The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พฤติกรรมจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Somsak Phansiri, 2023-10-18 10:18:33

พฤติกรรมจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

พฤติกรรมจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ โดย นางสาวชนิกานต์ ปัททุม รหัส 06580204 วิชาเอกจิตวิทยา เสนอ ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว การวิจยัน ้ ี เป็ นส่วนหน่ึ งของการศ ึ กษารายวิชา 463 401 การวิจัยรายบุคคล ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร


หัวข้อวิจัย พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ชื่อผู้วิจัย นางสาวชนิกานต์ ปัททุม อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารยก์นัยารัตน์เมืองแกว้ ภาควิชา จิตวิทยาและการแนะแนว ปี การศึกษา 2561 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์” มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่อศึกษาระดับของพฤติกรรมและเปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามเพศ ช้ันปีคณะวิชา ค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่ สังคมในมหาวิทยาลัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ านวน 12,605 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการก าหนดกลุ่มตัวอย่างโดยคา นวณจากสูตรของยามาเน่ (Yamane, 1969) ที่ระดบัความเชื่อมนั่ร้อยละ 95 กา หนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดข้ึนไดร้้อยละ ±5 ซ่ึงได้กลุ่มตวัอย่างจา นวน 388คน และสุ่มกลุ่มตวัอย่างแบบแบ่งช้ันภูมิ3 ข้นัตอน (Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วนประชากร จ าแนกตามคณะวิชา ช้ันปีและเพศ เครื่องมือที่ใช้เป็ นแบบสอบถาม ลกัษณะคา ถามเป็นแบบวดัมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)แบ่งเป็น 5 ระดบัวเิคราะห์ค่าความเชื่อมนั่ ได้ .939 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้มูลได้แก่การแจกแจงความถี่(Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที(t-test independent) และการทดสอบค่าความ แปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงั สนามจนัทร์มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะโดยภาพรวมอยูใ่นระดบัมาก(̅= 3.6688) เมื่อพิจารณาเป็ นราย ดา้น พบว่า พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะรายดา้นท้งั 2 ดา้นโดยเรียงตามลา ดบัค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้ ดงัน้ีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษาและพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะดา้น จิตสาธารณะต่อสังคมอยใู่นระดบัมาก (̅= 3.6923 และ 3.6433) ตามล าดับ เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการมี จิตสาธารณะของนักศึกษา พบว่า นักเรียนที่มีเพศ และคณะวิชาต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ แตกต่างกนัส่วนนกัศึกษาที่มีช้นั ปีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการ เป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลัยต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่าง กนั


กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจัน ท ร์” ส าเร็จลุล่วงไปได้ด้วย ดีเนื่องจากผู้วิจัยไ ด้รับควา มกรุณาเป็นอย่างสูงจากท่าน อาจารยก์นัยารัตน์เมืองแกว้ผูเ้ป็นที่ปรึกษาในการทา วิจยั ไดก้รุณาให้คา แนะนา ดา้นวิชาการให้แนวคิดใน การทา วิจยัความเอ้ ืออาทร ความห่วงใย และกา ลงัใจตลอดมา รวมท้งัแก้ไขขอ้บกพร่องต่างๆ จนทา ให้ งานวจิยัสา เร็จลุล่วงไปไดด้ว้ยดี ขอขอบพระคุณคณาจารย์ ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศิลปากรทุกท่าน ที่ไดป้ระสิทธ์ิประสาทวชิาความรู้อนัมีค่ายงิ่แก่ผวู้จิยั ขอขอบพระคุณรองศาสตราจารย์ ดร.นวลฉวี ประเสริฐสุข อาจารย์ ดร.อุรปรีย์เกิดในมงคล และ อาจารยว์นญัญา แกว้แกว้ปาน ที่กรุณาตรวจสอบความถูกตอ้งของเครื่องมือที่ใชใ้นการวิจยัและใหค้า แนะนา เพื่อนา มาปรับปรุงต่อไป ขอกราบขอบพระคุณสมาชิกในครอบครัว คุณแม่และคุณนา้ที่คอยช่วยเหลือ ผูว้ิจยัเสมอมาตลอด ระยะเวลาของการท าวิจัย ขอขอบคุณเพื่อนในกลุ่มร่วมอาจารยท์ ี่ปรึกษา เพื่อนๆในวิชาเอกจิตวิทยา น้องๆ และเพื่อนๆต่าง คณะและต่างวชิาเอกที่ช่วยเหลือเสมอมาจนงานวจิยัชิ้ นน้ีเสร็จสมบูรณ์ ขอขอบคุณคุณเกศสุดา และคุณธิดาที่คอยห่วงใย และให้กา ลงัในแก่ผูว้ิจยัด้วยดีเสมอมาตลอด ระยะเวลาของการท าวิจัย ขอขอบคุณตวัเองที่สามารถผา่นทุกสิ่งทุกอยา่งมาไดจ้นถึงจุดน้ี ชนิกานต์ ปัททุม


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง บทที่ 1 บทน า ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5 ปัญหาการวิจัย 5 สมมติฐานการวิจัย 5 ขอบเขตของการวิจัย 6 นิยามศัพท์เฉพาะ 8 ประโยชน์ที่คาดวา่จะไดร้ับ 8 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดเกี่ยวกบัจิตสาธารณะ 10 บริบทของมหาวิทยาลัยศิลปากร 29 งานวจิยัที่เกี่ยวขอ้ง 33 กรอบแนวคิดในการวิจัย 37 บทที่ 3 วิธีการด าเนินวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตวัอยา่ง 1.1 ประชากร 39


หน้า 1.2 กลุ่มตวัอยา่ง 40 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น 42 2.2 ตัวแปรตาม 43 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ข้ นัตอนการสร้างเครื่องมือเพื่อการวจิยั 43 3.2 ลักษณะของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 44 4. การเก็บรวบรวมขอ้มูล 45 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 46 บทที่ 4 ผลการวเิคราะห์ข้อมูล 1. สัญลกัษณ์และอกัษรยอ่ที่ใชใ้นการวเิคราะห์ขอ้มูล 47 2. การน าเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล 48 บทที่ 5 สรุปผลอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 67 อภิปรายผลการวิจัย 69 ข้อเสนอแนะของการวิจัย 75 บรรณานุกรม


ภาคผนวก ภาคผนวก ก แบบสอบถามเพื่อการวิจัย ภาคผนวกขค่าความเชื่อมนั่ของแบบสอบถาม ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงจ ำนวนประชำกรที่ศึกษำ 38 2 แสดงจำ นวนกลุ่มตวัอยำ่งที่ใชศ้ึกษำ 40 3 แสดงจำ นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยำ่งจำ แนกตำมเพศ 49 4 แสดงจำ นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยำ่งจำ แนกตำมช้นั ปี 49 5 แสดงจำ นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยำ่งจำ แนกตำมคณะวชิำ 50 6 แสดงจำ นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยำ่งจำ แนกตำมค่ำใชจ้่ำยที่ไดร้ับต่อเดือน 50 7 แสดงจำ นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยำ่งจำ แนกตำมกำรเป็นสมำชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบักำรเป็น จิตอำสำ บำ เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหำวทิยำลยั 51 8 แสดงค่ำเฉลี่ยค่ำเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะใน ภำพรวมท้ งั 2 ดำ้น คือ ดำ้นจิตสำธำรณะต่อสถำบนัศึกษำ และดำ้นจิตสำธำรณะต่อสังคม ของกลุ่ม ตวัอยำ่ง 52 9 แสดงค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะของ กลุ่มตวัอยำ่ง ในดำ้นจิตสำธำรณะต่อสถำบนัศึกษำโดยจำ แนกตำมรำยขอ้ 53 10 แสดงค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะของ กลุ่มตวัอยำ่ง ในดำ้นจิตสำธำรณะต่อสังคม โดยจำ แนกตำมรำยขอ้ 56 11 เปรียบเทียบพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะในภำพรวมของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมเพศ 59 12 เปรียบเทียบพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะในภำพรวมของนักศึกษำมหำวิทยำศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมกำรเป็นสมำชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบักำรเป็นจิตอำสำ บำ เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหำวิทยำลัย 59


ตารางที่ หน้า 13 แสดงค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ ในภำพรวมของนกัศึกษำมหำวทิยำลยัศิลปำกร พระรำชวงัสนำมจนัทร์จำ แนกตำมช้นั ปี 60 14 แสดงผลกำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะในภำพรวมของนักศึกษำ มหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จำ แนกตำมช้นั ปีโดยใช้F-test หรือ One-Way ANOVA 60 15 แสดงค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ ในภำพรวมของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมคณะวิชำ 61 16 แสดงผลกำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะในภำพรวมของนักศึกษำ มหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมคณะวิชำ โดยใช้ F-test หรือ One-Way ANOVA 62 17 แสดงกำรเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงเป็นรำยคู่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะในภำพรวมของ นักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมคณะวิชำ ด้วยวิธีกำรของ Scheffe’ 63 18 แสดงค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ ในภำพรวมของนกัศึกษำมหำวทิยำลยัศิลปำกร พระรำชวงัสนำมจนัทร์จำ แนกตำมค่ำใชจ้่ำย ที่ไดร้ับต่อเดือน 64 19 แสดงผลกำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะในภำพรวมของนักศึกษำ มหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จำ แนกตำมค่ำใชจ้่ำยที่ไดร้ับต่อเดือน โดยใช้F-test หรือ One-Way ANOVA 65


1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็ นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ในประเทศไทยเริ่มมีการกล่าวถึงจิตสาธารณะช่วงหลังพุทธศกัราช 2500 คือช่วงเริ่มมีการใช้ แผนพฒันาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโดยการพฒันามุ่งเนน้คนเป็นศูนยก์ลางในช่วง แผนพฒันาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบบัที่8 (พ.ศ. 2540-2544) เพราะผลจากการใชแ้ผนพฒันาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบบัที่8 พบวา่การพฒันาเศรษฐกิจเพียงดา้นเดียวไม่สามารถนา พาประเทศไปสู่การพฒันาที่ยงั่ยืนได้การ พฒันาตอ้งควบคู่ไปด้วยกนัทุกดา้น ซ่ึงไม่สามารถเกิดข้ึนไดถ้ ้าปราศจากความร่วมมือของคนในชาติ จิต สาธารณะเป็ นเรื่องใหม่ส าหรับสังคมไทย เป็นองค์ประกอบส าคญัที่ก่อให้เกิดประชาสังคม และต่อเนื่อง มาถึงแผนพฒันาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบัที่9 (พ.ศ. 2545-2549)ไดก้ล่าวถึงการมีจิตสาธารณะไว้ อย่างชัดเจนว่าเป็นคุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ซ่ึงจะช่วยในการพฒันาเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง โดยกล่าวไวใ้นเรื่องของประชาสังคมและการมีส่วนร่วมกับชุมชน ในระยะของแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบที่ 10 (พ.ศ. 2550 ั-2554) ประเทศไทยยงัคงตอ้งเผชิญกบัการเปลี่ยนแปลงที่ ส าคญั ในหลายบริบท ท้งัที่เป็นโอกาสและขอ้จา กดัต่อการพฒันาประเทศจึงตอ้งมีการเตรียมความพร้อม ของคนและระบบให้มีภูมิคุม้กนัพร้อมรับ การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจเกิดข้ึน โดยยงัคงอญัเชิญ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็ น แนวปฏิบัติในการพัฒนาแบบบูรณาการเป็ นองค์รวมที่มี “คนเป็ น ศูนย์กลางการพัฒนา” ต่อมาไดม้ีการจดัทา แผนพฒันาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบัที่11 ในเรื่องของ การพฒันาคุณภาพคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งพฒันาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวยั สอดแทรกการพฒันาคนด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่เสริมสร้างการเก้ ือกูล พฒันาทกัษะให้คนมีการเรียนรู้ ต่อเนื่องตลอดชีวิต ต่อยอดสู่การสร้างนวตักรรมที่เกิดจากการฝึกฝนเป็นความคิดสร้างสรรค์ปลูกฝังการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น และจิตใจที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย พัฒนาคนด้วยการ เรียนรู้ ในศาสตร์วิทยาการให้สามารถประกอบอาชีพไดอ้ยา่งหลากหลาย สอดคลอ้งกบัแนวโน้มการจา้งงานและ เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สร้างจิตสา นึกให้คนไทยมีความรับผดิชอบต่อสังคม เคารพ กฎหมาย หลกัสิทธิมนุษยชน สร้างค่านิยมการผลิตและบริโภคที่รับผดิชอบต่อสิ่งแวดลอ้ม ในแผนพฒันาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบัที่12 ซ่ึงเป็นฉบบัล่าสุดไดม้ีการปรับแผนพฒันา การเตรียมพร้อมด้านกา ลงัคนและการเสริมสร้างศกัยภาพของประชากรในทุกช่วงวยัให้ทนัสมยัข้ึนโดย มุ่งเน้นการยกระดบัคุณภาพทุนมนุษยข์องประเทศ โดยพฒันาคนให้เหมาะสมตามช่วงวยัเพื่อให้เติบโต อยา่งมีคุณภาพ


2 การหล่อหลอมให้คนไทยมีค่านิยมตามบรรทัดฐานที่ดีทางสังคม เป็นคนดีมีสุขภาวะที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีจิตส านึกที่ดีต่อสังคมส่วนรวม การพฒันาทกัษะที่สอดคล้องกับความ ต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จ าเป็นต่อการดา รงชีวิตในศตวรรษที่21ของคนในแต่ละช่วงวยัตาม ความเหมาะสม การเตรียมความพร้อมของกา ลงัคนดา้นวทิยาศาสตร์และเทคโนโลยทีี่จะเปลี่ยนแปลงโลกใน อนาคต ตลอดจนการยกระดบัคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศการสร้างเสริมให้คนมีสุขภาพดีที่เน้นการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพและการลดปัจจยัเสี่ยงดา้นสภาพแวดลอ้มที่ส่งผลต่อสุขภาพ การพฒันาใน ระยะต่อไปจึงต้องให้ความส าคญักับการวางรากฐานการพฒันาคนให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้คนไทยมี ทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล และ สามารถเรียนรู้ดว้ยตนเองอย่างต่อเนื่อง มีสุขภาวะที่ดีข้ึน คนทุกช่วงวยัมีทกัษะความรู้และความสามารถ เพิ่ มข้ึน รวมท้ งัสถาบนัทางสังคมมีความเขม้แขง็และมีส่วนร่วมในการพฒันาประเทศเพิ่ มข้ึน จิตสาธารณะเป็นคุณลักษณะประการหน่ึงของคนไทยที่พึงประสงค์ท้งัในฐานะพลเมือง และ พลโลกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ และเป็ นมนุษย์ที่สมบูรณ์ การพัฒนาเยาวชนไทยให้มี ความรู้คู่คุณธรรมน้ันเป็นสิ่งที่ภาครัฐให้ความส าคัญ และได้ดา เนินการมาอย่างต่อเนื่อง ดังปรากฏใน คุณลกัษณะอนัพึงประสงค์ในหลกัสูตรแกนกลางการศึกษาข้ นัพ้ ืนฐาน พ.ศ.2551 นอกจากน้ีจิตสาธารณะยงั จดัเป็นคุณธรรมที่ส าคญัมากจนไดร้ับการกา หนดให้เป็นวาระแห่งชาติในปีพ.ศ.2550 ซ่ึงตรงกบัวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ไดป้ระกาศเป็นปีแห่งการ ให้และอาสาช่วยเหลือสังคม โดยรัฐบาลไดม้อบหมายให้หน่วยงานต่างๆ จดักิจกรรม เพื่อตอบสนองต่อ วาระแห่งชาติในเรื่องการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ซ่ึงมีกระทรวงการพฒันาสังคมและความมนั่คง ของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน และส่งเสริมการด าเนินงานในเรื่องน้ี (เกียรติศกัด์ิแสงอรุณ, 2551: 5)โดยการปลูกฝังจิตสาธารณะให้แก่นกัเรียน และนกัศึกษาจะตอ้งเริ่มตน้จาก คนในครอบครัว ในสถานศึกษาเพื่อสร้างนิสัยให้มีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบโดยอาศยัการสั่ งสอน ฝึกฝน จากบุคคลและสิ่งแวดลอ้ม แมว้่ารัฐบาลจะมีความมุ่งหวังในการพัฒนาจิตสาธารณะเป็นอย่างมากก็ตาม แต่กลบัพบว่า ใน ปัจจุบนัคนไทยกา ลังประสบปัญหาวิกฤตด้านค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม มีพฤติกรรม ที่เน้นวัตถุและ บริโภคนิยมมากข้ึน ขาดจิตสาธารณะให้ความส าคญักบัส่วนตนมากกวา่ส่วนรวม เป็นผลให้เกิดปัญหาทาง สังคมต่างๆ อาทิ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทุจริตคอรัปชนั่ปัญหายาเสพติด เป็ นต้น นอกจากน้ีเด็ก และเยาวชนยงัเกิดการเลียนแบบและการแสดงออกในทิศทาง ที่ไม่สร้างสรรค์เช่น ขาดการคิดวเิคราะห์อยาง่ มีเหตุผล ขาดความอดทน ขาดความซื่อสัตย์และมีพฤติกรรมที่แสดงออกเกี่ยวกบัการเสียสละ สร้างสรรค์ งานเพื่อส่วนรวมนอยลง (โกวิทย์ ้ พวงงาม, 2550: 29)


