The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วย1_ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tomchan2514, 2022-09-15 11:59:15

หน่วย1_ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

หน่วย1_ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

๑หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี

ประวัติและความสาคัญ

ของพระพทุ ธศาสนา

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. อธิบายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาหรือศาสนา
ทต่ี นนบั ถือได้
๒. วิเคราะหค์ วามสาคัญของพระพุทธศาสนาหรือ
ศาสนาท่ีตนนับถือในฐานะที่ช่วยสร้างสรรค์
อารยธรรมและความสงบสขุ แก่โลกได้

การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนาในสมัยโบราณ

๑. การเผยแผด่ ว้ ยการแสดงธรรม • การเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยวิธีน้ี ผู้เผยแผ่จะต้องมีความรู้
หรอื การเทศน์ ความเข้าใจในหลักธรรมคาสอนเป็นอย่างดียิ่ง การเทศน์หรือการ
แสดงธรรมเปน็ รปู แบบการเผยแผ่ท่ใี ช้ไดผ้ ลดมี าทุกยคุ ทกุ สมัย

๒. การเผยแผ่ดว้ ยการศึกษา • ในยุคแรกของการศึกษาพระพุทธศาสนา เป็นการศึกษาแบบ
และการปฏบิ ัติธรรม ท่องจาสืบทอดกันมา เนื่องจากการถ่ายทอดด้วยวิธีการท่องจาทา
ให้เกิดการคลาดเคล่ือน ต่อมาจึงได้มีการจดจารจารึกพระพุทธ
๓. สถาบนั พระมหากษตั ริย์ วจนะเปน็ ลายลกั ษณ์อกั ษร
เป็นศนู ยก์ ลางการเผยแผ่
• ในยุคแรกการเผยแผ่พระพุทธศาสนา กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้นา
สังคม เพราะถือเป็นศูนย์กลางความเช่ือของประชาชน โดยเฉพาะ
พระมหากษัตริย์ ถ้าพระมหากษัตริย์เลื่อมใสและศรัทธา ประชาชน
จะยอ่ มเชื่อและนับถือตาม

การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมยั ปจั จบุ ัน

๑. การเผยแผ่ดว้ ยการแสดงธรรม • เป็นรูปแบบเฉพาะและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในพระพุทธศาสนา
หรอื การเทศน์ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ การแสดงปาฐกถาธรรม

๒. การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา • พระพุทธศาสนามีถ่ินกาเนิดท่ีประเทศอินเดีย มีศูนย์กลางอยู่ใน
ผา่ นองค์กรทางพระพุทธศาสนา ทวีปเอเชียช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๕ พุทธศาสนิกชนชาวเอเชียได้
อพยพไปทามาหากินในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา ได้นาเอา
พระพุทธศาสนาเข้าไปเผยแผ่ในดินแดนเหล่านั้นด้วย เพื่อความ
เ ป็ น เ อ ก ภ า พ จึ ง ไ ด้ มี ก า ร ร ว ม ก ลุ่ ม กั น เ ป็ น อ ง ค์ ก ร ท า ง
พระพุทธศาสนาในรปู แบบตา่ งๆ

การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในสมยั ปจั จุบัน

๓. การเผยแผ่พระพุทธศาสนา • การบรรลุผลหรอื เปา้ หมายจากการปฏบิ ัตดิ ้วยตนเอง พระพุทธเจ้า
ด้วยการปฏิบัตธิ รรม พระสงฆ์ หรือผู้แสดงธรรมเป็นเพยี งกลั ยาณมิตรทค่ี อยแนะนาสิ่งที่
ถูกต้อง บุคคลจะประสบความสาเร็จได้ต้องลงมือปฏิบัติด้วย
ตนเอง

๔. การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา • อิทธิพลจากความเจรญิ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่งผลให้การ
ผา่ นสื่อเทคโนโลยี เผยแผ่พระพุทธศาสนามีการเผยแผ่หลักธรรมผ่านส่ือในรูปแบบ
ต่างๆ ที่เรียกว่า มัลติมีเดีย ซึ่งคนทั่วไปสามารถ เข้าไปศึกษา
ค้นควา้ ไดอ้ ยา่ งสะดวก

การเผยแผแ่ ละการนับถอื พระพุทธศาสนาในประเทศตา่ งๆ ท่วั โลก ทวปี เอเชยี

ประเทศศรลี ังกา

• พระพุทธศาสนาเร่มิ เขา้ สู่ศรลี งั กาประมาณ พ.ศ. ๒๓๖-๒๘๗

• สมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติสืบมาถึง
ปจั จุบนั

• พระพุทธศาสนาในศรีลังกามีความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยโดยเปลี่ยนแปลงไปตามอานาจการปกครอง มีช่วงหน่ึงท่ีศรีลังกาส่งทูตมา
ขอพระสงฆไ์ ทยไปบวชให้กุลบตุ รชาวศรลี งั กา และศรีลังกาเปน็ ศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในไทยและพม่าในสมยั โบราณ

การเผยแผแ่ ละการนับถือพระพทุ ธศาสนาในประเทศต่างๆ ท่วั โลก ทวปี เอเชยี

ประเทศจีน

• ประเทศจนี เร่ิมยอมรับพระพุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์ฮน่ั
• พระพุทธศาสนาเจริญสูงสุดในสมัยราชวงศ์ถัง เพราะได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิ จากน้ันก็เจริญ

สงู สุดในบางสมยั และเสอื่ มสุดในบางช่วงเวลา
• ช่วงที่จีนปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ พระพุทธศาสนาได้รับผลกระทบมาก ภายหลังต่อมาก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาดี

ดังที่เปน็ อยูใ่ นปจั จบุ นั และมีการนับถือลทั ธิขงจ๊อื และเตา๋ ควบคไู่ ปกบั พระพุทธศาสนา

การเผยแผแ่ ละการนับถอื พระพุทธศาสนาในประเทศตา่ งๆ ทว่ั โลก ทวีปเอเชยี

ประเทศญีป่ นุ่

• ชว่ งพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ กษัตริย์เกาหลีได้สง่ คณะทตู นาพระพุทธรปู และคมั ภรี ท์ างพระพทุ ธศาสนาไปเจริญ
สมั พนั ธไมตรกี ับพระจักรพรรดิญ่ีปนุ่

• ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลาดับ โดยเร่ิมนับถือในหมู่ชนชั้นสูงก่อน
แล้วคอ่ ยแพร่หลายไปสปู่ ระชาชน

• ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระพุทธศาสนาแบ่งเป็น ๓ นิกายหลัก และเป็นท่ีนับถือกันมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ นิกายโจโดหรือ
สขุ าวดี นกิ ายเซน และนิกาย นิชิเรน

การเผยแผ่และการนับถอื พระพุทธศาสนาในประเทศตา่ งๆ ทวั่ โลก ทวีปยโุ รป

ประเทศองั กฤษ

• การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเริ่มขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๙๓ เมื่อสเปนเซอร์ อาร์ดี ได้พิมพ์หนังสือ
ชื่อ ศาสนจักรแหง่ บรู พาทิศออกเผยแพร่

• ใน พ.ศ. ๒๔๒๒ เซอร์ เอ็ดวิน อารโ์ นลด์ ไดเ้ ขยี นประทีปแหง่ เอเชยี ทาให้ไดร้ บั ความสนใจจากชาวอังกฤษมาก
• องค์กรทางพระพุทธศาสนาได้เปน็ ศนู ยก์ ลางในการเผยแผ่ จนเกิดวดั พทุ ธในประเทศอังกฤษจานวนมาก

การเผยแผแ่ ละการนบั ถือพระพทุ ธศาสนาในประเทศตา่ งๆ ท่วั โลก ทวีปยโุ รป

ประเทศเยอรมนี

• พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ผยแผเ่ ข้าสปู่ ระเทศเยอรมนีกอ่ นสงครามโลกคร้งั ที่ ๒
• ดร.คาร์ล ไชเกนสติคเกอร์ ได้ก่อต้ังพุทธสมาคมเยอรมันขึ้น เพ่ือเผยแผ่และทากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และได้พิมพ์หนังสือพุทธ

วจนะซึ่งเรยี บเรียงเปน็ ภาษาบาลี
• หลังสงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ สน้ิ สดุ พระพทุ ธศาสนาได้รบั การฟืน้ ฟูข้นึ อกี ครั้ง

การเผยแผแ่ ละการนับถอื พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ทว่ั โลก ทวปี แอฟรกิ า

• ร่องรอยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาปรากฏเป็นหลักฐานอยู่บ้างในประเทศอียิปต์และเคนยา
แต่เป็นอยา่ งไม่เป็นทางการ

• ในอียิปต์ พระพุทธศาสนาเข้าไปพร้อมกับชาวญ่ีปุ่น เกาหลี ไทย ศรีลังกา อินเดีย ซ่ึงเดินทางไปศึกษา
ทางาน และท่องเที่ยว ชาวพุทธเหล่าน้ีได้ถ่ายทอดพระพุทธศาสนาผ่านชาวอียิปต์รุ่นใหม่ ที่ไม่ยึดติดกับ
วัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมรับแนวคิดใหม่แบบพระพุทธศาสนา ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงไคโรและเมืองอะเล็ก
ซานเดรยี

• ในเคนยา มีการก่อตั้งชมรมชาวพุทธ และมีการนิมนต์พระสงฆ์จากจีน ญ่ีปุ่น ไทย เดินทางไปแลกเปล่ียนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน
ชว่ งเวลาสั้นๆ แตเ่ ป็นไปอย่างจากัด เนื่องจากปญั หาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ รวมทง้ั ชาวพ้นื เมืองยงั ไม่เปิดกวา้ ง

ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา พระพุทธศาสนาในฐานะท่ชี ว่ ยสรา้ งสรรค์อารยธรรมใหแ้ กโ่ ลก

ดา้ นการสรา้ งสรรค์อารยธรรมให้แกโ่ ลก

ด้าน • แม้ว่าคนเราล้วนต้องการปัจจัย ๔ เพ่ือตอบสนองความต้องการทางกาย แต่ก็ต้องการ
จติ ใจ แสวงหาความสขุ ทางจิตใจด้วย ดงั จะเห็นได้ว่าคนพากันสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาเพมิ่ ข้ึน

• พระพุทธศาสนามีลักษณะเป็นปรัชญา โดยอธิบายสรรพสิ่งทั้งปวงด้วยวิธีการของ ด้าน
เหตผุ ล ซ่ึงมหาวิทยาลยั ชน้ั นาของโลกไดเ้ ปิดสอนวิชาพระพุทธศาสนากนั แพรห่ ลาย วิชาการ

ด้าน • พระพทุ ธศาสนาได้สรา้ งสรรคส์ ง่ิ ท่ีเปน็ วตั ถุให้เป็นมรดกแก่อารยธรรมของโลกด้วย
วตั ถุ เช่น พระพทุ ธรูป เจดีย์ วดั สถูป ซ่ึงล้วนเกิดจากแรงศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนา

ความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนา พระพุทธศาสนาในฐานะท่ีช่วยสรา้ งความสงบสขุ ใหแ้ ก่โลก

• สอนไม่ให้เบยี ดเบยี นทัง้ ตนเองและผอู้ น่ื เหมือนหลักธรรมคาสอน

๑ ในศลี ๕ ที่เนน้ การไมเ่ บยี ดเบยี นคนอืน่ ไม่ละเมดิ สิทธิ์และของรัก

ของหวงของคนอน่ื

• สอนให้มีความเมตตากันทั้งต่อหน้าและลับหลัง จะพูด จะทา

๒ จะคิด ก็มีจิตประกอบด้วยเมตตา มีความรักและให้อภัยซ่ึงกัน

และกัน

• สอนให้มีความเสียสละ คือ เสียสละภายใน ละโลภ โกรธ หลง

๓ ความเห็นแก่ตัว และเสียสละภายนอก การแบ่งปันวัตถุสิ่งของที่มี

สงเคราะหแ์ ก่คนอื่นบ้าง คนเราจะอยู่รว่ มกันไดอ้ ยา่ งมีความสขุ

ความสาคัญของพระพทุ ธศาสนา พระพุทธศาสนาในฐานะทชี่ ว่ ยสร้างความสงบสุขให้แกโ่ ลก

• สอนให้มีความอดทน (ขันติ) และไม่ยึดม่ันในตัวตนเกินไป
๔ (อนัตตา) คนจะมีความอดทนได้ดนี ้ันจะต้องเป็นคนยึดมั่นในตัวตน

นอ้ ย มีอตั ตาเบาบาง ไม่เห็นว่าตนสาคัญมากจนเห็นคนอื่นต่าต้อย
หรือเปน็ คนไม่ดี

• สอนให้เปน็ คนใจกว้าง ยอมรับในความแตกต่างได้ สอนให้รู้ความ
๕ จริงว่าในโลกที่มีคนอยู่เป็นจานวนมาก ย่อมมีความแตกต่างกันใน

