The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วย1_ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tomchan2514, 2022-09-15 11:59:15

หน่วย1_ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

หน่วย1_ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

ประวัตแิ ละการปฏบิ ตั ติ นในวันสาคญั ทางพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา
วนั วิสาขบูชา(วนั สาคัญสากลนานาชาติ)

ประสตู ิ ตรัสรู้ ปรนิ พิ พาน

• เป็นวนั คลา้ ยวนั ประสูติ วนั ตรัสรู้ และวนั ปรินิพพาน ของพระพทุ ธเจา้
• ตรงกบั วนั เพญ็ เดือน ๖ ของทุกปี
• พทุ ธศาสนิกชนทว่ั โลกประกอบพธิ ีกรรมเพอื่ นอ้ มระลึกถึงสมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้

ประวตั แิ ละการปฏิบัติตนในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา วันวสิ าขบชู า

การเฉลิมฉลองวนั วสิ าขบชู าในประเทศไทย

สมยั สุโขทัย

หลักฐานในตานานกล่าวไว้วา่
“อันพระนครสุโขทัยราชธานี ถึงวันวิสาขะนักขัตฤกษ์คร้ังใด ก็สว่างไสวด้วยแสงประทีปเทียน ด้วยไม้เพลิง

และสล้างสลอนไปด้วยธงชายและธงผ้า ไสวไปด้วยพู่พวงดวงดอกไม้กรองร้อยห้อยแขวน หอมตลบไปด้วยกล่ินสุคน
ธรส รวยรน่ื เสนาะสาเนยี งเสยี งพณิ พาทย์ฆอ้ งกลองทั้งทวิ าราตรี มหาชนชายหญงิ พากันมากระทากองกศุ ล เหมือนจะ
เผยซ่งึ ทวารพิมานฟ้าทกุ ชอ่ ชัน้ ”

คากลา่ วนแ้ี สดงใหเ้ หน็ วา่ ในสมยั สุโขทยั มกี ารเฉลมิ ฉลองวันวิสาขบชู ากนั อย่างสนกุ สนานเอิกเกรกิ

สมยั อยุธยา

ไมม่ หี ลกั ฐานวา่ ในสมยั อยุธยาได้มกี ารเฉลิมฉลองวนั วสิ าขบชู ากันอยา่ งไร

ประวัติและการปฏบิ ตั ติ นในวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนา วันวสิ าขบชู า

การเฉลิมฉลองวันวสิ าขบูชาในประเทศไทย

สมยั รัตนโกสนิ ทร์

• รชั กาลท่ี ๑ ไม่ปรากฏชดั เจนว่าพิธวี ิสาขบชู าไดท้ ากันเป็นแบบแผนอยา่ งไร
• รัชกาลท่ี ๒ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะฟ้ืนฟูประเพณีวิสาขบูชา จึงทรงโปรดให้จัดเป็นพระราช

ประเพณใี หญต่ ดิ ตอ่ กนั เป็นเวลา ๓ วนั
• รัชกาลที่ ๓ ทรงจัดให้มีเทศน์ปฐมสมโพธิกถาในวันวิสาขบูชา ซ่ึงปัจจุบันน้ียังคงใช้เทศน์กันอยู่

เน้ือความกล่าวถงึ เรอื่ งราวของพระพุทธเจ้าตัง้ แต่ประสตู ิ ตรสั รู้ และปรนิ พิ พาน
• รัชกาลท่ี ๔ ทรงเกณฑ์ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการตั้งโต๊ะเครื่องบูชารอบระเบียงพระ

อุโบสถวัดพระแก้ว จนเกดิ การเล่นเคร่ืองโตะ๊ ลายครามขึ้นมา
• รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการฝ่ายในเดินเวียนเทียนและสวดมนต์ที่

พระพทุ ธรตั นสถาน
• ในรชั กาลต่อๆ มากไ็ ด้มกี ารพระราชพิธเี นื่องในวนั วสิ าขบูชาเช่นเดียวกับในรัชกาลกอ่ นๆ

ประวัตแิ ละการปฏิบัติตนในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา วนั วิสาขบูชา

การปฏิบัติตนในวันสาคัญทางศาสนา

เวลาเช้า • พุทธศาสนกิ ชนจะไปทาบุญตักบาตรท่วี ัดและฟงั ธรรม

เวลากลางวนั • ร่วมกันบาเพ็ญสาธารณประโยชน์ เช่น บริจาคโลหิต
พฒั นาวดั หรือบริจาคทรพั ย์เพอ่ื การกุศล

