43 - ไม่เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัย 2. ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ 3. เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใชใ้นการวิจยัคร้ังน้ีคือแบบสอบถามเรื่อง “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์” ซึ่ งผูว้ิจยัได้สร้างข้ึนตามนิยามศพัท์เฉพาะ ลกัษณะของ แบบสอบถามเป็นแบบสอบถามปลายปิด โดยกา หนดให้เป็นแบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เพื่อใหก้ลุ่มตวัอยา่งประเมินค่าระดบัลงในตารางประมาณค่า 5 ระดบั โดยมีข้ นัตอนดงัน้ี 3.1 ขั้นตอนกำรสร้ำงเครื่องมือเพื่อกำรวิจัย ในการทา วิจยัคร้ังน้ีผูว้ิจยัทา การสร้างเครื่องมือเป็นแบบสอบถามจา นวน 48ข้อ โดย ดา เนินการตามข้ นัตอน ดงัน้ี 3.1.1 ผู้วิจัยได้ท าการค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะ 3.1.2 ผู้วิจัยน าข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นควา้มากา หนดนิยามศัพท์เฉพาะ และสร้าง แบบสอบถามใหส้อดคลอ้งกบันิยามศพัทเ์ฉพาะ 3.1.3 ตรวจสอบความสมบูรณ์ ของแบบสอบถาม ซึ่งมีจ านวน 60 ข้อโดยน าแบบสอบถาม ที่ผูว้ิจยัสร้างข้ึนให้ผูเ้ชี่ยวชาญจา นวน 3 ท่าน ไดต้รวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ ือหา (Content Validity) โดย ใชว้ธิีหาค่าดชันีความสอดคลอ้ง IOC (Index of Item Objective Congruence) แลว้นา มาคา นวณค่าดชันีความ สอดคล้อง โดยใช้สูตรคา นวณ หลงัจากที่ให้ผูเ้ชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้ ือหา และทา การ ปรับปรุงขอ้บกพร่องของแบบสอบถามตามคา แนะนา ของผู้เชี่ยวชาญเพื่อความสมบูรณ์ และความถูกต้อง ของแบบสอบถามได้ข้อค าถามจ านวน 55 ข้อ ซ่ึงมีค่าดัชนีความสอดคล้องต้งัแต่0.5 ข้ึนไป และน าไป ทดลองใชต้่อไป 3.1.4 น าแบบสอบถามที่สร้างข้ึน และได้รับการปรับปรุงแก้ไขตามค าแนะน าของ ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 55 ข้อ ไปทดลองใช้ (Try Out)กบันกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ ที่ไม่ใช่กลุ่มตวัอยา่งจริงที่ใช้ในการวิจัย จ านวน 30 คน
44 3.1.5 น าแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมาจากการทดลองใช้จ านวน 30 ฉบบัมาหาค่าความ เชื่อมนั่(Reliability) โดยหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) โดย แบบสอบถามไดค้่าความเชื่อมนั่เท่ากบั.929 3.1.6 ตดัขอ้คา ถามที่มีค่าอ านาจจ าแนก (Discrimination) ติดลบ และมีค่าอ านาจจ าแนกไม่ ถึง .2 ออกท้ งัหมด 7 ขอ้และเหลือขอ้คา ถามท้ งัหมด 48 ขอ้ ไดค้่าความเชื่อมนั่ของแบบสอบถามเท่ากบั .939 3.1.7ผวู้จิยัไดแ้บบสอบถามท้ งัสิ้ นจา นวน 48 ข้อ เป็ นแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ 3.1.8 ผวู้จิยันา แบบสอบถามฉบบัสมบูรณ์ไปเก็บรวบรวมขอ้มูลดว้ยตนเองต่อไป 3.2 ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็ นแบบสอบถามเรื่อง พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ซ่ึงแบบสอบถามมีส่วนประกอบที่สา คญัแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดงัน้ี ส่ วนที่ 1 แบบสอบถามขอ้มูลส่วนบุคคลของนักศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงั สนามจนัทร์ไดแ้ก่เพศ ช้นั ปีคณะวชิา ค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน การเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการ เป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัลกัษณะของแบบสอบถามเป็นแบบเลือกตอบ (Check List) มีจ านวน 5 ข้อ ส่ วนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกบั “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์” จ านวน 48 ข้อ แบบสอบถามมีท้ งัหมด 2 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัมีขอ้คา ถามจา นวน 25 ข้อ ด้านที่ 2 ดา้นจิตสาธารณะต่อสังคม มีขอ้คา ถามจา นวน 23ข้อ การตอบแบบสอบถาม ใหผ้ตู้อบแบบสอบถามอ่านขอ้ความแต่ละขอ้ที่กา หนดใหแ้ละพิจารณาวา่ขอ้ คา ถามเกี่ยวกบัพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะน้นัตรงกบัความเป็นจริงของนกัศึกษาในระดบั ใด ขอ้คา ถามเป็น แบบวดัมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)แบ่งเป็น 5 ระดับ ตามแบบของลิเคิร์ท (Likert) โดยแต่ละขอ้ ไดก้า หนดค่าระดบัของพฤติกรรม ดงัน้ี
45 มากที่สุด หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมตรงกบัขอ้ความน้นัมากที่สุด มาก หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมตรงกบัขอ้ความน้นัมาก ปานกลาง หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมตรงกบัขอ้ความน้นั ปานกลาง น้อย หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมตรงกบัขอ้ความน้นันอ้ย น้อยที่สุด หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมตรงกบัขอ้ความน้นันอ้ยที่สุด ให้ผู้ตอบเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือก เกณฑ์ในการให้คะแนน ข้อความที่แสดงถึงพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะให้คะแนน 5 4 3 2 และ 1 ตามลา ดบัผูต้อบแบบสอบถามที่มีคะแนนมาก แสดงวา่มีพฤติกรรม การมีจิตสาธารณะมากกวา่ผตู้อบแบบสอบถามที่ไดค้ะแนนนอ้ย การแปลความหมายของคะแนน ผู้วิจัยได้น าคะแนนเฉลี่ยมาเทียบเกณฑ์ตามแนวคิดของเบสท์ (Best, 1981 : 179 อ้างถึงใน ชลิศา พันธ์ภาวงศ์, 2550 : 36) ซ่ึงแบ่งออกเป็น 5 ระดบัดงัน้ี ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบั ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบันอ้ย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง นกัศึกษามีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบันอ้ยที่สุด 4. กำรเกบ็รวบรวมข้อมู ล การเก็บรวบรวมขอ้มูลส าหรับการวิจยัคร้ังน้ีผูว้ิจยัไดด้า เนินการตามข้นัตอนโดยนา แบบสอบถาม จ านวน 388 ฉบบั ไปเก็บรวบรวมจากกลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร ผวู้จิยัไดท้า การเก็บ ข้อมูลเป็ นเวลา 8 วนัต้งัแต่วนัที่ 8 – 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 และได้เก็บแบบสอบถามกลับคืน และ ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม พบวา่แบบสอบถามที่เก็บรวบรวมมาไดเ้ป็นแบบสอบถามที่มี ความสมบูรณ์ จ านวน 384 ฉบับ จาก 388 ฉบับ ขาดแบบสอบถามที่สมบูรณ์จ านวน 4 ฉบับ คิดเป็ นร้อยละ 98.97 จากน้ นัผวู้จิยันา แบบสอบถามท้ งัหมดจดัระเบียบขอ้มูล ลงรหสัและวเิคราะห์ขอ้มูลต่อไป
46 5. กำรวเิครำะห์ข้อมู ล ในการศึกษาวิจยัคร้ังน้ีผวู้ิจยัทา การวิเคราะห์ขอ้มูลและหาค่าทางสถิติต่างๆโดยโปรแกรมส าเร็จรูป ส าหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์กา หนดนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ ขอ้มูลตามลา ดบัดงัน้ี 1. รวบรวมขอ้มูลแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ท้ งัหมด 384 ชุด คิดเป็ นร้อยละ 98.97 2. แยกแบบสอบถามใหเ้ป็นระเบียบเพื่อสะดวกต่อการลงข้อมูล 3. นา แบบสอบถามมาใส่รหสัตามช่องที่กา หนดไว้และใหค้ะแนนตามเกณฑท์ ี่กา หนดไว้ 4. นา ขอ้มูลจากแบบสอบถามที่ผา่นการใหค้ะแนนไปวิเคราะห์ดว้ยคอมพิวเตอร์โปรแกรมส าเร็จรูป สา หรับการวจิยัทางสังคมศาสตร์เพื่อวเิคราะห์ค่าสถิติต่างๆ ดงัน้ี 4.1 การวิเคราะห์ขอ้มูลส่วนบุคคลของผูต้อบแบบสอบถาม ได้แก่เพศ ช้ันปีคณะวิชา ค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่ สังคมในมหาวิทยาลัย โดยผู้วิจัยใช้สถิติในการแจกแจงความถี่ (f)และค่าร้อยละ(Percentage : %) 4.2 การวิเคราะห์พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์โดยใช้วิธีคา นวณหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (̅) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (̅) ของคะแนนที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของผู้ตอบแบบสอบถาม 4.3 การวิเคราะห์ความแตกต่างเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามเพศ และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการ เป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวทิยาลยั โดยใช้t-test (Independent Sample Test) 4.4 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษ า มหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามตวัแปรช้นั ปีคณะวิชา และค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อ เดือน โดยการทดสอบความแปรปรวนทางเดียวใช้ F-test (One-Way ANOVA) ถา้พบความแตกต่างอย่างมี นัยส าคัญที่ระดับ .05 จะใชก้ารทดสอบความแตกต่างรายคู่ดว้ยวธิีของ Scheffe’
