เอกสารชมรมจติ วิทยาการกฬี าแห่งประเทศไทย).
กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
______. 2533. การเรยี นรู้ทกั ษะการเคลอื่ นไหว ( ทฤษฎีและการปฏิบตั กิ าร ). ภาควชิ าพลศึกษา
คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
______ . 2548. การสะกดจติ กบั การกีฬา. (ออนไลน์). แหลง่ ทม่ี า
http://www.thaihypno.com/doc/window.php?topicid=74
วรศักด์ิ เพยี รชอบ. 2532. การเตรยี มตัวนักกีฬาดา้ นจติ วิทยาก่อนเข้าแข่งขนั . (เอกสารวิชาการชมรม
จิตวทิ ยาแหง่ ประเทศไทย. กรงุ เทพฯ.
______. 2534. บทบาทของจิตวทิ ยาการกีฬาท่ีมีต่อการสอนและพลศกึ ษา. วารสารจิตวทิ ยาการกีฬา.
วนิชชา ศรีตะปัญญะ. 2552. การวจิ ยั ดา้ นจิตวิทยาการออกกาลังกายและการกีฬาในประเทศไทย.
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวทิ ยาลยั บรู พา.
วิทวสั ศรีโนนยางค์. 2552. การศกึ ษาความเขม้ แขง็ ทางจิตใจของนักกีฬาทีมชาตไิ ทยประเภททีมและประเภท
บคุ คลที่เข้ารว่ มการแขง่ ขันกีฬาซีเกมส์ ครง้ั ท่ี 24 ณ จงั หวดั นครราชสมี า. ปริญญานพิ นธ์ วท.ม.
กรงุ เทพฯ : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. อัดสาเนา.
วลิ าสลกั ษณ์ ชวั วาล.ี 2538. การรบั ร้คู วามสามารถของตนเองในเร่ืองอาชีพ : ตวั แปรทนี่ ่าสนใจในการศึกษา
เกยี่ วกบั อาชีพและการทางาน; จติ วิทยา.2(1) : 92-109
สมบัติ กาญจนกจิ . 2532. จติ วทิ ยาการกีฬา (เอกสารการสอนวชิ าจติ วิทยาการกีฬา). กรุงเทพฯ: ภาควชิ า
พลศกึ ษา คณะครุ ุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
สมบตั ิ กาญจนกจิ และ สมหญิง จนั ทรุไทย. 2542. จติ วิทยาการกีฬา แนวคดิ ทฤษฎีสู่การบฏิบตั ิ.
พิมพค์ ร้ังที่ 1. กรงุ เทพฯ : สทุ ธาการพิมพ.์
สมบูรณ์ ลขิ ิตยง่ิ วรา. 2548. การศึกษาความเขม้ แขง็ ทางจิตใจของนักวิ่งและนักจกั รยานเสอื ภูเขาทเี่ ข้าร่วม
การแข่งขันจอมบงึ มาราธอน ครัง้ ที่ 16 และจักรยานเสือภูเขา ครั้งท่ี 8. ปรญิ ญานิพนธ์ ค.ม.
(คณะครุศาสตร์). ราชบรุ ี : บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั หมู่บ้านจอมบงึ . ถา่ ยเอกสาร.

206

สมโภชน์ เอีย่ มสภุ าษิต. 2536. ทฤษฎีและเทคนิคการปรับพฤติกรรม. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.

สชุ า จนั ทน์หอม. 2527. จิตวิทยาทวั่ ไป. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
สชุ าดา สธุ รรมรกั ษ.์ 2531. เอกสารประกอบการสอนวชิ า จต 101 จิตวทิ ยาเบ้ืองต้น. ภาควชิ าการแนะแนว

และจติ วิทยาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
สุปราณี ขวัญบญุ จันทร์. 2541. จติ วทิ ยาการกฬี า. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานชิ จากัด.
สพุ ัชรนิ ทร์ ปานอทุ ยั และนฤพนธ์ วงศจ์ ตรุ ภัทร. 2551. การพฒั นาและวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบแหลง่