เรือ่ งตา่ งๆ

• สอนให้เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะคนโกรธด้วยการไม่
๖ โกรธตอบ เอาชนะคนตระหน่ีด้วยการให้ เอาชนะเวรด้วยการไม่

จองเวร

๒หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่

พุทธประวัติ พระสาวก

ศาสนกิ ชนตัวอยา่ ง และชาดก

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

๑. วเิ คราะหพ์ ทุ ธประวตั ิจากพระพุทธรปู ปางต่างๆ หรือประวตั ศิ าสดาทีต่ นนบั ถือตามทกี่ าหนดได้
๒. วิเคราะหแ์ ละประพฤตติ นตามแบบอยา่ งการดาเนินชีวิตและขอ้ คดิ จากประวตั สิ าวก ชาดก เรอื่ งเลา่

และศาสนิกชนตัวอย่างตามที่กาหนดได้

พทุ ธประวัติ การแสดงปฐมเทศนา ธัมมจกั กัปปวัตตนสูตร

• หลงั จากตรัสรู้แลว้ พระพุทธเจา้ ทรงมีพระมหากรุณาสงสารสัตวโ์ ลก จึงทรงมีพระประสงคจ์ ะไป
แสดงธรรมโปรดอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุททกดาบส รามบุตร แต่ท่านท้งั สองสิ้นชีพไป
ก่อนหนา้ น้นั ๗ วนั แลว้ จึงตดั สินพระทยั จะไปโปรดปัญจวคั คีย์ ซ่ึงเคยรับใช้พระองค์ขณะทรง
บาเพ็ญทุกกรกิริยา เพ่ือตอ้ งการให้เป็ นสักขีพยานแห่งการตรัสรู้และแก้ความเข้าใจผิดว่าการ
ทรมานตนไม่ใช่ทางบรรลุนิพพาน โดยพระองคท์ รงแสดงปฐมเทศนาท่ีเรียกว่า ธมั มจกั กปั ปวตั

ตนสูตร และไดแ้ สดงธรรมใหธ้ รรมทูตคณะใหม่ คือ มรรคมีองค์ 8

ประวตั พิ ุทธสาวก พุทธสาวิกา พระนางมหาปชาบดโี คตมีเถรี

ประวตั ิ

• พระนางมหาปชาบดีโคตมี เปน็ พระน้านางของพระพทุ ธเจ้า
• เม่อื พระพทุ ธเจา้ เสด็จเมอื งเวสาลี พระนางประชาบดีโคตรมีและนางสากิยานีจานวนมากได้ปลงพระเกศา ห่มผ้า

กาสายะเพือ่ ทลู ขอบวช ทาให้พระพทุ ธเจา้ ทรงวางหลักปฎบิ ัติครธุ รรม ๘ ประการ สาหรบั สตรีผจู้ ะมาบวช
• พระนางประชาบดีโคตรมีทรงยินดีปฏิบัติตามครุธรรม ๘ ประการ จึงได้รับการอุปสมบท ออกผนวชเป็นภิกษุณี

รูปแรกในพระพุทธศาสนา

คุณธรรมที่ควรถอื เป็นแบบอย่าง

• เปน็ ผมู้ คี วามตง้ั ใจแนว่ แน่หรือแรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธ์ิ เมอ่ื ตง้ั ใจกระทาอะไรแลว้ จะไม่ละความพยายามงา่ ยๆ
• เปน็ ผู้มีความอดทนสูงย่งิ
• เป็นผูม้ ีคารวธรรมอย่างย่งิ มคี วามเคารพ นอ้ มรับฟังและปฏบิ ัติตามอยา่ งวา่ งา่ ย

ประวัตพิ ทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า พระเขมาเถรี

ประวตั ิ

• พระนางเขมาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าสาคละแห่งสาคลนคร ในมัททรัฐ ต่อมาเม่ือเจริญวัยได้เป็นมเหสีของ

พระเจา้ พมิ พสิ าร
• ระยะแรกมไิ ดฝ้ ักใฝใ่ นพระพทุ ธศาสนา ทรงหลงใหลในพระรปู สมบตั ขิ องตนเอง จึงไม่ยอมเขา้ เฝ้าพระพทุ ธเจา้
• พระเจ้าพิมพิสารทรงหาอุบาย โดยให้กวีแต่งชมความงามของพระวิหารเวฬุวัน จนในที่สุดพระนางเขมาก็ได้รับ

ฟงั ธรรมจากพระพุทธเจา้ จึงทูลขอบวชและบรรลอุ รหตั ผล

คุณธรรมที่ควรถือเปน็ แบบอยา่ ง

• เป็นผู้มปี ญั ญามาก จนกระทง่ั ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าวา่ เป็นเลศิ กว่าผูอ้ นื่ ได้รบั การแต่งต้ังเป็นพระอัคร

สาวิกาเบื้องขวาฝา่ ยภิกษณุ ี
• เป็นผูม้ ีปฏภิ าณ มีไหวพรบิ ท่ีดี เราสามารถฝกึ ฝนได้เชน่ เดียวกัน

ประวตั พิ ุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า พระเจ้าปเสนทโิ กศล

พระราชประวตั ิ

• พระเจา้ ปเสนทโิ กศลเป็นพระราชโอรสของพระเจา้ โกศล ผู้ครองเมอื งสาวตั ถี แควน้ โกศล
• ก่อนนั้นนับถือนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ต่อมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะเห็นจริยวัตรอันงดงามของ

พระสงฆ์
• พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีความม่ันคงในพระรัตนตรัยและเคารพต่อพระพุทธเจ้าอย่างย่ิง ทุกคร้ังที่เข้าเฝ้าจะ

อภิวาทหรอื กราบอย่างนอบน้อม
• ภายหลงั ถูกการายนอามาตยก์ ่อกบฏ และตอ่ มาก็เสด็จสวรรคต

คณุ ธรรมท่ีควรถอื เปน็ แบบอยา่ ง

• ทรงมั่นคงในพระรัตนตรยั
• ทรงรกั ษาความมนั่ คงของพระพทุ ธศาสนาอย่างดยี ่ิง
• ทรงมีพระทยั กว้าง ยอมรับความคดิ เห็นของคนอน่ื
• ทรงยอมรับผดิ และพรอ้ มจะแกไ้ ข

