พทุ ธทาสภิกขุ
พทุ ธทาสภกิ ขุ
เยาวชนกบั1 ศลี ธรรม
เยาวชนกบั ศีลธรรม
ศเียลาธกวับรชรนม
2
พุทธทาสภกิ ขุ
ปัญหาทว่ั ไปเกีย่ วกบั เยาวชน
ทา่ นสาธุชน ผูม้ ีความสนใจในธรรม ทง้ั หลาย
(ค�ำปรารภ)
การบรรยายวันน้ี เป็นวันเสาร์แรก ของภาคมาฆบูชา ตามท่ีเราตกลงกนั
มาหลายปีว่าจะมีบรรยายเป็นภาค ๆ ; ปีหน่ึงมีเพียง ๓ ภาค คือ ภาคมาฆบูชา
วสิ าขบูชา และอาฬหบูชา, สว่ นอกี ภาคหนงึ่ นน้ั เปน็ ฟดูฝน ตอ้ งงดบรรยาย.
บัดนี้ฤดูฝนก็ได้ผ่านไปแล้ว ก็มาถึงภาคมาฆบูชา มีอยู่ ๓ เดือน คือ เดือน
มกราคมกุมภาพนั ธ์ และมีนาคม ตามปกติก็มกั จะบรรยายได้ ๑๓ ครง้ั ตอ่ หนง่ึ ภาค.
ถา้ ท่านทัง้ หลายเปน็ ผสู้ ังเกต ก็จะไดเ้ ห็นแล้ววา่ มีการกระท�ำอย่างนม้ี าตาม
ล�ำดับ. บัดน้ีเป็นปีใหม่ข้ึนภาคแรกของปีใหม่ จะได้ท�ำการบรรยายกันต่อไป ใน
ลกั ษณะเดียวกัน.
ทีน้ี ทำ� ไมเราจะตอ้ งบรรยายวันเสาร์ กันเช่นนี้ ? บางทา่ นก็ทราบ, และบาง
ท่านก็ยังไม่ทราบ, แม้ท่ีทราบแล้วก็ควรจะทราบให้ถึงที่สุก; อย่างน้อยก็ต้องทราบ
ว่าสงิ่ ตา่ ง ๆ ที่เกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนานีย้ ังไม่อยู่ในฐานะทนี่ ่าพอใจ พุทธบรษิ ัทยงั
ไม่เปน็ พุทธบริษัทท่สี มบูรณ,์ หรือจะเรยี กว่า ไม่สมบูรณ์แบบ, ยงั เปน็ พทุ ธบริษัทท่ี
หลับตาหรอื ลมื ตาก็น้อยเกินไป เป็นสงิ่ ทน่ี า่ วิตก
เมื่อพุทธบริษัทยังไม่ลมื ตา แล้วจะใหใ้ ครลืมตา โลกนเี้ ป็นโลกที่ไม่ปลอดภัย
ไม่น่าไวใ้ จ; คอื มันจะสาปสญู ไปก็ได.้ อยา่ งดีกจ็ ะเหลือหนังสอื เปน็ ตู้ ๆ ; สว่ นความ
รทู้ แี่ ทจ้ รงิ ในหวั ใจของคนนมี่ นั ตอ้ งมกี ารกระทำ� อกี ขนั้ ตอนหนงึ่ คอื มาพดู กนั ใหร้ เู้ รอื่ ง
พยายามชแ้ี จงกนั ใหม้ กี ารปฏบิ ตั จิ นกวา่ จะมธี รรมะอยใู่ นหวั ใจของมนษุ ย;์ พระธรรม
หรือพระศาสนาจึงจะเปน็ ประโยชนแ์ กม่ นษุ ย;์ มฉิ ะนน้ั กอ็ ยูใ่ นตูห้ นังสอื
3
เยาวชนกับศลี ธรรม
ไม่เท่าไรก็จะเป็นประโยชนแ์ ก่มอด แกป่ ลวก ทม่ี ันจะกินกระดาษเหลา่ น้ัน.
เอาละ, เปน็ อันวา่ เราจะตอ้ งท�ำกนั โดยแนน่ อน ในการที่จะท�ำให้พระธรรม
มาอยู่ในหัวใจของคนเรา; และให้ทันแก่เหตุการณ์ในโลก, คือ มนุษย์หมุนไป
หาความลม่ จม หรอื ความวนิ าศทเี่ รยี กวา่ มคิ สญั ญี ยงิ่ ขน้ึ ทกุ ท,ี คอื ทนษุ ยไ์ มม่ ธี รรมะ
แล้ว กป็ ระหดั ประหารกนั อย่างไม่มีความหมายอะไรเลย กเ็ กดิ มาตายเปล่า ๆ.
นแ่ี หละคอื ความมงุ่ หมายสว่ นใหญ่ ของการทจ่ี ะมกี ารบรรยายธรรม; ไมว่ า่ ที่
นี่ หรอื ทไ่ี หนถา้ มกี ารบรรยายธรรมโดยแทจ้ รงิ แลว้ กจ็ ะตอ้ งมกี ารกระทำ� ทมี่ งุ่ หมาย
อย่างน้ีด้วยกันท้ังนั้น; ไม่เชื่อก็ขอให้ไปสังเกตดู ว่าถ้าสักแต่ว่าพูด ๆ กันอย่าง
เคร่ืองจักรมันก็ไม่ได้ผลอะไรมากไปกว่า ที่ว่าท�ำกันอย่างละเมอๆ. ดังนั้นจึงต้อง
ขอรอ้ ง ใหท้ า่ นทง้ั หลายกระทำ� กนั อยา่ งทเี่ รยี กวา่ มคี วามรสู้ กึ ตวั ทวั่ พรอ้ มมสี ตปิ ญั ญา
ทจ่ี ะใชค้ วามรเู้ หลา่ น้ี ใหเ้ ปน็ ประโยชนแ์ กต่ นเองกอ่ น, กอ่ นคนอนื่ ; จงึ คอ่ ยมปี ระโยชน์
ท่ขี ยายออกไปถึงคนอนื่ คอื ทเ่ี ราสามารถจะท�ำได้
ในเมอ่ื เราสามารถจะชว่ ยตวั เองไดแ้ ลว้
ทนี ้ี ดูเรอื่ งที่จะบรรยายตอ่ ไป ว่าจะบรรยายเรื่องอะไรกนั ดี; มีคนถามอาตมา
เร่ือย ๆ มา น้เี ปน็ ความจรงิ จนกระทัง่ เมอื่ วานนี้ จนกระท่ังเมื่อคืนน้ี ก็บอกว่ายังนกึ
ไมอ่ อก; มนั นกึ ออกมากจนไม่รวู้ า่ จะพดู เร่อื งอะไรดี ในทสี่ ุด ก็เพง่ิ จะแนใ่ จเมอ่ื เช้า
น้ี ว่าจะต้องพูดเร่ืองทเ่ี ก่ยี วกบั ศลี ธรรมอีกสักชดุ หน่ึง เป็ยอย่างน้อย.
พอพูดว่า"ศีลธรรม" หลายคนก็เป็นขาประจ�ำ คงจะรู้สึกเอียนเหมือนกับจะ
อาเจยี นออกมาแลว้ ; เพราะวา่ จะไดพ้ ดู เรอื่ งศลี ธรรมน้ี มาเกอื บ ๑๐๐ ครง้ั แลว้ , และ
ทีพ่ ูดโดยเจาะจง กม็ ีอยู่ ๓ ชดุ ชุดละ ๑๓ ครั้ง; คดิ ดูเถอะว่า มนั จะต้งั ๓๐ คร้งั
หรือ ๔๐ คร้ัง
เรอื่ งศีลธรรมโดยเจาะจง. วนั น้ี จะมาพดู เรอ่ื งศลี ธรรมกนั อกี ; อาจารยน์ ้จี ะ
4
พทุ ธทาสภิกขุ
เปน็ บ้าแลว้ หรืออยา่ งไรเพราะวา่ คนท้ังหลายเขาคงจะเอยี นเร่อื งศลี ธรรมกัน.
อาตมาคดิ วา่ คนทเ่ี อียนเรอ่ื งศลี ธรรมน่นั แหละ คือคนไมม่ ศี ีลธรรม; ไมเ่ ชอ่ื ก็
ขอใหฟ้ ังดู จะพดู ใหเ้ หน็ วา่ คนที่รู้สึกเอยี นเรือ่ งศีลธรรมนีจ้ ะไม่มศี ลี ธรรมเลยเพราะ
วา่ เขาไมร่ จู้ กั ศลี ธรรม. ถา้ อยา่ งนนั้ ขอดอ้ื ดนั ทรุ งั พดู เรอ่ื งศลี ธรรมอกี ทงั้ ทมี่ คี นเอยี น
จะให้คำ� บรรยายชุดน้วี ่า "เยาวชนกับ
ศลี ธรรม" และสำ� หรับครงั้ แรก เป็นครั้งที่ ๑ น้ี จะพดู โดยหวั ข้อว่า "ปญั หา
ทวั่ ไปเกยี่ วกบั เยาวชน". ขอใหท้ า่ นฟงั ใหด้ วี า่ "ปญั หาทวั่ ไปกบั เยาวชน" ในฐานะเปน็
เรอื่ งแรก ของการบรรยายชดุ ที่เรยี กวา่ "เยาวชนกบั ศลี ธรรม".
คนโดยมาก คงจะมีความคิดวา่ จะเอาข้อความอะไรมาพูดกนั เรอื่ งเยาวชน
กบั ศีลธรรมนีเ่ ป็นสิบ ๆ ครัง้ คงจะเพ้อเจอ้ เต็มท่ีแลว้ อยา่ งนี้กไ็ ด้; แตอ่ าตมากข็ อ
ยนื ยันวา่ มันยังมีทเ่ี หลอื อยู่ที่นงั ไม่ไดพ้ ดู , หรอื จะพูดแล้วไม่ชดั เจน, หรือพูดแลว้ ไม่
เข้าใจในจิตใจของผฟู้ ัง, กต็ อ้ งพดู กันต่อไปจนกว่าจะเป็นเรื่องท่ีแจม่ แจ้ง. ฉะน้ัน โดย
หวั ข้อส้นั ๆวา่ "เยาวชนกบั ศีลธรรม" ซง่ึ อยใู่ นขอบเขตอันจ�ำกดั น้ี ยังจะพดู กนั ได้อีก
หลายครั้ง.
(เร่มิ การบรรยายตามหัวขอ้ คร้ังน้)ี
ทนี ี้ ในวันนีจ้ ะพดู โดยหวั ข้อวา่ ปัญหาทัว่ ไปเกี่ยวกบั เยาวชน.
ขอใหท้ กุ คนนกึ ถงึ ความหมายของคำ� วา่ เยาวชน หรอื ถงึ สง่ิ ทเี่ รยี กวา่ "เยาวชน"
กนั ก่อนกแ็ ลว้ กัน ว่าเยาวชน น้นั มันคืออะไร? ทา่ นคงเหน็ แก่ตัวมากเกินไป จนไม่
ไดม้ องดไู ปยงั สงิ่ ทเ่ี รียกว่า "เยาวชน".
อาตมาอยากจะปรารภกวา้ ง ๆ ท่ัว ๆ ไปก่อนว่า "เยาวชน" นนั่ แหลาะ คือ
5
เยาวชนกับศีลธรรม
โลกของเรามนอนาคต; โลกของเราในอนาคตนี้ ไมม่ ีอะไรนอกจากเยาวชน เขาจะ
สร้างข้ึนมา, ไม่เท่าไร เราก็ตาย ส�ำหรับคนเก่า ๆ แลว้ เหลอื อย่แู ตเ่ ยาวชน
เขากจ็ ะสรา้ งโลกอะไรชนิดหนึ่งของเขาขนึ้ มา คอื นนั่ เปน็ อยา่ งไร โลกน้กี เ็ ปน็ อย่าง
น้ัน. เพราะฉะนั้นขอใหม้ องกนั ในแง่ ท่ีวา่ เยาวชนนั้น คือโลดในอนาคต; ใน
ระยะเวลาอนั ใกล้;นแ้ี หละ ไม่ถงึ ๑๐๐ ปีหรอก สกั ๔๐ - ๕๐ ปกี ไ็ ด้ โลกนนี้
จะเปน็ โลกของเยาวชนรนุ่ ใหม่ ทอี่ อกจะประหลาด ๆ จนไทร่ จู้ ะทำ� นายกนั วา่ อยา่ งไร.
(ปญั หาเก่ียวกับยุวชนท่จี ะต้องสนใจอย่างย่ิง)
ทีนี้ ถ้าจะมองกันอกี แง่หนงึ่ เยาวชนนัน่ แหละ คือปญั หาในปัจจบุ นั ; ปัญหา
ตา่ งๆ ในปัจจบุ ันนจ้ี ากเยาวชนทเ่ี ราควบคมุ เขาไมไ่ ด้ ที่เขากำ� ลงั จะแตกแยกออกไป
ตามความคดิ ความเหน็ ของเขา; เพราะวา่ ความโงเ่ ขลาของผใู้ หญ่ ทไ่ี มส่ อนใหเ้ ยาวชน
รู้จักส่ิงท่ีควรจะรู้จัก และอยู่ในร่องในรอยเผลอไปนิดเดียว ไม่ได้ทำ� การสอนการ
อบรม เยาวชนให้เพยี งพอ, เขาก็มคี วามคดิ เหน็ อีกแบบหนึง่ แทบจะตรงกันข้าม
กบั ความคิดเหน็ หรอื การประพฤติ การกระท�ำของบรรพบรุ ุษ; เลยท�ำให้สิง่ ท่ดี งี าม
ทม่ี ีคา่ สูงสดุ ของพรรพบุรุษนนั้ เปน็ หมันไป; ก็ตอ้ งมาปะทะหนา้ กันกบั เยาวชน ทม่ี ี
ความคิดอีกแบบหน่ึงต่างหาก. อย่างน้ีก็เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งควรจะมองให้เห็นว่า
เยาวชนนน้ั คือปัญหาในปัจจบุ นั .
ทนี ้ี ถ้าจะขยนั มองออกไปอีกสกั แง่มุมหนง่ึ ก็จะพบวา่ เยาวชนนน้ั คอื ความ
หวังของเราน่ีพูดถึงการมีโลก การอยู่ในโลก หรือว่าการหายใจกันอยู่ในโลก ยังไม่
ตายน;ี้ เยาวชนนัน้ คือความหวงั ของเรา; จะหวังได้ หรอื ไมไ่ ดน้ ั้น มนั อกี เร่ืองหนง่ึ
แตว่ า่ มันเปน็ ความหวังของเรา
โลกนี้ จะดี จะเลว จะวนิ าศ หรือจะเจริญร่งุ เรือง กค็ ือ แลว้ แต่วา่ เยาวชนเขา
จะกระทำ� อยา่ งไร เราจะไปหวังผีสางเทวดาทไี่ หน กโ็ ง่เตม็ ที; อยา่ ไปมัวอ้อนวอน
6
พทุ ธทาสภิกขุ
เทวดาที่ไหนอยู่เลยวา่ จะให้ชว่ ยใหเ้ ป็นอยา่ งนั้น ชว่ ยใหเ้ ป็นอย่างน้;ี ;
สิง่ ศักดสิ์ ทิ ธิท์ ่สี ดุ มนั จะอยทู่ ่กี ารกระท�ำของเยาวชน ในอนาคตอันใกล้น้เี อง;
,มันควรจะหวังกันที่นี่ คือเอาใจใส่กับเยาวชนของเราให้ดี หรือถูกต้อง; แล้วเขา
สามารถทำ� โลกนใี้ หม้ นั นา่ อยหู่ รอื ปลอดภยั . ความหวงั ของเราอยทู่ เ่ี ยาวชน ไมใ่ ชอ่ ยู่
ที่ผีสางเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธ์ิ ในสากลโลกท่ีไหน;ลองท�ำใหเผิดในเร่ืองเยาวชนเถอะ
โลกนีก้ ็จะวนิ าศ อย่างที่พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้
เพียงเท่านี้ ก็จะพอเป็นเคร่ืองสังเกต โดยย่อๆ แแล้วกระมัง ว่าเรื่องของ
เยาวชนหรอื ปัญหาของเยาวชนนนั่ มันสำ� คญั เพยี งไร
แมท้ ส่ี ดุ แตใ่ นบา้ นเรอื นหนง่ึ ๆ ครอบครวั หนงึ่ ๆ ปญั หาเยาวชนมอี ยกู่ มี่ ากนอ้ ย
: บดิ ามารดากำ� ลงั มจี ติ ใจรอ้ นผา่ วเปน็ ไฟ วติ กกงั วลทงั้ วนั ทง้ั คนื ; ดจู ะเปน็ ปญั หาเรอ่ื ง
เยาวชนเสยี มากมาก. แมค้ นทไี่ มม่ ลี กู กย็ งั มหี ลาน มเี หลน; มอี าการทไี มน่ า่ ไวว้ างใจ
มากขน้ึ . บดิ ามารดากอ็ ยดู่ ว้ ยความรอ้ ยใจ มหี วงั จะใหด้ มี ากมนั กย็ ง่ิ มวี ติ กกงั วลมาก.
ทพี่ ดู กนั ไมร่ เู้ รอ่ื งอยใู่ นบา้ นในเรอื นนี้ กำ� ลงั เปน็ เหมอื นกบั ยกั ษม์ าร ทที่ ำ� อนั ตารยบดิ า
มารดา; หรอื เปน็ ผทู้ ที่ ำ� ใหบ้ ดิ ามารดารอ้ นใจเหลอื นกบั ตกอยใู่ นนรก กเ็ พราะเยาวชน
ในบ้านเรอื น ทีอ่ บรมไม่ถกู ต้อง.
อาตมาคิดว่าเพียงเท่านี้ ก็พอแล้วส�ำหรับเป็นเหตุผล หรือเป็นน�้ำหนักที่เรา
จะตอ้ งสนใจปัญหา ทเี่ กย่ี วกบั เยาวชน ซง่ึ จะขอทบทวนอกี ครั้งหน่งึ ว่า เยาวชนนนั้
คอื โลกของเราในอนาคต, จะเปน็ อย่างไรก็ข้ึนอยกู่ ับเยาวชน
เยาวชนนั้น คอื ปญั หาในปัจจุบนั โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในปัจจุบันนี้ และโดยเฉ
พาะแแม้ในประเทศไทยเราน้ี; ปัญหาก�ำลังเกิดอยู่เน่ืองมาจากเยาวชน ที่ก�ำลังมุ่ง
หรอื พุง่ จะทำ� อะไรสกั อย่างหน่งึ . และเยาวชนน้นั คือความหวงั ของเราในอนาคต;
จะหวงั ใหโ้ ลกนเ้ี ป็นอยา่ งไร กแ็ ก้กันท่เี ยาวชนนนั่ แหละ.
7
เยาวชนกับศีลธรรม
นสี่ รปุ ความวา่ ปญั หาทเ่ี กย่ี วกบั เยาวชนน้ี เปน็ ปญั หาทคี่ วรสนใจเปน็ อยา่ งยงิ่
ดูความหมายของ"เยาวชน".
ทนี ้ขี ้ันตอ่ ไป จะดูท่คี วามหมายของคำ� ว่า "เยาวชน" อาตมาอยากจะใชค้ ำ� วา่
"เยาวชน" ใหม้ นั ชัด เป็นภาษาไทย ซึ่งแปลว่า ผเู้ ยาว์. ถา้ ภาษาบาลี มันมีว่า "ย-ุ ว"
ไม่ใช้ "เยา-ว"; ย-ุ ว นี่แปลว่า ยงั หนมุ่ ยงั สาว คือ วยั รนุ่ . ยวุ า เป็นเพศชาย, ยวุ ตี เป็น
เพศหญิง; นเ้ี ราเรียกวา่ คนหนมุ่ สาว.
แตถ่ งึ อย่างไรกด็ ี ค�ำวา่ "ยวุ " น้ัน กย็ งั แปลว่า "ออ่ น" อยู่นนั่ แหละ, อย่างนอ้ ย
กอ็ อ่ นตอ่ โลก; เกดิ มาในโลกไมก่ ปี่ ี มนั ยงั ออ่ นตอ่ โลก มนั ยงั พรอ้ มทจี่ ะทำ� ผดิ อยเู่ รอื่ ย
เมอ่ื บดิ ามารดาไม่ประคบั ประคองให้ด.ี ความอ่อนตอ่ โลกของเขานัน่ แหละ จะเปน็
ปัญหาข้ึนมา จะท�ำลายตัวเขาเองด้วย, และมันย่อมจะท�ำลายบิดารมารดาเป็น
ธรรมดา; น่ีแหละความหมายของคำ� วา่ "เยาวชน" มันนา่ กลัวอย่างน้ี
คำ� วา่ "ย-ุ ว" กแ็ ปลวา่ "ออ่ น" ความหมายคาบเกยี่ วไปถงึ คำ� วา่ "พา-ล", กแ็ ปล
ว่า "ออ่ น"; อ่อนย่งิ ไปกว่า "ยุ-ว" เสยี อกี . เดก็ ทารกนอนแบเบาะอยัู่น้ี เขาเรียกวา่
"พา-ล" ซึง่ มาเป็นภาษาไทยว่า "คนพาล" หรือ "พา-ล" พาล น่นั แหละ
คำ� ว่า "พาล" น้ันแปลวา่ "ออ่ น" เป็นช่อื ของเดก๋ ทารกแบเบาะ; แต่เด๋ียวนเี้ อา
มาใช้เปน็ ชอ่ื ของคนโต ๆ ทีอ่ อ่ นดว้ ยสตปิ ัญญาอย่างมาก จึงเรยี กว่า "พา-ล" หรอื
"คนพาล"; ถ้ามากเกนิ ไป กเ็ ลยเรียกว่า "อันธพาล" ไปเสียเลย.
มอี ีกคำ� หนง่ึ คือ คำ� วา่ "มัน-ท" มอ มา้ ไม่ผัด นอ หนู ทอ ทหาร; มนั ท อยา่ ง
นี้ กแ็ ปลว่า "อ่อน" คือ เขลาเพราะอ่อนดว้ ยสติปญั ญา เหมือนกันแต่ถา้ ไปเทียบกับ
คำ� ว่า "อนั ธ" ที่ ธอ ธง อย่ทู า้ ย; แล้วน่นั ก็คอื มือบอด หรือ ตาบอด; มันอ่อนจนไม่มี
8
พุทธทาสภิกขุ
ปัญญาเหลืออยู่เลย มนั กเ็ หมือนกบั ตาบอด, เหมอื นกบั มดื ที่ปราศจากแสงสวา่ ง.
อย่างไรกด็ ี จะสรุปใจความของคำ� วา่ "ย-ุ ว" ได้ จากค�ำเหลา่ นี้ กค็ ือ "อ่อน" :
รา่ งกายก็ออ่ น จติ ใจก็ออ่ น สตปิ ัญญาก็ออ่ น อะไรมันก็อ่อน, ยงั ออ่ น. อ่อนน้เี ป็นอัต
รายงา่ ย, แลว้ ออ่ นนีค้ อื ไหวไปง่าย; ไหวทางผดิ มันก็ผดิ มาก เพราะมันไหวง่าย. น้ี
คอื ความหมายตามตัวหนังสือของค�ำวา่ "เยาวชน" หรือ ใครจะเรยี กว่า "ยุวชน" กไ็ ด้
แลว้ แตถ่ นัด.
ทนี ี้ คำ� ว่า "ยุวชน" หรือ เยาวชน" กด็ ี มนั มีความหมายอยั่ ๒ ระดบั ระดับ
ภาษาอย่างหนงึ่ ,ระดบั ภาษาธรรมน้ีอย่างหนึง่ .
อาตมาอยากจะขอรอ้ งวา่ ทา่ นทง้ั หลาย จงกำ� หนดจดจำ� หลกั ทเี่ กยี่ วกบั ภาษา
คน และภาษาธรรมน้ีไว้ให้ดี ๆ; มันจะช่วยได้มากในการท่ีจะเข้าใจอะไร. พอจะ
วินิจฉยั ค�ำใด หรอื สงิ่ ใด กต็ ั้งปญั หาขึน้ มากอ่ นว่า ในภาษาคนวา่ อย่างไร? ในภาษา
ธรรมวา่ อย่างไร?
