The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by minnyjung031043, 2022-04-08 05:51:38

งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง

งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง

การพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแม่กน
โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3

โรงเรยี นบ้านนาอซิ าง

โดย

นางสาววรกานต์ จีนยา้ ย รหสั นักศกึ ษา 62031280141
นางสาวศิรพิ ร แซ่ลี รหัสนกั ศึกษา 62031280148
นางสาวสภุ าวดี มะณีวงค์ รหัสนกั ศึกษา 62031280153
นางสาวอรียา อตุ ส่าห์ รหัสนักศกึ ษา 62031280157

รายงานวิจัยฉบบั นี้เปน็ ส่วนหนึ่งของรายวชิ า
วิจัยและสมั มนาปญั หาในชน้ั เรยี นระดับประถมศกึ ษา

คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อตุ รดติ ถ์



การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแมก่ นโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ สำหรับ
นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรียนบา้ นนาอซิ าง

วรกานต์ จีนย้าย
ศิรพิ ร แซล่ ี
สภุ าวดี มะณวี งค์
อรยี า อตุ สา่ ห์

บทคดั ย่อ
การวิจัยครั้งนี้กระทำกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอินซาง
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 21 คน ทำการคัดเลอื กโดยใช้วิธีการสุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็น
อย่างง่ายใช้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1). เพื่อพัฒนาแบบฝึกทกั ษะสำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้เรื่องการอา่ น
สะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2). เพื่อทดลองและศึกษาผลการ
ทดลองใช้แบบฝึกทักษะ จัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ รือ่ งการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3). เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการ
ทดลองใช้แบบฝึกทกั ษะ จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรื่องการอา่ นสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแม่กน ระเบียบวธิ กี าร
วิจยั ใช้การวิจยั กงึ่ ทดลอง เครือ่ งมอื การวิจยั ซ่งึ ผ่านการประเมินคณุ ภาพแลว้ จากผูเ้ ช่ียวชาญประกอบด้วย แบบ
ประเมินความเหมาะสมของนวัตกรรม และแบบสอบถามความพึงพอใจวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัยพบวา่
แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ น สร้างข้ึนตามแนวคิด ทฤษฎี ในงานวจิ ยั ของสุรันยาธรรม
ศิริ (2557) เมื่อนำมาทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง การอ่านสะกดคำมาตราแม่กน สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย พบว่า นักเรียนที่ เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น 2.42 คะแนน เมื่อเปรียบกับการจัด
กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชว้ ิธีและเทคนิคการสอนแบบเดิม เม่ือประเมินระดับความพงึ พอใจ พบว่า โดยภาพรวม
นักเรยี นมคี วามพึงพอใจตอ่ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการทดลองใช้แบบฝึกทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตรา
แมก่ น ทรี่ ะดับมาก และเมอื่ ใช้ระดบั ค่าเฉลยี่ เป็นเกณฑ์ความพงึ พอใจดา้ นสภาะแวดลอ้ ม มีระดับคา่ เฉล่ียสูงสุด
มคี วามพงึ พอใจระดับมากท่ีสุดสว่ นด้านเน้อื หามรี ะดับคา่ เฉลี่ยต่ำสดุ มีความพึงพอใจระดับปานกลาง
_________________________________________________________________________
* นกั ศึกษาวชิ าเอกสาขาการประถมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุตรดิตถ์

สารบญั ข

เรอ่ื ง หน้า
บทคัดยอ่ ภาษาไทย ก
สารบัญ ข
บทที่ 1 บทนํา
1
ทมี่ าความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 3
คำถามการวจิ ัย 3
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 4
ผลและประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับจากการวิจยั 4
ขอบเขตของการวิจัย 5
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 6
สมมตฐิ านของการวิจัย
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง 7
ทฤษฎีเกย่ี วกบั การอา่ น 8
มาตราแมก่ น 8
แบบฝึกทักษะ 10
วิธกี ารจัดการเรยี นร้แู บบ BBL 13
งานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง
บทท่ี 3 วิธีดำเนินการวจิ ัย 15
ระเบยี บวิธีการวจิ ยั 15
แหล่งข้อมลู การวจิ ัย 15
เคร่อื งมือการวจิ ยั 19
การดำเนินการรวบรวมขอ้ มูล 20
การวิเคราะหข์ ้อมลู 20
การนำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู 21
ผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน 23
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรียนรู้ 25
ผลการพัฒนาทักษะด้านการอ่าน 27
ระดบั ความพึงพอใจ

สารบญั (ตอ่ ) ค

เรอื่ ง หน้า
บทท่ี 5 สรปุ อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
29
สรุปผลการวิจัย 30
อภิปรายผลการวิจยั 31
ข้อเสนอแนะ
ภาคผนวก 32
ภาคผนวก ก เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ยั 81
ภาคผนวก ข การตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือของผูเ้ ช่ยี วชาญ 133
ประวัตยิ อ่ ของผวู้ ิจยั



บทท่ี 1

บทนำ

ที่มาความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 บัญญัติความตามมาตรา 22 วา่ การจดั การศกึ ษาต้อง
ยึดหลักว่า นักเรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนทุกคนมีความสำคัญที่สุด
กระบวนการจดั การศึกษาตอ้ งสง่ เสริมใหน้ ักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพความตาม
มาตรา 24 (1) บัญญัติว่า การจัดกระบวนการการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานทีเ่ ก่ียวข้องจัดเน้ือหา
สาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของนักเรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง
บุคคล และความตอนที่ 1 (5) ของมาตราเดียวกันบัญญัติว่า ให้ผู้สอนสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการเรียนรู้ และความตามมาตรา 30 บัญญตั ิว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนท่มี ี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละ
สถานศึกษาจากความตามมาตราดังกล่าวถึงตีความได้ว่า ภายหลังที่ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการ
เรียนรู้ใดๆ ด้วยวิธีและเทคนิคการสอนวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้ว เมื่อทำการวัดและประเมินผลพบว่ามีผล
อย่างไรอยา่ งหนงึ่ คือ จำนวนนักเรยี นทง้ั ชัน้ เรยี น จำนวนนกั เรยี นส่วนมากของชนั้ เรยี นหรอื นักเรยี นจำนวนสว่ น
น้อยของชั้นเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานท่ีผู้สอนกำหนดขึ้น ผลการประเมินดังกล่าวไม่
สามารถลงขอ้ สรุปวา่ ผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนรขู้ องนกั เรียนไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ผ้สู อนกำหนดและถูกตัดสินให้
ตกในสาระการเรียนรู้นั้น แต่ผู้สอนต้องพึงตระหนักเสมอว่าการท่ีนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ต่ำกวา่
เกณฑ์มาตรฐานท่ีกำหนดอาจเปน็ เพราะวา่ วธิ แี ละเทคนคิ การสอนตามที่ผู้สอนนำมาใช้จัดกจิ กรรมการเรียนรู้
งนั้ อาจไมส่ อดคล้องกับความถนัดและความสนใจของนักเรยี น ดงั นน้ั ผสู้ อนจึงตอ้ งค้นหาวธิ แี ละเทคนิคการสอน
วิธีใหม่ที่เหมาะกับความถนัดและความสนใจของนักเรียน การทำวิจัยของผู้สอนจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าวิธี
และเทคนคิ การสอนวธิ ีใหม่ท่ีผู้สอนนำมาใชจ้ ัดกิจกรรมการเรยี นรู้นน้ั มผี ลการพฒั นาผลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้ของ
นักเรียนหรือไมอ่ ย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกบั วิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดมิ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงตอบคำถามวา่
ทำไมผูส้ อนจึงตอ้ งทำวจิ ัย ทง้ั วิจัยเพอื่ พัฒนาและแก้ปญั หานักเรยี น

หลักในการอ่านสะกดคำ [ณัฐวิทย์ พรหมศร( 2556 )] การอ่านสะกดคำในมาตราแม่กน ถูกกำหนด
เป็นตัวชี้วัด ท1.1 ป3/1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ
2560) โดยมใี จความว่า อ่านออกเสยี งคำ ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทรอ้ ยกรองงา่ ยๆ ไดถ้ กู ต้อง

ในฐานะที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัตกิ ารสอนสถานศกึ ษา3 โรงเรยี นนาอินซาง รับผิดชอบเรื่องการอ่านสะกดคำ
ตามมาตราตัวสะกดแม่กน พบว่านักเรียนมีพฤติกรรมไม่สนใจการเรยี นสาเหตุเพราะเด็กติดเล่นคุยกับเพื่อน
เด็กอา่ นสะกดคำไดไ้ ม่ถูกต้อง นักเรียนไม่เขา้ ใจเร่อื งการอ่านสะกดคำมาตราตัวสะกดแม่กน อ่านแจกลูกประสม
คำผิด จากสาเหตุของปัญหาและความสำคญั ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรือ่ งการอ่านสะกดคำตามมาตรา
ตัวสะกดแม่กนดังกล่าวก่อนหนา้ ผู้วิจัยจึงต้องทำการวิจัยเพ่ือพัฒนา/ปรับปรุงผลการเรียนรูเ้ ร่ืองดังกล่าวของ
นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3



การเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) เป็นขั้นตอนและวิธีการออกแบบการเรียนรู้ท่ี
สอดคล้องกับการทำงานของสมองทีค่ ุณครสู ามารถนำไปประยุกตใ์ ชก้ บั ผู้เรียนได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ เพื่อทำ
ใหผ้ ู้เรยี นมีความสขุ สนุกกบั การเรียนรู้ ได้ฝกึ ทักษะการคิดวเิ คราะห์ และสรปุ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง นอกจากน้ี
ยังทำให้ผู้เรียนสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้ ขั้นท่ี1 Brain Gym : เน้นกิจกรรมท่ี
เคลื่อนไหวร่ำงกายแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นสมองน้อย สมองซีกขวาและซ้ำย ขั้นท่ี2 Present นำเสนอข้อมูล
ความรู้ ครูนำเสนอความรู้ แนะนำความรู้ โดยใช้บัตรคำกระดาน เคลื่อนที่ หรือสื่อของจริง ขั้นท่ี3 Learn-
Practice ขั้นลงมือเรียนรู้ ฝึกทำ และฝึกฝน นักเรียนทุกคนต้องทำการเรียนรู้ด้วยตัวเองจนสำเร็จ จึงจะ
เรียกว่า “การเรียนรู้ท่ีแท้จริง” ขั้นท่ี4 Summaryทำใบงานและหนังสือเรียนเพือ่ ฝึกฝน ขั้นสรุปความรู้ ข้ัน
ท่ี5 Apply ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ นักเรียนสรุปความรู้โดยใช้ graphic organizer หลังจากเรียนแล้ว เป็น
ความรู้ความเข้าใจของตนเอง [นีรนุช นิลทะการ,รัชนิวรณ์รณ อนุตระกูลชัย (2562)] ทำการวิจัยเรื่องการ
พัฒนาทักษะการเขียนคําที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า ผลการวัดทักษะการเขียนคําที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม
มาตรา พบว่า นักเรียนมีผลการวดั ทกั ษะการเขยี นคาํ ทม่ี ตี ัวสะกดไมต่ รงตามมาตราหลังจากการจัดเรียนรู้แบบ
สมองเป็นฐาน(Brain based Learning : BBL) คดิ เปน็ ร้อยละ 91.65 และมีนักเรียนทีผ่ ่านเกณฑ์จำนวน 13
คน คดิ เป็น ร้อยละ 86.67 ของจำนวนนกั เรยี นทัง้ หมด ซงึ่ ผ่านเกณฑท์ ่ีกำหนดไว้ คือร้อยละ 80 ของนักเรียน
ทั้งหมด นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน (Brain-based Learning : BBL) โดย
ภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสดุ (ค่าเฉลี่ย 4.65) [ขวัญสกลุ แจ่มใส(๒๕๖๒)]ทำการวิจัยเรื่องการพฒั นาทักษะการ
อ่านออกเสียงคำในภาษาไทยของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓ ผลการวจิ ัยพบว่า นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่
๓ มกี ารพฒั นาทกั ษะในการอ่านออกเสียงคำในภาษาไทยท่ีดีข้ึนสงั เกตจากการผลวเิ คราะห์ในตาราง ก่อนการ
ใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำในภาษาไทย และหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำใน
ภาษาไทย มีการพัฒนาขึ้น ร้อยละ ๓๖ [กุสุมา คผาง (2559)] ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนการ
สอนเขียนสะกดคำภาษาไทยโดยใช้สมองเป็นฐานที่มีต่อทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนในระดับ
ประถมศกึ ษา ผลการวิจยั พบว่า นักเรียนทีไ่ ดร้ บั การจดั การเรียนการสอนเขียนสะกดคำโดยใช้สมองเป็นฐานมี
ทักษะการเขยี นสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น อย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 2 นักเรียนที่ได้รับ
การจดั การเรยี นการสอนเขยี นสะกดคำโดยใชส้ มองเป็นฐานมีทักษะการเขยี นสะกดคำไมแ่ ตกต่างจากนักเรียน
ทไี่ ด้รับการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคำแบบปกติ อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดับ .05 นักเรียนกลุ่ม
ควบคุมมีพฤตกิ รรมตอ่ การเรียนทีไ่ ม่ผอ่ นคลาย อยู่ในระเบียบตลอดเวลา ส่งผลให้ไมม่ ีความม่ันใจในการตอบ
คำถาม และแสดงความคดิ เห็น แตน่ กั เรียนกลมุ่ ทดลองมีความผ่อนคลาย ทำใหม้ คี วามมนั่ ใจในการตอบคำถาม
และแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังมีทักษะการฟังผู้อื่นที่ดี สามารถช่วยกันหาวิธีแก้ปัญหาได้ มีพฤติกรรมการ
เรียนรทู้ ด่ี ขี ้นึ คอื มคี วามสขุ และสนุกสนาน ตลอดจนมีความสามารถในการเรยี น คอื มคี วามเข้าใจและความจำ
ในบทเรียนที่ดีขึ้นอีกด้วย แบบฝึกทักษะการอ่าน หมายถึง นวัตกรรมท่ีผู้สอนจัดทำข้ึนเพื่อใช้จดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจและสามารถอ่านสะกดคำมาตราตัวสะกดแม่กนได้มากขึ้น ทั้งการอ่านแจก
ลูกประสมคำ การอ่านออกเสียงตัวสะกดที่ถูกต้อง [ ศิริโสภา บุญลอย (2559) ] ทำการวิจัยเรื่องการใช้แบบ
ฝึกเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงตามมาตราที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาแบบฝึกเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงตาม
มาตราทมี่ ตี อ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 มปี ระสทิ ธิภาพเทา่ กับ 84.59/85.94
แสดงว่ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ทีก่ ำหนดไว้ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเรือ่ งมาตราตัวสะกดท่ไี ม่
ตรงตามมาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี



นยั สำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั .05 [ประไทย ศุภวทิ ยาเจริญกลุ (2557) ] ทำการวิจยั เร่อื งการพฒั นาแบบฝึกเสริม
ทกั ษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคำโดยใชก้ ารเรียนรู้แบบรว่ มมอื ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกุงศรี
ผลการวิจัยพบวา่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝกึ เสรมิ ทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำโดย
ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01 [ ไสว นามเกตุ (2555) ]
ได้ศึกษาการปฏิบัติการพัฒนาการอ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นบา้ นโปร่ง ผลการวิจยั พบวา่ ผลปฏิบตั กิ ารการพฒั นาการอ่านภาษาไทยเพอ่ื จับใจความโดยใช้แบบฝึก
ทักษะ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ วงจรที่ 1-3 โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ รวมคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 88.20 จำนวน
นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ทั้ง 3 วงจรซึ่งสูงกว่าเกณฑ์จึงสรุปไดว้ ่า นักเรยี นมีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์การ
เปรียบเทียบทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติการพัฒนาการอ่าน
ภาษาไทยเพื่อจับใจความก่อนและหลังโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านทั้ง 3 วงจรนักเรียนมีคะแนนรวมเฉล่ีย
กอ่ นเรยี นและหลังเรยี นเท่ากบั 16.76/ 26.46 นกั เรยี นมคี วามสามารถอา่ นและสรุปใจความสำคญั ของเร่ือง
ไดต้ ้งั คำถามจากเรื่องที่อา่ นได้ตรงประเดน็ จากผลการทบทวนตัวอย่างงานวจิ ัยทีจ่ ัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
แบบฝึกทักษะ เมื่อวิเคราะหโ์ ดยภาพรวมนักเรียนมีระดับผลการเรยี นรู้ทั้ง 3 ด้านรวมกันคือ ด้านความรู้ (K)
ด้านผลผลติ /กระบวนการ (P) และด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) ทร่ี ะดบั ดี

การจดั การเรียนรแู้ บบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใชส้ มองเปน็ ฐานเป็นการจัดกิจกรรม
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเป็นกิจกรรมจากง่ายไปหายากมีขั้นตอนที่ชัดเจนเข้าใจง่ายมีการจัดกิจกรรมท่ี
หลากหลายน่าสนใจนกั เรยี นได้มกี ารลงมือปฏิบัติกิจกรรมดว้ ยตนเองมีปฏิสัมพันธ์ที่ดตี ่อครูผู้สอนและเพ่ือนใน
ห้องเรียน เมื่อมีการจัดกิจกรรมแบบ BBL ร่วมกับการใช้แบบฝึกทักษะจะทำให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น
เนื่องจากแบบฝึกมีความสำคัญทำให้เกิดทักษะความชำนาญแต่ต้องได้รับการฝึกหลายๆ ครั้ง จึงจะสามารถ
พฒั นาตัวเองได้ เมอื่ นำกจิ กรรม ทง้ั 2 กจิ กรรมมาจัดการเรียนรู้ในเรื่องการอา่ นสะกดคำตามมาตราแม่กน จะ
ทำใหน้ ักเรยี นสนใจการเรยี นและพฒั นาทักษะการอ่านได้ดีข้ึน

คำถามการวิจยั
1. การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน ของนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปที ี่ 3 ทำอย่างไร
2. ผลการทดลองใช้แบบฝึกทักษะ จัดกิจกรรมการเรยี นรูเ้ ร่ืองการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกด

แม่กน ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3 เปน็ อยา่ งไร
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการทดลองใช้แบบฝึกทักษะจัด

กจิ กรรมการเรียนรเู้ รื่องการอา่ นสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน เป็นอย่างไร

วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะสำหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำตามมาตรา

ตวั สะกดแมก่ น ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3
2. เพ่ือทดลองและศกึ ษาผลการทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะ จดั กจิ กรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งการอ่านสะกดคำ

ตามมาตราตวั สะกดแมก่ น ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3
3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการทดลองใช้แบบฝึก

ทกั ษะ จัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ รือ่ งการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแมก่ น



ผลและประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะได้รับจากการวจิ ยั
1. มีแบบฝึกทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมอื สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่าน

สะกดคำตามมาตราตัวสะกดแมก่ นใหก้ บั นกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
2. นกั เรยี นระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 ทง้ั ช้นั เรยี น มผี ลสมั ฤทธิ์การเรียนรู้เร่อื งการอ่านสะกดคำตาม

มาตราตัวสะกดแม่กนที่มีคุณภาพระดับดีขึ้นไป เมื่อใช้แบบฝึกทักษะที่ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบBBL ( Brain
Based Learning ) หรอื การใช้สมองเปน็ ฐานสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แทนวธิ ีและเทคนิคการสอนวิธี
เดิม

3. ความสำเร็จของงานวิจัยสามารถใช้เปน็ แนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรูข้ องนักเรยี น
กลุ่มสาระการเรียนร้อู น่ื ๆ

ขอบเขตของการวจิ ัย

1. ขอบเขตดา้ นแหลง่ ขอ้ มูล

1.1 ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอซิ าง อำเภอพิชัย จังหวัด
อุตรดติ ถ์ ซ่งึ เทียบเคียงประชากรท่ีมจี ำนวนไม่จำกัด (Infinite Population)

1.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง อำเภอพิชัย
จงั หวัดอุตรดิตถ์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 12 คน วธิ ีการคัดเลือก เทียบเคียงกบั ใช้วิธีการสุ่ม
แบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือว่านักเรียนแต่ละคนของ
ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของแต่ละปีการศึกษา เมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่า มาจากบริบทของ
ชุมชนเดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความแตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์
(Homogeneous Population) สามารถคดั เลอื กกล่มุ ตวั อยา่ งโดยอิงวิธกี ารสุม่ แบบอาศัยความน่าจะเป็นอย่าง
งา่ ย

2. ขอบเขตด้านตวั แปร
2.1 ตวั แปรอสิ ระ
1. การจดั การเรียนรู้การอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแมก่ นของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษา

ปที ี่ 3 โดยการใช้วธิ แี ละเทคนคิ การสอนวิธีเดิม
2. การจดั การเรยี นรกู้ ารอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแมก่ นของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษา

ปีที่ 3 โดยการใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใช้สมองเปน็
ฐาน

2.2 ตัวแปรตาม
1. ระดับผลการเรียนรู้เรื่องการอา่ นสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแม่กนจากการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้กบั นกั เรียนระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 โดยการใช้วธิ ีและเทคนิคการสอนวิธีเดมิ
2. ระดับผลการเรยี นรู้เร่ืองการอ่านสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแม่กน จากการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain
Based Learning ) หรอื การใช้สมองเปน็ ฐาน
3. ระดับความพงึ พอใจของนักเรียนระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบ
BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใชส้ มองเป็นฐาน



3. ขอบเขตด้านเน้ือหา
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน ตามตัวชี้วัด

ป.3/1 อ่านออกเสียงคำข้อความเรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองได้ถูกต้อง มาตรฐานการเรียนรู้ 1.1 ใช้
กระบวนการอา่ นสร้างความรู้และความคิดเพือ่ นำไปตัดสินใจแก้ปญั หาในการดำเนนิ ชีวติ และมนี สิ ัยรักการอ่าน
และสาระที่ 1 การอา่ น

4. ขอบเขตด้านระยะเวลาและสถานท่ี
ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ณ โรงเรียนบ้านนาอิซาง
อำเภอพชิ ยั จงั หวัดอุตรดติ ถ์

นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. การอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน คอื การอา่ นโดยนำพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และ

ตัวสะกดที่ประกอบด้วย น ญ ณ ร ล ฬ มาประสมเป็นคำอ่าน ถือเป็นเครื่องมือการอ่านคำใหม่ ซึ่งต้องให้
นกั เรียนสังเกตรูปคำพร้อมกับการอา่ นการเขยี น เม่อื สะกดคำจนจำคำอา่ นไดแ้ ลว้ ตอ่ ไปกไ็ มต่ อ้ งใชว้ ิธกี ารสะกด
คำนั้น ให้อ่านเปน็ คำไดเ้ ลย จะทำให้นักเรียนอา่ นจับใจความไดแ้ ละอา่ นไดเ้ ร็ว

2. แบบฝึก หมายถึง ชุดกิจกรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การอ่านสะกดคำตามมาตรา
ตัวสะกดแมก่ นทผี่ วู้ จิ ยั สร้างขึ้นสำหรับการจัดการเรียนรู้ ซงึ่ ประกอบดว้ ย แผนการจัดการเรยี นรู้กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย สื่อการเรียน และแบบทดสอบทักษะการอา่ นที่ผูว้ จิ ัยสร้างข้ึนเพื่อแกไ้ ขข้อบกพร่อง ในการ
อ่านสะกดคำภาษาไทยตามมาตราตวั สะกดแมก่ น ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3

3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านนาอิ
ซาง อำเภอพิชยั จงั หวดั อุตรดติ ถ์

4. การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ หมายถึง การเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำก่อนและหลัง
การใชแ้ บบฝึก

5. แบบทดสอบทักษะการอ่าน หมายถึง แบบทดสอบทักษะการอ่านสะกดคำมาตราตัวสะกดแม่กน
ทผี่ วู้ ิจยั สร้างข้นึ เพ่ือเปรียบเทียบการพัฒนาทกั ษะการอ่าน โดยใชแ้ บบฝึกสำหรบั นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3

6. ความพึงพอใจ หมายถงึ ความพึงพอใจด้านเอกสาร กจิ กรรม ตัวครู บรรยากาศ ดา้ นความรู้ความ
เข้าใจเนื้อหาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบ้านนาอซิ าง ที่มีตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เรื่อง
การอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรูแ้ บบ BBL ( Brain
Based Learning ) หรือการใชส้ มองเป็นฐาน

7. ระดบั ความพึงพอใจ หมายถงึ ระดับความพงึ พอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ที่มีต่อการ
ทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรูแ้ บบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใช้สมองเป็นฐานจดั
กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน โดยระดับความพึงพอใจแต่ละด้าน จะ
อา้ งองิ ตามเกณฑ์ระดับคะแนนเฉลยี่ ของบุญชม ศรสี ะอาด (2545) ดงั นี้

คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจทร่ี ะดบั มากท่ีสดุ
คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจทีร่ ะดับมาก
คะแนนเฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจทรี่ ะดบั ปานกลาง
คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถงึ มีความพึงพอใจทีร่ ะดับนอ้ ย
คะแนนเฉล่ยี 1.00 – 1.50 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจท่ีระดับน้อยท่ีสุด



สมมตฐิ านของการวจิ ัย
สมมติฐานการวิจยั ท่ี 1
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน โดยใช้วิธีและเทคนิค

การสอนวธิ เี ดมิ กับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 พบว่า เมอื่ เทียบกับระดับผลการเรยี นร้ตู ามเกณฑข์ อง สพฐ.
นักเรียนจำนวนทั้งหมดที่ผลการเรียนรู้ท่ีระดับ ดี ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินผ่านคือผ่านอยา่ งน้อยร้อยละ 70
สาเหตุเป็นเพราะหนว่ ยการเรียนรบู้ างหนว่ ยผู้เรียนไมเ่ ขา้ ใจเร่อื งการอ่านสะกดคำมาตราตัวสะกดมาตราแม่กน
อ่านแจกลูกประสมคำผิด ออกเสียงตัวสะกดไม่ถกู ต้อง

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่าแบบฝึกที่สร้างขึ้นตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วธิ กี ารต่างๆ จงึ กำหนดสมมติฐานการวิจัยข้อที่ ๑ วา่ การจัดการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning )
หรอื การใชส้ มองเปน็ ฐานรว่ มกับการใชแ้ บบฝึก มีผลตอ่ การพัฒนาผลผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกด
คำมาตราตวั สะกดแม่กนของนักเรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๓

สมมติฐานการวิจยั ที่ ๒
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain
Based Learning ) หรือการใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการใช้แบบฝึกมีผลต่อระดับความพึงพอใจของนักเรียน
ดงั นัน้ จึงกำหนดสมมตฐิ านการวจิ ัยขอ้ ที่ ๒ ว่า การจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ รือ่ งการอ่านสะกดคำมาตราตวั สะกด
แม่กน โดยใช้การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรอื การใชส้ มองเป็นฐานร่วมกับ
การใช้แบบฝกึ มผี ลตอ่ ระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรยี นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๓



บทท่ี 2

เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง

งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน โดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับ
นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ผู้วจิ ัยไดศ้ กึ ษาค้นควา้ แนวคิดหลักการ ทฤษฎจี ากเอกสารต่างๆ และงานวจิ ัยท่ี
เกี่ยวข้องตามลำดับ ดังนี้

