The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

IPST-Mag-220

IPST-Mag-220

ปีท่ี 47 ฉบบั ท่ี 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

ไมโครพลาสตกิ (Microplastics)

มหันตภัยขนาดจ๋วิ

“พอลิแลกติกแอซดิ ” E-Office ส�ำนกั งานอเิ ลก็ ทรอนิกส์ การศกึ ษาไทยกับการประยกุ ต์ใช้
พลาสตกิ ย่อยสลายได้ทางชวี ภาพ ผู้ช่วยท�ำงานในยุค 4.0 Phenomenon - Based Learning

ทเี่ ป็นมติ รตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม

ตดิ ตอ่
ส่ังซื้อไดท้ ่ี

ปที ่ี 47 ฉบบั ท่ี 220 กนั ยายน - ตุลาคม 2562

เปิ ดเลม่ สสวท. คณะทป่ี รกึ ษา
ประธานกรรมการ สสวท.
ตงั้ แต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 หา้ งสรรพสนิ คา้ และรา้ นสะดวกซอ้ื งดแจกและจ�ำหนา่ ย ผู้อำ�นวยการ สสวท.
ถุงพลาสติกแบบใช้คร้ังเดียวทิ้ง (ยกเว้นพวกถุงร้อนใส่อาหาร) รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทน รองผ้อู �ำ นวยการ สสวท.
เพอื่ ลดวกิ ฤตขยะในทะเล โดยสหประชาชาตจิ ดั ใหไ้ ทยตดิ อนั ดบั 1 ใน 10 ประเทศทที่ ง้ิ ขยะพลาสตกิ บรรณาธกิ ารบรหิ าร
ลงทะเลมากทส่ี ดุ ธรชญา พันธุนาวนิช
หวั หนา้ กองบรรณาธกิ าร
ปจั จบุ นั ขยะพลาสตกิ จ�ำนวนมากถกู ก�ำจดั อยา่ งไมถ่ กู ตอ้ ง ปลอ่ ยทง้ิ และพดั ลงสทู่ ะเล ณรงคศ์ ลิ ป์ ธูปพนม
ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเล โดยเฉพาะไมโครพลาสติกท่ีปนเปื้อนเข้าสู่ระบบเนื้อเยื่อของ กองบรรณาธกิ าร
สตั ว์ทะเลและเปน็ อันตรายต่อสตั วท์ ะเล ในขณะเดยี วกนั กพ็ บวา่ ไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ใน ผชู้ ว่ ยผู้อำ�นวยการ
กระเพาะของปลาทู ซงึ่ เมอ่ื เรารบั ประทานจงึ เปน็ อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพของเรา ถงึ เวลาทที่ กุ คนตอ้ ง ผู้อำ�นวยการสาขา/ฝ่าย
ตระหนกั และชว่ ยกนั ลด ละ เลกิ การใชพ้ ลาสตกิ หรอื ใชใ้ หน้ อ้ ยทส่ี ดุ สรา้ งจติ ส�ำนกึ และปรบั เปลย่ี น ผู้เชย่ี วชาญพิเศษ/ผเู้ ชย่ี วชาญ
พฤตกิ รรมการใชพ้ ลาสตกิ ในชวี ติ ประจ�ำวนั ใชท้ รพั ยากรอยา่ งรคู้ ณุ คา่ ขจติ เมตตาเมธา
จินดาพร หมวกหมืน่ ไวย
วา่ แต.่ .ไมโครพลาสตกิ คอื อะไร แลว้ การเลอื กใชพ้ ลาสตกิ ทส่ี ามารถยอ่ ยสลายไดง้ า่ ยใน ดร.ดวงกมล เบ้าวัน
ธรรมชาตจิ ะไมม่ พี ษิ ตอ่ พชื และสตั วจ์ รงิ หรอื “พลาสตกิ ยอ่ ยสลายไดท้ างชวี ภาพ หรอื Biodegradable เทพนคร แสงหวั ช้าง
plastic” จะเปน็ อกี หนงึ่ แนวทางทจี่ ะชว่ ยลดมลภาวะไดห้ รอื ไม่ ตดิ ตามไดใ้ นฉบบั น้ี นนั ทฉตั ร วงษป์ ญั ญา
ดร.บัญชา ธนบุญสมบตั ิ
เราก�ำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคท่ีเทคโนโลยีเกิดใหม่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทาง ดร.ประวีณา ตริ ะ
อุตสาหกรรม (Disrupting Industries) ท�ำให้การมีสมรรถนะทางดิจิทัล (Digital Competence) ดร.ภทั รวดี หาดแกว้
จงึ เปน็ สง่ิ ส�ำคญั การศกึ ษาดา้ นนจี้ งึ เปน็ สงิ่ ทที่ า้ ทายส�ำหรบั ครู โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การสอนโคด้ ดง้ิ ดร.รณชัย ปานะโปย
ในโรงเรยี นจะเปน็ การสรา้ งทกั ษะในการวางแผน การแกป้ ญั หาอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอนและเปน็ ระบบ ดร.สนธิ พลชยั ยา
สง่ เสรมิ การใชต้ รรกะในการแกป้ ญั หา สรา้ งคนใหเ้ กดิ กระบวนการคดิ และทนั ตอ่ การเปลย่ี นแปลง ดร.สุนัดดา โยมญาติ
ของเทคโนโลยี ซง่ึ เปน็ ทกั ษะทส่ี �ำคญั ส�ำหรบั การเตรยี มพลเมอื งในยคุ เศรษฐกจิ ดจิ ทิ ลั ทกี่ �ำลงั มาถงึ ผู้ช่วยกองบรรณาธิการ
ดวงมาลย์ บวั สังข์
นติ ยสาร สสวท. ฉบบั ออนไลนอ์ า่ นไดก้ อ่ นใครไดท้ ่ี emagazine.ipst.ac.th และชอ่ งทาง เทอด พธิ ยิ านุวัฒน์
ตดิ ตอ่ เราที่ fb.com/ipstmag นลิ ุบล กองทอง
รชั นกี ร มณโี ชติรัตน์
ธรชญา พันธุนาวนิช ศลิ ปเวท คนธิคามี
บรรณาธกิ ารบรหิ าร ดร.สมชาติ ไพศาลรัตน์
สินนี าฎ จันทะภา
วัตถปุ ระสงค์ เจ้าของ สริ ิมดี นาคสังข์
1. เผยแพรแ่ ละสง่ เสรมิ ความรทู้ างดา้ นวทิ ยาศาสตร์ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สุประดิษฐ์ รุง่ ศรี
คณติ ศาสตร์ และ เทคโนโลยใี หแ้ กค่ รแู ละผสู้ นใจทว่ั ไป 924 ถนนสุขุมวทิ แขวงพระโขนง เขตคลองเตย
2. เผยแพรก่ จิ กรรมและผลงานของ สสวท. กรงุ เทพมหานคร 10110
3. เสนอความกา้ วหนา้ ข​ องวทิ ยาการในดา้ นการศกึ ษา โทร. 0-2392-4021 ต่อ 3307
วทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที จ่ี ะสนบั สนนุ
การศกึ ษาข​ องชาตใิ หท้ นั กบั เหตกุ ารณป์ จั จบุ นั (ข้อเขยี นท้ังหมดเป็นความเห็นอสิ ระของผเู้ ขยี น มใิ ช่ของ สสวท.
4. แลกเปลย่ี นและรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ตา่ งๆ เกย่ี วกบั หากขอ้ เขียนใดผูอ้ า่ นเหน็ ว่าไดม้ กี ารลอกเลยี นแบบหรือแอบอา้ ง
ความรทู้ างดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยปราศจากการอา้ งองิ กรณุ าแจง้ ใหก้ องบรรณาธกิ ารทราบดว้ ย
จากครแู ละผสู้ นใจทว่ั ไป จักเป็นพระคุณย่ิง)

สารบัญ
รอบรูว้ ทิ ย์
3 ไมโครพลาสติก (Microplastics) มหันตภยั ขนาดจ๋ิว
ดร.นศุ วดี พจนานุกิจ
8 “พอลิแลกติกแอซิด” พลาสตกิ ยอ่ ยสลายได้ 8
ทางชีวภาพท่ีเป็นมติ รต่อส่งิ แวดล้อม
กุลธดิ า สะอาด 32
12 คาร์บอน.....ส�ำคญั ไฉน
ลลดิ า อำ�่ บวั การเรียนกระตุน้ ความคิด
18 กท่ีเานรน้ จกัดรกะาบรวเรนียกนารรู้วโตชิ แ้ายเคง้ ม(ี Aโดrgยuใชm้แeบnบtจa�ำtiลoอnงwเปi็นthฐinาน 35 สะเต็มศึกษากับการพัฒนาอาหารไทย
ในยุคเศรษฐกจิ สร้างสรรค์
Model-based Learning in Chemistry)
อนพุ งศ์ ไพรศรี • ชาตรี ฝ่ายคำ� ตา รศ.ดร.ศศเิ ทพ ปติ พิ รเทพนิ • นฤมล ศราธพนั ธ์ุ • ดร.วชริ ศรคี มุ้

รอบรูเ้ ทคโนโลยี 38 การนำ� เสนอแนวคิดผ่านผงั มโนทัศน์
24 E-Office สำ� นักงานอเิ ล็กทรอนิกส์
ผูช้ ่วยท�ำงานในยุค 4.0 ดร.ณฐั ธิดา พรหมยอด

วนิดา สิงหน์ อ้ ย 42 สรา้ งสรรคช์ ิ้นงานเพ่ือการเรยี นรู้

27 การสรา้ งใบงานออนไลน์รูปแบบใหม่ ดร.อรสา ชสู กุล
เพ่ือสง่ เสริมการเรียนรู้ของผูเ้ รียนในยุคดิจทิ ลั
46 การศกึ ษาไทยกบั การประยุกตใ์ ช้
รศ.ดร. ธรี ศกั ด์ิ โรจนราธา Phenomenon - Based Learning

32 Coding กบั การศึกษาในศตวรรษท่ี 21 วีระพงษ์ พิมพ์สาร

ดร.จรี ะพร สงั ขเวทัย นานาสาระและขา่ วสาร
51 จระเขก้ ลายเพศ เม่อื ไดร้ บั ฮอรโ์ มน MT จรงิ หรอื ?
35
ศ.ดร.สุทัศน์ ยกสา้ น
51
54 เวบ็ ช่วยสอน

ดร.เปียทพิ ย์ พวั พันธ ์

55 ขา่ ว-สสวท
58 QUIZ

ดร.นุศวดี พจนานกุ ิจ • นกั วิชาการ สาขาเทคโนโลยี สสวท. • e-mail: [email protected] รอบรูว้ ทิ ย์

ข้อมูลเพ่มิ เตมิ

bit.ly/220-v1

ไมโครพลาสติก (Microplastics)

มหนั ตภัยขนาดจ๋วิ

ท่มี า http://microplastic.ml/img/plasticOnThumb.jfif

ในปัจจุบันปัญหาขยะเป็นปัญหาท่ีต้องได้รับการแก้ไขมากที่สุด โดยสหประชาชาติจัดให้ไทยติดอันดับ
1 ใน 10 ประเทศที่ท้ิงขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด ขยะพลาสติกทั้งหมดเกิดจากกิจกรรมทั้งบนบกและในทะเล
ประเทศไทยมีพื้นท่ตี ดิ ชายฝง่ั ทะเล 23 จงั หวัด และมขี ยะมากกวา่ 10,700,000 ตนั /ปี โดยน�ำไปกำ� จัดอย่างถูกตอ้ ง
เพียง 5,300,000 ตัน/ปี และขยะที่เหลอื อีกรอ้ ยละ 50 ไมถ่ ูกจัดเกบ็ หรอื กำ� จดั ไม่ถกู ตอ้ ง ขยะเหล่านีถ้ กู ปลอ่ ยทิง้ และ
พัดลงสูท่ ะเลมากถึงรอ้ ยละ 10 ซง่ึ สง่ ผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเลอย่างมาก โดยเฉพาะไมโครพลาสตกิ ที่ปนเปอื้ น
เขา้ สู่ระบบเนื้อเยอื่ ของสตั วท์ ะเลและอาจเป็นอนั ตรายได้ ดังทมี่ ขี า่ วการตายของเต่าทะเลและวาฬ เนื่องจากกนิ ขยะ
พลาสติกเข้าไปเป็นจ�ำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ในกระเพาะของปลาทู ซึ่งเมื่อเรา
รบั ประทานปลาททู ปี่ นเปอ้ื น จงึ อาจเปน็ อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพของเราได้ ดงั นนั้ เราควรตอ้ งตระหนกั และชว่ ยกนั จดั การ
กบั ปญั หาดงั กลา่ วอยา่ งจรงิ จงั ตอ้ งใชท้ รพั ยากรอยา่ งรคู้ ณุ คา่ และตระหนกั ถงึ ผลกระทบทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการใชท้ รพั ยากร
เรามาทำ� ความรูจ้ ักกับไมโครพลาสตกิ วา่ มนั คืออะไร และมาจากไหนกัน

ภาพ 1 ไมโครพลาสติกมากมายปะปนกบั ทรายบนชายหาด
ท่มี า https://oceanservice.noaa.gov/facts/microplastics.html

3 ปีท่ี 47 ฉบบั ท่ี 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

ไมโครพลาสติก (Microplastics) การปนเป้ ือนสู่ส่ิงแวดลอ้ ม
เปน็ พลาสตกิ ทมี่ ขี นาดเลก็ กวา่ 5 มลิ ลเิ มตร มาจาก เนื่องจากไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กมากและ

การสลายของพลาสตกิ ตา่ งๆ ทใ่ี ชใ้ นครวั เรอื นและอตุ สาหกรรม ไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ ท�ำให้ยากต่อการเก็บและ
ไมโครพลาสตกิ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื การก�ำจดั จงึ แพรก่ ระจายปนเปอ้ื นสะสมและตกคา้ งอยใู่ น
สงิ่ แวดลอ้ ม สว่ นขยะพลาสตกิ ขนาดใหญ่ เมอ่ื เวลาผา่ นไป
1. Primary Microplastics เป็นไมโครพลาสติกที่ผลติ อาจเกิดการย่อยสลาย ฉีกขาด แตกหัก ผุกร่อนเป็น
ขนึ้ ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการใชง้ าน เชน่ เมด็ พลาสตกิ ชิ้นเล็กๆ เปลี่ยนเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งก่อให้เกิด
ท่ีเป็นสารตั้งต้นในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ ผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมได้เช่นกัน โดยพบว่ามีการ
พลาสตกิ เชน่ พอลเิ อทลิ นี พอลโิ พรพลิ นี พอลสิ ไตรนี ปนเปื้อนของไมโครพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ท�ำความ
หรอื เปน็ เมด็ พลาสตกิ ทอี่ ยใู่ นผลติ ภณั ฑท์ าํ ความสะอาด สะอาด และเส้นใยจากผ้าใยสังเคราะห์ในน�้ำทิ้งจาก
เชน่ ไมโครบดี สใ์ นโฟมลา้ งหนา้ เครอื่ งส�ำอาง สครบั ครวั เรอื น และในแหลง่ นำ้� ธรรมชาติ เนอื่ งจากระบบบ�ำบดั
ขดั ผวิ โฟมลา้ งหนา้ ครมี ขดั ผวิ ครมี อาบนำ้� ยาสฟี นั น้�ำเสียในปัจจุบัน ยังไม่สามารถก�ำจัดไมโครพลาสติก
รวมไปถึงเส้นใยสังเคราะห์ ไมโครไฟเบอร์จาก เหล่าน้ีได้ เม่ือไมโครพลาสติกปนเปื้อนไปยังแหล่งน�้ำ
ผลิตภณั ฑส์ ่งิ ทอ ธรรมชาติ จะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร โดยสัตว์น�้ำกิน
ไมโครพลาสติกเข้าไปและสัตว์น�้ำถูกกินโดยสัตว์อื่นๆ
ภาพ 2 ตัวอย่างไมโครบดี สใ์ นผลิตภัณฑ์ท�ำความสะอาด เชน่ นก มนษุ ย์ ท�ำให้ไมโครพลาสตกิ เหลา่ นเ้ี ขา้ ไปสะสม
ท่มี า https://www.dailymail.co.uk/debate/article- อยู่ในตัวสัตว์และมนุษย์ เนื่องจากไมโครพลาสติก
ไมย่ อ่ ยในระบบยอ่ ยอาหาร จงึ ไปสะสมอยใู่ นสตั วห์ รอื คน
3771697/DAILY-MAIL-COMMENT-victory-Mail- ทีก่ ินไมโครพลาสติกเขา้ ไป และยงั พบวา่ ไมโครพลาสตกิ
fragile-planet.html ท่ีมีสารในกลุ่มพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
(PAHs) พอลคิ ลอรเิ นตไบฟนี ลิ (PCBs) ดีดที ี (DDT) และ
2. Secondary Microplastics เป็นไมโครพลาสติกท่ี ไดออกซิน ซึ่งเป็นสารปนเปื้อนก่อมะเร็งและจะส่งผล
เกดิ การยอ่ ยสลายของพลาสตกิ ขนาดใหญแ่ ละสาร ต่อร่างกาย โดยไปขัดขวางการท�ำงานของต่อมไร้ท่อ
เตมิ แตง่ ดว้ ยแสงอาทติ ย์ กระบวนการทางเคมี ทาง และอาจท�ำให้เกิดเป็นมะเรง็ ได้
ชีวภาพ และกายภาพ

ภาพ 3 ตวั อย่างไมโครพลาสตกิ ภาพ 4 ไมโครบีดส์อย่ใู นกระเพาะอาหารปลา
ท่มี า https://www.eco-business.com/opinion/ ที่มา https://www.gizmodo.com.au/2016/06/young-
microplastics-small-plastics-big-problem
fish-get-hooked-on-plastic-microbeads/

นติ ยสาร สสวท 4

อนาคตของไมโครพลาสติก กจิ กรรม ไมโครพลาสตกิ ในแหล่งน�ำ้

ปัจจุบันท่ัวโลกได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดจาก จากปัญหาไมโครพลาสติกดังกล่าว เรามาลองท�ำ
ไมโครพลาสตกิ ทส่ี ง่ ผลกระทบตอ สงิ่ แวดลอ มอยา่ งกวา้ งขวาง กิจกรรมกันดีกว่าว่า ในแหล่งน้�ำของเรามีการปนเปื้อนของ
จงึ น�ำไปสคู่ วามพยายามทงั้ ในระดบั โลกและระดบั ประเทศ ไมโครพลาสตกิ หรอื ไม่
ในการแกป้ ัญหาดงั กล่าว
วัสดอุ ปุ กรณ์
เร่ิมจากปี พ.ศ. 2555 ประเทศสหรัฐอเมริกา 1. ขวดนำ้� ขนาด 1 ลติ ร
แคนาดา และยโุ รปบางประเทศไดเ้ รม่ิ รณรงคใ์ หป้ ระชาชน 2. ชดุ กรองระบบสุญญากาศ
ตระหนกั ถงึ ผลกระทบและอันตราย จากการใช้ผลิตภณั ฑ์ 3. กระดาษกรองขนาด 0.45 ไมโครเมตร
ทม่ี ไี มโครพลาสติกประเภทเมด็ ไมโครบีดส์เปน็ ส่วนผสม 4. จานเพาะเช้อื
5. ปากคีบ
ในการประชุม G7 ปี พ.ศ. 2558 ผนู้ �ำจาก 6. เครื่องชัง่ (ทศนยิ ม 4 ต�ำแหนง่ )
นานาประเทศแสดงความมุ่งม่ันท่ีจะเพ่ิมประสิทธิภาพ
การจดั การของเสยี และหาทางแกไ้ ขปญั หาไมโครพลาสตกิ กระดาษกรอง ถว้ ยกรอง
ซง่ึ น�ำไปสคู่ วามตกลงกนั เพอื่ ใหส้ เู่ ปา้ หมายการปอ้ งกนั และ ท่ีหนีบ
ลดมลพษิ ในทะเลทกุ ชนดิ ภายในปีพ.ศ.2568ตามเปา้ หมาย
การพฒั นาทยี่ งั่ ยนื (Sustainable Development Goals – จดุ ตอ่ ปมั๊ ลมสญุ ญากาศ
SDGs)
ขวดรปู ชมพู่
เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558 สภาผู้แทนราษฎร
สหรฐั อเมรกิ าไดผ้ า่ นพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยการปลอดเมด็ ภาพ 5 ชดุ กรองระบบสญุ ญากาศ
ไมโครบดี สใ์ นแหลง่ นำ�้ (The Microbead-Free Waters Act
2015) มผี ลบงั คบั ใชใ้ นสหรฐั อเมรกิ าโดยมกี ารหา้ มผลติ ในปี วธิ ีดำ� เนินการ
ค.ศ. 2017 และจดั จาํ หนา่ ย รวมถึงขายผลติ ภณั ฑ์ทม่ี เี มด็ 1. ข้นั ตอนการเก็บตัวอยา่ งน�้ำ
ไมโครบีดสเ์ ปน็ สว่ นประกอบในปี ค.ศ. 2018 1. เตรยี มขวดนำ�้ ขนาด 1 ลติ ร และลา้ งใหส้ ะอาด
2. เก็บตัวอย่างน�้ำที่ผิวน้�ำ โดยจุ่มขวดลงในน้�ำ
ส�ำหรับประเทศไทย ส�ำนักงานคณะกรรมการ แล้วเอียงขวดอย่างช้าๆ จนขวดตั้งตรงเพื่อ
คมุ้ ครองผบู้ รโิ ภค (สคบ.) ท�ำงานรว่ มกบั กรมควบคมุ มลพษิ เติมน�ำ้ ใหเ้ ต็มและก�ำจดั ฟองอากาศออก
ในการแจง้ เตอื นผบู้ รโิ ภคใหช้ ว่ ยกนั ลดและเลกิ ใชผ้ ลติ ภณั ฑ์ 3. ปดิ ฝาขวดและเขยี นขอ้ มลู สถานที่ วนั เวลา ที่
ท่ีมีไมโครบีดส์เป็นส่วนผสม ซึ่งเป็นการด�ำเนินการให้ เก็บนำ�้ ตัวอยา่ งลงบนขวดเกบ็ ตวั อยา่ ง
สอดคล้องตามแผนการท�ำงานในการก�ำจัดขยะพลาสติก 4. น�ำตัวอย่างน้�ำไปเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง และ
ปี พ.ศ. 2561-2563 โดยในประเทศไทยไดก้ �ำหนดให้เลกิ ถ้าน�้ำตัวอย่างมีตะกอน ให้ต้ังทิ้งไว้เพื่อให้
ใชไ้ มโครบดี สต์ งั้ แตว่ นั ท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เปน็ ตน้ ไป ตกตะกอน ก่อนทจี่ ะด�ำเนินการทดลองต่อไป

2. ขั้นตอนการกรอง เป็นการแยกไมโครพลาสติก
ออกจากตัวอย่างน�้ำ โดยใช้เทคนิคการกรองด้วย
ระบบสญุ ญากาศ ดังภาพ 5

5 ปที ี่ 47 ฉบับท่ี 220 กันยายน - ตลุ าคม 2562

วิธีทดลอง 67
1. ตดิ ตงั้ ชดุ กรองสญุ ญากาศ โดยวางกรวยกรอง
4. ติดตั้งอปุ กรณ์การกรองให้เรยี บร้อย
บนขวดรูปชมพู่ แล้วติดสายปั๊มสุญญากาศ 5. เทนำ้� ตัวอยา่ งเทลงในกรวยกรอง จากน้นั เปดิ
เข้ากับขวด
2. น�ำกระดาษกรองไปชง่ั และจดบนั ทกึ นำ้� หนกั ไว้ เครื่องปั๊ม เพื่อให้น�้ำไหลผ่านกระดาษกรอง
3. ใชป้ ากคบี คบี กระดาษกรองวางบนกรวยกรอง ออกมา ดังภาพ 8
ดงั ภาพ 6 - 7 (อย่าจบั กระดาษกรองดว้ ยมือ 6. เมอื่ กรองนำ�้ ตวั อยา่ งหมดแลว้ ใหป้ ดิ เครอื่ งปม๊ั
เพราะจะท�ำให้กระดาษกรองปนเปื้อนสิ่ง และรอสักครู่
สกปรก) 7. ใช้คีมจับท่ีขอบกระดาษกรองและยกขึ้นอย่าง
ระมัดระวัง แล้ววางกระดาษกรองไว้ในจาน
8 เพาะเช้อื ดังภาพ 9 – 11
8. น�ำกระดาษกรองที่ได้ไปอบ ที่อุณหภูมิ 100
9 10 11 องศาเซลเซยี ส เปน็ เวลา 24 ชว่ั โมง เพอ่ื ระเหย
นำ�้ ออก จากนน้ั น�ำกระดาษกรองมาชง่ั นำ้� หนกั
อีกคร้งั จดบันทึกน้�ำหนักไว้
9. หาปริมาณสิ่งปนเปื้อนหรือไมโครพลาสติกที่
พบไดจ้ ากน้ำ� หนกั กระดาษกรองทเี่ ปลีย่ นไป
10. น�ำกระดาษกรองท่ีได้ไปตรวจสอบผ่านกล้อง
จุลทรรศน์ เพอื่ สงั เกตรปู รา่ ง ลกั ษณะ สี ของ
ไมโครพลาสตกิ ดังภาพ 12

ภาพ 12 ประเภทของไมโครพลาสตกิ : (A) เสน้ ใยสงั เคราะห์ (B) เศษพลาสตกิ (C) แผน่ ฟิล์ม (D) ไมโครบีดส์

นิตยสาร สสวท 6

จากกจิ กรรมขา้ งตน้ เราอาจพบวา่ ในนำ้� ตวั อยา่ งมกี ารปนเปอ้ื นของไมโครพลาสตกิ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ในแหลง่ นำ้� อนื่ ๆ
อาจมกี ารปนเปอ้ื นไมโครพลาสตกิ เชน่ เดยี วกนั ดงั นน้ั ถงึ เวลาทเี่ ราตอ้ งรว่ มมอื กนั ลด ละ เลกิ การใชพ้ ลาสตกิ หรอื ใชใ้ หน้ อ้ ยทสี่ ดุ
และรณรงคส์ รา้ งจติ ส�ำนกึ และปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมการใชพ้ ลาสตกิ ในชวี ติ ประจ�ำวนั ในขณะเดยี วกนั อาจจะตอ้ งยอ้ นกลบั ไป
ตง้ั แตก่ ารออกแบบ การเลอื กใชว้ สั ดใุ นการผลติ บรรจภุ ณั ฑใ์ หเ้ หมาะสม และสง่ เสรมิ ผปู้ ระกอบการในการผลติ วสั ดทุ เ่ี ปน็ มติ ร
กบั ส่งิ แวดลอ้ มดว้ ย

ข้อเสนอแนะเพ่ิ มเติมในการจดั กิจกรรม
ถา้ ไมม่ ชี ดุ กรองระบบสญุ ญากาศ สามารถกรองนำ�้ ตวั อยา่ ง

ด้วยวิธีการกรองแบบธรรมดา ดังภาพ 13 โดยใช้กระดาษกรองท่ีมี
ชว่ งการดกั อนภุ าค 3 - 5 ไมโครเมตร แตป่ ระสทิ ธภิ าพการกรองจะนอ้ ย
กว่าระบบสญุ ญากาศ และในการท�ำกจิ กรรมควรใช้กระดาษกรองทมี่ ี
ตารางกริดบอกขนาด เพื่อให้สามารถระบุขนาดของไมโครพลาสติก
หรือใช้เทคนิค Stage Micrometer หรือ Objective Micrometer
ของกล้องจุลทรรศน์ที่เป็นแผ่นกระจกสไลด์ที่มีสเกลมาตรฐานขีดไว้
บนเนอ้ื กระจก ความยาว 1 mm แบ่งเปน็ 100 ช่อง

ภาพ 13 การกรองแบบธรรมดา

บรรณานกุ รม

Biodegradable cellulose microbeads developed by Bath university researchers. ACS Sustainable Chemistry & Engineering. Retrieved
July 11, 2019, from https://pubs.acs.org/doi/abs/10.1021/acssuschemeng.7b00662.