ในการนี้ คำ� วา่ "ยวุ ชน" ในภาษาคน หมายถงึ คนอายนุ อ้ ย; แตใ่ นภาษาธรรม
คำ� วา่ "ยวุ ชน" หมายถงึ อ่อนดว้ ยคุณสมบตั .ิ
สรปุ อีกทีหน่งึ วา่ ถ้าภาษาคนน้ี เขาถือเอาตามอายุ ตามวยั ; วยั นอ้ ย อายุนอ้ ย
กเ็ รยี กว่า "ยุวชน". ถ้าเป็นภาษาธรรมกถ็ อื เอาตามคุณสมบตั ิ ถ้าคณุ สมบตั มิ นั น้อย
กเ็ ปน็ ยุวชน ตามภาษาธรรม;
ฉะนน้ั ยวุ ชน ตามภาษาธรรมนอี้ าจจะเปน็ คนแก่ หวั งอก ฟนั หกั อยแู่ ลว้ กไ็ ด.้
เข้าใจเอาเองกแ็ ล้วกนั วา่ หัวหงอกแล้ว ฟันหักแล้ว หนังยน่ แล้ว มันกย็ ังเปน็ "ยวุ ชน"
อย่,ู เปน็ "เยาวชน" อยู่ ในความหมายของภาษาธรรม
คิดดูใหด้ ี แล้วเด๋ียวน้ปี ญั หามันก็จะเขา้ มาถึงพวกเรา ทีน่ ั่งอย่ทู ่นี ่ีละหวั หงอก
9
เยาวชนกับศีลธรรม
แล้วไมม่ ีคณุ สมบตั ิเพียงพอ มันยงั เป็น"ยุวชน" หรอื "เยาวชน";เพราะฉะนัน้ การท่ี
อาตมาเอาปญั หาของเยาวชนขึ้นมาพจิ ารณานี้ มันเหมาะสมแลว้ แก่โอกาส; เพราะ
ว่า คนหลายคน อาจจะก�ำลังเป็นเยาวชนอยแู่ ลว้ ท้งั ท่หี ัวหงอกแล้วก็ได้.
เปน็ อนั วา่ เยาวชน ในความหมายของภาษาคน กค็ อื คนอายนุ อ้ ย, ความหมาย
ในภาษาธรรม ก็คือคนทยี่ ังมคี ณุ ธรรมน้อย
ทีนเ้ี อามาเปรยี บเทยี บกนั ดู ความหมายกย็ งั เหมือนกัน คอื มันยังนอ้ ยอยู่ดว้ ย
สิ่งทค่ี วรจะม.ี เดก็ มนั ยงั นอ้ ยด้วยสง่ิ ที่ควรจะมี, คนแก่ทไ่ี ม่รูอ้ ะไร ทเ่ี ป็นเยาวชนผม
หงอกนี่ ก็ยังนอ้ ยดว้ ยสง่ิ ท่ีควรจะมี; ความหมายเลยเหมอื นกัน วา่ มนั ยังนอ้ ยอยู่ ต่อ
สง่ิ ทีค่ วรจะม.ี พดู ตรง ๆ ก็คือว่า นอ้ ยด้วยวชิ าความร้หู รือความสามารถ; เราจงึ
ถอื เอาเปน็ ปัญหาสำ� หรบั พิจารณากนั จะเล็งถึงว่าอายนุ อ้ ย หรือคุณค่านอ้ ย.
ปญั หามนั กย็ งั เปน็ ปญั หาเดยี วกนั เพราะวา่ คนทม่ี อี ะไรนอ้ ยนี้ มนั ทำ� อะไรไม่
ได้
ดจู ดุ หมายปลายทางของ "เยาวชน"
เอา้ , ทนี ้ี กด็ วู า่ เยาวชนทง้ั หลายน่ี มนั มจี ดุ หมายปลายทางทไ่ี หนกนั : เยาวชน
ทยี่ งั เดก็ ๆ โดยภาษาคนน้ี มนั จะหายไปไหน, และคนแก่ ๆ หวั หงอกแล้วยงั ไม่ร้อู ะไร
นี่ มนี จะไปไหน. มนั คงจะไปทเ่ี ดียวกนั อีก คอื จะไปยังท่ที ่จี ะหมดปัญหา, ไปยงั ทที่ ี่
จะทำ� ใหร้ ูอ้ ะำร แล้วกห็ มดปัญหา; เกดิ เป็นผลข้นึ มา คอื ความสงบสุข. ทกุ เร่ืองมัย
จบไมไ่ ด้ ถา้ มันยังไม่ถึงความสงบสุข.
น่ีขอใหช้ ่วยกนั สงั เกตดใู หด้ ี ๆ, ชว่ ยกำ� หนดกันไว้ให้ดี ๆ; ทุกเร่ืองมนั หยุดไม่
ได้ ถา้ มันมันยังไม่ไปถึงความสงบสขุ ; มนั จะดนิ้ อยูเ่ รอ่ื ย, มันจะตอ่ ส้อู ยูเ่ รอื่ ย, มนั
จะสรา้ งปญั หาเรอื่ ย, มนั จะยงุ่ เหยงิ ไปหมด; จนกวา่ เมอ่ื ไรมนั จะไปถงึ จดุ จดุ หนงึ่ คอื
สนั ติ หรอื ความสงบสขุ
มนษุ ยโ์ ดยทว่ั ไป กม็ จี ุดหมายปลายทางที่น่ัน : ยงั เปย็ เดก็ อยู่ เป็นเยาวชนอยู่
ก็มจี ุดหมายปลายทางอยทู่ ี่น่นั ; แตเ่ ขายงั ไมร่ ้จู ัก เขาก็มงุ่ หมายอย่างอืน่ ไปกอ่น : ม่งุ
10
พุทธทาสภกิ ขุ
หมายเรอื่ งสวยงาม เรอ่ื งรวย เรอ่ื งกนิ เรอื่ งเกยี รติ เรอื่ งอะไรกต็ ามใจเขา. เขายงั มอง
เหน็ เพียงเท่าน้นั ; แตว่ ่ามันจบไมไ่ ด้ จนกวา่ เมื่อไรเขาจะไปถงึ สนั ติ คอื ความสงบ.
เยาวชนแก่ ๆ จวนจะเข้าโลงอยูแ่ ลว้ นี่ก็เหมอื นกัน ไปทอี่ น่ื ไม่ได้ มันไมร่ จู้ ะ
ไปอยา่ งไรมนั กต็ ้องไปหาจุดสงบ; จะทันแกเ่ วลาหรอื ไม่ มนั ก็อีกเรอ่ื งหนง่ึ . ถา้ เขา
เก่งจริง เขาก็ท�ำได้ทันแก่เวลา; ถ้าเขาได้รับการแนะน�ำส่ังสอนท่ีดีอาจจะถึงได้ใน
วนิ าทสี ดุ ทา้ ย ทีจ่ ะดับสงั ขารรา่ งกาย นน้ั กไ็ ด้
จุดหมายปลายทางของมัน คอื สันติสขุ ซงึ่ มีอยู่เปย็ ชนั้ , เป็ยชนั้ , หลายระดับ
หลายชน้ั ,
นี่แหละคือความหมายของค�ำว่า "ศีลธรรม"; บางทีเราอาจจะเรียกว่า
"สันติสขุ " กไ็ ด้, เรยี กว่า "สันติ" เฉย ๆ กไ็ ด้; สันตกิ แ็ ปลวา่ "สงบ" สันตสิ ุข ก็ สขุ
เกดิ มาจากความสงบ. ถา้ ได้สง่ิ นี้ มนั กพ็ อ; และมันจะจบ มนั จะหยุดของมนั เอง.
ทนี ี้ คำ� ว่า "ศี-ล" ก็แปลวา่ ปรกติ; คุณค่ากเ็ หมือนกบั ความสงบ, ศลี ธรรม
- ธรรม คอื ความสงบ
ค�ำว่า"ศีลธรรม" ค�ำนี้ อาตมาขอร้องให้ท่านทั้งหมาย จดจ�ำไว้อย่างแม่นย�ำ
ที่สุด; ถ้าใครลืมแล้ว ก็ช่วยฟื้นความจ�ำข้ึนมาใหม่ ว่า มันมีความหหมายได้ ๓
ประการ:-
(๑) ศีลธรรม ในฐานะทเ่ี ป็นเหตุ คอื การประพฤติปฏิบตั ิ ทจี่ ะท�ำใหเ้ กิดความ
สงบ นีอ้ ยา่ งหนง่ึ .
(๒) ศลี ธรรม ในฐานะทเ่ี ป็นผล ก็คือ ตัวความสงบทไี่ ดเ้ กิดข้นึ แแล้ว เพราะ
การประพฤติปฏบิ ตั ิอย่างถูกตอ้ ง นอ้ี ย่างหนึง่ .
ทนี ้อี ีกอย่างหนึ่งทีเ่ ปน็ อยา่ งสุดท้าย (๓) ก็คอื ภาวะปรกตติ ามธรรมชาติตาม
ธรรมดา ทีม่ นั จะเป็นอย่ขู องมนั เองตามธรรมชาติ จนกว่าจะมีอะไรไปกวน; บางที
มนุษยน์ ี่แหละไปรบกวน ไปร้ือถอน ความปรกหรอื ความสงบของธรมชาต.ิ
ย้�ำอกี ทหี นง่ึ วา่ : -ศีลธรรม คือ เหตุแหง่ ความสงบ. -ศีลธรรม คอื ผลทเี่ ป็น
ความสงบ.
11
เยาวชนกบั ศลี ธรรม
-ศลี ธรรม คอื ผลทเ่ี ปน็ ความสงบ. -ศลี ธรรม คอื ความสงบอยตู่ ามธรรมชาต.ิ
จะใช้ค�ำว่าสงบก็ได้จะใชค้ �ำว่า ปกตกิ ็ได้.
ตอ้ งช่วยใหเ้ ยาวชนทึงเด็กและคนแก่ร้จู ักเดนิ ทางสงบ.
ทนี ้ี กด็ ูใหด้ ี เดก็ ๆ เยาวชน เดก็ ๆ อายนุ ้อย ๆ เขากม็ ีความปกติ หรอื ความ
สงบ ไปตามแบบของเขา. อยา่ ไปตัดบทเสยี ง่า เดก็ ๆ นีม่ ันไม่รจู้ กั ความสงบ. มนั
จำ� เป็นจะตอ้ งมคี วามสงบ. ถา้ คดิ อย่างนีแ้ ลว้ คนแกจ่ ะโง่เอง; คอื
จะสร้างความวุ่นวายข้ึนมาในครอบครัว, หรือในวงแห่งความรับผิดชอบ
เกย่ี วขอ้ งของตัวนน่ั แหละ; เพราะไปเห็นเสยี วา่ เดก็ ๆ ไม่ตอ้ งการความสงบ, ใหเ้ ดก็
ๆ มนั ต้องการความวุ่นวาย.
เราจะตอ้ งมองเหน็ และยอมรบั วา่ เดก็ ๆ เขามคี วามเปน็ ปกต,ิ หรอื ความสงบ
ไปในระดบั ของเดก็ มันกจ็ ะเป็นอย่างนน้ั ได้จริง, และก็ค่อยสูงข้นึ ตามล�ำดับกว่าจะ
ถงึ ระดบั สูงสดุ .
เรือ่ งนี้ ขอใหเ้ ปรยี บเทยี บกับคำ� ว่า "นพิ พาน" ซึ่งแปลว่า "เยน็ " : นพิ พาน ของ
วัตถุส่ิงของก็มี, นิพพานของสัตว์เดรัจฉานก็มี และนิพพานของคนก็มีอยู่ต้ังหลาย
ระดับ กวา่ จะถงึ นิพพานสงู สดุ ตามหลักของพระพทุ ธศาสนา; ก็เพราะวา่ เยน็ -เยน็
นมี้ นั มีหลายระดบั หลายความหมาย หลายทศิ ทาง
เรอ่ื งปกติ หรอื เรื่องสงบนี้ กเ็ หมอื น; เดก็ ก็จะสงบได้ ปกตไิ ด้ ในระดับของ
เดก็ . ฉะน้นั เราจะต้องพยายามใหเ้ ยาวชนนี้ เดินเข้ามาสคู่ ลองของความปกติ หรือ
ความสงบ, หรอื พดู อกี อยา่ งหนงึ่ คอื ความถกู ตอ้ งซง่ึ เปน็ เหตเุ ปน็ ปจั จยั ของความปกติ
หรือความสงบ.
หลกั เกณฑอ์ ยา่ งน้ี เคยพดู มาแลว้ หลายครงั้ แตก่ ลวั จะลมื เสยี กเ็ อามาพดู อกี .
วันนกี้ ็ตอ้ งเอามาเน้นกันอีก; เพราะว่ามันเป็นปญั หา ทเ่ี ก่ยี วกับเยาวชน, และเขยิบ
ออกไปว่า ขอให้ชว่ ยกนั พยายามทำ� ให้เยาวชน เดินมาในคลองของความปกต;ิ อย่า
12
พุทธทาสภกิ ขุ
ออกไปสู่ความวุ่นวาย ซงึ่ มนั ไมใ่ ชท่ �ำนองคลองธรรม.
มนั ตอ้ งมาสคู่ วามเปน็ ปกติ ตามความมงุ่ หมายของววิ ฒั นาการของความเปน็
มนุษย์ ที่จะสงู สุดขนึ้ ไปตามลำ� ดบั จนเปน็ พระอรหันต์.
เดยี๋ วนยี้ งั เปน็ พระอรหนั ตไ์ มไ่ ด;้ แตไ่ มไ่ ดห้ มายความวา่ เราจะไมส่ นใจกบั เรอ่ื ง
ของพระอรหนั ต์
ถ้าเราจะไม่สนใจในเรื่องของพระอรหันต์ เราก็จะพลัดลงไปในเหวของพญา
มารของกิเลสเป็นแน่นอน ; ควรจะรู้ทิศทางของพระอรหันต์คือยอดสุดของมนุษย์
กันไว้ใหท้ กุ คนและช่วยดูแลซง่ึ กนั และกัน ให้เดินไปตามทางนน้ั . และใหด้ ูแลเดก็ ๆ
ของเราเปน็ พิเศษ,
รวมท้ังเด็กวัยอ่อน และเด็กหัวหงอกด้วย; ว่าให้เขารู้จักเดินไปตามทิศทาง
ของความปกตหิ รือความสงบ.
เอา้ , ทีนี้ วันนี้ จะพูดกันแตป่ ญั หาท่ัว ๆ ไป, หรือพดู กนั อยา่ งครา่ ว ๆ พดู
กนั แต่หัวข้อไมพ่ ดู โดยรายละเอียด เพราะเป็นวันแรก.
ทางเดนิ ของเยาวชนทีก่ ำ� ลังพุง่ เร็ว.
ทีน้ี ก็ดูตอ่ ไปถงึ วา่ ทางเดินของเยาวชน โดยเฉพระเยาวชนทอ่ี อ่ นดว้ ยอาย.ุ
เยาวชนนเี่ ปน็ ของออ่ น เปน็ เหมอื นกบั หนอ่ ออ่ น ทเ่ี จรญิ งอกงามไปตามเหตุ
ตามปัจจยั .
ขอให้สังเกตความต่างกัน ที่ตรงน้ีปน่อยหนึ่งว่า "ของที่มันยังอ่อนน่ันน่ะมัน
งอกเรว็ ." ไปดหู นอ่ ไผท่ ใี่ นกอไผ;่ พอมนั เรม่ิ ออกมาเปน็ หนอ่ ไผน่ ี่ ขณะทย่ี งั เปน็ หนอ่
ไผน่ ี้ มนั ยาวเรว็ มาก. อาตมาเคยวัดดู บางวนั ยาวต้งั ฟตุ หน่งึ กม็ ี, วันหนึ่งคืนหน่งึ
ยาวตงั้ ๒ ฟตุ กม็ ี, ในบางระยะทีห่ นอ่ ไผม่ ันพุ่งออกไป; แตพ่ อมนั เป็นต้นไผท่ ่แี ก่
แล้ว มนั ท�ำอยา่ งนน้ั ไม่ได.้
ฉะนน้ั ความทง่ี อกออกไปเรว็ นนั้ มนั เปน็ อยใู่ นขณะทม่ี นั ก�ำลงั เปน็ หนอ่ ออ่ น,
13
เยาวชนกับศลี ธรรม
จะเปน็ หนอ่ งของอะไรก็ได้. ถา้ มันยงั เป็นหนอ่ อ่อนแล้ว มันก็พงุ่ เรว็ มาก;
เพราะฉะนั้นจงึ เป็นระยะทีอ่ นั ตราย เพราะมนั อ่อน มันถูกท�ำลายได้งา่ ย, เพราะมัน
ออ่ นมนั พุง่ เร็วมันอาจจะผดิ ทางกไ็ ด.้
ทนี ้ี ทางเดนิ ของเยาวชนทย่ี งั ออ่ นน่ี มนั กจ็ ะเรว็ ไปตามประสาของความออ่ น;
น้จี ะตอ้ งระวังใหด้ ี แตม่ ันมคี วามลบั หรือ ส่งิ ทีจ่ ะต้องรู้มากไปกวา่ นน้ั อีก กต็ รงที่
ความอ่อนน่ันแหละ มันจะเป็นความอ่อนท่ีไปถูกทางหรือไม่ มันจะเป็นความอ่อน
ทีด่ ัดแปลงได้หรอื ไม่
ถ้าวา่ กันโดยที่แทแ้ ลว้ ความอ่อนนเ้ี ปน็ สิง่ ทดี่ ดั แปลงได,้ ถา้ แข็งมันดัดแปลง
ไม่ได้; แตถ่ ึงอยา่ งนน้ั มนั ก็ตา่ งกนั แล้วแตเ่ หตุปจั จัยอย่างทีก่ ล่าวมานนั่ .
เราต้องการความเปล่ยี นแปลงไปในทางดี ที่เรียกกนั ว่า "วิวตั ฒนาการ" -
เปลี่ยนแปลงไปในทางดี.
ทีน้ี เราก็ดูว่า อย่างไหนมันเปลี่ยนแปลงได้มาก; จะดูตัวอย่างที่เมล็ดพืช
หรอื พชื ท่จี ะใช้ทำ� พนั ธ์.ุ
พชื ที่เราจะใชท้ ำ� พนั ธนุ์ ้ี ตามปกตทิ ัว่ ไป กรากจ็ ะเห็นได้ว่า เราใชห้ นอ่ กม็ ,ี
เราใช้เมล็ดกม็ ี
. อยา่ งเราจะปลกู ตน้ ไม้ บางทเี รากป็ ลกู ดว้ ยหนอ่ ของมนั , บางทเี รากป็ ลกู ดว้ ย
เมด็ ;
แตป่ ลูกด้วยหน่อ หรอื ปลกู ดว้ ยเมด็ น้ี ไมเ่ หมอื นกนั .
ปลูกด้วยหนอ่ เช่น หนอ่ กล้วย ตัดออกมา แลว้ ปลูก มนั กจ็ ะเหมอื นเดิม;
แต่ถ้าเราเอาเมลด็ กลว้ ยมาปลูก น่ีมันก็อาจจะตา่ งไปจากเดมิ มากทีเดยี ว.
ถา้ กงิ่ ตอน เราตอนมาจากตน้ ไมต้ น้ ไหนมาปลกู มนั กย็ งั เหมอื นตน้ แมข่ องมนั ;
แต่ถ้าเราเอาเมล็ดมาเพาะมาปลูกแล้ว มันต่างไปได้มาก : ในทางดีขึ้นก็ได้ ในทาง
เลวขนึ้ กไ็ ด้.
ฉะนน้ั การเปล่ยี นแปลงพืชพนั ธใ์ุ หด้ ขี ้ึนนี้ ; จะเป็นเรือ่ งดอกไม้ กลว้ ยไม้ ผล
14
พุทธทาสภกิ ขุ
ไม้ อะไรไมก้ ด็ ี;
เขาจึงมกี ารผสมพันธ์ุ ท่ที �ำให้เกดิ เมล็ดใหม่ข้ึนมา แล้วเพาะเมล็ดนั้น แล้วก็
จะไดพ้ นั ธุใ์ หมท่ ม่ี คี ณุ คา่ ดีไปกว่า ตามท่ีต้องการ. ถา้ เอากง่ิ ตอนมาปลูก เอาหนอ่
มาปลกู มันกเ็ ทา่ เดมิ มันกเ็ หมอื นเดมิ อยนู่ ัน้ แหละ.
ทนี ี้ เยาวชนของเรา เราตอ้ งการให้เขามกี ารเปลยี่ นแปลงไปในทางทด่ี ขี ้นึ ;
ฉะน้นั เราจงทำ� กบั เขาเหมอื นกบั ว่า เมลด็ ที่มกี ารผสมพนั ธ์มุ าอย่างด:ี ใหพ้ ่อมันดใี ห้
แมม่ ันดี แล้วลกู มันคงจะออกมาดีกวา่ เดมิ ; เพราะมัน ๒ ดีรวมกัน; เหมือนกับต้นไม้
ท่เี อาเมลด็ ต่างตน้ มาผสมกนั มนั ได้พนั ธุ์ที่แปลกออกไปและก็จะดกี วา่ เดมิ .
มนั เปน็ การถ่ายเทกนั ท�ำให้มนุษย์ดีกว่าเดมิ ยิ่ง ๆ ข้นึ ไป, หรอื ท่เี ลวอยู่ กจ็ ะพลอย
หายไป จะหมุนไปแตใ่ นทางดี. เชน่ แม่มันบ้า ๆ บอ ๆ ; ถา้ พอ่ มนั ดี ลูกออกมามนั
จะเป็นไปในทางทดี่ มี ากกว่าทจี่ ะเปน็ ไปในทางบ้า ๆ บอ ๆ . ฉะน้ัน หสมกันหลาย
ครง้ั เขา้ ; มนั ก็จะเปน็ ไปในทางดมี ากข้นึ .
ทนี ้ี เยาวชนของเรา เราจะทำ� ใหด้ ยี งิ่ กวา่ พนั ธ์ุ เรากต็ อ้ งดแู ลกนั ใหด้ ;ี จะใหล้ กู
ใหห้ ลานให้เหลนแต่งงานน้นั กต็ อ้ งดใู หด้ ี ให้มีผลเหมอื นกับว่า เอาพนั ธท์ุ ด่ี ีมาผสม
กัน แลว้ ให้เกดิ พันธุ์ท่ีดกี ว่า. เหมือนกบั วา่ เราเพาะเมด็ ทผี่ สมพนั ธุม์ าดีแลว้ ; อย่า
ให้คงทต่ี ายตวั เหมือนกับวา่ เอากงิ่ กตอนมาปลูก. แต่ถงึ อยา่ งไรกด็ ี
กง่ิ ตอนมนั ก็เปลีย่ นแปลงได้ ไปในทางดเี หมือนกนั ; แต่มนั เปล่ยี นช้ามาก
ไม่เหมือนกบั การผสมพนั ธ์ุใหมท่ างเมล็ด; เพราะวา่ ทัง้ สองอยา่ งนี้ มันขน้ึ อยูก่ บั เหตุ
ปัจจัยอีกทหี นึง่ . เหตุปจั จยั อยา่ งอ่ืน มันจะชว่ ยให้เร่งใหด้ ีขนึ้ ดว้ ย กไ็ ด;้ แต่ทด่ี แี ล้ว ก็
ควรจะเลอื กพนั ธุ์ให้ดี แลว้ ๒ พนั ธุด์ ี มาผสมกัน ก็จะกลายเปน็ ดยี งิ่ ขนึ้ ไป.
เราจะดแู ลเยาวชนของเราอยา่ งนไี้ ดไ้ หม คอื วา่ ใหม้ พี นั ธด์ุ ี ถา้ เปน็ ผทู้ ผ่ี สมพนั ธ์ุ
คอื เปน็ พ่อเป็นแม่ ทจี่ ะจดั ใหล้ กู หลานแต่งงานให้มพี นั ธ์ุด.ี
ทนี ้ี เมอื่ มพนั ธด์ุ อี อกมาแลว้ กแ็ วดล้อมให้มนั ได้เจริญงอกงามอยา่ งดีในดินดี
น้ำ� ดี อากาศด,ี หรอื วธิ ีการทเ่ี ป็นเคล็ดลบั อย่างใดอยา่ งหนง่ึ ทเ่ี ราสามารถท�ำใหม้ นั ดี
15
เยาวชนกับศีลธรรม
ยงิ่ ข้นึ ไปกวา่ . เช่นเขามวี ิธีท่ีจะทำ� ให้ ตน้ ไม้น้มี ันหวานมากขึน้ ใหเ้ มลด็ มนั หายไปจน
ไม่มีเมล็ดเป็นต้น; มันล้วนแต่ท�ำได้ท้ังน้ัน. มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่เราควรจะท�ำได้
กับคนเรานแ่ี หละ คือ ท�ำได้เหมอื นกบั ท่ที �ำแกต่ น้ ไม้ หรือ แก่สตั ว.์
ทนี ้ี เราจะทำ� แกค่ น ท�ำให้เยาวชนของเรามนั ดีขึน้ ๆ นี่แหละคอื ทางเดิน
ของเยาวชนที่จะเปน็ ไปในทางท่ดี ีขึ้น ๆ . เพราะฉะน้ันระวงั , พอ่ แมท่ งั้ หลาย แม้
จะเปน็ เยาวชนหวั หงอกกช็ ว่ ยกนั ระวงั -ระวงั -ระวงั ใหม้ าก ทจี่ ะใหห้ นอ่ ของเราน้ี มนั
เป็นไปในทางดใี หล้ ูกหลานออกมาดกี ว่าพันธ์ุเดิม.
