The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aoyjung_jung, 2022-03-23 21:51:48

หลักเกณฑ์การออกแบบสำนักพัฒนาแหล่งน้ำ

หลักเกณฑ์การออกแบบ

Keywords: สำนักพัฒนาแหล่งน้ำ,หลักเกณฑ์การออกแบบ

กรมทรพั ยากรนา้ํ

กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม

จดั ทาํ โดย คณะวิศวกรรมศาสตร์
กลุ่มการวิจยั และพฒั นาแหล่งนา้ํ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนา้ํ

คาํ นาํ

การจัดทําคู่มือ “การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้ืนฟูแหล่งนํ้า” ฉบับนี้ กรม
ทรัพยากรน้ําได้ร่วมมือกับกลุ่มการวิจัยและพัฒนาแหล่งนํ้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรนํ้า คณะ
วศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ จัดทาํ ข้ึน โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือพัฒนาประสทิ ธิภาพขององค์กร
และบคุ ลากรของกรมทรพั ยากรน้ําในด้านการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษ์ฟืน้ ฟแู หล่งน้ํา และมี
เอกสารค่มู อื ดา้ นการออกแบบสาํ หรับการปฏิบตั งิ านของเจ้าหนา้ ท่ี ในการจดั หาแหลง่ นํา้ ใหม่และการอนุรักษ์
ฟื้นฟูแหล่งนํ้าเดิมท่ีมีอยู่ให้คงความอุดมสมบูรณ์ ตามความต้องการแหล่งน้ําสําหรับการประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม เพอ่ื เพิม่ ผลผลติ และเป็นแหล่งอาหารของมนุษยท์ ี่เพ่มิ ขึ้น เพอ่ื ใชเ้ ป็นฐานของการดํารงชวี ิตทดี่ ี

กรมทรพั ยากรนํ้าหวงั ว่าผู้ท่เี ก่ียวขอ้ งกับงานพัฒนาและอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ํา สามารถนําแนวทางใน
หนงั สือเล่มนไี้ ปใช้ในการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้ืนฟูแหล่งนํ้า ท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ใน
การยกระดบั การดํารงชวี ติ ของประชาชนใหด้ ีข้นึ ตลอดจนทาํ ใหก้ ารพัฒนา อนุรกั ษฟ์ น้ื ฟูแหล่งนํ้าดํารงอยู่คู่กับ
การดํารงชีพของมนษุ ยใ์ นสงั คมอย่างยั่งยนื ต่อไป

กรมทรัพยากรนาํ้
ธันวาคม 2557

คูม่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ กั ษฟ์ ้นื ฟูแหลง่ น้ํา สารบญั
กรมทรัพยากรนํา้
หนา้
1-1
1-2
1. การวางโครงการ 1-6
1.1 ประเภทของแหลง่ นํา้ ธรรมชาติ 1-7
1.2 ประเภทของโครงการพฒั นา อนุรกั ษ์ ฟน้ื ฟูแหลง่ น้าํ 1-7
1.3 ขนั้ ตอนดําเนนิ งานโครงการพฒั นา อนรุ กั ษ์ ฟนื้ ฟูแหลง่ น้ํา 1-10
1.4 แนวคิดการพัฒนา 1-17
1.5 การวางโครงการ 1-19
1.6 การศึกษาและกําหนดลักษณะโครงการ 1-21
1.7 การพจิ ารณาความเหมาะสมเบื้องตน้ ของโครงการ 1-23
1.8 เกณฑ์การพจิ ารณาที่ตงั้ ขององค์ประกอบโครงการ
1.9 เกณฑ์การจัดลําดบั โครงการ 2-1
1.10 ตวั อย่างรายงานการตรวจสอบความเหมาะสมโครงการเบ้อื งตน้ 2-2
2-28
2. การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
2.1 การสาํ รวจพน้ื ท่ีโครงการเบอื้ งตน้ 3-1
2.2 การสาํ รวจภมู ปิ ระเทศ 3-16
2.3 การสํารวจทางด้านธรณเี ทคนิค 3-27
3-57
3. การออกแบบรายละเอียด 3-65
3.1 การออกแบบทางดา้ นอทุ กวิทยา 3-70
3.2 การออกแบบโครงสรา้ งท่วั ไป 3-71
3.3 การออกแบบฝายนํ้าลน้ (Weir) 3-87
3.4 การออกแบบประตรู ะบายนํา้ (Regulator) 3-106
3.5 การออกแบบอาคารระบายนํา้ ลน้ (Spillway) 3-115
3.6 การออกแบบบานระบาย(Gate) 3-117
3.7 การออกแบบระบบกระจายน้ํา 3-119
3.8 การออกแบบอาคารบังคบั นํ้า 3-123
3.9 การออกแบบทางดา้ นธรณเี ทคนคิ 3-127
3.10 การออกแบบอาคารประกอบ
3.11 การออกแบบคันดิน
3.12 การออกแบบเขื่อนปอ้ งกนั ตล่ิง
3.13 การออกแบบภมู ทิ ศั น์และส่งิ แวดลอ้ ม
3.14 การออกแบบฟ้นื ฟลู ํานา้ํ ธรรมชาติ

กลมุ่ การวิจยั และพฒั นาแหลง่ นํ้า ภาควชิ าวศิ วกรรมทรัพยากรนาํ้ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คูม่ ือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟน้ื ฟูแหล่งนํา้ สารบญั
กรมทรัพยากรน้าํ



4. การเขยี นแบบรายละเอียด 4-1
4.1 ประเภทโครงการพฒั นาแหลง่ น้าํ 4-10
4.2 ประเภทโครงการอนรุ ักษฟ์ น้ื ฟแู หล่งนาํ้ 4-15
4.3 ประเภทโครงการซอ่ ม ปรับปรงุ แหลง่ นํ้า 4-16
4.4 ตัวอยา่ งการเขียนรายละเอียดลกั ษณะโครงการ 4-21
4.5 แบบประกอบ 4-21
4.6 หมายเหตใุ นแบบ
5-1
5. การประมาณราคาโครงการ 5-9
5.1 ชนิดของเครื่องจกั รกลก่อสรา้ งงานดิน 5-11
5.2 การจดั เครือ่ งจักรกลกอ่ สรา้ งงานดิน 5-11
5.3 การประมาณปริมาณวสั ดแุ ละราคาค่ากอ่ สร้าง 5-13
5.4 องค์ประกอบของค่าก่อสรา้ งของโครงการ 5-13
5.5 การคํานวณค่างานตน้ ทุนตอ่ หน่วย 5-13
5.6 การคํานวณคา่ งานกอ่ สรา้ ง 5-14
5.7 การจดั ทาํ บญั ชีวัสดกุ อ่ สร้าง (Bill of Quantities) 5-15
5.8 การคาํ นวณระยะเวลาการกอ่ สร้าง
5.9 แนวทางการแบง่ งวดงาน

ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ข้อมลู อุต-ุ อุทกวทิ ยาและการหาปริมาณน้ําทา่ และปริมาณนํ้านองสูงสดุ ของ 25 ลุ่มน้ํา
ภาคผนวก ข กราฟความเข้มนา้ํ ฝน-ช่วงเวลา-รอบปกี ารเกิดซ้าํ (Rainfall Intensity – Duration –

Frequency Curve)
ภาคผนวก ค ความตอ้ งการน้ํา
บรรณานุกรม

กลมุ่ การวจิ ยั และพัฒนาแหลง่ น้าํ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนา้ํ 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

ส่วนที่ 1
การวางโครงการ

คมู่ อื การสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษ์ฟ้นื ฟแู หลง่ นํ้า การวางโครงการ
กรมทรัพยากรนา้ํ



1. การวางโครงการ

แหล่งนาํ้ ธรรมชาติท่ีประสิทธิภาพการใชป้ ระโยชน์ลดลง เนือ่ งจากมดี นิ มาตกตะกอนทบั ถม เกิดการต้ืนเขิน
ทําให้เกิดความเสียหายตอ่ ระบบนิเวศ พ้ืนทีเ่ กษตรกรรมและพืน้ ทีอ่ ยูอ่ าศยั ตอ้ งดาํ เนินการฟื้นฟูและพัฒนาให้
กลบั ไปอย่ใู นสภาพเดมิ รวมท้งั บรู ณาการความตอ้ งการของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินร่วมเข้า
ไปดว้ ย ทําใหเ้ กดิ การใช้ทรัพยากรแหลง่ นํา้ อยา่ งรอบคอบและครอบคลุมในหลายมิติ ผมู้ สี ว่ นได้ส่วนเสียเข้ามา
มสี ว่ นรว่ มต้ังแต่เร่ิมพิจารณาความเหมาะสมของโครงการขั้นต้น หากโครงการที่พิจารณามีความเหมาะสมก็
สามารถดาํ เนนิ การในขน้ั ตอนดาํ เนนิ งานโครงการพัฒนา อนรุ กั ษ์ ฟืน้ ฟูแหลง่ นํ้าตอ่ ไปได้

1.1 ประเภทของแหล่งน้ําธรรมชาติ

แหล่งน้ําธรรมชาติในระดับท้องถิ่นที่อยู่ในกระบวนงาน “การอนุรักษ์ ฟ้ืนฟูและพัฒนาแหล่งน้ํา”
ประกอบด้วย

1) ลําธาร เป็นทางนา้ํ ไหลหลากบริเวณต้นนา้ํ ทเ่ี ปน็ พื้นทีล่ าดสงู เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ
2) หว้ ย เปน็ ทางนํา้ หรือลําน้ําทเ่ี กิดขึน้ เองตามธรรมชาติ เปน็ ทางนํ้าไหลหลากบริเวณพื้นที่ราบหรือ

พืน้ ทลี่ ่มุ
3) บงึ เป็นแหลง่ น้าํ ขนาดกลางหรือใหญท่ ่มี ีน้าํ ท่วมขงั ตลอดปี มีความลึกพอประมาณลักษณะชายฝ่ัง

เปน็ ท่ีราบมพี รรณไมพ้ ุ่มหรอื ต้นไม้ขนึ้ อยู่รอบๆ
4) กุด เป็นแหลง่ นํา้ ทเ่ี กิดจากซากของทางน้าํ เกา่ ทปี่ ัจจุบนั สายน้ําเปลี่ยนทางเดินไป มีลักษณะเป็น

แนวรอ่ งนํา้ ยาวและจะกดุ กนุ้ ทีป่ ลายสุดท้ังสองขา้ ง
5) หนองนาํ้ เปน็ แหลง่ น้าํ ตนื้ ๆ ขนาดเล็กท่ีมีความลาดชันน้อยไม่มีเขตน้ําลึก ส่วนใหญ่เป็นท่ีลุ่มนํ้า

ท่วม ในฤดฝู นพืน้ ทจ่ี ะกลายเป็นพ้ืนนาํ้ กวา้ งใหญ่ แตใ่ นฤดแู ล้งปรมิ าณน้ําอาจลดลงมาก จนตนื้ เขิน
ไปท้งั หมด บริเวณรอบๆหนองน้ําจะมพี ืชล้มลุกขนึ้ อยู่

1.2 ประเภทของโครงการพฒั นาแหล่งนา้ํ

ประเภทของแหล่งนํา้ ทีพ่ ฒั นาแล้วในอดีตและได้ใชป้ ระโยชน์มาอย่างตอ่ เนื่องจนถงึ ปัจจุบนั
ประกอบดว้ ยประเภทใหญๆ่ ดงั น้ี

1) ประเภทเกบ็ กักนาํ้ ไดแ้ ก่
◊ อ่างเก็บนา้ํ เป็นโครงสร้างทางชลศาสตรท์ สี่ รา้ งปิดกนั ลาํ น้ําธรรมชาติระหว่างหบุ เขาหรอื เนินสูง

เพ่ือเก็บกกั นํ้าทีไ่ หลมามากในชว่ งฤดูฝนไว้ทางด้านเหนือเข่ือน น้ําส่วนเกินความจุที่อ่างฯจะเก็บกักไว้ได้ก็จะ
ระบายผ่านอาคารระบายนํ้าล้นลงสู่ลําน้ําเดิมด้านท้ายน้ํา ปริมาณนํ้าท่ีเก็บกักไว้นี้สามารถนําออกมาใช้ทาง
อาคารท่ีตัวเขอ่ื นได้ตลอดเวลาทตี่ ้องการในหลากหลายจุดประสงค์ โดยอาจจะระบายน้ําผ่านอาคารระบายน้ํา
ลงสลู่ าํ นํา้ เดมิ (River Outlet)ให้น้าํ ไหลไปตามลําน้ําให้กบั เขื่อนทดน้าํ ท่สี ร้างอยดู่ ้านล่างหรอื อาจสง่ เขา้ คลองส่ง
นาํ้ จากหนา้ เข่อื นก็ได้

กลุม่ การวิจัยและพฒั นาแหล่งนํา้ ภาควชิ าวศิ วกรรมทรัพยากรนํ้า 1-1 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คู่มือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟ้นื ฟแู หล่งน้าํ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนา้ํ



อา่ งเกบ็ นาํ้
◊ ขุดลอกหนอง บึงธรรมชาติ เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการรองรับน้ําเช่น การเก็บกักน้ํา การ
ระบายนาํ้ เปน็ ต้น ปรับปรงุ ระบบการหมุนเวยี นของนาํ้ เพือ่ รกั ษาคุณภาพน้ําและระบบนเิ วศ หรอื ขุดลอกให้มี

การเช่ือมต่อของนํ้า รวมทั้งก่อสร้างอาคารควบคุมน้ํา เช่น อาคารรับน้ําเข้า อาคารระบายนํ้าในตําแหน่งที่
เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและแหลง่ น้าํ เปน็ ต้น

การขดุ ลอกหนองนํ้า
2) ประเภททดนํา้ /ผันนาํ้ ไดแ้ ก่

◊ เขื่อนทดนํ้า เป็นอาคารทดน้ํา/ผันนํ้าประเภทหนึ่ง ซ่ึงสร้างขวางลําน้ําท้ายอ่างเก็บน้ํา ใช้

สาํ หรบั ทดนาํ้ /ผนั น้ําท่รี ะบายมาจากอา่ งเกบ็ น้ําตามลํานํ้าเดิมให้มีระดับสูง จนสามารถส่งเข้าคลองน้ําได้ด้วย
แรงโน้มถว่ งของโลกตามปริมาณท่ีตอ้ งการในฤดูกาลเพาะปลูก โครงการเขื่อนทดน้ํามีขนาดใหญ่กว่าโครงการ
ฝายน้าํ ล้น มปี ระตสู าํ หรบั ระบายนาํ้ สว่ นเกนิ ลงไปทางดา้ นทา้ ยนา้ํ ตามปรมิ าณทีก่ ําหนด

เขอื่ นทดนํา้ คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

กลมุ่ การวิจยั และพฒั นาแหลง่ นา้ํ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนํา้ 1-2

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนุรักษฟ์ ้ืนฟูแหลง่ นํ้า การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรน้าํ



◊ ฝายนาํ้ ล้น เป็นอาคารทดนํ้า/ผันน้ําประเภทหน่ึง สร้างข้ึนทางต้นนํ้าของลําน้ําธรรมชาติ ทํา
หนา้ ทท่ี ดน้าํ /ผันนํ้าทไ่ี หลมาตามลาํ น้ําใหม้ รี ะดบั สงู จนสามารถไหลเขา้ คลองสง่ นาํ้ ได้ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก
ตามปริมาณที่ต้องการในฤดูการเพาะปลูก ส่วนน้ําท่ีเหลือจะไหลล้นข้ามสันฝายไป ฝายส่วนใหญ่จะมีขนาด

ความสูงไมม่ ากนัก มีรปู รา่ งคล้ายสเ่ี หลย่ี มคางหมู

ฝายนํ้าลน้

◊ ประตรู ะบายนาํ้ เปน็ อาคารทดนาํ้ /ผนั น้าํ ประเภทหนึ่ง ซึง่ สรา้ งขวางลาํ นา้ํ สําหรับทดนํา้ /ผันนํ้า
ทีไ่ หลมาตามลาํ นาํ้ ให้มีระดบั สงู จนสามารถส่งเขา้ คลองส่งนํา้ ไดด้ ว้ ยแรงโน้มถว่ งของโลกตามปริมาณทีต่ ้องการ
ในฤดกู าลเพาะปลูก เช่นเดียวกับฝาย แต่ประตูระบายนํ้าจะระบายน้ําผ่านเข่ือนไปได้ตามปริมาณที่กําหนด

โดยไมย่ อมใหน้ าํ้ ไหลล้นขา้ ม

ประตรู ะบายนา้ํ

3) ประเภทระบายนํ้า ไดแ้ ก่
◊ ปรบั ปรุงลําน้าํ หรือทางน้าํ ธรรมชาติ เพ่ือเพิ่มประสิทธภิ าพการรองรับนํา้ ท้ังการระบายน้ําและ

เกบ็ กกั นํ้า โดยการขุดลอกบรเิ วณทเ่ี ป็นคอขวดระบายน้าํ ไม่สะดวก ใช้พ้ืนที่ชายตล่ิงเป็นพ้ืนที่รองรับนํ้าหลาก

รวมทงั้ กอ่ สรา้ งอาคารควบคุมนํ้า เช่น ประตูนาํ้ ฝายน้ําล้น ในตําแหน่งที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ เป็น
ตน้ มมี าตรการเสรมิ ความมั่นคงของลาดตลิ่งและปอ้ งกนั การกัดเซาะของกระแสนา้ํ

กลมุ่ การวจิ ยั และพฒั นาแหล่งนํ้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรนา้ํ 1-3 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คู่มอื การสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษฟ์ ืน้ ฟูแหลง่ น้ํา การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้าํ



การขดุ ลอก
4) ประเภทระบบกระจายนาํ้ ไดแ้ ก่

◊ คลองส่งน้าํ เปน็ ทางน้าํ สาํ หรบั นํานา้ํ จากแหลง่ เก็บกกั นา้ํ /ทดนํา้ ไปยังพ้ืนที่เพาะปลูก/พ้ืนที่รับ
ประโยชน์ คลองสง่ นา้ํ แตล่ ะสายจะมขี นาดใหญห่ รือเล็ก ยาวหรือส้ัน ยอ่ มขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่เพาะปลูก/
กิจกรรมการใช้น้ําที่คลองสายน้ัน ๆ ควบคุมอยู่ และจํานวนคลองส่งน้ําท้ังหมดจะขึ้นอยู่กับขนาดของพ้ืนท่ี

เพาะปลูกในเขตโครงการนัน้ ดว้ ย
ในกรณีทีจ่ ะส่งน้าํ ผา่ นอา่ งเกบ็ น้ําเขา้ คลองส่งนา้ํ โดยตรง คลองส่งน้ําสายใหญ่จะสร้างต่อจากปลาย

ทอ่ ปากคลองส่งน้าํ ทา้ ยเขอ่ื นเกบ็ กักนํ้า สาํ หรบั โครงการเขอื่ นทดนํา้ จะสรา้ งคลองสง่ นาํ้ สายใหญต่ อ่ จากบรเิ วณ

ทา้ ยประตูหรือท่อปากคลองส่งนํา้ ซง่ึ สร้างอยูห่ นา้ เขื่อนทดนาํ้ ออกไป

คลองส่งนาํ้

◊ ท่อสง่ น้ํา ใช้เม่ือระดับพื้นดินตามแนวส่งน้ําไมส่ มํา่ เสมอระดับสูงต่าํ แตกต่างกนั จนไม่สามารถจะ
ขุดคลองส่งนํ้าได้ การออกแบบต้องยึดระดับผิวน้ําเก็บกักที่แหล่งน้ํา เช่น ประตูน้ําและฝายน้ําล้น เป็นต้น
พลงั งานความสูงของนาํ้ ในท่อจะสญู เสียไปตามแนวท่อเป็นสดั ส่วนโดยตรงกับความยาวของท่อ การสูญเสียนี้

จะมคี ่านอ้ ยเมือ่ เลอื กใชท้ ่อขนาดใหญข่ ้นึ ทอ่ี ัตราการไหลคงท่ี นํ้าจะไหลไปในทอ่ ตามธรรมชาตไิ ด้ เม่ือระดับท่อ
อย่ตู า่ํ กวา่ ระดับนํ้าในแหล่งเก็บนํ้าและตํ่ากว่า Hydraulic Grade Line จุดที่จะนําน้ําจากท่อออกไปใช้ต้องมี
ระดับสูงกว่าพนื้ ที่เพาะปลูก การออกแบบทอ่ สง่ นา้ํ ให้เหมาะสม ต้องทดลองเลือกชนิดท่อและท่อขนาดต่างๆ

ทําการเปรียบเทียบคา่ ลงทนุ กบั ผลประโยชนท์ ไ่ี ด้รบั แล้วเลอื กใช้ชนดิ ท่อและขนาดที่ไดค้ า่ B/C ratio สงู ทส่ี ุด

กลุ่มการวิจัยและพฒั นาแหล่งนา้ํ ภาควชิ าวศิ วกรรมทรัพยากรนา้ํ 1-4 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คมู่ ือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษฟ์ ื้นฟูแหลง่ นํ้า การวางโครงการ
กรมทรัพยากรนาํ้



ท่อสง่ นาํ้

◊ ทอ่ รบั น้ําเข้าแปลงเพาะปลกู เปน็ อาคารซึ่งสรา้ งท่ีคลองส่งนํ้า ทําหน้าท่ีจ่ายและควบคุมน้ําท่ี
จะส่งออกจากคลองส่งนํ้าไปใหพ้ นื้ ทเ่ี พาะปลกู ตลอดแนวคลองส่งน้าํ จะมที ่อส่งน้ําให้พื้นที่เพาะปลูกที่สร้างไว้
เป็นระยะๆ ตามตําแหน่งซ่ึงสามารถส่งน้ําออกไปได้สะดวกและทั่วถึง ท่อส่งน้ําแต่ละแห่งจะสามารถส่งนํ้า