ความเชื่อมัน่ ทางการกีฬาของนกั กีฬาระดับอุดมศกึ ษาไทย. วารสารวิทยาศาสตรก์ ารออกกาลงั กาย
และกีฬา, 1(6), น. 82 – 97.
สุพติ ร สมาหโิ ต. 2546. จติ วทิ ยาการกีฬาสาหรบั ผ้ฝู กึ สอนและนกั กีฬา. สารวิทยาศาสตรก์ ารกีฬา. 1, 35
(มีนาคม) : 11-17.
สุรนิ ทร์ สทุ ธิธาทิพย์. 2539. ความเครยี ดและการจดั การความเครยี ด (เอกสารการสอนวิชาจติ วทิ ยา
การกีฬา). ชลบรุ ี : ภาควิชาการแนะแนวและจติ วทิ ยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
บรู พา. อดั สาเนา.
สบื สาย บุญวีรบุตร. 2539. ประวตั ิจติ วิทยาการกีฬา. วารสารจิตวิทยาการกีฬา. หน้า 28-30. ชลบรุ ี :
วทิ ยาลยั พลศกึ ษา จังหวดั ชลบุรี.
______. 2540. จิตวิทยาการกีฬากับการประยกุ ต์ใชส้ าหรับผฝู้ ึกสอน. (เอกสารการสอนวิชาจิตวิทยา
การกีฬา). ชลบรุ ี : วทิ ยาลยั พลศึกษา จังหวดั ชลบุร.ี ถ่ายเอกสาร.
______. 2541. จติ วิทยาการกีฬา. ชลบุรี : ชลบุรีการพมิ พ์.
______. 2542. จติ วทิ ยาการกีฬา. เอกสารประกอบการบรรยาย ในการอบรมเชงิ ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
การกีฬา เร่ือง การพฒั นาวทิ ยาศาสตร์การกีฬาเพ่ือเตรียมพรอ้ มเขา้ สูศ่ ตวรรษท่ี 21. โรงแรมสยาม
อนิ เตอร์คอนติเนนตัล และโรงแรมโซลทวนิ ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร, 2-6 สงิ หาคม.
สนัน่ สนธเิ มอื ง. 2536. การศกึ ษาเทคนิคจติ วทิ ยาการกฬี าของผฝู้ ึกสอนทีมชาติไทยและกีฬามหาวทิ ยาลยั .
วิทยานพิ นธ์ ค.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บณั ฑติ วิทยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ถา่ ยเอกสาร.
อบรม สนิ ภบิ าล. (ม.ป.ป). รวมทฤษฎจี ติ วทิ ยา. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์.
อมรรัตน์ ศริ ิพงศ์. 2540. การศึกษาความเข้มแข็งทางจิตใจของนักกีฬาทเี่ ข้ารว่ มในการแข่งขนั กีฬาแหง่ ชาติ
ครง้ั ท่ี 30. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (พลศึกษา). กรุงเทพฯ : บณั ฑิตวทิ ยาลยั จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ถ่ายเอกสาร.
อรา่ ม ตัง้ ใจ. 2539. จติ วทิ ยาการกีฬา (แรงจูงใจ), การฝึกสมรรถภาพทางกาย. กรุงเทพฯ : ไทยมิตร
การพมิ พ์.
อารีย์ พันธุ์มณี. 2534. จติ วิทยาการสอน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ตน้ อ้อจากัด.
Anshel, M. 2007. Conceptualizing applied exercise psychology. The Journal of
the American Board of Sport Psychology. Volume 1-2007.
Bandura, A. 1997. Self-efficacy : Toward a unifying theory of behaviour change.
psychological review. 84:191-215.
________. (1977). Social Learning Theory. Englewood Cliffs. New Jersey : Prentice-Hall.
________. (1986). Social Foundations of Thought and Action : A Social Cognitive Theory.
Englewood Cliffs. New Jersey : Prentice-Hall.

207

Berger, B. G., D. Pargman, and R.S. Weinberg. 2002. Foundations of exercise psychology.
Fitness Information Technology, Morgantown, WV.

Biddle, S. J. H. and Fuchs, R. 2009. Exercise psychology: A view from Europe. Psychology of
Sport and Exercise. xxx: 1-10.

Biddle, S. J. H. and Mutrie, N. 2008. Psychology of physical activity: determinants,
well-being, and interventions. 2nd ed. Routledge, New York.

Billingsley, H. 2007. Building confidence through motivation. Retrieved April,13, 2007,
from the United State Professional Diving Coaches Association, Retrieved December
20, 2009.

Butler, R.J. 1997. Sport Psychology in Performance. Oxford : Butterworth-Heinemann.
Cox, R.H. 2012. Sport psychology : Concept and Applications. 7th edition. McGraw – Hill

Company, USA.
Cresswell, S. L. 2002. KEY QUESTIONS ON MENTAL TOUGHNESS, Australia. Department

of Human Movement and Exercise Science, University of Western Australia.
Edward Maupin. 2001. Concentration and Hypnosis. (Online). Available:

http://www.geocities.com/seaoutsiders/sakodjid1.htm
Fourie, S.;& Potgieter, J. R. 2001. The nature of mental toughness in sport. Journal for

Research in Sport, Physical Education and Recreation, 23, 63-72.
Gluecx, W.F. 1982. Personal : A Diagnostic Approach.
Goldberg, A. 2002. Improve mental toughness focus concentration : Sport Psychologist

Dr Alan Goldberg. The Sportcoach.com. (Online).
Hagger, M. and Chatzisarantis, N. 2005. The social psychology of exercise and sport. 1st ed.

