การใชม้ อร์แดนทท์ ี่มผี ลตอ่ การย้อมสีเส้นใยไหมและเสน้ ใยฝ้าย
จากสีย้อมดาวเรืองและกะหล่าปลีม่วง
กรรณกิ าร์ ใจแสง
ปยิ วดี เขือ่ นเพชร
สพุ รรษา วงค์รอด
รายงานวิจัยเลม่ นีเ้ ปน็ ส่วนหนึ่งของรายวชิ าวิธวี ิจยั วิทยาศาสตร์ (GSCI391)
โปรแกรมวิชาวทิ ยาศาสตร์ท่ัวไป คณะครุศาสตร์ ชัน้ ปีที่ 3
มหาวิทยาลัยราชภฏั พิบลู สงคราม
ก
กติ ติกรรมประกาศ
วิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ นฤมล เถื่อนกูล
อำจำรย์ประจำสำขำจุลชีววิทยำ คณะวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ที่กรุณำรับเป็นอำจำรย์ที่
ปรึกษำให้แก่คณะผู้วิจัย รวมทั้งได้ใหค้ ำแนะนำและข้อคิดเหน็ ต่ำงๆ อันเป็นประโยชน์อย่ำงยิง่ ใน
กำรทำวิจัย อีกท้ังยังช่วยแก้ปัญหำต่ำงๆ ที่เกิดขึ้นระหว่ำงกำรดำเนินงำนจนวิจัยเล่มนี้เสร็จ
สมบูรณ์
ขอขอบคุณเจ้ำหน้ำที่ห้องปฏิบัติกำรจุลชีววิทยำทุกท่ำนที่ให้คำปรึกษำ ข้อชี้แนะ และ
กำรช่วยเหลือในกำรใชเ้ ครื่องมือต่ำงๆ ในกำรทำวิจยั คร้ังนี้
ขอขอบคุณโปรแกรมวิชำจุลชีววิทยำ คณะวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี มหำวิทยำลัย
รำชภัฎพบิ ูลสงครำม ที่อนญุ ำตให้ใชเ้ ครือ่ งมือ อุปกรณ์ และสถำนทีใ่ นกำรทำวิจยั ครั้งนี้
สุดท้ำยนี้ ผวู้ ิจัยขอขอบพระคณุ บิดำมำรดำ และครอบครวั ที่คอยสนบั สนนุ กำรศกึ ษำ
ตลอดจนคอยช่วยเหลือและให้กำลงั ใจผู้วิจัยเสมอมำ
………………………………………………………….
(นำงสำวกรรณิกำร์ ใจแสง)
…………………………………………………………
(นำงสำวปิยวดี เข่ือนเพชร)
…………………………………………………………
(นำงสำวสพุ รรษำ วงคร์ อด)
ข
โครงงานวทิ ยาศาสตร์ ระดับปริญญำตรี สำขำวิทยำศำสตรท์ ่ัวไป คณะครุศำสตร์
ประเภททีม
ชื่อโครงงาน กำรใชม้ อร์แดนท์ที่มีผลต่อกำรย้อมสเี ส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
จำกสีย้อมดำวเรืองและกะหลำ่ ปลีมว่ ง
ประเภท กำรทดลอง
ชื่อนกั ศึกษา นำงสำวกรรณกิ ำร์ ใจแสง
นำงสำวปิยวดี เขือ่ นเพชร
นำงสำวสุพรรษำ วงค์รอด
อาจารย์ทป่ี รึกษา ผชู้ ่วยศำสตรำจำรย์ นฤมล เถื่อนกลู
ทอ่ี ยู่ มหำวิทยำลยั รำชภัฏพบิ ลู สงครำม (ส่วนทะเลแก้ว) ตำบลพลำยชุมพล
อำเภอเมือง จังหวัดพิษณโุ ลก 65000
โทรศัพท์ 0-5526-7106
บทคดั ย่อ
กำรใช้มอร์แดนท์ที่มีผลต่อกำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ยจำกสีย้อมดำวเรืองและ
กะหล่ำปลีม่วง เพื่อศึกษำวิธีกำรย้อมและผลของกำรใช้มอร์แดนท์ที่มีต่อกำรย้อมสีเส้นใยไหม
และเส้นใยฝ้ำยจำกสีย้อมดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วง โดยใช้มอร์แดนท์ 3 ชนิด ได้แก่ สำรส้ม
เกลือแกง และขี้เถ้ำ ซึ่งมีวิธีกำรย้อมแตกต่ำงกัน ได้แก่ กำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม
(Pre-mordant) กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม (Simultaneous-mordant) และกำรย้อมมอร์
แดนท์หลังสยี ้อม (Post-mordant)
ผลกำรวิจัยจำกกำรวิเครำะห์ผลโดยกำรเทียบสีกับ R.H.S Colour Chart พบว่ำ กำร
ย้อมสีเส้นใยฝ้ำยและเส้นใยไหมด้วยสีย้อมจำกธรรมชำติจำกดำวเรือง โดยใช้สีย้อมของ
ดำวเรืองเป็นตัวควบคุม ซึ่งกำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม เส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมีเฉดสี
เขียวและเฉดสีเหลือง กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม เส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมีเฉดสีเขียว
และเฉดสีเหลือง และกำรย้อมมอรแ์ ดนท์หลังสยี ้อม เส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ยมีเฉดสีเขียว เฉด
สีเหลืองและเฉดสีน้ำตำล กำรย้อมสีเส้นใยฝ้ำยและเส้นใยไหมด้วยสีย้อมจำกธรรมชำติจำก
กะหล่ำปลีม่วง โดยใช้สีย้อมของกะหล่ำปลีม่วงเป็นตัวควบคุม ซึ่งกำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสี
ย้อม เส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ยมีเฉดสีฟ้ำ เฉดสีน้ำเงินและเฉดสีม่วง กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อม
สีย้อม เส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมีเฉดสีน้ำเงิน เฉดสีม่วงและไม่ติดสี และกำรย้อมมอร์แดนท์
ห ลั ง สี ย้ อ ม เ ส้ น ใ ย ไ ห ม แ ล ะ เ ส้ น ใ ย ฝ้ ำ ย มี เ ฉ ด สี ฟ้ ำ เ ฉ ด สี ม่ ว ง แ ล ะ ไ ม่ ติ ด สี
หัวขอ้ วิจยั กำรใชม้ อร์แดนท์ทีม่ ผี ลต่อกำรย้อมสเี ส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ผ้ดู า่ เนินการวิจัย จำกสีย้อมดำวเรืองและกะหล่ำปลีมว่ ง
นำงสำวกรรณกิ ำร์ ใจแสง
หนว่ ยงาน นำงสำวปิยวดี เขื่อนเพชร
อาจารย์ท่ปี รึกษา นำงสำวสพุ รรษำ วงค์รอด
หลักสูตรวิทยำศำสตร์ท่วั ไป
ผชู้ ่วยศำสตรำจำรย์ นฤมล เถือ่ นกูล
งำนวิจยั นี้ได้รบั กำรอนุมัติใหเ้ ป็นส่วนหนึง่ ของกำรศกึ ษำตำมหลกั สูตร ครศุ ำสตรบัณฑติ
สำขำวิชำวิทยำศำสตรท์ ั่วไป คณะครุศำสตร์ มหำวิทยำลยั รำชภฏั พบิ ลู สงครำม
คณะกรรมการการสอบวิจยั
ลงชือ่ ……………………………………………………………………
อำจำรย์ที่ปรึกษำ
(ผชู้ ่วยศำสตรำจำรย์ นฤมล เถื่อนกลู )
ง
สารบญั
เรอ่ื ง หน้า
กิตติกรรมประกำศ...............................................................................................................ก
บทคดั ย่อ..............................................................................................................................ข
สำรบัญ................................................................................................................................ง
สำรบัญตำรำง......................................................................................................................ฉ
สำรบญั รูปภำพ.....................................................................................................................ช
บทท่ี 1 บทน่า
1.1. ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของกำรวิจัย..........................................................1
1.2 โจทย์และคำถำมกำรวิจัย...................................................................................2
1.3 สมมตุ ฐิ ำน.........................................................................................................2
1.4 วตั ถปุ ระสงค์......................................................................................................2
1.5 ขอบเขตกำรวิจัย……...........................................................................................2
1.6 ผลและประโยชน์ที่ได้รบั จำกกำรวิจัย..................................................................3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กีย่ วข้อง
2.1 เส้นใยไหม..........................................................................................................4
2.2 เส้นใยฝำ้ ย.........................................................................................................5
2.3 สีย้อมจำกธรรมชำติ..........................................................................................6
2.3.1 ดำวเรอื ง..................................................................................................6
2.3.2 กะหลำ่ ปลีมว่ ง หรอื กะหล่ำปลีแดง...........................................................7
2.4 กำรสกดั สี.........................................................................................................8
2.5 สำรช่วยติดสี (Mordant)....................................................................................9