Microplastics Sampling and Processing Guidebook. Retrieved July 11, 2019, from http://extension.msstate.edu/sites/default/files
/publications/p3243.pdf.

ชาญชยั คหาปนะ. (2561). ไมโครพลาสตกิ ….ภยั มดื ในทะเล. สบื คน้ เมอื่ 11 กรกฎาคม 2562, จาก https://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=4707.
เพญ็ ศริ ิ เอกจติ ต์ และ สริ วิ รรณ รวมแกว้ . (2562). ขยะไมโครพลาสตกิ บรเิ วณชายหาดฝง่ั ตะวนั ตก จงั หวดั ภเู กต็ . สบื คน้ เมอ่ื 11 กรกฎาคม 2562,

จาก http://www.ej.eric.chula.ac.th/content/6114/70.
มลสารไมโครพลาสติกในแหล่งน�้ำเสียดิบและระบบบ�ำบัดน้�ำเสีย. (2562). วารสารส่ิงแวดล้อม. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2562, จาก

http://www.ej.eric.chula.ac.th/content/6109/59.
เรณู ถาวโรฤทธ.ิ์ (2559). วธิ กี ารหาขนาดของตวั อยา่ งโดยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ สามารถท�ำไดอ้ ยา่ งไร ? (ตอนที่ 3). สบื คน้ เมอื่ 24 กนั ยายน 2562,

จาก https://teacherpd.ipst.ac.th/index.php/component/guru/?view=guruForum&task =fview&id=3124.

7 ปีท่ี 47 ฉบบั ที่ 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

รอบรูว้ ิทย์ กลุ ธิดา สะอาด • นักวชิ าการ ฝา่ ยบริหารเครือข่ายและพัฒนาครู สสวท. • e-mail: [email protected]

“พอลแิ ลกตกิ แอซิด”

พลาสติกยอ่ ยสลายไดท้ างชวี ภาพ

ท่เี ปน็ มิตรตอ่ สิ่งแวดล้อม

พลาสติกที่เข้ามามบี ทบาทในชีวติ ประจ�ำวันของคนเรานัน้ ผลิตจากวัตถุดิบต่างๆ ตามชนิดของผลติ ภณั ฑ์
แลว้ นำ� ไปผา่ นกระบวนการพอลเิ มอรไ์ รเซชนั (Polymerization) ทำ� ใหส้ ารโมเลกลุ ขนาดเลก็ หรอื มอนอเมอร์ (Monomer)
จำ� นวนหลายโมเลกลุ เชอ่ื มตอ่ กนั เปน็ สายยาวดว้ ยพนั ธะโคเวเลนต์ ไดเ้ ปน็ พอลเิ มอร์ (Polymer) ทมี่ โี มเลกลุ ขนาดใหญ่
มีมวลโมเลกุลสงู ก่อนจะน�ำไปข้นึ รปู เป็นผลิตภณั ฑ์ด้วยกระบวนการตา่ งๆ

พลาสตกิ เปน็ ผลติ ภณั ฑพ์ อลเิ มอรส์ งั เคราะห์ โดยมกี ารใสส่ ารเตมิ แตง่ ลงไป เชน่ สารคงสภาพ (Stabilizer) สารหลอ่ ลน่ื
(Lubricant) เพอื่ ท�ำใหพ้ ลาสตกิ มสี มบตั พิ เิ ศษ เชน่ ทนความรอ้ น ยดื หยนุ่ การใสส่ ารเตมิ แตง่ ในอตั ราสว่ นและกรรมวธิ ที แี่ ตกตา่ งกนั
จะท�ำให้พลาสติกมีสมบัติแตกต่างกัน พลาสติกจ�ำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เทอร์มอพลาสติก เป็นพลาสติกที่เม่ือ
ได้รับความร้อนจะอ่อนตัวและเมื่ออุณหภูมิลดลงจะแข็งตัว สามารถท�ำให้กลับมาเป็นรูปร่างเดิมหรือเปลี่ยนรูปร่างได้
โดยสมบัติของพลาสติกไม่เปลี่ยนแปลง จึงสามารถน�ำกลับมาใช้ใหม่ได้ พอลิเมอร์ประเภทนี้มีโครงสร้างแบบเส้น
หรือแบบกงิ่ มกี ารเชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งโซพ่ อลิเมอร์นอ้ ยมาก เช่น พอลิเอทิลีน พอลโิ พรพิลีน พอลสิ ไตรนี และอกี ประเภทหน่งึ
คอื พลาสตกิ เทอรม์ อเซต เป็นพลาสติกที่เมอ่ื ได้รับความรอ้ นหรอื แรงดนั แลว้ ไม่สามารถน�ำกลับมาขึ้นรูปใหมไ่ ด้อีก เพราะ
พอลเิ มอร์ประเภทนมี้ โี ครงสรา้ งเปน็ แบบร่างแห ถ้าได้รบั ความรอ้ นเพิ่มขน้ึ จะแตกและไหม้ เชน่ พอลยิ ูรีเทน

จากความตอ้ งการในการใชพ้ ลาสตกิ ทเี่ พมิ่ มากขนึ้ ประกอบกบั พลาสตกิ ทนี่ �ำมาใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำวนั มกั จะถกู ใชเ้ พยี ง
ครงั้ เดยี วแลว้ ทงิ้ ไป การสลายตวั ตามธรรมชาตขิ องพลาสตกิ เหลา่ นใ้ี ชเ้ วลาตง้ั แต่ 20 ปจี นถงึ มากกวา่ 1,000 ปี เชน่ พอลเิ อทลิ นี
ทีม่ ีความหนาแน่นสูง (High-density Polyethylene : HDPE) ใช้ระยะเวลาในการยอ่ ยสลายเป็นหลายรอ้ ยปี พอลิเอทลิ ีนที่มี
ความหนาแนน่ ต่ำ� (Low-density Polyethylene : LDPE) ใช้ระยะเวลาในการย่อยสลาย 450 ปี แม้วา่ ในปจั จบุ นั จะน�ำพลาสตกิ
มาฝังกลบอยา่ งถกู หลักสุขาภบิ าล (Sanitary Landfill) แต่ระยะเวลาในการย่อยสลายนานนเี้ อง จงึ ท�ำให้เกิดปญั หาการจดั การ
ขยะพลาสติก และตอ้ งเร่งหาวธิ ีแก้ไข ท�ำใหน้ กั วิทยาศาสตร์ นกั วิจัย พยายามศกึ ษาและคดิ ค้นพลาสติกท่สี ามารถยอ่ ยสลาย
ไดง้ า่ ยในธรรมชาติ และไมม่ คี วามเปน็ พษิ ตอ่ พชื และสตั ว์ พลาสตกิ รปู แบบใหมน่ มี้ ชี อื่ วา่ “พลาสตกิ ยอ่ ยสลายไดท้ างชวี ภาพ
หรือ Biodegradable plastic”

พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามชนิดของสารตั้งต้นท่ีน�ำมาผลิต ได้แก่ พลาสติก
ยอ่ ยสลายไดท้ างชวี ภาพทผ่ี ลติ จากผลติ ภณั ฑป์ โิ ตรเคมี (Petroleum-based Biodegradable Plastics) และพลาสตกิ ยอ่ ยสลายได้
ทางชวี ภาพที่ผลติ จากวตั ถดุ ิบชีวมวล (Bio-based Biodegradable Plastics) ปัจจุบันพลาสตกิ ย่อยสลายได้ทางชีวภาพท่ผี ลิต
จากวัตถุดิบชีวมวล ได้รับความสนใจและมีงานวิจัยอย่างกว้างขวางเพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของพอลิเมอร์ชนิดนี้
เนอ่ื งจากเปน็ วตั ถดุ บิ ทสี่ ามารถเกดิ ทดแทนใหมไ่ ด้ เมอ่ื น�ำพชื ผลทางการเกษตรทม่ี คี ารโ์ บไฮเดรตมาผา่ นกระบวนการยอ่ ยแปง้
ให้กลายเป็นน้�ำตาลกลูโคสด้วยกรดหรือเอนไซม์ แล้วเข้าสู่กระบวนการหมักโดยใช้แบคทีเรียในกลุ่ม Lactic Acid Bacteria
จะไดก้ รดแลกตกิ (Lactic Acid) ทส่ี ามารถน�ำไปใชใ้ นการผลิตเปน็ พอลิแลกติก ซ่งึ เปน็ พอลิเมอร์ยอ่ ยสลายได้ทางชีวภาพ

นิตยสาร สสวท 8

กรดแลกตกิ (Lactic acid)
มีชอ่ื ตาม IUPAC ว่า 2-hydroxypropanoic acid เปน็ กรดอนิ ทรยี ์มสี ูตรโมเลกลุ คอื C3H6O3 ถูกคน้ พบครงั้ แรกในปี

ค.ศ. 1780 โดยนักเคมีชาวสวเี ดนช่อื ว่า Carl Wilhelm Scheele

Methyl Group CGarrboouxpyl

ภาพ 1 คาร์ล วิลเฮลม์ เชเลอ ภาพ 2 โครงสร้างทางเคมีของกรดแลกติก
นกั เคมชี าวสวเี ดน (ค.ศ.1742 - 1786) ที่มา https://www.chem.purdue.edu/jmol/molecules/lacta.html
ทม่ี า http://www.chemistryexplained.com/
Ru-Sp/Scheele-Carl.html

โครงสร้างของกรดแลกติกแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ตามสมบตั กิ ารเบีย่ งเบนระนาบของแสงโพลาไรซ์ คอื เบย่ี งเบน
ตามเขม็ นาฬกิ า (Dextrorotatory; D) และเบยี่ งเบนทวนเขม็ นาฬกิ า (Levorotatory; L) การผลติ กรดแลกตกิ ในภาคอตุ สาหกรรม
จะใช้กระบวนการหมักน้�ำตาลโมเลกุลเด่ียวด้วยแบคทีเรีย โดยแบคทีเรียที่ใช้กันแพร่หลายคือ Lactobacillus, Lactic Acid
Bacteria ซงึ่ จะผลติ กรดแลกตกิ ชนดิ D หรอื L หรอื DL (สารผสม เรยี กวา่ Racemic Mixture) ขนึ้ อยกู่ บั สายพนั ธข์ุ องเชอื้ แบคทเี รยี
ในธรรมชาติส่วนใหญ่จะพบชนิด L และ DL

การสงั เคราะหพ์ อลิแลกติกแอซิด (Polylactic acid; PLA)
พอลิแลกติกแอซิด เป็นพอลเิ มอร์ชนดิ อะลฟิ าตกิ พอลเิ อสเทอร์ (Aliphatic Polyester) ซ่ึงปฏกิ ริ ยิ าพอลิเมอรไ์ รเซ

ชนั แบบควบแนน่ โดยตรงของกรดแลกตกิ (Condensation Polymerization) ท�ำใหพ้ อลแิ ลกตกิ แอซดิ มมี วลโมเลกลุ ตำ่� ประมาณ
1,000 - 5,000Da เมอ่ื น�ำมาผา่ นปฏกิ ริ ิยาแตกตวั แบบย้อนกลับ (Depolymerization) จะไดผ้ ลติ ภณั ฑเ์ ป็นแลกไทดซ์ ึ่งสามารถ
เกิดปฏกิ ิรยิ าพอลเิ มอรไ์ รเซชนั แบบเปิดวง (Ring-opening Polymerization) ท�ำให้พอลแิ ลกติกแอซดิ มีมวลโมเลกุลสูงมากกวา่
100,000Da มกั เรยี กพอลเิ มอรท์ เี่ กดิ จากกระบวนการนว้ี า่ พอลแิ ลกไทด์ กระบวนการผลติ พอลแิ ลกตกิ แอซดิ แสดงในดงั ภาพ 4

ภาพ 3 โครงสร้างทางเคมีของพอลแิ ลกติกแอซดิ
ทมี่ า Li et al., 2018

ภาพ 4 ตัวอยา่ งกระบวนการผลิตพอลแิ ลกตกิ แอซดิ โดยใชแ้ ปง้ เป็นสารตั้งต้น
ท่ีมา Ghaffar et al., 2014

9 ปีท่ี 47 ฉบับท่ี 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

การย่อยสลายของพอลิแลกติกแอซดิ
เป็นการท�ำให้พันธะเอสเทอร์ในพอลิเมอร์แตกออกหรือถูกท�ำลาย ซ่ึงในธรรมชาติอาจเกิดจากการกระตุ้นด้วย

ความร้อนทั้งจากกระบวนการทางชีวภาพและกายภาพ จากปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส เอนไซม์ ปฏิกิริยาออกซิเดชัน การแตก
สลายดว้ ยแสง (Photolysis) การแตกสลายดว้ ยรังสี (Radiolysis) เชน่ การย่อยสลายโดยจลุ ินทรยี ์หรอื ใช้เอนไซม์เฉพาะบาง
ชนิด ท�ำให้สายพอลิเมอร์แตกออกได้เปน็ กรดแลกติกกลับมาดงั เดมิ นอกจากน้ี ถ้าพอลแิ ลกตกิ แอซดิ ไดร้ บั ความรอ้ นตอ่ จน
มอี ุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซยี ส พอลเิ มอรจ์ ะออ่ นตัวมีลกั ษณะออ่ นน่ิมคลา้ ยยาง และสลายกลายเปน็ สารประกอบ
ทลี่ ะลายนำ้� ได้ และจะถกู ย่อยต่อไปดว้ ยจลุ นิ ทรียช์ นดิ ต่างๆ โดยมีเอนไซม์ proteinase K เปน็ ตัวเรง่ ปฏิกริ ยิ าจนกลายเปน็
แก๊สคาร์บอนไดออกไซต์และนำ้� ในที่สุด (Richert et al., 2019)

ประโยชนข์ องพอลิแลกติกแอซิด
จากสมบัติการย่อยสลายได้ทางชีวภาพน้ีเอง จึงมีการน�ำไปประยุกต์ใช้ในหลายๆ ด้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้

พอลแิ ลกตกิ แอซิดในการผลิตบรรจุภัณฑ์ (Maga et al., 2019) นอกจากนีย้ ังใชใ้ นดา้ นอ่ืนๆ เชน่ การแพทย์ การผลิตเส้นใย
และสิง่ ทอ และการบ�ำบดั สารมลพิษทางชวี ภาพ

ตัวอยา่ งการผลติ วัสดุโดยใช้พอลแิ ลกตกิ แอซดิ

การผลติ บรรจภุ ณั ฑ์ : บรรจภุ ณั ฑต์ า้ นจลุ นิ ทรยี ์ ตวั อยา่ งเชน่ งานวจิ ยั จากคณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
ที่มีการพัฒนาสูตรการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพส�ำหรับบรรจุล�ำไยอบแห้ง โดยวัสดุที่ใช้ท�ำ
บรรจุภัณฑ์จะเป็นพอลิเมอร์ผสมระหว่างพอลิแลกติกแอซิด พอลิบิวทิลีน อะดิเพทโคเทอเรฟทาเลท สารเพิ่ม
ความเข้ากันได้ และผงแร่ดินเหนียวท่ีดัดแปลงด้วยอนุภาคเงิน (วัสดุประเภทเงิน มีลักษณะคล้ายดินเหนียว) ซ่ึง
เปน็ อนภุ าคทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพในการยดื อายขุ องอาหาร โดยอาศยั การยบั ยงั้ การเจรญิ เตบิ โตของแบคทเี รยี ทมี่ อี ยใู่ น
อาหาร เมอื่ ไดพ้ อลเิ มอรผ์ สมทม่ี สี มบตั ปิ อ้ งกนั จลุ นิ ทรยี ท์ อี่ าจปนเปอ้ื นในอาหารจนท�ำใหเ้ กดิ การเนา่ เสยี จะชว่ ยเพมิ่
อายกุ ารเกบ็ รกั ษาแลว้ จึงน�ำไปขนึ้ รปู โดยการอดั รีดเป่าเป็นถงุ พลาสติกใส และทดสอบสมบัติทางกายภาพ-ชีวภาพ
เชน่ ความยดื หยุ่น ความสามารถในการยดื อายุล�ำไยอบแหง้ ใหน้ านขึน้

นิตยสาร สสวท ภาพ 5 บรรจภุ ัณฑท์ ถ่ี กู พัฒนาขน้ึ โดยทมี วิจยั
จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
ท่ีมา ข่าวสารคณะวิทยาศาสตร์ มช., 2558

10

การแพทย์ : น�ำมาใช้ผลิตเป็นอุปกรณ์ส�ำหรับงานทางการแพทย์ ภาพ 5 ไหมละลาย
(Biomedical Devices) เช่น ไหมเย็บแผลทส่ี ลายตวั เองได้ อปุ กรณ์ ทมี่ า https://www.indiamart.com/proddetail/
การผา่ ตดั ปลกู ถา่ ยอวยั วะ วสั ดปุ ลดปลอ่ ยตวั ยาซงึ่ สามารถควบคมุ catgut-suture-19346149848.html
ปรมิ าณการปลดปลอ่ ยยาและน�ำยาไปยังอวัยวะเป้าหมายได้ตาม
ท่ีก�ำหนด เนื่องจากสามารถเข้ากับเนื้อเย่ือ (Bioimpatible) และ
สามารถดูดซมึ (Bioresorbable) ในรา่ งกาย

การผลติ เสน้ ใยและสง่ิ ทอ : ชดุ กฬี าทสี่ ามารถถา่ ยเทความชน้ื จาก
เหง่ือไดเ้ รว็ ช่วยลดกลน่ิ อบั ชืน้ (ผ้จู ดั การออนไลน.์ , 2558)

ภาพ 6 ชุดกีฬาท่ผี ลติ จากเส้นใยทีม่ ี
คุณสมบัติถ่ายเทความช้ืนไดร้ วดเร็ว
ทีม่ า https://images-na.ssl-images-amazon.com/
images/I/51LUml6swRL._AC_UX679_.jpg

จากที่กล่าวมาข้างต้น การพัฒนาวัสดุท่ีมีความปลอดภัยต่อส่ิงแวดล้อมท้ังในด้านวัตถุดิบท่ีน�ำมาผลิต ตลอดจน
กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพด้วยเอนไซม์ ท่ีเม่ือย่อยสลายเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน�้ำที่เป็น
ประโยชน์ต่อพืช อย่างไรก็ตาม การลดการใช้พลาสติกเป็นวิธีที่ดีท่ีสุดในการลดการเกิดขยะพลาสติก แต่ถ้าหลีกเลี่ยง
การใช้พลาสติกไม่ได้ การเลือกใช้พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพจึงเป็นอีกแนวทางหน่ึงท่ีจะช่วยลดมลภาวะของโลก
ให้ลดน้อยลงนัน่ เอง

บรรณานกุ รม

Chemistry and explained foundations and applications. Carl Scheele. Retrieved June 3, 2019, from http://www.chemistryexplained.
com/Ru-Sp/Scheele-Carl.html.

Ghaffar, T. et al. (2014). Recent trends in lactic acid biotechnology: A brief review on production to purification. Journal of Radiation
Research and Applied Sciences. 7, 222 – 229.

Li, L. et al. (2018). Advances in functionalized polymer coatings on biodegradable magnesium alloys – A review. Acta Biomaterialia.
79, 23 – 36.

Maga, D. et al. (2019). Life cycle assessment of recycling options for polylactic acid. Resources, Conservation & Recycling. 149, 86 – 96.
Purdue University's Department of Chemistry. Structural Formula. Retrieved June 3, 2019, from https://www.chem.purdue.edu/

jmol/molecules/lacta.html.
Richert, A. et al. (2019). Enzymatic degradation of bacteriostatic polylactide composites. International Biodeterioration &

Biodegradation. 142, 103 – 108.
ข่าวสารคณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ ปที ี่ 21 เดือนตุลาคม-ธนั วาคม 2558. สบื คน้ เมอ่ื 25 กันยายน 2562, จาก https://www.

science.cmu.ac.th/prsci/upload/science_news/14-10-2015-288018545.pdf.
ผู้จัดการออนไลน์. 11 สิงหาคม 2558. โชว์ส่ิงทอฝีมือไทยจากเส้นใยพลาสติกข้าวโพดครั้งแรก. สืบค้นเม่ือ 22 กรกฎาคม 2562, จาก

https://mgronline.com/science/detail/9580000090933.