ศาสนิกชนตวั อย่าง หมอ่ มเจ้าหญงิ พูนพิสมัย ดศิ กุล
พระประวัติ

• หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ และ

หมอ่ มเฉ่อื ย
• ประสตู ิเมื่อวนั จันทร์ท่ี ๑๗ กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๔๓๘
• ทรงเปน็ ผ้มู ีความสนพระทยั ในพระพทุ ธศาสนาอยา่ งยงิ่
• ทรงมคี วามรูใ้ นพระพทุ ธธรรมอยา่ งลึกซึ้งเช่น
• ทรงบรรยายหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท้ังในประเทศและตา่ งประเทศอยูเ่ สมอ
• ทรงส้ินชีพิตกั ษยั ดว้ ยพระโรคชรา เม่อื วนั เสารท์ ี่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ รวมพระชันษาได้ ๙๕ ปี

ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง หม่อมเจา้ หญิงพูนพสิ มยั ดิศกลุ

คุณธรรมท่คี วรถือเปน็ แบบอย่าง

• ทรงเป็นอุบาสิกาท่ีเคร่งครัด ทรงมีความสนพระทัยในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงมีความเช่ือม่ันในหลักการของ
พระพทุ ธศาสนาและเลือ่ มใสศรัทธาในพระรตั นตรัยอยา่ งมน่ั คง

• ทรงเป็นพหูสูต ทรงศึกษาภาษาบาลีอย่างจริงจัง จนให้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนาได้แตกฉานและยังทรงนิพนธ์หนังสือธรรมที่ชื่อว่า
ศาสนคณุ ได้อย่างยอดเยีย่ ม

• ทรงเป็นแบบอยา่ งของพลเมอื งดี ทรงจงรักภักดีและพิทักษ์รักษาสมบัติล้าค่าของชาติ ผลงานพระนิพนธ์ต่างๆ ของพระบิดาได้บริจาค
ให้กับทางรฐั บาล เพื่อเกบ็ ไว้เปน็ สมบัตชิ าตใิ ห้ประชาชนไดศ้ กึ ษา

ศาสนกิ ชนตวั อย่าง ศาสตราจารย์สญั ญา ธรรมศกั ดิ์
ประวัติ

• ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักด์ิ เป็นบุตรของมหาอามาตย์ตรี พระยาธรรมสารเวทย์วิเศษภักดี ศรีสัตยาวัตตาพิริย

พาหะ (ทองดี ธรรมศกั ด์ิ) กับคณุ หญงิ ชื้น ธรรมศกั ดิ์
• ท่านเกดิ เมื่อวันท่ี ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๐
• สมรสกับท่านผู้หญิงพะงา เพ็ญชาติ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ นายชาติศักดิ์ ธรรมศักด์ิ กับนายแพทย์จักรธรรม

ธรรมศกั ดิ์
• ถงึ แกอ่ สญั กรรม เมอื่ วนั ที่ ๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๕ สิรริ วมอายไุ ด้ ๙๔ ปี

ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง ศาสตราจารยส์ ัญญา ธรรมศักด์ิ

คุณธรรมทค่ี วรถอื เปน็ แบบอย่าง

• เป็นผ้ใู ฝร่ ู้ใฝศ่ กึ ษา มคี วามวิรยิ อตุ สาหะจนสามารถสอบเปน็ เนติบัณฑิตอังกฤษ ใฝ่รู้ใฝ่เรียนศึกษาพระพุทธศาสนาและ
ปฏิบัตธิ รรมอยา่ งเครง่ ครัด

• เป็นผมู้ คี วามกตัญญกู ตเวที เม่อื ครั้งส้ินบิดา ก็ไดร้ ับความช่วยเหลอื จากพระยาอรรถกฤตินิรตุ ต์ิ ศิษย์ของบิดา เม่ือมี
โอกาสสนองคณุ ทา่ นก็ยนิ ดีทา

• เป็นผซู้ ่ือสตั ย์สุจริต ได้รับการหล่อหลอมโดยสายเลือดจากบิดาผู้เป็นนักกฎหมายท่ีมีความซื่อสัตย์ ยุติธรรม เข้ารับ
ราชการกย็ ึดมน่ั ในคุณธรรมจนปรากฏแกส่ ายตาของสงั คม

• เปน็ ผใู้ ฝธ่ รรม ได้อุปสมบท เม่ือลาสิกขาออกมาแล้วก็ใส่ใจศึกษาธรรมตลอดเวลา เป็นผู้รู้ธรรมะลึกซ้ึงและปฏิบัติได้
ตามทรี่ ูท้ ่ีศึกษามา

• เป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านมีโอกาสได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ท่านได้ใช้
ความรู้ความสามารถทางานสนองพระเดชพระคณุ ด้วยความซอื่ สัตย์สจุ รติ

ชาดก นันทิวสิ าลชาดก

• สมัยหน่ึง ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ วัดพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงยกเร่ืองพระฉัพพัคคีย์ (กลุ่ม
ภกิ ษุ ๖ รปู ) ชอบพดู ถ้อยคาเสียดแทงจติ ใจคนอน่ื ทรงเล่านทิ านวา่

กาลครั้งหน่ึงนานมาแล้วท่ีเมืองตักศิลา พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นโค นามว่า นันทิวิสาล ซ่ึงมีรูปร่าง
ลักษณะสวยงาม มีพละกาลังมาก มีพราหมณ์คนหนึ่งได้เลี้ยงและรักโคน้ันเหมือนลูกชาย โคน้ันคิดจะ
ตอบแทนบุญคุณ จึงให้พราหมณ์ไปท้าพนันกับเศรษฐีโควินทะว่า โคของเราสามารถลากเกวียนท่ีผูก
ตดิ กันถึงหนงึ่ รอ้ ยเลม่ ได้ ใหพ้ นันด้วยเงนิ หนึ่งพนั กหาปณะ พราหมณ์จึงทาตามท่โี คบอก

ในวันเดิมพัน ถึงเวลาพราหมณ์ก็ได้ขึ้นไปนั่งบนเกวียน เงื้อปฏักขึ้นพร้อมกับตวาดโคด้วย คาหยาบ
เมือ่ โคนนั ทิวิสาลได้ยินก็คิดน้อยใจ จงึ ยืนนิ่งไม่เคล่ือนไหว ทาให้พราหมณ์ต้องเสียพนัน แล้วก็เข้าไปนอน
เศร้าโศกเสียใจอยู่ในบ้าน ส่วนโคนันทิวิสาลเห็นพราหมณ์เศร้าโศกเสียใจจึงเข้าไปปลอบและบอกให้
พราหมณก์ ลา่ วด้วยถ้อยคาไพเราะ และให้ไปท้าพนันใหม่ พราหมณ์จึงทาตามคาแนะนา โคนันทิวิสาลได้
ยินคาไพเราะจึงทาตาม ทาใหพ้ ราหมณช์ นะพนัน