3 มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถาบนัการศึกษาระดบัอุดมศึกษาของรัฐในสังกดัทบวงมหาวทิยาลยัและ เป็ นมหาวทิยาลยัศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะและการออกแบบ ปัจจุบันเปิ ดสอน ครอบคลุมทุกสาขาวิชา ท้ งักลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสากลอย่างสมบูรณ์นอกจากน้ี มหาวิทยาลัยศิลปากรยังมุ่งเน้นในเรื่ องของจิตสาธารณะตามขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยด้วย กระบวนการสรรคส์ร้างคุณค่าประสบการณ์ชีวิตและจิตอาสาด้วยกิจกรรมเพื่อชีวติสร้างสรรค์(Activity for creative life) อันเป็ นกลไกส าคัญในการขัดเกลาคุณธรรมและ จริ ยธรรมทางสังคม (Socialization) ให้ นักศึกษาเป็ นพลเมืองผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Active citizen) ด้วยการเป็ นจิตอาสา (Volunteer) และ การมีจิตสาธารณะ (Public mind) อนัจะเป็นพ้ ืนฐานการเสริมสร้าง ทกัษะชีวิตของผูเ้รียนในศตวรรษที่๒๑ อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นพลเมืองโลกผูต้ระหนกัรู้(Global awareness) ที่มีคุณภาพและประโยชน์ต่อการ พัฒนาเพื่อมนุษยชาติต่อไป กิจกรรมนกัศึกษาตามหลกัการประกนัคุณภาพการศึกษาแบ่งออกเป็น 5 ประเภทไดแ้ก่กิจกรรม วิชาการส่งเสริมคุณลกัษณะบณัฑิตที่พึงประสงค์, กิจกรรมกีฬาหรือการส่งเสริมสุขภาพ, กิจกรรมบา เพ็ญ ประโยชน์หรือรักษาสิ่งแวดลอ้ม, กิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม และกิจกรรมส่งเสริมศิลปะ และวฒันธรรม ซ่ึงประเภทกิจกรรมแต่ละโครงการจะถูกจา แนกลงในกิจกรรมประเภทใดประเภทหน่ึงตาม แก่นสาระหลกัของโครงการน้นัๆ นอกจากน้ีตามที่กองทุนเงินให้กูย้ืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)และกองทุนเงินกูย้ืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกบั รายไดใ้นอนาคต (กรอ.) มีนโยบายใหน้กัศึกษาผทู้ี่กูย้มืฯ เขา้ร่วมกิจกรรมจิตอาสาหรือบา เพญ็ ประโยชน์เพื่อ เสริมสร้างจิตส านึกให้แก่ผูกู้ย้ืมเงินกองทุน จา นวน 36 ชวั่ โมงกิจกรรมจิตอาสาต่อปีเพื่อเป็นเงื่อนไขและ คุณสมบตัิประกอบการพิจารณาการขอกูย้มืเงินกองทุน โดยกิจกรรมที่สามารถใช้พิจารณาได้จะต้องมีหมาย เหตุต่อทา้ยกิจกรรมน้นัวา่“กยศ. (ภาคการเรียน/ปี การศึกษา)” ยกตวัอยา่ง เช่น กยศ.1/60, กยศ.2/60 เป็ นต้น อาทิในการดา เนินขอกู้ยืมฯ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ น้ัน นักศึกษาต้องเก็บชั่ วโมงกิจกรรมจิตอาสา ล่วงหนา้ ในปีการศึกษา ๒๕๖๐ ท้ งัภาคเรียนที่๑ และ ๒ รวมกนั ไม่นอ้ยกวา่จา นวน ๓๖ ชวั่ โมงกิจกรรมซ่ึง กิจกรรมน้นัๆ ตอ้งมีหมายเหตุต่อทา้ยวา่กยศ.๑/๖๐, กยศ.๒/๖๐ แสดงให้เห็นด้วย ในขณะที่นักศึกษากา ลงัศึกษาเล่าเรียน ควบคู่กบัการร่วมกิจกรรมพฒันาทกัษะชีวิตและจิตอาสา นักศึกษาที่สะสมชวั่ โมงกิจกรรม จา นวนรวมไม่น้อยกว่า 72 ชวั่ โมงกิจกรรม หรือกา ลงัศึกษาอยู่ช้นั ปีที่3 ข้ึนไป และนกัศึกษาที่ส าเร็จการศึกษา สามารถแจง้ความประสงค์ขอรับใบรับรองกิจกรรมพฒันาศกัยภาพ นักศึกษา (Student Activities Portfolio) ไดท้ ี่งานกิจการนกัศึกษาวงัท่าพระ,กองกิจการนกัศึกษาพระราชวัง-


4 สนามจนัทร์และงานสวสัดิการและกิจการนักศึกษา วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีเพื่อใช้ประกอบการ พิจารณาสมคัรงานหรือขอทุนเรียนต่อไปในอนาคต ดังน้ันผูว้ิจยัจึงมีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลยั ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์เพื่อให้ทราบถึงระดับพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์และคาดวา่จะสามารถนา ผลการวจิยัมาใชใ้นการพฒันาในการ สร้างพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนกัศึกษาต่อไป


5 วตัถุประสงค์ของกำรวจิัย 1. เพื่อศึกษาระดับของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวัง สนามจันทร์ 2. เพื่อศึกษาเปรี ยบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์จ าแนกตามเพศ ช้นั ปีคณะวิชา ค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือน และการเป็ นสมาชิก ชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวทิยาลยั ปัญหำกำรวิจัย 1. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยูใ่นระดบั ใด 2. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์จา แนกตามเพศ ช้ นั ปีคณะวชิา ค่าใชจ้่ายที่ ได้รับต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัยต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนัหรือไม่อยา่งไร สมมติฐำนกำรวิจัย 1. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะแตกต่างกนั 2. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ที่มีช้ันปีต่างกัน มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะแตกต่างกนั 3. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ที่มีคณะวิชาต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะแตกต่างกนั 4. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ที่มีค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือนต่างกัน มี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั


6 5. นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ที่มีการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบั การเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่าง กนั ขอบเขตกำรวิจัย ในการศึกษาคร้ังน้ีผูว้ิจัยสนใจศึกษาพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์จึงไดก้า หนดขอบเขตการวจิยัไว้ดงัน้ี 1. ขอบเขตด้ำนประชำกร ประชากรที่ใชใ้นการศึกษาคร้ังน้ีคือ นกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์จ านวน 12,605คน (ที่มา : งานทะเบียน และสถิติ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2561) 2. ขอบเขตด้ำนกลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตวัอย่างที่ใช้ในการวิจยัคร้ังน้ีคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ านวน 386คน ทา การกา หนดกลุ่มตวัอยา่งโดยคา นวณจากสูตรของยามาเน่ (Yamane, 1969) ที่ระดับความ เชื่อมนั่ร้อยละ 95 กา หนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดข้ึนไดร้้อยละ ±5และสุ่มกลุ่มตวัอยา่งแบบแบ่ง ช้นั ภูมิ3 ข้ นัตอน (Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วนประชากรจ าแนกตามคณะวิชา ช้นั ปีและเพศ 3. ขอบเขตด้ำนตัวแปร ตวัแปรที่ใชใ้นการศึกษาคร้ังน้ีมีดงัน้ี 3.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ไดแ้ก่ 3.1.1 เพศไดแ้ก่ 1) ชาย 2) หญิง


7 3.1.2 ช้ นั ปี 1) ช้นั ปีที่1 2) ช้นั ปีที่2 3) ช้นั ปีที่3 4) ช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่ 3.1.3คณะวิชา 1) อักษรศาสตร์ 2) ศึกษาศาสตร์ 3) วิทยาศาสตร์ 4) เภสัชศาสตร์ 5) วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 3.1.4 ค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน 1) พอใช้และเหลือเก็บ 2) พอใช้แต่ไม่เหลือเก็บ 3) ไม่พอใช้ 3.1.5 การเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่ สังคมในมหาวิทยาลัย 1) เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่ สังคมในมหาวิทยาลัย 2) ไม่เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์ แก่สังคมในมหาวทิยาลยั 3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา


8 นิยำมศัพท์เฉพำะ เพื่อใหเ้ขา้ใจความหมายของคา ที่ใชใ้นการวจิยัคร้ังน้ีตรงกนัผวู้จิยัจึงไดน้ ิยามความหมายคา ต่างๆไวด้งัน้ี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ หมายถึง การกระทา ที่แสดงออกถึงความรับผดิชอบต่อสาธารณสมบตัิ ด้วยการเอาใจใส่ดูแลเป็นธุระและเขา้ร่วมในเรื่องส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกนัของคนในสังคม เห็นได้ จากการที่นักศึกษาหลีกเลี่ยงการใช้ หรือกระท าสิ่งที่ท าให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม และการมุ่งปฏิบตัิ เพื่อส่วนรวม 1. ดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา หมายถึง การที่นักศึกษาท าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การดูแล ความสงบเรียบร้อย การรักษาสาธารณสมบัติของสถาบันศึกษารู้จกัใชท้รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ม อย่างประหยดัให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการประหยดัน้า ประหยดัไฟภายในมหาวิทยาลยั การรับรู้ถึง ปัญหา และการมีส่วนร่วมในการหาวิธีการป้องกนัแกไ้ข การติดตามประเมินผลการแกป้ ัญหา การรับอาสา ทา สิ่งต่างๆ เพื่อส่วนรวม การเคารพสิทธิของผูอ้ื่นการแบ่งปันให้ผูอ้ื่นมีส่วนในการใชข้องส่วนรวม และไม่ ยดึครองของส่วนรวมมาเป็นของตน 2. ด้านจิตสาธารณะต่อสังคม หมายถึงการที่นักศึกษาแสดงออกถึงการเห็นความส าคัญของการ เสียสละแบ่งทรัพยากร หรือผลประโยชน์ส่วนตนให้กบัสังคม เพื่อให้สังคมน าทรัพยากร หรือผลประโยชน์ ดงักล่าวมาใชก้่อให้เกิดประโยชน์กบัสมาชิกในสังคมโดยไม่หวงัผลตอบแทนต่อตนเอง การประหยัด และมี ความสมดุลระหวา่งมนุษยก์บัธรรมชาตินอกจากน้ียงัเป็นการที่นกัศึกษามีหลีกเลี่ยงการกระทา ที่จะทา ให้เกิด ความชา รุด เสียหายต่อสิ่งของส่วนรวม การช่วยเหลือดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่เป็นสิ่งของสาธารณสมบัติของ หน่วยงาน องคก์รและสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการแกป้ ัญหา และช่วยกนัทา ใหส้ ังคมดีข้ึน ค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือน หมายถึง เงินที่นักศึกษาได้รับในแต่ละเดือน ซ่ึงอาจเป็นเงินที่ไดร้ับจาก ผู้ปกครอง หรือจากการท างานพิเศษ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. ท าให้ทราบถึงการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ 2. เพื่อนา ผลในการวจิยัไปปรับใชใ้นการจดัโครงการ หรือกิจกรรมเพื่อส่วนรวม 3. สามารถน าข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไปใช้ประกอบเป็ นแนวทางในการสร้างพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะของนกัศึกษาต่อไป


9 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ผูว้ิจยัได้น าแนวคิด ทฤษฎีตลอดจนงานวิจยัที่เกี่ยวข้องมาศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวิจยั ดงัต่อไปน้ี 1. แนวคิดเกี่ยวกับจิตสำธำรธำรณะ 1.1 ความหมายของจิตสาธารณะ 1.2 ความหมายของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ 1.3 ความส าคัญของการมีจิตสาธารณะ 1.4 องค์ประกอบของการมีจิตสาธารณะ 1.5 แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวขอ้งกบัการมีจิตสาธารณะ 1.6 ปัจจยัที่ก่อใหเ้กิดการมีจิตสาธารณะ 1.7 คุณลกัษณะที่เกี่ยวขอ้งกบัจิตสาธารณะ 2. บริบทของมหำวิทยำลัยศิลปำกร 3. งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. กรอบแนวคิดในกำรวิจัย


10 1. แนวคิดเกี่ยวกับจิตสำธำรณะ 1.1 ควำมหมำยของจิตสำธำรณะ จิตสาธารณะ มีผู้เรียกคา น้ีแตกต่างกนัออกไป เช่น จิตส านึกสาธารณะ จิตส านึกต่อส่วนรวม จิตส านึกทางสังคม ความส านึกทางสังคม รวมไปถึงคา ที่เกี่ยวข้อง เช่น การเห็นประโยชน์ส่วนรวม เป็นต้น ซึ่งค าเหล่าน้ีมีความหมายใกล้เคียงกนัดงัน้ี ราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้ให้ความหมายของ จิตส านึกทางสังคม หรือจิตส านึกสาธารณะ หมายถึงการตระหนกัรู้และคา นึงถึงส่วนรวมร่วมกนัหรือการคา นึงถึงผอู้ื่นที่ร่วมสัมพนัธ์เป็นกลุ่มเดียวกนั สา นกังานคณะกรรมการวจิยัแห่งชาติ(2542 : 14) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึง การ รู้จกัเอาใจใส่เป็นธุระและเขา้ร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมีความสา นึกและยดึ มนั่ในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ละอายต่อสิ่งผดิเนน้ความเรียบร้อย ประหยดัและมีความสมดุล ระหวา่งมนุษยก์บัธรรมชาติ ศกัด์ิชยันิรัญทวี(2541 : 57) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึง จิตใจที่ค านึงถึงประโยชน์ ของส่วนรวม คา นึงถึงความสา คญัของสิ่งอนัเป็นของที่ตอ้งใช้หรือมีผลกระทบร่วมกนั ในชุมชน เช่น ป่าไม้ ความสงบสุขของชุมชน ลัดดาวัลย์ เกษมเนตร และคณะ (2547) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึง การรู้จักเอาใจ ใส่เป็นธุระ และเขา้ร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม โดยพิจารณาจากความรู้ความ เขา้ใจ หรือพฤติกรรมที่แสดงออกถึงลกัษณะ ดงัน้ี 1)การหลีกเลียงการใชห้รือการกระทา ที่จะทา ใหเ้กิดการชา รุดเสียหายต่อของส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนั ของกลุ่ม และการถือเป็นหนา้ทีที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาของส่วนรวมในวสิัย ทีตนสามารถทา ได้ 2) การเคารพสิทธิในการใชข้องส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม โดยไม่ยดึครองของ ส่วนรวมน้ นั เป็นของตนเอง ตลอดจนไม่ปิดก้นัโอกาสของบุคคลอื่นที่จะใชข้องส่วนรวมน้นั พรพรหม พรรคพวก (2550) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึง กระบวนการคิด และ ลกัษณะของบุคคลที่รู้จกัเอาใจใส่เป็นธุระ และเขา้ร่วมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม รวมท้ งัคา นึงถึงผูอ้ื่นที่ ร่วมความสัมพนัธ์เป็นกลุ่มเดียวกบัตน โดยพิจารณาความรู้ความเขา้ใจ หรือพฤติกรรมที่แสดงออกใน 3 ลกัษณะ ดงัน้ี