11 ปที ี่ 47 ฉบบั ที่ 220 กันยายน - ตลุ าคม 2562

รอบรูว้ ิทย์ ลลดิ า อำ่� บวั • นกั วชิ าการอาวุโส ฝ่ายโลกศกึ ษาเพือ่ พัฒนาสิง่ แวดล้อม สสวท. • e-mail: [email protected]

คาร์บอน.....ส�ำคญั ไฉน

คาร์บอน (Carbon) เป็นธาตุพ้ืนฐานที่ส�ำคัญและ
จ�ำเป็น เน่ืองจากคาร์บอนสามารถสร้างพันธะกับตัวเองและ
ธาตุอื่นๆ เกิดเป็นสารประกอบมากมาย เช่น เม่ือคาร์บอน
รวมตัวกับออกซิเจน ได้เป็นแก๊สคาร์บอนได้ออกไซด์ ใช้ใน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช หากรวมกับไฮโดรเจน
ไดเ้ ปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน ซง่ึ หลายชนดิ ใชเ้ ปน็ เชอื้ เพลงิ
ในเครอื่ งยนตข์ องยานพาหนะ หรอื เปน็ สารตงั้ ตน้ ในอตุ สาหกรรม
นอกจากน้ี คาร์บอนยังเป็นส่วนประกอบของสารพันธุกรรม
ซ่ึงเป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยคาร์บอนเหล่านี้
สามารถพบได้ท้ังในบรรยากาศ พ้ืนดิน พ้ืนน�้ำ และสิ่งมีชีวิต
คารบ์ อนทพี่ บในแหลง่ เหลา่ นสี้ ามารถเปลยี่ นแปลงหมนุ เวยี นได้
อย่างไร มาศึกษาผ่านกจิ กรรม การเดนิ ทางของคารบ์ อน

กจิ กรรมการเดนิ ทางของคารบ์ อน

วัตถปุ ระสงค์

1. อธิบายวฏั จกั รคาร์บอน
2. ยกตัวอยา่ งกจิ กรรมทท่ี �ำให้เกิดการหมนุ เวียนของอนภุ าคคาร์บอนในวัฏจักรคาร์บอนได้
3. เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึนของวัฏจักรคาร์บอนช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมกับหลังการปฏิวัติ

อตุ สาหกรรม

วสั ดุอปุ กรณ์

1. ลูกเต๋าพลาสตกิ หรอื ลกู เต๋ากระดาษ (ท�ำจากแบบร่างทีก่ �ำหนดให)้ จ�ำนวน 2 ลูกทม่ี สี แี ตกตา่ งกัน
2. ใบค�ำส่ัง
3. ช่อื แหล่งทอ่ี ยทู่ ั้ง 8 แหลง่
4. กระดาษปรู๊ฟ
5. ปากกาเมจิก
6. แบบบนั ทึกกิจกรรม
7. นกหวดี หรือ กระดง่ิ

ระยะเวลา 4 ชั่วโมง
ระดับชัน้ มธั ยมศึกษา

นติ ยสาร สสวท 12

วิธีการท�ำกจิ กรรม

1. สมมตใิ ห้ผทู้ �ำกิจกรรมทุกคนเปน็ “อนภุ าคคาร์บอนในช่วงกอ่ นการปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรมปี ค.ศ. 1700 หรอื
ปี พ.ศ. 2243”

2. แบง่ กลมุ่ ผทู้ �ำกิจกรรมเป็น 8 กล่มุ ตามแหลง่ ท่อี ยู่ โดยให้แตล่ ะแหลง่ มีจ�ำนวนอนุภาคเท่าๆ กัน
3. เริ่มกิจกรรมโดย อนุภาคคารบ์ อนแตล่ ะตัวเข้าไปอยู่ในแหล่งท่ีอยขู่ องตน ทง้ั 8 แหล่ง ไดแ้ ก่ บรรยากาศ ระบบ

นเิ วศบก ผวิ หน้ามหาสมทุ รหรือมหาสมุทรชัน้ บน พื้นปฐพี ตะกอนบริเวณพื้นมหาสมุทร มหาสมุทรชนั้ กลาง
และช้ันล่าง สัตวท์ ี่อาศัยอยูใ่ นทะเล และเชือ้ เพลิงซากดกึ ด�ำบรรพ์
4. ตวั แทนอนภุ าคคารบ์ อนในแตล่ ะแหล่งทอ่ี ยู่ นับและบันทึกจ�ำนวนอนภุ าคคาร์บอนในแหล่งท่ีอยู่นน้ั ๆ
5. อนุภาคคาร์บอนแต่ละตัวทอยลูกเต๋า 1 ครั้ง อ่านแต้มบนหน้าลูกเต๋าที่ปรากฏ จากนั้นอ่านใบค�ำสั่งท่ีตรง
กับแต้ม ซึง่ ในใบค�ำสั่งจะระบกุ ารเดินทางของอนุภาคคารบ์ อนวา่ จะต้องเดินทางไปที่ใดพร้อมกับเหตุผลของ
การเดินทาง และบันทกึ ผลลงในใบบนั ทกึ กจิ กรรม

ภาพ 1 ทอยลกู เต๋าและอา่ นแตม้ ท่ีปรากฏบนหน้าลูกเต๋า ภาพ 2 อ่านใบค�ำสงั่

6. เมอ่ื สญั ญาณนกหวดี ดงั ขน้ึ ใหอ้ นภุ าคคารบ์ อนเดนิ ทาง
ไปแหลง่ ท่ีอยตู่ ามใบค�ำสงั่ แลว้ เริม่ ทอยลูกเต๋าครั้งที่ 2
อ่านแตม้ และใบค�ำส่งั ตามหนา้ ลูกเตา๋ พร้อมบนั ทึกผล
จากนน้ั รอสัญญาณนกหวีด เพื่อเร่มิ เดนิ ทางครั้งใหม่
7. ท�ำซ�้ำเช่นเดิมจนครบ 10 รอบ
8. เม่ือครบ 10 รอบ ใหต้ ัวแทนอนภุ าคคาร์บอนในแตล่ ะ
แหล่งท่ีอยู่นับและบันทึกจ�ำนวนอนุภาคคาร์บอน ใน ภาพ 3 บันทกึ ผลใบบนั ทึกกิจกรรม

แหลง่ ทอี่ ยู่น้ันๆ แต่เปลีย่ นชุดอปุ กรณ์ (ลกู เต๋าและใบค�ำสั่ง)
9. เรม่ิ เลน่ เกมอีกครัง้ หนึ่งเปน็ “ช่วงหลังการปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรมปี ค.ศ. 1700 หรือปี พ.ศ. 2243”
10. ใหอ้ นุภาคคาร์บอนแตล่ ะตัวเข้าไปอยู่ในแหล่งที่อยเู่ ดมิ ของตน ต้ังแตช่ ่วงก่อนการปฏิวตั ิอตุ สาหกรรม หากจ�ำ
ไมไ่ ด้หรอื ไม่แนใ่ จ ใหย้ อ้ นดจู ากใบบันทึกกิจกรรม
11. ตัวแทนอนภุ าคคารบ์ อนในแตล่ ะแหลง่ ที่อยู่นบั และบนั ทึกจ�ำนวนอนุภาคคาร์บอน ในแหล่งท่ีอยู่นั้นๆ
12. ท�ำซำ�้ เหมอื นชว่ งกอ่ นการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม โดยเรม่ิ จากอนภุ าคคารบ์ อนทอยลกู เตา๋ ท�ำเชน่ เดมิ จนครบ 10 รอบ
13. เมื่อครบ 10 รอบ ให้ตัวแทนอนุภาคคาร์บอนในแต่ละแหล่งท่ีอยู่นับและบันทึกจ�ำนวนอนุภาคคาร์บอน
ในแหลง่ ท่อี ยู่นน้ั ๆ

13 ปีที่ 47 ฉบบั ที่ 220 กนั ยายน - ตุลาคม 2562

14. จัดกลมุ่ ใหมโ่ ดยมีเงอ่ื นไขคือ สมาชิกในกลุม่ ใหม่ ตอ้ ง ภาพ 4 อนภุ าคคาร์บอนในแต่ละแหลง่ ที่
ประกอบดว้ ยอนภุ าคคารบ์ อนทเ่ี รมิ่ ตน้ ในแหลง่ ทอ่ี ยไู่ ม่
ซำ�้ กนั ดงั นนั้ ใน 1 กลมุ่ จะมอี นภุ าคคารบ์ อนอยา่ งนอ้ ย
8 ตัว จาก 8 แหล่งที่อยู่

15. จากน้ันให้แต่ละคนเลือกปากกาเมจิกที่สีไม่ซ�้ำกัน
เขียนเส้นทางการเดินทางของตนลงในกระดาษปรู๊ฟ
โดยเขียนหัวลูกศรหันไปแหล่งท่ีอยู่ท่ีต้องเดินทางไป
หากอย่ทู เ่ี ดมิ ให้วงกลมล้อมรอบแหลง่ ที่อยูเ่ ดมิ

ภาพ 5 เขียนเส้นทางการเดินทางของตนลงในกระดาษปร๊ฟู

16. เปรียบเทียบเส้นทางการเดินทางของตนกับ
เพือ่ นในกลุ่ม

17. เปรียบเทียบและอภิปรายเส้นทางการเดินทาง
ของอนภุ าคคารบ์ อนชว่ งกอ่ นและหลงั การปฏวิ ตั ิ
อุตสาหกรรมปี ค.ศ. 1700 หรือปี พ.ศ. 2243

18. น�ำเสนอและสรุปผลการท�ำกจิ กรรม

ภาพ 6 น�ำเสนอผลการท�ำกิจกรรม

สรุปส่งิ ทไี่ ดเ้ รยี นรจู้ ากกิจกรรม

1. สามารถอธิบายและยกตัวอยา่ งแหลง่ กกั เก็บคาร์บอนไดว้ ่า แหลง่ กักเกบ็ คารบ์ อน (Carbon pool) คอื สถานท่ี
ส�ำหรับทัง้ กกั เก็บและปลดปล่อยอนภุ าคคารบ์ อน เช่น แหลง่ ทอี่ ยูท่ ั้ง 8 แหล่ง ในกิจกรรม คอื บรรยากาศ
ระบบนิเวศบก ผิวหน้ามหาสมุทรหรือมหาสมุทรช้ันบน พื้นปฐพี ตะกอนบริเวณพ้ืนมหาสมุทร มหาสมุทร
ช้นั กลางและช้ันลา่ ง สตั ว์ท่ีอาศัยอยู่ในทะเล และเชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ด�ำบรรพ์

2. สามารถอธิบายวัฏจักรคาร์บอนได้ว่า วัฏจักรคาร์บอน คือ การหมุนเวียนของอนุภาคคาร์บอนอย่างไม่มี
ที่ส้ินสุด จากกิจกรรมสามารถสังเกตการเดินทางของอนุภาคคาร์บอนได้หลายแบบ เช่น อนุภาคคาร์บอนท่ี
เริ่มต้น ณ จุดเดียวกัน อาจไม่ได้มีการหมุนเวียนเหมือนกันทุกประการ และอาจจบลงที่จุดเดียวกันหรือ
จุดอ่ืนๆ ก็ได้ นอกจากน้ีอนุภาคคาร์บอนบางอนุภาคสามารถเดินทางจากจุดเริ่มต้นแล้วมาจบลงท่ีแหล่ง
ท่ีอยู่เดิม ในขณะที่อนุภาคบางตัวไม่ได้เปล่ียนแปลงแหล่งท่ีอยู่เลย แต่มีกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เข้าไป
แทรกแซงการหมุนเวยี นของอนภุ าคคาร์บอนได้

นิตยสาร สสวท 14

3. สามารถจ�ำแนกประเภทของการเปลยี่ นแปลงของวฏั จกั รคารบ์ อน โดยใชร้ ะยะเวลาเปน็ เกณฑ์ ซงึ่ แบง่ ออกเปน็
2 แบบ คือ การหมุนเวียนระยะสนั้ และการหมนุ เวยี นระยะยาว
การหมุนเวียนระยะสั้น เปน็ การหมนุ เวยี นของคาร์บอนโดยใช้เวลาประมาณ 10 - 100 ปี ส่วนใหญ่จะ
เกดิ บรเิ วณชัน้ บรรยากาศ กบั ระบบนเิ วศบนบกหรอื มหาสมทุ ร ดังภาพ 7

ภาพ 7 การหมนุ เวียนของอนภุ าคคารบ์ อนระยะสน้ั

ข้อสังเกต หากสังเกตทีผ่ ลงานของนกั เรยี น ในภาพ 7 จะพบทศิ ทางของลูกศรชี้ไปไดท้ ุกแหล่งที่อยู่ แสดง
ถึงการหมุนเวยี นของอนภุ าคคารบ์ อน
ตวั อยา่ งการหมุนเวียนของอนภุ าคคาร์บอน เช่น อนภุ าคคารบ์ อนในรูปคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นอากาศ
ถูกพืชน�ำมาใชใ้ นกระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง

6CO2 + 12H2O พล งั งา นแสงและคลอโรฟิลล์ C6H12O6 + 6O2 + 6H2O
จากน้ันคาร์บอนจะถูกเปล่ียนไปอยู่ในรูปของน้�ำตาล แล้วจึงเปลี่ยนเป็นแป้ง และถูกสะสมใน
ตน้ ไม้ ดังนัน้ คาร์บอนจงึ ย้ายจากบรรยากาศไปอยูใ่ นพืช
การหมุนเวียนระยะยาว เป็นการหมนุ เวียนของคาร์บอนผ่านโครงสร้างโลกทง้ั แผน่ ดิน มหาสมทุ ร ซง่ึ ใช้
เวลายาวนานมาก บางสถานทใ่ี ชเ้ วลามากกวา่ 1,000,000 ปี
ข้อสังเกต หากสังเกตท่ีผลงานของนักเรียน ดังภาพ 8
จะพบลกู ศรวนลอ้ มรอบแหลง่ ทอ่ี ยู่ แสดงถงึ การหมนุ เวยี น
ของอนุภาคคารบ์ อนที่น้อยมากหรอื แทบไม่มีเลย
ตวั อยา่ งการหมนุ เวยี นของอนภุ าคคารบ์ อน เชน่ อนภุ าค
คารบ์ อนในรูปแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ รวมกบั ไอน้ำ� ใน
บรรยากาศ กลายเป็นกรดคารบ์ อกนกิ เม่ือน้�ำในสภาพ
กรดไหลผ่านภเู ขาหินปูนจะเกิดการกดั เซาะ

ภาพ 8 การหมนุ เวยี นของอนภุ าคคารบ์ อนระยะยาว

15 ปที ี่ 47 ฉบับท่ี 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

CO2 (s) + H2O (l) H2CO3 (aq) ------- (1)

เมอื่ นำ้� ในสภาพเปน็ กรดไหลซมึ ลงสภู่ เู ขาหนิ ปนู หรอื ถำ้� ใตพ้ นื้ ดนิ สารละลายกรดคารบ์ อนกิ จะท�ำปฏกิ ริ ยิ า
กบั แคลเซยี มคารบ์ อเนต (CaCO3) ไดเ้ ปน็ แคลเซยี มไบคารบ์ อเนตหรอื แคลเซยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต

H2CO3 (aq) + CaCO3 (s) Ca(HCO3)2 (aq) ------- (2)

จากนั้นสารละลายแคลเซียมไบคาร์บอเนตจะไหลไปตามพื้นดิน เพดานถ้�ำ พื้นถ�้ำ และเม่ือถูกชะล้างไป
พร้อมๆ กับฝนจะไหลตามพื้นดินลงสู่แหล่งน้�ำ หากน�้ำระเหยออกไป กลายเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต
สะสมในแหล่งนำ�้

Ca(HCO3)2 (aq) CaCO3(s) + H2O (l) + CO2 (g) ------- (3)

จาก (1), (2), (3) ปริมาณ CO2 จงึ สมดลุ ได้ในวงจรนี้
แคลเซยี มคารบ์ อเนตบางสว่ นจะใชใ้ นการสรา้ งโครงสรา้ งของสงิ่ มชี วี ติ เชน่ เปลอื กหอย ปะการงั เมอ่ื สตั วท์ ะเล
ตายจะเหลือโครงสร้างทิ้งไว้ และโครงสรา้ งจะคอ่ ยๆ จมลงจนสะสมเปน็ ตะกอนพ้ืนสมุทร

ภาพ 9 การหมุนเวียนของอนภุ าคคาร์บอนระยะยาว
ท่มี า https://www.youtube.com/watch?v=AeUaT93oNek

ส�ำหรบั การเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดข้นึ ภายในวฏั จกั รคารบ์ อน จะถูกกลไกทางธรรมชาตคิ วบคมุ ใหอ้ ยู่ในสมดุล
เสมอ เช่น มีลมและคล่ืนเป็นตัวช่วยท�ำให้ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่บริเวณผิวน้�ำทะเลยังคง
ความสมดุลกับความเขม้ ขน้ ของคารบ์ อนไดออกไซด์ในบรรยากาศเสมอ นอกจากน้ี ยงั มีกระแสน�้ำในมหาสมทุ รเป็น
ตัวช่วยหมุนวนอนุภาคคาร์บอน หากคาร์บอนในรูปแคลเซียมคาร์บอเนตถูกชะล้างจากบกลงสู่ทะเล ท�ำให้ทะเลมี
แนวโน้มที่จะมปี ริมาณคารบ์ อนเพิม่ ข้นึ กระแสนำ้� ในมหาสมทุ รจะพดั พาอนภุ าคคาร์บอนลงสมู่ หาสมุทรท่ีลกึ จนตก
เปน็ ตะกอนก้นทะเล

แตใ่ นปจั จบุ นั กจิ กรรมหลายอย่างของมนุษย์ไดเ้ ขา้ ไปแทรกแซงสมดุลของธรรมชาติ เชน่ อนภุ าคคารบ์ อน
ทถี่ กู เก็บกกั ในรูปเช้ือเพลิงซากดึกด�ำบรรพ์ทอี่ ยู่ท้งั พื้นมหาสมุทรและพืน้ ดิน แต่เดมิ อนภุ าคคาร์บอนจะไมถ่ ูกรบกวน
เปน็ เวลานับลา้ นปี แต่จะออกมาสบู่ รรยากาศเม่อื มเี หตกุ ารณ์ทางธรรมชาติ เชน่ ภูเขาไฟระเบดิ หรือ ไฟไหมป้ า่ จาก
ธรรมชาติ (ฟ้าผา่ อากาศแห้ง) โดยแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ทีป่ ลดปลอ่ ยออกมาน้ี จะถกู ตน้ ไม้ดดู ซบั ในกระบวนการ
สังเคราะหด์ ้วยแสง ท�ำใหป้ รมิ าณคารบ์ อนยงั คงอยใู่ นสมดลุ แตเ่ ม่ือเข้าสู่ชว่ งปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม มนุษยน์ �ำเช้อื เพลิง

นิตยสาร สสวท 16

ซากดึกด�ำบรรพ์มาใช้เป็นวัตถุดิบ ในการเผาไหม้เชื้อเพลิงทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม และการคมนาคม ท�ำให้มีแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเพ่ิมข้ึนมากอย่างต่อเน่ือง ประกอบกับจ�ำนวนต้นไม้ที่ลดลง จากการบุกรุกพื้นท่ีป่า
เพอ่ื เป็นทอ่ี ยอู่ าศัย และการประกอบอาชพี จึงท�ำให้แหลง่ ดดู ซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อเนือ่ งให้
เกดิ การไมส่ มดุล ดังนน้ั เราทกุ ๆ คน ควรช่วยกันลดกจิ กรรมทน่ี �ำไปสู่การปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซดอ์ อกสบู่ รรยากาศ
เพอื่ ชว่ Tยhรeกั CษaาrสbมonดBุลaขtอhtงuกbา–รหInมfoุนgเrวaยีphนicในวัฏจักรคาร์บอนให้คนื กลบั มา

ภาพ 10 ภาพจาก The Carbon Bathtub.” National Geographic, Dec 2009.
ที่มา https://media.nationalgeographic.org/assets/file/changing-climate-ch3.pdf

Source: National Geographic (2009): The Big Idea: The Carbon Bathtub. URL [accessed Aug. 7th, 2013]:

http:จ//ะnเหgmน็ .nไดatว้ioา่ naกlgจิ eกogรrรaมphกicา.cรoเmดนิ/bทigา-iงdขeaอ/ง0ค5/าcรaบ์rbอonน-bเaปthน็ กจิ กรรมทช่ี ว่ ยใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจการหมนุ เวยี น
ของวัฏจักรคาร์บอนได้ง่ายและชัดเจน ฝ่าย GLOBE สสวท. จึงขอเชิญชวนให้ผู้สนใจน�ำไปใช้ในห้องเรียน
หากได้ผลเป็นอยา่ งไร โปรดแสดงความคิดเห็น ผา่ น QR code นี้ เพอ่ื แลกเปลยี่ นเรียนรรู้ ่วมกนั
เอกสารอน่ื ๆ (ช่อื แหลง่ กักเก็บคาร์บอน ใบค�ำสัง่ แบบบันทึกกิจกรรม และแบบลูกเตา๋ สามารถดาวน์โหลดไดจ้ าก Carbon
Travel Game) https://www.globe.gov/documents/355050/c8fbe3d4-e7d3-4b6a-9629-38f616b59ff6

บรรณานุกรม

Carbon cycle. สบื คน้ เมอื่ 10 กนั ยายน 2562, จาก https://www.sciencelearn.org.nz/image_maps/3-carbon-cycle.
How Stalactites and Stalagmites Form. สบื คน้ เมือ่ 14 กนั ยายน 2562, จาก https://www.nps.gov/ozar/learn/education/speleothems.htm.
Matthew Jones, ocean layers and mixing. สบื คน้ เมื่อ 10 กนั ยายน 2562, จาก https://timescavengers.blog/climate-change/ocean-layers-mixing/.
Ocean Chemistry & Acidification. สบื คน้ เมอื่ 10 กนั ยายน 2562, จาก https://timescavengers.blog/climate-change/ocean-chemistry-ocean-acidification/.
Ocean Acidification., National Oceanic and Atmospheric Administration. สบื คน้ เม่ือ 10 กนั ยายน 2562, จาก http://www.pmel.noaa.gov/co2/story/

Ocean+Acidification.
The Carbon Bathtub.” National Geographic, Dec 2009. สบื คน้ เมื่อ 10 กนั ยายน 2562, จาก http://ngm.nationalgeographic.com/big-idea/05/carbon-bath.
The Carbon Cycle, 2007 NESTA with modifications by UCAR. สบื คน้ เมื่อ 10 กนั ยายน 2562, จาก https://scied.ucar.edu/carbon-cycle.
The ocean carbon cycle. สบื คน้ เม่ือ 10 กนั ยายน 2562, จาก https://www.iaea.org/topics/oceans-and-climate-change/the-ocean-carbon-cycle.
What is the carbon cycle?. สบื คน้ เม่อื 20 กนั ยายน 2562, จาก https://oceanservice.noaa.gov/facts/carbon-cycle.html.

17 ปที ี่ 47 ฉบบั ที่ 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

รอบรูว้ ิทย์ อนุพงศ์ ไพรศรี • ครผู ชู้ ว่ ย โรงเรยี นนารรี ัตน์จงั หวดั แพร่ • e-mail: [email protected]

ชาตรี ฝ่ายค�ำตา • รองศาสตราจารย์ สาขาวทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษา ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• e-mail: [email protected]

การจัดการเรยี นร้วู ชิ าเคมี

โดยใช้แบบจำ� ลองเป็นฐานทเี่ น้นกระบวนการโตแ้ ยง้

(Argumentation within Model-based Learning in Chemistry)

เคมีเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสสาร (Matter) และการเปลี่ยนแปลงของสสาร เน้ือหาส่วนใหญ่เป็นนามธรรมซึ่ง
มนษุ ยไ์ มส่ ามารถมองเหน็ ดว้ ยตาเปลา่ นกั เคมมี กั จะอธบิ ายการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมของสสารใน 3 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั มหภาค
ระดับจุลภาค และระดับสัญลักษณ์ (Johnstone, 1993, 2000) ตัวอย่างการเชอ่ื มโยงการเปลยี่ นแปลงของสสารใน 3 ระดับ
เรอื่ งปฏกิ ริ ยิ าผันกลับได้ แสดงดังภาพ 1

0 100 0 100 0 100 ํC

ระดบั จุลภาค

ระดับมหภาค ทแาบงบคจวำ�าลมอคงิด

??

Co(H2O)62+(aq) + 4Cl-(aq) ? CoCl42-(aq) + 6H2O(l)

ระดบั สญั ลกั ษณ์

ภาพ 1 การเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงของสสารใน 3 ระดับเรื่องปฏิกริ ิยาผันกลับได้ (Devetak, 2005)

จากภาพ 1 นักเคมีเร่ิมต้นจากการสังเกตปรากฏการณ์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งพบว่าสีของสารละลายเปล่ียน
สลับไปมาระหว่างสีชมพูกับสีน้�ำเงิน เม่ือน�ำสารละลายผสมระหว่างโคบอลล์ (II) ซัลเฟตกับกรดไฮโดรคลอริก ไปท�ำให้มี
อณุ หภมู ลิ ดลงและใหค้ วามรอ้ นสลบั ไปมาเรยี กการอธบิ ายการเปลยี่ นแปลงเชน่ นว้ี า่ การเปลยี่ นแปลงระดบั มหภาค(Macroscopic
level) แต่การท่ีจะอธิบายพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของสสารเหล่านั้นว่าท�ำไมจึงเกิดเช่นนั้น ต้องใช้การอธิบายในระดับ
จุลภาค (Microscopic level) โดยกลา่ ววา่ อนภุ าคของสารต้ังต้นท�ำปฏิกริ ยิ ากันแลว้ เกิดเปน็ ผลติ ภัณฑ์ จากนัน้ อนภุ าคของ
ผลิตภัณฑ์สามารถท�ำปฏิกิริยากันกลับมาเป็นสารต้ังต้นได้ ท้ังนี้ในปฏิกิริยาจะต้องมีอนุภาคสารต้ังต้นและสารผลิตภัณฑ์
เหลืออยู่ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าและย้อนกลับ เมื่อจะสื่อสารให้เข้าใจและเห็นภาพ จึงจ�ำเป็นต้องเชื่อมโยง
การเปลีย่ นแปลงทัง้ 2 ระดับดว้ ยการเปล่ยี นแปลงในระดบั สญั ลกั ษณ์ (Symbolic level) ซง่ึ สญั ลักษณท์ างเคมที ่ีก�ำหนดข้นึ มา
คือ สมการเคมีที่มหี วั ลกู ศรชีไ้ ปข้างหน้าและยอ้ นกลบั เพอื่ แสดงการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมผี ันกลับได้ อยา่ งไรก็ตาม การอธิบาย
การเปลีย่ นแปลงทั้ง 3 ระดับลว้ นมีความเชอ่ื มโยงไม่ได้แยกออกจากกัน (Devetak, 2005 cited in Abd Halim et al., 2013)

นิตยสาร สสวท 18

การจัดการเรียนรู้ในวิชาเคมี จึงคาดหวังให้นักเรียนสามารถสร้างภาพในสมองเพ่ืออธิบายปรากฏการณ์ทางเคมี
และเช่อื มโยงการเปลยี่ นแปลงทัง้ 3 ระดับเหมอื นกบั นักเคมี ทง้ั นี้ นกั เรยี นจะมีแบบจ�ำลองทางความคิด (Mental Models)
ของตนเอง (Davidowitz & Chittleborough, 2009) ซึ่งอาจสอดคล้องหรือไม่สอคคล้องกับแบบจ�ำลองทางวิทยาศาสตร์
(Scientific Model) โดยทั่วไปนักเรียนจะมีแบบจ�ำลองทางความคิดแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับความรู้เดิมและประสบการณ์ของ
แต่ละคน และจะมีแบบจ�ำลองทางความคิดแตกต่างจากแบบจ�ำลองทางวิทยาศาสตร์ บทความน้ีจึงขอเสนอวิธีการจัด
การเรียนรู้โดยใช้แบบจ�ำลองเป็นฐาน เพ่ือส่งเสริมให้นักเรียนมีแบบจ�ำลองทางความคิดท่ีสอดคล้องกับแบบจ�ำลองทาง
วทิ ยาศาสตร์ และวิธีการจัดการเรยี นรนู้ ้ีจะผนวกกับกระบวนการโตแ้ ยง้

ลกั ษณะของการจัดการเรียนรโู้ ดยใชแ้ บบจ�ำลองเป็นฐานที่เนน้ กระบวนการโตแ้ ย้ง
การจัดการเรียนรโู้ ดยใชแ้ บบจ�ำลองเปน็ ฐานทเี่ น้นกระบวนการโต้แยง้ มีลักษณะท่ีส�ำคญั ดงั น้ี
1. การสรา้ งองคค์ วามรดู้ ว้ ยตวั เองผา่ นกระบวนการสรา้ งแบบจำ� ลอง ใหน้ กั เรยี นสรา้ งแบบจ�ำลองทางความคดิ

เก่ียวกับปรากฏการณ์ที่จะศึกษา โดยใช้ความรู้เดิมหรือประสบการณ์ของนักเรียน ซ่ึงแบบจ�ำลองทางความคิดของนักเรียน
สว่ นใหญ่จะแตกตา่ งจากแบบจ�ำลองทางวทิ ยาศาสตร์ ครจู ึงควรเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนแสดงแบบจ�ำลองทางความคิดออกมา
อย่างเตม็ ท่ี เชน่ การวาดภาพ การอธิบาย การอภปิ รายโต้แย้ง การแสดงบทบาทสมมติ

