91
แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 6
แรงจงู ใจทางการกีฬา
(Motivation in Sport)
หัวข้อเนอ้ื หา
1. ความหมายของแรงจงู ใจ
2. ความสาคญั ของแรงจูงใจ
3. ทฤษฎีแรงจูงใจ
4. ประเภทของแรงจงู ใจ
5. องค์ประกอบทีม่ ผี ลตอ่ แรงจงู ใจ
6. แรงจงู ใจกบั การกฬี าและการออกกาลังกาย
7. ทฤษฎแี รงจงู ใจทางการกีฬา
8. แรงจูงใจกบั ความสาเร็จในการแข่งขันกีฬา
วตั ถปุ ระสงค์ท่ัวไป
1. เพอ่ื ให้นกั ศึกษาทราบถงึ ความหมายของแรงจงู ใจ
2. เพ่อื ใหน้ กั ศึกษาทราบถึงความสาคญั ของแรงจงู ใจ
3. เพือ่ ให้นักศกึ ษาทราบถึงทฤษฎีแรงจูงใจทางการกีฬา
4. เพ่ือให้นกั ศกึ ษาทราบถึงประเภทของแรงจงู ใจและองค์ประกอบทมี่ ผี ลตอ่ แรงจงู ใจ
5. เพอ่ื ใหน้ กั ศึกษาทราบถึงแรงจงู ใจกบั การกฬี าและการออกกาลังกาย
6. เพอ่ื ให้นักศกึ ษาทราบถึงแรงจงู ใจกับความสาเร็จในการแข่งขนั กีฬา
วัตถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. นกั ศึกษาสามารถระบุความหมายของแรงจูงใจ
2. นกั ศกึ ษาสามารถระบุความสาคัญของแรงจงู ใจ
3. นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายทฤษฎแี รงจงู ใจทางการกีฬา
4. นกั ศึกษาสามารถระบุประเภทของแรงจูงใจและองค์ประกอบทมี่ ผี ลตอ่ แรงจงู ใจ
5. นักศึกษาสามารถอธิบายแรงจงู ใจกับการกฬี าและการออกกาลังกาย
6. นักศึกษาสามารถอธบิ ายแรงจงู ใจกบั ความสาเร็จในการแขง่ ขันกีฬา
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. อธบิ ายความหมาย ความสาคญั เน้ือหาความรเู้ กีย่ วกับแรงจงู ใจทางการกีฬา
2. นาเขา้ สบู่ ทเรียนด้วยการสนทนาเรื่องทเ่ี กี่ยวข้องกบั แรงจงู ใจทางการกีฬา
3. ให้นกั ศึกษาได้แสดงความคดิ เห็น ซกั ถามปัญหา ข้อสงสยั
4. อาจารยอ์ ธบิ าย ตอบคาถาม และสรุปเนื้อหาเกย่ี วกับแรงจงู ใจทางการกฬี า
5. ศึกษาจากเอกสารตา่ งๆ เพิ่มเติม
92
สอ่ื การสอน
1. คลปิ วดี ีทศั น์เกย่ี วกบั แรงจูงใจทางการกีฬา
2. เอกสารการสอนจติ วิทยาการกีฬาและการออกกาลงั กาย บทที่ 6 แรงจงู ใจทางการกฬี า
1. ภาพประกอบจากเอกสารการสอนจิตวิทยาการกฬี าและการออกกาลงั กายบทท่ี 6
การวัดและการประเมินผล
1. สังเกตการสนใจ ความต้งั ใจ
2. พจิ ารณาจากการอภปิ ราย ถาม-ตอบ เสนอความคิดเห็น
3. ให้นักศกึ ษาแสดงความคิดเห็น เสนอแนะฯ
4. พิจารณาจากงาน ความรบั ผิดชอบ
5. การตอบคาถามท้ายบท
93
บทที่ 6
แรงจูงใจทางการกฬี า
(Motivation in Sport)
ความหมายของแรงจูงใจ
มผี ใู้ ห้ความหมายของแรงจงู ใจไว้หลายทา่ น ดังน้ี
แมร์ (พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา. 2542 ; อ้างอิงจาก Maire. n.d.) กล่าวว่า การจูงใจเป็นกระบวนการ
ซ่งึ การแสดงออกของพฤติกรรมได้รับอทิ ธพิ ลจากจดุ ม่งุ หมายทพ่ี ฤติกรรมน้ันมงุ่ ไปสจู่ ุดหมาย
กลูเอ็ด (Gluecx. 1982) ได้ให้ความหมายของแรงจูงใจว่า เป็นสภาวะภายในของบุคคลซ่ึงจะเป็น
ตัวกาหนดทิศทาง และระดับของพฤติกรรมทาให้เกิดการทางานของแต่ละบุคคลมีพลังมากข้ึน และดาเนิน
เรือ่ ยไปอย่างต่อเนอ่ื งจนบรรลคุ วามตอ้ งการของตน
อารีย์ พันธุ์มณี (2534 ; อ้างอิงจาก Mouley. n.d.) กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง สภาพท่ีอินทรีย์เกิด
ความต้องการ หรืออยู่ในสภาวะขาดสมดุลก็จะทาให้เกิดแรงขับหรือแรงจูงใจเพื่อผลักดันให้เกิดพฤติกรรมมา
เพ่ือทดแทนภาวการณ์ขาดหรือทาให้อินทรีย์อยู่ในภาวะสมดุลแรงจูงใจจึงเป็นสิ่งจาเป็นเบื้องต้นในการเรียนรู้
และเป็นสิง่ กาหนดทศิ ทาง และความเข้มของพฤติกรรมให้เกดิ ขน้ึ
อรา่ ม ตง้ั ใจ (2539) กล่าวว่า แรงจงู ใจในการกีฬา หมายถึง สิง่ ทีก่ ระตนุ้ เร้าให้เราต้องมีส่วนร่วมในการ
กฬี า การทีค่ นเราอยากหรอื ไม่อยากเลน่ กีฬานั้นไม่ได้ทาใหส้ มรรถภาพทางการกีฬาดีขึ้น แต่ถ้าอยากเล่น พอใจ
ท่ีจะเลน่ ทาให้มีความพยายาม มีการพัฒนาให้ดขี ้ึน เมอื่ พบอุปสรรคกไ็ มห่ ยดุ เล่นกีฬาไปง่ายๆ
พงษ์พันธ์ พงษ์โสภา (2542) กล่าวว่า การจูงใจเป็นกระบวนการท่ีอินทรีย์ถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าให้มี
พฤตกิ รรมมุง่ ไปส่จู ดุ มุ่งหมายปลายทาง ถ้ามแี รงจงู ใจมากพฤติกรรมจะมมี าก ดงั น้ันการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของมนุษยจ์ ึงเกิดจากแรงจงู ใจเปน็ สาคัญ
ลักขณา สรีวัฒน์ (2530) กล่าวว่า การท่ีคนเรามีความต้องการส่ิงใดสิ่งหน่ึงแสดงว่าขาดส่ิงน้ัน
ความต้องการจะเป็นแรงผลักดันให้แสดงพฤติกรรมเพื่อให้ได้ส่ิงนั้นๆ มาเมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการแล้วจะหยุด
พฤตกิ รรมนัน้ ๆ แต่เน่ืองจากมนุษย์มีความตอ้ งการไม่มีทสี่ ้ินสุดจงึ มีการแสดงพฤติกรรมอยูต่ ลอดเวลา
สืบสาย บญุ วรี บุตร (2541) กลา่ วว่า แรงจูงใจ คือสิ่งทกี่ าหนดทิศทางและระดับความตั้งใจท่ีจะกระทา
หรือประพฤติ (Direction and intensity) ในการเลือกและการคงไว้ของพฤติกรรมมนุษย์ แรงจูงใจเป็น
ตัวกากับพฤติกรรมของมนุษย์ทีจ่ ะให้ถอยหนีหรือเผชิญหน้าต่อสถานการณ์ต่างๆ และความตั้งใจท่ีจะประพฤติ
หรือพยายามที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์ ดังนั้นแรงจูงใจจึงเป็นตัวกาหนดทิศทางและระดับความต้ังใจ
ความพยายามท่ีจะกระทามีความมุ่งมั่นท่ีจะกระทา หรือปฏิบัติในการกีฬาแรงจูงใจจึงเป็นปัจจัยที่สาคัญต่อ
คณุ ภาพและความสามารถ ในการเล่นและแข่งขนั กีฬา
จากที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปความหมายของแรงจูงใจได้ว่า เป็นการกระตุ้น หรือ เร้าเพ่ือช่วยให้เกิด
การกระทาส่ิงใดส่ิงหน่ึงสาเร็จบรรลุเป้าหมาย มีแนวทางอันแน่นอน ซึ่งอาจจะเกิดจากความต้องการของตัว
ผู้กระทาเองหรือผู้กระทาได้รับสิ่งเร้าภายนอก การแสดงพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ ล้วนมีสาเหตุมาจาก
แรงจูงใจเป็นสิ่งสาคัญ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของมนุษย์ จึงจาเป็นต้อง
ศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจงู ใจและทฤษฎที ่ีเกยี่ วขอ้ งในการแสดงพฤติกรรม
94
ความสาคญั ของแรงจูงใจ
แรงจูงใจ มีความสาคัญโดยตรงต่อพฤติกรรมของบุคคล เพราะแรงจูงใจจะเป็นทั้งสภาวะที่ผลักดัน
และดึงให้บุคคลแสดงพฤติกรรมแตกต่างกัน ซึ่งการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลจึงต้องทาความเข้าใจกับ
แรงจูงใจของคนๆ น้ัน ว่าบุคคลน้ันมีแรงจูงใจอยู่ในประเภทใด ระดับใด (มุกดา ศรียงค์, 2540) ดังนั้น การทา
ความเข้าใจกับกระบวนการจูงใจ แนวคิดและทฤษฎีของแรงจูงใจจะช่วยให้บุคคลได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ
คอื
1. เข้าใจในพฤติกรรมของตนเองจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมตนให้สามารถเลือกพฤติกรรมให้
เหมาะสม และบงั คบั มใิ ห้ตนเองแสดงพฤตกิ รรมท่ีไม่เหมาะสมออกมาได้
2. เขา้ ใจในพฤติกรรมของผอู้ ่ืน อนั จะชว่ ยใหค้ นเราควบคุมพฤติกรรมของบคุ คลอ่นื ได้ดว้ ย
3. เข้าใจในพฤติกรรมของกลุ่มสังคม เพ่ือสร้างสถานการณ์ จูงใจให้กลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมไปใน
แนวทางทถ่ี ูกต้อง
ดังน้ัน การแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ล้วนแต่มีสาเหตุมาจากแรงจูงใจท้ังสิ้นเพื่อให้มีความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมท่ีสลับซับซ้อนของมนุษย์ จึงจาเป็นที่จะต้องศึกษาถึงทฤษฎีของแรงจูงใจและ
ทฤษฎที ีเ่ กยี่ วข้องในการแสดงพฤติกรรมของมนษุ ย์
การจูงใจไม่ใช่ตัวพฤติกรรม หรือเหตุการณ์ที่สามารถมองเห็นได้โดยตรงแต่เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง
ที่ช่วยอธิบายขั้นตอนการเกิดพฤติกรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจูงใจมีลักษณะที่สาคัญ 3 ประการ คือ (พนมไพร
ไชยยงค,์ 2542)
1. ให้พลังกระตุ้นต่อการแสดงพฤติกรรม หรือความเข้มของกาลังตอบสนองท่ีจะแสดงพฤติกรรรม
เมื่อกระหายน้ามาก เราจะเดินอยา่ งเร็ว หรอื ว่งิ เพอื่ เสาะแสวงหาน้าแก้ความกระหายแต่ถ้าเราไม่กระหาย หรือ
กระหายเพยี งเล็กนอ้ ยเราอาจจะเดินช้า ๆ พูดคยุ กับเพื่อนอย่างไม่รบี ร้อนเป็นต้น
2. กาหนดทิศทางและเป้าหมายของพฤติกรรม เช่น เม่ือหิวก็จะมีพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่การแสวงหา
อาหาร เช่นเดินไปร้านข้าวแกง ฝากเพือ่ นไปซอ้ื หรือวา่ จะเลือกทาอย่างไรดี เพราะมีทางเลือกหลายทางเพื่อให้
ได้อาหารมาบาบดั ความหิว การไดร้ ับประทานอาหารจงึ เป็นจดุ หมายปลายทาง หรอื ทศิ ทางของพฤติกรรม
3. กาหนดระดับความพยายาม หรือความมุ่งหน้าไม่ลดละของพฤติกรรมนั่น คือ จะใช้ความอดทน
หรือมานะพยายามในการกระทาพฤติกรรมนั้นได้นานเพียงใด เช่น เมื่อเราหิวเราจะเข้าครัวค้นหาของ
รบั ประทาน ถ้าในครัวไมม่ อี ะไรรับประทานได้ เรากจ็ ะออกไปนอกบ้านเพื่อซ้ือของรับประทาน ถ้าร้านแรกที่ไป
ถึงปิดร้าน แต่ความหิวเรายังสูงอยู่ เราก็จะไปหาร้านอื่น ๆ ต่อไปอีกอาจจะเป็นร้านท่ี 5 หรือ 6 จนกว่าจะได้
อาหารรบั ประทาน น่ันคอื ระดบั ความพยายาม หรอื ความมงุ่ หนา้ ไมล่ ดละที่จะแสดงพฤติกรรมก็สูงตามไปดว้ ย
ดงั นัน้ เมือ่ กล่าวถึงพฤติกรรมการจูงใจ จะต้องมีลักษณะที่สาคัญ 3 ประการ คือ ให้พลังแก่พฤติกรรม
มีทิศทาง และมุ่งหน้าพยายามไม่ลดละ พฤติกรรมจูงใจจึงเป็นพฤติกรรมที่มีเป้าหมายและเจ้าตัวมีความ
พยายามท่จี ะใหบ้ รรลเุ ป้าหมายนัน้
ประโยชนข์ องแรงจูงใจ
มุกดา ศรียงค์ (2540) ได้กล่าวไว้ว่า การท่ีจะเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลจึงต้องทาความเข้าใจกับ
แรงจูงใจของคนนัน้ ๆ ว่าบคุ คลนี้มีแรงจงู ใจอยใู่ นประเภทใด ระดับใด ดังนั้นการทาความเข้าใจกับกระบวนการ
จงู ใจ แนวคิด และทฤษฎขี องแรงจงู ใจจะชว่ ยใหบ้ คุ คลได้รับประโยชนใ์ นด้านต่างๆ คือ
1. เข้าใจในพฤติกรรมของตนเองจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมตนให้สามารถเลือกพฤติกรรมให้
เหมาะสมและบังคับมิให้ตนเองแสดงพฤติกรรมท่ไี ม่เหมาะสมออกมาได้
2. เขา้ ใจในพฤตกิ รรมของผ้อู ืน่ อนั จะชว่ ยให้คนเราควบคุมพฤตกิ รรมของบคุ คลอนื่ ได้
95
3. เข้าใจในพฤติกรรมของกลุ่มสังคม เพ่ือสร้างสถานการณ์ จูงใจให้กลุ่มบุคคลมีพฤติกรรมไปใน
แนวทางท่ีถูกต้องดังน้ันควรศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องเนื่องจากพฤติกรรมของมนุษย์มีผล
มาจากแรงจูงใจ และเพอื่ ให้เข้าใจพฤติกรรมของมนุษยม์ ากยง่ิ ข้นึ
ทฤษฎแี รงจงู ใจ
นักจติ วทิ ยาไดน้ าองคป์ ระกอบทางด้านความต้องการพ้ืนฐานด้านชีววิทยา ด้านอารมณ์ด้านสติปัญญา
และองค์ประกอบด้านสังคม มาเป็นแนวคิดในการสร้างทฤษฎี เพ่ืออธิบายว่าทาไมมนุษย์จึงแสดงพฤติกรรมท่ี
แสดงอยู่ ความเปน็ จริงแล้วไม่มีทฤษฎีใดทฤษฎีหนง่ึ ทส่ี ามารถอธบิ ายทุกด้านของแรงจูงใจ ได้ทั้งหมดดังทฤษฎี
แรงจงู ใจตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ทฤษฎีความต้องการความสุขส่วนตัว (Hedonistic Theory) (อบรม สินภิบาล, ม.ป.ป.) ทฤษฎีน้ี
กล่าวว่า คนทุกคนมีความต้องการแสวงหาความสุขส่วนตัว ลักษณะความต้องการแสวงหาความสุข จึงเป็น
แรงจูงใจหรือตัวเร้าท่ีทาให้บุคคลได้มีการกระทาหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา แต่ลักษณะการแสดงออก
ของพฤติกรรมในแต่ละบุคคลน้นั มีการแสดงออกมาแตกต่างกัน
2. ทฤษฎีสัญชาตญาณ (Instinctual Theory) (สุชาดา สุธรรมรักษ์, 2531) ทฤษฎีน้ีกล่าวว่า
สัญชาตญาณเป็นส่ิงที่ติดตัวคนมาต้ังแต่กาเนิด ทาให้บุคคลมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ โดยไม่จาเป็น
จะตอ้ งมกี ารเรียนรู้ สัญชาตญาณจงึ เป็นปฏกิ ริ ยิ าทีม่ ผี ลต่อแรงจูงใจให้บคุ คลได้กระทาพฤติกรรมต่างๆ ลักษณะ
ของ สัญชาตญาณมีหลายประเภท คือสัญชาตญาณเกี่ยวกับการดารงชีวิต เม่ือร่างกายอยู่ในสภาวะที่ไม่สมดุล
ความไม่สมดลุ ทางด้านร่างกายจะเป็นตัวเร้า หรือเป็นแรงจูงใจให้ร่างกายมีพฤติกรรมต่างๆ เกิดขึ้น อันเป็นผล
ทาให้บคุ คลสามารถดารงชีวติ ต่อไปได้ สัญชาตญาณ เกย่ี วกับความตายบุคคลทกุ คนมักจะเกรงกลัวว่าตนเองจะ
ถงึ แก่ความตาย จึงทาใหส้ นใจสุขภาพของตนเอง ในดา้ นของสญั ชาตญาณทางสังคม บุคคลย่อมจะมีการเรียนรู้
มีการลอกเลียนแบบจากประสบการณ์ตามสภาพสังคมของแต่ละแห่ง ทาให้สัญชาตญาณทางสังคมของแต่ละ
บคุ คลในแต่ละทอ้ งถนิ่ มคี วามแตกต่างกัน
3. ทฤษฎีแรงขับ (Drive Theory) (โยธิน ศันสนยุทธ, 2531) ทฤษฎีน้ีกล่าวว่า พฤติกรรมและการ
กระทาของคนมีส่วนสัมพันธ์แรงขับภายในของแต่ละบุคคล แรงขับมีลักษณะท่ีสาคัญ 2 ลักษณะ คือ แรงขับ
ภายในรา่ งกาย เป็นแรงขับที่เกิดจากความต้องการของร่างกาย และแรงขับภายนอกร่างกาย เป็นแรงขับท่ีเกิด
จากความต้องการทางสติปัญญา อารมณ์และสังคม ซ่ึงลักษณะดังกล่าว จะมีผลทาให้คนมีพฤติกรรมท่ีต่างกัน
แรงขบั สามารถแยกออกเปน็ แรงขบั เพ่อื การอยรู่ อดของชีวิต แรงขับฉุกเฉิน แรงขับเพื่อการสืบพันธ์ุ แรงขับเพื่อ
การศกึ ษา บุคคลจะต้องมีแรงขบั เพอ่ื การอยู่รอดของชวี ิตก่อน
4. ทฤษฎีความคาดหวัง (The Theory of Expectancy) (Hilgard, 1962) ทฤษฎีน้ีกล่าวว่า
ถ้าความคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับแตกต่างมาก คนเราจะเกิดความผิดหวังหมดกาลังใจ การจัดความคาดหวังหรือ
การต้ังจุดมุ่งหมายของคนเราให้อยู่ในระดับความสามารถท่ีเขาจะทาได้สาเร็จ จะทาให้คนมีกาลังใจท่ีจะทา
กิจกรรมให้สาเร็จตามความมุ่งหมาย จะเห็นได้ว่าในทฤษฎีน้ีความเข้าใจหรือการคาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้า
เปน็ ส่งิ ตดั สนิ หรอื ประเมินค่าพฤติกรรมท่ีบุคคลแสดงออกมานั่นคือ พฤติกรรมท่ีได้รับการจูงใจให้แสดงออกมา
ขึน้ อยกู่ บั การประเมนิ ผลพฤตกิ รรมที่เคยแสดงออกมา
5. ทฤษฎีลาดับข้ันแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow, 1970) เป็นทฤษฎีที่มีช่ือเสียงของมาสโลว์
อธิบายว่า แรงจูงใจของมนุษย์มีลาดับข้ันตอนตั้งแต่ขั้นต่าจนถึงข้ันสูงมีทั้งหมด 5 ข้ันตอนด้วยกัน คือ
ความต้องการทางสรีรวิทยา (Physiological Needs) ความต้องการความม่ันคงปลอดภัย (Safety Needs)
ความต้องการเป็นเจ้าของและความต้องการความรัก (Belongingness and Love Needs) ความต้องการมี
96
ศักดิ์ศรีจากตนเองและผู้อ่ืน (Esteem Needs from Oneself and Others) ความต้องการเป็นมนุษย์โดย
สมบูรณ์ (Self Actualized Needs) แรงจูงใจลาดับต้นต้องได้รับการตอบสนองก่อน แรงจูงใจลาดับสูง จึงจะ
พฒั นาตามมาโดยลาดบั ดังภาพประกอบ 1
ภาพท่ี 6.1 ทฤษฎลี าดับข้ันแรงจงู ใจของมาสโลว์ (Maslow)
ที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Maslow%27s_hierarchy_of_needs.svg
แรงจูงใจลาดับท่ี 1 คือ แรงจูงใจพื้นฐานท่ีมนุษย์ต้องได้รับการตอบสนองเป็นแรงจูงใจทางสรีรวิทยา
เชน่ มอี าหารรับประทานไม่โหยหิว มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรคมีเครื่องนุ่งห่ม กันร้อนกันหนาว ฯลฯ จึงพัฒนา
ความตอ้ งการประเภทอ่นื ๆ ตามมาได้ ถ้าความต้องการอันดับแรก ยังไม่ได้รับการตอบสนองพอเพียง แรงจูงใจ
ประเภทอื่นๆ ก็ยากที่จะบังเกิดขึ้นได้
แรงจูงใจลาดับท่ี 2 คือ แรงจูงใจเพื่อความปลอดภัยแห่งตนเอง และทรัพย์สินเมื่อต้องการอันดับแรก
ไดร้ ับการตอบสนองแลว้ กเ็ กดิ ความต้องการท่จี ะรกั ษาชวี ิต ทรพั ย์สินและสิ่งอ่ืนๆ ของตนใหม้ ่นั คงปลอดภัย
แรงจูงใจอันดับที่ 3 คือ แรงจูงใจเพ่ือเป็นเจ้าของ เช่น ความรู้สึกว่าตนมีชาติตระกูล มีครอบครัว
มีสถาบัน มีครู มีโรงเรียน มีท่ีทางาน ฯลฯ กับความต้องการถูกรักและได้รักผู้อื่น เช่น ต้องการให้มีผู้มาอาทร
ห่วงใยและก็ตอ้ งการหว่ งใยอาทรเก้ือกลู ดูแลผอู้ ื่นเช่นกนั
แรงจงู ใจอันดับท่ี 4 คอื แรงจงู ใจเพื่อการแสวงหาและรกั ศกั ดศ์ิ รเี กยี รตยิ ศทง้ั ด้วยสานึกของตนเองและ
ด้วยการกล่าวขวัญยกย่องเชิดชูจากผู้อื่น เช่น ความต้องการมีเกียรติมีหน้ามีตา มีช่ือเสียงเป็นที่ยกย่อง
ความรู้สกึ นบั ถือตนเองเชิดชตู นเอง
แรงจูงใจลาดับที่ 5 คือ แรงจูงใจเพ่ือตระหนักรู้ความสามารถของตนกับประพฤติปฏิบัติตน
ตามความสามารถและสุดความสามารถ โดยเพ่งเล็งประโยชน์ของบุคคลอ่ืนและของสังคมส่วนรวมเป็นสาคัญ
มาสโลว์ เช่อื ว่า คนทุกคนมีความมุ่งหมายของชีวติ เพอื่ จะเป็นคนโดยสมบรู ณใ์ นระดบั น้ีทง้ั ส้นิ
6. ทฤษฎีความต้องการตามหลักการของเมอร์เรย์ (อารี พันธุ์มณี, 2534 ; อ้างอิงจาก Murray, n.d.)