11 1) การหลีกเลี่ยงการใช้หรือการกระทา ที่จะทา ใหเ้กิดความชา รุดเสียหายต่อของส่วนรวมที่ใชร้่วมกนัของ กลุ่ม 2) การถือเป็นหนา้ที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาของส่วนรวมในวสิัยที่ตนสามารถทา ได้ 3) การเคารพสิทธิในการใชข้องส่วนรวม ที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนั โดยไม่ยดึครองของส่วนรวมน้ นัมาเป็นของ ตนเอง ตลอดจนไม่ปิดก้นัโอกาสของบุคคลอื่นที่จะใชข้องส่วนรวม เจษฎา หนูรุ่น (2551) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึง ลักษณะของนักเรียนที่รู้จักดูแล เอาใจใส่เป็นธุระและเขา้ร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม วิทยพัฒนท สีหา (2551) ได้ให้ความหมายของจิตสาธารณะ หมายถึง การแสดงความรู้สึก และการ ปฏิบตัิที่เกี่ยวกบัการกระทา ตามหนา้ที่รับผิดชอบของตนเอง การช่วยเหลือดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่เป็นสิ่งของ สาธารณะสมบตัิของหน่วยงาน องคก์ร และสังคม การแสดงความเอ้ ือเฟ้ ือเผื่อแผส่ละทรัพยส์ิน หรือแรงงาน ของตนต่อส่วนรวม และการเขา้ร่วมในการทา งานที่เป็นส่วนรวมของหน่วยงาน องคก์ร และสังคมโดยการ กระทา ที่ไม่หวงัผลตอบแทนต่อตนเองแต่กระทา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553) ได้ให้ความหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึง การรู้จกัเอาใจใส่เป็นธุระ และเขา้รวมในเรื่องของส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมีความสา นึกและยดึมนั่ในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ละอายต่อสิ่งผดิเนน้ความเรียบร้อย ประหยดัและมีความสมดุลระหวา่งมนุษยก์บั ธรรมชาติ อริสา สุขสม (2553) ได้ให้ความหมายของ จิตส านึกสาธารณะ หมายถึง การตระหนักรู้ ตนที่จะท า สิ่งใดเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นจิตที่คิดสร้างสรรค์คือ คิดในทางที่ดี ไม่ทา ลายบุคคล สังคม วฒันธรรม ประเทศชาติและสิ่งแวดลอ้ม เป็นกุศลและมุ่งทา กรรมดีที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกรียงศกัด์ิเจริญวงศศ์กัด์ิ(2556) ไดใ้หค้วามหมายของ จิตสาธารณะ หมายถึงความคิดที่ไม่เห็นแก่ ตวัมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ ช่วยแกป้ ัญหาใหแ้ก่ผอู้ื่นหรือสังคม พยายามฉวยโอกาสที่จะช่วยเหลือ อยา่งจริงจงัและมองโลกในแง่ดีบนพ้ ืนฐานของความเป็นจริง จากความหมายที่กล่าวมาขา้งตน้ สรุปไดว้า่จิตสาธารณะ หมายถึง การแสดงกระท าที่แสดงออกถึง ความรับผดิชอบ และลกัษณะการปฏิบตัิของบุคคลที่ใส่ใจเป็นธุระ การช่วยเหลือดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่เป็น สิ่งของสาธารณะสมบตัิของหน่วยงาน องคก์ร และสังคม เป็นจิตที่คิดสร้างสรรค์ไม่ทา ลายบุคคล สังคม วัฒนธรรม ประเทศชาติ และสิ่งแวดลอ้ม เป็นกุศลและมุ่งทา กรรมดีที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมไปถึง การกระทา ที่หลีกเลี่ยงการใช้หรือกระทา สิ่งที่ทา ใหเ้กิดความเสียหายต่อส่วนรวม


12 1.2 ควำมหมำยของพฤติกรรมจิตสำธำรณะ เจษฎา หนูรุ่น (2551) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรมจิตสาธารณะ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่ รู้จกัดูแลเอาใจใส่เป็นธุระและเขา้ร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม วิทยพัฒนท สีหา (2551) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรมจิตสาธารณะ หมายถึง การแสดง ความรู้สึก และการปฏิบตัิที่เกี่ยวกบัการกระทา ตามหนา้ที่รับผดิชอบของตนเอง การช่วยเหลือดูแลรักษาสิ่ง ต่างๆที่เป็นสิ่งของสาธารณะสมบตัิของหน่วยงาน องคก์ร และสังคม การแสดงความเอ้ ือเฟ้ ือเผอื่แผส่ละ ทรัพยส์ิน หรือแรงงานของตนต่อส่วนรวม และการเขา้ร่วมในการทา งานที่เป็นส่วนรวมของหน่วยงาน องคก์รและสังคมโดยการกระทา ที่ไม่หวงัผลตอบแทนต่อตนเองแต่กระทา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรมจิตสาธารณะ หมายถึงการรู้จกัเอาใจใส่ เป็นธุระ และเขา้รวมในเรื่องของส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมีความสา นึก และยดึมนั่ในระบบ คุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ละอายต่อสิ่งผดิเนน้ความเรียบร้อย ประหยดัและมีความสมดุลระหวา่ง มนุษยก์บัธรรมชาติ อริสา สุขสม (2553) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรมจิตส านึกสาธารณะ หมายถึง การตระหนักรู้ ตนที่จะทา สิ่งใดเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นจิตที่คิดสร้างสรรค์คือ คิดในทางที่ดีไม่ทา ลายบุคคล สังคม วัฒนธรรม ประเทศชาติและสิ่งแวดลอ้ม เป็นกุศลและมุ่งทา กรรมดีที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เกรียงศกัด์ิเจริญวงศศ์กัด์ิ(2556) ได้ให้ความหมายของ พฤติกรรมจิตสาธารณะ หมายถึง ความคิดที่ ไม่เห็นแก่ตวัมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ ช่วยแกป้ ัญหาใหแ้ก่ผูอ้ื่นหรือสังคม พยายามฉวยโอกาสที่จะ ช่วยเหลืออยา่งจริงจงัและมองโลกในแง่ดีบนพ้ ืนฐานของความเป็นจริง สรุปไดว้า่พฤติกรรมจิตสาธารณะ หมายถึง การกระทา ที่แสดงออกถึงความรับผดิชอบต่อสาธารณ สมบตัิดว้ยการเอาใจใส่ดูแล เป็นธุระ และเขา้ร่วมในเรื่องส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ร่วมกนัของคนในสังคม เห็นได้จากการที่นักศึกษาหลีกเลี่ยงการใช้ หรือกระท าสิ่งที่ท าให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม และการมุ่ง ปฏิบตัิเพื่อส่วนรวม 1.3 ควำมส ำคัญของกำรมีจิตสำธำรณะ การที่คนมาอยรู่วมกนัเป็นสังคม ยอ่มตอ้งมีความสัมพนัธ์ในรูปแบบการพ่ึงพากนัการที่คนในสังคม ขาดจิตสาธารณะน้ันจะมีผลกระทบต่อบุคคล ครอบครัว องค์กร อีกท้ังยังมีผลกระทบต่อชุมชน ระดบั ประเทศและระดบัโลก ดงัน้ี(ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และสังคม สัญจร. 2543 : 22 – 29)


13 ผลกระทบต่อบุคคล ทา ใหเ้กิดปัญหาคือ 1. สร้างความเดือดร้อนใหก้บัตนเอง 2. สร้างความเดือดร้อนใหก้บัคนอื่น ผลกระทบระดบัครอบครัว ทา ใหเ้กิดปัญหาคือ 1. ความสามัคคีในครอบครัวลดน้อยลง 2. การแก่ งแยง่ทะเลาะเบาะแวง้ภายในครอบครัว ผลกระทบระดบัองคก์ร ทา ใหเ้กิดปัญหา 1. การแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในองคก์ร 2. ความเห็นแก่ตวัแก่ งแยง่ชิงดีชิงเด่น 3. การเบียดเบียนสมบตัิขององคก์รเป็นสมบตัิส่วนตน 4. องคก์รไม่กา้วหนา้ ประสิทธิภาพและคุณภาพของงานลดลง ในระดบัชุมชน ทา ให้เกิดปัญหาคือ 1. ชุมชนอ่อนแอขาดการพฒันา เพราะต่างคนต่างอยู่สภาพชุมชน มีสภาพ เช่นไรก็ยงัคงเป็นเช่นน้นั ไม่เกิดการพฒันาและยงิ่นานไปก็มีแต่เสื่อมทรุดลง 2. อาชญากรรมในชุมชนอยใู่นระดบัสูง 3. ขาดศูนยร์วมจิตใจ ขาดผูน้า ที่นา ไปสู่การแกป้ ัญหา เพราะคนในชุมชนมองปัญหาของตวัเองเป็น เรื่องใหญ่ขาดคนอาสานา พาการพฒันา เพราะกลวัเสียทรัพยก์ลวัเสียเวลา หรือกลวัเป็นที่ครหาจากบุคคลอื่น ในระดับชาติถ้าบุคคลในชาติขาดจิตสาธารณะจะทา ให้เกิด 1. วกิฤตการณ์ภายในประเทศบ่อยคร้ัง และแกป้ ัญหาไม่ได้เกิดการเบียดเบียนทา ลายทรัพยากรและ สมบตัิที่เป็นของส่วนรวม 2. ประเทศชาติอยใู่นสภาพลา้หลงัเนื่องจากขาดพลงัของคนในสังคม เมื่อผนู้า ประเทศนา มาตรการ ใดออกมาใช้ก็จะไม่ไดผ้ลเพราะไม่ไดร้ับความร่วมมือจากประชาชน


14 3. เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก เกิดการแก่ งแยง่แข่งขนัเห็นแก่ประโยชน์กลุ่มของตนและพวกพอ้ง เกิดการทุจริตคอรัปชนั่ ในระดบัโลกถา้บุคคลขาดจิตสาธารณะจะทา ใหเ้กิดการเอารัดเอาเปรียบระหวา่งประเทศ ทา ใหเ้กิดปัญหาใน ระดบัต่างๆ ดงัน้ี 1. เกิดการสะสมอาวธุกนัระหวา่งประเทศ เพราะขาดความไวว้างใจซ่ึงกนัและกนักลวัประเทศอื่น จะโจมตีจึงตอ้งมีอาวธุที่รุนแรง มีอานุภาพในการทา ลายสูงไวใ้นครอบครอง เพื่อข่มขู่ประเทศอื่น และเมื่อมี ปัญหาเกิดข้ึนก็มกัมีแนวโนม้ ในการใชค้วามรุนแรงของแสนยานุภาพทางการสงคราม ในการตดัสินปัญหา 2. เกิดการกลนั่แกลง้แก่ งแยง่หรือครอบงา ทางการคา้ระหวา่งประเทศ พยายามทุกวถิีทาง เพื่อใหเ้กิด การไดเ้ปรียบทางการคา้ทา ใหป้ระเทศดอ้ยกวา่ขาดโอกาสในการพฒันาประเทศของตน 3. เกิดการรังเกียจเหยยีดหยามคนต่างเช้ ือชาติต่างเผา่พนัธุ์หรือต่างทอ้งถิ่ น มองชนชาติอื่นๆ เผา่พนัธุ์อื่นวา่มีความเจริญหรือมีศกัด์ิศรีดอ้ยกวา่เช้ ือชาติและเผา่พนัธุ์ของตนเอง ดูถูกหรือเป็นปฏิปักษต์ ่อ ชาติอื่น จากความสา คญัของการมีจิตสาธารณะ ถา้สามารถปลูกฝัง ส่งเสริม หรือพฒันาใหเ้ด็กมีจิตสา นึก สาธารณะ ดว้ยวธิีการต่าง ๆ จะทา ใหเ้ด็กมีจิตใจที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน อาสาดูแลรับผิดชอบสมบตัิส่วนรวม มีการใชอ้ยา่งสมบตัิของส่วนรวมอยา่งเห็นคุณค่า ใชอ้ยา่งทะนุถนอม รู้จกัการแบ่งปันโอกาสในการใชข้องส่วนรวมใหผู้อ้ื่น เมื่อเจริญเติบโตเป็นผใู้หญ่ ปัญหาที่เกิดการเอารัดเอา เปรียบคนอื่น ปัญหาการท าลายสาธารณะสมบตัิต่าง ๆ จะลดลงการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และประโยชน์ พวกพอ้งก็จะลดนอ้ยลงและจะนา มาสู่สังคมที่พฒันาข้ึน 1.4 องค์ประกอบของกำรมีจิตสำธำรณะ อนุชาติ พวงส าลี และวีรบูรณ์ วิสารทสกุล (2540) ได้กล่าวถึงองคป์ระกอบของการมีจิตสา นึก สาธารณะวา่เป็นคุณลกัษณะที่สา คญัและมีความหมายอยา่งยงในสังคม ท าให้ ิ่เกิด ประชาสังคม คือ เป็น ชุมชนที่มีความเขม้แขง็ซ่ึงหมายถึงชุมชนแห่งสา นึก (Conciousness Community) ที่สมาชิกของชุมชนต่าง เป็นส่วนหนึ่งของระบบโดยรวมที่มีความสัมพันธ์กนัอยา่งเหนียวแน่น ซึ่งมีองค์ประกอบดงัน้ี 1) มีวิสัยทศัน์ร่วมกนัคนในชุมชนตองมองอน้าคตร่วมกนัเรียนรู้และท าความเข้าใจ ร่วมกนั โดย อาศัยการคิด วิเคราะห์สังเคราะห์ให้ถึงสถานการณ์แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงพร้อม ควบคู่ไปกบัการ ปฏิบัติ


15 2) ประชาชนส านึกถึงพลงัของตนเองวาจะสา่มารถร่วมแกไ้ขเปลี่ยนแปลงสังคมได้คือการที่ท าให้ เกิดกลุ่มความสนใจต่อสาธารณะจ านวนมาก ท าให้เกิดความเขมแข็ ้ งเป็นพลังทาง สังคม ไม่รอคอยให้ผูอ้ื่น แกป้ ัญหาให้กบัตนเอง ซ่ึงการที่บุคคลจะส านึกถึงพลงัของตนตอ้งให้ความส าคญักบักระบวนการเรียนรู้ ร่วมกนัทางสังคม 3)ความรักความเอ้ ืออาทรสามคัคีการรวมกลุ่มของบุคคลในสังคม มีความหลากหลายจึงจ าเป็นต้อง สร้างข้ึนบนฐานแห่งความรักความเมตตาความเอ้ ืออาทรและความสามัคคีความแตกต่างระหวา่งบุคคลยอม่ เกิดข้ึนได้ซ่ึงความแตกต่างน้ีเป็นสิ่งที่ดีและไม่จา เป็นตอ้งนา ไปสู่ความแตกแยกเสมอไป ดงัน้นเงื่ ัอนไขแห่ง ความรักสมานฉันท์จะเป็นสิ่งเชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมืออยางมีพลัง ่ 4) การเรียนรู้ที่มีการปฏิบตัิร่วมกนัคือ จิตส านึกสาธารณะเป็นนามธรรมที่ไม่สามารถบงัคบัใหเ้กิด ได้ดงัน้ นต้องสร้ ัางเงื่อนไขหรือกิจกรรม ร่วมกนัตลอดจนการพฒันาให้เกิดความตอเนื่องการมีเครือข่ายและ การติดตอสื่ ่อสาร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สื่อสารและเครือข่ายเป็นส่วนที่ท าให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเป็ น แนวทางให้เกิด จิตส านึกสาธารณะ สมพงษ์ สิงหะพล (2542: 15 – 16) ไดก้ล่าวถึงองค์ประกอบของจิตส านึกสาธารณะวา่มีอยู่3 ด้าน หลักๆ คือ 1) จิตสา นึกเกี่ยวกบัตนเอง (Self Consciousness) เป็ นจิตส านึกเพื่อพัฒนาตนเอง ท าให้ตนเองเป็ น บุคคลที่สมบูรณ์ยงิ่ข้ึน จิตสา นึกดา้นน้ีการศึกษาไทยมุ่งมนั่ปลูกฝังมานานเกิดบา้งไม่เกิดบา้งไปตาม สภาพการณ์เป็นจิตสา นึกแบบคลาสสิกที่ทุกสังคมพยายามเหมือนกนัที่จะสร้างใหเ้กิดข้ึนใหไ้ด้เช่น ความ ขยัน ความรับผิดชอบ ความมานะอดทน เป็ นต้น เป็ นจิตส านึกที่ถูกปลูกฝัง และมีมานานตามสภาพ สังคมไทย 2) จิตสา นึกเกี่ยวกบัผูอ้ื่น (Others Oriented Consciousness) เป็นจิตสา นึกของความสัมพนัธ์ระหวา่ง บุคคลของคนในกลุ่มชนหน่ึง สังคมหน่ึง เช่น ความเห็นอกเห็นใจความเอ้ ือเฟ้ ือเผื่อแผ่ความสามคัคีเป็นตน้ เป็นจิตสา นึกที่คนไทยส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมมาจากพ้ ืนฐานด้ งัเดิมของวฒันธรรมไทยอยแู่ลว้สร้างกนัได้ ไม่ยากนกั 3) จิตสา นึกเกี่ยวกบัสังคมหรือจิตสา นึกสาธารณะ(Social or Public Consciousness) เป็ นจิตส านึกที่ ตระหนกัถึงความสา คญั ในการอยรู่ ่วมกนัหรือคา นึงถึงผอู้ื่นที่ร่วมความสัมพนัธ์เป็นกลุ่มเดียวกนัเป็น จิตสา นึกที่คนไทยยงัไม่ค่อยมีและขาดกนัอยมู่ากเพราะพ้ ืนฐานความเป็นมาของสังคมไทยสมควรที่จะรีบ พฒันาข้ึนโดยเร็วเช่น จิตสา นึกดา้นเศรษฐกิจจิตสา นึกดา้นการเมืองจิตสา นึกดา้นสิ่งแวดลอ้ม จิตสา นึกดา้น สุขภาพ เป็ นต้น