Open University Press, England.
Hilgard, Ernest R. 1962. Introduction to Psychology. New York : Hart Court, Brace World

Inc.
Hoover, Andrea J. 2006. A Study of Student-athletes and Coaches Views on Mental

Toughness : Master Thesis, M.A.(Art) Marietta. College Marietta College.
Huang, C.J., Wang, P.T. & Hsu, C.Y. 2004. The influence of athletes’ attributes on source of

sport confidence., 11, 1-17. Retrieved December 30, 2006, from the Chinese
Electronic Periodical Services.
Irwin, M. L., S.S. Tworoger, Y. Yasui, B. Rajan, L. McVarish, 2004. Influence of demographic,
physiologic, and psychosocial variables on adherence to a yearlong moderate-
intensity exercise trial in postmenopausal women. Preventive Medicine
39: 1080-1086.
Jones, G.;& Connaughton, D. 2002. What is this thing called mental toughness?
An investigation of elite sport performers. Journal of Applied Sport Psychology.
14 : 205-218.

208

Kentta, G., Hassmen, P., & Raglin, J.S. 2001. Training practices and overtraining syndrome in
Swedish age group athletes. International Journal of Sport Medicine, 22, 1-6.

Locke, E.A. and Latham, G.P. 1985. The Application of Goal Setting to Sport. Journal of
Sports Psychology. 1985. 7 : 205 – 222.

Marcus, B. H. and Forsyth, L. H. 2003. Motivating people to be physically active.
Human Kinetics, United States.

Marshall, S. J. and Biddle, S. J. H. 2001. The transtheoretical model of behavior change:
A meta-analysis of applications to physical activity and exercise. Annals of
Behavioral Medicine 23: 229-246.

Maslow, A.H. 1954. Motivation and Personality. New York : Harper.
Maslow, Abraham H. 1970. Motivation and Personality. 2nd ed. New York: Harper & Row.
Middleton, S.C. ;& et al. 2003. Mental Toughness: Is the mental toughness test tough

enough? International Journal of Sport and Exercise Science.
Molinero, O., Salguero, A., Tuero, C., Alvarez, E., & Marquez, S. 2006. Dropout reasons in

young Spanish athletes: relationship to gender, type of sport and level of
competition. Journal of Sport Behavior, 29, 255-269.
Morris, T. & Summers, J. 2004. Sport psychology: Theory, applications and issues. Australia
: John Wiley & Sons.
Pender, N. J., 1996. Health Promotion in Nursing Practice. 2nd ed. Norwalk. Conn: Appleton
and Lenge.
Pender, N. J., & Stein, K. F. 2002. Social support, the self system, and adolescents health
and health behavior. In L. L. Hayman, M. M. Mahoo, & J. R. Turner (Eds.), Health and
behavior in childhood and adolescence (4th ed., pp. 37-68). New York: Springer.
Pender, N.J., Murdaugh, C.L. & Parsons, M.A. 2002. Health Promotion in Nursing Practice.4th(ed).
New Jersey : Pearson Education, Inc.
Poh, Y.K. & Smith, D. 2001. Effect of age, gender and sport – type on source of sport
confidence. Master’ s thesis. National Institute of Education, Nanyang Technological
University.
Rainer_Martens” Martens, R. 2004. Successful Coaching. 3rd edition. Human Kinetics book,
Illinois.
Raglin, J. D., and Wilson, G. S. 2000. Overtraining in athletes. In Y. L. Hanin (Ed.), Emotions in
sport (pp. 191-207). Champaign, IL: Human Kinetics.
Vealey, R.S., Hayashi S.W., Garner, H.G. & Giacobbi, P. 1998. Source of sport confidence:
Conceptualization and instrument development. Journal of Sport and Exercise
Psychology, 20, 54-80.
Weinberg, R.S. & Gould, D. 2007. Foundations of sport and exercise psychology. 4th ed.
Illinois. Human Kinetics.

209

Yoo, J. 1991. Analyses of multidimentional factors influencing adherence to exercise.
Korean Journal of Sport Science 3: 84-93.


Click to View FlipBook Version