เมอร์เรย์ มีความคดิ เห็นว่า ความต้องการนี้บางครั้งเกิดข้ึนเนื่องจากกระตุ้นภายในของบุคคล และบางครั้งอาจ
เกิดความต้องการอนั เน่ืองจากสภาพสงั คมหรอื แรงกระตุ้นภายนอกก็ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ความต้องการเป็น
สิ่งที่เกิดข้ึนอนั เนอ่ื งมาจากสภาพทางรา่ งกายและสภาพทางจิตใจน่ันเอง ทฤษฎีความต้องการตามหลักการของ
เมอรเ์ รยส์ ามารถสรุปไดด้ งั นี้
97
1. ความต้องการท่ีจะเอาชนะด้วยการแสดงความก้าวร้าวออกมา (Need for Aggression)
เปน็ ความต้องการท่จี ะเอาชนะผู้อื่น เอาชนะสิ่งขัดขวางทั้งปวงด้วยความรุนแรงมีการต่อสู่ การแก้แค้น การทา
ร้ายร่างกายหรือการฆา่ ฟันกนั เชน่ การพูดประชดประชันกับเพือ่ นทีไ่ ม่ชอบ เปน็ ตน้
2. ความต้องการที่จะเอาชนะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ (Need for Counteraction) เป็นความต้องการ
ท่ีจะฟนั ฝา่ อุปสรรค ความล้มเหลวตา่ งๆ ดว้ ยการสรา้ งความพยายามขึ้น เช่น เม่ือได้รับคาดูถูกดูหมิ่น ผู้ที่ได้รับ
จะเกดิ ความพากเพยี รพยายามเอาชนะคาสบประมาทจนประสบผลสาเรจ็ เป็นตน้
3. ความต้องการท่ีจะยอมแพ้ (Need for Abasement) เป็นความต้องการที่จะยอมแพ้ ยอมรับผิด
ยอมรบั คาวิพากษว์ ิจารณ์ หรอื ยอมรบั การถูกลงโทษ เช่น การเผาตวั ตายเพือ่ ประท้วงการปกครอง เปน็ ตน้
4. ความต้องการป้องกันตนเอง (Need for Defense) เป็นความต้องการที่จะป้องกันตนเองจากคา
วิพากษ์วิจารณ์ การตาหนิติเตียนซ่ึงเป็นการป้องกันทางด้านจิตใจพยายามหาเหตุผลมาอธิบายการกระทา
ของตน มีการป้องกนั ตนเองเพอ่ื ใหพ้ ้นผิดจากการกระทาตา่ งๆทงั้ ปวง
5. ความต้องการเป็นอิสระ (Need for Autonomy) เป็นความต้องการจะเป็นอิสระจากสิ่งกดขี่
ท้ังปวง ต้องการที่จะตอ่ สู้ดิน้ รนเพ่อื เปน็ ตัวของตวั เอง
6. ความต้องการความสาเร็จ (Need for Achievement) เป็นความต้องการท่ีจะกระทาสิ่งต่างๆ
ที่ยากลาบากให้ประสบความสาเร็จ พยายามเอาชนะอุปสรรคทั้งปวงเพ่ือให้การทางานของตนประสบ
ความสาเรจ็
7. ความต้องการสร้างมิตรภาพกบั บุคคลอ่นื (Need for Affiliation) เป็นความต้องการที่จะทาให้ผู้อื่น
รักใคร่ ต้องการรู้จัก หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีความซื่อสัตย์ต่อเพ่ือน พยายามสร้างความสัมพันธ์
ใกล้ชิดกับบคุ คลอืน่
8. ความต้องการความสนุกสนาน (Need for Play) เป็นความต้องการท่ีจะแสดงความสนุกสนาน
ตอ้ งการหัวเราะเพอื่ ผอ่ นคลายความตงึ เครียด มกี ารสร้างหรือเล่าเรื่องตลกขบขัน มีการพักผ่อนหย่อนใจ มีการ
เลน่ เกมกฬี า เป็นต้น
9. ความต้องการแยกตนเองจากผู้อ่ืน (Need for Rejection) เป็นความต้องการหรือเป็น
ความปรารถนาของบุคคลในการที่จะแยกตนเองออกจากผู้อื่น ไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายกับบุคคลอื่น ต้องการ
เมินเฉยจากผู้อน่ื
10. ความต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น (Need for Succedanea) เป็นความต้องการให้
บุคคลอ่ืนมีความสุข เห็นอกเห็นใจ มีความสงสาร ต้องการได้รับความช่วยเหลือการดูแลและคาแนะนาจาก
บุคคลอื่น
11. ความต้องการท่ีจะให้ความช่วยเหลือต่อบุคคลอื่น (Need for Nurturance) เป็นความต้องการมี
ส่วนรว่ มในการทากิจกรรมกบั บคุ คลอ่ืน โดยการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองได้
หรือให้ความช่วยเหลือใหบ้ คุ คลอ่ืนพ้นจากภัยอนั ตรายตา่ งๆ
12. ความต้องการสร้างความประทับใจในตนเองให้แก่ผู้อื่น (Need for Exhibition) เป็นความ
ตอ้ งการใหบ้ คุ คลอน่ื ได้เหน็ ไดย้ นิ เกี่ยวกบั เรือ่ งราวของตัวเอง ต้องการให้ผู้อื่นมีความสนใจสนุกสนาน แปลกใจ
หรือตนื่ เต้นในเรือ่ งราวของตน
13. ความต้องการมีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่น (Need for Dominance) เป็นความต้องการให้บุคคลอื่น
ทาตามคาสัง่ ของตน ทาใหเ้ กิดความรสู้ ึกว่าตนมอี ิทธพิ ลเหนอื กวา่ บคุ คลอ่นื
98
14. ความต้องการที่จะยอมรับนับถือผู้อาวุโส (Need for Deference) เป็นความต้องการยอมรับ
นับถือผู้ท่ีมีอาวุโสว่าด้วยความยินดี รวมทั้งนิยมชมชอบในบุคคลท่ีมีอานาจเหนือกว่า พร้อมที่จะให้
ความร่วมมอื ช่วยเหลือดว้ ยความยินดี
15. ความต้องการหลีกเล่ียงความรู้สึกล้มเหลว (Need for Avoidance or Inferiority) เป็นความ
ตอ้ งการหลกี เลยี่ งให้พ้นจากความอบั อาย หลกี เลี่ยงการดูถกู หรือการกระทาตา่ งๆ ท่ีทาใหเ้ กดิ ความละอายใจ
16. ความต้องการท่ีจะหลีกเลี่ยงจากอันตราย (Need for Avoidance Harm) เป็นความต้องการ
หลีกเลี่ยงความเจบ็ ปวดทางดา้ นร่างกาย ตอ้ งการไดร้ ับความปลอดภัยจากอันตราย
17. ความต้องการหลีกเลี่ยงจากการถูกตาหนิหรือถูกลงโทษ (Need for Avoidance of Blame)
เป็นความต้องการหลีกเล่ียงการลงโทษด้วยการคล้อยตามกลุ่มหรือยอมรับคาสั่งหรือปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ
ของกลมุ่ เพราะกลัวถูกลงโทษ
18. ความตอ้ งการความเป็นระเบียบเรียบร้อย (Need for Orderliness) เป็นความต้องการจัดส่ิงของ
ตา่ งๆ ใหอ้ ยใู่ นสภาพทีเ่ ป็นระเบียบเรียบร้อย มคี วามประณตี งดงาม
19. ความต้องการที่จะรักษาชื่อเสียง (Need for Inviolacy) เป็นความต้องการที่จะรักษาชื่อเสียงของ
ตนท่มี อี ย่ไู ว้จนสดุ ความสามารถ
20. ความต้องการให้ตนเองแตกต่างจากบุคคลอ่ืน (Need for Contrariness) เป็นความต้องการให้
ตนเองไมเ่ หมือนกับบคุ คลอืน่
จากทฤษฎีท่ีผู้วิจัยได้กล่าวมาท้ังหมดนี้ จัดว่าเป็นทฤษฎีแรงจูงใจและเป็นทฤษฎีที่มีผลต่อพฤติกรรม
หรือการกระทาของบุคคลทั้งสิ้น แต่ละทฤษฎีจะมีพ้ืนฐานความเช่ือ และแนวความคิดที่แตกต่างกันออกไป
การนามาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องศึกษาในหลายๆ ทฤษฎีและวิเคราะห์แนวความคิดของแต่ละ
ทฤษฎีใหเ้ ขา้ ใจ
ทฤษฎแี รงจูงใจ คอื หลกั การกาหนดทิศทางการแสดงออกถงึ พฤติกรรมของนักกีฬา ซ่ึงมีผลกระทบต่อ
ความสาเร็จ หรือความล้มเหลวของนักกีฬา ทฤษฎีแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬามี 4 ทฤษฎี คือ (สุปราณี
ขวัญบุญจันทร์, 2541)
1. ทฤษฎีแรงจูงใจภายในและการประเมินความรู้ (Intrinsic Motivation and Cognitive
Evaluation Theory) แรงจูงใจภายในเป็นแรงจูงใจที่เกิดขึ้นจากภายในโดยไม่มีรางวัล หรือสิ่งล่อใจภายนอก
มาเปน็ แรงกระตนุ้ ใหก้ ระทาส่งิ นน้ั ๆ แรงจูงใจภายในเป็นแรงจูงใจในการเล่นกีฬาเพื่อความสนุก และสนุกที่จะ
ได้เล่น โดยไม่มีอิทธิพลจากภายนอกมาเกี่ยวข้อง เพราะแรงจูงใจภายในเกิดข้ึนจากแรงขับภายในที่ต้องการ
ตอบสนองต่อความต้องการพ้ืนฐานเท่าน้ันส่วนทฤษฎีการประเมินความรู้เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากการรับ รู้ว่า
ตนเองมีความสามารถ(Perceive Competence) และการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-determining)
องคป์ ระกอบที่สาคัญของทฤษฎกี ารประเมนิ ความรู้ คือ
1.1 การรับรู้ในการควบคุม (Perceive Controlling) หมายถึง นักกีฬาต้องรับรู้ว่าอะไรเป็น
แหล่งสาเหตุ (Locus of Causality) ในการจูงใจให้นักกีฬาเล่นกีฬา ซ่ึงประกอบด้วยความสนใจอยากเล่น
(แรงจูงใจภายใน) โดยไม่ได้หวังส่ิงล่อใจ คือ เงิน รางวัล หรือสิ่งของ (แรงจูงใจภายนอก)แต่เมื่อเล่นกีฬาไปได้
นาน ๆ อาจจะมีแรงจูงใจภายนอกเข้ามามีส่วนในการเล่นกีฬาของนักกีฬาได้ เพราะฉะน้ันนักกีฬาต้องรับรู้ใน
การควบคมุ ให้ได้วา่ ทาไมจงึ เลน่ กีฬาและเลน่ กีฬาเพราะอะไร
1.2 กระบวนการประเมินผล (Information Process) หมายถึง กระบวนการท่ีรับรู้ประเมิน
ว่า แรงจูงใจภายใน หรือแรงจูงใจภายนอกท่ีมีผลต่อความสามารถในการเล่นกีฬากระบวนการประเมินข้อมูล
เป็นองค์ประกอบสาคัญในการรับรู้ถึงความสามารถ และการตัดสินใจด้วยตนเอง ถ้านักกีฬามีกระบวนการ
99
ประเมินข้อมูลที่ดีแล้ว จะสามารถประเมินข้อมูลได้เลยว่าแรงจูงใจภายใน หรือแรงจูงใจภายนอกท่ีมีอิทธิพล
ตอ่ การเล่นกีฬา
2. ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motivation Theory) หมายถึง แรงจูงใจท่ีมีลักษณะ
นิสัยเผชิญหน้า หรือถอยหนีท้ังในขณะฝึกซ้อมและแข่งขัน รวมทั้งความมุ่งม่ันเพื่อความเป็นเลิศ แรงจูงใจ
ใฝ่สมั ฤทธิ์เปน็ องคป์ ระกอบทเ่ี กิดจากความต้องการท่ีจะประสบความสาเร็จ ลบด้วยความต้องการท่ีจะถอยหนี
ความลม้ เหลว สิง่ ทจี่ ะไดเ้ พ่มิ จากผลลบ คือแรงจูงใจภายนอกที่เข้ามามีอิทธิพลและความเป็นไปได้ท่ีจะประสบ
ความสาเร็จ ตามทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของฮาเตอร์ (Harter’s Competence Motivation Theory)
โดยอธิบายว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ คือแรงจูงใจท่ีเกิดจากความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถมีความพยายามที่
จะทาสิ่งท่ียากข้ึน (Mastery) และมีความต้องการท่ีจะฝึกสิ่งท่ียากขึ้นไปเรื่อย ๆ รับรู้ว่าตนเองประสบ
ความสาเร็จ และสามารถทาในสิ่งท่ียากข้ึนได้ แต่ในทางตรงข้าม นักกีฬาไม่อยากทาส่ิงที่ยากขึ้น เมื่อรับรู้ว่า
ทาแลว้ จะไม่ประสบความสาเร็จ ดังน้ันในการฝึกซ้อมหรือแข่งขันกีฬา นักกีฬาที่มีการรับรู้หรือถูกทาให้รับรู้ว่า
ตนเองมีความสามารถก็จะเกิดความม่ันใจ มีความต้องการท่ีจะฝึกซ้อมในสิ่งท่ียากย่ิงข้ึน และมีแรงจูงใจที่จะ
กระทาส่ิงท่ียากมากขึ้น
3. ทฤษฎีการอ้างสาเหตุ (Attribution Theory) อธิบายว่า ความพยายามของมนุษย์ในการอ้างสิ่ง
ต่างๆ เพื่อจะให้เกิดความเข้าใจการกาหนดพฤติกรรม และเหตุการณ์ต่าง ๆ ของตนเองจะทาให้แรงจูงใจใน
การกระทานน้ั ม่ันคงย่ิงข้ึนนอกจากน้ันยังสามารถใช้อธิบายความสามารถของตนเองด้วยทฤษฎีการอ้างสาเหตุ
ของไฮเดอร์ ประกอบด้วย ปัจจัยประกอบส่วนบุคคล คือ ความสามารถ (Ability) และความพยายาม (Effort)
และปัจจัยประกอบส่ิงแวดล้อม คือ ความยากของงาน (Task Difficulty) และโชค (Luck) การอ้างสาเหตุใน
การกระทาของนักกีฬาสืบเนื่องมาจากความเข้าใจในปัจจัยประกอบส่วนบุคคล คือ ความสามารถและ
ความพยายาม และปัจจัยประกอบส่ิงแวดล้อมคือ ความยากของงานและโชค เช่น นักกีฬาอ้างถึงสาเหตุของ
การแพก้ ารแข่งขนั เพราะทีมคแู่ ข่งขันเก่งกวา่ ฝีมือเก่งกวา่
4. ทฤษฎกี ารกาหนดเป้าหมาย (Goal Setting Theory) เป้าหมาย คือ บางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการ
จะกระทาใหส้ าเรจ็ ซ่งึ เป้าหมายมีอิทธิพลในการเพ่มิ ประสิทธภิ าพของงาน 4 ประการ คอื
4.1 เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความตั้งใจและการกระทาโดยตรง (Direct Attention and Action)
ผู้ฝึกสอนกาหนดเป้าหมายในการฝึกซ้อม หรือแข่งขันให้แก่นักกีฬา การกาหนดเป้าหมายเป็นสิ่งกาหนด
พฤติกรรมและความตงั้ ใจของนกั กฬี า และเป็นแรงจูงใจใหก้ ับนักกฬี าตั้งใจในการฝกึ ซ้อมและตง้ั ใจเขา้ แข่งขัน
4.2 การใช้พลังในการเล่นหรือแข่งขัน (Mobilized Expenditure) ขณะท่ีนักกีฬามี
ความตั้งใจ และทาการเตรียมตัวเพ่ือกระทากิจกรรมที่กาหนดไว้นั้น นักกีฬาควรกาหนดพลังท่ีตนเองใช้หรือ
ทมุ่ เทให้แก่กจิ กรรมน้นั ได้อยา่ งเหมาะสมดว้ ย
4.3 ความพยายามต่องานระยะยาว (Prolong Effort) การกาหนดเป้าหมายของกิจกรรม
จะส่งผลถึงความอดทน หรือความเพียรพยายามในการปฏิบัติกิจกรรมน้ันด้วย นักกีฬาที่กาหนดเป้าหมายไว้
ล่วงหน้าจะมีความอดทน และความพยายามในการบรรลุเป้าหมายได้ยาวนานกว่านักกีฬาท่ีไม่มีการกาหนด
เป้าหมาย
4.4 การพฒั นายทุ ธวิธีสร้างแรงจูงใจ (Motivates Strategy Development) การกระตุน้ ให้
นักกีฬาพัฒนายุทธวิธีในการฝึกซ้อม การางแผนในการฝึกซ้อม และการแข่งขันให้มีประสิทธิภาพมากข้ึนน้ัน
ผู้ฝึกสอนมีวิธีปฏิบัติ คือควรกระตุ้นให้นักกีฬารู้จักการจัดตารางเวลาของตนเองกับตารางการฝึกซ้อมให้
เหมาะสมเพื่อช่วยให้นักกีฬาได้รู้จักการจัดการกับตนเอง โดยรู้ว่าเวลาไหนควรฝึกซ้อมหรือทากิจกรรมอื่นๆ
ท่ีเหมาะสม
100
ประเภทของแรงจูงใจ
แรงจูงใจไม่เพียงแต่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรมท่ีต่างกันเท่านั้น แรงจูงใจยังเป็นส่ิงสาคัญที่ก่อให้เกิด
ความต้องการ หรอื ความโน้มเอียงที่จะทาให้บคุ คลมพี ฤติกรรมมุ่งจุดมุ่งหมายอีกด้วยจากเหตุผลน้ีเองจึงทาให้มี
ผู้สนใจศึกษาเกี่ยวกับแรงจูงใจเป็นอย่างมาก และได้พยายามจาแนกประเภทของแรงจูงใจไปตามแรงจูงใจ
ตา่ งๆ ดังน้ี
นักจิตวิทยาได้พยายามใช้หลักเกณฑ์ต่างๆ ในการจาแนกประเภทของแรงจูงใจวิธีการหนึ่งคือ
การแบ่งออกตามพืน้ ฐานของการเกดิ แรงจงู ใจ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. แรงจูงใจข้ันปฐมภูมิ (Primary Motives) เป็นแรงจูงใจท่ีมีพ้ืนฐานทางด้านร่างกายติดตัวมา
แตก่ าเนิด ไมใ่ ชก่ ารเรียนรูห้ รือประสบการณ์
2. แรงจูงใจขั้นทุติยภูมิ (Secondary Motives) เป็นแรงจูงใจที่มีพื้นฐานมาจากสังคมและการเรียนรู้
หรือประสบการณ์
กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2530) ได้แบ่งประเภทแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังของการแสดงออกของพฤติกรรม
ออกเป็น Motivation 2 ประเภท ดังนี้
1. แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เป็นภาวะที่บุคคลเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่ดีทาด้วย
ความเตม็ ใจ โดยถอื วา่ การบรรลใุ นกิจกรรมนั้น เป็นรางวัลอย่แู ลว้
2. แรงจงู ใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เป็นภาวะทบี่ ุคคลแสดงพฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกมาเพราะ
มีสิ่งใดส่ิงหน่ึงมาเร้า ไม่ได้ทาเพื่อความสาเร็จในสิ่งนั้นเลย เช่น การกระทาเพื่อต้องการรางวัล ตาแหน่ง และ
เกรด เปน็ ต้น
สุชา จนั ทร์เอม (2527) ได้แบ่งทฤษฏแี รงจูงใจตามแหลง่ ทม่ี าของแรงจูงใจออกเป็น 3 ประเภท ดงั น้ี
1. แรงจูงใจทางสรีรวิทยา (Physiological Motivation) แรงจูงใจด้านนี้เกิดข้ึนเพ่ือสนองความ
ต้องการทางดา้ นร่างกายท้ังหมด เพ่ือให้บุคคลมีชีวิตอยู่ได้ เป็นความต้องการที่จาเป็นทางธรรมชาติของมนุษย์
ได้แก่ ต้องการน้า อาหาร ต้องการพักผ่อนและปราศจากโรค เราสามารถวัดระดับความต้องการทางสรีระได้
จากการสังเกตพฤติกรรมการกระทาของคนเรา โดยวัดจากความมากน้อยของการกระทา การเลือกกระทา
การโต้ตอบสงิ่ มาขดั ขวาง
2. แรงจูงใจทางจิตวิทยา (Psychological Motivation) มีความสาคัญน้อยกว่าแรงจูงใจทางด้าน
สรีรวิทยา เพราะจาเป็นในการดารงชีวิตน้อยกว่า แต่จะช่วยคนเราทางด้างจิตใจจะทาให้มีสุขภาพจิตดีและ
สดชื่น แรงจูงใจประเภทนี้ ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็นและการตอบสนองต่อส่ิงแวดล้อม ความต้องการ
ความรัก และความเอาใจใส่ใกลช้ ิดจากผู้อ่นื
3. แรงจูงใจทางสังคมหรือแรงจูงใจที่เกิดจากการเรียนรู้ (Social Motivation) แรงจูงใจชนิดนี้มี
จุดเร่ิมต้นส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ทางสังคมในอดีตของบุคคล และจุดมุ่งหมายของแรงจูงใจชนิดนี้มี
ความสัมพันธ์กับการแสดงปฏิกิริยาของบุคคลอ่ืนๆ ที่มีต่อเราแรงจูงใจทางสังคมท่ีมีความสาคัญต่อการดาเนิน
ชวี ติ ของคนเรา ได้แก่
3.1 แรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธ์ิ (Achievement Motivation) เปน็ ความปรารถนาของบุคคลที่จะทา
กิจกรรมต่างๆ ให้ดีและประสบความสาเร็จ ซ่ึงได้รับการส่งเสริมมาต้ังแต่วัยเด็กจากผลของการวิจัยพบว่า
เดก็ ท่ไี ด้รบั การอบรมเลย้ี งดอู ย่างอสิ ระเป็นตัวของตัวเอง ฝึกหดั การชว่ ยเหลือตัวเองตามวัย จะเจริญเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ท่ีมีความต้องการความสาเร็จในชีวิตสูง การฝึกให้บุคคลมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงจึงต้องเร่ิมต้นจาก
ครอบครัว
101
3.2 แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliative Motivation) เป็นแรงจูงใจที่ทาให้บุคคลปฏิบัติตนให้
เป็นทีย่ อมรบั ของบุคคลอ่ืน ตอ้ งการความเอาใจใส่ ต้องการความรกั จากผู้อื่น
3.3 แรงจูงใจต่อความนับถือตนเอง (Self-Esteem Motivation) เป็นแรงจูงใจท่ีบุคคล
ที่ปรารถนาเป็นท่ียอมรับของสังคม มีช่ือเสียงเป็นท่ีรู้จักของคนโดยทั่วไป ต้องการได้รับการยกย่องจากสังคม
ซึง่ จะนาไปสู่ความนบั ถือตัวเอง
พงษพ์ นั ธ์ พงษโ์ สภา (2542) จาแนกแรงจูงใจออกได้เปน็ 3 ประเภท คอื
1. แรงจูงใจเพ่ือความอยู่รอด (Survival Motives) เป็นแรงจูงใจท่ีช่วยให้คนเราสามารถดารงชีวิต
อยู่ได้ แรงจูงใจชนิดน้ีมักจะสัมพันธ์กับส่ิงเบ้ืองต้นที่คนเราต้องการในชีวิต เช่น อาหาร น้า อากาศ และ
การขบั ถ่าย
2. แรงจูงใจทางสังคม (Social Motives) เป็นแรงจูงใจท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนรู้ในสังคมอาจได้รับ
อิทธิพลโดยตรงจากส่ิงเร้าท่ีบุคคล หรือจากวัตถุท่ีมองเห็นได้ จับต้องได้ หรือมาจากภาวะสังคมที่มองไม่เห็น
ก็ได้ เช่น การมีอิทธิพลเหนอื ผู้อ่นื การเป็นผู้นา การสร้างมิตร เปน็ ตน้
3. แรงจงู ใจเก่ียวกบั ตนเอง (Self Motives) แรงจูงใจชนิดน้ีค่อนข้างจะซับซ้อน และผลักดันให้คนเรา
พยายามปรบั ตวั ไปในทางท่ดี ขี ้ึน เชน่ แรงจูงใจท่ีเกย่ี วกบั ความสาเร็จในหน้าท่ีการงาน หรือ ความสาเร็จในชีวิต
เปน็ ตน้
แรงจงู ใจเก่ียวกับตนเองและสงั คมอาจจาแนกได้ ดังน้ี
1. แรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ (Achievement Motive)
2. แรงจงู ใจใฝส่ มั พนั ธ์ (Affiliation Motive)
3. แรงจูงใจใฝ่อานาจ (Power Motive)
4. แรงจูงใจใฝก่ ้าวร้าว (Aggression Motive)
1. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ (Achievement Motive) เป็นแรงจูงใจท่ีทาให้บุคคลมีความต้องการท่ีจะ
กระทาสิ่งต่างๆ ทั้งในหน้าท่ีการงาน และเรื่องราวส่วนตัวให้สาเร็จลุล่วง จากผลการวิจัยพบว่าพ่อแม่ที่มี
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงย่อมมีอิทธิพลที่จะทาให้เด็กเป็นผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิสูงตามด้วยทั้งนี้ เพราะพ่อแม่
จะเอาใจใส่เก่ียวกับการกระทาของเด็ก มาต้ังแต่เล็ก ๆ โดยการแสดงความรักใคร่ต้ังมาตรฐานการกระทาใน
สิ่งตา่ งๆ ตลอดจนคอยกระตุน้ แนะนาใหก้ าลงั ใจแก่เดก็ ในการทากิจกรรมอยู่ตลอดเวลา
ลกั ษณะของผ้ทู ่มี ีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ
1. เปน็ ผูท้ ี่มคี วามบากบัน่ พยายาม อดทนเพอ่ื จะทางานใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
2. ต้องการทางานให้ดีทส่ี ดุ โดยเนน้ ถึงมาตรฐานท่ีดีเลิศของความสาเร็จ
3. ชอบความท้าทายของงาน โดยมุ่งทางานที่สาคญั ใหป้ ระสบความสาเร็จ
4. ชอบแสดงออกถงึ ความรบั ผดิ ชอบเกยี่ วกบั งาน
5. ชอบแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์
6. ทางานอย่างมีหลกั เกณฑ์เปน็ ขนั้ ตอน และมกี ารวางแผน
7. ชอบยกเหตผุ ลมาประกอบคาพูดอยเู่ สมอ
8. อยากให้ผู้อนื่ ยกย่องว่าทางานเกง่
2. แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliation Motive) เป็นแรงจูงใจท่ีทาให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพ่ือให้ได้มา
ซึ่งการยอมรับ เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูง และได้รับความนิยมจากบุคคลในกลุ่มพัฒนาการของแรงจูงใจ
ใฝ่สัมพันธ์จะเริ่มต้ังแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่น พ่อแม่ที่ไม่มี
ลักษณะการก้าวร้าว ขมขู่ หรือครอบครัวที่ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในพี่น้อง สิ่งเหล่าน้ีจะช่วยพัฒนา
102
บุคลิกภาพของเดก็ เม่ือเติบโตข้นึ มา จะทาให้เปน็ คนที่ทาอะไรเพ่ือให้ผู้อ่ืนพอใจเสมอลักษณะของผู้ที่มีแรงจูงใจ
ใฝ่สมั พนั ธส์ งู
1. ชอบผูกมิตรใหม่
2. ชอบคบเพ่ือนอย่างสนิทสนม
3. ชอบคบเพ่อื นมากๆ
4. ชอบพูดถึงมิตรภาพ ความใกลช้ ดิ สนิทสนมทีม่ ตี อ่ กัน
5. ชอบแสดงออกถึงอารมณ์ที่ละเอียดอ่อน เช่น เสียใจ เม่ือมีการพลัดพรากหรือหวานซ้ึง
เม่อื อยู่ใกลก้ ัน
6. แสดงออกถึงการให้ความสนใจ และยกยอ่ งผ้อู ่ืน
7. จะเน้นถึงการไดร้ บั ความชื่นชมจากบคุ คลอ่ืน
8. ชอบทาตนเป็นเพื่อนทีซ่ ือ่ สัตย์
3. แรงจูงใจใฝ่อานาจ (Power Motive) เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทาให้มนุษย์ต้องการท่ีจะมีอิทธิพล
เหนือผู้อ่ืน สามารถบงการผู้อ่ืนได้ พยายามกระทาทุกวิถีทาง เพื่อให้ผู้อ่ืนอยู่ใต้อานาจตนพัฒนาการของ
ความต้องการที่จะมีอานาจเหนือผู้อ่ืนอาจมาจากความรู้สึกท่ีต่าต้อยไม่ทัดเทียมผู้อื่นมีความรู้สึกว่าตนเอง
“ขาด” ท้ังในด้านความเป็นอยู่ และฐานะทางสังคมเป็นความรู้สึกท่ีเรียกว่า “ปมด้อย” ซ่ึงความรู้สึกชนิดนี้
ยิ่งมีมากเท่าไร ก็จะยิ่งพยายามสร้าง “ปมเด่น” โดยการแสดงความย่ิงใหญ่ ด้วยการก้าวร้าวออกมาเพื่อลบ
“ปมดอ้ ย” น้ัน
ลักษณะของผ้ทู ่ีมแี รงจูงใจใฝ่อานาจสูง
1. ชอบวางตนเป็นหัวหนา้ กลุ่ม หรือแสดงอานาจเหนือผอู้ ืน่
2. ชอบบงการ ช้นี ิ้ว บังคับ ควบคมุ ให้ผู้อน่ื คดิ หรอื กระทาตาม
3. ชอบวางแนวทางการกระทาของกลุ่ม และโนม้ นา้ วให้ผูอ้ ่นื กระทาตาม
4. ชอบพูดถึงความสัมพันธ์กบั ผู้อืน่ แต่จะพดู ในความหมายท่เี หนือผูอ้ ่ืน
5. ชอบสัมพันธ์กับคนที่มาอ่อนน้อม ถอ่ มตน หรือมาประจบสอพลอ
6. บางครงั้ ชอบการตัดสินใจกระทาการเส่ยี งภัยอย่างบา้ บน่ิ
7. หลีกเลีย่ งการแสดงความอ่อนแอออกมาใหป้ รากฏ
8. ชอบโตเ้ ถียงกบั ผูอ้ นื่ ทีม่ คี วามคดิ เหน็ ขัดแย้งกบั ตน
4. แรงจูงใจใฝ่ก้าวร้าว (Aggression Motive) เป็นแรงจูงใจชนิดหนึ่งท่ีมนุษย์แสดงออกโดยวาจาหรือ
ท่าทาง เพื่อขจัดความคับข้องใจ หรือความโกรธท่ีเกิดขึ้น พฤติกรรมก้าวร้าวนี้ บางครั้งผู้แสดงออกจะพบว่า
เม่ือแสดงพฤติกรรมดังกล่าวออกไปแล้ว จะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ของตนเองในขณะนั้นลงไป พัฒนาการของ
ความก้าวร้าวจะเร่ิมเกิดต้ังแต่ในช่วงวัยเด็ก โดยการเลียนแบบจากพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดที่อบรมเลี้ยงดู การท่ี
บุคคลมีความก้าวร้าว หรือมีบุคลิกภาพแบบ “ถือตนเองเป็นใหญ่” (Authoritarian) น้ัน เน่ืองมาจากการ
อบรมเล้ียงดูที่เข้มงวดกวดขันมากเกินไปทาอะไรผิดนิดหน่อยก็จะถูกดุดด่าเฆ่ียนตีทาให้เด็กเกิดความรู้สึก
โกรธแค้น ขุ่นเคือง แต่เด็กก็ไม่กล้าแสดงอาการตอบโต้โดยตรงแต่จะไปแสดงความก้าวร้าวออกมากับ
คนรอบข้าง โดยเฉพาะกับบุคคลที่ด้อยกว่า พฤติกรรมก้าวร้าวน้ี เม่ือเกิดข้ึนแล้วก็ยากที่จะหยุดได้ แต่เรา
สามารถแก้ไขพฤติกรรมก้าวร้าวให้ลดลงได้ โดยผู้ใหญ่จะต้องพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่แสดง
ความก้าวร้าวเอาแต่ใจตนเอง ไม่ใช้คาพูดในเชิงขู่บังคับ แต่พยายามจะสร้างความสัมพันธ์กับเด็ก เพ่ือให้เด็ก
เกิดความรู้สึกอบอุ่นและไว้เน้ือเชื่อใจว่า เราคือผู้ให้ความช่วยเหลือให้คาแนะนามิใช่ผู้ควบคุม หากกระทาได้
ดังนี้ พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กก็จะลดลง ดังน้ันกล่าวโดยสรุปประเภทของแรงจูงใจแบ่งเป็นลักษณะท่ีสาคัญ
103
2 ประการคือ แรงจูงใจที่มาจากภายในร่างกาย เป็นพื้นฐานของบุคคลคนนั้น และแรงจูงใจจากภายนอกหรือ
แรงจูงใจท่มี พี น้ื ฐานจากสังคม โดยแรงจูงใจทางร่างกายก็มี 2 ด้านคือ แรงจูงใจที่มาจากความต้องการทางด้าน
สรีรวิทยา และแรงจูงใจที่มาจากจิตใจ เม่ือศึกษาประเภทของแรงจูงใจให้เข้าใจอย่างถูกต้องก็จะสามารถใช้
ความรนู้ ้นี าไปสรา้ งแรงจูงใจใหส้ อดคลอ้ งกบั ความต้องการของแตล่ ะประเภทได้
องค์ประกอบทม่ี ีผลตอ่ แรงจูงใจ
อารี พันธุ์มณี (2534) กล่าวว่า แรงจูงใจจัดว่ามีผลต่อการเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลเป็น
อนั มาก เพราะการที่บุคคลเกิดแรงจูงใจในการที่จะกระทาพฤติกรรมย่อมจะทาให้พฤติกรรมหรือการเรียนรู้ใน
ส่ิงน้ันๆ ย่อมมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าบุคคลท่ีไม่เกิดแรงจูงใจ ลักษณะของแรงจูงใจ
ของบคุ คลจึงขนึ้ อยกู่ บั องคป์ ระกอบดงั ตอ่ ไปนี้
1. ธรรมชาติของแต่ละบุคคล ทุกคนมีธรรมชาติของคนแตกต่างกับคนอื่น หรือ มีลักษณะเป็น
เอกลกั ษณข์ องตนเอง ซ่ึงประกอบด้วย
1.1 แรงขับ แรงขับของบุคคลจัดว่า เป็นพื้นฐานเบ้ืองต้นของการเกิดพฤติกรรมแรงขับ
เป็นสภาวะท่ีเกิดจากความไม่สมดุลภายในร่างกายของมนุษย์ เช่น สภาวะความต้องการอาหาร น้า สภาวะ
ความตึงเครียด ความรู้สึกเจ็บปวด เปน็ ตน้ แรงขบั เกิดข้นึ ไดจ้ ากลกั ษณะ 2 ประการ คือ แรงขับภายในร่างกาย
เช่น ความหิว ความกระหาย ความง่วงนอน เป็นต้น และแรงขับท่ีเกิดขึ้นภายนอกร่างกาย เช่น การได้รับ
ความเจบ็ ปวดจากสิง่ เรา้ ภายนอก สภาวะความกดดันจนทาให้เกดิ ความตงึ เครยี ด
1.2 ความวิตกกังวล ความวิตกกังวลมีผลต่อการเรียนรู้ หรือการกระทาพฤติกรรม
ความวิตกกังวลจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเรียนรู้ของแต่ละ
บุคคล เม่ือบุคคลมีอายุที่เพิ่มมากข้ึน มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น ย่อมจะเกิดความวิตกกังวลเพ่ิมมากข้ึน
เด็กเล็กๆ จะไม่มีความวิตกกังวลแต่จะมีความกลัว เมื่ออายุเพ่ิมมากขึ้นความกลัวจะลดลง กลายเป็น
ความวติ กกงั วลเพ่ิมข้ึนมาทนั ที
2. สถานการณต์ า่ งๆ ในส่งิ แวดลอ้ ม ย่อมจะสง่ ผลทาใหบ้ คุ คลเกิดแรงจงู ใจแตกตา่ งกนั เป็นต้นว่า ส่งผล
ให้บุคคลเกิดความสับสนวุ่นวายหรืออื่นๆ และวัฒนธรรมแต่ละสังคมย่อมจะส่งผลให้พัฒนาการของผู้เรียน
แตกต่างกนั ด้วย ลักษณะสถานการณต์ ่างๆ ทีม่ ีผลต่อแรงจูงใจไดแ้ ก่
2.1 การแข่งขัน หมายถึง พฤติกรมของบุคคลท่ีมีต่อความปรารถนาจะเอาชนะผู้อื่นต้องการ
ทาให้ตนมีสถานภาพเกิดขึ้น ลักษณะการแข่งขันมีลักษณะท่ีสาคัญ 2 ลักษณะ คือ การแข่งขันกับตัวเองเป็น
การแข่งขันท่ีทาให้ตนเองดีขึ้นด้วยความเต็มใจ และความต้องการของคนไม่มีใครมาบังคับ การแข่งขันกับ
บุคคลอ่ืน เป็นความที่ต้องการเอาชนะบุคคลอื่น ให้ตนอยู่เหนือกว่าคนอ่ืน มักจะพยายามทาทุกวิถีทางเพ่ือให้
ตนชนะผู้อ่นื เสมอ
2.2 ความร่วมมือ หมายถึง แรงจูงใจท่ีมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแรงผลักดันทางสังคม
มีพฤติกรรมแบบประนีประนอม ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ เป็นน้าหน่ึงใจเดียวกันเพ่ือให้งานหรือพฤติกรรม
ที่มุ่งปรารถนาสาเร็จลุล่วงไปด้วยดี ฉะน้ันความร่วมมือของบุคคลจึงจัดว่าเป็นแรงจูงใจที่สาคัญท่ีทาให้บุคคล
เกดิ พฤติกรรมตา่ งๆ ขน้ึ
2.3 การต้ังจุดมุ่งหมาย หมายถึง การท่ีบุคคลได้มีการต้ังจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้ มีผลทาให้
บุคคลมีความพยายามท่ีจะกระทาสิ่งต่างๆ เพ่ือจะให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตนต้ังไว้ แต่ในบางครั้งแม้จะมีการ
ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ บุคคลก็ไม่มีความสามารถกระทาเพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตนต้ังไว้ได้ ด้วยเหตุน้ี
104
การตั้งจุดมุ่งหมายในชีวิตจึงเป็นแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ลักษณะของการจัดต้ังจุดมุ่งหมายมี
2 ลกั ษณะ คือ
2.3.1 การต้ังจุดมุ่งหมายรวม เป็นจุดมุ่งหมายท่ีมักจะมีจุดมุ่งหมายย่อยๆ
มาเกยี่ วขอ้ ง เช่น การต้ังจุดมงุ่ หมายของชีวติ วา่ จะเป็นนักวาดรูปที่มีช่ือเสียงของโลกแต่ขณะน้ีอายุยังน้อยจึงมี
เป้าหมายย่อยๆ หลายจุดมุ่งหมายมารวมกันคือ จะวาดรูปให้ชนะการแข่งขัน จะวาดรูปให้ได้รับคาชมจากครู
จะวาดรปู ใหเ้ พ่อื นๆ ยอมรบั
2.3.2 การต้ังจุดมุ่งหมายระยะไกล เพื่อจุดมุ่งหมายใดจุดมุ่งหมายหนึ่งโดยเฉพาะ
การตงั้ จดุ มุ่งหมายระยะไกลจะเกิดข้นึ กบั คนท่ีมีวฒุ ภิ าวะทางดา้ นสมองพอสมควรจะไมเ่ กดิ ในเดก็ เลก็
2.4 การต้ังความทะเยอทะยาน เป็นการตั้งความหวังสูงไว้และมีความพยายามมุมานะ
อย่างมากท่ีจะทาให้สาเร็จ การตั้งความหวังหรือเกิดความทะเยอทะยาน จึงเป็นแรงจูงใจที่ผลักดันให้เกิด
พฤติกรรมข้ึน ถ้าบุคคลต้ังความทะเยอทะยานไว้สูงเกินความสามารถของตนเองจะทาให้บุคคลเกิด
ความลม้ เหลวไดง้ ่าย ทาใหไ้ ม่มแี รงจงู ใจในการทางานนั้น ๆ หรือเกิดการท้อถอย หรือถ้าตั้งความหวังไว้ต่ากว่า
ความสามารถก็ไมม่ ีแรงจูงใจพอท่จี ะกระทา เพราะวา่ ตนประสบความสาเร็จในงานนั้น ๆ ง่ายเกินไป ความยาก
งา่ ยของงานจงึ สง่ ผลตอ่ แรงจูงใจ การตั้งเป้าหมายขนึ้ อย่กู ับส่งิ ตอ่ ไปน้ี
2.4.1 ความยาก งานน้นั มีความยากมาก จนกระทัง่ บคุ คลไมส่ ามารถมองเห็นหนทาง
ทจ่ี ะทางานสาเรจ็ ได้
2.4.2 ความงา่ ย งานนัน้ มีความงา่ ยจนเกนิ ไป ทาให้ไม่มีความรู้สกึ อยากจะทางาน
2.4.3 ความมั่นใจ บุคคลขาดความมั่นใจที่จะต้ังเป้าหมายในชีวิต หรือขาด
ความม่นั ใจท่ีจะตั้งความหวังหรอื ความทะเยอทะยาน
2.4.4 ความมุ่งหมายต่า ผู้เรียนต้ังจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้ต่าเกินความเป็นจริงหรือ
ต่ากว่าความสามารถของบุคคล
2.4.5 คาแนะนา บุคคลมักจะขาดคาช้ีแนะอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งความหวัง
หรือการตง้ั เปา้ หมายในชีวติ
3. ความเข้มแข็งของแรงจูงใจลักษณะของความเข้มแข็งของแรงจูงใจ ในแต่ละบุคคลย่อมจะมี
แตกต่างกัน และข้นึ อยู่กบั ลักษณะดังต่อไปนี้
ก. การเสริมแรง หมายถึง การส่งเสริมบุคคลอ่ืนให้แสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้วให้มี
ความคงทนถาวร หรือเกิดซ้าๆ การเสรมิ แรงมี 2 ลกั ษณะ คอื
1. การเสรมิ แรงทางบวก หมายถึง การทอี่ ินทรีย์ไดร้ บั สิ่งเร้า แลว้ เกิดพอใจ เช่น การให้รางวัล
การยกย่อง ชมเชย การสร้างแรงบวกน้ันอาจจะมีผลดีและผลเสีย ฉะนั้น ในเรื่องของรางวัลจึงมีข้อควรระวัง
ดงั นี้
1.1 การให้รางวัลจะมีผลทาให้บุคคลแสดงพฤติกรรมต่างๆเพื่อต้องการรางวัล หรือ
ยึดตดิ กับรางวัล
1.2 ถ้าปราศจากรางวัลแม้จะมีผลทาใหป้ ระสิทธภิ าพในการเรียนลดลงอย่างรวดเรว็
2. การเสริมแรงทางลบ หมายถึง การท่ีอินทรีย์ถูกนาส่ิงท่ีไม่พอใจออกไปแล้วให้อินทรีย์พอใจ เช่น
การลงโทษ ซง่ึ จะทาให้เกิดความรสู้ ึกเจ็บปวด ความอับอาย ความรู้สึกไม่พอใจข้อสังเกตในการใช้การเสริมแรง
ทางลบ คือ
2.1 การลงโทษจะเป็นการป้องกนั มิให้พฤติกรรมน้ันเกดิ ขน้ึ อกี ต่อไป
2.2 การลงโทษจะมผี ลทาให้พฤติกรรมอืน่ เขา้ มาแทนที่
105
ข. ความสนใจ หมายถึง ความรู้สึกที่มีต่อสิ่งหน่ึงสิ่งใด การท่ีบุคคลจะกระทาพฤติกรรมใดๆ
ได้ดีเพียงใดน้ัน ขึ้นอยู่กับความสนใจกับบุคคลน้ันประการหนึ่งถ้าบุคคลนั้นไม่มีความสนใจย่อมจะทาให้
พฤติกรรมตา่ งๆ ไดค้ ่อนข้างยาก สาเหตทุ ที่ าใหบ้ คุ คลเกิดความสนใจ ไดแ้ ก่
1. ความถนัดหรือพรสวรรค์ เป็นความสามารถที่อยู่ในตัวของบุคคลตั้งแต่กาเนิด
ความสนใจลักษณะนี้ถ้าได้รับการสนับสนุนหรือได้รับความช่วยเหลืออย่างถูกต้องจะทาให้บุคคลสามารถ
ทางานหรอื มพี ฤติกรรมท่ดี ีมีประสิทธิภาพมากท่ีสดุ
2. ความสาเร็จ เป็นความสนใจท่ีเกิดข้ึนเมื่อได้รับความสาเร็จในส่ิงใดส่ิงหนึ่งทาให้บุคคลได้
หันมาให้ความสนใจในส่งิ ท่ีตนได้รับความสาเร็จ
แรงจงู ใจกบั การกีฬาและการออกกาลังกาย
คาถามหลกั ในการศกึ ษาถงึ แรงจูงใจกับการเลน่ กีฬา คือ
1. ทาไม หรือ แรงจงู ใจ อะไรทที่ าให้คนเร่มิ เลน่ กีฬาหรอื การออกกาลังกาย
2. ทาไม หรือ แรงจูงใจ อะไรทท่ี าใหค้ นยงั คงเล่นกีฬาอยู่หรือการออกกาลังกาย
3. ทาไม หรือ แรงจูงใจ อะไรทที่ าใหค้ นหยดุ หรอื เลิกเลน่ กีฬาหรือออกาลังกาย
จากการศึกษาโดยกว้าง ๆ เพ่อื ให้ทราบคาตอบหรือสาเหตุของคาถาม ดงั นี้
1. แรงจูงใจที่ทาให้คนเร่ิมเล่นกีฬาและ/หรือการออกกาลังกาย (Motives to initiate participating
sport and/or exercise) คือ
1.1 เหตุผลเกี่ยวข้องกับความสวยงาม (Physical appearance) และสมรรถภาพทางกาย
ต้องการมีร่างกายเป็นกล้ามเน้ือ ได้สัดส่วนเป็นท่ีสนใจจากเพศตรงข้าม และต้องการมีสมรรถภาพทางกายดี
รา่ งกายแขง็ แรง
1.2 เหตผุ ลทางการแพทย์ (Medical reasons) แพทยส์ ัง่ ให้ออกกาลงั กายและความเจ็บป่วย
เรือ้ รงั
1.2.1 มอี าการท่จี ะนาไปสโู่ รคต่าง ๆ เช่น ปริมาณโคเลสโตรอลสูง ความดันเลือดสูง
เครยี ด
1.2.2 มอี าการบาดเจ็บเรือ้ รงั เชน่ เจบ็ หลัง ปวดหัวไหลเ่ รื้อรงั
1.2.3 เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย หรือหลังจากท่ี
อวัยวะหยุดเคลือ่ นไหวนานๆ
1.2.4 เพอ่ื คลายเครียดและลดความวติ กกงั วลจากการทางานประจา
1.3 เปน็ เหตผุ ลทางสงั คม (Affiliation)
1.3.1 ตอ้ งการพบเพือ่ นใหม่ รจู้ กั คนใหม่ โดยใชก้ ิจกรรมกฬี าเปน็ สอื่ ในการเขา้ สงั คม
1.3.2 ต้องการใช้เวลารว่ มกบั เพือ่ น และคนใกล้ชิดโดยใช้กิจกรรมการออกกาลังกาย
เปน็ สอ่ื
1.3.3 ตอ้ งการให้ตนเองเป็นท่ียอมรับหรือเป็นส่วนหน่ึงของกลุ่มกีฬาได้ถูกนามาเป็น
ส่ือประสานระหวา่ งสมาชกิ กลมุ่ เชน่ การเล่นกอลฟ์ ระหว่างผู้บรหิ าร
1.3.4 เพอ่ื ยกระดับสถานะทางสังคม (Social status) เพื่อสรา้ งชื่อเสียงทางการกีฬา
เชน่ การเป็นทมี ชาติ เพ่ือใหไ้ ดเ้ งนิ และการยอมรับจากสังคมรอบขา้ ง
1.3.5 ไดร้ ับการสนบั สนนุ สง่ เสรมิ จากคนใกล้ชิด พอ่ แม่ พี่นอ้ ง ค่คู รอง
106
1.4 การมที ัศนคติทดี่ ตี อ่ กีฬา (Attitude toward Sports)
1.4.1 การเห็นประโยชน์ ความสาคัญและความจาเป็นของการเล่นกีฬาหรือ
ออกกาลงั กาย
1.4.2 มกี ารศึกษาและการมีประสบการณ์เดมิ ท่ดี ตี อ่ การออกกาลงั กาย
1.4.3 ชอบและสนกุ กบั การออกกาลังกายกจิ กรรมนั้นท้าทายความสามารถ
2. แรงจูงใจท่ีทาให้คนยังคงเล่นกีฬาและ/หรือการออกกาลังกาย (Motives to continue
participating sport and/or exercise) คอื
2.1 เหตผุ ลทางจติ วทิ ยา (Psychological Reasons)
2.1.1 มีแรงจูงใจในตนเอง (Self-motivation) ลักษณะของบุคลิกภาพแบบ A
(Type A) ท่ีชอบสังคม ชอบการมีเพ่ือน ชอบความท้าทาย การเส่ียง ชอบการแข่งขัน มักร่วมกิจกรรม
การออกกาลังกาย
2.1.2 ทาให้เกิดความรู้สึกท่ีดี (It feels good) มีความสนุกสนาน ท้าทาย
ความสามารถ คลายเครียด ลดความวิตกกังวล มีการรับรู้ตัวว่าตนมีความสามารถ (self-efficacy) ประสบ
ผลสาเร็จ (Perceive competence) เป็นที่ยอมรับจากคนท่ัวไป ทาให้มีความช่ือมั่น มีความภาคภูมิใจใน
ตัวเอง (Self-esteem) จากการเลน่ กีฬา
2.2 เหตผุ ลทางสรรี วิทยา (Physiological Body Composition Reasons)
2.2.1 เกิดการเปล่ียนแปลงทางร่างกาย เช่น ร่างกายได้สัดส่วน กล้ามเน้ือแข็งแรง
รา่ งกายกระฉับกระเฉง ทางานได้นานขึน้ เหนอื่ ยนอ้ ยลงและหายเหน่อื ยเร็วขนึ้ อารมณ์แจ่มใส สขุ ภาพจติ ดี
2.2.2 สถานภาพสุขภาพดีข้ึน (Health Status) เช่น มีการเจ็บป่วยน้อยลงปริมาณ
ไขมันในเส้นเลือดและความดันเลือดลดลง ลดความเครยี ด
2.2.3 พัฒนาสมรรถภาพแบบแอโรบิก (Aerobic fitness) ระบบหายใจ และ
ไหลเวียนโลหิตดขี ึน้
2.3 เหตผุ ลทางสงิ่ แวดล้อมและสังคม (Situational Reasons)
2.3.1 สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ อยู่ในสภาวะครอบครัวที่มีเศรษฐกิจที่ดี
พอควรจึงมีโอกาสท่ีจะเขา้ รว่ มกจิ กรรมมากกวา่ คนท่มี ีฐานะทางการเงนิ ตา่
2.3.2 อาชพี และการทางาน เอ้ือใหเ้ ล่นกฬี า หรือการออกกาลงั กาย
2.3.3 มีเวลาและมีความสะดวกสบายในการเล่นกฬี าหรือออกกาลงั กาย
2.3.4 การไดพ้ บเพอ่ื นใหม่ สังคมใหมท่ ี่ต่างไปจากชวี ิตประจาวัน
2.3.5 เป็นกิจกรรมใหม่ ได้เรียนรูส้ ่งิ ใหมต่ ่างไปจากที่เคยจาเจ
2.3.6 อย่ใู นครอบครวั ทร่ี ักการเลน่ กฬี าหรือเป็นสังคมท่ีสนบั สนนุ ให้เล่นกฬี า
3. แรงจูงใจทท่ี าให้คนเลิกเล่นกีฬาและ/หรือออกกาลังกาย (Motive to discontinue participating
sport and/or exercise) คอื
3.1 มปี ญั หาส่วนตวั (Personal Factors)
3.1.1 พฤตกิ รรมสขุ ภาพส่วนตัวไม่เหมาะสม ทาให้หยุด หรือเลิกเล่นกีฬา เช่น คนที่
สูบบุหรี่ หรืออ้วน หรือมีโรคท่ีเกิดอันตรายได้เม่ือออกกาลังกาย เช่น โรคไขข้ออักเสบ โรคตับ ทาให้
ออกกาลังกายไดอ้ ย่างมขี ้อจากัด
107
3.1.2 ศาสนา และวัฒนธรรมความเชื่อและวัฒนธรรมบางท้องถ่ินไม่เอื้อให้
ออกกาลังกาย รวมทั้งอายุ เพศ ล้วนมีผลต่อการออกกาลังกายและเล่นกีฬา หลายคนมีความเช่ือท่ีผิดว่า
การออกกาลังกายหรอื การเล่นกีฬาเปน็ กิจกรรมของคนหนุ่มสาว หรอื ของเพศชายเท่าน้ัน
3.1.3 มีทศั นคติทไ่ี ม่ดีต่อการออกกาลังกาย เพราะมีประสบการณ์เดิมไม่ดีไม่ประสบ
ผลสาเร็จตามจดุ ม่งุ หมายทีต่ ้ังไว้หรือได้รบั บาดเจบ็ จากการออกกาลงั กายหรอื เล่นกฬี า
3.2 เหตุผลจากสถานการณแ์ ละสงิ่ แวดล้อมโดยรอบ (Environmental Factors)
3.2.1 เวลาและการจัดการไม่ดี ทาให้ไม่มีเวลาหรือไม่จัดสรรเวลาให้กับการ
ออกกาลงั กาย
3.2.2 ไมไ่ ด้รบั การสนบั สนนุ จากบุคคลใกลช้ ิด เชน่ โคช้ ครู พ่อแม่ พนี่ อ้ งและเพ่อื น
3.2.3 บรรยากาศในช้ันเรียน ลักษณะการจัดกิจกรรมนั้น ๆ ไม่สนุก ไม่เป็นไป