16 ยุทธนา วรุณปิ ติ (2542 : 181-183) ไดก้ล่าวถึงองคป์ระกอบของจิตสาธารณะวา่ตอ้งมีลกัษณะ ดงัน้ี 1) การทุ่มเท และอุทิศตน สิทธิพลเมืองตอ้งสอดคลอ้งกบัความรับผดิชอบทางสังคม บุคคลไม่ เพียงแต่ปฏิบตัิตามสิทธิเท่าน้นัแต่ตอ้งปฏิบตัิเพื่อช่วยเหลือใหบ้ริการแก่ผอู้ื่น เพื่อพฒันาสังคมด้วย อาทิ ตอ้งการให้ผแู้ทนราษฎรมีความรับผดิชอบต่อความตอ้งการ และประโยชน์ของประชาชน ประชาชนก็ตอ้ง ใหค้วามใส่ใจ และติดตาม ไม่เพียงแต่ทา การหยอ่นบตัรเลือกต้ งัเท่าน้นัตอ้งเสียสละเวลาใหใ้นการเขา้ไปมี ส่วนร่วมกบัการเมืองระดบัทอ้งถิ่ น และในสถาบนัต่างๆ 2) เคารพความแตกต่างระหวา่งบุคคลไวว้างใจผอู้ื่น มีความอดทน ตระหนกัถึงการมีส่วนร่วมเคารพ ยอมรับความแตกต่างที่หลากหลาย หาวธิีการอยูร่ ่วมกบัความขดัแยง้โดยการแสวงหาทางออกร่วมกนัมีการ แลกเปลี่ยนความคิด และหาขอ้ยตุิสร้างการรับรู้ร่วมกนัตดัสินใจและผนึกกา ลงัเพื่อใหเ้กิดการยอมรับจาก ทุกฝ่ าย 3) คา นึงถึงผลประโยชน์ส่วนตน และส่วนรวม คนในสังคมตอ้งคิดถึงการเมืองในฐานะกิจการเพื่อ ส่วนรวม และเพื่อคุณธรรมมากข้ึน 4) การลงมือกระทา การวพิากษว์จิารณ์ปัญหาที่เกิดข้ึนเพียงอยา่งเดียวไม่สามารถทา ใหส้ถานการณ์ ดีข้ึนตอ้งลงมือกระทา โดยเริ่มจากครอบครัว ในการวางพ้ ืนฐานใหก้ารอบรมดา้นจริยธรรมของพลเมือง สถาบนัการศึกษาไม่เป็นเพียงสถานที่ฝึกหดัและใหค้วามรู้ตอ้งรับช่วงต่อในการสร้างค่านิยมที่เหมาะสมต่อ จากครอบครัว รวมท้ งัเครือข่ายสังคมที่เกิดข้ึนระหวา่งเพื่อนบา้นที่ทา งาน สโมสร สมาคมต่างๆ เชื่อมโยง บุคคลที่น่าสนใจเรื่องของตนเขา้เป็นกลุ่มที่ใส่ใจผอู้ื่นช่วยดา รงรักษาประชาคม สังคม และกฎจริยธรรม รวมท้ งัสถาบนัที่มีอิทธิพลสูงต่อสังคม คือสถาบนัศาสนา และสื่อมวลชนนบัวา่มีบทบาทสา คญั ในการร่วม สร้างให้สังคมเข้มแข็ง วิรัตน์ ค าศรีจันทร์ (2544) ท าการศึกษาจิตสาธารณะในระบบประชาสังคมไทย เป็ นการวิจัยเชิง พฒันาการและสังเกตการณ์อยา่งมีส่วนร่วมในชุมชนเมืองและชุมชนชนบท พบวา่คุณลกัษณะของการมีจิต สาธารณะประกอบด้วย 1) ความรักความเอ้ ืออาทร 2) ความเชื่อใจ 3) การเรียนรู้ร่วมกนัอยา่งต่อเนื่อง 4) การยอมรับความแตกต่างระหวา่งบุคคล


17 5) การมีปฏิสัมพนัธ์กนัโดยใชค้วามสามารถเครือข่ายและการมีส่วนร่วม เจษฎา หนูรุ่น (2551 : 4) ไดก้ล่าวถึงองคป์ระกอบของจิตสาธารณะจะตอ้งพิจารณาจากความรู้ความ เขา้ใจ หรือพฤติกรรมที่แสดงออก ซ่ึงแบ่งเป็น 3 ดา้น ดงัน้ี 1) การใช้ หมายถึง ลักษณะ พฤติกรรมของนักเรียนในการใช้ของส่วนรวม การรักษา ทรัพยส์ิน การดูแลรักษาความสะอาด การไม่ทา ลายทรัพยส์ินที่เป็นสาธารณสมบตัิในโรงเรียน ท้ งั ในหอ้งเรียน และนอกหอ้งเรียน ใหเ้กิด ความชา รุดเสียหายโดยแสดงออก ดงัน้ี (1) ดูแลรักษาสิ่งของ เมื่อใชแ้ลว้มีการเก็บรักษาใหค้งอยใู่นสภาพดี (2) ลักษณะของการใช้ใชข้องส่วนรวมอยา่งประหยดัและทะนุถนอม 2) การถือเป็นหนา้ที่หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมุ่งปฏิบตัิเพื่อส่วนรวมในการ ดูแลรักษาของส่วนรวม ในโรงเรียน ท้ งัในหอ้งเรียนและนอกหอ้งเรียนในวสิัยที่ตนสามารถทา ได้ โดยแสดงออก ดงัน้ี (1) ท าตามหน้าที่และเคารพกฎระเบียบที่กา หนด (2) รับอาสาที่จะทา บางสิ่งบางอยา่งเพื่อส่วนรวม คอยสอดส่องดูแลสาธารณสมบตัิ ของส่วนรวม 3) การเคารพสิทธิ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออก ถึงการเคารพสิทธิในการใช้ของ ส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม การไม่ยดึครองของ ส่วนรวมมาเป็นของตน ตลอดจนไม่ ปิดก้นัโอกาสของบุคคลที่จะใชข้องส่วนรวมน้นั โดยแสดงออก ดงัน้ี (1) ไม่นา ของส่วนรวมมาเป็นของตนเอง (2) แบ่งปัน และเปิดโอกาสใหผ้อู้ื่นไดใ้ชข้องส่วนรวม รัตนา ต้ งัอมร (อ้างถึงใน อ้อมใจ วงษ์มณฑา, 2552 : 15) กล่าวถึงองคป์ระกอบของการมีจิต สาธารณะไว้ดงัน้ี 1) องค์ประกอบดา้นความคิด เป็นส่วนที่เกี่ยวขอ้งกบัความคิดที่เป็นส่วนของ การรู้หรือเกิดความ รับรู้ของความสา นึกเป็นหลกัเช่น การรับรู้ความทรงจา ความมีเหตุผลและการใชป้ ัญญา เป็นตน้


18 2) องคป์ระกอบดา้นความรู้สึก เป็นส่วนประกอบทางดา้นอารมณ์ความรู้สึก ซ่ึงจะเป็นสิ่งกระตุน้ ความคิดอีกต่อหน่ึงเป็นส่วนของความรู้สึกทางใจของความสา นึก ที่รวมเอาความรู้สึกของบุคคลใน ด้านบวกหรือด้านลบ 3) องค์ประกอบทางด้านการปฏิบัติหรือการกระท า (Behavior) เป็นองคป์ระกอบที่ก่อใหเ้กิด แนวโนม้ทางปฏิบตัิหรือปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อมีสิ่งเร้าที่เหมาะสม ซ่ึงส่วนน้ีตอ้งอาศยัความเขา้ใจ หรือความคิดรวบยอดเกี่ยวกบัสิ่งน้นัเป็นพ้ ืนฐาน สรุปไดว้า่องคป์ระกอบของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะน้ นัคือ ความคิด ความรู้สึกซ่ึงอยภู่ายในตวั บุคคลเกี่ยวขอ้งกบัความรักความเอ้ ืออาทร และการมีปฏิสัมพนัธ์กนัที่บุคคลแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่ ทา ประโยชน์เพื่อส่วนรวม และการไม่เห็นแก่ตวัคา นึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตนเสมอการมี สิทธิพลเมืองซ่ึงสอดคลอ้งกบัการมีความรับผิดชอบทางสังคม บุคคลไม่เพียงแต่ปฏิบตัิตามสิทธิเท่าน้นัแต่ ตอ้งปฏิบตัิเพื่อช่วยเหลือใหบ้ริการแก่ผอู้ื่น เพื่อพฒันาสังคมดว้ย โดยเริ่มจากครอบครัว ในการวางพ้ ืนฐานให้ การอบรมดา้นจริยธรรมของพลเมือง สถาบนัการศึกษาไม่เป็นเพียงสถานที่ฝึกหดัและให้ความรู้ตอ้งรับช่วง ต่อในการสร้างค่านิยมที่เหมาะสมต่อจากครอบครัวเพื่อเชื่อมโยงบุคคลเขา้เป็นกลุ่มที่ใส่ใจผูอ้ื่นช่วยดา รง รักษาประชาคม สังคม และกฎจริยธรรม รวมท้งัสถาบนัที่มีอิทธิพลสูงต่อสังคม คือสถาบนัศาสนาและ สื่อมวลชนนบัว่ามีบทบาทส าคญั ในการร่วมสร้างให้สังคมเขม้แข็งเช่นกนั โดยแบ่งออกเป็น 2 ดา้น ไดแ้ก่ ดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา ซึ่งหมายถึง การที่นักศึกษาท าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย การดูแลความสงบ เรียบร้อย การรักษาสาธารณสมบัติของสถาบนัศึกษา รู้จกัใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง ประหยดัให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการประหยดัน้า ประหยดัไฟภายในมหาวิทยาลยั การรับรู้ถึงปัญหา และการมีส่วนร่วมในการหาวิธีการป้องกนัแกไ้ขการติดตามประเมินผลการแกป้ ัญหาการรับอาสาทา สิ่ง ต่างๆ เพื่อส่วนรวม การเคารพสิทธิของผูอ้ื่นการแบ่งปันให้ผูอ้ื่นมีส่วนในการใช้ของส่วนรวม และไม่ยึด ครองของส่วนรวมมาเป็นของตน และด้านจิตสาธารณะต่อสังคม หมายถึง การที่นักศึกษาแสดงออกถึงการ เห็นความส าคญัของการเสียสละแบ่งทรัพยากร หรือผลประโยชน์ส่วนตนให้กบั สังคม เพื่อให้สังคมน า ทรัพยากร หรือผลประโยชน์ดงักล่าวมาใชก้่อให้เกิดประโยชน์กบัสมาชิกในสังคมโดยไม่หวงัผลตอบแทน ต่อตนเอง การประหยดัและมีความสมดุลระหว่างมนุษยก์บัธรรมชาตินอกจากน้ียงัเป็นการที่นกัศึกษามี หลีกเลี่ยงการกระทา ที่จะทา ให้เกิดความชา รุด เสียหายต่อสิ่งของส่วนรวม การช่วยเหลือดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่ เป็นสิ่งของสาธารณสมบตัิของหน่วยงาน องคก์ร และสังคม ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการแกป้ ัญหา และ ช่วยกนัทา ใหส้ ังคมดีข้ึน


19 1.5 แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกำรมีจิตสำธำรณะ ในการวจิยัคร้ังน้ีผวู้จิยัไดท้า การวเิคราะห์และอธิบายพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์โดยใชแ้นวคิดทฤษฎีดงัน้ี 1.5.1 ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรม (Tree Moral Theory) ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2538 : 12-14) กล่าววา่ทฤษฎีตน้ ไมจ้ริยธรรมแสดงถึงสาเหตุของ พฤติกรรมของคนดี และคนเก่ งวา่พฤติกรรมเหล่าน้ีมีสาเหตุทางจิตใจอะไรบา้ง ทฤษฎีน้ีสร้างจาก การสรุปผลการวจิยัในเรื่องดงักล่าวของเยาวชนและประชาชนไทยอายุ6-60 ปี จ านวนหลายพันคน เป็นผลการวจิยัในประเทศไทยในช่วง 25 ปีน้ีทฤษฎีตน้ ไมจ้ริยธรรมน้ีมี3 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นดอก และผลของตน้ ไม้ส่วนลา ตน้และส่วนที่เป็นรากแกว้ ในส่วนแรกคือดอกและผล บนตน้แสดงถึง พฤติกรรมการทา ดีละเวน้ชวั่และพฤติกรรมการทา งานอยา่งขยนัขนัแขง็เพื่อ ส่วนรวม ส่วนแรกน้ี เป็นพฤติกรรมประเภทต่างๆ ที่รวมเขา้เป็นพฤติกรรมของพลเมืองดีพฤติกรรม ที่เอ้ ือต่อการพฒันา ประเทศ และพฤติกรรมการทา งานอาชีพอยา่งขยนัขนัแข็ง ผลออกมาเป็น พฤติกรรมต่างๆ ที่น่า ปรารถนาน้ีมีสาเหตุอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ สาเหตุทางจิตใจที่เป็นส่วนลา ตน้ของตน้ ไม้อนั ประกอบด้วยจิตลักษณะ 5 ด้าน คือ 1) เหตุผลเชิงจริยธรรม 2) มุ่งอนาคตและการควบคุมตนเอง 3) ความเชื่ออ านาจในตน 4) แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ 5) ทศันคติคุณธรรม และค่านิยม จิตลกัษณะเหล่าน้ีถา้ตอ้งการที่จะเขา้ใจอธิบาย ทา นายและพฒันาพฤติกรรมชนิดใดจะตอ้ง ใชจ้ิตลกัษณะบางดา้นหรือท้ งั 5 ดา้นน้ีประกอบกนัจึงจะ ไดผ้ลดีที่สุด ส่วนที่สามของตน้ ไม้ จริยธรรมคือรากแกว้ซ่ึงเป็นจิตลกัษณะกลุ่มที่สองมี3 ด้านคือ 1) สติปัญญา 2) ประสบการณ์ทาง สังคม 3) สุขภาพจิต จิตลกัษณะท้ งัสามน้ีอาจใชเ้ป็นสาเหตุของการพฒันาจิตลกัษณะ5 ประการที่ล า ตน้ของตน้ ไมก้็ได้กล่าวคือบุคคลจะตอ้งมีลกัษณะพ้ ืนฐาน ทางจิตใจ 3 ด้านในปริมาณที่สูง เหมาะสมกบัอายจุึงจะเป็นผูท้ี่มีความพร้อมที่จะพฒันาจิตลกัษณะ ท้ งั 5 ประการที่ล าต้นของต้นไม้ โดยที่จิตลกัษณะท้ งั 5 น้ีจะพฒันาไปเองโดยอตัโนมตัิถา้บุคคลมีความพร้อมทางจิตใจ 3 ด้าน


20 ดงักล่าว และอยใู่นสภาพแวดลอ้มทางบา้น ทางสถานศึกษาและ ทางสังคมที่เหมาะสม นอกจากน้ี บุคคลยังมีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาจิตลักษณะบางประการใน 5 ดา้นน้ีโดยวธิีการอื่นๆ ดว้ย ฉะน้นัจิตลกัษณะพ้ ืนฐาน 3 ประการ จึงเป็นสาเหตุของพฤติกรรมของ คนดีและคนเก่ งนนั่เอง นอกจากน้ีจิตลกัษณะพ้ ืนฐาน 3 ประการที่รากแกว้น้ีอาจเป็นสาเหตุร่วมกบัจิตลกัษณะ 5 ประการที่ ล าต้น เพื่อใช้อธิบายและพัฒนาพฤติกรรมของคนดีและคนเก่ งดว้ย ดงัที่กล่าวมา รูปที่ 1 ทฤษฎีต้นไมจ้ริยธรรม แสดงจิตลกัษณะพ้ ืนฐาน และองคป์ระกอบทางจิตใจของ พฤติกรรมทางจริยธรรม แต่เดิมน้ันทฤษฎีตน้ ไมจ้ริยธรรมได้แสดงถึงสาเหตุทางจิตใจที่ลา ตน้เพียง 4 ประการ ที่ เกี่ยวกบัการที่บุคคลจะมีพฤติกรรมการทา ดีละเวน้ชวั่หรือที่เรียกวา่ “พฤติกรรมเชิงจริยธรรม” แต่ ต่อมาได้นา ผลวิจยัเกี่ยวกบัการวิเคราะห์พฤติกรรมทางด้านการงานอาชีพ และพฤติกรรมรักษา สุขภาพอนามยัมาประกอบดว้ย จึงไดเ้พิ่ มพฤติกรรมของคนเก่งเขา้เป็นดอกผลรวมกบัพฤติกรรม ของคนดีและได้เพิ่ มแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิซึ่ งเป็ นจิตลักษณะที่ส าคัญของคนที่มีพฤติกรรมชนิด ดงักล่าวขา้งตน้เขา้ที่ลา ตน้ของตน้ ไมจ้ริยธรรม รวมเป็ น 5 ด้าน