เวลาคา่ • นาดอกไม้ธูปเทียนไปที่วัด เพื่อร่วมประกอบพิธีเวียนเทียน
รอบพระอุโบสถ เสร็จแล้วทาวัตรสวดมนตฟ์ ังเทศน์

ประวัติและการปฏบิ ตั ติ นในวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนา วันธรรมสวนะและเทศกาลสาคัญ
วันเขา้ พรรษา

• วันเข้าพรรษา คือ วันที่พระสงฆ์อธิษฐานว่า จะอยู่ประจาในอาวาสตลอด ๓ เดือน โดยไม่ไปแรมคืนในที่อื่น
ตรงกับวันแรม ๑ ค่า เดือน ๘ คือ วันถัดจากวันอาสาฬหบูชา ถ้าปีใดมีอธิกมาสก็เล่ือนเป็นวันแรม ๑ ค่า
เดอื น ๘

ประเพณีแหเ่ ทยี นพรรษา

• ประเพณีแห่เทียนพรรษาเกิดจากความจาเป็นที่ในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เม่ือพระสงฆ์มาจาพรรษารวมกันมากๆ ก็จาเป็นต้อง
ปฏิบัติสมณกิจ เช่น ทาวัตรสวดมนต์ตอนเช้ามืดและตอนพลบค่า ศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมท่ีต้องการแสงสว่าง
โดยเฉพาะเทียนทพ่ี ระสงฆจ์ ุดบูชาพระรัตนตรยั ตอ้ งสว่าง

ประเพณถี วายผา้ อาบน้าฝน

• ผา้ อาบนา้ ฝน คอื ผ้าอาบนา้ ทีถ่ วายแดพ่ ระภกิ ษสุ งฆก์ ่อนเขา้ พรรษา ผ้าอาบนา้ ฝนเทยี บไดก้ ับผา้ ขาวม้าของชาวบา้ น
การถวายผ้าอาบนา้ ฝนนเี้ ป็นประเพณที ี่มมี าต้งั แต่คร้งั สมยั พทุ ธกาล

ประวตั แิ ละการปฏบิ ตั ติ นในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา วนั ธรรมสวนะและเทศกาลสาคญั

วนั ออกพรรษา

• วันออกพรรษา ตรงกับวันข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๑๑
พุทธศาสนิกชนจะร่วมกันทาบุญ ตักบาตรและฟังเทศน์
เรียกวา่ “ทาบญุ ออกพรรษา” หรือเรยี กว่า “วันปวารณา”

ประเพณกี ารทอดกฐิน

ประเพณกี ารถวายผา้ จานาพรรษา

ประเพณกี ารทอดผา้ ปา่

ประเพณีงานเทศน์มหาชาติ

ประวัติและการปฏบิ ตั ิตนในวนั สาคัญทางพระพทุ ธศาสนา

วนั อฏั ฐมบี ูชา

วนั อฏั ฐมบี ูชา คือวนั ถวายพระเพลิงพระพทุ ธสรีระของสมเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธ
เจา้ (หลงั เสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพานได้ 8 วนั ) ถือเป็นวนั สาคญั ในพระพทุ ธศาสนาวนั
หน่ึง ตรงกบั วนั แรม 8 ค่า เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย)

ศาสนพิธี การเตรียมศาสนพิธี

• ระเบียบพิธีปฏิบัติ ขั้นตอนและพิธีการในการทาบุญงานมงคล

1. จุดเทยี นทโี่ ตะ๊ บูชา 5. พระสงฆ์เจรญิ พระพทุ ธมนตแ์ ละ
2. อาราธนาศีล สวดถวาย
3. รบั ศีล
6. เจา้ ภาพประเคนภัตตาหาร
4. อาราธนาพระปริตร
7. ถวายเคร่อื งไทยธรรม

8. กรวดน้าอุทิศส่วนกุศล

ศาสนพิธี ข้อปฏิบัติในวันทาบญุ เลีย้ งพระ

การกรวดน้า

• การกรวดนา้ เปน็ การอทุ ิศสว่ นกุศลใหแ้ ก่ผทู้ ีล่ ่วงลับไปแล้ว โดยเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทขี องผทู้ ่ยี งั มีชีวิต
อยตู่ อ่ ผ้มู พี ระคุณท่ลี ่วงลบั และเปน็ การแสดงความเมตตาแก่ผ้ลู ่วงลบั โดยผ้ทู ย่ี งั มชี วี ติ อย่อู ทุ ศิ ส่วนกศุ ลไปให้