ตามจุดมุ่งหมายทีต่ ้องการ
3.2.4 ราคาค่าบริการในการออกกาลังกายหรอื เล่นกีฬา มีราคาแพง
3.3 เหตุผลเก่ียวกบั การจดั กจิ กรรม (Activity variables)
3.3.1 ความเขม้ ของกิจกรรม หรอื ความหนกั หน่วงในการฝึกซอ้ มไมเ่ ปน็ ท่พี อใจ เชน่
เบาเกินไปหรือหนักเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ต้ังไว้หรือทาให้เสียการเรียน การทางาน หรือ
สังคมสว่ นอน่ื ๆ
3.3.2 ไดร้ บั บาดเจบ็ จากกิจกรรมนั้นๆ
3.3.3 กิจกรรมนา่ เบ่ือ ไมห่ ลากหลาย ไมม่ ีตัวใหเ้ ลือกตามท่ตี ้องการ
3.3.4 สนใจกิจกรรมอ่ืน จึงเลิกเล่นกีฬาหรือออกกาลังกายน้ันๆ โดยเฉพาะเด็กหรือ
เยาวชนทม่ี กั เปลี่ยนความสนใจตลอดเวลา
3.3.5 ไม่ประสบผลสาเรจ็ ตามที่ต้งั ใจไว้ในการเข้าร่วมกิจกรรม
แรงจงู ใจนับวา่ มีบทบาทสาคญั มากต่อการเล่นการเตรียมทีมและการฝึกซ้อมกีฬานักจิตวิทยาการกีฬา
ให้ทัศนะต่อแรงจูงใจแตกต่างกัน สรุปแล้วพอจะกล่าวได้ว่า แรงจูงใจเป็นกระบวนการที่มีอยู่ในตัวนักกีฬาเอง
แต่ละคนซ่ึงพร้อมที่จะได้รับการกระตุ้นจากภายนอกให้มีกาลังแรงข้ึน เพื่อให้อยากกระทาส่ิงนั้นๆ มากข้ึน
หมายความว่านักกีฬาทุกคนต่างก็มีแรงจูงใจภายในตัวเองอยู่แล้ว หน้าท่ีของผู้ฝึกสอนกีฬามีเพียงแต่ค้นหาวิธี
ที่จะกระตุ้นจากภายนอกเพื่อให้เกิดกาลังแรงอีกเท่าน้ัน การสร้างแรงจูงใจนี้มีความเก่ียวพันกับความต้องการ
มากที่สุด ความต้องการดังกล่าวนี้เป็นความต้องการข้ันพ้ืนฐานของมนุษย์ทุกคน ดังนั้นในการฝึกซ้อมกีฬา
แต่ละครั้ง หากว่าผู้ฝึกสอนได้เล็งเห็นความสาคัญเหล่าน้ี แล้วนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์จะเป็นพ้ืนฐานใน
การฝึกซ้อมกีฬาที่ดี และยังสามารถที่จะสร้างแรงจูงใจในระดับสูงข้ึนไปได้อีกด้วยในการคัดเลือกตัวนักกีฬา
เพ่ือให้ได้ตัวนักกีฬาตามลักษณะและคุณสมบัติของการเป็นตัวนักกีฬาที่แท้จริงน้ัน เทเวศร์ พิริยะพฤนท์
(2529) ได้กล่าวไว้ว่า ต้องคานึงถึงเพราะนักกีฬาท่ีมีความปรารถนาท่ีจะเล่นกีฬาให้ได้ดีน้ันจะมีแรงจูงใจสูง
ซ่ึงจะมีผลทาให้นักกีฬาคนน้ัน ๆ ทาการฝึกซ้อมอย่างต้ังใจ มีวินัยในตนเอง ขยันขันแข็งในการฝึกซ้อม
พิชิต เมืองนาโพธิ์ (2534) ได้กล่าวถึงลักษณะนิสัยของนักกีฬาท่ีประสบความสาเร็จไว้ว่านักกีฬาต้องมี
ความกังวลใจน้อย สมาธิดี เช่ือม่ันในตนเอง มองผลงานของตนเองเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด มีแรงจูงใจมาก ดังน้ัน
พลังของแรงจูงใจจึงเป็นสิ่งท่ีผู้ฝึกสอนควรคานึงถึงเป็นอย่างมาก และเป็นหน้าที่ของผู้ฝึกสอนที่จะต้องหาวิธี
กระต้นุ หรือสร้างแรงจงู ใจใหเ้ กิดกับนกั กีฬาของตน
108
วรศักด์ิ เพียรชอบ (2534) ได้สรุปแนวคิดเก่ียวกับการเตรียมตัวด้านจิตวิทยาก่อนการแข่งขัน
โดยนาเสนอปัจจยั ในการเตรียมตวั นกั กฬี าด้านจิตวทิ ยาเพือ่ เข้าทาการแข่งขนั ใหไ้ ด้ประสบความสาเร็จไว้ดงั นี้
1. ควรให้แรงเสริมและผลย้อนกลับที่เหมาะสมแก่นักกีฬาในความสามารถทาได้ซ่ึงการใช้แรงเสริม
ท่ีสามารถทาได้โดยง่ายคือ คาชมเชยและกล่าวคาที่เป็นลักษณะสร้างสรรค์ของผู้ฝึก เป็นต้น ส่วนผลย้อนกลับ
ทาได้ โดยท่ีผฝู้ กึ บอกผลท่นี ักกฬี าสามารถทาได้
2. ควรใชแ้ รงจูงใจโดยการที่ครูผู้ฝึกสอนจะต้องรู้จักการสร้างสภาพการฝึกซ้อมเป็นท่ีน่าสนใจ มีความ
สนใจ มีความสนุกสนาน มีความท้าทาย และสภาพการฝึกซ้อมก็ต้องคล้ายคลึงกับการแข่งขันจริง เพื่อให้
นักกีฬาสามารถยืนหยดั ฝึกซ้อมให้ได้มากที่สุด และดที ี่สุด
3. ควรจะลดความตื่นเต้น และความฮึกโหมในการแข่งขันให้เหมาะสมและถูกต้อง เช่น การน่ังสมาธิ
และการสะกดจติ
4. การจดั สภาพการฝกึ ซอ้ มใหค้ ลา้ ยคลึงกับสภาพการแขง่ ขนั จริงใหม้ ากท่ีสุด
5. ผู้ฝึกสอนต้องมีความเข้าใจความแตกตา่ งของนักกีฬาแต่ละคนเปน็ สาคญั
6. ผู้ฝึกซ้อมควรจะหาทางช่วยเหลือนักกีฬาให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีมโนทัศน์ท่ีถูกต้อง
โดยการจัดสภาพการณ์ให้นักกีฬามีประสบการณ์ในความสาเร็จหรือประสบการณ์ท่ีดีในการฝึกซ้อม และการ
ให้แรงเสริม
7. การใช้ความเช่ือม่ันบางอย่างให้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกซ้อมเช่น ความเชื่อว่าได้สูดออกซิเจน
ก่อนการฝึกซอ้ ม จะทาใหม้ ีความรสู้ กึ ว่ามกี าลังวงั ชาข้นึ
8. ควรเปล่ียนบรรยากาศและสง่ิ แวดลอ้ มทาใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อการฝึกซอ้ ม
9. ผู้ฝกึ สอนควรมรี ปู แบบการเป็นผู้นาทีเ่ ป็นประโยชนต์ ่อการฝกึ ซ้อมเช่น ผ้นู าแบบประชาธิปไตย และ
ผูน้ าแบบอัตตาธปิ ไตย
10. โปรแกรมการฝึกซ้อมและวิธีการฝึกซ้อมควรจะเป็นส่ิงที่มีความหมายต่อนักกีฬาโดยท่ีโปรแกรม
การฝกึ ซอ้ มและวิธีการฝกึ ซ้อมทน่ี กั กฬี าเห็นวา่ สามารถท่ีจะเปน็ ไปไดแ้ ละปฏิบัตไิ ด้
11. การใช้แรงจูงใจที่เกิดจากการเห็นคุณค่าของการเล่นกีฬาเป็นสิ่งท่ีดีและเป็นที่พึงปรารถนา เช่น
ความร้สู กึ ภาคภมู ิใจในการเล่นกีฬาและเปน็ นกั กฬี า หรือการเห็นคุณค่าและประโยชน์ของกีฬา
12. ผู้ฝึกสอนควรจะมีความเข้าใจในความสัมพันธ์กันระหว่างผู้ฝึกสอนและผู้ดู และความสามารถ
ท่ีนกั กฬี าสามารถทาได้ โดยการมผี ู้ทฝ่ี กึ ซ้อมจะทาใหน้ กั กฬี าไดใ้ ชค้ วามพยายามมากกว่าการฝกึ ซ้อมคนเดียว
13. การสร้างความกงั วลใจ และการลดความตงึ เครยี ดในตัวนักกฬี า
14. สุขภาพจิตของนักกีฬา โดยเฉพาะอย่างย่ิงการปฐมพยาบาลทางจิตและอารมณ์ของนักกีฬา
หลังการแข่งขัน
ทฤษฎีแรงจงู ใจทางการกีฬา
ทฤษฎีรวมถึงโมเดลแรงจูงใจต่างๆ เป็นการอธิบายความต้องการของมนุษย์ว่ามีโครงสร้างอย่างไร
เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแรงจูงใจ ส่ิงสาคัญในการพิจารณาลักษณะแรงจูงใจของนักกีฬา คือ ระดับ
ความมากน้อยของการปฏิบัติ (Intensity) ทิศทางที่จะไปสู่เป้าหมาย (Direction) และความต่อเนื่องสม่าเสมอ
(Persistence) พฤติกรรมที่แสดงออกของนักกีฬามีผลกระทบโดยตรงต่อความสาเร็จหรือความล้มเหลวของ
นักกีฬาได้ ทฤษฎีแรงจูงใจเกี่ยวกับการกีฬามีอยู่หลากหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีแรงจูงใจภายในและ
การประเมนิ ความรู้ ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ทฤษฎีการอ้างสาเหตุและทฤษฎีการกาหนดเป้าหมาย โดยสรุป
มาพอสงั เขปดังตอ่ ไปน้ี
109
ทฤษฎีแรงจูงใจภายในและการประเมินความรู้ (Intrinsic motivation and cognitive
evaluation theory) เป็นการอธิบายลักษณะแรงจูงใจว่าสามารถเกิดขึ้นเองได้ โดยไม่มีรางวัลหรือสาเหตุ
ภายนอกมาเกี่ยวข้อง เป็นการเล่นกีฬาเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งแรงจูงใจภายในเกิดได้อย่างไร เพ่ิมได้อย่างไร
ไม่สามารถอธิบายได้ จึงต้องมีทฤษฎีแรงจูงใจแบบประเมินความรู้ข้ึน แรงจูงใจแบบประเมินความรู้ถือ
เป็นแรงจูงใจประเภทหนึ่งท่ีเกิดจากภายในตัวบุคคลท่ีมีองค์ประกอบสาคัญ คือ การรับรู้การควบคุม นักกีฬา
ต้องรับรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุจูงใจให้เล่นกีฬาเพ่ือควบคุมสาเหตุน้ันให้คงอยู่ตลอด และกระบวนการ
ประเมินขอ้ มลู เปน็ องคป์ ระกอบสาคญั ในการรบั รูค้ วามสามารถ และการตัดสินใจดว้ ยตนเอง
โดยสรปุ แรงจงู ใจภายใน เปน็ แรงจงู ใจท่ีเกิดขึ้นโดยไม่มีรางวัลหรือสิ่งล่อใจภายนอกมาเป็นตัวกระตุ้น
ให้เกดิ การแสดงพฤติกรรม แต่มกั เกิดจากแรงขับภายในท่ีต้องการตอบสนองต่อความต้องการพ้ืนฐาน ส่วนการ
ประเมนิ ความรูเ้ ปน็ แรงจูงใจท่ีเกิดจากการรบั รตู้ นเองว่ามคี วามสามารถ และสามารถตดั สนิ ใจด้วยตนเองได้
ทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ (Achievement motivation theory) เป็นการอธิบายแรงขับหรือ
ส่ิงเร้าที่ทาให้บุคคลมีความพยายามมุ่งมั่นท่ีจะไปถึงเป้าหมายในการฝึกซ้อมหรือแข่งขันกีฬา หากนักกีฬารับรู้
ว่าตนเองมีความสามารถจะทาให้เกิดความเชื่อม่ันในตนเอง และมีความต้องการที่จะฝึกซ้อมในสิ่งที่ยากขึ้น
โดยมแี รงจงู ใจทจี่ ะกระทาใหม้ ากข้นึ ด้วย แต่ในทางตรงกันข้ามหากนักกีฬารับรู้ว่าตนเองไม่ประสบความสาเร็จ
และรู้สึกความมีคุณค่าในตนเองลดลง จะทาให้แรงจูงใจในการฝึกซ้อมและแข่งขันลดลง ซ่ึงอาจมีผลสืบเน่ือง
ต่อไปถึงการเลิกเล่นกีฬาได้ ดังนั้นหากผู้ฝึกสอนทราบกลไกการเกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิจะสามารถหาวิธีการ
ชว่ ยเหลือและป้องกันไม่ใหน้ ักกีฬาเกิดความร้สู กึ วา่ ตนเองไม่ประสบความสาเร็จในการแข่งขันได้ ขณะเดียวกัน
ควรเน้น ให้นักกีฬารับรู้ว่าตนเองมีความสามารถหรือมีทักษะในการเล่นกีฬาได้ดีเพียงใดมากกว่ามุ่งผล
การแขง่ ขนั แพห้ รอื ชนะเพยี งอยา่ งเดียว
ภาพที่ 6.2 ทฤษฎแี รงจูงใจใฝส่ มั ฤทธ์ิ
ทมี่ า: นฤพนธ์ วงศ์จตุรภัทร และศรตุ ี ศรีจนั ทวงศ์ (2550)
ทฤษฎกี ารอา้ งสาเหตุ (Attribution theory) เป็นการอธิบายการอ้างสาเหตุของนักกีฬา โดยเน้นท่ี
การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง เพื่อรักษาความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่สาคัญในการเล่นกีฬา
โดยอธิบายเหตุปัจจัยท่ีนักกีฬามักนามาใช้อยู่เสมอ คือ ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ผู้ฝึกสอน
เป็นบุคคลสาคัญที่สามารถช่วยปรับการอ้างสาเหตุต่างๆ ของนักกีฬาได้โดยเม่ือนักกีฬาประสบผลสาเร็จให้
อ้างสาเหตุจาก ปัจจัยส่วนบุคคล คือ ความสามารถ (Ability) และความพยายาม (Effort) เป็นหลักเพื่อสร้าง
ความเชือ่ มนั่ ในตนเองวา่ สามารถทาได้ หากประสบความล้มเหลวจะอ้างสาเหตุเดิมไม่ได้ เพราะเป็นการทาลาย
110
ความเช่ือม่ันและแรงจูงใจของนักกีฬา แต่ควรอ้างสาเหตุที่มาจากปัจจัยส่ิงแวดล้อม คือ ความยากของงาน
(Task difficulty) เช่น ความสามารถของคู่แข่งขัน ซึ่งเป็นปัจจัยท่ีนักกีฬาไม่สามารถควบคุมได้ และโชค
(Luck) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คงท่ี ดังน้ันนักกีฬาควรมีความพยายามมากขึ้น เพ่ือมุ่งหวังให้ประสบความสาเร็จด้วย
ปจั จยั สว่ นบคุ คลเป็นหลกั
ภาพที่ 6.3 ทฤษฎีการอ้างสาเหตุ
ที่มา: นฤพนธ์ วงศจ์ ตรุ ภัทร และศรตุ ี ศรจี นั ทวงศ์ (2550)
จากการศึกษาการระบุสาเหตุจากผลการแข่งขันของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียน
อินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 ณ ประเทศไทย จานวน 9 ชนิดกีฬาของ นฤพนธ์ และศรุตี (2550) พบว่าโชคเป็น
เหตุผลประการแรกที่นักกีฬามองว่าตัวเองประสบความสาเร็จหรือล้มเหลว ขณะท่ีความพยายามเป็นสาเหตุ
สดุ ท้ายและพบวา่ เพศชายและเพศหญงิ ให้เหตผุ ลต่อความสาเร็จหรือลม้ เหลวแตกต่างกันน้อยจากผลการศึกษา
คร้ังนี้แสดงให้เห็นว่าควรให้ความสาคัญกับการระบุสาเหตุท่ีมุ่งเน้นปัจจัยที่มาจากส่วนบุคคล คือ
ความพยายามหรือความสามารถของตนเองมากกว่าจะให้ความสาคัญกับปัจจัยที่มาจากส่ิงแวดล้อมซ่ึงนักกีฬา
ไม่สามารถควบคุมได้เช่น โชค เพราะไม่ใช่การส่งเสริมให้นักกีฬาได้พัฒนาความสามารถให้ดีในอนาคต อีกท้ัง
ยงั ไมไ่ ดเ้ น้นใหน้ กั กฬี ารบั ร้คู วามสาเรจ็ ที่มาจากความเพียรพยายามในการฝึกซ้อมอย่างหนัก ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีนักกีฬา
ควรภาคภูมิใจในความสาเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่นความอดทน ความพยายามในการฝึกซ้อมจนประสบ
ความสาเร็จในการแข่งขัน
ทฤษฎกี ารกาหนดเป้าหมาย (Goal setting theory) การกาหนดเป้าหมายเป็นวิธีการอย่างหนึ่งใน
การรักษาระดับแรงจงู ใจของนกั กฬี า เมอื่ มกี ารกาหนดเป้าหมายตอ้ งคานึงถึงความเป็น ไปได้ของเป้าหมายด้วย
ไม่เช่นนั้นการกาหนดเป้าหมายจะทาให้แรงจูงใจลดลง และเพิ่มความคับข้องใจมากขึ้น การกาหนดเป้าหมาย
ที่ดีควรมีความเฉพาะเจาะจงและทาได้ยากขึ้นกว่าปกติ ท่ีสาคัญคือต้องมีการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)
เป็นระยะๆ ซ่ึงทาให้นักกีฬาเกิดความพยายามและมีพัฒนาการฝึกซ้อมที่ดีกว่าเม่ือนักกีฬามีเป้าหมายชัดเจน
จะทาให้เกิดความพยายามและต้องการไปถึงสิ่งที่ตนเองกาหนดไว้ ผลท่ีนักกีฬาจะได้รับจากการกาหนด
เป้าหมาย คือ ช่วยสร้างบรรยากาศการฝึกซ้อมร่วมกันเป็นทีม สร้างความเข้าใจระหว่างกันภายในทีมเกิดการ
พัฒนาตนเอง และเพ่ิมโอกาสประสบความสาเร็จทางการกีฬาได้นักกีฬาหลายคนให้ข้อมูลว่าตนเองมีการ
กาหนดเป้าหมายอยู่แล้ว คือ “การทาให้ดีท่ีสุด” หากอธิบายไม่ได้ว่าองค์ประกอบของการทาดีที่สุดคือ
อะไรบ้างก็ยังไม่ใช่การกาหนดเป้าหมายท่ีดี เพราะการกาหนดเป้าหมายที่ดีต้องให้ความสาคัญกับรายละเอียด
ท่ีมีความเฉพาะเจาะจงรวมถึงระยะเวลาท่ีต้องการประสบความสาเร็จร่วมด้วยเสมอ การจูงใจนักกีฬา เพื่อให้
เกิดสิง่ ลอ่ ใจไปส่เู ปา้ หมายทต่ี อ้ งการ มีประเดน็ ทตี่ อ้ งหาคาตอบ คือ
111
1. การค้นหาว่าแรงจูงใจของนักกีฬามาจากอะไร เพื่อเป็นการยืนยันในส่ิงที่นักกีฬาต้องการให้
ชัดเจนข้ึน เช่น นักกีฬามีแรงจูงใจท่ีมาจากความชอบ ความสนุก ความท้าทาย ดังนั้นจึงต้องสร้างสิ่งเหล่านี้
ให้เกดิ ข้ึนตลอดเวลา
2. เม่ือทราบท่ีมาของแรงจูงใจแล้ว ต้องประเมินว่านักกีฬามีระดับแรงจูงใจมากน้อยเพียงใด
โดยประเมินจากความพยายาม ความทุ่มเท ความม่งุ มนั่ การตรงตอ่ เวลา เป็นตน้
แรงจูงใจกบั ความสาเร็จในการแข่งขันกฬี า
การสร้างแรงจูงใจหรือการสร้างความพึงพอใจให้เกิดข้ึนกับนักกีฬาขณะทาการฝึกซ้อมนั้นย่อม
เป็นเหตุที่สาคัญ ชาญชัย โพธ์ิคลัง (2532) ได้กล่าวถึงนักกีฬาท่ีประสบความสาเร็จในการฝึกซ้อมและแข่งขัน
น้ันยอ่ มมีเหตผุ ลซง่ึ เกดิ จากการสร้างแรงจงู ใจทีแ่ ตกตา่ งกันความพอใจท่ีทาให้เขาประสบความสาเร็จที่ซ้อนเร้น
อยภู่ ายใตจ้ ติ สานกึ คือ
1. ความรู้สกึ เกิดความภาคภูมใิ จ (Personal Pride) ความภาคภูมิใจเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ซ่อนเร้น
อยู่ท่ีมีกับนักกีฬาทุกคน เมื่อนักกีฬาเกิดความรู้สึกเช่นน้ีก็จะขยันซ้อมเพื่อท่ีจะให้ตนมีขีดความสามารถสูงสุด
ท่ีจะสามารถสงู สุด เพอื่ ความสาเรจ็ ในการแข่งขัน
2. ความรู้สึกเพ้อฝัน (Self Image) มนุษย์เราท่ีเกิดมาไม่ว่าจะแยกความอยากหรือเป็นนักกีฬาก็ตาม
ย่อมจะมีความเพ้อฝัน ความอยาก ด้วยกันท้ังน้ัน หากจะแยกความอยากหรือความรู้สึกเพ้อฝันที่เก่ียวกับ
นักกีฬาแล้ว สามารถแยกความรู้สึกออกได้เป็น 2 ทางด้วยกันคือความรู้สึกอยากท่ีเกิดข้ึนกับตัวเอง และ
ความรสู้ ึกที่มีต่อบคุ คลอื่น
พิชิต เมืองนาโพธ์ิ (2534) ได้กล่าวถึงวิธีการสร้างแรงจูงใจเพ่ือให้เกิดความสาเร็จในการแข่งขันกีฬา
ไวว้ า่
1. ให้นักกีฬาได้รับประสบการณ์แห่งการประสบความสาเร็จท่ัวถึงกันในการกีฬาการจัด
สภาพแวดล้อมในการกีฬาควรจัดให้นักกีฬาได้รับความสาเร็จซ่ึงทาให้เพิ่มแรงจูงใจในการเล่นกีฬามากย่ิงขึ้น
เช่น การลดความสงู ของแปน้ บาสเกตบอลใหเ้ ดก็ เลก็
2. ให้นักกีฬามีโอกาสรับผิดชอบในการต้ังกฎเกณฑ์ในการตัดสินใจทาให้นักกีฬามีโอกาสควบคุม
ความประพฤติของตนเอง และเกิดความร้สู กึ สาเรจ็
3. ให้คาชมเชยทั้งคาพูด และท่าทาง และควรใช้บ่อย ๆ ให้นักกีฬาได้รับรู้ถึงการมีส่วนช่วยเหลือกัน
เน้นบทบาทสาคัญของแต่ละคนทม่ี คี วามสาเร็จของทีมทาให้นกั กีฬามีความรูส้ กึ ว่าตวั เองมคี า่
4. การตงั้ จุดมุ่งหมายตอ้ งเปน็ จดุ มงุ่ หมายที่เป็นจริงและสามารถทาได้ดว้ ยความพยายามมีการประเมิน
และการปรับปรุงวา่ นกั กีฬาไดบ้ รรลุจดุ มุ่งหมายแค่ไหน
5. มีการเปล่ียนแปลงรูปแบบการฝึก ทาให้ไม่เกิดความเบื่อหน่าย ทาให้การฝึกซ้อมเกิด
ความสนุกสนาน ทาใหน้ กั กีฬาเกิดพบสง่ิ ใหม่ ๆ
6. การทาให้เกิดความสนุกสนาน เกิดความสมดุลระหว่างความสามารถของนักกีฬากับความยากง่าย
ของการฝกึ ท้าทายความสามารถ เกดิ อยากลองเล่น ซ้อม และอยากแขง่ ขัน
สรปุ
แรงจูงใจ เป็นการกระตุ้นหรือเร้าเพ่ือช่วยให้เกิดการกระทาสิ่งใดสิ่งหนึ่งสาเร็จบรรลุเป้าหมาย
มีแนวทางอันแน่นอน ซึ่งอาจจะเกิดจากความต้องการของตัวผู้กระทาเองหรือผู้กระทาได้รับสิ่งเร้าภายนอก
การแสดงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ล้วนมีสาเหตุมาจากแรงจูงใจเป็นสิ่งสาคัญ แรงจูงใจจัดว่ามีผลต่อการ
112
เรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ ของบุคคลเป็นอันมาก เพราะการท่ีบุคคลเกิดแรงจูงใจในการที่จะกระทาพฤติกรรม
ยอ่ มจะทาให้พฤตกิ รรมหรือการเรียนรู้ในส่ิงน้ันๆ ย่อมมีประสิทธิภาพและเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าบุคคล
ท่ีไมเ่ กดิ แรงจงู ใจ
แรงจูงใจนับวา่ มีบทบาทสาคัญมากต่อการเล่นการเตรียมทีมและการฝึกซ้อมกีฬานักจิตวิทยาการกีฬา
ให้ทัศนะต่อแรงจูงใจแตกต่างกัน สรุปแล้วพอจะกล่าวได้ว่า แรงจูงใจเป็นกระบวนการที่มีอยู่ในตัวนักกีฬาเอง
แต่ละคนซึ่งพร้อมท่ีจะได้รับการกระตุ้นจากภายนอกให้มีกาลังแรงข้ึน เพ่ือให้อยากกระทาส่ิงน้ันๆ มากขึ้น
หมายความว่านักกีฬาทุกคนต่างก็มีแรงจูงใจภายในตัวเองอยู่แล้ว หน้าท่ีของผู้ฝึกสอนกีฬามีเพียงแต่ค้นหาวิธี
ที่จะกระตุ้นจากภายนอกเพื่อให้เกิดกาลังแรงอีกเท่าน้ัน การสร้างแรงจูงใจน้ีมีความเก่ียวพันกับความต้องการ
มากท่ีสุด ความต้องการดังกล่าวนี้เป็นความต้องการข้ันพ้ืนฐานของมนุษย์ทุกคน ดังน้ันในการฝึกซ้อมกีฬา
แต่ละคร้ัง หากว่าผู้ฝึกสอนได้เล็งเห็นความสาคัญเหล่านี้ แล้วนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์จะเป็นพ้ืนฐานใน
การฝึกซ้อมกีฬาที่ดี และยังสามารถที่จะสร้างแรงจูงใจในระดับสูงขึ้นไปได้อีกด้วยในการคัดเลือกตัวนักกีฬา
เพื่อใหไ้ ด้ตัวนักกฬี าตามลกั ษณะและคุณสมบตั ขิ องการเปน็ ตวั นกั กีฬาทแี่ ท้จริงนนั้
คาถามท้ายบทที่ 6
หลังจากได้ศึกษาจนจบบทเรียนแล้ว ให้นักศึกษาตอบคาถามต่อไปนี้ โดยอาศัยหลักวิชาการและ
ความคิดเหน็ ของนักศกึ ษาประกอบในการตอบคาถาม
1. จงอธบิ ายถึงความหมายของแรงจงู ใจทางการกฬี า
2. จงระบถุ งึ ความสาคญั ของแรงจงู ใจ
3. จงอธิบายถึงทฤษฎแี รงจูงใจทางการกีฬา
4. จงระบถุ งึ ประเภทของแรงจงู ใจและองคป์ ระกอบท่มี ผี ลตอ่ แรงจงู ใจ
5. จงอธบิ ายถงึ ความสัมพนั ธ์ของแรงจงู ใจกับความสาเร็จในการแขง่ ขันกีฬา
113
เอกสารอา้ งอิง
ชาญชัย โพธิค์ ลัง. 2532. หลกั พนื้ ฐานทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการฝึกกีฬา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
เทเวศร์ พริ ยิ ะพฤนท์. 2529. หลกั การฝกึ กีฬาวา่ ยน้า. กรงุ เทพฯ : สยามบรรณาการพิมพ์.