1. ทฤษฎีเกย่ี วกับการอา่ น
2. มาตราแมก่ น
๓. แบบฝกึ ทักษะ
๔. วิธกี ารจัดการเรยี นร้แู บบBBL
๕. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง
1. ทฤษฎีเก่ียวกบั การอา่ น
การอ่านเป็นทักษะที่มีพ้ืนฐานมาจากการฟัง และการพูด และมีปัจจัยหลายอย่างที่มีอิทธพิ ลต่อการ
อ่าน ดังนั้น ผู้สอนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ เรียนรู้ทฤษฎี และพิจารณา เลือกใช้ทฤษฎีหรือแนวคิดที่
เกย่ี วขอ้ งกับการอ่านทเ่ี หมาะสมตามวัยมาใช้ในการสอน ซึ่งมนี กั ทฤษฎีหลายท่านที่กลา่ วถงึ ทฤษฎกี ารอ่าน ไว้
ดังน้ี เพยี เจต์ (Piaget อ้างถึงใน ออ้ มขวญั แสงคล้อย, 2553) กลา่ วถึงวฒุ ภิ าวะของ พฒั นาการทางสติปัญญา
ของเด็กโดยแบ่งเป็น 4 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ระยะ sensorimotor period (0-2 ปี)เป็นระยะที่เด็กจดจ าสิ่งของ
ต่างๆโดย การจับต้อง ขั้นที่ 2 ระยะ preoperational thought period (ตั้งแต่ 2-4 ปี) เป็นระยะที่การ
จำแนก ขึ้นอยู่กับด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว และระยะ intuitive phase (4-7 ปี) เป็นระยะที่การคิด
เปน็ ไปโดยการหาความสมั พนั ธ์ของสิ่งต่างๆ ขั้นที่ 3 ระยะ Concrete operation period (7-11 ปี) ระยะนี้
เป็นระยะท่ีการคิดอย่างมี เหตผุ ลเกิดขน้ึ ข้นั ท่ี 4 ระยะ Formal operation period (11-15 ป)ี ระยะนี้เป็น
ระยะทก่ี ารคิดอย่างนามธรรมและการสร้างความคิดรวบยอดเกิดขึน้ อย่างมั่นคง เพียเจต์ (Piaget) ไม่เห็นด้วย
ในการใช้วิธีการสอนแบบใหเ้ ด็กจำแนกตวั อักษร เพราะ จะเกิดผลเสียคอื การที่ให้เด็กเรียนรู้ตัวอกั ษรทีละตัว
จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการอา่ น ทำให้การอ่านไม่มปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะการอ่านคำนั้นความหมายของคำไม่
จำเปน็ ตอ้ งมาจากคำ แตค่ วามหมายของคำจะเกดิ ก็ต่อเม่ือ ผอู้ า่ นเปน็ ผคู้ ดิ หรอื เปน็ ผูใ้ ห้ความหมาย การอ่านที่
คล่องแคล่วนั้น เป็นกระบวนการทางสติปัญญาของการคาดการณ์ล่วงหน้า หรือการทำนายโดยใช้เวลาส่วน
ใหญ่กับการตีความมากกว่าการมองที่ตัวอักษรหรือคำ เด็กมีความสามารถที่จะเรียนรู้ ความหมายของคำได้
ก่อนทจี่ ะมีทักษะทางสายตาในการจำแนกตวั อกั ษร เด็กจึงเข้าใจนทิ านหรอื เรอื่ งราวไดก้ ่อนมีความสามารถใน
การจำแนกคำการทำนายความหมายของประโยค และความหมายของคำเป็นหลักของการอ่าน ทักษะทาง
สายตาจึงเป็นเพยี งการเสรมิ กระบวนการ ทำนายความหมายของคำเท่าน้ัน จากข้อความดังกล่าว สรุปทฤษฎี
เก่ียวกับการอา่ นไดว้ ่า การอา่ นเป็นกระบวนการทาง สตปิ ญั ญาซ่ึงพัฒนาการตามลำดับข้ันของอายุเริ่มจากใน
วัยทารกจนถึงวยั อนุบาล จะมีการเลียน เสียง การมองภาพแล้วเปล่งเสียง ฟังนิทาน ร้องเพลง อ่านตัวอักษร
จากภาพ สร้างคำ เขียน ตัวอักษร ทำนายเรื่องจากสิ่งที่อ่านพัฒนามาจนถึงขั้นเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา
สามารถอ่าน เรื่องที่คุ้นเคยได้ ใช้รูปภาพและบริบทของรูปภาพในการเดาคำที่ไม่รู้จัก เริ่มอ่านหนังสือที่มี
เน้อื หายาวๆ ไดอ้ ยา่ งอิสระ สรุปใจความในยอ่ หน้าและเรม่ิ ใชก้ ารเขียนสรปุ ใจความในอายุ 7 – 8 ปี



2. มาตราแมก่ น
มาตราแมก่ น คือ คำท่มี ีตวั น สะกด หรือพยญั ชนะตวั อืน่ ทีอ่ า่ นออกเสียงเหมอื น น สะกด ไดแ้ ก่ ญ

ณร ล ฬ

ตวั อย่างคำที่สะกดไม่ตรงมาตราแม่กน

ญ สะกด วนั เพ็ญ เชญิ รำคาญ สราญ ของขวัญ

กล้าหาญ ปัญหา เจริญ เชย่ี วชาญ ทำบญุ

ณ สะกด โบราณ การคูณ คำปฏญิ าณ บรเิ วณ

คำนวณ สัญญาณ คุณครู

ร สะกด เกสร โวหาร สัญจร อาหาร อนสุ รณ์

บริวาร วธิ ีการ กันดาร ธนาคาร นคร

อาจารย์ ตวั หาร ทหาร ทำเวร

รถโดยสาร จราจร โดยสาร

ล สะกด เถาวัลย์ ฉนั เพล รฐั บาล ศาล ศีล ชุลมุน

นุ่มนวล พยาบาล น้ำตาล กาลเวลา

รางวัล เลน่ กล อนบุ าล

ฬ สะกด ปลาวาฬ พระกาฬ ทมฬิ

๓. แบบฝกึ ทกั ษะ
ความหมายแบบฝกึ ทกั ษะ
แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกที่ใช้เป็นตัวอย่างปัญหาหรือ

คำสงั่ ท่ตี ั้งขึ้นเพ่อื ให้นักเรยี นฝกึ ตอบ (ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2539 : 85)
ลักษณะของแบบฝึกทด่ี ี ควรมีลักษณะดงั น้ี
1. แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ ไม่ควรเป็นคำสั่งที่ยาวเกินไป

แบบฝกึ ทด่ี คี วรมีความหมายตอ่ ผู้เรียน ตรงตามจดุ ม่งุ หมายของการฝึก ลงทนุ นอ้ ย ใชไ้ ด้นาน
2. ภาษาและภาพทใี่ ช้ควรเหมาะสมกบั วยั และพน้ื ฐานความร้ขู องผูเ้ รียน
3. แบบฝึกทด่ี คี วรแยกฝกึ เป็นเร่อื ง แตล่ ะเรอ่ื งไมค่ วรยาวเกินไป
4. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้และแบบให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำและ

รูปภาพควรเป็นสิ่งที่นกั เรียนคุ้นเคย นา่ สนใจ



5. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นไดศ้ ึกษาด้วยตนเอง จะทำให้นกั เรียนเข้าใจและร้จู ัก
นำความรไู้ ปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้ มองเหน็ ความสำคัญของสงิ่ ท่ไี ด้ฝกึ ฝน

6. แบบฝึกที่ดีควรสนองตอบความแตกตา่ งระหว่างบุคคล การจัดแบบฝึกแต่ละเรื่องควรมี
ทกุ ระดับความยากงา่ ยและปานกลาง

7. แบบฝกึ ที่ดคี วรเร้าความสนใจตั้งแตป่ กถงึ หน้าสดุ ทา้ ย
8. แบบฝกึ ที่ดคี วรปรบั ปรุงควบคไู่ ปกับหนงั สือเรียนอยเู่ สมอ
9. แบบฝึกท่ีดีควรประเมนิ และจำแนกความเจริญงอกงามของเดก็ ได้
สรปุ ได้วา่ แบบฝกึ ที่ดีควรมลี ักษณะท่ปี ลุกเรา้ ความสนใจให้เด็กอยากทำ มคี วามหมายในการฝึกฝน
ใชจ้ ติ วิทยาและภาษาที่เหมาะสมกับวยั ความแตกตา่ งระหว่างบุคคลและงา่ ยที่จะเขา้ ใจ สามารถศึกษาได้ด้วย
ตนเอง
ประโยชนข์ องแบบฝึกเสรมิ ทักษะ
1. ทำใหน้ กั เรียนเข้าใจบทเรียนไดด้ ี
2. ทำให้ครทู ราบความเขา้ ใจของนักเรยี นทีม่ ตี ่อการเรยี น
3. ครูไดแ้ นวทางในการพฒั นาการเรียนการสอนตามความสามารถของตน
4. ฝกึ ให้นกั เรียนมีความเชอ่ื ม่ันประเมินผลงานของตนได้
5. ฝกึ ให้นกั เรยี นได้ทำงานด้วยตนเอง
6. ฝึกใหน้ กั เรียนมคี วามรบั ผิดชอบงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย
7. เปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้ฝกึ ทกั ษะของตนเองตามความแตกต่างระหว่างบคุ คล
8. แบบฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน ลักษณะการฝึกที่จะให้เกิดผลดังกล่าวได้แก่
ฝึกทนั ทีหลังจากเรยี นเนื้อหา ฝึกซ้ำในเรือ่ งทีเ่ รียน

ข้ันตอนการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ
1. ศึกษาปัญหาและความต้องการ โดยศึกษาจากการผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้และ

ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะท่ีเป็นปัญหาออกเป็นเนื้อหาหรือทักษะยอ่ ย ๆ เพื่อใช้ในการ

สร้างแบบทดสอบและแบบฝึกทักษะ
3. พิจารณาวัตถุประสงค์ รูปแบบ และขั้นตอนในการใช้แบบฝึกทักษะ เช่น จะนำแบบฝึก

ทักษะไปใช้อยา่ งไร ในแต่ละชุดประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
4. สร้างแบบทดสอบ ซึ่งอาจเป็นแบบทดสอบเชิงสำรวจ แบบทดสอบเพื่อวินิจฉัย

ข้อบกพรอ่ ง แบบทดสอบความก้าวหน้าเฉพาะเรื่องเฉพาะตอน โดยแบบทดสอบทีส่ รา้ งจะต้องสอดคลอ้ งกับ
เนอ้ื หาหรอื ทักษะที่วิเคราะห์ไว้ในตอนที่ 2

5. สร้างบัตรฝึกทักษะ เพื่อใช้พัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะในแต่ละบัตรจะมีคำถามให้
นกั เรียนตอบ

6. สร้างบัตรอ้างอิง เพื่อใช้อธิบายคำตอบหรือแนวทางการตอบแต่ละเรื่อง การสร้างบัตร
อา้ งองิ นี้ อาจทำเพ่มิ เตมิ เมื่อได้นำแบบฝกึ ทกั ษะนั้นไปทดลองใช้แล้ว

7. สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้า เพื่อใช้บันทึกผลการทดสอบหรือผลการเรียน
ในแตล่ ะเร่ืองแต่ละตอน สอดคล้องกบั แบบทดสอบความก้าวหนา้

๑๐

8. นำแบบฝึกทักษะไปทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่อง คุณภาพของแบบฝึกทักษะ และ
คุณภาพของแบบทดสอบ ปรบั ปรุงแก้ไข

9. รวบรวมเปน็ ชดุ จดั ทำคำช้ีแจง คมู่ อื การใช้ สารบญั เพอ่ื ใชป้ ระโยชนต์ ่อไป

หลกั ในการใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ
1. ก่อนการฝึกทักษะควรสอนให้ผู้เรียนเข้าใจก่อน เพราะจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจและทราบ

เหตผุ ลทีต่ อ้ งฝึก การฝกึ อย่างไมเ่ ขา้ ใจความหมายอาจไมท่ ำให้เกิดทักษะ
2. การฝึกทักษะควรให้ผูเ้ รียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ภายใต้การแนะนำที่ดี ถ้า

ฝกึ ทักษะผิด ๆ ทำใหเ้ สยี เวลาในการแกไ้ ข
3. ช่วงเวลาการฝึกควรสั้น ๆ ฝึกบ่อย ๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือกแล้วจะมีประสิทธิภาพ

มากกว่าแบบฝึกช่วงยาว ซงึ่ ผู้เรยี นจะเบอ่ื หนา่ ยไมส่ นใจ
4. กิจกรรมการฝึกควรหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดต่าง ๆ อาจใช้เกมปัญหา

หรือกิจกรรมอืน่ ๆ บ้าง
5. การฝึกอยา่ งมีจุดมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์มาก ถา้ ผเู้ รยี นเห็นคุณค่าและความจำเป็นของ

สิ่งท่ีเรียนหรือฝกึ
6. การฝึกควรสัมพันธ์กับการมีเหตุผล ขณะฝึกควรใหผ้ ูเ้ รียนใช้ความคิดหาเหตผุ ลควบคูไ่ ป

ดว้ ย

๔. วิธีการจัดการเรียนรู้แบบBBL
รูปแบบการสอนโดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning) หรอื BBL

ความหมาย
การเรียนรโู้ ดยใชส้ มองเป็นฐาน เปน็ แนวความคิดของนกั ประสาทวิทยาและนักการศกึ ษา
กลมุ่ หนึ่ง ทส่ี นใจการทำงานของสมองมาประสานกบั การจัดการศึกษา โดยนำความรู้ ความเขา้ ใจ
เกี่ยวกับสมองมาใช้เป็นเครื่องมือในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุด ในการเรียนรู้
ของมนุษย์แต่ละช่วงวยั การพัฒนาผุ้เรยี นในแต่ละช่วงวยั การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เหมาะสมกบั
อายุ เหมาะสมกบั วยั ที่ควรจะไดเ้ รียนรู้ สมองมนุษยเ์ ปน็ อวัยวะท่ีสำคัญที่สดุ ทมี่ นษุ ยต์ อ้ งใช้ในการเรียนรู้ ดงั นนั้
ครูผู้สอนควรกระตนุ้ ใหผ้ ้เู รียนไดเ้ กิดความคดิ ความเขา้ ใจ และฝึกคิด ฝกึ ทำ ฝกึ นำไปใช้
กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ตามหลกั การเรียนรูโ้ ดยใช้สมองเปน็ ฐาน

การจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน(Brain based Learning : BBL) เป็นกระบวนการที่มีชีวิตชีวา
(active) บทเรียน หรือกิจกรรมต้องท้าทาย ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ใช้สถานการณ์ทีส่ ่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
โดยมีกิจกรรมฝึกซ้ำทบทวนบ่อยๆ ทุกครั้งที่ฝึกการคิดทักษะใหม่ กับทักษะที่เคยฝึกแล้ว มีกิจกรรมที่
หลากหลาย ไมท่ ำใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความเบอ่ื หนา่ ย เปน็ กจิ กรรมทีผ่ เู้ รยี นสามารถเรยี นรไู้ ด้ดี และมคี วามสุขในการ
เรยี นรู้

๑๑

การจัดการเรยี นร้แู บบ (Brain Based Learning) หรอื BBL
การจะการเรียนร้แู บบBBL มีอยอู่ ยา่ งหลากหลาย เชน่