ทนี ้ี ปัญหากจ็ ะไปอยูท่ ีค่ �ำว่า "ดีกว่า"นั้น คอื อย่างไร ถ้าดกี วา่ จรงิ กต็ อ้ งไมม่ ี
ปัญหา, ตอ้ งไมม่ คี วามทุกข์ยากล�ำบากอะไรเกดิ ขึ้น, จึงจะเรยี กวา่ ดีกวา่ . ถา้ ท�ำผดิ
มนั ก็ไปในทางตรงกนั ขา้ ม, ถา้ ท�ำถูก ก็ดีกว่าไดจ้ รงิ ๆ .
เราเป็นเหมือนกบั ว่า เปน็ กัปตัน หรือทา้ ยเรือ ให้เรอื มนั แล่นไปถูกทาง;
น้ีคือให้เยาวชนของเราในโลกนี่ มันเดินไปถูกทาง. มันก็จะไม่มีปัญหา มันจะลด
ปญั หา, มนั จงึ จะมีความเจริญงอกงาม ก้าวหน้าได้ ตามท่ีเราควรจะต้องการ;
คือจะเปน็ เยาชนท่ีสรา้ งความสงบสุข วนั ตสิ ขุ ยงิ่ ๆ ข้ึนไป.
แต่เด๋ียวนป้ี ญั หาอืน่ มันมาแทรกแทรง คือว่า คนทงั้ โลก เขาไม่ตอ้ งการความ
สงบสุขหรือปกติสุขทีแ่ ทจ้ รงิ ; เขาตอ้ งการความสนุกสนาน ความเอร็ดอร่อย ทาง
วตั ถุ ทางเนอื้ ทางหนงั ละทงิ้ ศาสนา ละทิ้งธรรมะ; แม้พ่อแม่ก็เปน็ อย่างน้นั , ลูก ๆ
กจ็ ะเปน็ อยา่ งน้ัน. โลกนี้ทง้ั โลกกจ็ ะเป็นโลกของเนือ้ หนงั ไปหมดคือเหน็ แกค่ วามสุข
ทางวตั ถุ ทางเน้อื ทางหนัง;
มนั กจ็ ะเพมิ่ ความเหน็ แกต่ วั . เมอ่ื ความเหน็ แกต่ วั มากพอแลว้ มนั กจ็ ะทำ� ลาย
ซึ่งกันและกันให้วินาศ. น้ีเป็นปัญหาท่ีเผชิญหน้าอยู่ เป็นปัญหาส�ำหรับพุทธบริษัท
โดยเฉพาะ.
เราเป็นพุธทบริษัท เราตอ้ งการเรอื่ งทถ่ี ูกต้องตามทางธรรมะ; แต่เมื่อคนส่วน
ใหญใ่ นโลกเขาไมต่ อ้ งการอยา่ งนนั้ ; เขาตอ้ งการเรอ่ื งทางวตั ถุ ทางเนอ้ื ทางหนงั . เขา
16
พทุ ธทาสภิกขุ
ก็ท�ำไปในลักษณะที่มันตรงกันข้าม; หรือว่ามันขัดขวางกันกับความปรระสงค์ของ
เรา.
นี่ปัญหาเฉพาะหน้า ของพวกเราที่จะถือธรรมะ, หรือพวกที่ถือศาสนามัน
เผชญิ กนั อย่กู ับการกระท�ำของพวกที่เขาไมถ่ ือศาสนา ไมถ่ ือธรรมะ.
ทนี ี้ เรอื่ งมนั กจ็ ะไปอยมู่ ทวี่ า่ แลว้ แตเ่ ยาวชนของเราจะสรา้ งขน้ึ มาใหมไ่ ดส้ ำ� เรจ็
หรอื ไม.่ ถา้ เราดงึ เยาวชนกลบั มาสทู่ างธรรมะได้ กม็ หี วงั ทจ่ี ะใหโ้ ลกนี้ มนั มคี วามสงบ
สขุ ; ถ้าเราส้ไู มไ่ ด้ มันพา่ ยแพแ้ ก่เรื่องทางวัตถุ ทางเนือ้ ทางหนงั แล้ว โลกน้มี นั กจ็ ะ
วนิ าศ. แต่เราก็มีทางออก ตรงท่เี รามธี รรมะสำ� หรับ
จะไมม่ คี วาม
ทุกข์เลย; แม้ว่าโลกน้มี ันจะบา้ นอย่างไร จะเปลีย่ นแปลงอย่างไร จะผิดจะ
เลวร้ายอยา่ งไร เราก็ยังมีธรรมะส�ำหรบั ดำ� รงจิตใจของเรา ไม่ใหม้ คี วามทุกขไ์ ด้. นี่
แหละคอื ประโยชน์ของพระศาสนา หรอื ประโยชนข์ องธรรมะ มนั เปน็ อย่างนี้.
สรุปอีกทีหนึ่งว่า ประโยชน์ของธรรมะหรอื ศาสนานั้น จะช่วยโลกใหด้ ำ� เนิน
ไปในทางของความสงบ. ทีนีถ้ ้าว่า ทำ� ไม่ได้เพราะโลกเขาไมเ่ อากนั ; เราก็อยู่ได้ตาม
ลำ� พังของเรา ไมต่ อ้ งเป็นทกุ ขไ์ ปตามเขา; แม้วา่ จะตอ้ งตายลงไป กไ็ ม่มีความทกุ ข.์
เพราะมีจติ ใจท่ไี ดฝ้ กึ ฝนไว้ดีแลว้ ;
มนั ทกุ ข์ไมไ่ ด,้ มันทกุ ขอ์ ีกไมเ่ ป็น. น่ปี ระโยชนข์ องธรรมะ มนั เปน็ อย่างนี.้
ทีน้ี เราถือกันอย่างท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เยาวชนเป็นความหวังของเรา.
เราช่วยกันสร้างเยาวชน ใหถ้ กู ตอ้ งเสยี แต่เด๋ยี วน;ี้ ความหวงั ของเรามันก็จะอย่ใู น
ลกั ษณะท่ีสมหวงั ได้. ขอให้ชว่ ยกนั เอาใจใส่เยาวชน แกป้ ัญหาของเยาวชนให้ได.้
ปัญหาเกย่ี วกับเยาวชนโดยเฉพาะ
เอา้ , เวลาเหลอื อกี เลก็ น้อย น้ี กพ็ ดู ถงึ เรื่องถดั ไป คอื วา่ ปัญหาทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
17
เยาวชนกบั ศลี ธรรม
กบั เยาวชนโดยเฉพาะ. ปญั หาท่เี กี่ยวกับเยาวชนโดยเฉพาะ ทมี่ อี ยู่ในเวลาน้ี อยาก
พดู อย่างครา่ ว ๆ วา่ :-เยาวชนไม่ได้รับการแวดล้อมทถ่ี กู ต้อง, - เยาวชนไมไ่ ดร้ บั การ
ศึกษาอบรมทีถ่ ูกตอ้ ง, - เยาวชนไมไ่ ดร้ ับการร่วมมือหรือโอกาสท่ถี ูกตอ้ ง
ขอ้ แรก ทวี่ า่ เยาวชนไมไ่ ดร้ บั การแวดล้อมที่ถกู ต้อง หมายความว่าพอเด็ก ๆ
คลอดออกมาจากทอ้ งแม่ ลืมตาข้นึ มาในโลกนี้ การแวดลอ้ มไมถ่ กู ตอ้ ง; คอื ไม่เป็น
ไปในทางท่ีให้เด็ก ๆ น้ัน มีธรรมะได้ง่าย, โดยเฉพาะอย่างยิง่ ตามหลกั ของธรรมะ
มนพุทธศาสนา.
สง่ิ ทแี่ วดลอ้ มเดก็ ๆ นบั ตง้ั แตว่ นั แรกคลอดออกมานี่ มนั เปน็ ไปในทางทจี่ ะให้
เหน็ แกต่ ัว ให้ยึดถอื ตวั ก,ู ยึดถอื ของกู นี่ ย่ิงขึ้นไป-ยงิ่ ข้นึ ไป; นั้นกค็ ือ ลงรากให้แก่
กิเสส, นีเ้ ราเรยี กวา่ เยาวชนไมไ่ ด้รับการแวดล้อมที่ถกู ตอ้ ง: ไมไ่ ด้มีคำ� พดู จา หรือ
ขนบธรรมเนยี มประเพณี อะไรทจี่ ะทำ� ใหเ้ ดก็ ๆ นมี่ คี วามนกึ คกิ รสู้ กึ ขน้ึ มา ในลกั ษณะ
ทไี มเ่ หน็ แก่ตวั .
เราแวดลอ้ มเขาแตใ่ นทางใหเ้ หน็ แก่ตวั : แมข่ องกู พอ่ ของกู บา้ นของก,ู อะไร
อย่างน้ี มนั กรอกหเู ดก็ ๆ มาต้ังแต่แรก ๆ ทีเดียว; นเี่ ราเรยี กว่า "ส่ิงแวดลอ้ ม"; ไม่ใช่
ต้ังใจจะอบรมส่ังสอน. แต่มันเป็นการแวดล้อมที่มันเป็นมาเอง จะเรียกว่า
ขนบธรรมเนยี มประเพณี กไ็ มเ่ ชงิ ; มนั ยง่ิ กวา่ ขนบธรรมเนยี มประเพณเี สนี อกี เพราะ
มนั ท�ำไปอยา่ งน้นั . ฉะนั้นลกู เดก็ ๆ จึงเตริญขึ้นมาในโลกน้ี ดว้ ยความคดิ
ประเภทตวั กแู ละของกู, นี้เป็นข้อแรก ว่า "แวดล้อมไม่ถกู ต้อง"; ไมม่ คี วามคดิ ว่า
ทกุ อยา่ งเป็นของธรรม หรือของพระเจ้า.
ทนี ้ี ขอ้ ท่สี อง การศึกษาอบรมไม่ถูกตอ้ ง กห็ มายความว่า เดี๋ยวนเ้ี จตนาจะ
สง่ั สอน จะอบรม จะแกไ้ ข; แลว้ มนั ก็ไม่ถกู ต้อง.
เราให้เรียนกันแต่ในเร่ืองที่จะให้เห็นแก่ตัวให้ติดในความเอร็ดอร่อยสวยงาม
ซ่งึ เรยี กกนั ว่ากามารมณ์นี้; แม้ยงั ไม่มีความหมายแก่เดก็ ๆ แต่ก็ได้แวดล้อมมาใน
ท�ำนองนั้น. ใหเ้ ขาหลงใหลในเร่ืองกาม ในเรอื่ งเกยี รตนิ ี้; จ�ำง่าย ๆ วา่ สาม ก. คือ
กนิ กาม เกียรติ; ย่ิงวนั จะย่ิงตดิ แนน่ กรือหลงใหลใน ๓ เรอื่ งน;้ี ไมอ่ บรมธรรมะ
18
พทุ ธทาสภิกขุ
ส�ำหรับควบคุมส่วิ ทง้ั ๓ นี.้
ดกู ารศึกษาช้ันอนุบาล ดกู ารศึกษาชน้ั ประถม ดกู ารศกึ ษาช้นั มธั ยม ดกู าร
ศกึ ษาชนั้ วทิ ยาลยั ชน้ั มหาวทิ ยาลยั ; หรอื ถา้ มนั จะมอี กี เปน็ บรมมหาวทิ ยาลยั อะไร
กต็ ามใจ. มนั ก็เป็นเรือ่ งให้ล่มุ หลง ในเรื่อง กิน กาม เกรียรติท้ังนน้ั ; อย่างดีท่สี ดุ ก็
ใหส้ ามารถในอาชพี กไ็ ดอ้ าชีพแลว้ ไดเ้ งนิ แล้ว ให้ท�ำอะไร? ใหไ้ ปบูชาเรอื่ งกนิ เรอ่ื ง
กาม เร่อื งเกียรติ มันไมม่ อี ะไรไปกวา่ น้.ี น่ีแหละคอื การศึกษาทโ่ี ลกน้ีให้แก่เยาวชน
ทกุ ประเทศในโลกก็ว่าได.้ ประเทศไทยเราน้ี ไปตามก้นเขา เปน็ ประเทศเล็กก็เลย
ตามกน้ ประเทศใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นกจ็ งึ เปน็ เหมือนกบั ประเทศใหญ่ ๆ : เรยี นไป
เพ่อื ไปบชู าเร่อื งกิน กาม เกยี รต.ิ
ทนี ี้ คนทกุ คนกเ็ ลยเป็นทาสของกิเาสตันหา; พูดอย่างอุปมา ก็วา่ ไปเขา้ พวก
กบั พญามาร หรือซาตาน, ไม่มาอยู่กับพระธรรม หรือพระเจ้าเสยี เลย. นก่ี ารศึกษา
มนั ไมถ่ กู ตอ้ ง นเ้ี ปน็ ปญั หาใหญท่ เ่ี ราจะตอ้ งพดู กนั ในวนั ตอ่ ไป; เพราะเดยี๋ วนี้ เรากำ� ลงั
จะช่วยกันปรบั ปรงุ แก้ไข การศกึ ษาของเยาวชน ให้ประกอบไปดว้ ยศลี ธรรม ให้
ยิ่งข้ึน.
ทนี จ้ี อ้ ทสี่ าม อกี ขอ้ หนง่ึ เปย็ ขอ้ สดุ ทา้ ย กว็ า่ เยาวชนไมไ่ ดร้ บั การรว่ มมอื ทถ่ี กู
ตอ้ งและเหมาะสม.
เขาไมไ่ ด้รับโอกาส หรอื ความร่วมมือ ทใ่ี หเ้ ปน็ ไปในมางท่ีถกู ตแ้ ง; โอกาสน้นั
มนั มแี ตใ่ นทางทจี่ ะใหท้ ำ� ผดิ . ความรว่ มมือจากบดิ ามารดา ครบู าอาจารยก์ ล็ ว้ นแต่
จะผลักไสเขาไปในทางที่ไมร่ จู้ กั ส่ิงท่ีควรรู้จกั , ก็คือ ไปเป็นเหยือ่ ของกเิ าสอกี นน่ั เอง,
หาโอกาสยากที่เด็กเขาจะพลัดออกมารู้จักความถูกต้องเหล่านนี้; ความร่วมมือ
แนะนำ� ชกั จงู สนบั สนุน มนั กไ็ มม่ ีในรปู แบบอยา่ งนี้; เลยทำ� ให้เดก็ ๆ ของเรา ไมม่ ี
โอกาสท่จี ะดำ� เนนิ ไปในคลองของพระธรรม หรือของศลี ธรรม
ฝากไวใ้ หเ้ อาไปคดิ ดู และชว่ ยกนั แวดลอ้ มเดก็ ๆ ของเรา ใหม้ คี วามคดิ นกึ รสู้ กึ
19
เยาวชนกบั ศีลธรรม
ทถ่ี ูกตอ้ ง, ให้การศกึ ษาอบรมทอ่ี บรมทถ่ี ูกต้อง, ให้ความรว่ มมอื หรอื โอกาสท่ีมนั ถกู
ตอ้ ง, ส�ำหรบั จะเปน็ ผทู้ ม่ี ีธรรมะ หรอื มศี ลี ธรรม
ม่งุ หมายแก้ปญั หาเยาวชน แตย่ ังแกไ้ มไ่ ด้
เอาละ, ทีนี้ ก็จะให้ดูไปเสยี วา่ มนั มรี ะบบอะไรบา้ ง ท่ีเราจัดกนั ข้ึนมาแล้ว
ในโลกนที้ เี่ กย่ี วกบั เยาวชน. มนั กม็ อี ยแู่ ลว้ หลายระบบ ลว้ ยแตม่ งุ่ หมายจะอกป้ ญั หา
ของเยาวชน แต่มนั ยังแกไ้ ม่ได้; คอื มนั ทำ� ไปอยา่ งหลบั ตาม มันก็เลยไม่มผี ลเกดิ ขน้ึ
ตามท่เี ราปรารถนา.
ดตู ัง้ แต่ ระบบนักเรียน, จดั ใหม้ ีการเรยี น เปน็ นกั เรียน แลว้ กไ็ มป่ ระสยความ
สำ� เรจ็ ในการทจี่ ะใหน้ กั เรยี นมศี ลี ธรรม. นกั เรยี นมศี ลี ธรรมอยบู่ า้ ง ในขน้ั อนบุ าล สอน
ง่ายพูดง่าย มีศีลธรรมอยู่บ้าง; พอข้ึนมาขั้นประถมก็ชักจะรวนเร; พอถึงขั้นมัธยม
แลว้ กศ็ ลี ธรรรมทเ่ี คยมอี ยใู่ นระบบอนบุ าลนนั้ หายไปหมด; พอขน้ึ ระดบั มหาวทิ ยาลยั
แลว้ เป็นอิสรระแกต่ ัวเตม็ ที่ ไปทางไหนก็เหลอื ทีจ่ ะกลา่ ว. แตท่ ี่กล่าวได้ กค็ ือวา่ ไป
ในทางทมี่ ตี วั กู - ของกู อยา่ งแขง็ กรา้ ว. นี่ เรยี นกวา่ ระบบนกั เรยี นยงั ไมป่ ะี สบความ
สพเร็จ.
ทีนี้ ระบบลูกเสือ จัดข้ันในโลกส�ำหรับจะแก้ปัญหาน้ี ก็ยังไม่ประสบความ
ส�ำเร็จ; และก็หันเหไปในทางท่ีจะส่งเสริมกิเลสโดยไม่รรู้ตัวเหมือนกัน. ทั่วโลกมี
ระบบลูกเสอื แต่ยังไม่ประสบความสำ� เรจ็ ; พิสจู น์ไดง้ ่ายๆ ตรงท่วี า่ มนั ไม่ได้เกดิ
สนั ตสิ ุขขึน้ มาจากระบบลูกเสือ.
ทนี ้ี ยงั มรี ะบบ ยวุ ชน ยวุ นาร.ี ยวุ ชนนกี่ ด็ เู ปน็ เรอื่ งทางการเมอื งเสยี มากกวา่ ;
กเ็ ลยไมเ่ กย่ี วกับศีลธรรม.
ทีนี้ มรี ะบบเยาวพุทธ : ยวุ ชน ยุวพุทธิกสมาคม ก็มีอยูใ่ นศาสนาพทุ ธ ท่วั ทัง้
โลก และศาสนาอื่นเขาก็มี ยุวศาสนนกิ นี้ ของเขากม็ เี หมอื นกัน; แตก่ ็ยงั ไม่ไดผ้ ลอ
ยา่ งเดยี วกัน ยงั จะต้องปรับปรุงกันอีกมากอยา่ ใหเ้ ป็นเพียงสักวา่ พิธี หรือ เห่อ ๆ ไป
ตาม ๆกนั ไป.
20
พุทธทาสภิกขุ
เอา้ , ทนี ้ี กม็ าถงึ ระบบยวุ ชนทอ่ี อกจะประหลาดสกั หนอ่ ย ทอ่ี ยากจะเรยี กวา่
ระบบสามาเณรของพระพุทธเจ้า นี้พุทธบริษัททุกคนก็หังออกแหละ ว่า ระบบ
สามเณรแลว้ กข็ องพระพทุ ธเจ้า คือมนั ของในประพทุ ธศาสนาน้ี.
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้บวชเณร; น้ีแปลว่า พระองค์ทางแก้ไขระบบ
โบราณบ้าง. ระบบโบราณนั้น เขาเป็นนักบวชกันแต่คนแก่ที่ผ่านโลกไปแล้วท้ังน้ัน
แหละ; พอผา่ นโลก จบโลก จบเรอ่ื งโลกมชี วี ติ ในโลกพอแลว้ คนแกก่ ไ็ ปเปน็ นกั บวช.
เดยี๋ วนี้ พระพธุ ทองคท์ รงอนญุ าตใหเ้ ดก้ ๆ บวชเณรได;้ คลา้ ย ๆ กบั วา่ ปฏวิ ตั ิ
หรอื ปฏิรูปอะไรบางอย่าง เพ่อื ว่าใหเ้ ยาวชนที่เขามโี อกาสที่จะเขา้ สัมผัสธรรมมะได้
งา่ ย จงึ มีระบบสามเณร สามเณรี แล้วแต่จะเรียก. แต่ผลกย็ งั ไม่ไดต้ ามท่ีเราหวงั กัน;
จะไปโทษใครก็โทษไมไ่ ด้.
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงวางระบบไว้ดีแล้ว แต่คนปฏิบัติน่ันมันปฏิบัติไม่ได้นี่
มันก็คาราซังกันอยู่; ระบบสามเณรสมัยน้ี ก็เลยเป็นเร่ืองธรรมดาสามัญไป.เหมือน
กับเด็กนกั เรยี นอะไรชนิดหนง่ึ เสยี โดยมาก.
ทางศาสนาก็ไม่ค่อยได้ศึกษา; อยากจะศึกษาทางโลก เหมือนกับเด็ก ๆ
ทว่ั ไป; ระบบสามเณรของพระพทุ ธเจ้า กไ็ ม่เกดิ ผลอะไรแปลกออกมา.
ฉะนน้ั จงึ ขอใหพ้ อ่ แม่ พนี่ อ้ งทง้ั หลายนกึ ถงึ ขอ้ นบ้ี า้ ง ใหส้ ามเณรของเรานเ้ี ปน็
เณร, เปน็ สามาเณรทถ่ี กู ตอ้ งขน้ึ มา; ชว่ ยกนั สนบั สนนุ ผลกั ใส เขน็ ไปใหเ้ ปน็ สามเณร
ทดี่ ใี นพระพทุ ธศาสนานย้ี กมาเปน็ ตวั อยา่ ง : ระบบนกั เรยี นในโรงเรยี น ระบบลกู เสอื
ระบบยชุ นยวุ นารี ระบบยวุ พทุ ธกระทั่งระบบสามาเณรของพระพุทธเจา้ นสี่ �ำหรับ
ประเทศไทยของเรา.
รวมความแล้ว ก็คือว่าเราต้องการให้มีอภิชาติบุตร คือ "บุตรท่ีดีกว่าบิดา
มารดา". ค�ำนที้ ม่ี อี ย่ใู นพระคมั ภรี ์ ในพระบาลี ในพระพุทธภาษติ เรียกว่า "อภิชา
บตุ ร-บตุ ร" -คอื บตุ รทดี่ กี วา่ บดิ ามารดา, อนชุ าตบตุ ร - บตุ รทเี่ สมอบดิ ามารดา อวชาต
บุตร-บุตรที่เลวกว่าบิดามารดา. นี่เรามีระบบอภิชาตบุตรที่จะสร้างบุตรให้ดีกว่าบิ
21
เยาวชนกบั ศีลธรรม
ดารมารดา ยงิ่ ๆ ขึ้นไปตามขั้นตอน.
เหมือนกบั ว่า เราผสมเมลด็ พนั ธุใ์ หด้ ี แลว้ ก็เพาะพนั ธ์ใุ หอ้ อกมาเป็นพชื พันธ์ุ
ท่ดี กี วา่ เดิม, เหมอื นเราประสบความสำ� เรจ็ ในการทีม่ นษุ ย์ร้จู กั ทำ� ใหม้ ีทุเรยี นพนั ธ์ุดี
เกดิ ขนึ้ มาในโลก.ขอ้ นกี้ ย็ อมรบั ไดว้ า่ กอ่ นนี้ ทเุ รยี นพนั ธน์ุ ี้ ไมเ่ คยมใี นโลก; โดยนำ้� มอื
มนุษย์ พยายามจนกระท่ังวา่ ทเุ รยี นพนั ธด์ุ ีทสี่ ุด ทีม่ ันมีอยใู่ นโลกเวลานี้, มันไดเ้ กิด
ขน้ึ มาในโลก. ไปเทยี บดกู บั ทเุ รยี นปา่ พนั ธเ์ุ ดมิ ๆ ในปา่ แตด่ กึ ดำ� บรรพ์ แลว้ มนั ผดิ กนั
ลบิ มันไมม่ ีการจะเปรี ียบเทย้ี บกันได.้ นี่มนุษย์ประสบความสพเร็จ
ในทางวัตถุอยา่ งนี;้ แต่ในทางวิญญษณ เรายงั ไม่เคยประสบความส�ำเร็จอย่างน.ี้
นข่ี อฝากไว้ วา่ ถา้ อยา่ งไรเสยี กข็ อใหพ้ ทุ ธบรษิ ทั ทงั้ หลายพยายามทจี่ ะใหเ้ กดิ
ความส�ำเร็จในการปฏิวัติ ในการปฏิรูปจิตใจของมนุษย์เรา โดยเฉพาะเยาวชนของ
เรา ใหม้ คี วามเจริญกา้ วหนา้ ดี ในอัตตราทที่เทยี บกนั ได้กับการที่เราสามารถ ทำ� ให้
เกดิ ไมพ้ นั ธด์ุ อี ะไรพนั ธด์ุ ี ขนึ้ มาในโลก ดว้ ยนำ�้ มอื ของมนษุ ยแ์ ท้ ๆ ; คอื ใหเ้ กดิ อภชิ าต
บตุ ร-บุตรที่ดกี ว่าบดิ ารมารดาย่งิ ๆ ขน้ึ ไป ย่งิ ๆ ขน้ึ ไป ไม่มที ่สี ้ินสุด.