นฤพนธ์ วงศ์จตุรภทั ร และศรุตี ศรจี นั ทวงศ์. 2550. การศึกษาการระบสุ าเหตุจากผลการแข่งขันของนักกีฬา
ท่ีเขา้ รว่ มการแขง่ ขันกีฬาเอเชยี่ นอินดอร์เกมส์ ครัง้ ที่ 1 ณ ประเทศไทย. กองวิจยั และพัฒนา
ฝ่ายวิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแหง่ ประเทศไทย.
พงษ์พันธ์ พงษโ์ สภา. 2542. จิตวิทยาการศึกษา. กรงุ เทพฯ : พฒั นาศึกษา.
พนมไพร ไชยยงค์. 2542. เอกสารประกอบการสอนวชิ าจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว. สพุ รรณบรุ ี :
วทิ ยาลยั พลศึกษาจังหวัดสพุ รรณบรุ ี.
พิชติ เมอื งนาโพธิ์. 2534. เอกสารประกอบการสอน พล 437 จิตวิทยาการกฬี า. กรุงเทพฯ : ภาควชิ า
พลศึกษา มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
มกุ ดา ศรียงค์. 2540. จิตวทิ ยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ภาควิชาจติ วิทยา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัย
รามคาแหง.
โยธนิ ศันสนยทุ ธ. 2531. เอกสารค้าสอนจติ รวิทยา. กรุงเทพฯ : คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ลกั ขณา สรวิ ฒั น.์ 2530. จติ วทิ ยาเบือ้ งตน้ . กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
วรศักด์ิ เพียรชอบ. 2534. บทบาทของจติ วิทยาการกีฬาท่ีมตี อ่ การสอนและพลศึกษา. วารสารจิตวทิ ยา
การกีฬา.
สุชา จนั ทน์หอม. 2527. จติ วิทยาท่วั ไป. กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช.
สชุ าดา สุธรรมรกั ษ.์ 2531. เอกสารประกอบการสอนวชิ า จต 101 จิตวทิ ยาเบอ้ื งต้น. ภาควชิ าการแนะแนว
และจิตวทิ ยาการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.
สบื สาย บุญวีรบุตร. (2541). จติ วิทยาการกีฬา. ชลบรุ ี : ชลบุรกี ารพิมพ์.
อร่าม ตงั้ ใจ. 2539. จิตวิทยาการกีฬา (แรงจงู ใจ), การฝึกสมรรถภาพทางกาย. กรงุ เทพฯ : ไทยมติ ร
การพมิ พ์.
อารยี ์ พันธมุ์ ณี. 2534. จติ วทิ ยาการสอน. กรงุ เทพฯ : บริษัทตน้ อ้อจากัด.
อบรม สนิ ภิบาล. (ม.ป.ป). รวมทฤษฎจี ิตวทิ ยา. กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์.
Gluecx, W.F. 1982. Personal : A Diagnostic Approach.
Hilgard, Ernest R. 1962. Introduction to Psychology. New York : Hart Court, Brace World
Inc.
Maslow, Abraham H. 1970. Motivation and Personality. 2nd ed. New York: Harper & Row.
114
115
แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ 7
ความเชื่อม่นั ทางการกฬี า
(Sport Confidence)
หวั ข้อเนอื้ หา
1. ความหมายของความเช่อื มน่ั ทางการกฬี า
2. ประโยชนข์ องความเชอ่ื มนั่ ในตนเอง
3. ประเภทของความเชอื่ มน่ั ทางการกฬี า
4. ทฤษฎคี วามเชอ่ื มัน่ ทางการกฬี า
5. แหล่งความเชื่อม่นั ทางการกฬี า
6. ทฤษฎีความเช่อื มนั่ ในความสามารถของตนเอง
วตั ถุประสงค์ท่ัวไป
1. เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงความหมายของความเช่ือมน่ั ทางการกฬี า
2. เพ่ือใหน้ ักศึกษาทราบถึงประเภทของความเชอื่ ม่นั ทางการกีฬา
3. เพอื่ ให้นกั ศึกษาทราบถงึ ทฤษฎคี วามเชอื่ มั่นทางการกีฬา
4. เพอ่ื ให้นักศึกษาทราบถึงแหล่งความเช่ือมั่นทางการกฬี า
5. เพื่อให้นกั ศกึ ษาทราบถงึ ทฤษฎคี วามเช่อื มนั่ ในความสามารถของตนเอง
6. เพือ่ ใหน้ ักศึกษาทราบถงึ วธิ ีการสร้างความเชือ่ มน่ั ในตนเอง
วัตถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. นักศกึ ษาสามารถระบุความหมายของความเชอื่ มนั่ ทางการกฬี า
2. นกั ศึกษาสามารถระบปุ ระเภทของความเชอื่ มน่ั ทางการกีฬา
3. นักศึกษาสามารถอธบิ ายทฤษฎคี วามเชือ่ มนั่ ทางการกฬี า
4. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายแหล่งความเชอื่ มั่นทางการกีฬา
5. นกั ศึกษาสามารถอธบิ ายทฤษฎคี วามเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง
6. นกั ศึกษาสามารถระบวุ ิธีการสร้างความเชอ่ื มน่ั ในตนเอง
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ให้นกั ศึกษาดคู ลปิ วดี ที ัศนท์ เ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั บุคคลทม่ี คี วามเชื่อมนั่ ทางการกีฬา
2. อธิบายความหมาย ความสาคญั เนื้อหาความรูเ้ กี่ยวกบั ความเชอ่ื ม่นั ทางการกีฬา
3. ใหน้ ักศึกษาไดแ้ สดงความคดิ เห็น ซักถามปัญหา ข้อสงสยั
4. อาจารย์อธิบาย ตอบคาถาม และสรุปเน้อื หาเก่ียวกบั ความเชอ่ื มั่นทางการกีฬา
5. ศึกษาจากเอกสารต่างๆ เพม่ิ เตมิ
6. ตอบคาถามท้ายบท
116
สอ่ื การสอน
1. คลิปวีดที ัศนเ์ กยี่ วกับความเชอ่ื มั่นทางการกีฬา
2. เอกสารการสอนจิตวทิ ยาการกฬี าและการออกกาลงั กาย บทท่ี 7 ความเชือ่ มั่นทางการกีฬา
3. ภาพประกอบจากเอกสารการสอนจิตวิทยาการกีฬาและการออกกาลังกายบทที่ 7
การวัดและการประเมนิ ผล
1. สงั เกตการสนใจ ความต้งั ใจ
2. พจิ ารณาจากการอภปิ ราย ถาม-ตอบ เสนอความคดิ เห็น
3. ให้นกั ศกึ ษาแสดงความคิดเห็น เสนอแนะฯ
4. พิจารณาจากงาน ความรับผิดชอบ
5. การตอบคาถามท้ายบท
117
บทท่ี 7
ความเชอ่ื มัน่ ทางการกีฬา
(Sport Confidence)
ความเชื่อม่ันทางการกีฬาเป็นสิ่งท่ีมีความสาคัญในการทาให้นักกีฬาประสบความสาเร็จสูงสุด
หากนกั กีฬามีความเชื่อม่ันในตนเองอย่างเหมาะสมจะทาให้การแสดงความสามารถทางการกฬี าออกมาดี
ความหมายของความเชื่อมน่ั ทางการกฬี า
ความเชื่อมั่นทางการกีฬา เป็นลักษณะความม่ันใจในตนเองเป็นความเช่ือท่ีมีอยู่ในตนเอง (Belief)
และเป็นความแน่ใจในตนเองโดยปราศจากความคับข้องใจต่างๆ หรือเป็นลักษณะความเชื่อในความสามารถ
ของตนเองท่ีจะประสบความสาเร็จทางการกีฬา
นักจิตวิทยาและนักการศึกษาท้ังในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความหมายของความเชื่อมั่นใน
ตนเองเอาไวต้ ่างกนั ดังต่อไปนี้
สมาคมการศึกษาเกี่ยวกับเด็กแห่งสหรัฐอเมริกา (Child Study Association of America) ได้ให้
ความหมายไว้ว่า ความเชื่อม่ันในตนเองจะเกิดข้ึนกับบุคคลท่ีสาเร็จ ในการกระทาส่ิงต่างๆ เสมอๆ เมื่อบุคคล
มีความเชื่อมัน่ ในตนเอง เขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ถูกข่มขู่จากผู้อ่ืน อันเป็นผลทาให้ความยุ่งยากใจต่างๆ ลดลงไป
ทาใหม้ ีความสามารถท่ีจะกระทาสิ่งตา่ งๆ ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
มาสโลว์ (Maslow, 1954) ได้กล่าวว่า ทุกคนในสังคมมีความปรารถนาท่ีจะได้รับ ความสาเร็จ
ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) และต้องการให้คนอื่นยอมรับนับถือใน ความสาเร็จของตนเองด้วย
ถ้าความต้องการนี้ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอจะทาให้บุคคลน้ันมี ความเชื่อม่ันในตนเองสูง รู้สึกว่า
ตนเองมีค่า มีประโยชนต่อสังคม แต่ถ้าความต้องการน้ีถูกขัดขวาง ทา ให้เกิดความรู้สึกว่ามีปมด้อยหรือ
เสียความภาคภูมิใจในตนเองได้
อิทธพิ ลของครอบครัวและสังคมมีผล ต่อจิตใจของเด็ก การได้รับการยอมรับจากสังคมและครอบครัว
จะเป็นสาเหตุสาคัญอย่างหนึ่งท่ีทาให้ บุคคลนั้นสามารถที่จะพัฒนาความคิดเร่ือง การนับถือตนเอง และ
ความเชื่อมั่นในตนเองบุคคลท่ีมีความเชื่อม่ันในตนเองจะมีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความ
รับผิดชอบ และสามารถแสดงความคิดเห็นท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย สาเหตุสาคัญอีกประการหนึ่งท่ีทาให้
เดก็ เกดิ ความเชอื่ มั่นในตนเอง ได้แก่ การฝึกฝนเพิ่มเติมเป็นพิเศษอยู่เสมอๆ จนมีทักษะและมีความสามารถสูง
ในท่ีสุดจะทาให้เกิดความเช่ือมั่นในตนเองขึ้น นอกจากน้ีความเช่ือม่ันในตนเองยังข้ึนอยู่กับระดับอายุ ระดับ
พัฒนาการ และกลุ่มท่ีเด็กร่วมเล่นหรือร่วมทางานตลอดจนสถานการณ์ต่างๆ ท่ีกาลังเผชิญอยู่ บุคคลที่ขาด
ความเชื่อม่ันในตนเอง คือบุคคลที่ไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ ไม่กระปร้ีกระเปร่า ในการกระทา สิ่งต่างๆ
ทเ่ี กิดขึ้นกบั ตนเอง
ความเช่ือม่ันในตนเองว่า หมายถึง การพึงพอใจในตนเอง ความภูมิใจในตนเองหรือ การยอมรับตนเอง
ความเช่อื ม่นั ในตนเองจะมมี ากนอ้ ยเพยี งใดนั้นสามารถพจิ ารณาไดจ้ ากความขดั แย้งท่ีเกิดข้ึนมาก จะเป็นสาเหตุ
ใหร้ ู้สกึ วา่ ตนเองไม่มคี า่ ไม่เหมาะสมและไม่พงึ พอใจในตนเอง
บุคคลที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง คือบุคคลที่ไม่ยอมจานนต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งโดยส้ินเชิงทีเดียวต่างกับคน
ท่ีเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง คือมีความขลาดกลัว และไม่แน่ใจในตนเอง ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปในทางนึก
วาดภาพเอาเองในส่ิงที่ตนต้องการหรือปรารถนา ไม่ทาตามลาดับข้ันของความเป็นจริง เนื่องจากเกิด
ความหวาดกลัว หวั่นวิตกจน กลายเป็นคนทาอะไรไม่เป็นเลย อาจกล่าวได้ว่า ปัจจัยที่สาคัญท่ีทาให้คนเรา
118
ขาดความเชื่อมั่นในตนเองคือ ขาดความรู้ ขาดความกล้าหาญในทางท่ีชอบธรรม และมีความเกียจคร้าน
นอกจากนยี้ ังอาจเน่ืองมาจากความเชอ่ื ท่ีฝังลึกอยู่ในจติ ใจหรอื บางทกี เ็ ปน็ ผลจากความล้มเหลวในอดีต
คนท่ีมีความเชื่อม่ันในตนเอง หมายถึง คนท่ียอมรับ สภาพการณ์ใหม่ๆ ท่ีตนประสบโดยปราศจาก
ความกลัวความล้มเหลวจะเป็นบุคคลท่ีมีความกล้าที่จะเผชิญต่อสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความม่ันใจ
ว่า สภาพการณ์น้ันๆ จะไม่ทาให้เขาได้รับความเดือดร้อน ไม่สบายใจ บุคคลใดก็ตามที่กระทาตาม
ความต้องการ หรือคุณธรรมที่สังคมวางไว้นั้นย่อมสบายใจมีความเชื่อม่ันในตนเองว่าส่ิงท่ีตนกระทาไปน้ัน
เปน็ สงิ่ ที่ดีงาม
ความเชื่อมั่นในตนเองนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ดังที่ วีลีย์ (Vealey) กล่าวไว้ว่า
ความเชื่อม่ันในตัวเองนี้ท้ังที่เป็นนิสัย คือความเช่ือมั่นในตัวเอง ทั่วไปตามปกติ กับความเชื่อมั่นในตัวเอง
เฉพาะกาล หรือสถานการณ์ ซ่ึงจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตาม ความเป็นไปของสถานการณ์ ท่ีกาลังเผชิญหน้าอยู่
ในเวลานน้ั
ประโยชน์ของความเชอ่ื ม่ันในตนเอง
1. ความเชือ่ มน่ั ในตนเองจะกระตุน้ ให้เกิดอารมณ์ทางบวก นกั กฬี าจะสามารถรักษาระดับความสงบ
และสามารถผ่อนคลายตนเองภายใต้สถานการณ์กดดันได้มากข้ึน สภาวะของร่างกายและจิตใจจะกระตุ้นให้
เกิดการตัดสินใจซึ่งจะส่งผลให้นักกีฬามีจิตใจหนักแน่น ม่ันใจ แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้
ก็ตาม
2. ความเชื่อม่ันในตนเองทาให้เกิดสมาธิ เม่ือนักกีฬามีความเช่ือมั่นในตนเอง จิตใจของนักกีฬาจะ
จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนเองกาลังทาเพียงอย่างเดียวตรงข้ามกับนักกีฬาที่ขาดความเช่ือมั่นในตนเองจะพะวงอยู่กับ
ความคิดว่าจะทาดีหรือไม่หรือทาแล้วผลจะเป็นอย่างไร หรือพะวงกับคนอ่ืนว่าจะคิดกับตนเองอย่างไร ซ่ึงการ
หมกมุ่นอยู่กับการหลีกเล่ียงความพ่ายแพ้จะเป็นตัวทาลายสมาธิและความตั้งใจจนทาให้นักกีฬามีจิตใจว้าวุ่น
และทาให้เกิดอาการกระสับกระส่ายความเชอ่ื มน่ั ทางการกีฬา
3. ความเช่ือม่ันในตนเองมีผลกระทบโดยตรงต่อการกาหนดเป้าหมาย นักกีฬาที่มีความเช่ือม่ันใน
ตนเองจะกาหนดเปา้ หมายทมี่ ีความทา้ ทายและลงมือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งการมีความเช่ือมั่นในตนเอง
จะเป็นสิ่งท่ีทาให้นักกีฬากล้าท่ีจะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเต็มศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ แต่หากนักกีฬาไม่มี
ความเช่ือม่ันในตนเองมักจะกาหนดเป้าหมายง่ายๆ เพื่อให้สามารถทาได้แน่นอน โดยไม่มีความท้าทาย
ขาดความกล้าที่จะแสดงความสามารถในการแข่งขันอย่างเต็มศักยภาพของตนเองและไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา
ความสามารถที่ต้องการจะใหด้ ีข้นึ ในอนาคตด้วย
4. ความเชื่อมั่นในตนเองมีผลต่อการเพิ่มความพยายาม นักกีฬาท่ีมีความเช่ือม่ันในตนเองจะมี
ความอดทนและความพยายามในการกระทาตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ เม่ือนักกีฬามีความสามารถเท่ากันผู้ที่
ชนะในการแข่งขัน คือ ผู้ที่มีความเช่ือม่ันในตนเอง โดยเฉพาะกีฬาท่ีต้องใช้ความต่อเนื่องในการเล่น เช่น ว่ิง
มาราธอน เทนนิส หรือแม้กระท่ังช่วงการฟ้ืนฟูการบาดเจ็บ นักกีฬาที่มีความเชื่อม่ันในตนเองว่าจะหายจาก
อาการบาดเจบ็ และกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิมจะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้เร็วกว่านักกีฬาท่ีไม่มีความเช่ือม่ัน
ในตนเอง
5. ความเชื่อมั่นในตนเองมีผลต่อการใช้กลยุทธ์ในการแข่งขัน นักกีฬาท่ีมีความเช่ือมั่นในตนเองจะ
กล้าเสี่ยง กล้าเล่น มากกวา่ นกั กฬี าทีไ่ ม่มีความเช่ือม่ันในตนเอง เพราะนักกีฬาท่ีมีความเช่ือมั่นในตนเองจะเล่น
เพื่อชนะจึงไม่กลัวท่ีจะสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ดังน้ันจึงสามารถควบคุมการแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบ
119
ตลอดเวลาแต่นักกีฬาท่ีไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะเล่นไม่ให้แพ้จึงพยายามเล่นให้ผิดพลาดน้อยที่สุด ดังนั้น
พฤตกิ รรมการแสดงความสามารถทางการกฬี าจึงแตกตา่ งกนั
6. ความเชื่อม่ันในตนเองท่ีมีผลต่อโมเมนตัมในการแข่งขัน โมเมนตัมในการแข่งขันกีฬาเป็น
ตัวกาหนดการแพ้หรือชนะในการแข่งขันได้ ขึ้นอยู่กับว่าในเหตุการณ์นั้นนักกีฬาจะทาให้ตนเองมีโมเมนตัม
ทางบวกหรือทางลบ หากนักกีฬาสามารถดึงโมเมนตัมทางบวกไว้กับตนเองได้ โอกาสที่จะได้รับชัยชนะใน
การแข่งขนั ยอ่ มมสี ูง เม่ือนกั กีฬามคี วามเชื่อมน่ั ในตนเองจะมีเจตคติท่ีไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนจะมอง
อปุ สรรคต่างๆ เป็นความท้าทาย และมีความมุ่งม่ันในการตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆ อย่างมีสติ ตรงกันข้าม
กับนักกีฬาท่ีไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองจะมองอุปสรรคเป็นปัญหาท่ีแก้ไขไม่ได้และยังนาปัญหาน้ันมาสร้าง
ความเครยี ดใหก้ ับตนเองอกี ด้วย
ประเภทของความเช่ือมั่นทางการกีฬา
1. ความเช่ือม่ันทางการกีฬาตามลักษณะนิสัย หมายถึง ระดับความเชื่อมั่นท่ีมีอยู่ในแต่ละบุคคล
ตามปกตทิ ่ัวไปทเี่ กีย่ วกับความสามารถในการประสบความสาเรจ็ ทางการกฬี า
2. ความเช่ือมั่นทางการกีฬาตามสถานการณ์ หมายถึง ระดับความเชื่อม่ันที่มีอยู่ในบางช่วงเวลา
เกีย่ วกบั ความสามารถในการประสบความสาเร็จทางการกฬี า
ทฤษฎคี วามเชื่อมน่ั ทางการกฬี า
ความเช่ือม่ันทางการกีฬาเป็นส่ิงสาคัญและมีผลต่อการแสดงความสามารถของนักกีฬา ท้ังในขณะ
ฝกึ ซอ้ มและขณะแข่งขัน เนื่องจากความเช่ือม่ันมีบทบาทต่อกระบวนการทางความคิด ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเกิด
แรงจูงใจและมีผลกระทบต่อความสามารถทางการกีฬา ทฤษฎีความเชื่อม่ัน ทางการกีฬามีจุดเร่ิมต้นจาก
ทฤษฎีความเช่ือม่ันเฉพาะอย่าง และทฤษฎีความวิตกกังวลตามสถานการณ์แบบหลายมิติซึ่งท้ายที่สุดได้มี
การศึกษาและสร้างกรอบทฤษฎีความเชื่อมั่นทางการกีฬาอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2001 ซึ่งสามารถอธิบาย
ได้ว่าหากนกั กฬี ามีระดบั ความเชื่อมนั่ ทางการกฬี าทเ่ี หมาะสมจะส่งผลตอ่ ความสามารถทางการกฬี าสงู สุด
การมีความเชื่อม่ันทางการกีฬาท่ีดี ประกอบด้วย ปัจจัยที่มาจากภายนอกซ่ึงนักกีฬา ไม่สามารถ
ควบคุมได้และปัจจัยจากภายในตัวนักกีฬาเอง ปัจจัยภายนอกอาจเป็นสิ่งท่ีควบคุมได้ยาก แต่ปัจจัยภายใน
ถือเปน็ ส่ิงจาเป็นและมีความสาคัญที่นักกีฬาต้องสร้างและควบคุมให้ได้ การท่ีนักกีฬาหรือผู้ฝึกสอนไม่ทราบว่า
อะไรคือแหล่งที่มาของความเช่ือมั่นทางการกีฬาจึงเป็นเหตุให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้นักกีฬามี
ความเชื่อมนั่ ทางการกฬี าไม่สัมฤทธผิ์ ลเท่าทค่ี วร
120
ภาพที่ 7.1 รูปแบบของความเชอื่ มั่นทางการกีฬา
ท่มี า: Morris and Summers (2004)
แหลง่ ความเชื่อมน่ั ทางการกีฬา
จากผลการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างนักกีฬาต่างประเทศ พบว่าแหล่งความเชื่อม่ันทางการกีฬา
ประกอบด้วย 3 ดา้ น จานวน 9 องคป์ ระกอบ (Vealey et al., 1998) ดงั นีค้ ือ
1. ด้านความสาเร็จในงานท่ีกระทา หมายถึง ความเช่ือม่ันในทักษะหรือความชานาญของตนเอง
สามารถเป็นไดท้ ้ังความสามารถหรือความเชี่ยวชาญในการพัฒนาความสามารถของตนเอง หรือความสามารถ
จากการไดร้ ับชยั ชนะจากการแขง่ ขัน ประกอบดว้ ย
1.1 ความเชย่ี วชาญทางทกั ษะกฬี า หมายถงึ การกระทาหรือการปฏิบัติทักษะต่างๆ จนเกิด
ความชานาญและสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองทมี่ ีอยูใ่ ห้ดยี ง่ิ ๆ ขน้ึ ไป (การเปรยี บเทียบกบั ตนเอง)
1.2 การแสดงความสามารถ หมายถึง การที่นักกีฬาได้แสดงศักยภาพท่ีตนเองมีอยู่ให้ผู้อ่ืน
ไดร้ ับรู้และเหน็ ว่าตนเองมีความสามารถเหนือผู้อ่ืน หรือแสดงให้เห็นว่าตนเองมีความสามารถจัดอยู่ในกลุ่มที่มี
ความสามารถสูง (การเปรียบเทยี บกบั คนอน่ื )
2. ดา้ นการกากบั ตนเอง หมายถงึ กระบวนการที่นักกีฬาเป็นผู้เลือกเป้าหมายตลอดจนวิธีดาเนินการ
ทั้งหมดเพ่อื ท่จี ะบรรลเุ ป้าหมายน้ัน ประกอบดว้ ย
2.1 การเตรยี มความพรอ้ มด้านร่างกายและจิตใจ หมายถึง การที่นักกีฬามีการเตรียมตัวให้
พร้อมสาหรับการแข่งขัน ทั้งด้านร่างกายท่ีต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงเหมาะสมกับชนิดกีฬา และจิตใจที่เข้มแข็ง