ชาดก นันทวิ สิ าลชาดก

• คนพูดคาหยาบย่อมทาให้ตนเดือดร้อน เพราะฉะนั้นไม่ควรพูดคาหยาบ
เพราะคาหยาบไม่เป็นทีพ่ อใจของใครๆ

คติธรรมของชาดกเร่อื งนี้

• คนท่ีพูดจาไพเราะอ่อนหวานย่อมยังประโยชน์ให้สาเร็จ ดังน้ันคนเราควร
เปล่งวาจาที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะวาจาท่ีไพเราะอ่อนหวานเป็นท่ีพอใจ
ของใครๆ

๓หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี

หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. อธบิ ายสังฆคุณและข้อธรรมสาคญั ในกรอบอรยิ สจั ๔ หรือหลกั ธรรมของศาสนาที่ตนนับถือตามทีก่ าหนด
๒. เห็นคุณคา่ และวิเคราะห์ การปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมในการพฒั นาตน เพื่อเตรยี มพรอ้ มสาหรบั การทางานและการมคี รอบครวั ได้

พระรตั นตรัย

• แต่ละองค์ประกอบจะมีคณุ ลักษณะแตกต่างกัน ในทีน่ ้จี ะกล่าวถงึ สงั ฆคุณ ๙ คือ คณุ ของพระสงฆ์ ๙ ประการ

สุปฏิปนโฺ น เป็นผปู้ ฏิบัตดิ ี
อุชปุ ฏิปนโฺ น เปน็ ผู้ปฏิบตั ิตรง
ญายปฏปิ นโฺ น เป็นผปู้ ฏิบตั เิ ปน็ ธรรม
สามีจิปฏิปนโฺ น
อาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผู้ปฏิบตั ิสมควร
ปาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผ้คู วรแก่ของคานับ
ทกขฺ เิ ณยโฺ ย
อญฺชลิกรณีโย เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรบั
อนุตตฺ ร ปญุ ญฺ กเฺ ขตตฺ โลกสสฺ เป็นผู้ควรแกข่ องทาบญุ

เปน็ ผ้คู วรกราบไหว้
เป็นเน้อื นาบญุ อันเยี่ยมยอดของชาวโลก

อริยสัจ ๔

ทกุ ข์ (ธรรมทค่ี วรร)ู้ อริยสัจ ๔ สมทุ ัย (ธรรมท่ีควรละ)
นโิ รธ (ธรรมท่คี วรบรรล)ุ มรรค (ธรรมทคี่ วรเจรญิ )
หลกั คาสอนสาคัญ
อนั เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

อริยสจั ๔ ทกุ ข์ (ธรรมท่ีควรรู้)

• ทกุ ข์ ความจรงิ วา่ ด้วยทกุ ข์ ความไม่สบายกาย ไมส่ บายใจ หลกั ธรรมท่ีควรรูเ้ พ่ือใหร้ ู้ความจริงของการเกดิ ทกุ ข์ ไดแ้ ก่

ขันธ์ ๕ รปู เวทนา สัญญา
สงั ขาร วญิ ญาณ

อรยิ สัจ ๔ ทกุ ข์ (ธรรมที่ควรรู้)

• ทุกข์ ความจรงิ วา่ ด้วยทกุ ข์ ความไมส่ บายกาย ไมส่ บายใจ หลกั ธรรมทค่ี วรรเู้ พื่อใหร้ ู้ความจริงของการเกิดทุกข์ ได้แก่

ภาวะทีไ่ ม่คงทนถาวรหรือภาวะท่ไี มเ่ ทยี่ ง ภาวะท่ไี มม่ ตี วั ตน

อนจิ จตา อนตั ตตา

ไตรลกั ษณ์

ทกุ ขตา

ภาวะที่ทนไม่ได้หรือภาวะทขี่ ดั แย้งไม่สมบรู ณ์

อรยิ สัจ ๔ สมทุ ยั (ธรรมท่คี วรละ)

• สมทุ ัย สาเหตุแหง่ การเกดิ ความทุกข์ หลกั ธรรมท่คี วรละเพื่อไมใ่ หเ้ กิดความทุกข์ ไดแ้ ก่

กิเลสวัฏฏะ

วิบากวฏั ฏะ หลักกรรม กรรมวัฏฏะ

(วฏั ฏะ ๓)
สังสารวัฏ คอื
การเวยี นวา่ ยตายเกดิ
การไมห่ ลุดพ้นจากกเิ ลส

อรยิ สัจ ๔

• สมทุ ยั สาเหตแุ ห่งการเกดิ ความทกุ ข์ หลักธรรมทคี่ วรละเพ่ือไมใ่ ห้เกดิ ความทกุ ข์ ได้แก่

ปปัญจธรรม ๓ เครือ่ งท่ีทาใหเ้ นิ่นช้า คือ กิเลสทที่ าให้การศึกษาและปฏบิ ัตติ ามพุทธธรรมไม่
ดาเนนิ ไปดว้ ยดี มี ๓ ประการ

ตณั หา • ความเห็นแก่ตัว มีความโลภอยากได้ของของผู้อ่ืนโดยมิชอบ จะทาอะไรจะก็คิดถึงแต่ใน
มานะ ประโยชน์ของตน
ทฏิ ฐิ
• ความถือตัว ทนงตัว สาคัญตนว่าเปน็ นั่น เปน็ น่ี คดิ วา่ ตนเองเหนอื กวา่ เดน่ กวา่ ผ้อู น่ื แสดงตน
ข่มข่ผู ู้อืน่ คิดวา่ ตัวเองดีทส่ี ดุ

• ความยึดติดในความเห็นของตน งมงายโดยปราศจากเหตุผล ไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้อ่ืน
คดิ วา่ ความเชอื่ ของตนเองถูกเสมอ

อรยิ สัจ ๔ นโิ รธ (ธรรมทคี่ วรบรรลุ)