ทีนี้จะมีวิธีสร้างอย่างไรจะสร้างอภิชาตบุตรนั้น เอาไว้พูดกันในโอกาสต่อไป
ในวันแรกน้ี
โดยเฉพาะวนั นี้ ไม่ใชโ่ อกาสเสียแลว้ เหน็ ได้วา่ ฝนมันคกุ คามแล้ว เราจะพูด
กนั ตอ่ ไปอกี กค็ งจะไมส่ นุกแลว้
(ทบทวน)
อาตมาก็ขอยุติในเรื่องท่ีจะบรรยายเป็นคร้ังแรกเริ่มน้ี ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน
ซึ่งจะขอทบทวนว่าเรามีปัญหาเรื่องเยาวชน; เยาวชนน้ันคือโลกในอนาคต; เขาจะ
สรา้ งโลดในอนาคต; และเดย๋ี วนเี้ ขากำ� ลงั เปน็ ปญั หาในปจั จบุ นั เราไมม่ หี วงั อยา่ งอนื่
นอกจากกระท�ำของเยาวชนที่ถูกตอ้ ง.
เรามเี ยาวชนท่เี ปน็ ปัญหา คือเดก็ อ่อนท้ังหลาย, และคนแกท่ ย่ี งั มีไอคิว(I.Q.)
ตำ�่ มคี วามรสู้ กึ อะไรเหมอื นเดก็ ๆ กต็ อ้ งเรยี กวา่ เยาวชนดว้ ย; คอื ถา้ พดู ตามทางธรรม
ทางศาสนาแลว้ ถา้ ยังไมบ่ รรลอุ รยิ มรรคอริยผล อยู่เพียงไรกเ็ รยี กวา่ ยงั เป็นเยาวชน
อยู่เพยี งนึน, คือบุถุชนทง้ั หลายยงั เป็นเยาวชนอยูเ่ พยี งนนั้ . แม้แตห่ วั งอก ฟันหัก
22
พุทธทาสภกิ ขุ
แล้ว ยอมรบั เสียแต่ดี ๆ ดีกวา่ ; จงึ เปน็ อนั วา่ เรามเี ยาวชนเต็มโลกไปหมดทั้งโดล จะ
ไดแ้ ก้ไขกัน.
จุดหมายปลายทาง คือสันติสขุ หรอื ปกตสิ ุข เราจะให้เยาวชนของเราเป็น
พันธุ์ใหม่ ดีกว่าเดมิ ; เหมือนกับเราเพาะเมล็ดพนั ธใ์ุ หม่ ภายในหลงั ทม่ี ีการผสมพันธุ์
ทดี่ ีแลว้ .
จงึ หวงั วา่ มนษุ ยน์ จ้ี ะประสบความสำ� เรจ็ สกั วนั หนงึ่ , คอื เปน็ มนษุ ยท์ ปี่ ระเสรฐิ
ทส่ี ุด ไม่มปี ัญหาเหลืออย.ู่
ขอใหป้ รบั ปรงุ การแวดลอ้ ม, หรอื วา่ การอบรมสงั่ สอน, หรอื วา่ โอาสสนบั สนนุ
แก่เยาวชนนั้นให้ถูกต้อง. ให้ช่วยกันจัดระบบนักเรียน ระบบลูกเสือ ระบบยุวชน
ระบบยวุ พทุ ธแมก้ ระทง่ั ระบบสามเณรของพระพทุ ธเจา้ ในพระพทุ ธศาสนาน้ี ใหถ้ กู
ต้อง.
น้ีคือสิง่ ที่ปรารถนาอยา่ งคร่าว ๆ ทว่ั ๆ ไป ในวันแรกของการบรรยาย โดย
ห้อวข้อว่าปัญหาทั่วไปเก่ียวกับเยาวชน เป็นการบรรยายคร้ังแรกของชุด "เยาวชร
กับศีลธรรม". ขออย่าเพ่อรู้สึกเอยี นกันเลย
ขอยตุ กิ ารบรรยายในวนั นี้ ดว้ ยความสมควรแกเ่ วลา ขอโอกาสใหพ้ ระคณุ เจา้
ทั้งหลาย ท่านได้สวดบทสาธยาย ทีจ่ ะช่วยสง่ เสริมกำ� ลงั ใจ ของพุทธบรษิ ัทใหก้ ลา้
หาญให้เข้มแขง็ ในหน้าทขี่ องตน ๆ
สืบต่อไป.
เยวชนอภชิ าตบุตร
ท่านสาธุชน ผมู้ ีความสนใจในธรรม ทัง้ หลาย
การบรรยายวนั เสาร์ ชุด "เยาวชนกบั ศีลธรรม" เป็นครัง้ ที่ ๒ น้ี อาตมาจะได้
กล่าวโดยหวั ข้อยอ่ ยว่า "เยาวชนอภชิ าตบุตร" หมายถงึ เยาวชนท่ีดีกวา่ บรรพบรุ ษุ .
23
เยาวชนกับศีลธรรม
ขอใหท้ บทวนถงึ การบรรยายครง้ั ทแ่ี ล้วมา เราได้พูดถงึ ปัญหทั่ว ๆ ไป ที่เกย่ี ว
กบั เยาวชน; ใหค้ วามหมายของคำ� วา่ "เยาวชน" กวา้ งมาก จนถงึ กบั วา่ ถา้ ยงั ออ่ นดว้ ย
ปัญญา แลว้ ยงั เรียกว่า "เยาวชน" ทงั้ นนั้ . แม้จะแกจ่ นฟนั หกั หัวหงอก
แล้วก็ตาม ยงั คงเรยี กวา่ "เยาวชน" แตใ่ นทน่ี ีเ้ ราไม่ประสงคถ์ ึงอย่างนั้น จะ
ประสงค์เอาเยาวชนเดก็ ๆ ทม่ี อี ายยุ งั นอ้ ย ยงั มีโอกาสท่ีจะอบรมไดม้ าก.
เม่ือปรารถเยาวชน ในฐานะท่ีจะเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต คือว่า โดลใน
อนาคตจะเป็นอย่างไรมนั ก็ขึ้นอยู่กบั เยาวชน ในบัดน;ี้ คนแก่ ๆ กต็ ายไป เดก็ ๆ
หรอื คนหนุ่ม ๆ ก็ขนึ้ มาแทน; เขาก็สรา้ งโลกของเขา ตามแบบของเรา, แลว้ แต่วา่ เขา
จะพอใจอย่างไร.
การท่ีเราจะพอใจอย่างไร มนั กข็ นึ้ อย่กู ับข้อทวี่ า่ เขามีความรู้อยา่ งไร,
เขามีความชอบใจอยา่ งไร, กท็ �ำไปอยา่ งนนั้ ; ฉะน้นั โลกในอนาคตก็อยใู่ นก�ำมอื ของ
เยาวชนโดยไมม่ ใี ครเปลย่ี นแปลงได้ ไมม่ ใี ครตา้ นทานได,้ โดยไมต่ อ้ งรสู้ กึ ตวั กไ็ ด้ คอื
มนั จะเป็นไปเอง, โดยในอนาคตจะดขี ้ึน หรอื จะเลวลง, จะนา่ ดู หรือจะไมน่ า่ ดู มัน
กอ็ ยูท่ ่เี ยาวชนในวันน้ี.
พอเรามองกนั อยา่ งนี้ ปญั หากจ็ ะเขยบิ เขา้ มาถงึ เยาวชนในปจั จบุ นั นี้ วา่ เราจะ
จดั การกบั เยาวชนในปจั จจบุ นั นอี้ ยา่ งไร? เขาจงึ จะเปน็ ผสู้ รา้ วโลกในอนาคตทด่ี ;ี เมอ่ื
เรามคี วามแน่ใจในข้อน้ี ความหวังของเรากม็ งุ่ ไปยงั เยาวชนท้งั หลายในปัจจุบัน.
จิตใจของเราควรคดิ ถงึ เยาวชนเพียงไร
ทีนี้ ก็มาดู ข้อเท็จจรงิ ในจติ ใจ ในความรู้สกึ ของเราทุกคนอีกว่าเรากำ� ลงั คิด
อย่างนี้หรือไม่? หรือว่าเราก�ำลังคิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ไม่คิดถึงมนุษย์หรือโลก
มนุษย์ในอนาคต. แต่อาตมาเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด คนทุกคนจะคิดถึงเยาวชนสอง
สามคนซงึ่ เปน็ ลกู หลาน; แตเ่ ขาจะคดิ มากอยา่ งทเี่ รากำ� ลงั พดู อยนู่ ่ี หรอื หาไมน่ นั้ มนั
กเ็ ป็นอกี ปญั หาหนึ่งกค็ งจะอดคิดถงึ ลูกหลานไมไ่ ด,้ และกห็ วังอะไรในลกู หลานมาก
ทเี ดยี ว. แตจ่ ะไมไ่ ดห้ วงั กวา้ งขวางหรอื แระกอบไปดว้ ยธรรม อยา่ งทไ่ี ดก้ ลา่ วมาแลว้ ,
คือรสู้ ึกรว่ มกันทั้งโลก ชว่ ยกันสรา้ งโลกดว้ ยการสร้างเยาวชนท่ีดี.
24
พุทธทาสภิกขุ
ทนี ี้ท�ำไม่ต้องมาคดิ ถึงเรอ่ื งน?ี้ กเ็ พราะว่า พทุ ธบริษัท นีไ่ ม่ไดใ้ นแคบไม่ไดค้ ิด
อะไรสั้นๆ เฉพาะตัว; คิดเพ่อื ผูอ้ ืน่ ท้งั หมด มากกวา่ ตัวเสยี อกี
ถา้ ใครยงั คดิ ถงึ แตเ่ รอื่ งของตวั บคุ คลนน้ั จะมจี ติ ใจชนดิ หนงึ่ ซง่ึ เหมาะสำ� หรบั
จะถูกกิเลสกลุ้มรุม;กิเลสกลุ้มรุมจิตใจของบุคคลผู้มีความเห็นแก่ตัวส่วนเดียว นั่น
แหละมากขน้ึ ๆ หลายปี ๆ หนกั เขา้ ๆ กจ็ ะยงุ่ ไปหมด สางไมอ่ อก; เพราะมนั มคี วาม
เหน็ แกต่ วั มากเกินไป; ในลักษณะทจี่ ติ ใจไม่เบกิ บาน, จิตนีไ้ มไ่ ดถ้ ูกปล่อยให้ออกไป
กวา้ ง ๆ ไปทัว่ ๆ โลก.
จิตน้ีมนั หมกม่นุ มันม้วนนเขา้ , ม้วนเข้ามา; รวมจุดทต่ี ัวกตู ัวเดยี ว.
มันไกลกนั มากจากจิตของพระพทุ ธเจา้ ซง่ึ เปน็ พระศาสดาของเรา; คอื ทา่ นมจี ติ ที
แผ่กว้างออกไป, ไกลออกไป ถึงผู้อื่น จนลิมนึกถึงพระองค์เอง คือ ไม่รู้เร่ืองเหล็ด
เหนื่อย ล�ำบาก
ในการทจี่ ะไปเท่ยี วสอนผู้อ่ืน. นแี่ หละเรยี กว่า นกึ ถึงแต่ผูอ้ น่ื จนลมื เร่อื งของตัว.
ทีน้ี ถ้าอีกคนหนง่ึ มนั ตรงขา้ ม มันนึกถงึ แต่เรือ่ วของตวั มารวมจุดอยู่ท่ีตุว
มันตอ้ งมีการเปล่ียนแปลงกนั อย่างมากมาย : แม้อร่อื งของตัวแท้ ๆ ก็จะแก้ไมไ่ ด้
เพราะมนั สลับซับซ้อนเกรอะกรงั มากเกนิ ไป.
นเ่ี ราไม่พูดถงึ ยุวชน อะไรก็ได้ พุดแตห่ ลกั กลาง ๆ ว่าเราจะตอ้ งนึกถึงผู้อื่น;
เมื่อนึกถึงผู้อ่ืนก็นึกไกลไปถึงโลกในอนาคต. เม่ือนึกถึงโลกในอนาคต มันก็ไปหา
เยาวชน; เพราะเยาวชนมนั จะเป็นผจู้ ดั โลกในอนาคต.
ถา้ ใครคดิ อยา่ งนี่ จะรสู้ กึ สบายขนึ้ มาทนั ท;ี เหมแื นกบั ทเ่ี คยบอกมนั มาแลว้ วา่
"จติ ทค่ี ดิ จะใหน้ น้ั สบายกวา่ จติ ทคี่ ดิ จะเอา" แตค่ งฟงั ยากส�ำหรบั บางคน; เขาไมเ่ คย
มีจติ ท่คี ดิ จะให้โดยบริสุทธิ์มนั ก็ไมไ่ ดร้ ้รู สของจติ ชนดิ น้ี, และมนั ก็รู้รสของ "จิตทจ่ี ะ
เอาอยตู่ ลอดเวลา" ค�ำนวณไม่ถูก.
แต่ถ้าพยายามทจี่ ะฝกึ ฝน ใหม้ ีจติ ใจชนิดนี้ ทจี่ ะใหท้ ี่จะสละอยบู่ อ่ ย ๆ แล้วก็
จะเข้าใจยาก ว่า "จติ ชนิดนีส้ บายกว่าจติ ทีจ่ ะเอา" หรอื จะยดึ ถือใว้. ถา้ ไม่ชอบค�ำ
วา่ "ให"้ กค็ วรจะชอบค�ำว่า "สละ" จติ ทสี่ ลดั อะไรออกไปได้นนั้ มนั สบายกวา่ จิตท่ี
จะเอาอะไรเขา้ มายดึ ถอื ไว;้ นน่ั แหละเปน็ เหตใุ ห้ "จติ ทคี่ ดิ จะใหน้ น้ั มนั สบายกวา่ จติ
25
เยาวชนกบั ศีลธรรม
ท่ีคดิ จะเอา", จิตทคี่ ิดจะเอามันจะมีความหนัก มคี วามทุกข์ มีอะไรหลายๆ อย่าง.
ทนี ้ี เรากถ็ อื เอาเปน็ อบุ าย การทจี่ ะคดิ สละคดิ ใหน้ น้ั คดิ ถงึ เยาวชนในอนาคต
เพอื่ โลกในอนาคตเราจะไดก้ �ำไรเพิ่มขึน้ หลายเทา่ . นเ่ี ปน็ เหตุใหค้ ิดถงึ เยาวชน ผูจ้ ะ
สรา้ งอนาคต; แล้วเราจะชว่ ยเขาอยา่ งไร.
เมอ่ื ยตุ วิ า่ เยาวชนเปน็ ผสู้ รา้ งโลดกในอนาคตแนแ่ ลว้ กม็ องดโู ลกในอนาคตกนั
บา้ งวา่ มนั ทโี ลกไหนบา้ ง?
๑. อันดับแรกทีส่ ุดเราจะมองโลกแผน่ ดินน้ีก็ได,้ แผน่ ดินแท้ ๆ.
ถา้ เยาวชนมนั ดี ในอนาคต มันจะสร้างแผ่นดินนีใ้ ห้ดี ให้มีประดยชนไ์ ด:้
ไม่เป็นไปเพื่อท�ำลายเล่นเสีย, หรือว่าเห็นแก่ตัว แล้วท�ำลายเสียโดยไม่ต้องคิดว่า
คนนอกน้ันเขาจะไดป้ ระโยชน์บ้าง; คือ โลกแผ่นดนิ ท่เี ปน็ โลกท่ตี ้องชว่ ยกนั พฒั นา
หรือสร้างสรรคใ์ ห้มนั ดขี ้นึ .
๒. ทนี ี้ อนั ดับทสี่ อล โลกถัดมาอีก กเ็ ป็นโลกการเปน็ อยู.่
การเป็นอยู่ ในบ้าน ในเรือน ในเมือง, หรือกระทั่งเร่ืองของการเมือง การ
ปกครองน่จี ะเรียกวา่ โลกการเมอื งกไ็ ด้. การกระท�ำของมนุษย์ทงั้ หมดในโลกนี้ จะ
อยูก่ นั อยา่ งไร
น่ีมนั กต็ ้องทำ� ให้ดีขนึ้ ดว้ ยเหมือนกนั . เยาวชนเขาจะตอ้ งทำ� หนา้ ที่อนั น้.ี
๓. และทีย่ ังทอี ันดับทส่ี าม กค็ อื โลกจิตใจ หรอื ว่า โลกธรรมะ บางทจี ะเรียก
วา่ โลกพุทธจักร ก็ได้.
อาณาจักรของจติ ใจที่ประกอบไปดว้ ยความรนู้ ี้ มันเป็นอีกโลกหน่ึง ซึง่ มันสูง
มันละเอียด ประณีต; แต่ถึงอย่างน้ัน ก็อยู่ในวิสัยท่ีเยาวชนจะต้องรู้จักและท�ำการ
สรา้ งให้มนั ดีขึ้นด้วยเหมือนกนั .
ทนี ้ี ถ้าคนแก่ ๆ ไมช่ ว่ ยใหเ้ ขารจู้ ักครบท้งั ๓ โลก เขาก็ไม่สามารถทจ่ี ะร้หู รือ
จะสรา้ งมนั อยา่ งไรได;้ กจ็ ะมแี ตค่ วามเหน็ แกต่ วั มงุ่ หมายจะพฒั นาเรอ่ื งของตวั . เชน่
เดียวกบั คนแก่ ๆ ทกี่ ำ� ลงั เป็นอยู่มากในเวลานจ้ี นถงึ กับจะตอ้ งเรียกคนแก่ ๆ เหล่าน้ี
วา่ เป็นเยาวชนด้วยเหมือนกนั ; คอื ไมร่ เู้ รื่องที่ควรจะรใู้ หม้ นั สมกัน ฉะน้นั ขอใหร้ ะวงั
26
พุทธทาสภิกขุ
สำ� หรับคนแก่ ว่าตอ้ งร้เู รอ่ื งเหลา่ น้ี และกส็ อนลูกหลานให้เขาท�ำถกู ตอ่ เร่ืองเหลา่ นี;้
ถ้ามิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นเยาวชนเสยี เอง.
โลกอนาคตสรปุ เปน็ ๓ โลก คอื โลกแผน่ ดนิ , แลว้ กโ็ ลกการบา้ นการเมอื งแลว้
ก็โลกพทุ ธจักรทางธรรม : สามโลก. หวงั ว่าเยาวชนในอนาคตจะช่วยกันสร้างใหหด้ .ี
[เริม่ การบรรยายตามหัวขอ้ คร้งั นี้]
เมอ่ื เรามองกนั ครา่ ว ๆ ในเบอ้ื งตน้ อยา่ งน้ี ความคดิ มนั กจ็ ะแลน่ ไปถงึ เยาวชน
ท่ีดีกวา่ , คือเยาวชนท่ดี ีกวา่ คนท่ีลว่ งมาแล้ว. พดู ตรงๆ ก็วา่ ต้องดีกว่าบดิ ารมารดา;
ฉะนน้ั เราจึงเรยี กชอื่ เยาวชนประเภทน้ีว่า "เยาวชนอภชิ าตบุตร".
เก่ยี วกบั กบั คำ� ค�ำน้ี ถา้ เคยฟังเทศก์ ฟังธรรมมามากแลว้ กน็ า่ จะพบหรอื เคย
ฟงั มาแลว้ ว่าในหลักพุทธศาสนานี้ แจกบุตร หรือ ลูก ออกเปน็ ๓ ขนั้ : ชัน้ ทห่ี นึ่ง
อวชาตบตุ รบตุ รทเี่ กดิ เลวกวา่ บดิ ารมารดา. ชนั้ ทสี่ อง อนชุ าตบตุ ร บตุ รทเ่ี กดิ มาเสมอ
บิดารมารดา. แล้วกช็ ้ันท่ีสามอภชิ าตบตุ ร บตุ รที่เกิดยง่ิ ดีกว่าบิดารมารดา.
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า บญั ฑติ ท้งั หลาย ไมาปรารถนาอวชาตบุตร; แต่ว่า
เขาย่อมปรารถนาอภิชาตบุตร คอื บตุ รที่ดียงิ่ ไปกวา่ บิดารมารดา, หรืออยา่ งน้อยก็
อนชุ าตบุตรบุตรที่เสมอบดิ ามารดา.
ขอแทรกตอนน้ีหนอ่ ยหน่ึงว่า พทุ ธศาสนานี้ ถูกคนสมัยใหม่กลา่ วหาว่า เป็น
เรอื่ งถอยหลังเข้าคลอง ไมน่ ยิ มความกา้ วหนา้ ; เขาดถู ูก. แตเ่ มอื่ เราดูพระพุทธภาษิต
ขอ้ นแ้ี ลว้ กจ็ ะเหน็ ไดว้ า่ พทุ ธศานากน็ ยิ ม หลกั ความกา้ วหนา้ ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง; หาก
แตว่ า่ ตอ้ งเปน็ อยา่ งถกู ตอ้ ง. ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทไี่ มเ่ ปน็ ไปอยา่ งถกู ตอ้ ง กม็ มี นั กลาย
เปน็ การทำ� ลาย, กลายเปน็ การทำ� ให้รกรงุ รังย่ิงขน้ึ ไปเสียอีก; ไมใ่ ชค่ วามสงบสุข
เมอื่ พดู ถงึ ความกา้ วหนา้ ตอ้ งเปน็ เรอ่ื งกา้ วหนา้ อยา่ งถกู ตอ้ ง, และเปน็ ไปเพอื่
ความสงบสุข. ขอให้รับรู้,แล้วก็รับรอง,แล้วก็ถือเป็นหลักว่าพุทธศาสนาก็ต้องการ
ความกา้ วหนา้ . อย่าเขา้ ใจผิด, อยา่ หา, อย่ากล่าวหา, พุทธศาสนาไปในแงร่ ้าย.
27
เยาวชนกับศีลธรรม
อภชิ าตบตุ ร บตุ รทย่ี ง่ิ กวา่ บดิ ารมารดา มนั กย็ อ่ มแสดงวา่ มคี วามกา้ วหนา้ อยู่
ในตัว. อภชิ ิตบตุ รย่งิ กว่าบิดารมารดา กต็ ้องเอาความใหม้ นั กว้าง ว่าย่ิงไปกว่า ที่เป็น
มาแตห่ นหลัง. เราตอ้ งใช้คำ� รวม ๆ กันวา่ "อภชิ ิตบุตรทกุ คนในโลกน"ี้ ; ไม่ใชเ่ ฉพาะ
ลูกหลานของเราคนสอลคน.
อภิชาตบุตรทั้งหลายในโลกนี้ ต้องท�ำความก้าวหน้าในโลกนี้ ให้มีความ
กา้ วหน้า;
แตเ่ นอ่ื งจากว่ามันท�ำโดยบุคคล มนั จงึ ต้องกา้ วหน้าในสว่ นบคุ คล,
แล้วจึงมารวมกันเปน็ วงศส์ กุล, แล้วจงึ มารววมกนั เปน็ ประเทศชาติ, แล้วจึง
มารวมกันเป็นโลกมนุษย์ทั้งโลก. เราจะเอาใจใส่ให้ลูกหลานแต่ละคนน้ัน ให้มันมี
ความก้าวหน้า;แล้วก็กล่าวได้ว่า วงศ์สกุลนั้นมันก็จะก้าวหน้า เป็นวงศ์สกุลของ
อภิชาตบุตร.