มุ่งมนั่ พร้อมจะตอ่ สู้กับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ
2.2 การนาเสนอตนเองทางร่างกาย หมายถึง การรับรู้และมีความพึงพอใจต่อร่างกาย
ตนเอง เป็นสิ่งที่เก่ียวข้องกับการรับรู้ภาพลักษณ์ทางร่างกาย เช่น รู้สึกว่ารูปร่างตนเองดูดี มีความม่ันใจใน
รปู รา่ งท่ีสมสว่ น สวยงาม เปน็ ต้น
3. ด้านวัฒนธรรมสังคม เป็นการมุ่งเน้นท่ีกระบวนการทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งท่ีมีอยู่ในธรรมชาติและมี
สว่ นเกยี่ วขอ้ งกับสถานการณ์ความสาเรจ็ ทางการกีฬาเปน็ ลักษณะการใหข้ ้อมูลย้อนกลับทางบวกและการได้รับ
121
การสนับสนุนจากผู้ฝึกสอนเพื่อนร่วมทีม และพ่อแม่ โดยจะเป็นประโยชน์อย่างมากในกระบวนการรับรู้ของ
นักกีฬาโดยเฉพาะอย่างย่ิงในนักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจะมีความเครียดสูง ซึ่งต้องการกาลังใจและความเข้าใจ
จากบคุ คลรอบขา้ ง เพือ่ ช่วยลดความเครยี ดที่มีต่ออาการบาดเจ็บของตนเองและช่วยสร้างแรงจูงใจในการฟื้นฟู
การบาดเจ็บใหก้ ลับสูส่ ภาวะปกติไดเ้ ร็วขน้ึ
3.1 การสนับสนุนจากสังคม หมายถึง การท่ีนักกีฬารับรู้ได้จากสิ่งหน่ึงส่ิงใดที่มีความสาคัญและเป็น
แหล่งของความเชื่อม่ันได้ เช่น การที่นักกีฬาได้รับข้อมูลย้อนกลับทางบวกจากบุคคลรอบข้าง เช่น พ่อแม่
ผู้ฝึกสอน เพ่ือนร่วมทีม โดยเฉพาะนักกีฬาวัยรุ่น การสนับสนุนจากสังคมจะมีความสาคัญมากต่อการประสบ
ความสาเร็จทางการกฬี า
3.2 ความเป็นผู้นาของผู้ฝึกสอน เป็นการเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝึกสอนกับนักกีฬา ในท่ีน้ี
ความเป็นผู้นาของผู้ฝึกสอน หมายถึง ความเช่ือม่ันของนักกีฬาท่ีมีต่อผู้ฝึกสอนของตนเองในด้านความรู้
ความสามารถ ภาวะความเปน็ ผ้นู า และการตดั สนิ ใจท่ีดี
3.3 การมปี ระสบการณ์ผ่านผอู้ ่ืน หมายถึง การไดเ้ ห็นผอู้ ืน่ แสดงความสามารถจนประสบความสาเร็จ
เช่น เพ่ือนร่วมทีมสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างดี จึงมีความเชื่อมั่นว่าตนเองน่าจะมีศักยภาพได้
เช่นเดียวกับเพื่อน
3.4 การได้รับความสะดวกสบายจากสภาพแวดล้อม หมายถึง สภาพแวดล้อมท่ีเอื้ออานวยให้
นักกีฬาสามารถทาการแขง่ ขันได้อย่างสะดวกสบาย เช่น สภาพของสนามมีความพรอ้ มสาหรับการแข่งขัน
3.5 ความพึงพอใจต่อสถานการณ์ หมายถึง เหตุการณ์ท่ีทาให้นักกีฬาพึงพอใจ เช่น รับรู้ว่าทุกอย่าง
ได้วางแผนมาอย่างดี และไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นสาหรับประเทศไทย สุพัชรินทร์ และ นฤพนธ์ (2551)
พบว่า แหล่งความเชื่อมั่นทางการกีฬาของนักกีฬาระดับอุดมศึกษาไทย ประกอบด้วย 3 ด้าน จานวน
11 องคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. ด้านความสาเร็จในงานที่กระทา ประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญทางทักษะกีฬาและการแสดง
ความสามารถ
2. ด้านการกากับตนเอง ประกอบด้วย การนาเสนอตนเองทางร่างกายการเตรียมพร้อมด้านร่างกาย
และจิตใจ และการบาดเจ็บของตนเอง
3. ด้านวัฒนธรรมสังคม ประกอบด้วย การสนับสนุนจากสังคม ความเป็นผู้นาของผู้ฝึกสอน การมี
ประสบการณ์ผ่านผู้อื่น การได้รับความสะดวกสบายจากสภาพแวดล้อมความพึงพอใจต่อสถานการณ์ และ
อุปกรณ์ท่ีเก่ียวข้องกับการแข่งขันผู้ฝึกสอนกีฬาของมหาวิทยาลัยอินเดียนา กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่น
ทางการกีฬาโดยผ่านกระบวนการจูงใจว่าสิ่งที่ต้องคานึง คือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล สภาพแวดล้อม
(คนดู กองเชียร์ เสียงดนตรี) อุปกรณ์ สนามท่ีใช้ในการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน และลักษณะของผู้ฝึกสอน
(บุคลิกภาพ สภาพอารมณ์ ความรู้สึก กิริยาท่าทางกฎเกณฑ์ ความสามารถในการเป็นผู้นา การเผชิญความ
กดดนั และความเครียดต่างๆ) (Billingsley, 2007) จากการศกึ ษาวิจยั ท่ผี า่ นมาพบว่า เพศ ชนิดกีฬา และระดับ
การแข่งขัน มีความสัมพันธ์กับแหล่งความเช่ือมั่นทางการกีฬาท่ีแตกต่างกันออกไป (Huang, et al., 2004)
ดังน้ีคือ
1. เพศชายจะรับรู้ถึงการสนับสนุนจากสังคม การรับรู้ถึงเทคนิควิธีการการเล่นและมีประสบการณ์
ในการเหน็ ผูอ้ ืน่ ประสบความความสาเร็จมากกวา่ เพศหญงิ
2. นกั กฬี าระดบั ดีเยีย่ มใหค้ วามสาคัญกบั การเตรียมความพร้อมดา้ นรา่ งกายและจิตใจมากกว่านักกีฬา
ที่ไม่ใชร่ ะดับดเี ยย่ี ม
122
3. นักกีฬาที่ไม่ใช่ระดับดีเยี่ยมให้ความสาคัญกับภาวะความเป็นผู้นาของผู้ฝึกสอนมากกว่านักกีฬา
ระดบั ดีเยี่ยม
4. นักกีฬาประเภทบุคคลให้ความสาคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจการนาเสนอ
ตนเองทางรา่ งกาย และการเหน็ ผู้อื่นประสบความสาเรจ็ มากกว่านกั กฬี าประเภททมี
5. นักกีฬาประเภททีมให้ความสาคัญกับการเห็นผู้อ่ืนประสบความสาเร็จและการได้รับการสนับสนุน
จากสังคมมากกว่านักกีฬาประเภทบุคคลนอกจากจะมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างท่ีเป็นนักกีฬาแล้ว ยังพบว่า
นักเรียนระดับมัธยมศึกษากับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของประเทศสิงคโปร์ท่ีมีอายุและชนิดกีฬาต่างกัน
จะมีผลต่อแหล่งความเชื่อมั่นทางการกีฬาแตกต่างกันด้วย คือ นักกีฬาระดับมัธยมศึกษามีแหล่งความเชื่อม่ัน
ทางการกีฬา ประกอบด้วย ความเชี่ยวชาญทางทักษะกีฬา การเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ และ
ภาวะความเป็นผู้นาของผู้ฝึกสอนมากกว่านักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และนักกีฬาประเภททีมต้องการได้รับ
การสนับสนุนจากสังคมมากกว่านักกีฬาประเภทบุคคล (Poh & Smith, 2001) จากตัวอย่างการศึกษา
ทผี่ า่ นมา ทาให้ทราบว่าข้อมูลพ้ืนฐานของแต่ละบุคคล เช่น อายุ เพศ ระดับการแข่งขัน และวัฒนธรรมองค์กร
ท่ีแตกตา่ งกนั ยอ่ มสง่ ผลต่อบคุ ลิกภาพ ความมคี ุณค่าในตนเอง และเจตคติที่แตกต่างกัน นอกจากน้ันยังมีผลต่อ
ความรูส้ กึ ทางลบต่อการปฏิบัติกจิ กรรมนน้ั ๆ ดว้ ย ดังนน้ั ปจั จัยด้าน เพศ อายุ และระดับการแข่งกัน จึงมีผลต่อ
การรับรูแ้ หล่งความเช่ือมนั่ ทางการกฬี า
ปจั จยั ด้านวฒั นธรรมสงั คม
ปัจจัยด้านวัฒนธรรมสังคม ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของแหล่งความเช่ือมั่นทางการกีฬานั้น หมายถึง ทุกส่ิง
ทุกอย่างท่ีมนุษย์ในสังคมมีอยู่และสร้างขึ้นเพ่ือสนองความต้องการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ โดยมีบรรทัดฐาน
ของสังคมควบคุมเพ่ือให้เกิดความสงบสุขและเรียบร้อย ในบริบททางการกีฬาก็เช่นเดียวกันนักกีฬาย่อม
แสวงหาสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของตนเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจเ พื่อให้ประสบความสาเร็จ
ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยต้องอยู่ในกรอบของกฎกติกาท่ีแต่ละชนิดกีฬากาหนดขึ้น ดังน้ันในการแข่งขันกีฬา
ไม่ว่าจะระดบั การแขง่ ขันใด กีฬาประเภทใดจะมีความเป็นลักษณะเฉพาะตัว มีแบบแผนเชิงพฤติกรรมที่บุคคล
ใช้ร่วมกัน เพ่ือบ่งบอกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งต่างๆ เหล่าน้ีถูกหล่อหลอมมาเป็นลักษณะเฉพาะตัว
ของนกั กีฬาแต่ละบุคคลหรือเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพ เช่น การเห็นคุณค่าในตนเองเจตคติ ซึ่งนาไปสู่การมี
ความเช่อื มน่ั ทางการกฬี าได้
ทฤษฎคี วามเชื่อม่นั ในความสามารถของตนเอง
ทฤษฎีความเช่ือม่ันในความสามารถของตนเองของแบนดูรา พัฒนาข้ึนมาจาก ทฤษฎีปัญญา สังคม
(Social Cognitive Therory) ที่มีทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social learning Theory) เป็นพื้นฐาน
ในระยะแรกนั้น แบนดูรา ได้เสนอความคิดความคาดหวัง ในความสามารถของตน (Efficacy Expectation)
โดยให้ความหมายว่า เป็นความคาดหวังเก่ียวกับ ความสามารถของตนเองในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงและ
ความคาดหวังน้ีเองเป็นตัวกาหนดการแสดงออกของพฤติกรรม (Bandura, 1977) ต่อมาในปี ค.ศ. 1986
แบนดูรา ใช้คาว่า การรับรู้ความสามารถของตนเอง (Perceived Self-Efficacy) โดยให้คาจากัดความว่า
เป็นการตัดสินของบุคคลเก่ียวกับความสามารถของตนเอง ที่ จะจัดการและดาเนินการกระทาพฤติกรรมให้
บรรลุเป้าหมายที่กาหนดไว้ (Bandura, 1986) และ ในระยะหลัง แบนดูรา นาเสนอคาว่าความเชื่อใน
ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ซึ่งเป็น ความเชื่อเก่ียวกับความสามารถของตนเองของบุคคลในการ
จัดการและบริหารพฤตกิ รรมใน สถานการณท์ เ่ี ขาเผชิญอยู่
123
ทฤษฎีความเช่ือมั่นในความสามารถของตนเอง
แบนดูราเช่ือว่าการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของคนเราน้ัน เป็นผลมาจากปัจจัย 3 ประการ ด้วยกัน
ได้แก่ องคป์ ระกอบสว่ นบคุ คล พฤตกิ รรม และอิทธิพลของสงิ่ แวดลอ้ ม (Bandura, 1986)
พฤตกิ รรม ปญั ญา และองคป์ ระกอบสว่ นบคุ คล และ อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม ต่างก็เป็นตัวกาหนดท่ีมี
อิทธิพลซึ่งกันและกันในเชิงเหตุและผลนั่น หมายความว่าถ้าองค์ประกอบใดเปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลให้
องคป์ ระกอบอืน่ ๆ เปลย่ี นแปลงตามไปดว้ ย
แบนดูราเช่ือว่า บุคคลสองคนแม้จะมีความสามารถไม่ต่างกันแต่แสดงออกในคุณภาพท่ีต่างกันได้
หากคนสองคนนี้ มีความเชื่อในความสามารถของตนเองแตกต่างกัน หรือแม้แต่ในบุคคล เดียวกัน ก็อาจมี
ความเชื่อในความสามารถของตนเองแตกต่างกันได้ หากสถานการณ์น้ันแตกต่างกัน ก็ทาให้บุคคลน้ันแสดง
พฤติกรรมท่ีต่างจากสถานการณ์เดิมได้ แบนดูรายังได้ให้ความเห็นว่าความสามารถของบุคคลไม่ตายตัวแต่
ยดื หยุ่นได้ตามสถานการณ์ ดงั นัน้ ส่ิงท่จี ะเป็นตวั กาหนดประสิทธิภาพของการแสดงออก จึงขึ้นอยู่กับความเช่ือ
ในความสามารถของตนเองในสถานภาพการณ์ นั้นๆ (สมโภชน์ เอยี่ มสุภาษิต, 2536)
การที่บุคคลตัดสินใจว่าจะกระทาพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่น้ัน ส่วนหน่ึงข้ึนอยู่กับ ความเช่ือ
ในความสามารถของตนเอง และอีกส่วนหน่ึงข้ึนอยู่กับของตนเอง และอีกส่วนหน่ึงขึ้นอยู่กับ ความคาดหวังใน
ผลท่จี ะเกดิ ขึ้น ตวั แปรท่ีสาคญั ในการตัดสินพฤติกรรมของบุคคล จึงเป็นความเช่ือใน ความสามารถของตนเอง
มากกว่าความคาดหวงั ในผลทีเ่ กิดขึ้น
ความเชื่อมั่นในความสามารถขอตนเอง เป็นการตัดสิน ความสามารถของตนเองว่าสามารถทางานได้
ระดับใด ในขณะท่ีความคาดหวังเก่ียวกับผลที่เกิดข้ึนน้ัน เป็นการตัดสินว่าสิ่งใด จะเกิดข้ึนจากการกระทา
พฤติกรรมดงั กล่าว
วิลาสลักษณ์ ชัววาลี (2538) กล่าวว่า ความเช่ือมั่นในความสามารถของตนเองเป็นตัวกาหนด
พฤติกรรม การเลือก การใช้ความพยายามและยืนหยัดพากเพียร แบบแผนของการคิดและการตอบสนอง
ทางอารมณ์ เช่น การสอบชงิ ทุนเพอ่ื การศึกษาตอ่ หากบคุ คลมคี วามเช่อื วา่ ตนไมม่ ีความสามารถพอท่ีจะสอบได้
แนวโน้มที่เขาจะไปสมัครสอบจะน้อยลง หรืออาจตัดสินใจไม่ไปสอบเพ่ือ หลีกเล่ียงความผิดหวัง ระดับ
ความม่ันใจในความสามารถของตนเองในแต่ละบุคคลยังเป็นตัวบ่งชี้ว่า บุคคลจะพยายามทางานน้ันมากน้อย
เพียงใด ถ้าเชื่อว่าตนไม่มีความสามารถที่จะกระทากิจกรรมให้ สาเร็จได้ก็จะเกิดความกลัวและพยายาม
หลีกเล่ียงกิจกรรมน้ันๆ ในทางตรงกันข้ามคนที่เช่ือว่าตนมีความสามรถที่จะกระทากิจกรรมให้สาเร็จได้จะไม่
รู้สึกหวาดหว่ันล่วงหน้าและทาให้เกิดความพยายามไม่ท้อถอยเมื่อพบอุปสรรค บุคคลที่มีความเช่ือใน
ความสามารถของตนเองในระดับสูง จะยิ่งมีความพยายามและกระตือรือร้นในการทางานให้สาเร็จมากขึ้น แม้
จะตกอยู่ในสภาพการณ์ที่บีบบังคับ ทาให้เกิดความกลัวน้อยลงเม่ือต้องประสบกับสภาพการณ์เดิม แต่หาก
บคุ คลน้นั เลกิ ล้มการทางานโดยงา่ ย เขาจะมคี วามเช่ือในความสามารถของตนเองในระดับท่ีต่า และมีความกลัว
ตอ่ งานน้นั มากขนึ้
แบนดูรา (Bandura, 1986) ยังได้นาเสนอว่า ความเชื่อในความสามารถของตนเองน้ี เป็นตัวกาหนด
องค์ประกอบต่างๆ ในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ดังตอ่ ไปนี้
1. พฤติกรรมทางเลือก (Choice Behavior) บุคคลมีแนวโน้มท่ีจะหลีกเล่ียงงานในสภาพการณ์ที่เขา
เช่ือว่ายากเกินความสามารถของตนเอง และจะกระทากิจกรรมที่แน่ใจว่าตนมีความสามารถท่ีจะทา
การประเมนิ ความสามารถของตนสงู เกินความเปน็ จรงิ แล้วเลือกทากิจกรรมทีเ่ กินความสามารถจะทาให้พบกับ
ความยากลาบากและเป็นทุกข์จากความล้มเหลว ส่วนการประเมินความสามารถของตนเองที่ต่าเกินไปก็จะ
จากัดตัวเอง ทาให้ขาดประสบการณ์ท่ีจะได้รับสิ่งที่ดีๆ การประเมินท่ีดี คือ ประเมินสูงกว่าความสามารถที่ตน
124
จะทาได้เพียงเล็กน้อยจะทาให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมท่ียากพอเหมาะและท้าทายความสามารถได้ ส่วนการ
ประเมินที่แมน่ ยาตรงกบั ความสามารถจะสง่ ผลให้กจิ กรรมทีเ่ ลอื กมีแนวโนม้ ทจ่ี ะประสบความสาเรจ็ สงู ข้ึน
2. การใช้ความพยายามและความคงทนในการกระทาพฤติกรรม (Effort Expenditure and
Persistence) เป็นตัวกาหนดว่าบุคคลจะใช้ความพยายามของตนเองมากแค่ไหน และจะคงทนทากิจกรรมไป
ได้นานเพียงใดเม่ือพบอุปสรรคหรือประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจซ่ึงความพยายามท่ีใช้ในช่วงการเรียนรู้กับ
ช่วงนาทกั ษะไปใช้มีความแตกตา่ งกันในช่วงการเรียนรู้
3. แบบแผนของความคิดและการตอบสนองทางอารมณ์ (Thought Pattern and Emotions
Reactions) ความเชื่อในความสามารถของตนเองมีอิทธิพลต่อแบบแผนการคิด และการตอบสนอง
ทางอารมณ์ของบุคคลคนที่ตัดสินว่าตนไร้ความสามารถ จะมีความวิตกกังวลมากกว่าความเป็นจริง เม่ือต้อง
เจอสภาพการณ์ท่เี ป็นอุปสรรค ท้งั ยังกระตุ้นให้ใช้ความพยายามมากข้ึน นอกจากน้ีความเช่ือ ในความสามารถ
ของตนเองยังมีอิทธิพลต่อความคิดในการแก้ปัญหาที่ยากคนท่ีเช่ือว่าตนเองมีความสามารถสูงมีแนวโน้มท่ีจะ
พิจารณาว่าความล้มเหลวเกิดจากความพยายามไม่เพียงพอ ในขณะท่ีคนท่ีมีทักษะระดับเดียวกันแต่มี
ความเชอ่ื ในความสามารถของตนเองตา่ จะมองว่าความลม้ เหลวเกิดจากการดอ้ ยความสามารถของตนเอง
วิธีการสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง
1. มกี ารกาหนดเป้าหมายที่เป็นจรงิ และสามารถทาได้อย่างท้าทาย
2. มกี ารฝึกทักษะทางจติ ใจท่ีถูกต้อง
3. มกี ารปรับความคิดและพฤตกิ รรมของนักกีฬาใหเ้ ปน็ ที่พึงประสงค์ของสงั คม
4. มีการใหก้ ารสนบั สนนุ ทีด่ จี ากบคุ คลใกลช้ ิด
5. มีการสร้างประสบการณ์ความสาเร็จให้กบั นกั กีฬา
6. มีการจัดโปรแกรมการฝึกซอ้ มกฬี าใหม้ ีประสทิ ธิภาพ
ลกั ษณะของนกั กีฬาทมี่ ีความเชอ่ื มนั่ ในตนเอง
1. กล้าคดิ กล้าพดู และกลา้ ทา
2. จิตใจม่นั คง มีเหตผุ ล
3. มคี วามรอบคอบ มกี ารวางแผนงาน
4. มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบทาสิ่งแปลกใหม่
5. กลา้ เส่ียง (กลา้ ได้กล้าเสีย)
6. ชอบแสดงตัว
7. มีภาวะผู้นา
8. รกั ความยุตธิ รรม
9. ชอบช่วยเหลอื ผู้อื่น
10. ชอบอิสระ
11. ตัง้ เป้าหมายสูง และคดิ วา่ ตนเองสามารถทาสาเรจ็ ได้
12. ไม่วติ กกงั วลจนเกินกวา่ เหตุ
125
สรุป
ความเช่ือมั่นทางการกีฬา เป็นลักษณะความมั่นใจในตนเองเป็นความเชื่อท่ีมีอยู่ในตนเอง (Belief)
และเป็นความแน่ใจในตนเองโดยปราศจากความคับข้องใจต่างๆ หรือเป็นลักษณะความเช่ือในความสามารถ
ของตนเองที่จะประสบความสาเร็จทางการกีฬา บุคคลที่มีความเช่ือม่ันในตนเอง คือบุคคลท่ีไม่ยอมจานนต่อ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยสิ้นเชิงทีเดียวต่างกับคน ที่เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง คือมีความขลาดกลัว และไม่แน่ใจใน
ตนเอง ซ่ึงใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปในทางนึกวาดภาพเอาเองในส่ิงที่ตนต้องการหรือปรารถนา ไม่ทาตามลาดับข้ัน
ของความเป็นจริง เนื่องจากเกิดความหวาดกลัว หว่ันวิตกจนกลายเป็นคนทาอะไรไม่เป็นเลย อาจกล่าวได้ว่า
ปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้คนเรา ขาดความเช่ือมั่นในตนเองคือ ขาดความรู้ ขาดความกล้าหาญในทางที่ชอบธรรม
และมีความเกียจคร้าน นอกจากน้ียังอาจเน่ืองมาจากความเช่ือท่ีฝังลึกอยู่ในจิตใจหรือบางทีก็เป็นผลจาก
ความล้มเหลวในอดีต
การมีความเชื่อม่ันทางการกีฬาที่ดี ประกอบด้วย ปัจจัยที่มาจากภายนอกซ่ึงนักกีฬาไม่สามารถ
ควบคุมได้และปัจจัยจากภายในตัวนักกีฬาเอง ปัจจัยภายนอกอาจเป็นส่ิงที่ควบคุมได้ยาก แต่ปัจจัยภายใน
ถอื เป็นสิ่งจาเปน็ และมีความสาคัญท่ีนักกีฬาต้องสร้างและควบคุมให้ได้ การที่นักกีฬาหรือผู้ฝึกสอนไม่ทราบว่า
อะไรคือแหล่งท่ีมาของความเช่ือม่ันทางการกีฬาจึงเป็นเหตุให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้ นักกีฬามี
ความเชื่อม่ันทางการกฬี าไมส่ มั ฤทธิผ์ ลเทา่ ท่คี วร
คาถามทา้ ยบทท่ี 7
หลังจากได้ศึกษาจนจบบทเรียนแล้ว ให้นักศึกษาตอบคาถามต่อไปนี้ โดยอาศัยหลักวิชาการและ
ความคดิ เหน็ ของนักศกึ ษาประกอบในการตอบคาถาม
1. จงอธบิ ายความหมายของความเชื่อม่ันทางการกฬี า
2. จงระบถุ ึงประเภทของความเช่ือมั่นทางการกฬี ามาใหค้ รบถว้ น
3. จงอธบิ ายทฤษฎีความเช่อื มั่นทางการกฬี ามาให้เขา้ ใจ
4. จงอธิบายถึงแหลง่ ความเชอื่ มัน่ ทางการกฬี ามาให้ครบถ้วน
5. จงระบถุ ึงวธิ ีการสร้างความเชอ่ื มั่นในตนเองมาให้เข้าใจ
126
เอกสารอา้ งองิ
พลศึกษา, กรม. 2556. จติ วทิ ยาการกีฬา. กรุงเทพฯ : สานักงานกิจการโรงพมิ พ์องค์การสงเคราะหท์ หาร
ผ่านศกึ ในพระบรมราชปู ถัมภ์.