47 บทที่ 4 ผลกำรวเิครำะห์ข้อมู ล การวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรม การมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์” ในคร้ังน้ีผวู้จิยัเสนอผลการ วเิคราะห์ขอ้มูลตามลา ดบัดงัน้ี 1. สัญลักษณ์ และอกัษรยอ่ที่ใชใ้นการวเิคราะห์ขอ้มูล 2. การด าเนินการในการวิเคราะห์ข้อมูล 3. การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สัญลกัษณ์และอกัษรย่อทใี่ช้ในกำรวเิครำะห์ข้อมู ล N แทน จา นวนคนในกลุ่มประชากร n แทน จา นวนคนในกลุ่มตวัอยา่ง ̅แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน t แทน สถิติทดสอบสมมติฐานที่นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เกี่ยวกบัความแตกต่าง ระหวา่งตวัแปร2 กลุ่มโดยใช้(Independent Sample t-test) F แทน สถิติทดสอบสมมติฐานที่นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เกี่ยวกบัความแตกต่าง ระหวา่งตวัแปร3 กลุ่มข้ึนไป โดยใช้(One-Way ANOVA) * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 df แทน ช้นัแห่งความเป็นอิสระ(Degree of Freedom) SS แทน ผลบวกกา ลงัสองของคะแนน (Sum of Square) MS แทน ค่าเฉลี่ยของผลบวกกา ลงัสองของคะแนน (Mean Square)
48 2. กำรน ำเสนอกำรวเิครำะห์ข้อมู ล เพื่อให้เป็ นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์” โดยผู้วิจัยได้น า ข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของนักศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ท้งัหมด เป็ นจ านวน 384 คน มาวิเคราะห์และน าเสนอผลการวิเคราะห์ โดยการใช้ตารางประกอบการบรรยาย จ านวน 7 ตอน ดงัต่อไปน้ี ตอนที่ 1 การเสนอขอ้มูลส่วนบุคคลของผูต้อบแบบสอบถาม แสดงจา นวนร้อยละของกลุ่มตวัอยา่ง คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามเพศ ช้นั ปีคณะวิชาค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับ ต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นจิตอาสา บ าเพ็ญประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัย ดังปรากฏในตารางที่ 3-7 ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนดับที่ของพฤติกรรมการมี ั จิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ดังปรากฏในตารางที่ 8-10 ตอนที่ 3 การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์จ าแนกตามเพศ โดยใช้ t-test (Independent Sample t-test) ดังปรากฏในตารางที่ 11 ตอนที่ 4 การวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่ สังคมในมหาวิทยาลัย โดยใช้ t-test (IndependentSample t-test) ดังปรากฏในตารางที่ 12 ตอนที่ 5 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามช้ันปีโดยใช้F-test หรือ One-Way ANOVA ดังปรากฏใน ตารางที่ 13-14 ตอนที่ 6 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามคณะวิชา โดยใช้ F-test หรือ One-Way ANOVA ดังปรากฏใน ตารางที่ 15-17 ตอนที่ 7 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จา แนกตามค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือน โดยใช้F-test หรื อ One-Way ANOVA ดังปรากฏในตารางที่ 18-19
49 ตอนที่ 1 กำรเสนอข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถำม แสดงจ ำนวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่ำง คือ นักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมเพศ ชั้นปี คณะวิชำ ค่ำใช้จ่ำยที่ได้รับต่อ เดือน และกำรเป็ นสมำชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับกำรเป็ นจิตอำสำ บ ำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมในมหำวิทยำลัย ดังปรำกฏในตำรำงที่ 3-7 ตำรำงที่ 3 แสดงจา นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจา แนกตามเพศ เพศ จ ำนวน (คน) ร้อยละ ชาย 112 29.2 หญิง 272 70.8 รวม 384 100.0 จำกตำรำงที่ 3 พบว่ากลุ่มตวัอย่างเป็นนกัศึกษาเพศชาย จา นวน 112 คน คิดเป็ นร้อยละ 29.2 และ นักศึกษาเพศหญิง จ านวน 272 คน คิดเป็ นร้อยละ 70.8 ตำรำงที่ 4 แสดงจา นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจา แนกตามช้นั ปี ชั้นปี จ ำนวน (คน) ร้อยละ ช้ นั ปีที่1 101 26.3 ช้ นปี ที่ ั 2 99 25.8 ช้ นั ปีที่3 97 25.4 ช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่ 87 22.5 รวม 384 100.0 จำกตำรำงที่ 4 พบว่า กลุ่มตวัอย่างเป็นนักศึกษาช้ันปีที่ 1 จ านวน 101 คน คิดเป็ นร้อยละ 26.3 นักศึกษาช้ันปีที่รองลงมาเป็นนักศึกษาช้ันปีที่2 จ านวน 99 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.8 นักศึกษาช้ันปีที่3 จ านวน 97 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.4 และสุดทา้ยนกัศึกษาช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่จา นวน 87 คน คิดเป็ นร้อยละ 22.5 ตามล าดับ
50 ตำรำงที่ 5 แสดงจา นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจา แนกตามคณะวชิา คณะวิชำ จ ำนวน (คน) ร้อยละ อักษรศาสตร์ 95 24.7 ศึกษาศาสตร์ 56 14.6 วิทยาศาสตร์ 72 18.8 เภสัชศาสตร์ 32 8.3 วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 129 33.6 รวม 384 100.0 จำกตำรำงที่ 5 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งเป็นนกัศึกษาคณะวศิวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จ านวน 129 คน คิดเป็ นร้อยละ 33.6 รองลงมาเป็ นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จ านวน 95 คน คิดเป็ นร้อยละ 24.7 นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ จ านวน 72 คน คิดเป็ นร้อยละ 18.8 นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ จ านวน 56 คน คิดเป็ นร้อยละ 14.6 และสุดท้ายนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ จ านวน 32 คน คิดเป็ นร้อยละ 8.3 ตามล าดับ ตำรำงที่ 6 แสดงจ านวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจา แนกตามค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน ค่ำใช้จ่ำยที่ได้รับต่อเดือน จ ำนวน (คน) ร้อยละ พอใช้และเหลือเก็บ 153 39.9 พอใช้แต่ไม่เหลือเก็บ 169 44.0 ไม่พอใช้ 62 16.1 รวม 384 100.0 จำกตำรำงที่ 6 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งเป็นนกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใชแ้ต่ไม่เหลือเก็บ จ านวน 169 คน คิดเป็ นร้อยละ 44.0 รองลงมาเป็นนกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้และเหลือเก็บ จ านวน 153 คน คิดเป็ นร้อยละ 39.8 และสุดทา้ยเป็นนกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนไม่พอใช้จา นวน 62 คน คิดเป็ นร้อยละ 16.1 ตามล าดับ
51 ตำรำงที่ 7 แสดงจา นวนและร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจา แนกตามการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบั การเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวทิยาลยั กำรเป็ นสมำชิกชมรมที่เกี่ยวข้อง กับ กำ รเป็ นจิ ต อำ ส ำ บ ำ เพ็ญ ป ร ะ โ ย ช น์ แ ก่ สั ง ค ม ใ น มหำวิทยำลัย จ ำนวน (คน) ร้อยละ เป็ นสมาชิก 104 27.1 ไม่เป็นสมาชิก 280 72.9 รวม 384 100.0 จำกตำรำงที่ 7 พบว่า กลุ่มตวัอย่างเป็นนักศึกษาที่ไม่เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิต อาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยั จ านวน 280 คน คิดเป็ นร้อยละ 72.9 และ นักศึกษาที่เป็ น สมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยั จ านวน 104 คน คิด เป็ นร้อยละ 27.1