• นิโรธ ความดับทุกข์ ปลดปล่อย หลักธรรมที่ควรบรรลุเพอ่ื ดบั ทุกข์ ได้แก่ อัตถะ

อัตถะ คุณประโยชน์ของการปฏิบัติตามพระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้า ประโยชน์ที่ผู้
ปฏบิ ตั ธิ รรมจะพงึ ไดร้ บั แบง่ เปน็ ๓ ประเภท สงู ต่าตามภมู ธิ รรมทปี่ ฏิบตั ิ

ทิฏฐธมั มิกัตถะ (ประโยชน์ข้ันตน้ )
สมั ปรายกิ ตั ถะ (ประโยชน์ข้ันกลาง)
ปรมัตถะ (ประโยชน์ขั้นสูงสุด)

อรยิ สัจ ๔ มรรค (ธรรมทีค่ วรเจริญ)

• มรรค ทางแห่งความดบั ทุกข์ หลักธรรมทีค่ วรปฏบิ ตั ิเพอ่ื เป็นทางไปสู่ความดับทุกข์ ไดแ้ ก่

มรรคมอี งค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ หรือ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” แปลว่า “ทาง” หรือ
“มรรควิธีที่จะนาไปสคู่ วามดับทกุ ขห์ รอื ดับตัณหา”

สมั มาทฐิ ิ : ความเขา้ ใจในทางทีถ่ กู ต้อง สมั มาอาชวี ะ : การทามาหากนิ ท่ีสุจรติ

สมั มาสังกัปปะ : ความคิดในทางทถี่ ูกทคี่ วร สมั มาวายามะ : ความเพียรพยายามทางจิต
สมั มาวาจา : งดเวน้ จากการพูดจาในทางท่ี ๔ ประการ

ไมถ่ กู ไม่ควร สัมมาสติ : การต้ังสติพจิ ารณาสิง่ ทงั้ หลาย
สัมมากัมมันตะ : การกระทาท่ีเป็นกายสุจรติ ตามความเปน็ จริง

สัมมาสมาธิ : การต้งั จิตใหแ้ น่วแน่ ไมฟ่ งุ้ ซา่ น

๔หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่

พระไตรปฎิ ก

และพทุ ธศาสนสุภาษติ

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
• อธิบายสังฆคณุ และข้อธรรมสาคญั ในกรอบอรยิ สัจ ๔ หรือหลักธรรมของศาสนาทีต่ นนบั ถือตามทกี่ าหนดได้

พระไตรปฎิ ก โครงสรา้ ง ชอ่ื คัมภีร์ และสาระสังเขปของพระอภธิ รรมปิฎก

• พระไตรปฎิ ก คมั ภีร์ทบี่ นั ทกึ คาสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเปน็ หมวดหมู่ มี ๓ หมวดใหญ่ ได้แก่

พระวินยั ปิฎก
พระสตุ ตันตปฎิ ก
พระอภิธรรมปฎิ ก

• พระอภิธรรมปิฎก พระสูตรหรือเทศนาต่างๆ ท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ ต่างกรรม ต่างวาระ ซ่ึง
รวบรวมไว้ในพระสุตตันตปิฎกนั่นเอง แต่นาเอามาเรียบเรียงใหม่ในรูปวิชาการและอธิบายให้ละเอียด เป็นขั้น
เปน็ ตอน

พระไตรปิฎก เร่ืองนา่ รู้จากพระไตรปิฎก (พทุ ธปณิธาน ๔ ในมหาปรนิ ิพพานสตู ร)

• พุทธปณิธาน คือ ความตั้งพระทัยของพระพุทธเจ้าว่า ตราบใดพระพุทธศาสนายังไม่แพร่หลาย คือ พุทธบริษัท
ทั้ง ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ยังไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน พระองค์จะไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน
คณุ สมบตั ดิ ังกลา่ ว คอื

ศึกษา • พุทธบรษิ ัทควรไดศ้ ึกษาพระสัทธรรมอยา่ งเข้าใจแจม่ แจ้งต้องปฏบิ ตั ติ ามขั้นตอนแหง่ หลัก
ปฏบิ ตั ิ พหสู ูตท้งั 5 คอื ฟงั มาก,จาได,้ คล่องปาก,เจนใจ,ประยุกตใ์ ชเ้ ป็น
ช้แี จง
ปกป้อง • พทุ ธบริษทั ควรได้ประพฤติปฏบิ ตั ิตามพระสัทธรรมทีท่ รงแสดงไดอ้ ย่างประจักษ์ในผล
ของการประพฤติปฏบิ ตั ิ

• พทุ ธบรษิ ทั ควรช่วยกนั เผยแผพ่ ระสัทธรรมท่ไี ดศ้ ึกษาปฏิบัติมาแลว้ ไดอ้ ย่างลุ่มลกึ
และกวา้ งขวาง

• พุทธบรษิ ัทควรสามารถแก้ไขตอบโตก้ ารกล่าววิจารณ์จว้ งจาบบดิ เบอื นหลกั พระ
สทั ธรรมให้ยตุ ลิ งดว้ ยความเรยี บรอ้ ย

พุทธศาสนสภุ าษติ อตฺตา หเว ชติ เสยฺโย : ชนะตนน่นั แลดกี วา่

• การชนะตน การที่สามารถควบคุมตนเองใหท้ าในส่งิ ท่ีควรทาและไม่ทาในสิ่งท่ีไม่ควรทา กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า
สามารถบังคับตนใหท้ าความดี ละเว้นความชัว่ ได้

พระพทุ ธศาสนามีหลกั ธรรม ๓ ข้อ ทจี่ ะชว่ ยใหเ้ อาชนะตน

สติ ทมะ ขนั ติ

ตอ้ งฝึกตนเองให้มีสติอย่เู สมอ การรู้จักข่มจิตขม่ ใจของตน อดทน อดกล้นั และอดออม

พทุ ธศาสนสภุ าษิต ธมมฺ จารี สุข เสติ : ผูป้ ระพฤตธิ รรมยอ่ มอยูเ่ ปน็ สขุ

• ผู้ประพฤติธรรม ผู้ปฏิบัติตามคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระธรรมเบื้องต้นที่ควรประพฤติปฏิบัติ ได้แก่
ศีล ๕ และธรรม ๕

ศลี ๕ ธรรม ๕

• เว้นจากการทาลายชีวติ รวมไปถึงการทาร้ายร่างกาย การทรมาน การ • มีเมตตากรณุ า คือ การชว่ ยเหลือเออ้ื เฟอ้ื ผอู้ น่ื ตามโอกาสอันควร
ขม่ เหงรงั แกร่างกายและชวี ติ ของผู้อน่ื