1. การจดั การเรยี นร้แู บบกลุ่ม
การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเราจะจดั ให้นักเรียนทำกิจกรรมร่วมกันแบบกลุม่ คำว่ากลุ่มต้องมจี ำนวน

2-3 คนขึ้นไป เพื่อที่จะสามารถเข้ากลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันได้ การจัดกิจกรรมแบบกลุ่มนั้น สามารถฝึกฝน
ผเู้ รยี นให้ทำงานร่วมกบั ผูอ้ ื่น ฝกึ ความสามัคคีในหมคู่ ณะ
2. การจัดการเรยี นรู้แบบนอกสถานที่

การจดั การเรยี นรู้นอกสถานท่ีคือ ครูผสู้ อนคือ ครผู สู้ อนนำผุ้เรียนออกไปเรียนนอกสถานท่ี เช่น นอก
ห้องเรียน บริเวณโรงเรียน หรือสนามBBL การเรียนรู้แบบBBLไม่จำเป็นต้องเรียนแค่ในห้องเรียน นอก
ห้องเรยี นกส็ ามารถเรียนรู้ไดเ้ ช่นกัน ดังน้นั การจดั การเรยี นนอกสถานท่ีเป็นส่วนหนงึ่ ทส่ี ามารถทำให้ผู้เรียรเกิด
การเรียนรู้ที่หลากหลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดความคิดใหม่ๆ และสามารถทำให้ผู้เรียนผ่อนคลายไม่
เครยี ดจนเกนิ ไป
3. การจัดการเรียนรฝู้ ึกทกั ษะ ฝึกฝน

หารจัดการเรียนรู้แบบฝึกทักษะฝึกฝนผู้เรียน คือการที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ เพื่อที่ให้
ผเู้ รียนไดร้ จู้ ักแก้ปญั หา รูจ้ ักค้นควา้ หาข้อมูล หรือฝกึ ทักษะการทำซำ้ ๆๆบอ่ ยๆ จนเกดิ ความชำนาญ

ตัวอยา่ งการจดั การเรียนรแู้ บบBBL

1.การท่ีผ้เู รียนไดล้ งมอื ฝกึ ปฏิบัติจรงิ
- ฝกึ ทกั ษะ ฝึกฝนซ้ำๆบอ่ ยๆ

2.เป็นกจิ กรรมท่ีทา้ ทาย
- กระตนุ้ ผู้เรียนในการเรยี นรู้สงิ่ ใหมๆ่

3.เป็นกิจกรรมที่ทา้ ทาย ความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ
4.เป็นกจิ กรรมทสี่ ่งเสริมใหน้ กั เรียนมคี วามกลา้ แสดงออก

-กลา้ พดู กลา้ คิด กล้าแสดงความคิดเหน็

ตัวอยา่ งสนาม BBL

๑๒

สนามBBL นบั เป็นห้องเรียนนอกสถานทอ่ี ย่างหนง่ึ ท่ีมีไว้สำหรับใหผ้ ู้เรยี นได้เรียนรู้ แก้ปัญหา หือการ
ผ่อนคลายในการเรียน เป็นการฝึกฝนในด้านต่างๆ ทำให้เด็กนักเรยี นมีสมรรถภาพทางกายดีขึน้ และมีผลต่อ
ความฉลาดทางการเคลื่อนไหว ทำให้มีความฉลาดในการเคลื่อนไหวร่างกายที่สัมพันธ์ กับ ทักษะดีขึ้นการ
เคลอ่ื นไหวรา่ งกายพนื้ ฐาน และโดยเฉพาะทกั ษะทางไกล ปฏิกิรยิ าการตอบสนองการรับรแู้ ละการควบคุมการ
เคลื่อนไหวร่างกายตามคำสงั่ การฝกึ สมาธิ การทรงตวั หรอื การเคลอื่ นไหวตา่ งๆ

ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ข้นั ตอน
1.กจิ กรรมกระตนุ้ ผเู้ รียน

เป็นขนั้ ทีส่ รา้ งความเร้าความสนใจให้กับนักเรียน กระต้นุ ให้ผเู้ รียนสงสยั อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง
เช่น การเต้นตามเพลงพร้อมท่าประกอบ หรือการตั้งคำถามชวนคลายข้อสงสัย หรือกิจกรรมก่อนเข้าเรียนท่ี
สนกุ สนานและสอดคล้องกับเน้อื หาทเี่ ราจะสอน
2.ขั้นนำเสนอขอ้ มูลและความรู้

เป็นขั้นตอนท่ีครูเสนอความรู้ใหม่ให้กับนักเรยี น หรือเรียกว่า สอน ส่งเสริมให้เด็กมีความคดิ ที่คล้อย
ตามผู้สอน เสนอความรู้ใหม่ ด้วยวิธีการต่างๆของครู ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อการสอน วิดีโอการสอน หรือ
บทความการสอนตา่ งๆ
3.ข้ันลงมอื ทำ เรยี นรู้ ฝกึ ทำ และฝกึ ฝน

เป็นขั้นตอนท่ีใหน้ ักเรยี นไดล้ งมอื ปฏิบตั จิ รงิ ฝกึ คิด ฝกึ ทำ ฝกึ ทกั ษะตา่ งๆ ในสถานการณ์จรงิ ๆไมว่ ่าจะ
เป็นกิจกรรมกลุ่ม กิจกรรรมเดี่ยว หรือ กิจกรรมที่ทำเป็นทีม การลงมือทำ ซ้ำๆ บ่อยๆ ทำให้ผู้เรียนเกิด
ความคิดทสี่ รา้ งสรรค์ และพัฒนาความคดิ ขนึ้ ไปเรื่อย ๆ
4.ข้นั สรุปความรู้

เป็นขัน้ ตอนท่ีครูและนกั เรียนร่วมกันสรุปเนื้อหาสาระท่ีเรยี นมา โดยครูจะให้นักเรียนสรุปองค์ความรู้
ต่างๆเน้อื หาต่างๆทเี่ รียนและกิจกรรมทีฝ่ ึกฝนพร้อมกบั ครูจะคอยเสริมคอยสรปุ ให้ถูกต้องชดั เจนอกี คร้งั
5.ข้นั เกม

เป็นขั้นทส่ี นุกสนาน เปน็ กจิ กรรมเกมท่สี อดคล้องและสอดแทรกเนือ้ หาทเ่ี รียนลงไปในกิจกรรมนี้ เพื่อ
สรา้ งความสนกุ สนานใหน้ กั เรียนและสรา้ งความพรอ้ มให้กับนกั เรียนเพ่ือ ทำใหน้ กั เรยี นไมเ่ ครียดจนเกินไปและ
สร้างแรงจูงใจในกิจกรรมต่อไปในชั่วโมงถดั ไป
ตวั อย่างแผนการจัดการเรยี นรู้แบบ (Brain Based Learning) หรอื BBL

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ยกตัวอย่างคือแผนการจัดกาเรียนแบบ (Brain Based Learning) หรือ
BBL จากประสบการณ์การออกฝกึ วชิ าชพี ในสถานศึกษา2 ก็ได้มองเห็นถึงความสำคัญของผเู้ รียน ในดา้ นต่างๆ
จึงจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ BBL 5ขั้นตอนให้กับผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนยังอยู่ในระดับประถมศึกษาต้น
ครูผู้สอนจึงจำเป็นต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นความสนใจ เน้นและใส่ใจผู้เรียนเป็นส่วนมาก การจัดการ
เรยี นรู้ จะแบง่ ออก เป็น 3 ขน้ั
ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป เพราะ การจัดการเรียนในระดับประถมศึกษา เราจำเป็นต้องใส่ใจทุกรายละเอียด
ของผเู้ รยี นเพอื่ ท่ีจะได้พัฒนาผู้เรยี นให้เกิดการเรียนรูต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ ตามต้องการ ดังนัน้ นกั ศกึ ษาฝกึ ประสบ
การณืจึงมองเห็นว่า จัดการเรียนรู้แบบBBL สามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายได้ และได้
ยกตัวอยา่ ง การจัดการเรยี นรู้แบบBBL พร้อมการวดั และประเมินผล

๑๓

๕. งานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้อง

นรี นชุ นลิ ทะการ,รัชนวิ รณ์รณ อนตุ ระกลู ชยั (2562) ทำการวจิ ัยเรือ่ งการพฒั นาทกั ษะการเขียนคําที่
มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน สำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาท่ี 3 ผลการวจิ ัยพบว่า ผลการวัดทกั ษะการเขยี นคําที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา พบวา่ นักเรียน
มีผลการวัด ทักษะการเขียนคําที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราหลังจากการจัดเรียนรู้แบบสมองเปน็ ฐาน(Brain
based Learning : BBL) คิดเป็นร้อยละ 91.65 และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 13 คน คิดเป็น ร้อยละ
86.67 ของจำนวนนกั เรยี นท้งั หมด ซ่ึงผา่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนดไว้ คือร้อยละ 80 ของนกั เรียนท้งั หมด นักเรยี นมี
ความพึงพอใจต่อการจัดเรียนรูแ้ บบสมองเป็นฐาน (Brain-based Learning : BBL) โดยภาพรวมอยู่ในระดบั
มากทสี่ ดุ (คา่ เฉลี่ย 4.65)

ขวัญสกุล แจ่มใส(๒๕๖๒) ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำในภาษาไทยของ
นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๓ มีการพัฒนาทักษะในการอา่ น
ออกเสียงคำในภาษาไทยที่ดีขึ้นสังเกตจากการผลวิเคราะห์ในตาราง ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออก
เสียงคำในภาษาไทย และหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสยี งคำในภาษาไทย มีการพัฒนาขึ้น ร้อยละ
๓๖

กุสมุ า คผาง (2559) ทำการวจิ ัยเรอื่ ง ผลของการจดั การเรียนการสอนเขียนสะกดคำภาษาไทยโดยใช้
สมองเป็นฐานที่มีตอ่ ทกั ษะการเขยี นสะกดคำของนักเรียนในระดบั ประถมศกึ ษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ี
ได้รับการจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคำโดยใช้สมองเป็นฐานมีทักษะการเขียนสะกดคำหลังเรียนสูงกวา่
กอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 2 นักเรียนท่ีไดร้ บั การจัดการเรียนการสอนเขียนสะกดคำโดย
ใช้สมองเป็นฐานมที ักษะการเขยี นสะกดคำไม่แตกต่างจากนกั เรียนที่ได้รบั การจดั การเรยี นการสอนเขียนสะกด
คำแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมต่อการเรียนที่ไม่ผ่อน
คลาย อยู่ในระเบยี บตลอดเวลา ส่งผลใหไ้ ม่มคี วามม่ันใจในการตอบคำถาม และแสดงความคิดเหน็ แต่นกั เรยี น
กลุ่มทดลองมีความผ่อนคลาย ทำให้มีความม่ันใจในการตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยงั มีทักษะ
การฟงั ผอู้ นื่ ที่ดี สามารถช่วยกันหาวธิ ีแก้ปญั หาได้ มพี ฤติกรรมการเรยี นรู้ที่ดขี ้ึน คือมีความสุข และสนุกสนาน
ตลอดจนมีความสามารถในการเรียน คือ มีความเข้าใจและความจำในบทเรียนที่ดีขึ้นอีกด้วย แบบฝึกทักษะ
การอ่าน หมายถึง นวัตกรรมที่ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจและ
สามารถอ่านสะกดคำมาตราตัวสะกดแม่กนได้มากขึ้น ท้ังการอา่ นแจกลกู ประสมคำ การอา่ นออกเสยี งตัวสะกด
ทถ่ี ูกตอ้ ง

ศิรโิ สภา บุญลอย (2559) ทำการวิจยั เรอื่ งการใช้แบบฝกึ เรื่องมาตราตวั สะกดท่ีไม่ตรงตามมาตราที่มี
ต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทมุ ธานี ผลการวิจัย
พบว่า การพัฒนาแบบฝึกเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไมต่ รงตามมาตราที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.59/85.94 แสดงว่ามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
80/80 และผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเรือ่ งมาตราตัวสะกดทไี่ ม่ตรงตามมาตราของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1
ที่เรียนด้วยแบบฝึกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดับ .05 [ประไทย ศุภวิทยาเจรญิ
กุล (2557) ] ทำการวิจัยเรือ่ งการพฒั นาแบบฝึกเสริมทกั ษะการอ่านและการเขยี นสะกดคำโดยใช้การเรียนรู้
แบบร่วมมือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านกุงศรี ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01

๑๔

ไสว นามเกตุ (2555) ได้ศกึ ษาการปฏิบัตกิ ารพัฒนาการอ่านภาษาไทยเพ่ือจับใจความโดยใช้แบบฝึก
ทกั ษะชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบ้านโปรง่ ผลการวจิ ยั พบว่า ผลปฏิบตั กิ ารการพัฒนาการอ่านภาษาไทย
เพื่อจับใจความโดยใช้แบบฝึกทักษะ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ วงจรที่ 1-3 โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ รวมคะแนน
เฉลย่ี รอ้ ยละ 88.20 จำนวนนกั เรยี นทผ่ี ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 80 ทงั้ 3 วงจรซึง่ สงู กว่าเกณฑ์จึงสรปุ ไดว้ ่า นกั เรียน
มีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์การเปรียบเทียบทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลการ
ปฏิบัติการพัฒนาการอ่านภาษาไทยเพื่อจับใจความก่อนและหลังโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านทั้ง 3 วงจร
นกั เรยี นมีคะแนนรวมเฉล่ียก่อนเรยี นและหลงั เรียนเท่ากับ 16.76/ 26.46 นักเรยี นมีความสามารถอ่านและ
สรุปใจความสำคัญของเร่ืองได้ต้ังคำถามจากเร่ืองที่อ่านได้ตรงประเดน็ จากผลการทบทวนตัวอย่างงานวิจัยท่ี
จัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ เม่ือวิเคราะห์โดยภาพรวมนกั เรียนมีระดบั ผลการเรยี นรู้ท้ัง 3 ด้าน
รวมกันคอื ด้านความรู้ (K) ด้านผลผลติ /กระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ทรี่ ะดบั ดี

๑๕

บทที่ 3

วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย

การวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน โดยใช้แบบฝึกทักษะ
สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นนาอซิ าง ผูว้ จิ ยั ดำเนนิ การวิจยั ตามกรอบของหวั ข้อต่าง ๆ
ดงั นี้