ให้กับพื้นท่ีเพาะปลูกได้จํานวนหนึ่ง ซึ่งพ้ืนท่ีเพาะปลูกท่ีท่อส่งนํ้าทุกแห่งส่งไปให้ได้จะเป็นพ้ืนท่ีเพาะปลูก
ท้ังหมดทคี่ ลองส่งน้ําน้ันๆควบคุมอยู่

ทอ่ รับนา้ํ เขา้ พ้ืนทเ่ี พาะปลกู

◊ ระบบสูบน้ํา เพ่ือการเกษตรกรรมของพื้นท่ีที่ไม่สามารถส่งนํ้าได้ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก
เนือ่ งจากมีขอ้ จ้ากดั ดา้ นลักษณะภมู ปิ ระเทศคอื โครงการสูบนํา้ ด้วยไฟฟา้ หรือระบบสูบนํ้าเพื่อการประปาจะ
ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ําและท่อสง่ นํ้าดว้ ยแรงดัน อาคารโรงสบู นาํ้ อาจเป็นคอนกรีตเสรมิ เหล็กหรือแพสูบน้าํ

สถานีสบู น้ํา คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

กลุ่มการวิจยั และพัฒนาแหล่งน้ํา ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรนาํ้ 1-5

คู่มือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ กั ษ์ฟ้นื ฟูแหล่งน้าํ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้ํา



1.3 ขนั้ ตอนดําเนินงานโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้ืนฟูแหลง่ นํ้า

กลุม่ การวิจัยและพฒั นาแหล่งนา้ํ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรน้ํา 1-6 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ กั ษ์ฟน้ื ฟูแหลง่ นํา้ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้าํ



1.4 แนวคิดการพัฒนา

แนวคิดการพฒั นาโครงการพฒั นาและอนุรักษ์ฟ้ืนฟูแหล่งน้ํา เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์
จากแหล่งน้าํ ด้วยมาตรการท่พี ิจารณามิติต่างๆ อยา่ งรอบดา้ นและเป็นขน้ั เปน็ ตอน ประกอบดว้ ย

1) แนวทางและหลกั เกณฑ์สําหรับการอนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟูและพฒั นาแหลง่ น้าํ โดยกําหนดขั้นตอนในการ
ริเร่ิมและศึกษาโครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอ้ มในแหล่งนา้ํ เพือ่ นาํ ไปสู่การวางแผนดาํ เนนิ โครงการ

2) การกาํ หนดมาตรการสําหรับแกไ้ ขปัญหาเป็นไปตามสภาพปัญหาของแหล่งนํ้า ท่ีอาจมีลักษณะ
แตกต่างกันจากปจั จัยต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ขน้ึ ในแตล่ ะพ้นื ท่ี แตก่ ารกําหนดกรอบมาตรการหลักสําหรบั แก้ปญั หาแตล่ ะ
เรอ่ื งควรใชร้ ูปแบบทเ่ี ปน็ มาตรฐานเดยี วกัน ดังนั้นหลักเกณฑแ์ ละกรอบแนวทางฯ น้ี จึงกําหนดมาตรการไว้ 2
ดา้ น คอื

● มาตรการการใช้สงิ่ กอ่ สร้าง เป็นมาตรการท่ีจะต้องอาศยั การออกแบบและกอ่ สรา้ งอาคาร
ส่งิ กอ่ สรา้ งทางวิศวกรรมเพ่ือการควบคุม ป้องกันและฟื้นฟูสภาพทางกายภาพของแหล่งน้ํา ทั้งน้ีสิ่งก่อสร้าง
จะต้องเนน้ ความสอดคลอ้ งกบั ระบบนเิ วศ การดาํ เนินโครงการพัฒนาแหลง่ นา้ํ ประเภทหนองนา้ํ และบงึ หากเข้า
ข่ายประเภท ขนาดโครงการที่ต้องดําเนินการจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตาม
พระราชบญั ญัตสิ ่งเสรมิ และรักษาคณุ ภาพส่งิ แวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และกฎหมายหรอื มติคณะรฐั มนตรที ่ี
เก่ยี วข้อง ผู้รับผิดชอบหรอื เจ้าของโครงการจะต้องดําเนนิ การตามที่กฎหมาย ระเบียบกําหนดไว้

● มาตรการไม่ใชส้ งิ่ กอ่ สร้าง เปน็ การกําหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบและการบังคบั ใช้กฎหมาย การ
สร้างมาตรการทางสงั คม ตลอดจนการสรา้ งความรู้ความเขา้ ใจถงึ การบริหารจัดการแหลง่ นํ้าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียในบรเิ วณพืน้ ทแ่ี หล่งน้าํ และสรา้ งเครอื ขา่ ยในการดูแลรกั ษาแหล่งน้าํ อย่างเป็นรปู ธรรม

3) เป้าหมาย/ผลประโยชน์ การพฒั นาโครงการมเี ป้าหมายดงั นี้
◊ ไดร้ ะบบนเิ วศทดี่ แี ละยง่ั ยนื เปน็ แหลง่ อาหาร
◊ เพมิ่ การเกบ็ กกั นา้ํ สําหรบั ใชป้ ระโยชนเ์ พอ่ื การอุปโภค-บริโภค การเกษตรกรรมและอ่ืนๆ
◊ สงวนรกั ษาระดบั นา้ํ และปรมิ าณน้ําในช่วงฤดูแลง้ ไม่ให้ลดตาํ่ จนสง่ ผลกระทบต่อระบบนเิ วศของ

สัตวแ์ ละพชื พรรณนํา้
◊ แกไ้ ขความเสื่อมโทรม ตื้นเขินและปอ้ งกนั การบุกรกุ แหล่งนาํ้
◊ ใช้เป็นพื้นทแ่ี กม้ ลงิ บรรเทาอุทกภยั
◊ เป็นแหลง่ ท่องเทยี่ วและนนั ทนาการ

1.5 การวางโครงการ

การพิจารณาโครงการของโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟ้นื ฟแู หลง่ นํา้ ตอ้ งทาํ การตรวจสอบสภาพปญั หา
สภาพพื้นที่และการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ จากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และจัดทํา
รายงานการพิจารณาโครงการเบ้ืองต้น โดยไปสํารวจพ้นื ท่เี ป้าหมายและประสานงานกบั องคก์ รปกครองส่วน
ทอ้ งถน่ิ /ประชาชนผู้ร้องขอโครงการเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลจากภาคสนามเพิ่มเติมแล้ว
นํามาจัดทาํ เป็นรายงาน โดยมีข้ันตอนการดาํ เนินงานในสํานักงานและในสนามดังน้ี

กล่มุ การวิจยั และพัฒนาแหลง่ นา้ํ ภาควชิ าวิศวกรรมทรัพยากรนํา้ 1-7 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

คู่มือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟนื้ ฟแู หล่งน้าํ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรนาํ้



งานในสาํ นกั งาน
1) ทาํ ความเข้าใจวตั ถุประสงค์และประเด็นต่างๆ ในหนังสือร้องขอโครงการ
2) เมอ่ื ทราบจดุ ทีต่ งั้ ของพืน้ ท่เี ปา้ หมายทข่ี อให้ดําเนนิ การแล้ว ควรตรวจสอบและเก็บข้อมูลจากสถิติ

และข้อมลู ทีห่ นว่ ยงานตา่ งๆ รวบรวมไว้ โดยดาํ เนินการตามลําดับดังน้ี
●ตรวจสอบข้อมูลแหล่งน้ําธรรมชาติและแหล่งนํ้าที่พัฒนาแล้วในบริเวณพื้นที่เป้าหมาย ซึ่ง

สามารถหาได้จากบัญชีข้อมูลและแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหารหรือจาก Google

Map เพื่อพิจารณาในเบื้องต้นว่ามีวิธีการใดบ้างที่จะพัฒนา อนุรักษ์ ฟื้นฟูแหล่งน้ําที่มีอยู่มาช่วยแก้ไข
ปัญหาในพื้นที่เป้าหมาย

●รวบรวมข้อมลู ท่จี ําเปน็ ทต่ี อ้ งใช้ในการศึกษาโครงการ เชน่ ข้อมลู ดา้ นอตุ ุนิยมวทิ ยา ข้อมลู ดา้ นอุทก

วทิ ยาและข้อมลู ด้านการใช้นา้ํ เปน็ ตน้
. งานในสนาม

1) การเตรียมงานเบื้องตน้ ก่อนออกสนาม ประกอบด้วย

●พิจารณาสภาพภูมิประเทศโดยรวมของพื้นท่ีเป้าหมายและเส้นทางคมนาคมที่จะเข้าสู่พ้ืนที่
ดังกล่าว จากแผนทีม่ าตราสว่ น 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร Digital Elevation Model(DEM)จากกรม
พัฒนาท่ีดินหรอื จาก Google Map

●ตรวจสอบข้อมลู ที่รวบรวมไดแ้ ละข้อมูลท่ตี ้องรวบรวมเพม่ิ เติมในสนาม ซง่ึ สามารถช่วยให้ดําเนินการได้
ง่าย โดยจดั ให้มแี บบฟอรม์ เพอ่ื ตรวจสอบ และอาจใชเ้ ป็นแบบฟอรม์ เกบ็ ข้อมูลในสนามดว้ ย

●อปุ กรณ์ท่ีต้องใชใ้ นสนามประกอบด้วย แผนท่มี าตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนท่ีทหาร ระวาง

ทแี่ สดงพืน้ ท่ีเปา้ หมาย Digital Elevation Model(DEM)จากกรมพัฒนาท่ีดินหรอื จาก Google Map เข็ม
ทิศ เครื่องตรวจสอบพิกดั (G.P.S) เคร่อื งวดั ระยะทางหรอื เทปผ้าวดั ระยะทาง กล้องถ่ายรูปและแบบฟอร์ม
บันทึกขอ้ มลู

2) การตรวจสอบสภาพพ้นื ท่ีในสนาม โดยทาํ การตรวจสอบสภาพภูมปิ ระเทศจริงเทยี บเคียงกับแผนท่ี
มาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร Digital Elevation Model(DEM)จากกรมพัฒนาที่ดินหรือ
จาก Google Map ท่เี ปน็ แผนทหี่ ลักใช้ประกอบการพจิ ารณาโครงการและเก็บข้อมูลเพ่ิมเติมในพ้ืนที่ท่ีร้อง

ขอให้ดําเนนิ การกอ่ สรา้ งโครงการ และพบประชาชนในพ้ืนท่ีเป้าหมายเพื่อขอทราบข้อมูลด้านต่าง ๆ เช่น
สภาพน้ําทา่ ของแหล่งน้ําที่จะพัฒนาเพ่ือประกอบการประเมินปริมาณน้ําไหลผ่านหัวงาน สภาพเศรษฐกิจ
สังคม และวฒั นธรรมทอ้ งถิ่น ตลอดจนการประกอบอาชีพเพ่ือประกอบการพิจารณากําหนดประเภทและ

รปู แบบโครงการ และสภาพดนิ ทางปฐพวี ิทยาและธรณีวิทยา เพื่อเป็นข้อมลู เบ้อื งต้น ประกอบการพิจารณา
ออกแบบ เป็นต้น ใหด้ าํ เนนิ การดังน้ี

●ไปพบผรู้ ้องขอและผนู้ ําชุมชน เช่น กํานัน ผใู้ หญ่บา้ น คณะกรรมการหมู่บ้าน หรือสมาชิก อบต.

เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและรับทราบวัตถุประสงค์ที่ขอโครงการ สอบถามข้อมูลด้านต่าง ๆ และร่วม
ตรวจสอบสภาพพนื้ ทเ่ี ปา้ หมาย โดยควรระบชุ ือ่ ผ้นู ําชมุ ชนทใ่ี หข้ ้อมูลและรว่ มตรวจสอบสภาพพื้นทไ่ี วด้ ว้ ย เพื่อ
สะดวกต่อการทํางานของทีมงานทีด่ ําเนินการในขน้ั ตอนตอ่ ๆ ไป เช่น ทมี งานสาํ รวจ เปน็ ตน้

●ตรวจสอบสภาพแหล่งน้าํ และสภาพพื้นท่ีโดยรวม สอบถามสภาพนํ้าท่าของแหล่งนํ้า สภาพดิน
ของแหลง่ น้ําและบริเวณใกล้เคยี งจากประชาชนในพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการกําหนดจุดท่ีต้ังโครงการ
และประเภทของโครงการ

กลุม่ การวิจยั และพฒั นาแหล่งนํ้า ภาควชิ าวิศวกรรมทรัพยากรน้ํา 1-8 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

ค่มู ือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษฟ์ ้ืนฟูแหล่งนํา้ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้าํ



●ตรวจสอบสภาพความเป็นอย่ขู องประชาชนในชุมชนเขตพ้นื ท่ีโครงการ เช่น การประกอบอาชีพ การ
ดําเนินชีวิต สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนศักยภาพของตนเอง เพ่ือเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการเลือก
ประเภทโครงการและรูปแบบของโครงการ

●สอบถามประชาชนเกย่ี วกับความเหน็ ในการดําเนินโครงการและกิจกรรมที่จะพัฒนาในพ้ืนท่ีทํา
กินของตนเอง ภายหลงั มีการก่อสร้างโครงการ เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินปริมาณความต้องการนํ้าจาก
โครงการ และกาํ หนดรปู แบบและขนาดท่เี หมาะสมของโครงการ ตลอดจนผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก
โครงการ

●ตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณะ/สอบถามประชาชนเจ้าของท่ีดินท่ีจะใช้ก่อสร้างโครงการ เพื่อ
รับทราบปัญหาเกี่ยวกับทดี่ นิ ทจี่ ะใช้ก่อสร้างโครงการเป็นขอ้ มูลใหห้ น่วยงานที่เก่ียวข้องกับการดําเนินการใน
ขน้ั ตอนต่อไป

●ตรวจสอบสภาพพ้ืนท่วี า่ อยใู่ นเขตปา่ เพอ่ื การอนรุ กั ษ์หรือไม่
การใชแ้ ผนทม่ี าตราสว่ น 1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร
ในเบ้ืองต้นผู้ออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้ืนฟูแหล่งนํ้า สามารถใช้แผนที่มาตราส่วน
1:50,000 ของกรมแผนที่ทหาร ร่วมกับ Digital Elevation Model(DEM)จากกรมพัฒนาที่ดินหรือ
Google Map เพ่อื ดูความสูงตํ่าของภูมิประเทศด้วยเส้นช้ันความสูง แนวลํานํ้า ทิศทางการไหลและสภาพ
โดยทวั่ ไปของพ้ืนทีโ่ ครงการ ใช้แผนท่ปี ระกอบการพิจารณาวางโครงการเบื้องต้น กาํ หนดท่ตี ัง้ ทเ่ี หมาะสมของ
โครงการและอาคารบังคับน้ําต่างๆ ตลอดจนวิธีการส่งนํ้าไปยังพ้ืนท่ีรับประโยชน์ ข้อมูลที่หาได้จากแผนที่
เชน่ พื้นทรี่ บั นํ้าฝน ความยาวลาํ นํา้ ความลาดชนั ของลํานํ้า การใชท้ ีด่ นิ และข้อมูลอืน่ ๆ เป็นตน้ สามารถนาํ ไป
วเิ คราะห์รว่ มกบั ข้อมูลนํา้ ฝนเพ่อื คาํ นวณปรมิ าณนาํ้ ทา่ และปรมิ าณนา้ํ นองสูงสุดสําหรบั ใช้ในการออกแบบได้
เกณฑก์ ารพจิ ารณาวางโครงการประกอบดว้ ยเกณฑ์ดังนี้

1) กําหนดขอบเขตแหล่งนํ้าให้ชัดเจน เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ โดยใช้มาตรการทาง
กฎหมาย แรงจูงใจและส่งเสริมให้มกี ารปฏิบัติ เช่น ออกหนังสือสําคญั สําหรบั ท่หี ลวง เป็นต้น

2) จัดแบง่ พื้นทีอ่ นรุ กั ษแ์ ละพืน้ ทีข่ ดุ ลอก ควรสํารวจระบบนิเวศภายในพ้ืนท่ีชุ่มน้ําก่อนการกําหนด
ขอบเขตทีจ่ ะขดุ ลอก เช่นการวางไข่ของปลา แหล่งที่พักอาศัยของนกน้ํา ความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืช
และสัตว์ เป็นต้น เพ่ือกําหนดเป็นพื้นที่อนุรักษ์และไม่ทําการขุดลอก พ้ืนที่ขุดลอกควรเป็นพ้ืนที่ซึ่งมีความ
หลากหลายทางชวี ภาพต่ํา ซึ่งอาจกาํ หนดให้ขุดลอกรอบบริเวณพื้นที่อนรุ ักษ์

3) สาํ รวจลกั ษณะชั้นดนิ เพอื่ กําหนดระดับความลึกของการขดุ ลอกท่ีเหมาะสม และควรขดุ ลอกแบบ
ลาดเอียง ไมข่ ดุ ใหเ้ ปน็ ท้องแบนราบ

4) กําหนดระดับเก็บกักและระดับนํ้าตํ่าสุดในหนองน้ํา เพ่ือให้มีปริมาณนํ้าใช้การท่ีจะนําไปใช้
ประโยชน์เพ่ือการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรมและอน่ื ๆตามความเหมาะสม และคงปรมิ าณน้ําไว้หล่อเล้ียง
ระบบนิเวศในฤดแู ลง้ โดยรักษาระดบั น้าํ ตํ่าสุดในฤดแู ล้งให้สูงกว่าระดบั ทอ้ งนํ้าที่ขดุ ลอกไม่นอ้ ยกว่า 1 เมตร

5) ตอ้ งไมม่ กี ารบุกรกุ พืน้ นา้ํ หรือถมทีเ่ พม่ิ เติม เขา้ ไปในพ้นื ทีช่ มุ่ น้ํา หากมีการก่อสร้างสะพานดูพันธุ์
พชื นํา้ และพนั ธุป์ ลา ควรเป็นโครงสร้างขนาดเล็ก กลมกลืนกับธรรมชาติและก่อสร้างบริเวณขอบพ้ืนท่ีชุ่มนํ้า
เท่าน้นั

6) เสรมิ สร้างการมสี ่วนรว่ มของผมู้ สี ่วนเกยี่ วข้อง ทง้ั ภาครฐั ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ในพืน้ ทใ่ี กล้เคยี งแหลง่ นา้ํ

กลุ่มการวจิ ัยและพัฒนาแหลง่ นาํ้ ภาควชิ าวศิ วกรรมทรัพยากรน้ํา 1-9 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คมู่ อื การสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ กั ษ์ฟื้นฟูแหล่งนํ้า การวางโครงการ
กรมทรัพยากรนํา้



7) กําหนดความต้องการใช้นํ้า ของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ รอบแหล่งนํ้า เพ่ือให้สามารถจัดสรรการใช้
ทรพั ยากรนํ้าไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพและสอดคลอ้ งกับสมดุลธรรมชาติ

8) ต้องจํากัดการก่อสร้างถนนหรือคันดินล้อมรอบแหล่งน้ํา เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบการ
ไหลเวียนของน้ําและการบุกรกุ พ้นื ท่ีเพมิ่ เติม

9) การวางแผนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งนํ้า จะต้องอยู่บนพื้นฐานของการรักษาสมดุล
นิเวศและตระหนกั วา่ ฐานทรัพยากรเป็นทรพั ยส์ ินรว่ มกนั ของสงั คม

10) การวางแผนการอนุรกั ษ์ ฟื้นฟแู ละพฒั นาแหลง่ น้าํ ใหค้ าํ นงึ ถงึ มิตทิ างศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น
ตลอดจนวิถีชีวติ และสังคมท้องถิ่น

1.6 การศึกษาและกาํ หนดลกั ษณะโครงการ

การศกึ ษาและกําหนดลักษณะโครงการอนรุ กั ษ์ ฟ้ืนฟูและพัฒนาแหลง่ นํา้ ขน้ึ อยู่กบั สภาพทางกายภาพ
ของพื้นท่ี ความต้องการของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน รวมทั้งประเภทของแหล่งนํ้าที่จะ
พฒั นาและฟ้ืนฟู แนวคดิ การดําเนนิ การประกอบด้วยลกั ษณะงาน/กิจกรรม สรุปได้ดังนี้

◊ งานกันเขตป้องกันการบุกรุก โดยใชร้ ้วั ธรรมชาติ
◊ งานเพม่ิ ประสิทธิภาพการรองรับน้ํา เช่น การเก็บกักนํ้า การระบายนํ้า เป็นต้น โดยการขุดลอก
และปรบั ปรงุ ระบบการหมนุ เวยี นของนํ้า เพ่ือรักษาคุณภาพนํ้าและระบบนิเวศ โดยขุดลอกให้มีการเช่ือมต่อ
ของนาํ้ ก่อสร้างอาคารควบคุมนา้ํ ไดแ้ ก่ อาคารรบั น้ําเข้าและอาคารระบายนํา้ ในตําแหน่งทเี่ หมาะสมกับสภาพ
ภูมปิ ระเทศและแหล่งน้ํา
◊ งานจัดแบง่ พื้นที่(Zoning) เปน็ พื้นทพี่ ัฒนา/กิจกรรม พน้ื ที่ฟ้นื ฟแู ละพนื้ ท่ีอนุรักษ์
◊ งานปรบั ปรุงภูมิทัศน์ ที่สอดคลอ้ งกับวัฒนธรรมของทอ้ งถน่ิ
◊ งานกาํ จดั วชั พชื เทา่ ท่จี าํ เปน็ คงบางสว่ นไวร้ ักษาระบบนิเวศ
◊ งานป้องกันการกัดเซาะ โดยใช้วัสดุท้องถิ่นหรือวัสดุที่กลมกลืนกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม
เชน่ ใช้หนิ เรยี งหรอื ปลกู หญ้าแทนโครงสรา้ งคอนกรีต เป็นตน้
◊ งานอาคารควบคุมระบบน้ําทั้งนํ้าไหลเข้า ไหลออกและการใช้ประโยชน์ ที่มีการดําเนินการและ
ดูแลรักษาไดง้ า่ ย มีคา่ ใช้จา่ ยตํ่า
◊ งานอนุรักษ์รักษาสมดลุ ระบบนิเวศ
◊ งานพิจารณางานอ่ืนๆท่ีเหมาะสมและจําเป็นสําหรับพื้นท่ีโครงการ ได้แก่ งานระบบระบายนํ้า
ป้องกันน้ําท่วมขังพ้ืนที่รอบแหล่งน้ํา งานระบบกระจายนํ้าเพ่ือพื้นที่เกษตรกรรมรอบแหล่งนํ้า งานระบบ
ควบคมุ การระบายนํ้าเสยี จากชมุ ชน/ปศุสัตวล์ งแหล่งนํา้ งานบนั ไดลงแหล่งนาํ้ เพ่ือการเขา้ ถึงและใชป้ ระโยชน์