52 ตอนที่ 2 กำรวิเครำะห์ค่ำเฉลี่ย ส่ วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ค่ำระดับ และอันดับที่ของพฤติกรรมกำรมีจิต สำธำรณะของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ ดังปรำกฏในตำรำงที่ 8-10 ตำรำงที่ 8 แสดงค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ โดยรวมท้ งั 2 ดา้น คือ ดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา และดา้นจิตสาธารณะต่อสังคม ของกลุ่มตวัอยา่ง พฤติกรรมกำรมี จิตสำธำรณะ ค่ำเฉลี่ย (̅) S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ 1. ด้านจิต สาธารณะต่อ สถาบันศึกษา 3.6923 .42044 มาก 1 2. ด้านจิต สาธารณะต่อ สังคม 3.6433 .56598 มาก 2 รวม 3.6688 .46178 มาก จำกตำรำงที่ 8 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะโดยรวมอยใู่นระดบัมาก (̅= 3.6688) เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะรายดา้นท้ งั 2 ดา้นโดยเรียงตามลา ดบัค่าเฉลี่ยจากมากไป น้อยได้ดังน้ีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะด้านจิตสาธารณะต่อสถาบันศึกษา และพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะดา้นจิตสาธารณะต่อสังคมอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6923 และ 3.6433) ตามล าดับ
53 ตำรำงที่ 9 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ของกลุ่มตวัอยา่ง ในดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา โดยจา แนกตามรายขอ้ พฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ (̅) S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ 1. ขา้พเจา้สอดส่องดูแลสาธารณสมบตัิของสถานศึกษา อยเู่สมอ 3.2760 .78288 ปานกลาง 20 2.ขา้พเจา้ช่วยเหลืองานของมหาวิทยาลยัอยา่งเตม็ใจ 3.4948 .89090 ปานกลาง 15 3. ข้าพเจ้าช่วยเก็บขยะที่ทิ้งไม่เป็นที่ในบริเวณ มหาวิทยาลยัไปทิ้ งที่ถงัขยะ 3.4505 .89247 ปานกลาง 17 4. ขา้พเจา้ใช้และรักษาของส่วนรวมในสถานศึกษาอย่าง ระมัดระวัง 4.1224 .64076 มาก 8 * 5. ข้าพเจ้าหลีกเลี่ยงการท ากิจกรรมส่วนรวมของ มหาวิทยาลัยเพราะเป็ นการเสียเวลา 3.3385 1.06938 ปานกลาง 19 6. ขา้พเจา้อาสาที่จะช่วยงานเพื่อน อาจารย์หรือบุคลากร ภายในมหาวิทยาลัยด้วยความเต็มใจ 3.6745 .77208 มาก 12 7. เมื่อเคลื่อนยา้ยโต๊ะ หรือเกา้อ้ีในห้องสมุด ขา้พเจา้จะ จดัเกบ็เขา้ที่ใหเ้หมือนเดิม 4.2734 .76866 มาก 4 8. เมื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดเสร็จแลว้ขา้พเจา้จะนา หนงัสือไปวางบนช้ นัที่หอ้งสมุดกา หนดไว้ 4.3568 .74771 มาก 1 9. ข้าพเจ้าสมัครเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับการท า ประโยชน์ใหแ้ก่สถาบนัที่ทางมหาวิทยาลยัจดัข้ึน 3.1563 .95953 ปานกลาง 23 10. ขา้พเจา้ไม่ส่งเสียงดงัทา ให้ผูอ้ื่นร าคาญในห้องสมุด ของมหาวิทยาลัย 4.1667 .87515 มาก 6 11. ข้าพเจ้าเขา้ร่วมโครงการเกี่ยวกบัการปลูกป่า หรือการ รั ก ษ า ท รั พ ย า ก ร ท า ง ธ ร ร ม ช า ติ ที่ ท า ง ค ณ ะ ห รื อ มหาวิทยาลยัจดัข้ึน 2.7344 1.16173 ปานกลาง 25 12. ขา้พเจา้เสนอความช่วยเหลือแก่เพื่อน อาจารย์หรือ บุคลากรในมหาวิทยาลยัแมว้า่พวกเขาจะไม่ไดร้้องขอ 3.2630 .84957 ปานกลาง 22 13. ขา้พเจา้จะช่วยปิดไฟ พดัลม หรือแอร์ก่อนออกจาก ห้องเรียน 3.9219 .83597 มาก 10 * 14. ข้าพเจ้าปรับอุณหภูมิของแอร์ในห้องเรี ยนตาม ความพอใจถึงแมจ้ะรู้วา่เป็นการสิ้ นเปลืองพลงังาน 3.5703 1.25174 มาก 13 หมายเหตุ * เป็ นข้อค าถามเชิงนิเสธ มีการกลบัค่าคะแนนแลว้
54 ตำรำงที่ 9 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ของกลุ่มตวัอยา่ง ในดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษาโดยจา แนกตามรายขอ้ (ต่อ) พฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ (̅) S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ 15. ขา้พเจา้หลีกเลี่ยงการทา ใหส้ิ่งของภายใน มหาวิทยาลัยเสียหาย 4.3099 .75466 มาก 2 16. ขา้พเจา้แบ่งปันของใชส้ ่วนรวมของมหาวทิยาลยั เช่น โตะ๊เกา้อ้ีคอมพิวเตอร์ใหผ้อู้ื่นไดใ้ช้ 4.1432 .76326 มาก 7 17. ขา้พเจา้เอ้ ือเฟ้ ือและเสียสละแรงกายเพื่อ ประโยชน์ของทางมหาวทิยาลยัเช่น การช่วยยกโตะ๊ เกา้อ้ีในการจดักิจกรรมต่างๆของมหาวทิยาลยั 3.4740 .97988 ปานกลาง 16 18. ขา้พเจา้มีความพยายามที่จะช่วยป้องกนัแกไ้ข ปัญหาสิ่งแวดลอ้มภายในมหาวทิยาลยัดว้ยความเตม็ ใจเช่น การลดปริมาณขยะดว้ยการนา กระดาษมาใช้ ซ้ า (Reuse) 3.5573 .90939 มาก 14 19. ขา้พเจา้เขา้ร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อ ส่วนรวมที่ทางมหาวทิยาลยัจดัข้ึน 3.3464 .97077 ปานกลาง 18 20. ข้าพเจ้าเคารพสิทธิในการใชส้ิ่งของร่วมกนัของ นักศึกษาในมหาวิทยาลัย 4.1953 .71235 มาก 5 21. ขา้พเจา้ดูแลรักษาความสะอาดของห้องน้ า ภายใน มหาวทิยาลยัหลงัใชง้านทุกคร้ัง 4.2865 .69027 มาก 3 22. ขา้พเจา้จะแจง้อาจารย์หรือเจา้หนา้ที่ทุกคร้ังหาก พบวา่ทรัพยส์ินของมหาวทิยาลยัชา รุด หรือเสียหาย 3.2708 1.04698 ปานกลาง 21 23. เมื่อขา้พเจา้พบเห็นภาชนะเช่น จาน ถว้ยแกว้น้ า วางทิ้ งไม่เป็นที่ขา้พเจา้จะช่วยเขา้ไปเก็บใหเ้รียบร้อย 3.1302 1.00844 ปานกลาง 24 24. ขา้พเจา้จดัโตะ๊และเกา้อ้ีใหเ้รียบร้อยก่อนออกจาก หอ้งเรียนเพื่อใหผ้อู้ื่นไดใ้ชง้านต่ออยา่งสะดวก 3.9427 .80912 มาก 9 25. เมื่อรับประทานอาหารในโรงอาหารของคณะ หรือมหาวทิยาลยัเสร็จขา้พเจา้จะลุกจากที่นงั่ทนัที เพื่อเปิดโอกาสใหผ้อู้ื่นไดน้งั่ 3.8516 .84046 มาก 11 รวม 3.6923 .42044 มาก หมายเหตุ * เป็นขอ้คา ถามเชิงนิเสธ มีการกลบัค่าคะแนนแล้ว
55 จำกตำรำงที่ 9 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์มี ระดับมาก (̅= 3.6923) เมื่อพิจารณาเป็นรายขอ้จดัเรียงลา ดบัตามค่าเฉลี่ยจากมากไปนอ้ย และอนัดบัสุดทา้ย โดยพิจารณา เป็ นรายข้อ 3 อนัดบัแรกไดแ้ก่ อันดับที่ 1 คือข้อ 8. เมื่ออ่านหนงัสือในหอ้งสมุดเสร็จแลว้ขา้พเจา้จะนา หนงัสือไปวางบนช้นัที่หอ้งสมุด กา หนดไว้อยใู่นระดบัมาก(̅= 4.3568) อันดับที่ 2 คือข้อ15. ขา้พเจา้หลีกเลี่ยงการทา ให้สิ่งของภายในมหาวิทยาลยัเสียหายอยู่ในระดบัมาก (̅= 4.3099) อันดับที่ 3 คือข้อ 21. ข้าพเจา้ดูแลรักษาความสะอาดของห้องน้ า ภายในมหาวิทยาลยัหลงัใชง้านทุก คร้ังอยใู่นระดบัมาก(̅=4.2865) และอันดับสุดท้าย คือข้อ11. ข้าพเจ้าเขา้ร่วมโครงการเกี่ยวกบัการปลูกป่า หรือการรักษาทรัพยากร ทางธรรมชาติที่ทางคณะ หรือมหาวทิยาลยัจดัข้ึน อยใู่นระดบันอ้ย (̅=2.7344)
56 ตำรำงที่ 10 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ของกลุ่มตวัอยา่ง ในดา้นจิตสาธารณะต่อสังคม โดยจา แนกตามรายขอ้ พฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ (̅) S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ 1. ขา้พเจา้มกัสละที่นงั่ใหแ้ก่เด็กคนพิการ สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ 3.9505 .79170 มาก 7 2. ข้าพเจ้าเสียสละก าลังกาย ก าลังทรัพย์และ กา ลงัสติปัญญาใหส้งัคมส่วนรวม 3.4036 .88862 ปานกลาง 15 3. ข้าพเจ้าแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเมื่อพบเห็น ทรัพยส์ินหรือสิ่งของที่สาธารณะถูกทา ลาย 3.1276 .99180 ปานกลาง 21 4. ขา้พเจา้สามารถเสียสละเวลาในการทา กิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือสงัคม 3.2917 .93291 ปานกลาง 19 5. หากพบสิ่งมีค่าวางทิ้งไว้ข้าพเจ้าจะน าส่งเพื่อ ประกาศตามหาเจ้าของ 4.0183 .85442 มาก 6 6. ขา้พเจา้ใชข้องส่วนรวมอย่างคุม้ค่าที่สุดเพื่อเป็ นการ ประหยัดทรัพยากร 3.9453 .78473 มาก 8 7. ข้าพเจ้าดูแลรักษาความสะอาดทุกคร้ังหลงัจากใช้ หอ้งน้ า สาธารณะเสร็จแลว้ 4.1849 .77808 มาก 4 8. ขา้พเจา้ร่วมมือกบัเพื่อนๆทา กิจกรรมจิตอาสา หรือ การกศุลต่างๆ เช่น การช่วยเหลือผปู้ระสบภยั 3.2448 1.02576 ปานกลาง 20 9. ขา้พเจา้ใหค้วามร่วมมือกบัชุมชนในการจดักิจกรรม เพื่อสังคม 3.3255 1.06733 ปานกลาง 18 10. หากพบคนตาบอดตอ้งการขา้มถนน ขา้พเจา้จะช่วย เขาใหข้า้มถนนอยา่งปลอดภยั 3.8750 .99345 มาก 9 11. ขา้พเจา้สมคัรเป็นจิตอาสาเพื่อใหม้ีส่วนร่วมในการ พฒันาสงัคมใหด้ีข้ึน 3.3385 1.13108 ปานกลาง 17 12. หากพบก๊อกน้ า ในที่สาธารณะเปิดทิ้ งไว้หรือปิดไม่ สนิท ข้าพเจ้าจะเดินเข้าไปปิ ดทันที 4.3125 .77578 มาก 1 13. ขา้พเจา้ใชค้วามสามารถที่มีเช่น การเล่นดนตรีเพื่อ ระดมทุนในการช่วยเหลือสงัคมส่วนรวม เป็นตน้ 2.6849 1.17510 ปานกลาง 23 14. ข้าพเจ้าปฏิบัติตามป้ายแนะน าการใช้งานสิ่งของ ตามสถานที่ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นออกก าลังกายใน สวนสาธารณะ เพื่อป้องกนัการเกิดความเสียหายต่อ สิ่งของส่วนรวม 4.0911 .78798 มาก 5