• วิธีกรวดนา้ จะกรวดนา้ ลงบนพื้นดนิ ท่สี ะอาด หรอื กรวดนา้ ลงในภาชนะอ่ืน แล้วไปเทลงบนพน้ื ดินก็ได้

คากรวดนา้ แบบสั้น

คาอ่าน • อิท เม ญาตีน โหต,ุ สุขิตา โหนตฺ ุ ญาตโย

คาแปล • บญุ นจ้ี งสาเร็จแกญ่ าตทิ ง้ั หลายของขา้ พเจ้าเถดิ ขอญาตทิ ัง้ หลายจงเปน็ สขุ ๆ เถิด

๗หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี

การบริหารจติ

และการเจริญปญั ญา

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. สวดมนต์ แผเ่ มตตา บริหารจิตและเจริญปัญญาดว้ ยอานาปานสติหรือตามแนวทางของศาสนาท่ีตนนบั ถอื ได้
๒. เหน็ คณุ คา่ ของการพฒั นาจิตเพ่ือการเรียนรแู้ ละดาเนินชวี ติ ดว้ ยวธิ คี ิดแบบโยนิโสมนสิการ คือวธิ คี ิดแบบอรยิ สัจ และวธิ ีคิดแบบสบื สาวเหตุปจั จยั หรอื

การพฒั นาจติ ตามแนวทางของศาสนาท่ตี นนบั ถือได้

การสวดมนต์แปลและแผเ่ มตตา การสวดมนต์แปล

บทสรรเสริญคณุ พระรตั นตรัย

บทสรรเสริญพระพทุ ธคุณ (ทานองสรภัญญะ)

(นา) อติ ปิ ิ โส ภะคะวา (รับ) อะระหงั สมั มาสัมพทุ โธ วชิ ชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมะนุสสานัง พทุ โธ ภะคะวาติ

ประโยชน์ของการแผเ่ มตตา

• การแผ่เมตตาจะทาให้มีจิติใจอ่อนโยน สงบ เยือกเย็น ไม่ใจร้อน ทาให้โลกเกิดสันติสุข เมื่อเราแผ่เมตตาไปยัง
เพื่อนมนุษย์ ก็ทาให้มนุษย์และสัตว์สามารถอยู่ด้วยกันอย่างมีน้าใจที่ดีต่อกัน และปราศจากความระแวงต่อกัน
และกนั ทาให้ไม่เบียดเบียนกัน

การบรหิ ารจิต การบรหิ ารจติ ตามหลักอานาปานสติ

• วิธีฝึกสมาธิมีหลายวิธี แต่วิธีท่ีเห็นว่าเหมาะสมและสะดวกท่ีจะฝึกได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ก็คือ แบบ
อานาปานสตหิ รอื วิธกี าหนดลมหายใจ โดยมเี หตุผลทค่ี วรฝึก ดังนี้

• ไม่ต้องหาอุปกรณ์อ่ืนใดมาฝึก เพราะทุกคนมีลมหายใจ ๑ • ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย ทาได้ง่าย พอลงมือทาก็ได้รับ
คอื การหายใจเข้าการหายใจออกทุกเวลาอย่แู ลว้ ๒ ผลทนั ที ตงั้ แตต่ ้นเร่อื ยไป

• เป็นหลักฝึกจิตอย่างหน่ึงในจานวนไม่กี่อย่างท่ี ๔ • ไม่กระทบต่อสุขภาพ กายก็ไม่เหน่ือย ตาก็ไม่เม่ือย
สามารถปฏิบัติได้ต่อเนื่องต้ังแต่ต้นไปจนสาเร็จขั้น เพราะไม่ต้องเพ่งหรือเดินกลับไปกลับมาเหมือนวิธีอ่ืน
สูงสุด ไม่ต้องพะวงท่ีจะหาวิธีอื่นมาสับเปลี่ยนใน ชว่ ยให้ร่างกายพกั ผ่อนได้ดี
ระหว่างปฏบิ ตั ิ

• พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลาในการปฏิบัติวิธีน้ีเป็นส่วนใหญ่ ๕
และทรงแนะนาใหส้ าวกปฏบิ ัตมิ ากกวา่ วธิ อี นื่