วิลาสลกั ษณ์ ชัววาล.ี 2538. การรบั รู้ความสามารถของตนเองในเรื่องอาชีพ : ตวั แปรที่น่าสนใจในการศกึ ษา
เก่ียวกบั อาชีพและการทางาน; จิตวทิ ยา.2(1) : 92-109
สมโภชน์ เอ่ียมสภุ าษิต. 2536. ทฤษฎแี ละเทคนคิ การปรับพฤติกรรม. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
สุพชั รินทร์ ปานอุทัย และนฤพนธ์ วงศ์จตรุ ภัทร. 2551. การพัฒนาและวเิ คราะห์องค์ประกอบแหล่ง
ความเชอื่ ม่นั ทางการกีฬาของนักกีฬาระดับอุดมศกึ ษาไทย. วารสารวิทยาศาสตร์การออกกาลังกาย
และกีฬา, 1(6), น. 82 – 97.
Bandura, A. 1997. Self-efficacy : Toward a unifying theory of behaviour change.
psychological review. 84:191-215.
________. (1977). Social Learning Theory. Englewood Cliffs. New Jersey : Prentice-Hall.
________. (1986). Social Foundations of Thought and Action : A Social Cognitive Theory.
Englewood Cliffs. New Jersey : Prentice-Hall.
Billingsley, H. 2007. Building confidence through motivation. Retrieved April,13, 2007,
from the United State Professional Diving Coaches Association, Retrieved December
20, 2009.
Huang, C.J., Wang, P.T. & Hsu, C.Y. 2004. The influence of athletes’ attributes on source of
sport confidence., 11, 1-17. Retrieved December 30, 2006, from the Chinese
Electronic Periodical Services.
Maslow, A.H. 1954. Motivation and Personality. New York : Harper.
Morris, T. & Summers, J. 2004. Sport psychology: Theory, applications and issues. Australia
: John Wiley & Sons.
Poh, Y.K. & Smith, D. 2001. Effect of age, gender and sport – type on source of sport
confidence. Master’ s thesis. National Institute of Education, Nanyang Technological
University.
Vealey, R.S., Hayashi S.W., Garner, H.G. & Giacobbi, P. 1998. Source of sport confidence:
Conceptualization and instrument development. Journal of Sport and Exercise
Psychology, 20, 54-80.
127
แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี 8
ความกา้ วร้าวทางการกฬี า
(Aggression in Sport)
หัวข้อเน้ือหา
1. ความหมายของความกา้ วรา้ วทางการกฬี า
2. ลกั ษณะของความก้าวร้าว
3. ทฤษฎีพืน้ ฐานของความกา้ วร้าว
4. การเสรมิ แรงทาให้เกิดความคงอย่ขู องความก้าวรา้ ว
วตั ถุประสงค์ทั่วไป
1. เพื่อให้นกั ศึกษาทราบถึงความหมายของความก้าวร้าวทางการกีฬา
2. เพ่ือให้นักศึกษาทราบถึงลกั ษณะของความกา้ วร้าว
3. เพอื่ ใหน้ ักศกึ ษาทราบถงึ ทฤษฎพี นื้ ฐานของความก้าวร้าว
4. เพื่อใหน้ กั ศึกษาทราบถึงวิธีการเสรมิ แรงทาใหเ้ กิดความคงอยูข่ องความก้าวรา้ ว
วัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. นกั ศึกษาสามารถระบคุ วามหมายของความกา้ วร้าวทางการกีฬา
2. นักศกึ ษาสามารถระบุลักษณะของความก้าวรา้ ว
3. นักศกึ ษาสามารถอธิบายทฤษฎพี ้นื ฐานของความก้าวร้าว
4. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายวธิ ีการเสรมิ แรงทาใหเ้ กดิ ความคงอยขู่ องความกา้ วร้าว
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. อธิบายความหมาย ความสาคัญ เน้ือหาความรู้เกย่ี วกับความก้าวร้าวทางการกีฬา
2. ใหน้ กั ศกึ ษาดคู ลปิ วดี ีทัศน์ทเี่ กี่ยวข้องกับความกา้ วรา้ วทางการกีฬา
3. นาเขา้ สู่บทเรยี นดว้ ยการสนทนาเรื่องท่เี กยี่ วข้องกับความก้าวร้าวทางการกฬี า
4. ให้นกั ศึกษาไดแ้ สดงความคดิ เหน็ ซกั ถามปัญหา ขอ้ สงสยั
5. อาจารย์อธบิ าย ตอบคาถาม และสรปุ เนือ้ หาเกี่ยวกบั ความกา้ วรา้ วทางการกฬี า
6. ศกึ ษาจากเอกสารตา่ งๆ เพ่มิ เติม
สือ่ การสอน
1. คลิปวดี ที ัศน์ทเ่ี ก่ียวข้องกับความกา้ วรา้ วทางการกฬี า
2. เอกสารการสอนจิตวทิ ยาการกฬี าและการออกกาลงั กาย บทท่ี 8 ความก้าวรา้ วทางการกฬี า
3. ภาพประกอบจากเอกสารการสอนจติ วทิ ยาการกีฬาและการออกกาลังกายบทท่ี 8
การวัดและการประเมนิ ผล
1. สังเกตการสนใจ ความตัง้ ใจ
2. พิจารณาจากการอภปิ ราย ถาม-ตอบ เสนอความคดิ เห็น
128
3. ใหน้ ักศกึ ษาแสดงความคิดเหน็ เสนอแนะฯ
4. พิจารณาจากงาน ความรบั ผิดชอบ
5. การตอบคาถามท้ายบท
129
บทที่ 8
ความกา้ วรา้ วทางการกฬี า
(Aggression in Sport)
ความก้าวร้าวทางการกีฬา เป็นสิ่งที่ต้องทาความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะและการให้
ความหมายของความก้าวร้าวทางการกีฬา เพราะหากกล่าวถึงความก้าวร้าวเพียงอย่างเดียว ย่อมหมายถึง
พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความรุนแรงเป็นพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์เท่าน้ัน แต่ทางการกีฬามีลักษณะ
การแสดงออกบางประการจดั อยู่ในกลมุ่ ลักษณะความกา้ วรา้ วได้ เพียงแต่ไม่มีเจตนาท่ีต้ังใจให้เกิดอันตรายหรือ
การบาดเจ็บอย่างสาหัส ซ่ึงการทาความเข้าใจกับความหมายของความก้าวร้าวจะเป็นส่วนช่วยลดปัญหา
ความเข้าใจผิดต่างๆ ไดอ้ ย่างมาก
ความหมายของความก้าวร้าวทางการกีฬา
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการที่คนอ่ืนมีความคิดเห็นแตกต่างกับเรา การมีความคิดหรือความปรารถนา
ให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บ คือ ความหมายของความก้าวร้าว ซ่ึงแท้จริงแล้วความก้าวร้าวไม่ใช่ลักษณะของ
ความรู้สึก เช่น ความโกรธหรือสภาวะทางอารมณ์อื่นๆ แต่ความก้าวร้าวเป็นลักษณะของพฤติกรรม
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ความก้าวร้าว แปลว่า การแขวะ รุกราน รุนแรง
เป็นมารยาททางกายและวาจาท่ไี ม่เรียบร้อย สาหรับในบริบททางการกฬี า ความกา้ วร้าวทางการกีฬา หมายถึง
พฤติกรรมท่ีบุคคลใช้ในการกีฬา โดยมีเจตนาและไม่มีเจตนาท่ีจะทาร้ายร่างกาย มีการใช้กาลังหรือ
ความพยายามท่จี ะให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคใ์ นการแข่งขนั
ลักษณะของความก้าวรา้ ว
1. พฤติกรรมความก้าวร้าวแบบโกรธแค้นหรือตั้งใจทาร้าย เป็นความก้าวร้าวท่ีมีวัตถุประสงค์
เพ่ือทาร้ายผู้อ่ืนให้ได้รับบาดเจ็บ มีความทุกข์ทรมานและเจ็บปวด ความก้าวร้าวลักษณะนี้เป็นการแสดง
ความก้าวรา้ วแบบโตต้ อบและแบบโกรธเป็นการแสดงพฤตกิ รรมท่ีต้องการทารา้ ยร่างกายและจติ ใจผอู้ ่ืน
2. พฤติกรรมความก้าวร้าวแบบเป็นเคร่ืองมือ เป็นความก้าวร้าวท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้บรรลุ
เป้าหมายในการแข่งขันโดยมีแรงเสริม คือ ชัยชนะ ชื่อเสียงเป็นต้น พฤติกรรมความก้าวร้าวลักษณะนี้
เป็นความต้ังใจให้ผู้อ่ืนได้รับบาดเจ็บแต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกโกรธพฤติกรรมความก้าวร้าวแบบ
โกรธแค้นหรือการตั้งใจทาร้ายและพฤติกรรมความก้าวร้าวแบบเป็นเคร่ืองมือ อาจมีพฤติกรรมการแสดงออก
อาจเหมือนหรือใกล้เคียงกัน บางครั้งไม่สามารถแยกออกได้ว่าเป็นความก้าวร้าวท่ีมีความโกรธปะปนมาด้วย
หรอื ไม่หรอื จดั เปน็ พฤติกรรมความก้าวร้าวลักษณะใด
3. พฤติกรรมความก้าวร้าวแบบฮึกเหิม เป็นความก้าวร้าวที่มีลักษณะพฤติกรรมแสดงออกจาก
การใช้ร่างกายในทางท่ีถูกต้องเป็นไปตามกฎกติกาการแข่งขันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายใน
การแข่งขันแต่ไม่ต้องการทาร้ายหรือทาให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ นักกีฬาเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ว่าพฤติกรรม
ทีแ่ สดงออกเกดิ ขึน้ จากความตง้ั ใจหรอื ไม่ต้งั ใจจะทาร้ายผอู้ ื่น
130
ทฤษฎีพ้ืนฐานของความกา้ วร้าว
พฤตกิ รรมความก้าวรา้ วทางการกฬี า สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ ง คือ ทฤษฎีสัญชาตญาณ
สมมตฐิ านความคับขอ้ งใจ – ความกา้ วรา้ ว และทฤษฎกี ารเรียนรูท้ างสังคม โดยสรุปมาพอสงั เขปดังต่อไปนี้
ทฤษฎีสญั ชาตญาณ (Instinct theories) เกดิ จากแนวคิดของ
ซิกมันต์ ฟรอยด์ ท่ีกล่าวว่าความก้าวร้าวเป็นสัญชาตญาณท่ีติดตัวบุคคลมาตั้งแต่เกิดจัดเป็นแรงขับ
เบื้องต้น โดยความก้าวร้าวเป็นลักษณะการระบายอารมณ์ที่ผลักดันออกมาจากความดุดันภายในตัวบุคคล
เมื่อได้แสดงอารมณ์ออกมาจะช่วยลดความก้าวร้าวลงไปได้ในทางการกีฬาหากมีการส่งเสริมให้นักกีฬาได้
แสดงออกถึงแรงขับที่มีอยู่ภายในตัวนักกีฬาอย่างถูกต้อง ย่อมทาให้เกิดผลดีกับพฤติกรรมที่แสดงออกมา
ก่อใหเ้ กดิ ความสนกุ ตื่นเต้น เรา้ ใจ แตใ่ นทางตรงกันข้ามหากนักกีฬานาแรงขับที่ไม่เหมาะสมกับเง่ือนไขที่สังคม
กาหนดไว้ออกมาแสดงเป็นพฤติกรรม โดยไม่มีการยับยั้งช่ังใจอย่างเหมาะสมย่อมส่งผลเสียตามมาได้มากมาย
เชน่ กนั
สมมติฐานของความคับข้องใจ – ความก้าวร้าว (Frustration – aggression hypothesis) เป็น
การอธบิ ายสาเหตุของความกา้ วรา้ วที่เกิดข้ึนภายในตัวบุคคล โดยระบุวา่ มาจาก 3 ปัจจยั คอื
1. ความคับข้องใจ เกดิ จากความขดั แยง้ ในใจขณะทากิจกรรมนนั้ ๆ
2. ความก้าวรา้ ว ท่เี กย่ี วเน่ืองมาจากปรมิ าณและระดับของความรนุ แรงของเหตกุ ารณ์
3. การแสดงพฤติกรรมท่ีมีความก้าวร้าวซ้าๆ ทาให้เกิดความรู้สึกเคยชินและมีแนวโน้มที่จะแสดง
ความกา้ วร้าวได้มากข้นึ อกี ในอนาคต
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social learning theory) เป็นการอธิบายพฤติกรรรมความก้าวร้าว
ท่ีเกิดขึ้นว่ามาจากการเรยี นรู้ของบุคคล ซึง่ สามารถเกดิ ข้นึ ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเชื่อว่าบุคคลสามารถ
เรียนรู้พฤติกรรมความก้าวร้าวได้จากการสังเกต ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่บุคคลได้รับจากการสังเกตพฤติกรรมของ
ผู้อื่นและบุคคลจะแสดงพฤติกรรมท่ีสังเกตได้นั้นในเวลาต่อมา และได้กล่าวถึงตัวกระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าว
ได้แก่ ประสบการณ์ในการเรียนรู้ ซ่ึงเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของตัวแบบ และสิ่งเร้าท่ีไม่พึงประสงค์ เช่น
การตาหนิ การทาร้ายร่างกายและจติ ใจ
การเสรมิ แรงทาใหเ้ กดิ ความคงอยู่ของความก้าวรา้ ว แบ่งได้ 3 ประเภท คอื
1. การเสริมแรงจากภายนอก หมายถึง การท่ีบุคคลแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วได้รับการเสริมแรง
ทดี่ ีจะทาใหพ้ ฤตกิ รรมก้าวร้าวนัน้ คงอย่ตู ่อไป
2. การเสริมแรงท่ีได้รับจากการสังเกต บุคคลจะสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมความก้าวร้าวของ
ตัวแบบท่ีไดร้ ับรางวลั มากกว่าตัวแบบท่ไี มไ่ ด้รับรางวลั
3. การเสริมแรงท่ีเกิดจากตัวเอง เช่น การทาให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเองและรู้สึก
พึงพอใจกับการกระทานั้นจะทาให้ความก้าวร้าวลักษณะนี้เกิดข้ึนอีกจากที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่า
ความก้าวร้าวที่เกิดข้ึนในระดับเร่ิมต้นจะเป็นลักษณะของสัญชาตญาณและความคับข้องใจ แต่หาก
ความกา้ วร้าวนน้ั ยังคงอย่แู ละทวีความรุนแรงมากขึ้นมักเกิดจากการเรียนรู้ทางสังคมสาหรับบางชนิดกีฬา เช่น
กีฬากอล์ฟ อาจเห็นภาพพฤติกรรมความก้าวร้าวในลักษณะมุ่งทาร้ายผู้อื่นในสถานการณ์การแข่งขันได้
ไม่ชัดเจนนัก เม่ือเปรียบเทียบกับกีฬาที่ต้องต่อสู้ด้วยการปะทะ เช่น มวย ยูโด เทควันโด ที่มีการสัมผัสกับ
ร่างกายของค่แู ขง่ ขนั ตลอดเวลา หรือแม้แต่ในกีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส แบดมินตัน ซึ่งมีลักษณะของ
131
เกมการเล่นท่ีอาศัยอุปกรณ์เป็นส่ือกลาง คือ การส่งลูกบอลเข้าปะทะกัน บางครั้งมีการส่งลูกกันอย่างรุนแรง
เกินขอบเขตของกฎกติกาการแข่งขัน อาจเกิดจากพฤติกรรมความก้าวร้าวที่มีสาเหตุมาจากความตั้งใจหรือ
ไม่ต้งั ใจก็ได้ ตัวอยา่ งในกฬี ากอลฟ์ ซงึ่ เป็นกีฬาประเภทบคุ คลและมีรูปแบบการเลน่ ที่เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
เท่านนั้ จะไมม่ ีความเกี่ยวข้องกนั ในชว่ งของการแขง่ ขนั ตา่ งคนตา่ งเล่นลูกของตนเองให้ครบ 18 หลุม และนาผล
คะแนนมาเปรยี บเทยี บกันเม่อื การแข่งขันเสรจ็ สนิ้ จงึ ไม่คอ่ ยเกดิ ปัญหาความก้าวร้าวทางการกีฬาให้เห็นมากนัก
แตส่ ่ิงทน่ี กั กีฬากอลฟ์ มักแสดงพฤติกรรมออกมา เชน่ ทุบไม้ โยนไม้ ตะโกนเสียงดัง ก็นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ
พฤติกรรมก้าวร้าวเช่นกัน เพราะเกิดจากความคับข้องใจที่มาจากความรู้สึกภายใน อาจเป็นความโกรธ โมโห
ทีไ่ ม่สามารถทาไดต้ ามความตง้ั ใจ หรือบางคร้งั เกิดจากการมสี ง่ิ รบกวนจากภายนอก เช่น ในจังหวะที่กาลังตีลูก
ออกไปแล้วมีใครเสียงดังรบกวน ทาให้เสียสมาธิและผลงานออกมาไม่ดี จึงแสดงพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมหรือ
กล่าววาจาไม่สุภาพออกมา ทาให้ผู้อ่ืนรู้สึกผิดและขาดความมั่นใจในตนเองไป พฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเป็น
พฤติกรรมก้าวร้าวได้จากการศึกษาพฤติกรรมความก้าวร้าวของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเยาวชน
แห่งชาติ คร้ังท่ี 23 และกีฬาแห่งชาติ ครั้งท่ี 36 พบว่านักกีฬามีพฤติกรรมความก้าวร้าวทางการกีฬา
แตกต่างกัน ซ่ึงอาจเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ ประเภทกีฬา ระดับความสามารถ ประสบการณ์
การแข่งขัน ความสาคัญของการแข่งขัน เป้าหมายการแข่งขัน บรรยากาศการจัดการแข่งขัน อิทธิพลของผู้ชม
ความวิตกกังวลการฝึกอบรมแบบใช้อานาจควบคุม การฝึกอบรมแบบเข้มงวดกวดขัน การฝึกอบรม
แบบลงโทษทางกาย การฝกึ อบรมแบบประชาธปิ ไตย การแสดงแบบของผ้ฝู ึกสอนการใหแ้ รงเสริมของผู้ฝึกสอน
การแสดงแบบของคู่แข่งขัน การให้แรงเสริมของคู่แข่งขันและการให้แรงเสริมของเพื่อน (อธินันท์ และคณะ,
2551) สาหรับข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันไม่ให้นักกีฬาเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวสามารถทาได้โดยให้นักกีฬามุ่ง
จุดสนใจของตนเองไปที่กิจกรรมท่ีกาลังทาอยู่ ณ เวลานั้นและปฏิเสธส่ิงที่เป็นปัจจัยจากสภาพแวดล้อมท่ีจะ
กระตนุ้ พฤติกรรมกา้ วร้าวของตนเองรวมท้ังการหล่อหลอมให้นักกีฬามีน้าใจนักกีฬาอยู่เสมอท้ังในขณะฝึกซ้อม
และแข่งขนั
สรปุ
ความกา้ วรา้ วทางการกีฬา หมายถงึ พฤตกิ รรมที่บุคคลใช้ในการกีฬา โดยมีเจตนาและไม่มีเจตนาท่ีจะ
ทารา้ ยร่างกาย มีการใชก้ าลังหรอื ความพยายามที่จะใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์ในการแขง่ ขนั
ลักษณะของความก้าวรา้ ว สามารถจาแนกไดด้ ังน้ี 1) พฤติกรรมความก้าวร้าวแบบโกรธแค้นหรือตั้งใจ
ทาร้าย เป็นความก้าวร้าวท่ีมีวัตถุประสงค์เพื่อทาร้ายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ มีความทุกข์ทรมานและเจ็บปวด
ความก้าวร้าวลักษณะนี้เป็นการแสดงความก้าวร้าวแบบโต้ตอบและแบบโกรธเป็นการแสดงพฤติกรรม
ท่ีต้องการทาร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่น 2) พฤติกรรมความก้าวร้าวแบบเป็นเคร่ืองมือ เป็นความก้าวร้าวที่มี
วัตถุประสงค์เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายในการแข่งขันโดยมีแรงเสริม คือ ชัยชนะ ช่ือเสียง เป็นต้น พฤติกรรม
ความกา้ วรา้ วลกั ษณะนี้เป็นความตัง้ ใจให้ผอู้ ืน่ ไดร้ ับบาดเจบ็ แต่ไม่มีความเก่ียวข้องกับความรู้สึกโกรธพฤติกรรม
ความก้าวร้าวแบบ โกรธแค้นหรือการตั้งใจทาร้ายและพฤติกรรมความก้าวร้าวแบบเป็นเคร่ืองมือ อาจมี
พฤติกรรมการแสดงออกอาจเหมือนหรือใกล้เคียงกัน บางครั้งไม่สามารถแยกออกได้ว่าเป็นความก้าวร้าวที่มี
ความโกรธปะปนมาดว้ ยหรือไมห่ รือจัดเป็นพฤติกรรมความก้าวรา้ วลกั ษณะใด และ 3) พฤติกรรมความก้าวร้าว
แบบฮึกเหิม เป็นความก้าวร้าวท่ีมีลักษณะพฤติกรรมแสดงออกจากการใช้ร่างกายในทางท่ีถูกต้องเป็นไปตาม
กฎกติกาการแขง่ ขนั โดยมวี ัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายในการแข่งขันแต่ไม่ต้องการทาร้ายหรือทาให้ผู้อ่ืน
ไดร้ ับบาดเจ็บ นักกีฬาเท่าน้ันท่ีจะรับรู้ได้ว่าพฤติกรรมท่ีแสดงออกเกิดข้ึนจากความต้ังใจหรือไม่ตั้งใจจะทาร้าย
ผอู้ ่นื
132
คาถามทา้ ยบทที่ 8
หลังจากได้ศึกษาจนจบบทเรียนแล้ว ให้นักศึกษาตอบคาถามต่อไปนี้ โดยอาศัยหลักวิชาการและ
ความคดิ เหน็ ของนักศึกษาประกอบในการตอบคาถาม
1. จงอธิบายความหมายของความก้าวรา้ วทางการกีฬา
2. จงระบแุ ละอธบิ ายถึงลกั ษณะของความก้าวร้าวทางการกีฬามาใหเ้ ขา้ ใจ
3. จงอธบิ ายทฤษฎีพนื้ ฐานของความก้าวรา้ วมาใหเ้ ขา้ ใจ
4. จงอธบิ ายถึงวธิ ีการเสรมิ แรงทาให้เกดิ ความคงอย่ขู องความก้าวรา้ วมาให้เข้าใจ
133
เอกสารอ้างองิ
พลศกึ ษา, กรม. 2556. จติ วทิ ยาการกีฬา. กรงุ เทพฯ : สานกั งานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะหท์ หาร
ผ่านศึกในพระบรมราชปู ถมั ภ์.