• เวน้ จากการลักทรัพย์ รวมไปถึงการฉอ้ โกง ยกั ยอกและการเอาส่งิ ของ • มสี มั มาอาชวี ะ คอื การหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต
ของผู้อืน่ ดว้ ยวธิ กี ารต่างๆ ทีเ่ จา้ ของไมเ่ ต็มใจให้

• เวน้ จากการประพฤตผิ ดิ ในกาม การละเมิดของรกั ของผอู้ ืน่ • มีความสารวมในกาม คือ การไมล่ มุ่ หลงมัวเมากับรูป รส กล่ิน เสยี ง
สมั ผัส

• เว้นจากการพดู ปดหรือเวน้ จากการพูดเท็จ • มคี วามสัตย์ มีสจั จะและการพดู จาอ่อนหวาน ไมพ่ ูด คาหยาบ

• เว้นจากการดืม่ สรุ าเมรัย รวมไปถงึ สง่ิ เสพตดิ ทั้งหลาย เชน่ เฮโรอีน • มีสติรอบคอบ คือ การรจู้ กั ยบั ยัง้ ชง่ั ใจไม่ตกอยใู่ นความประมาท
กญั ชา

พุทธศาสนสุภาษิต ปมาโท มจจฺ โุ น ปท : ความประมาทเปน็ ทางแห่งความตาย

• ความประมาท คอื การขาดสติ ปลอ่ ยใจใหล้ ่องลอยไป ไมร่ ูส้ กึ ตวั ว่ากาลังทาอะไร กาลังพูดอะไร ไม่รู้จักระวังตัวในส่ิงท่ีควร
ระวัง ปราศจากความรอบคอบในการเตรยี มตัวไวเ้ ผชญิ กับเหตกุ ารณท์ ี่จะเกิดในอนาคต

• ความไม่ประมาท จึงหมายถึง การมีสติต่ืนอยู่เสมอ รู้ว่ากาลังทาอะไรในปัจจุบันและเตรียมพร้อมสาหรับส่ิงที่จะเกิดใน
อนาคต

• ความประมาทเป็นสิ่งไม่ดีและความไม่ประมาทเป็นสิ่งดี แต่หากระมัดระวังจนเกินเหตุก็จะกลายเป็นคนลังเลใจ มีแต่ความ
วิตกกงั วล มองโลกในแง่รา้ ย คนแบบนี้คงไม่ประสบความสาเรจ็ ในชีวิต แม้เหตรุ ้ายจะไม่ค่อยเกิดขึ้นแต่คนท่ีประมาทเกินไป
ขาดสตอิ ยูบ่ อ่ ยๆ กค็ งจะไมป่ ระสบความสาเร็จในชีวิตเหมือนกัน ดังนน้ั จงึ ควรเดินตามทางสายกลาง

• ความประมาทมีไดท้ ้ังทางโลกและทางธรรม ในทางธรรม การไม่ระวังตัวทาให้จิตใจฟุ้งซ่านคิดแต่เรื่องอกุศล ก็อาจเป็นทาง

ใหเ้ ดินไปสู่ความช่วั ได้โดยไม่ต้ังใจ
• ส่วนในทางโลก การไม่ระวังตัวขาดสติ ไม่รอบคอบ และไม่หาทางป้องกันอันตรายหรืออุปสรรคท่ีอาจจะเกิดข้ึนในการทา

กิจการต่างๆ ก็อาจทาใหก้ จิ การน้ันๆ เสียหายหรือได้ผลไม่ดีเทา่ ทค่ี วร

พุทธศาสนสภุ าษติ สุสสฺ ูส ลภเต ปญญฺ : ฟังดว้ ยดยี ่อมไดป้ ญั ญา

• ปัญญา คือ ความรู้ อาจแยกได้ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ รู้หลักวิชาและรู้หลักความประพฤติ มนุษย์เป็นสัตว์โลกท่ีมีปัญญา มี
ความรูท้ งั้ สองอยา่ งได้ ปัญญาน้ันเกดิ ไดห้ ลายทาง และทางท่เี กิดไดม้ ากท่สี ดุ ทางหนง่ึ คือ การฟัง ควรปฏิบัติ ดังนี้

• ต้องเลือกคนท่ีเราจะฟัง
• ไม่ควรมีอคตติ อ่ ผูพ้ ดู
• ต้องมีสมาธิ
• ตอ้ งร้จู ักการแยกแยะ

๕หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี หน้าทีช่ าวพุทธและมารยาทชาวพทุ ธ

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

๑. วิเคราะหห์ น้าที่และบทบาทของสาวกและปฏบิ ัตติ นต่อสาวกตามท่กี าหนดไดถ้ ูกต้อง
๒. ปฏิบตั ติ นอยา่ งเหมาะสมต่อบคุ คลต่างๆ ตามหลกั ศาสนาตามท่ีกาหนดได้
๓. ปฏบิ ัตหิ น้าท่ีของศาสนิกชนท่ดี ีได้
๔. แสดงตนเปน็ พทุ ธมามกะหรอื แสดงตนเปน็ ศาสนิกชนของศาสนาท่ตี นนับถือได้
๕. นาเสนอแนวทางในการธารงรักษาศาสนาที่ตนนับถอื ได้

หนา้ ทข่ี องพระภกิ ษุ การศึกษา

• การศกึ ษา หมายถึง การเรยี นพระพทุ ธวจนะ สมยั กอ่ นใช้วิธีท่องจา เรียกว่า
“มุขปาฐะ” ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ต่อมามีการเรียกประชุม “สังคายนา”
(ร้อยกรองหรือสวดสอบทานกนั ) เพื่อความถูกต้องสมบรู ณ์ย่ิงขน้ึ

• พระพุทธวจนะเปน็ จานวนมากถกู ถ่ายทอดผา่ นระบบท่องจา
ทาให้คาสอนของพระพุทธเจ้าสืบทอดมากวา่ ๒,๐๐๐ ปี

• การศึกษาเล่าเรียนพระพุทธวจนะนี้ต่อมา เรียกว่า “คันถธุระ” (หน้าที่ด้านการ
เรียนพระคัมภรี ์) เป็นการเรียนรู้วิชาเพื่อเก้ือกูลและสนับสนุนการปฏบิ ัติธรรมให้
เกิดผลดี