การเจรญิ ปญั ญาโดยการคิดแบบโยนิโสมนสกิ าร คดิ แบบสืบสาวเหตปุ จั จยั

เหตุ เหตใุ หญ่ เหตุสาคญั

ปจั จยั เงอื่ นไขอืน่ ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง

• พระพุทธองค์สอนใหม้ องวา่ ปรากฏการณ์บางอย่างท่ีเกิดข้ึนมิใช่เกิดเพราะเหตุเพียงอย่างเดียว ดูให้ดีแล้วจะเห็น
ว่าปจั จยั หรอื เงอ่ื นไขอน่ื ๆ ก็มสี ่วนด้วย เช่น

“ถ้าถามว่าต้นไม้เจริญเติบโตเพราะอะไร ถ้าตอบว่าต้นไม้ต้นนี้เจริญเติบโตก็เพราะเมล็ด ต้นไม้ต้นนี้มาจากเมล็ด

เพราะฉะนนั้ เมล็ดจงึ เปน็ สาเหตทุ าให้มีต้นไมต้ ้นน้ี ตอบแบบนี้ก็ถูก แต่ถูกส่วนเดียว ถ้าจะให้ถูกครบถ้วนต้องตอบว่าเมล็ดเป็น
เพียงเง่ือนไขหนึ่ง แต่ยังมีปัจจัยอ่ืนอีกท่ีช่วยให้ต้นไม้ต้นน้ีเจริญงอกงามได้ เช่น ดิน ปุ๋ย น้า อุณหภูมิ การดูแลเอาใจใส่ของคน
เปน็ ต้น”

การเจริญปัญญาโดยการคดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร คิดแบบอรยิ สจั หรอื แบบแก้ปัญหา

• อริยสัจ คือ หลักคาสอนท่ีสอนให้รู้ว่าสภาพปัญหาคืออะไร สาเหตุของปัญหาอยู่ท่ีไหน อะไรบ้าง ปัญหาน้ีมีทางแก้
หรือไม่ ถ้ามีมีกี่วิธี และวิธีไหนดีท่ีสุด การแก้ปัญหาจะต้องรู้สภาพปัญหา รู้สาเหตุของปัญหา รู้ว่าปัญหาต่างๆ
นัน้ หมดไปได้ และต้องลงมอื ทาหรือแก้ปญั หานน้ั อย่างตอ่ เนื่อง เช่น

• เมือ่ คร้งั พระพุทธเจ้ายังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงคิดว่าการทรมานตนเองเป็นทางท่ีจะพ้นจากการ
เวยี นว่ายตายเกดิ ในสังสารวฏั แต่เมื่อพระองค์ทราบว่าการกระทาเช่นนั้นไม่ใช่ทางแก้ปัญหา จึงทรงใช้
ทางสายกลาง หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ในการแก้ปัญหา จนในที่สุดก็แก้ปัญหาเร่ืองการเวียนว่ายตาย
เกดิ ได้ หรอื เรียกวา่ “บรรลุนพิ พาน”

๘หน่วยการเรียนรู้ท่ี

พระพุทธศาสนากับการแก้ปญั หา

และการพัฒนา

จุดประสงค์การเรยี นรู้
• อภปิ รายความสาคญั ของพระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนับถอื กบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้

พระพุทธศาสนากับเศรษฐกจิ พอเพยี ง ลักษณะของเศรษฐกจิ พอเพียง

ลกั ษณะการพงึ่ ตนเอง • เศรษฐกิจพอเพียง คือ เศรษฐกิจที่เลี้ยงตัวเองได้หรือพึ่งตัวเองได้ โดยผลิตเพ่ือ
พอกินพอใช้ในครัวเรือนหรือในชุมชน ท่ีเหลือก็เอาออกขายหรือแลกเปล่ียนกับ
สินคา้ อยา่ งอ่นื ท่ตี นผลิตไมไ่ ด้

ลักษณะการเดนิ สายกลาง • เศรษฐกิจพอเพียงนั้นเดินสายกลาง คือ ความพอประมาณเป็นสาคัญ ความ
เปน็ อยทู่ างเศรษฐกิจเป็นส่ิงสาคัญและเป็นความจาเป็นพื้นฐาน แต่ชีวิตจะต้องมี
สมดุล มีสิ่งต่างๆ อีกหลายอย่างที่มีค่าไม่น้อยกว่าการบริโภค เช่น ความสงบสุข
ศิลปะ กีฬา