ระเบยี บวธิ ีวิจยั

ดำเนนิ การวิจยั โดยใชร้ ะเบียบวธิ กี ารวิจัยก่งึ ทดลอง (Quasi Experiment Research) รว่ มกับวิจัยเชิง
ปฏิบัติการ (Action Research) วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative Data) ร่วมกับข้อมูลเชิง
คณุ ภาพ (Quantitative Data)

แหล่งขอ้ มูลการวจิ ัย

1. ประชากร
นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

เทยี บเคียงประชากรทม่ี ีจำนวนไม่จำกดั (Infinite Population)

2. กลุม่ ตัวอย่าง
นกั เรียนระดับช้นั ระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นบ้านนาอซิ าง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน ๒๑ คน วธิ ีการคัดเลือก เทยี บเคียงกบั ใชว้ ิธกี ารสุ่มแบบอาศัยความ
น่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือวา่ นักเรียนแต่ละคนของระดับช้ัน3 ของแต่ละปี
การศึกษาเมื่อวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่า มาจากบริบทของชุมชนเดียวกันจึงสร้างข้อสรุปว่าไม่มีความ
แตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดังกล่าวจึงเป็นเอกพันธ์ (Homogeneous Population) สามารถคัดเลือก
กลมุ่ ตวั อย่างโดยใชว้ ิธกี ารสุม่ แบบอาศัยความน่าจะเป็นอยา่ งงา่ ย

เคร่ืองมือการวจิ ยั

1. นวัตกรรม
1.1 เคร่ืองมอื ทีเ่ ปน็ นวัตกรรม นวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมเดิมเพอื่ ทดลองใช้

จัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำตาม
มาตราตวั สะกดแม่กน สำหรบั นกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 คือ แบบฝกึ ทักษะการอ่านสะกดคำมาตรา
แมก่ น
1.2 วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดำเนินการสร้างและหาประสิทธิภาพทั้งเชิงเหตุผล(Rational
Approach) และเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ตามแนวคดิ ของ เผชิญ กจิ ระการ (2544) ดังนี้

การสรา้ งและหาประสิทธภิ าพเชิงเหตุผล ให้ดำเนนิ การตามลำดับขัน้
1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการท่ี
เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน ซึ่งการวิจัยนี้จะสร้างหรือพัฒนาโดยอ้างอิง

๑๖

ตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการของสำราญ วังนุราช (2550) ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ทฤษฎี หลักการ
วธิ ีการทีจ่ ะนำมาใช้สำหรบั สร้างหรอื พฒั นานวัตกรรมทต่ี อ่ ยอดจากนวตั กรรมเดิม

2. สร้างฉบับร่างแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนโดยอ้างอิงจากผลการศึกษา
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้องดงั กล่าวขอ้ 1 ก่อนหนา้

3. สร้างแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ น เพอ่ื ให้
ผู้เชียวชาญประเมนิ ประสิทธภิ าพเชงิ เหตุผล แบบประเมนิ ความเหมาะสมที่สร้างแสดงแล้วในภาคผนวก ข

4. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective
Congruence: IOC) ของแบบประเมนิ ความเหมาะสมเพ่ือใหผ้ ู้เชียวชาญทำการประเมนิ ค่าความเทีย่ งตรง
เชงิ เนือ้ หา (Content Validity) ของแตล่ ะข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็น แบบประเมนิ ค่า IOC
กลา่ วแลว้ ในภาคผนวก ข

5. นำแบบประเมินค่า IOC ของแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอ่าน
สะกดคำมาตราแม่กน ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ด้านเทคโนโลยีการศึกษา และด้านการวิจัยหรือการวัด
ประเมนิ ผลด้านละ 1 คน (จำนวนผ้เู ช่ยี วชาญแต่ละด้านอาจใช้มากกว่า 1 คน แตเ่ ม่ือรวมกันแลว้ จำนวนควรเป็น
เลขคี่ ดังนั้น อาจใช้มากกว่า 3 คน) ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละ
ประเดน็ แตล่ ะขอ้ คำถามทป่ี ระเมินต้องมีคา่ เฉลย่ี อยา่ งนอ้ ย 0.5 หรอื ผู้เช่ยี วชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นว่ามี
ความตรง จึงจะตัดสนิ ว่า ขอ้ คำถามนั้นมีความเที่ยงตรง

ผลการประเมินพบว่า แตล่ ะข้อคำถามของแบบประเมินความเหมาะสมของนวตั กรรม
มีค่า IOC ระหว่าง 4.33 ถึง 5.00 หรือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรุปว่า
แบบสอบถามเพ่ือวดั ความเหมาะสมของนวัตกรรมมีความเท่ียงตรง ผลการประเมนิ ความเท่ียงตรงของแต่ละข้อ
คำถามของแบบสอบถามวดั ความเหมาะสมของนวตั กรรมแสดงแล้วดังภาคผนวกท่ี ข

6. นำแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนท่ีสร้างฉบับร่างแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน
เทคโนโลยีการศกึ ษา ดา้ นภาษา และด้านการวจิ ยั หรือการวดั ประเมินผลดา้ นละ 1 คน รวมทง้ั สิ้นจำนวน 3 คน
ทำการประเมนิ ความเหมาะสมดว้ ยแบบประเมนิ แต่ละ
ข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 3.50 จึงจะตัดสินว่า ข้อคำถามที่ประเมิน มี
ความเหมาะสม

7. นำแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ นทีผ่ ่านการประเมินดังกล่าวข้อ 6 มาแก้ไข
ปรบั ปรุงตามคำแนะนำของผู้เช่ยี วชาญ

8. จัดทำรูปเล่มแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนที่ผา่ นการสรา้ งและหาคณุ ภาพ
เชิงเหตผุ ลแลว้

การหาประสทิ ธภิ าพเชิงประจักษ์ ดำเนินการตอ่ จากผลการหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตุผล
0. นำแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนที่จัดทำเปน็ รูปเล่มแล้วมาทดลองใช้เพื่อหา

ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์กับนักเรียนระดับชั้น – โรงเรียน – อำเภอ – จังหวัด - ซึ่งเป็น
คนละกลุ่มกับกลุม่ เป้าหมายการวิจัย

การหาประสทิ ธภิ าพจะใช้วธิ กี ารเทยี บกบั เกณฑ์ประสทิ ธิภาพ E1/E2 = 80/80 เม่อื
E1 หมายถงึ รอ้ ยละของคะแนนรวมทงั้ หมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อย

ระหวา่ งการทดลองใช้แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน ซง่ึ เกณฑ์ประเมนิ ผ่านคอื ร้อยละ 80

๑๗

E2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังสิ้นสุดการ
ทดลองใช้แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน ซึ่งเกณฑ์ประเมนิ ผ่านคือ ร้อยละ 80

การตดั สินประสิทธภิ าพจากการทดลองใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน เมื่อ
เทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนดขึ้นว่า ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E = 80 ±2.55 แสดงว่า

1

ประสิทธิภาพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 แต่ถ้ามากกว่า หรือน้อยกว่า 80 ±2.5 แสดงว่า
ประสทิ ธภิ าพของ E สงู กวา่ หรอื น้อยกว่าเกณฑ์ท่ีต้ัง ตอ้ งปรบั นวัตกรรมให้เท่ากับเกณฑ์ท่ีตั้งคือ 80 ส่วนการ

1

ตดั สนิ ประสิทธิภาพของ E2 ทำเชน่ เดียวกบั E1 และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E1และ E2 ตา่ งกันมากกว่า
ร้อยละ 5 แสดงว่าประสิทธภิ าพของแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ นมีประสทิ ธภิ าพไม่เป็นไปตาม
เกณฑ์ ตอ้ งทำการปรับปรงุ ใหม่

2. จดั ทำรูปเลม่ แบบฝึกทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนพร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้
กบั นกั เรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 ซ่ึงเปน็ กลมุ่ ทเ่ี ปา้ หมายการวจิ ยั

ขอ้ ตกลง เนื่องดว้ ยปัจจัยจำกดั บางประการคอื โรงเรียนบา้ นนาอิซางเปน็ โรงเรยี นขนาดเล็กซ่ึง
สำหรับนกั เรียนระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 แลว้ เปดิ การเรียนการสอนเพยี งชน้ั เรยี นเดียวและมีนักเรยี นจำนวน
ทัง้ ส้ิน 12 คน และขาดความยนิ ยอมของโรงเรยี นที่มีบริบทใกล้เคียงกันท่ีจะให้ผู้วิจยั นำแบบฝึกทักษะการอ่าน
สะกดคำมาตราแม่กนมาทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นเดียวกันเพื่อหประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดังนั้น ด้วย
ปัจจัยจำกัดดังกล่าว จึงสร้างข้อตกลงว่า การทำวิจัยครั้งนี้จะขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของ
แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ น

2. เครื่องมือรวบรวมข้อมูล
2.1 ชนดิ ของเครอื่ งมือ เครื่องมือทใ่ี ช้รวบรวมขอ้ มูลประกอบดว้ ย แบบสอบถามวดั ระดับความพึง

พอใจ แบบสอบถามวดั ความเหมาะสมของนวตั กรรม แบบสอบถามวดั ความคิดเหน็ แบบทดสอบ
2.2 วธิ กี ารสร้างและหาประสทิ ธภิ าพ ดำเนินการสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพท้งั เชงิ เหตุผลและเชิง

ประจกั ษด์ ังนี้
การสร้างและหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล ดำเนินการตามลำดับขนั้
1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วข้องเพ่ือศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธีการที่

เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรม
แบบสอบถามวัดความคิดเห็นแบบทดสอบ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎี
หลักการ วิธกี ารต่าง ๆ ดงั น้ี

1.1 แบบทดสอบ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการทางการของ บุญชม
ศรสี ะอาด (2546) ซง่ึ เป็นท่ีมาของแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธีการทจี่ ะนำมาใชส้ ำหรับสรา้ งเครื่องมือรวบรวม
ขอ้ มลู ตามทกี่ ลา่ วถงึ

1.2 แบบสอบถามวดั ระดบั ความพงึ พอใจ สรา้ งตามแนวคิด ทฤษฎขี อง หลกั การ วิธกี าร
ทางการของผศ.ดร.พิชญ์สินี ชมภูคา (2558) ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่จะนำมาใช้
สำหรบั สร้างเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลตามที่กลา่ วถึง

๑๘

1.3 แบบสอบถามวัดความเหมาะสมของนวัตกรรม สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ
หลักการ วิธีการทางการของผศ.ดร.พชิ ญ์สนิ ี ชมภคู า (2558) ซ่ึงเปน็ ที่มาของแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วิธีการ
ท่จี ะนำมาใช้สำหรับสร้างเคร่อื งมือรวบรวมข้อมลู ตามทีก่ ลา่ วถึง

1.4 แบบสอบถามวดั ความคิดเห็น สร้างตามแนวคดิ ทฤษฎีของ หลกั การ วิธีการทางการ
ของผศ.ดร.พิชญ์สินี ชมภูคา (2558) ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่จะนำมาใช้สำหรับ
สรา้ งเครื่องมอื รวบรวมข้อมลู ตามทกี่ ลา่ วถึง

1.5 แบบสังเกต สร้างตามแนวคดิ ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการชาญชัยณรงค์ ทรงคาศรี
(2555) ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่จะนำมาใช้สำหรับสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล
ตามที่กลา่ วถงึ

1.6 แบบสอบถามวดั ระดบั ความพึงพอใจ สรา้ งตามแนวคดิ ทฤษฎขี อง หลักการ วิธกี าร
ผศ.ดร.พิชญ์สินี ชมภูคา (2558) ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด ทฤษฎี หลักการ วิธีการที่จะนำมาใช้สำหรับสร้าง
เคร่อื งมือรวบรวมข้อมลู ตามท่กี ล่าวถึง

2. สร้างฉบบั ร่างแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจ แบบสอบถามวดั ความเหมาะสมของนวัตกรรม
แบบสอบถามวดั ความคดิ เห็นแบบทดสอบ โดยอา้ งองิ ผลการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ยี วขอ้ งดังกล่าวข้อ
ย่อยข้อ1 ก่อนหน้า

3. สรา้ งแบบประเมนิ ค่า IOC เพื่อใหผ้ ูเ้ ชียวชาญทำการประเมินความเที่ยงตรงเชงิ เน้ือหา แต่ละข้อคำถาม
ของแตล่ ะประเด็นของเครือ่ งมอื รวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนดิ แบบประเมินค่า IOC ของเครอ่ื งมอื รวบรวมขอ้ มลู แต่
ละชนดิ กลา่ วแล้วในภาคผนวก ข การตรวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมือของผเู้ ชีย่ วชาญ

4. นำแบบประเมนิ ค่า IOC ของเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดท่ีสร้างฉบับร่างไปให้ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านภาษา ดา้ นเทคโนโลยีการศึกษา และดา้ นการวิจัยหรือการวัดประเมินผลด้านละ 1 คน (จำนวนผู้เชีย่ วชาญแต่
ละด้านอาจใช้มากกว่า 1 คน แต่เมื่อรวมกันแล้วจำนวนควรเป็นเลขคี่ ดังนั้น อาจใช้มากกว่า
3 คน) ทำการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแต่ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นด้วยแบบประเมิน IOC แต่
ละข้อคำถามของแต่ละประเด็นที่ประเมนิ ต้องมีค่าเฉลี่ยอยา่ งน้อย 0.5 หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน
เหน็ วา่ มีความตรง จงึ จะตดั สนิ ว่า ขอ้ คำถามนนั้ มคี วามเที่ยงตรง ผลการประเมินพบว่า

4.1 แต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบมีค่าดรรชนีความสอดคล้องระหว่าง 4.33 ถึง 5.00
หรือผู้เช่ียวชาญจำนวน 2 ใน 3 คนเห็นว่ามีความตรง จึงลงข้อสรปุ วา่ แต่ละข้อของแบบทดสอบสอบมีความ
เที่ยงตรง ผลการประเมินความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบทดสอบแสดงแล้วดังภาคผนวก ข การ
ตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมอื ของผ้เู ช่ียวชาญ