กลมุ่ การวจิ ัยและพฒั นาแหลง่ น้ํา ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรนํ้า 1-10 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

คมู่ อื การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษ์ฟน้ื ฟแู หลง่ นํ้า การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนา้ํ



ลกั ษณะของโครงการทีต่ อ้ งดาํ เนนิ การ ประกอบด้วย
1) ฝายต้นน้าํ ตามแนวพระราชดาํ ริในการก่อสร้างฝายตน้ น้าํ ลาํ ธาร เพ่อื สร้างความชุ่มชื้นดกั ตะกอน
ดินเก็บกักน้ํา ซ่ึงหากสามารถเก็บกักนํ้าได้ปริมาณมากพอ ก็สมควรที่จะกระจายน้ําออกไปรอบ ๆ พื้นท่ี

บริเวณฝายเพ่ือสร้างความชุ่มช้ืนให้กับพ้ืนท่ีต้นนํ้า ดังน้ันในการก่อสร้างฝายต้นนํ้าลําธารแต่ละชนิด จึงมี
วัตถุประสงค์และความเหมาะสมของพ้ืนท่ีท่ีแตกต่างกันออกไปด้วย ซึ่งรูปแบบของฝายต้นนํ้าลําธาร หรือ
Check Dam ตามแนวพระราชดําริ มี 3 รปู แบบ คือ

(1) ฝายต้นน้ําลําธารแบบท้องถ่ินเบื้องต้น (แบบผสมผสาน) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ฝาย
แม้ว” เป็นการกอ่ สรา้ งดว้ ยวสั ดธุ รรมชาติทม่ี อี ยู่ เชน่ กิง่ ไม้ ไม้ลม้ ขอนนอนไพร ขนาบด้วยกอ้ นหินขนาดต่าง
ๆ ในลาํ ห้วย ซ่ึงเปน็ การกอ่ สรา้ งแบบงา่ ย ๆ กอ่ สรา้ งในบริเวณตอนบนของลาํ หว้ ยหรอื ร่องน้ํา ซงึ่ จะสามารถ

ดักตะกอนชะลอการไหลของน้ํา และเพิ่มความชุ่มช้ืนบริเวณรอบฝายได้เป็นอย่างดี วิธีการน้ีส้ินเปลือง
คา่ ใช้จ่ายนอ้ ยมาก หรืออาจไมม่ ีค่าใช้จ่ายเลย นอกจากแรงงานเทา่ นนั้ ซึ่งการกอ่ สร้างฝายตน้ นํา้ ลําธารแบบ
ท้องถนิ่ เบือ้ งตน้ สามารถทําได้หลายวิธี เช่น

● กอ่ สร้างด้วยทอ่ นไมข้ นาบด้วยหนิ
● กอ่ สร้างดว้ ยทอ่ นไมข้ นาบด้วยถุงบรรจุดนิ หรอื ทราย
● กอ่ สร้างดว้ ยคอกหมแู กนดินอดั ขนาบด้วยหิน

● กอ่ สรา้ งแบบเรยี งด้วยหินแบบงา่ ย
● กอ่ สรา้ งแบบคอกหมูหนิ ทง้ิ
● ก่อสรา้ งด้วยคอกหมถู ุงทรายซีเมนต์

● กอ่ สรา้ งแบบหลักคอนกรีตหนิ ท้ิง
● กอ่ สร้างแบบถุงทรายซเี มนต์
● กอ่ สร้างแบบคนั ดิน

● ก่อสรา้ งแบบหลกั ไม้ไผ่สานขดั กนั อนั เปน็ ภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ น

ฝายต้นน้าํ ลาํ ธารแบบท้องถ่นิ

กลุ่มการวจิ ยั และพฒั นาแหลง่ นา้ํ ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรนํา้ 1-11 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คมู่ ือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษ์ฟืน้ ฟแู หลง่ น้ํา การวางโครงการ
กรมทรัพยากรนาํ้



(2) ฝายตน้ นาํ้ ลาํ ธารแบบเรียงด้วยหินคอ่ นข้างถาวร(แบบกึ่งถาวร) ก่อสร้างด้วยหินเรียงเป็น
พนงั กั้นน้ํา สร้างบริเวณตอนกลางและตอนล่างของลําห้วยหรือร่องนํ้าจะสามารถดักตะกอนและเก็บกักนํ้า
ในช่วงฤดแู ล้งไดบ้ างส่วน

 

 

 

 

ฝายตน้ นาํ้ ลําธารแบบกงึ่ ถาวร

(3) ฝายตน้ น้าํ ลําธารแบบคอนกรตี เสริมเหลก็ (แบบถาวร) เปน็ การก่อสร้างแบบถาวรส่วนมาก
จะดาํ เนินการในบริเวณตอนปลายของลาํ หว้ ยหรอื รอ่ งหว้ ยจะสามารถดักตะกอนและเกบ็ กักน้ําในฤดแู ล้งไดด้ ี

ฝายตน้ นํา้ ลําธารแบบคอนกรีตเสรมิ เหลก็

การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ํา เมื่อมีการก่อสร้างฝายต้นน้ําแบบกึ่งถาวรหรือถาวรและมีน้ําไหล
ตลอดปีหรือเกือบตลอดปี สามารถนําน้ํามาใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภคและการประกอบอาชีพของ
ประชาชนได้ องค์ประกอบท่สี ําคญั ของโครงการ ประกอบดว้ ย

● ฝายต้นนาํ้
● ระบบทอ่ ชักนาํ้ ด้วยแรงโนม้ ถ่วงจากหนา้ ฝายถึงถงั เก็บนา้ํ สาํ รอง ซึ่งมกั ถกู เรยี กว่า
“ประปาภูเขา”กรณีท่ีใชท้ ่อ HDPE หรอื PVC อยกู่ ลางแจ้ง ต้องมฐี านรองรับทกุ 2 ม.

กลมุ่ การวิจยั และพฒั นาแหลง่ นาํ้ ภาควชิ าวศิ วกรรมทรัพยากรนํ้า 1-12 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คมู่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษฟ์ ้นื ฟแู หลง่ นาํ้ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนํ้า



● ถงั เก็บน้ําสาํ รองของแตล่ ะพน้ื ทรี่ ับประโยชน์
ฝายต้นนาํ้ พร้อมทอ่ ชักนา้ํ

● ระบบกระจายนํ้าในพ้นื ทรี่ บั ประโยชน์ ควรเป็นระบบท่อเพอื่ ประหยดั น้ํา

บอ่ เก็บน้าํ สาํ รอง

2) ห้วย เปน็ ทางนา้ํ ไหลหลากบรเิ วณพ้นื ท่ีราบหรือพน้ื ท่ลี มุ่ เกิดขึน้ เองตามธรรมชาติ เมื่อมีการตกทบั
ถมของตะกอนดิน ประสิทธิภาพการระบายนํ้าจะลดลง ทําให้การไหลบ่าล้นตลิ่งของน้ําหลากเกิดถี่ขึ้น การ
ฟน้ื ฟูสภาพลาํ น้ําเพ่ือเพมิ่ ประสิทธภิ าพการระบายน้ําหลากและเกบ็ กกั นํ้าไว้ใชใ้ นฤดูแล้ง ประกอบดว้ ย

(1) โครงการปรับปรุงลําห้วยเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ํา โดยการขุดลอกตะกอนดิน
ดว้ ยวิธีการทเ่ี หมาะสม ซึ่งการออกแบบขุดลอกต้องคํานึงถึงพฤติกรรมของการไหล การป้องกันการกัดเซาะ
และเสถยี รภาพของลาดตลง่ิ ประเด็นสําคัญที่ควรพิจารณาประกอบดว้ ย

◊ ด้านอทุ กวทิ ยา เชน่ ปริมาณนา้ํ นองสงู สดุ และรอบปีการเกดิ (Return Period) เปน็ ตน้
◊ ด้านชลศาสตร์ของการไหล เช่น ความเรว็ กระแสน้ํา ประสทิ ธิภาพของการไหล สิ่งกดี ขวางและ
ผลกระทบจากอาคารชลศาสตรห์ รอื โครงการพฒั นาแหลง่ นํา้ ท่มี อี ยู่เดมิ เปน็ ตน้
◊ ด้านเศรษฐกจิ -สังคม เชน่ ความเสียหายในชีวติ และทรัพย์สิน ผลกระทบทางด้านจิตใจ เป็นตน้
◊ ดา้ นการรกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ เช่น การกดั เซาะและพังทลายของตล่ิง รักษาเกาะแก่งซ่ึง
เป็นท่อี ยูอ่ าศยั ของสตั ว์นํ้า เป็นตน้
มอี งค์ประกอบของโครงการท่ตี อบสนองความตอ้ งการของท้องถน่ิ ในหลายมิติ เช่น

● ถนนลําเลยี งผลผลิตทางการเกษตรทัง้ 2 ข้างของลาํ ห้วย

กลุ่มการวจิ ยั และพฒั นาแหล่งน้าํ ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรนํ้า 1-13 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คู่มือการสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษฟ์ ื้นฟูแหลง่ น้ํา การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนาํ้



ถนนลาํ เลียงผลผลิต
● ทางนํ้าลน้ ขา้ ม(Wet Crossing) ทเ่ี หมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและธรณีเทคนิค
ทาํ ให้รถขนาดเลก็ สามารถข้ามได้ในเวลาปกติทไี่ ม่มีนํา้ ไหลหลาก ชว่ ยเกบ็ กกั ในน้ําลาํ ห้วยไวใ้ ช้ในฤดแู ลง้

ทางนา้ํ ลน้ ขา้ ม
● ทอ่ ลอดใตท้ างนาํ้ ลน้ ข้าม(Wet Crossing) พร้อมอาคารสลายพลังงานที่เหมาะสม
มีประตปู ากท่อทีส่ ามารถเปดิ ปิด เมื่อตอ้ งการเกบ็ กักน้ําและระบายน้ําได้

ท่อลอดใต้ทางนา้ํ ลน้ ข้าม

กล่มุ การวจิ ยั และพฒั นาแหลง่ นํ้า ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรนํ้า 1-14 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

คมู่ ือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษฟ์ น้ื ฟูแหลง่ นาํ้ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนํา้



(2) โครงการกอ่ สรา้ งฝายน้าํ ลน้ เพือ่ ทาํ หน้าที่เก็บกักในลําห้วย ยกระดับนํ้าเพื่อผันน้ําเข้าพ้ืนท่ี
เพาะปลูก สามารถระบายนํ้าส่วนเกินให้ล้นข้ามสันฝายลงไปยังท้ายน้ําได้ การออกแบบฝายน้ําล้นจะต้อง
พจิ ารณาให้เหมาะสมกบั ลักษณะภูมิประเทศและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าก่อสร้าง ค่า

ดาํ เนินการและบาํ รุงรกั ษาตํ่าท่ีสดุ ประเด็นสาํ คญั ที่ควรพจิ ารณาประกอบด้วย
◊ ด้านอุทกวทิ ยา เชน่ ปริมาณนา้ํ นองสูงสุดและรอบปกี ารเกดิ (Return Period) เป็นต้น
◊ ด้านชลศาสตรข์ องการไหล เชน่ ระดับนา้ํ ท่วมสงู สุด ระดบั เก็บกกั และผลกระทบจากอาคารชล

ศาสตรห์ รอื โครงการพฒั นาแหล่งนํา้ ท่ีมอี ยู่เดมิ เปน็ ต้น
◊ ดา้ นเศรษฐกจิ -สงั คม เช่น ผลประโยชน์ทีไ่ ด้รับจากการพัฒนาโครงการทั้งการอุปโภค บริโภค

และการเกษตรกรรม เป็นตน้

ฝายน้ําลน้ แบบสนั หยกั (Labyrinth Weir)

(3) โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ํา เพอื่ นาํ น้าํ จากแหล่งน้ําเชน่ ฝายนํ้าล้น หนองนํ้า เป็นต้น
ไปสพู่ ื้นท่ีเพาะปลูกให้เพียงพอกบั ความต้องการนํ้าของพชื ระบบกระจายนา้ํ จะมีทั้งระบบปิด ได้แก่ ระบบท่อ
ส่งนํา้ ซ่ึงน้าํ จะเคลื่อนทภ่ี ายใตแ้ รงดัน และระบบเปดิ ไดแ้ ก่ ระบบคลองส่งน้ํา ซึ่งน้ําจะเคล่ือนท่ีโดยอาศัยแรง

โน้มถ่วง ท้ังนีข้ นาดของทางน้ําจะถกู ออกแบบใหเ้ หมาะสมกับขนาดของพื้นที่เพาะปลูก ประเด็นสําคัญท่ีควร
พจิ ารณาประกอบดว้ ย

◊ ดา้ นอทุ กวิทยา เช่น ปรมิ าณนํา้ ต้นทนุ ค่าการคายระเหยของพชื เป็นต้น

◊ ด้านชลประทาน เชน่ พืน้ ทเี่ พาะปลกู ชนิดของพชื ทป่ี ลูก ปฏิทนิ การเพาะปลูกพืช สัมประสิทธ์ิ
พืช(Kc) ประสิทธิภาพการชลประทานและความต้องการนํ้าชลประทาน เป็นตน้

◊ ดา้ นชลศาสตร์ของการไหล เช่น ปริมาณน้ําออกแบบ อาคารอัดน้ํา อาคารสลายพลังงาน เป็น

ต้น
◊ ด้านเศรษฐกจิ -สงั คม เช่น ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการพัฒนาโครงการทั้งการอุปโภค บริโภค

และการเกษตรกรรม เปน็ ต้น

ระบบกระจายน้าํ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

กลุ่มการวจิ ัยและพฒั นาแหลง่ น้ํา ภาควชิ าวศิ วกรรมทรพั ยากรน้าํ 1-15

คมู่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนุรักษฟ์ น้ื ฟูแหล่งน้าํ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้าํ



3) บงึ กดุ หรอื หนองนํ้า บึงเป็นแหล่งนํ้าขนาดกลางหรือใหญ่ที่มีนํ้าท่วมขังตลอดปี มีเขตน้ําลึก กุด
เกดิ จากซากของทางนาํ้ เก่าท่ีสายนํา้ ปัจจบุ นั เปลยี่ นทางเดนิ ไป ลกั ษณะเป็นแนวร่องน้ํายาว ท่ีปลายสุดท้ังสอง
ข้างไม่เช่ือมตอ่ กบั แนวลาํ น้ําใหม่ สว่ นหนองนํา้ นนั้ นาํ้ ตนื้ ๆ ขนาดเล็กมีความลาดชันน้อย ไม่มีเขตน้ําลึก การ

ฟนื้ ฟูสภาพเพอ่ื การอนรุ กั ษแ์ ละเกบ็ กกั น้าํ ไวใ้ ชใ้ นฤดูแลง้ โดยการขุดลอกตะกอนดนิ ด้วยวิธกี ารท่เี หมาะสมและ
ทําใหส้ ภาพแหลง่ นํ้าสมบรู ณ์ข้ึน

โครงการอนรุ กั ษ์ ฟนื้ ฟแู ละพัฒนาแหล่งนาํ้ ธรรมชาตปิ ระเภทหนอง บึง แบง่ ออกเป็น 3 ขนาดคอื

1) โครงการขนาดเล็กมีพ้ืนที่ต่ํากวา่ 100 ไร่ กรมทรัพยากรน้ํา จะให้การสนับสนุนโครงการฯที่มี
ขนาดตง้ั แต่ 50 - 100 ไร่ กรณีที่มกี ารร้องขอการสนับสนุนจากท้องถิ่น ซึ่งกิจกรรมที่ต้องดําเนินการคือ การ
สํารวจความเหมาะสมเบือ้ งต้น การสํารวจออกแบบรายละเอยี ดโครงการฯและการกอ่ สร้างโครงการฯ

2) โครงการขนาดกลางพื้นท่ี 100 - 250 ไร่ กิจกรรมที่ต้องดําเนินการคือ การสํารวจออกแบบ
รายละเอียดโครงการฯและกระบวนการมีสว่ นร่วมของประชาชนและการก่อสร้างโครงการฯ

3) โครงการขนาดใหญ่พ้ืนที่มากกว่า 250 ไร่ กิจกรรมท่ีต้องดําเนินการควบคู่กับกระบวนการมี

สว่ นร่วมของประชาชนคือ การศึกษาศกั ยภาพและความเหมาะสม การสาํ รวจออกแบบรายละเอียดโครงการฯ
การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบ้ืองต้น(IEE) การศึกษาผลกระทบส่ิงแวดล้อม(EIA)ควบคู่กับการศึกษา
ผลกระทบดา้ นสุขภาพ(HIA)แล้วแต่กรณแี ละการก่อสร้างโครงการฯ

ตอ้ งพจิ ารณาองคป์ ระกอบของโครงการให้รอบด้าน ประกอบดว้ ย
● การกาํ หนดขอบเขตของแหล่งนํ้าท่ีชัดเจน ประกอบด้วยส่วนของพ้ืนท่ีอนุรักษ์และ

สว่ นของพน้ื ท่พี ฒั นา โดยความร่วมมอื ขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ และผ้มู สี ว่ นได้ส่วนเสยี

● ทางรบั นาํ้ เขา้ แหล่งน้าํ ในตําแหน่งทเี่ หมาะสม
● ระบบควบคมุ การระบายนํ้าเสียจากชุมชน/ปศุสตั ว์ลงแหลง่ นา้ํ (ถ้าจําเปน็ )
● ระบบระบายนํ้าปอ้ งกันน้าํ ท่วมขังพื้นที่รอบแหลง่ นํ้า(ถ้าจําเปน็ )

ทางรบั นํ้าเข้าและบันไดลงแหลง่ นาํ้

● ระบบกระจายนํ้าเพอ่ื พ้ืนที่เกษตรกรรมรอบแหล่งน้าํ (ถา้ จาํ เปน็ )
● บันไดลงแหลง่ นํ้า เพ่ือการเข้าถึงและใชป้ ระโยชน์

กลุม่ การวจิ ยั และพัฒนาแหลง่ นํ้า ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรนํา้ 1-16 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

คู่มอื การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษฟ์ นื้ ฟแู หลง่ นํา้ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนาํ้



ทางระบายนํ้าล้นจากแหลง่ นา้ํ
● ทางระบายน้ําลน้ จากแหลง่ นํา้ ลงทางนาํ้ เดมิ หรอื พื้นที่ตาํ่

● พื้นท่ปี รับภมู ทิ ศั น์และอาคารประกอบ
● ถนนทางเข้า

ถนนทางเข้าโครงการ

1.7 การพิจารณาความเหมาะสมเบ้ืองต้นของโครงการ

การพิจารณาความเหมาะสมเบ้ืองต้นของโครงการอนรุ ักษ์ ฟืน้ ฟแู ละพฒั นาแหลง่ น้ํา ขนึ้ อยู่กบั ดชั นี

บง่ ชท้ี ีส่ ําคญั ตามประเภทของแหลง่ นาํ้ ที่จะฟ้นื ฟูและพัฒนา ดงั น้ี
1) โครงการกอ่ สร้างฝายตน้ นาํ้ ดัชนบี ง่ ชี้ทส่ี าํ คัญ เชน่
● ความตอ้ งการฝายต้นน้าํ ในพืน้ ที่ ซ่งึ ในปจั จบุ นั ยงั ไมม่ ฝี าย

● ความถขี่ องฝายตน้ น้ําที่มอี ยูใ่ นลําหว้ ยหรือร่องน้ําในปัจจุบัน
● สภาพการใชง้ านของฝายต้นนาํ้ ทม่ี ีอย่เู ดมิ
2) โครงการอนุรกั ษ์ ฟ้ืนฟูและพัฒนาลาํ ห้วย ประกอบด้วย

(1) โครงการปรบั ปรงุ ลาํ ห้วยเพ่ือเพิม่ ประสทิ ธิภาพการระบายนํ้า ดัชนบี ง่ ช้ที สี่ าํ คัญ เช่น
● สภาพภมู ิประเทศบรเิ วณพ้นื ทโ่ี ครงการ
● ประสทิ ธิภาพการระบายน้ําหลากของลาํ ห้วยทลี่ ดลง

● ความถ่ีของการเกดิ อทุ กภยั

กลุ่มการวจิ ัยและพัฒนาแหล่งนาํ้ ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรนํ้า 1-17 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คมู่ ือการสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษฟ์ ื้นฟูแหล่งนํา้ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนํา้



● ผลกระทบจากการกดั เซาะและพงั ทลายของตลิ่ง
● ขอบเขตของลาํ หว้ ยทงั้ 2 ฝ่ังและปัญหาการรุกลา้ํ ลาํ หว้ ย
● ความถ่ีหรอื ระยะหา่ งของโครงการพฒั นาแหลง่ นาํ้ ในลาํ หว้ ยทม่ี อี ยู่ในปจั จบุ ัน

● การใช้ทด่ี ินในพื้นทโ่ี ครงการ
● สภาพของดนิ ฐานราก เพ่ือพจิ ารณาเกีย่ วกบั การรบั นาํ้ หนกั และการร่ัวซมึ ของชัน้ ดิน
● จํานวนประชาชนหรอื พื้นทใ่ี ช้ประโยชนจ์ ากนา้ํ ในลําหว้ ย