134
135
แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี 9
การฝึกหนักเกินและการหมดไฟทางการกีฬา
(Overtraining and Burnout in Sport)
หัวข้อเนอื้ หา
1. ความหมายของการฝึกหนกั เกนิ
2. การฝึกมากไป – ความซา้ ซากจา้ เจ (Staleness)
3. การหมดไฟ (Burnout)
4. ประเภทของการหมดไฟทางการกฬี า
5. สาเหตุของการหมดไฟทางการกีฬา
6. รปู แบบของการหมดไฟทางการกฬี า
7. ปัจจยั ที่นา้ ไปสูก่ ารหมดไฟทางการกฬี า
8. อาการของการฝึกหนกั เกินและการหมดไฟทางการกฬี า
9. การหมดไฟในผฝู้ กึ นกั กีฬา (Athletic trainers)
10. การปอ้ งกนั และรักษาอาการหมดไฟทางการกีฬา
วตั ถุประสงค์ทั่วไป
1. เพอ่ื ใหน้ กั ศกึ ษาทราบถงึ ความหมายของการฝกึ หนักเกนิ
2. เพือ่ ให้นักศึกษาทราบถึงประเภทของการหมดไฟทางการกฬี า
3. เพอื่ ใหน้ ักศกึ ษาทราบถงึ สาเหตุและรปู แบบของการหมดไฟทางการกีฬา
4. เพือ่ ให้นักศึกษาทราบถึงปจั จัยท่นี ้าไปสู่การหมดไฟทางการกีฬา
5. เพ่อื ให้นกั ศึกษาทราบถงึ อาการของการฝกึ หนักเกนิ และการหมดไฟทางการกีฬา
6. เพอ่ื ใหน้ กั ศึกษาทราบถึงการหมดไฟในผู้ฝึกนักกฬี า
7. เพอื่ ให้นกั ศกึ ษาทราบถงึ การป้องกันและรกั ษาอาการหมดไฟทางการกฬี า
วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. นกั ศกึ ษาสามารถระบคุ วามหมายของการฝึกหนักเกนิ
2. นักศกึ ษาสามารถระบุประเภทของการหมดไฟทางการกีฬา
3. นกั ศกึ ษาสามารถระบสุ าเหตุและรปู แบบของการหมดไฟทางการกีฬา
4. นักศึกษาสามารถระบปุ ัจจัยทน่ี ้าไปสกู่ ารหมดไฟทางการกีฬา
5. นักศกึ ษาสามารถอธบิ ายอาการของการฝึกหนกั เกนิ และการหมดไฟทางการกีฬา
6. นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายการหมดไฟในผ้ฝู กึ นักกฬี า
7. นักศกึ ษาสามารถระบกุ ารป้องกันและรักษาอาการหมดไฟทางการกีฬา
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ให้นกั ศึกษาดูคลปิ วีดที ศั นเ์ ก่ียวกบั การฝึกหนักเกนิ และการหมดไฟทางการกฬี า
2. อธิบายความหมาย ความส้าคัญ เนือหาความรู้เกี่ยวกับการฝึกหนักเกินและการหมดไฟทางการ
กีฬา
136
3. น้าเขา้ สบู่ ทเรียนดว้ ยการสนทนาเรอ่ื งที่เก่ียวขอ้ งกบั การฝึกหนกั เกนิ และการหมดไฟทางการกฬี า
4. ใหน้ กั ศึกษาไดแ้ สดงความคิดเห็น ซักถามปญั หา ขอ้ สงสยั
5. อาจารยอ์ ธบิ าย ตอบคา้ ถาม และสรุปเนอื หาเกีย่ วกบั การฝึกหนักเกินและการหมดไฟทางการกีฬา
6. ศึกษาจากเอกสารตา่ งๆ เพ่ิมเตมิ
สือ่ การสอน
1. คลปิ วีดีทศั น์เกีย่ วกบั การฝกึ หนกั เกินและการหมดไฟทางการกีฬา
2. เอกสารการสอนจิตวิทยาการกีฬาและการออกก้าลงั กาย บทท่ี 9 การฝึกหนักเกินและการหมดไฟ
ทางการกฬี า
3. ภาพประกอบจากเอกสารการสอนจิตวทิ ยาการกฬี าและการออกกา้ ลงั กายบทท่ี 9
การวดั และการประเมนิ ผล
1. สงั เกตการสนใจ ความตังใจ
2. พิจารณาจากการอภิปราย ถาม-ตอบ เสนอความคิดเหน็
3. ให้นกั ศึกษาแสดงความคดิ เหน็ เสนอแนะฯ
4. พจิ ารณาจากงาน ความรบั ผิดชอบ
5. การตอบคา้ ถามท้ายบท
137
บทที่ 9
การฝกึ หนักเกินและการหมดไฟทางการกีฬา
(Overtraining and Burnout in Sport)
นักกีฬาที่ผ่านกระบวนการฝึกซ้อมมาอย่างหนัก มีความคาดหวังผลการแข่งขันสูงติดต่อกันเป็นระยะ
เวลานานๆ มีโอกาสเกิดความเครียดและน้าไปสู่การหมดไฟทางการกีฬาได้ จากความเชื่อท่ีว่า “การฝึกซ้อม
ท่ีมากกว่าเป็นส่ิงที่ดีกว่า” (More training is better) ท้าให้นักกีฬาเยาวชนท่ีต้องการพัฒนาความสามารถ
ทางการกีฬาในระดับสูง ต้องเข้าสู่กระบวนการฝึกซ้อมกีฬาอย่างรวดเร็ว อีกทังยังต้องฝึกหนักต่อเนื่องตลอด
ทังปี ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การฝึกซ้อมด้านร่างกายของนักกีฬามีความหนักเพ่ิมขึนถึงร้อยละ 20 (Raglin &
Wilson, 2000) ส่ิงที่ตามมาจากการมุ่งเน้นชัยชนะและการฝึกซ้อมอย่างหนัก คือ การท้าให้นักกีฬาเข้าสู่
ภาวะการฝึกหนักเกิน (Overtraining) และการหมดไฟ (Burnout) ดังนัน ผู้ฝึกสอนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ
การกีฬาต้องเขา้ ใจสาเหตแุ ละอาการหมดไฟทางการกฬี า และทีส่ ้าคญั คือการเรยี นรูว้ ิธกี ารเพื่อลดการเกิดภาวะ
หมดไฟทางการกฬี า
ความหมายของการฝึกหนักเกิน
การฝึกหนักเกิน (Overtraining) เป็นค้าท่ีนิยมใช้ในทางการกีฬา แต่ยังมีค้าอื่นๆ ท่ีนักวิชาการสรุปว่า
อยใู่ นขอบข่ายและมีความหมายคลา้ ยคลงึ กนั ดงั นี
1. ความเหนื่อยล้ามากเกนิ (Over fatigue)
2. การฝกึ มากไป-ความซา้ ซากจา้ เจ (Staleness)
3. การใชม้ ากเกนิ (Over use)
4. การทา้ งานมากเกนิ (Over work)
5. การเข้าถึงมากเกินหรือการฝึกซ้อมมากเกินระยะสัน (Overreaching or short-term
overtraining) การฝึกหนกั เกินและการหมดไฟทางการกีฬา
6. การฝึกซ้อมมากเกินระยะยาว (Overtraining or long-term overtraining)
7. กลมุ่ อาการฝึกซอ้ มมากเกนิ (Overtraining syndrome)
8. กลมุ่ อาการเหนือ่ ยลา้ เรอื รงั (Chronic fatigue syndrome)
9. กลุ่มอาการที่ไม่สามารถอธิบายความสามารถท่ีลดลงได้ (Unexplained underperformance
syndrome)
10. การหมดไฟ (Burnout)
การฝกึ หนกั เกิน (Overtraining) หมายถึง ระยะการฝึกช่วงสันๆ (ประมาณ 2–3 วัน ถึง 2–3 สัปดาห์)
ในระหว่างการฝึกท่ีมีความหนักมากหรือระดับความสามารถสูงสุด ถือเป็นภาวะปกติของการจัดโปรแกรมการ
ฝึกซ้อมกีฬาซึ่งเป็นกระบวนการฝึกทางร่างกายเพื่อมุ่งสู่การฝึกเกิน (Overload) จากหลักการทางสรีรวิทยา
การออกก้าลังกายพบว่าการฝึกหนักเกิน คือ การก้าหนดโปรแกรมการฝึกท่ีมีปริมาณสูงกว่าปกติ เช่น นักกีฬา
ว่ิงด้วยระยะทางที่มากขึนกว่าปกติ หรือนักกีฬายกน้าหนักฝึกด้วยน้าหนักท่ีมากขึนกว่าปกติ หลังจากนักกีฬา
ได้พักและเข้าสู่ช่วงการฟ้ืนตัว ร่างกายจะเกิดการปรับตัวต่อการฝึกหนักเกิน และส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง
ตลอดจนเกิดการพัฒนาความสามารถทางการกีฬาท่ีดีขึนด้วย แต่โชคไม่ดีนักที่กระบวนการฝึกเกินมักส่งผลให้
138
นกั กีฬาตอ้ งฝึกซ้อมอย่างหนัก ท้าให้ช่วงเวลาการพักขาดหายไปจนก่อให้เกิดความเครียดสะสมทังทางร่างกาย
และจติ ใจจนท้าใหค้ วามสามารถทางการกีฬาลดลง
อาการของการฝึกหนักเกินที่ไม่ดี คือ การฝึกมากเกินไปจนร่างกายนักกีฬาต้องรับภาระกับกิจกรรม
หรืองานที่มากขึน โดยปราศจากระยะเวลาการพักที่เหมาะสมซ่ึงสุดท้ายความสามารถของนักกีฬาจะลดลง
และการฝึกนนั กไ็ มม่ ีประโยชนพ์ อทจ่ี ะทา้ ให้ความสามารถของนกั กีฬาดขี นึ ดังนันกระบวนการฝึกเกินอาจส่งผล
ต่อการปรับตัวของร่างกายที่ดีและพัฒนาความสามารถของนักกีฬาได้ แต่ขณะเดียวกันสามารถส่งผลต่อ
การปรับตัวของร่างกายในทางท่ีลดลงและท้าให้ความสามารถของนักกีฬาลดลงได้เช่นเดียวกัน หากไม่มี
ระยะเวลาการพกั ทงั ทางรา่ งกายและจิตใจทเ่ี หมาะสมและเพียงพอ
สาเหตุการเกิดความไม่สมดุลระหวา่ งการฝกึ ซ้อมและการฟ้นื สภาพของรา่ งกายและจติ ใจ มดี ังนีคือ
1. นกั กฬี ามคี วามเครียดและความกดดนั มาก
2. นักกฬี ามีการฝึกซอ้ มทางรา่ งกายมากเกนิ ไป
3. นักกีฬามอี าการเหนอื่ ยล้าและเจบ็ ระบมทงั ร่างกาย
4. นกั กฬี ามอี าการเบ่ือจากการฝกึ ซ้าๆ
5. นักกฬี าพักผอ่ นหรือนอนหลบั ไม่เพยี งพอ
ระยะเวลาที่ใช้ในการฟ้ืนสภาพไม่เพียงพอ และปัจจัยที่ท้าให้มีการฟ้ืนสภาพไม่เพียงพอ ได้แก่ ภาวะ
โภชนาการ การพักผ่อนนอนหลับน้อยเกินไป อาการเจ็บป่วยการเดินทาง และรายการแข่งขันที่เพ่ิมมากขึน
ดังนันการฟื้นสภาพจากการฝึกซ้อมท่ีเหมาะสมจึงเป็นกุญแจส้าคัญต่อการพัฒนาความสามารถของนักกีฬา
นอกจากนันในระหว่างการฝึกซ้อมทุกครังท่ีมีการเพิ่มระดับความหนักของการฝึกซ้อมต้องมีความรอบคอบ
และมีการตรวจสอบระดับความหนักของโปรแกรมการฝึกซ้อม เพ่ือประเมินความเหมาะสมและความเพียงพอ
ของระยะเวลาการพักฟ้ืนสภาพของนักกีฬาแต่ละบุคคลอยู่เสมอกระบวนการฝึกหนักเกิน (Overtraining)
เป็นกระบวนการทเ่ี ริ่มจากการฝกึ เกนิ (Overload) (Kentta et al., 2001)
ภาพที่ 9.1 กระบวนการฝกึ หนกั เกิน
ที่มา : ฉัตรกมล สิงหน์ อ้ ย และ นฤพนธ์ วงศจ์ ตรุ ภทั ร (2551)
139
การฝกึ มากไป – ความซ้าซากจาเจ (Staleness)
สมาคมแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา (American medical association) ให้นิยามของค้า
“การฝึกมากไป - ความซ้าซากจ้าเจ” คือ ภาวะทางสรีรวิทยาท่ีมีต่อการฝึกหนักเกิน โดยท้าให้ความสามารถ
ทางการกฬี าลดลง ซ่งึ เป็นผลให้เกดิ การรบกวนตอ่ สภาพจิตใจและอารมณ์
การหมดไฟ (Burnout)
การหมดไฟ เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและอารมณ์ซึ่งในบางครังอาจมีสภาพของ
ร่างกายเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยสาเหตุของการหมดไฟมักมาจากความเครียดหรือความไม่พึงพอใจต่อ
สถานการณท์ เ่ี กดิ ขนึ ส้าหรบั ลักษณะการหมดไฟทางการกฬี า มีดงั นีคือ
1. ความเหนื่อยล้าทังทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึน ส่งผลให้นักกีฬาสูญเสียก้าลังใจ ขาดความสนใจ
ตนเองและความเชือ่ ม่นั ในตนเองลดลง
2. นักกีฬามักมีความรู้สึกว่าตนเองประสบความส้าเร็จต่้า เป็นการรับรู้ว่าตนเองก้าลังประสบ
ความลม้ เหลว และมีอาการซึมเศร้าเกิดขนึ จนส่งผลตอ่ ความสามารถทางการกีฬาลดลง
3. นักกีฬารู้สึกความมีคุณค่าในตนเองต้่า ซ่ึงสังเกตได้ว่านักกีฬามักมีอาการคล้ายกับคนไร้ความรู้สึก
ในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว สูญเสียบุคลิกภาพของตนเอง มีการตอบสนองหรือมีปฏิกิริยากับ
ผู้อ่ืนทางลบ ซง่ึ จดั ไดว้ า่ เปน็ ปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อความเหน่อื ยลา้ ทังทางร่างกายและจติ ใจ นักจิตวิทยาการกีฬา
ให้ความส้าคัญมากกับภาวะท่ีนักกีฬารับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่้า บางครังในกระบวนการให้ค้าปรึกษา
กับนักกีฬาอาจต้องหยุดความคาดหวังทางการกีฬาไว้ชั่วคราวและกลับมาให้ความสนใจกับปัญหาท่ีเกิดขึน
ภายในตัวนักกีฬามากกว่า ซ่ึงปัญหาดังกล่าวอาจมาจากสภาพครอบครัว การศึกษา อาชีพ หรือเรื่องส่วนตัว
กเ็ ป็นไปไดเ้ ชน่ กนั
ประเภทของการหมดไฟทางการกฬี า
1. การหมดไฟแบบช่ัวคราว เปน็ การแสดงถึงภาวะทางจิตใจและความเหน่ือยล้าท่ีเกิดขึนจากสภาวะ
ทางอารมณ์ท้าให้มีการตอบสนองต่อผู้อ่ืนทางลบ เกิดความรู้สึกรับรู้ความมีคุณค่าในตนเองต้่าลง และมีภาวะ
ซมึ เศร้าเกดิ ขึน ซงึ่ หากนกั กีฬาไดร้ ับการชว่ ยเหลอื ใหผ้ ่านพ้นภาวะนีไปไดจ้ ะสามารถกลบั มาเลน่ กีฬาไดเ้ ช่นเดมิ
2. การหมดไฟแบบถาวร จะมผี ลทา้ ให้นักกีฬาหยดุ หรือเลิกการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาโดยไม่กลับเข้าสู่
การเล่นกีฬาชนิดนันอีก แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุท่ีท้าให้นักกีฬายังคงสามารถอยู่กับกีฬานัน เช่น เงินรางวัล
ความกดดัน และความคาดหวังจากพ่อแม่หรือผู้ฝึกสอนท้าให้ตนเองยังคงต้องอยู่กับกีฬานันจะด้วย
ความจ้าเป็นหรือความความกดดันก็ตาม ในการศึกษาระยะยาวพบว่านักกีฬาที่ต้องอยู่กับการเล่นกีฬาด้วย
ปัจจยั ทีม่ าจากความจา้ เป็นมากกว่าความตอ้ งการทีแ่ ท้จรงิ หรอื ความสนุก ในไมช่ ้านักกฬี าจะหยุดเล่นกีฬาไม่ช้า
กเ็ ร็วขนึ อยกู่ บั ความจา้ เปน็ และความอดทนของนักกีฬาแตล่ ะบคุ คล
สาเหตุของการหมดไฟทางการกฬี า
1. สถานการณ์หรือส่ิงแวดล้อม ประกอบด้วย ปัจจัยที่เกิดจากด้านร่างกายเช่น การได้รับบาดเจ็บ
การฝึกหนักเกิน พฤติกรรมของผู้ฝึกสอน และปัจจัยท่ีเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสังคม เช่น มีปัญหากับ
เพ่ือนร่วมทีม การไม่ได้รับการสนับสนุนทางจิตใจหรือการได้รางวัล มีความเครียดมากจนเกินไป และการ
ฝกึ ซอ้ มขาดความหลากหลายซึง่ ทา้ ใหเ้ กิดความซ้าซากจา้ เจ
140
2. ปัจจยั ภายในตัวบคุ คล ประกอบดว้ ย ความคาดหวังผลสา้ เรจ็ สงู ขาดความสนกุ สนาน รับร้วู ่าตัวเอง
มคี วามสามารถไมเ่ พียงพอ มีกระบวนการจัดการความเครยี ดท่ไี มเ่ หมาะสม และขาดการฝึกควบคมุ ตวั เอง
จากการศึกษาเหตุผลของการหมดไฟในนักกีฬาเยาวชน พบว่ามาจากการท่ีนักกีฬาเยาวชน มีสิ่งอ่ืน
ท่ีต้องท้า ไม่ชอบผู้ฝึกสอน ทีมไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอไม่มีความสามัคคีในทีม ไม่สามารถเข้ากับเพื่อน
ร่วมทีมได้ ไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีมีการฝึกหนักเกินไป ไม่มีความสามารถเพียงพอ ไม่ได้รับความสนใจ ไม่มี
ความสนุกสนานไม่ได้รับชัยชนะ และไม่ต้องการเป็นส่วนหน่ึงของทีม ตามล้าดับ (Molinero et al., 2006)
ส้าหรับประเทศไทย ฉัตรกมล และ นฤพนธ์ (2551) พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการหมดไฟในนักกีฬา
ประกอบด้วยปัจจัยด้านลักษณะนิสัย (การหล่อหลอมแบบมุ่งงาน การหล่อหลอมแบบมุ่งตัวเอง และ
ความวิตกกังวล) และปัจจัยด้านสังคม (การฝึกหนักเกิน และการควบคุมจากปัจจัยภายนอก) โดยสาเหตุ
เบืองต้นของการหมดไฟเร่ิมมาจากลักษณะนิสัยยิ่งได้รับแรงเสริมหรืออิทธิพลจากสังคมมากเท่าใดจะย่ิงท้าให้
การหมดไฟเกิดได้มากขึนเท่านัน
รูปแบบของการหมดไฟทางการกีฬา
แต่ละรูปแบบของการหมดไฟมีความน่าสนใจและมีลักษณะการน้าไปใช้แตกต่างกันท้าให้สามารถ
อธิบายปรากฏการณ์ของการหมดไฟทางการกีฬาได้ โดยแบ่งลักษณะรูปแบบการหมดไฟในนักกีฬาได้
4 ลกั ษณะ คอื
1. แบบจาลองความคิด - การรับรู้ความเครียด (Cognitive – affective stress model) อาศัย
พนื ฐานจากความเครียด ซ่งึ ประกอบดว้ ย 4 ขันตอน เป็นการอธิบายองค์ประกอบทางสรีรวิทยา จิตวิทยา และ
พฤติกรรมท่ีเกิดขึน และท้านายแนวโน้มการเกิดภาวะหมดไฟในแต่ละขัน ในขณะเดียวกันองค์ประกอบ
ทางสรีรวิทยาจิตวิทยาและพฤติกรรมที่เกิดขึน ยังมีความเก่ียวข้องกับระดับแรงจูงใจและบุคลิกภาพของ
นักกฬี าด้วย สา้ หรบั ความเครยี ดทัง 4 ขัน มดี งั นีคอื
ข้ันที่ 1 คือ ความต้องการเฉพาะหน้าหรือตามสถานการณ์ คือ ระดับความต้องการหรือ
ความคาดหวังสูงของนักกีฬา เช่น นักกีฬามีการฝึกร่างกายอย่างหนักเพ่ือการแข่งขันครังนี เมื่อถึงวันแข่งขัน
จงึ คาดหวังผลการแข่งขันสูงมากท้าให้เกิดความกดดันตอ่ การแขง่ ขันมากจนกอ่ ให้เกิดความเครียด
ข้ันที่ 2 คือ การประเมินทางความคิด เป็นการแปลความหมายและการประเมินสถานการณ์
ตามแต่ละบุคคล นักกีฬาบางคนให้ความหมายของสถานการณ์ที่เกิดขึนว่าท้าให้ตนเองเกิดความกลัว เช่น
ในการแข่งขันครังนีทีมต้องประสบความพ่ายแพ้ นักกีฬาจึงมีความคิดว่าความสามารถของทีมสู้คู่แข่งขันไม่ได้
และโอกาสได้รับชัยชนะในการแข่งขันครังต่อไปคงเป็นไปได้ยาก ขณะท่ีนักกีฬาคนอ่ืนมีความคิดว่าการที่ทีม
ตนเองพา่ ยแพ้ ทา้ ให้เกดิ ความท้าทายและเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงศักยภาพหรือความสามารถของตนเองใน
การแขง่ ขันรอบตอ่ ไปและตอ้ งร่วมมอื กนั นา้ พาทีมใหก้ ลบั มาประสบความส้าเร็จอกี ครัง
ขัน้ ท่ี 3 คอื การตอบสนองทางสรีรวิทยา ถ้ามีการประเมินสถานการณ์ว่าเป็นอันตรายหรืออาจท้าให้
เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายและจิตใจ นักกีฬาจะรับรู้ถึงความเครียดท่ีท้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
และจติ ใจ เช่น กล้ามเนือตงึ เครยี ดหงดุ หงดิ และเหนอ่ื ยลา้ หากนักกีฬาเคยมีประสบการณ์ท่ีรับรู้ความรู้สึกของ
การหมดไฟมาแล้วจะสังเกตได้ว่าสภาพอารมณ์จะเศร้าโศก เสียใจ มีอารมณ์ทางบวกน้อยเกิดอาการเซ่ืองซึม
และเจบ็ ปว่ ยได้มากกวา่ นกั กฬี าทย่ี งั ไมเ่ คยมีประสบการณ์ของการหมดไฟมาก่อน
ข้ันท่ี 4 คือ การตอบสนองทางพฤติกรรม เป็นการตอบสนองของร่างกายและจิตใจที่ส่งผลต่อ
พฤติกรรมการแสดงออกของตนเอง เช่น ความสามารถทางการกีฬาลดลงสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
และในท่สี ุดจะถอนตัวออกจากกิจกรรมกีฬานัน การเกิดปฏิกิริยาของความเครียดมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะ