The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คําบรรยายประจําวันเสาร์ที่ลานหินโค้ง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ภาคมาฆบูชา 2520 ของพุทธทาสภิกขุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cstd, 2021-04-21 00:12:24

เยาวชนกับศีลธรรม

คําบรรยายประจําวันเสาร์ที่ลานหินโค้ง ณ สวนโมกขพลาราม ไชยา ภาคมาฆบูชา 2520 ของพุทธทาสภิกขุ

Keywords: ศีลธรรม,พุทธทาสภิกขุ

พุทธทาสภกิ ขุ
นอ่ี บายมุข ๖ ประการ มนั เปน็ อย่างนี.้ เราตอ้ งเว้น. เวน้ อบายมุข ๖ ประการ
ก็คือเว้นพน้ื ฐานทัว่ ๆ ไปได.้
ทนี มี้ นั กจ็ ะเวน้ ศลี หา้ หรอื เวรหา้ น่ี อะไรไดง้ า่ ย : เวน้ ปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน
กาเมสมุ จิ ฉาจาร มุสาวาท ดม่ื นำ้� เมา อะไรได้งา่ ย. ดม่ื น�ำ้ เมา กม็ ใี นอบายมุขแล้ว
มันยังเหลืออีก ๔ อย่าง ก็เว้นได้ง่าย: ถ้าเว้นอบายมุขมาแล้ว ไม่ประทุษร้ายชีวิต
รา่ งกายเขา. ไมป่ ระทษุ รา้ ยทรพั ยส์ มบตั ขิ องเขา.  ไมป่ ระทษุ รา้ ยของรกั ของเขา. ไม่
ประทุษร้ายประโยชน์ของเขาดว้ ยวาจา. ก็เปน็ การเว้นสมบรู ณ.์
นี้แหละ คือ ศลี ธรรมสมบรู ณแ์ บบ อยา่ งทฏิ ฐธรรม ทีม่ นุษย์ธรรมดาสามญั
จะต้องมีใครทำ� กันกจ็ ะเปน็ "มนุษยท์ ีม่ ศี ลี ธรรมสมบรู ณแ์ บบ".

อภชิ าตบตุ รรู้จกั โลกอ่นื และโลกุตตระด้วย


เอ้า, ทีนี้ ถา้ เหนือจากน้ี แปลกไปจากน้ี พน้ ไปจากนีอ้ ีก กต็ ้องเรยี กวา่ "โลก
อ่นื " อกี แล้ว. ใชค้ �ำว่า "โลกอนื่ ", สมั ปรายกิ ตั ถะ - ประโยชน์อย่างอ่นื - อย่างอื่นที
เดียว, คือมันตอ้ งไกลไปกวา่ น.้ี
นไ่ี ม่ต้องการความสขุ อยา่ งโลก ๆ, แต่ตอ้ งการความสขุ ชนดิ อน่ื ท่เี หนนือกว่า
นัน้ ยงิ่ ไปกว่าน้นั ; ฉะน้ัน จงึ ประพฤติธรรมะท่ีสูงขนึ้ ไป ประเภท
ศีล สมาธิ ปญั ญา บรรลุมรรค ผล นพิ พาน ที่เรยี กว่า "โลกตุ ตระ" สงู ไปกวา่
โลกธรรมดา
เหนือไปกวา่ ธรรมดาสามญั มนุษยท์ ่ีเขามี ๆ กนั อย่นู ้ี กต็ ้องท�ำให้ได.้
เพราะว่ามนษุ ย์ทำ� ได,้ เพราะวา่ มใี วส้ ำ� หรับมนษุ ย;์ ไม่ได้มีไว้สำ� หรบั สุนขั และ
แมว, หรอื ไมไ่ ด้มีไวส้ �ำหรับใครท่ีไหน; มไี วส้ �ำหรับมนษุ ยจ์ ะตอ้ งทำ� ใหไ้ ด.้
เมื่อเราท�ำได้อย่างที่สนุษยธ์ รรมดาสามญั ควรจะท�ำแลว้ ; เรากท็ �ำสูงข้ึนไปท่ี
มนษุ ยธ์ รรมดาทำ� ไมไ่ ด.้ คนธรรมดาท�ำไมไ่ ด้ ; กจ็ ะไดดเ้ ปน็ คนทเี่ ลอ่ื นระดบั ขนึ้ ไ เปน็
อรยิ บุคคล หรือ อริยมนษุ ย์นน่ั .
สรุปว่า เป็นมนุษย์ธรรมดาให้เต็มท่ีแล้ว ก็ต้องเรียกว่า เขาเป็นอริยมนุษย์.

51

เยาวชนกบั ศีลธรรม
ระบบศีลธรรมสมบรู ณ์แบบมนั เป็นอยา่ งนี.้
ทีน้ี ถ้าวา่ มนุษย์คนไหนจัดทำ� ใหไ้ ดอ้ ย่างน้ี กต็ ้องเรียกวา่ เขาเป็นอภิชาตบตุ ร
: จัดให้ตัวเองกเ็ ป็นอภิชาตบตุ ร, จัดให้คนอ่นื กเ็ ป็นอภิชาตบุตร, จัดให้โลกทั้งโลก
มนั เป็นอย่างนีไ้ ด้ ก็เป็นอภิชาตบตุ รสงู สดุ .
เพราะฉะน้นั เราช่วยกนั เผยแผ่พระธรรม ค�ำส่ังสอนของพระพทุ ธเจ้าเพ่อื ให้
เขามีความรู้ความเข้าใจถกู ตอ้ ง แล้วก็เล่ือนการประพฤติกระท�ำขึ้นไป ใหม้ นั มคี วาม
ก้าวหน้า. เราทกุ คนกจ็ ะได้ท�ำหนา้ ท่ีของอภิชาตบุตร คือ ดีกวา่ ทีแ่ ลว้ มาแต่หนหลงั
จนกวา่ จะถงึ ท่ีสดุ จนดไี ปอกี ไมไ่ ด.้ เดี๋ยวนม้ี นั ยังมีทด่ี ีใหข้ นึ้ ไปอกี มากมาย; เพรราะ
มนั ยงั อยใู่ นสภาพทต่ี กตำ่� มาก ฉะนน้ั ชวนกนั เปน็ อภชิ าตบตุ ร คอื ทำ� หนา้ ทอี่ นั น้ี และ
อบรมลกู หลานของเราใหส้ ามารถ ในการท�ำหน้าทอ่ี ันนี้
นีแ่ หละเรยี กวา่ ชว่ นกนั สรา้ งอภชิ าตบุตร : สร้างตวั เราเองกอ่ นเพราะวา่ เรา
กอ็ าจจะเปน็ เยาวชนอย่เู หมือนกัน ยังไมค่ ่อยมีราคาอะไรนัก ทำ� ให้ได้เสียก่อน.
เม่อื เราไดแ้ ลว้ ก็ท�ำเด็ก ๆ ของเราให้เปน็ อภชิ าตบุตร; เขาจะไดช้ ่วยกันสรา้ งโลกน้ี
ใหม้ คี วามประเสรฐิ ยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป คอื ทำ� ใหม้ ศี ลี ธรรมชนดิ ทแ่ี ทจ้ รงิ มศี ลี สมบรู ณ์
แบบ มีศีลธรรมบริสุทธถ์ิ ูกต้องตามความหมาย ของคำ� วา่ "ศีลธรรม" เป็นหน้าท่ขี อง
อภิชาตบตุ รทุกคร ไม่วา่ จะเปน็ คฤหสั ถ์ หรอื เปน็ บรรพชติ ; จงทำ� ตนใหเ้ ป็นอภิชาต
บตุ ร.
ขอให้นึกถึงพระพุทธภาษิต ที่เก่ียวกับเรีองนี้อีกทีหน่ึงว่า พระพุทธเจ้าท่าน
ตรสั ว่า บณั ฑติ ตอ้ งการอภิชาตบุตร ไม่ต้องการอวชาตบตุ ร. หรอื อนชุ าตบุตร; คอื
บุตรที่เลวกว่าบรรพบุรุษ, หรือบุตรท่ีพอเสมอบรรพบุรุษ". ต้องการอภิชาตบุตร
ปรับปรงุ พันธอ์ุ นั ใหมข่ ้ึนมา ใหม้ นั ก้าวหน้า.
ถ้าเราเปน็ พุทธบริษทั เราควรจะสนองพระพุทธประสงคน์ ะ; ถา้ ยงั อยากจะ
เรียกตัวเองหรืออ้างตัวเองว่าเป็นพระพุทธบริษัท. เราควรท�ำตัวเองให้เป็นอภิชาต
บตุ ร อบรมลูกหลานใหเ้ ปน็ อภชิ าตบตุ ร. นเ้ี รยี กว่า สนองพระพทุ ธประสงค.์
แลว้ กอ็ ยา่ งลมื ทพ่ี ดู ไปเมอื่ ตะกน้ี ว้ี า่ เกยี่ วกบั ลกู ของเรา. ถามความจรงิ ใจของ
ตัวเองดทู ุกคนวา่ ลกู ของเราดแี ลว้ จริงหรอื ? เอาข้อน้กี อ่ น พ่อแมท่ ุกคนน้กี ำ� ลังรสู้ ึก

52

พทุ ธทาสภิกขุ
ว่า ลูกของเราดีแลว้ จริง ๆ หรือ?
และทีน้จี ะถามตอ่ ไปอีกทีวา่ เรากำ� ลังร้สู ึกวา่ ลูกของเราจริง ๆ หรือ? ใครมี
ลูกจะท�ำไดง่ า่ ย; เพราะมันรูจ้ ักดอี ยู่นี.่ ลกู ของเราดีกวา่ เราจริง ๆ หรอื ? ถ้าสมมตุ ิ
วา่ มนั เงินเดือนมาก มเี กียรตมิ าก มอี ะไรมาก มนั ก็ยงั ดกี วา่ เราจริง ๆ หรอื ? ดใู นแง่
อะไรทกุ แง่ บางบางทเี ราจะไม่ยอมรับกระมงั .
แมว้ ่า พอ่ แมก่ ำ� ลังไถนาอยู่กลางนา; ลกู ไปเป็นอะไรอย่ทู ก่ี รุงเทพฯ โนน้ คง
ไมย่ อมรบั วา่ ลกู คนนมี้ นั ดกี วา่ เรา; มนั ยงั มอี ะไรทเ่ี หลอื สำ� หรบั ตะขดิ ตะขวงใจวา่ ลกู
ของเรานม้ี นั ยงั ไมบ่ รสิ ทุ ธวิ์ า่ อยา่ งนนั้ เถอะ; เรายงั จะบรสิ ทุ ธเ์ิ สยี กวา่ . หรอื วา่ ทดี่ อี ยา่ ง
ทล่ี กู ของเราดีน่ะ เราอยากจะเปน็ ดีอยา่ งน้นั บา้ งหรอื ? เราก็คงจะสนั่ หวั .
เมอ่ื เรามองเหน็ อยา่ งนนั้ แลว้ เรากร็ สู้ กึ เองวา่   ลกู ของเรายงั ไมเ่ ปน็ อภชิ าตบตุ ร.
เราจะตอ้ งชว่ ยกนั สรา้ งลกู ของเราใหเ้ ปน็ อภชิ าตบตุ ร จนกระทง่ั เรายอมรบั ไดส้ นทิ ใจ
วา่ ลกู ของเรามนั ดแี ล้วจริงๆ เรายอมรับสนิทใจว่า ลกู ของเรามันดกี วา่ เราท่ีเป็นพอ่
แม่จริง ๆ หรอื ว่าเราจะพอใจถ้าเราไดเ้ ป็นอย่างที่ลกู ของเราเป็นอยา่ งน้ี เปน็ ตน้ .
นแ่ี หละพดู กนั ดว้ ยเรอื่ งจรงิ ดว้ ยความรสู้ กึ จรงิ ๆ ไมใ่ ชพ่ ดู ตามแบบ หรอื ตาม
ตวั หนงั สอื แลว้ . ทีนี้อาตมาอยากจะพูดตามแบบของตวั เองอกี ทีหนึง่ ;  ใครจะวา่ บา้
วา่ บอกต็ ามใจ; คืออย่างท่ีพดู มาแลว้ บอ่ ยๆ ว่า มนุษยน์ ม้ี นั จะเดนิ ไปนพิ พาน.
ชวี ิตทกุ ชวี ติ แม้ยังไมเ่ ป็นมนษุ ย์ มนั ก็ตอ้ งการจะวิวัฒนาการเพ่อื มาเปน็ ของ
ที่สูงกวา่ ; เปน็ มนษุ ย์แล้วไปจบกนั ทน่ี ิพพาน, ดนิ ทางไปสู่นพิ พาน. เมอื่
พอ่ แม่ของมันไปไม่ได้ ตายเสีย; ลูกของมันเดินต่อไป, ลูกคนนัน้ มันยังไมถ่ ึง;
ตายเสยี . ลกู ของมันเดนิ ตอ่ ไป, ลกู ของมันเดนิ ต่อไป, ลกู ของมันเดนิ ตอ่ ไป. จนถงึ วัน
หนง่ึ น่ะ จะมีมนษุ ยท์ ไี่ ปถงึ จดุ น้ัน คือถึงนพิ พาน. นถี้ า้ ใตรยอมรับเรอ่ื งนี้ ข้อนี้ กเ็ อ้
า, ก็คิดดูต่อไปว่าเดี๋ยวนี้ลูกของเราสามารถจะเดินทางต่อไป จากเราเพ่ือไปถึง
นิพพานไดห้ รือไม่?
ถ้าเรามนั ไม่ซ่ือตรงตอ่ พระพุทธเจา้ ไมอ่ ยากไปนิพพาน กต็ ามใจ; เลกิ กนั ไม่
ตอ้ งพดู กนั . แตถ่ า้ เรายงั ซอื่ ตรงตอ่ พระพทุ ธเจา้ ยงั มอี ดุ มคตเิ พอื่ นพิ พานอยแู่ ลว้ ; เรา
ก็ต้องนึกถึงข้อท่ีว่าลูกหลานของเรามันจะช่อยเดินต่อไปจากเราเพ่ือให้ทนุษย์ถึง

53

เยาวชนกบั ศีลธรรม
นพิ พานจนได.้
เรานีก้ ็พยายามเตม็ ท่แี ล้ว ทจ่ี ะถึงนพิ พาน แม้ในขณะท่ีจะดับจติ วาระสดุ ท้า
น กย็ ังดี. แต่เด๋ยี วน้ีลกู ของเรา, เราไมย่ ากจะใหเ้ ขาหนีไปเสยี ทางอน่ื . ไมอ่ ยากให้เขา
ถอยหนไี ปเสยี ทางอนื่ : ให้เขาเดนิ ต่อไป และใหเ้ ขาทำ� ไปในนามมนษุ ยท์ ุกคร. เอา
มนุษย์ทุกคนมารวมกันเป็นคนเดียว. แล้วมนุษย์นี้ต้องไปถึงนิพพานใหเได้ ถ้าคนน้ี
เดินไม่ถึง, คนนั้นก็เดินต่อไป.คนโน้นก็เดินต่อไป, จนในท่ีสุดกล่าวพูดได้ว่า มนุษย์
แหละมนั ไปถงึ นพิ พาน.
ทนี เี่ รามาดลู กู หลานของเราปจั จุบันนีว้ า่
ลกู ของเราจะสามารถเดนิ ทางตอ่ จากเราไปถงึ นพิ พานไดห้ รอื ไม?่ พอเรามอง
ดเู ข้าจริง ๆ แล้วก็ใจหายวาบได;้ คือลูกของเรามันเล่นไม่ซอื่ แลว้ มันจะไมเ่ ดินตาม
ทางของนพิ พาน มนั จะหลอกเดนิ ในทางทตี่ รงกนั ขา้ ม. นแี่ หละคอื ความหมายชดั เจน
ทสี่ ุดของคำ� ว่า "อวชาตบตุ ร" คือบตุ รที่เลวกวา่ พ่อแม่; มันไมส่ บื ตอ่ การกระท�ำของ
พอ่ แม่,มันกลับกระท�ำไปในทางตรงกนั ข้าม
หรอื เลวกวา่ , ก็เปน็ อภชิ าตบุตร บตุ รทเ่ี ลวกว่าบิดามารดา.
ทนี ถ้ี า้ วา่ มนั เปน็ อภชิ าตบตุ รดกี วา่ นน้ั ; มนั ซอื่ ตรงตอ่ อดุ มคตนิ ้ี มนั กพ็ ยายาม
เดิน เดินเทา่ ทีบ่ ิดามารดาจะเดนิ . ถ้าอย่างนีก้ เ็ รียกว่า "อภชิ าตบุตร" ได้, บตุ รท่ีท�ำ
พอเสมอกันกับบิดามารดา.
ทนี ่ี มาดอู กี ทหี นง่ึ บตุ รอกี คนหนง่ึ อกี พวกหนง่ึ เขาทำ� เกง่ กวา่ เรามากเกง่ กวา่
พอ่ แมม่ ากกำ� ลงั กา้ วหนา้ พรวดพราดไปยงั นพิ พานทเี ดยี ว อยา่ งนตี้ า่ งหากถงึ จะเรยี ก
ว่า "อภชิ าตบตุ ร" อภชิ าต, อภิชาตะ แปลวา่ เกิดมาย่ิงกวา่ บิดามารดา.
เมื่อมีอภิชาตบุตรข้ึนมาแล้ว ผลมันก็น่าชื่นใจ. อภิชาตบุตรท่ีแท้จริงย่ิมจะ
ตอ้ งทำ� ตรงตามหนา้ ที่ คอื ชวี ติ ของเรากา้ วหนา้ เรอื่ ยไป ไปตามทางของนพิ พาน, และ
กช็ ว่ ยเหลอื ผอู้ น่ื ใหเ้ ปน็ อยา่ งนนั้ ดว้ ย. ลกู หลานของเรากจ็ ะเปน็ อยา่ งนน้ั มากมายขนึ้ ,
วงศ์ตระกลู ของเรากจ็ ะเปน็ วงศ์ตระกลู ที่ประกอบด้วยธรรมะ, หรอื ศีลธรรมย่ิงขนึ้ .
นก่ี เ็ ปน็ เครื่องวัดทมี่ องเหน็ ไดง้ า่ ย ๆ ว่า วงศ์ตระกลู ของเรามีลกู หลานท่หี นัก
แน่นในศีลธรรมมากยง่ิ ขน้ึ หรือเปลา่ ? ถ้ามนั เปน็ อย่างนั้น กเ็ รยี กว่า สกลุ นีล้ ว้ นแต่

54

พทุ ธทาสภกิ ขุ
เปน็ อภชิ าตบตุ ร เขากล้าทจ่ี ะเป็นอภิชาตบคุ คล. พูดอยา่ งนค้ี ลา้ ยกับอวดดี
หรือสอนคนใหอ้ วดดี หรอื ดหู ม่ินพระอริยเจ้า; ไม่ไดต้ ้องการอยา่ งน้ัน, ไมไ่ ดแ้ นะน�ำ
อยา่ งนน้ั .
ต้องการจะบอกว่า ผูท้ ี่เปน็ อภิชาตบุตรนี้ จะกล้าหาญในการทีจ่ ะไปเป็นอรยิ
เจ้า; มันไม่กลัวมันไม่ละอาย มันไม่สงสัน มันไม่ลังเล มันบากบ่ันเพ่ือความเป็น
อรยิ บคุ คล น้ีในส่วนตวั ของเขาเองเขาเปน็ อย่างนัน้ ; ทีน้ีใน
สว่ นสงั คมเขากช็ ว่ ยสงั คม ใหม้ นั เปน็ อยา่ งนน้ั ; เขาเปน็ อยา่ งไรเขากส็ รา้ งสงั คม
อยา่ งนัน้ .
น้ีคอื พวกอภชิ าตบุตร ท่ีเปน็ มหาบุรษุ ที่เกิดมาในโลกนี้ เพอื่ ทำ� โลกนใี้ ห้ไดร้ ับ
ประโยชน์เตม็ ที ่ถี งึ ทีส่ ดุ .
นจ้ี บเรอื่ งของอภิชาตบตุ รโดยเคา้ เง่อื น.

เรากำ� ลงั เปน็ อภิชาตบตุ รเพียงไรหรือไม่

ทนี ้ี เราละ่ เป็นอยา่ งไร ? เอาละ่ ในทส่ี ุดมนั กจ็ บกนั ดว้ ยการ
ทดสอบตัวเองในปัจจุบันน้ีว่าเราก�ำลังเป็นอย่างไร? เราไม่ประสีประสาต่อ
เร่อื งนเ้ี สียเลยใชไ่ หม?
หรอื ว่าเรากำ� ลังสนใจอย่างย่ิง. เราต้องการความเปน็ อย่างนี้. เราตอ้ งการจะ
เปน็ เสยี เอง
หรือวา่ ไมต่ ้องการซ่งึ ความเป็นอภชิ าตบตุ ร.
เทา่ ทส่ี งั เกตเหน็ แงว้ มนั เหน็ ไปในทางทวี่ า่ เรายงั ไมร่ จู้ กั สงิ่ น้ี ยงั ไมป่ ระสปี ระสา
ต่อสง่ิ นี;้
เราไมต่ อ้ งการจะเปน็ อภชิ าตบตุ ร, ไมต่ อ้ งการอภชิ าตบตุ รดว้ ยและไมต่ อ้ งการ
จะเป็นอภิชาตบุตรด้วยตนเองดว้ ย; เพราะเราไมร่ ู้นี่ว่า "อภชิ าตบุตร" เป็นอยา่ งไร?
เราอยากจะสมบรู ณไ์ ปดว้ ยเรอ่ื งวตั ถปุ จั จยั เรอื ง่ กนิ กาม เกยี รต;ิ เราตอ้ งการ
ใหล้ ูกของเราก็เปน็ อย่างน้นั , ให้หลานเราก็เปน็ อยา่ งน้ัน, เพราะเรามองไกลไปจาก

55

เยาวชนกับศีลธรรม
นั้นไม่เปน็ มองไมเ่ หน็ มองไม่ได้มันกเ็ ลยติดตนั กันอยูท่ ่ีน่ี.
เดย๋ี วน้ี เรียกวา่ ทั้งโลกก็แล้วกัน. ทง้ั โลก เราไมป่ ระสีประสาต่อการก้าวหนา้
ไปหาสงิ่ สงู สดุ ซึ่งจะเรียกวา่ "พระเป็นเจ้า" หรือเรยี กอะไรก็สดุ แท้. ตัวเขาเองกไ็ ม่
ตอ้ งการอภชิ าตบุตรไมต่ อ้ งการลกู หลานใหเ้ ป็นอภชิ าตบตุ ร, ตวั เขาเองกไ็ มต่ ้องการ
อภิชาตบุตรดว้ นตนเอง.
เร่อื งมนั ก็จบกนั อยา่ งทีเ่ ป็นอยใู้ นโลกนี้ในเวลานี;้ โลกน้ีกม็ แี ตค่ วามยุ่งเหยิง
มคี วามโกลาหล วุ่นวาย.
ที่เขาเรียกกันเดี๋ยวนี้ ก็เรียกว่า มีแต่ความยุ่งยาก ความวุ่นวาย, เป็น
วิกฤติการณ์ คือ ความไมป่ กติ มแี ต่ความทุกข์ร้อน.
สรุปความว่า ขอให้ท่านได้พิจารณษรายละเอียดเหล่าน้ี ซึ่งอธิบายค�ำว่า
"อภิชาตบุตร" คอื คนทเี่ กดิ มาแลว้ ได้ท�ำอะไรมากย่ิงขน้ึ ไปกวา่ ทบ่ี ิดามารดาได้เคย
กระทำ� ไวใ้ นทางของความสงบสขุ และอยา่ ไดเ้ หน็ วา่ มนั เปน็ อดุ มคตเิ พอ้ ฝนั พดู ไวใ้ ห้
เหอ่ กนั เลน่ ใหฝ้ ันกันเลน่ ไมใ่ ช่อย่างน้ัน.
พระพุทธเจา้ หรอื พระศาสดาไหน ๆ กต็ าม ทา่ นต้องการอยา่ งน้ี และความ
เป็นอย่างนี้ยังไมพ่ ้นสมัย
หลกั เกณฑอ์ นั นเ้ี ปน็ อภชิ าตบุตรก็เพอ่ื เหตนุ ้ีเอง.
อลว้ เด๋ยี วนี้ กม็ ีปญั หาเพมิ่ ขึน้ ว่า โลกสมยั น้มี นั เปน็ โลกท่ีเจรญิ ดว้ ยวัตถุอยา่ ง
ยงิ่
ฉะนน้ั ความเปน็ อภิชาตบุตร กล็ ำ� บากข้ึนกวา่ เดิม เขาจะตอ้ งปรับปรงุ ความ
เปน็ อภชิ าตบตุ รนี้ใหเ้ ข้ากันได้กับความเจริญกา้ วหน้า ในทางวตั ถ;ุ ไม่เช่นน้ันจะไม่มี
ใครยอมรับ.
ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุนี่มันถอยหลังไม่ได้แล้ว มันมีแต่จะเฟ้อมากไป
อีก.
ทนี เี่ รากไ็ ม่เอาส่วนทเ่ี ฟอ้ นี่ กไ็ มเ่ อา; เอาแต่สว่ นที่พอดที ถี่ กู ต้อง เท่าทีค่ วรจะ
เป็น. เพราะวา่ มนั กลับถอยหลงั ไปอกี ไม่ได้ ก็มอี นมู่ าก. เชน่ วา่ ใชไ้ ฟฟา้ แล้วอยา่ งน้ี
จะไปจุดไต้กันอกี เหล่าน้มี ันคงทำ� ไมไ่ ด;้ เพราะมนั ไมม่ ีไต้จุดนน่ั แหละ.

56

พุทธทาสภิกขุ
ถา้ จะเลกิ ไฟฟา้ ไปจดุ ใต้ มนั กไ็ มม่ ไี ตจ้ ดุ ; มนั ตอ้ งทำ� อะไรตอ่ ไปขา้ งหนา้ เพอื่ ใหเ้ หมาะ
สมกับท่วี ่า มันมไี ฟฟา้ ใช้แลว้ .
ฉะนน้ั ความเปน็ อภชิ าตบตุ รนน้ั ตอ้ งเกง่ ขยายตวั ออกไปถงึ สว่ นทม่ี นั เกย่ี วกบั
ความเจริญก้าวหน้าในทางวัตถุด้วย โดยป้องกันอย่าให้วัตถุนิยมมันเป็นพิษขึ้นมา
เป็นอนั ตรายข้นึ มา; และกไ็ มล่ มุ่ หลงในทางวตั ถุนิยมเหลา่ น้นั ด้วย.
ในทส่ี ดุ กไ็ ม่มอี ะไรดกี วา่ นี้ คือ มนุษย์มันไดไ้ ปถงึ จุดทส่ี ุด ท่ีสมนุษยค์ วรจะไป
เรียกว่าไม่เสียทีที่มมี นษุ ย์ข้ึนมาแลว้ ในสากลโลกน้ี.
เอาละเป็นอันว่า ในวันน้ีเราพูดถึง เยาวชนอถิชาตบุตร เราจะช่วยกันสร้าง
เยาวชนชนิดทีเ่ ป็นอภิชาตบุตร. พอ่ แมจ่ ะตอ้ งรู้เรอ่ื งนี้ใหด้ ีกอ่ นจึงจะไปสร้างอภิชาต
บตุ ร ขน้ึ มาได;้ แลว้ ปัญหาต่าง ๆ กจ็ ะหมดไป. เดี๋ยวนป้ี ญั หาหมดไม่ได;้
เพรราะวา่ มนษุ ยไ์ ม่รวู้ า่ มนุษยน์ ี้จะต้องไปกนั ทางไหน? ไปจบกนั ที่ไหน? ไปสงู สุด
กันท่ีไหน? มนั ก็สอนใหค้ วา้ อยู่ในความไม่รู้ ในความมืด ในอวชิ า เรยี กวา่ "พายเรือ
อยู่ในอ่าง" ซ่ึงมนั มีเพยี งเท่าน้ัน มนั กไ็ มพ่ ้นไปจากทุกข์ได.้
เราพทุ ธบรษิ ทั ตอ้ งการจะทำ� หนา้ ทสี่ นองพระพทุ ธประสงค์ ในความมงุ่ หมาย
ทจี่ ะช่วยโลก ทัง้ เทวโลกและมนษุ ย์โลก ซึง่ เป็นวัตถุประสงคข์ องพระพทุ ธเจา้ . เปน็
วตั ถุประสงคข์ องพระศาสนา, หรอื ของพระธรรม. พระพทุ ธองค์จึงทรงมอบหมาย
หนา้ ทน่ี ี้ไว้ แก่สาวกสงฆ์ พทุ ธบรษิ ัท ให้ชว่ ยกนั ท�ำ; เพราะฉะนน้ั อาตมาถอื วา่ ไม่ใช่
เร่อื งนอกเรอ่ื ง; ไมใ่ ชเ่ รอื่ งเกนิ ขอบเขต. เป็นเรอ่ื งที่อนใู่ นหน้าทีเ่ ปน็ หนา้ ท่ที จ่ี ะตอ้ ง
ประฑฟตกิ ระทำ� .
ขอใหท้ กุ คนเอาไปพจิ ารณาดู แลว้ ชว่ ยกนั คนละไมค้ นละมอื ในการกระทำ� เพอ่ื
ใหศ้ ลี ธรรมกลับมาใหเ้ กิดอภชิ าตบุตร ผูด้ ำ� เนนิ ชีวติ ดว้ ยศีลธรรม.
ขอยตุ ิ การบรรยายในวันนี้ ไวเ้ พียงเท่าน้ี ขอโอกาสใหพ้ ระคณุ เจ้าได้สวดบท
ส่งเสรมิ กำ� ลังจิตใจในการประพฤตธิ รรม.

57

เยาวชนกับศลี ธรรม

ธรรมสจั จะ
การสร้างเยาวชนแหง่ ยคุ ปัจจบุ ัน

ท่านสาธชุ น ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายวนั เสาร ์ เปน็ ครง้ั
ท ่ี ๓ แหง่ ภาคมาฆบูชา นี้ จะไดก้ ล่าวโดยหัวข้อใหญท่ ่ีว่าเยาวชนกับศีลธรรม ต่อไป
ตามเดิม; แตส่ �ำหรบั หวั ข้อยอ่ ยโดยเฉพาะในวันนน้ี น้ั จะไดก้ ลา่ วโดยหวั ขอ้ ว่า การ
สร้างเยาวชนยุคปัจจุบัน.
การกล่าวถงึ เยาวชนอย่างซำ�้ ๆ ซาก ๆ น่ี คงจะเปน็ ที่เบอ่ื หนา่ ยแก่หลายๆ
คน, แต่ท่านลองคิดดูว่า เรือ่งของเด็ก ๆ น่ันมันไม่จบไม่สิ้น. บ้านเรือนไหนมีลูก
เด็กๆ เลก็ ๆ มนั มเี ร่อื งทจ่ี ะตอ้ งดูแล ว่ากล่าวกันไม่รู้จบไม่รู็จดั สิ้น; มนั เป็นอยา่ งน้ัน
เอง.
เพราะฉะนน้ั เรากพ็ ดู กนั ถงึ เรอ่ื งเยาวชนซงึ่ ดเู หมอื นจะไปไมร่ จู้ กั จบจกั สน้ิ กนั
อกี สกั พักหนง่ึ .
ขอใหท้ า่ นทงั้ หลายมองอยา่ งยตุ ธิ รรมกนั บา้ ง วา่ การชว่ ยกนั ท�ำใหเ้ ดก็ ๆ หรอื
เยาวชนดขี นึ้ นนั้ มนั เปน็ หนา้ ทโ่ี ดยตรงของมนษุ ย.์ ทา่ นคดิ วา่ เกดิ มาหาเลยี้ งปากเลย้ี ง
ท้อง เล้ียงลูก เล้ียงหลานไปได้แล้ว มันก็พอแล้ว; น่ันยังต้องระวังอยู่อีกข้อหนึ่งว่า
ลูกหลานมนั ดีขน้ึ หรอื เปลา่ ?
ถา้ ลกู หลานไมด่ ขี ึน้ ; การกระทำ� ของพ่อแม่กไ็ มผ่ ดิ อะไรกบั การกระทำ� ของสัตว.์ ที่
เรยี กกนั ว่า สตั วเ์ ดรัจฉานทวั่ ๆ ไป. มนษุ ยต์ ้องเปน็ มนษุ ย์ คอื มนั ดขี ้นึ แปลวา่ ใจ
มันสงู ขึน้ . ถา้ ลกู หลานมาแลว้ ใจมนั ไม่สงู ขนึ้ ; มันก็เหมือนกับมิไดม้ ี.
ฉะนนั้ ขอใหถ้ อื เปน็ หนา้ ทสี่ ำ� หรบั บดิ ามารดาทกุ คน วา่ จะตอ้ งทำ� ลกู หลานให้
มนั ดีขนึ้ .
บิดามารดาในภาษาคน คือ พ่อแม่นี้ก็ดี, บิดามารดาในภาษาธรรม เช่น
อปุ ชั ฌาย์ อาจารยค์ รผู สู้ ง่ั สอนนกี้ ด็ ,ี กเ็ รยี กวา่ บดิ ามารดา; จะตอ้ งสงั่ สอนล๛หลาน
จะเปน็ ลกู หลานโดยตรงหรอื ลกู หลานโดยความเปน็ ศษิ ยเ์ ปน็ ตน้ นใี้ หม้ นั ดขี นึ้ . นเี้ ปน็
หนา้ ทอี่ ยา่ งลกึ ซงึ้ ซอ่ นเรน้ อยใู่ นนนั้ ; เพราะถา้ เราไมท่ ำ� หนา้ ทอ่ี ยา่ งนนั้ โลกนกี้ จ็ ะแตก

58

พทุ ธทาสภิกขุ
สลายไป.
การทำ� ใหโ้ ลกนเี้ จรญิ ขนึ้ มนั เปน็ หนา้ ท่ี เพราะวา่ ทำ� ใหด้ ลกนม้ี นั ยงั คงอย.ู่ แต่
ความเจริญนั้น มันมิได้มีอยู่เพียงเรื่องทางวัตถุ;  เรื่องทางจิตใจก็ต้องเจริญขึ้นด้วย.
และถา้ เรอ่ื งทางวตั ถมุ นั เจรญิ จนเฟอ้ ,  เรอื ง่ ทางจติ ใจกจ็ ะเสยี หายหมาด. เราจงึ จอ้ ง
มคี วามเจรญิ ทคี่ วบคกู่ นั ไป  จงึ จะเรยี กวา่ โลกนมี้ นั ดขี น้ึ ; และลกู หลานนน่ั แหละมนั
เปน็ ผทู้ ำ� ใหเ้ ปน็ อยา่ งนนั้ คอื มนั ดขี นึ้ . ถา้ ลกู หลานมนั ไปทำ� ใหเ้ ลวลง; มนั กเ็ ลวลง ซงึ่
จะถงึ ความวินาศก็ได้.
โลกในอนาคตน่ี มัน ข้ึนอยู่กับเยาวชน. ถ้าเยาวชนเขาท�ำความผิดไผ
วัฒนธรรมท้ังหลายกจ็ ะสูญส้นิ ไป; โดยเฉพาะอย่างย่งิ แม่แต่พระพทุ ธศาสนากจ็ ะ
ไม่
มีเหลอื . ขอให้ฟงั ดูใหด้ ีวา่ อาตมากำ� ลงั กลา่ ววา่ แม้แต่พุทธศษสนากจ็ ะไม่มี
เหลือ; ถ้าหากเยาวชนของเราในอนาคต มนั ไมไ่ ด้ดีข้ึน คือ ไมไ่ ด้ถูกต้องยงิ่ ข้ึน.
เพราะฉะนนั้ ควรจะถอื วา่ การทำ� ใหเ้ ยาวชนของเราดขี น้ึ นน้ั มนั เปน้ การกศุ ลทแ่ี ทจ้ รงิ
และอยา่ งยิง่ , แทจ้ รงิ และทง้ั อย่างย่งิ , คือสูงสุด.
ขอให้ดใู ห้ดี ว่าการกศุ ลไหนมันจะเปน็ การกุศลทีแ่ ท้จริงหรอื สูงสดุ มกั จะคดิ
กันแต่เรือ่ งท�ำบญุ ท�ำทานซงึ่ มนั เป็นของงา่ ยและส�ำหรบั คนโง่. ขออภัยท่ตี ้องกลา่ ว
อย่างน;้ี อยา่ ไดโ้ กรธเลย ว่าของงา่ ยมันต้องสำ� หรับคนโง่เสมอ; ของยากมนั ต้อง
ส�ำหรับคนมสี ตปิ ัญญา. ลแะของง่ายนน้ั มนั จะมปี ระโยชน์ทลี่ กึ ซึ้ง ประเสรฐิ สดุ ได้
อย่างไร; มันตอ้ งของยากตา่ งหาก ทม่ี ันมผี ลประเสริฐ สูงสุด ลึกซ้ึง. นก้ี ไ็ ด้แกก่ าร
ที่จะท�ำให้ลกู เดก็ ๆ หรอื เยาวชนของเราในอนาคตมันดขี น้ึ .
มันเป็นการกระท�ำท่ีท�ำได้ยาก แม้จะเอามาพูดกันให้จจบให้สิ้น มันก็ยาก;
พูดกนั หลายครั้งแลว้ มันก็ไม่รูจ้ กั จบสกั ที มนั ยงั มแี ง่นั้น แงน่ ี้ ท่ยี ังรู้สึกเปน็ หหว่ งอยู่
เสมอ. ใครไมส่ ึกกต็ ามใจ; แต่อาตมามันรสู้ กึ มนั อดไมไ่ ด้ มันนอนคิดนอนนกึ อยูแ่ ต่
ว่า "เยาวชนในอนาคตเขาจะท�ำลายโลกนี้เสียอย่างไร;  หรือว่าเขาจะช่วยกันท�ำให้
โลกนีเ้ จริญงดงาม ใหม้ ศี าสนายังคงอย่ไู ด้อยา่ งไร"; จงึ เอามาพดู ประจบกับว่า สมัย
นป้ี ระเทศไทย มปี ญั หาเกยี่ วกบั เยาวชนเปน็ อนั มาก หลายแงห่ ลายมมุ ; จงึ ถอื โอกาส

59

เยาวชนกับศีลธรรม
เอามาพดู กันเสยี คราวเดยี ว พร้อมกนั ไปท้ังเรื่องท่บี า้ น ทั้งเร่อื งทว่ี ดั ใหก้ ลมเกลียว
กันไป มันจะไดง้ า่ ยขน้ึ . การแยกดหู รอื แยกพูดคนละเรื่อง มันดจู ะลำ� บากแมใ้ นการ
พดู หรือการทำ� ความเข้าใจ; กเ็ ลยถือโอาสพดู กันเสียในคราวเดียว.
ขอใหท้ บทวนถงึ คำ� ทไี่ ดก้ ลา่ วมาแลว้ ตงั้ แตต่ น้ ซงึ่ เปน็ หวั ใจของเรอ่ื งวา่ เยาวชน
นน่ั แหละคอื โลกในอนาคต; และโลกในอนาคตจะเปน็ อยา่ งไร มนั กแ็ ลว้ แตเ่ ยาวชน.
ถ้ายังมองไม่เห็นก็ไปคดิ ดูเสียบ้าง มันเป็นเรอื่ งง่าย ๆ เพราะมนษุ ยน์ ่ี มันเปน็ คนท�ำ
โลก หรือสร้างโลก; ถ้ามนษุ ย์มันเป็นอยา่ งไร มนั จะสรา้ งโลกอยา่ งนนั้ ในอนาคต มนั
กค็ ือมนษุ ย์ในอนาคตจะสร้างขึ้นอย่างไร.
เด๋ียวน้ีก็ยังเป็นเยาวชนอยู่; เยาวชนก�ำลังเป็นปัญหาอย่างหนักอยู่ในเวลานี้
ในนข้อที่ว่าไม่รู้ว่าเขาจะเดินทางไปทางไหน จะไปสู่ความล่มจม หรือจะไปสู่ความ
รอดนีค้ วามหวงั ของเรากอ็ ยู่มีเ่ ยาวชนนั่นเอง; เพราะฉะนั้นขอให้ใช้เวาลเท่าทจ่ี ะมี
เทา่ ที่จะเจยี ดได้เอามาคดิ นกึ ศกึ ษา ปรกื ษาหารือ และพยายามแกไ้ ขปญั หาเหล่าน้ี
ซ่งึ อาตมายนื ยนั ว่า เปน็ การบ�ำเพ็ญที่สงู สุด ยากสกั หนอ่ ย กข็ อให้ทนเอา.
เราตอ้ งการเยาวชนที่เรยี กว่า อภชิ าตบตุ ร มีลกั ษณะอยา่ งไร ก็ไดก้ ล่าวไป
เปน็ สว่ นใหญแ่ แลว้ ในการบรรยายครง้ั ทแี่ ลว้ มานเ้ี อง. อภชิ าตบตึ ร แปลวา่ บตุ รทยี่ ง่ิ
กวา่ บดิ ามารดา; ถา้ เราไดบ้ ตุ รทย่ี ง่ิ กวา่ บดิ ามารดา ในทางความรู้ ความสามารถ ความ
ประพฤติ หรือการกระทำ� โลกน้กี ็ตอ้ งดขี นึ้ กวา่ โลกในสมัยบิดามารดา.
ถ้านึกถึงปู่ ยา่ ตา ยาย ท่ีแลว้ มาแต่หนหลงั มันมีปัยาหท่จี ะพดู ลงไปว่าดขี ้นึ
หรอื เลวลง.ท่ีเหน็ ไดโ้ ดยงา่ ย ก็คอื วา่ ทางวตั ถุ ส่ิงของนี้ มันดขี ้ึน; แต่ทางจติ ใจมนั
เลวลง; เลยตอ้ งแบ่งแยกกนั วา่ ดีบางอย่าง เจรญิ จนเฟอ้ , แตบ่ างอยา่ งนน้ั มนั ขาด
ไปทีเดียว. ฉะนนั้ เราจะท�ำใหม้ นั เต็มได้อย่างไร.
ค�ำวา่ อภิชาตบุตร บุตรท่ียิ่งกว่าบิดามารดา น้ี ต้องดีกว่าทงั้ ในทางฝา่ ยวตั ถุ
และท้งั ทางจติ ใจ; ถา้ พดู ใหส้ ั้นทส่ี ดุ ก็พูดวา่ โลกนมี้ สี ันตมิ ากยิง่ ขนึ้ นั่นเอง.
จะขอใชค้ �ำจ�ำง่าย ๆ สักคำ� หน่งึ วา่ "เป้าหมาย" เป้าหมายของเราในการสร้าง
เยาวชน : เราต้องการอภิชาตบตุ ร ท่ีจะทำ� ให้บคุ คลก็ดขี ึ้น บา้ นเมอื งก็ดขี ้นึ โลกทงั้
โลกกด็ ขี น้ึ คนแตล่ ะคนดขี น้ึ กเ็ ป็นคนมีศลี ธรรมมากข้นึ .

60

พทุ ธทาสภกิ ขุ
ทีนบ้ี า้ นเมอื ง คือ สังคม ท่แี วดลอ้ มเราในระยะใกล้ ๆ น้ี กด็ ขี ึ้น, จนกระทัง่ วา่
โลกทงั้ โลกกด็ ขี นึ้ . ขอใหช้ ว่ ยกนั จำ� คำ� วา่ โลก ไวส้ กั หนอ่ ยถา้ เราเหน็ แกต่ วั ไมเ่ หน็ โลก
แก่โลก เราไมใ่ ช่พทุ ธบรษิ ทั ; ถา้ เราเปน็ พุทธบรษิ ัท เราต้องเหน็ แก่โลก
คือ "สัตว์มชี วี ติ ท้งั หลาย ทั้งเทวดา ทัง้ มนุษย์ ทั้งสตั ว์เดรัชฉาน" ฉะนั้น เราจึงมีส่ิงที่
เรียกวา่ โลกเป็นหลักเกณฑ์ในการทจี่ ะมเี ปา้ หมาย สำ� หรับการทำ� ให้มนั ดีข้ึน.
สำ� หรบั ค�ำวา่ "โลก" นี่ อาตมาอยากจะแนะน�ำให้ทกุ คนสนใจว่า มกี ันสกั ๚
โลดเถอะจะได้ท�ำใหม้ นั ครบถว้ ยจริง ๆ สามโลกกค็ อื โลกแผน่ ดิน น้อี ยา่ งหนึ่ง, แลว้
โลกบ้านเมอื งคอื เกี่ยวกับมนุษย์นะ่ . การบ้านการเมอื งนี่ เรยี กวา่ โลกการเมืองก็แล้ว
กนั นกี้ เ็ ป็นดลกหน่งึ , ทนี ่ีโลกทีส่ าม คอื โลกของพระธรรม. ทงั้ สามโลกนี้ มันซ้อน
กนั อยู่อยา่ งสนทิ ; แต่มันกย็ งั เปน็ ๚ โลกอยนู่ น่ั เอง. มนั จะจดั การเหมือน ๆ กนั
อยา่ งเดยี วกนั ไมไ่ ด;้ มันตอ้ งแยกกันจัดการ.
โลกแผ่นดิน เกอื บจะไมต่ อ้ งอธิบายกระมัง. แผ่นดิน กอ้ นนดนิ ต้นไม้ ห้วย
หนอง คลอง บงึ บาง ทะเล ภเู ขา อะไรก็ตาม; เหลา่ น้ี เรียกวา่ โลกแผ่นดนิ
นมี่ ันกค็ วรจะดีข้ึน; อยา่ ใหม้ นั ถูกท�ำลายลงง ถ้าเยาวชนมันดีขึ้น มันก็จะ
สร้างโลกแผ่นดินน้ีให้ดีขึ้น; ไม่ท�ำลายโลกแผ่นดิน ให้สูญหายไป หรือแม้แต่ให้มัน
สกปรกไมน่ า่ ด,ู หรอื วา่ เกอื บจะใชป้ ระโยชนอ์ ะไรไมไ่ ด.้ ขอใหเ้ ยาวชนในอนาคตชว่ ย
ทำ� ให้โลกแผน่ ดนิ ใหม้ นั ดขี น้ึ .
ทีนโ้ี ลกบา้ นเมือง คือ บรรดาสิง่ ทม่ี ิไดเ้ ป็นไปตามธรรมชาติ ท่ีมนุษย์ต้องท�ำ
ขนึ้ มา. บ้านหรือเมอื ง แลว้ กก็ ารบา้ น การเมือง แล้วก็ การเมือง การเป็ยอยู่ กาาร
ท�ำมาหากนิ , การเก่ยี วเนอ่ื งสมั พันธ์กนั เพอ่ื ใหบ้ า้ นเมอื งมนั รงุ่ เรอื งและมสี นั ต;ิ นี้
เรา เรยี กว่า โลกบา้ นเมืองง เรายงั หวงั วา่ เยาวชนในอนาคตที่เปน็ อภชิ าตบตุ รนั่น
มันจะช่วยท�ำใหเดีขึ้น. อย่าให้บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม, เต็มไปด้วย
อันตราย; เป็นโลกการเมืองทห่ี ลอกลวงสารพดั อยา่ ง อย่างกบั วา่ ไม่มีใครจะไวใ้ จ
ใครได้ ไม่มที างทจ่ี ะนอนตาหลบั ; เพราะโลกบ้านเมืองหรอื โลกการเมืองนมี้ นั ไม่ดี.
ขอใหเ้ ยาวชนในอนาคตของเรา ชว่ ยกนั สรา้ งโลกบา้ นเมอื งนใ้ี หม้ นั ดมี บี า้ นเมอื งเรอื น
ดี มผี ู้คนดี มีการบา้ นการเมืองท่ดี ี.

61

เยาวชนกบั ศีลธรรม
ทนี ี้ มาถงึ โลกทีส่ าม คือ โลกพระธรรม อยทู่ ไ่ี หน? ถา้ ฟงั เทศกก์ นั มาหลาย
สิบครัง้ หลายรีอ้ ยครัง้ แลว้ ยังไมร่ ูว้ ่า โลกพระธรรมอยู่ทไี่ หน มันกเ็ ปน็ กรรมของคน
น้ัน. ขอให้พยายามคิดดูสนใจให้รู้ว่า โลกพระธรรมน้ัน มันอยู่ที่ไหน? มันจะอยู่
ทีไ่ หนได้ ถา้ ไมอ่ ยู่ทต่ี ัวคน.
ตัวธรรมะของธรรมชาติน่ัน ทันก็เปน็ เรอื ่งของธรรมชาต; มนั ไมเ่ ก่ยี วกับคนก็
ปล่อยมันไปตามเร่ือง. แต่ว่ามันเก่ียวกับคน ต้องมีในใจคน; ไม่มีแล้วคนไม่เป็น
คน,หรอื คนไม่เปน็ มนษุ ยน์ ี.้ มันอย่ทู ่คี น ไม่ได้อย่ทู แ่ี ผน่ ดิน ไม่ไดอ้ ยู่
ท่บี ้านเมือง ไมไ่ ดอ้ ยทู่ ่ีเรอื ่งกเิ ลส หรือเร่ืองทางโลกท่วั ๆ ไป; แตว่ า่ อยทู่ ก่ี าร
ประพฤติท่ถี ูกต้องท้ังทางกาย ทางวาจา และทางใจ ของคน.
ท่านอาจจะแยกออกมาไดห้ รือไม่ นั่นมันเปน็ ความสามารถของทา่ นเอง. แต่
อยากจะให้มองดูอยา่ งงา่ ย ๆ ว่า ถา้ ทุกคนในโลกธรรมะ แล้วโลกนี้จะมธี รรมะ
แล้วสว่ นทมี่ นั เป็นอย่างน้นั แหละ เรอี กวา่ โลกพระธรรม ต่างจากโลกของหมู่
คนทีไ่ ม่มีธรรมะ. ถ้าสมมุตวิ ่าพวกไหน มนุษยพ์ วกไหน คนพวกไหน เขาไมม่ ีธรรมะ
กนั เลย; เขาอยูก่ นั ได้อย่างไร?
เขาก็อยู่กนั ได้ ตามแบบของเขา; แต่เขาไม่มธี รรมะอยูเ่ ลยในใจของเรา หรือ
ในการเปน็ อยขู่ องเขา เขาก็ไมม่ ธี รรมะ.
ส่วนเราท่ีประพฤติอยู่นี่ มันมีโลกของธรรมะเป็นระบบ เป็นระเบียบเป็น
ระแยย เปน็ อะไรตา่ ง ๆ อยู่ในจิตใจ เปน็ หลกั ธรรมะทแ่ี ทจ้ ริง; แล้วมันก็แสดงออก
มาภายนอกบ้าง ให้คนอืน่ ไดร้ ู้ไดเ้ หน็ .
เพราะว่าธรรมะมนั มอี ยู่ข้างใน มนั จงึ ได้ออกมาในรปู อยา่ งนี;้ เชน่ สภาพที่
สงบสุข เยือกเย็น เอื้อเฟ้อื เผื่อแผ่ สุจรติ ยุตธิ รรม อะไรก็ตาม มนั แสดงอยู่ท่ัว ๆ ไป
ในหมคู่ นทม่ี ธี รรมะ.
สว่ นนเี้ ราเรยี กวา่ โลกของพระธรรม จะมอี ยแู่ ตใ่ นหมบู่ คุ คลทป่ี ระพฤตธิ รรม.
แมโ้ ลกพะี ธรรมนี้ เรากห็ วังอยู่ว่า เยาวชนในอนาคต ที่เปน็ อภิชาตบตุ ร เขาจะช่วย
กันรกั ษาไว้, เขาจะช่วยสรา้ งขนึ้ มาให้ดีกวา่ เดิม หรอื วา่ ใหย้ ง่ิ  ๆ ขนึ้ ไป จนกว่าจะถึง
จดุ สดุ ยอดทเี่ ขาไดส้ มมตเิ รยี กกนั ไวว้ า่  โลกพระศรอี ารยิ .์  โลกของพระศรอี ารยิ ,์ พระ

62

พทุ ธทาสภกิ ขุ
ศรอี ารยิ เมตไตรย เรียกเต็ม ๆ, เรียกสัน้ ๆ วา่ พระศรีอาริย์.
โลกของพระศรอี รยิ น์ ้ี คงจะแปลกมาก คอื ไมม่ คี วามผดิ ไมม่ คี วามชว่ั ไมม่ ใี คร
ทำ� รา้ ยใคร; และทแ่ี ปลกมากทส่ี ดุ กค็ อื วา่ ไมต่ อ้ งมใี ครชว่ ยใคร. ใครมองเหน็ วา่ สภาพ
ที่ใครไมต่ อ้ งชว่ ยใครนม่ี ันจะมไี ด้อยา่ งไร. เดี่ยวนีก้ ็ต้องช่วยกันไปหมด แม่แต่เรอื่ ง
เจบ็ ป่วย เรือ่ งขาดแคลน เร่อื งอะไรกต็ ้องชว่ ยกนั ไปหมด. เม่อื เรามีโลกพระศรอี ริย์
ท่ีไม่มีความขาดแหคลเลย, ไม่มีความทุกข์ยากล�ำบากที่ใครจะต้องช่วยกันอีก; นั่น
แหละคือ โลกของพระธรรมทสี่ มบูรณ,์ มีศลี ะรรมทุกกระเบียดนิ้ว อยูท่ ่ตี วั ของคน
ทุกคน
ขอใหหม้ คี วามหวงั สกั หนอ่ ยวา่ เยาวชนในอนาคตของเรา จะชว่ ยกนั สรา้ งโลก
ชนดิ นข้ี น้ึ มา โดยการรบั ชว่ ง ถา่ ยทอดกนั ไปตามลำ� ดบั , ตามลำ� ดบั . ถา้ ไมย่ อมวางมอื
เสยี คือจะชว่ ยกันให้มันยงิ่ ขึ้นไปทกุ ลำ� ดบั ; สักวนั หนงึ่ มันจะถึงเปน็ แน่ ๆ คอื เกดิ
โลกพระธรรมถงึ ขนาดท่เี รยี กว่า โลกพระศรีอาริยเมตไตรยขึน้ มา.
นีก้ ็เป็นเหตุผลพอแล้ว ที่วา่ เราควรจะเอาใจใสเ่ รอ่ื งเยาวชน. คนแก่ๆ มักจะ
ปดั ท้งิ ไปเสียวา่ "ไมร่ ้ไู ม่ช้ี, ปล่อยมนั ไปก็แลว้ กนั กกู จ็ ะตายแล้ว ก้กู จ็ ะหาความสงบ
ของกู". ถ้ามีแต่คนแก่อยา่ งนเ้ี ข้าใจว่า โลกนจี้ ะวินาศในเวลาดนั สนั้ ; เพราะคนแกๆ่
ไมค่ ่อยชว่ ยเหลอื ไม่คอ่ ยชักจูงชี้แจง ใหเ้ ด็กๆ เขาชว่ ยกนั สรา้ งโลกทม่ี นั ดี.
ตรงนี้ มันมีปญั หาน่าคดิ ทวี่ า่ ถา้ คนแก่ขโ้ี มโห กค็ ตงท�ำอะไรไมไ่ ด,้ คนแก่โงๆ่
ก็ท�ำอะไรไมไ่ ด;้ พอไปโมโหลกู โมโหหลานเสีย มนั กท็ กุ ขร์ อ้ น เปน็ ไป เปน็ นรก ไป
เสียอีกก็ท�ำไม่ได้จริงเหมือนกัน. ฉะน้ันคนแก่จะต้องมีความรู้พอในทางธรรมะ
ส�ำหรับแก้ปัญหาของตัวได,้ อยา่ งน้อยกค็ วบคุมกเิ ลสได้ ไมข่ โี้ มโห โทโส. ถ้าเด็ก ๆ
เขารบกวนกต็ ้องชีแ้ จงสั่งสอนวนั ละร้อยครั้ง พันครั้ง ก็ทนได,้ จะยมิ้ แยม้
แจม่ ใสส่ ง่ั สอนกนั ไปได;้ คนแกอ่ ยา่ งนี้ จะชว่ ยสรา้ งโลกในอนาคต จะชว่ ยเดก็
ๆ เยาวชนสรา้ งโลกในอนาคต.
ถา้ มาคดิ เสยี วา่ ไมเ่ ทา่ ไร มนั กจ็ ะตายแลว้ มนั กแ็ กม่ าแลว้ จะทำ� อะไรใหด้ ที สี่ ดุ
กันสักท;ี มันก็นา่ จะคดิ ถงึ เร่อื งนี้ใหม้ ากท่ีสดุ , คือ วางหลักกว้าง ๆ ลงไปกวา่ จะชว่ ย
เดก็ เขาสามารถสรา้ งโลกท่ีดกี วา่ ทแี่ ล้วมา ให้ยิง่ ขน้ึ ไป.

63

เยาวชนกับศลี ธรรม
ทำ� ไมตอ้ งยกใหเ้ ปน็ เร่ืองของคนแก่? มยั กเ็ ห็นอยแู่ ลว้ วา่ คนแก่มนั เกดิ นาน
แล้วมันรู้อะไรมากมนั ผ่านอะไรมามาก ; ฉะนน้ั มนั กค็ วรจะสอนเด็ก ๆ ไดอ้ ย่างถกู
ตอ้ ง.
เอาเปน็ อนั วา่ ใหค้ นแกส่ รา้ งกศุ ลอนั แทจ้ รงิ กนั ขน้ึ มาสกั อยา่ งหนงึ่ คอื ชว่ ยเดก็
ๆ เขาเดินถูกทางให้ดีขึ้น เป็นเยาวชนอภิชาตบุตร; แล้วก็ได้รับประโยชน์ทั่วกันไป
หมด คือ ตัวเขากด็ ขี ้ึน บ้านเมอื งของเขาก็ดีขน้ึ โลกทกุ โลกกด็ ขี ึ้น คอื ดขี ้ึนท้งั ดลก
แผน่ ดิน โลกบ้านเมอื งและโลกของพระธรรม ดงั ทีก่ ล่าวมาแล้ว.
นค้ี อื เปา้ หมายทเ่ี รามงุ่ หวงั หรอื มองเหน็ วา่ จะตอ้ งไปใหถ้ งึ ในการสรา้ งเยาวชน
ต่อไปในอนาคต.
ขอย้�ำอีกครั้งหน่ึงว่า อย่าเห๋นว่าไม่ใช่หน้าท่ี. ถ้าเป็นมนุษย์จริง นี่แหละคือ
หนา้ ทที่ จี่ ะตอ้ งสรา้ งใหม้ นั เปน็ มนษุ ยก์ นั มากขนึ้ ; และถา้ อยากจะทำ� บญุ ทำ� กศุ ลอะไร
จะยิ่งไปกวา่ นี,้ คอื ช่วยกันสร้างโลกนใี้ หด้ ขี น้ึ ; โดยเฉพาะอย่างย่งิ คือ ท�ำลกู เดก็ ๆ
ให้มนั มคี วามรู้ ความเข้าใจถกู ตอ้ ง มีความปลอดภยั และกส็ รา้ งบ้าน
สร้างเมอื ง สรา้ งโลก ให้มันดีข้ึน.
น่ีเป็นการปรารภในเบ้ืองต้น ซึ่งขอปรารถอยู่เสมอ ไม่กลัวว่าใครจะร�ำคาญ;
เพราะได้บอกแลว้ ว่า ท�ำกับเดก็ ๆ มนั ต้องทนรำ� คาญ; มันเหมือนจบั ปใู สก่ ระด้ง มนั
คอยปนี ขอบอยู่เร่ืองกต็ ้องทนร�ำคาญกัน
หนอ่ ย เป็นเร่อื งธรรมดา.
(เรม่ิ การบรรยายตามหวั ข้อคร้ังนี)้
ทนี ้กี ็มาถงึ ปัญหาทเี่ ยาวชน ให้ก้าวหนา้ ตามที่เราหวัง หรอื เป้าหมายเอาไว้.
ปญั หาการสรา้ งเยาวชนนี้ มนั ไมใ่ ชจ่ ะเพงิ่ ม;ี มนั มมี าตงั้ แตส่ รา้ งโลกแลว้ แหละ;
เพราะบิดามารดาก็สร้างเด็กใหด้ ีขนึ้ เร่ือย ๆ มา. แตม่ ันไมม่ เี ร่ืองยุ่งยาก ไมม่ อี ะไร
แทรกแซง; มันเป็นธรรมดาอยมู่ าก เพราะวา่ โลกน้ยี งั ไมเ่ ปลี่ยนแปลงมาก เหมอื นอ
ยางทุกวนั น้.ี
โลกอย่างสมัยโบราณ มันเหมือนกับว่าค่อย ๆ คลานไปอย่างนั้น; แต่โลก
อยา่ งสมนั วนั นี้ คือเหมอื นวิ่ง หรอื บนิ ไป มอี ะไรรวดเร็วมาก มกี ารเปลี่ยนแปลงมาก;

64

พุทธทาสภกิ ขุ
ทกุ อย่างกต็ ้องเปลีย่ นแปลงไปหมด. ถ้าว่าหลักการแลว้
กไ็ ม่ต่างกนั คือ จะต้องท�ำให้เจริญขนึ้ ๆ ๆ; แต่การหรือวิธีการทจี่ ะทำ� ให้เจ
รญิ ขน้ึ นะ่ มนั ตา่ งกนั มาก. หลกั การคงเดมิ ทำ� ใหเ้ จรญิ ขนึ้ ; แตว่ ธิ กี ารทจี่ ะทำ� ใหเ้ จรญิ
ขึ้นน่ี มาเทียบกับยุคปัจจุบันวิธีการที่จะใช้น้ีจะต่างกันมาก; มันเป็นคนละยุคของ
อารยธรรม.
เขาเป็นอยั่อู ยา่ งงา่ ย ในสมยั ดึกด�ำบรรพ์ เร่อื งมนั กง็ ่าย; เด๋ียวนมี้ นั เป็นอยกู่ ัน
อย่างยากอยา่ งลำ� บาก แมแ้ ต่เร่อื งกิน เรอ่ื งอยู่ เร่อื งนงุ่ เร่ืองหหม่ มนั ก็ตอ้ งการอยา่ ง
ทมี่ ันยากๆ ; มันไม่เอาอยา่ งงา่ ย ๆ เหมอื นสมัยดึกดำ� บรรพ์.
สมัย ปู่ ยา่ ตา ยาย ขนาดสกั ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๑๐๐ ปี มาน้ี ก็ยงั พอมองเห็นได้
ว่ามันตา่ งกันมากเมือ่ ๖๐-๗๐ มาน้ี เขาอยู่กนั งา่ ยมาก ไม่ต้องมีอะไรมาก เรื่องกิน
เรอื่ งอยู่ เรอ่ื งนงุ่ เรอ่ื งหม่ เร่อื งสนุกสนาน อะไรก็ตามเถอะ มันไมต่ ้องยุ่งยากมาก,
ไปขนทรายท่ีวัด ก่อพระเจดยี ์ ก็สนุกจะตายอยแู่ ลว้ .
เดีย๋ วนต้ี อ้ งไปดหู นัง ดลู ะครอนาจาร เสยี เงนิ เสยี เวลา เสยี แรง เสยี อะไรอกี
มาก
จงึ จะสนกุ สนาน ค�ำวา่ "สนุกสนาน" น่ี มนั กย็ ่งุ ยากมากกว่าเสยี แลว้ ; เรือ่ งกนิ เรอื่ ง
อยู่ เรอื่ งนงุ่ เร่ืองหม่ กค็ ลา้ ยกันอกี .
นี้เรยี กวา่  วัฒนธรรมมนั เปลี่ยน, อารยธรรมมันเปลี่ยน, ความเจริญกา้ วหนา้
ของมนุษย์นั่นแหล่ะ มันเปลี่ยน; เปล่ียนมาเป็นยุคทีทมีเหยื่อกิเลสเต็มไปหมด.
แลว้ ไปเทยี บดกู นั กับยุตทีไม่ค่อยจะมเี หยอื่ ของกเิ ลส คอื มเี ท่าทีจ่ ำ� เปน็ ตาม
ธรรมชาต ิ ไมม่ เี หยอื่ ของกเิ ลส  มนั กต็ า่ งกนั ถงึ อยา่ งน;้ี ฉะนนั้ เยาวชนของเรา
สมยั นมี้ นั เกดิ มาในทา่ มกลางโลกชนดิ น ี้  มนั กค็ งจะสอนยาก เพราะเขาเปน็ ทาสของึ
วามเอรด็ อร่อย สนกุ สนาน อย่างสมยั น.้ี
นเ้ี รยี กว่า วธิ ีการมันต่างกนั มาก เพราะมนั เป็นคนละยตุ ของอารยธรรมทาง
วัตถ,ุ ทางเนอ้ื หนังทางจติ ใจ อะไรมันเปลย่ี น ผดิ กนั ไปหมด.
ทีน้ีดูความคืบหน้าออกไปอีกสักนิด ก็เห็นมันทีทีเดียวว่า เราสมัยน้ี หรือ
โลกสมยั นไี้ ดม้ อมเมาเดก็ ๆ ของเราใหม้ ัวเมาดส้ นประชาธิปไตย หรทอ เสรภี าพนี่

65

เยาวชนกับศลี ธรรม
จนเฟอ้ และกม็ อมเมาเขาด้วยวตั ถุนยิ มจนเฟอ้ : มนั สองเร่ืองอยู่นะระวังใหด้ .ี
เราไม่ได้เจตนาด้วยซ้�ำไป แต่ว่าการกระท�ำน้ันมันมอมเมาให่เด็กมันเมาใน
เสรีภาพ จนเฟ้อ; ถา้ ใครไม่ให้เสรภี าพแก่เดก็ ๆ เพื่อนฝูงเขาหาวา่ มันไม่ทนั สมัย มนั
ป่าเถอ่ื น มันโง่. พ่อแมก่ ลวั ถกู หาวา่ อยา่ งน้ัน;  ก็ตามใจลกู ให้เสรีภาพแกล่ กู จนเฟ้อ;
ขนบธรรมเนียมมนั เลยกลายเป็นตามใจลกู จนเฟ้อด้วยเสรภี าพ.
การศกึ ษาทโี่ รงเรยี น ทว่ี ทิ ยาลยั  ทมี่ หาวทิ ยาลยั นนั้ ไมต่ อ้ งพดู ถงึ กำ� ลงั หลบั ตา
สอนให้มัวเมาในเสรีภาพ  หรือประชาธิปไตยจนเฟ้อ. เขาไม่เข้าใจความลดหย่อย
ผ่อนตาม ความเสยี สละ; เรียกร้องแต่เสรภี าพและประชาธปิ ไตย จนไม่รจู้ ะมาเก็บ
ไวท้ ไ่ี หน จึงเรียกว่ามนั เฟอ้ .  ถ้าเด็กเป็นอย่างนีเ้ สยี แล้ว จะสร้างโลกของพระธรรม
ได้อย่างไร. ปญั หามันก็เกิดขนึ้ : เด็ก ๆ เลก็ ๆ ในสมันกอ่ น ตี
ได้ ดา่ ได้ ว่าได้ ใช้งานได้; แตเ่ ด็กสมยั น้ี ไมไ่ ด้, และไม่ยง่ิ ขนึ้ ทกุ ท.ี
ทนี ้ี ทว่ี า่ ถกู มอมเมาดว้ ยวตั ถนุ ยิ มจนเฟอ้ นกี้ ห็ มายความวา่ เราพอ่ แมน่ นั่ แหละ
เป็นผู้เปลี่ยนมาตรฐานการเลีย้ งดู : การบ�ำรงุ บ�ำเรอ การเล่นหัว การเอาอกเอาใจ
อะไรหมด; ตามใจ หามาให้ ซง่ึ วัตถสุ �ำหรบั กนิ สำ� หรับใช้ ส�ำหรับเล่น ส�ำหรบั อะไร
อกี หลาย ๆ อย่าง; ลว้ นแต่สวยงาม หวานหอม สนกุ สนาน เอรด็ อร่อย; ดูอาหาร
การกนิ , การแต่งเนอื้ แต่งตวั , การเลน่ การหหวัว ของเด็กสมัยน้ี กพ็ อจะรไู้ ดน้ พ่ี อ่ แม่
ท�ำให้ทงั้ นัน้ .
พ่อแมไ่ ปเอาความโง่นี้มาจากไหน? มนั กเ็ ปน็ เรือ่ งเหอ่ ตาม ๆ กัน ไป; เมื่อ
พ่อแม่ชอบความเอร็ดอร่อยอย่างแบบใหม่ มันก็จ�ำเป็นอยู่เองท่ีต้องหามาให้ลูก,
ฉะนัน้ ความสวยงาม หรอื ความเอร็ดอร่อยมนั จงึ เปล่ียนแปลงเรว็ มาก จนไม่รู้วา่ จะ
เรียกวา่ อะไรดี.
ของทเ่ี อามากนิ มาใช้ เด๋ียวนี้ จะไม่รวู่ ่าจะเรยกวา่ อะไรดแี ล้ว; ถ้าไปเปรยี บ
กบั สมนั เมอ่ื ๑๐๐ ปมี าแลว้ ไมต่ อ้ งเปรยี บถงึ สมยั ดกึ ดำ� บรรพด์ อก. เดก็ เขากห็ ลงใหล
แตเ่ รอ่ื งรสอรอ่ ยของวตั ถุท่ีเราเรยี นกันวา่ วนั ถนุ ยิ ม, คือหลงความอร่อย สนุกสนาน
อะไรกต็ าม ทางวัตถุ.
เรามอมเมาเด็กใหเ้ ขาเปน็ อยา่ งนเ้ี สียแลว้ ก็ยากท่ีจะชว่ ยให้เขาชว่ ยกันสร้าง

66

พทุ ธทาสภิกขุ
โลกใหเ้ ปน็ โลกพระธรรม; แมแ้ ต่จะเป็นโลกบ้านเมืองทดี่ ี ก็ยังไม่ได้เพราะเขาพรอ้ ม
ทจี่ ะเอาเปรยี บ และเหร็ แกต่ ัว.
การศึกษาของเรามีแตส่ อนใหห้ าให้ได้มาก ๆ หาให้ไดม้ าก ๆ, แลว้ ก็มาใช้ให้
สมอกสมใจถงึ อกถึงใจ. นีเ่ ปน็ เสยี อยา่ งนี้ น้กี ็เป็นปญั หาอันหนึ่ง ทีจ่ ะให้
เยาวชนชว่ ยกันสร้างโลกพระศรอี ริยเมตไตรย. ปล่อยไปตามน้นั เขาก็สรา้ ง
โลกของยักษข์ องมาร หรือท่รี ้ายยงิ่ ไปกว่ายกั ษ์มาร ก็ได.้
เอ้า, ทนี ีด้ ตู อ่ ไป ในที่สุด กจ็ ะเหน็ วา่ มนั กไ็ มม่ ีทางท่จี ะเฉยได้ หรือจะเลือก
เปน็ อย่างอืน่ ; มนั ถึงอยา่ งไรก็ตามเถอะ มนั กต็ อ้ งพยายามอยู่น่ันแหละ. แม้ว่าเดก็
ๆ ของเราจะเสพติดส่ิงมึนเมาเหล่านถ้ี งึ ขนาดหนักแล้ว เรากป็ ล่อยตามน้ันไมไ่ ด;้ ก็
ตอ้ งพยายามทจี่ ะดงึ กลบั มา ดงึ กลบั มา ไปกไ็ ดไ้ ปหาทมี่ นั ถกู นะ่ กลบั มากม็ าหาทถี่ กู
กลับไปกไ็ ปหาท่ีถกู ไม่มที างเลือกอย่างอื่น.
พ่อแมก่ ็ต้องตงั้ ใจ ปักใจ อธษิ ฐานใจ ที่จะดงึ ดูดลกู หลานให้เขา้ มาสแู่ นวของ
ความถูกต้อง ให้จนได้; เป็นของยาก เป็นปัญหาหนัก แต่ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น
นอกจากตอ้ งฝ่าเข้าไปให้ได้ แก้ปัญหานน้ั ให้ได้.
ทีน้ีก็มาถึงปัญหาฝ่ายพ่อแม่ : พ่อแม่ต้องมีสัมมทิฏฐิเพียงพอและจะต้องมี
สมรรถนะท่เี พยี งพอ; สองส่งิ อยนู่ ะ ระวงั ใหด้ ี.
พอ่ แมต่ อ้ งสมั มทฏิ ฐิ คอื ความเขา้ ใจอนั ถกู ตอ้ งนนั่ เพยี งพอ และพอ่ แมจ่ ะตอ้ ง
มสี มรรถนะ คอื ความสามารถท่ีจะทำ� ใหไ้ ด้ ตามทีส่ ัมมาทฏิ ฐิมนั บอกให้ ว่าจะต้อง
ท�ำอยา่ งไร พ่อแม่ต้องสามารถท�ำได้.
ทีน้ีบรรดาผู้ทเ่ี ป็นพอ่ แมท่ ้งั หลายมสี ัมมาทิฏฐพิ อแล้วหรือยัง? มแี ต่ปากมนั
กอ็ าจจะมาก อาจจะเฟอ้ กไ็ ด้ มมี ากจนเฟอ้ กไ็ ด;้ แตถ่ า้ มนั อยา่ งแมจ้ รงิ เหน็ อยอู่ ยา่ ง
แทจ้ รงิ ควบคมุ จติ ใจไดต้ รงิ นม่ี นั อาจจะไมค่ อ่ ยจะม.ี สมั มาทฏิ ฐแิ ทจ้ รงิ ขนานน้ั อาจ
จะไม่มี หรือไม่ค่อยจะม;ี เมื่อไม่ค่อยจะมี มันกไ็ มร่ วู้ า่ จะท�ำอยา่ งไร. มันกไ็ มต่ ้องมี
สมรรถนะที่ไหน; จะมีมาท�ำอะไร ถ้าไมร่ วู้ า่ จะท�ำอะไร.
เดย๋ี วนเี้ อากนั วา่ พอ่ แมบ่ างคนกม็ สี มั มาทฏิ ฐเิ พยี งพอ แตาสมรรถนะคอื ความ
แข้มแขง็ เปนต้นนั้นมันไม่พอ คอื ความเอาจริงกับลกู กับหลาน ก็ไมพ่ อสมั มาทิฏฐใฺ น

67

เยาวชนกบั ศลี ธรรม
เรอ่ื งนี้ กจ็ ะยังคงคา้ งเต่ิงอย่คู อื เปน็ หมนั อย่.ู ดงั นนู้ั ขอใหช้ ่วยกนั ปรับปรงุ กันเสยี ใหม่
ให้เข้าใจถูกต้องในเร่ืองนี้. แล้วเข้มแข็งพอที่จะปฏิบัติให้ส�ำเร็จตามความถูกต้องใน
ขอ้ น้ี.
เดี๋ยวน้ี เรายงั ไมป่ ระสีประสา ไม่ฝันถงึ กันด้วยซ้�ำไป. พอ่ แม่ทงั้ บา้ นทั้งเมือง
ทั้งประเทศหรือท้งั โลกกไ็ ด้ ไมไ่ ด้ฝนั ถึงขอ้ นี;้ มีแตว่ า่ ร้วู กึ อยา่ งไรก็ปลอ่ ยไปอย่างน้นั
: ตัวเองชอบสนุกสนานเอร็ดอร่อยอย่างไร ก็ปล่อยให้ลูกหลานเป็นอย่างนั้น ด้วย
ความรกั อย่าวหลับหูหลบั ตา. นี้กเ็ ลย ไมม่ ที ้ังสมั มาทิฏฐิ และไมม่ ที ัง้ สมรรถนะ หรื
ทอสมรรถภาพ ท่ีแขง็ แกรง่ ท่ีจะดงึ ดูดลูกหลานมาอยใู่ นขอบเขตของความถูกต้อง.
จะยกตัวอย่างมาดกู ันอกี ไมก่ ลัวใครจะโกรธดอก ใครจะโกรธกไ็ กรธไป คอื
งานวันเด็กก็จัดเพ่ือเด็ก จัดเพื่อเยาวชน เพื่อเยาวชนเป็นอย่างไรก็ดูเอาก็แล้วกัน.
เมอ่ื ดเู ห็นแล้วก็จะร้ไู ดท้ นั ทวี ่า พ่อแม่ หรอื ผรู้ ับผิดชอบอย่างพ่อแมน่ ั้น เขาท�ำกับลูก
เขาอย่างไร.
ฝนงานวันเด็ก ทจ่ี ดั กันอยู่ทุกปี ๆ มีแต่เรื่องบนั เทิง หาความบนั เทงิ ใหเ้ ด็ก ซง่ึ
ทีแ่ ท้ มันกบ็ นั เทงิ กันอย่ตู ลอดเวลาแล้ว ยังจะให้ความบนั เทงิ อย่อู ยา่ งน้ันซ้ำ� ซากอกี .
ใหด้ ใู ห้เห็นความแปลก วันเดก็ จัดให้ดู ให้เห็น ของแปลก เอ้า, มนั ก็เป็นพธิ รี ีตองสัก
หนอ่ ย เทา่ น้นั แหละ; มนั ก็ดูอย่แู ลว้ ไอ้ของไหนมันกเ็ ห็นอย่แู ลว้ มนั อน่ อยแู่ ลว้ .
ให้ได้รับความรู้รอบตัว ก็ไม่มากไปกว่าท่ีมันรู้อยู่แล้ว; แต่ท�ำให้มันเป็นพิธี
ท�ำให้มนั ยงุ่ ยากล�ำบากจนรถราติดกันไปหมด.
การปลกุ ใจ ปลกุ ใจนี่มันกเ็ กนิ วสิ ยั เดก็ ; เรือ่ งปลุกใจผใู้ หญเ่ อามาปลกุ ใจเดก็
นี่ มนั เกินมันรับไมไ่ ด.้ นอกนั้นก็มเี รื่องย่งั เรอื่ งยุ ใหม้ ันต่นื เต้น ย่งั ยใุ ห้มนั ต่ืนเต้น
อย่างน้นั อย่างนี้.
เรอ่ื งใหร้ ักชาติ ให้หลงชาติ อะไรต่าง ๆ มนั จะเป็นเรือ่ งชงิ สุกกอ่ นห่าม เสีย
มากกว่าแล้วเด็กมีอะไรดีข้ึน ทึกคนลองสักเกตดู.ที่อย่างสุภาพท่ีสุด ในวันเด็ก ก็มี
เร่ืองออมสนิ ใหร้ ู้จกั ประหยัด แลว้ เท่าน้นั มันพอหรอื ไม่พอ;
ท่ีรจู้ ัดเพยี งเท่าน้ี มันพอหรือไมพ่ อ.

68

พทุ ธทาสภกิ ขุ
บางทเี รื่องสขุ ภาพบา้ งแตน่ ้อยเต็มที ทีจ่ ะอบรมเดก็ ให้ท่ีความรูเ้ ร่อื งสุขภาพ.
ในวนั เดก็ ถา้ สอนเดก็ ใหร้ เู้ รอ่ื งสขุ ภาพ, ใหร้ เู้ รอื่ งสง่ิ อน่ื ๆ แวดลอ้ มเปน็ พษิ มาชว่ ยกนั
ปอ้ งกัน มาชว่ ยกันกำ� จัด; อยา่ งน้กี จ็ ะดมี าก แต่มนี ้อย หรือไมม่ ี ไปมเี รือ่ งยง่ั ยุอ่นื
เสียมาก.
สว่ นอกี ทางหนึง่ คอื เร่ืองศีลธรรม น้ัน ไม่มเี ลย, ไมม่ เี ลย ไมม่ ีวนั เด็กที่ไหน ที่
เขาจดั กนั ว่า :
เด็ก มาท�ำความเคารพพ่อแม่, เด็ก ๆ มาพรรณนาพระคุณพ่อแม่ ใหเ้ ด็ก ๆ
พรรณนาพระคุณของพ่อแม่ตามความสามารถของตน ๆ, เด็กเล็ก เด็กกลาง เด็ก
ใหญ่ ใครจะพรรณนาพระคณุ ของแมไ่ ดดจี ะใหร้ างวลั . ใหเ้ ขาไดพ้ ยายามคดิ นกึ อยา่ ง
ลึกซง้ึ วา่ พอ่ แม่มคี ณุ อยา่ งไร. พ่อแมค่ อื อะไร; ทเี่ ป็นลูกๆ ๆ น้ี ลูกน้ีมันคอื อะไร. ให้
มันรู้ ให้มันลึกซึง้ ถงึ ทีส่ ุด คือความหมายของคำ� ว่าพ่อ ว่าแม่ วา่ ลูก
วา่ หลาน ว่าพี ป้า น้า อา อะไรก็ตาม ในฐานะท่วี ่า เขาเปน็ ผ้มู พี ระคณุ .
ขอให้ไปคิดกันเสียใหม่เถอะ ว่าเรายังไม่ได้ส�ำนึกในข้อนี้ ยังไม่ได้อบรมเด็ก
ของเราเพอื่ ความเปน็ เยาวชนทก่ี า้ วหนา้ ในทางจติ ใจ เพอ่ื จะสรา้ งโลกของพระธรรม.
ที่ทำ� กันอยูนั่ ้กี ไ็ มไ่ ดป้ ระโยชน์อะไรมากไปกวา่ ทไี่ ม่ทำ� ; อยากพดู อยา่ งน้ี ใครจะว่าอ
ยางไรก็ว่า.วา่ ทีจ่ ัดอยา่ งน้นี ะ่ มันมีผลอะไรเกดิ ขน้ึ ผลนั้นก็ไม่มากไปกวา่ ที่ไมไ่ ด้จดั ;
เพราะเด็ก ๆเขากท็ �ำอย่างนั้นอยูแ่ ลว้ หรือเขาจะเฟอ้ อยแู้ ล้ว ด้วยซ�้ำไป.
แตแ่ ม้ท�ำได้เตม็ ที่อยา่ งน้ัน มันกไ็ ม่พอ ท่จี ะสรา้ งเด็ก ๆ น้ี ใหเ้ ปน็ บุตรท่ีดขี อง
บดิ ามารดาเปน็ ศษิ ยท์ ดี่ ขี องครบู าอาจารย;์ มนั ยงั เปน็ เดก็ ทเี่ กะกะระราน, ไมเ่ คารพ
พอ่ แม่ ครบู าอาจารยค์ นเฒา่ คนแก่ พระเจา้ พระสงฆ์ อยนู่ นั่ เอง; ไมไ่ ดม้ คี วามรเู้ รอื่ ง
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์เพิ้มขึน้ .
สอนกนั อยา่ งไร. อบรมกนั อยา่ งไร กไ็ มร่ ;ู้ มนั ไมไ่ ดม้ คี วามรอู้ ยา่ งนเ้ี พม่ิ ขนึ้ มนั
ก็คงอย่างเดิม :เฟอ้ ในทางเสรีภาพ, เฟ้อในทางวัตถนุ ิยม,เฟ้อในทางเหน็ แกต่ ัว. แต่
ถา้ เรามาจใั หเ้ ขานกึ คดิ อย่างลึกซึง้ วา่ พอ่ แม่มีบญุ คณุ อยา่ งไร; เพยี งเท่านี้กอ่ นเถอะ
เขาจะหยดุ ชงกั ในการทำ� ส่ิงท่ีไม่ควรท�ำ.
เอาละ, นีเ่ ราคงบงั คบั ใครไม่ได.้ แตเ่ ราก็พดู ไว้ เผื่อว่าเขาเอาไปคิดไปนกึ เขา

69

เยาวชนกับศีลธรรม
เหน็ ดว้ ยเขาก็คงจะชว่ ยกนั ดัดแปลงแก้ไขของเขาเอง; เราบงั คบั เขาไม่ได.้
ทง้ั หมดนเี้ ราเรยี กวา่ ปญั หาทมี่ อี ยใู่ นการสรา้ งเยาวชนแหง่ ยคุ ปจั จบุ นั . อยา่ ลมื
ค�ำว่า "ยุคปัจจุบัน".ปัญหาแห่งการสร้างเยาวชนยุตปัจจุบัน มันก�ำลังมีอยู่อย่างน้ี;
เมื่อไม่มอง ก๋ไมเ่ หน็ ว่ามีปัญหาอะไรเลย, เมือ่ ไมเ่ ห็นว่ามปี ญั หาอะไรเลย; ก็ปล่อย
ไปตาเรือ่ ง เรอื่ งมันจึงเปน็ อยา่ งน.ี้
เอาละ ทีนี้ กจ็ ะพูดเร่อื งถัดไปอีก.

การสรา้ งเยาวชนในรปู อุปมา

อุปมาของการสร้างเยาวชน คือ จะพูดถึงการสร้างเยาวชนโดยวิธีอุปมา.
อปุ มา คือ ค�ำเปรียบ ของเปรยี บ หรืออะไรท่ีสำ� หรับเปรียบใหเ้ ขา้ ใจส่ิงที่ยากไดโ้ ดย
งา่ ยใหเ้ ขา้ ใจสง่ิ ทล่ี กึ ไดโ้ ดยงา่ ย, หรอื ใหม้ นั จำ� ไมล่ มื มนั จำ� ไดง้ า่ ย. นเ่ี ขาเรยี กวา่ อปุ มา
มีประโยชน์มาก.
ถ้าจะใหอ้ ปุ มาการสรา้ งเยาวชน อาตมาคิดวา่ อปุ มาดว้ ยการปลกู ตน่ ไม้กันดี
กวา่ เพาระมันเหน็ ง่าย. ต้นไมช้ นดิ ไหนก็ตาม เมื่อปลกู ถกู วิธแี ล้ว มันเจรญิ งอกงาม
น่าดยู ง่ิ นา่ ดจู นถึงกับว่าเจา้ ของไปดูเช้า ดูเย็น บางทคี ำ�่ แลว้ จุดตะเกียวไปดูกม็ ี วา่
มันเจรญิ งอกงามอย่างประหลาด ผิดหูผดิ ตา; เพราะวา่ นนั้ มันทำ� ถูกวิธี. ทำ� ไมเรา
จะทำ� ใหเ้ ยาวชนของเราเจริญงอกงามอยา่ งนัน้ ไดบ้ า้ ง? เอ้า, กล็ องคดิ ดู ว่าจะอุปมา
ดว้ ยต้นไม้ และการปลกู ตน้ ไม.้
ในการบรรยายครั้งท่ีแล้ว ปีกลายโน้น เราก็พูดถึงต้นไม้ศีลธรรมพฤษาแห่ง
ศีลธรรม.ใครยังจ�ำได้ จดไว้ก็เอามาดู, หรือว่าต่อไปวันหน้า เขาพิมพ์เรื่องนี้เป็นตัว
หนงั สือข้นึ มากค็ วรจะศกึ ษาโดนรายละเอยี ด วนั น้ไี ม่อาจจะพดู โดยรายละเอียด;
แตว่ ันนีเ้ ราไดพ้ ูดกนั โดยรายละเอยี ดวา่ ตน้ ไมต้ ้องการอะไรบ้าง และต้นไมศ้ ีลธรรม
ในจติ ใจคนนม้ี นั ตอ้ งการอะไรบา้ ง อะไรคอื แผน่ ดนิ อะไรคอื นำ�้ อะไรคอื อาหาร อะไร
คือแสงดแดด อะไรคือส่งิ แวดลอ้ ม การปอ้ งกนั ท่ดี ี.

70

พทุ ธทาสภกิ ขุ
เด๋ียวน้ีจะพดู ถงึ การปลกู ต้นไมม้ นั จะต้องมสั กั ๓ หัวขอ้ :-
หัวขอ้ ทีห่ นึ่ง ตอ้ งเพาะพนั ธ์ุทด่ี ยี ง่ิ ขึน้ ไปกวา่ พันธ์ุเดิม แลว้ กป็ ลูกลงไป.
อย่าหลับตาใหป้ ลูกพนั ธ์นุ ้นั ซำ้� ๆ ซาก ๆ จนมนั เลวลง ๆ จนเกอื ยจะใช้อะไรไม่ได.้
พอ่ แม่ทดี่ ีคือพันธุท์ ด่ี ี; แลว้ ก็ดมี รการทีจ่ ะระมดั ระวงั ใหเ้ กดิ พันธ์ุทีด่ ยี ่งิ ออก
มาเป็นลูกเปน็ หลาน.
ชาวสวนเขาจะปลกู ต้นอะไรลงไปสกั ตน้ หน่งึ เขาคดิ ถงึ ประโยชน์ คดิ ถงึ ก�ำไร
มาก ๆ ;
เขาจะเลอื กพนั ธ.์ุ ถ้าเปน็ ของทต่ี อง้ ปลกู ด้วยเมล็ด เขากผ็ สมพันธุอ์ ย่างดยี ิ่ง
ทำ� ให้เกดิ ของแปลกใหม่ออกมา ขายได้ราคาแพง; แมแ้ ต่เรื่องของเล่นของเลน่ เชน่
ตน้ บอน ตน้ หน้าววั ตน้ อะไรต่าง ๆ น่ีหรือผลไม้ทีม่ ีรสแปลก ๆ ออกไป เขากผ็ สม
พนั ธใ์ุ หไ้ ดเมลด็ ทพ่ี นั ธด์ุ กี วา่ เดมิ . แมจ้ ะเปน็ กง่ิ ตอนเขากพ็ ยายามทจี่ ะใหม้ นั ดกี วา่ เดมิ
โดยวิธเี ทคนิคเฉพาะของเขา. เราไดก้ งิ่ พันธทุ์ ่ีดี เมล็ดพันธุ์ท่ีดีมา
แล้วเขาก็ปลกู ลงไป คือท�ำให้มนั เจริญจากเมลด็ เปน็ ต้นไม้ขึ้นมา.
ทีน่ี หัวขอ้ ทีส่ อง คือ การบ�ำรุงรกั ษา น้เี ป็นของธรรมดาที่สดุ คงจะเข้าใจกัน
ไดโ้ ดยงา่ ยบำ� รงุ รกั ษา เรอ่ื งนำ้� เรอื่ งอาหาร เรอ่ื งแสงแดด เรอ่ื งสง่ิ แวดลอ้ ม เรอ่ื งอะไร
ทกุ อยา่ งแหละท่จี ะใหต้ น้ ไมม้ นั งอกงาม น้เี ราไม้ต้องพูด.
จะพดู หัวข้อทส่ี าม คือการตัดแต่ง คนท่ัว ๆ ไปท่ีไม่ใช่นักศกึ ษาเร่ืองน้ี จะไม่
สนใจคำ� ค�ำนคี้ ือการตดั แตง่ ท่ีภาษาองั กฤษเรียกว่า Pruning. คนที่ฉลาดเขาจะคอย
ตดั หรอื ปลิด หรอื ตดั ตดั ก่ิง กิ่งท่เี ปน็ โรค ก็ต้องตัดออก กิ่งทถ่ี ่วงความเจริญกต็ ้อง
ตัดออก, กง่ิ ท่ที ำ� ให้ล่าชา้ ในการจะมผี ลมอี ะไรก็ตัอออก. พวกจีนเขามีความรเู้ ร่อื งนี้
ดี.
เคยอ่านหนังสือของจีน-จีน เม่ือพูดถึงเร่ืองต้นไม้แล้ว เขาจะยกเอาค�ำว่า
Pruning. คอื ไมค่ อยตัดก้ิล่งทคี่ วรตัดออกนั้น จะไดก้ หุ ลาบทเ่ี ลว หรือน้อยกวา่ ด้วย.
ตอ้ งคอยดูให้ดีว่าอันไหนจะต้องตดั ออก อันไหนจะคงไว้ หรืออันไหนจะตอั ออกเพื่อ
ใหไ้ ด้ตาใหม่ หรือหนอ่ ใหม่ มนั ข้ึนมางามกวา่ เกา่ ใหญก่ วา่ เกา่ โตกว่าเกา่ .
Pruning หรอื การตัดแตง่ ก่งิ นน้ั ส�ำคัญมาก. พอ่ แมเ่ ลยี้ งเด็ก เหมอื นกับเล่ยี ง

71

เยาวชนกับศลี ธรรม
สัตว์ เสีย้ งอะไรทตี่ ามใจมากเกินไป เรอ่ื ง Pruning โดยไม่เรยี วนั้นไม่ค่อยจะมี.
เมอื่ เปน็ อยา่ งนี้ มนั จะขาด : ขาดสง่ิ ทตี่ อ้ งการ ขาดผลทเ่ี ราตอ้ งการ. กงิ่ ทเี่ ปน็
โรคหรอื กง่ิ ทไ่ี มค่ วรจะมอี ยู่ เพราะมนั ถว่ มความเจรญิ ไมถ้ กู ตอั ออก; ตน้ ไมก้ ไ็ มเ่ จรญิ
งอกงามใหผ้ ลดีฉนั ใด; เด็ก ไท่ีไม่มี Pruning คือไมม่ ีการควบคุม การตดั การแตง่ ที่
ไมใ่ ช่การตามใจ หรือบ�ำรุงบ�ำเรอมันก็จะเป็นอยา่ งน้นั เช่นเดียวกัน.
นเี้ ราเรยี กวา่ อปุ มาการสรา้ งเยาวชน เหมอื นกบั การปลกู ตน้ ไม้ ตอ้ งมกี ารปลกู
ลงไปตอ้ งมีการบ�ำรงุ รกั ษา และก็มกี ารตัดแตง่ ตอ้ งคอยตดั อะไร ทมี่ ันควรตดั ออก
อยูเ่ สมอเหมอื นกับหมอ.
เราจะรจู้ กั ตดั สว่ นทเ่ี ปน็ โรค หรอื เปน็ อนั ตารยออก แมว้ า่ บางทกี เ็ จบ็ ปวดมาก
หรอื นา่ กลวั มาก.ตน้ ไมใ้ นวดั นกี้ ไ็ มไ่ ดร้ บั การตดั แตง่ ของสารภาพ วา่ เจา้ ของมนั ยงั โง่
หรอื ยงั ไม่มเี วลา; ฉะน้นั ต้นไม่ในวดั น้กี ็ไมไ่ ดส้ มบรู ณงื อกงาม ท่มี ผี ลเตม็ ที่ เตม็ ตาม
ท่ีควรจะได้. ดูเถอะ บางต้นโกโรโกโส แกรน็ ๆ อยูอ่ ยา่ งนั้น; ฉะนัน้ ถา้ ไปตดั
แตง่ สว่ นที่ควรจะตดั ออกแล้วมันจะเขียวเปน็ พมุ่ ออกดอก ออกอะไรขึ้นมา.
ขอให้คิดกันเสียใหม่ว่า ถ้าจะสร้างเยาวชนแล้วก็ขอให้เหมือนกับปลูกต้นไม้
ให้มนั งอกงามและยง่ิ กวา่ งอกงาม ก็คือมนั มีผลดอี อกมาเตม็ ที่.

พิจารณาดูการอบรมขดั เกลาของคนโบราณ

เอ้า, ทีน้กี จ็ ะช้อี ะไรบางอยา่ ง ใหเ้ ห็นตอ่ ไป เกย่ี วกบั สิง่ ท่ีจะต้องทำ� กับเดก็ ๆ
และกย็ ังเนอื่ งกันอยู่กับค�ำว่า ตัดแตง่ เหมือนกนั คอื อยากจะพูดถงึ ชีวิตเดก็ วดั สมัย
โบราณ, เพราะวา่ อาตมาเคยเปน็ เด็กวัด แลว้ ก็ในสมยั กอ่ นนูน้ ; ฉะนน้ั ไมใ่ ชเ่ อาเรอื่ ง
ไม่จริงมาพดู หรือวา่ หลับตาพดู ยกเมฆมาพดู . มันเคยเปน็ เด็กวัดมาแล้วจรงิ ๆ คอื
มนั มีอะไรบางอย่าง ทน่ี ่าสนใจอยูใ่ นนัน้ .
เดก็ วัดนี่ มนั มีอะไรมากกว่าเดก็ นักเรยี นมาก ถา้ พูดตามความรู้สึก; มันอยูก่ บั
อาจารย์ท้ังกลางวันและกลางคืน, มันอยู่ในความควบคุมของอาจารย์ทั้งกลางวัน

72

พุทธทาสภิกขุ
และกลางคนื , มันมใิ ช่เพียงแตเ่ ด็กที่ไปเรยี นหนงั สอื แตม่ ันท�ำอะไรทุกอยา่ ง ทุประ
กา. และท่ีร้ายท่ีสุดก็คือว่าต้องไปเป็นเหย่ือแห่งความโมโหโทโสของอาจารย์ด้วย;
บางทีอาจารย์กต็ ีอยา่ งไมม่ เี หตผุ ล, หรือว่าตีอย่างไม่ทนั รู้ถึงการณ์ เขา้ ใจผดิ แลว้ ก็ตี
กม็ พี วกเด็กก็ยอมรบั ได้ รบั ได้ ยอมรบั ได้ไม่คดั ค้าน ไมอ่ ุทธรณ์ ไมอ่ ะไร.
ทนี ี้มนั ก็มีเร่ืองถูกตีมาก เพราะมันต้องทำ� ทุกอย่าง ตอ้ งตักนำ้� ตอ้ งท�ำอาหาร
ต้องปฏิบัติพระต้องท�ำงานท่ัวไปท้ังวัด. นี่หมายถึงเด็กวัดสมัยอาตมาจะเล่าให้ฟัง
ไมใ่ ชเ่ ดก็ วดั สมยั นมี้ นั ตา่ งกนั ลบิ ลบั นะ; จะตอ้ งดแู ลผลไมใ้ นวดั ,จะตอ้ งดแู ลสตั ว์ เชน่
ไก่ เป็นตน้ , จะต้องทำ� ทุกอยา่ งแหละ, และหนงั สือก็ต้องเรยี น, ฉะนน้ั ชวี ิตเด็กวดั น่ี
มนั เหมอื นกับเข้าโรงเรียนสารพดั ช่าวอย่าง, โรงเรยี นสารพดั อย่างสวดมนต์ไหวพ้ ระ
ก็ต้องทำ� ถา้ เปน็ วนั พเิ ศษ วัน ๗ ค่ำ� วนั ๑๔ ค่�ำ เด็กวดั ตอ้ งหาดอกไมม้ าเสียบเปน็
พวง เป็นช่อตามแตจ่ ะท�ำได้ แลว้ กช็ ิงกันไปถวายพระ. เพราะวา่ พระกไ็ ม่ใช่ขี้เกียจ
เหมือนพระสมัยน้ี เพราะว่าเขาท�ำวัตรสวดมนต์; จะรับดอ�ำไม้ของเด็กไปเพื่อใช้ใน
พิธกี ารท�ำวตั รสวดมนต์ ท้ังเช้าทงั้ คำ่� นีม่ นั ท�ำสารพัดอย่าง.
ชีวติ เดก็ วดั นี่ถ้าผา่ นไปได้แล้ว มันจะมีความรูส้ ึกอะไรครบถว้ นบรบิ ูรณ์ ทกุ
อย่าง; ไม่ใชเ่ พยี งแต่เรียนหนังสือ. ถ้าจะพดู กนั วา่ เรยี นหนังสอื มันกส็ ู้เรียนหนงั สือ
ในโรงเรียน ในวิทยาลัยในมหาวิทยาลัย อะไรไม่ไดด้ อก; เพราะมันเรียนอย่างพอ
ให้รู้ แล้วมันก็บวชเณร หรือมันบวชพระ;แต่ว่าเรียนอย่างอ่ืนน้ี มันมีมาก้หลือเกิน.
การทฝ่ี ึกฝนจติ ใจ ให้เสียสละ ให้อดกล้นั อดทนใหเ้ ป็นนกั กฬี านี้ มตี ลอดคนื ; ฉะนนั้
ถา้ เปน็ เดก็ วดั ทถ่ี กู ตอ้ งแลว้ จะมำ�ี้ ใจนกั กฬี า ยง่ิ กวา่ กฬี าสมยั น้ี ซง่ึ ชกตอ่ ยกนั ในสนาม
กฬี า.
แตว่ ่าเร่ืองทต่ี ้องการจะพดู นัน้ , มันเพียง ๒ หวั ขอ้ คอื ว่าเราเป็นเด็กวดั น่ี
เราได้รับทง้ั พระเดชและพระคุณ
พระเดชคือการถูกเฆ่ยี น ถูกตี ถูกทาารณุ อะไรบางอย่าง กม็ ;ี เพราะมนั ไมม่ ี
ใครจะชว่ ยกันนีชกั ได้ มันทารุณกันเองก็มเี หมือนกนั , หรอื ว่า พระเณรเขาเป็นคน
ไมม่ ศี ีลไม่มธี รรม เขาก็ทารุณแกเ่ ดก็ วัด อยา่ งนีก้ ม็ ี แต่ระบุไปยงั อาจารย์ดีกว่า
อาจารยค์ นเดยี วก็มีการใชพ้ ระเดช คอื เฆ่ียนตี ดุดา่ .

73

เยาวชนกบั ศีลธรรม
อีกทางทา่ นกใ็ ช้พระคณุ คือ เอาอกเอาใจ อบรมสัง่ สอน ช้ชี วนที่ดี แบบพระ
เดชพระคุณครบนี่มใี นชีวิตเดก็ วดั .
ฟงั ดูมันครึนะ. ฟงั ครคึ ระด.ี คำ� วา่ พระเดชพระคณุ นี้ ฟงั ดแู ล้วมันครึคระด;ี
เอามาพดู เดยี๋ วน้ี มันเป็นคำ� ครคุ ระ; ก็จะช้ีให้เหน็ วา่ สมยั นี้เขาใช้พระคณุ กนั จนเฟ้อ,
พระเดชใชไ้ ม่ไดด้ ้วยเหตหุ ลาย ๆ อยา่ ง : เพราะกฏระเบยี บของผอู้ ยเู่ หนอื เขากไ็ ม่
ให้ใช;้
และกบั เด็กสมัยนี้ มันกใ็ ช้กับมนั ไม่ได้ มนั ก็ชกปากครกู ็ได้. การใชพ้ ระเดชจึงเป็นไป
ไม่คอ่ ยจะได้; การเฆ่ียนตี มันกจ็ ะต้องนอ้ ยลงไป เพราะความนิยมมันเปล่ียน.

อุบายฝึกคนของพระพทุ ธเจ้าก็มที ง้ั หยาบ, ละเอยี ด

ทีน้ีเรานึกถึงค�ำตรัสของพระพุทธเจ้า อุบายส�ำหรับฝึก หรือทรมานคนนั้น
พระพุทธเจา้ ท่านตรัสวา่ มันมอี ยู่ ๒ อยา่ ง; โดยหลักใหญ่ ๆ มีอยู่ ๒ อย่าง คืออุบาย
หยาบ, และอุบายละเอียดหรือมันอาจจะมีอบายกลาง ๆ คือ เจือกันทั้งหยาบท้ัง
ละเอยี ดน้กี ็มี แตไ่ มต่ อ้ งพูดก็ได้คือทา่ นใชอ้ บุ ายหยาบกบั อุบายละเอยี ด;
อุบายปลอบโยน ให้ไปในทางสวรรค์ ทางบรรลุธรรมะน้ีก็เรียกอุบาย
ละเอยี ด,อบุ ายใหม้ นั กลวั นรกใหม้ นั กลวั โทษ กลวั ผลขอลบาปนกี้ เ็ รยี กวา่ อบุ ายหยาบ.
ขอ้ สำ� คญั คอื บางทที า่ นใชพ้ รอ้ ม ๆ กนั ทงั้ อบุ ายหยาบ และทง้ั อบุ ายละเอยี ด
บอกใช้เห็นฝ่ายที่น่าเกลียด น่ากลัว; แล้วก็ให้มันกล้าหาญ ในฝ่ายที่น่าช่ืนอกชื่น
ใจ.อยา่ งนเี้ รยี กวา่ อบุ ายหยาบ, และท้ังอบุ ายละเอียด
ถ้ารจู้ กั ใชอ้ ุบายหยาบและเอบายละเอยี ด จะเจรญิ แน,่ คอื จะท�ำใหย้ วุ ชนดไี ด้
แน่, เดก็ ๆ นีม่ ันกแ็ ปลกเหมอื นกนั มันมคี วามคิดของมัน บางอย่างก็เตลดื เปดิ เปงิ
กต็ ้องเฆยี่ น ต้องตี กันบา้ ง, หรือไม่ถงึ กบั เฆยี่ นตี มันกต็ ้องขู่ ต้องดุ ตอ้ งวา่ อะไรกนั
บา้ ง.
อาตมาเคยเหน็ คนเปน็ ผหู้ ลกั ผใู้ หญ่ เปน็ นกั เรยี นนอก สำ� เรจ็ การศกึ ษาหกลบั
มา ก็ยังใชอ้ ุบายหยาบคอื ตลี กู ชนิดที่ว่าใหค้ ว�ำ่ ลงแลว้ เฆีย่ นบนหลงั ; แตค่ งจะถูก

74

พทุ ธทาสภิกขุ
เขา้ สกั ทีหน่ึง ก็เข็ดกันจนตาย แล้วลูกของท่านผู้นีด้ ีทุกคน ดีอย่างไม่น่าเช่ือ, หรือวา่
เอาตวั รอดไดน้ ะ,
นี่ก็จะพูดว่าแม้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ถ้าไม่หลงฝร่ัง ก็ยังใช้วิธีการอย่าง
ไทยโบราณ; เพราะเราไมห่ ลงฝรง่ั กใ็ ชว้ ธิ กี ารอยา่ งไทยโราณ ใชท้ ง้ั พระเดชพระคณุ .
เมอื่ ใชเ้ ปน็ กไ็ มต่ อ้ งใชก้ ค่ี รงั้ กท่ี ดี อก; ไมถ่ งึ กบั ทำ� ใหต้ าย หรอื เสยี หายแลว้ มนั กม็ ปี นะ
โยชน.์ แต่ต้องดูวา่ ถา้ ใชเ้ กนิ ไป มันก็คงตาย หรือวา่ พกิ ารไปเสียคนไปเลย; อยา่ งนเ้ี ร
ยกว่ามันไม่ใช่การอบรมมันเป็นเร่ืองคนบ้าตีเด็ก; ไม่ใช่อบรมโดยอุบายหยาบ หรือ
อุบายละเอยี ด.
ฉะนั้นอยากจะพูดวา่ ในวงการนกั ศกึ ษา ทจ่ี ัดการศึกษาใหแ้ ก่ยวุ ชนนี่ ควรจะ
นกึ ถงึ อบุ ายหยาบอบุ ายละเอยี ด น้ีกนั เสยี ใหม;่ เพราะวา่ ดู ๆ แล้วมันไปหลงอบุ าย
ละเอียดมันมากเกนิ ไปจนละทิ้งอุบายหยาบโดยส้นิ เชงิ . เพราะมันโงเ่ อง หรอื เพราะ
มนั โงต่ ามใคร ตามฝรัง่ หรือตามอะไรก็รไู้ ม่ได้. แตเ่ มอื่ เราดผู ลแลว้ เราเห็นว่าเดก็ ไม่
เคารพครูบาอาจารย์, เด็กไม่สละอะไรบางอย่างที่ควรจะสละได้ความประพฤติช่ัว
อะไรต่าง ๆ ที่มนั ควรจะสละได้ มันก็ไมส่ ละทเี่ อาชีวิตเด็กวดั ในสมยั โบราณทา่ นพูด
ใหฟ้ งั กเ็ พื่อให้เข้าใจคำ� ๒ คำ� คืออบุ ายหยาบและอบุ ายละเอียด. ถา้ เรียกภาษาครึ
คระสักหนอ่ ย ก็เรยี กพระเดชและพระคณุ ใครไมช่ อบกไ็ ม่ต้องเรยี ก, หรอื จะเรยี กวา่
อุบายหยาบและอุบายละเอียด,เพราะว่าอบุ ายทจ่ี ะสร้างเยาวชนของเรา ในอนาคต
นั้น มันคอื ๒ อยา่ งน้ี มันตอ้ งอาศัย ๒ อย่างน้ี คอื อาศยั ทงั้ อบุ ายหยาบและอุบาย
ละเอยี ด; หรอื จะเอามาเจอื กนั มนั กไ็ มพ่ น้ จาก ๒ อยา่ งน,ี้ ฉะนน้ั เราไมต่ อ้ งพดู ถงึ เจอื
กันก็ได้ว่าอย่างหน่ึงมันหยาบ, อย่างหนึ่งมันละเอียด, ถ้ามาเจือกันมันก็คนละคร่ึง
จะใช้ ๒ อย่างรวมกัน.
ถ้าจะใช้อุบายละเอยี ด, กใ็ ชใ้ ห้มนั ถกู ตอ้ ง, ถา้ จะใช้อบุ ายหยาบ ก็ใช้ให้มันถูก
ต้อง.
ทนี ี้ วนั นกี้ อ็ ยากจะพดู โดยรายละเอยี ด ยงิ่ กวา่ ทแี่ ลว้ มาสกั หนอ่ ย เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจ
คำ� ๒ คำ� นเี้ ทา่ นนั้ แหละ : วา่ อบุ ายละเอยี ดในการสรา้ งยวุ ชน กบั อบุ ายหยาบในการ
สร้างยวุ ชน

75

เยาวชนกับศลี ธรรม
ประเภททห่ี น่งึ อุบายละเอยี ด.
อบุ ายละเอียด ก็คือ ประคบั ประคอง ประคบประหงม ยกย่องข้นึ มา. อบุ าย
หยาบก็คอื วา่ ขม่ ขู่เฆ่ียนตี หรอื ว่าบบี บังคบั ลงไป. มนั สวนทางกันอยมู่ ันยากที่จะเอา
มาใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชนไ์ ด.้
พูดถึงอุบายละเอียดก่อน อุบายละเอียดนี้ ควรจะพยายามแยกออกไปเป็น
ข้อ ๆ อย่างละเอยี ดมันจงึ จะเอามาใชป้ ระโยชนไ์ ด.้ ถ้ามนั ยังปน ๆ กนั อยู่ มันยาก
ท่จี ะต้องเอามาใชใ้ ห้เป็นประโยชนไ์ ด้.
อบุ ายละเอยี ดจะแยกเปน็ ว่า การศกึ ษา แลว้ กอ็ บรม แลว้ กส็ ่ิงแวดลอ้ ม แลว้
ก็โอกาส แลว้ กส็ งิ่ กระต้นุ .
ขอ้ ทีห่ นึ่ง คือ การศกึ ษา.
เราจะต้องให้ศกึ ษาอย่างที่เขานยิ มกันท่วั ไปแหละ : เร่อื งโลกนี้กใ็ ห้ศกึ ษา,
เรื่องธรรมะกใ็ หศ้ กึ ษา, แล้วกเ็ รอื่ งประยุกต์สงิ่ ท่ศี กึ ษามานน้ั ให้มันส�ำเรจ็ ประโยชน์
ขนึ้ มาจรงิ ๆ นกี้ ใ็ หศ้ กึ ษา. สว่ นสำ� คญั มนั จะอยทู่ เ่ี รอ่ื งประยกุ ตว์ ชิ า ใหส้ ำ� เรจ็ ประโยชน์
ตามทไี่ ด้ศึกษา.
เด๋ียวน้ีเราศึกษา, หรือให้เขาศึกษา, แล้วก็อยู่ในสมุด; หรือศึกษาอยู่ในการ
ศึกษาไม่สามารถจะปฏบิ ัติตามน้ันได้. เรือ่ งนี้ เวลานี้ กระทรวงศึกษาธิการก็รบั ร้อู ย่;ู
กก็ �ำลงั แกไ้ ขว่าจะจัดการศกึ ษาชนดิ ทีใ่ ห้มันปฏบิ ตั ไิ ด้จริง ๆ
แต่ว่าา ลำ� พังกระทรวงศกึ ษาธกิ าร หรือเรอ่ื งของชาวบา้ นน้นั มันเปน็ เรอื่ ง
โลกไมม่ ีเร่ืองธรรมะ ; ฉะน้ัน ยงั ไม่พอ จนกวา่ เม่ือไรเขาจะบรรจเุ ร่ืองของธรรมะ
เขา้ ไปให้สมส่วนกันกับเรอื่ งโลก ๆ นนั่ เราจงึ จะกลา่ วได้ว่า เยาวชนของเรามกี าร
ศกึ ษาทถี่ กู ตอ้ งและเพยี งพอ.
ขอให้คิดเสยี ว่า คนคนหนึ่ง มนั ไมไ่ ดม้ ีแต่รา่ งกาย หรือเนื้อหนัง มนั มจี ิตใจ
ด้วย ; เพราะฉะน้นั มนั จะต้องมีการศึกษาใหถ้ กู ตอ้ ง ทง้ั เรือ่ งของรา่ งกายและเรอื่ ง
ของจิตใจ. แต่นเี่ ราศกึ ษาแต่วชิ าชีพเพื่อร่างกายกนั โดยสว่ นเดียว เรื่องธรรมะเร่ือง
จิตใจ ไม่ไดศ้ ึกษา ; ฉะนัน้ เด็กเหลา่ นั้น แม้จะดีอย่างไร มนั ก็กลวงอยคู่ รึ่งหนึง่ มัน

76

พทุ ธทาสภิกขุ
เป็นโพรง, หรอื วา่ มันกลวงอย่คู รึง่ หนง่ึ มนั เต็มอยคู่ ร่งึ หนึ่ง คอื คร่งึ นอกก็ได้ คร่งึ ใน
มันกลวงต้องให้การศกึ ษากันเสยี ใหม่ ใหม้ นั ครบท้งั ๒ ฝ่าย คือ ฝา่ ยกายและฝา่ ย
ใจ คือให้ศึกษาอย่างไร แล้วก็ ต้องสอนวิธีประยุกต์ คอื ว่า ใหป้ ฏิบตั ใิ ห้ได้.
ทีนี้ เรือ่ งเยาวชนโดยเฉพาะน้นั มนั ยงั มอี ะไรปลีกยอ่ ยมากกวา่ นน้ั เราต้อง
ใหเ้ ขารขู้ องจรงิ ทเ่ี ป็นอยู่จรงิ ; เขาจะได้พอใจในสง่ิ ท่เี ขามอี ยูแ่ ลว้ จรงิ ๆ หรอื ว่าจะ
ชว่ ยไดจ้ ริง ๆ เดย๋ี วนเ้ี ยาวชนของเราไมร่ ู้จักของจรงิ ที่มอี ย่แู ลว้ จรงิ ๆ และทเี่ คยช่วย
ให้รอดมาได้จรงิ ๆ ; เขาเลยหลงไป หนั ไปหาส่งิ ที่แตกตนื่ กนั บ้าง หรือคาดคะเน
กนั บา้ ง วา่ มนั จะดีกว่าทเ่ี รามอี ยู่แลว้ จรงิ ๆ .
เยาวชนของเราควรจะศึกษาให้รู้ ให้ชัดเจนอย่างย่ิง ข้อหนึ่งว่าบรรพบะรุษ
ของเราเคยอยกู่ นั มาอยา่ งไร จงึ มสี นั ตสิ ขุ ; เรอ่ื งนไี้ มไ่ ดส้ อน, ไมถ่ อื วา่ เปน็ เรอื่ งสำ� คญั
ทีต่ ้องเอามาสอน ; ฉะนน้ั เด็ก ๆ จงึ ไม่รเู้ ร่ือง ปู่ ยา่ ตา ยาย
บรรพบุรุษทีเ่ คยอยกู่ นั มาแลว้ อยา่ งสนั ติสขุ .
หรอื วา่ เรอ่ื งทว่ี า่ ประเทศไทยเราไดร้ อดมาทกุ ครง้ั ทมี่ นั ควรจะลม่ จม มนั รอด
มาไดท้ ุกครั้งนีเ่ พราะอะไร; เราก็ไม่ไดส้ อน. โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในยุคปจั จุบนั เร็ว ๆ
นปี้ ระเทศไทยพสิ ูจนไ์ ด้ว่า ไมต่ อ้ งตกไปเปน็ เมอื งข้นึ หมด เราได้สอน ว่า
อะไรมันช่วยให้ประเทศขอเรารอดได้; ถึงจะสอนก็พูดแต่ปากสักค�ำสองค�ำ มันไม่
เข้าใจมันมองไมเ่ ห็น มันจึงไมร่ ัก ไมพ่ อใจในวธิ ีการน้ัน.
หรือว่าเด็ก ๆ ของเราไม่ได้รับค�ำสอน ให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง
อารยธรรมคือว่าวีธนธรรมแท้ในทางวัตถุ ที่มันต่างกับวัตถุนิยม ซ่ึงเป็นอารยธรรม
เนอื้ หนงั อยา่ งกเิ ลสตณั หาเขามกั จะเหมา ๆ กนั เสยี งวา่ ถา้ มนั เกยี่ วขอ้ งกบั เรอ่ื งวตั ถุ
แล้วกเ็ ป็นวตั ถไุ ปท้งั นน้ั : การทำ� บญุ ทำ� กศุ ล ก็จะถูกหาวา่ เปน็ วตั ถนุ ยิ มไปเสยี ด้วย.
ควรจะแยกแยะออกจากกนั ใหเ้ ข้าใจเหน็ ชัดวา่ อารยธรรมทีเ่ จือด้วยธรรมะ
ในศาสนานั้นไม่ใช่วัตถุนิยม. เมื่อเขารู้แล้วเขาอาจจะชอบ, แล้วก็ไม่ไปหลงในเรื่อง
วตั ถนุ ิยมปจั จบันที่เปน็ เร่ืองของกิเลสตัณหา. น้ีเราก็ไม่รู้จกั สิง่ เหล่านี้.
เขา"เหน็ กงจกั รเปน็ ดอกบวั " , กำ� ลงั เหน็ กงจักรเปน็ ดอกบัว : ไปเอาลัทธทิ จ่ี ะ

77

เยาวชนกับศลี ธรรม
ทำ� ลายลา้ งตวั เองมาเปน็ ของชอบใจ. นยิ มลทั ธใิ หมช่ นดิ ทม่ี นั จะทำ� ลายตวั เอง มาเปน็
ของชอบใจ; กลายเปน็ ความรู้สึกว่า โชคดที ่ีสดุ ที่ไดร้ ับสงิ่ เหลา่ น,้ี ทไ่ี ด้รู้สิง่ เหล่านี้, ได้
เอาสิ่งเหลา่ นมี้ าศึกษาา มาประพฤติปฏบิ ัตอิ ยู่. ที่จริงสงิ่ เหล่านี่ คือ สิง่ ท่ีจะฆ่าตวั อง
ท�ำลายตัวเองกไ็ ม่ร้.ู ความผดิ พลาดเหล่าน้ี รวม ๆ กันเข้ากท็ �ำลายศลี ธรรมหมด.เม่ือ
เราไม่ได้เข้าศึกษาอย่างถูกต้อง เขาไปบูชาเรื่องของกิเลสตัณหา เป็นของดีไปหมด;
ไม่ไเขา้ ใจส่ิงที่ตรงขา้ ม ไมน่ กึ ใฝ่ฝนั ว่า มนั ยงั มีส่ิงทตี่ รงกนั ขา้ ม ทจ่ี ะเกดิ ผลดีอะไร. น่ี
เรยี กว่า การศึกษา คำ� เดียวเท่าน้ันแหละ มนั มีขอบเขตกวา้ งมากถงึ อยา่ งนี้
เราจะต้องใหเ้ ยาวชนของเรามกี ารศึกษา.
ทีนี้ข้อท่ีสอง ให้มีการอบรม. การอบรมคือการศึกษาที่ไม้ต้องใช้ค�ำพูดดูจะ
บัญญตั คิ วามหมายอยา่ งน้ี จำ� กดั ความหมายอย่างนี้ จะพอแลว้ .
การอบรมน้ัน คือการศึกษาทีไม่ต้องใช้ค�ำพูด ไม่ต้องใช้ต�ำรับต�ำราไม่ต้องใช้
ดนิ สอ ปากกา. นเ่ี ราเรียกกนั ว่า อารอบรม คือใหเ้ ขาประพฤตกิ ระทำ� อยู่ ตามท่ีเขา
ไดศ้ ึกษามานั่นแหละ ไปเรื่อย ๆ ; แลว้ มนั จะเป็นเรือ่ งท่เี รียนอย่างเรยี นวิชา; เป็น
เร่อื งทเ่ี ขาตอ้ งศประพฤติ กระทำ� ให้ทนั เวลา ดว้ ยสติสมั ปชญั ญะ อยทู่ กุ ๆคราว ท่สี งิ่
นม้ี ันเข้ามาเก่ยี วขอ้ ง.
ยกตัวอย่างกนั อย่างนี้ดกี ว่า มนั ฟงั ง่ายดี : เกยี่ วกบั เรื่องการกนิ กนิ อาหารจะ
ต้องอบรมเด็ก ๆ ขอเรา ให้รู้ว่าคนธรรมดานั้น พอกินอาหาร เขาก็นึกถึงความ
เอร็ดอร่อยเท่าน้ัน; จิตของเขามุ่งหมายแต่ความเอร็ดอร่อย. หรือจะไปซื้ออะไรมา
กนิ กม็ งุ่ ความเอรด็ อร่อยสง่ เข้าไปในปากเคยี้ วอยู่ ก็มงุ่ แตค่ วามเอรรด็ อรอ่ ย ซง่ึ จะ
ทำ� ใหเ้ กดิ กเิ ลส เกดิ ตณั หา เกดิ อปุ ทานเกดิ อะไรหนกั เขา้ ๆ จนกระทง่ั มปี ญั หายงุ่ ยาก
เพระาเหตุนั้น.
ถ้าอบรม ก็แบรมให้เขารู่จักควบคุมความรู้สึกทีเอร็ดอร่อย ว่าเราทุกคนพอ
เคีย้ วอะไรอยูใ่ นปากจงควบคมุ ความเอรด็ อรอ่ ยนะ อย่าให้ความโกรธเปน็ ยกั ษ์ เปน็
มาร เป็นฟนื เป็นไฟ.
มจี ติ ใจทฟ่ี ขู น้ึ กม็ ,ี มจี ติ ใจทแ่ี ฟบลงกม็ ,ี ใหเ้ ขารจู้ กั ควบคมุ จติ ใจ อยา่ ใหม้ นั เกดิ
การฟูข้ึนหรือแฟบลง ทุก ๆ เรื่องในชวี ติ ประจำ� วนั ซ่ึงมอี ย่มู ากมาย หลายสิบเรอ่ื ง.

78

พทุ ธทาสภิกขุ
ใหเ้ ขามสี ตทิ ัง้ ๓ เวลา : เวลาก่อนหน้านั้น เวลานั้น และเวลาหลกั จากนน้ั ;
อยา่ กนิ อาหารนกี้ ม็ สี ตกิ อ่ นแตท่ จ่ี ะกนิ เมอื่ กำ� ลงั เคย้ี วอยู่ และหลกั จากกนิ แลว้ กล็ ว้ น
แตม่ คี วามระลึกไดว้ า่ อยา่ งไรถูกตอ้ ง, อย่างไรไม่ถกู ต้อง, อย่างไรฝให้โทษ, อย่างไรมี
ประโยชน์.
ยงั มเี รอ่ื งเบด็ เตลด็ ปลกี ยอ่ ยอกี มาก; แมเ้ รอ่ื งเกยี่ วกบั การกนิ อาหารอยา่ งเดยี ว
คนโดยมากมักจะมอี ปุ ทานยดึ มั่นว่า ต้องหวานนะ , หรอื วา่ ตอ้ งรอ้ น ๆ นะ; มนั มี
อปุ ทานยดึ มนั่ อยา่ งนแ้ี ลว้ มนั กต็ อ้ งมคี วามผดิ หวงั เพรระมนั จะไดอ้ ยา่ งนนั้ ไปทกุ ทไี ม่
ได.้ พอผิดหวังมนั ก็แฟบลง จติ ใจมันกแ็ ฟบลง, พอไดอ้ ย่างต้องการ มนั ก็จะฟขู ้นึ .
แม้ว่าเร่อื งท่ีละเอยี ดประณีต ไมต่ ้องฟูตอ้ งแฟบอะไรมากนัก ก็ไม่ควรมถี า้ ได้
กินของทมี่ ันไมส่ มหวงั ก็อยา่ ไดม้ ีจิตใจท่ีผิดปกติ; ใหถ้ อื วา่ มนั ต้องอยา่ งน้ีเอง. ของ
ทเี่ คยหวาน แลว้ มาคราวนไ้ี มห้ วาน กน็ า่ จะถอื เสยี วา่ นมี้ นั เปน็ อยา่ งนเ้ี อง,หรอื มนั เปน็
อกี ชนดิ หนึง่ ก็ได;้ มนั เป็นขนม หรือเปน็ อะไรอีดชนิดหน่ึง ซงึ่ มนั มีรสเพียงอยา่ งนี้
รสเพยี งเทา่ น.้ี อยา่ ไดไ้ ปอดึ อัดขัดใจว่านีม้ ันไม่หวาน อยา่ งที่เราเคยหวาน. แมท้ ี่สดุ
แต่ผลไม้ บางทีมันจดื บางทมี ันเปรยี้ ว; เรากถ็ อื เสียว่ามนั เปน็ ผลไม้อกี ชนิดหนงึ่ มนั
อยา่ งนเ้ี อง.
นี่ตัวอย่างท่ีว่าจะต้องอบรม มีสติท้ังก่อนหน้าและขณะน้ัน และท้ังลับหลัง,
เวลากอ่นหน้าเวลาขณะปัจจุบัน และเวลาลับหลัง และในทุกส่ิงที่มันจะเปลี่ยนข้ึน
หรอื เปลยี่ นลง. เชน่ มนั หวานมากเกนิ ไป, หรอื มนั ไมห่ วาน, หรอื มนั รอ้ นเกนิ ไป, หรอื
มนั เย็นเกินไป อยา่ งน.ี้
เรอ่ื งอะไรทว่ี า่ ทำ� จติ ใจใหว้ นุ่ วายมาก ในชวี ติ ประจำ� วนั ของคนเราแลว้ อบรม
ให้ลูกเดก็ ๆ เขาประพฤติในทางทีถ่ ูกท่ีตอ้ งไวเ้ สมอ น้ีเป็นเรอื่ งใจความส�ำคัญ.
มันก็เลยความมาถึงเรื่องกิริยามารยาท อะไรทุก ๆ อย่างด้วย; เพราะล้วนแต่มัน
ทำ� ให้เกิดการฟูขนึ้ หรอื แฟบลงท้ังนั้น.
น้ยี กตวั อยา่ งเทา่ น้ัน มนั มอี กี มาก เอามาพดู ไม่ไหว ว่าเราจะตอ้ งมีการอบรม
กลา่ วคอื การศกึ ษาอกี ชนดิ หนงึ่ ซง่ึ ไมต้ อ้ งพดู จา ไมต่ อ้ ใชด้ นิ สอ ปากกา เหมอื นอยา่ ง
การศึกษาท่ีเรียนกนั อยู่เป็นปกติ.

79

เยาวชนกับศีลธรรม
ทนี ้ขี ้อทส่ี าม วา่ สิง่ แวดลอ้ ม ตอ้ งชว่ ยกันระวงั ส่งิ แวดลอ้ ม สิง่ แวดลอ้ ม กม็ ี
อิทธิพลมาก จนถึงกับคนโบราณเขากล่าวว่า แม่มันจะเกิดพืชพันธุ์ดีแต่พอเกิดมา
แลว้ มนั ไดร้ ับการแวดล้อมทเี ลว มนั กเ็ ลว; น้มี ันก็มีส่วนจรงิ แต่กพ็ ดู กันตายตัวไม่
ได้ วา่ ท่ีมากนอ้ ย มักจะถือกันว่า คนละครึ่ง : ถา้ สิ่งแวดล้อมดีมันก็ดีครงึ่ หนึง่ , ถ้า
พืชพันธมุ์ ันดีมาแลว้ มันก็รวมกนั ได้ ๑๐๐ เปอรเ์ ซนต.์
แต่ถ้าถือตามหลักของพระพุทธเจ้า อาจจะพุดได้อย่างอ่ืนว่า การแวดล้อม
สำ� คญั กว่า ; เพราะอาจแกไ้ ขกรรมพนั ธ์ไุ ด;้ เพราะการแวดล้อมน้ี มันเป็นกรรมใหม.่
กรรมใหม่ท่ที �ำขน้ึ มาก มากๆ แล้ว มนั แกไ้ ขกรรมเก่า คือ กรรมพันธ์ุได.้
เราต้องสนใจส่ิงแวดล้อม จะต้องลงทุนให้มันเกิดการแวดล้อมท่ีดีแก่เด็ก ๆ
ของเรา วัตถุกด็ ีบุคคลกด็ ี เหตกุ ารณ์ก็ดี สามอย่างนเี้ ปผ็นสิ่งแวดลอ้ ม.
วตั ถสุ งิ่ ของนแี่ หละ ทมี่ นั เหน็ อยทุ๋ กุ วนั น้ี มนั กแ็ วดลอ้ ม สรา้ งความรสู้ กึ คดิ นกึ
ทางจิตใจ;แม้แต่พระพุทธรูป หรือรูปอะไรก็ตาม เป็นวัตถุล้วน ๆ มันก็สร้างความ
รู้สึกทางจิตใจ เรยี กวา่ วตั ถุแวดลอ้ ม.
ทีนบี้ ุคคลนี่ นบั ตง้ั แตบ่ ิดามารดา พ่เี ลย้ี ง หรือวา่ คนข้างเคียง อะไรกต็ าม;
ถา้ มนั ดี มันก็ดีมันแวดล้อมด.ี
ทนี เี้ หตกุ ารณท์ ไ่ี ดพ้ บ ไดเ้ หน็ นกี้ เ็ หมอื นกนั ; มนั แวดลอ้ มใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ วา่
ทชี่ วั่ หรอื ทด่ี ไี ดเ้ รากแ็ วดลอ้ มใหเ้ ขาไดม้ สี งิ่ แวดลอ้ มทดี่ ที ง้ั ๓ อยา่ ง คอื วตั ถกุ ด็ บี คุ คล
ก็ดี เหตุการณ์ทัง้ หลายกด็ .ี
ทีนี้ มาอีกทีหนงึ่ เป็นขอ้ ทสี่ ี่ กค็ อื โอกาส.
โอกาสนั้น มันไมใ่ ชส่ ิ่งแวดล้อม มันแยกออกมาจากส่งิ แวดลอ้ ม. เราตอ้ งชว่ ย
ให้เขามโี อกาส : โอกาสที่จะศกึ ษาค้นควา้ , และโอกาสใหเ้ ขาไดก้ ระท�ำ. ไม่มโี อกาส
เขาก็ได้กระท�ำ; ให้เขามีโอกาสกระทำ� มาก ๆ เท่ากบั โอกาสศึกษาคน้ ควา้ แล้วกใ็ ห้
โอกาสให้เขาไดแ้ สดงผลงงานทที่ �ำ,
น่ีมันเป็นการสง่ เสรมิ กำ� ลังใจ.
โอกาสนกี่ จ็ ำ� เปน็ คอื สำ� คญั มาก. ถา้ ไมม่ โี อกาสแสดงฝไี มล้ ายมอื เสยี เลย; คน
นัน้ มันหดหูม่ นั ถอยกลบั , ฉะนนั้ จึงใหโ้ อกาสใหเ้ ขาเรยี น, โอกาสให้เขาประพฤติและ

80

พทุ ธทาสภกิ ขุ
กระทำ� ,และโอกาสใหเ้ ขาไดแ้ สดงผลของการกระทำ� ทจี่ รงิ เรอ่ื งนม้ี นั กเ็ ปน็ อยู่ ในชวี ติ
ประจ�ำวัน ในครอบครวั แตเ่ ราไม่ค่อยสงั เกตกนั จงึ ไมค่ อ่ ย
ครบถว้ นสมบรู ณ์; ฉะนน้ั จัดเสียใหม่ ใหเ้ ขามีโอกาส อย่างน้อยก็ ๓ ประการน.้ี
ข้อท่หี ้า ก็คอื สิ่งกระตนุ้ .
เป็นค�ำธรรมดาสามญั เรยี กว่าสงิ่ ตนุ้ จะเรียกให้ไพเราะกว่าน้นั กม็ ีแลว้ แต่จะ
เรยี กวา่ ใหก้ ำ� ลงั ใจ หรอื อะไร กแ็ ลว้ แตจ่ ะเรยี ก; นม้ี นั กก็ ระทำ� กนั อยู่ แตไ่ มไ่ ดป้ รบั ปรงุ
ให้ด.ี
การใหร้ างวลั กเ็ ปน็ การกระตนุ้ ใหท้ �ำดี การสรรเสรญิ กเ็ ปน็ การกระตนุ้ ใหท้ �ำ
ด,ี การปลอบโยนกเ็ ปน็ การกระตนุ้ ใหท้ �ำด,ี กระท่งั การชแ้ี จง
ดว้ ยพระธรรม ค�ำสอนในพระศาสนา เรอ่ื งบุญ เรอื่ งบาป เรอื่ งอะไรต่าง ๆ
เหล่าน้ีก็เป็นเครื่องกระตุ้นท่ีดี, ฉะนั้นถ้าว่า มีเวลาเม่ือใด ก็เล่าเรื่องธรรมมะเร่ือง
ศาสนาให้ลูกเด็ก ๆ ฟงั สนุกดว้ ย, และกระตนุ้ ใหอ้ ยากทำ� ดีดว้ ย.
สมยั เมอื่ อาตมาเปน็ เดก็ วัด เดก็ ๆ เลก็ ๆ น้ี ตอนค�่ำมีเวลามากท่ีสดุ
ทีอ่ าจารยเ์ ขาจะไดบ้ อกกล่าว เรอื่ งเกยี่ วกบั ธรรมมะ เก่ียวกับศาสนา; แตว่ า่ คดิ คา่
ธรรมเนียมคือให้ทุบเขาไปพลาง, ใหน้ วดไปพลาง, แลว้ กเ็ ร่อื งหลาย ๆ เร่ือง หลาย
ๆ อย่างซงึ่ ลว้ นแตม่ นั กระตุ้นชอบกล : ให้อยากจะทำ� ดี. เราก็ทำ� แก่เดก็ ๆ ในหลัก
การอยา่ งน้ี คอื เปน็ การกระตนุ้ ดว้ ยรางวลั ดว้ ยคำ� สรรเสรญิ ดว้ ยการปลอบโยน ดว้ ย
การชี้ชวนทางพระศาสนา.
นอี่ บุ ายละเอยี ด ตามทย่ี กตวั อยา่ ง ๕ อยา่ งนก้ี จ็ ะพอแลว้ มากนกั มนั กเ็ ฝอื ;หรอื
วา่ มนั กไ็ มม่ ากนย้ี กั เพราะอาจจะสงเคราะหร์ วมลงในหวั ขอ้ เหลา่ นไี้ ด.้ ใหก้ ารศกึ ษา
ให้การอบรมให้สิ่งแวดล้อมที่มีอ�ำนาจ หรือมีก�ำลัง ให้โอกาสทุกคราวที่มันจะให้
โอกาสได้ แล้วก็ใหส้ ิ่งกระตนุ้ .นีค่ ือสรปุ รวม เรยี กว่า อุบายละเอียด ที่จะสรา้ งเดก็ ๆ
ในปัจจบุ นั น.
ทีน้ี ประเภททส่ี อง คอื อุบายหยาบ หรือท่ีเรียกว่าพระเดช นมี่ ันนา่ กลัว. นี้

81

เยาวชนกบั ศีลธรรม
เราก็ได้พูดกนั มาแล้วว่าจำ� เปน็ จะตอ้ งมีพระเดชอยู่ ตลอดเวลาที่คนมนั ยังมกี ิเลส
อยู;่ และโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงทีย่ ังเป็นเยาวชน ยงั ไม่รู้จักตวั เอง ยงั ไม่รู้จักปกครองตวั
เอง
ขอ้ ทห่ี นึ่ง คือ การตกั เตอื น ติเตยี น หรือแมแ้ ตก่ ารเยาะเย้ยทถี่ ูกวิธ.ี
บางทีเพียงขนาดตักเตือน ซ่ึงเขาก็ไม่ชอบนะ เพราะว่าคนเราไม่ชอบให้ใคร
ตกั เตือน; แม้แตต่ ัวเล็ก ๆ มนั กย็ ังไม่ชอบ. ถ้ามากข้ึนไปอกี มันกต็ อ้ งติเตียน
ซึ่งมันจะรวมลักษณะของค�ำด่าว่าอะไรอยู่ในน้ี; หรือแม้แต่ช่วยกันท�ำให้เขาละลาย
เยาะเยย้ แตต่ ้องถกู วธิ ี นะ; ถ้าผดิ วิธี ใช้ไม่ได้ มนั จะเตลดิ ไปทางอื่น. ตกั เตือน เยาะ
เยย้ นต้ี ้องถกู วธิ เี สมอแหละ.
ทนี ้ี ถ้ามันยังไมพ่ อ พระเดชเท่านั้นยงั ไมพ่ อ กต็ ้องเขยิบขน้ึ มาถึง ขนั้ ที่สอง
คือ ขัน้ ที่ขู.่
ใช้ค�ำขู่ หรือคำ� กรรโชก อะไรก็ตาม, หรือคาดคูรลงโทษ;
นห่ี นา้ ตาไมค่ ่อยหน้าดขู ึ้นมาแล้วตอนน้ี. แต่ถา้ เมอื่ ถงึ คราวทตี่ อ้ งท�ำอยา่ งนั้น
มนั กต็ อ้ งทำ� : ต้องขู่แสงดความโกรธใหป้ รากฏ, คาดคน้ั ที่จะลงโทษ.
ถ้ายังไม่พออีก มันก็เลื่อนขึ้นมาถึงระดับข้ันท่ีสาม คือการลงโทษ,ลงโทษลง
ไปจรงิ ๆ.
การลงโทษนี้ก็มหี ลายวธิ ี ในวิธหี นึ่ง ๆ กม็ ีหลาย ๆ ระดบั : ระดับออ่ น ระดับ
กลาง ระดับแข็งกระดา้ ง, แลว้ ก็มีหลาย ๆ วิธดี ว้ ย. ไปศกึ ษาจากวิชาครบู างทจี ะดี
กว่า.
ทีน่ ีต้ อ่ ไปอีกเปน็ หวั ข้อทสี่ ่ี กใ็ ห้กระท�ำคืน กระท�ำคนื คือใช้เวรใชก้ รรม
พวกใชเ้ วรใชก้ รรม ก็อยูใ่ นค�ำน้ี กระท�ำคนื เหมือนกบั พระแสดงอาบตั ิ น่ี. ถา้
พดู วา่ กระทะคนื ทำ� กลับเสอี ใหถ้ ูก อาจจะแปลกหูสำ� หรับชาวบา้ น. แต่ถ้าในวดั ใน
วานี้เป็นค�ำธรรมดา คือแสดงอาบัติน้ันเองเรียกว่ากระท�ำคืน. ให้เปิดเผยความผิด
ของตวั เองตอ่ หนา้ ธารก�ำนลั ใหป้ ระจานตวั เองตอ่ หนา้ ธารก�ำนลั ใหท้ รมานตงั เอง ให้
คนอน่ื เขาเห็นอยู่ วา่ เรามนั ไดท้ �ำผดิ . อยา่ งนีม้ นั แรงขนึ้ ไปอีก เรัยกว่า
ให้กระทำ� คนื โดยเปดิ เผย.

82

พทุ ธทาสภิกขุ
ถ้ามันยังไม่ไดอ้ กี มันกด็ จู ะหมดแลว้ ไมม่ วี ธิ ีแล้ว กม็ าถงึ ข้ันสดุ ทา้ ย ขนั้ ทหี่ า้
น้ี กค็ อื ฆา่ เสยี ตามวิธขี องอรยิ วนิ ัย.
ทา่ นใชค้ ำ� อยา่ งนวี้ า่ "ฆา่ มนั เสยี ตามวธิ อี รยิ วนิ ยั " อยา่ ใหเ้ สยี ชอื ของบดิ ามารดา.
คนโบรานเขาเรยี กวา่ "ตดั หางปลอ่ ยวดั " คอื ไมย่ งุ่ ดว้ ยไมเ่ กยี วขอ้ งดว้ ย เอาไปเสยี ให้
พน้ , ไปท่ีใหนกส็ ุดแทห้ รอื ว่าอยา่ งสมยั นี้ ก็ไป ขอใหศ้ าลสง่ั ประกาศความไมเ่ ปน็ ลูก
เป็นหลาน เป็นอะไรก็ตาม.
ตรงน้อี ยากจะบอกสักหนอ่ ยว่า การที่ไปขอให้เจา้ หนา้ ท่ที างบา้ นเมือง หรอื
ศาลอะไรกต็ ามสั่งว่าไมเ่ ปน็ ลูกของฉันอกี ต่อไป. นี่มมี าแล้วตง้ั แต่คร้ังพทุ ธกาล.เร่ือง
ทอ่ี ่านพบและเปน็ เรื่องทใี่ นชาดกและจะกอ่ นพทุ ธกาลไปเสยี อกี . อย่าเขา้ ใจว่าคน
โบรานเขาโง่ ไม่รู้วธิ ีเพยี งเท่าน.ี้ อา่ นพบในเรอ่ื งต้งั แต่ คร้งั พุทธกาล เมื่อลกู คนน้พี ูด
กนั ไมร่ เู้ รอ่ื ง กไ็ ปใหเ้ จา้ หนา้ ท่ี เจา้ พนกั งานรบั ทราบวา่ เราไมย่ อมรบั วา่ นเี้ ปน็ ลกู ของ
ฉันอกี ต่อไป เรียกว่า ฆ่าเสียตามแบบของพระอรยิ เจา้ .
ทง้ั หมดนีม้ นั เปน็ อุบายหยาบ ที่หยาบ คือ เจบ็ ปวด ไม่สงบ ตอ้ งเลอื กใชเ้ ทา่
ที่จำ� เป็นหรอื ให้เหมาะให้สม ให้ตรงกับเรอื่ ง.

การวดั ผลว่าดหี รอื นา่ รังเกียจ

ทีนี้ เวลาเหลืออีกนิดหนง่ึ ก็จะพดู เสยี เลยวา่ มันมีอะไรอีก เรอ่ื งน้ีกค็ ือเรอ่ื ง
การวดั ผล.
ค�ำวา่ การวัดผล สมัยน้ีเขาถือเป็นส่งิ ส�ำคญั . แตว่ ่าอาจจะเปน็ เร่อื งเห่อ หรอื
ตนื่ ๆเกินไปกไ็ ด้.
เรอื่ งวดั ผล น่ี มนั วดั ยาก โดยเฉพาะเรอื่ งทางจติ ใจแลว้ วดั ยาก. แลว้ เรอื่ งเกยี่ ว
กับคนแลว้ ยงื่ วดั ยากเพราะคนมนั โกหกเปน็ คนมันโกหกเก่ง มนั แสดงออกมาอย่าง,
มันพูดออกมาอย่าง, แต่ข้างในมันไม่เป็นอย่างนั้น.การที่จะไปวัดคนน้ันมันยาก จึง
ตอ้ งอาศัยสังเกตดูโดยทวั่ ๆไปดูภายนอก,ดูโดยไมต่ อ้ งไปวัดทีต่ ัวเขา หรอื ไปจัดวดั ที่

83

เยาวชนกบั ศลี ธรรม
ตัวเขาเรามีเป้าหมายอยู่แล้วนะ ว่าเยาวชนที่เราต้องการน่ันคือ เยาวชนที่เจริญถึง
กับสรา้ งความกา้ วหนา้ ให้แกบ่ ุคคล บ้านเมอื ง หรือโลก ทกุ โลก นนั่ มนั มีเป้าหมาย
อยูแ่ ลว้ อย่างนนั้ . ทนี ้ี วัดผลกค็ ือวดั ดวู า่ มนั ได้
อย่างนั้นกี่มากน้อย. มันไม่ใช่สอบไล่ได้เหมือนกับสอบไล่วิชาหนังสือ, เลยต้องวัด
ดว้ ยการดวู า่ อะไรมนั เกดิ ขน้ึ :ทางสว่ นตวั เขามนั มอี ะไรดขี นึ้ บา้ ง, ทางสงั คมมนั มอี ะไร
ดีขึ้นบ้าง, ทางการเมอื งมนั ก็มีดอี ะไรดขี นึ้ บา้ ง.
ทางส่วนตัวเขา กไ็ มม่ ีความผดิ พลาด ทนี่ ่ารงั เกียจ โดยตวั เขาเอง. ทางสังคม
กไ็ มม่ ีอะไรท่ีน่ารงั เกยี จ. ทางเรอื่ งการบ้านการเมอื ง เขาก็ไมม่ อี ะไรท�ำผิด ไมท่ ำ� ผดิ
ไม่ถูกลงโทษ ไม่เสียหาย. และทางธรรมหรือทางศาสนา เขาก็ดีขึ้น มีเน้ือตัวเป็น
ธรรมะมากข้นึ . นีจ่ ะวัดผลกนั บ้าง กเ็ พียงอย่างน,้ี เพียงเท่านนั้ .
เป็นอันวา่ เรามีหลกั การครา่ วๆ ในการทจ่ี ะสรา้ งเยาวชนแห่งยคุ ปัจจุบันตาม
หวั ขอ้ ทก่ี ลา่ วมาแลว้ นนั้ สรปุ แลว้ มเี รอื่ ง๒เรอื่ ง ทสี่ ำ� คญั : เรอ่ื งการใชอ้ บุ ายหยาบ และ
อบุ ายละเอยี ด.

ปญั หาส�ำหรับพ่อแมท่ ต่ี ้ังใจจะสร้างเยาวชน.

เหลอื บดูปัญหาอีกนิดหนงึ่ เปน็ เรื่องปจั จบุ ันหยกๆ ท่จี อ่ หนา้ อยู่ มนั มีมากจน
พรรณนาไม่ไหว. จะขอพดู กนั แต่ว่า พอ่ แมท่ ต่ี ั้งใจจะสร้างเยาวชนนี่ จะมองดูปัญหา
อะไรก่อน.
ข้อแรกเด็กๆ ของเราจาดความรู้ทถ่ี กู ต้อง. ความรูต้ า่ งๆที่ถกู ตอ้ งนะ่ เขาขาด.
ทจี่ ริงเร่อื งรักชาตเิ รอื่ งประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์น้ี เป็นความรูท้ จ่ี �ำเปน็
ตอ้ งทรี่ ,ู้ แตเ่ ขาขาดความรทู้ ถ่ี กู ตอ้ ง, ไดร้ บั ความรทู้ ไ่ี มถ่ กู ตอ้ ง พดู อยา่ งนดี้ กี วา่ . เพราะ
ฉะนนั้ เขาจงึ ไมท่ ำ� อย่างนนั้ ได้ คอื ไม่ไดร้ กั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์ และไม่มี
ชาตินิยมท่ีถูกต้อง:คอื ไมป่ ระกอบไปดว้ ยธรรม เลยกลายเปน็ เรอ่ื งบ้าชาติ หลงชาติ

84

พทุ ธทาสภกิ ขุ

อาละวาด มุทลุ ดุร้าย อะไรท�ำนองน้นั . มันขาดความรูท้ ่ถี กู ตอ้ ง เรื่องชาตินยิ ม; นี้
เปน็ ตวั อย่างของการที่เขาขาดความท่ีถกู ต้อง.
ขอ้ ทสี่ อง ขอ้ ถดั ไป เขากข็ าดความรเู้ หน็ ทเ่ี ปน็ ความรอดอนั แทจ้ รงิ ของตวั เขา
กด็ ี ของประเทศชาตกิ ด็ .ี เราไมไ่ ดส้ อนใหเ้ ขา ไดร้ จู้ กั และเขา้ ใจเหน็ ทางรอดทแี่ ทจ้ รงิ
และทเ่ี คยรอดมาแลว้ และทจ่ี ะรอดต่อไปข้างหนา้ ดว้ ย.
ขอ้ ทส่ี าม ถดั ไป เดก็ เขาเสยี นสิ ยั เสยี แลว้ ในเรอ่ื งเสรภี าพประชาธปิ ไตยเฟอ้ ทง้ั
ในบา้ รและนอกบา้ น. ในบ้านนกี้ เ็ รยี กร้องเสรภี าพจากบดิ ามารดามากเกินไป, นอก
บ้านกเ็ รยี กรอ้ งเสรภี าพจากประชาชนเพอ่ื นฝงู ทั้งหลายมากเกินไป.
ขอ้ ทสี่ ่ี ดตู อ่ ไปอกี ที เดก็ เขาเสยี นสิ ยั ในการทถ่ี กู อบรมใหเ้ ขา้ ใจวา่ ผอู้ นื่ จะตอ้ ง
ยอมใหเ้ ขา;จะต้องเอาอกเอาใจเขาในทางวัตถุ,
นี่เด็กมันเสียนิสัยทางวัตถุนิยม; ถ้าไม่ได้อย่างน้ัน อย่างน้ีแล้ก็โกรธ; อะไรๆ
สกั หน่อยกบ็ อกวา่ ไมอ่ บอุน่ เสยี แล้ว; อยูก่ ับพ่อแม่ ไม่อบอนุ่ เสียแล้ว,ไปดีกว่า หนีไป
เสียดีกว่า; เพราะนิสัยของเขามนั เปน็ วัตถนุ ยิ มมากเกินไป.
แล้วเดยี๋ วน้ี ก็กูเหมือนสอนให้เข้าใจผดิ ในเรื่องนก้ี นั มากขึ้น ; อะไร ๆ ก็โทษ
พ่อแม่วา่ ใหค้ วามอบอนุ่ แกเ่ ดก็ ๆ ไม่พอ. และเดก็ ๆ กเ็ ป็นอย่างนน้ั ; มนั มีสว่ นถูก
นอ้ ยเหลอื เกนิ . สว่ นใหญส่ ่วนแท้จริง มนั ไมใ่ ช่อย่างนนั้ ; มนั เป็นส่วนที่เดก็ น้นั ถกู
ท�ำให้เสียนิสัยแลว้ . อะไรก็เรยี กร้อง ๆ ไม่ไดอ้ ยา่ งใจก็ว่า ไมอ่ บอุ่น แล้วกห็ นไี ป.
ทีนี้ อกี ขอ้ หน่งึ ขอ้ ท่ี ๕ กเ็ หน็ วา่ เด็กนใี้ นท่ามกลางสิ่งเยา้ ยวนมากเกนิ ไป.
การปลุกระดมที่มากเกินไป, ความเยา้ ยวนทางกามารมณ์ กม็ ากเกนิ ไป, การ
ปลุกระดมโดยลมั ธแิ ปลก ๆ แปลกจนน่าสนใจ นี่มนั มากเกินไป; เพราะฮะนนั้ เดก็
ๆ ของเราจึงไมม่ ีสัมมาทฐิ ิ ทเ่ี พยี งพอ หรือทนั แกเ่ วลา คอื เปน็ เดก็ ทไ่ี มร่ ู้จัดผิดชอบ
ชัว่ ดเี พยี งพอ และทันแก่เวลา.
นคี่ อื ปญั หาทพ่ี อ่ แมจ่ ะตอ้ งเอาไปคดิ ไปนกึ และแกม้ นั ใหห้ ลดุ เพอ่ื จะสรา้ งเยาว
ชรแห่งยคุ ปจั จุบนั ; เป็นส่วนบุคคลไปก็ได;้ เป็นสว่ นหม่คู ณะก็ได้, เปน็ ส่วนรวมของ
ประเทศ โดยถือวา่ รัฐบาลนนั้ เปน็ แมห่ รือเป็นพอ่ กไ็ ด้; รัฐบาลที่เป็นแม่หรอื เป็น
พ่อ จะต้องแก้ปัญหาของเยาวชนในประเทศนี้ใหไ้ ด้.

Dhammaintrend รว่ มเผยแพรแ่ ละแบ่งปันเป็ นธรรมทาน

85


Click to View FlipBook Version