● ความจําเป็นของทางลาํ เลียงผลผลิตทางการเกษตร
● สภาพเศรษฐกจิ และสงั คมของชุมชน
● ความเสยี หายในชีวิตและทรัพยจ์ ากอทุ กภัย

● ผลประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รับจากการพฒั นาโครงการ
● พกิ ดั ตําแหนง่ ทท่ี ้งิ ดิน
(2) โครงการก่อสรา้ งฝายน้าํ ล้น ดชั นีบ่งชีท้ ่ีสําคญั เช่น

● สภาพภูมปิ ระเทศบรเิ วณพนื้ ทีโ่ ครงการ
● ขอบเขตของลาํ หว้ ยทงั้ 2 ฝ่งั และปญั หาการรุกลา้ํ ลําห้วย
● สามารถสง่ น้าํ ให้พน้ื ทเี่ พาะปลกู ไดด้ ว้ ยแรงโนม้ ถ่วงของโลก

● ความถ่ีหรือระยะหา่ งของโครงการพฒั นาแหลง่ น้ําในลาํ หว้ ยทมี่ อี ยู่ในปจั จบุ ัน
● การใชท้ ี่ดนิ ในพืน้ ที่โครงการ
● สภาพของดินฐานราก เพ่อื พจิ ารณาเกย่ี วกบั การรบั นํา้ หนกั และการร่วั ซมึ ของชน้ั ดนิ

● จาํ นวนประชาชนหรอื พนื้ ทรี่ ับประโยชน์
● สภาพเศรษฐกจิ และสงั คมของชมุ ชน
● ผลประโยชนท์ ี่คาดว่าจะได้รบั จากการพฒั นาโครงการ

(3) โครงการกอ่ สรา้ งระบบกระจายนํา้ ดัชนีบ่งชีท้ ีส่ าํ คญั เชน่
● สภาพภมู ปิ ระเทศบรเิ วณพน้ื ทโ่ี ครงการ
● การใช้ทด่ี นิ ในพื้นทีโ่ ครงการ

● ปริมาณนํ้าตน้ ทนุ
● จํานวนประชาชนหรอื พน้ื ทรี่ บั ประโยชน์
● สภาพเศรษฐกจิ และสงั คมของชุมชน

● ผลประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รับจากการพฒั นาโครงการ
3) โครงการอนรุ ักษ์ ฟ้ืนฟแู ละพฒั นาบงึ กุดหรอื หนองนํ้า ดชั นบี ง่ ช้ที ่ีสําคญั ประกอบดว้ ย

● สภาพภมู ิประเทศบรเิ วณพ้ืนที่โครงการ

● ความหลากหลายทางชวี ภาพของระบบนเิ วศ
● ขอบเขตของบงึ กดุ หรอื หนองนา้ํ และปญั หาการรกุ ลา้ํ แหลง่ น้ํา
● การใชท้ ่ดี ินในพ้นื ท่โี ครงการ

● สภาพของดินฐานราก เพื่อพจิ ารณาเกี่ยวกบั การรบั นา้ํ หนกั และการรั่วซมึ ของช้นั ดนิ
● จํานวนประชาชนหรือพน้ื ท่ใี ชป้ ระโยชนจ์ ากน้าํ ในบงึ กดุ หรอื หนองนาํ้
● ความจาํ เปน็ ของทางลาํ เลยี งผลผลติ ทางการเกษตร

● สภาพเศรษฐกจิ และสงั คมของชมุ ชน

กล่มุ การวจิ ยั และพัฒนาแหล่งนํา้ ภาควชิ าวิศวกรรมทรัพยากรน้ํา 1-18 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟืน้ ฟูแหลง่ นาํ้ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้ํา



● ผลกระทบทเี่ กดิ จากประสิทธิภาพการเก็บกกั นํา้ ของแหลง่ นาํ้ ทล่ี ดลง
● ผลประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั จากการพฒั นาโครงการ
● พิกัดตําแหนง่ ทที่ ิ้งดิน

1.8 เกณฑ์การพจิ ารณาทต่ี ั้งขององค์ประกอบโครงการ

ที่ตั้งขององคป์ ระกอบโครงการทส่ี าํ คญั จะตอ้ งพิจารณาใหเ้ หมาะสมกับสภาพภมู ิประเทศ สามารถใช้
งานไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ ตาํ แหนง่ ที่ตง้ั มีความปลอดภยั ตอ่ ตัวอาคารในทุกกรณี ทงั้ ในระหว่างกอ่ สร้างและ
ภายหลงั กอ่ สรา้ งแลว้ เสรจ็ และใช้งาน

1) ประตรู ะบายน้าํ (Regulator) เกณฑ์ทั่วไปในการกาํ หนดทต่ี ้งั มีดังน้ี
(1) อาคารประตูระบายน้ํา ควรสร้างในลําน้ําเดิมช่วงท่ีมีแนวตรง โดยยาวไปทางด้านเหนือน้ํา

และทา้ ยน้ําของตัวฝาย ดา้ นละไม่นอ้ ยกวา่ 50 เมตร เพ่ือป้องกนั นํ้ากัดเซาะตลงิ่ ถ้าเป็นประตูระบายน้ําขนาด
ใหญ่ใชเ้ วลาก่อสรา้ งมาก ควรก่อสร้างในชอ่ งลดั บนดนิ เดิมของลาํ นา้ํ ช่วงมีแนวโคง้

(2) ตลิ่งของลาํ นาํ้ ควรมีความมน่ั คงแขง็ แรงดี ไม่ถกู น้ํากัดเซาะได้งา่ ย
(3) เปน็ บริเวณท่สี ูงสามารถผนั น้าํ เข้าคสู ง่ น้ําทข่ี ดุ แยกออกจากหน้าประตูด้วยแรงโน้มถ่วงให้พน้ื ที่
เกษตรกรรมได้โดยสะดวก ไม่ต้องมอี าคารพิเศษ เชน่ รางน้ําและอุโมงค์ เปน็ ตน้
(4) ควรกอ่ สร้างบริเวณท่เี ปน็ ดนิ ขดุ และเปน็ ดนิ ท่ีปอ้ งกันการรว่ั ซึมได้ดี ไม่ควรก่อสร้างบนดินถม
สูงเพราะอาจจะทําให้คอนกรีตที่เปน็ โครงสรา้ งประตูเกดิ การเสียหายเน่ืองจากการทรดุ ตวั ไมเ่ ท่ากันของดินถม
ใตฐ้ านประตู
(5) เปน็ บรเิ วณท่ไี มส่ ามารถสร้างฝายนํา้ ลน้ ได้ เพราะทําใหเ้ กิดนา้ํ ทว่ มพืน้ ท่ี 2 ฝงั่ ด้านเหนือนํ้าสูง
มากเกินไปหรอื เมอ่ื สรา้ งฝายแล้วอาจทําให้ลํานํา้ เปลี่ยนทางเดินได้โดยง่าย
(6) อยู่ทา้ ยจดุ บรรจบของทางนํา้ 2 สายย่งิ ดี จะสามารถเก็บกักนํา้ ในลาํ น้ําไวใ้ ช้ในฤดูแลง้ ได้มาก

2) อาคารฝายนาํ้ ล้น(Weir) เกณฑ์ทวั่ ไปในการกาํ หนดทต่ี งั้ มดี งั น้ี

(1) อาคารฝายน้ําลน้ ขนาดเลก็ ใชเ้ วลาก่อสรา้ งส้นั ควรสรา้ งในลํานํ้าเดิมช่วงที่มีแนวตรง โดยยาว
ไปทางดา้ นเหนือน้ําและทา้ ยนํ้าของตัวฝาย ด้านละไม่น้อยกว่า 50 เมตร เพื่อป้องกันนํ้ากัดเซาะตลิ่ง ถ้าเป็น
ฝายนา้ํ ล้นขนาดใหญ่ใช้เวลาก่อสรา้ งมากควรก่อสร้างในชอ่ งลัดบนดินเดิมของลํานํ้าชว่ งมีแนวโค้ง

(2) ตล่งิ ของลําน้าํ ควรมคี วามม่นั คงแขง็ แรงดี ไม่ถูกนํ้ากดั เซาะไดง้ า่ ย
(3) เปน็ บริเวณท่ีสงู สามารถผันนํา้ เข้าคสู ่งน้าํ ท่ีขดุ แยกออกจากหน้าฝายด้วยแรงโน้มถ่วงให้พื้นที่
เกษตรกรรมไดโ้ ดยสะดวก ไมต่ ้องมอี าคารพิเศษ เชน่ รางนํา้ และอุโมงค์ เป็นตน้

(4) ควรกอ่ สรา้ งบรเิ วณทเ่ี ป็นดินขดุ และเป็นดนิ ท่ปี อ้ งกนั การรวั่ ซึมได้ดี ไม่ควรก่อสร้างบนดินถม
สูงเพราะอาจจะทาํ ให้คอนกรตี ทเี่ ปน็ โครงสรา้ งฝายเกดิ การเสยี หายเน่ืองจากการทรดุ ตวั ไม่เทา่ กนั ของดนิ ถมใต้
ฐานฝาย

(5) เปน็ บริเวณที่สามารถสร้างฝายไดโ้ ดยไม่ทาํ ให้น้ําทว่ มพนื้ ที่ 2 ฝง่ั ดา้ นเหนือนํ้าของฝายสูงมาก
เกินไปหรือเม่อื สร้างฝายแล้วไม่ทาํ ให้ลําน้ําเปลย่ี นทางเดนิ ไดโ้ ดยงา่ ย

(6) อยู่ทา้ ยจุดบรรจบของทางน้ํา 2 สายยิง่ ดี จะสามารถเกบ็ กกั นํ้าในลาํ น้าํ ไวใ้ ชใ้ นฤดูแลง้ ไดม้ าก

กลุ่มการวิจัยและพัฒนาแหลง่ นา้ํ ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรนา้ํ 1-19 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

ค่มู อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนุรักษฟ์ ้ืนฟแู หล่งนํา้ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้าํ



3) อาคารทางรบั นาํ้ เขา้ (Inlet Structures) เกณฑท์ ัว่ ไปในการกําหนดทีต่ ้ังมีดงั นี้
(1) อาคารทางรับนํ้าเข้าหลักและอาคารทางรับนา้ํ เข้ารองควรตงั้ อย่ใู นตําแหน่งมีความเหมาะสม

ทางด้านชลศาสตร์ เพื่อประสทิ ธภิ าพของการรับนํา้ และลดผลกระทบดา้ นการก่อสรา้ ง อาคารทางรับน้าํ เขา้ รอง

ควรตง้ั ตรงกบั ทางน้ําเลก็ ๆทไี่ หลลงหนองนาํ้ หรอื หากพืน้ ทีร่ อบนอกเปน็ ทร่ี าบ ควรก่อสร้างอาคารทางรบั นา้ํ เข้า
รองทุกระยะประมาณ 250 เมตร ใต้คนั ดินถม

(2) ทาํ ให้อาคารทางรบั น้าํ เขา้ มคี วามยาวสั้นทสี่ ุดเท่าทเี่ ปน็ ไปได้ เพื่อประหยดั คา่ ก่อสรา้ ง

(3) อาคารท้ังหมดโดยเฉพาะส่วนที่เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ควรกําหนดให้วางอยู่บนดิน
เดิมหรอื ช้นั หนิ ท่ีมีความแข็งแรงสามารถรบั นาํ้ อาคารโดยไม่เกดิ การทรุดตวั

4) อาคารระบายน้าํ ลน้ (Wet Crossing) หรือทางนํ้าผ่านถนนที่ก่อสร้างขวางทางนํ้าธรรมชาติแล้ว
สามารถให้นา้ํ ไหลมาล้นข้ามไปได้ เปน็ ฝายรูปสี่เหล่ียมคางหมูบางครั้งเรียกว่าฝายสันแบน สามารถให้รถยนต์
ขนาดเล็กหรอื รถทางการเกษตรขา้ มได้(ลาดเอยี งดา้ นข้างตรงสันฝายประมาณ 1:8) เกณฑ์ทั่วไปในการกําหนด

ทีต่ ้ังมดี งั น้ี
(1) สภาพภูมปิ ระเทศควรเป็นทร่ี าบหรือลาดเทเล็กน้อย เป็นลํานํ้าเล็กๆและต้ืน พื้นที่รับนํ้าฝน

ขนาดเลก็ มนี ํ้าหลากไหลบ่าเป็นครง้ั คราว เกดิ ขึ้นไม่นานและความลึกของนาํ้ ไมเ่ กิน 2.0 ม.

(2) ลักษณะช้ันดินบริเวณทก่ี ่อสรา้ ง ควรเป็นดนิ ท่ีมีความมน่ั คงแขง็ แรงและสามารถต้านทานการ
กัดเซาะของกระแสนํา้ ได้ดี เช่น ดินเหนียว ดนิ เหนียวปนกรวด กรวดหยาบและลูกรัง เป็นต้น ไม่ควรเป็นดินที่
นํา้ กดั เซาะง่าย เชน่ ทรายและตะกอนทรายละเอยี ด เปน็ ต้น

(3) ความสูงของ Wet Crossing ระดับสนั ทางน้าํ ผา่ นถนนไม่ควรสงู กว่าระดบั น้าํ ต่ําสุดของลํานํ้า
เกิน 3.00 ม. เพ่อื ไม่ให้นํ้าไหลแรงเกินไป จนกดั เซาะพ้ืนลาํ นาํ้ ด้านท้ายนา้ํ จนเสียหาย

5) อาคารระบายนํ้าล้น(Service Spillway) โดยทั่วไปจะต้องพิจารณาสามารถระบายนํ้าหลากท่ี
กําหนดได้อยา่ งปลอดภัย ไม่กอ่ ให้เกิดความเสยี หายตอ่ ตัวอาคาร เกณฑ์ทัว่ ไปในการกําหนดทตี่ ้ังมีดงั น้ี

(1) ควรมีความเหมาะสมทางด้านชลศาสตร์ เพ่ือประสิทธิภาพของการระบายน้ําและลด

ผลกระทบดา้ นการก่อสรา้ ง
(2) ชนดิ ของอาคารนาํ้ ล้นจะตอ้ งเหมาะสมกบั ตาํ แหนง่ ที่ต้ังและลักษณะภูมิประเทศ และส่วนของ

อาคารต้องมีนํา้ หนกั เพยี งพอท่ีจะสามารถต้านการลอยตัวเน่อื งจากแรงยกของนา้ํ (Uplift Pressure)

(3) แนวทกี่ ําหนดควรมรี ะยะความยาวของอาคารสน้ั สุดเทา่ ท่ีเปน็ ไปได้ เพอื่ ประหยดั คา่ ก่อสรา้ ง
(4) อาคารทงั้ หมดโดยเฉพาะส่วนท่เี ป็นอาคารคอนกรตี เสริมเหลก็ จะกาํ หนดให้วางอย่บู นดนิ เดมิ
หรอื ช้นั หินท่มี ีความแขง็ แรงสามารถรบั น้ําอาคารโดยไมเ่ กิดการทรดุ ตัว

6) งานขุดลอก(Excavation) การออกแบบขุดลอกหนอง บงึ กาํ หนดความลกึ และลาดเอียงด้านขา้ ง
ทเี่ หมาะสมเปน็ ไปตามชนิดของดินขุด เมื่อขุดแล้วควรมีความลึกของน้ําท่ีระดับเก็บกัก 2.5 – 4.0 เมตรและ

ควรเว้นพ้ืนท่ีระหว่างงานขุดลอกและคันดินถมรอบแหล่งน้ําไว้สําหรับเป็นชาน(Berm) เพ่ือเพ่ิมความมั่นคง
กวา้ ง 4 - 10 เมตร ระดับเกบ็ กกั นา้ํ ควรกําหนดไว้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับระดับพื้นดินธรรมชาติบริเวณขอบ
หนองน้ํา ส่วนการขุดลอกลําห้วย การออกแบบกําหนดความลึก ความคดเค้ียว(Meandering) ลาดเอียง

ด้านข้างและความลาดชันของทางนํ้าท่ีเหมาะสมเป็นไปตามชนิดของดินและชลศาสตร์การไหลของทางน้ํา

กลมุ่ การวจิ ยั และพัฒนาแหล่งน้ํา ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรน้ํา 1-20 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คูม่ อื การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษฟ์ น้ื ฟูแหล่งนํา้ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรนาํ้



กรณที ท่ี างน้าํ มีความลาดชนั สงู อาจต้องมีอาคารควบคุมความเรว็ กระแสนาํ้ ในตําแหน่งท่ีจําเป็น ควรเก็บรักษา
ตน้ ไมใ้ หญ่หรือต้นไม้สาํ คัญทชี่ ่วยลดการกัดเซาะตลิ่งของลําน้ํา โดยลําน้ําท่ีมีความลึกมากกว่า 5 เมตร ควรมี
พน้ื ที่สําหรบั เป็นชาน(Berm)ทก่ี ่งึ กลางของลาดเอียงดา้ นขา้ ง เพ่ือเพิม่ ความม่นั คงของลาดตล่งิ กวา้ งไม่น้อยกว่า

3 เมตร รวมทงั้ มีมาตรการปอ้ งกันการกดั เซาะและเสรมิ เสถียรภาพของลาดเอียงตลง่ิ ในตาํ แหน่งท่จี ําเป็นโดยใช้
วสั ดธุ รรมชาติเชน่ หินใหญ่ ไม้และหญ้า เป็นลําดับแรก ควรตรวจสอบขนาดของก้อนหินให้สามารถต้านทาน
ความเรว็ ของกระแสน้าํ ได้ เรียงหินให้มีสว่ นคละและความหนาท่เี หมาะสม โดยเรยี งให้หนิ กอ้ นโตกวา่ อย่ขู า้ งบน

หินเรียงควรมีช้ันวัสดรุ องพื้นด้วย หากไม่สามารถหาหินใหญ่ได้อาจพิจารณาใช้หินบรรจุในกล่องลวดตาข่าย
หรอื คอกไม้ โดยหินตอ้ งมีสว่ นคละขนาด 0.30-0.15 เมตร หากจําเป็นจึงใช้โครงสร้างคอนกรีตและมอี ัตราส่วน
ความปลอดภัย(Factor of Safety) ที่เหมาะสม

7) คันดินถม(Dike) เกณฑ์ทั่วไปในการกอ่ สรา้ งคันดนิ รอบหนองน้ําใช้เป็นทางสัญจรและขนส่งพืชผล
ทางการเกษตร(ถ้าจําเปน็ ) คนั ดนิ ถมควรสงู กว่าระดับนา้ํ สูงสุดไม่เกนิ 1.0 – 1.5 เมตรและควรกอ่ สร้างคูระบาย

น้าํ ทเี่ ชงิ ลาดด้านนอกของคันดนิ ถม โดยขุดลกึ จากระดบั ดนิ ธรรมชาติ 1.0 – 1.5 เมตร เพื่อเสริมระบบระบาย
น้ําปอ้ งกนั นาํ้ ทว่ มขังพ้นื ท่ีรอบแหลง่ น้าํ และสะดวกในการนํานา้ํ ไปใชป้ ระโยชน์ ส่วนคันดินถมท่กี ่อสรา้ งบนตลิ่ง
ของลาํ ห้วย ควรเว้นพ้ืนท่ีระหว่างขอบตลิ่งและคันดินถมไว้สําหรับเป็นชาน(Berm) เพ่ือเพ่ิมความมั่นคงของ

ลาดตลง่ิ กว้างไมน่ ้อยกว่า 4.0 เมตรและยงั สามารถใช้ทางระบายน้ําหลากไดอ้ กี ดว้ ย

1.9 เกณฑ์การจัดลาํ ดบั โครงการ

การจัดลําดับโครงการทม่ี ีศักยภาพของโครงการอนรุ กั ษ์ ฟ้ืนฟแู ละพฒั นาแหลง่ นํา้ ธรรมชาติ โดย

เปรียบเทียบโครงการภายในพ้นื ทส่ี ํานักงานทรัพยากรนํา้ ภาค โดยหลกั เกณฑใ์ นการจดั ลาํ ดบั สามารถพจิ ารณา
จากตวั แปรในดา้ นตา่ งๆ 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐศาสตร์ ดา้ นเศรษฐกจิ -สงั คม ด้านการ
มีส่วนร่วมของประชาชนและด้านสง่ิ แวดลอ้ ม โดยมีค่านา้ํ หนกั ดงั ตอ่ ไปน้ี

ลําดับที่ ลักษณะตวั แปร นาํ้ หนกั (%)

1 ดา้ นวิศวกรรม 20

2 ดา้ นเศรษฐศาสตร์ 20

3 ดา้ นเศรษฐกิจ-สังคม 20

4 ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน 20

5 ดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม 20

รวม 100

1) ด้านวศิ วกรรม เพ่อื พิจารณาความสามารถในการแกไ้ ขปญั หาการขาดแคลนนํ้าและปัญหาอุทกภัย

รวมถึงความพรอ้ มของโครงการ ดชั นีช้ีวดั ตวั ละ 5 % ประกอบดว้ ย

◊ อัตราส่วนระหว่างปริมาณนํ้าท่ารายปีเฉล่ียกับปริมาตรนํ้าใช้การ ใช้เกณฑ์ 3 ช่วงระหว่าง

อัตราสว่ นสงู สุดกับต่ําสดุ คิดเป็นคะแนน 5, 3 และ 1

◊ พื้นที่รับประโยชน์ ใช้เกณฑ์ 3 ชว่ งระหวา่ งพื้นทร่ี ับประโยชน์สูงสุดกับตํ่าสุด คิดเป็นคะแนน 5, 3

และ 1

◊ ความสามารถในการระบายนํา้ ใชเ้ กณฑ์ดี ปานกลาง น้อย คดิ เป็นคะแนน 5, 3 และ 1

กลุ่มการวิจัยและพฒั นาแหลง่ นาํ้ ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรนาํ้ 1-21 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คมู่ ือการสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนุรกั ษ์ฟ้นื ฟูแหล่งนํา้ การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรน้ํา