2. การร่วมกันสร้างองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนปรับปรุง/ดัดแปลงแบบจ�ำลองให้สมบูรณ์ขึ้น โดย
การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับนักเรียนหรือนักเรียนกับนักเรียน จะท�ำให้แบบจ�ำลองที่สร้างขึ้นเข้าใกล้แบบจ�ำลองทาง
วิทยาศาสตร์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถา้ แบบจ�ำลองทีส่ รา้ งขึ้นไมส่ ามารถอธบิ ายปรากฏการณไ์ ด้ ครอู าจตอ้ งใชค้ �ำถามกระตนุ้
ให้เกดิ การอภปิ รายโตแ้ ย้งรว่ มกนั ระหว่างครูกบั นักเรียนหรอื นักเรียนดว้ ยกนั เอง เพ่ือปรับปรงุ แบบจ�ำลองใหส้ มบรู ณข์ ึ้น

3. การอภิปรายโต้แย้งโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ประเมินความสอดคล้องกับแบบจำ� ลองท่ีสร้างข้ึน โดย
นกั เรยี นตอ้ งรวบรวมขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษ์ เพอื่ เปน็ หลกั ฐานในการตรวจสอบความสอดคลอ้ งของแบบจ�ำลองทส่ี รา้ งขนึ้ นกั เรยี น
จะตอ้ งพยายามยนื ยนั ขอ้ กลา่ วอา้ งหรอื แบบจ�ำลองทส่ี รา้ งขน้ึ วา่ ถกู ตอ้ งแลว้ ดว้ ยการอธบิ ายโดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์ หรอื
อธบิ ายการปรับเปล่ยี นแบบจ�ำลองใหม่ว่าดกี ว่าเก่าอยา่ งไรดว้ ยการอธิบายโดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษเ์ ช่นกัน
ตวั อย่างการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้แบบจ�ำลองเป็นฐานทีเ่ น้นกระบวนการโตแ้ ยง้

ในบทความนี้ใชเ้ รอ่ื ง ปฏกิ ริ ยิ าผนั กลับได้ โดยมีแนวคิดหลักคือ สารตง้ั ตน้ ท�ำปฏกิ ริ ิยากนั แลว้ เกิดเปน็ ผลิตภัณฑ์
และผลติ ภณั ฑส์ ามารถท�ำปฏกิ ริ ยิ ากนั แลว้ เกดิ กลบั มาเปน็ สารตง้ั ตน้ ได้ โดยในปฏกิ ริ ยิ าจะตอ้ งมที งั้ อนภุ าคของสารตงั้ ตน้ และ
ผลติ ภัณฑเ์ หลืออยูเ่ พ่ือเกิดปฏกิ ริ ิยาไปข้างหนา้ และย้อนกลบั สมการเคมีทแี่ สดงปฏกิ ิรยิ าเคมที ผี่ ันกลบั ได้ จะมีลูกศรทมี่ ีหวั ชี้
ไปขา้ งหนา้ และย้อนกลับ เชน่ Co(H2O)62+(aq) + 4Cl-(aq) ? CoCl42-(aq) + 6H2O(l)

นอกจากน้ี ยังพบว่านักเรียนมีความเขา้ ใจท่ีคลาดเคล่ือนในแนวคดิ เร่ืองปฏกิ ิริยาผันกลบั ได้ เชน่ นกั เรียนเขา้ ใจวา่
ปฏกิ ริ ยิ าไปขา้ งหนา้ จะตอ้ งเกดิ ขน้ึ สมบรู ณก์ อ่ นจงึ จะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ ายอ้ นกลบั (ชาตรี ฝา่ ยค�ำตา, 2551; เยาวเรศ ใจเยน็ และคณะ,
2550) สาเหตุของความเข้าใจคลาดเคล่ือนอาจเป็นเพราะสังเกตได้ว่าสีของสารละลายเปล่ียนสลับไปมา การจัดการเรียนรู้
โดยใชแ้ บบจ�ำลองเปน็ ฐานทเ่ี นน้ กระบวนการโตแ้ ยง้ อาจชว่ ยแกไ้ ขความเขา้ ใจคลาดเคลอ่ื นดงั กลา่ วดว้ ยการสรา้ งแบบจ�ำลอง
ให้มคี วามรูปธรรม ลกั ษณะการจดั การเรียนรูเ้ ป็นดงั น้ี

19 ปที ่ี 47 ฉบบั ท่ี 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

ข้ันท่ี 1 การสร้างแบบจ�ำลองทางความคิด เปน็ ขนั้ ทีก่ ระต้นุ ให้นักเรียนแสดงแบบจ�ำลองความคดิ ของตนเองเพอ่ื
ตรวจสอบความรู้เดิม/ความรู้พ้ืนฐานของนักเรียน โดยครูจะให้นักเรียนสังเกตปรากฏการณ์ทางเคมีท่ีเกี่ยวข้องกับเรื่องท่ี
ตอ้ งการตรวจสอบ

ครตู รวจสอบความรเู้ ดมิ ของนกั เรยี นเรอ่ื งการเปลย่ี นแปลงทางกายภาพและเคมี โดยเปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี น
แสดงความคิดเห็นหรือตัดสินใจผ่านสถานการณ์ในชีวิตประจ�ำวันที่ก�ำหนด โดยการยกธงสีแดง สีเหลือง หรือสีเขียว
(สีแดง หมายถึงการเปล่ียนแปลงทางเคมี สีเหลือง หมายถึงการเปล่ียนแปลงทางกายภาพ และสีเขียว หมายถึงการ
เปลย่ี นแปลงทางเคมแี ละกายภาพ) รวมท้งั ตอ้ งบอกเหตผุ ลว่าท�ำไมจงึ เลือกค�ำตอบน้ี จะเหน็ วา่ การเปิดโอกาสให้นักเรยี น
แสดงความคิดเห็น ท�ำให้ครูทราบว่านักเรียนมีความรู้เดิมเป็นอย่างไร จากการสอนพบว่านักเรียนบางคนเข้าใจว่า
การห่นั ผลไม้ (ภาพ 2) ไมใ่ ช่การเปลีย่ นแปลงทางกายภาพ เน่ืองจากไม่มกี ารเปลีย่ นสถานะ สะทอ้ นความเขา้ ใจของนกั เรยี น
ได้ว่าการเปล่ียนแปลงทางกายภาพจะต้องเป็นการเปลี่ยนสถานะเท่านั้น เมื่อทราบว่านักเรียนมีแบบจ�ำลองทางความคิด
ที่คลาดเคลื่อน และให้เหตุผลโดยใช้ความคิดมากกว่าข้อมูลเชิงประจักษ์ ครูใช้ค�ำถามส่งเสริมให้นักเรียนกลุ่มอ่ืนแสดง
ความเห็นต่าง โดยถามว่า “มีกลุ่มใดคิดต่างจากเพ่ือนบ้าง” นักเรียนกลุ่มหนึ่งตอบว่า “มันมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง แต่
ไม่มีสารใหม่เกิดข้ึนจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงกายภาพ” จะเห็นได้ว่านักเรียนกลุ่มน้ีใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการให้เหตุผล
จึงท�ำให้ข้อกล่าวอ้างมีนำ้� หนักมากกว่าซ่ึงน�ำไปส่ขู อ้ สรุปของค�ำตอบ เม่ือนักเรยี นแยกความแตกต่างของการเปล่ียนแปลงทง้ั
สองแล้ว ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายความหมายของปฏิกิริยาท่ีเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยพิจารณาจากสมการเคมีที่มี
ลูกศรไปในทางเดียว ซึ่งเม่ือสารท�ำปฏิกิริยากัน ถ้าสารตั้งต้นตัวใดตัวหนึ่งหมดปฏิกิริยาจะยุติ ครูใช้ค�ำถามเพ่ือกระตุ้นให้
นักเรียนสร้างข้อโต้แย้งและน�ำไปสู่การหาหลักฐานเชิงประจักษ์ในขั้นถัดไป โดยถามว่า “ปฏิกิริยาเคมีสามารถเกิดย้อน
กลับไดห้ รอื ไม”่ “นักเรยี นรไู้ ด้อย่างไร”

ภาพ 2 สถานการณก์ ารหั่นผลไมแ้ ละกิจกรรมยกธงแสดงความคดิ เห็นผา่ นสถานการณใ์ นชีวติ ประจ�ำวนั

ขน้ั ท่ี 2 การทดสอบแบบจ�ำลอง เป็นขนั้ ตอนท่ใี ห้นักเรยี นจ�ำลองปรากฏการณ์ทางเคมี (ปรากฏการณท์ จ่ี ะศึกษา)
ผ่านกระบวนการทดลอง/ทดสอบท่ีสังเกตหรือวัดได้ ผลท่ีได้จากการทดลองจะเป็นข้อมูล/หลักฐานเชิงประจักษ์ นักเรียน
จะต้องสร้างแบบจ�ำลองในระดับอนภุ าค/สญั ลกั ษณ์ใหม้ ีความสอดคล้องกบั ผลการทดลอง

ครใู หน้ กั เรยี นทดลอง การทำ� ปฏกิ ริ ยิ าของสารละลายโคบอลล์ (II) ซลั เฟต กบั กรดไฮโดรคลอรกิ แลว้ นำ� สาร
ไปทำ� ใหม้ ีอณุ หภูมิลดลง และทำ� ให้มีอณุ หภูมเิ พม่ิ ข้ึนสลับไปมา และบนั ทึกสง่ิ ท่ีสงั เกตได้ด้วยตาเปลา่ ผลการทดลอง
พบวา่ สารละลายเปลย่ี นเปน็ สนี ำ�้ เงนิ เมอ่ื ใหค้ วามรอ้ น และสารละลายเปลย่ี นเปน็ สชี มพเู มอ่ื มอี ณุ หภมู ลิ ดลง ผลการทดลอง
เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตรวจสอบความสอดคล้องกับแบบจ�ำลองทางความคิดท่ีสร้างข้ึน ครูให้นักเรียน
ใช้ดินน้�ำมันแสดงการเปลี่ยนแปลงในปฏิกิริยาผันกลับได้ตามการเปลี่ยนสีของสารละลาย และอธิบายพฤติกรรม
(ของสแสทานรอในนุภระาดคขบั อองนสภุ าราทคม่ี โดสี ยีนใ้ำ� หเงด้ ินนิ น(Cำ้� oมCนั lส42ชี-)มสพ�ำหู ( รับอแทนนภุ อาคนขภุ อางคขCอl-งสแาลระทHม่ี สี2Oชี มไพม่ตู ([้อCงoแ(Hส2ดOง)เ6น]2ือ่+)งแจลาะกปอน้ั นดภุ นิ านคำ้� ไมมนัม่ สีสนีี คำ้� รเงูในหิ ้

นิตยสาร สสวท 20

นักเรียนสร้างแบบจ�ำลองทางความคิดของกลุ่มของตนเอง จากน้ันครูใช้ค�ำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจระหว่างแบบ
จ�ำลองกับผลการทดสอบ โดยถามว่า “ดินน้�ำมันที่นักเรียนปั้นน้ันสอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงสีของสารละลายหรือไม่”
นกั เรยี นสว่ นใหญต่ อบวา่ ปน้ั ดนิ นำ�้ มนั ตามสที บี่ นั ทกึ จากการผลทดลอง ไดแ้ บบจ�ำลองดงั ภาพ 3 จากภาพจะเหน็ วา่ มนี กั เรยี น
บางกลมุ่ ปน้ั ดนิ นำ�้ มนั สมี ว่ ง เนอ่ื งจากเปน็ สที นี่ กั เรยี นสงั เกตไดเ้ มอื่ ตอนเรมิ่ ตน้ กอ่ นการใหค้ วามรอ้ นและการลดอณุ หภมู ิ และ
ใหเ้ หตุผลวา่ น่าจะเปน็ สีผสมระหวา่ งสีนำ�้ เงินและสชี มพู

ภาพ 3 แบบจ�ำลองทางความคดิ เพอื่ อธิบายการเปลย่ี นแปลงสีของสารละลายจากการทดลอง

ข้ันที่ 3 การดัดแปลงแก้ไขแบบจ�ำลอง เป็นข้ันท่ีแต่ละกลุ่มน�ำเสนอแบบจ�ำลองที่กลุ่มตนเองสร้างขึ้น ข้ันน้ีครู
และเพื่อนกลุ่มอ่ืนสามารถซักถาม อภปิ รายรว่ มกัน นักเรยี นจะไดเ้ ห็นความแตกต่างของแบบจ�ำลอง ซงึ่ จะเกิดกระบวนการ
โน้มน้าวจนมีการดัดแปลงแก้ไขแบบจ�ำลองจนกระท่ังสามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ได้ และน�ำมาสู่แบบจ�ำลองมติกลุ่ม
(Consensus model)

ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนน�ำเสนอแบบจ�ำลองของแต่ละกลุ่ม เพื่อร่วมกันดัดแปลงแก้ไขแบบจ�ำลองจนได้
แบบจ�ำลองมติกลุ่ม จากการสอนพบว่า นักเรียนมีแบบจ�ำลองแตกต่างกัน ท�ำให้เกิดกระบวนการโน้มน้าวเพื่อร่วมกัน
พัฒนาแบบจ�ำลองให้ถูกต้อง โดยครูเปิดโอกาสให้กลุ่มท่ีมีแบบจ�ำลองไม่ถูกต้องน�ำเสนอก่อน และยังไม่บอกว่าถูก
หรอื ผดิ แตเ่ ลอื กทจ่ี ะใชค้ ำ� ถามว่า “มกี ล่มุ ใดทแ่ี ตกตา่ งจากกลมุ่ นบ้ี า้ ง” เพ่ือเปดิ โอกาสใหก้ ลมุ่ ทม่ี แี บบจำ� ลองถูกตอ้ ง
โน้มน้าวให้กลุ่มอื่นเช่ือว่ากลุ่มของตนสร้างแบบจ�ำลองได้ถูกต้อง นักเรียนกลุ่มหน่ึงให้เหตุผลว่า “มันจะต้องไม่เป็น
สีน�้ำเงินหรือชมพูล้วน มันจะต้องมีตัวเหลือ เพ่ือท�ำให้ปฏิกิริยาเกิดไปข้างหน้าและย้อนกลับได้เม่ืออุณหภูมิเปล่ียนแปลง”
จากเหตผุ ลสะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ นกั เรยี นสามารถแยกความแตกตา่ งระหวา่ งปฏกิ ริ ยิ าผนั กลบั ไดก้ บั ปฏกิ ริ ยิ าทเี่ กดิ ขน้ึ อยา่ งสมบรู ณ์
ได้ เนื่องจากปฏิกิรยิ าทศ่ี ึกษาเป็นปฏิกริ ยิ าท่ผี ันกลับได้ จึงต้องมอี นุภาคของสารทุกสารในปฏิกิริยาเหลืออยู่ ดงั แบบจ�ำลอง
ทแ่ี สดงในภาพ 4 จากน้ันครูใช้คำ� ถามทีท่ �ำใหม้ กี ารดดั แปลงแบบจ�ำลอง เชน่ “เห็นด้วยกบั กลุม่ น้หี รอื ไม่” หรือ “ถา้ ครูให้
โอกาสแกไ้ ขจะแกไ้ ขอยา่ งไร” เมอื่ ไดแ้ บบจ�ำลองมตกิ ลมุ่ เรยี บรอ้ ยแลว้ ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ การเชอ่ื มโยงแบบจำ� ลอง
ทางความคิดใน 3 ระดับเรื่องปฏิกิริยาผันกลับได้ โดยเช่ือมโยงผลการเปลี่ยนแปลงสีของสารละลายจากการทดลองท่ี
สังเกตได้กับการเปล่ียนแปลงในระดับอนุภาคด้วยการปั้นดินน้�ำมัน และครูเพ่ิมเติมด้วยการก�ำหนดสมการที่มีหัวลูกศรช้ีไป
ข้างหน้าและย้อนกลับ เพ่ือเป็นสัญลักษณ์ของปฏิกิริยาเคมีผันกลับได้ แบบจ�ำลองทางความคิดเร่ืองปฏิกิริยาเคมีผันกลับ
ไดท้ ่สี มบูรณเ์ ป็นไปดงั ภาพ 1 อย่างไรกต็ ามการอธิบายเปลย่ี นแปลงท้งั 3 ระดบั ครแู ละนกั เรียนต้องรว่ มมอื และช่วยเหลือ
กนั ในการอธิบายปรากฏการณ์ ตัวอย่างเช่น ถา้ นักเรยี นไมส่ ามารถสร้างสญั ลกั ษณ์ได้ ครอู าจให้ความรู้เพิ่มเตมิ หรอื แสดง
สญั ลกั ษณเ์ ปน็ ตวั อย่าง

21 ปีที่ 47 ฉบับที่ 220 กนั ยายน - ตุลาคม 2562

ภาพ 4 แบบจ�ำลองมตกิ ลุ่มท่ผี ่านการโนม้ นา้ วมาแลว้ และอธบิ ายปรากฏการณ์ไดด้ ขี ้ึน

ขน้ั ที่ 4 การขยายแบบจ�ำลอง ในขน้ั นน้ี กั เรยี นจะใชแ้ บบจ�ำลองทผี่ า่ นการแกไ้ ขแลว้ มาอธบิ ายและท�ำนายปรากฏการณ์
อื่นๆ ซง่ึ จะท�ำใหน้ ักเรยี นมั่นใจว่าแบบจ�ำลองท่ีตนสร้างข้นึ สามารถอธบิ ายปรากฏการณอ์ ่นื ได้

นักเรียนใช้แบบจ�ำลองมติกลุ่มที่ผ่านการดัดแปลงแก้ไขมาแล้ว มาอธิบายหรือท�ำนายสถานการณ์ใหม่เพ่ือเป็น
การขยายแบบจ�ำลองให้กว้างข้ึน โดยครูให้นักเรียนดูวีดิทัศน์การเปลี่ยนแปลงสีของแก๊สในปฏิกิริยาระหว่างแก๊ส N2O4 กับ
แก๊ส NO2 นักเรียนจะเห็นสีของสารละลายเปลี่ยนเป็นสีน้�ำตาลเข้มสลับกับสีน้�ำตาลอ่อน เม่ือดันก้านหลอดฉีดยาเข้าออก
ดังภาพ 5 จากน้ันครูให้ภาพแบบจ�ำลองในระดับอนุภาคและให้นักเรียนตอบค�ำถามเช่น “นักเรียนคิดว่าแบบจ�ำลอง
หมายเลขใดท่เี กิดปฏิกิรยิ าผันกลบั ได”้ นกั เรยี นสว่ นใหญ่ตอบวา่ หมายเลข 2 และ หมายเลข 3 โดยใหเ้ หตผุ ลวา่ หมายเลข 1
กบั 4 เปน็ ปฏิกิรยิ าทีเ่ กิดข้ึนอย่างสมบูรณ์ ส่วนหมายเลข 2 และ 3 ยงั มีสารเหลอื อยู่ท�ำใหเ้ กดิ ปฏิกริ ยิ าผนั กลับได้”

นิตยสาร สสวท ภาพ 5 การขยายแบบจ�ำลองทางความคิดให้กว้างขึน้ โดยการท�ำนายสถานการณใ์ หม่

22

บทสรุป
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจ�ำลองเป็นฐานร่วมกับกระบวนการโต้แย้ง เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ท�ำให้

นักเรียนมีแบบจ�ำลองทางวิทยาศาสตร์ ฝึกการคิดและท�ำอย่างนักเคมี และเป็นวิธีจัดการเรียนรู้ท่ีท�ำให้วิชาเคมีมีความเป็น
รปู ธรรม เนอื่ งจากนกั เรยี นสรา้ งแบบจ�ำลองทางความคดิ ดว้ ยตนเองในการท�ำความเขา้ ใจการเปลย่ี นแปลงทงั้ 3 ระดบั ในเรอ่ื ง
ปฏิกิริยาผันกลับได้ผ่านกระบวนการสร้างแบบจ�ำลอง โดยเฉพาะการเปล่ียนแปลงระดับอนุภาคท่ีนักเรียนไม่สามารถมอง
เห็นได้ด้วยตาเปล่า อีกท้ังได้ฝึกสร้างข้อโต้แย้งในการพัฒนาแบบจ�ำลองทางความคิดให้ไปถึงแบบจ�ำลองทางวิทยาศาสตร์
จากลักษณะและตัวอย่างของการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ครูผู้สอนวิชาเคมีสามารถน�ำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เคมีใน
เนอื้ หาอนื่ ๆ และขอเชญิ ชวนใหค้ รผู สู้ อนท�ำวจิ ยั ในชนั้ เรยี นเพอื่ หาค�ำตอบวา่ จะสอนเนอื้ หาอนื่ ๆ อยา่ งไรดว้ ยการจดั การเรยี นรู้
โดยใชแ้ บบจ�ำลองเปน็ ฐานรว่ มกบั กระบวนการโตแ้ ยง้ องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั จะท�ำใหไ้ ดต้ วั อยา่ งการสอนในเนอ้ื หาอน่ื ๆ
เพมิ่ เติม

บรรณานุกรม

Abd Halim, N. D. , Ali, M. B. , Yahaya, N., & Mohamad Said, M. N. H. (2013). Mental Model in Learning Chemical Bonding: A Preliminary Study.
Procedia - Social and Behavioral Sciences, 6 November 2013, 224-228.

Buckley, B. C., other. (2004). Model-Based Teaching and Learning with BioLogicaTM: What Do They Learn? How Do They Learn? How Do We
Know? Journal of Science Education and Technology, 13(1), 23-41.

Davidowitz B & Chittleborough G. (2009). Linking the Macroscopic and Sub-microscopic Levels: Diagrams. In: Gilbert J.K., Treagust D. (Eds.)
Multiple Representations in Chemical Education. 169-191.

Giere, R.N. (2001). A new framework for teaching scientific reasoning. Argumentation, (15), 21–33.
Johnstone, A. H. (1993). The development of Chemistry Teaching: A Changing Response to a Changing Demand. Journal of Chemical Education,

70(9), 701-705.
Johnstone. (2000). Chemical Education Research: Where from here? Proceedings from Variety in Chemistry Teaching meeting, June 2001.
Mendonca, P. C. C. & Justi, R. S. (2014). The Relationships Between Modelling and Argumentation from the Perspective of the Model of Modelling

Diagram. International Journal of Science Education, 35(14), 2407-2434.
ชาตรี ฝา่ ยค�ำตา. (2551). แนวคดิ ทางเลอื กของนกั เรยี นในวชิ าเคม.ี วารสารศกึ ษาศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปตั ตาน,ี 19(2),10-28.
ชาตรี ฝา่ ยค�ำตา. (2559). ประเดน็ และแนวโนม้ การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษา. วารสารหนว่ ยวจิ ยั วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ่ แวดลอ้ มเพอ่ื การเรยี นร.ู้
ภรทพิ ย์ สภุ ทั รชยั วงศ,์ ชาตรี ฝา่ ยค�ำตา และพจนารถ สวุ รรณรจุ .ิ (2558). การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบจ�ำลองเปน็ ฐานเพอื่ พฒั นาแบบจ�ำลองทางความคดิ

เรอื่ งโครงสรา้ งอะตอมและความเขา้ ใจธรรมชาตขิ องแบบจ�ำลองของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4. วารสารนวตั กรรมการเรยี นร,ู้ 1(1), 97-124.
เยาวเรศ ใจเยน็ , เพญ็ ศรี บญุ สวรรคส์ ง่ และนฤมล ยตุ าคม. (2550). แนวคดิ เรอื่ งสมดลุ เคมขี องนกั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย. วารสารสงขลานครนิ ทร์

ฉบบั สงั คมศาสตรแ์ ละมนษุ ยศาสตร,์ 1(4), 541-553.