57 ตำรำงที่ 10 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ของกลุ่มตวัอยา่ง ในดา้นจิตสาธารณะต่อสังคม โดยจา แนกตามรายขอ้ (ต่อ) พฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะ (̅) S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ 15. เมื่อมีการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผปู้ระสบภยั พิบตัิหรือผทู้ี่ดอ้ยโอกาส ขา้พเจา้จะช่วยเหลือ สิ่งของที่จา เป็นตามกา ลงัของขา้พเจา้ 3.6797 .86656 มาก 11 16. ขา้พเจา้นา สิ่งของที่ไม่ใชแ้ลว้เช่น เส้ ือผา้ไป บริจาคใหก้บัหน่วยงาน หรือองคก์รที่ทา งาน เกี่ยวกบัการใหค้วามช่วยเหลือสังคม 3.5833 .93291 มาก 12 17. ขา้พเจา้ยนิดีช่วยเหลือผูอ้ื่นทา งานส่วนรวมใน สังคม เช่น โครงการรักษาสิ่งแวดลอ้ม การเล้ียง อาหารในสถานสงเคราะห์ต่างๆโดยไม่ตอ้งร้องขอ 3.5729 .98548 มาก 13 18. ขา้พเจา้อาสาที่จะช่วยงานผอู้ื่นโดยไม่เรียกร้อง ค่าตอบแทน 3.7760 .88613 มาก 10 19. ขา้พเจา้ทา กิจกรรมอาสาของชุมชน เช่น การ ซ่อมแซมทางเดิน ทา ความสะอาดบริเวณชุมชน เป็ นต้น 3.0938 1.08950 ปานกลาง 22 20. ขา้พเจา้ไม่ทิ้ งขยะในที่สาธารณะเพราะ ก่อใหเ้กิดผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ม และสุขภาพ ของคนในสังคม 4.2396 .83017 มาก 3 21. ขา้พเจา้มีส่วนร่วมในการแกป้ ัญหาต่างๆที่ เกิดข้ึนในชุมชนดว้ยความสมคัรใจ 3.4271 1.00385 ปานกลาง 14 22. ขา้พเจา้อาสาเขา้ร่วมโครงการต่างๆที่เป็น ประโยชน์และช่วยเหลือสังคม เช่น โครงการ ถ่ายทอดความรู้หรือโครงการออกค่ายอาสาใหแ้ก่ ผู้ด้อยโอกาส 3.3438 1.08229 ปานกลาง 16 23. ขา้พเจา้หลีกเลี่ยงทา ใหส้ิ่งของสาธารณะชา รุด และเกิดความเสียหายเพื่อให้ผอู้ื่นมีส่วนร่วมในการ ใชส้ิ่งของส่วนรวมดว้ย 4.2760 .75226 มาก 2 รวม 3.6429 .56530 มาก
58 จำกตำรำงที่ 10 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์มี ระดบัพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะดา้นจิตสาธารณะต่อสังคม อยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6433) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้อ จัดเรียงล าดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปนอ้ย และอนัดบัสุดทา้ย โดยพิจารณา เป็ นรายข้อ 3 อนัดบัแรกไดแ้ก่ อันดับที่ 1 คือข้อ 12. หากพบก๊อกน้ า ในที่สาธารณะเปิดทิ้ งไว้หรือปิดไม่สนิท ขา้พเจา้จะเดินเขา้ไป ปิ ดทันทีอยใู่นระดบัมาก(̅= 4.3125) อันดับที่ 2 คือข้อ 23. ข้าพเจ้าหลีกเลี่ยงท าให้สิ่งของสาธารณะชา รุด และเกิดความเสียหายเพื่อให้ ผอู้ื่นมีส่วนร่วมในการใชส้ิ่งของส่วนรวมดว้ย อยใู่นระดบัมาก(̅= 4.2760) อันดับที่ 3 คือข้อ 20. ขา้พเจา้ไม่ทิ้ งขยะในที่สาธารณะเพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ม และสุขภาพของคนในสังคม อยใู่นระดบัมาก(̅= 4.2396) และอันดับสุดท้าย คือข้อ 13. ขา้พเจา้ใช้ความสามารถที่มีเช่น การเล่นดนตรีเพื่อระดมทุนในการ ช่วยเหลือสังคมส่วนรวม เป็นตน้อยใู่นระดบั ปานกลาง (̅= 2.6849)
59 ตอนที่ 3 กำรวิเครำะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์จ ำแนกตำมเพศ และกำรเป็ นสมำชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับกำรเป็ นจิตอำสำ บ ำเพ็ญ ประโยชน์แก่สังคมในมหำวิทยำลัย โดยใช้ t-test (Independent Sample t-test) ดังปรำกฏในตำรำงที่ 11-12 ตำรำงที่ 11 เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามเพศ เพศ n ค่ำเฉลี่ย S.D. t ชาย 112 3.5339 .04477 -3.736* หญิง 272 3.7241 .02698 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำกตำรำงที่ 11 พบวา่นกัศึกษาที่มีเพศต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะโดยรวมแตกต่างกนั อยา่งมีนยัส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนกัศึกษาเพศหญิงมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะสูงกวา่นกัศึกษา เพศชาย ตำรำงที่ 12 เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนาม จันทร์ จ าแนกตามการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัย กำรเป็ นสมำชิกชมรมที่ เกี่ยวข้องกับกำรเป็ นจิตอำสำ บ ำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมใน มหำวิทยำลัย n ค่ำเฉลี่ย S.D. t เป็ นสมาชิก 104 3.7296 .39930 1.1581 ไม่เป็นสมาชิก 280 3.6460 .48085 จำกตำรำงที่ 12 พบว่า นักศึกษาที่มีการเป็ นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวทิยาลยัต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนั
60 ตอนที่ 4 กำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมชั้นปี โดยใช้ F-test หรือ One-Way ANOVA ดังปรำกฏในตำรำงที่ 13 ตำรำงที่ 13 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ โดยรวมของนกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามช้ นั ปี ชั้นปี n ̅ S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ ช้นั ปีที่1 101 3.6203 .48895 มาก 4 ช้นั ปีที่2 99 3.6938 .43439 มาก 2 ช้ นั ปีที่3 97 3.6364 .43142 มาก 3 ช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่ 87 3.7320 .48759 มาก 1 รวม 384 3.6686 .46119 มาก จำกตำรำงที่ 13 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ทุกช้นั ปีมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6686) เมื่อพิจารณาตามช้นั ปีพบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษาช้ นั ปีที่4 หรือสูงกวา่มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.7320) รองลงมาไดแ้ก่นกัศึกษาช้ นั ปีที่2 มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยู่ ในระดับมาก (̅= 3.6938) นกัศึกษาช้นั ปีที่3 มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6364) และนกัศึกษาช้นั ปีที่1 มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6203) ตามล าดับ ตำรำงที่ 14 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จา แนกตามช้นั ปีโดยใช้F-test หรือ One-Way ANOVA แหล่งควำมแปรปรวน df SS MS F ระหวา่งกลุ่ม 3 .750 .250 1.177 ภายในกลุ่ม 380 80.713 .212 รวม 383 81.463 จำกตำรำงที่14 พบวา่นกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีช้นั ปีต่างกนัมี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนั
61 ตอนที่ 5 กำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมคณะวิชำ โดยใช้ F-test หรือ One-Way ANOVA และท ำกำรทดสอบ เป็นรำยคู่ ด้วยวธิีกำรของ Scheffe’ ดังปรำกฏในตำรำงที่ 15-17 ตำรำงที่ 15 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ โดยรวมของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามคณะวิชา คณะวิชำ n ̅ S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ อักษรศาสตร์ 95 3.5463 .44640 มาก 5 ศึกษาศาสตร์ 56 3.8363 .41478 มาก 1 วิทยาศาสตร์ 72 3.6904 .45790 มาก 2 เภสัชศาสตร์ 32 3.6497 .40741 มาก 4 วิศวกรรมศาสตร์ และ เทคโนโลยีอุตสาหกรรม 129 3.6785 .48559 มาก 3 รวม 384 3.6686 .46119 มาก จำกตำรำงที่ 15 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ ทุกคณะวชิามีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6686) เมื่อพิจารณาตามคณะวิชา พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มีพฤติกรรมการมี จิตสาธารณะอยูใ่นระดบัมาก(̅= 3.8363) รองลงมาไดแ้ก่นกัศึกษาคณะวิทยาศาสตร์มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะอยู่ในระดบัมาก(̅= 3.6904) นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก (̅= 3.6785) นักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะอยูใ่นระดบัมาก(̅= 3.6497) และนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยู่ ในระดับมาก (̅= 3.5463) ตามล าดับ
62 ตำรำงที่ 16 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามคณะวิชา โดยใช้ F-test หรือ One-Way ANOVA แหล่งควำมแปรปรวน df SS MS F ระหวา่งกลุ่ม 4 3.055 .764 3.691* ภายในกลุ่ม 379 78.408 .207 รวม 383 81.463 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำกตำรำงที่ 14 พบวา่นกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีคณะวชิาต่างกนัมี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนัอย่างมีนัยส าคญัทางสถิติที่ระดบั .05 จึงท าการตรวจสอบความ แตกต่างรายคู่ดว้ยวธิีการของ Scheffe’ ต่อไป
63 ตำรำงที่ 17 แสดงการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนกัศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามคณะวิชา ด้วยวิธีการของ Scheffe’ ตัวแปร ศึกษาศาสตร์ (̅= 3.8363) วิทยาศาสตร์ (̅= 3.6904) วิศวกรรมศาสตร์ฯ (̅= 3.6785) เภสัชศาสตร์ (̅= 3.6497) อักษรศาสตร์ (̅= 3.5463) ศึกษาศาสตร์ (̅= 3.8363) - - - - - วิทยาศาสตร์ (̅= 3.6904) .14592 - - - - วิศวกรรมศาสตร์ฯ (̅= 3.6785) .15785 .01194 - - - เภสัชศาสตร์ (̅= 3.6497) .18657 .04065 .02872 - - อักษรศาสตร์ (̅= 3.5463) .29004* .14412 .13218 .10347 - * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำกตำรำงที่ 17 พบวา่นกัศึกษาคณะศึกษาศาสตร์และนกัศึกษาคณะอกัษรศาสตร์มีพฤติกรรมการมี จิตสาธารณะแตกต่างกนัอย่างมีนยัส าคญัทางสถิติที่ระดบั .05 ส่วนคู่อื่นไม่แตกต่างกนั โดยนักศึกษาคณะ ศึกษาศาสตร์ (̅= 3.8363) มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะสูงกวา่นกัศึกษาคณะอกัษรศาสตร์(̅= 3.5463)
64 ตอนที่ 6 กำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนของพฤติกรรมกำรมีจิตสำธำรณะของนักศึกษำมหำวิทยำลัยศิลปำกร พระรำชวังสนำมจันทร์ จ ำแนกตำมค่ำใช้จ่ำยที่ได้รับต่อเดือน โดยใช้ F-test หรือ One-Way ANOVA ดัง ปรำกฏในตำรำงที่18-19 ตำรำงที่ 18 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดบัและอนัดบัที่ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ โดยรวมของนกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน ค่ำใช้จ่ำยที่ได้รับต่อ เดือน n ̅ S.D. ค่ำระดับ อันดับที่ พอใช้และเหลือเก็บ 153 3.6566 .49527 มาก 3 พอใช้แต่ไม่เหลือเก็บ 169 3.6776 .41559 มาก 1 ไม่พอใช้ 62 3.6737 .49796 มาก 2 รวม 384 3.6686 .46119 มาก จำกตำรำงที่ 18 พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ที่ มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้และเหลือเก็บ พอใชแ้ต่ไม่เหลือเก็บ และไม่พอใช้มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6686) เมื่อพิจารณาตามค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน พบวา่กลุ่มตวัอยา่งซ่ึงเป็นนกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ได้รับ ต่อเดือนพอใชแ้ต่ไม่เหลือเก็บ มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6776) รองลงมาไดแ้ก่ นกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนไม่พอใช้มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก (̅= 3.6737) และนกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้และเหลือเก็บ มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยูใ่นระดบั มาก (̅= 3.6566) ตามล าดับ
65 ตำรำงที่ 19 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จา แนกตามค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน โดยใช้ F-test หรือ OneWay ANOVA แหล่งควำมแปรปรวน df SS MS F ระหวา่งกลุ่ม 2 .037 .019 .088 ภายในกลุ่ม 381 81.425 .214 รวม 383 81.463 จำกตำรำงที่ 19 พบวา่นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับ ต่อเดือนต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนั
66 บทที่ 5 สรุปผลกำรวจิัยอภิปรำยผลและข้อเสนอแนะ งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนาม จันทร์” มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาระดับของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของ นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากรวิทยาเขตพระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามเพศ ช้นั ปีคณะวิชา ค่าใชจ้่าย ที่ไดร้ับต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมใน มหาวิทยาลัย ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวขอ้ง เพื่อนา มากา หนดกรอบแนวคิดในการวิจยั โดยได้ กา หนดสมมติฐานการวิจยัไวด้งัน้ี1. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ที่มีเพศ ต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั 2. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร วิทยาเขตพระราชวัง สนามจนัทร์ที่มีช้ันปีต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั 3. นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร วทิยาเขตพระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีคณะวิชาต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั 4. นักศึกษา มหาวิทยาศิลปากร วิทยาเขตพระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือนต่างกนัมีพฤติกรรมการมี จิตสาธารณะแตกต่างกนั 5. นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ที่มีการเป็ น สมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัต่างกนัมีพฤติกรรม การมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจยัคร้ังน้ีคือ นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ ระดบั ปริญญาตรีที่กา ลงัศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่1 ปี การศึกษา 2651 รวมท้งัหมดจา นวน 12,605 คน ไดแ้ก่ นักศึกษาชาย 3,691 คน และนักศึกษาหญิง 8,914 คน โดยกลุ่มตวัอย่างกลุ่มตวัอย่างที่ใช้ในการวิจยัคร้ังน้ี ได้มาจากการกา หนดขนาดกลุ่มตวัอย่าง ด้วยวิธีการคา นวณขนาดกลุ่มตวัอย่างโดยใช้สูตรของยามาเน่ (Yamane) ที่ระดบัความเชื่อมนั่ร้อยละ 95 กา หนดค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดข้ึน ±5 และสุ่มกลุ่ม ตวัอย่างแบบแบ่งช้นั ภูมิ(Stratified Random Sampling) ตามสัดส่วนประชากร จ าแนกตามคณะวิชา ช้นั ปี และเพศ แลว้ทา การสุ่มอยา่งง่าย(Simple Random Sampling) ซ่ึงไดก้ลุ่มตวัอยา่งจา นวน 388 คน เครื่องมือที่ใชใ้นการศึกษาวิจยัคร้ังน้ีเป็นแบบสอบถาม “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์” โดยแบบสอบถามดงักล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ไดแ้ก่ส่วนที่ 1 แบบสอบถามขอ้มูลส่วนบุคคล ไดแ้ก่เพศ ช้ นั ปีคณะวชิา ค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน และการเป็ นสมาชิก ชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยั ลักษณะของแบบสอบถาม
67 เป็ นแบบเลือกตอบ (Check List) มีจ านวน 5 ขอ้ ส่วนที่2 แบบสอบถามพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของ นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ลักษณะของแบบสอบถามเป็ นแบบเลือกตอบ ลักษณะ คา ถามเป็นแบบวดัมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งเป็น 5 ระดับ มีข้อค าถามจ านวน 48 ข้อ วิเคราะห์ค่าความเชื่อมนั่ ได้การเก็บรวบรวมขอ้มูล ผูว้ิจยัไดเ้ก็บรวบรวมขอ้มูลกบักลุ่มตวัอยา่งดว้ยตนเอง แบบสอบถามที่เก็บรวบรวมมาไดเ้ป็นแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์จา นวน 384 ฉบับ จาก 388 ฉบับ ขาด แบบสอบถามที่สมบูรณ์จ านวน 4 ฉบับ คิดเป็ นร้อยละ 98.97 และน าข้อมูลที่ได้มาท าการประมวลผล และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปส าหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ไดแ้ก่การแจกแจงความถี่(Frequency)ค่าร้อยละ(Percentage)ค่าเฉลี่ย (̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที(t-test Independent) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) สรุปผลกำรวจิัย จากการศึกษา พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนาม จนัทร์สามารถสรุปผลไดด้งัน้ี 1. ผลการวิเคราะห์ขอ้มูลส่วนบุคคลของกลุ่มตวัอย่างนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงั สนามจนัทร์จา แนกตามเพศ ช้นั ปีคณะวิชาค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน และการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้ง กบัการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัพบว่า กลุ่มตวัอย่างเป็นนกัศึกษาเพศชาย จ านวน 112 คน คิดเป็ นร้อยละ 29.2 และนักศึกษาเพศหญิง จ านวน 272 คน คิดเป็ นร้อยละ 70.8 เป็ นนักศึกษา ช้นั ปีที่1 จ านวน 101 คน คิดเป็ นร้อยละ 26.3 รองลงมาเป็นนกัศึกษาช้นั ปีที่2 จ านวน 99 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.8 นกัศึกษาช้นั ปีที่3 จ านวน 97 คน คิดเป็ นร้อยละ 25.4 และสุดทา้ยนกัศึกษาช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่จา นวน 87 คน คิดเป็ นร้อยละ 22.7 ตามล าดับ เป็ นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จ านวน 129 คน คิดเป็ นร้อยละ 33.6 รองลงมาเป็ นนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จ านวน 95 คน คิดเป็ นร้อยละ 24.7 นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ จ านวน 72 คน คิดเป็ นร้อยละ 18.8 นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ จ านวน 56 คน คิดเป็ นร้อยละ 14.6 และสุดท้ายนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ จ านวน 32 คน คิดเป็ นร้อยละ 8.3 ตามล าดับ เป็ นนักศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือนพอใช้แต่ไม่เหลือเก็บ จา นวน 169 คน คิดเป็ นร้อยละ 44.0 รองลงมาเป็ นนักศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้และเหลือเก็บ จา นวน 153 คน คิดเป็ นร้อยละ 39.8 และสุดท้ายเป็ นนักศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนไม่พอใช้จา นวน 62 คน คิดเป็ นร้อยละ 16.1 ตามล าดับ เป็นนักศึกษาที่ไม่เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นจิตอาสา บ าเพ็ญประโยชน์แก่สังคมใน
68 มหาวิทยาลัย จ านวน 280 คน คิดเป็ นร้อยละ 72.9 และนักศึกษาที่เป็ นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็ นจิต อาสา บ าเพ็ญประโยชน์แก่สังคมในมหาวทิยาลยัจา นวน 104 คน คิด เป็ นร้อยละ 27.1 2. ผลการวิเคราะห์เฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าระดับ และอนัดับที่ของพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์โดยภาพรวมอยู่ในระดบัมาก (̅= 3.6688) เมื่อพิจารณาเป็นรายดา้น พบว่า พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ของกลุ่มตวัอย่างจดัเรียงตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ไดด้งัน้ีดา้นจิตสาธารณะต่อ สถาบันศึกษา และพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะดา้นจิตสาธารณะต่อสังคมอยใู่นระดบัมาก (̅= 3.6923 และ 3.6433) ตามล าดับ 3. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามเพศ พบว่า นักศึกษาที่มีเพศต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคญัทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักศึกษาเพศหญิงมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ โดยรวมสูงกวา่นกัศึกษาเพศชาย 4. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามการเป็ นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บ าเพ็ญประโยชน์ แก่สังคมในมหาวิทยาลัย พบว่า นกัศึกษาที่มีการเป็ นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บ าเพ็ญ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวทยาลั ิยต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนั 5. ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามช้นั ปีพบวา่นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนาม จนัทร์ที่มีช้นั ปีต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนั 6. ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์จา แนกตามคณะวิชา พบว่า นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงั สนามจนัทร์ที่มีคณะวชิาต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนัอยา่งมีนยัสา คญัทางสถิติที่ระดบั .05 7. ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัย ศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือน พบวา่นกัศึกษามหาวทิยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนั
69 อภิปรำยผลกำรวิจัย ในการวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนาม จันทร์” สามารถอภิปรายผลตามวตัถุประสงคก์ารวจิยัไดด้งัน้ี 1. การศึกษาพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนาม จนัทร์รวมท้งั 2 ด้าน คือด้านจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา และด้านจิตสาธารณะต่อสังคม พบว่า กลุ่ม ตวัอย่าง มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะโดยรวมอยู่ในระดบัมาก(̅= 3.6688) เมื่อพิจารณาเป็ นรายด้าน พบวา่พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา อยูใ่นระดบัมาก (̅= 3.6923) และ พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะดา้นจิตสาธารณะต่อสังคมอยู่ในระดบัมาก (̅=3.6433) ซ่ึงแสดงให้เห็นว่า นกัศึกษามีความคิดที่ดีที่อยากช่วยเหลือสังคมอยูภ่ายในจิตสูงและมีการแสดงออกในการช่วยเหลือเสียสละ ต่อสถาบนัศึกษา และสังคม สอดคล้องกับวิรัตน์คา ศรีจนัทร์(2544) กล่าวว่า จิตส านึกสาธารณะเป็น กระบวนการคิด และลักษณะของบุคคลที่มีการปฏิบตัิโดยมีกระบวนการในระดบับุคคลไปสู่สาธารณะ มี ความรักและรู้สึกเป็นเจา้ของสาธารณะ ตอ้งการที่จะทา ประโยชน์มากกว่าที่จะรับจากสาธารณะ และยัง สอดคลอ้งกบัลัดดาวัลย์ เกษมเนตร, ประทีป จินงี่ และทัศนา ทองภักดี (2547)กล่าววา่จิตสาธารณะคือการ รู้จกัเอาใจใส่เป็นธุระและเขา้ร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่ใช้ประโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม โดยพิจารณาจาก ความรู้ความเขา้ใจหรือพฤติกรรมที่แสดงออกถึงลกัษณะต่างๆ 3 ประการ ไดแ้ก่1)การหลีกเลี่ยงการใชห้รือ การกระทา ที่จะทา ให้เกิดความชา รุดเสียหายต่อของส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่ม 2) การถือเป็ น หนา้ที่ที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาของส่วนรวมในวิสัยที่ตนสามารถทา ได้ 3) การเคารพสิทธิในการใช้ ของส่วนรวมที่ใชป้ระโยชน์ร่วมกนัของกลุ่มโดยไม่ยดึครองของส่วนรวมน้นัมาเป็นของตนเอง ตลอดจนไม่ ปิดก้ นัโอกาสของบุคคลอื่นที่จะใชข้องส่วนรวมน้นั และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อในแต่ละด้าน พบว่าสามอันดับแรกของแต่ละด้านที่นักศึกษา มหาวทิยาลยัศิลปากรพระราชวงัสนามจนัทร์มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ ดงัน้ี ด้านจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา อนัดับแรกคือ ข้อ 8. เมื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดเสร็จแล้ว ขา้พเจา้จะนา หนงัสือไปวางบนช้นัที่ห้องสมุดกา หนดไว้อยูใ่นระดบัมาก(̅= 4.3568)รองลงมาคือ ข้อ 15. ขา้พเจา้หลีกเลี่ยงการทา ให้สิ่งของภายในมหาวิทยาลยัเสียหาย อยู่ในระดบัมาก (̅= 4.3099) และอันดับ สุดท้ายคือ ข้อ 21. ขา้พเจา้ดูแลรักษาความสะอาดของห้องน้ า ภายในมหาวิทยาลยัหลงัใชง้านทุกคร้ัง อยูใ่น ระดับมาก (̅=4.2865) ตามลา ดบัดา้นจิตสาธารณะต่อสังคม อนัดบัแรกคือ ขอ้ 12. หากพบก๊อกน้า ในที่ สาธารณะเปิดทิ้ งไว้หรือปิดไม่สนิท ขา้พเจา้จะเดินเขา้ไปปิดทนัทีอยูใ่นระดบัมาก (̅= 4.3125) รองลงมา คือ ข้อ 23. ขา้พเจา้หลีกเลี่ยงทา ใหส้ิ่งของสาธารณะชา รุด และเกิดความเสียหาย