◊ ความพรอ้ มของโครงการ ใชเ้ กณฑ์มาก ปานกลาง นอ้ ย คดิ เป็นคะแนน 5, 3 และ 1

2) ด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ดัชนีชี้วัดตัวละ 10 %
ประกอบด้วย

◊ อัตราสว่ นระหว่างคา่ ลงทุนกบั ปรมิ าตรนาํ้ ใช้การ ใช้เกณฑ์ 3 ช่วงระหว่างอัตราส่วนตํา่ สุดกับสูงสุด
คดิ เป็นคะแนน 10, 6 และ 2

◊ ผลตอบแทนดา้ นเศรษฐศาสตร์ ใช้เกณฑ์ 3 ชว่ งระหว่างอัตราส่วนผลประโยชน์กับค่าลงทุน( B/C
ratio) สูงสุดกับตํ่าสุด คิดเปน็ คะแนน 10, 6 และ 2

3) ดา้ นเศรษฐกจิ -สังคม เพื่อพิจารณาถึงปัจจยั ในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ-สังคม ดัชนีชี้วัดตัว
ละ 5 % ประกอบด้วย

◊ บรรเทาปญั หาภัยแล้ง ใช้เกณฑ์มาก ปานกลาง นอ้ ย คิดเปน็ คะแนน 5, 3 และ 1
◊ บรรเทาปัญหาอุทกภยั ใชเ้ กณฑ์มาก ปานกลาง น้อย คดิ เป็นคะแนน 5, 3 และ 1
◊ บรรเทาปัญหาคณุ ภาพนาํ้ ใช้เกณฑม์ าก ปานกลาง นอ้ ย คดิ เป็นคะแนน 5, 3 และ 1
◊ ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาใช้เกณฑ์มาก ปานกลาง น้อย คิดเป็นคะแนน 5, 3
และ 1
4) ดา้ นการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน เพ่ือพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนต่อการ
พัฒนาโครงการฯ ดชั นีชวี้ ัดตวั ละ 10 % ประกอบด้วย
◊ ความต้องการโครงการฯของประชาชนในชมุ ชน ใช้เกณฑม์ าก ปานกลาง น้อยคดิ เปน็ คะแนน 10,
6 และ 2
◊ ประชาชนมสี ่วนร่วมในการอุทิศทีด่ ินเพอ่ื ก่อสร้างโครงการฯ ใช้เกณฑ์มาก ปานกลาง น้อย คิดเปน็
คะแนน 10, 6 และ 2
5) ดา้ นส่งิ แวดล้อม เพ่ือพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ มทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ หากดําเนนิ การพัฒนา
โครงการฯ ดชั นีชว้ี ัดตวั ละ 10 % ประกอบดว้ ย
◊ ผลกระทบตอ่ พน้ื ทอ่ี ุทยานแหง่ ชาต/ิ เขตรกั ษาพันธุ์สตั วป์ า่ /เขตห้ามลา่ สัตว์ป่า/พื้นท่ีช้ันคุณภาพลุ่ม
นาํ้ /พ้ืนทปี่ า่ สงวน ใช้เกณฑไ์ มม่ ี น้อย ปานกลาง คิดเป็นคะแนน 10, 6 และ 2
◊ ผลกระทบต่อการอนรุ กั ษ์รักษาสมดลุ ระบบนเิ วศ ใชเ้ กณฑ์ไม่มี นอ้ ย ปานกลางคดิ เป็นคะแนน 10,
6 และ 2

กลุ่มการวจิ ัยและพฒั นาแหลง่ นาํ้ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนํ้า 1-22 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์

คูม่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษฟ์ ้ืนฟแู หลง่ น้ํา การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้ํา



1.10 ตวั อยา่ งรายงานการตรวจสอบความเหมาะสมโครงการเบือ้ งตน้

รายงานการตรวจสอบความเหมาะสมเบอ้ื งต้น
โครงการอนรุ กั ษ์ฟื้นฟแู หล่งนํ้าหนองตีนดอย

อาํ เภอสามเงา จงั หวัดตาก
1. ความเป็นมา/สภาพปญั หา

หนองตีนดอยเปน็ หนองนํ้าธรรมชาตคิ รอบคลมุ ตําบล ได้แก่ ตําบลยกกระบัตร, ตําบลวังจันทร์ ตําบล
วงั หมัน มีพ้นื ทรี่ บั น้าํ ประมาณ 58 ตารางกิโลเมตร เป็นหนองนํ้าบนท่ีราบลุม่ ริมฝ่ังแม่น้าํ วัง สภาพธรรมชาติ
เปน็ ทีล่ ุ่มตาํ่ สําหรบั รองรบั ปรมิ าณนา้ํ มาจากทางต้นนาํ้ แต่พอฤดูแล้ง จะมกี ารใช้น้าํ จากหนองเพ่ือใช้ในการ
เพาะปลูก อดีตหนองตีนดอยยงั มีนาํ้ พอเพยี ง

สภาพปัจจบุ นั มกี ารขยายพืน้ ทีเ่ พาะปลูกเพ่ิมขึ้น เกิดปัญหา การตื้นเขิน คุณภาพนํ้าเสื่อมโทรม ส่งผล
กระทบตอ่ วิถีชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นท่ี และขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จึง
เกิดปัญหาการขาดแคลนนํ้าและอทุ กภัย

2. วตั ถปุ ระสงค์
- เพื่อแกไ้ ขปญั หาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ําและอทุ กภัย
- เพือ่ อนรุ ักษ์ฟ้ืนฟูแหลง่ น้าํ ธรรมชาติ
- เพื่อการอุปโภคบรโิ ภค และเสริมด้านการเกษตร

3. ท่ตี ้ังและลกั ษณะภมู ิประเทศ
พื้นท่ีหนองตีนดอยส่วนใหญ่ต้ังอยู่ใน 3 ตําบลของอําเภอสามเงา จังหวัดตาก ได้แก่ ตําบล

ยกกระบัตร ตําบลวังจันทร์ และตําบลวังหมัน หรือจากแผนท่ีมาตราส่วน 1:50,000 ท่ีพิกัด 47 QNA
1908500 N, 507500 Eแผนท่ีระวาง 4843 IV ลําดับชุด L7018 (WGSX 84) โดยมีพื้นท่ีตามหนังสือ
สาํ คญั สําหรับท่ีหลวงเลขที่ 4998 เป็นเนื้อที่ 981 ไร่ 3 งาน 77 6/10 ตารางวา

กลมุ่ การวจิ ยั และพฒั นาแหล่งน้ํา ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรน้าํ 1-23 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

ค่มู อื การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้นื ฟูแหล่งนํ้า การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรน้าํ



504000 506000 508000 510000
1913000
N

0 0.5 1 2
กโิ ลเมต
1913000

1911000 1911000
1909000
1907000 พืน้ ท่ี 981หไนรอ่ 3งตงาีนนด7อ7ย160 ตารางวา 1909000

1907000

504000 506000 508000 510000

สัญลักษณ์ โครงการอนุรักษแ์ ละฟ้ื นฟูพ้ืนท่ีชุ่มน้าํ หนองตนี ดอย บริษทั พี แอนด์ ซี แมเนจเมน้ ท์ จาํ กดั
ตาํ บลยกกระบตั ร ตาํ บลวงั จนั ทร์และตาํ บลวงั หมนั บริษทั พิสุทธ์ิ เทคโนโลยี จาํ กดั
บริษทั อินเตอร์ เทค คอนซลั แตนท์ จาํ กดั
ที่ต้งั อาํ เภอ อาํ เภอสามเงา จงั หวดั ตาก
แผนที่ระวาง 4843 IV ลาํ ดบั ชุด L7018 (WGS 84)
ขอบเขตพ้ืนท่ีหนองตีนดอย

กลุม่ การวิจยั และพฒั นาแหลง่ นา้ํ ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรนํา้ 1-24 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษฟ์ ืน้ ฟูแหลง่ น้ํา การวางโครงการ
กรมทรัพยากรน้าํ



4. สภาพภมู อิ ากาศและอุทกวทิ ยา
หนองตนี ดอยอยู่ภายใตอ้ ิทธิพลจากมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใตแ้ ละมรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนอื โดยมีฤดูกาล

3 ฤดู ได้แก่ ฤดูฝน ฤดหู นาว และฤดูร้อน
ฤดูฝน เร่มิ ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ถึงประมาณเดือนตุลาคมของทุกปี โดยได้รับอิทธิพล

จากลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต้ทพ่ี ัดมาจากมหาสมทุ รอินเดยี ทําให้เกดิ ฝนตกชกุ โดยทั่วไป
ฤดูหนาว เรม่ิ ประมาณกลางเดอื นตลุ าคมไปจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยได้รับ

อทิ ธพิ ลจากลมมรสุมตะวันออกเฉยี งเหนอื ซง่ึ พดั มาจากประเทศจีน ซงึ่ นาํ ความแหง้ แลง้ และหนาวเย็นมาสู่
พ้ืนที่โครงการ

ฤดูรอ้ น เริ่มประมาณเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ไปจนถงึ กลางเดอื นเมษายน เปน็ ชว่ งเปลีย่ นผ่านของมรสุม
ตะวันออกเฉยี งเหนือไปเป็นมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต้ อากาศช่วงนค้ี อ่ นขา้ งรอ้ น

5. การใชป้ ระโยชนท์ ี่ดนิ
บริเวณพื้นที่โครงการหนองตีนดอย จําแนกประเภทการใช้ท่ีดินออกได้ 4 ประเภท ได้แก่ พื้นที่

เกษตรกรรม ประเภทนาข้าว พชื ไร่/พชื หมนุ เวยี น และไมผ้ ลผสม พ้นื ทป่ี า่ ไมป้ ระเภทปา่ ผลัดใบเส่ือมโทรม
พืน้ ท่แี หลง่ นํา้ และพื้นทอี่ น่ื ๆ ได้แก่ ที่อย่อู าศยั พืน้ ท่ีโครงการส่วนใหญ่เป็นพ้ืนท่ีเกษตรกรรม โดยเฉพาะ
การปลกู ฝร่งั กล้วยไข่ ทาํ นา และปลกู ขา้ วโพด เปน็ ต้น

บริเวณพนื้ ทีใ่ กลเ้ คยี งในรศั มี 500 เมตร รอบพ้นื ทโ่ี ครงการนน้ั มีพนื้ ทที่ ้ังหมด 4,060 ไร่ ส่วนใหญ่เป็น
พื้นที่ลุ่ม คิดเปน็ ร้อยละ 39.74 รองลงมาเปน็ พนื้ ท่ีปา่ เบญจพรรณ คิดเป็นร้อยละ 30.17 ส่วนท่ีเหลือเป็น
พ้ืนท่ีเกษตร คดิ เปน็ รอ้ ยละ 26.51 และแหล่งชุมชนรอ้ ยละ 3.58

6. ความตอ้ งการใช้นํ้า
1) การใช้น้ําเพ่ือการบริโภค ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 84.78)ใช้นํ้าประปาในการบริโภคใน

ครัวเรือน รองลงมาคือ น้ําฝน (ร้อยละ 17.39) แต่ท้ังนี้ปริมาณนํ้าเพื่อการบริโภคมีไม่เพียงพอต่อความ
ต้องการ (ร้อยละ 76.09) คุณภาพอยู่ในเกณฑ์พอใช้ (ร้อยละ 65.22)

2) การใช้น้ําเพ่ือการอุปโภค ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 86.95) ใช้น้ําประปาเพ่ือใช้อุปโภคใน
ครัวเรือน รองลงมาคือ น้าํ บาดาล และบ่อนํา้ ตนื้ (รอ้ ยละ 8.70 และ 4.35 ตามลําดับ) โดยระบุว่าปริมาณ
นํ้าเพ่ือการอุปโภคมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ (ร้อยละ 89.13) คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ พอใช้ (ร้อยละ
67.39)

3) การใชน้ ํา้ เพอ่ื การเกษตร ประชาชน ทป่ี ระกอบอาชีพการเกษตรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63.04) ใช้นํ้า
บาดาลเพือ่ การเกษตร รองลงมาคอื นาํ้ ฝน (ร้อยละ 28.26) โดยมปี รมิ าณนํ้าเพื่อการเกษตรไม่เพียงพอต่อ
ความตอ้ งการ (ร้อยละ 67.39) และคณุ ภาพอยใู่ นเกณฑ์ พอใช้ (รอ้ ย 63.04)

กลุ่มการวจิ ยั และพฒั นาแหลง่ นาํ้ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนํา้ 1-25 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

คมู่ ือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟน้ื ฟแู หลง่ นํ้า การวางโครงการ
กรมทรพั ยากรน้ํา



4) การใชน้ ํา้ เพอ่ื การเพาะเลีย้ งสตั ว์น้ํา ประชาชนทปี่ ระกอบอาชพี เพาะเล้ียงสตั ว์นํ้าสว่ นใหญ่ (รอ้ ยละ
55.00) ใช้น้าํ จากสระขดุ เพอื่ การเลย้ี งสตั ว์นํ้า รองลงมาคอื น้ําบาดาล(รอ้ ยละ 25.00) โดยส่วนใหญ่ระบุว่า
คุณภาพน้ําอยู่ในเกณฑ์พอใช(้ รอ้ ยละ 55.00)

7. แนวทางการพฒั นา/อนรุ ักษ์ฟื้นฟแู หล่งนาํ้
1) งานขุดดินด้วยเคร่อื งจกั รและขนย้ายดินขดุ ตัง้ แต่ กโิ ลเมตรท่ี
0+005 ถึง กิโลเมตรที่ 2+668 ขุดลอกดินและปรบั แต่งดินขนทิ้ง 4,513,664 ลบ.ม.
2) งานคันดนิ ถมบดอดั ผวิ ลูกรังอดั แนน่ กว้าง 6.00 ม.และ กวา้ ง 10.00 ม. ระยะทางรวม 3.925 กิโลเมตร
3) กอ่ สร้างอาคารท่อ คสล. ขนาด 1.00 เมตร พรอ้ มประตูระบาย ปิด-เปิด จํานวน 20 แหง่
4) งานบันไดลงหนอง ความกวา้ ง 5.40 เมตร จํานวน 11 แหง่
5) งานท่อเหลีย่ ม คสล. พรอ้ มประตรู ะบายปดิ -เปดิ จํานวน 2 แหง่

8. งบประมาณค่ากอ่ สร้าง 50,000,000 บาท
๏ ปี 2553 งบประมาณ 80,750,000 บาท
๏ ปี 2554 งบประมาณ 80,750,000 บาท
๏ ปี 2555 งบประมาณ 211,500,000 บาท
๏ รวมคา่ ก่อสร้างท้งั ส้ิน

9. ผลประโยชน์ทีไดร้ บั
๏ สามารถเก็บกักนาํ้ ไดเ้ พิ่มขึ้น จากเดิม 1,000,000 ลบ.ม. เป็นประมาณ 5,500,000 ลบ.ม.
๏ ประชาชนชนมีนํา้ พอเพียงต่อการบริโภค อปุ โภค และการเกษตรตลอดปี ประมาณ 5,000 ไร่
๏ บรรเทาปญั หาอุทกภยั และภยั แลง้
๏ ประชาชนมีรายไดเ้ สริมจาการทาํ ประมง
๏ เปน็ พน้ื ท่ีแก้มลิงรับนา้ํ ในชว่ งฤดูน้ําหลาก
๏ เปน็ แหล่งท่องเที่ยวและสถานทพ่ี ักผ่อนของประชาชน

10. ผลกระทบโครงการ
โครงการไมส่ ง่ ผลกระทบกับพ้นื ทีใ่ กลเ้ คยี ง

11. ผ้ใู ห้ขอ้ มูลโครงการ
นายสมนึก สุขชว่ ย ผอู้ าํ นวยการสาํ นักอนุรกั ษแ์ ละฟน้ื ฟูแหล่งนํา้ กรมทรพั ยากรนํ้า โทรศพั ท์…………..

กลุ่มการวิจัยและพฒั นาแหลง่ น้ํา ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรน้ํา 1-26 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

คูม่ อื การสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษฟ์ ื้นฟแู หล่งน้าํ การวางโครงการ
กรมทรัพยากรนา้ํ



12. ผจู้ ัดทาํ รายงาน ตาํ แหนง่ วศิ วกรโยธาปฏิบตั กิ าร
1) นายวันเสด็จ จนั ทร์สวุ รรณ ตําแหน่ง วิศวกรโยธาปฏิบตั ิการ
2) นายธรี ะ วงศใ์ หญ่

13. รปู สภาพพน้ื ท่โี ครงการ

กล่มุ การวิจัยและพัฒนาแหล่งน้ํา ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรนํา้ 1-27 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

ส่วนที่ 2
การสาํ รวจทางวศิ วกรรม

ค่มู อื การสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษ์ฟน้ื ฟูแหลง่ นา้ํ การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรน้าํ

 

2. การสาํ รวจทางวิศวกรรม

2.1 การสาํ รวจพืน้ ทโ่ี ครงการเบือ้ งต้น

จากข้อมลู ความต้องการโครงการพฒั นาและอนรุ กั ษฟ์ ้นื ฟูแหล่งนาํ้ ของทอ้ งถิ่น การสาํ รวจพนื้ ท่ี
โครงการภาคสนามพบปะกบั ประชาชนและองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ เป็นขนั้ ตอนแรกทีต่ ้องดาํ เนินการ เพ่อื
วิเคราะห์ความเป็นไปไดข้ องโครงการเบอื้ งต้น ก่อนท่ีจะลงในรายละเอยี ดต่อไป รายละเอียดการสาํ รวจ
ภาคสนามในข้นั ตอนน้ขี นึ้ อยู่กับประเภทของแหล่งนํา้ ท่ีจะฟนื้ ฟแู ละพฒั นา เช่น

(1) ลําห้วย เพ่ือเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการระบายนา้ํ เนือ่ งจากมกี ารตกทับถมของตะกอนดินมาก ทําให้
ประสิทธภิ าพการระบายนาํ้ ลดลง ชว่ งมรสมุ เกิดนํ้าไหลหลากบา่ ลน้ ตล่ิงบ่อยขึน้ กอ่ ใหเ้ กิดความเสียหายต่อพ้ืน
เกษตรกรรมและทอ่ี ยอู่ าศยั การฟ้นื ฟสู ภาพลํานาํ้ โดยการขุดลอกตะกอนดินและเก็บกักนํ้าไว้ใช้ในฤดูแล้ง ซ่ึง
ต้องทาํ การสาํ รวจภาคสนามในเบอ้ื งต้น ประกอบด้วย พกิ ัดตําแหนง่ ที่ตัง้ ชอ่ื ลําหว้ ย บ้าน หมู่ท่ี ตําบล อําเภอ
และจังหวดั แนวเขตของหว้ ยท้งั 2 ฝงั่ ทาํ การสาํ รวจหาความกว้างและความลกึ ของห้วย รวมถงึ ปัญหาการรุก
ล้ําลาํ ห้วย โครงการพฒั นาแหลง่ นํา้ ในลําห้วยทม่ี ีอยู่ในปจั จุบันทั้งด้านเหนือน้ําและท้ายนํ้าของพ้ืนท่ีโครงการ
สภาพปัญหาของการตกตะกอนดนิ และการกดั เซาะ ตลอดความยาวตามลําห้วยของโครงการ ระดับนํ้าหลาก
และระดับนํ้าต่ําสุด การใช้ที่ดินในพ้ืนท่ีโครงการ สภาพธรณีเทคนิค การใช้ประโยชน์จากน้ําในลําห้วย
ผลกระทบที่เกดิ จากประสทิ ธภิ าพการระบายนํ้าหลากของลําห้วยที่ลดลง ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก
การพฒั นาโครงการ ความจาํ เปน็ ของทางลําเลยี งผลผลิตทางการเกษตร และพิกดั ตาํ แหน่งทีท่ ้งิ ดนิ เป็นตน้

(2) บงึ กดุ หรอื หนองนา้ํ เพ่อื การอนรุ ักษแ์ ละเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการเก็บกักนํ้า เนื่องจากมีการตกทับ
ถมของตะกอนดินมาก ทําให้ประสิทธิภาพการเก็บกักนํ้าลดลง ช่วงฤดูแล้งน้ําแห้งทําให้สิ่งมีชีวิตสูญส้ิน
กอ่ ให้เกดิ ความเสียหายต่อระบบนเิ วศ การฟ้นื ฟูสภาพบึง กุดหรือหนองน้ําโดยการอนุรักษ์พื้นท่ีบางส่วนและ
การพัฒนาโดยการขุดลอกตะกอนดินและเก็บกักนํ้าไว้ใช้ในฤดูแล้งในส่วนท่ีเหลือ ซ่ึงต้องทําการสํารวจ
ภาคสนามในเบอื้ งต้น ประกอบด้วย พกิ ดั ตาํ แหนง่ ที่ตง้ั ช่อื บึง กดุ หรือหนองนํ้า บ้าน หมู่ท่ี ตําบล อําเภอและ
จงั หวัด ขอบเขตของบงึ กุดหรือหนองนาํ้ สํารวจความกว้างและความลกึ ของแหล่งนํา้ รวมถงึ ปญั หาการรุกลํ้า
แหลง่ น้าํ สภาพปัญหาของการตกตะกอนดิน ระดับน้ําหลากและระดับน้ําตํ่าสุด การใช้ท่ีดินในพื้นท่ีโครงการ
สภาพธรณีเทคนิค การใช้ประโยชนจ์ ากนาํ้ ในบึง กุดหรือหนองนํา้ ผลกระทบท่ีเกิดจากประสทิ ธภิ าพการเกบ็ กกั
น้ําของแหล่งนาํ้ ท่ีลดลง ผลประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับจากการพัฒนาโครงการ ความจําเป็นของทางลําเลียง
ผลผลติ ทางการเกษตร พกิ ดั ตําแหน่งที่ท้ิงดิน เปน็ ต้น

กลมุ่ การวจิ ัยและพัฒนาแหลง่ นาํ้ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนาํ้ 2-1 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์
 

คู่มอื การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟนื้ ฟูแหล่งนา้ํ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนา้ํ

 

2.2 การสาํ รวจภมู ิประเทศ

จากผลการคดั เลือกโครงการ ในขั้นตอนของการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู

และพัฒนาแหลง่ น้ํา ท่ใี ชข้ อ้ มลู จากการสํารวจพน้ื ทโ่ี ครงการภาคสนามเบอื้ งต้น กต็ อ้ งทําการสาํ รวจภูมิประเทศ

ในขนั้ ออกแบบรายละเอียด โดยมรี ายละเอียดท่ตี อ้ งดาํ เนนิ การดังน้ี
1) การสํารวจโยงคา่ พกิ ดั และค่าระดบั เพื่อหาค่าพกิ ดั และ/หรอื คา่ ระดับของหมุดหลักฐานท่ี

สร้างขึ้นใหม่ในเขตงาน ซ่งึ จะใชเ้ ป็นคา่ อา้ งองิ สําหรบั งานสาํ รวจทําแผนที่ งานสํารวจทางด้านวิศวกรรม และ

งานสํารวจเพ่อื การกอ่ สรา้ งโครงการ
1.1) ลกั ษณะของงาน

1.1.1) งานสร้างหมุดหลักฐานถาวร (Monumenting)
(1) การเลือกท่ีตั้งหมุดหลักฐาน ตําแหน่งท่ีสร้างหมุดหลักฐานต้องพิจารณาเลือก

ตําแหนง่ ท่เี หมาะสม เพ่อื ให้หมุดหลกั ฐานทส่ี ร้างขึ้นมคี วามม่นั คง ขอ้ พจิ ารณาในการเลอื กท่ตี ้งั มีดังน้ี

 เปน็ ตาํ แหนง่ ที่มั่นคง แขง็ แรง พนื้ ดนิ มีการอัดตวั แน่น
 เป็นตําแหน่งท่ียากแก่การทําลาย ควรเลือกสร้างในสถานท่ีราชการ วัด โรงเรียน

หรอื บรเิ วณท่คี าดว่าจะไม่มกี ารก่อสร้างที่เป็นอุปสรรคในการใช้หมุดที่สร้างข้ึน ไม่

ควรสรา้ งหมดุ หลกั ฐานถาวรบนไหลถ่ นน เพราะอาจถูกทําลายได้ง่าย
 เป็นตําแหนง่ ทีเ่ ดน่ ชัดงา่ ยตอ่ การค้นหา
 หมุดค่ทู ่สี ร้างขึ้นต้องไมม่ อี ะไรมาบงั แนวเล็งระยะระหวา่ งหมุดประมาณ200–500ม.

กลุ่มการวจิ ยั และพฒั นาแหลง่ นา้ํ ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรน้ํา 2-2 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

 

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษ์ฟนื้ ฟแู หลง่ นา้ํ การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนาํ้



 

 กรณีของการสรา้ งหมดุ หลกั ฐานเพื่อรังวัดพิกัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ให้
เลือกตําแหน่งที่เหมาะสม ซง่ึ จะต้องอย่ใู นพื้นท่ีโลง่ แจ้ง เพื่อให้สามารถรับสัญญาณ
จากดาวเทยี มทโ่ี คจรอยบู่ นทอ้ งฟา้ ได้ทกุ ทิศทาง

(2) วัสดุและวิธีการสร้างหมุดหลักฐาน วัสดุที่สร้างหมุดหลักฐานส่วนใหญ่ จะเป็น
คอนกรีตทม่ี สี ่วนผสมระหวา่ ง ปนู :ทราย:หิน เป็นอัตราส่วน 1:2:4 สว่ น วิธกี ารสร้างแบ่งได้เป็น 3 ลกั ษณะ คอื

 นาํ วัสดไุ ปหล่อในภูมปิ ระเทศ ณ ตาํ แหนง่ ทีเ่ ลอื ก
 หลอ่ หมุดคอนกรีตตามแบบมาตรฐานไว้ก่อนแลว้ นําไปฝงั
 กรณีที่มีวัตถุธรรมชาติหรือสิ่งก่อสร้างท่ีม่ันคง เช่น บนยอดเขาที่มีก้อนหินใหญ่

อาคารคอนกรีต หรอื คอสะพานรถไฟ สามารถใช้เปน็ ทีส่ รา้ งหมุดได้ โดยสกัดลงไป
ใหล้ ึกประมาณ 4–5 นิ้ว เทคอนกรีตและใช้หัวน๊อตเหล็กหรือหมุดทองเหลืองเป็น
หัวหมุด
(3) แบบของหมุดหลักฐานเพื่อให้หมุดหลักฐานถาวรของงานทุกชนิด และทุก
หน่วยงานมแี บบมาตรฐานเดียวกนั จึงกาํ หนดแบบหมุดหลกั ฐานถาวรเปน็ 3 แบบ มีลักษณะรูปร่างและขนาด
ดงั นี้
 หมุดหลักฐานถาวรแบบ ก. เป็นหมุดหล่อด้วยคอนกรีต ผวิ หน้าเป็นรูปสีเ่ หลยี่ มจตั รุ สั
มีหัวหมุดทําด้วยทองเหลือง ขนาด0.15x0.15 ม.ขนาดของหมุด 0.60x0.60x0.70

ม. ตอกเขม็ ไมข้ นาดเส้นผ่าศนู ยก์ ลาง 3x 1 ม. จํานวน 4 ต้น ให้เขียนค่าระดับไว้ที่

หมดุ หลักฐาน โดยถา่ ยคา่ ระดับอ้างอิงจากค่าระดับนํ้าทะเลปานกลาง(MSL-Mean
Sea Level)

 หมุดหลกั ฐานถาวรแบบ ข. เป็นหมุดหล่อด้วยคอนกรีต ขนาดของตัวอักษรสูง 1.5
ซม. โดยให้ประทบั อักษรคาํ ว่า “ทน.”ลงด้านบนของหมดุ หลกั ฐานมี 2 ลกั ษณะคือ
 หมุดคอนกรตี ทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.10x0.30 ม.ให้เป็นหมุด

หมายพยาน
 หมุดคอนกรีตทรงสี่เหล่ียม ขนาด 0.15x0.15x0.50 ม.ให้เป็นหมุดวงรอบบน

ผิวหน้าของหมุด ทั้ง 2 แบบ ให้ระบุชื่อย่อของหน่วยงานและหมายเลขหมุด

พร้อมกบั อักษรเต็มหรือย่อของโครงการนั้น โดยให้ตัวอักษรชี้ไปทางทิศเหนือ
สาํ หรับหมุดช่ัวคราว (TBM : Temporary Bench Mark ) ให้ใช้หมุดไม้ขนาด

1x 1ยาว 10–20 ซม.

(4) หมายพยาน(Reference Marks) เพ่ือความสะดวกในการค้นหาหมุดหลักฐาน
ถาวรแตล่ ะหมุด จะต้องมีหมายพยานอย่างน้อย 2 แห่ง หมายพยานนี้อาจจะเป็นสิ่งก่อสร้างถาวร หรือวัตถุ

ตามธรรมชาติท่ีเด่นชัด ซึ่งอย่ใู กลห้ มุดในรัศมีประมาณ 30 ม. วัตถุหมายพยานเหล่าน้ีคาดว่าจะไม่ถูกทําลาย
หรอื สูญหายไป เชน่ ตน้ ไมใ้ หญ่ มุมบ้าน เสาธง และสามารถวัดระยะระหว่างหมุดกับหมายพยานได้โดยตรง
ทั้งนเี้ พือ่ ท่จี ะสามารถหาตาํ แหน่งของหมดุ โดยวิธีสกดั กลับได้ ในกรณที ่ีหมดุ หลักฐานถกู ดินกลบหรือถูกทําลาย

ไป ดังตัวอย่าง

กลุม่ การวิจยั และพฒั นาแหล่งนํ้า ภาควชิ าวิศวกรรมทรัพยากรน้ํา 2-3 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คูม่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษฟ์ ืน้ ฟแู หล่งน้าํ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรนาํ้

 

กลุ่มการวิจัยและพัฒนาแหล่งนาํ้ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรน้ํา 2-4 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คู่มอื การสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษฟ์ ื้นฟูแหลง่ นํา้ การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรน้าํ



 

(5) แบบแสดงรายละเอียดหมุดหลักฐาน (Descriptions) แบบแสดงรายละเอียดหมุด
หลกั ฐาน เป็นแบบบันทึกรายละเอียดท่ีตั้งและข้อมูลที่สําคัญของหมุดหลักฐาน เพ่ือให้สามารถค้นหาหมุด

หลักฐานนนั้ ไดง้ า่ ย ข้อความอธิบายรายละเอียดในแบบแสดงที่ตัง้ หมดุ หลกั ฐานต้องส้ัน กะทัดรัด มีใจความท่ี
สมบรู ณแ์ ละเป็นแบบเดียวกัน ภาพสเก็ตท่ีตั้งหมุดจะต้องชัดเจน มีรายละเอียดที่จําเป็นสําหรับค้นหาหมุด
เทา่ นั้น เชน่ แสดงวัตถุถาวรท่มี ลี กั ษณะเด่นตามธรรมชาติ การแสดงทิศทางต้องถูกต้อง รายละเอยี ดในแบบ

ประกอบดว้ ย
 ตาํ แหน่งท่ัวไป ระบบุ ริเวณที่ต้งั ของหมุด สถานที่ต้ังของหมุด ตําบล อําเภอ จังหวัด
รวมทั้งเสน้ ทางในการเขา้ ถึงหมุด โดยเร่ิมจากจดุ ที่หางา่ ยท่สี ดุ

 ตาํ แหนง่ ทแ่ี นน่ อน ระบวุ ตั ถุถาวรหรอื กง่ึ ถาวรท่ีใกลเ้ คยี งท่ีสุด เช่น อาคารเรียน เสา
ธง ถงั ประปา ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น

 ลักษณะของหมดุ หลักฐาน เช่น เปน็ หมดุ หลักฐานถาวรแบบ ข. หมุดสกดั บนก้อนหนิ

เป็นต้น
 หมายพยาน แสดงลกั ษณะของหมายพยาน ทิศทาง และระยะจากหมุดไปยังหมาย

พยาน

 หมดุ คู่ ใหแ้ สดงตาํ แหน่งและทศิ ทางของหมดุ คไู่ วเ้ พ่อื สะดวกในการใช้งาน
เม่อื งานสํารวจของโครงการเสรจ็ ลงแล้ว ใหต้ รวจสอบและเพิ่มเติมรายละเอยี ดขอ้ ความตา่ งๆ ในสมุดสนาม ให้
สมบูรณ์ พร้อมทัง้ ทําบญั ชคี า่ พกิ ดั และ/หรือค่าระดบั ของหมุดทกุ หมุด รวมท้ังแผนทส่ี ารบัญแสดงตาํ แหน่งของ

หมุด และภาพถ่ายของหมดุ แลว้ รวบรวมสง่ ให้หนว่ ยงานที่รบั ผิดชอบ เกบ็ เปน็ หลักฐานไวใ้ ช้งานต่อไป
1.1.2) งานสาํ รวจโยงคา่ พกิ ดั
(1) งานรงั วัดพิกัดดว้ ยเคร่อื งรบั สญั ญาณดาวเทยี มเปน็ วิธกี ารรงั วัดเพ่ือกาํ หนดตาํ แหนง่

จากดาวเทยี ม จี พี เอส(GPS:Global Positioning System) หรือระบบดาวเทยี มอน่ื โดยนําเคร่ืองรังวัดไปต้ัง
รบั สญั ญาณท่ีตาํ แหน่งหมดุ หลกั ฐาน หรอื จุดท่ีตอ้ งการหาคา่ พิกัด ตามเส้นโครงข่ายการรังวัดที่ได้จัดเตรียมไว้
ลว่ งหน้า แลว้ นาํ ผลการรังวดั มาประมวลผลและปรับแกโ้ ครงข่าย ค่าพิกดั ท่ีคาํ นวณได้ตอ้ งมีค่าพิกัดทางยีออเด

ซี (Geodetic Coordinates) และค่าพิกัดกริด ยู ที เอ็ม (UTM : Universal Transverse Mercator) บนพ้ืน
หลักฐานสากล WGS 84 (World Geodetic System 1984) และบนพ้ืนหลักฐานอินเดียน 2518 (Indian
1975 Datum)

(2) งานวงรอบ (Traverse) เปน็ วิธีการรงั วดั เพอ่ื คํานวณหาพกิ ัดตําแหนง่ ของจุดต่างๆ
โดยการวัดมุมและวัดระยะท่ีเชื่อมตอ่ ระหวา่ งจดุ ในลักษณะตอ่ เน่ืองกัน โดยค่าพิกดั ฉาก(Coordinate)ของหมดุ
หลักฐานทีใ่ ช้ออกงานและเขา้ บรรจบวงรอบ ต้องอ้างอิงจากระบบ Universal Transverse Mercator(UTM)ท่ี

ถูกต้องจากกรมแผนที่ทหาร กรมทดี่ นิ กรมทางหลวงหรอื จากหนว่ ยงานที่เชอ่ื ถือได้ของรัฐ ซึง่ แบ่งชน้ั ของงานที
ปฏบิ ัตอิ อกเปน็ 2 ชน้ั คอื

o งานวงรอบชน้ั ท่ี 2 (Second Order Traverse) มีข้อกําหนดเฉพาะและมาตรฐาน

ความถกู ต้องทว่ั ไปดงั น้ี
 การวดั มุม

 ใชก้ ลอ้ งวดั มมุ ท่มี ีความละเอยี ด 0.2หรอื ดกี ว่า

กลุ่มการวจิ ัยและพฒั นาแหล่งน้ํา ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรนํ้า 2-5 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

 

คมู่ ือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ กั ษฟ์ นื้ ฟูแหล่งนํา้ การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรนํ้า



 

 จํานวนศนู ยข์ องการวัด 6 ศนู ย์

 ความต่างของแต่ละศูนยก์ บั คา่ ปานกลางไมเ่ กิน 4
 การวดั ระยะ

 ใช้เครื่องวัดระยะอิเลคทรอนิคส์ที่มีความละเอียด 5 mm. + 10 ppm หรือ
ดกี ว่า

 ระยะระหวา่ งหมุดไมน่ ้อยกว่า 200 ม.
 วัดระยะ 2 เท่ียว(ไป–กลับ) ความละเอียดของการวัดระยะไม่น้อยกว่า

1/120,000
 การวัดอาซมิ ุทดาราศาสตร์ (Astronomical Azimuth)

 ทําการรังวัดอาซมิ ุททุก 15–20 มุม
 จํานวนศนู ย์ของการวัด 12–16 ศูนย์

 Probable Error ของผลปานกลางไม่เกนิ 2.0

 จํานวนแก้ของมุมวงรอบเม่ือตรวจสอบกับค่าอาซิมุทไม่เกินมุมละ3หรือ

10N (N เปน็ จาํ นวนมมุ )
 ความคลาดเคลื่อนในการบรรจบทางตําแหน่ง เม่ือปรับแก้มุมแล้วไม่เกิน

1/20,000
o งานวงรอบช้ันท่ี 3 (Third Order Traverse) มีข้อกําหนดเฉพาะและมาตรฐาน
ความถูกต้องทัว่ ไปดงั น้ี
 การวดั มมุ

 ใช้กล้องวดั มุมทม่ี ีความละเอียด 1.0หรอื ดกี ว่า
 จาํ นวนศูนยข์ องการวดั 2 ศูนย์

 ความตา่ งของแต่ละศนู ยก์ ับคา่ ปานกลางไม่เกนิ 5
 การวดั ระยะ

 ใช้เคร่อื งวดั ระยะอิเลคทรอนคิ ส์หรอื โซ่ลานเหล็ก(Steel Tape)
 วัดระยะ 2 เท่ียว(ไป–กลับ)
 ความละเอยี ดของการวัดระยะไมน่ อ้ ยกวา่ 1/30,000
 การวัดอาซิมทุ ดาราศาสตร์ (Astronomical Azimuth)
 ทําการรังวัดอาซมิ ุททกุ 30–40 มมุ
 จาํ นวนศูนย์ของการวัด 8–12 ศูนย์

 Probable Error ของผลปานกลางไมเ่ กนิ 5.0

 จํานวนแก้ของมุมวงรอบเมื่อตรวจสอบกับค่าอาซิมุทไม่เกินมุมละ8หรือ

30N (N เปน็ จํานวนมมุ )
 ความคลาดเคลื่อนในการบรรจบทางตําแหน่ง เม่ือปรับแก้มุมแล้วไม่เกิน

1/5,000

กลุม่ การวจิ ัยและพัฒนาแหล่งนาํ้ ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรนาํ้ 2-6 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ์

 

คู่มือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรกั ษ์ฟ้ืนฟแู หล่งนา้ํ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนาํ้



 

1.1.3) งานสํารวจค่าระดบั (Spirit Levelling)
เป็นวิธีการรังวัดเพื่อคํานวณหาค่าระดับความสูงของจุดต่างๆซ่ึงอ้างอิงกับพ้ืน

ระดบั นํ้าทะเลปานกลาง(รทก.-Mean Sea Level) โดยการวดั คา่ ต่างระดบั ต่อเน่อื งจากจุดถึงจุดด้วยกล้อง
ระดบั โดยคา่ ระดบั ที่อ้างอิงตวั แรกและตัวเขา้ บรรจบต้องได้มาจากการถา่ ยคา่ จากหมุดหลกั ฐานของกรมแผนท่ี
ทหารหรือจากหน่วยงานท่ีเช่ือถือได้ของรัฐหรือจากเคร่ืองรับสัญญาณดาวเทียมแบบรังวัด(GPS)ท่ีมีความ
ถกู ตอ้ งถงึ + 1 มลิ ลเิ มตร ซง่ึ แบง่ ชั้นของงานท่ีปฏิบัติออกเปน็ 4 ช้นั คือ

o งานสํารวจค่าระดับชั้นท่ี 1 (First Order Levelling) มีข้อกําหนดเฉพาะและ
มาตรฐานความถกู ต้องดงั นี้

 เครื่องมือและอปุ กรณ์
 ใช้กล้องระดับอัตโนมัติหรือกล้อง Tilting ซ่ึงมี Parallel Plate Micrometer
หลอดระดับของกล้องมีความไว 10 ฟลิ ิบดา ต่อ 2 มม. หรือดีกว่า กําลังขยายไม่
น้อยกว่า 40 เท่า
 ใชไ้ มแ้ บง่ สว่ นเมตร ทท่ี ําดว้ ยโลหะอินวาร์ มีหลอดระดับฟองกลมประกอบ และ
เหล็กรองรับไม้แบ่งส่วนเมตร (Ground Plates)

 การปฏบิ ัตงิ านสนาม
 ความยาวของสายการระดบั ไม่เกิน 80 กม.
 ความยาวของตอนการระดับ 1-2 กม.
 ทาํ ระดับไปและกลบั (Double Run) ในทกุ ตอนการทําระดับ
 ระยะไกลสดุ ระหว่างกล้องกับไม้แบง่ ส่วนเมตร ไมเ่ กิน 60 เมตร
 ความตา่ งระหวา่ งระยะไมห้ น้าและระยะไม้หลงั ไม่เกนิ 5 เมตร
 ความต่างสะสมระหวา่ งผลรวมระยะไม้หนา้ กับผลรวมระยะไม้หลงั ของตอนการ
ระดับไม่เกิน 10 ม.

 ความคลาดเคลื่อนระหว่างเที่ยวทําไปกับเที่ยวทํากลับ ไม่เกิน 4 มม.K (K =
ระยะทางเปน็ กิโลเมตร)

 ความคลาดเคล่ือนเขา้ บรรจบในสายการระดับ ไม่เกนิ 4 มม.K

o งานสํารวจค่าระดับชั้นท่ี 2 (Second Order Levelling) มีข้อกําหนดเฉพาะและ
มาตรฐานความถกู ต้องดงั น้ี

 เครื่องมอื และอปุ กรณ์
 ใช้กล้องระดับอตั โนมัติ ซึง่ มคี วามคลาดเคล่ือนเฉลีย่ ในการปรับเส้นเลง็ 0.5 ฟิลิป
ดาหรือกล้อง Tilting ซึ่งมีความไวของหลอดระดับ 30 ฟิลิบดา ต่อ 2 มม. หรือ

ดกี วา่ และประกอบด้วย Parallel Plate Micrometer
 ใช้ไม้แบ่งสว่ นเมตร ทท่ี าํ ดว้ ยโลหะอินวาร์ มีหลอดระดับฟองกลมประกอบ และ

เหลก็ รองรับไม้แบง่ ส่วนเมตร (Ground Plates)

 การปฏิบัติงานสนาม
 ความยาวของสายการระดบั ไมเ่ กิน 60 กม.