23 ปที ่ี 47 ฉบับท่ี 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

รอบรูเ้ ทคโนโลยี วนิดา สงิ หน์ อ้ ย • เจา้ หนา้ ทอี่ าวโุ ส สาขาคณิตศาสตร์มัธยมศกึ ษา สสวท. • e-mail: [email protected]

E-Office
ส�ำนักงานอิเล็กทรอนิกส์
ผู้ช่วยท�ำงานในยุค 4.0

ปจั จบุ นั เทคโนโลยกี ารสอื่ สารกา้ วไกลไปมาก ถอื เปน็ ยคุ การสอ่ื สารทไ่ี รพ้ รมแดนโดยแทจ้ รงิ ไมว่ า่ จะอยทู่ ไี่ หน
ของโลกก็สามารถติดต่อส่ือสารกันได้เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ท่ีเชื่อมต่อกับระบบ
เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ การเปลยี่ นแปลงนสี้ ง่ ผลกระทบตอ่ สงั คม เศรษฐกจิ การศกึ ษา และอน่ื ๆ อกี มากมาย แมแ้ ตว่ ธิ ี
การทำ� งานในส�ำนกั งานกเ็ ชน่ เดยี วกัน ซ่ึงหากไม่ปรับตวั และพัฒนาใหเ้ ทา่ ทนั การเปลี่ยนแปลงแล้ว กจ็ ะสง่ ผลกระทบ
ต่อองค์กรได้

ในปจั จบุ นั องคก์ รสว่ นใหญม่ วี ธิ กี ารท�ำงานในส�ำนกั งานเปลยี่ นแปลงไปมาก เนอ่ื งจากมกี ารน�ำเครอื่ งมอื ทท่ี นั สมยั
ผนวกกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยสนับสนุนการท�ำงาน การส่ือสารในรูปแบบต่างๆ มีการพัฒนาให้
ก้าวหนา้ ไปมาก และการส่งผา่ นข้อมลู ท�ำให้ลน่ื ไหลได้สะดวก รวดเร็ว สามารถประมวลผลได้ทันที (Real Time) ชว่ ยแบ่งเบา
ภาระงาน ท�ำใหก้ ารท�ำงานมคี วามรวดเรว็ คลอ่ งตวั และมปี ระสทิ ธภิ าพมากขนึ้ การแลกเปลย่ี นขอ้ มลู ขา่ วสาร การประมวลผล
การจดั เกบ็ การคน้ หา และการสง่ ตอ่ ขอ้ มลู ภายในองคก์ รหรอื สง่ ออกภายนอกองคก์ ร สามารถท�ำไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และทนั ทว่ งที
และประหยัดเวลามาก เม่ือเทียบกับวิธีการท�ำงานแบบดั้งเดิมที่ใช้การรับ-ส่งข้อมูลแบบกระดาษ ซึ่งใช้เวลาในการน�ำส่งสาร
และรอการตอบกลับ และหากต้องส่งไปหลายหน่วยงานก็ยังต้องท�ำส�ำเนาเพ่ิมเติม รอการส่งเอกสารกระดาษกลับมาให้
ครบถว้ นเพอื่ ประมวลผลตอ่ ไปซงึ่ ใชร้ ะยะเวลาในการรบั -สง่ เอกสารและเสย่ี งตอ่ การสญู หายสง่ิ เหลา่ นม้ี ผี ลกระทบตอ่ การตดั สนิ ใจ
ของผ้ใู ชข้ ้อมูลและผู้บรหิ ารองคก์ รท่ใี นบางเร่อื งตอ้ งท�ำงานแข่งกบั เวลา

E-Office ส�ำนักงานอิเล็กทรอนิกส์คืออะไร
E-Office หรือส�ำนักงานอเิ ล็กทรอนิกส์ ในบางคร้ังกใ็ ชค้ �ำวา่ Office Automation หรอื ส�ำนักงานอตั โนมตั ิ คอื การน�ำ

ระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือบริหารจัดการในส�ำนักงานหรือองค์กร โดยมุ่งเน้น
การบรหิ ารจดั การเอกสารเขา้ -ออก จดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ การจดั เกบ็ เอกสาร แกไ้ ขเอกสาร งานเอกสารทางดา้ นบญั ชี และ
การใชป้ ระโยชนอ์ นื่ ๆ อกี มากมาย โดยอ�ำนวยความสะดวกในเรอื่ งการลดขนั้ ตอน ลดระยะเวลา ลดการใชท้ รพั ยากรกระดาษ
(paperless) และอ�ำนวยความสะดวกในการบรหิ ารจดั การ การรบั -สง่ ขอ้ มลู ขา่ วสาร มกี ารจดั เกบ็ เอกสารในลกั ษณะไฟลด์ จิ ทิ ลั
อยา่ งเปน็ ระบบ มคี วามสะดวกรวดเร็ว และสามารถเขา้ ถงึ และค้นหาขอ้ มูลไดง้ ่าย แม้ว่าผ้ปู ฏบิ ัตงิ านจะไมอ่ ย่ใู นส�ำนกั งาน
กส็ ามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ได้ นอกจากนี้ ยงั ชว่ ยลดพนื้ ทจ่ี ดั เกบ็ เอกสาร จะเหน็ ไดว้ า่ คอมพวิ เตอรแ์ ละระบบเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
รวมถงึ เครอ่ื งมอื อปุ กรณอ์ น่ื ๆ ทจ่ี �ำเปน็ มบี ทบาทส�ำคญั ในการท�ำงานในองคก์ รตา่ งๆ เปน็ อยา่ งมาก ทกุ หนว่ ยงานจะตอ้ งมไี ว้
ใหพ้ นกั งานใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื ในการปฏบิ ตั งิ าน แมก้ ระทงั่ ในหนว่ ยงานภาครฐั เองกร็ ณรงคแ์ ละสนบั สนนุ ใหม้ กี ารน�ำเทคโนโลยี
สารสนเทศมาปรบั ใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านทม่ี กี ารตดิ ตอ่ ใหบ้ รกิ ารกบั ประชาชน เชน่ การใชฐ้ านขอ้ มลู จากบตั รประชาชน (Smart Card)
เชือ่ มต่อกับขอ้ มูลของหน่วยงานภาครฐั อ่นื ๆ ซงึ่ ลดภาระการใช้ส�ำเนาบตั รประชาชน (Zero Copy) เพ่ืออ�ำนวยความสะดวก
ในการตดิ ตอ่ หนว่ ยงานราชการลดขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ านและเพมิ่ ความรวดเรว็ ในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู หรอื ทเี่ รยี กวา่ OneStopService
ตดิ ตอ่ งานหลายอยา่ งเสรจ็ สนิ้ ในทเี่ ดยี ว หรอื แมก้ ระทง่ั ในปจั จบุ นั ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยยี งั ครอบคลมุ ไปถงึ วงการดา้ น
การเงนิ การธนาคาร ทีส่ ง่ ผลกระทบกับพนักงานธนาคารท่ีถกู ลดบทบาทลงไป เพราะมแี อปพลเิ คชนั และเครอ่ื งมอื อปุ กรณ์ท่ี
ทนั สมยั สามารถตอบสนองการใชง้ านในการเบกิ ถอน โอนเงนิ หรอื ธรุ กรรมอนื่ ๆ เพยี งแคป่ ลายนวิ้ โดยไมจ่ �ำเปน็ ตอ้ งเดนิ ทาง
ไปตดิ ต่อยังเคานเ์ ตอร์ธนาคารอกี แล้ว

นิตยสาร สสวท 24

หลักการท�ำงานของ E-Office คือ การใช้เอกสาร
อเิ ล็กทรอนกิ สแ์ ทนการใชก้ ระดาษ โดยสร้าง >> ส่ง >> และ
ลงนามแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ไม่ต้องพิมพ์กระดาษ
ออกมาแล้วเสนอลงนาม ตามวิธีการท�ำงานแบบเดิมซึ่ง
เป็นปัญหาอุปสรรคอย่างมาก ท่ีส�ำคัญเป็นการส้ินเปลือง
งบประมาณและทรัพยากรมากมาย เนื่องจากการพิมพ์
เอกสารออกมาเปน็ กระดาษ 1 แผ่น มคี า่ ใช้จ่ายหลายอย่าง
เช่น หมึก เคร่ืองพิมพ์ พ้ืนที่จัดเก็บ ในความทันสมัยและ
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยอี ยา่ งรวดเร็ว กย็ ังมขี ้อดีและ
ข้อเสยี ในดา้ นตา่ งๆ ดังนี้

ข้อดี

• ลดเวลาในการตดิ ตอ่ สอื่ สาร ท�ำใหก้ ารสง่ ตอ่ ขอ้ มลู ภาพ 1 ตัวอย่างระบบส�ำนกั งานอิเลก็ ทรอนกิ ส์ขององคก์ รหนง่ึ
ข่าวสารเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
สามารถกระจายขอ้ มลู ไปถงึ กลมุ่ เปา้ หมายโดยการ ข้อเสีย
สง่ ขอ้ มูลคร้งั เดยี ว
• พนักงานมีความรู้ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
• เพ่ิมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ประมวลผลได้ ไม่เทา่ กนั ต้องให้การอบรมเพิ่มเติม
ทันที สามารถตรวจสอบย้อนหลงั ได้
• ต้องลงทนุ เคร่ืองมอื อปุ กรณ์ซึ่งมีราคาสูง
• ลดค่าใช้จ่ายการด�ำเนินงานภายในส�ำนักงาน ใช้ • ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยการรั่วไหลของ
หลักการส�ำนักงานปราศจากเอกสาร (Paperless
Office) ขอ้ มลู

• ลดพื้นที่ในการจัดเก็บเอกสาร จัดเก็บข้อมูลใน
รูปแบบไฟล์ดิจิทัลได้จ�ำนวนมาก ทั้งในรูปแบบ
ไฟลภ์ าพ เสียง หรือขอ้ ความ เปน็ ตน้

• สามารถท�ำงานหรือจดั การประชุมทางไกล โดยใช้
โทรศพั ท์ โทรทศั น์ และเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์ สอ่ื สาร
โทรคมนาคมไดโ้ ดยไมจ่ �ำกดั สถานทแ่ี ละเวลา ท�ำให้
ประหยดั พลังงานและค่าใชจ้ ่ายในการเดนิ ทาง

• เป็นการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานให้ปรับตัวและเรียนรู้
เทา่ ทนั การเปลยี่ นแปลงของเทคโนโลยี

• ส่งเสริมให้องค์กรหรือหน่วยงานมีภาพลักษณ์ที่ดี
เป็น Smart Office

25 ปีที่ 47 ฉบบั ท่ี 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

แนวทางปฏิบัติท่ีสามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรหรือหน่วยงานได้ทันที
• การบรหิ ารจดั การรปู แบบการรบั -สง่ เอกสาร แจง้ เวยี นเอกสารทาง e-mail แทนการใชก้ ระดาษ
• การจดั เกบ็ ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอรเ์ ปน็ รปู แบบไฟลด์ จิ ิทัลแทนการจัดเก็บแฟ้มเอกสาร
• การติดต่อสอ่ื สารผา่ นชอ่ งทาง LINE หรอื เพจ Facebook เปน็ ต้น
• การเลอื กใช้ VDO Conference ประชุมทางไกลแทนการเชญิ มาประชุม

บทสรุป
ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยีในปจั จุบนั สง่ ผลกระทบตอ่ วิถกี ารท�ำงานของบุคลากร หน่วยงานหรอื องค์กรจึงต้อง

ปฏริ ปู ระบบการท�ำงาน สง่ เสรมิ และพฒั นาใหค้ วามรกู้ บั บคุ ลากร ในการน�ำเครอื่ งมอื หรอื อปุ กรณท์ ใ่ี ชป้ ฏบิ ตั งิ านในส�ำนกั งาน
ทุกๆ วนั อย่แู ล้วมาใชใ้ ห้คุม้ คา่ และเกดิ ประโยชนส์ งู สดุ ระบบสารสนเทศและซอฟต์แวรต์ า่ งๆ จะต้องเอ้ือต่อการปฏิบตั งิ าน
และมีความเชื่อมโยงกัน รวมถึงมีข้อมูล (Data) ท่ีเป็นปัจจุบัน โดยผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรจะต้องมีนโยบายและ
เลง็ เหน็ ความส�ำคญั และความจ�ำเปน็ ของการน�ำระบบ e-Office มาใช้ จดั ใหม้ กี ารอบรมใหค้ วามรู้ หรอื พนกั งานอาจจะเรยี นรู้
ด้วยตนเองจากการใช้งานในชีวิตประจ�ำวัน (Learning by Doing) ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาและทรัพยากร และอ�ำนวย
ความสะดวกในการท�ำงานให้บุคลากร ลดข้ันตอนการท�ำงานให้น้อยลงแต่ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น สนองนโยบายรัฐบาล
ไทยแลนด์ 4.0 เป็นการกระตุ้นใหห้ นว่ ยงานหรือองค์กรและบุคลากรเกดิ การพฒั นา คิด ท�ำสงิ่ ใหมๆ่ ท่สี ่งผลต่อภาพลักษณ์
และเกดิ การเปลยี่ นแปลงในทางท่ีดขี ึน้

บรรณานุกรม

ระบบสารสนเทศ. สบื ค้นเม่อื 21 สงิ หาคม พ.ศ. 2562, จาก https://sites.google.com/site/newteamacc2559/rabb-sarsnthes.
ปฏิวตั กิ ารบรหิ ารงานแบบใหมด่ ้วยระบบ e-Office. สืบค้นเมอื่ 21 สงิ หาคม พ.ศ. 2562, จาก http://www.eofficeservice.com/download/e-Law/ปฏวิ ตั ิองค์กร

ด้วยeOffice.pdf.

นิตยสาร สสวท 26

รศ.ดร. ธรี ศกั ดิ์ โรจนราธา • ภาควชิ าเภสชั เคมี คณะเภสชั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร • e-mail: [email protected] รอบรูเ้ ทคโนโลยี

การสรา้ งใบงานออนไลนร์ ปู แบบใหม่

เพ่อื สง่ เสรมิ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นในยุคดิจทิ ัล

ในยคุ นป้ี ฎเิ สธไมไ่ ดเ้ ลยวา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศ อนิ เทอรเ์ นต็ และอปุ กรณไ์ อที เชน่ สมารต์ โฟน หรอื แทบ็ เลต็
ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจ�ำวัน และท�ำให้พฤติกรรมของผู้คนรวมไปถึงผู้เรียนเปล่ียนแปลงไป เช่น
อา่ นหรอื จดบนั ทกึ บนแทบ็ เลต็ แทนการพกพาหนงั สอื หรอื เขยี นบนกระดาษ ดงั นนั้ ผสู้ อนจงึ อาจใชค้ วามเปลย่ี นแปลง
ทเ่ี กดิ ขนึ้ นเี้ ปน็ โอกาสในการปรบั รปู แบบของการจดั การเรยี นรู้ โดยผสมผสานความรเู้ ขา้ กบั เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสม
เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รยี นรูอ้ ยา่ งสอดคลอ้ งกับวถิ กี ารดำ� เนนิ ชวี ิตในยคุ ดจิ ทิ ลั

ปจั จบุ นั มกี ารพฒั นาเอกสารรปู แบบใหม่ ไดแ้ ก่ แบบฟอรม์ ออนไลน์ ซงึ่ สามารถกรอกและสง่ ขอ้ มลู ผา่ นสมารต์ โฟน
หรอื แทบ็ เลต็ ไดส้ ะดวก จดุ เดน่ ของแบบฟอรม์ ดงั กลา่ วคอื สามารถน�ำเขา้ หรอื ปอ้ นขอ้ มลู (Input) ไดห้ ลายรปู แบบ เชน่ ขอ้ ความ
รปู ภาพ เสียง ไฟล์ การท�ำเคร่อื งหมาย หรอื แมแ้ ตพ่ กิ ัด GPS และยงั สามารถตอบกลบั เพือ่ ยืนยันให้ผู้สง่ แบบฟอร์มทราบ
ทางอีเมลในทันทีได้อีกดว้ ย นอกจากนี้ผู้สรา้ งแบบฟอร์มสามารถตดิ ตามเวลาทแ่ี บบฟอร์มถกู ส่งมาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง สามารถ
แชร์แบบฟอร์มให้กับผู้ใช้ผ่านอีเมล สื่อสังคมออนไลน์ หรือ QR code รวมทั้งวิเคราะห์และบันทึกข้อมูลที่ได้รับเป็นไฟล์
โดยไม่ต้องจัดเก็บเอกสารท่ีเป็นกระดาษ ปัจจุบันมีเว็บไซต์หลายแห่งให้บริการสร้างแบบฟอร์มออนไลน์ ท้ังแบบท่ีมีและ
ไมม่ คี า่ ใช้จา่ ย เช่น JotForm, Formdesk, 123FormBuilder และ Wufoo ซ่ึงท�ำใหก้ ารสร้างแบบฟอร์มออนไลน์เป็นเร่อื งงา่ ย
ท�ำได้รวดเรว็ และไดช้ น้ิ งานที่มีความนา่ สนใจ โดยทวั่ ไปแบบฟอร์มดงั กลา่ วมกั ถูกน�ำไปใช้ในทางธุรกจิ เช่น ใชก้ รอกประวตั ิ
ลกู คา้ สง่ั ซอ้ื สินคา้ หรอื ประเมินความพงึ พอใจของการรับบรกิ าร อยา่ งไรกต็ ามการน�ำแบบฟอร์มออนไลน์ไปใช้ในงานด้าน
การศกึ ษา โดยเฉพาะอย่างย่งิ เพอื่ จดั กิจกรรมสง่ เสริมการเรียนรยู้ ังมีจ�ำกัด
ตวั อยา่ งการสรา้ งใบงานออนไลนเ์ พ่อื สง่ เสรมิ การเรยี นรู้

จากเหตุผลที่กล่าวมา ผู้เขียนได้สร้างแบบฟอร์มออนไลน์โดยใช้ JotForm (www.jotform.com) เพ่ือใช้เป็นคู่มือ
ปฏบิ ตั กิ าร แบบทดสอบกอ่ นเรยี น และรายงานปฏบิ ตั กิ าร ในรายวชิ าปฏบิ ตั กิ ารเภสชั วเิ คราะห์ 2 ส�ำหรบั นกั ศกึ ษาเภสชั ศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร เน่ืองจากเดมิ เอกสารเหล่านีถ้ ูกจัดท�ำเป็นกระดาษหรอื ไฟล์เอกสารธรรมดา ซ่งึ น�ำเสนอและรับขอ้ มูล
ในรูปแบบท่จี �ำกดั เพียงขอ้ ความหรือภาพประกอบเทา่ นน้ั โดยผู้เขยี นได้ใชแ้ บบฟอรม์ ออนไลนใ์ นรายวิชาดงั กลา่ ว เนื่องจาก
นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการเขียนรายงานด้วยตนเองมาเป็นอย่างดีแล้วในรายวิชาปฏิบัติการเภสัชวิเคราะห์ 1 ที่ได้เรียน
ไปก่อนแลว้

ในคู่มือปฏิบัติการ ผู้เขียนใช้ข้อความและภาพประกอบเพ่ืออธิบายเกี่ยวกับการทดลอง และงานท่ีมอบหมายให้
นักศึกษาเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติการ และน�ำเสนอภาพชุดแสดงข้ันตอนการใช้เคร่ืองมือวิเคราะห์ที่ใช้ในปฏิบัติการด้วย

27 ปีท่ี 47 ฉบับที่ 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

ฟังกช์ ันเสริมของ JotForm เรยี กว่า Image slider เพื่อใหน้ ักศกึ ษาสามารถเลอื่ นหนา้ จอและดูภาพทีละภาพ ในเอกสารน้ียงั
มีแบบฟอร์มส�ำหรับส่งงานมอบหมายก่อนเข้าปฏิบัติการ ซ่ึงนักศึกษาจะต้องกรอกช่ือ รหัสประจ�ำตัว อีเมล และน�ำส่งผล
คะแนนท่ีได้จากการท�ำแบบทดสอบด้วยตนเองล่วงหน้าก่อนเรียน พร้อมแนบหรืออัพโหลดไฟล์รูปใบแจ้งผลคะแนนมาด้วย
นอกจากนย้ี งั มชี อ่ งใหเ้ ลอื กตอบส�ำหรบั ประเมนิ ตนเองวา่ ไดศ้ กึ ษาคมู่ อื ปฏบิ ตั กิ ารและท�ำแบบทดสอบดว้ ยตนเองแลว้ โดยหลงั
จากนกั ศึกษากดสง่ แบบฟอรม์ นักศกึ ษาจะได้รบั ข้อความยนื ยันวา่ อาจารยไ์ ดร้ บั ขอ้ มูลแลว้ ทางอเี มลตามทีไ่ ด้กรอกขอ้ มูลไว้

ภาพ 1 ค่มู อื ปฏบิ ตั ิการออนไลนแ์ ละการน�ำเสนอภาพขั้นตอนของการทดลองด้วยฟังกช์ ันเสรมิ Image slider

ในแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ซง่ึ สรา้ งโดยใชเ้ ครอื่ งมอื สรา้ งแบบทดสอบของ JotForm (quizform.jotform.io) ประกอบดว้ ย
ค�ำถามแบบปรนยั และเติมค�ำตอบจ�ำนวน 10 ข้อ เมอื่ นักศกึ ษาตอบค�ำถามและกดส่งค�ำตอบแล้ว ระบบจะตรวจค�ำตอบและ
รายงานผลคะแนน พร้อมแสดงขอ้ ท่ีนกั ศึกษาตอบถูกหรือผิดให้ทราบทันที

นิตยสาร สสวท 28

ภาพ 2 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น (ซ้าย) ซึง่ ระบบสามารถตรวจค�ำตอบและรายงานผลคะแนนไดท้ ันที (ขวา)

ส�ำหรบั แบบฟอร์มรายงานผลปฏบิ ตั กิ าร ถูกออกแบบให้แบ่งเปน็ ส่วนตา่ งๆ เชน่ ส่วนทีใ่ ชก้ รอกรายชอ่ื และหน้าท่ี
ของสมาชกิ ในกลมุ่ ตารางบนั ทึกผล แบบบันทกึ กิจกรรม และส่วนแสดงการค�ำนวณและสร้างกราฟจากผลการทดลอง เพอ่ื
ให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่จัดข้ึนอย่างหลากหลายในปฏิบัติการ ท้ังการทดลองและสรุปผล การวิเคราะห์ความผิดพลาดท่ี
เกิดขึ้น การสังเกตชุดสาธิตซึ่งจัดแสดงไว้ และการอภิปรายโจทย์ปัญหาหรือกรณีศึกษา นักศึกษาสามารถอ่านค�ำช้ีแจงการ
ท�ำกิจกรรมเหล่าน้ีได้จากใบงานท่ีอยู่ในแบบฟอร์ม และสามารถตอบกลับหรือส่งงานผ่านทางแบบฟอร์มฉบับเดียวกันน้ีได้
อนึ่ง เนอ่ื งจากปฏบิ ัติการนเ้ี ปน็ การท�ำงานกลุม่ แบบฟอรม์ รายงานจึงถกู ส่งไปยงั อีเมลของตัวแทนกล่มุ จากนน้ั ตัวแทนกลุ่ม
สามารถแชร์ลิงก์ของแบบฟอร์มไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มผ่านทางอีเมลหรือไลน์ เพื่อให้ทุกคนช่วยกันกรอกแบบฟอร์ม
ในชอ่ื บัญชผี ใู้ ชเ้ ดียวกนั ได้

ภาพ 3 ตวั อยา่ งรายงานปฏบิ ตั กิ ารซงึ่ ถูกออกแบบให้สอดคลอ้ งกบั กิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฟอรม์ ออนไลน์

29 ปที ่ี 47 ฉบับที่ 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

ดว้ ยความสามารถในการน�ำเสนอและน�ำเขา้ ขอ้ มลู
ได้หลายรูปแบบดังท่ีกล่าวมา แบบฟอร์มออนไลน์จึงตอบ
โจทย์และส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถท�ำกิจกรรมการเรียนรู้
ไดห้ ลากหลาย เชน่ อาจารย์สามารถแทรกหรอื ฝงั (embed)
ไฟล์ PDF หรอื วีดิทัศน์จาก Youtube ไว้ในแบบฟอรม์ เพอ่ื
ใหน้ กั ศกึ ษาดเู นอื้ หาไดโ้ ดยไมต่ อ้ งออกจากแบบฟอรม์ เพอื่ ไป
ยังลิงก์ภายนอก และสามารถตั้งโจทย์ค�ำถามได้หลายแบบ
เชน่ แบบเลอื กตอบ แบบเตมิ ขอ้ ความสน้ั ๆ หรอื เขยี นอธบิ าย
ส่วนนักศึกษาก็สามารถกรอกและส่งข้อมูลได้หลายประเภท
ไมว่ ่าจะเป็นการพมิ พ์ขอ้ ความลงในชอ่ งวา่ งหรอื ตาราง เขยี น
หรือวาดทับลงบนภาพ เซ็นชื่อ ถ่ายรูปและแนบไฟล์ หรือ
บันทึกเสียงเพื่ออธิบายค�ำตอบ เม่ือนักศึกษากรอกข้อมูล
ครบถ้วนและกดส่งแบบฟอร์ม นักศึกษาจะได้รับอีเมลแจ้ง
ยนื ยนั พรอ้ มกบั ไฟล์ PDF ซง่ึ เปน็ ส�ำเนารายงานผลปฏบิ ตั กิ าร
แนบไปกับอเี มล เพอ่ื ใหน้ กั ศกึ ษาสามารถบนั ทึกไฟล์ (Save) ภาพ 4 ผ้ใู ช้สามารถปอ้ นข้อมลู ได้หลายรูปแบบในแบบฟอรม์ ออนไลน์
ไว้อ่านหรอื ทบทวนในภายหลงั ทสี่ ร้างขึ้น

ภาพ 5 บรรยากาศของการจดั การเรยี นรใู้ นวชิ าปฏบิ ตั กิ าร ผลการนำ� แบบฟอรม์ ออนไลนไ์ ปใชง้ าน
โดยใช้แบบฟอรม์ ออนไลน์ หลังจากท่ีได้สร้างแบบฟอร์มและแชร์ลิงก์ให้กับ

นกั ศกึ ษา โดยประกาศไว้ใน Google Classroom และจัดท�ำ QR
Code ติดไว้ในห้องปฏิบัติการแล้ว พบว่านักศึกษาแต่ละคน
เขา้ ไปอา่ นคมู่ อื ปฏบิ ตั ิการ ท�ำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น กรอกและ
ส่งข้อมูลผ่านแบบฟอร์มด้วยสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตได้อย่าง
ถูกต้องและสะดวก นอกจากนี้ขณะท่ีท�ำปฏิบัติการ นักศึกษา
ยงั ชว่ ยกนั ท�ำกจิ กรรมตา่ งๆ และกรอกขอ้ มลู เพอื่ สง่ งานตามค�ำสง่ั
ในใบงานอย่างกระตือรือร้นและสนุกสนาน ซึ่งเป็นบรรยากาศ
ท่ีดขี องการเรียนรูร้ ว่ มกนั (Collaborative Learning) นอกจากน้ี
การตอบกลับด้วยเสียงซ่ึงไม่สามารถท�ำได้โดยใช้รายงานที่เป็น
กระดาษ ยงั สรา้ งความแปลกใหมแ่ ละฝกึ ใหน้ กั ศกึ ษามคี วามมน่ั ใจ
ในการส่อื สารและน�ำเสนองานดว้ ยวาจาอีกด้วย