ข้อน้ี ให้นกึ ถงึ คำ� ที่เคยพูดมาแล้ว เรอ่ื งการแตกหน่อ; ถา้ มนั แตกหน่อจากต้น
เดมิ เหมอื นกบั ตดั กงิ่ ตอนของตน้ ไมไ้ ปปลกู มนั กจ็ ะเทา่ พนั ธเ์ุ ดมิ มนั ไมค่ อ่ ยกา้ วหนา้ .
ฉะนั้นกต็ ้องมกี ารผสมพันธใุ์ หม่ คอื เพาะเมลด็ ท่ีผสมพนั ธใ์ุ หม่ คอื พ่อก็ดกี วา่
แม่ก็ดีกว่า; แล้วลูกมันก็ดีกว่ายิ่งขึ้นไปอีก. แต่หน่อท่ีแตกออกไปจากการผสมพันธุ์
ใหม่นน้ั ๆ นะ่ มนั เปล่ียนไปมาก : ถา้ ทำ� ผดิ มนั เลวมาก,ถท้ �ำถูกมนั ดีมาก; ไมเ่ หมอื น
กบั หนอ่ ทเ่ี กดิ จากการตดั กงิ่ ตอนออกไปซงึ่ มกั จะคงเดมิ . ฉะนน้ั เราจงึ เอาใจใส่ ในการ
ทีจ่ ะผสมพันธ์ุ.
ใช้คำ� วา่ "ผสมพันธ์"ุ กับมนุษย์ กับคนนี่ ดูมนั หยาบคายอยสู่ กั หน่อย; แตม่ ัน
กพ็ ดู ไดว้ า่ ตอ้ งเลอื กบดิ า มารดาทด่ี ี เปน็ พอ่ พนั ธท์ุ ด่ี ี แลว้ กม็ หี นอ่ ออกมา กจ็ ะไดบ้ ำ� รงุ
รกั ษาใหม้ ันดีกจ็ ะเกิดอภชิ าตบุตรขน้ึ ในสกลุ นน้ั ๆ ในวงศต์ ระกลู น้ัน ๆ แลว้ มนั จะ
อยขู่ องมันรอดและเจรญิ ยิ่ง ๆ ขึน้ ไป.
ทีนี้เมือ่ หลาย ๆ วงศ์สกุลในประเทศน้ี มนั กา้ วหน้า มันเจรญิ ประเทศมนั กจ็ ะ
ก้าวหน้า; ก็เป็นประเทศอภิชาตบุตรข้ึนมาอีกช้ันหน่ึง คือในประเทศนั้นมันเต็มไป
ดว้ ยอภชิ าตบตุ รจนเปน็ ประเทศทก่ี า้ วหนา้ . แตไ่ มอ่ าจจะยกตวั อยา่ งประเทศไหนนะ;
28
พุทธทาสภกิ ขุ
เพาระดูมันยังมืดมัวนัก, จะยกตัวอย่างประเทศไหนท่ีมันก้าวหน้าเป็นอภิชาตบุตร
เด๋ียวค่อยพดู กัน.
ตามที่พูดนี้ ฟังดูออกจะเปน็ เรื่องธรรมะธมั ดม เป็นเรอ่ื งศาสนา; ไมเ่ กย่ี วกบั
เรื่องชาวบ้าน, ไม่เก่ียวกับเรื่องโลก; แต่ท่ีจริงน่ีแหละคือ มันเก่ียวกับเร่ืองชาวบ้าน
หรอื เรือ่ งโลก.
เพราะวา่ ถา้ ชาวบา้ นหรอื ชาวโลกไมค่ ดิ กนั อยา่ งนแี้ ลว้ โลกมนั กเ็ ปน็ อยา่ งนไี้ ม่
ได้ แลว้ ศาสนามันกเ็ ป็นหมันเอง.
ศาสนาเปน็ หมนั ในเมอื่ โลกคนในโลกมันไม่เหน็ แก่ผอู้ ่นื , ไมท่ ำ� เพื่อสว่ นรวม
คอื มนษุ ยท์ งั้ หมด. เพาระฉะนน้ั อาตมาจงึ หยบิ เอาคำ� นข้ี นึ้ มาพดู และมาเนน้ มาก ใน
เรื่องคำ� วา่ "อภิชาตบตุ ร" บุตรที่ยงิ่ กวา่ บิดารมารดา; ให้ทุกคนช่วยกนั สร้างบตุ รชนิด
น้ี ด้วยความหวงั อันกว้างขวาง ไมม่ ีขอบเขตดงั ท่ีกลา่ วมาแล้ว.
เอาไปคดิ ดูเถอะ ว่าบิดารมารดาทั้งหลาย ไม่มีอะไรอื่นดกี ว่าน้หี รอื นา่ ท�ำกว่า
น;้ี "กวา่ น"้ี คอื กวา่ การสรา้ งอภชิ าตบตุ รขนึ้ มาในโลกนี้ ในวงศส์ กลุ กไ็ ด้ ในประเทศไทย
น้ีก็ได้ ในโลกนี้ทั้งหมดก็ได้.ให้บิดารมารดาท้ังหลายเอาไปคิดดูถ้าเราท�ำงานอันน้ี
สำ� เรจ็ ปญั หาเรอ่ื งสนั ตภิ าพหรอื ความสงบสขุ ของมนษุ ยม์ นั กจ็ ะสำ� เรจ็ แหละ ไมต่ อ้ ง
สงสยั .
ฟังดูคล้ายกับว่า มันเป็นของแปลกไม่มีในคัมภีร์ ไม่มีในขอบเขตแห่งความ
ตอ้ งการของเรา; นน่ั เพราะวา่ เรามนั ไมน่ กึ ไมค่ ดิ เอง. ฉะนนั้ ขอใหน้ กึ นั ขน้ึ มาเสยี ; อยา่
ปลอ่ ยใหม้ นั เงยี บหายอยหู่ รอื มนั จมมดิ อยใู่ นความไมร่ ู้ วา่ หนา้ ทข่ี องเรานนั้ มอี ยอู่ ยา่ ง
ส�ำคัญอีกอย่างหน่ึงกค็ ือวา่ ช่วยกนั สร้างอภชิ าตบตุ ร.
เป็นฆราวาสอยู่บ้านเรือนก็ท�ำให้มีลูกหลานท่ีเจริญกว่าบิดารมารดา. ท่ีเป็น
บรรพชิตอยวู่ ัดกพ็ ยายามสรา้ งลูกศิษย์ สรา้ งสทั ธิวหิ ารกิ อันเตวาสกิ น่ีใหม้ นั ดยี ่ิงไป
กวา่ อปุ ัชฌาย์ อาจารย;์ ก็เรียกวา่ "อภชิ าตบุตร" ได้เหมอื นกัน. ลกู ศิษย์ หรือ สทั ธว์ิ ิ
หารกิ กเ็ ป็นเหมือนกบั บุตร ของบดิ ารมารดา คือ อุปัชฌาย์อาจารย.์ แปลวา่ ในด้าน
บ้านเรือนก็สรา้ งให้มนั ดกี วา่ , ในด้านบรรพชิต ไม่เก่ยี วกับบ้านเรอื น
น้ีกย็ งั มีทางสรา้ งให้ดีเหมอื นกนั . นคี่ อื ปัญหาเก่ียวกับอภชิ าตบตุ ร.
29
เยาวชนกบั ศีลธรรม
ปัญหาการอบรมเด็กให้เปน็ อภิชาตบุตร
ทีนี้กม็ าถงึ ประเดน็ สำ� คญั ทถ่ี ัดไปอีก เราก็จะมองดูว่า เราเคยคิดถงึ อภชิ าต
บตุ รกันหรือเปลา่ ? อาตมารูส้ ึกว่า เท่าที่สงั เกตดนู ้ี รสู้ ึกว่า เราคงไมค่ ิด; เพาระเรา
ไปเชื่อเสียวา่ เดก็ ๆ
มนั ดีขึน้ เป็นแน่นอน เพาระเราให้เรียนมาก ให้อะไรมากกว่าทีแ่ ล้วมา, เด็ก ๆ
มนั ดีขึน้ เป๋นแนน่ อน; ฉะนน้ั เราจึงไมค่ ิดเรอ่ื งอภิชาตบตุ ร.
ขอให้พ่อแมพ่ นี่ อ้ งทกุ คนน่ี มองดจู ติ ใจของตน มองดูความรูส้ ึกของตน ว่าเรา
คิดถึงเร่ืองอภิชาตบุตร โดยหยิบข้ึนมาเป็นปัญหาหรือเปล่า? ดูเหมือนจะเปล่า;
เพราะเราไปเช่ือว่า มันดแี ลว้ มนั ดีแน,่ เรากไ็ มต่ ้องคดิ อะไร, นอกจากจะเช่ือเสียวา่
มนั ดีแล้ว มันดีแน่. เพราะเราลงทุนให้เขา
เรียนมากกว่า, ดีกว่า;
แล้วโลกนม้ี ันกก็ า้ วหนา้ อยแู่ ลว้ ในการศึกษาในส่ิงตา่ ง ๆ ในโลกนี.้ มันกเ็ ลย
ไมไ่ ดห้ ยิบขึ้นมาให้ละเอียดวา่ เดก็ ๆ ของเราเปน็ อภชิ าตบตุ นหรือเปลา่ ? เราถือเสีย
วา่ เด็กมันดขี ึน้ เป๋นแน่ ๆ กเ็ ลยไม่คดิ อะไรอีก.
ทนี ี้ ปญั หามนั กจ็ ะมตี อ่ ทา้ ยขน้ึ อกี วา่ เดก็ ๆ ของเราดขี น้ึ ในแงข่ องอนามยั . ลกู
เด็กสมัยน้ีดีข้ึนกวา่ สมยั เกา่ มาก; เกิดมาแล้ว ตายน้อย; เจรญิ ในทางร่างกายรปู รา่ ง
สวยงามกวา่ แตก่ อ่ น,เตบิ โตกวา่ แตก่ อ่ น,สบายกวา่ แตก่ อ่ น; นมี้ นั ดแี นใ่ นทางอนามยั .
ในทางความรู้ ความฉลาด ความสามารถ มันกด็ กี ว่าแตก่ ่อนมาก; เพราะการศึกษา
มันจดั ดี ให้เด็กมีความรู้ ความฉลาด และความสามารถ.
ทีน้ี เด็กของเรานห่ี าเงินได้ ก็มีเงินมากกว่าบิดารมารดายิ่งขนึ้ ทกุ ท.ี
ข้อน้ีมีอะไรนิดหน่อยท่ีจะแนะน�ำให้สังเกตว่า อย่างเพ่ิงเอาจพนวนเป็น
ประมาณนัก. เด็ก ๆ นี้ เขามเี งนิ มากก็จรงิ แตเ่ งนิ สมยั น้ี มันมีคา่ น้อยลง; บางอยา่ ง
มยั ลดต�ำ่ ลงไปตง้ั ๑๐๐ เทา่ ๒๐๐ เทา่ กม็ ี, ของมีราคา ๑ สตางค์ สมัยโน้น เดย๋ี วน้ี
มรี าคาต้งั บาท ๒ บาท ฉะนั้นเขาจะมีเงินมาก ๑๐๐ เทา่ ๒๐๐ เทา่ กย็ งั ไม่พูดไดว้ า่
30
พุทธทาสภิกขุ
มเี งนิ มากกวา่ บิดารมารดาสมัยโนน้ ซ่ึงคา่ ของเงินมันแพง.
ถา้ ลกู หลายสมยั นไ้ี ดเ้ งนิ เดอื น ๑,๕๐๐ บาท มนั กเ็ ทา่ กนั แหละ, พอดกี นั แหละ
กับบิดารมารดาสมัยโน้นได้เงนิ เดอื น ๑๕ บาท คอื มัน ๑๐๐ เทา่ ; แตเ่ อาละ,เปน็
อนั วา่ มหี ลายอยา่ งทแ่ี สดงวา่ เขาหารายไดม้ ากกวา่ . เมอ่ื เทยี บกนั โดยจำ� นวน เทยี บ
ส่วนอย่างน้ี ก็ยงั หาได้มากกวา่ ; กเ็ ลยลืมไปเลยถือเสียว่าเด็ก ๆ ของเราเกง่ กว่าพอ่
แม่ เพาระเขามีเงนิ มากกวา่ .
หรือจะพดู รวม ๆ กันว่า เรอื่ งกนิ เรือ่ งกาม เรือ่ งเกียรติ น่ี เดก็ สมยั นเี้ ขามี
มากกวา่ ; เขามไี ดอ้ ยา่ งประณตี สขุ มุ กวา่ : กนิ ดกี วา่ , เรอ่ื งกามคณุ กป็ ระณตี กวา่ อะไร
กวา่ , เรอ่ื งเกยี รตกิ ด็ แู ผก่ วา้ งขวางกวา่ ซง่ึ สมยั โบราณนนั้ จะมเี กยี รตไิ ปทวั่ โลกสกั ทนี ี้
กย็ าก สมยั นอ้ี าจจะมเี กยี รตไิ ปทั่วโลกได้ไมย่ าก; อยา่ งนเ้ี ป็นตน้ .
เมื่อบิดารมารดามามองกันเสียอย่างน้ี แล้วก็ตายใจว่า เอ้อ,ลูกของเรามันดี
กว่าเรามากมายแล้ว; เรากจ็ ะไมเ่ ปน็ หว่ งอะไรอกี แลว้ . ถ้ารู้เรือ่ งอภชิ าตบุตรมาบ้าง
กจ็ ะคิดว่าลูกของเราเป็นอภชิ าตบุตรอย่างยงิ่ แลว้ เราอายมันแล้ว กเ็ ลยไมห่ ว่ ง
เอา้ , ทนี ้ี ก็มามปี ญั หาตอ่ ทา้ นเข้ามาอีกวา่ เมือ่ ดูในแงศ่ ลี ธรรมหรือภาวะทาง
จติ ใจเล่ามันเปน็ อย่างไร? เดก็ ๆ ของสมัยน้ี ดีกวา่ สงู กว่า เจริญกวา่ บิดารมารดา
หรือไม?่
พอตง้ั ปัญหาขนึ้ มาอย่างนี้ บดิ ารมารดาคนนน้ั กช็ ักจะรวนเร. อยากจะใหบ้ ิ
ดารมารดาบางคนถามตวั เองดวู า่ ลกู ของเรานะ่ มนั ดกี วา่ เราหรอื ไม?่ เรายอมรบั ไหม
วา่ ลูกของเรามันดกี วา่ เรา?
ถา้ บดิ ารมารดาเปน็ คนมสี ตปิ ญั ญาปรกติ คงจะฉงนทเี ดยี ว วา่ แมม้ นั จะมอี ะไร
มาก หรหู ราอะไรมากมนั ก็ไม่ดี ไมด่ กี วา่ เรา; เราไม่อาจจะยอมรับว่า ลกู ของเรานี่
มนั ดกี วา่ เรา. หรือบางทเี ราจะยอมรับไมไ่ หว, ยอมรบั ไมไ่ หวว่าลูกของเรามันดีกวา่
เรา, หรอื ว่าใหเ้ ราดกี วา่ ลกู ของเรา เรากเ็ อา. น่ีไปคิดดเู ถอะ อย่าต้องใหม้ นั ใชส้ ติ
ปญั ญา เหตผุ ลอยา่ งนกั ปราชญ์อะไรมากมายเลย; เอา
ความรู้สึกสามญั ส�ำนึก กพ็ อรสู้ กึ ได้ วา่ เรารสู้ ึกวา่ ลูกของเรามันดกี วา่ เราหรอื ไม่.
พจิ ารณาดูศีลธรรมของคนสมัยนี้
31
เยาวชนกับศีลธรรม
ขอ้ นี้ อาตมาอยากจะใหส้ งั เกตเรอ่ื งตา่ ง ๆ ทเ่ี ราเคยพดู กนั มามากมายแลว้ จน
เอยี นแลว้ นัน่ แหละ.
ขออภัยทต่ี ้องพูดอยา่ งน ี้ คอื อาตมาพดู จนท่านทัง้ หลายเอียนไม่อยากฟังอยู่
แล้ว; เลยไปดูในแงข่ องศีลธรรมของคนสมยั น้.ี
ในท่ีน้เี ราจะดกู ันในสว่ นทม่ี ันเก่ยี วกับเยาวชน คอื ลูก หลาน ของเรา. อาตมา
กม็ อี ายุเพยี ง ๗๐ ปี ๗๐ กวา่ ปี จ�ำอะไรได้ สงั เกตอะไรได้ กไ็ มเ่ กนิ ๖๐ ป;ี นก่ี ท็ บทวน
ถอยหลังเมือ่ สัก ๖๐ ปีมาแล้ว เด็ก ๆ เป็นอย่างไร. รวมทัง้ ตวั เองดว้ ย กเ็ คยเปน็ เดก็
เหมอื นกนั , แลว้ มาเดย๋ี วนเี้ ดก็ ๆ เขากำ� ลงั เปน็ อยา่ งไร. เรากเ็ ปน็ คนโตแลว้ มนั สงั เกต
เหน็ ได้ชดั หลายอย่างหลายประการ; ทีพ่ อเหน็ แลว้ ตกใจ.
เม่ือไม่คดิ กไ็ มเ่ หน็ เมอื่ ไม่เห็น ก็ไม่ตกใจ; พอคิดแลว้ เหน็ แลว้ มันก็ตกใจ,
เดก็ สมยั น้มี ันวอ่ งไว หรือเพรียวลม อยา่ งทีเ่ รียกว่า เปรยี วลม; มันก็ปลิวลม
ไปอย่างลม ว่องไวในการที่จะท้าทายตอ่ วฒั นธรรม และศลี ธรรมของบรรพบรุ ษุ .
เขาท�ำอะไรอย่างท้าทาย คือ ไม่นับถือ, แล้วก็ท้าทายด้วย เหยียดด้วย ต่อ
วฒั นธนนม ตอ่ ศลี ธรรมของบรรพบรุ ษุ และเขาทำ� อยา่ งเรยี กวา่ "วอ่ งไว", ความหมาย
ย่งิ กว่าว่องไว ใชค้ �ำวา่ "เปรยี วลม" เขาพร้อมทจี่ ะเปน็ อยา่ งนั้นอย่างยง่ิ เลย.
ถา้ เปน็ เดก็ สมยั เกา่ แลว้ มนั ทำ� ไมเ่ ปน็ ทจ่ี ะทา้ ทายหรอื เหยยี ดหยามวฒั นธรรม
ศลี ธรรมของบรรพบรุ ุษ ของคนเฒ่าคนแก่ บิดารมารดา ครบู าอาจารย.์ เด็กสมัยน้ี
เขาเรียนกันมาตามแบบของเขาแหละ
ในทสี่ ดุ เขากพ็ รอ้ มทจ่ี ะทา้ ทาย จะเหยยี ดหยาม ขนบธรรมเนยี มประเพณี ศลี
ธรรม วฒั นธรรม; ฉะนน้ั เราจึงเหน็ เดก็ ๆ ไม่ยอมรัลวฒั นธรรม หรือศีรธรรมท่ีดงี าม.
แม้ท่ีสุดแต่วัฒนธรรม ที่ช่วยให้ประเทศไทยรอดมาได้จนถึงทุกวันน้ีน่ะ เขาไม่
เหน็ ,และไม่ยอมรบั นับถอื
ประเทศไทยรอดปากเหยี่ยวปากกา มาได้ ไม่เป็นเมืองข้ึนของประเทศอื่น
เหมอื นประเทศรอบๆ บา้ นเราน้ี; เพราะวฒั นธรรมของไทย ซึง่ อาศัยหลกั พระพุทธ
ศาสนาเป็นแกน หรือเปน็ ราก หรอื เป็นอะไรกัน ทำ� ให้ประเทศไทยรอดมาได้.
เด็กสมัยน้ี เขายังท้าทายต่อวัฒนธรรมชนิดน้ี อยากจะเปล่ยี น; เพราะเขาไป
32
พทุ ธทาสภิกขุ
รูอ้ ย่างอ่นื มาแล้วก็ไมร่ ูอ้ ย่างทมี่ ีอย่แู ล้ว วา่ มนั เป็นอย่างไร. แล้วข้อนจ้ี ะ
โทษเดก็ ๆ นักก็ไม่ได้; กต็ อ้ งโทษผู้ใหญ่ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ หรือว่า
แม้แต่รฐั บาลผู้จัดการศึกษาเอง ก็ไม่ได้สอนใหเ้ ดก้ ๆ รจู้ ักส่ิงนน้ี ะ.
นอ่ี าตมาขอทา้ ทายยนื ยนั ในทนี่ นว้ี า่ รฐั บาลผจู้ ดั การศกึ ษา, บดิ ามารดา, ครบู า
อาจารย์ทั้งหลาย, ก็ไม่ได้สอนให่เด็กมองเห็น ของดีของวิเศษ แห่งวัฒนธรรมของ
ไทย ท่ที ำ� ใหป้ ระเทศไทยรอดมาได้; กลับให้เดก็ ๆ เขาไปเรียนอย่างอนื่ มากไป จน
เขามองขา้ มของดที มี่ อี ยแู่ ลว้ . ฉะนนั้ จงึ เกดิ ปญั หาปน่ั ปว่ นขนึ้ ในทางวฒั นะรรม และ
ก็เลยไปถงึ เรอื่ งการเมอื ง; อย่างทีก่ �ำลงั เป็นปัญหาอย่วู ่าเดก็ ๆ เปน็ ซา้ ยมาก
นิยมคอมมูนิสต์หมดน้ี เพราะมันไม่ได้รับการสั่งสอนให้รู้ให้เห็นว่าที่มันมีอยู่แลล้ว
มนั ดีกวา่ .
ก็เป็นอันว่าเด็กเด๋ียวนี้ เขาก็ท้าทาย ศีลธรรมและวัฒนะรรมของบรรพบุรุษ
อยากจะเลกิ ล้างดว้ ยซำ้� ไป : ถา้ ถามว่า ดีกว่าบรรพบรุ ษุ หรือไม่? กต็ อบได้ทนั ทวี ่า
มันดีกวา่ ไปไมไ่ ด้และมันจะไม่ใชว่ ัฒนธรรมที่จะทำ� ให้ชาตไิ ทยรอดอย่ไู ดด้ ้วย.
ทีน้ี ถดั ไปอีก กค็ ือว่า เด็กเขากลับจะเกลยี ดขนบธรรมเนียมประเพณี ทเ่ี คย
ดี เคยมปี ระโยชนไ์ มร่ จู้ กั สงิ่ ทด่ี มี ปี ระโยชน์ ไมร่ จู้ กั สง่ิ ทเี่ คยชว่ ยใหต้ วั รอดมา จงึ ถงึ กบั
เกลยี ด; หาว่าครึคระ "ไดโนเสาร์เต่าล้านป"ี
เขาเกลยี ด เขาเหยียด เพราะวา่ เขาไม่รู้จกั ; ถ้าคนทม่ี นั หลงมันกห็ ลงวา่ เด็ก
เหล่านม้ี ันเกง่ มนั ด,ี มันเจรญิ ดว้ ยวิชา ความร้มู าก ถึงกบั ดคู นแกเ่ ปน็ "ไดโนเสาร์ เตา่
ล้านปี" แหละ. คนท่ีมองเปน็ มองดูเปน็ รู้จกั เขา้ ใจดี มนั ก็รู้วา่ เดก็ ๆ น้เี ขา้ ใจผดิ เสีย
แลว้ .
ทนี ้ี ดูให้มนั ละเอยี ดต่อไปอกี ว่า เด็ก ๆ สมยั นไ้ี ม่มีคำ� วา่ "ศาสนา" ไม่มีค�ำว่า
"บิดามารดา" ไมม่ คี ำ� ว่า "บุญ" ว่า "บาป" ไม่มคี �ำว่า "โลกอ่นื " นอกจากโลกน้ี
น้ีก็เคยพูดมากแลว้ เร่ืองน้ี พูดจนผฟู้ งั จะเอยี นอย่แู ลว้ เหมือนกนั ว่าคนสมัยนี้
ไม่มีค�ำว่า "ศาสนา"; หมายความว่า ในใจเขาไม่มีศาสนา ไม่ชอบศาสนา ไม่พอใจ
ศาสนา. ปากกพ็ ดู ไปอยา่ งน้นั เองวา่ ถอื ศาสนาพทุ ธ แต่ใจไมร่ ูจ้ กั ศาสนา จนถงึ กบั รกั
หรอื พอใจ หรอื เลอื่ มใส ยดึ ถอื ด้วยจิตใจมนั ไม่มี; อยา่ งนเี้ ราเรยี กว่า ไม่มศี านา, ไม่มี
33
เยาวชนกบั ศีลธรรม
คำ� ว่า ศาสนา ท่มี คี วามหมายเชน่ น้นั ส�ำหรับเดก็ ๆ สมัยน้ี.
เพราะวา่ ผูใ้ หญไ่ มาสอนเขา, หรอื อะไรกต็ ามเถอะ ใครกต็ ามเถอะ ไม่สอน
เขา, เขาจงึ ไมม่ ีความรขู้ อ้ นี้.
และเขาไมม่ คี วามรู้ ตอ่ ความหมายของค�ำว่า "บดิ ารมารดา" มากเหมือนคน
สมยั โน้น.
น้ีหมายความว่า ความรัก ความเคาระนับถือ ความกตัญญูกตเวทีต่อบิดาร
มารดาของเด็กสมยั นม้ี ีไมม่ ากเทา่ กบั สมันโนน้ ; เพาระวา่ เด็กสมัยโนน้ มนั ถูกอบรม
ต้งั แต่คลอดออกมา โดยไม่รู้ตัว ไม่ร้สู กึ ตัว. แต่มนั เปน้ ไปในทางทใ่ี หร้ กั บดิ ารมารดา
ซื่อสตั ย์ กตญั ญูอะไรต่อบิดารมารดา.
เดก็ สมยั นเ้ี ขาอบรมกนั ไปอกี แบบหนงึ่ ตามแบบใหม่ ๆ ของเขา ซงึ่ เขาวา่ มนั ดี
ท่ีสุดน่ะ, จนเด็กๆ ไม่รู้คุณของบิดารมารดา ไม่มีความหมายส�ำหรับค�ำว่า "บิดา
มารดา" จงึ เคารพรกั นบั ถอื บดิ ามารดารนอ้ ยมาก; บางคนกเ็ กอื บจะไมร่ เู้ อาเสยี เลย.
เด็ก ๆ ไม่รู้จักคำ� ว่า "บญุ " หรอื "บาป" หมายความวา่ เด็กสมยั โบราณ ขอ
ได้ยนิ ค�ำวา่ "บาป" มันหดมือ,หรือมันสะดุ้ง; แต่เดก็ สมยั นีไ้ ม้สะดุง้ . พอได้ยินค�ำว่า
"บุญ" มันก็หัวเราะเยาะไม่ได้ต้องการบุญ ไม่ได้ถูกอบรมมาต้ังแต่อ้อนแต่ออก จน
เกลยี ดบาปและรกั บุญ. ค�ำว่า "บาป" และ "บุญ" ไม่มคี วามหมายสำ� หรบั เดก็ สมัยน้ี;
เขาม่งุ แตว่ ัตถุ มุ่งปแต่เงนิ มงุ่ แตค่ วามสุขทางวัตถุ ทางเนื้อทางหลัง เอรด็ อร่อย ทาง
อายตนะทง้ั หก.
และเด็กสมัยน้ไี มม่ ีค�ำวา่ "โลกอ่ืน"; ค�ำนี้มปี ญั หามาก คำ� วา่ "โลกอืน่ " น่ะ.
สมั ปรายภพ ทมี่ กั จะแปลกนั วา่ โลกอน่ื , มกั จะแปลกนั แตว่ า่ หลงั จากตายแลว้ ไปเกดิ
เปน็ อะไรนน้ั นะ่ กเ็ รยี กวา่ "โลกอนื่ "; แมแ้ ตจ่ ะไปเกดิ เปน็ มนษุ ยอ์ กี กเ็ รยี กวา่ "โลกอนื่ "
น้ีมันไม่ถูกคิดดูให้ดีเถอะว่า เอ้า, เกิดเป็นมนุษย์อยู่ที่นี่ ตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์
อย่างน้ีอีก แล้วเรียกว่า "โลกอ่ืน" น่ีมันโง่หรือมันฉลาด? ถ้ามันเกิดเป็นมนุษย์อีก
อย่างน้ีอกี , แล้วมนั จะอน่ื ไปอยา่ งไรล่ะมันก็เดยี วนน่ั แหละ.
ฉะน้ัน ค�ำว่า "โลกอ่นื " นั้นไม่จ�ำเป็นจะตอ้ งตายแลว้ ไปเกิดที่ไหนได้, หรอื วา่
ตายแลว้ ไปเกดิ ทไ่ี หนอกี ได้ แตว่ า่ มนั ตอ้ งผดิ จากทเี่ ปน็ อยใู่ นโลกน;้ี เพาระฉะนนั้ เรา
34
พุทธทาสภิกขุ
ถอื เอาความหมายวา่ ถา้ มนั ผดิ ไปจากมนษุ ยธ์ รรมดาสามญั ทเ่ี ขาเหน็ เขาเปน็ เขารสู้ กึ
กันอยู่ แล้วก็ต้องเรียกว่า "โลกอ่ืน". ถ้าเป็นไปตามธรรมดา: มีคนธรรมดา มนุษย์
ธรรมดา เขาเป็น เขารู้สึก นเ่ี รียกวา่ "โลกน้ี", พดู งา่ ย ๆ กเ็ รียนว่า โลกนมี้ ันก็รูจ้ ดั แต่
เร่ืองกนิ เรอ่ื งกาม เรอ่ื งเกียรต.ิ
สรุปดูอีกที มันก็รู้จักแต่เงิน,ย่ิงเด๋ียวน้ีแล้ว ยิ่งมีความหมายอยู่แต่ท่ีเงิน;
เพราะวา่ เงนิ สำ� เรจ็ ประโยชนแ์ กเ่ ขาในทกุ อยา่ งทต่ี อ้ งการ ยง่ิ กวา่ สมยั โบราณ. ฉะนน้ั
โลกสมยั น้ีมนั ก็มาสำ� เรจ็ อย่ทู เี่ งนิ ; เพราะอย่างน้ันจิตใจของเขาจงึ รจู้ กั แต่เงนิ ซงึ่ จะ
ได้สงิ่ ท่ีเขาต้องการ. ถ้าจติ ใจของเขาเป็นอยา่ งน้ี เราเรยี กว่าเขาอยู่ในโลกน,ี้ อยูใ่ น
โลกนไ้ี ปจนตาย.
ถา้ จติ ใจของเขาเปลยี่ นไปเปน็ อยา่ งอน่ื เหน็ เงนิ นไี้ มม่ คี วามวเิ ศษวโิ สอะไร; สู้
ความสงบสุขแห่งจติ ใจไมไ่ ด้ แล้ว เขาก็ไม่บูชาเงนิ อกี ต่อไป. แมเ้ ขาน่ังอยู่ทน่ี ีเ่ หมือน
อย่างเดย๋ี วน้;ี ถา้ จติ ใจของเขาร้จู ักและพอใจภาวะอย่างอื่น, ผิดไปจากทคี่ นธรรมดา
ในโลกน้รี ้;ู นนั่ เรียกวา่ เขาอย่ใู นโลกอ่นื . เขารจู้ ักโลกอนื่ โดยไมต่ ้องตายเข้าโลง แลว้
ไปกิดใหม่ก็ได้. หรือถ้าสมมุติว่าเขาตายแล้วไปเกิดใหม่ในลักษณะท่ีมันผิดไปจากนี้
ก็จะพอเรยี กว่า "โลกอ่ืน" ได.้
นมี้ นั ยงั ไกลเกินไป มันยังมดื มดิ อยู่มี่ไหนกไ็ มร่ ู้ เอาทีน่ ีก่ ันดีกวา่ ว่า คนจะต้อง
รู่จักโลกอ่นื ๆ ท้งั ทต่ี วั มนั นั่งอยใู่ นโลกนี้ ท่เี คยหลงใหลมาตั้งแตอ่ อ้ นแต่ออกอย่างไร.
เดยี๋ วน้รี ูจ้ ักกันแลว้ ไม่หลงใหลแลว้ ไปเข้าใจ พอใจ ยินดกี ับสภาวะอยา่ งอ่ืน ; อย่าง
นี้เรยี กว่า โลกอื่น ทงั้ นัน้ .
แมว้ า่ มนั จะตรงกันขา้ มกลับไปในทางท่เี ลวกว่า; กต็ ้องเรียกว่า โลกอ่ืน แต่
เปน็ โลกอื่นในทางเลวกวา่ .
ทีน่โี ลกอนื่ ทึช่คี วรปรารถนานั้น คอื โลกอื่นในทางท่ีดกี วา่ , ดกี ว่าอยา่ งทลี่ มุ่
หลงอย่ดู ้วยเร่อื งกนิ
เรืองกาม เรอื่ งเกรียติน.ี่ เดยี๋ วนเ้ี ด็ก ๆ ของเราไมร่ ู้จักโลกอื่น; นอกจากโลก
เร่ืองกิน กามเกียรติ ท่สี �ำเร็จมาจากเงิน. ถ้า
มีเงินแล้วมกี ิน มีกาม มเี กยี รติ; เขาร้จู ักเท่าน.ี้ ฉะนนั้ จึงรจู้ กั แต่โลกเงนิ และ
35
เยาวชนกบั ศีลธรรม
ทีพ่ งึ่ ท่เี ขาก็คือเงนิ .
มคี ำ� ลอ้ พูดว่า เขาถอื สรณาคมน์ตามแบบของเขาวา่ สตงั ค์ สรณงั คัจฉา
ม.ิ ขอถือเอาสตางค์เป็นสรณะ; ไม่ถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วา่ เป็นสรณะ.
แทรชนท่ีจะว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ; ก็วา่ สตางค์ สะระณัง คัจฉาม.ิ จรงิ ไมจ่ ริง
ไปคดิ ดู ไปลองสงั เกตดู. คนสมยั นเี้ ขารจู้ กั แต่ถอื สตางค์ สะระณัง คจั ฉาม;ิ ฉะน้นั
กเ็ ลยไมม่ จี ิตท่สี ูงไปกวา่ น้ี. มนั มีแต่จิตชนิดท่ีจะวน
เวียนอยู่ทนี่ ;่ี กเ็ ลยไม่ใชโ่ ลกอน่ื .
ทีน้อี ยากจะแนะ เพ่มิ เตมิ สกั หนอ่ ยหนึ่งว่า เอาเปน็ ว่า, บางคร้ังบางคราวกย็ งั
ดี, โดยมากก็มีจิตใจวนเวียนอยู่ที่โลกนี้แหละ; แต่ในบางครั้งบางคราวบางเวลามี
จติ ใจออกไปเสียจากโลกนีบ้ า้ ง. อยา่ หลงใหลในเรอ่ื งกนิ กาม เกียรติ น้ตี ลอดเวลา;
ไปพอใจในความสงบ ตความสะอาด สว่างสงบกันบ้าง เวาน้ันก็เรียกว่า"โลกอื่น"
แลว้ . วนั หนงึ่ ๆ นี่ ไปอยใู่ นโลกอน่ื สกั ครง่ี ชวั่ โมงกย็ งั ด,ี กจ็ ะมโี ลกอนื่ . นหี่ มายความ
ขอค�ำว่า "โลกอ่นื " เดก็ ๆ สมยั นี้ เขาไม่มีความหมาย หรอื ไม่มถี อ้ ยค�ำวา่ "โลกอน่ื " ใช.้
เขารูจ้ ักแต่สิง่ น้ีอยา่ งเดยี ว คือ เรื่อง กนิ กาม เกียรติ.
นี่แหละตัวอย่างที่จะเป็นเครื่องเปรียบเทียบให้เห็นว่า มันมีอะไรที่เยาวชน
ของเราไมร่ ู้ และไม่รู้และไม่รู้ และไม่รยู้ ง่ิ ขนึ้ และกไ็ มเ่ อาใจใส่ยง่ิ ขึน้ ; ในเมือ่ อีกทาง
หนง่ึ นะ่ เขามนั รู้มากข้นึ รูม้ ากขน้ึ คือฝา่ ยอ่ืน เขารูม้ ากข้ึน เจรญิ มากข้นึ , แต่อกี ฝ่าย
หนง่ึ เขารนู้ ้อยลง จนเกือบจะไมรู้เอาเสยี เลย.
จะดอู ยา่ งอน่ื ต่อไปอีกนะ เช่นว่ายงิ่ เรรยี นกย็ ิ่งกลายไปเป็นโง่มาก,
ยงิ่ เรยี นยงิ่ โงแ่ ละมคี วามโงข่ นึ้ ในความฉลาดทเี่ รยี นมาก. เชน่ ปญั หาระดบั โลก
เวลาน้ี ก็คอื เร่ืองยาเสพติด; น่เี ป็นส่ิงทนี่ า่ กลัว น่ากลวั นา่ สงสาร ก็นา่ สงสาร ซงึ่
มนษุ ยจ์ ัดการศกึ ษาอย่างไรกไ็ มร่ ้;ู เรียกว่า การศกึ ษาเจรญิ มาก แต่แลว้ ก็มีปญั หา
เรอื่ งคนตดิ ยาเสพตดิ จนเปน็ ปญั หาใหญเ่ ดอื ดรรอ้ นกนั ทงั้ โลก. ปญั หาอยา่ งนไี้ มม่ ี ใน
สมัยทีโ่ ลกยงั เจริญ, ทกี่ ารศกึ ษายงั ไม่เจริญ ไมม่ ปี ัญหาอย่างน.ี้
เดย๋ี วนม้ี นั มปี ญั หาอยา่ งน;้ี คดิ ดเู ถอะ มนั นา่ สงสารวา่ ผจู้ ดั การศกึ ษาของโลก
สมัยนี้ จัดอยา่ งไร จนพอเรยี นไดม้ ากแลว้ กไ็ ปติดยาเสพตดิ , จนเป็นปญั หาทีเ่ รียก
36
พทุ ธทาสภกิ ขุ
รอ้ งของความรว่ มมอื ชว่ ยเหลอื กนั ทง้ั โลก; เปน็ ปญั หาทเ่ี อาไปพดู กนั ในสหประชาชาติ
ระหวา่ งชาติ. นี่เปน็ ตวั อยา่ งว่า
การศกึ ษาทจี่ ะใหเ้ ยาวชนของเราไปเปน็ อยา่ งนี้ ซงึ่ เมอ่ื กอ่ นนมี้ นั กไ็ มม่ .ี จะเรยี กวา่ ใน
แง่ของศีลธรรมมันดขี ึน้ หรือเลวลง?
แลว้ ดใู กล้ ๆ กนั วา่ นะ่ แหละ เขยบิ ออกไปอกี นดิ กจ็ ะเหน็ วา่ ทำ� ไมยงิ่ เรยี น ยง่ิ
ศึกษายง่ิ ชอบบา้ บิ่น ชองวัฒนธรรมบ้าบิ่น; เช่นชอบไวผ้ มยาว ชอบมรรยาทฮิปป้ี
ชอบอะไรต่าง ๆของสมัยใหม่ ทเี่ พง่ิ จะเกิดเมื่อมกี ารศกึ ษาเจรญิ แลว้ ท้งั นั้น.
เมื่อก่อนน้ีเขาเกลียด ให้คนมีผมยาวเป็นคนบ้า, คนผมรุงรังเป็นกระเซิง
มอมแมม ไมค่ อ่ ยจะไดช้ ำ� ระลา้ งรา่ งกาย วา่ เปน็ คนบา้ . เดย๋ี วนก้ี ลายเปน็ คนดี จนเอา
อย่าง; และเอาอยา่ งกนั ในหมนู่ กั ศึกษาท่ีเขาวา่ เรยี นมาก.
นี่เยาวชนของเรามีหลักเกณฑ์ในเรื่องน้ี เปล่ียนไปอย่างนี้; เรียกว่า ชอบ
วฒั นธรรมบา้ บิน่ , ย่งิ เรยี นยิ่งชอบวฒั นธรรมบา้ บน่ิ .
จะพดู ไป มนั กไ็ มร่ จู้ บ กป็ ดิ อนั สดุ ทา้ ยวา่ เดก็ สมยั ไหน ทำ� ใหพ้ อ่ แมน่ ำ้� ตาตกใน
มากกวา่ กนั ?
เดก็ สมยั โบราณกบั เดก็ สมยั นนี้ ะ่ เดก็ สมยั ไหนทำ� ใหพ้ อ่ แมน่ ำ้� ตาตกในมากกวา่
กัน; หมายความวา่ ท�ำให้อดึ อดั หนกั อึ้ง ก็พอแลว้ เรียกวา่ นำ�้ ตกตกในไดเ้ หมือน.
สมัยไหนท�ำใหน้ ้ำ� ตาตกในมากกดวา่ กัน;ไปคิดเอาเอง.
เร่ืองลูกใช้เงินเปลือง, ลูกเป็นเจ้าชู้ต้ังแต่เล้ก, ลูกไม่เอาถ่าน, ลูกไม่เอาการ
เอางานน่ี, สมัยไหนมนั มมี ากกว่ากนั . หรอื ว่าเขารีดนาทาเร้น ให้พ่อแม่หาเงินมาให้
ใหเ้ รียนไม่รู้จักจบไมม่ ีขอบขีดน่ี จนเหลอื นกบั จบั พ่อแมใ่ สน่ รก ทมี่ นั ไมเ่ คยมี มนั กม็ ี
ข้นึ มา. และในสมัยไหนล่ะมนั มมี ากกว่ากนั ; ก็ไปลองคดิ ดู.
น่ีเป็นตัวอย่างบางประการเพียวให้มาพิจารณาดูว่า อภิชาตบุตรของเราน้ัน
เป็นอยา่ งไร? อภชิ าตบุตรของเรานี้ ก้าวหนา้ มาในเรอ่ื งอนามยั เรือ่ งความคดิ เร่อื ง
การศึกษา เร่ืองมีเงินมาก อะไร; แตใ่ นที่สดุ มองดอู ีกทางหนง่ึ มนั ก็สู้ไมไ่ หว มันไม่มี
ความหมายแหง่ อภชิ าตบุตรเลย.
เปน็ อนั ว่าทพ่ี ูดน้ี กท็ �ำใหร้ จู้ กั อภชิ าตบุตรดีขนึ้ บา้ ง ชดั เจนขึน้ บา้ ง ว่ามันเปน็
37
เยาวชนกับศลี ธรรม
อยา่ งไร,
เอา้ , ทีน้ี เวลามันไม่มากพอที่จะมาพูดกนั แตเ่ รอ่ื งฝอย ๆ อยา่ งน้ี ก็พดู กันตอ่
ไปอีกวา่ ท�ำไมเยาวชนหรอื เดก็ ๆ ของเรา ยงิ่ มีการศกึ ษามาก แล้วมันยิ่งเกิดปัญหา
อยา่ งนีม้ าก?
เมอื่ กอ่ นไมค่ อ่ ยไดศ้ กึ ษา กไ็ มค่ อ่ ยเกดิ ปญั หาอยา่ งน;้ี เดยี๋ วนมี้ กี ารศกึ ษามาก
ระดับมหาวิทยาลัยจะเต็มไปหมดท้ังบ้านท้ังเมือง แต่มันกลับมีปัญหาอย่างนี้. ค�ำ
ตอบมนั กค็ ลา้ ยกบั ก�ำปน้ั ทบุ ดนิ วา่ เพราะเขาขาดการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานทถี่ กู ตอ้ งของ
มนุษย์.
ฟังดแู ลว้ มนั สับสน มนั ฟังยาก ว่าเด็กสมัยน้ี เรยี นมาก เรยี นท่วมหู ท่วมหวั ;
แตม่ นั กลับขาดความรู ้ ท่ีเป็นรากฐานของความเปน็ มนษุ ย์. สว่ นเดก็ สมยั โบราณไม่
ไดเ้ รยี นมากเหมอื นอยา่ งสมยั น;้ี บางทไี มร่ หู้ นงั สอื เลยกม็ ;ี แตก่ ลบั ไมข่ าดความรู้ ชนดิ
ทีเ่ ปน็ รากฐานของมนษุ ย์ เชน่ เดีย๋ วน้ี.เด๋ยี วก็จะไดพ้ ิจารณากัน.
เรามาพูดกันถงึ เร่ืองความรู้ขนั้ พืน้ ฐานของมนุษย์กันก่อน : ความรูท้ เ่ี ปน็ พื้น
ฐาน หรอื เปน็ รากฐานหรอื แกน แกน่ ของมนษุ ยน์ ้ี มันคอื ความรทู้ วี่ า่ เราเกดิ มาท�ำไม
กัน? นฟี่ งั ดูแลว้ นา่ หวัว ความรู้นี้ มบี ทสรปุ ได้ส้นั ๆ วา่ เราเกิดมาทำ� ไมกนั .
ทนี ้ี คือมันจะแตกกระจายออกไปได้ จากปญั หข้อเดียวนี้ วา่ อะไร คือสิ่งทด่ี ี
ท่ีสดุ สำ� หรับมนุษย;์ เรากไ็ มร่ ู้. ก็คอื เราไมร่ ู้วา่ เกิดมาท�ำไมกันนัน่ แหละ. ถ้าเรารู้ว่า
เกดิ มาทำ� ไม เรากจ็ ะรู้ว่าน่นั แหละ คอื สิ่งท่ีดที ี่สุดของมนษุ ย์ เด๋ยี วนีม้ ันไมร่ วู้ า่ เกิด
มาทำ� ไมกค็ อื ไมร่ ูว้ า่ อะไรดที ส่ ดุ สำ� หรบั มนษุ ย์.
นป้ี ญั หาแรกนะ วา่ ไมร่ วู้ า่ เกดิ มาทำ� ไมกนั : ถงึ คนแก่ ๆ เหลา่ นก้ี ล็ องคดิ ดเู ถอะ
ว่าเรารู้ไหมวา่ เราเกดิ มาทำ� ไมกนั .
พจิ ารณาดใู หล้ ะเอียดแลว้ มนั กเ็ กิดเห็น ขอ้ เทจ็ จรงิ บางอย่าง ซอ้ นข้ึนอกี ว่า
; บางทีเราก็ไม่ร้ดู อกวา่ เราเกดิ มาท�ำไม แตม่ ันกลายเป็นวา่ เราทำ� ถูกต้องหมด ตาม
ท่ที ่คี วรจะรวู้ า่ เราเกิดมาทำ� ไม.
ถา้ เราเกดิ มาในวงศสื กลุ ทด่ี ี ในวงศส์ กลุ ทด่ี คี อื ทเ่ี ปน็ สตั บรุ ษุ ; แมจ้ ะไมไ่ ดส้ อน
กนั ในเรือ่ งวา่ เกิดมาทำ� ไม;่ แต่เด็ก ๆ ในวงศ์สกุลเชน่ น้นั จะประพฤติ กระท�ำถกู ตอ้ ง
38
พทุ ธทาสภิกขุ
หมาด
ในลกั ษณะทวี่ า่ เราเกดิ มาทำ� ไม. นค่ี อื ถา้ เดก็ ๆ ประพฤตติ ามบดิ ามารดาทเี ปน็ ตวั อยา่ ง
ท่ดี ีอย่ตู ลอดเวลาแล้ว เดก็ ๆ เหลา่ นกี้ ป็ ระพฤติถกู ต้องตรงตามทีว่ ่าเราเกดิ มาทำ� ไม,
โดยทีเ่ ขาเองก็ไม่รู้วา่ เกิดมาทำ� ไม. ถามเขาก็ตอบไมไ่ ด้.
น่แี หละคือ ข้อทว่ี า่ ทำ� ไมเดก็ ๆ สมยั โบราณ มนั ไม่ทำ� ความผิดเหมอื นเดก็
สมัยนซี้ ง่ึ เรียนมากณุ้มาก; เพราะวา่ เขาเดนิ ตามหลงั บิดามารดาเร่ือยไปถา่ ยทอดกนั
มาเปน็ ชัว่ อายุคน. มนั ถกู ตอ้ งไปหมด; มันก็มีผลเท่ากับรูว้ า่ เกิดมาทำ� ไม.
ครั้นถงึ สทยั ทีไ่ มย่ อมรบั การเดินตามก้นบิดารมารดาน้,ี โดยไปหาวชิ าความรู้
กนั ใหมอ่ ะไรกนั ใหม่ แยกแนวออกไป; มันเลยไม่รวู้ า่ เดิกมาท�ำไมด้วย, แลว้ ไมร่ ู้วา่
จะปฏิบตั ิอยา่ งไร จึงจะเดินตรงไปตามรอยน้นั ด้วย.
น่ีคอื ภาสะทีเปน็ อยูจ่ ริงของเดก็ ๆสมัยน้ี ทไ่ี มร่ ู้วา่ เกดิ มาท�ำไม แลว้ ก็ทำ� เอา
ตามความคิดนึกรู้สกึ ของตัวเอง คอื เป็นทาสอายตนะ : หลงใหล เรอ่ื งเอรด็ อร่อย
ทาง ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจไปหมด, ไมร่ ้วู า่ เกดิ มาทำ� ไม.
ขอใหม้ องดใู หด้ เี ถอะ จะเขา้ ใจทอ่ี าตมากำ� ลงั พดู วา่ เดก็ สมยั โนน้ แมไ้ มไ่ ดส้ อน
กรอหูว่า "เกดิ มาทำ� ไม"; แต่เขากป็ ระพฤติอย่างถูกต้องวา่ "เกดิ มาทำ� ไม"
เพราะเขาท�ำตามวัฒนธรรมประเพณี อะไร ท่ีบิดามารดาแสดงให้เห็นอยู่นี้ด้วย
ศรทั ธา.
พอมาถึงสมยั น้ี ทง้ิ ศรัทธาหมด มปี ญั หาของตัวเองแล้วก็ไปเลอื กเอาเอง แลว้
มันกลายเป็นไม่ตรงจดุ ท่ีว่า "เกดิ มาทำ� ไม"
ทนี ก้ี ารศกึ ษาในโลกปจั จบุ นั น้ี ระดบั ไหนกต็ ามเถอะ มนั ไมส่ อนวา่ เกดิ มาทำ� ไม
: โรงเรียนอนุบาล
โรงเรยี นประถม โรงเรยี นมัญยม วิทยาลยั มหาวิทยาลัย ไมม่ ีใครเคยสอนเลย
ว่าเกิดมาท�ำไม; ปล่อยให้รู้เอาเองว่า ต้องการอะไร ก๋เอาซิ, แล้วเกิดมาเพื่อสิ่งนั้น
แหละ; แล้วเขากเ็ รียนอาชพี หาเงนิ ไดม้ ากก็เอาเงินน้นั ไปซอื้ อะไรตามต้องการทเี่ ขา
ตอ้ งการ.
มนั กลายเปน็ เกดิ มาเพอื่ บำ� รงุ บำ� เรอเนอ้ื หนงั ของตวั ยำ� รงุ กเิ ลสของตวั เกดิ มา
39
เยาวชนกบั ศีลธรรม
เพอ่ื สร้างสิ่งนน้ั ;
แลว้ สิ่งท่ดี ที ี่สุดของมนุษย์กค็ ือสิ่งนัน้ ไดอ้ ันนัน้ มากก็ว่า เปน็ มนษุ ย์ทโี่ ชคดีไป
เลย.
นเ่ี ราขาดความรขู้ อ้ ทวี่ า่ เกดิ มาทำ� ไมซงึ่ บดั นเี้ ปผน็ ควาจำ� เปน็ อยา่ งยง่ิ ทจี่ ะตอ้ ง
รีบสอนในโรงเรียน ให้เด็กเขารู้ว่า เกิดมาท�ำไม. แล้าเขาจะได้ไปเป็นเยาวชนท่ีมี
ความคิดนึกเป็นสัมมาทิกฐิ แล้วก็เป็ยอภิชาตบุตรได้ไม่ยาก. เด๋ียวนี้ไม่รู้ว่าเกิดมา
ทำ� ไม เลยมีข้อปลกี ยอ่ ยประกอบกนั อีกมาก; อยา่ งเชน่ เขาไมร่ คู้ วาม
หมายขอคำ� สำ� คญั ๆ ทป่ี ระกอบกนั ขน้ึ เปน็ วฒั นธรรม เปน็ ศลี ะรรม เปน็ อะไร
อย่างท่มี นษุ ย์ควรจะตอ้ งมี.
คำ� พเิ ศษทส่ี ดุ ท่อี าตมาเหน็ มองเหน็ และร้สู กึ คำ� พิเศษวิเศษ เลิศประเสริฐ
ทีส่ ดุ ค�ำแรก กค็ อื ค�ำว่า "พ่อ แม"่
ค�ำวา่ "พอ่ แม่" มคี วามหมายพเิ ศษมาก เกนิ กว่าที่เด็ก ๆ จะรไู้ ดเ้ อง. เม่อื
กอ่ นน้ีมันไมร่ โู้ ดยมนั สอนให้ในตัวอย่างอัตโนมัติ อย่างท่ไี ดว้ ่ามาแล้ว ไม่ตอ้ งบอกนั
ตรงๆ ; เด็กก็เกดิ การประพฤตกิ ระท�ำถกู ต้องว่าพอ่ แมค่ อื อะไร.
เดยี๋ วน้เี ขาเลิกขนบธรรมเนยี มประเพณอี ยา่ งนน้ั ; เดก็ สมัยนี้ ก็ไมร่ ้วู า่ พอ่
แม่ น้คี ืออะไร, ไม่รู้ความหมายของคำ� วา่ พอ่ แม่ นีค้ ือผูท้ ีเ่ กดิ ลูกมาแล้วจะต้องเล้ยี ง
ลูก, แล้วจะตอ้ งเอาใจใส่ลูก, ต้องเาใจลกู , จะต้องเอาอกเอาฝใจลูก ใหล้ ูกไดเ้ รียนดี
ไดม้ หี นา้ มตี าแกว่ งศต์ ระกลู , พอ่ แมค่ อื อยา่ งน.้ี มองดแู ลว้ กค็ อื เปน็ ทาสของลกู นน่ั เอง;
ตอ้ งเกดิ ลกู มาดว้ ยความยากลำ� บาก, แลว้ กต็ อ้ งชว่ ยเหลอื ทกุ อยา่ งทกุ ประการ ใหม้ นั
มหี น้ามตี าส�ำหรบั วงศตื ระกลู . ฉะนั้นคำ� ว่า "พอ่ แม"่
เปน็ คำ� แรก เปน็ คำ� สำ� คฯั ทสี่ ดุ คำ� แรกทลี่ กู ตอ้ งร.ู้ แลว้ กม็ คี ำ� ถดั ไป เปน็ ลำ� ดบั ตอ่ ไปอกี
เช่นค�ำวา่ "บญุ " วา่ "บาป" วา่ "นรก" ว่า "สวรรค"์ อะไรกต็ ามเถอะ; ล้วนแตม่ คี วาม
หมายทเี่ ดก็ สมยั นไ้ี มร่ ู้ หรอื รผู้ ดิ , รผู้ ดิ กเ็ ทา่ กบั ไมร่ :ู้ เพาระฉะนนั้ จงึ ไมม่ กี ารประพฤต
ถกู ตอ้ งตอ่ สงิ่ เหล่านี้.
นี่สรปุ ความกนั ตอนนี้เสียทหี น่งึ ว่า สมยั โบราณเด็ก ๆ แมไ้ มร่ ู้หนังสอื แตก่ ลบั
ร้อู ยา่ งนโี้ ดยอัตโนมตั ิ โดยทีเ่ ขาไมร่ .ู้ เขาทำ� อะไร ที่มนั เป็นขา้ ศึก แกค่ วามถกู ต้อง;
40
พทุ ธทาสภกิ ขุ
เขาทำ� ถูกตอ้ งท้งั ทีไ่ ม่ต้องรู้หนังสอื ; เขารู้ว่าเกิดมาท�ำไม ทง้ั ท่ไี มร่ ้หู นังสือ.
เดยี๋ วนหี้ ลงหนงั สอื เพราะหนงั สอื เปน็ เครอื่ งมอื ใหม้ วี ชิ าทสี่ งู และกไ็ ดเ้ งนิ มาก;
พอไดเ้ งนิ มากแล้วก็ไม่มอี ะไรเป็นปัญหา. สมยั โบราณนั้นไม่ตอ้ งรู้หนังสือ มนั ก็ถ่าย
ทอดกันดดยกิริยาอาการหรือกระท�ำให้ดู; แล้วเขาก็กระท�ำถูกต้องไปในทางของ
ความสงบ เปน็ สุข และสงบ ท้ังส่วนตนและส่วนผู้อน่ื : ส่วนตนกค็ ือกเิ ลสไม่เกิด ไม่
รบกวน ไม่เผาลน, สว่ นผู้อื่นกไ็ มไ่ ปเบยี ดเบียนเขา.
ถอยหลงั ขึ้นไปประมาณ ๓๐๐ ปนี ่เี องแหละ จะหาคนรหู้ นงั สอื ท�ำยาหยอด
ตาก็ทั้งยาก, หรือเมื่อ ๑๐๐ ปีมานี้ ก็หาคนรูหนังสือไม่ง่าย. ถ้าต้องถอยหลังไป
๓๐๐-๔๐๐ ปี ก็แทบจะหาครนรู้หนังสือไม่ได้เขาไม่ได้เรียนกันนักก่ีคนหร็อก: เขา
ถ่ายกันมาทางอาการกิริยา ทางรูปภาพทางการกระท�ำอะะไรต่าง ๆ แม่ครั้ง
พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดีย ก็หาคนรู้หนังสือยาก; แต่เป็นพระอรหันต์ได้มาก.
ฉะนั้นมนั ไม่ไดข้ ึน้ อยกู่ ับหนงั สอื .
ในสมยั โบราณนี่ ในประเทศไทยเรา ไมก่ ร่ี อ้ ยปีมานี้ เดก็ ๆ เขากม็ ีวัฒนธรรม
มศี ลี ธรรมโดยถ่ายทอดออกไปจากบดิ ามารดา ในบา้ นในเรือน
ที่เต็มไปด้วยสตั บุรุษ มวี ฒั นธรรมกนั อยทู่ ี่เน้อื ตวั . เดก็ โบราณมีความรทู้ าง
ศลี ธรรมดกี วา่ เดก็ สมยั นซ้ี งึ่ เรยี นเปน็ บญั ฑติ นกั ปราชญ์ จนเมา จนตดิ เหมอื นกบั เมา
สง่ิ เสพตดิ ; เลยไมร่ ู้วฒั นธรรมและศีลธรรม.
แม้วา่ เราจะพดู เขยบิ ออกไปนิดหนงึ่ ถึงค�ำวา่ "ฉลาด" ; ความฉลาดน้กี ส็ ำ� คัญ
เด็กสมยั โบราณไมฉ่ ลาด เท่าเด็กสมัยนี้ แต่เขากม็ ีศีลธรรม มวี ฒั นธรรม ดกี วา่ เด็ก
สมยั นี้ ซงึ่ ฉลาดทส่ี ดุ เพราะเรยี นมาก; ฉะนน้ั ความรสู้ กึ กด็ ี ความฉลาด ความสามารถ
สมรรถภาพ อะไรกด็ ไี มเ่ กย่ี วกบั ศลี ะรรม. เขาไมม่ ศี ลี ธรรม ทง้ั ทมี่ คี วามรู้ ความฉลาด
ความสามารถ และสมรรถภาพตา่ งๆ; แตโ่ บราณเขามศี ลี ะรรมได้ โดยทจ่ี ะต้องมีส่งิ
เหลา่ น้ี หรือไม่กต็ าม.
แต่เรามองเหน็ อยู่อย่างหนงึ่ วา่ เขาตีความหมายของค�ำต่าง ๆ, เขาให้ค�ำนาม
ตา่ งกนั ใหร้ สนยิ มตา่ งกนั ; เชน่ ถา้ พดู วา่ "ฉลาด" เขาหมายถงึ ไมท่ �ำบาป นนั่ คอื ฉลาด;
ไม่ใชเ่ ฉลียฉลาดในทางในทางสติปัญญา อยา่ งคนสมัยน้ี คือ คนไม่ตอ้ งมสี ติ
41
เยาวชนกับศลี ธรรม
ปัญญาอย่างคนสมัยน้ี; แต่ในการท่ีจะไม่ท�ำบาป ไม่เบียดเบียนผู้ใด ไม่เบียดเบียน
ตนเองดว้ ย. นคี่ อื คนฉลาดมันเปน็ เสยี อย่างนี้; ฉะนั้นคนฉลาดน้นั ไม่รหู้ นังสือสกั ตวั
หน่ึงกไ็ ด,้ และมีอยูม่ ากท่ีเดยี ว.
อภิชาตบตุ รเพราะมีศลี ธรรมวัฒนธรรม
ทนี ีก้ ็มาถงึ ปญั หาทเ่ี ราต้องการแลว้ , อนั ไหนล่ะ จะเป็นอภชิ าตบุตร? เดก็ ที่
เรยี นมาก ฉลาดมากเกง่ กลา้ สามารถมาก แลว้ กไ็ มม่ ศี ลี ธรรม, กบั เดก็ ทเ่ี ขามศี ลี ธรรม
แตไ่ มม่ คี วามรู้ ความฉลาดสามารถอะไรนกั ; จะถอื ว่าเป็นอภชิ าตบุตร, หรอื ควรจะ
จดั ไว้เป็นอภิชาตบตุ ร, หรือเป็นอภชิ าตบุตรท่เี ราควรปรารถนา. เราจะตอ้ งการเดก็
ๆ ท่มี ันเกง่ ปรดู ปราด เปรยี วจัด อะไรท�ำนองนนั้ หรือว่าเราจะต้องการเด็กทม่ี ศี ีล
ธรรม มวี ัฒนธรรม. เราจะปรารถนาอภิชาตบตุ รชนดิ ใหนกัน? ควรจะดูกันตอ่ ไป.
ทนี ้จี ะมาพดู กนั ถึงค�ำว่า "อภิชาตบุตร" โดยตรง. ถา้ เราเอาตวั อยา่ ง เอาหลกั
เกณฑ์อย่างท่ีพูดมาแล้วข้างต้นว่า เร่ืองที่เราจะท�ำวงศ์ตระกูลให้ก้าวหน้า, ท�ำ
ประเทศชาตใหก้ า้ วหนา้ , ทำ� โลกให้ก้าวหน้า นนั่ มันกา้ วหน้าทางไหน? ถา้ ก้าวหนา้
ทางวตั ถุ ทางสรา้ งสรรคค์ วามสงบสขุ : ไมส่ ง่ เสรมิ กเิ ลส ไมท่ ำ� ลายตนเอง, ไมท่ ำ� ลาย
ผูอ้ ืน่ . หรือวา่ ถา้ จะมองกันทโ่ี ลกแผ่นดนิ ; เขากไ็ ม่ทำ� ลายโลก
แผน่ ดนิ , เขากไ็ ม่ทำ� ลายโลกการเป็นอยู่ในบา้ นเรือน หรือการเมือง, เขาไม่ทำ� ลาย
โลกของพระธรรม หรอื วา่ โลกทางจติ ใจ.
ฉะนั้นจึงสรุปความได้ว่า มันต้องเป็นไปเพื่อความสงบสุข ท่ีมนุษย์ควร
ปรารถนากนั จรงิ ๆ เท่านั้นแหละ จงึ จะเรยี กว่าเปน็ เร่ืองของ "อภชิ าตบตุ ร"
ทนี ี้ พอมาพดู ถงึ คำ� วา่ "อภชิ าตบตุ ร" อยา่ งทเี่ ราพดู กนั มาแลว้ น้ี ก็ จะมผี สู้ งสยั
ขึ้นมาว่าอภิชาตบุตรอย่างท่ีว่าน้ันน่ะ มันเป็นเพียงอุดมคติเท่าน้ันกระมัง, เป็น
อุดมคติทพี่ ดู เพ้อ ๆ กัน ไปเท่านนั้
กระมงั . มันไม่ใช่เรอ่ื งท่ปี ระพฤติได้ กระทำ� ได้
ถา้ คนสมยั น่ี เขาตงั้ คำ� ถามอยา่ งน้ี เรากร็ ไู้ ดท้ นั ทวี า่ คนคนนน้ั มนั ไมเ่ คยรเู้ รอ่ื ง
42
พทุ ธทาสภิกขุ
อะไรเสียเลย. ไม่เคยรู้เรอ่ื งของพรรพบรุ ษุ ท่ีเคยเปน็ มาแล้ว ดว้ ยอุดมคติอนั น้ัน ซ่ึง
เขาไมไ่ ด้เรยี กง่า "อุดมคต"ิ ไม่ไดพ้ ูดวา่ อุดมคต;ิ ไม่ไดส้ อนกันอย่างสอนอดุ มคต.ิ แต่
เขาท�ำใหท้ ุกคนในบา้ นเรือนมนั มีการประพฤติกระท�ำ ท่ีเป็นอุดมคตแิ ละเป็นมนุษย์
อุดมคต;ิ และกไ็ ม่มีปัญหาเร่ืองการดบั ทกุ ข์.
ฉะน้ัน มันเรอ่ื งอภิชาตบตุ รทีแ่ ท้จริง ไม่ใชเ่ รอ่ื งอดุ มคติเพอ้ ๆ ไป ส�ำหรบั พดู
กันเท่านนั้ ; มนั เป็นส่งิ ทท่ี ำ� ได,้ แล้วมันยังเปน็ สง่ิ ที่ปรบั ปรุงใหด้ ี ย่ิงขน้ึ ไปอกี ได้ จงึ
เรียกว่า "อดุ มคต"ิ ทแ่ี ท้จริง
และส�ำหรับคำ� ว่า "อภิชาตบุตร". ฉะน้ัน ค�ำว่า "อภชิ าตบตุ ร" ยังไม่พ้นสมัย,
ยงั ลา้ สมยั , ยงั หยบิ ขน้ึ มาพิจารณา ศึกษาปรบั ปรงุ แกไ้ ขอยูไ่ ด้เร่ือย.
ขอให้ผู้ที่เปน็ บิดามารดานี่ กำ� หลดจดจ�ำหลกั เกณฑ์อันนไี้ ว้ใหแ้ ม่นย�ำ; จะได้
มีโอกาสไปทำ� ไปปรบั ปรงุ ลกู เล็ก ๆ ตาด�ำ ๆ น่นั แหละ ให้มนั เดินในทางของอภชิ าต
บตุ ร.
มิฉะนั้นมันก็จะย�่ำอยู่ในที่เดิม ซึ่งทนทุกข์ทรมานด้วยกันทุกฝ่าย, ไม่ปลด
เปลี้ยงทกุ ข์ทรมานออกได.้
เดี๋ยวน้ี เรากลัวอยู่แต่ว่า บิดามารดาจะเข้าใจผิดเสียเอง ว่าถ้ามาประพฤติ
ธรรมะ มีวฒั นธรรมมศี ลี ธรรมกันแลว้ มันไม่รวย, มนั คิดอย่างนมี้ ันไมร่ วย; ถา้ มาถอื
ธรรมะแล้ว มันไม่รวย.
เขาพดู กนั ไปทงั้ บา้ น ทั้งเมอื ง ทัง้ โลก วา่ ไปมัวถอื ธรรมะ ถอื ศาสนาอยู่แล้ว
มนั ไมร่ วย; เพราะมันเอาเปรียบใครไม่ได้, เพราะมนั หลอกลวงไมไ่ ด้ และเพราะมนั
ไม่......; หรอื ว่ายง่ิ กวา่ น้ัน มัน
ไม่ต้องการมากเกนิ ไป, มันไม่ต้องการใหม้ ันเกินความจ�ำเป็น. เพราะฉะน้ัน
มันจึงไม่รวยมันจะต้องการความสงบสุข ประโยชน์ท่ีแท้จริงเสียมากกว่า. ถ้ามันมี
มากขน้ึ มาเหลอื ใชม้ นั กแ็ จกคนอน่ื เสยี หมดน;ี่ มนั ไมต่ อ้ งการจะรวยจะทำ� อยา่ งไรละ่ .
ขอ้ นตี้ อ้ งคดิ เสยี ใหต้ กวา่ เราจะเอารวย หรอื วา่ เราจะเอาถกู ตอ้ งดี ประเสรฐิ ?
ถา้ เปน็ อภชิ าตบตุ ร มนั กต็ อ้ งสรา้ งความเจรญิ สำ� หรบั มนษุ ย์ แตก่ ไ็ มย่ ากจนคน่
แคน้ ; ต้องไมล่ �ำบากและมันยากจนไม่ไดห้ รอก คนทีด่ ีแล้ว มันยากจนไมไ่ ด้หรอก
43
เยาวชนกับศลี ธรรม
มันมีแตค่ นรัก มคี นสงสาร มีคนชว่ ยเหลือ.
แต่จะให้รวยเป็นมหามหาเศรษฐี มันก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน เพราะมัน
ต้องการน่.ี
เมอื่ ยตุ วิ า่ ความเปน็ อภิชาตบุตรน้ี มันเปน็ ของจริง ไม่ใช่อุดมคคตเิ พ้อฝันขอ
ใหส้ นใจกนั ใหม้ ากเปน็ พเิ ศษ สำ� หรบั นกั ศกึ ษาตอ่ ไปขา้ งหนา้ . วนั นพ้ี ดู ไดแ้ ตเ่ คา้ เรอื่ ง
รปู โครงของเรอื่ ง.
ทนี ้ี เมอ่ื พดู ถงึ วา่ ความเปน็ อภชิ าตบตุ รสำ� หรบั ยคุ ปจั จบุ นั นหี้ รอื วา่ โดยเฉพาะ
ในประเทศไทยเราน้ี จะต้องวกไปหารพ้นื ฐาน ๓ อยา่ ง ๓ ประการท่ไี ด้ว่ามาแล้วนน่ั
อกี ครั้งหนึ่ง, เพอ่ื เป๋นเคร่อื งเปรียบเทียบนะ.
พื้นฐานท่ีรองรบั ในการท่ีจะประพฤตปิ ฏบิ ัติเกี่ยวกับเร่ืองน้ีนะ เราวางไว้ ๓
ชนิด;
พนื้ ฐานคอื แผน่ ดนิ หรอื โลกแผน่ ดนิ นกี่ จ็ ะตอ้ งดขี น้ึ เพราะฝไี มล้ ายมอื ของพวก
อภิชาตบุตร.
ทนี บี้ า้ นเมือง : การเปน็ อยู่ในบ้านในเรือน การปกครอง การเมือง กต็ าม
จะต้องดขี นึ้ เพราะฝีไมล้ ายมอื ของพวกอภิชาตบตุ ร.
ทีนเ้ี ร่ืองทางจติ วิญญาณ คอื ศลี ธรรม เปน็ ต้น กต็ ้องดขี ึน้ เพราะฝไี ม้ลายมอื
ของพวกอภิชาตบุตร.
โดยใจความยอ่ ๆ แล้วกม็ องเหน็ ได้ แล้วกเ็ กยี่ วกบั อยกู่ บั สิ่งท่ีมอี ยูจ่ ริงซ่งึ ควร
จะมองกนั บา้ งพอเปน็ ตวั อยา่ งวา่ แผน่ ดนิ นม้ี นั ตอ้ งไมถ่ กู กระทบการเทอื น,ตอ้ งไมถ่ กู
ทำ� ลาย.
เด๋ียวนี้ธรรมชาติถูกท�ำลายมากเกินไป โดยไม่จ�ำเป็น. ส่ิงมีค่าในแผ่นดินถูก
ท�ำลายมากเกนิ ไป; นับตั้งแต่ปา่ ไม้ ทีอ่ ยู่บนผิวดนิ ,นบั ตัง้ แตโ่ ลหธาตุทม่ี นั อยูใ่ ต้ดนิ น่ี
มันถูกท�ำลายมากเกินไปโดยไมจ่ �ำเปน็
อยา่ งว่าเราขดุ น้ำ� ข้นึ มาใช้ ใส่รถยนต์ แล้วกว็ ง่ิ ไปเทีย่ ว โดยไม่จำ� เปน็ จะตอ้ ง
ไปเที่ยวกนั น่ีเรียกว่า "ความเจริญ" หรือว่า "ความเสอื่ ม"; คิดดถู ้ามันเกินไปแล้ว มัน
คงเป็นความฉิบหาย; ของมีค่าในแผ่นดินขุดข้ึนมาท�ำเคร่ืองมือส�ำหรับรบราฆ่าฟัน
44
พทุ ธทาสภิกขุ
กนั กนั กม็ ากเหลอื เกนิ แลว้ กท็ ำ� สำ� หรบั เทยี่ วหาความสนกุ สนามสำ� เรงิ สำ� ราญนก้ี ม็ าก
เหลือเกนิ .
ยกตัวอย่างท่ีวัดน้ีดีกว่ากระมังว่า พวกที่ข่ีรถมาเท่ียววัดน้ีให้เปลืองน้�ำมัน
รถยนต์; กลับไม่ไดอ้ ะไรเลยนั้นมมี าก มมี ากข้ึน ๆ อาตมาสังเกตเห็นว่ามันมากข้นึ
ทุกป;ี มากข้ึนทุกที เปลอื งน้ำ� มันรถยนต์เปลา่ ๆ โดยไมไ่ ดป้ ระโยชน์อะไร
คุม้ กนั น่ะ มากขนึ้ ทุกปี ๆ ถ้าอยา่ งนี้ มันกท็ �ำไมไ่ ดส้ �ำหรบั อภิชาตบุตร เขาจะ
ไม่ใช้ส่ิงที่จ�ำเป็นจะต้องใช้ให้มันหมดเปลืองไป; เขาจะใช้น�้ำมันสักหลดหน่ึงก็ต้อง
เปน็ ประโยชนเ์ ต็มที.่
เรอ่ื งจะตอ้ งทำ� แผน่ ดนิ ใหม้ นั วปิ รติ ผดิ แปลกไป มนั กต็ อ้ งเกดิ ประโยชนเ์ ตม็ ท่ี
และเปน็ ประโยชน์
ในทางสันติสขุ : ไมใ่ ชป่ ระโยชนใ์ นทางส่งเสรมิ กเิ ลสให้บา้ กิเลส เรอื ่งกนิ กาม
เกยี รตเิ หมอื นอยา่ งทเ่ี ขาทำ� กนั อยเู่ ดย๋ี วน.้ี ทเ่ี ขาเรยี กวา่ พฒั นา-พฒั นา มนั เรอ่ื งทำ� ลาย
ทงั้ นน้ั ; สรา้ งสถานท่ีบ�ำรงุ บำ� เรอกิเลสทัง้ น้นั แหละ, ท่เี ขาเรยี กว่า พฒั นา. อยา่ งนี้
ไมใ่ ช่อภชิ าตบุตร.
ไมใ่ ชแ่ รงงานของอภิชาตบตุ ร. ในระดับบุคคลทดี่ ี ในระดบั รัฐบาล ในระดบั
อะไรกต็ ามเถอะมันไม่ใชอ่ ภิชาตบุตร.
เรามีสงิ่ ที่เรยี กวา่ ความเจรญิ ; แตเ่ น้ือแท้ของมัน คอื ควาพนิ าศ. ความพนิ าศ;
เพราะว่าเราไม่มีอภชิ าตบุตรท่แี ท้จริง มันไม่ร้วู ่าอะไร.
นี่ตัวอย่างส�ำหรหับโลกแผ่นดิน เราท�ำมันเสียจนหมดค่า, ไม่มีอะไรที่มีค่า
เหลอื อยมู่ นดนิ .
ทีน้ีมาถึงเรื่องบา้ นเมือง เรือ่ งการบ้านการเมือง หรอื เรยี กวา่ การเมือง; เรา
ไม่ได้ดีขึ้น
ไม่ไดเ้ จริญขน้ึ โดยฝไี ม้ลายมือของพวกอภิชาตบุตร.
พดู โดยสรุปรวมให้มันสนั้ ๆ ทันเวลา แลว้ ก็ว่า เดี๋ยวนเ้ี ราสูญเสยี ระเบียบการ
เปน็ อยู่ ทกี่ ินงา่ ยอยู่งาย มีความสขุ สงบเหลอื ประมาณ เรากลายเป็นทำ� ให้
มนั กินอยยู่ าก กนิ อยู่แพง, กินอยู่แพงมากข้ึน, แล้วก็ใหล้ ำ� บากมากขึ้น. แล้ว
45
เยาวชนกบั ศลี ธรรม
กก็ ไ็ ม่เปน็ ไปเพื่อความสงบสุขเลย, แตโ่ บราณกาลโน้น ยิ่งกนิ อยู่ง่าย เปน็ อย่งู ่าย ไม่
แพง, แล้วกล็ ว้ นแตเ่ ป็นไปเพอื่ ความสงบสขุ .
เดี๋ยวนมี้ นั ตรงงกันขา้ มอย่างย่งิ ยิง่ ขึ้นทีน.้ี จะแพงมาก จะยงุ่ ยากมาก แลว้
ไมม่ คี วมสงบเลย; เพราะวา่ สง่ิ ทป่ี รบั ปรงุ ขน้ึ มากนิ นนั้ มนั กลายเปน็ สง่ิ กระตนุ้ ในความ
ไมส่ งบเสยี เอง. อยา่ งทเ่ี รยี กวา่ มนั ไมใ่ ชเ่ จรญิ ขน้ึ ; และถา้ ใครมาทำ� ใหใ้ ครเกดิ ลกั ษณะ
อาการอย่างน้ีขึ้น เราไม่เรียกว่าอภิชาตบุตรเพราะว่าเราท�ำความฉิบหายให้เกิดขึ้น
ในโลกน้ี แต่เด็ก ๆ ของเราก็ก�ำลังลุ่มหลงที่จะท�ำอย่างนี้
เดก็ ๆ ของเรา, ไปสงั เกตดูเถอะ ดูหนา้ ตา ดูจติ ใจ ดอู ะไรของเขาเขากำ� ลัง
เรียนศึกษามุง่ หมายอย่างไร? ตวั เลก็ ๆ นนั่ แหละ ตัวโตข้นึ จะท�ำอะไร? คือถกู เขา
ท�ำให้มันมึนเมา หลงใหลเคลิบเคล้ิมไป ตามความนิยมอย่างใหม่ คือ จุดมุ่งหมาย
ของการเป็นอยรู่ ะบบใหม่; ก็นา่ สงสาร.
ทีนน้ี มามรี ะบบตลบตะแลงเกดิ ข้ึนแทน. ระบบตลบตะแลงกห็ มายความว่า
ตา่ งฝา่ ยต่างใชอ้ บุ ายตลบตะแลง ใหเ้ ราไดเ้ ปรียบคนอื่นไว้ เพื่อเราจะไดร้ วยยงั ไงละ่ ,
เพอื่ เราจะได้กา้ วหน้ากว่ามีโอกาสกว่า; ไมเ่ อาความถูกตอ้ งเปน็ หลัก เอาประโยชน์
ของเราเป็นหลัก; ฉะนั้นจึงตอ้ งคดโกงหลอกลวง ตลบตะแลง ระบบนิยมการเมอื ง
ทีต่ ลบตะแลงกเ็ ข้ามาแทนท.่ี โลกน้กี ำ� ลังเปน็ อย่างนี้และเปน็ กนั ท้ังโลก; ไมม่ ีใคร
ว่าใครผดิ , ไมม่ ใี ครตเิ ตยี นในข้อน.้ี
เราสูญเสียระบบที่เป็นไปเพื่อความสงบสุข; มาได้รับระบบที่ต่างคนต่าง
ตลบตะแลงจะเอาเปรียบซ่งึ กันและกนั . กเ็ ป็นอันว่าไมม่ อี ภชิ าตบตุ รเหลืออยู่ในโลก
เวลานี;้ เพราะว่าการทำ� อย่างน้นั มนั ทำ� ใหโ้ ลกนีว้ ินาศ ล่มจม ทรดุ โทรมลงไป.
เอาละทีน้ี กม็ าพื้นฐานท่ี ๓ ทเี่ รยี กวา่ โลกศลี ธรรม โลกจิต โลกวิญญษณ.
เราก�ำลงั สูญเสียความมีศีลธรรม ความท่จี ิตใจมีศลี ธรรมใ กำ� ลงั สูยเสียไป,สยู เสียไป;
มีแต่ความรู้ความฉลาด ความสมามารถ ท่ีจะกอบโกยจะแสวงหาเข้ามาแทนท่ีใน
จติ ใจของคน.
อยากจะมคี �ำพดู สักคำ� หนึง่ สำ� หรับจ�ำค�ำงา่ ย ๆ คำ� วา่ "ศลี ธรรมบริสุทธ"์ิ . ศีล
ธรรมบรสิ ทุ ธใ์ิ นทน่ี ไ้ี มเ่ กย่ี วกบั ฉลาด รอบรอู้ ะไร. คำ� ภาาาองั กฤษมอี ยคู่ ำ� หนงึ่ คอื คำ�
46
พุทธทาสภิกขุ
วา่ ไมเ่ ดยี งสา-innocent แลว่าไมเ่ ดยี งสา. ค�ำนแี้ หละเขาเอาไปใชเ้ ปน็ ค�ำบรสิ ุทธ์ิ
ของพระอรหนั ต์ ของผจู้ บการประพฤติปฏบิ ตั เิ ป็นผูส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหันต;์ ใช้คำ�
ว่า "บริสทุ ธ"์ิ อยา่ งไม่เดียงสา
ฟังดูแล้วมันก็น่าหวัว บางทีก็เข้าใจยาก เช่น เด็กมันอยู่ในท้องบริสุทธ์ิมาก
"ไมเ่ ดยี งสา" เด็กคลอดออกมา ๒-๓ วนั มันกบ็ ริสทุ ธม์ิ าก; แต่บรสิ ทุ ธ์อิ ยา่ งไม่เดยี งสา
คือรอู้ ะไร.
มันบริสุทธอ์ิ ยา่ งไมเ่ ดียงสา จนกว่าเดก็ ๆ นน้ีมันจะเกิดความร้จู ักอร่อย ไม่
อร่อย หวาน ขม อะไรขึ้นมา, รู้จกั สุขเวทนาขึน้ มา มันจงึ จะเริ่มสูญเลยี ความบริสทุ ธิ์
คอื มนั เดียงสาข้นึ มา.
พอ "เดยี งสา" ขน้ึ มา แลว้ มนั กจ็ ะรจู้ กั เลอื กเอาทอ่ี รอ่ ย, มนั เปน็ ทาสของความ
อรอ่ ย, มันกจ็ ะเอาความอรอ่ ย. มันกจ็ ะรู้จักโกรธขึน้ มา เม่อื ไมไ่ ด;้ มันก็จะรู้จักหรือ
หลงใหลเมอื่ มันได.้ เม่ือมันโตขึ้น โตข้ึนมา มนั กย็ ิง่ มคี วามไมบ่ ริสทุ ธิ์ คอื มันยงิ่ เดียง
สามาเทา่ ใด มนั ยิ่งไม่มคี วามบรสิ ุทธิ์มากเท่านั้น.
ศีลธรรมบริสุทธิ์นัน่ แหละ เรากจ็ ะเอาความหมายคล้าย ๆ น้นั หรือท�ำนอง
น้ัน; คือว่าจิตใจมันบริสุทธิ์ มันไม่ฉลาดและสามารถ ปราดเปรื่องเป็นนักปราชญ์
วิเศษอะไรที่ไหนมา. แต่มันบริสุทธ์ิ มันมีจิตใจตรงไปตรงมา และบริสุทธ์ิ; มันไม่รู้
หนงั สอื ก็ได,้ อยใู่ นป่ากไ็ ดไ้ ม่มีอะไรจะประดบตกแตง่ ใหห้ รหู ราสวยงามก็ได,้ อาจ
จะอยูอ่ ย่าง ฤาษชี ีไพร อะไรคนหนึ่งก้ได,้ มีจติ ใจท่บี ริสุทธ์ิ มีศลี ธรรมอย่างบรสิ ทุ ธ์ิ.
น้คี วรจะนกึ ถงึ กอ่ น เรยี กวา่ "พ้นื ฐาน ศีลธรรมบริสุทธ์"ิ เพอื่ จะเปรียบเทยี บ
กับศีลธรรมคดโกง คอื ศีลธรรมของคนทีม่ นั เฉลยี วฉลาด เป็นทาสของกิเลส มีนจะมี
ศีลธรรมคดโกง และมนั อยู่กนั แต่พวกมัน.
มนั กบ็ ัญญัติว่า น่แี หละถูกตอ้ ง"; ศลี ธรรมคดโกงนแี่ หละคอื ขอ้ ถกู ตอ้ งแล้ว,
กระท่ังเลยเถิดไปถึงกับว่ามือใครยาวสาวได้, มันก็ถูกต้องแล้ว มันก็ยุติธรรมแล้ว
อย่างน้ีเปน็ ตน้
ฉะนนั้ ศลี ธรรมของคตนเฉโก คดโกง มนั กอ็ ยา่ งหนง่ึ มปี ญั ญญาเรยี นมา เรยี น
หนังสอื มากและรู้มาก; แต่มีศีลธรรมอย่างนีม้ นั ไมน่ ่าดู.
47
เยาวชนกับศลี ธรรม
ศลี ธรรมอีกรปู แบบหนึ่ง คือ ศลี ธรรมบงั คบั ถกู บังคับใหก้ ระทมำ� ,หรือความ
จำ� เปน็ บังคับหรอื ถกู จา้ งถูกสอน ใหม้ ศี ีลธรรม, นย้ี งั ไมค่ ่อยน่าด.ู
ทีนี้เราจะมศี ลี ธรรมท่เี รยกสา่ ไมเ่ ดียงสาน่ันแหละกันกอ่ น แล้วก็ระวังความ
ไม่เดียงสาไวใ้ ห้ดๆี มันผดิ ไมไ่ ด้. อยา่ น้อน มันก็ผิดไม่ได้; แลว้ คอ่ ยปรบั ปรงุ ใหม้ นั มี
ความรู้ มีสติปัญญามากข้ึนแต่ต้องไม่เฉโกง คือ ไม่ใช่ปัญญาฉลาด ชนิดท่ีจะเอา
เปรียบ.
ฉะนั้น เรามคี �ำอกี สกั ค�ำหนง่ึ เกิดขน้ึ มา คอื คำ� ว่า "ศีลสมบูรณ์แบบ" เพ่อื จะ
ใชก้ ับสมัยนศี้ ีลธรรมสมบูรณแ์ บบ ก็ต้องรวมค�ำว่า "ศีลธรรมบรสิ ุทธ์ิ" ของผเู้ ดยี งสา
ไว้ด้วย.
แตจ่ ะไม่เดียงสาอยจู่ นโตนัน้ มนั ไมไ่ ดด้ อก; มนั ถกู เอาเปรยี บ หรือวา่ มันถกู
ยำ�่ ยี ถกู เบยี ดเบยี นจนทนอยไู่ มไ่ ด.้ มนั ตอ้ งเปน็ ศลี ะรมทรี่ เู้ ดยี งสากนั เสยี บา้ ง ทเ่ี ดยี ง
สาขนึ้ แตว่ า่ มันไมเ่ ปน็ ไปในทางของกิเลส, มนั เป็นไปในทางของสติปัญญา.
เพราะว่าสมัยนมี้ ันไม่ใชส่ มยั เมอื่ พนั ปี หมืน่ ปีมาแลว้ , มนั เป็นสมยั น;ี้ มนั มี
การศึกษาเล่าเรียนท�ำให้คนมีสติปัญญา. มันก็เลยมีศีลธรรมแบบหนึ่งซึ่งเหมาะ
ส�ำหรับคนท่ีมีสติปัญญาเป็นศีลธรรมที่บริสุทธ์ิเหมือนกับศีลธรรมไม่เดียงสาแต่ว่า
ประกอบดว้ ยสติปญั ญาเหมาะแกเ่ หตุการณ์ แก่สมัยปจั จบุ ัน นเ่ี ราเรียกวา่ "ศีลธรรม
สมบรู ณ์แบบ"
ศีลธรรมสมบรู ณแ์ บบต้องมลี ักษณะเปน็ ทิฏธรรม.
ศีลธรรมสมบูรณ์แบบมีหัวข้อง่าย ๆ ว่าให้รู้จักท่ีควรจะเว้น และรู้จักท่ีควร
ประพฤติ หรือกระท�ำไดแ้ ก่ระบบศลี ธรรมทั้งหลาย อย่างทพี่ ระพทุ ธเจ้าท่านได้ตรัส
ไว้. เอย่ ขน้ึ มาแต่หัวขอ้ ก็พอแลว้ : คือว่าเรามคี วามรู้
ส�ำหรบั จะมีความรสู้ �ำหรับจะมคี วามถูกตอ้ ง ตามธรรมดา ตามระดบั ธรรมดา
ของมนษุ ย์ธรรมดากันเสยี มีหนึ่งก่อน.
มนุษย์ธรรมดาควรจะมีความถูกต้องอย่างไร, เป็นอยู่อย่างไรรู้กันเสียทีหน่ึง
ช้ันหน่ึงก่อน; เรียกว่า มีผลทิฏฐกรรม ก็แปลว่า ที่คนธรรมดาท่ัวไปมอเห็น, ท่ีคน
48
พทุ ธทาสภกิ ขุ
ธรรมดาท่วั ไปมองเหน็ ; เราเรยี กวา่ ทฏิ ฐธรรม. ในทิฏฐธรรมนที้ ุกคนเข้าใจได้ ทกุ ตน
มองเหน็ ทกุ คนยอมรับวา่ เราจะต้องทำ� อยา่ งไร. มันคอื หลกั เกณฑต์ ่าง ๆ ทวี่ างไว้ใน
พระศาสนา; ขอ้ ทค่ี วรเวน้ กเ็ วน้ , ขอ้ ทคี่ วรทำ� กท็ ำ� แลว้ เกดิ ความสงบสขุ ตามธรรมดา
สามญั ท่ีมนษุ ยจ์ ะพึงมตี ามธรรมดา. เปน็ ประโยชนใ์ นทิฏฐธรรมเปน้ อย่างนี้.
เว้นอบายมขุ ๖ ประการ ศ่ึงเดษี ยวนี้ไม่มใี ครชอบเว้น; กลับจะสง่ เสริมเสยี
อกี : ดม่ื นำ้� เมาเทย่ี วกลางคนื ดกู ารเลน่ เลน่ การพนนั คยคนชวั่ เปน็ มติ ร เกยี รจครา้ น
ทำ� การงาน; หกประการน้ีท่านตรัสเรียกว่า "อบายมุข" - ปากทางแห่งอบาย; ต้อง
เว้นหรอื ปิด. ตอ้ ง "เวน้ " หรือ ต้อง "ปดิ " กันเดด็ ขาด. เด๋ียวน้เี ขาไมเ่ ว้นน;่ี เขาส่งเสรมิ
เขามีอะไรกเ้ ปน็ เพือ่ อบายมขุ เสียหมด:-
ขอ้ ท่ี ๑ ด่ืมน�ำ้ เมา เขามา่ เป็นของไม่บาป เป็นของควรกระทำ�
และกป็ ระดษิ ฐป์ ระดอยนำ้� เมาใหม้ นั ชวยกนิ ยงิ่ ขน้ึ . รฐั บาลสว่ นมากเกย็ ภาษี
น้�ำเมาเปน็ รายไดเ้ สียเองเปน็ ประโยชน์ เปน็ รายไดเ้ สยี เอง.
ขอ้ ท ่ี ๒ เทยี่ วกลางคนื กด็ สู ิ เขาสง่ เสรมิ การเทยี่ วกลางคนื อยา่ งทว่ี า่ ไมเ่ คารพ
เชือ่ ฟงั ค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจา้ รายละเอียดไมต่ ้องพูด เช่อื ว่าเข้าใจกันดี
แล้วดกู ารเลน่ นะ ข้อท่ี ๓ ดูการเลน่ ; เดีย๋ วน้คี ำ� พดู ท่ีไม่ไดย้ นิ หรอื ภาพท่ีไม่
ควรไดเ้ หน็ ปรากฏอยใู่ นจอโทรทศั นท์ กุ บา้ นทกุ เรอน แมแ้ ตใ่ นวดั ดในวา. สง่ิ นท้ี เี่ รยี ก
ว่า มหรสพ ซ่ึงควรนาน ๆ จะมคี ร้ัง; เดยี๋ วนีม้ จี นเฟ้อ ทีมัง้ วนั ท้งั คนื .
ทกุ บ้านทุกเรือน ทีเ่ ขามีโทรทศั น์ หรอื มอี ะไรอย่างนั้น เขามขี ้อแกต้ ัว: เขามี
โทรมศั น์เพ่ือจะเผยแพร่ความร้;ู น่ันถกู แล้ว เพราะมคี วามรูท้ ่เี ผยแพร่อยู่จริง ๆ
แต่มองหามองดไู ม่ว่า สว่ นท่ีไม่ใชค่ วามรู้ ท่ีทำ� ให้คนเสียน้ันก็มีอยู่; และคนทมี่ ีกเิ ลส
มนั ไม่สนใจกับวิชาความรู้, มนั สนใจในเรอี งส่งเสริมกเิ ลสทา่ เดียว.
กก็ ลายเปย็ ว่าเดี๋ยวนี้ การดูการเล่น หรือมหรสพที่ส่งเสริมกิเลสนน้ั มนั เฟอ้
เกนิ ไป; ไม่เหมือนสมยั กอ่ น ซง่ึ หาดไู ดเ้ พยี งครงั้ ๆ คราว ๆ; เดย๋ี วนเี้ ขามาประดษิ ฐ์
ให้มันดเู ปนศลิ ปเสยี .
นน่ั คอื หลอกลวงอยา่ งยง่ิ ชนดิ หนง่ึ เอาลามกอนาจารมากระทำ� ใหเ้ ปน็ รปู ศลิ ป
เสีย, แลว้ ก็แสดงในทท่ี กุ หนทุกแห่งทกุ เวลา ก็คือมอี บายมขุ ข้ึนไปกวา่ มากมาย.
49
เยาวชนกับศีลธรรม
ข้อ ท่ี ๔ นเี้ ล่นการพนนั กห็ าทีป่ ีะณีต ละเอียด ไม่ผิดกฏหมายอะไรมาข้ึนไป
อีก.
ข้อ ที่ ๕ คบคนชวั่ เปน็ มติ ร ก็หมายความวา่ เม่ือมนั ชั่วกันท้ังโลกแลว้ มันก็
คือ ไม่ตอ้ งมีขอ้ ยกเวน้ แล้ว, มันชอบกิเลส ชอบอะไร เหมือน ๆ กนั ทั้งโลก, กเ็ รียกวา่
คบคนชวั่ เปน็ มติ รกนั ทง้ั โลกดกี วา่ . ไมม่ ใี ครเหนยี่ วรงั้ มาในทางของพระศาสนา. การ
เผยแผพ่ ระศาสนาทำ� ไมไ่ ด้ ทกุ ศาสนาทำ� ไมไ่ ด้ เพราะวา่ มนั คบคนชว่ั เปน็ มติ รกนั เสยี
ท้งั โลก, ดังไปหาเรือ่ งกิเลส.
ข้อที่ ๖ ข้อสุดท้านท่ีหน้าหวัวมาก ก็คือ เกียจคร้านท�ำการงาน ท�ำไม
พระพทุ ธเจา้ จะตอ้ งตรสั เรอื่ งน้ี วา่ อยา่ เกยี จครา้ นทำ� การงาน? กเ็ พราะวา่ มนั ไมช่ อบ
ท�ำการงาน; มนั เหนือ่ ยหรอื มันลำ� บากหรือมันสกปรก หรือมนั กเ็ ปน็ ทไี่ มป่ รารถนา
ไปทุกอย่าง ในการท�ำงาน. คนจนไม่อยากทำ� งานนอกจากจะจำ� เป็น, ความจำ� เป็น
บงั คบั ; เมอื่ จะไดเ้ งนิ รางวลั หรอื คา่ จา้ งเงนิ เดอื น กต็ อ้ งทำ� การงานกท็ ำ� เทา่ นนั้ แหละ.
ทำ� เท่าท่ีความจ�ำเป็นมนั บงั คบั ; โดยเนอื แ้ ท้แลว้ ไมไ่ ด้ชอบทำ� การงาน.
ทถ่ี กู เราควรจะถือว่า การทำ� การงานนั่นแหละคอื การปฏบิ ตั ธิ รรม ที่ควรจะ
ท�ำให้สนุกสนาน, ควรจะสนุกสนานในขณะท�ำงานอย่างเหงื่อไหลไคลย้อยน้ัน
มากกว่า.เด๋ียวน้ีเราเกลียดเหลื่อไหลไคลย้อย. เราอยากจะไปเล่นหัว ไปกิน ไปพัก
ผอ่ น, ไมอ่ ยากจะแตะตอ้ งการงาน.
ไปคิดดใู หด้ ี ใครบ้างชอบท�ำงาน? ถา้ คนนัน้ ชอบท�ำงานจริง; บุคคลน้ันพิเศษ
มาก
เปน็ คนพเิ ศษมาก ท่ชี อบทำ� งาน. ฉะนน้ั ควรจะตดั สินใจกนั เสยี ใหม่ ปรบั ปรงุ จิตใจ
กนั เสยี ใหม่ ใหส้ นกุ สนานในการทำ� การงาน. ถา้ ประโยชนข์ องตนมนั ไมม่ แี ลว้ กท็ ำ� ให้
ผู้อน่ื ใหส้ นุกสนานไปเสีย.
ใหถ้ อื ตัวอยา่ งเหมือนพระอรหนั ต์ หรือพระพุทธเจ้า เร่ืองของท่านไมม่ ีแล้ว;
กท็ ำ� เรอี งใหผ่ อู้ นื่ ชว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื ; เพราะไมอ่ ยากขเี้ กยี จทำ� งาน เหน็ วา่ การทำ� งานนน้ั
มันไม่สนกุ มันมีคา่ สมกบั ทร่ี า่ งกายมนั จะเคลอ่ื นไหว ให้เหงื่อออก มนั มีคา่ ควรที่จะ
ใชเ้ รย่ี วแรงร่างกายน้ที �ำไป.
50