21 จึงทา ให้ทฤษฎีต้นไม้จริยธรรมของ คนไทยมีลักษณะที่กวา้งขวางครอบคลุมพฤติกรรมที่น่า ปรารถนาของคนไทยทางด้านที่ส าคัญได้ ครบถ้วน (ดวงเดือน พันธุมนาวิน, 2538 : 12-14) โดยสรุป ทฤษฎีตน้ ไมจ้ริยธรรมสา หรับคนไทยน้ีแสดงความสัมพนัธ์ในเชิงสาเหตุและผล ระหวา่งจิตลกัษณะ 8 ด้าน กบัพฤติกรรมประเภทต่างๆ ประสบการณ์ทางสังคมเป็นปัจจยัที่ส าคญั ต่อพฒันาการทางจิตของบุคคลการที่บุคคลมีประสบการณ์ทางสังคมจะทา ให้มีความเขา้ใจอารมณ์ ความรู้สึ กนึกคิดของผู้อื่นและสามารถน าตนเองเข้าไปอยู่ในบทบาทของผู้อื่นได้เรียกว่า ความสามารถในการสวมบทบาท (Role Taking) ซึ่งความสามารถในการสวมบทบาทมีความส าคัญ ต่อการพฒันาจริยธรรมมาก ประสบการณ์จากการมีความสัมพนัธ์กบัผูอ้ื่นมากจะทา ให้บุคคลมี ความคิดเห็นที่กวา้งขวางลึกซ้ึงมองเห็นและเขา้ใจบทบาทของตนเองและของผูอ้ื่นที่อยูร่ ่วมกบัคน ในสังคมและความเขา้ใจน้ีเองจะเอ้ ืออา นวยใหบุ้คคลมีพฒันาการทางจิตในระดบัสูงได้การที่บุคคล ขาดประสบการณ์ทางสังคมและขาดโอกาสที่จะไดเ้รียนรู้หรือสวมบทบาทอื่นๆ นอ้ยจะนา ไปสู่การ ปฏิเสธทางจิตต่อบทบาทที่ไม่คุน้เคย คือการไม่ยอมรับ ไม่เขา้ใจ ไม่ไวว้างใจ ซ่ึงลกัษณะ ดงักล่าว เท่ากบัเป็นการปิดก้นัข่าวสารและขอ้มูลที่จา เป็นต่อการพฒันาทางจิตวิทยาและดา้นสังคม ซ่ึงยอ่ม รวมเอาพฒันาการทางจริยธรรมทางการมุ่งอนาคต และทางการบรรลุเอกลกัษณ์แห่งอีโก้ของบุคคล เข้าไว้ด้วย ดังน้ันถ้าต้องการที่จะให้บุคคลมีพัฒนาการทางจิตจะต้องส่งเสริมให้บุคคลมี ประสบการณ์ทางสังคมกวา้งขวางและเหมาะสมกบัอายุของบุคคลจึงจะทา ให้บุคคลมีพฒันาการ ทางจิตในระดับสูงได้ซึ่งควรมีการปลูกฝังจริยธรรมเพื่อที่จะท าให้บุคคลมีการพัฒนาจิตใจในการ ช่วยเหลือผอู้ื่น มีความอ่อนนอ้มถ่อมตน พฒันาจิตใจตนเองไปสู่การมีจิตสา นึกสาธารณะต่อไป 1.5.2 ทฤษฎีกำรเรียนรู้ทำงสังคม (Social Learning Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม จดัไดว้า่ทฤษฎีที่มีอิทธิพลอยา่งมากต่อการพฒันา เทคนิคการ ปรับพฤติกรรมในปัจจุบนัทฤษฎีน้ีพฒันาโดย Albert Bandura, 1977 (อ้างถึงใน สมโภชน์ เอี่ยม สุ ภาษิต, 2539 : 47-48) ตามแนวความคิดพ้ ืนฐานของทฤษฎีการเรี ยนรู้ทางสังคมของ Albert Bandura น้ัน เขาเชื่อ ว่าพฤติกรรมของคนเราไม่ได้เกิดข้ึนและเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจาก สภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยส่วนบุคคลน้ันจะต้องร่วมกันในลักษณะและ สภาพแวดล้อม


22 รูปที่ 2 หลกัพ้ ืนฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Bandura, 1977) ซึ่ง P หมายถึง บุคคล (Person) B หมายถึง พฤติกรรมอยา่งใดอยา่งหน่ึงของบุคคล(Behavior) E หมายถึง สิ่งแวดลอ้ม (Environment) จากภาพประกอบ จะเห็นวา่พฤติกรรมของมนุษย์องคป์ระกอบภายในมนุษย์และสิ่งแวดลอ้มจะมี อิทธิพลต่อกนัและกนัสมโภชน์เอี่ยมสุภาษิต (2539 : 49) ได้อธิบายปัจจยัที่กา หนดซ่ึงกนัและกนัทีละคู่ ดงัน้ีคู่แรกระหว่าง P และ B แสดงให้เห็นถึงการปฏิสัมพนัธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึกและการกระทา การคาดหวงัความเชื่อ การรับรู้เกี่ยวกบัตนเอง เป้าหมายและความต้ งัใจ ซ่ึงปัจจยัดงักล่าวกา หนดลกัษณะ และทิศทางของพฤติกรรม สิ่งที่บุคคลเชื่อหรือมีความรู้สึกสามารถกา หนด ว่าบุคคลจะแสดงพฤติกรรม เช่นใด การก าหนดซ่ึงกันและกันของ E และ P เป็นการปฏิสัมพนัธ์ระหว่างลักษณะของบุคคลและ สภาพแวดลอ้ม ความคาดหวงัความเชื่อ อารมณ์และความสามารถทางปัญญาของบุคคลน้นัจะ พฒันาและ เปลี่ยนแปลงโดยอิทธิพลของสังคม ส าหรับคู่ของ B และ E เป็นการปฏิสัมพนัธ์ระหว่างพฤติกรรมและ สภาพแวดล้อม ในชีวิตประจา วนัของคนเรา พฤติกรรมเปลี่ยนเงื่อนไขสภาพแวดล้อม ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขของ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปน้ัน ก็ทา ให้พฤติกรรมถูกเปลี่ยนไปด้วย สภาพแวดล้อมจะไม่มี อิทธิพลใดๆ ต่อบุคคลจนกวา่จะมีพฤติกรรมบางอยา่งเกิดข้ึน จากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า พฤติกรรมของมนุษย์จะเกิดข้ึน หรือ เปลี่ยนแปลงน้นัตอ้งข้ึนอยูก่บัองคป์ระกอบภายในของมนุษย์และสิ่งแวดลอ้มที่จะตอ้งมีอิทธิพลต่อกนัและ กนัซ่ึงในการมีจิตสาธารณะน้นับุคคลจะตอ้งไดร้ับการอบรมกล่อมเกลา และสะสมอยใู่นส่วนของการรับรู้ที ละเล็กทีละนอ้ย ทา ให้เกิดส านึกที่มีรูปแบบหลากหลาย สิ่งแวดลอ้มต่างๆน้ีเริ่มต้ งัแต่พ่อแม่ญาติเพื่อน ครู สื่อมวลชน บุคคลทวั่ ไป ตลอดจนระดบัองคก์ร วฒันธรรมประเพณีความเชื่อกฎหมายศาสนา รวมท้ งัภาวะ แวดลอ้มดา้นสื่อสารมวลชน และส่วนที่กา กบส านึกของบุคคลภายใน คือการได้สัมผัสจากการใช้ชีวิต ั


23 ที่มีพลงัต่อการเกิดส านึกการคิดวิเคราะห์ของแต่ละบุคคลในการพิจารณาตดัสินคุณค่าและความดีงาม ซ่ึง ส่งผลต่อพฤติกรรมและการประพฤติปฏิบตัิโดยเฉพาะการปฏิบตัิทางจิตใจ เพื่อขดัเกลาตนเองให้เป็นไปทาง ใดทางหน่ึง โดยเกิดจากการรับรู้จากการเรียนรู้การมองเห็น การคิด แล้วนา มาพิจารณาเพื่อตดัสินใจว่า ตอ้งการสร้างสา นึกแบบใด ก็จะมีการฝึกฝนและสร้างสมสา นึกเหล่าน้นั 1.5.3 ทฤษฎีจิตวิเครำะห์ของฟรอยด์ (Fraudian Psychoanalytic Theory) การศึกษาบทบาท และอิทธิพลของสังคมที่มีต่อพฤติกรรมของบุคคล และเชื่อว่าสังคมมี ส่วนในการป้ันมนุษยใ์ห้มีลกัษณะต่างๆ กนัตามแต่วา่มนุษยน์ ้นัจะอยูก่ลุ่มสังคมใด การอธิบายตาม ทฤษฎีทางสังคมวิทยาจะอธิบายที่มา หรือพฒันาการทางจริยธรรมให้แก่สมาชิกในสังคมน้ัน (นีออน พิณประดิษฐ์ , 2542: 35) ฟรอยดเ์ป็นผกู้่อต้ งัทฤษฎีจิตวิเคราะห์ซ่ึงไดส้รุปวา่ โครงสร้างของบุคลิกภาพของบุคคล มี3 องค์ประกอบ คือ อิด (ID) อีโก้(EGO) และซูเปอร์อีโก้(Superego) 1. อิด ตามความคิดของฟรอยด์มนุษย์เกิดมาพร้อมด้วยสัญชาตญาณ 2 ชนิด ได้แก่ สัญชาตญาณชีวิต (Life Instinct) เป็ นสัญชาตญาณที่ผลักดันให้บุคคลกระท าในสิ่งที่ทา ให้เกิด ความสุขสา ราญใจ โดยเฉพาะความสุขทางกาย เรียกวา่กามารมณ์(Sex) และสัญชาตญาณความตาย (Dead Instinct) รวมท้งัการทา ลายชีวิตของตนเอง หรือความกา้วร้าว ฟรอยด์เชื่อว่าต้งัแต่แรกเกิด ทารกจะมีอิด คือตอ้งการแสวงหาความพึงพอใจในชวั่ขณะเวลาน้นัๆ ถา้ความพอใจไม่ไดร้ับการ ตอบสนองเด็กจะเกิดความเครียด วิธีการที่อิดใช้ในการลดความเครียดมี2 วิธี คือ 1) ปฏิกิริยา สะท้อน คือการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยปฏิกิริยาสะท้อน เช่นการดูดของเด็กทารก 2) กระบวนการปฐมภูมิคือการคิดเพอ้ฝันเกี่ยวกบัสิ่งต่างๆที่จะช่วยลดความเครียดลงได้เช่น ทารกจะ คิดถึงการดูแลจากแม่การคิดฝันน้ีจะช่วยลดความเครียดไดเ้พียงบางส่วนไม่สามารถลดไดท้ ้ งัหมด 2. อีโก้เป็นโครงสร้างสมองที่พฒันาข้ึนจากการคิดเพอ้ฝันเป็นการคิดหาเหตุผลและการ วางแผนเพื่อให้ไดม้ายงัสิ่งที่ตอ้งการ ลกัษณะส าคญัของอีโก้คือ พฒันาข้ึนมาเพื่อช่วยให้อิดได้รับ การตอบสนองที่เป็นจริงไม่เพียงแต่คิดเพอ้ฝันไปเท่าน้นัอีโกจ้ะใชก้ระบวนการคิดทุติยภูมิคือการ คิดที่มีความจริงมากกวา่การเพอ้ฝันถึงแมว้า่อีโกจ้ะอิงความเป็นจริงมากกวา่อิด แต่พลงัของอีโกจ้ะ ท าไปเพื่อการตอบสนองความต้องการของอิด


24 3. ซูเปอร์อีโก้เป็ นลักษณะโครงสร้างที่ส าคัญล าดับที่ 3 ของบุคลิกภาพจะพฒันาข้ึนเรียกวา่ ซูเปอร์อีโก้หมายถึง หลกัเกณฑ์ทางสังคม และค่านิยมต่างๆที่เด็กไดร้ับการสั่ งสอน และถ่ายทอด ปลูกฝังจากพอ่แม่และสังคม ซูเปอร์อีโกแ้บ่งไดเ้ป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ มโนสา นึก หรื อมโนธรรม (The Conscience) ประกอบด้วยข้อห้ามทางสังคมต่างๆ การประพฤติปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงออกของความตอ้งการทางเพศและความกา้วร้าว ส่วนที่2 คือ ตนใน อุดมคติ (The Ego Ideal) ซ่ึงเป็นภาพพจน์ของบุคคลที่ควรเป็น และควรประพฤติปฏิบตัิอยา่งไรจะ เห็นไดว้่าในส่วนแรกของซูเปอร์อีโกเ้ป็นขอ้ห้ามไม่ให้ประพฤติปฏิบตัิดีแต่ในส่วนที่สองเป็นขอ้ กา หนดให้ปฏิบตัิอาจเปรียบไดว้่า มโนส านึกคือเบญจศีล และตนในอุดมคติคือ เบญจธรรมตาม หลักของพุทธศาสนา โดยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ (Freud) มีความเชื่อวา่จริยธรรมของบุคคลน้นัเป็นสิ่งที่ ได้รับการขัดเกลา และพฒันาข้ึนจากแรงขบัพ้ ืนฐานของบุคคลในส่วนจิตใตส้ านึก หรือส่วนที่ เรียกว่าซูเปอร์อีโก้(Superego – self with Ethic) และจะคอยควบคุมพฤติกรรมภายนอกของบุคคล ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์และค่านิยมของสังคม ในวยัเด็กจะพฒันาบุคลิกลกัษณะค่านิยมมาตรฐาน จริยธรรม ของสังคมจากบิดามารดา และคนใกล้ชิด โดยกระบวนการเลียบแบบ และยอมรับ กฎเกณฑ์ของสังคมมาเป็นหลักปฏิบัติในวยัผู้ใหญ่เมื่อจริยธรรมเกิดข้ึนในจิตในแล้วย่อม เปรียบเสมือนมีเครื่องมือคอยควบคุมความประพฤติของให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคม เมื่อใดที่มี ความตอ้งการที่ไม่สอดคลอ้งกบัค่านิยมกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานจริยธรรมที่ตนเองยึดถืออยู่จิตใต้ ส านึกจะกระตุน้ ให้เกิดความรู้สึกขดัแยง้ในใจแมก้ารกระทา น้นัจะไม่มีผูรู้้เห็นก็จะเกิดความละอาย ใจไม่สบายใจ ซ่ึงเป็นลกัษณะของการลงโทษตนเอง ทา ใหบุ้คคลน้ นัระงบัหรือละเวน้การกระทา ไม่ ถูกไม่ดีไม่ควรโดยไม่จา เป็นตอ้งมีการควบคุมจากบุคคลอื่น ซ่ึงหมายถึงบุคคลน้นั ไดเ้กิดคุณธรรม หรือจริยธรรมข้ึนภายในใจตน รู้วา่พฤติกรรมใดควรทา และพฤติกรรมใดไม่ควรทา นบัไดว้า่บุคคล น้นัมีพฒันาการทางจริยธรรมเกิดข้ึน การทา งานร่วมกนัของพลงัท้ งั 3 โดยลักษณะบุคลิกภาพของ คนเกิดจากการทา งานร่วมกนัท้ งัสามอยา่งน้ีถา้พลงัใดมีอิทธิพลเหนือพลงัอื่นยอ่มเป็นตวัช้ีลกัษณะ บุคลิกภาพของคนน้นั (ศรีเรือน แกว้กงัวาล, 2546) สรุปได้ว่า ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์เชื่อว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมมีส่วนในการ กา หนดพฤติกรรมของบุคคลที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์โดยมีอิดเป็นแรงขบัข้ นัพ้ ืนฐานใน การแสวงหาความพึงพอใจ และมีอีโกเ้ป็นพลงัให้อิดไดร้ับการตอบสนองความตอ้งการน้นัๆ ส่วน ซูเปอร์อีโก้เป็นหลกัเกณฑ์ทางสังคมและค่านิยมต่างๆ ที่บุคคลได้รับการสั่ งสอน และถ่ายทอด