กล่มุ การวจิ ยั และพฒั นาแหลง่ นาํ้ ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรนํา้ 2-7 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

 

ค่มู ือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้นื ฟแู หล่งน้าํ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนา้ํ



 

 ทาํ ระดับเทย่ี วเดยี ว (Single Run) ถ้าหมดุ หลักฐานที่ใช้ออกงานและเข้าบรรจบ
อยูห่ า่ งไม่เกิน 15 กม. เมตร

 ถ้าทาํ ระดับสองเที่ยว ใหแ้ บ่งสายระดบั ออกเปน็ ตอน การระดบั ทกุ ชว่ ง 1-3 กม.
 ระยะไกลสุดระหวา่ งกล้องกบั ไม้แบง่ สว่ นเมตร ไม่เกิน 80 เมตร
 ความต่างระหวา่ งระยะไม้หนา้ และระยะไม้หลงั ไม่เกนิ 10 เมตร
 ความตา่ งสะสมระหวา่ งผลรวมระยะไมห้ นา้ กับผลรวมระยะไม้หลงั ของตอนการ

ระดับไม่เกนิ 10 ม.
 ความคลาดเคลือ่ นระหวา่ งเทย่ี วทําไปกบั เทย่ี วทาํ กลบั หรือในการเข้าบรรจบหมดุ

ไม่เกิน 8.4 มม.K (K=ระยะทางเป็นกิโลเมตร)
o งานสํารวจค่าระดับช้ันที่ 3 (Third Order Levelling) มีข้อกําหนดเฉพาะและ
มาตรฐานความถกู ต้องดังน้ี
 เครื่องมอื และอปุ กรณ์

 ใช้กล้องระดับอัตโนมัติหรือกล้อง Tilting ซ่ึงมีความไวของหลอดระดับ 60 ฟิ
ลิบดา ตอ่ 2 มม. หรอื ดกี วา่

 ใช้ไม้แบ่งสว่ นเมตรแบบธรรมดา
 การปฏบิ ัติงานสนาม

 ความยาวของสายการระดับ ไมเ่ กิน 40 กม.
 ทาํ ระดับไปและกลับ (Double Run) โดยแบง่ สายระดบั ออกเป็นตอน ความยาว

ตอนละ 1-3 กม.
 การอา่ นค่าระดับใหอ้ า่ นท้งั 3 เสน้ ใย.
 ระยะไกลสุดระหวา่ งกลอ้ งกับไมร้ ะดบั ไม่เกิน 100 เมตร
 ความตา่ งระหวา่ งระยะไม้หน้าและระยะไม้หลงั ไมเ่ กนิ 10 เมตร
 ความคลาดเคล่อื นระหวา่ งเที่ยวทําไปกบั เที่ยวทํากลบั หรือในการเข้าบรรจบหมุด

ไม่เกิน 12 มม.K (K=ระยะทางเป็นกโิ ลเมตร)
o งานสํารวจค่าระดับช้ันท่ี 4 (Fourth Order Levelling) ใช้เคร่ืองมือและวิธีการวัด
เช่นเดียวกับงานสํารวจระดับช้นั ท่ี 3 และถ้ามีหมุดเข้าบรรจบไม่เกิน 2 กม. ให้ทาํ เทย่ี วเดยี ว ความคลาดเคลือ่ น

ระหวา่ งเทยี่ วทาํ ไปกับเทย่ี วทาํ กลับ หรือในการเขา้ บรรจบหมดุ ไมเ่ กนิ 20 มม.K
1.2) ชนดิ ของงาน

1.2.1) งานโยงคา่ พิกัด โดยวธิ กี ารวงรอบชนั้ ท่ี 2
(1) การกรุยแนวและสร้างหมดุ หลกั ฐาน
 ค้นหาหมุดหลักฐานที่จะใช้ออกงาน และเข้าบรรจบ ซ่ึงเป็นหมุดหลักฐานชั้นที่ 2

หรือชัน้ ท่สี ูงกว่า
 กรุยแนวเส้นวงรอบจากหมุดหลักฐานท่ีทราบค่าแล้ว เข้าเขตโครงการพร้อมทั้ง

กาํ หนดตาํ แหนง่ ของหมุดวงรอบและตาํ แหน่งที่จะสร้างหมดุ หลักฐานถาวร

 สร้างหมุดหลักฐานถาวร แบบ ข. เป็นคู่ทกุ ระยะ 2 กม.

กลมุ่ การวิจัยและพัฒนาแหลง่ นาํ้ ภาควชิ าวศิ วกรรมทรพั ยากรนา้ํ 2-8 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

 

คมู่ อื การสํารวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ กั ษฟ์ น้ื ฟแู หลง่ นํ้า การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนํา้



 

 สร้างหมดุ หลกั ฐานชั่วคราว ทุกหมุดวงรอบ
(2) การวดั มมุ และวัดระยะ

 วดั มมุ ทกุ หมุดวงรอบ
 วดั ระยะระหวา่ งหมุดวงรอบ
 วดั อาซมิ ุทดาราศาสตร์ หรืออาซมิ ทุ จากดาวเทียมรังวัด เพือ่ ควบคุมทศิ ทางของเส้น

วงรอบทุก 20 - 25 มมุ หรอื นอ้ ยกวา่
1.2.2) งานโยงค่าพิกดั โดยวิธีการวงรอบชัน้ ท่ี 3

(1) การกรุยแนวและสร้างหมุดหลักฐาน

 ค้นหาหมุดหลักฐานที่จะใช้ออกงานและเข้าบรรจบ ซึ่งเป็นหมุดหลักฐานช้ันที่ 3
หรือชัน้ ทสี่ งู กว่า

 กรุยแนวเส้นวงรอบจากหมุดหลักฐานท่ีทราบค่าแล้ว เข้าเขตโครงการพร้อมทั้ง

กาํ หนดตาํ แหน่ง ของหมุดวงรอบและตาํ แหนง่ ทจี่ ะสร้างหมุดหลักฐานถาวร
 สร้างหมุดหลักฐานถาวรแบบ ข. เปน็ คทู่ กุ ระยะ 2 กม.
 สรา้ งหมุดหลักฐานชัว่ คราว ทุกหมุดวงรอบ

(2) การวดั มมุ และวดั ระยะ
 วดั มุมทกุ หมดุ วงรอบ
 วดั ระยะระหวา่ งหมุดวงรอบ

 วดั อาซิมทุ ดาราศาสตร์ หรอื อาซิมทุ จากดาวเทียมรังวัดเพื่อควบคุมทิศทางของเส้น
วงรอบทกุ 40 มมุ หรอื น้อยกว่า

1.2.3) งานโยงค่าระดับ โดยวิธีการระดับชนั้ ท่ี 1

(1) การกรุยแนวและสรา้ งหมดุ หลักฐาน
 คน้ หาหมุดหลักฐาน การระดับชั้นที่ 1 เพ่อื ใชอ้ อกงานและเข้าบรรจบ
 กรุยแนวสายการระดบั และกําหนดตาํ แหน่งท่จี ะสร้างหมดุ หลักฐาน

 สร้างหมุดหลักฐานถาวร
 แบบ ก. ทุกระยะ 4–5 กม.
 แบบ ข. ทุกระยะ 2 กม.

(2) การวัดระดบั
 ในแต่ละตอนการระดับ ทาํ ระดบั 2 เทย่ี ว(ไปและกลบั )
 เครื่องมือ วิธกี ารรงั วัด และการคํานวณปรับแก้ให้เป็นไปตามเกณฑ์กําหนดเฉพาะ

ของงานระดบั ชั้นท่ี 1
1.2.4) งานโยงค่าระดับ โดยวธิ กี ารระดับช้ันท่ี 2

(1) การกรยุ แนวและสร้างหมดุ หลักฐาน

 ค้นหาหมุดหลักฐาน การระดับชั้นท่ี 1 หรือชน้ั ท่ี 2 เพอ่ื ใช้ออกงานและเข้าบรรจบ
 กรุยแนวสายการระดบั และกําหนดตาํ แหนง่ ทีจ่ ะสรา้ งหมุดหลักฐาน
 สรา้ งหมดุ หลักฐานถาวร แบบ ข. ทกุ ระยะ 2 กม.

กลมุ่ การวิจัยและพฒั นาแหล่งนาํ้ ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรนํ้า 2-9 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

 

คูม่ ือการสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ กั ษฟ์ ืน้ ฟแู หลง่ น้ํา การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรนํา้



 

(2) การวดั ระดบั
 เครอ่ื งมอื วธิ ีการรงั วัด และการคํานวณปรับแก้ให้เป็นไปตามเกณฑ์กําหนดเฉพาะ

ของงานระดบั ชัน้ ที่ 2
1.2.5) งานโยงคา่ ระดบั โดยวิธกี ารระดบั ชนั้ ท่ี 3

(1) การกรุยแนวและสร้างหมดุ หลักฐาน
 คน้ หาหมุดหลกั ฐาน การระดบั ชัน้ ที่ 3 หรอื ช้นั สูงกว่าเพ่ือใชอ้ อกงานและเขา้ บรรจบ
 กรุยแนวสายการระดับ และกําหนดตาํ แหนง่ ทจ่ี ะสร้างหมุดหลักฐาน
 สร้างหมดุ หลกั ฐานถาวร แบบ ข. ทุกระยะ 2 กม.
(2) การวดั ระดบั
 เคร่อื งมอื วิธกี ารรังวัด และการคาํ นวณปรับแก้ให้เป็นไปตามเกณฑ์กําหนดเฉพาะ

ของงานระดับชั้นที่ 3
1.2.6) งานโยงคา่ พกิ ัดและระดับ โดยวิธีการวงรอบและระดบั ชั้นท่ี 2

(1) งานวงรอบ ปฏิบตั เิ ชน่ เดยี วกบั งานโยงค่าพกิ ดั ด้วยวิธีการวงรอบชั้นที่ 2
(2) งานระดับ ปฏิบัตเิ ชน่ เดียวกบั งานโยงค่าระดับ โดยวธิ ีการระดับชัน้ ที่ 2
1.2.7) งานโยงคา่ พกิ ดั และระดับ โดยวธิ กี ารวงรอบและระดับชนั้ ที่ 3
(1) งานวงรอบ ปฏิบตั ิเชน่ เดียวกบั งานโยงค่าพกิ ดั ดว้ ยวธิ กี ารวงรอบช้นั ที่ 3
(2) งานระดับ ปฏิบตั เิ ช่นเดียวกบั งานโยงค่าระดบั โดยวธิ ีการระดับช้นั ที่ 3

2) การสํารวจเพ่ือการออกแบบ เพ่ือทําแผนที่รายละเอียดและเส้นชั้นความสูงของภูมิประเทศ
โครงการพฒั นาแหล่งนา้ํ เช่น แผนท่ีบรเิ วณอ่างเกบ็ นํา้ บริเวณหัวงาน อาคารชลประทาน ระบบกระจายนํา้ ลํา

น้ํา/ทางนาํ้ ธรรมชาติ ถนนเขา้ โครงการและแนวคนั กัน้ น้ํา เปน็ ต้น
2.1) การสาํ รวจทําแผนทโ่ี ครงการพัฒนาแหลง่ นาํ้ (เพ่อื ทาํ แผนทมี่ าตราสว่ น 1:10,000)
2.1.1) วัตถปุ ระสงค์ เพือ่ ทาํ แผนที่รายละเอียดและเส้นชัน้ ความสูงของภมู ิประเทศ สําหรับ

ใช้ในการพิจารณาวางโครงการ การพิจารณาความเหมาะสม การออกแบบและแนวอาคารเบ้ืองต้นของ
โครงการอนรุ กั ษ์ ฟนื้ ฟแู ละพัฒนาแหล่งนํา้ และกิจกรรมอื่นๆ

 ทําการสาํ รวจรายละเอียดภูมิประเทศ เช่น ลํานํ้า, ลําห้วย, คลอง, บ้าน, วัด, ปูชนียสถาน,

โรงเรยี น, อาคารสาํ คัญๆ, ถนน, ไร,่ นา, สวน ฯลฯ
 ทําการสํารวจระดับความสูงของภูมิประเทศครอบคลุมพ้ืนที่โครงการ เพ่ือนํามาใช้ในการ

พิจารณากาํ หนดชนดิ ขนาดของอาคารบริเวณหัวงาน ระบบการส่งนํ้า ระบบการระบาย

น้ํา และอาคารประกอบอน่ื ๆ
2.1.2) ลกั ษณะของงาน

(1) การเตรยี มงานเบอ้ื งต้น

 จัดหาแผนท่ีมาตราส่วน 1:50,000 ของกรมแผนท่ีทหาร มากําหนดขอบเขต
โครงการ โดยกาํ หนดขอบระวางเปน็ วง วงหน่ึงมีพน้ื ทไ่ี มเ่ กนิ 8 กม.2

กล่มุ การวิจัยและพัฒนาแหล่งนํา้ ภาควชิ าวศิ วกรรมทรัพยากรนา้ํ 2-10 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ กั ษ์ฟ้นื ฟูแหลง่ นาํ้ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรน้ํา



 

 กําหนดขอบระวาง ให้กําหนดแนววงรอบไปทางทิศเหนือ–ใต้ ยาว 4 กม. และไป
ทางทิศตะวันออก–ตก ยาว 2 กม. หรอื ตามความเหมาะสมของสภาพภูมปิ ระเทศ

 จดั หาค่าพกิ ัด ค่าระดบั และหมายพยานของหมดุ หลักฐานในบริเวณใกล้เคียง เพื่อ
ใชเ้ ป็นค่าอา้ งองิ

 พลอ็ ตคา่ พิกดั และค่าระดับของหมดุ หลกั ฐานทท่ี ราบค่าแลว้ ลงในแผนท่ี

 คํานวณปริมาณงานที่จะต้องดําเนินการ เพ่ือต้ังประมาณการ และวางแผนงาน
สาํ รวจ

 จัดทําแผนท่ีสารบัญ (Index Map) มาตราส่วนตามความเหมาะสม เพื่อ

ประกอบการเขียนแผนท่ี และรายงานความกา้ วหน้าของงาน
 จัดหาเครอ่ื งมอื และอปุ กรณก์ ารสํารวจ ใหเ้ หมาะสมกับงาน
(2) การสาํ รวจงานวงรอบและงานระดับ

 ทาํ การโยงคา่ พกิ ัดและค่าระดับ จากหมดุ หลกั ฐานท่ที ราบค่าแล้วอย่างน้อย 2 หมุด
ไปยงั มมุ ระวางท่ีกําหนดไว้ตอนต้น จากน้ันให้วางแนววงรอบ และระดับสายหลัก
ครอบคลุมพ้ืนท่ีกรอบนอก โดยวิธีการวงรอบและระดับช้ันท่ี 3 พร้อมฝังหมุด

หลักฐานถาวรแบบ ข. เปน็ ค่ๆู ไวต้ ามมมุ ของกรอบ
 วางแนววงรอบและระดับสายรองตามขอบระวางท่ีกําหนดในข้อ การเตรียมงาน

เบ้ืองต้น แล้วเข้าบรรจบเป็นวงๆ ประมาณ 1x2 กม. โดยวิธีการวงรอบและ

ระดับชั้นที่ 3 พรอ้ มฝังหมุดหลักฐานถาวร แบบ ข.เปน็ คๆู่ ไวท้ กุ มุมของระวาง
 วางแนววงรอบและระดับเลียบตามลําน้ําสายสําคัญๆ ตามถนน ทางรถไฟ(ถ้ามี)

และฝังหมดุ หลักฐานแบบ ข. เปน็ คู่ ตรงบรเิ วณเสน้ วงรอบขอบระวางตัดผา่ นไวด้ ้วย

 กําหนดวางแผนระดับเส้นหลักตามแนววงรอบขอบระวางด้านทิศเหนือ–ใต้ และ
ตอกหมดุ ไม้ทุกระยะ 200 ม. เพือ่ ใช้สาํ หรบั การออกหรือเข้าบรรจบในการสํารวจ
แนวเส้นซอย

 วางแนวเสน้ ซอย โดยออกจากหมุดไม้ท่ีตอกไว้แล้ว ไปตามแนวทิศตะวันออก–ตก
โดยให้ตั้งฉากกับเส้นขอบระวางทิศเหนือ–ใต้ ด้วยเขม็ ทศิ หรือออกฉากด้วยกล้องวดั
มมุ แล้วกรยุ แนวเส้นซอยวัดระยะ และปักหมดุ ไม้ทุก ระยะ 40–50 ม.หรือ ณ จุดท่ี

มรี ะดบั ภมู ิประเทศเปลย่ี นแปลงมากโดยวิธีงานระดับชนั้ 3
 วดั ระยะความคลาดเคลอื่ นของแนวเส้นซอย ท่ีเข้าบรรจบหมุด ณ ขอบระวางตรง

ข้าม วา่ เป็นระยะหา่ งเท่าใด และบนั ทึกไว้ เพื่อนาํ มาพล็อตแนวเส้นซอยให้ถูกต้อง

ตามความเป็นจริง แล้ววดั ระยะรวมสดุ ท้ายของเส้นซอยนั้น เพ่ือคํานวณหาจํานวน
แกแ้ ตล่ ะจดุ โดยวิธเี ฉล่ียในการพลอ็ ตจดุ ระดบั ของเส้นซอย
(3) การฝังหมดุ หลกั ฐาน ใหเ้ ปน็ ไปตามหลักการสร้างหมุดหลักฐานและเพ่ือป้องกัน

การถูกทําลาย ถึงแม้วา่ จะเป็นหมดุ หลักฐานมุมระวางก็อนุโลมให้เลอื่ นไปยังตาํ แหนง่ ท่ีปลอดภัยได้ เช่น คันนา
หรือมุมเขตที่ดนิ

กลุ่มการวิจัยและพัฒนาแหล่งนํา้ ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรนา้ํ 2-11 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนุรักษ์ฟ้นื ฟแู หลง่ นํ้า การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรนํ้า



 

(4) การเกบ็ รายละเอียดภูมปิ ระเทศ
 เกบ็ รายละเอียดพรอ้ มนามศพั ท์ตามแนวท้ังสองขา้ งเสน้ สาํ รวจ โดยวิธอี อกฉากหรอื

ส่องสกัดรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
 อาคารสําคัญๆ เช่น สถานที่ราชการ วัด โรงเรียน หมู่บ้าน ป่าช้า โบสถ์ฝรั่ง

เจดีย์ สะพาน อาคารชลประทาน แนวเหมือง ฝายราษฎร ฯลฯ

 รายละเอยี ดทั่วไป เชน่ ไร่ นา ปา่ สวน ลําน้ํา ลําห้วย หนอง คลอง บงึ
 จํานวนหมบู่ ้าน ประชากร ประเภทสิทธคิ รอบครอง
 ประเภทปา่ ไมแ้ ละพืชพนั ธุ์

 ใหใ้ ชภ้ าพถา่ ยประกอบในการลงรายละเอยี ด
(5) การเขยี นแผนท่ี
 จัดทําแผนที่ ขนาดมาตรฐาน A1 โดยใช้กระดาษไขขนาดมาตราส่วนของรูป

1:10,000 หรือตามความเหมาะสม
 ลงตาํ แหนง่ หมดุ หลักฐานในแผนที่ ตามคา่ พกิ ัดทคี่ าํ นวณตรวจสอบแล้ว และเขียน

รายละเอยี ดภูมปิ ระเทศ และเสน้ ช้นั ความสูง

 เขียนรายละเอยี ดขอบระวางแผนท่ี เช่น สารบญั แผ่นตอ่ รายละเอียดการสํารวจ
ฯลฯ ตามแบบทก่ี รมทรพั ยากรนาํ้ กาํ หนด

2.2) การสาํ รวจรายละเอียดภมู ิประเทศ (เพอ่ื ทาํ แผนที่มาตราส่วน 1:4,000 หรอื 1:5,000)

2.2.1) วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ทาํ แผนทีร่ ายละเอยี ด และระดับความสูงของภูมิประเทศในกรณี
ต่อไปนี้

แผนท่ีบริเวณอา่ งเก็บนํ้า ซ่ึงมีพื้นท่ีผิวนํ้าที่ระดับเก็บกักไม่เกิน 10 ตารางกิโลเมตร

แสดงเส้นชน้ั ความสูงอยา่ งน้อย 5 เสน้ เพือ่ ใชค้ ํานวณหาพื้นทผ่ี ิวและปริมาณความจุ
ของอ่างเกบ็ น้ํา
2.2.2) ลกั ษณะของงาน

(1) การเตรยี มงานเบือ้ งต้น
 จัดหาแผนท่ีมาตราส่วน 1:50,000 หรือใหญ่กว่ามากําหนดขอบเขตโครงการโดย

กาํ หนดเปน็ วง วงหนึ่งมพี ้ืนทไ่ี ม่เกิน 1x2 กม. โดยให้เส้นซอยยาว 1 กม.

 กาํ หนดขอบระวาง โดยการวางแนววงรอบสายหลกั ขนาด 2x4 กม.
 จดั หาคา่ พิกดั คา่ ระดบั และหมายพยานของหมดุ หลกั ฐานในบริเวณใกล้เคียงเพ่ือใช้

เป็นค่าอ้างองิ

 คํานวณปริมาณงานสําหรบั ตั้งประมาณการ และวางแผนงานสํารวจ
 พลอ็ ตคา่ พกิ ดั และคา่ ระดับของหมดุ หลกั ฐานที่ทราบค่าแล้วลงในแผนที่
 จัดทําแผนท่ีสารบัญ (Index Map) มาตราส่วนตามความเหมาะสม เพ่ือ

ประกอบการเขยี นแผนท่ี และรายงานความก้าวหนา้ ของงาน
 จัดหาเคร่ืองมอื อปุ กรณ์การสํารวจทีจ่ ําเป็นและเหมาะสมกับงาน
(2) การสํารวจงานวงรอบและงานระดับ

กล่มุ การวิจยั และพฒั นาแหลง่ น้ํา ภาควชิ าวิศวกรรมทรพั ยากรนาํ้ 2-12 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์

 

คู่มอื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษฟ์ น้ื ฟูแหล่งนํา้ การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรพั ยากรนา้ํ



 

 ทําการโยงค่าพกิ ัดและคา่ ระดบั จากหมุดหลกั ฐานที่ทราบคา่ แลว้ ไปยังขอบระวาง ท่ี
กาํ หนดไวต้ อนตน้ จากนนั้ ใหว้ างแนววงรอบและแนวระดบั สายหลกั ครอบคลมุ พ้ืนท่ี

กรอบนอก โดยวธิ กี ารวงรอบและระดบั ชน้ั ที่ 3
 วางแนววงรอบและระดับสายรองตามขอบระวางท่ีกําหนดไว้ในข้ันตอนการเตรียม

งานเบื้องต้น ให้เข้าบรรจบเป็นวงๆขนาด 1x2 กม. โดยวิธีการวงรอบและการ

ระดบั ชนั้ ท่ี 3 พร้อมฝังหมุดหลกั ฐานถาวร แบบ ก. เป็นคู่ ตรงบริเวณแนวแกนเขอ่ื น
และฝงั หมุดหลักถาวรแบบ ข. เป็นคู่ ตรงบริเวณเส้นวงรอบขอบระวางตัดผ่านไป
ด้วย

 กําหนดวางแนวระดับสายหลักและตอกหมุดไม้เพ่ือออกเส้นซอยตามแนววงรอบ
ขอบระวางทกุ ระยะ 80 ม.