การไม่เน้นการแขง่ ขัน • เศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นการผลิตและการบริโภคทางวัตถุ แต่เศรษฐกิจ
พอเพยี งจะเน้นการแข่งขันกบั ตนเอง เพอ่ื ใหช้ ีวิตเกิดความมั่นคง ใช้ทรัพยากรท่ีมี
ให้เกิดประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย พึ่งพาตนเอง การร่วมมือกันจะช่วยให้คนในชุมชน
สามารถพง่ึ ตนเองและเดนิ สายกลางได้

พระพุทธศาสนากบั การพัฒนาทย่ี ่งั ยืน หลกั ธรรมท่ีสอดคล้องกับการพฒั นาท่ียงั่ ยืน

• การพัฒนาท่ียั่งยืนตามแนวทางของพระพุทธศาสนาเป็นการพัฒนามนุษย์ ทาให้มนุษย์รู้จักส่ิงต่างๆ และ
สามารถปฏิบัติตอ่ ส่งิ นน้ั ไดอ้ ย่างไร

ไตรสกิ ขา อิทธิบาท ๔
ทิฏฐธัมมกิ ัตถประโยชน์ ๔
อรยิ สัจ ๔

หลักธรรมท่ีสอดคลอ้ งกับการพฒั นาทยี่ ่งั ยืน

พระพุทธศาสนากบั การพัฒนาทย่ี ัง่ ยืน หลกั ธรรมที่สอดคล้องกับการพฒั นาทีย่ ง่ั ยืน
ไตรสกิ ขา

• ไตรสกิ ขา เป็นหลักในการพัฒนาชีวติ โดยพฒั นาในดา้ นศีล สมาธิ ปญั ญา ซึ่งไตรสิกขาเปน็ ข้อปฏบิ ัติ ท่คี วรศึกษา ๓ ประการ

ศลี • เป็นการพัฒนาด้านพฤติกรรมหรือวิธีการใช้ชีวิต เพ่ือพัฒนาให้คนมีวินัยในตนเอง มีระเบียบ
สมาธิ ปฏิบตั ติ นตามศีล เป็นการจัดระเบียบของชีวติ

• เป็นการพัฒนาด้านจิตใจ เพ่ือให้เรามีจิตใจที่ม่ันคง เข้มแข็ง และมีความสุข เพราะเมื่อสมาธิเกิด
ปญั ญาก็จะเกิดขนึ้ ทาใหเ้ รามีสติในการคิดพิจารณาสง่ิ ต่างๆ

ปญั ญา • เป็นการพัฒนาด้านปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่างๆ รวมทั้งการฝึกฝนหรือพัฒนาด้าน
ความรู้ ความเข้าใจ โดยมกี ารวินจิ ฉัยไตร่ตรองโดยใชเ้ หตผุ ล

พระพทุ ธศาสนากับการพัฒนาท่ยี ัง่ ยืน หลกั ธรรมท่สี อดคลอ้ งกับการพัฒนาท่ยี ั่งยนื
อรยิ สจั ๔

ความจริงท่วี า่ ดว้ ย ความจรงิ ท่วี ่าดว้ ยเหตุ
ความทุกข์ แหง่ ทกุ ข์

ทกุ ข์ สมุทยั

อริยสัจ ๔

ความจริงอันประเสริฐ
๔ ประการ

มรรค นโิ รธ

ความจรงิ ทว่ี า่ ดว้ ย ความจริงที่ว่าด้วยการ
วิถที างแหง่ การดับทุกข์ ดบั ทุกข์

พระพทุ ธศาสนากบั การพัฒนาทีย่ ัง่ ยืน หลกั ธรรมที่สอดคล้องกบั การพฒั นาที่ยัง่ ยืน

อทิ ธบิ าท ๔

• อทิ ธบิ าท ๔ เป็นหลกั ธรรมเพื่อใหเ้ กิดความสาเร็จตามที่ตนประสงค์ไว้ มี ๔ ประการ

ฉนั ทะ วิรยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สา

ความพึงพอใจ ความมีใจฝกั ใฝ่

ความพากเพยี ร ความมเี หตุผล

พระพุทธศาสนากบั การพัฒนาทีย่ ัง่ ยนื หลกั ธรรมทส่ี อดคล้องกับการพฒั นาทย่ี ั่งยนื

ทิฏฐธมั มิกตั ถประโยชน์ ๔

• ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ คือ ประโยชน์อันพึงได้รับจากการประกอบกิจการ หรือมีอาชีพที่สุจริต ถูกต้องตาม
กฎหมายและศีลธรรม การจะได้มาซึ่งประโยชน์นั้นต้องแสวงหาอย่างมีหลักการและมีแผนการ เรียกว่า ธรรมที่
เปน็ ไปเพอ่ื ใหไ้ ด้มาซง่ึ ประโยชน์ในปัจจบุ ัน มีอยู่ ๔ ประการ

อุฏฐานสมั ปทา ความขยนั หมน่ั เพียร
อารักขสัมปทา การรู้จกั รกั ษาทรพั ยแ์ ละประหยดั
กลั ยาณมติ ตตา
การคบคนดีเปน็ มติ ร
สมชีวติ า การเลย้ี งชพี ตามสมควรแก่กาลังทรัพยท์ ห่ี าได้

พทุ ธธรรมกับเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลักธรรมทีส่ อดคลอ้ งกับเศรษฐกจิ พอเพยี ง

สนั โดษ มี ๓ อย่าง

• ความสันโดษเป็นจุดเริ่มต้นให้คนเราทาประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ คนสันโดษ คือ คนที่รู้จักยับยั้งความอยาก
และแสวงหาสิ่งต่างๆ มาให้ตนเองในขอบเขตที่เหมาะสม การนึกถึงตัวเองน้อยย่อมเป็นจุดเร่ิมต้นให้นึกถึงผู้อ่ืน
ดงั นั้น คนสนั โดษจึงมักจะเอ้ือเฟือ้ เหน็ อกเหน็ ใจเพ่อื นมนุษย์ ส่วนคนทไ่ี ม่รจู้ กั พอน้ันมักนกึ ถึงตวั เองกอ่ น

ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารปุ ปสันโดษ

ความยนิ ดตี ามทไี่ ด้มาโดยชอบธรรม ความยินดีตามกาลงั ท่ีตนมีอยู่ ความยนิ ดตี ามสมควรแกภ่ าวะความ
เป็นอยขู่ องตน

๙หน่วยการเรียนรทู้ ี่

ศาสนากบั การอยู่รว่ มกันในประเทศไทย

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
• วิเคราะหค์ วามแตกตา่ งและยอมรบั วถิ กี ารดาเนนิ ชวี ติ ของศาสนกิ ชนในศาสนาอื่นๆ ได้

วถิ กี ารดาเนินชีวิตของพทุ ธศาสนิกชน

• พระพุทธเจา้ ได้ตรัสไวว้ ่า “บุคคลผู้ใฝป่ ระโยชน์ ควรศกึ ษาบุญ เพราะบุญจะเอ้ืออานวยใหเ้ กดิ ความสขุ ข้นึ ในโลก
ทาใหโ้ ลกปราศจากการเบียดเบยี น การศึกษาบุญจึงเป็นหลกั ทพ่ี ุทธศาสนกิ ชนยดึ ถอื เป็นวถิ กี ารดาเนินชวี ิต”

• การศึกษาบุญ หรือ “ปุญญสิกขา” คือ การฝึกฝน การฝึกหัด การหมั่นทาความดีให้เจริญงอกงามในจิตใจ
มี ๓ ประการ คอื ทาน ศลี และภาวนา เปน็ เรือ่ งของการปฏิบัติ เรยี กวา่ “บุญกริ ิยาวตั ถุ ๓”

• ทาน ศีล สมาธิ เป็นหลักปฏิบัติท่ีช่วยให้เอาชนะใจตัวเอง ชนะกิเลสในจิตใจ การให้ทานเป็นการเอาชนะ
ความโลภหรือโลภะ การมีศีลเป็นการเอาชนะความโกรธหรือโทสะ และการภาวนาเป็นการเอาชนะความ
หลงไม่รู้จริงหรอื โมหะ ท้งั หมดจึงถือวา่ เป็นการกระทาบุญ

วถิ ีการดาเนนิ ชีวติ ของพุทธศาสนิกชน การทาบญุ ด้วยการให้ทาน

• ทาน หมายถึง การเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่แบ่งปันกัน ความต้ังใจที่จะสละหรือบริจาค การมีเจตนาที่จะไม่เบียดเบียน
การตัง้ ใจจะบรจิ าคสงิ่ ของใหผ้ ู้อนื่ เพอ่ื ช่วยเหลอื เผ่อื แผก่ นั แบ่งเป็น ๒ ประเภท คอื