70 เพื่อให้ผูอ้ื่นมีส่วนร่วมในการใช้สิ่งของส่วนรวมดว้ยอยู่ในระดบัมาก(̅= 4.2760)และสุดท้ายคือ ข้อ 20. ขา้พเจา้ไม่ทิ้ งขยะในที่สาธารณะเพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ม และสุขภาพของคนในสังคม อยู่ในระดบัมาก (̅= 4.2396) ตามล าดับ จากรายขอ้ในแต่ละดา้นแสดงให้เห็นว่านักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก การที่จิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ มีค่าเฉลี่ยอยในระดัู่บ มาก เป็ นผลมากจาก การที่นักศึกษาได้รับการปลูกฝัง อบรม สั่ งสอนจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัย การจัด โครงการกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เนื่องจากจิตสาธารณะเป็ นคุณธรรม จริยธรรม ที่มหาวิทยาลัย ส่งเสริมใหน้กัศึกษามีซึ่งคุณสมบัติน้ีปรากฏอยใู่นขีดความสามารถของมหาวทิยาลยัศิลปากรเพื่อส่งเสริมให้ นักศึกษามีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ 2. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวัง สนามจนัทร์จา แนกตามเพศ ช้ันปีคณะวิชา ค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือน และการเป็ นสมาชิกชมรมที่ เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวทิยาลยั สามารถอภิปรายผลตามสมมติฐาน ไดด้งัน้ี สมมติฐำนกำรวิจัยข้อที่ 1 “นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ที่มีเพศ ต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั ” ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักศึกษาเพศหญิงมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะโดยรวมสูงกวา่นกัศึกษา เพศชาย ซ่ึงสอดคลอ้งกบัสมมติฐานที่ผูว้จิยัไดต้้ งัไว้สามารถอธิบายไดว้า่ความสัมพนัธ์ระหวา่งบทบาททาง เพศกับความคิดทางด้านจริยธรรม ศีลธรรม และบุคลิกภาพทางสังคมทางด้านการเอาใจใส่ด้านความ ยุติธรรมน้นัเพศหญิงจะมีคะแนนความเอาใจใส่สูงกวา่เพศชายในขณะที่เพศชายมีคะแนนความยุติธรรม มากกวา่เพศหญิง ดงัน้นัเพศหญิงจะแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจเขา้อกเขา้ใจเพื่อนมนุษย์ตอ้งการที่จะ เขา้ไปช่วยเหลือ รู้จกัเสียสละการร่วมมือร่วมใจ ในการทา ประโยชน์เพื่อสังคม และส่วนรวม ส่วนที่เพศชาย มีความตอ้งการที่จะเห็นใจ อยากที่จะช่วยเหลือผอู้ื่นต่า (Skoe ; et al.2002 อ้างถึงใน กรรณิการ์ พันทอง 2550 : 18) นอกจากน้ีปัจจยัทางจิตสังคมในดา้นเอกลกัษณ์แห่งตนและดา้นการอบบรมเล้ียงดูแบบรักสนบัสนุน สามารถท านายจิตสาธารณะของนิสิตเพศหญิงได้ซ่ึง ธนิดา ทองมีเหลือและคณะ (2550: บทคดัย่อ) ได้ อธิบายวา่เอกลกัษณ์แห่งตน คือการที่บุคคลเขา้ใจบทบาทหนา้ที่ของตนตามที่สังคมและวฒันธรรมกา หนด ไว้และมองเห็นวา่ลกัษณะความรู้ความสามารถและความตอ้งการของตนน้นัสามารถทา ทุกอยา่งไดด้ีตาม มาตรฐานของตนเองและของสังคมไปพร้อมกนัส่วนการอบรมเล้ียงดูแบบรักสนบัสนุน คือการอบรมเล้ียง
71 ดูเป็นพ้ ืนฐานของการปลูกฝังพฤติกรรมของแต่ละบุคคลในการแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ซ่ึงปัจจยัทาง จิตสังคมดงักล่าวสามารถทา นายคุณลกัษณะจิตสาธารณะของนกัศึกษาเพศหญิงไดจ้ึงอาจส่งผลให้นกัศึกษา เพศหญิงแสดงออกซ่ึงความมีจิตสาธารณะไดม้ากกวา่นกัศึกษาเพศชาย ท้ งัน้ีจากสถิติค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะในท้ งัในดา้นจิตสาธารณะต่อสถาบนัศึกษา และด้านจิตสาธารณะต่อสังคมของนักศึกษาเพศชายและเพศหญิงอยู่ในระดบัมากท้งัคู่แสดงให้เห็นว่า นักศึกษาเพศชายมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ก็มีระดบัพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะมาก เช่นกัน ซึ่ งสอดคล้องกับงานวิจยัของ อริยา คูหา และสุวิมล นราองอาจ (2554: บทคดัย่อ) ที่ศึกษาจิต สาธารณะและรูปแบบการด าเนินชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลยัสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานีพบว่า นกัศึกษาที่มีเพศต่างกนัมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั สมมติฐำนกำรวิจัยข้อที่ 2 “นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ที่มีคณะ วชิาต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั ” ผลการวิจยัพบว่า นกัศึกษาที่มีคณะวิชาต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนัอยา่งมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซ่ึงสอดคลอ้งกบัสมมติฐานที่ผวู้ิจยัต้ งัไว้สามารถอธิบายไดว้า่ การที่นักศึกษา ศึกษาต่างคณะกนัยอ่มเป็นผลให้ถูกปลูกฝังไดร้ับการส่งเสริม ผา่นการจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่แตกต่างกนัท้ งัน้ีตามความคาดหวงัที่ถูกกา หนดไว้ในพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ของแต่ละคณะ สอดคลอ้งกบัคา อธิบายของฮอลแลนด์(Holland, 1973 อ้างถึงใน วิชัย คุ้มมณี, 2554 : 12-13) ที่อธิบายเกี่ยวกบัลกัษณะของบุคลิกภาพของบุคคลที่เลือกสนสาขาวิชาชีพต่างๆ นนั่คือบุคลิกภาพของผูท้ี่มี ความสนใจอาชีพงานประเภทสายวิทยาศาสตร์และเทคนิควา่ชอบวิเคราะห์รอบคอบ เป็นนกัวิจารณ์ใฝ่รู้ รักอิสระ ฉลาด เก็บตวัมีหลกัการอดทน เฉียบขาด มีเหตุผลและไวต้วัส่วนผทู้ี่สนใจเกี่ยวกบัการศึกษาและ สังคม จะมีลกัษณะ มีอา นาจ ให้ความร่วมมือ มีไมตรีจิต กวา้งขวาง ชอบบา เพ็ญประโยชน์มีอุดมคติมี ความคิดลึกซ้ึงเมตตากรุณาจูงใจคนเก่ง มีความรับผิดชอบ ชอบเขา้สังคม รู้จกักาลเทศะ มีความเขา้ใจเพื่อน มนุษย์ซ่ึงจากคา อธิบายน้ีสามารถอนุมานไดว้่ากลุ่มที่สนใจการศึกษาและสังคมน่าจะมีลกัษณะของการมี พฤติกรรมจิตสาธารณะมากกว่ากลุ่มที่สนใจวิทยาศาสตร์และเทคนิค ซ่ึงเมื่อเปรียบเทียบกบัผลการวิจยั พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ าแนกตามคณะ น้นัจะเห็นไดว้า่นกัศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยูใ่นระดบัมาก มาเป็นอนัดบั 1 ท้งัน้ีอาจเป็นเพราะหลักสูตรการเรียนการสอนของคณะวิชาในสายสังคมศาสตร์มีการส่งเสริมการจัด กิจกรรมใหเ้กิดการเรียนรู้ท้ งัในและนอกห้องเรียน โดยเปิดโอกาสให้นกัศึกษาไดม้ีส่วนร่วมในกระบวนการ จดัโครงการ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการมีปฏิสัมพนัธ์และสิ่งแวดลอ้มภายนอกห้องเรียน ทา ให้มีโอกาส
72 ที่จะไดเ้ขา้ร่วมกิจกรรมของทางมหาวทิยาลยัหรือกิจกรรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการทา ประโยชน์เพื่อสังคมมากกวา่ นักศึกษาในสายวิทยาศาสตร์ต่างจากหลักสูตรในการเรียนการสอนคณะวิชาในสายวิทยาศาสตร์ที่ให้ ความส าคญักบัการศึกษาเครื่องมือและฝึกปฏิบตัิในห้องปฏิบตัิการ ทา ให้นกัศึกษาจะตอ้งใชเ้วลาอยูภ่ายใน ห้องปฏิบัติการเป็นเวลานาน ซ่ึงไม่เอ้ ืออา นวยใหน้กัศึกษาไดเ้ขา้ร่วมกิจกรรม ซ่ึงสอดคล้องกบังานวิจยัของ สมชาย ศรีสุนทรโวหาร (2556) ได้ศึกษาเรื่อง จิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยปทุมธานีพบว่า นกัศึกษามหาวทิยาลยัปทุมธานีที่ศึกษาคณะต่างกนัมีพฤติกรรมจิตสาธารณะโดยรวมทุกดา้นแตกต่างกนั สมมติฐำนกำรวิจัยข้อที่ 3 “นกัศึกษามหาวิทยาศิลปากรวิทยาเขตพระราชวงัสนามจนัทร์ที่มีช้นั ปี ต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั ” ผลการวิจยัพบว่า นกัศึกษาที่มีช้นั ปีต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนัซ่ึงไม่ สอดคลอ้งกนัสมมติฐานการวจิยัที่ผวู้จิยัไดต้้ งัไว้สามารถอธิบายไดว้า่อาจเป็นเพราะมหาวทิยาลยัศิลปากรมี นโยบายที่จะให้การสนับสนุนนักศึกษาในการเข้าร่วมกิจกรรมในด้านต่างๆเพื่อเป็นการแสดงออกซ่ึง ศกัยภาพ และความพร้อมของนกัศึกษาในการเขา้ร่วมกิจกรรม โดยเริ่มต้ งัแต่ช้นั ปีที่1 ไปจนถึงช้ นปี ที่ ั 4 หรือ สูงกว่า ทา ให้ไม่ว่าจะเป็นนกัศึกษาช้นั ปีใดก็ตามหากมีความสามารถ มีความสนใจที่จะเขา้ร่วมกิจกรรมก็ สามารถท าได้ ไม่เกี่ยวกบัว่าเป็นนักศึกษาช้ันปีใด จากผลการวิเคราะห์ขอ้มูล พบว่ากลุ่มตวัอย่างซ่ึงเป็น นกัศึกษาช้นั ปีที่4 หรือสูงกวา่มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยูใ่นระดบัมาก(̅= 3.7320) รองลงมาไดแ้ก่ นักศึกษาช้ันปีที่2 มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยู่ในระดับมาก (̅= 3.6938) นักศึกษาช้ันปีที่3 มี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยู่ในระดบัมาก (̅= 3.6364) และนกัศึกษาช้นั ปีที่1 มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะอยูใ่นระดับมาก (̅= 3.6203) ตามล าดับ จะเห็นไดว้า่นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงั สนามจนัทร์ไม่วา่จะอยูช่้นั ปีใดก็ต่างมีระดบัพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยูใ่นระดบัสูง ซ่ึงสอดคลอ้งกบั งานวิจยัของ ศิริสุข นาคะเสนีย์ชุลีปัญจะผลินกุล และศศิวิมล โมอ่อน (2557) ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มี อิทธิพลต่อพฤติกรรมจิตสาธารณะของนักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รัตนโกสินทร์พบวา่นกัศึกษาที่มีช้นั ปีที่แตกต่างกนัมีพฤติกรรมจิตสาธารณะโดยภาพรวมไม่แตกต่างกนั
73 สมมติฐำนกำรวิจัยข้อที่ 4 “นักศึกษามหาวิทยาศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ที่มี ค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั ” ผลการวิจยัพบวา่นกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่ แตกต่างกนัซ่ึงไม่สอดคลอ้งกนัสมมติฐานการวิจยัที่ผูว้ิจยัไดต้้ งัไว้ท้ งัน้ีอาจเนื่องมาจาก การแสดงออกถึง พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะน้นั ไม่มีความเกี่ยวขอ้งกบัสถานะทางเศรษฐกิจ เพราะนกัศึกษามหาวิทยาลยั ศิลปากร ไดร้ับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมโดยเฉพาะเกี่ยวกบัการทา บุญ ให้ทานเนื่องจากมหาวิทยาลยั ได้มีการจดักิจกรรมทา บุญตักบาตรอยู่บ่อยคร้ัง ซ่ึงหลายกิจกรรมก็มกัเกี่ยวข้องกับการให้ทาน ซ่ึงใน พระพุทธศาสนาไม่ไดจ้า กดัวา่การให้ทานน้นัจะตอ้งมีจา นวน หรือปริมาณของสิ่งที่ให้แต่ข้ึนอยูต่ามกา ลงั ศรัทธาและตอ้งไม่ทา ใหต้นเองเดือดร้อน ในเรื่องของค่าใชจ้่ายเป็นเพียงปัจจยัภายนอกที่เป็นตวัช่วยส่งเสริม เพื่อช่วยให้บุคคลแสดงออกถึงการมีจิตสาธารณะ แต่สิ่งที่ส าคญัคือ ปัจจยัภายใน คือความตอ้งการที่จะ ช่วยเหลือ ดงัน้ันถึงแมว้่านักศึกษาจะได้รับค่าใช้จ่ายเท่าใดก็ตาม นักศึกษาก็สามารถแสดงออกถึงความ เอ้ ือเฟ้ ือเผื่อแผ่และแสดงออกถึงการมีจิตสาธารณะดว้ยวธิีอื่นๆได้เช่น การบริจาคสิ่งของที่ไม่ใชแ้ลว้ใหก้บั ผูอ้ื่นที่มีความจา เป็นตอ้งใช้การสละเวลาในการทา กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การรักษาสิ่งของ สาธารณะเป็นตน้เพราะการมีจิตสาธารณะน้นัหมายถึงการช่วยเหลือโดยไม่หวงัสิ่งตอบแทนใดๆ เป็นการ กระทา ด้วยจิตใจที่ต้องการจะช่วยเหลือผูอ้ื่น และเหตุผลเชิงจริยธรรมก็ส่งผลต่อพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะของนกัศึกษาดว้ยเช่นกนันกัศึกษาที่มีเหตุผลเชิงจริยธรรมจะมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะสูง เพราะวา่นกัศึกษาสามารถคิดหาเหตุผลในการเลือกที่จะกระทา หรือไม่กระทา พฤติกรรมอยา่งใดอยา่งหน่ึง ในทางที่ดีและไม่ดีซ่ึงเหตุผลจะแสดงให้เห็นถึงเหตุจูงใจที่อยู่เบ้ ืองหลงัการกระทา ต่างๆของนักศึกษา สอดคลอ้งกบัแนวคิดของ ดวงตา เครือทิวา (2544, 14)วา่เหตุผลเชิงจริยธรรม หมายถึง เหตุผลที่บุคคลใช้ใน การตดัสินใจ หรืออยูเ่บ้ ืองหลงัการตดัสินใจที่จะกระทา หรือไม่กระทา พฤติกรรมต่างๆ เมื่อบุคคลใช้เหตุผล จะสามารถวินิจฉัยไดว้่าเป็นเหตุผลระดบั ใด ซ่ึงเหตุผลที่แสดงออกมาจะแสดงถึงพฒันาการทางจริยธรรม ของบุคคลโดยเหตุผลเชิงจริยธรรมในระดบัต่า สุด เป็นระดบัที่บุคคลมีความเห็นแก่ตวัมากที่สุด และค่อยๆ ลดความเห็นแก่ตวัลงตามลา ดบัข้ นัเปลี่ยนเป็นเห็นแก่พวกพอ้ง เห็นแก่ส่วนรวม ในที่สุดเป็นการทา ความดี เพื่อความดีแท้จริง โดยไม่หวงัผลตอบแทน และเมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายที่ได้รับต่อเดือนของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนาม จันทร์ พบวา่นกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้ และเหลือเก็บมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยูใ่น ระดับมาก (̅= 3.6776) รองลงมาไดแ้ก่นกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนไม่พอใช้มีพฤติกรรมการมีจิต สาธารณะอยูใ่นระดบัมาก(̅= 3.6737) และนกัศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้และเหลือเก็บ มี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยใู่นระดบัมาก(̅= 3.6566) ตามล าดับ แสดงให้เห็นวา่นกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่าย
74 ที่ไดร้ับต่อเดือนพอใช้และเหลือเก็บ เป็นนกัศึกษาที่มีรายรับที่มากกวา่แต่มีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยู่ อันดับสุดท้าย ซึ่งสอดคลอ้งกบังานวิจยัของ สายถวิล แซ่ฮ่า (2559) ศึกษาการพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะ ส าหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต ที่พบวา่นกัศึกษาที่มีค่าใชจ้่ายที่ไดร้ับต่อเดือนต่า กวา่ 15,000 บาท มีระดับ จิตสาธารณะสูงกวา่นกัศึกษาที่มีค่าใช้จ่ายที่ไดร้ับต่อเดือนสูงกวา่ 15,000 บาท และพบวา่เมื่อรายรับของแต่ ละเดือนเพิ่ มข้ึนระดบัจิตสาธารณะของนกัศึกษาจะค่อยๆลดลง สมมติฐำนกำรวิจัยข้อที่ 5 “นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ที่มีการ เป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นจิตอาสา บา เพ็ญประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลัยต่างกัน มี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะแตกต่างกนั ” ผลการวจิยัพบวา่นกัศึกษาที่มีการเป็นสมาชิกชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการเป็นจิตอาสา บา เพญ็ ประโยชน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัต่างกนัมีพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะไม่แตกต่างกนัซ่ึงไม่สอดคลอ้ง กบัสมมติฐานที่ต้งัไว้สามารถอธิบายได้ว่าการที่นักศึกษาได้เขา้ร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวม และจะทา ให้นกัศึกษาแต่ละคนรู้จกัตนเองมากข้ึน โดยการเขา้ร่วมกิจกรรมต่างๆอนัเป็นผลให้แต่ ละคนสามารถพัฒนาการเรียน วิชาการ สังคม ร่างกายจิตใจ บุคลิกภาพเขา้สู่ความเป็นผูใ้หญ่ที่สมบูรณ์มาก ยิ่ งข้ึน แต่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรน้ันได้รับการปลูกฝังในเรื่องของการเข้าร่วมกิจกรรมบา เพ็ญ ประโยชน์มาต้ งัแต่แรกเริ่มแลว้จึงทา ใหก้ารอยใู่นชมรม หรือไม่ไดอ้ยใู่นชมรมที่เกี่ยวขอ้งกบัการบ าเพ็ญประ โยชยน์แก่สังคมในมหาวิทยาลยัไม่มีผลต่อพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งสอดคลอ้งกบังานวจิยัของ รัตนวรรณ รุณภยั (2542) ศึกษาจิตส านึกของนักศึกษา ที่มีต่อภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่พบวา่การเขา้ร่วมกิจกรรม การรับขอ้มูลข่าวสารของ นกัศึกษาที่ต่างกนัจะมีจิตสา นึกที่มีต่อภาวการณ์ไม่แตกต่างกนั
75 ข้อเสนอแนะของกำรวิจัย ข้อเสนอแนะเพื่อการน าไปใช้ จากการศึกษาวิจยัคร้ังน้ีพบว่า นกัศึกษามหาวิทยาลยัศิลปากร พระราชวงัสนามจนัทร์ส่วนใหญ่มี พฤติกรรมการมีจิตสาธารณะอยู่ในระดบัมาก ดงัน้นัทางมหาวิทยาลยัควรรักษาการดา เนินกิจกรรมต่างๆที่ ส่งเสริมพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะของนกัศึกษาต่อไป หรือมีการส่งเสริมพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะใน สถาบนัศึกษา เช่น การเก็บภาชนะ จาน แกว้น้ า ถว้ยที่วางไม่เป็นที่และการส่งเสริมพฤติกรรมการมีจิตอาสา ท ากิจกรรมเพื่อชุมชนต่างๆ เพื่อพฒันานกัศึกษาใหเ้ป็นทรัพยากรมนุษยท์ ี่มีคุณค่าต่อสังคมต่อไป ขอ้เสนอแนะเพื่อการทา วจิยัคร้ังต่อไป 1. ควรมีการศึกษากบักลุ่มตวัอยา่งอื่นๆ เพื่อให้ไดบ้ริบทที่แตกต่างมากข้ึน เช่น นกัศึกษาวิทยาเขต อื่นๆ และนักเรียนเป็ นต้น 2. ควรมีการศึกษาถึงตวัแปรอื่นๆที่เกี่ยวขอ้งกบัพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะ หรือศึกษาดา้นอื่นๆ ของพฤติกรรมการมีจิตสาธารณะมากข้ึน เช่น ศึกษาตวัแปรอายุ การสนับสนุนทางครอบครัว เป็ นต้น