 วางแนวเส้นซอยใหต้ ้งั ฉากกับเส้นระวางด้วยเข็มทิศหรือกล้องวัดมุม แล้ววัดระยะ

ตามแนวเสน้ ซอยที่กรุยไว้ พร้อมทงั้ ปักหมุดไม้ทุกระยะ 40 ม.หรือ ณ จุดที่มีระดับ
ภมู ิประเทศเปลยี่ นแปลงมาก โดยวธิ งี านระดับชั้นที่ 3
 วดั ระยะความคลาดเคลื่อนของแนวเส้นซอยท่ีเข้าบรรจบหมุด ณ ขอบระวางตรง

ข้ามว่าเป็นระยะห่างเท่าได และบันทึกไว้เพื่อนํามาพล็อตแนวเส้นซอยให้ถูกต้อง
ตามความเป็นจริง แลว้ วัดระยะรวมสุดท้ายของเส้นซอยน้ัน เพื่อคํานวณหาจํานวน
แก้แตล่ ะจดุ โดยวิธเี ฉลี่ย ในการพลอ็ ตจดุ ระดับของเสน้ ซอย

 ในกรณีสํารวจเพ่ือการออกแบบคัน-คูนํ้า ให้สํารวจรูปตัดลํานํ้าธรรมชาติทุกระยะ
100 ม.หรือตามความเหมาะสม

(3) การฝังหมดุ หลกั ฐาน ทาํ เชน่ เดยี วกบั รายละเอียดในลกั ษณะงาน

(4) การเกบ็ รายละเอียดภูมปิ ระเทศ ทําเชน่ เดียวกบั รายละเอยี ดในลักษณะงาน
(5) การเขยี นแผนท่ี ทําเช่นเดยี วกบั รายละเอียดในลักษณะงาน
2.3) การสํารวจพืน้ ท่บี ริเวณหวั งาน(เพ่อื ทาํ แผนท่ีมาตราส่วน 1:1,000 ถึง 1:2,000)

2.3.1) วัตถุประสงค์ เพื่อทําแผนที่รายละเอียดและระดับความสูงของภูมิประเทศ ณ
บริเวณทจี่ ะสรา้ งเข่ือน ประตูระบายน้าํ ทํานบ ฝาย ทางรับนํ้าเข้าและทางระบายนํ้าออกจากหนอง บึง ท่ีทํา
การบา้ นพกั ฯลฯ สาํ หรบั ใช้ในการพิจารณาออกแบบที่ตงั้ อาคารนัน้ ๆ

2.3.2) ลักษณะของงาน
(1) การเตรียมงานเบ้ืองตน้
 เตรียมแผนที่โครงการที่ส่วนพัฒนาและฟ้ืนฟูแหล่งนํ้ามีอยู่ กําหนดขอบเขต

ประมาณ 200x1,000 ม. และที่ตัง้ อาคารตา่ งๆ
 จัดหาคา่ พิกัด ค่าระดับ และหมายพยานของหมุดหลักฐาน ในขอบเขตงานหรือ

บรเิ วณใกลเ้ คียงเพ่ือใชเ้ ป็นคา่ อา้ งอิง

 พล็อตค่าพกิ ัด และคา่ ระดับของหมดุ หลักฐานทที่ ราบคา่ แล้วลงในแผนท่โี ครงการ
 คํานวณปริมาณงานท่ีตอ้ งดําเนนิ การ เพื่อตั้งงบประมาณและวางแผนงานสาํ รวจ
(2) การสาํ รวจงานวงรอบและงานระดับ

กลมุ่ การวจิ ยั และพัฒนาแหลง่ นํ้า ภาควิชาวศิ วกรรมทรัพยากรน้ํา 2-13 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

 

คูม่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ ักษ์ฟนื้ ฟแู หล่งนาํ้ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนาํ้



 

 ทําการโยงค่าพิกัดและค่าระดับจากหมุดหลักฐานที่ทราบค่าแล้ว ไปยังขอบเขต
โครงการทสี่ ่วนพฒั นาและฟ้นื ฟแู หล่งน้ํากําหนด โดยวธิ กี ารวงรอบและระดบั ช้นั ที่ 3

 วางแนวศูนยก์ ลางอาคาร พร้อมฝงั หมุดหลกั ฐานถาวรแบบ ก. ไวอ้ ยา่ งน้อย 1 คูแ่ ละ
ควรเขียนค่าระดับไว้ทีห่ มุดหลกั ฐาน หลงั การคาํ นวณปรบั แกแ้ ล้ว

 วางแนวเส้นฐานขอบเขตหัวงานให้ตั้งฉากจากจุดปลายแนวศูนย์กลางทั้ง 2 ข้าง

ออกไปข้างละประมาณ 50 ม. ทั้งด้านเหนือนํ้าและท้ายนํ้า จนสุดเขตตามแบบ
กาํ หนด กาํ หนดวางแนวระดับสายหลักและตอกหมุดไว้ เพ่ือออกเส้นซอยทุกระยะ
20-40 ม. และกรยุ แนวเสน้ ฐานเชื่อมปลายทั้ง 2 ข้างให้เป็นกรอบส่ีเหล่ียม พร้อม

ท้ังสร้างหมดุ หลกั ฐานถาวรแบบ ข. เปน็ คทู่ ุกมมุ ขอบเขตโครงการ
 กรุยแนวเส้นซอยให้ขนานกบั แนวศูนย์กลาง จนถงึ ขอบเขตหวั งานอีกด้านหน่ึง แล้ว

รงั วัดระดับทุกระยะ 10-20 ม. หรอื ทุกจดุ ท่รี ะดับเปลี่ยนแปลงมากและให้วัดระยะ

ความคลาดเคล่ือนของแนวเส้นซอยที่เข้าบรรจบหมุดขอบเขตหัวงานเพื่อนํามา
พลอ็ ตใหไ้ ดแ้ นวและระยะจรงิ ตรงกบั ภูมิประเทศ
(3) การรงั วัดรูปตดั ขวาง

 วางแนววงรอบและระดับเลียบลาํ นาํ้ โดยออกจากแนวศนู ย์กลางอาคารไปทางด้าน
เหนอื น้าํ 400 ม. และด้านท้ายนํ้า 600 ม. และกําหนดจุดรูปตัดขวางทุกระยะ 25
ม.

 กรยุ แนวรูปตดั ขวาง ให้ต้ังฉากกบั แนวศูนย์กลางลํานํ้า และต่อปีกรปู ตัดออกไปด้าน
ละ 50 เมตร แล้วรังวัดระดับทุกระยะ 5 ม. หรือทุกจุดที่ระดบั เปลี่ยนแปลงมาก

 บันทกึ สถิติระดบั นํ้าตํา่ สุดและสูงสดุ ตลอดจนระดบั นํ้าและวัน เวลา ขณะท่ีทําการ

สาํ รวจ และให้ระบดุ ้วยวา่ ระดบั นํา้ และคราบระดับนํ้าสูงสุดท่ีหาได้น้ัน เป็นสถิติใน
พ.ศ. ใดจํานวน 3 จดุ
(4) การเก็บรายละเอียดภูมปิ ระเทศ

 ทาํ เชน่ เดยี วกับรายละเอยี ดในลักษณะงาน
 บันทึกสถิติระดับน้ําสูงสุดบนอาคารต่างๆที่อยู่ในลําน้ําและจดรายละเอียดต่างๆ

ของอาคารด้วย

(5) การเขียนแผนท่ี
 การเขยี นแผนที่รายละเอียดและเส้นช้ันความสูงของภูมิประเทศ ทําเช่นเดียวกับ

รายละเอยี ดในลกั ษณะงาน

 การเขยี นแผนทีแ่ สดงรายละเอียดภูมิประเทศของลํานาํ้ ทั้งดา้ นเหนือน้าํ และท้ายนํ้า
มาตราสว่ นและเส้นชน้ั ความสูง ชัน้ ละ 0.5-1.0 ม.หรอื ตามความเหมาะสม

 เขยี นแผนท่รี ปู ตัดตามยาว มาตราสว่ นทางต้งั 1:100 ทางราบเท่ากนั กบั มาตราส่วน

ของแผนท่ี โดยแสดงระดับตลิง่ ซา้ ย แนวศูนย์กลางและตลิง่ ขวา

กลมุ่ การวจิ ัยและพัฒนาแหล่งนาํ้ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้าํ 2-14 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คูม่ ือการสํารวจออกแบบโครงการพัฒนาและอนรุ ักษ์ฟนื้ ฟูแหลง่ นา้ํ การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนาํ้



 

 เขียนแผนที่รูปตัดขวาง มาตราส่วนท้ังทางต้ังและทางราบ 1:100 โดยแสดง
ลักษณะตลงิ่ ซ้าย กน้ ลํานํ้าและตล่งิ ขวา ระดบั นาํ้ ขณะสาํ รวจและระดับน้ําสูงสุด ทกุ

ระยะ 100 ม.หรอื ทกุ ระยะที่มกี ารเปลี่ยนแปลงมาก
 เขียนแผนทร่ี ปู ตดั ขวางแสดงระดบั นํ้าขณะสํารวจและระดบั น้ําสูงสดุ จํานวน 3 จุด
2.4) การสาํ รวจพนื้ ท่อี าคารชลประทาน(เพื่อทําแผนท่ีมาตราสว่ น 1:500)

2.4.1) วัตถปุ ระสงค์ เพ่อื ใช้ในการออกแบบอาคารชลประทานต่างๆ เช่นประตูระบายน้ํา
ทอ่ ลอด สะพานนาํ้ จุดท่แี นวคลอง แนวถนน หรือแนวคันกั้นนํ้า ตัดผ่านถนน ลําน้ํา ซ่ึงจะมีขนาด 100x100
ม.หรอื ขนาดท่ีเหมาะสมกบั ตัวอาคารชลประทาน

2.4.2) ลกั ษณะของงาน
(1) การเตรียมงานเบื้องตน้
 เตรียมแผนที่โครงการทผ่ี ูอ้ อกแบบ กาํ หนดขอบเขตและที่ต้งั อาคารตา่ งๆ

 จดั หาค่าพิกดั คา่ ระดับและหมายพยานของหมดุ หลกั ฐาน บรเิ วณใกลเ้ คียงเพ่ือใช้ใน
การออกและเขา้ บรรจบงาน

(2) การสํารวจงานวงรอบและงานระดับ

 เลอื กหาและกําหนดจดุ ศนู ย์กลางของอาคารท่จี ะทาํ การก่อสร้างในภมู ปิ ระเทศ และ
ต่อแนวเสน้ ฐานออกจากจดุ ศูนย์กลางออกไปขา้ งละ 50 ม.

 วางแนวเส้นฐานขอบเขตงานให้ต้ังฉากจากจุดปลายแนวศูนย์กลางท้ังสองข้าง

ออกไปด้านละ 50 ม. และกรุยแนวเส้นฐานเชื่อมปลายท้ังสองข้างให้เป็นกรอบ
ส่เี หลย่ี ม
 สร้างหมุดหลกั ฐานถาวร แบบ ข. ทรงส่ีเหล่ียมในแนวศูนย์กลางและมุมท้ัง 4 ของ

ขอบเขตผังบรเิ วณ
 โยงคา่ พิกัด และคา่ ระดับ จากหมุดหลกั ฐานบรเิ วณใกล้เคยี งที่ทราบค่าแล้ว ไปยัง

หมดุ หลักฐานทีส่ รา้ งไว้ทกุ หมดุ โดยวิธีการวงรอบและระดับชั้นที่ 3

 วางแนววงรอบและระดับเลียบลํานํ้า โดยออกจากแนวศูนย์กลางไปทางเหนือน้ํา
และท้ายนํ้า จนสดุ ขอบเขตผงั บรเิ วณ

 กําหนดวางแนวระดับสายหลักและตอกหมุดไม้เพ่ือออกเส้นซอยทุกระยะ 10 ม.

ตามแนวเสน้ ฐาน ตามลาํ นํา้
 กรุยแนวเส้นซอยให้ตั้งฉากกับแนวเส้นฐาน จนสุดขอบเขตผังบริเวณอีกด้านหน่ึง

แลว้ รังวัดระดับทุกระยะ 5–10 ม. หรอื ทุกจุดท่ีระดับเปลีย่ นแปลงมาก

(3) การเกบ็ รายละเอียดภูมปิ ระเทศ ทําเชน่ เดยี วกบั รายละเอยี ดในลกั ษณะงาน
(4) การรงั วัดรูปตดั ขวาง
 กาํ หนดตาํ แหน่งเพือ่ สํารวจรูปตดั ลกั ษณะลําน้ําทุกระยะ 20 ม. ตามแนวศูนย์กลาง

ลาํ นา้ํ ไปทางดา้ นเหนือนํา้ และท้ายนาํ้ ขา้ งละไมน่ อ้ ยกวา่ 2 รูปและบนั ทึกระดับน้ํา
สงู สุดดว้ ย

กล่มุ การวจิ ยั และพฒั นาแหลง่ นา้ํ ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรน้าํ 2-15 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คมู่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ กั ษ์ฟ้ืนฟแู หล่งน้าํ การสาํ รวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรนํ้า



 

 รงั วดั ระดับตามแนวรูปตัดขวางให้ต้ังฉากกับแนวศูนย์กลางลําน้ําและต่อปีกรูปตัด
ออกไปด้านละ 50 ม. แล้วรังวัดระดับทุกระยะ 5 ม. และทุกจุดท่ีภูมิประเทศ

เปล่ียนแปลงมาก
(5) การเขยี นแผนที่
 เขียนแผนที่มาตราสว่ น 1:500 แสดงรายละเอียดภูมิประเทศ และความสูงตํ่าของ

พนื้ ทด่ี ว้ ยเส้นชน้ั ความสูง ช้ันละ 0.25-0.50 ม.หรือตามความเหมาะสม
 เขยี นแผนทแี่ สดงรูปตัดของลํานํ้า มาตราส่วนทั้งทางตั้งและทางราบ 1:100 และ

ระดบั น้าํ สงู สุดตามทส่ี าํ รวจ

2.5) การสาํ รวจระบบกระจายนํ้า
2.5.1) วัตถุประสงค์ เพื่อจัดทําแผนท่ีรายละเอียดและระดับภูมิประเทศของแนวระบบ

กระจายน้าํ (Strip Topographic Map) ใช้ในการกําหนด หรือเลือกแนวระบบส่งนํ้า กระจายนํ้าท่ีเหมาะสม

เพือ่ ใชใ้ นการออกแบบระบบกระจายนาํ้
2.5.2) ลักษณะของงาน แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท
o ประเภทท่ีมแี ผนทโี่ ครงการ (มาตราส่วน 1:4,000–1:10,000)

(1) การเตรียมงานเบื้องตน้
 จัดเตรียมแผนท่ีโครงการท่ีผู้ออกแบบกําหนดแนวมาให้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ
สาํ รวจวางแนวระบบกระจายน้ํา พร้อมท้ังรายละเอียดและข้อมูลต่างๆ เช่น ระดับ

Full Supply ตาํ แหนง่ ของอาคารตา่ งๆ ความลาดเทของระบบกระจายน้ํา
จดั หาค่าพกิ ัด ค่าระดบั และหมายพยานของหมุดหลักฐาน ในบริเวณใกล้เคียง เพื่อ
ใช้เปน็ คา่ อ้างอิง

คาํ นวณหาคา่ มมุ เบน และระยะจากหมดุ หลกั ฐาน ไปยังจดุ เรมิ่ ตน้ และจุด PI. ทุกจุด
โดยต่อเนอื่ งกันจนตลอดแนว
(2) การสํารวจวางแนว

ทาํ การโยงคา่ พิกัด และระดับจากหมดุ หลกั ฐานท่ีทราบค่าแลว้ ไปยงั จดุ ตน้ คลอง ท่ี
ผ้อู อกแบบฯ กาํ หนด
วางแนวศูนยก์ ลาง วดั มุม วัดระยะ จากจุดตน้ คลอง (กม.0+000) ไปยังจดุ PI. ทกุ จุด

โดยต่อเน่ืองกัน
การวางแนวจากจุดถึงจุด ให้ใช้วิธีเฉล่ียความคลาดเคลื่อนของกล้องหน้าซ้ายและ
หน้าขวา(Double Centering )พรอ้ มกับทาํ การวัดมมุ ทุกคร้ัง

ในกรณที ีร่ ะบบกระจายน้ํายาวมาก ให้หาหมุดหลักฐานเข้าบรรจบหรือเข้าบรรจบ
ตัวเอง เพ่ือตรวจสอบงานทกุ 3–4 กม. โดยวธิ ีการวงรอบและระดับช้นั ท่ี 3
กรุยแนววัดระยะเพ่ือสํารวจรูปตัดขวาง โดยให้ตั้งฉากกับแนวศูนย์กลางระบบ

กระจายนํา้ ทกุ ระยะ 25 ม. ในกรณีภูมปิ ระเทศเปน็ ลูกเนินใหท้ าํ รูปตัดขวาง ทุกระยะ
5-10 ม. และต่อปกี ออกไปทง้ั สองขา้ งๆละ 50 ม.

กลุม่ การวิจยั และพฒั นาแหล่งนํ้า ภาควิชาวิศวกรรมทรพั ยากรนํ้า 2-16 คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ์
 

คมู่ อื การสาํ รวจออกแบบโครงการพฒั นาและอนรุ กั ษฟ์ น้ื ฟูแหลง่ นํ้า การสํารวจทางวศิ วกรรม
กรมทรัพยากรน้ํา



 

เมื่อแนวศูนย์กลางตัดผ่านลํานํ้า ถนน ทางรถไฟ ให้รังวัดมุมเฉ (Skew) และระยะ
กม.ของถนน ทางรถไฟ ไว้ด้วย ทั้งน้ีมุมเฉต้องไม่เกิน 30 องศาจากแนวตั้งฉากกับ

แนวศนู ย์กลางระบบกระจายนาํ้ จากน้ันให้สํารวจแผนที่ผังบริเวณ (Site Plan) ขนาด
100x100 ม. มาตราสว่ น 1:500 ไวด้ ้วย
ในกรณีท่ีแนวศูนย์กลางหรือเขตระบบกระจายนํ้า ผ่านสถานท่ีสําคัญ เช่น วัด

หรือ ที่ธรณีสงฆ์ โบสถ์ ป่าช้า โรงเรยี น ฯลฯ ให้รบี รายงานผู้ออกแบบหรือผ้วู า่ จ้างโดย
ด่วน เพอื่ ออกไปพิจารณาแก้ไขแนวตามความเหมาะสม
กรณเี ปน็ คลองส่งน้ํามีรัศมีความโค้งของคลอง( Radius of Curvature)ต้องไม่น้อย

กว่า 5 เท่าของความกว้างผิวนํ้าในคลอง ถ้าน้อยกว่าต้องปรึกษาผู้ออกแบบหรือผู้
วา่ จ้างก่อน
การวางโค้ง การกาํ หนดระยะเสน้ สัมผัส ให้ปฏิบตั ติ ามหลักวชิ าการ และกฎเกณฑ์ที่

ผู้ออกแบบหรือผวู้ ่าจา้ งไดว้ างไว้
(3) การสร้างหมุดหลกั ฐานและหมายพยาน
ตอกหมดุ ไม้ทุกระยะ 25 ม. ตามแนวศูนยก์ ลางระบบกระจายนํ้า เพื่อการสํารวจรูป

ตัดขวาง
ฝงั หมุดหลกั ฐานถาวร แบบ ข. ณ จุดต้นคลอง จุด PI. จุดสิ้นสุด และในแนวตรงให้
ฝงั หมดุ ทรงสเี่ หลีย่ มทกุ ระยะประมาณ 500 ม. โดยใหอ้ ยู่ในตําแหน่งทป่ี ลอดภัย

ฝงั หมดุ หลกั ฐานถาวร แบบ ก. เปน็ คู่ ตามแนว PC.–PI. หรือ PI.–PT. หรือทุกระยะ
ไมเ่ กนิ 5,000 ม. ใหอ้ ยนู่ อกเขตคลองแนวใดแนวหน่ึง ที่เหน็ ว่าเหมาะสมและปลอดภัย
เพือ่ ใชส้ าํ หรบั อา้ งอิง

 ใหท้ าํ หมายพยานหมุดหลกั ฐาน พร้อมคาํ อธิบายที่ตง้ั ไว้โดยละเอยี ด
(4) การรังวัดระดบั
รังวดั ระดับตามแนวศนู ย์กลาง ทกุ ระยะ 25 ม. จุดเร่มิ ตน้ จุด PI. จุดสิ้นสุดและหมุด

หลักฐานทกุ หมดุ
รงั วดั ระดับตามแนวรูปตดั ขวางทกุ 5–10 ม. และทุกจดุ ท่รี ะดับเปลี่ยนแปลงมาก
ณ ตาํ แหน่งทีศ่ ูนยก์ ลางระบบกระจายนาํ้ ผา่ นถนน ทางรถไฟ ใหท้ าํ ระดบั หลังถนน

เชิงลาดถนน หรือสันรางรถไฟ ถ้าเป็นลํานํ้าให้ทําระดับที่ตลิ่งซ้าย ตล่ิงขวาและก้น
คลอง
บันทึกสถติ ริ ะดบั นํ้าตาํ่ สดุ และสงู สุดบริเวณใกลเ้ คยี ง ตลอดจนระดับน้ํา และวนั เวลา

ขณะที่ทําการสํารวจ และให้ระบุด้วยว่าระดับน้ํา และคราบน้ําสูงสุดที่หาได้น้ันเป็น
สถติ ิใน พ.ศ. ใด
(5) การเก็บรายละเอียด

 การเก็บรายละเอียดภูมิประเทศทั้งสองข้างแนวศูนย์กลาง และแนวรูปตัดทุกเส้น
อยา่ งละเอยี ด
(6) การคาํ นวณรายละเอียดโคง้ (Data of Curve)

กลมุ่ การวจิ ยั และพฒั นาแหล่งนํา้ ภาควิชาวศิ วกรรมทรพั ยากรน้ํา 2-17 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ์

 


Click to View FlipBook Version