ในส่วนของอาจารย์ การใช้แบบฟอร์มออนไลน์ช่วย
ให้การตรวจสอบการท�ำกิจกรรมและการส่งงานของนักศึกษา
ท�ำได้ง่ายและถูกต้อง เนื่องจากระบบจะบันทึกเวลาที่ส่งแบบ
ฟอร์มไว้โดยอัตโนมัติ รวมท้ังอาจารย์ยังสามารถบันทึกแบบ
ฟอร์มเป็นไฟล์ PDF เพื่อน�ำไปตรวจในภายหลังได้ ซ่ึงหาก
ผู้สอนมีแท็บเล็ตซ่ึงสามารถเขียนได้ ก็จะย่ิงเพ่ิมความสะดวก
ในการตรวจและใส่ค�ำอธิบายหรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมลงไป

นิตยสาร สสวท 30

ในไฟล์และส่งกลับไปให้นักศึกษา นอกจากนี้ระบบแบบฟอร์มออนไลน์สามารถใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบฟอร์มท่ีส่งมา
ทั้งหมด แลว้ จดั ท�ำเปน็ รายงานสรปุ เชน่ น�ำเสนอจ�ำนวนผู้ตอบค�ำถามแตล่ ะขอ้ แยกเป็นแต่ละตวั เลือกได้ด้วยแผนภูมิ ข้อมูล
เหล่าน้ีช่วยให้อาจารย์ทราบถึงระดับความเข้าใจของนักศึกษาท้ังชั้นเรียนในภาพรวมอีกด้วย ผลการส�ำรวจความคิดเห็น
จากนักศึกษาเก่ียวกับการน�ำแบบฟอร์มออนไลน์มาใช้ในปฏิบัติการพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมนี้ในระดับมากถึง
มากท่ีสุด (ดังตาราง 1) โดยให้เหตุผลประกอบว่า สะดวก ท�ำให้สามารถเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติการได้ทุกท่ีทุกเวลา ส่วน
กิจกรรมต่างๆ ในชั่วโมงปฏิบัติการก็มีความทันสมัย ท้าทาย แปลกใหม่ และสนุกสนาน พร้อมท้ังเสนอแนะให้มีการจัด
กิจกรรมเช่นนี้ในหัวขอ้ หรือรายวิชาอืน่ ๆ อีกดว้ ย

ตาราง 1 ความคดิ เหน็ จากนกั ศกึ ษาเกย่ี วกบั การใชแ้ บบฟอรม์ ออนไลนใ์ นปฏบิ ตั กิ าร* (จ�ำนวนผตู้ อบ 101 คน จากนกั ศกึ ษาทงั้ หมด 159 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 64)

ประเดน็ ที่สอบถาม คะ(แจนานกเ5ฉ)ล่ีย ส่วมนาเตบรยี่ ฐงาเนบน

นกั ศกึ ษาพอใจกับการอา่ นค่มู อื ปฏบิ ตั กิ ารและท�ำ quiz แบบออนไลนก์ อ่ นท�ำปฏิบตั ิการ 4.56 0.57

กจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีท�ำในช่ัวโมงปฏบิ ตั กิ าร มคี วามน่าสนใจ และสนุกสนาน 4.45 0.69

นกั ศกึ ษาพอใจกบั การตอบแบบฟอร์มในรปู แบบที่หลากหลาย เช่น ใช้รปู ภาพ/เสยี ง เขยี นอธิบาย 4.35 0.84

กิจกรรมทท่ี �ำในชวั่ โมงปฏิบตั กิ าร ชว่ ยท�ำใหน้ กั ศกึ ษาเขา้ ใจบทเรยี นดขี ้นึ 4.44 0.65

นกั ศกึ ษามีสว่ นรว่ มในการท�ำกจิ กรรมและท�ำรายงานปฏบิ ัติการออนไลน์ในกล่มุ 4.37 0.82

โดยสรุป นักศึกษาพอใจกบั การน�ำแบบฟอรม์ ออนไลนม์ าใชใ้ นการเรยี น 4.49 0.70

* แบบสอบถามชนิด Likert scale; 5 (เห็นด้วยอย่างย่งิ ) 4 (เหน็ ดว้ ย) 3 (ปานกลาง) 2 (ไมเ่ หน็ ดว้ ย) 1 (ไมเ่ ห็นดว้ ยอย่างย่ิง)

บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะผใู้ ชแ้ บบฟอรม์ ออนไลน์
การใชแ้ บบฟอรม์ ออนไลน์ ผใู้ ชส้ ามารถน�ำเสนอ น�ำเขา้ และสง่ ขอ้ มลู ไดห้ ลายรปู แบบ รว่ มกบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

อยา่ งเหมาะสม ชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจและสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของผเู้ รยี นได้ โดยผสู้ อนอาจใชเ้ ปน็ ใบงานหรอื รายงานส�ำหรบั
ผู้เรียนเป็นรายบุคคลหรือการท�ำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม นอกจากนี้แบบฟอร์มออนไลน์ยังช่วยให้ผู้สอนติดตาม ตรวจงานได้
สะดวก และประเมินผูเ้ รยี นไดใ้ นหลายมิติอกี ดว้ ย แม้ว่าตวั อย่างการใช้แบบฟอรม์ ออนไลน์ทีน่ �ำเสนอในบทความนี้ มาจาก
การจดั การเรยี นรใู้ หก้ บั นกั ศกึ ษาในระดบั อดุ มศกึ ษา แตผ่ เู้ ขยี นเชอ่ื วา่ แนวความคดิ เกยี่ วกบั การประยกุ ตใ์ ชแ้ บบฟอรม์ ออนไลน์
เป็นใบงานเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคดิจิทัลในรูปแบบน้ี น่าจะเป็นประโยชน์และสามารถน�ำไปปรับใช้ส�ำหรับ
การจดั การเรยี นการสอนในโรงเรยี นไดต้ ามความเหมาะสม หากครทู า่ นใดสนใจศกึ ษาตวั อยา่ งของรายงานปฏบิ ตั กิ ารซงึ่ สรา้ ง
ดว้ ยแบบฟอรม์ ออนไลน์ตามบทความนี้ สามารถสแกน QR code เพื่อรบั แบบฟอร์มดังกล่าวได้

บรรณานุกรม

JotForm. สบื ค้นเมือ่ 1 สิงหาคม 2562, จาก https://www.jotform.com/.
Cao, Hong. (2014). A Tablet Based Learning Environment. สืบคน้ เมือ่ 1 สิงหาคม 2562, จาก https://www.researchgate.net/publication/

261066108_A_Tablet_Based_Learning_ Environment.

31 ปีท่ี 47 ฉบับท่ี 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

รอบรูเ้ ทคโนโลยี ดร.จรี ะพร สังขเวทัย • ผู้ช�ำนาญ สาขาเทคโนโลยี สสวท. • e-mail: [email protected]

Coding ปัจจุบันเราก�ำลังจะก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม

กับการศึกษา คร้ังที่ 4 ทม่ี กี ารเปล่ยี นแปลงมากกว่า และรนุ แรงกวา่
ในศตวรรษที่ 21 คร้ังท่ีผ่านๆ มา เทคโนโลยีเกิดใหม่จะขับเคล่ือนการ
เปลยี่ นแปลงครงั้ นี้ เชน่ ปญั ญาประดษิ ฐ์ เทคโนโลยกี าร
นิตยสาร สสวท แพทย์ หนุ่ ยนต์ ควอนตมั คอมพิวตง้ิ บิ๊กดาตา้ บลอ็ ก
เชน เทคโนโลยเี กดิ ใหมเ่ หลา่ นที้ ำ� ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลง
ทางอุตสาหกรรม (Disrupting Industries) ซ่ึงจะ
ท�ำใหเ้ ปลย่ี นรูปแบบการท�ำงาน และวิถชี วี ติ ของมนษุ ย์
ในศตวรรษน้ีอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ นอกจากองค์กร
ภาคธรุกิจต้องแข่งขันกันด้านบริการและผลิตภัณฑ์
แล้ว ยังต้องเปลี่ยนรูปแบบของการผลิตให้เป็นระบบ
อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น การท�ำงานในอนาคตจึงต้องการ
ทักษะของแรงงานทส่ี ูงขึน้ โดยต้องมีความสามารถใน
การท�ำงานท่ซี ับซ้อน สามารถเลือกใช้ความรจู้ ากขอ้ มูล
ทมี่ อี ยู่ และประยกุ ตใ์ ชค้ วามรไู้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพทง้ั
ด้านวิชาชพี และการใช้ชวี ิต

การมีสมรรถนะทางดิจิทลั (Digital Competence) จึง
เปน็ สง่ิ ส�ำคญั ทจ่ี ะท�ำใหป้ ระชาชนไทยมที กั ษะ และมคี วามเขา้ ใจ
เพอื่ เขา้ สกู่ ารปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมครงั้ น้ี โดยสมรรถนะทางดจิ ทิ ลั นี้
จะรวมไปถงึ การจดั การขอ้ มลู การท�ำงานรว่ มกนั การสอื่ สารและ
แลกเปลี่ยนข้อมูล การสร้างสรรค์ การแก้ปญั หา การมจี ริยธรรม
และความรบั ผดิ ชอบ ตลอดจนทกั ษะดา้ นโคด้ ดง้ิ (Coding Literacy)
ซ่ึงเป็นทักษะที่ท�ำให้เรามีความเข้าใจเรื่องโค้ดและการเขียนโค้ด
ซ่ึงเป็นภาษาที่ใช้ส่ือสารระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ โค้ดดิ้ง
ยังช่วยให้มนุษย์ส่ือสารวิธีการแก้ปัญหาออกมาอย่างมีตรรกะ
มโี ครงสร้างและเปน็ ระบบ ซ่งึ เมื่อหันมามองทางด้านการศึกษา
เดก็ ในทกุ วนั นเ้ี ตบิ โตมาในยคุ ทมี่ กี ารเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยี
อยา่ งรวดเรว็ จงึ เปน็ ความทา้ ทายส�ำหรบั ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
ที่จะช่วยช้ีแนะ หรือมีส่วนร่วมในการวางแผนอนาคตของเด็ก
ให้สามารถปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมท่ีมีความเปล่ียนแปลง
ตลอดเวลา

32

ก่อนหน้านี้คนอาจมองว่าการเรียนรู้ด้านโค้ดดิ้งเหมาะ ชว่ งเวลา 4-5 ปมี าน้ี หลายๆ ประเทศทวั่ โลก
ส�ำหรับคนท่ีชื่นชอบเทคโนโลยี และใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์ ได้ตระหนักถึงความส�ำคัญในการสอนโค้ดด้ิง และ
แต่ในโลกปัจจุบันเมื่อเด็ก Gen Y (ยุคมิลลิเนียม) และ Gen Z ก�ำหนดให้การสอนโค้ดด้ิงเป็นวิชาบังคับในระดับ
(ยุคดิจิทัลเนทีฟ) ได้ใช้เวลาและอยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีอุปกรณ์ ประถมศึกษา โดยประเทศอังกฤษเร่มิ ในปี พ.ศ. 2557
ตา่ งๆ ถกู ควบคมุ ดว้ ยคอมพวิ เตอร์ ควรตอ้ งไดร้ บั ความรคู้ วามเขา้ ใจ ส่วนฟินแลนด์และเกาหลีใต้เริ่มในปีเดียวกันกับ
พื้นฐานเกยี่ วกับโค้ดดิง้ เพือ่ ใหร้ ู้วา่ โปรแกรมคอมพวิ เตอรท์ �ำงาน ประเทศไทยคอื ในปี พ.ศ. 2561 ส�ำหรบั ประเทศไทย
อย่างไร และเขาสามารถพัฒนาทักษะด้านโค้ดดิ้งได้ เพื่อพัฒนา การเรียนโค้ดด้ิงจะอยู่ในวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการ
ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันของตนเอง การเป็นเพียงผู้ใช้ ค�ำนวณ) โดยประกอบด้วยองค์ความรู้ 3 ด้าน คือ
ซอฟต์แวร์อาจไม่เพียงพอส�ำหรับนักเรียนในยุคน้ี การให้โอกาส วทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการ
นกั เรยี นไดเ้ รยี นรดู้ า้ นการเขยี นโปรแกรมไมเ่ พยี งแตเ่ พมิ่ ทางเลอื ก ส่ือสาร และทักษะการรู้ดิจิทัล โดยองค์ความรู้ด้าน
ใหพ้ วกเขาในการประกอบอาชพี ตอ่ ไปในอนาคต แตย่ งั สอนพวกเขา วทิ ยาการคอมพวิ เตอร์ จะมเี นอื้ หาเกยี่ วกบั การแกป้ ญั หา
ใหร้ ้จู ักวธิ ีคิดเหมือนที่กับทส่ี ตีฟ จ็อบไดก้ ล่าวไว้ การเขียนโปรแกรมหรือโค้ดดิ้ง และทักษะการคิดเชิง
ค�ำนวณ หรอื Computational Thinking ซ่ึงเปน็ ทกั ษะ
Steve Jobs famously explained, การแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับแนวทางการแก้ปัญหา
ด้วยการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยทักษะน้ี
“Everyone in this country should learn how to program สามารถน�ำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ใน
a computer… because it teaches you how to think.” ชีวิตประจ�ำวันได้ ไม่เฉพาะแต่ในการเขียนโปรแกรม
คอมพิวเตอร์เท่าน้ัน ตัวอย่างเช่น การจับประเด็น
หรือสาระส�ำคัญของปัญหา การแบ่งงานออกเป็น
งานย่อยๆ การเรยี งล�ำดับขัน้ ตอนการท�ำงาน เหลา่ น้ี
ล้วนเป็นกระบวนการเดียวกับการท่ีโปรแกรมเมอร์
วิเคราะห์ปัญหา แยกส่วนประกอบย่อยของปัญหา
และเขียนล�ำดับของโปรแกรมออกมา

ท่ีมา https://time.com/3604784/steve-jobs-movie-universal/

33 ปีที่ 47 ฉบับที่ 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

นติ ยสาร สสวท ดังนั้น เพ่ือตอบรับกับการเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยี และพฤตกิ รรมการใชง้ านของเยาวชนยคุ นี้
จึงต้องมีการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน
ให้ทันต่อยุคสมัย สถานศึกษาต้องจัดการเรียนรู้ให้
เหมาะสมกับประสบการณ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน
แตล่ ะกลมุ่ ใหน้ กั เรยี นสามารถเขา้ ถงึ เนอื้ หาหรอื บทเรยี น
ไดท้ กุ ทที่ กุ เวลา โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การสอนโคด้ ดงิ้ ใน
โรงเรียนจะเป็นการเปิดโลกใบใหม่ผ่านเครื่องมือหรือ
อุปกรณ์ท่ีมีอยู่ การสอนโค้ดด้ิงนอกจากจะเป็นการ
จุดประกายให้นักเรียนได้เรียนรู้เก่ียวกับสาขาอาชีพ
ในอนาคต ยงั เปน็ การสรา้ งทกั ษะในการวางแผน การแก้
ปญั หาอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอนและเปน็ ระบบ สง่ เสรมิ การใช้
ตรรกะในการแกป้ ญั หา สรา้ งคนใหเ้ กดิ กระบวนการคดิ
และทันต่อการเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี ซ่ึงเป็น
ทักษะท่ีส�ำคัญส�ำหรับการเตรียมพลเมืองในยุค
เศรษฐกิจดจิ ทิ ัลท่กี �ำลังมาถึง

34

รศ.ดร.ศศิเทพ ปติ ิพรเทพิน • ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ การเรียนกระตนุ้ ความคดิ

นฤมล ศราธพนั ธ์ุ • ภาควิชาการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
ดร.วชิร ศรีคุม้ • นักวชิ าการ สาขาวทิ ยาศาสตร์ภาคบังคบั สสวท. • e-mail: [email protected]

สะเตม็ ศกึ ษากบั การพฒั นาอาหารไทย
ในยคุ เศรษฐกจิ สรา้ งสรรค์

สะเต็มศึกษาเป็นการจัดการเรียน ในปัจจุบันโลกของเรามีการแข่งขันในด้านต่างๆ อย่าง
การสอนท่ีเน้นการบูรณาการความรู้ระหว่าง มากมาย การยกระดบั คณุ ภาพชวี ติ ของคนในประเทศจ�ำเปน็ อยา่ งยง่ิ ที่
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ตอ้ งแสวงหาหนทางทแี่ ปลกใหม่ ตวั อยา่ งเชน่ เศรษฐกจิ สรา้ งสรรคแ์ ละ
และคณติ ศาสตร์ โดยนำ� จดุ เดน่ ของธรรมชาติ เศรษฐกจิ ทเี่ ปน็ มติ รกบั สง่ิ แวดลอ้ ม(CreativeandGreenEconomy)ซงึ่ เปน็
ของการเรียนรู้ เน้ือหา และแนวปฏิบัติของ การสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการท่ีเกิดจากความคิดของมนุษย์
แตล่ ะสาขาวชิ ามาผสมผสานกนั ในการแกป้ ญั หา (Hawkins, 2001) แนวทางการพฒั นาเศษฐกจิ สรา้ งสรรค์มคี วามส�ำคัญ
และสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม ทำ� ใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นา ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ คอื เราสามารถใชเ้ ปน็ พลงั ขบั เคลอ่ื นเศรษฐกจิ
ทกั ษะการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 อยบู่ นพน้ื ฐาน ในยุคใหม่ท่ีเน้นการพัฒนาด้วยการเจริญเติบโตแบบสมดุลและยั่งยืน
ความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ บนพนื้ ฐานความได้เปรยี บที่แทจ้ ริงของบรบิ ทในประเทศ เพ่ือยกระดบั
เทคโนโลยี วศิ วกรรมศาสตร์ และคณติ ศาสตร์ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการพึ่งพิงปัจจัยการผลิต
นอกจากนี้ ผู้เรียนยังได้พัฒนาความคิด ท่ีมีราคาถูกและใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจท่ี
สรา้ งสรรค์ การส่ือสาร ภาวะความเป็นผู้น�ำ อยใู่ นระดบั ทสี่ งู ขน้ึ เปน็ ระบบเศรษฐกจิ ทเ่ี นน้ การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพและ
และการทำ� งานร่วมกันกับคนอ่ืน และหากมี สรา้ งนวตั กรรมบนพน้ื ฐานของความหลากหลายทางชวี ภาพวฒั นธรรม
การเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง ผเู้ รยี นกจ็ ะสามารถ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ผสมผสานกบั การประยกุ ตใ์ ชอ้ งคค์ วามรู้ ทจี่ ะสามารถ
ประยุกต์ทักษะ และความรู้ดังกล่าวไปใช้ใน ท�ำใหป้ ระเทศมงุ่ สกู่ ารเปน็ เศรษฐกจิ สรา้ งสรรค์ (พรม้ิ ศรหี านาม, 2553;
ชีวิตประจ�ำวัน เพ่ือพัฒนาตนเอง สังคม ส�ำนักงานพฒั นาเศรษฐกิจ และสงั คมแหง่ ชาติ, 2552)
ประเทศชาติรวมทงั้ พฒั นาความเปน็ สากลมนษุ ย์
ต่อไป (วศิณีส์ อศิ รเสนา ณ อยุธยา, 2559; หนง่ึ ในบรบิ ททเี่ ปน็ จดุ เดน่ ของประเทศไทยทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั
สนธิ พลฃยั ยา, 2557; พรทพิ ย์ ศริ ภิ ทั ราชยั , กันมาอย่างแพร่หลายและยาวนานก็คือ อาหารไทย ซ่ึงจัดอยู่ในกลุ่ม
2556) ธุรกิจเศรษฐกจิ สร้างสรรคใ์ น “กลุม่ มรดกทางวฒั นธรรม” และเพ่อื เปน็
การสร้างเอกลักษณ์และความน่าสนใจ การพัฒนาอาหารไทยยุค
เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงควรต้องมีการน�ำวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย
ผสมผสานกับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ผ่านกระบวนการคิดและออกแบบอย่างสร้างสรรค์ สามารถน�ำไปสู่
การผลิตหรือแนวทางในการน�ำเสนออาหารไทยท่ีมีคุณค่าทาง
เศรษฐกิจและสังคม ซ่ึงการท่ีจะท�ำให้ประเทศแข่งขันได้ในเวทีโลก
เราจ�ำเปน็ ตอ้ งมกี ารเตรยี มบคุ คลากรทส่ี นใจในการประกอบอาหารไทย
ท่ีสามารถสรา้ งสรรค์นวตั กรรมด้านอาหารไทยให้เพ่ิมมากข้ึน และควร
ส่งเสริมและพัฒนาในหลายมิติ ทั้งในด้านการผลิต บรรจุภัณฑ์ และ
การบริการ ท้ังน้ี เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

35 ปีที่ 47 ฉบับที่ 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

คณะผเู้ ขยี นจงึ ไดพ้ ฒั นาแนวทางการจดั การเรยี นการสอนของนสิ ติ ในระดบั อดุ มศกึ ษา โดยใชส้ ะเตม็ ศกึ ษาเปน็ แนวทางในการจดั
การเรยี นรทู้ สี่ ามารถสง่ เสรมิ การสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมใหเ้ กดิ ขนึ้ กบั ผเู้ รยี นผา่ นกระบวนการทางวศิ วกรรมศาสตรส์ �ำหรบั การจดั
การเรยี นรู้ทางคหกรรมศาสตร์ (Wesley, 2015) โดยมีข้นั ตอนดงั น้ี

1. ขนั้ ระบปุ ัญหา (Identify Problem)

เริ่มต้นบทเรียนโดยให้ผู้เรียนพิจารณาสถานการณ์ในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร โจทย์ที่ได้รับคือ “ฉันจะ
พัฒนาต�ำรับอาหารไทยเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างไร” ท่ีมีเรื่องราวที่เก่ียวข้องกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ
เป็นเมนูสขุ ภาพ ด้วยกิจกรรม “KU DISH” เพอื่ สรา้ งสรรค์ต�ำรับอาหารไทยทม่ี คี วามเป็นเอกลกั ษณ์ และแฝงดว้ ย
ภมู ปิ ญั ญาอาหารไทย โดยจากนน้ั ผเู้ รยี นสบื คน้ ขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วขอ้ ง เชน่ ประวตั ิ พชื ผกั ทเี่ ปน็ งานวจิ ยั ของมหาวทิ ยาลยั
เพ่อื น�ำข้อมลู มาสร้างสรรคต์ �ำรับอาหาร

2. ขนั้ ระดมสมอง (Brainstorm)

ผู้เรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้ และประสบการณ์เดิมที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์เมนูอาหาร
สุขภาพ โดยผู้สอนอาจช้ีแนะให้อ้างอิงต�ำรับอาหารไทยที่มีช่ือเสียงซึ่งเป็นท่ียอมรับอยู่แล้ว เช่น อาหารประเภท
แกง ย�ำ หรอื อาหารว่าง โดยกระตุน้ ใหผ้ ู้เรียนพจิ ารณาข้อมูลเชิงลกึ ของแตล่ ะต�ำรบั อาหาร วธิ ีการประกอบอาหาร
ประโยชนข์ องส่วนผสมในด้านสขุ ภาพและด้านอื่นๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ ง

3. ขน้ั ออกแบบ (Design) ภาพ 1 ตวั อย่างการวเิ คราะหส์ ่วนผสม

ผเู้ รยี นน�ำขอ้ มลู ทส่ี บื คน้ ไดม้ าออกแบบสรา้ งสรรค์
เมนูอาหารไทยที่ได้จากการระดมสมอง ประยุกต์ใช้
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ท่ี
เก่ียวข้อง โดยผู้สอนใหค้ �ำแนะน�ำ ส่งเสริม และใหผ้ ู้เรยี น
แต่ละกลุ่มน�ำเสนอแนวคิดในการพัฒนาที่สอดคล้องกับ
โจทยท์ ไ่ี ดร้ บั เชน่ ประเดน็ อาหารเพอ่ื สขุ ภาพ การสะทอ้ น
ภูมิปัญญาอาหารไทย เอกลักษณ์ของเมนูที่สร้างสรรค์
ในท่ีน่ีขอยกตัวอย่างผลงานของผู้เรียนที่น่าสนใจ ได้แก่
เมนูข้าวย�ำไรซ์เบอรีราดซอสเขียวหวานแกน่ ตะวนั

ผเู้ รยี นไดม้ กี ารวเิ คราะหส์ ว่ นผสมดงั นี้ 1) แกงเขยี วหวาน มสี เี ขยี วทเ่ี ปน็ สปี ระจ�ำมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
2) ขา้ วย�ำ เปน็ อาหารทอ่ี ดุ มไปดว้ ยสมนุ ไพรทสี่ ะทอ้ นภมู ปิ ญั ญาของอาหารไทยทม่ี กี ารน�ำสมนุ ไพรมาประกอบอาหาร
เช่น ใบมะกรูด ตะไคร้ พรกิ 3) ขา้ วไรซ์เบอรี เป็นผลงานวจิ ัยของมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ มคี ณุ คา่ ทางอาหารสูง
โดยเฉพาะมสี ารแกมมาโอไรซานอล ทชี่ ว่ ยลดระดบั คอเลสเตอรอลและไตรกลเี ซอไรดใ์ นหลอดเลอื ด และ 4) แกน่ ตะวนั
มีคุณสมบัติช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน�้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน
ลดไขมนั ในเลอื ด ลดความเสย่ี งเปน็ โรคความดนั โลหติ สงู โรคหลอดเลอื ด และโรคหวั ใจ สรา้ งภมู คิ มุ้ กนั โรค นอกจากนี้
ยังมีอินนูลินซ่ึงเป็นใยอาหารท่ีไม่ถูกย่อยในกระเพาะและล�ำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารได้เป็นเวลานาน
ลดความรูส้ ึกหวิ หรือท�ำใหก้ นิ อาหารได้น้อยลง จงึ สามารถชว่ ยลดน�้ำหนัก

นติ ยสาร สสวท 36

4. ขน้ั สรา้ ง ทดสอบ ปรบั ปรงุ แกไ้ ข และประเมนิ ผล ภาพ 2 การน�ำเสนอซชู ิขา้ วย�ำไรซเ์ บอรรี
(Build, Test, Redesign, and Evaluate) ราดซอสเขยี วหวาน