4.2 แต่ละข้อคำถามของแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีค่าดรรชนีความสอดคล้อง
ระหวา่ ง 4.33 ถงึ 5.00 หรือผูเ้ ชย่ี วชาญ
จำนวน 2 ใน 3 คนจึงลงข้อสรุปว่า แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมีความเที่ยงตรง ผลการประเมิน
ความเที่ยงตรงของแต่ละข้อคำถามของแบบถามวัดระดับความพึงพอใจแสดงแล้วดังภาคผนวก ข การตรวจสอบ
คุณภาพเครือ่ งมือของผ้เู ช่ียวชาญ

5.นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนดิ ทผี่ ่านการประเมนิ ดงั กล่าวขอ้ 4 มาแก้ไขปรับปรงุ
ตามคำแนะนำของผู้เชีย่ วชาญ

6. จัดทำรปู เล่มเครอ่ื งมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนิดท่ีทำการแก้ไขแลว้ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

๑๙

การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ ดำเนนิ การตอ่ จากผลการหาประสิทธภิ าพเชงิ เหตุผล
1.นำเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อม่ัน

(Reliability) โดยทดลองใช้กบั นักเรยี นระดบั ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบ้านนาอิซาง อำเภอพชิ ัย จงั หวดั
อุตรดิตถ์ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มที่เป็นเป้าหมายการวิจัย การหาค่าความเชื่อมั่นใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธ์ิ
แอลฟาของครูอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑ์ประเมินผ่านทั้งฉบับที่ 0.7 ถ้าน้อย
กวา่ ตอ้ งทำการปรับปรุงเครื่องมือใหม่

2. ปรบั ปรุงเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแตล่ ะชนิดหากพบว่า คา่ สัมประสิทธิแ์ อลฟาตำ่ กว่า
0.7

3. ยกเว้นแบบทดสอบ จดั ทำรูปเล่มเคร่อื งมือรวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนิด พรอ้ มสำหรับการนำไป
ทดลองใชก้ บั นักเรียนระดับชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านนาอิซาง อำเภอพชิ ัย จงั หวัดอุตรดิตถ์ซึ่งเป็น
กลมุ่ เปา้ หมายการวจิ ัย

สำหรับแบบทดสอบนั้น เมื่อทำการประเมินความเที่ยงตรงและความเชือ่ มั่นแล้ว ก่อนนำไป
ทดลองใช้กบั นกั เรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ซึง่ เปน็ กลุ่มที่เปา้ หมายการวจิ ยั ตอ้ งดำเนนิ การต่อจากข้อ 3
เพ่อื หาคา่ ความยากง่าย และคา่ อำนาจ การจำแนกต่อดงั นี้

4. นำแบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ข้อ
คำถามที่ดีของแบบทดสอบประเภท 4 ตัวเลือกจะมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สุมาลี จันทร์
ชะลอ. 2542) ถา้ เป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมีคา่ ความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อ้าง
ถึงใน เยาวดีรางชัยกุลวบิ ูลย์ศรี. 2552) (ใหเ้ ลอื กเกณฑ์การตัดสินความยากง่ายอย่างใดอย่างหนึ่งตามลักษณะ
ตัวเลอื กของแบบทดสอบท่ีใช้)

5. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะห์คา่ อำนาจการจำแนกโดยใชใ้ ช้โปรแกรมสำเรจ็ รูป
6. จัดทำรูปเล่มของแบบทดสอบ พรอ้ มสำหรับการนำไปทดลองใชก้ ับนักเรยี นระดบั
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบ้านนาอซิ าง อำเภอพชิ ยั จงั หวดั อุตรดิตถ์ซึง่ เป็นกลมุ่ เปา้ หมายการวจิ ัย
ข้อตกลง เนื่องด้วยปัจจัยจำกัดบางประการเช่นเดยี วกับดังกล่าวแล้วในหัวข้อ “วิธีการสร้าง
และหาคุณภาพของนวัตกรรม” จงึ สร้างขอ้ ตกลงว่า การวิจัยคร้งั นจ้ี ะละเว้นการหาประสิทธภิ าพ เชิงประจักษ์
ซึ่งประกอบด้วย การหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมอื รวบรวมข้อมูลทุกชนิด การหาค่าความยากง่าย และค่า
อำนาจการจำแนกซ่งึ เฉพาะสำหรบั แบบทดสอบ

การดำเนินการรวบรวมขอ้ มลู

1. ทำหนังสอื ถึงคณบดคี ณะบดคี ณะครุศาสตร์เพ่อื ร้องขอให้ออกหนังสือราชการถึงผอู้ ำนวยการโรงเรียน
บา้ นนาอซิ าง อำเภอพชิ ยั จงั หวัดอตุ รดติ ถ์ เพื่อขออนญุ าตทีจ่ ะทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรู้เรอ่ื งการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนของนกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3

2. ประชุม ช้แี จง และสรา้ งขอ้ ตกลงกบั นกั เรียนระดับช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 เก่ียวการทดลองใช้แบบ
ฝึกทักษะจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการเรยี นรูเ้ รื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนกบั นักเรยี น
ระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3

3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน กับ
นักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โดยทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะ

๒๐

4. ทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภายหลังการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน โดยทดลองใช้แบบฝกึ
ทักษะ

5. ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตอบแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจจากการจัด
กิจกรรมการเรียนรเู้ พอ่ื พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นรู้เร่ืองการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน โดยทดลองใช้
แบบฝกึ ทักษะ

การวิเคราะหข์ ้อมลู

1. การวิเคราะห์ขอ้ มลู เพื่อหาคุณภาพและประสทิ ธิภาพของเคร่ืองมือการวจิ ัย
1.1 ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และ ส่วน

เบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรปู
1.2 ประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ของนวัตกรรมที่สร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์

ประสิทธิภาพ E /E วิธกี ารวิเคราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเรจ็ รปู
12
1.3 ความเท่ยี งตรงเชิงเนื้อหาของเครือ่ งมือรวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนิด วเิ คราะหด์ ้วยคา่ ดรรชนี

ความสอดคลอ้ งหรือ IOC วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรปู
1.4 ความเชอ่ื มั่นของเคร่อื งมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วเิ คราะห์ดว้ ยค่าสมั ประสิทธิ์แอลฟาของครอ

นบาค วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ช้โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูป
1.5 ความยากงา่ ยของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธกี ารวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรปู
1.6 คา่ อำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อ วิธีการวิเคราะห์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

สำเรจ็ รูป

2. การวิเคราะหข์ อ้ มูลการวจิ ัย
2.1 ผลการเรียนรู้ของนักเรยี น วเิ คราะหด์ ้วยคา่ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
2.2 ระดบั ผลการเรยี นร้ขู องนกั เรียน วิเคราะหโ์ ดยการเปรียบเทยี บร้อยละของค่าคะแนนเฉล่ียกับ

ระดับผลการเรยี นรู้ตามเกณฑ์ของ สพฐ.
2.3 ผลการทดลองใช้การอ่านสะกดคำมาตราแม่กนวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ Paired -

Sample t Test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95% วิธีการวิเคราะห์ใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป

2.4 ระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิธีการวิเคราะห์ใช้
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรปู

2.5 เกณฑ์ประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ด้วยช่วงระดับค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์
ของบญุ ชม ศรีสะอาด (2545)

การนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

นำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลด้วยตาราง พร้อมท้ังบรรยายเปน็ ความเรยี งประกอบ

๒๑

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู

การวจิ ยั เรอื่ งการพัฒนาทกั ษะการอา่ นสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแมก่ นโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
สำหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนบา้ นนาอซิ าง ผวู้ จิ ัยเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ตามประเดน็
ของวัตถุประสงคก์ ารวิจยั ดงั นี้

1. เพ่ือพฒั นาแบบฝกึ ทกั ษะสำหรับพฒั นาผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรู้เรอื่ งการอ่านสะกดคำตามมาตรา
ตวั สะกดแม่กน ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 3

2. เพือ่ ทดลองและศกึ ษาผลการทดลองใช้แบบฝึกทกั ษะ จัดกิจกรรมการเรยี นรูเ้ ร่ืองการอา่ นสะกดคำ

ตามมาตราตัวสะกดแมก่ น ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3
3. เพ่ือศกึ ษาระดับความพงึ พอใจของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีตอ่ การทดลองใชแ้ บบฝึก

ทกั ษะ จดั กิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการอา่ นสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแมก่ น

ผลการพฒั นาแบบฝึกทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน

0. นวัตกรรมทส่ี รา้ ง
แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ น ประกอบด้วย มาตราแมก่ น แบบทดสอบการอา่ นก่อน

เรียน แบบฝึกทกั ษะท่ี ๑ อา่ นและเขียนสะกดคำแมก่ น แบบฝึกทกั ษะท่ี ๒ เขียนคำคภู่ าพแมก่ น แบบฝึกทักษะ
ท่ี ๓ เขียนคำแมก่ น จากคำอ่าน แบบฝกึ ทกั ษะท่ี ๔ เรยี งคำนำความหมาย แบบฝึกทกั ษะท่ี ๕ จบั คู่คำคล้องจอง
ในมาตราแม่กน แบบฝึกทกั ษะท่ี ๖ แต่งประโยคใหด้ ีมีความหมาย แบบทดสอบการอา่ นหลังเรยี น เฉลยแบบฝึก

ทักษะท่ี ๑ อ่านและเขยี นสะกดคำแมก่ น เฉลยแบบฝกึ ทกั ษะท่ี ๒ เขยี นคำคู่ภาพแมก่ น เฉลยแบบฝึกทกั ษะที่ ๓
เขยี นคำแมก่ นจากคำอ่าน เฉลยแบบฝึกทกั ษะที่ ๔ เรยี งคำนำความหมาย เฉลยแบบฝึกทักษะที่ ๕ จับคู่คำคล้อง

จองในมาตราแม่กน เฉลยแบบฝึกทกั ษะท่ี ๖ แตง่ ประโยคให้ดมี คี วามหมาย
รายละเอยี ดของแบบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ น แสดงแลว้ ดงั ภาคผนวกท่ี ......

2. การหาประสิทธภิ าพของนวัตกรรม
2.1 การหาประสทิ ธภิ าพเชิงเหตุผล (Rational Approach) เมื่อประเมนิ ความเหมาะสมของ

แบบฝึกทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมจากผู้เช่ียวชาญจำนวน 3
คน ผลการประเมนิ แสดงดังตารางท่ี 1

ตารางที่ 1:แสดงผลการประเมนิ ความเหมาะสมของแบบฝกึ ทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนจาก
ผเู้ ชยี่ วชาญจำนวน 3 คน

ประเดน็ ท่ีประเมิน รายการประเมนิ ̅ .
มีความเหมาะสม สอดคล้องกบั มาตรฐานและตวั ช้วี ัด
ดา้ นเนื้อหา จำนวนคำทีใ่ ช้ฝึก เหมาะสมกบั เวลา 4.67 0.577
คำที่ใชเ้ หมาะสมกบั เด็กทใ่ี ชใ้ นชีวติ ประจำวนั 4.67 0.577
5.00 0.000

๒๒

ตารางที่ 1: แสดงผลการประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ นจากผู้เชย่ี วชาญจำนวน 3
คน (ต่อ)

ประเด็นที่ประเมนิ รายการประเมิน ̅ .
คำชแี้ จงมคี วามชดั และเขา้ ใจงา่ ย
ดา้ นภาษา ภาษาใช้อธิบาย และสือ่ ความหมายเขา้ ใจงา่ ย 4.67 0.577
ด้านสอ่ื การสอน ภาษาทีใ่ ช้ในแบบฝกึ ทักษะมคี วามถูกตอ้ งเหมาะสม 4.67 0.577
ดา้ นการออกแบบ มรี ูปภาพ สีสันสดใส 5.00 0.000
ด้านประโยชน์ท่ไี ด้รับ ถกู ต้อง ชดั เจน มรี ูปแบบการนำเสนอท่ีน่าสนใจ 4.67 0.577
มีความทนั สมยั ต่อการใชง้ าน 4.67 0.577
ดา้ นกิจกรรม สอ่ื นำเสนอได้ชัดเจน ตรงประเด็น 4.67 0.577
ใชง้ านงา่ ยไม่ซับซ้อน 4.67 0.577
ความเหมาะสมของตวั อกั ษรทใ่ี ช้ ขนาด สี ชัดเจน 5.00 0.000
การจดั ตำแหน่งของคำ 4.67 0.577
ความเหมาะสมโดยรวมของโทนสี 4.67 0.577
สามารถนำความรู้ท่ีไดร้ บั ไปใชใ้ นการฝึกอา่ นสะกดคำ 4.67 0.577
มีความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การอา่ นสะกดคำมาตราแม่กนเพิ่มมาก 4.67 0.577
ขนึ้ 4.67 0.577
เวลาจดั กจิ กรรมเหมาะสม
ผเู้ รยี นไดเ้ รียนรูจ้ ากการทำงานเปน็ กลุ่ม 4.33 1.155
สามารถอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นได้ 4.67 0.577
มคี วามสอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคเ์ หมาะสมกับวยั 4.33 1.155
ผ้เู รยี นเรยี นรูค้ ำศพั ท์ใหม่ๆ จากการอ่านสะกดคำ 4.67 0.577
ผู้เรียนสามารถนำองค์ความร้เู ดมิ ไปต่อยอดองคค์ วามรู้ใหม่ 4.67 0.577
ได้ 4.67 0.577

จากตารางที่ 1 พบว่า แต่ละรายการทีป่ ระเมนิ ของแตล่ ะประเด็นมีค่าเฉล่ยี ตัง้ แต่ 4.33 ซึ่งผา่ นเกณฑ์
ประเมินข้ันตำ่ คือ 3.50 ดังนั้น จึงสรุปว่าแบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นมีความเหมาะสม

2.2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach)วิธีการหาประสิทธิภาพเชิง
ประจักษข์ องแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน จะใช้วิธีการเทยี บกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 =
80/80 โดยนำแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนที่หาประสิทธิภาพเชิงเหตุผลแล้วไปทดลองกับกลุ่ม

นกั เรียนที่เปน็ คนละกลุ่มกบั เปา้ หมายการวจิ ยั แตต่ ามขอ้ ตกลงดงั ระบใุ นบทที่ 3 ว่า เนอื่ งดว้ ยปจั จัยจำกัดบาง
ประการคอื โรงเรยี นบา้ นนาอซิ างเป็นโรงเรียนขนาดเล็กซึง่ สำหรับนักเรยี นระดับช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 เปิดการ

เรียนการสอนเพียงชั้นเรียนเดียวและมีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 21 คน และขาดความยินยอมของโรงเรียนที่มี
บริบทใกล้เคียงกันที่จะให้ผู้วิจัยนำแบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนมาทดลองใช้กับนักเรียน
ระดับชั้นเดียวกันเพื่อหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ การทำวิจัยครั้งนีผ้ ู้วิจัยขอละเว้นการหาประสิทธิภาพเชงิ

ประจกั ษข์ องแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นดังข้อตกลงแล้วในบทท่ี 3
2.2 การหาประสิทธิภาพเชิงประจกั ษ์ วธิ กี ารหาประสทิ ธิภาพเชงิ ประจักษ์ของแบบฝึกทักษะการ

อ่านสะกดคำมาตราแม่กนจะใชว้ ิธกี ารเทยี บกับเกณฑป์ ระสิทธภิ าพ E1/E2 = 80/80 โดยนำแบบฝึกทกั ษะการ
อา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นทหี่ าประสทิ ธภิ าพเชงิ เหตผุ ลแล้วไปทดลองกบั นกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรยี นบา้ นนาอซิ าง อำเภอลอง จงั หวัดแพร่ ปีการศึกษา 2564

๒๓

จำนวน 21 คน นักเรยี นกลุ่มดังกล่าวเป็นคนละกลุ่มกับเป้าหมายการวจิ ยั ผลการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์
พบว่าแบบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน มีประสิทธิภาพของ E1/E2 = 77.5/81.5 และเมื่อนำมา
เปรียบเทยี บกับเกณฑ์ประสิทธภิ าพท่ีกำหนดคือ E1/E2 = 80/80 พบวา่ แบบฝกึ ทักษะการอ่านสะกดคำมาตรา
แมก่ นมปี ระสทิ ธิภาพเชิงประจักษ์ตามเกณฑ์ท่ีกำหนด สำหรบั ผลการคำนวณหาประสิทธภิ าพเชิงประจักษ์ของ
E1/E2 จากการทดลองใช้กบั กลมุ่ นักเรยี นท่ีเป็นคนละกลุ่มกบั เป้าหมายการวิจัยนัน้ แสดงแล้วในภาคผนวกท่ี…….