25 ปลูกฝังจากพอ่แม่และสังคม ซูเปอร์อีโกจ้ะคอยควบคุมพฤติกรรมภายนอกของบุคคลให้เป็นไปตาม กฎเกณฑ์และค่านิยมของสังคม ถา้พลงัในส่วนน้ีมีมากจะทา ให้บุคคลคุณธรรมจริยธรรมในจิตใจ และรู้วา่พฤติกรรมใดควรทา พฤติกรรมใดไม่ควรทา 1.6 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดกำรมีจิตสำธำรณะ การมีจิตสาธารณะน้นัเป็นสิ่งที่เกิดตามวถิีการดา เนินชีวิตของแต่ละบุคคล สภาพแวดลอ้มต่างๆ ต้ งัแต่ระดบัครอบครัว ชุมชน และสังคม มีผลต่อการพฒันาคุณธรรมจริยธรรม ของบุคคล ซ่ึงมีผกู้ล่าวไว้ดงัน้ี ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และสังคม สัญจร (2543: 13) สรุปวา่จิตสาธารณะ หรือ จิตส านึกทางสังคม อยภู่ายใตอ้ิทธิพลของปัจจยัแวดลอ้มท้ งัภายในและภายนอก ดงัน้ีปัจจยัภายนอก เป็นปัจจยัที่เกี่ยวกบัภาวะ ทางสัมพนัธภาพของมนุษย์ภาวะทางสังคม เป็นภาวะที่ลึกซ้ึงที่มีผลต่อจิตสา นึกดา้นต่างๆ ของมนุษยเ์ป็น ภาวะที่ไดอ้บรมกล่อมเกลา และสะสม อยใู่นส่วนของการรับรู้ที่ละเล็กที่ละนอ้ย ทา ใหเ้กิดสา นึกที่มีรูปแบบ หลากหลาย ภาวะแวดล้อมทาง สังคมน้ีเริ่มต้ งัแต่พอ่แม่พี่นอ้ง ญาติเพื่อน ครูสื่อมวลชน บุคคลทวั่ ไป ตลอดจนระดบัองคก์ร วฒันธรรม ประเพณีความเชื่อ กฎหมาย ศาสนา รวมท้ งัภาวะแวดลอ้มดา้น สื่อสารมวลชน และส่วนที่กา กบัสา นึกของบุคคล คือ การไดส้ ัมผสัจากการใชช้ีวติที่มีพลงัต่อการเกิดสา นึก เช่น การไปโรงเรียน ไปทา งาน ดูละคร ฟังผคู้นสนทนากนัเป็นตน้ ปัจจยัภายใน สา นึกที่เกิดจากปัจจยัภายใน หมายถึงการคิดวเิคราะห์ของแต่ละบุคคลในการพิจารณา ตดัสินคุณค่าและความดีงาม ซ่ึงส่งผลต่อพฤติกรรมและการประพฤติปฏิบตัิโดยเฉพาะ การปฏิบตัิทางจิตใจ เพื่อจัดเกลาตนเองให้เป็นไปทางใดทางหน่ึง โดยเกิดจากการรับรู้จากการเรียนรู้การมองเห็น การคิด แลว้ นา มาพิจารณาเพื่อตดัสินใจวา่ตอ้งการสร้างสา นึกแบบใด ก็จะมีการฝึกฝน และสร้างสมสา นึกเหล่าน้นั การเกิดจิตสา นึกไม่สามารถสรุปแยกแยะ ไดว้า่เกิดจากปัจจยัภายในหรือภายนอกเพียง อยา่งใดอยา่ง หนึ่ง เพราะทุกสรรพสิ่งมีความสัมพนัธ์เกี่ยวขอ้งกนัจิตส านึกที่มาจากภายนอกเป็นการ เขา้มาโดยธรรมชาติ กระทบต่อความรู้สึกของบุคคล แลว้กลายเป็นจิตสา นึกโดยธรรมชาติและมกัไม่รู้ตวัแต่จิตสา นึกที่เกิดจาก ปัจจยัภายในเป็นความจงใจเลือกสรรบุคคลระลึกรู้ตนเองเป็นอยา่งดีเป็น สา นึกที่สร้างข้ึนเอง ระหวา่งปัจจยั ภายในและภายนอกเป็นปฏิสัมพนัธ์ที่มีความต่อเนื่องกนัดงัน้นัการพฒันาจิตสา นึกจึงตอ้งกระทา ควบคู่กนั ไปท้ งัปัจจยัภายในและภายนอก


26 เกียรติศกัด์ิแสงอรุณ (2551: 38 -40) ไดก้ล่าวถึงปัจจยัซ่ึงมีส่วนเกี่ยวขอ้งกบัการเกิดจิตสาธารณะเมื่อ มองจากทฤษฎีทางสังคมวทิยาจะเห็นไดว้า่มีส่วนที่จะก่อใหเ้กิดจิตสาธารณะซ่ึงนนั่คือองคก์รที่สา คญัที่ทา หนา้ที่ขดัเกลาทางสังคม ไดแ้ก่ 1. ครอบครัวในกระบวนการขดัเกลาทางสังคมกระบวนการขดัเกลาข้ นัตน้ (Primary Socialization) คือครอบครัวเป็นสถาบันพ้ ืนฐานที่ขัดเกลามนุษย์ให้รู้ว่าสิ่งใดควรท าหรืออะไรถูกอะไรผิดเป็นต้น เป็นสถาบนัที่มีอิทธิพลต่อการพฒันาการบุคลิกภาพอยา่งลึกซ้ึงและมีอิทธิพลต่ออารมณ์ทศันคติและความ ประพฤติของเด็กเป็นอยา่งยงิ่ 2. กลุ่มเพื่อนเป็นกลุ่มที่มีอายุระดบั ใกลเ้คียงกนั โดยอาจจะรวมกนัเป็นกลุ่มเพื่อนธรรมดา จนถึง ชมรมสมาคมที่ตนสนใจเช่นเพื่อนร่วมช้นัชมรมฟุตบอลเนตบอลสมาคมนกัเรียนเก่ า 3. สถานศึกษาโรงเรียนเสมือนบา้นที่สองของเด็กในการที่รับความรู้ความคิดต่างๆและ วิชาการ ต่างๆอยา่งเป็นทางการโดยเฉพาะสังคมปัจจุบนัโรงเรียนเป็นสถานที่สา คญั ในเรื่องการใหก้าร ขดัเกลาแก่ เด็ก ตลอดจนทา ให้เด็กมีโอกาสพบปะสมาคมกับเพื่อนในวยัเดียวกันซ่ึงปัญหาที่เกิดจากการ ขดัเกลาของ โรงเรียนอาจจะไม่ตรงกบัพอ่แม่ผูป้กครองเด็กเลยสับสนไม่ทราบวา่ของใครจะถูกกวา่กนัเช่นแม่วา่อยา่งครู วา่อีกอยา่งครูวา่ผิดครูวา่ ไม่ดีพอ่แม่วา่ดีเป็นตน้อีกปัญหาหน่ึงที่พบไดบ้ ่อยก็คือสอน ในลกัษณะที่เป็นทฤษฎี หรืออุดมคติจนมากเกินไปอาจจะไม่ตรงกบัสิ่งที่ปฏิบตัิในชีวิตจริงเช่นทา ดีไดด้ีแต่เด็กเห็นคนชวั่ ไดด้ีส่วน คนที่ทา ความดีไดค้วามชวั่เด็กอาจจะเสื่อมศรัทธาได้ 4. ส านักงานหรือองค์กรที่บุคคลสังกดัอยู่เป็นกลุ่มอาชีพต่างๆในสังคมซ่ึงแต่ละกลุ่มอาชีพจะ มี คุณค่าหรือระเบียบกฎเกณฑ์ไปตามอาชีพของตนเช่นครูต้องสอนลูกศิษย์ด้วยความเมตตานักสังคม สงเคราะห์ไม่เปิดเผยความลบัของผูม้ารับการสงเคราะห์แต่ละอาชีพจึงมีบุคลิกภาพแตกต่างกันไปเช่น ตา รวจก็แตกต่างจากแพทยค์รูแตกต่างจากวศิวกร 5. สถาบันศาสนาเป็นตัวแทนที่ขัดเกลาคนหรือแนะน าทางให้คนเป็ นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อ เป็ น เป้าหมายในการกระทา โดยเฉพาะศาสนาพุทธไดส้อนใหค้นเราไม่ต้ งัอยใู่นความประมาทเพราะ หลายสิ่งใน โลกไม่มีความแน่นอนจึงตอ้งยดึมนั่ในสิ่งที่ดีงามมีศีลธรรมจริยธรรมและความประพฤติในทางที่ถูกที่ควร 6. สื่อสารมวลชนสื่อมวลชนเหล่าน้ีมีหลายประเภทเช่นวิทยโุทรทศัน์หนงัสือพิมพภ์าพยนตร์นิยาย วรรณคดีเป็นตน้ซ่ึงมีส่วนในการขดัเกลาทางสังคมแก่มนุษยใ์นดา้นต่างๆต้ งัแต่ความคิดความเชื่อ แบบของ ความประพฤติเพราะสื่อมวลชนมีท้งัการให้ความรู้และความบนัเทิงโดยเฉพาะอิทธิพลของ สื่อมวลชนคือ การให้ข่าวสารซ่ึงมีส่วนช่วยครอบครัวโรงเรียนในการขดัเกลาเช่นหนงัสือพิมพเ์สนอข่าว เด็กเรียนดีพ่อแม่


27 อาจจะสั่ งให้ลูกอ่านเพื่อเอาเยี่ยงอยา่งหรือครูปัจจุบนัก็สั่ งให้นกัเรียนตดัข่าวหาข่าวมา รายงานหนา้ช้นัเรียน หรือการลอกเลียนแบบการแต่งกายเพื่อให้ทนัสมยันิยมจึงพอจะสรุปไดว้่าการ เกิดจิตส านึกสาธารณะไม่ สามารถสรุปแยกแยะไดว้่าเกิดจากปัจจยัภายในหรือภายนอกเพียงอย่างใด อย่างหน่ึงเพราะทุกสรรพสิ่งมี ความสัมพนัธ์เกี่ยวขอ้งกนัจิตส านึกที่มาจากภายนอกเป็นการเขา้มาโดย ธรรมชาติกระทบต่อความรู้สึกของ บุคคลแล้วกลายเป็ นจิตส านึกโดยธรรมชาติและมกัไม่รู้ตวัแต่จิตสา นึกที่เกิดจากปัจจยัภายในเป็นความจงใจ เลือกสรรบุคคลระลึกรู้ตนเองเป็นอย่างดีเป็นส านึกที่สร้างข้ึนเองระหว่างปัจจัยภายในและภายนอก เป็นปฏิสัมพนัธ์ที่มีความต่อเนื่องกนัดงัน้ นัการพฒันา จิตสา นึกสาธารณะจึงตอ้งกระทา ควบคู่กนัไปท้ งัปัจจยั ภายในและภายนอก สรุปได้ว่า การมีจิตสาธารณะน้ันเป็นสิ่งที่เกิดข้ึนตามวิถีการด าเนินชีวิตของแต่ละบุคคล สภาพแวดลอ้มต่างๆท้ งัปัจจยัภายใน คือตวัของบุคคลเองที่ไดม้ีการพิจารณา ตดัสินคุณค่าและความดีงาม ซ่ึง จะส่งผลต่อพฤติกรรมและการประพฤติปฏิบตัิโดยเฉพาะการปฏิบัติทางจิตใจเพื่อให้ตนเองเป็ นไปในทางใด ทางหน่ึง ปัจจยัภายนอก คือสภาวะทางสังคมซ่ึงมีความลึกซ้ึงและส่งผลต่อจิตส านึกดา้นต่างๆของมนุษย์ เป็นภาวะที่ทา ให้เกิดส านึกที่มีรูปแบบหลากหลาย ภาวะน้ีเริ่มต้ งัแต่ระดบัครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงระดบั สังคมใหญ่ 1.7 คุณลกัษณะที่เกี่ยวข้องกับจิตสำธำรณะ ยุทธนา วรุณปิ ติกุล ( 2542 : 12) กล่าวถึงลกัษณะของบุคคลที่มีจิตสา นึกสาธารณะไว้ดงัน้ี 1. การทุ่มเทและอุทิศตน มีความรับผดิชอบต่อสังคม บุคคลไม่เพียงแต่ปฏิบตัิตามสิทธิเท่าน้นัแต่ ตอ้งปฏิบตัิเพื่อช่วยเหลือใหบ้ริการแก่บุคคลอื่น เพื่อพัฒนาสังคมด้วย อาทิ ถ้าต้องการให้ ผู้แทนราษฎรมี ความรับผดิชอบต่อความตอ้งการและประโยชน์ของประชาชน ประชาชนก็ตอ้งให้ความใส่ใจและติดตาม ไม่เพียงทา การหยอ่นบตัรเลือกต้ งัเท่าน้นัตอ้งเสียสละเวลาใหใ้นการเขา้ไปมีส่วนร่วมกบัการเมืองระดบั ทอ้งถิ่ นและในสถาบนัต่างๆ 2. เคารพความแตกต่างระหวา่งบุคคลจากกระแสปัจเจกชนนิยมส่งผลให้คนในสังคมมีลกัษณะปิด ก้นัตนเองไม่ไวว้างใจคนอื่นเลือกคบเฉพาะกลุ่มที่มีความเหมือนกนั ไม่สนใจการเมืองทา ให้ไม่สามารถ ปฏิบตัิภารกิจของสังคมเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมเกิดขอ้ขดัแยง้การยุติขอ้ขดัแยง้โดย การฟังเสียงข้าง มากไม่นา ไปสู่ประโยชน์ของส่วนรวม ดงัน้นัผูม้ีจิตสาธารณะตอ้งเป็นพลเมืองในฐานะ ที่เป็นเอกลกัษณ์ ทางการเมืองสมยัใหม่มีความอดทนตระหนกัว่าการมีส่วนร่วมไม่ไดท้า ให้ไดอ้ย่างที่ตอ้งการเสมอไปตอ้ง เคารพและยอมรับความแตกต่างที่หลากหลายและหาวิธีอยู่ร่วมกบัความขดแย้ง โดยการแสวงหาทางออก ั ร่วมกนัการจา แนกประเด็นปัญหา การใชเ้หตุผลในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการตดัสินใจ ตอ้งมีการพูด


28 แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวา่งกนั ให้มากที่สุดเพื่อหาขอ้ยตุิสร้างการเขา้ร่วมรับรู้ตดัสินใจและผนึกกา ลงั เพื่อใหเ้กิดการยอมรับจากทุกฝ่าย 3. ค านึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม คนในสังคมตอ้งคา นึงถึงการเมืองในฐานะกิจการ เพื่อ ส่วนรวม และเพื่อคุณธรรมมากข้ึน 4. การลงมือกระทา การวิพากษว์ิจารณ์ปัญหาที่เกิดข้ึนเพียงอยา่งเดียวไม่สามารถทา ให้สถานการณ์ ดีข้ึนต้องลงมือทา โดยเริ่มจากครอบครัวในการวางพ้ ืนฐานให้การอบรมด้านจริ ยธรรมของ พลเมือง สถาบนัการศึกษาไม่เพียงเป็นสถานที่ฝึกทกัษะและให้ความรู้ตอ้งรับช่วงต่อในการสร้างค่านิยมที่เหมาะสม ต่อจากครอบครัวรวมท้ังเครือข่ายสังคมที่เกิดข้ึนระหว่างเพื่อนบ้านที่ทา งาน สโมสร สามาคมต่าง ๆ เชื่อมโยงบุคคลที่สนใจเรื่องของตนเข้าเป็นกลุ่มที่ใส่ใจผูอ้ื่นช่วยด ารงรักษาประชาคม สังคม และกฎ จริยธรรม รวมท้ งัสถาบนัที่มีอิทธิพลสูงต่อสังคมคือ สถาบนัศาสนาและสื่อมวลชนนบัวา่มีบทบาทสา คญั ใน การร่วมสร้างใหส้ ังคมเขม้แขง็ วิรัตน์ ค าศรีจันทร์ (2544) ได้ท าการศึกษาจิตส านึกสาธารณะในบริบทประชาสังคมไทยเป็นการ วิจัยเชิงพัฒนาและสังเกตการณ์อยา่งมีส่วนรวมในชุมชนเมืองและชุมชนบนบท พบวา่ คุณลักษณะของการมี จิตสาธารณะประกอบด้วย 1) ความรักเอ้ ืออาทร 2) ความเชื่อใจ 3) การเรียนรู้ร่วมกนัอยา่งต่อเนื่อง 4) การยอมรับความแตกต่างระหวา่งบุคคล 5) การมีปฏิสัมพนัธ์กนัโดยใชค้วามสามารถเครือข่ายการมีส่วนร่วม ไชยา ยมิ้วไิล(2550 : 15) ให้ความหมายเกี่ยวกบัผทู้ี่มีจิตส านึกสาธารณะน้ นัจะมีความรับผดิชอบต่อ สังคม เคารพกฎหมายกฎเกณฑ์ระเบียบข้อบงัคบัต่างๆของสังคมโดยรวม และหน่วยงานองค์กรที่ตนเองเป็น สมาชิกสังกดัอยโู่ดยพยายามยดึมนั่ต่อกฎเกณฑ์ และกฎหมายอยา่งเคร่งครัดพยายามหลีกเลี่ยงการละเมิดให้ น้อยที่สุดด้วยการปฏิบัติหน้าที่อยางมีคุณธรรมและจริยธรรม ่ บุคคลที่มีจิตส านึกสาธารณะสูงน้นั แม้แต่การ ทิ้ งเศษขยะ หรือขบัรถผดิกฎจราจรยงัไม่กล้าที่จะกระท าเพราะรู้สึกละอายแก่ ใจ นอกเหนือจากน้ นเมื่ ัอ ประสบพบเจออะไรที่ผิดปกติผิดระเบียบ ผดิกฎหมายก็จะแจง้ความทนัทีส่วนบุคคลที่ไร้จิตส านึกสาธารณะ จะมีวิถีชีวิตด ารงชีพไปวันๆ มกัง่าย สะเพร่าเอาตวัรอดโดยไม่ได้คิดถึงความเสียหายที่จะเกิดข้ึนแก่ผู้คน


29 เดวิด ไรส์แมน, 1983(อ้างถึงใน ณรงค์อุ้ยนอง. 2546 : 13)ได้จ าแนกจิตส านึกสาธารณะของบุคคล ไว้เป็น 3 แบบ คือ 1) จิตส านึกแบบประเพณีน า หมายถึง จิตส านึกที่ยึดถือเอาขนบธรรมเนียมประเพณีความ เป็นเครือญาติความอาวุโสเป็นเครื่องช้ีนา วถิีปฏิบตัิจิตสา นึกแบบน้ีมีอยทู่วั่ ไปโดยเฉพาะในสังคมชนบทของ ไทย 2) จิตส านึกแบบหลักการน าเป็นจิตส านึกที่ยึดถือหลักปฏิบัติงานให้บรรลุจุดหมายปลายทางโดยละทิ้ ง ความอาวุโส และขนบประเพณีที่เห็นว่าเป็นเครื่องกีดขวางการบรรลุเป้าหมายของชีวิต และ 3) จิตส านึก แบบผู้อื่นน าเป็นจิตส านึกแบบพึ่งพิงโดยบุคคลจะต้องประพฤติปฏิบตัิตามกลุ่มหรือตามผู้น าของกลุ่มด้วย มุ่งหวังจะให้ตนเองได้รับการยอมรับจากกลุ่ม จิตส านึกสาธารณะของบุคคลมีพ้ ืนฐานมาจากอตัมโนทศัน์ (Self-concept) ซ่ึงหมายถึงการมองเห็นคุณค่าในตนเองประกอบกบัความเชื่อ(Belief) ค่านิยม(Values) และ เจตคติ(Attitude) ซ่ึงมีความหมายรวมกนัว่าคือ ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่างๆ รอบตวัเกิด เป็นปรากฏการณ์ที่บุคคลแสดงออกในลักษณะของอารมณ์ความรู้สึก (Affective) สติปัญญา (Cognitive) และพฤติกรรม (Behavior) ซ่ึงมีท้ งัผลดีและผลเสียต่อตนเองและสังคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ สรุปได้ว่า การมีจิตสาธารณะเป็นสิ่งที่ต้องธ ารงอยู่ในสังคม เพราะจิตสาธารณะเป็นคุณธรรม จริยธรรม อยา่งหน่ึงที่ทา ให้มนุษยเ์ป็นสัตวส์ ังคมอยูร่ ่วมกนั ไดอ้ยา่งมีความสุขเมื่อมนุษยอ์ยูร่ ่วมกนับุคคลรู้ หนา้ที่ความรับผิดชอบต่อตนเอง รับผิดชอบต่อสังคม รับผิดชอบต่อสมาชิกในสังคมดว้ยการตระหนกัรู้ถึง ปัญหาที่เกิดข้ึนในสังคม เกิดความปรารถนาที่จะเขา้ไปช่วยเหลือสังคม ตอ้งการเขา้ไปแกไ้ขปัญหา หรือ วิกฤติการณ์ท้งัความผิดปกติที่เกิดข้ึนในสังคม สามารถร่วมแกป้ ัญหาได้และลงมือกระทา เพื่อให้เกิดการ แกป้ ัญหาดว้ยวิธีการต่างๆ โดยการเรียนรู้และแกไ้ขปัญหาร่วมกบัคนในสังคม รวมท้ งัองคก์รในสังคม ดว้ย ความส านึกในประโยชน์ ส านึกในผลกระทบที่มีต่อชุมชน และสังคมโดยรวม 2. บริบทของมหำวิทยำลัยศิลปำกร มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็ นสถาบันการศึกษาระดบัอุดมศึกษาของรัฐในสังกดัทบวงมหาวิทยาลยั เดิมคือโรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร เปิดสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรม ให้แก่ข้าราชการและนักเรียนในสมัยน้ันโดย ไม่เก็บค่าเล่าเรียน ศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรี (เดิมชื่อ Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนซึ่งเดินทางมารับราชการในประเทศ ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกลา้เจา้อยู่หัวรัชกาลที่๖ เป็นผูก้่อต้งัโรงเรียน แห่งน้ีข้ึน และได้เจริญเติบโตเป็ นล าดับเรื่อยมา จนกระทั่ งได้รับการยกฐานะข้ึนเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวนัที่๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะ จิตรกรรมและประติมากรรม ไดร้ับการจดัต้ งัข้ึนเป็นคณะวิชาแรก (ปัจจุบนัคือคณะจิตรกรรมประติมากรรม และภาพพิมพ์) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ จดัต้ งัคณะสถาปัตยกรรมไทย (ซึ่งต่อมาไดป้รับหลกัสูตรและเปลี่ยนชื่อ เป็ นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) และคณะโบราณคดี หลังจากน้นั ไดจ้ดัต้ งัคณะมณัฑนศิลป์ข้ึนในปีต่อมา


30 ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่จะเปิ ดคณะวิชาและสาขาวิชาที่หลากหลายข้ึน แต่เนื่องจาก บริเวณพ้ ืนที่ในวงัท่าพระคบัแคบมาก ไม่สามารถจะขยายพ้ ืนที่ออกไปได้จึงไดข้ยายเขตการศึกษาไปยงั พระราชวงัสนามจนัทร์จงัหวดันครปฐม โดยจดัต้งัคณะ อกัษรศาสตร์พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะศึกษาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๓ และคณะวิทยาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามล าดับ หลังจากน้นัจดัต้งัคณะเภสัชศาสตร์พ.ศ. ๒๕๒๙ คณะเทคโนโลยี อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ และจดัต้ งั คณะดุริยางคศาสตร์ข้ึนเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๒ เพื่อใหเ้ป็น มหาวทิยาลยัที่มีความสมบูรณ์ทางดา้นศิลปะมากยงิ่ข้ึน ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มหาวิทยาลยัศิลปากรไดข้ยายเขตการศึกษาไปจดัต้ งัวิทยาเขตแห่งใหม่ที่จงัหวดั เพชรบุรีเพื่อกระจายการศึกษาไปสู่ภูมิภาคใชช้ื่อวา่"วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี" จดัต้ งัคณะสัตวศาสตร์ และเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะวิทยาการจัดการ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ และวิทยาลัยนานาชาติ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มหาวิทยาลัย ศิลปากรได้ขยายงานในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยการจดัต้ งับณัฑิตวิทยาลยัข้ึน เพื่อรับผิดชอบ ในการด าเนินการ มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นสถาบนัการศึกษาระดบัอุดมศึกษาของรัฐในสังกดัทบวงมหาวทิยาลยัและ เป็ นมหาวทิยาลยัศิลปะแห่งแรกในประเทศไทย มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะและการออกแบบ ปัจจุบันเปิ ดสอน ครอบคลุมทุกสาขาวิชา ท้ งักลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยสากลอย่างสมบูรณ์นอกจากน้ี มหาวิทยาลัยศิลปากรยังมุ่งเน้นในเรื่ องของจิตสาธารณะตามขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยด้วย กระบวนการสรรคส์ร้างคุณค่าประสบการณ์ชีวิตและจิตอาสาด้วยกิจกรรมเพื่อชีวติสร้างสรรค์(Activity for creative life) อันเป็ นกลไกส าคัญในการขัดเกลาคุณธรรมและ จริ ยธรรมทางสังคม (Socialization) ให้ นักศึกษาเป็ นพลเมืองผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Active citizen) ด้วยการเป็ นจิตอาสา (Volunteer) และ การมีจิตสาธารณะ (Public mind) อนัจะเป็นพ้ ืนฐานการเสริมสร้าง ทกัษะชีวิตของผูเ้รียนในศตวรรษที่๒๑ อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นพลเมืองโลกผูต้ระหนกัรู้(Global awareness) ที่มีคุณภาพและประโยชน์ต่อการ พัฒนาเพื่อมนุษยชาติต่อไป กิจกรรมนกัศึกษาตามหลกัการประกนัคุณภาพการศึกษาแบ่งออกเป็น 5 ประเภทไดแ้ก่กิจกรรม วิชาการส่งเสริมคุณลกัษณะบณัฑิตที่พึงประสงค์, กิจกรรมกีฬาหรือการส่งเสริมสุขภาพ, กิจกรรมบา เพ็ญ ประโยชน์หรือรักษาสิ่งแวดลอ้ม, กิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม และกิจกรรมส่งเสริมศิลปะ และวฒันธรรม ซ่ึงประเภทกิจกรรมแต่ละโครงการจะถูกจา แนกลงในกิจกรรมประเภทใดประเภทหน่ึงตาม แก่นสาระหลกัของโครงการน้นัๆ


31 นอกจากน้ีตามที่กองทุนเงินให้กูย้ืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)และกองทุนเงินกูย้ืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกบั รายไดใ้นอนาคต (กรอ.) มีนโยบายใหน้กัศึกษาผทู้ี่กูย้มืฯ เขา้ร่วมกิจกรรมจิตอาสาหรือบา เพญ็ ประโยชน์เพื่อ เสริมสร้างจิตส านึกให้แก่ผูกู้ย้ืมเงินกองทุน จา นวน 36 ชวั่ โมงกิจกรรมจิตอาสาต่อปีเพื่อเป็นเงื่อนไขและ คุณสมบตัิประกอบการพิจารณาการขอกูย้มืเงินกองทุน โดยกิจกรรมที่สามารถใช้พิจารณาได้จะต้องมีหมาย เหตุต่อทา้ยกิจกรรมน้นัวา่“กยศ. (ภาคการเรียน/ปี การศึกษา)” ยกตวัอยา่ง เช่น กยศ.1/60, กยศ.2/60 เป็ นต้น อาทิในการดา เนินขอกู้ยืมฯ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ น้ัน นักศึกษาต้องเก็บชั่ วโมงกิจกรรมจิตอาสา ล่วงหนา้ ในปีการศึกษา ๒๕๖๐ ท้ งัภาคเรียนที่๑ และ ๒ รวมกนั ไม่นอ้ยกวา่จา นวน ๓๖ ชวั่ โมงกิจกรรมซ่ึง กิจกรรมน้นัๆ ตอ้งมีหมายเหตุต่อทา้ยวา่กยศ.๑/๖๐, กยศ.๒/๖๐ แสดงให้เห็นด้วย ในขณะที่นกัศึกษากา ลงัศึกษาเล่าเรียน ควบคู่กบัการร่วมกิจกรรมพฒันาทกัษะชีวิตและจิต อาสา นักศึกษาที่สะสมชวั่ โมงกิจกรรม จา นวนรวมไม่นอ้ยกวา่ 72 ชวั่ โมงกิจกรรม หรือกา ลงัศึกษาอยชู่้ นั ปีที่ 3 ข้ึนไป และนกัศึกษาที่สา เร็จการศึกษา สามารถแจง้ความประสงคข์อรับใบรับรองกิจกรรมพฒันาศกัยภาพ นักศึกษา (Student Activities Portfolio) ไดท้ ี่งานกิจการนกัศึกษาวงัท่าพระ,กองกิจการนกัศึกษาพระราชวังสนามจนัทร์และงานสวสัดิการและกิจการนักศึกษา วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรีเพื่อใช้ประกอบการ พิจารณาสมคัรงานหรือขอทุนเรียนต่อไปในอนาคต มหาวิทยาลัยศิลปากรได้มีการสนับสนุนให้นักศึกษามีจิตสาธารณะตามขีดความสามารถหลักของ มหาวทิยาลยัดงัน้ี ขีดควำมสำมำรถหลัก (Core Competency) S = Scientific Thinking คิดอยา่งเป็นระบบเชิงวทิยาศาสตร์ I = Integrity มีศกัด์ิศรีแห่งตน L = Love of Wisdom มีสติปัญญา P = Public Mind มีจิตสาธารณะ A = Art Appreciation ตระหนกัซ้ึงในคุณค่าแห่งศิลปะ K = Knowledgeable มีความรอบรู้ O = Outcomes Oriented Person มุ่งเน้นผลลัพธ์ของงานที่เป็ นเลิศ R = Responsible Man เป็ นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรับผิดชอบสูง


32 N = Need for Achievement เป็นผทู้ี่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ิ แผนพฒันำคุณภำพนักศึกษำมหำวทิยำลัยศิลปำกร หน่วยงำนกองกจิกำรนักศึกษำ ส ำนักงำนอธิกำรบดี มหำวิทยำลัยศิลปำกร ได้กล่าวถึงประเด็นยทุธศาสตร์ที่ 2 คือ พัฒนานักศึกษาให้มีคุณลักษณะเป็ นบัณฑิตที่พึงประสงค์ ของสังคม โดยการเสริมสร้างนกัศึกษาใหม้ีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวชิาชีพ และความรับผดิชอบต่อ สังคม กลยุทธ์และตัวชี้วดั มีการจดักิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวชิาชีพ และความรับผดิชอบต่อสังคม ตวัช้ีวดั ไดแ้ก่ 1. กิจกรรม/โครงการที่จัด 2. จา นวนนกัศึกษาที่เขา้ร่วมโครงการ 3. ความคิดเห็น หรือความพึงพอใจของนักศึกษา สรุปไดว้า่การมีจิตสาธารณะ (Public Mind) และแผนยทุธศาสตร์ของมหาวทิยาลยัก็ต่างเป็นตวัช้ีวดั พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนกัศึกษา ซ่ึงช้ีให้เห็นวา่มหาวิทยาลยัศิลปากรไดม้ีการปลูกฝังให้นกัศึกษา มีจิตส านึก ความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม โดยการจดักิจกรรมหรือโครงการให้นกัศึกษาไดเ้ขา้ร่วม เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเพื่อให้เป็ นพลเมืองในสังคมที่มีจิตสาธารณะ เพราะหากนักศึกษามี พฤติกรรมจิตสาธารณะแล้ว จะท าให้สามารถมองเห็นถึงปัญหาต่างๆที่เกิดข้ึนในสังคม แลว้รู้สึกอยากเขา้ไป มีส่วนในการช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆที่เป็นปัญหา หรือเกิดความเดือดร้อน โดยรู้ถึงสิทธิและหนา้ที่ใน ความรับผิดชอบ พร้อมลงมือปฏิบตัิร่วมช่วยเหลือและแกไ้ขปัญหาต่างๆ ให้แก่สังคมของเราร่วมกบัผูอ้ื่น หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นน้า ใจของคนที่มีความเอ้ ือเฟ้ ือเผื่อแผ่ซ่ึงกนัและกนั ในสังคมดว้ยความเต็มใจโดยไม่ หวังผลใดๆ ตอบแทน