ผเู้ รยี นประกอบอาหารตามต�ำรบั ทส่ี รา้ งสรรคข์ น้ึ ทดสอบดว้ ย
การชมิ รสชาติ ผิวสัมผสั อาหาร และน�ำเสนอผลงาน พร้อมทั้งวิเคราะห์
จดุ เดน่ จดุ ดอ้ ย และขอ้ ทค่ี วรปรบั ปรงุ และมกี ารปรบั ปรงุ ต�ำรบั ในครง้ั ตอ่ ไป

ท้ังน้ีขอยกตัวอย่างรายละเอียดผลงานข้าวย�ำไรซ์เบอร์รี
ราดซอสเขียวหวานแก่นตะวัน ในการพัฒนาคร้ังแรก ซอสเขียวหวาน
มีรสชาติจืดและขนาดเสิร์ฟที่ใหญ่เกินไป ไม่สะดวกต่อการรับประทาน
ผเู้ รยี นจงึ น�ำผลการประเมนิ มาปรบั ปรงุ ในครง้ั ท่ี 2 ท�ำใหไ้ ดเ้ มนสู รา้ งสรรค์
ใหม่ โดยดดั แปลงการเสริ ฟ์ เปน็ “ซชู ขิ า้ วย�ำไรซเ์ บอรร์ รี าดซอสเขยี วหวาน
แก่นตะวัน” และได้มีการประเมินผลอีกครั้ง เพื่อพัฒนาให้ได้ต�ำรับ
ทไี่ ดม้ าตรฐานต่อไป

5. ขน้ั แลกเปลย่ี นประสบการณ์ (Share Solution)

ผเู้ รยี นน�ำเสนอขน้ั ตอนในการสรา้ งสรรคต์ �ำรบั และสะทอ้ น
หลักการทางวทิ ยาศาสตร์ เชน่ การป้องกนั การเกิดปฏกิ ิริยาสนี ้ำ� ตาล
ในผักหลังจากการปอกด้วยการแช่ในน�้ำที่ผสมน�้ำมะนาว การผัด
เคร่ืองแกงในกะทิท�ำให้มีกลิ่นหอม การน�ำเทคโนโลยีมาใช้ในการ
ประกอบอาหาร การน�ำคณิตศาสตร์มาใช้ในการค�ำนวณปริมาณ
แคลอรีใ่ นเมนูทส่ี ร้างสรรค์

ภาพ 3 การน�ำเสนอชิน้ งานของผูเ้ รียน
ในเวทีการประชมุ วิชาการ

จากการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาท�ำให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาต�ำรับอาหาร
ใหมๆ่ ขน้ึ มาได้ อกี ทง้ั ตอบโจทยค์ วามตอ้ งการการรบั ประทานอาหารไทยในยคุ ปจั จบุ นั แตเ่ หนอื สง่ิ อนื่ ใดผเู้ รยี นตา่ งสะทอ้ นวา่
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวท�ำให้ได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การท�ำงานร่วมกัน
การสบื คน้ ข้อมลู ซงึ่ เปน็ ทักษะท่ีส�ำคญั ในศตวรรษที่ 21 รวมท้ัง ทกั ษะการจดั การทรัพยากร ไดแ้ ก่ เวลา แรงงาน งบประมาณ
และการท�ำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งการจัดการทรัพยากรน้ีเป็นเป้าหมายหลักของการจัดการศึกษาทางคหกรรมศาสตร์
ผู้เขียนเชื่อว่าทักษะต่างๆ ที่เกิดข้ึนกับผู้เรียนจากการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาน้ี จะเป็นแนวทางหนึ่ง
ในการเตรียมนกั คหกรรมศาสตรใ์ ห้เปน็ ผูท้ ี่สามารถพัฒนาอาหารไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้

บรรณานกุ รม

Howkins, J. (2001). The Creative Economy: How People Get Money from Ideas. London: Penguin Book Ltd.
Wesley, W. (2015). Reinforcing STEM Education through the Home Economics curriculum. Retrieved October 24, 2019, from www1.heart-nta.org.
พรม้ิ สหี านาม. (2553). โอกาสและความท้าทายของ Creative Economy. Engineer Today. 8(88), 28 - 30.
พรทิพย์ ศิริภัทราชยั . (2556). STEM Education กับการพัฒนาทกั ษะในศตวรรษที่ 21. นักบริหาร. 33(2), 50 - 56.
วศณิ สี ์ อศิ รเสนา ณ อยทุ ธยา. (2559). เรอื่ งนา่ รเู้ กยี่ วกบั STEM education (สะเตม็ ศกึ ษา). กรงุ เทพมหานคร: ส�ำนกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
สนธิ พลชยั ยา. (2557). สะเตม็ ศกึ ษากับการคดิ ขัน้ สูง. นติ ยสาร สสวท. 42(189), 7-10.
ส�ำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต.ิ (2552). เอกสารประกอบประชมุ ประจำ� ปี ๒๕๕๒ ของ สศช. เรอ่ื งวสิ ยั ทศั น์ 2570 สแู่ ผนฯ 11.

นนทบรุ :ี หอ้ งแกรนดไ์ ดมอนดบ์ อลรมู ศนู ยแ์ สดงสนิ คา้ การประชมุ อมิ แพค เมอื งทองธาน.ี

37 ปีท่ี 47 ฉบบั ที่ 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

การเรยี นกระตนุ้ ความคดิ ดร.ณฐั ธดิ า พรหมยอด • นกั วิชาการ สาขาวิทยาศาสตร์ภาคบังคับ สสวท. • e-mail: [email protected]

การนำ�เสนอแนวคิด
ผ่านผังมโนทัศน์

ผงั มโนทศั น์ (Concept Map) เปน็ การนำ� เสนอแนวคดิ โดยมกี ารจดั ลำ� ดบั แนวคดิ และแสดงความเชอื่ มโยง
ระหวา่ งแนวคดิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกนั ซงึ่ อาจมสี องแนวคดิ หรอื มากกวา่ นน้ั ผงั มโนทศั นถ์ อื เปน็ เครอ่ื งมอื สำ� คญั ในการพฒั นา
และประเมนิ การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี น (Novak, 1990) ผงั มโนทศั นช์ ว่ ยใหผ้ เู้ รยี นฝกึ กระบวนการคดิ ขน้ั สงู (Edmondson,
2000) สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถสรา้ งองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเองหรอื สรปุ แนวคดิ เพอ่ื แสดงถงึ ความเขา้ ใจในเนอ้ื หาตา่ งๆ ท่ี
ตนเองไดเ้ รยี นรู้

ลักษณะของผังมโนทัศน์

ผงั มโนทศั นเ์ ปน็ การน�ำเสนอแนวคดิ ตา่ งๆ ในรปู แบบกราฟกิ หรอื ไดอะแกรม ซง่ึ แสดงความสมั พนั ธข์ องแนวคดิ ยอ่ ย
ท่ีอยภู่ ายใต้แนวคดิ หลกั ลกั ษณะส�ำคญั คือ มีการใชค้ �ำเช่อื มเพื่อเชือ่ มโยงค�ำหรือแนวคิดตา่ งๆ ใหม้ ีความหมาย (Novak &
Gowin, 1984) โดยใช้เสน้ หรือลูกศรในการเชอ่ื มโยงแนวคดิ ตา่ งๆ เข้าด้วยกัน (NRC, 2001) การสร้างผงั มโนทศั นเ์ ป็นการฝกึ
ให้ผู้เรียนจดั กระท�ำ และน�ำเสนอความเข้าใจเกย่ี วกับเนอ้ื หาท่กี �ำลงั เรยี นอยูไ่ ดอ้ ยา่ งเปน็ ล�ำดบั

ผังมโนทัศน์เริ่มต้นด้วยการน�ำเสนอแนวคิดหลักของเนื้อหานั้นๆ แล้วแตกก่ิงก้านออกไปเพื่อแสดงแนวคิด
ย่อยหรือหัวข้อย่อยที่มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดหลัก โดยมากแล้วผังมโนทัศน์จะมีการจัดเรียงแนวคิดเป็นล�ำดับข้ัน
(Hierarchy) ซ่ึงอาจเริ่มจากแนวคิดหลักอยู่ด้านบนแล้วตามด้วยแนวคิดย่อยเรียงตามล�ำดับข้ันลงมา หรือเร่ิมจากแนวคิด
ทั่วไป (General Concepts) ไปสู่แนวคิดที่มีความเฉพาะเจาะจงมากข้ึน (Specific Concepts) ทั้งนี้ในการจัดเรียงล�ำดับ
มักจัดให้แนวคิดท่ีมีความส�ำคัญเท่าๆ กันอยู่ในระดับเดียวกัน โดยมากแล้วผังมโนทัศน์จะมีกล่องข้อความหรือมีการท�ำ
กรอบล้อมรอบแต่ละแนวคิดไว้ และมีการใช้ค�ำเช่ือมหรือวลีเช่ือมโยงแต่ละแนวคิด เพ่ือให้เห็นความสัมพันธ์ และ
สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้เรียนศึกษาแนวคิดหลักเร่ืองแม่เหล็ก ก็จะมีแนวคิดย่อยๆ ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเร่ืองน้ีหลายๆ แนวคิด เช่น แรงแม่เหล็ก แรงไม่สัมผัส แรงดึง แรงผลัก สารแม่เหล็ก ขั้วแม่เหล็ก แนวการวางตัวของ
แทง่ แม่เหล็ก โดยถา้ เราน�ำแนวคิดทง้ั หมดนมี้ าแสดงความสัมพันธ์ในรูปแบบผังมโนทัศน์ อาจแสดงได้ ดังน้ี

นิตยสาร สสวท 38

ภาพ 1 ตวั อย่างผงั มโนทศั นเ์ รือ่ งแมเ่ หลก็

จากตัวอย่างผังมโนทัศน์เร่ืองแม่เหล็ก จะเห็นว่ามีการจัดล�ำดับแนวคิดโดยแยกออกเป็นแนวคิดย่อยๆ ซึ่งอยู่
ภายใตแ้ นวคิดหลกั เรือ่ งแมเ่ หลก็ รวมทัง้ มีการเช่ือมโยงแนวคดิ ต่างๆ ดว้ ยค�ำเชอื่ ม และสามารถประกอบกันเป็นประโยคเพ่อื
น�ำเสนอแนวคิดหรือความหมายของแมเ่ หล็ก อย่างไรกต็ ามผงั มโนทัศน์ก็มีหลายรูปแบบ โดยอาจมีความซบั ซอ้ นมากกว่าน้ี
เช่น มีการเชื่อมโยงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งแนวคดิ ดังทแี่ สดงด้วยลูกศรสแี ดงในตัวอย่างผงั มโนทัศนเ์ ร่ืองแม่เหลก็ นอกจากน้ี
ภายใต้แนวคิดหลักเดียวกัน ผู้เรียนก็อาจมีรูปแบบการน�ำเสนอท่ีเรียงล�ำดับแนวคิดหลักไปหาแนวคิดย่อยแตกต่างกัน เช่น
เรียงล�ำดับจากบนลงล่าง ดังตัวอย่างเร่ืองแม่เหล็กข้างต้น ซ่ึงเป็นรูปแบบหรือโครงสร้างของผังมโนทัศนที่มักจะพบได้บ่อย
เรียงล�ำดับจากซ้ายไปขวา เรียงโดยวางแนวคิดหลักไว้ตรงกลางของผังมโนทัศน์แล้วขยายแนวคิดย่อยๆ ออกไปด้านข้าง
และเม่อื ผูเ้ รยี นไดเ้ รยี นร้เู น้อื หาในแนวคิดนน้ั ลกึ ข้นึ กส็ ามารถมาเพิม่ แนวคิดย่อยเพอื่ อธิบายรายละเอียดของแนวคิดหลักได้
อย่างไรก็ตามการให้ผู้เรียนได้เริ่มฝึกสร้างผังมโนทัศน์ ครูอาจแนะน�ำรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงจนช�ำนาญก่อนจึงค่อยแนะน�ำ
รปู แบบอ่นื ๆ ต่อไป

ผังมโนทัศน์เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้

ผงั มโนทศั นเ์ ปน็ เครอื่ งมอื ทช่ี ว่ ยสง่ เสรมิ กระบวนการคดิ โดยฝกึ ใหผ้ เู้ รยี นคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ เหน็ ภาพความเชอ่ื มโยง
ของแนวคิดภายใต้หัวข้อท่ีก�ำลังศึกษา ซ่ึงเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างหรือสรุปองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ท�ำให้การเรียนรู้
เป็นไปอย่างมีความหมาย ไม่แยกส่วน และไม่เป็นเพียงการท่องจ�ำ ในการกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างผังมโนทัศน์เพ่ือพัฒนา
การเรียนรนู้ น้ั อาจเรม่ิ ตน้ จากค�ำถามส�ำคญั (Focus Question) (Novak & Canas, 2007) ซงึ่ ควรเป็นค�ำถามท่ตี อบไดจ้ าก
การน�ำหลายๆ แนวคดิ มาประกอบกนั และเนน้ ใหต้ อบโดยการใชค้ วามคดิ ในการอธบิ ายมากกวา่ ทจ่ี ะน�ำเสนอแคค่ �ำจ�ำกดั ความ

39 ปีท่ี 47 ฉบับท่ี 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

(Derbentseva et al., 2006) เช่น “ท�ำไมโลกของเราจึงมีหลายฤดู” เป็นค�ำถามท่ีเน้นกระบวนการคิดมากกว่าการถามว่า
“บนโลกของเรามีกี่ฤดู อะไรบ้าง” ซึ่งแนวค�ำตอบในค�ำถามน้ีจะไม่ซับซ้อน ตอบได้โดยการให้ข้อมูลที่มาจากความจ�ำ หรือ
ค�ำถามทวี่ า่ “พชื คอื อะไร” แนวการน�ำเสนอค�ำตอบในผงั มโนทศั นข์ องผเู้ รยี นกจ็ ะเปน็ เพยี งแคก่ ารบรรยาย การจ�ำแนกประเภท
หรือการให้ความหมายของค�ำว่าพืช ดังน้ันในการเริ่มต้นฝึกการสร้างผังมโนทัศน์ที่กระตุ้นความคิดของผู้เรียน ครูอาจจะให้
ค�ำถามส�ำคัญเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น โดยถ้าเร่ิมต้นด้วยค�ำถามที่ดี การสร้างผังมโนทัศน์ของผู้เรียนก็จะสามารถน�ำเสนอข้อมูล
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากน้ีครูควรให้เวลากับผู้เรียนอย่างเพียงพอในการสร้างผังมโนทัศน์ เพ่ือให้ผู้เรียน
ไดม้ ีโอกาสคิดอยา่ งรอบคอบในการน�ำเสนอแนวคิด (Edwards & Fraser, 1983)

ในการสร้างผังมโนทัศน์ นอกจากจะใช้วิธีการวาดรูปกราฟิกล้อมรอบแนวคิดต่างๆ แล้ว ยังอาจน�ำเสนอใน
รปู แบบตา่ งๆ เชน่ การใช้แผ่น Post-it ประกอบแตล่ ะแนวคดิ ให้ออกมาในรูปแบบไดอะแกรม ซง่ึ การใชแ้ ผน่ Post-it จะท�ำให้
สามารถเลื่อนหรือปรับต�ำแหน่งของแต่ละแนวคิดได้ง่ายในระหว่างการจัดกระท�ำข้อมูล หรืออาจน�ำเสนอความคิดผ่าน
โปรแกรมคอมพวิ เตอรต์ า่ งๆ เช่น การใช้โปรแกรมสรา้ งผังมโนทัศน์ท่ีเรยี กวา่ Cmap กเ็ ป็นอกี หนึง่ ตวั ช่วยเชน่ กนั

ผังมโนทัศน์เพ่ือประเมินผลการเรียนรู้

นอกจากการใช้ผังมโนทัศน์เพื่อน�ำเสนอแนวคิดต่างๆ ในการพัฒนาการเรียนรู้แล้ว ผังมโนทัศน์ยังสามารถใช้
เป็นเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนว่ามีการจัดระบบความคิดอย่างไร มีการคิดท่ีเป็นเหตุเป็นผล
หรอื สามารถเช่อื มโยงความสมั พันธร์ ะหว่างแนวคดิ ต่างๆ ทไี่ ด้เรยี นไปได้หรือไม่ (McClure et al., 1999, Edmondson, 2000)
ในการน�ำผังมโนทัศน์มาจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนน้ัน อาจใช้ได้หลากหลายจุดประสงค์ เช่น น�ำมาใช้ก่อนเริ่ม
บทเรียนเพื่อทบทวนความรู้พ้ืนฐานหรือตรวจสอบความรู้เดิมของผู้เรียน น�ำมาใช้หลังจากจบบทเรียนเพ่ือให้ผู้เรียนสรุป
สิ่งที่ได้เรียนรู้ หรือใช้เพ่ือเช่ือมโยงแนวคิดในเรื่องท่ีก�ำลังเรียนกับเรื่องเคยเรียนมาแล้ว (Novak & Canas, 2015) และ
เมื่อเรียนเพ่ิมเติมในเนื้อหาที่เก่ียวข้อง ครูอาจให้ผู้เรียนมาเขียนความเชื่อมโยงเติมในผังมโนทัศน์อีกครั้ง เพื่อแสดง
ภาพใหญ่ของแต่ละแนวคิดที่เก่ียวข้องกัน วิธีการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาที่ได้เรียนไป ตลอดจนช่วยให้
ผ้เู รยี นไม่ลมื เนอ้ื หาที่เรยี นผา่ นมาแล้วอกี ดว้ ย (Romero et al., 2017)

การน�ำผงั มโนทศั นม์ าใชใ้ นการวัดผลหลังจบบทเรียน (Summative Assessment) เปน็ วธิ กี ารท่คี รจู ะใชป้ ระเมนิ วา่
ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเพียงใดหลังจากเรียนเน้ือหาจบ โดยครูอาจท�ำได้หลายวิธี เช่น ให้ค�ำส�ำคัญหรือแนวคิดย่อยๆ
ทน่ี กั เรยี นไดเ้ รยี นมาแลว้ จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นน�ำค�ำเหลา่ นน้ั มาประกอบเปน็ ผงั มโนทศั น์ โดยเชอื่ มโยงแนวคดิ ตา่ งๆ เขา้ ดว้ ยกนั
ตามที่ตนเองเข้าใจ หรืออาจให้นักเรียนสร้างผังมโนทัศน์เพ่ือสรุปแนวคิดท่ีได้เรียนรู้ไปตามความเข้าใจของตนเองทั้งหมด
นอกจากการประเมินหลังจบบทเรียนแล้ว ครูอาจน�ำผังมโนทัศนม์ าเป็นเครื่องมือในการประเมินผลระหว่างเรยี น (Formative
Assessment) โดยผลท่ีได้จะช่วยสะท้อนว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดที่ก�ำลังเรียนดีเพียงใด หรือมีความเข้าใจ
คลาดเคลือ่ นใดบา้ ง ซึ่งครูสามารถน�ำผลดังกล่าวมาปรับกระบวนการจดั การเรยี นรู้ เพ่อื แก้แนวคิดคลาดเคลอื่ นทีอ่ าจพบใน
ผังมโนทศั น์ของผู้เรียนได้ เชน่ ในเรอื่ งตวั กลางของแสง ซ่ึงประกอบด้วยหลายๆ แนวคิด เชน่ “ตวั กลางของแสงเปน็ วัตถทุ ่ี
แสงสามารถเคลื่อนที่ผา่ นได”้ “ตัวกลางของแสงแบ่งออกเปน็ ตวั กลางโปร่งใสและตัวกลางโปรง่ แสง” “ตวั กลางโปรง่ ใสคอื วตั ถุ
ทเี่ มอื่ นำ� มากน้ั แสงแลว้ ทำ� ใหม้ องเหน็ สง่ิ ตา่ งๆ ทอี่ ยดู่ า้ นหลงั วตั ถนุ นั้ ไดช้ ดั เจน แตต่ วั กลางโปรง่ แสงจะมองเหน็ วตั ถไุ ดไ้ มช่ ดั เจน”
แนวคิดเหลา่ นี้ นกั เรยี นอาจน�ำมาจดั เรยี งอยู่ในรูปแบบของผังมโนทัศนไ์ ด้ ดงั ภาพ 2

นติ ยสาร สสวท 40

จากผงั มโนทศั นท์ แ่ี สดง ครสู ามารถประเมนิ
ความเข้าใจของผู้เรียนได้ โดยจะพบว่าผู้เรียนยังมี
ความเขา้ ใจคลาดเคลอ่ื นและสบั สนเกยี่ วกบั ความหมาย
ของตวั กลางโปรง่ แสงและตวั กลางโปรง่ ใส และยกตวั อยา่ ง
วตั ถทุ เี่ ปน็ ตวั กลางโปรง่ ใสผดิ นนั่ คอื กระดาษไขซง่ึ เปน็
ตวั กลางโปรง่ แสง ดงั นนั้ ครจู ะสามารถชว่ ยแกค้ วามเขา้ ใจ
คลาดเคลื่อนน้ีได้อย่างทันท่วงที โดยชักชวนนักเรียน
ท�ำกิจกรรมใหม่หรอื อภปิ รายเร่อื งดังกล่าวอกี คร้งั
ผังมโนทัศน์ของผู้เรียนอาจเป็นได้หลาย
รูปแบบ ท้ังรูปแบบการน�ำเสนอเนื้อหาท่ีซับซ้อน
หรือเป็นแค่การน�ำเสนอความรู้พื้นฐาน ทั้งน้ีก็ขึ้นอยู่
กับวัยและระดับชั้นของผู้เรียนที่ท�ำให้แนวคิดหรือ
เนอ้ื หาตา่ งๆมคี วามซบั ซอ้ นแตกตา่ งกนั ไป การประเมนิ
ผงั มโนทศั นข์ องผู้เรียนอาจท�ำได้โดยดูจากหลายมิติ
เชน่ ความครบถว้ นดา้ นเนอื้ หา ความถกู ตอ้ งของแนวคดิ
ต่างๆ โดยสังเกตจากการแสดงความสัมพันธ์ของ
แตล่ ะแนวคิดทป่ี รากฏในผงั มโนทัศน์ ความเหมาะสม
ของค�ำเช่ือมท่ีใช้ รวมไปถึงล�ำดับข้ันในการน�ำเสนอ
แนวคดิ ภายในผังมโนทัศน์ ภาพ 2 ตวั อยา่ งผงั มโนทัศนข์ องผเู้ รียนเร่อื งตัวกลางของแสง

การเรยี นรผู้ า่ นการท�ำปฏบิ ตั กิ ารหรอื กจิ กรรมตา่ งๆ อาจไมม่ คี วามหมายเลย ถา้ ผเู้ รยี นไมม่ โี อกาสสรปุ หรอื จดั ล�ำดบั
ความคิดของตนเองในส่ิงที่ได้เรียนรู้ไป ผังมโนทัศน์นับเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญที่ช่วยส่งเสริมกระบวนเรียนรู้ของผู้เรียน ท�ำให้
การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความหมาย อย่างไรก็ตาม การสร้างผังมโนทัศน์ท่ีดีอาจเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายส�ำหรับผู้เรียน
โดยเฉพาะอย่างย่ิงหากผู้เรียนเคยชินกับการเรียนแบบท่องจ�ำ (Novak, 1990) ซ่ึงเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่ได้พัฒนาการ
คดิ อยา่ งเปน็ ระบบและการคดิ สรา้ งสรรคเ์ ทา่ ทค่ี วร ดงั นน้ั เพอื่ ใหก้ ารพฒั นากระบวนการคดิ เปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ครคู วร
ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ฝึกกระบวนการคิดซึ่งผังมโนทัศน์เป็นเครื่องมือที่ส�ำคัญอย่างหน่ึงท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสร้าง
องค์ความรู้ด้วยตนเอง

บรรณานกุ รม

Edmondson, K. (2000). Assessing science understanding through concept maps. Assessing Science Understanding. San Diego: Academic Press.
Edwards, J. & Fraser, K. (1983). Concept maps as reflections of conceptual understanding. Research in Science Education, 13, 19-26.
McClure, J. R., Sonak, B. & Suen, H. K. (1999). Concept map assessment of classroom learning: reliability, validity, and logistical practicality.

Journal of Research in Science Teaching, 36(4), 475-492.
National Research Council. (2001). Knowing what students know: The science and design of educational assessment. Washington, DC:

National Academies Press.
Novak, J. D. (1990). Concept mapping: A useful tool for science education. Journal of Research in Science Teaching, 27(10), 937-949.
Novak, J. D. & Canas, A. J. (2007). Theoretical origins of concept maps, how to construct them, and uses in education. Reflecting

education, 3(1), 29-42.
Novak, J. D. & Canas, A. J. (2015). The theory underlying concept maps and how to construct them. (July, 2015). Retrieved from

https://www.researchgate.net/publication/252642478_The_Theory_Underlying_Concept_Maps_and_How_to_Construct_Them.
Novak, J. D. & Gowin, D. B. (1984). Learning How to Learn. New York: Cambridge.
Romero, C. Cazorla, M. & Buzon, O. (2017). Meaningful learning using concept maps as a learning strategy. Journal of Technology and

Science Education, 7(3), 313-332.