หนา้ ท่ีของพระภกิ ษุ การสง่ั สอนและเผยแผพ่ ระธรรม

ความสาคญั ของการเผยแผ่คาสอนของพระพทุ ธเจ้า

• เป็นการช่วยเผยแผ่พระธรรมคาส่ังสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เป็นท่ี
แพร่หลายทั่วโลก ซ่ึงปัจจุบันมีผู้สนใจมานับถือพระพุทธศาสนามากขึ้น
เพราะวิถที างพระพุทธศาสนาได้ให้แนวทางการใช้ชีวติ ที่สงบ

• เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาและทาให้มีผู้สนใจเข้ามาบวชเรียน
ศกึ ษาพระธรรมเพื่อเปน็ ศาสนทายาทตอ่ ไป

หนา้ ทข่ี องพระภิกษุ การสง่ั สอนและเผยแผพ่ ระธรรม

• เป็นการสร้างความรู้ ความเขา้ ใจที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา โดยพระสงฆ์
ผู้ที่ปฏิบัติดี ทาหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ธรรมะที่ถูกต้องให้แก่ผู้ท่ียังไม่เข้าใจหรือ
เข้าใจผดิ ได้เข้าใจหลักธรรมอยา่ งแจ่มแจ้งและถกู ต้องมากขึ้น

• ลดปัญหาสังคม เมื่อหลักธรรมได้เผยแผ่ออกไป ประชาชนเล่ือมใสศรัทธา
พระพุทธศาสนาแล้วมากข้ึน ปัญหาสังคมต่างๆ เช่น การลักขโมย การเล่น
การพนนั สง่ิ เสพติดตา่ งๆ ก็จะลดน้อยลง และปลอดจากอบายมขุ ในทส่ี ุด

มารยาทชาวพุทธ การปฏบิ ตั ติ นตอ่ พระภิกษใุ นงานศาสนพิธีทีบ่ า้ น

• การอาราธนาพระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ งานมงคลนิยมนิมนต์พระจานวน
๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป

• เมื่อพระมาถึงควรรบั รองท่านดว้ ยอธั ยาศยั ไมตรี
• นิมนตพ์ ระสงฆ์ให้น่ังทสี่ มควรท่ีจดั ไว้
• ถวายของรบั รอง เชน่ น้าดม่ื หรอื นา้ ผลไม้ ไม่ควรถวายหมากพลู บหุ รอ่ี ันเป็นสงิ่ เสพติด
• ถ้ายังไมถ่ ึงเวลาประกอบพิธี เจา้ ภาพควรอยรู่ ่วมสนทนากับท่านตามสมควร
• เม่อื เสรจ็ พธิ ี ควรเดินตามไปส่งท่านจนพน้ บรเิ วณงานหรือไปสง่ ถงึ วัด

หน้าท่ีชาวพทุ ธ การปฏบิ ตั ิตนเป็นชาวพุทธท่ีดตี ามหลักทศิ ๖ (ทิศเบ้อื งขวา)

• การปฏิบัติตนเป็นชาวพุทธท่ีดีตามหลักทิศ ๖ เป็นการปฏิบัติตนต่อบุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเก่ียวข้อง
สัมพันธ์ทางสังคมดุจทิศที่อยู่รอบทิศ ซ่ึงมีอยู่ ๖ ทิศ เรียกว่า “ทิศ ๖” ในที่น้ีจะกล่าวถึงเฉพาะทิศเบื้องขวา
คอื ครู อาจารย์

การปฏิบตั ติ นต่อครู อาจารย์

ลกุ ขน้ึ ตอ้ นรบั ปรนนบิ ตั ิ
เรียนศิลปวิทยาด้วยความต้ังใจ
ใฝใ่ จเรียน

เข้าไปหาเพอ่ื คอยรบั ใช้หรอื รับคาแนะนา

หน้าท่ชี าวพุทธ การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ

• พทุ ธมามกะ แปลวา่ ผ้นู บั ถอื พระพุทธเจ้าเป็นของตน คอื นับถอื พระพุทธศาสนาอย่างแทจ้ รงิ

ไม่ละทง้ิ นั่นเอง

• สถานที่ทาพิธีควรเป็นพระอุโบสถ ถา้ มิใช่พระอโุ บสถ สถานท่ีทาพธิ คี วรมสี งิ่ ตา่ งๆ ดังนี้

พระพุทธรปู กระถางธูป เชิงเทียน
แจกนั สาหรับปกั ดอกไม้ บาตรนา้ มนต์มนี า้ เต็ม ธูปเทียนบชู าพระรตั นตรัย
ภิกษตุ ้งั แต่ ๔ รปู ข้ึนไป เทยี นนา้ มนต์ ๑ เล่ม
สายสญิ จน์ ๑ กล่มุ

หน้าที่ชาวพทุ ธ การปลูกจติ สานึกในด้านการบารุงรักษาวัดและพุทธสถาน ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสดุ

• วัด เป็นศูนย์กลางของชุมชนในด้านต่างๆ สมัยก่อนวัดเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา เป็นแหล่งกาเนิด รักษา

สบื ทอด พัฒนา หรอื สนบั สนุนศลิ ปะและดนตรี และเปน็ ศูนยก์ ลางของกิจกรรมท้งั หลายในชุมชน

• สถาปตั ยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม ไดร้ ับการสร้างสรรค์ข้นึ ด้วย
แรงบันดาลใจ เพ่ือแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเป็นสื่อ
ถ่ายทอดหลักธรรม ทาให้เกิดศาสนสถานและศิลปะในแขนงต่างๆ จาก
วสั ดุและฝีมอื ช่างท่ีดที ี่สดุ

คุณคา่ ของวัดและพทุ ธสถาน

• วัดและพุทธสถานน้ันมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์รวมน้าใจของ ชาวพุทธ
ทาให้เกิดความหวงแหนในพระพุทธศาสนา เราจึงควรทานุบารุงรักษาวัดและพุทธสถาน โดยไม่เกินกาลัง
ไมห่ ลงกบั เปลอื กจนลืมแกน่ แทข้ องพระพุทธศาสนา คือ ศาสนธรรม



๖หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี

วันสาคัญทางพระพุทธศาสนา

และศาสนพธิ ี

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

๑. อธบิ ายประวัตวิ นั สาคญั ทางศาสนาตามท่ีกาหนดและปฏิบัตติ นได้ถูกต้อง
๒. ปฏบิ ัติตนในศาสนพิธี พิธีกรรมไดถ้ กู ตอ้ ง


Click to View FlipBook Version