การพฒั นาผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้

คะแนนผลสมั ฤทธก์ิ ารเรียนรู้
จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน ด้วยนวัตกรรมที่แตกต่างกนั 2
นวัตกรรมกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2564
จำนวน 21 คน ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง ครั้งแรกโดยการทดลองใช้วิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิม ส่วนครั้งที่สอง
โดยทดลองใชแ้ บบฝึกทักษะและวธิ กี ารเรียนร้แู บบ BBL ( Brain Based Learning ) หรอื การใชส้ มองเป็นฐาน
คะแนนผลสมั ฤทธิก์ ารเรยี นรขู้ องกลมุ่ ตัวอยา่ งจากวิธีการจัดกิจกรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยนวตั กรรมทแ่ี ตกต่างกนั ท้ัง 2
นวตั กรรม แสดงดังตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2: แสดงคะแนนผลสัมฤทธิก์ ารเรยี นรูเ้ รื่องการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ น จากการจัดกิจกรรมที่

แตกตา่ งกัน 2 นวัตกรรมกบั กลุ่มตัวอย่างเดยี วกนั นวตั กรรมแรกโดยทดลองใช้วิธีและเทคนิคการสอนวธิ ีเดิม และ
นวัตกรรมที่ 2 โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวธิ ีการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการ
ใชส้ มองเป็นฐาน เมือ่ คะแนนเตม็ ของแต่ละนวัตกรรมเท่ากบั 30 คะแนน และเท่ากบั 30 คะแนน ตามลำดับ

ท่ี คะแนนผลสัมฤทธิ์การเรยี นรขู้ อง คะแนนผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนรูข้ อง
นวัตกรรมแรก นวตั กรรมทีส่ อง

1 18 23

2 17 22

3 17 19

4 21 23

5 22 23

6 19 21

7 18 22

8 20 25

9 21 23

10 21 20

11 23 25

12 20 22

13 19 21

14 18 19

15 18 20

16 16 18

๒๔

ท่ี คะแนนผลสมั ฤทธก์ิ ารเรียนรู้ของนวัตกรรม คะแนนผลสมั ฤทธิ์การเรยี นรขู้ องนวตั กรรมที่
แรก สอง
17 19 23
18 21 23
19 20 22
20 19 21
21 18 21

รวม 21 คน รวมคะแนน 405 รวมคะแนน 456

̅ . . หรือคิดเป็นรอ้ ย ̅ 21.71 1.848 หรือคิดเปน็ ร้อยละ
ละ64.3 21.71

จากตารางที่ 2 พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เร่ืองการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน โดยทดลองใช้

วิธีและเทคนิคการสอนวิธีเดิมกับกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ 405

คะแนน คิดเป็นร้อยละ 64.3 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.79 และเมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง

เดียวกันโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวธิ ีการเรยี นรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรอื การใช้สมอง

เป็นฐานกบั กลุม่ ตัวอย่างเดิม กลุ่มตัวอย่างมคี า่ คะแนนเฉลยี่ ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรียนรู้ 456 คะแนน คิดเป็นร้อยละ

21.71 ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.848

2. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิก์ ารเรียนรู้

เมื่อใช้วิธีการทางสถิติ Pair – Sample t-Test วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่อง

การอ่านสะกดคำมาตราแม่กน ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยครั้งแรกทดลองใช้วิธีและเทคนิคการสอน

วิธีเดมิ และครง้ั หลังทดลองใช้แบบฝกึ ทักษะและวธิ ีการเรียนรแู้ บบ BBL ( Brain Based Learning ) หรอื การใช้

สมองเป็นฐาน ผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธกิ์ ารเรยี นรู้ของกลุ่มตวั อย่างจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย 2

นวัตกรรมทแี่ ตกต่างกันดังกลา่ วแสดงดังตารางท่ี 3

ตารางท่ี 3: แสดงผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธกิ์ ารเรียนรเู้ รือ่ งการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นของกลุม่ ตัวอย่าง

เดยี วกันระหว่างการจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยทดลองใช้วธิ ีและเทคนิคการสอนวธิ ีเดมิ และโดยทดลองใช้แบบ

ฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใช้สมองเป็นฐานเมื่อ α = 0.05

หรือท่รี ะดับความเชอ่ื มน่ั 95 %

Pair – Sample t Test

นวัตกรรม จำนวน คะแนน ค่าคะแนนเฉลยี่ ส่วนเบีย่ งเบน เกณฑร์ ะดับผลการเรยี นรขู้ อง สพฐ.
(คน) เตม็ ( ̅ ) มาตรฐาน ทีกำหนดและระดับผลการเรียนรทู้ ่ี

( ) เทยี บ

A 21 30 19.29 1.793 เกณฑ์ สพฐ. ดี (70-74 %)
ผลการเรยี นรู้ ค่อนขา้ งดี (64.3%)

B 21 30 21.71 1.848 เกณฑ์ สพฐ. ดี (70-74 %)
ผลการเรียนรู้ ดี (72.37%)

๒๕

Pair –Sample Statistics Sig. t df Sig. (2-tailed) Confidence Level
20 .000 (%)
Pair Sample Correlation .001 -
Pair…. Pretest – posttest 7.577 95

1. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรอ่ื งการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน โดยคร้งั แรกทดลองใช้วธิ ีและเทคนิค
การสอนวิธีเดิม และครั้งที่สองโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based
Learning ) หรอื การใชส้ มองเปน็ ฐาน พบว่า มีผลตอ่ ผลสมั ฤทธ์กิ ารเรียนรขู้ องกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันอย่างมี

นยั สำคญั ทางสถิติที่ α 0.05 หรอื ท่ีระดบั ความเชื่อม่นั 95%
2. เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลีย่ พบว่า การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่องการอา่ นสะกดคำ

มาตราแม่กน โดยทดลองใช้วิธแี ละเทคนิคการสอนวธิ ีเดิม คา่ คะแนนเฉลี่ยของกลมุ่ ตัวอย่างเท่ากับ
64.3 ส่วนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกันโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวิธีการเรียนรู้แบบ BBL (
Brain Based Learning ) หรือการใช้สมองเป็นฐาน ค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ72.37 ดังน้ัน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้วิธีและเทคนิคการสอนวิธเี ดิม มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของกลมุ่
ตวั อย่างต่ำกวา่ การทดลองใช้แบบฝกึ ทกั ษะและวธิ ีการเรียนรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใช้

สมองเปน็ ฐานอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ี่ α 0.05 หรือทร่ี ะดบั ความเช่ือมัน่ 95%
3. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนโดยทดลองใช้แบบฝึกทกั ษะ

และวธิ กี ารเรยี นรู้แบบ BBL ( Brain Based Learning ) หรือการใชส้ มองเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง
มีค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ72.37 ซึ่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของ สพฐ. พบว่า มีผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ที่ระดับดี

ดังนั้นจึงสรปุ ว่า ที่ระดับมีนัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเชื่อมั่น 95%การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนโดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะและวิธกี ารเรียนรู้แบบ BBL ( Brain
Based Learning ) หรือการใช้สมองเป็นฐานมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้เรื่องดังกล่าวของนักเรียน
ระดับช้ันประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง อำเภอพิชยั จงั หวดั อุตรดิตถ์

ผลการพฒั นาทกั ษะดา้ นการอ่าน

0. คะแนนก่อน-หลงั การทดลอง
จากการทดสอบการอ่านเพื่อวัดความคงทนของความรู้เดิมจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

เร่อื ง การอา่ นสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแมก่ น สำหรบั นักเรยี นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรยี นท่ี 2
ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 2๑ คน โดยใช้วิธีการและเทคนิคการสอน BBL และจากการทดสอบการอ่านหลัง
เรยี นการจัดกิจกรรมเรยี นรู้เรอ่ื งเดียวกันโดยการทดลองใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านเพ่ือพฒั นาผลการเรียนรู้ด้าน
ทกั ษะการอา่ นสะกดคำตามมาตราตัวสะกดแม่กน กบั นกั เรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศึกษา 2564 จำนวน 2๑ คน คะแนนผลการเรียนรู้ของวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้ง 2 วิธี แสดงดัง
ตารางท่ี 3

๒๖

ตารางที่ 3: แสดงคะแนนผลการเรยี นรู้เรือ่ ง การอ่านสะกดคำตามมาตราตวั สะกดแม่กน จากการจัดกิจกรรม

การเรยี นร้โู ดยใชว้ ธิ ีและเทคนิคการสอน BBL กบั นกั เรียนระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอิซาง
ปีการศึกษา 2564 จำนวน 21 คน และการทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ด้าน
ทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน

ที่ คะแนนทำแบบทดสอบกอ่ นการทดลอง คะแนนหลงั การทดลองใชน้ วตั กรรม
1 18 20
2 17 19
3 17 20
4 19 20
5 20 18
6 16 18
7 18 18
8 15 15
9 14 16
10 18 20
11 17 19
12 19 20
13 15 19
14 18 20
15 19 19
16 14 20
17 16 18
18 14 17
19 15 19
20 18 20
๒๑ 18 20

รวม 20 คน รวมคะแนน 355 รวมคะแนน 395

̅ = 16.90 = ๑.๘๔ ̅ = 18.81 = ๑.๔๓

จากตารางที่ 3 พบว่า ในการทำแบบทดสอบก่อนการทดลองใช้ แบบฝึกทักษะการอ่าน
เพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ดา้ นทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ น เพื่อวัดความคงทนของความรู้เดมิ จากการ

จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่ องเรื่อง การอ่านสะกดคำมาตราแม่กน สำหรับนักเรียนร ะ ดับ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านนาอซิ าง ปีการศึกษา 2564 จำนวน 2๑ คน ผลการทดสอบนักเรยี น มี

ค่าคะแนนเฉลี่ย 16.90 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.841 คะแนน ส่วนการทำ แบบทดสอบจากการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องเดียวกัน โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนาผลการเรียนรู้ดา้ นทักษะ
การอ่านสะกดคำมาตราแม่กนกับนักเรยี นระดับชั้นเดียวกัน ปีการศึกษา 2564 จำนวน 2๑ คน นักเรียนทง้ั

ชัน้ มีค่าคะแนนเฉลย่ี 18.81 คะแนน และค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน 1.436

๒๗

ระดับความพึงพอใจ

จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน โดยทดลองใช้แบบฝึกทักษะกับ
นักเรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2564 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 21 คน เมื่อวิเคราะหร์ ะดบั
ความพึงพอใจ ผลการวิเคราะห์แสดงดังตารางท่ี 4

ตารางที่ 4: แสดงระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 21 คนที่มีตอ่ การ

ทดลองใชแ้ บบฝึกทกั ษะจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ น

ประเด็นและรายการที่ประเมิน ̅ . ระดบั ความพึง

พอใจ

ด้านเน้อื หา

รายวชิ าเหมาะสม และสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการเรยี น 3.48 1.401 ปานกลาง

รายวิชาเหมาะสมกบั พ้ืนฐานความรขู้ องผ้เู รยี น 3.48 1.537 ปานกลาง

มีความสนใจ 3.90 1.338 มาก

เนื้อหาเขา้ ใจงา่ ย 3.86 1.315 มาก

นกั เรยี นมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม 3.48 1.365 ปานกลาง

มีการใช้ส่ือและเทคโนโลยี หรอื นวตั กรรมในการสอน 3.14 1.493 ปานกลาง

กิจกรรมการเรยี นการสอนสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ 2.95 1.658 ปานกลาง

เปดิ โอกาสให้นกั เรยี นซักถามปญั หา 3.43 1.287 ปานกลาง

รวม 3.47 0.128 ปานกลาง

ด้านสื่อการสอน

นักเรียนมคี วามรบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง 3.05 1.359 ปานกลาง