41 ปที ี่ 47 ฉบับที่ 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

การเรยี นกระตุ้นความคิด ดร.อรสา ชสู กุล • ผู้ช�ำนาญ สาขาเคมแี ละชีววิทยา สสวท. • e-mail: [email protected]

ขอ้ มลู เพ่มิ เติม

สร้างสรรค์ช้นิ งานเพ่ือการเรียนรู้

bit.ly/220-v2 เมื่ออา่ นชือ่ บทความแลว้ ผู้อ่านอาจสงสัยว่าบทความนี้จะเขยี นเกยี่ วกบั อะไร บางคนอาจคิดวา่
เป็นบทความท่ีเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองให้ดูดีในสายตาของผู้อื่น หรือบางคนอาจคิดว่า
คงเขียนเก่ียวกับเทคนิคการวาดภาพ สร้างสรรค์ภาพจากงานศิลปะ เพ่ือให้ภาพออกมาสวยงามและดูดี
ซงึ่ ทกี่ ล่าวมาทั้งหมดน้ัน ไม่ใช่สิ่งทผ่ี ู้เขยี นตอ้ งการถ่ายทอด แต่ส่ิงทผ่ี ู้เขยี นตอ้ งการถา่ ยทอดคอื กิจกรรม
ทางวิทยาศาสตร์ท่ีใช้หลักการต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย มาช่วยท�ำให้รูปภาพเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีความ
น่าสนใจ และช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรยี นรไู้ ด้ดีข้นึ

กิจกรรมน้ีเหมาะส�ำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษา และเป็นกิจกรรมที่ครูหรือผู้ท่ีสนใจสามารถน�ำไปใช้
ในการสรา้ งสรรคช์ ิน้ งานในรปู แบบอ่ืนๆ ไดอ้ ีก นอกจากนี้ กิจกรรมนยี้ งั สอดคล้องกบั ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียน
รู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) ในระดบั ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 ดังน้ี

1. ระบสุ ว่ นประกอบและบรรยายหนา้ ทข่ี องแตล่ ะสว่ นประกอบของวงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ยจากหลกั ฐาน
เชิงประจักษ์

2. เขยี นแผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย
3. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายวิธีการและผลของการต่อ

เซลลไ์ ฟฟ้าแบบอนกุ รม
4. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมโดยบอกประโยชน์และการ

ประยกุ ตใ์ ช้ชวี ิตประจ�ำวนั
5. ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวธิ ที เ่ี หมาะสมในการอธบิ ายการตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รม

และแบบขนาน
6. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน โดยบอก

ประโยชน์ ข้อจ�ำกดั และการประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจ�ำวนั

กจิ กรรม สรา้ งสรรค์ช้ินงานเพ่ือการเรยี นรู้
กิจกรรมนี้ครูอาจเร่ิมต้นด้วยการใช้ค�ำถามเพ่ือกระตุ้นให้นักเรียนคิด โดยอาจต้ังค�ำถามว่า จากช่ือ

กิจกรรม สร้างสรรค์ช้ินงานเพ่ือการเรียนรู้ นักเรียนคิดว่าวันนี้ครูจะให้นักเรียนท�ำกิจกรรมเก่ียวกับเร่ืองอะไร
ซึ่งค�ำตอบของนักเรียนอาจมีได้หลากหลาย อาจจะเหมือนหรือแตกต่างจากที่เขียนไว้ตอนต้นบทความก็ได้
จากน้ันครูบอกวัตถุประสงค์ของการท�ำกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้ทราบว่ากิจกรรมน้ีต้องการให้นักเรียนรู้อะไร
สามารถท�ำอะไรได้

จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม มีดังน้ี
1. อธิบายความส�ำคัญและประโยชน์ของพลังงานไฟฟ้า
2. อธิบายการเกิดกระแสไฟฟ้า
3. อธิบายส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย และสญั ลกั ษณ์ทางไฟฟ้า
4. เปรยี บเทยี บความแตกต่างของวงจรไฟฟา้ เปิด ปดิ
5. ตอ่ วงจรไฟฟ้าแบบอนกุ รม และแบบขนานได้
6. น�ำความรูม้ าสร้างชิน้ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์

นิตยสาร สสวท 42

จากนน้ั ครอู าจให้นกั เรยี นดูรปู ภาพต่างๆ เช่น ไฟหน้ารถยนต์ ไฟฟ้าท่ีเปดิ อยู่บนถนน รถไฟฟา้ ว่งิ บนราง พดั ลม
ก�ำลงั เปิดใช้งานอยู่ เทียนไขสว่าง แสงอาทิตย์สอ่ งลงมาที่ใบพชื ดังภาพ

ภาพ 1 ไฟหน้ารถยนต์ ภาพ 2 ไฟฟา้ ทเ่ี ปิดอยู่บนถนน ภาพ 3 รถไฟฟ้าวง่ิ บนราง

ภาพ 4 พัดลมก�ำลังเปดิ ใชง้ านอยู่ ภาพ 5 เทยี นไขสวา่ ง ภาพ 6 แสงอาทติ ย์สอ่ งลงมาทใี่ บพชื

ครใู ชค้ �ำถามกับนักเรยี นว่า ภาพใดบ้างทตี่ ้องใชพ้ ลงั งานไฟฟา้ ควรได้ค�ำตอบว่า ไฟหน้ารถยนต์ ไฟฟา้ ทเี่ ปดิ อยบู่ น
ถนน รถไฟฟา้ วิง่ บนราง พดั ลมก�ำลังเปิดใชง้ านอยู่ จากนน้ั ครใู ช้ค�ำถามตอ่ ไปอีกวา่ นักเรียนคิดวา่ พลังงานไฟฟ้ามีประโยชน์
หรอื ไม่ อยา่ งไร จากค�ำถามเหลา่ นี้ ครสู ามารถตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นเกย่ี วกบั ความหมายของค�ำวา่ พลงั งานไฟฟา้
และประโยชน์ของพลงั งานไฟฟ้าได้

จากนนั้ ครอู ธบิ ายความหมายของพลงั งานไฟฟา้ วา่ เปน็ พลงั งานรปู แบบหนงึ่ ชือ่ สญั ลกั ษณ์
โดยพลงั งานไฟฟา้ สามารถเปลย่ี นเปน็ พลงั งานอนื่ ได้ เชน่ พลงั งานแสง พลงั งานเสยี ง
พลงั งานกล นอกจากนี้ มนษุ ยส์ ามารถน�ำพลงั งานไฟฟา้ มาใชก้ บั อปุ กรณเ์ ครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ 1. เซลลไ์ ฟฟ้า
ต่างๆ เพ่อื ท�ำให้ชวี ิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายมากยิ่งขน้ึ 2. แบตเตอรี่
3. สายไฟ
ครใู หน้ กั เรยี นชว่ ยกนั คดิ ตอ่ ไปวา่ ท�ำไมหลอดไฟฟา้ จงึ สวา่ งได้ จากนน้ั ครู 4. สวิตซ์
อธิบายเกี่ยวกับสว่ นประกอบของวงจรไฟฟา้ และสญั ลกั ษณ์ทางไฟฟ้า ดังน้ี

แหล่งก�ำเนดิ ไฟฟา้ ท�ำใหเ้ กดิ ความตา่ งศกั ยใ์ นวงจร เชน่ ถา่ นไฟฉาย แบตเตอร่ี 5. ความตา้ นทาน
ตัวน�ำไฟฟ้า วัสดุท่ีอิเล็กตรอนไหลผ่านได้ เช่น สายไฟ แผ่นทองแดง เพ่ือให้ 6. แอมมิเตอร์
อิเล็กตรอนเคล่ือนท่ีจากแหลง่ ก�ำเนดิ ไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า 7. โวลตม์ เิ ตอร์
อุปกรณ์ไฟฟ้า เชน่ หลอดไฟฟ้า พัดลม 8. หลอดไฟฟ้า
สัญลักษณ์ทางไฟฟ้า

ตาราง 1 สัญลกั ษณ์ทางไฟฟ้า

43 ปที ี่ 47 ฉบบั ที่ 220 กนั ยายน - ตุลาคม 2562

เมื่อนักเรียนรู้จักส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้า และสัญลักษณ์ทางไฟฟ้าแล้ว ครูสามารถอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
วงจรไฟฟา้ ปดิ เปดิ แตกต่างกนั อย่างไร โดยใช้ภาพ 7 ประกอบการอธบิ ายเพ่ือให้นกั เรียนเกิดความเขา้ ใจไดง้ า่ ยข้นึ

ต่อจากน้ันครูอธิบายเพิ่มเติมเก่ียวกับการต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม และแบบขนาน โดยใช้ภาพประกอบการ
อธิบาย ดงั ภาพ 8 และ 9

ภาพ 9 การต่อวงจรไฟฟา้ แบบขนาน

ภาพ 7 วงจรไฟฟา้ ปดิ เปิด ภาพ 8 การตอ่ วงจรไฟฟ้าแบบอนกุ รม

หลังจากท่ีนักเรียนมคี วามเข้าใจเกีย่ วกบั พลังงานไฟฟ้า ประโยชนข์ องพลงั งานไฟฟ้า สว่ นประกอบของวงจรไฟฟา้
สญั ลกั ษณท์ างไฟฟา้ วงจรไฟฟา้ เปดิ ปดิ การตอ่ วงจรไฟฟา้ แบบอนกุ รม และการตอ่ วงจรไฟฟา้ แบบขนานแลว้ ครจู งึ ใหน้ กั เรยี น
เร่มิ สร้างสรรค์ช้นิ งานจากการน�ำความรทู้ ่ไี ด้เรียนมาประยุกตใ์ ช้

วัสดุและอปุ กรณ์ทใ่ี ช้ในการท�ำกจิ กรรม มดี งั น้ี

เทปอะลมู ิเนียม หลอด LED กระดาษไขวาดรปู

กรรไกร มีดคัตเตอร์ ถ่านกระดมุ

ตวั อยา่ งภาพทางวิทยาศาสตร์

เทปกาวใส ปากกาสีเมจิก กระดาษสี
นิตยสาร สสวท ภาพ 10 วสั ดแุ ละอุปกรณ์

44

ขน้ั ตอนการทำ� ช้นิ งาน ถ่านกระดุม เทปอะลมู ิเนียม
1. เลอื กกระดาษสี
2. วาดภาพทางวทิ ยาศาสตรล์ งบนกระดาษไข หรอื เลอื กภาพทาง
วิทยาศาสตร์ (กรณีที่นักเรียนไม่ต้องการวาดภาพเอง ครูอาจ
จดั เตรียมภาพทางวิทยาศาสตร์ใหก้ ับนักเรียน หรอื ให้นกั เรยี น
เตรียมมาลว่ งหนา้
3. รา่ งแบบการตอ่ วงจรไฟฟา้ การวางต�ำแหนง่ ภาพ และต�ำแหนง่
หลอด LED ลงบนกระดาษสี
4. ด�ำเนนิ การตอ่ วงจรไฟฟา้ วางต�ำแหนง่ ภาพ และต�ำแหนง่ หลอด
LED ตามแบบร่างในข้อ 3 เพอื่ ตรวจสอบการท�ำงานของวงจร
ไฟฟา้ โดยท่ียังไม่ต้องลอกเทปอะลูมิเนียมออก
5. เมอื่ วงจรไฟฟา้ ในข้อ 4 ท�ำงานได้จริง ใหล้ อกเทปอะลมู ิเนียม
ออก รีดเทปอะลูมเิ นียมใหเ้ รยี บและมรี อยต่อนอ้ ยท่ีสุด
6. ช้ีต�ำแหน่งและเขยี นค�ำอธิบายบนรปู ภาพทางวิทยาศาสตร์

ภาพ 11 การต่อวงจรไฟฟา้

ภาพ 12 ตวั อย่างช้ินงานของนกั เรยี น

การเรยี นรเู้ รอื่ งวงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย โดยการใหน้ กั เรยี นไดล้ งมอื ท�ำกจิ กรรมจะชว่ ยท�ำใหน้ กั เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจใน
หลกั การทางวทิ ยาศาสตรเ์ กยี่ วกบั เรอื่ งนไี้ ดเ้ ปน็ อยา่ งดี รวมทงั้ นกั เรยี นยงั ไดฝ้ กึ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ ความรู้
และทักษะเหลา่ น้ีจะเป็นพ้นื ฐานทีจ่ �ำเป็นต่อการเรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นตอ่ ไป

บรรณานกุ รม

Robert, L. B. (2007). Introductory circuit analysis. Retrieved August 2, 2019, from https://faculty.psau.edu.sa/filedownload/doc-9-pdf-8b8cd-
5cadbd34b4c7e7be2eaf8457e3f-original.pdf

University of Technology Laser and Optoelectronics Engineering Department. (2019). Experiment NO.3 Series and parallel connection. Retrieved
August 1, 2019, from https://uotechnology.edu.iq/dep-laserandoptoelec-eng/laboratory/1/DC/Experiment%20NO.3.pdf

ส�ำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2560). ตวั ชี้วดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จ�ำกัด.

45 ปีท่ี 47 ฉบบั ที่ 220 กันยายน - ตุลาคม 2562

การเรยี นกระตุ้นความคิด วรี ะพงษ์ พมิ พส์ าร • ครชู �ำนาญการ โรงเรยี นมธั ยมสวุ ทิ ยเ์ สรอี นสุ รณ์ กทม. • e-mail: [email protected]

การศกึ ษาไทยกับการประยกุ ตใ์ ช้
Phenomenon - Based Learning

Skill หรือทักษะ ที่มุ่งหวังให้เกิดกับผู้เรียน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในการจัดการความเคยชินกับการ
จดั การเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ทอ่ งจำ� นา่ จะหมดไปไดแ้ ลว้ ในยคุ 4G ซงึ่ สง่ิ ทมี่ าทดแทนคอื “การพฒั นาทกั ษะ”
ดา้ นตา่ งๆ หลกั สตู รจงึ กำ� หนดใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรตู้ ามทกั ษะ แตข่ อ้ กำ� หนดใดๆ หากขาดแนวทางทเ่ี หมาะสม
สำ� หรบั ผเู้ รยี น เหมาะสมกบั บรบิ ทของแตล่ ะคน แตล่ ะโรงเรยี น ความโดดเดน่ ของการจดั การเรยี นการสอน
กจ็ ะหมดลง หรอื ทำ� ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความเบอื่ หนา่ ย ทตี่ อ้ งทอ่ งจำ� กระบวนการ แทนทจ่ี ะพฒั นาตามกระบวนการ
อยา่ งเปน็ ธรรมชาตแิ บบไมร่ ตู้ วั

แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่มีอยู่ในปัจจุบันมีมากมาย เป็นเหมือนจ๊ิกซอว์ (Jigsaw) ท่ีครูต้อง
เติมเตม็ วธิ กี ารหรอื กระบวนการเข้าไป เพ่อื ใหไ้ ดภ้ าพทีส่ มบรู ณ์ตามความเหมาะสมของบริบทของแต่ละโรงเรียน
โดยวธิ ีการสอนแบบตา่ งๆ ลว้ นแลว้ แตพ่ ฒั นาทกั ษะ กระบวนการตามหลกั การต่างๆ ซงึ่ ผเู้ ขียนเองได้ทดลองมา
หลากหลายวธิ ี เชน่ การใหน้ กั เรยี นหาประเดน็ ในการท�ำโครงงาน สงิ่ ทไี่ มห่ ลดุ จากกรอบคอื การทคี่ รเู สนอประเดน็
ใหเ้ ดก็ ไปท�ำ เมือ่ ได้ประเดน็ แล้ว จากนัน้ ก็เข้าสู่กระบวนการไม่ว่าจะเป็น 5E 7E หรอื STEM ซึง่ เป็นวิธกี ารสอน
ท่ีกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจใคร่เรียนรู้ สู่กระบวนการ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะ การสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
มเี ดก็ หลายคนทสี่ นใจวา่ หาประเดน็ อยา่ งไร หาแบบไหน เอาแบบทคี่ รไู มต่ อ้ งบอกวา่ ใหท้ �ำอนั นน้ั อนั นี้ การตดั สนิ ใจ
แบบไหนจงึ จะรู้วา่ ประเดน็ ในการท�ำโครงงานต้องเปน็ อยา่ งไร ส�ำคัญอยา่ งไร เพือ่ น�ำไปสกู่ ารพัฒนาส่ิงประดิษฐ์
และนวัตกรรม เรยี กไดว้ ่า “คดิ แบบไหนจึงจะไดน้ วัตกรรม” ใหส้ ามารถทัดเทยี มประเทศอืน่ ๆ ท่มี าจงึ ส�ำคญั มาก
การสอนกับกระบวนการในการจัดการเรียนรู้ก็ต้องสอดคล้องกัน บทความน้ีจึงเน้นเร่ืองการน�ำเสนอวิธีการสอน
ทใี่ ชป้ รากฏการณเ์ ปน็ ฐานการเรยี นรู้ (Phenomenon - Based Learning: PhenoBL) เพอื่ ฝกึ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถเชอ่ื มโยง
ความรู้แบบบูรณาการข้ามรายวิชา เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถค้นหาประเด็นสู่การท�ำโครงการหรือพัฒนานวัตกรรม
ไดอ้ ย่างลึกซึง้

เป็นท่ีทราบกันดีว่า ประเทศฟินแลนด์
จัดการศึกษาได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก การจัด
การศึกษาของฟินแลนด์เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้อย่าง
มีความสุข การเรียนท่ีเน้นการเล่น มีความไว้ใจ
ซึ่งกันและกัน ใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวมาเรียนรู้
บูรณาการข้ามสาระวิชา ซึ่งส่ิงเหล่านี้นับได้ว่า
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เป็น
การเสริมสร้างแรงจูงใจในการเรียน และส่วนหน่ึง
ท่ีน่าสนใจคือ วิธีการสอนโดยใช้ปรากฏการณ์การ
เรยี นรเู้ ปน็ ฐานการเรยี นรู้ วธิ กี ารสอนแบบนคี้ อื อะไร
ท�ำไมต้องเรียนแบบน้ี เรียนแล้วได้อะไร วันนี้เรา
ลองมาศกึ ษาเปรียบเทียบกนั ดูครบั

ภาพ 1 รายวิชาการงานอาชีพ

นิตยสาร สสวท 46

การใชป้ รากฏการณเ์ ปน็ ฐานการเรยี นรู้ เปน็ การศกึ ษาเรอื่ งราวหรอื ปรากฏการณต์ า่ งๆ ในสภาพความเปน็ จรงิ แบบ
องคร์ วม (Holistic) โดยเริ่มตน้ จากการค้นหาประเด็นเรยี นรู้ หรอื ประเดน็ ทส่ี นใจรอบๆ ตัว โดยแบง่ ลักษณะของปรากฏการณ์
ไดเ้ ปน็ 3 ปรากฏการณ์ คอื

1. ปรากฏการณท์ างสงั คม เชน่ สงั คมผ้สู งู อายุ พฤติกรรมต่างๆ ของมนษุ ย์ ประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม
2. ปรากฏการณท์ างเศรษฐกจิ เช่น startup ร้านกาแฟ ผลติ ภัณฑ์เพ่ือการอุปโภคบริโภค ต่างๆ ปรากฏการณ์

ทางเศรษฐกจิ ยุคขา้ วยากหมากแพง เศรษฐกิจพอเพยี ง เศรษฐกิจและรายไดใ้ นชมุ ชน
3. ปรากฏการณท์ างดา้ นสง่ิ แวดล้อม เช่น ภัยพบิ ตั ิ การเปล่ยี นแปลงสภาพอากาศ ความแห้งแลง้ น�ำ้ เสยี ขยะ

จากภาพ 2 การออกแบบการเรียนรู้โดยใช้ สงั คม
ปรากฏการณ์เป็นฐานการเรียนรู้ เกิดจากการออกแบบ
ร่วมกันของครใู นแตล่ ะรายวชิ า โดยใช้เนอ้ื หาในวชิ าของ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ
ตนเองเขา้ มารว่ มกนั สอนในแตล่ ะปรากฏการณท์ ก่ี �ำหนด
ร่วมกัน และเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ท้ังในพ้ืนที่ ล�ำโพงขยายเสยี ง
หรือนอกพ้ืนท่ี และมีการปรึกษาหารือร่วมกันตลอด ของโทรศัพท์มือถอื
การจดั การเรยี นรู้ อาจจะเปน็ กล่มุ ย่อย หรอื เปน็ คู่ เมอ่ื มี
ความคิดใหม่ๆ หรือเมื่อเกิดปัญหาในการจัดการเรียนรู้ เทคโนโลยี คณติ ศาสตร์
และไมไ่ ดเ้ ปน็ รปู แบบทต่ี ายตวั ไมไ่ ดเ้ นน้ การท�ำเอกสารสง่
แตเ่ นน้ การแกป้ ญั หารว่ มกัน เฉพาะนักเรยี นรายบุคคลที่ การอาชพี
เกดิ ปญั หา เชน่ การแชรพ์ ฤตกิ รรมของเดก็ ขณะเรยี น หรอื
การก�ำหนดกิจกรรมตา่ งๆ เพอื่ ให้สอดคลอ้ งกนั

ภาพ 2 การออกแบบการเรียนรู้แบบ Phenomenon-Based Learning ;
PhenoBL

“การสอนแบบบูรณาการ ไม่ใช่การสอนแบบท่ีครูหลายคนเข้าสอนพร้อมๆ กันในห้องเดียวกัน” แต่เป็น
การสอนทรี่ ่วมมอื กัน โดยครแู ตล่ ะคนสอนเน้อื วิชาของตนเองใหส้ อดคลอ้ งเป็น “Theme” เดยี วกัน ผเู้ รียนสามารถเช่อื มโยง
และน�ำความรู้นั้นๆ ไปใช้ได้ทันทีเม่ือการประกอบจิ๊กซอว์ท�ำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจน ซึ่งแต่ละวิชาจะใช้กระบวนการใดๆ
ก็ได้ แล้วแต่บริบทของรายวชิ านน้ั ๆ เพอ่ื ฝกึ ฝนทกั ษะใหก้ ับผู้เรยี น เมือ่ ผู้เรยี นได้รบั องค์ความรู้ต่างๆ ก็สามารถน�ำมาสร้าง
เป็นช้ินงานได้ดว้ ยตนเอง จากตัวอย่างในภาพ 2 เหตผุ ลทเ่ี ลือกปรากฏการณก์ ารเรียนรเู้ รอ่ื ง ล�ำโพงขยายเสียงของโทรศพั ท์
มือถือ เนอ่ื งจาก

1. ผเู้ รียนมคี วามสนใจ เนือ่ งจากในขณะนน้ั ล�ำโพงโทรศพั ท์ก�ำลังเปน็ ที่นิยมในกลมุ่ วัยรุน่
2. โรงเรียนอยู่ในเขตนคิ มอุตสาหกรรม
3. มคี วามเป็นไปได้ของการออกแบบการสอนรว่ มกนั และสอดคลอ้ งกับหลักสูตร

47 ปีท่ี 47 ฉบบั ท่ี 220 กนั ยายน - ตลุ าคม 2562

กขค

ภาพ 3 ก. วิชาศิลปะ ข. วชิ าอิเลก็ ทรอนิกส์ ค. วิชางานอาชพี

ตัวอยา่ งเน้ือหาในแต่ละสาขาวิชา
• วิทยาศาสตร์ มเี นือ้ หาเรอ่ื งเสียง การก�ำเนิดเสียง คุณสมบตั ิของเสียง คณุ ภาพของเสยี ง ระดับความเข้มเสยี ง
• เทคโนโลยี การออกแบบ กราฟฟกิ ดีไซน์
• ศิลปะ สี แสงและเงา รูปแบบงานศลิ ปะรว่ มสมัย
• สังคม การท�ำงานรว่ มกนั จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ของศิลปะ
• การงานอาชีพ งานไม้ งานออกแบบงานไม้ การใช้เคร่ืองมอื งานกลึง
• คณิตศาสตร์ พ้ืนที่ ปรมิ าตรรูปทรง การวดั อตั ราสว่ น
ซึ่งปรากฏการณ์เป็นฐานเรียนรู้ อาจเกิดจากการส�ำรวจ สืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และศึกษาความเป็นไปได้
ของการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน

การศกึ ษาไทยกับการประยกุ ตใ์ ช้ Phenomenon - Based Learning

เนอื่ งจากการจดั การเรยี นการสอนของประเทศไทย ฟิสิกส์ สงั คม
แบ่งการบริหารจัดการเป็นกลุ่มสาระ มีหลักสูตรค่อนข้าง คณติ ศาสตร์
ตายตวั และอดั แนน่ ไปดว้ ยมาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั ตา่ งๆ การบรู ณาการ
จงึ คอ่ นขา้ งเกดิ ข้ึนไดย้ าก แตก่ ส็ ามารถท�ำได้ หากต้องการให้
ผู้เรียนเกิดการพฒั นาอยา่ งแทจ้ ริง การจดั การเรยี นสอนแบบ
บูรณาการในรูปแบบปรากฏการณเ์ ปน็ ฐานการเรยี นรู้ จึงเป็น
ค�ำตอบท่คี รูหลายๆ คนอาจให้ความสนใจ กล่าวคือ

1. เป็นการจัดการเรียนการสอนขา้ มรายวชิ า เพอื่ นำ้� เสีย
ให้ผเู้ รียนพัฒนาของแตล่ ะวิชาไปพร้อมๆ กัน (ซึง่ ในชีวติ จริง
กเ็ ปน็ อยา่ งนนั้ อยแู่ ล้ว)
2. ท�ำให้เกิด Professional Learning Community
(PLC) ในรูปแบบกลุ่มครู ท้ังในท่ีเป็นครูในโรงเรียนและครู
ต่างโรงเรยี นกันได้ เคมี ชีววทิ ยา

3. แม้ว่าจะเป็นการสอนแบบบูรณาการ แต่ก็ไม่
จ�ำเป็นต้องเข้าสอนพรอ้ มกนั ในหอ้ งเดยี วกนั ชวั่ โมงเดยี วกัน การงานอาชพี

เสมอไป ไม่จ�ำเป็นต้องมีครูครบทุกวิชา หากแต่ครูคนเดียว
ก็สามารถสอนให้ครอบคลุมท้ังหมดทุกวิชาได้เช่นกัน หรือ
แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ แล้วเวียนกันสอน ภาพ 4 การออกแบบการเรียนรู้แบบ Phenomenon-Based Learning;
กส็ ามารถท�ำได้ PhenoBL ของโรงเรยี นมัธยมสวุ ทิ ย์เสรีอนุสรณ์

นติ ยสาร สสวท 48


Click to View FlipBook Version