33 3. งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเพศ และพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ อริยา คูหา และสุวิมล นราองอาจ (2553) ศึกษาจิตสาธารณะและรูปแบบการด าเนินชีวิตของ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่มตวัอยา่งการวิจัยคือ นกัศึกษาช้ นั ปีที่1, 2,3และ 4 จากจ านวน 7 คณะ กล่าวคือ คณะศึกษาศาสตร์คณะวทิยาศาสตร์และเทคโนโลยีคณะรัฐศาสตร์คณะ วิทยาการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาลัยอิสลามศึกษาใน ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปี การศึกษา 2553 ผลการศึกษาพบวา่ โดยรวมจิตสาธารณะของนกัศึกษาหญิงสูงกวา่นกัศึกษาชายอยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดับ .000 บุษกร เขียวมนั่ , เทิดศกัด์ิไมเ้ทา้ทองและพวา พนัธุ์เมฆา (2556) ศึกษาความมีจิตสาธารณะในการ ใช้ห้องสมุดของนิสิตระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กลุ่มตวัอยา่งที่ศึกษาคือ นิสิตระดบั ปริญญาตรีช้ นั ปีที่ 1-4 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2554 จ านวน 375 คน ผล การศึกษาพบวา่นิสิตที่มีเพศต่างกนัมีจิตสาธารณะในการใชห้อ้งสมุดโดยรวมและรายดา้นแตกต่างกนั โดยนิสิตเพศหญิงมีจิตสาธารณะสูงกวา่นิสิตเพศชายอยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 สายถวลิแซ่ฮ่า (2559) ศึกษาการพัฒนาแบบวดัจิตสาธารณะสา หรับนกัศึกษาปริญญาบณัฑิต กลุ่ม ตวัอยา่งการวจิยัคือ นิสิตนกัศึกษาที่อยใู่นสถาบนัอุดมศึกษาสังกดัสา นกังานคณะกรรมการอุกมศึกษาในเขต กรุงเทพมหานคร จ านวน 3 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วยนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ านวน 300 คน นิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จ านวน 300 คน และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จ านวน 300 คน รวมท้ งัสิ้ น 900 คน ผลการศึกษาพบวา่นกัศึกษาหญิงมีระดบัจิตสาธารณะสูงกวา่นกัศึกษาชาย อยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 จากงานวจิยัขา้งตน้พบวา่ตวัแปรเพศส่งผลต่อพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ดงัน้นัผู้วิจัยจึงได้น าตัว แปรเพศมาศึกษาในการวิจยัคร้ังน้ี เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชั้นปี และพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ วรรณี เจตจ านงนุช (2550) ศึกษาปัจจยัที่ส่งผลต่อจิตสา นึกสาธารณะต่อสถาบนัสิ่งแวดลอ้ม และ วิชาชีพครู ส าหรับนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลยักลุ่มตวัอยา่งที่ใชใ้น การวจิยัคือ นิสิตระดบั ปริญญาบณัฑิตคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวทิยาลยัที่กา ลงัศึกษาในปีการศึกษา 2550 จ านวน 447 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็ นแบบสอบถาม จ านวน 60 ข้อ ผลการศึกษาพบวา่


34 นิสิตช้ นั ปีที่1 มีระดบัการมีจิตสา นึกสาธารณะต่อวชิาชีพครูสูงกวา่นิสิตช้นั ปีที่ 3 อยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ ระดับ .05 อริยา คูหา และสุวิมล นราองอาจ (2553) ศึกษาจิตสาธารณะและรูปแบบการด าเนินชีวิตของ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีกลุ่มตวัอยา่งการวิจยัคือ นกัศึกษาช้นั ปีที่1, 2,3และ 4 จากจ านวน 7 คณะ กล่าวคือ คณะศึกษาศาสตร์คณะวทิยาศาสตร์และเทคโนโลยีคณะรัฐศาสตร์คณะ วิทยาการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาลัยอิสลามศึกษาใน ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปี การศึกษา 2553 ผลการศึกษาพบวา่ โดยรวมนกัศึกษามหาวทิยาลยัสงขลานครินทร์วทิยาเขตปัตตานีที่ศึกษาช้นั ปีต่างกนัมีจิตสาธารณะแตกต่าง กนัอยา่งมีนยส าคัญทางสถิติที่ระดับ ั .05 บุษกร เขียวมนั่ , เทิดศกัด์ิไมเ้ทา้ทองและพวา พนัธุ์เมฆา (2556) ศึกษาความมีจิตสาธารณะในการ ใชห้อ้งสมุดของนิสิตระดบั ปริญญาตรีมหาวทิยาลยัศรีนครินทรวโิรฒ กลุ่มตวัอยา่งที่ศึกษาคือ นิสิตระดบั ปริญญาตรีช้นั ปีที่ 1-4 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2554 จ านวน 375 คน ผลการศึกษาพบวา่นิสิตที่มีช้นั ปีต่างกนัมีจิตสาธารณะในการใชห้อ้งสมุดโดยรวมแตกต่างกนั โดยนิสิตช้ นั ปี ที่ 3 และช้ นั ปีที่4 มีจิตสาธารณะสูงกวา่นิสิตช้ นั ปีที่1 อยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 บุญธิดา ยอดสุวรรณ (2557) ศึกษาระดบัความมีจิตสาธารณะของนกัศึกษามหาวทิยาลยัแม่ฟ้าหลวง กลุ่มตวัอยา่งที่ใชค้ือ นกัศึกษาของมหาวทิยาลยัแม่ฟ้าหลวงปีการศึกษา 2555 ระดบั ปริญญาตรีช้นั ปีที่ 1-4 จ านวน 400 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็ นแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบวา่นกัศึกษาช้ นั ปีที่ 4 มีระดับ ความมีจิตสาธารณะสูงสุดในขณะที่นกัศึกษาช้ นั ปีที่3 มีระดับความมีจิตสาธารณะต ่าสุด จิตติยา วาจี (2559) ศึกษาปัจจยัที่มีผลต่อพฤติกรรมจิตสาธารณะของนกัเรียนโรงเรียนมธัยมศึกษา แห่งหน่ึงในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตวัอยา่งที่ใชใ้นการวจิยัคือ นกัเรียนโรงเรียนมธัยมศึกษาแห่งหน่ึงใน เขตกรุงเทพมหานคร ปี การศึกษา 2558 จ านวน 2,793 คน ผลการศึกษาพบวา่นกัเรียนที่มีระดบัช้นัเรียนที่ ต่างกนัจะมีพฤติกรรมจิตสาธารณะแตกต่างกนัอยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 จากงานวิจัยข้างตน้พบวา่ตวัแปรช้นั ปีส่งผลต่อพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ดงัน้นัผู้วิจัยจึงได้น าตัว แปรช้นั ปีมาศึกษาในการวจิยัคร้ังน้ี


35 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคณะวิชำ และพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ อริยา คูหา และสุวิมล นราองอาจ (2553) ศึกษาจิตสาธารณะและรูปแบบการด าเนินชีวิตของ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีกลุ่มตวัอยา่งการวิจยัคือ นกัศึกษาช้นั ปีที่1, 2,3และ 4 จากจ านวน 7 คณะ กล่าวคือ คณะศึกษาศาสตร์คณะวทิยาศาสตร์และเทคโนโลยีคณะรัฐศาสตร์คณะ วิทยาการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาลัยอิสลามศึกษาใน ระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปี การศึกษา 2553 ผลการศึกษาพบวา่ นกัศึกษาที่ศึกษาในคณะที่ต่างกนัมีจิตสาธารณะโดยรวมแตกต่างกนัอยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .000 สมชาย ศรีสุนทรโวหาร (2556) ศึกษาจิตสาธารณะของนกัศึกษามหาวทิยาลยัปทุมธานีกลุ่มตวัอยา่ง ที่ใชใ้นการวจิยัคร้ังน้ีคือ นกัศึกษาระดบั ปริญญาตรีช้นั ปีที่ 1 และช้นั ปีที่ 4 ที่ศึกษาอยใู่นภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใชใ้นการวจิยัเป็นแบบสอบถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จ านวน 30 ขอ้การเก็บรวบรวมข้อมูลแจกแบบสอบถาม 302 ฉบับ ผลการศึกษาพบวา่นกัศึกษามหาวทิยาลยัปทุมธานีที่ ศึกษาคณะต่างกนัมีพฤติกรรม จิตสาธารณะโดยรวมทุกดา้นแตกต่างกนัอยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 จากงานวจิยัขา้งตน้พบวา่ตวัแปรคณะวชิาส่งผลต่อพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ดงัน้นัผู้วิจัยจึงได้ น าตัวแปรคณะวิชามาศึกษาในการวจิยัคร้ังน้ี เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับค่ำใช้จ่ำยที่ได้รับต่อเดือน และพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ สายถวิล แซ่ฮ่า (2559) ศึกษาการพฒันาแบบวดัจิตสาธารณะส าหรับนกัศึกษาปริญญาบณัฑิต กลุ่ม ตวัอย่างการวิจยัคือ นกัศึกษาปริญญาบณัฑิต จา นวน 900 คน ผลการศึกษาพบว่า นกัศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ ไดร้ับต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท มีค่าเฉลี่ยคะแนนจิตสาธารณะสูงกว่านกศึกษาที่มี ัค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อ เดือนมากกวา่ 15,000 บาทข้ึนไป อยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 จากงานวิจยัขา้งตน้พบว่าตวัแปรค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือนส่งผลต่อพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ดงัน้ นัผู้วิจัยจึงไดน้า ตวัแปรค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนมาศึกษาในการวิจยัคร้ังน้ี เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกำรเป็ นสมำชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับกำรเป็ นจิตอำสำ บ ำเพ็ญประโยชน์แก่ สังคมในมหำวิทยำลัย และพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ รัตนวรรณ รุณภัย และคณะ (2542) ศึกษาจิตสา นึกของนิสิตนกัศึกษาที่มีต่อภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง กลุ่มตวัอย่างเป็นนิสิตมหาวิทยาลยัเกษตรศาสตร์วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขต กา แพงแสน จา นวน 744 คน ผลการศึกษาพบว่าจิตส านึกของนิสิตโดยรวมมีจิตส านึกค่อนขา้งไปทางเสรี นิยม นิสิตที่แตกต่างกนัเรื่องเพศ การเขา้ร่วมกิจกรรม การรับขอ้มูลข่าวสาร ช้นั ปีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน


36 ภูมิลา เนา ที่พกัอาศยัอาชีพบิดามารดาและการนบัถือศาสนา มีจิตส านึกต่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไม่แตกต่างกนัส่วนนิสิตที่เรียนต่างวิทยาเขต และต่างคณะ จะมีจิตส านึกที่มีต่อสภาวการณ์ แตกต่างกนั สายถวิล แซ่ฮ่า (2559) ศึกษาการพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะส าหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา และเปรียบเทียบคุณภาพของแบบวัดจิตสาธารณะของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สร้างเกณฑ์แรแปลความหมายคะแนนที่ได้จากแบบวัดจิตสาธารณะส าหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ เปรียบเทียบจิตสาธารณะระหวา่งนกัศึกษานกัศึกษาที่มีเพศอายุช้นั ปีภูมิลา เนา สาขาวิชาค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับ ต่อเดือน ชมรมที่สังกดัแตกต่างกนัของนกัศึกษาปริญญาบณัฑิต กลุ่มตวัอยา่งการวิจยัคือ นกัศึกษาปริญญา บัณฑิต จ านวน 900 คน ผลการศึกษาพบวา่นกัศึกษาที่เป็นสมาชิกชมรมศิลปะและดนตรีมีค่าเฉลี่ยคะแนน จิตสาธารณะสูงกวา่นกัศึกษาที่เป็นสมาชิกชมรมวิชาการ และนกัศึกษาที่ไม่มีชมรมสังกดัอยา่งมีนยัส าคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 จากงานวิจยัขา้งต้น พบว่าตวัแปรการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัส่งผลต่อพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ดงัน้นัผู้วิจัยจึงได้น าตัวแปรการ เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัมาศึกษาในการ วจิยัคร้ังน้ี


37 4. กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตำม 1. เพศ 2. ช้ นั ปี 3. คณะวิชา 4. ค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน 5. การเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบั การเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่ สังคมในมหาวิทยาลัย พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ


38 บทที่ 3 วิธีกำรด ำเนินกำรวิจัย การศึกษาวจิยัคร้ังน้ีเป็นการวิจยัเชิงพรรณนา (Descriptive Research) ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการมีจิต สาธารณะของนกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์มีข้ นัตอนในการดา เนินการดงัต่อไปน้ี 1. ประชากรและกลุ่มตวัอยา่ง 1.1 ประชากร 1.2 กลุ่มตวัอยา่ง 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น 2.2 ตัวแปรตาม 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ข้ นัตอนการสร้างเครื่องมือเพื่อการวจิยั 3.2 ลักษณะของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมขอ้มูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล


39 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1.1 ขอบเขตด้ำนประชำกร ประชากรที่ศึกษาคือ นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ที่กา ลงัศึกษา อยู่ในระดบัช้ันปีที่ 1 ถึง ช้นั ปีที่4 หรือสูงกว่า ปีการศึกษา 2561 จ านวน 12, 605 คน ไดแ้ก่นกัศึกษาชาย 3,691 คน และนักศึกษาหญิง 8,914 คน (ที่มา : งานทะเบียน และสถิติ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2561) ตำรำงที่ 1 แสดงจ านวนประชากรที่ศึกษา คณะวิชำ ชั้นปี ประชำกร ชำย หญิง รวม อักษรศาสตร์ 1 179 786 965 2 110 598 708 3 96 577 673 4 หรือสูงกวา่ 118 620 738 รวม 503 2,581 3,084 ศึกษาศาสตร์ 1 150 376 526 2 137 325 462 3 79 272 351 4 หรือสูงกวา่ 124 388 512 รวม 490 1,361 1,851 วิทยาศาสตร์ 1 187 560 747 2 157 340 497 3 128 327 455 4 หรือสูงกวา่ 177 467 644 รวม 649 1,694 2,343 เภสัชศาสตร์ 1 53 126 179 2 38 121 159 3 43 119 162 4 หรือสูงกวา่ 185 344 529 รวม 319 710 1,029


40 คณะวิชำ ชั้นปี ประชำกร ชำย หญิง รวม วิศวกรรมศาสตร์ และ เ ท ค โ น โ ล ยี อุตสาหกรรม 1 383 536 919 2 374 688 1,062 3 377 526 903 4 หรือสูงกวา่ 596 818 1,414 รวม 1,730 2,568 4,298 ที่มา : งานทะเบียน และสถิติ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2561 1.2 ขอบเขตด้ำนกลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตวัอยา่งที่ใชใ้นการศึกษาคร้ังน้ีไดแ้ก่นกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนาม จันทร์ ในปี การศึกษา 2561 ภาคเรียนที่ 1 จ านวน 12,605 คน จากการคา นวณขนาดของกลุ่มตวัอยา่งโดยใช้ สูตรของยามาเน่ (Yamane) ที่ระดบัความเชื่อมนั่ร้อยละ95 กา หนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดข้ึน ±5 ดงัน้ี n = 1+()2 เมื่อ n คือกลุ่มตวัอยา่ง N คือ จ านวนประชากร E คือความคลาดเคลื่อนที่ยอมใหเ้กิดข้ึน แทนค่าในสูตร n = 12,605 1+{12,605(.05)2} ≈ 388 ดงัน้นัการวิจยัคร้ังน้ีกา หนดขนาดของกลุ่มตวัอย่างได้จา นวน 388 คน และสุ่มกลุ่มตวัอย่างแบบ แบ่งช้นั ภูมิ3 ข้ นัตอน (Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วนประชากรจ าแนกตามคณะวิชา ช้นั ปีและ เพศ ดงัน้ี


41 ตำรำงที่ 2 แสดงจา นวนกลุ่มตวัอยา่งที่ใชศ้ึกษา คณะวิชำ ชั้นปี กลุ่มตัวอย่ำง ชำย หญิง รวม อักษรศาสตร์ 1 5 24 29 2 3 18 21 3 3 18 21 4 หรือสูงกวา่ 4 20 24 รวม 15 80 95 ศึกษาศาสตร์ 1 5 12 17 2 4 10 14 3 2 8 10 4 หรือสูงกวา่ 4 12 16 รวม 15 42 57 วิทยาศาสตร์ 1 6 18 24 2 5 10 15 3 4 10 14 4 หรือสูงกวา่ 5 14 19 รวม 20 52 72 เภสัชศาสตร์ 1 2 4 6 2 1 4 5 3 1 4 5 4 หรือสูงกวา่ 6 10 16 รวม 10 22 32 วิศวกรรมศาสตร์ และ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม 1 12 16 28 2 11 21 32 3 12 16 28 4 หรือสูงกวา่ 18 26 44 รวม 53 79 132


42 2. ตัวแปรที่ศึกษำ ตวัแปรที่ใชใ้นการศึกษาวจิยัคร้ังน้ีมีดงัน้ี 1. ตวัแปรตน้แบ่งเป็น เพศ - ชาย - หญิง ช้ นั ปี - ช้ นั ปีที่1 - ช้นั ปีที่2 - ช้นั ปีที่3 - ช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่ คณะวิชา - อักษรศาสตร์ - ศึกษาศาสตร์ - วิทยาศาสตร์ - เภสัชศาสตร์ - วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน - พอใช้และเหลือเก็บ - พอใช้แต่ไม่เหลือเก็บ - ไม่พอใช้ การเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัย - เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัย


Click to View FlipBook Version