ใช้วธิ ีการสอนและส่อื อยา่ งหลากหลาย 3.29 1.488 ปานกลาง

กจิ กรรมการเรยี นสนกุ น่าสนใจ 2.95 1.627 ปานกลาง

ถกู ตอ้ ง ชดั เจน มีรปู แบบการนำเสนอท่ีน่าสนใจ 3.67 1.197 มาก

มีความสอดคล้องกบั เน้อื หา ช่วยให้เข้าใจเนือ้ หาไดช้ ดั เจนขึ้น 3.62 1.465 มาก

สื่อนำเสนอไดช้ ดั เจน ตรงประเดน็ 4.33 0.856 มาก

รวม 3.49 0.506 ปานกลาง

ด้านผ้สู อน

ครแู จง้ จุดประสงคก์ ารเรยี นรูช้ ัดเจน 3.43 1.434 ปานกลาง

สง่ เสริมใหน้ กั เรียนทำงานรว่ มกันเป็นกลุม่ 3.86 1.276 มาก

มีการเตรยี มการสอนล่วงหนา้ 3.48 1.401 ปานกลาง

มีความสามารถในการถ่ายทอดความร้ชู ่วยให้เกิดการเรียนรูใ้ นเน้อื หาวิชา 3.62 1.396 มาก

มคี วามร้ใู นเนื้อหาวิชาที่สอนเป็นอย่างดี 3.43 1.399 ปานกลาง

มีความเปน็ กนั เอง ให้คำแนะนำและรบั ฟงั ความคิดเหน็ 3.14 1.459 ปานกลาง

มกี ารกระตุน้ ให้นักเรียนมีความตืน่ ตัวอยเู่ สมอ 3.62 1.431 มาก

ครูใหค้ วามสนใจแกน่ ักเรยี นอยา่ งท่ัวถงึ ขณะสอน 3.48 1.537 ปานกลาง

ครูตงั้ ใจสอน ให้คำแนะนำ ความช่วยเหลอื อำนวยความสะดวกแก่นกั เรียน 3.38 1.499 ปานกลาง

สามารถอธิบายเนอื้ หาใหผ้ ูเ้ รยี นเข้าใจได้ 3.29 1.521 ปานกลาง

ครูเข้าสอนและออกสอนตรงเวลา 3.76 1.221 มาก

ครูประเมินอย่างยุติธรรม 3.90 1.338 มาก

ครมู ีบคุ ลิกภาพ การแต่งกายและการพดู จาอยา่ งเหมาะสม 3.67 1.197 มาก

รวม 3.54 0.108 มาก

๒๘

ตารางที่ 4: (ต่อ) แสดงระดบั ความพงึ พอใจของนักเรียนระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 21 คน

ที่มตี อ่ การทดลองใช้แบบฝึกทักษะจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เรอื่ งการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ น

ประเด็นและรายการที่ประเมิน ̅ . ระดับความพงึ พอใจ

ดา้ นนวัตกรรม

แบบฝึกทักษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นมีขอ้ แนะนำในการ 3.14 1.352 ปานกลาง
ปฏบิ ัติกิจกรรมทชี่ ัดเจนอ่านแลว้ เขา้ ใจง่าย 4.19 0.928 มาก
แบบฝกึ ทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนมีขนาดตัวอักษรท่ี 3.57 1.363 มาก
เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน 3.43 1.690
3.58 0.312 ปานกลาง
แบบฝกึ ทักษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นมภี าพประกอบ มาก
เหมาะสมและสวยงาม

แบบฝึกทกั ษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นมคี วามยากง่าย
เหมาะสมกับผ้เู รียน

รวม

ด้านสภาพแวดล้อม 3.62 1.431 มาก
การจัดบรรยากาศห้องเรียนเออ้ื ต่อการเรยี นการสอน 3.62 0.000 มาก
3.54 0.546 มาก
รวม
รวมทง้ั หมด

จากตารางท่ี 4 พบวา่ เมอ่ื วเิ คราะหโ์ ดยภาพรวม นกั เรยี นระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้าน
นาอิซาง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 21 คน มีความพึงพอใช้ต่อการทดลองใช้แบบฝึกทักษะ

จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนระดับ ( ̅ = 3.54 . = 0.546) แต่เม่ือ
วิเคราะห์เป็นรายดา้ นโดยเรยี งลำดบั ระดับค่าเฉลีย่ จากระดบั มากสุดไปหาน้อยสุด 3 ลำดับ พบว่า นักเรียนมี

ความพึงพอใจต่อด้านสภาพแวดล้อม ( ̅ = 3.62 = 0.000) สูงสุด มีความพึงพอใจระดับ มาก

รองลงมาคือดา้ นนวตั กรรม ( ̅ = 3.58 = 0.312) มคี วามพึงพอใจระดบั มาก และลำดับสุดทา้ ยคือด้าน

เน้ือหา ( ̅ = 3.47 = 0.128) มีความพึงพอใจระดับปานกลาง

๒๙

บทท่ี 5

สรุป อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ

สรปุ ผลการวิจยั

เปา้ หมายของการวจิ ัยในชัน้ เรียนเพื่อตอ้ งการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนของนักเรียน
ระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบ้านนาอิซาง อำเภอพชิ ยั จงั หวัดอุตรดิตถ์ โดยทดลองใช้การพัฒนาแบบ
ฝึก เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน ทฤษฎี หลักการ วิธีการ ในงานวิจัยของ [นีรนุช นิลทะ
การ,รัชนวิ รรณ อนุตระกูลชัย (2562)] ทำการวิจัยเรือ่ งการพัฒนาทักษะการเขียนคําที่มตี ัวสะกดไม่ตรงตาม
มาตรา ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 3 ผลการวิจัย
พบวา่ ผลการวดั ทักษะการเขียนคาํ ที่มีตวั สะกดไม่ตรงตามมาตรา พบว่า นกั เรียนมีผลการวดั ทักษะการเขียน
คําทีม่ ตี วั สะกดไมต่ รงตามมาตราหลังจากการจัดเรียนรแู้ บบสมองเปน็ ฐาน(Brain based Learning : BBL) คิด
เป็นร้อยละ 91.65 และมีนักเรียนที่ผา่ นเกณฑ์จำนวน 13 คน คิดเป็น ร้อยละ 86.67 ของจำนวนนักเรยี น
ทั้งหมด ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัด
เรียนร้แู บบสมองเปน็ ฐาน (Brain-based Learning : BBL) โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มากทสี่ ุด (คา่ เฉลี่ย 4.65)
พบว่านักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3 ดังกล่าวมีระดับผลการเรียนรูเ้ กี่ยวกบั ทักษะด้านการอ่านต่ำกว่า
ตง้ั แต่ระดับ ดี ตามเกณฑข์ อง สพฐ. ซึ่งเปน็ เกณฑก์ ารประเมินผลผ่านการเรยี นรู้

เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการพฒั นาแบบฝึก เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน
กับนกั เรยี นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 21 คนทีเ่ ปน็ กลุ่มตัวอย่างโดยทดลองใช้
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้จากวธิ ีและเทคนิคการสอนแบบเดิม แล้วเปรียบเทียบระดบั ผลการพัฒนาทักษะการ
อา่ นสะกดคำมาตราแมก่ นด้วยค่าคะแนนเฉลยี่ ของการทำแบบทดสอบกอ่ น-หลังการทดลองใช้การพัฒนาแบบ
ฝกึ เรอ่ื งพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ นการวเิ คราะห์ผลการเปรยี บเทยี บดงั กล่าวด้วยพบว่า ต้ังแต่
ระดบั ดีตามเกณฑข์ องสพฐ. ดว้ ย Pair – Sample t Test พร้อมทั้งวดั ระดับความพึงพอใช้ ผลการวจิ ยั พบวา่

1. กลุ่มตัวอย่างมีผลการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแมก่ นที่ระดับดี เมื่อเทียบกับ
ตั้งแต่ระดับดีตามเกณฑ์ของ สพฐ. ซึ่งตีความว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทดลองใช้การพัฒนาแบบฝกึ
เรือ่ ง พฒั นาทักษะการอา่ นสะกดคำมาตราแม่กน มผี ลต่อการพฒั นาทกั ษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนของ
นกั เรยี นระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบา้ นนาอซิ าง อำเภอพิชัยจังหวัดอุตรดิตถ์ อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ทิ ่ี 0.05 หรือทร่ี ะดบั ความเชื่อมั่น 95%

2. เมื่อทำการประเมินระดับความพึงพอใจซึ่งกำหนดเป็น 5 ด้านประกอบด้วยด้านผู้สอน ด้านเนื้อหา
ดา้ นกิจกรรม ดา้ นองคป์ ระกอบนวตั กรรม ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล พบว่า เมอื่ วเิ คราะห์โดยภาพรวม นกั เรยี น
ระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นนาอิซาง อำเภอพิชยั จังหวัดอุตรดติ ถ์ มีความพึงพอใจโดยภาพต่อ
การทดลองใช้การพฒั นาแบบฝึก เร่อื ง พัฒนาทักษะการอา่ นสะกดคำมาตราแมก่ น ทีร่ ะดับ มาก

๓๐

อภิปรายผลการวิจัย

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในบทที่ 4 ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาสู่การอภิปรายผลการวิจัย
ประกอบด้วยผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน และระดับความพึงพอใจของนักเรียน แต่ละ
ประเด็นดงั กลา่ ว นำมาอภิปราย ดงั น้ี

1. ผลสัมฤทธิ์การเรียนรขู้ องนักเรียน
จากผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลในบทที่ 4 พบวา่ ภายหลงั จากการจัดกิจกรรมการเรียนร้เู ร่อื ง การอ่าน

สะกดคำพื้นฐาน โดยการทดลองใช้การพัฒนาแบบฝึก เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กน

นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เมื่อวิเคราะห์ผลการตอบแบบประเมินความพึงพอใจของ

ผู้เรียนที่มีต่อ แบบฝึก พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำมาตราแม่กนแต่ละรายการพบว่าทุกรายการผู้เรียนมี

ความพงึ พอใจท่ีระดบั มาก และคา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานมลี กั ษณะเกาะกล่มุ กนั เมอื่ วิเคราะหโ์ ดยภาพรวมค่า

ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.546 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแต่ละ

รายการค่อนข้างเกาะกลุ่มกัน จากดังที่อภิปรายมา ความพึงพอใจของผู้เรียนทีม่ ีต่อแบบฝึกพัฒนาทักษะการ

อ่านสะกดมาตราแม่กนมีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรู้ ซึ่งผลดังกลา่ วสอดคล้องกับแนวคดิ ทฤษฎี

หลักการ วิธีการ ในการวิจัยของสำหรับนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาท่ี 3 ผลการวิจัยพบว่า ผลการวัดทักษะการ

เขียนคําที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตรา พบว่า นักเรียนมีผลการวัดทักษะการเขียนคําที่มีตัวสะกดไม่ตรงตาม

มาตราหลงั จากการจัดเรยี นรู้แบบสมองเป็นฐาน(Brain based Learning : BBL) คดิ เป็นรอ้ ยละ 91.65 และ

มีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 13 คน คิดเป็น ร้อยละ 86.67 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่

กำหนดไว้ คือร้อยละ 80 ของนักเรียนทั้งหมด นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดเรียนรู้แบบสมองเป็นฐาน

(Brain-based Learning : BBL) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.65) พบว่านักเรียนระดับชนั้

ประถมศึกษาปีท่ี 3 ดังกลา่ วมีระดับผลการเรยี นรู้เก่ียวกับทักษะดา้ นการอ่านต่ำกว่าตงั้ แตร่ ะดับ ดี ตามเกณฑ์

ของ สพฐ. ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินผลผ่านการเรียนรู้ ซึ่งเป็นไปตามเกณ์มาตรฐาน 90/90 ที่ตั้งไว้ และมี

คะแนนหลงั เรียนสงู กวา่ คะแนนกอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติที่ระดบั 05

นอกจากนีย้ งั สอดคลอ้ งกบั [ ศิรโิ สภา บญุ ลอย (2559) ] ทำการวิจยั เร่ืองการใชแ้ บบฝึกเรือ่ งมาตราตัวสะกดท่ี
ไม่ตรงตามมาตราทีม่ ตี ่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคณะราษฎรบ์ ำรุง
ปทุมธานี ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาแบบฝึกเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงตามมาตราที่มีต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.59/85.94 แสดงว่ามี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องมาตราตัวสะกดที่ไม่ตรงตาม
มาตราของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 [ประไทย ศุภวิทยาเจริญกุล (2557) ] ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการ
อ่านและการเขียนสะกดคำโดยใช้การเรยี นรู้แบบร่วมมอื ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นกงุ ศรี ผลการวิจัย
พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำโดยใช้การ
เรียนรู้แบบรว่ มมอื สูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01

๓๑

ขอ้ เสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะการใชป้ ระโยชน์ผลการวจิ ัย
1.1 การพัฒนาผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้ของผูเ้ รยี นในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ภาษาไทยไมค่ วรใช้

วิธกี ารและเทคนคิ การสอนรปู แบบเดยี ว ผู้สอนตอ้ งแยกแยะความแตกต่างของแตล่ ะชั้นเรยี น โดยการวิเคราะห์
และประเมินผลสัมฤทธ์ิแล้วนำผลน้ันมาปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้เรยี น

1.2 การเกบ็ หลกั ฐานการวัดและประเมนิ ผลสัมฤทธกิ์ ารเรียนรูข้ องผูเ้ รียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งท่ี
ผ้สู อนต้องเกบ็ รวบรวมหลักฐานการวัดและประเมินผล เพอ่ื ที่จะพฒั นาผเู้ รยี นอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

2. ข้อเสนอแนะการศึกษาเพม่ิ เตมิ หรอื ทำวิจยั ตอ่ ยอด
2.1 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ในแบบฝึกทักษะเรื่องทักษะการอ่านสะกดคำ

มาตราแมก่ น ทง้ั นเี้ พราะผู้เรียนเปน็ ผู้ใช้แบบฝึกทักษะโดยตรงและใช้เวลาทบทวนอยู่กับแบบฝึกทักษะจึงต้อง
คำนงึ ถึงความรู้ด้านภาษาของผู้เรียน

2.2 ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบแบบฝึกทักษะในระดับชั้นอื่นๆ ทั้งนี้เพราะ
แบบฝึกทักษะสามารถใช้ได้กับผู้เรียนทุกระดับ เมื่อได้รับการฝึกฝนในการใช้ แบบฝึกทักษะจะสามารถเกิด
ความร้แู ละทักษะในเร่ืองนน้ั ๆไดด้ ยี ่ิงข้ึน

๓๒

ภาคผนวก ก
เครื่องมอื ทใี่ ช้ในการวิจยั

๓๓

๓๔

๓๕

๓๖

๓๗

๓๘

๓๙

๔๐

๔๑

๔๒

๔๓

๔๔

๔๕

๔๖


Click to View FlipBook Version