อามสิ ทาน • เป็นการให้สิ่งของ คือ ปัจจัย ๔ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
การให้ทานนี้อาจใหเ้ จาะจงตัวบคุ คลใดบคุ คลหนงึ่ หรอื ไม่เจาะจงกไ็ ด้

ธรรมทาน • เป็นการให้ความรู้ ให้คาส่ังสอนแนะนาเกี่ยวกับธรรมะ การตักเตือนให้ประพฤติดีประพฤติ
ชอบ รจู้ ักบาปบญุ คณุ โทษ การให้ธรรมถือวา่ เปน็ ทานทส่ี งู กวา่ การให้สงิ่ ของ

วิถกี ารดาเนนิ ชวี ติ ของครสิ ตศ์ าสนกิ ชน

• คริสต์ศาสนา มีหลักความเช่ือประการแรก คือ ความเชื่อในพระเป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นพระเป็นเจ้า
สงู สุด เป็นผู้สร้างสรรพสง่ิ

• คริสตศ์ าสนาเน้นความรักทง้ั ตอ่ พระเปน็ เจ้าและตอ่ เพอื่ นมนษุ ย์ทกุ คน

• คริสตศ์ าสนิกชน ดาเนินชีวิตโดยอาศัยพระคัมภีร์เป็นแนวทาง มีความเชื่อความศรัทธาในพระ
เป็นเจ้า โดยการรว่ มพธิ บี ูชามสิ ซาเพ่ือนมสั การ โมทนาคุณขอบพระคุณพระเป็นเจ้าในทุกๆ วัน
โดยเฉพาะวนั อาทิตย์

วิถกี ารดาเนินชีวติ ของคริสต์ศาสนิกชน หน้าทขี่ องครสิ ต์ศาสนกิ ชน

การรับศลี ศักดส์ิ ิทธ์ิ • พระศาสนจกั รนกิ ายโรมันคาทอลกิ กาหนดศีลศกั ดส์ิ ิทธิ์ไว้ ๗ ประการ

ศีลล้างบาป • เป็นพิธีกรรมแรกสาหรบั ผู้ทีจ่ ะเข้าถอื คริสตศ์ าสนา ชาระลา้ งบาปมลทนิ ตา่ งๆ
ศีลกาลัง • เปน็ พธิ ีเจิมหนา้ ผากด้วยน้ามันเป็นเคร่ืองหมายรปู กางเขน
ศีลมหาสนิท • เปน็ ศลี ทีส่ าคัญที่สุด เปน็ การแสดงว่าผู้รบั ศลี “ร่วมสนทิ ” เป็นหน่ึงเดียวกับพระเจา้
ศลี อภัยบาป • หรอื เรียกว่า ศีลสารภาพบาป เม่ือไดก้ ระทาบาปแลว้ สานึกผดิ และรู้สึกเสียใจ
ศลี เจมิ คนไข้ • เปน็ พิธกี ารเจิมด้วยนา้ มันแกผ่ ปู้ ว่ ยหนักหรือผู้ท่ีกาลงั จะส้ินใจ
ศลี บวช • เป็นพธิ กี รรมท่ีพระสังฆราชโปรดใหแ้ กผ่ ชู้ ายท่สี มัครมาบวช ท่ีไดผ้ า่ นการคัดเลอื กแลว้
ศีลสมรส • เป็นการประกาศว่าชายหญิงคู่หนึ่งได้ให้คาม่ันสญั ญาว่าจะใช้ชวี ติ รว่ มชวี ิตกัน

วิถกี ารดาเนนิ ชีวติ ของผ้นู บั ถือศาสนาอิสลาม

• ศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสนา แต่เป็นระบอบการดาเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นระเบียบวินัยที่
ครอบคลุมทุกอย่างของชีวิต ท้ังในด้านความคิดและความประพฤติ ซ่ึงแสดงออกด้วยการปฏิบัติท่ีเคร่งครัด
สะท้อนให้เห็นความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ท่ีมีต่อองค์อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ซ่ึงจะดาเนินชีวิตโดยยึดหลัก
ปฏบิ ตั ิ ๕ ประการ คอื

การปฏิญาณตน การละหมาด การถือศลี อด

การบรจิ าคซะกาต การเดินทาง
ไปประกอบพธิ ฮี ัจญ์

• การบริจาคซะกาตเป็นการขัดเกลาจติ ใจของผู้บริจาคให้บริสุทธิ์ ให้ลดความตระหนี่เห็นแก่ตัว ไม่ให้
ละโมบ ให้มคี วามเออื้ เฟ้ือเผอื่ แผ่ และถอื ได้วา่ การบรจิ าคซะกาตเปน็ การช่วยลดปัญหาสงั คม

วิถกี ารดาเนนิ ชีวิตของผ้นู บั ถอื ศาสนาอิสลาม การละหมาด

• การละหมาด หรือ “นมาซ” มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า “การขอพร” การละหมาด คือ การนมัสการ การแสดงความ
เคารพต่อพระเจ้าท้งั ร่างกาย และจิตใจ

ความมงุ่ หมายของการละหมาด

• ช่วยขัดเกลาจิตใจผู้ทกี่ ระทาใสสะอาดบริสทุ ธอิ์ ยู่เสมอ หลดุ พ้นจากความมัวหมอง
• ฝกึ ใหม้ ีความรบั ผิดชอบ ฝกึ ใหม้ รี ะเบยี บวนิ ยั ฝึกใหร้ ักษาความสะอาด

• เป็นการสารวมจติ ใจ ทาสมาธใิ ห้จติ สงบ เพอ่ื เข้าไปสมั ผัสกับเอกภาพของพระเจ้า
• ชว่ ยยบั ย้งั จากการประพฤตปิ ฏบิ ัติตนในสิง่ ทไี่ มด่ ี ส่ิงชวั่ รา้ ยท้งั หลาย

• ชว่ ยให้เปน็ ผู้ท่มี ีความหนักแนน่ อดทน ในยามท่ีประสบความทุกข์หรือปัญหาในชวี ติ

วถิ กี ารดาเนนิ ชวี ิตของผทู้ น่ี ับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

• ข้อปฏิบัติในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีทั้งท่ีเป็นข้อปฏิบัติเฉพาะสาหรับวรรณะและข้อปฏิบัติรวมข้อปฏิบัติที่ต้อง
ประพฤติปฏิบตั ิทส่ี าคญั คือ

ขอ้ ปฏบิ ตั สิ าหรบั วรรณะ
พธิ ีสังสการหรอื พธิ ีประจาบา้ น

การบชู าเทวะ

วถิ ีการดาเนนิ ชีวิตของผู้ทีน่ บั ถอื ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู การบชู าเทวะ

• เดิมศาสนาพราหมณ์มีเทพเจ้าผู้สร้างโลกเป็นผู้ยิ่งใหญ่องค์เดียว คือ พระพรหม ต่อมาหลังพุทธกาลเมื่อ
ศาสนาพราหมณ์ได้กลายเป็นศาสนาฮินดู ก็ได้มีลัทธิท่ีเรียกว่า “ตรีมูรติ” ซ่ึงเป็นการขยายจากเทพผู้สร้าง
องค์เดียวเปน็ ๓ องค์ คอื

พระพรหม • เปน็ เทพเจ้าผูส้ ร้างโลกและสร้างจกั รวาล

พระวษิ ณุ • เปน็ เทพเจ้าผูร้ ักษาและคมุ้ ครองโลก
หรือพระนารายณ์

พระศวิ ะ • เปน็ เทพผู้ทาลาย
• ไดท้ าลายโลกเม่อื เกิดปญั หาจากนั้นกส็ ร้างโลกขนึ้ มาใหม่

ความแตกต่างของการดาเนนิ ชวี ิตของศาสนิกชนศาสนาตา่ งๆ จุดหมายปลายทางของชวี ิต

สัญลักษณข์ องความสขุ ที่แทจ้ รงิ ของแต่ละศาสนา

ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู • การทไ่ี ดอ้ ยเู่ ปน็ อันหน่งึ อนั เดยี วกลมกลืนกับพรหม

• พระนิพพานเป็นทสี่ ุดของการประพฤตปิ ฏบิ ัตธิ รรม พระพทุ ธศาสนา

คริสตศ์ าสนา • การมีชีวติ นริ นั ดรอย่ใู นอาณาจักรของพระเจ้าบนสวรรค์

• การอย่กู บั อัลลอฮ์ในสวรรค์ ศาสนาอสิ ลาม


Click to View FlipBook Version