2.6 กระบวนกำรย้อมสี..........................................................................................10
2.7 กำรวิเครำะหค์ ุณภำพและเฉดสีด้วยวิธีกำรทำงกำยภำพ...................................11
2.8 งำนวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง..........................................................................................12
บทท่ี 3 ระเบียบวิธีวจิ ยั
3.1 ศกึ ษำลกั ษณะสณั ฐำนภำยนอกของดำวเรืองและกะหลำ่ ปลีมว่ ง.......................16
3.2 เตรียมสำรละลำยมอร์แดนท์...........................................................................16
จ
สารบัญ (ต่อ)
เรอ่ื ง หน้า
3.3 กำรสกดั สีย้อม................................................................................................17
3.4 กำรย้อมสเี ส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย.................................................................18
3.5 กำรวิเครำะหผ์ ลกำรทดลอง............................................................................18
3.5 สรุปและวิจำรณ์ผลกำรทดลอง........................................................................18
บทท่ี 4 ผลการวิจยั
4.1 ศกึ ษำลักษณะสณั ฐำนภำยนอกของดำวเรืองและกะหล่ำปลีมว่ ง.......................19
4.2 วดั ค่ำ pH ของมอร์แดนท์.................................................................................19
4.3 วัดค่ำ pH ของสยี ้อม และสยี ้อมที่เติมมอร์แดนท์..............................................20
4.4 กำรตดิ สีย้อมจำกดำวเรอื งโดยใช้มอร์แดนท์ต่ำงชนิดกนั
ของเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย..........................................................................21
4.5 กำรติดสยี ้อมจำกกะหล่ำปลีมว่ งโดยใช้มอร์แดนท์ต่ำงชนิดกัน
ของเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยง........................................................................23
บทท่ี 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ
5.1 สรุป และอภิปรำยผลกำรวิจัย.........................................................................25
5.2 ข้อเสนอแนะ...................................................................................................26
บรรณำนุกรม....................................................................................................................27
ภำคผนวก.........................................................................................................................31
ภำคผนวก ก.....................................................................................................................32
ภำคผนวก ข.....................................................................................................................34
ภำคผนวก ค.....................................................................................................................42
ประวตั ิผู้วิจัย.....................................................................................................................45
ฉ
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หน้า
ตำรำงที่ 4.2 แสดงค่ำ pH ของมอร์แดนท์............................................................................19
ตำรำงที่ 4.3 แสดงคำ่ pH ของสยี ้อม และสยี ้อมที่เติมมอร์แดนท์.........................................20
ตำรำงที่ 4.4 แสดงกำรติดสีย้อมจำกดำวเรืองโดยใช้มอร์แดนท์ตำ่ งชนิดกนั
ของเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย..........................................................................21
ตำรำงที่ 4.5 แสดงกำรติดสีย้อมจำกกะหล่ำปลีมว่ งโดยใช้มอร์แดนท์ต่ำงชนิดกนั
ของเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย..........................................................................23
ช
สารบัญรูปภาพ
ภาพที่ หน้า
ภำพที่ 2.1 เส้นใยไหม..........................................................................................................5
ภำพที่ 2.2 ฝำ้ ย...................................................................................................................6
ภำพที่ 2.3 ดอกดำวเรอื ง.....................................................................................................7
ภำพที่ 2.4 กะหล่ำปลีมว่ ง....................................................................................................8
ภำพที่ 2.5 สมดุ คู่มอื เทียบสีพืช ผัก ผลไม้ทีไ่ ด้จำกธรรมชำติ RHS Colour Edition)................12
ภำพที่ 4.1 เฉดสีของเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย จำกสีย้อมดำวเรือง
เม่ือย้อมด้วยวิธีกำรย้อม 3 วิธี..........................................................................22
ภำพที่ 4.2 เฉดสีของเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย จำกสีย้อมกะหล่ำปลีมว่ ง
เมื่อย้อมด้วยวิธีกำรย้อม 3 วิธ.ี .........................................................................24
บทที่ 1
บทน่า
1.1 ความเปน็ มาและความส่าคัญของปญั หา
กำรย้อมเส้นใยธรรมชำติ เช่น เส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย ส่วนใหญ่นิยมใช้สีสังเครำะห์ใน
กระบวนกำรย้อม เนื่องจำกสีสังเครำะห์หำซื้อได้ง่ำยมีเฉดสีให้เลือกมำกมำย สีไม่ตกและซีด
จำงง่ำย นอกจำกนี้กำรใช้สีสังเครำะห์มีข้ันตอนกำรยอมที่สะดวกไม่ซับซ้อนจึงเป็นที่นิยมใช้กัน
อย่ำงแพร่หลำยในโรงงำนอุตสำหกรรมสิ่งทอและกำรยอมผ้ำในอุตสำหกรรมครัวเรือน แต่ใน
ปัจจุบันพบว่ำสีสังเครำะห์บำงตัวและบำงกลุ่มสำมำรถเกิดกำรสลำยตัวให้สำรก่อมะเร็ง และ
ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ดังน้ันกำรใช้สีย้อมธรรมชำติจึงกลับมำได้รับควำมนิยมอีกคร้ัง
สีย้อมธรรมชำติสำมำรถสกัดได้จำกพืชผักชนิดต่ำงๆ ที่ได้จำกพันธ์ุไม้นำนำชนิด ที่มีอยู่ใน
ท้องถิ่นนั้นๆ เช่น สีน้ำเงินจำกครำมและอัญชัน สีเหลืองจำกขมิ้นและแก่นขนุน สีเขียวจำก
ใบเตยและหญ้ำหวำน และสีน้ำตำลจำกใบสะเดำกับมะพร้ำวแห้งและเปลือกมังคุด แต่อย่ำงไร
ก็ตำมพบว่ำกำรใช้สีย้อมธรรมชำติยังไม่ได้รับควำมไม่นิยม เพรำะไม่สะดวกในกำรใช้ ย้อมติด
ได้ยำกรวมทั้งไม่สำมำรถควบคุมเฉดสีได้ตำมตอ้ งกำร ตอ้ งทำกำรย้อมซ้ำหลำยๆ ครั้งกว่ำจะได้
เฉดสีที่ต้องกำร นอกจำกนี้ยังพบว่ำปัญหำที่สำคัญของสีย้อมธรรมชำติคือ ปัญหำในแง่กำร
ย้อมติดทนและควำมคงทนของสตี ่อกำรซักและต่อแสง ดังนั้น กำรวิจยั ทำงวิทยำศำสตร์เป็นอีก
วิธีหนง่ึ ทีท่ ำให้เข้ำใจถึงกลไกกำรย้อมและปัจจยั ต่ำงๆทีม่ ผี ลตอ่ กำรตดิ สีอย่ำงเป็นระบบ
จำกปัญหำกำรย้อมเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยดังกล่ำวข้ำงต้น ทำให้คณะผู้วิจัยสนใจที่จะ
ทำกำรวิจัยโดยเน้นหลักกำรย้อมไหมและฝ้ำยด้วยสีสกัดจำกดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วง โดย
ใช้มอร์แดนท์ 3 ชนิด คือ สำรส้ม เกลือแกง และขี้เถ้ำ มีวิธีกำรย้อม 3 วิธี คือ ย้อมมอร์แดนท์
ก่อนสีย้อม ย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม และย้อมมอร์แดนท์หลังสีย้อม ซึ่งจะทำกำรย้อมลงบน
เส้นใยฝ้ำยและเส้นใยไหม โดยเปรียบเทียบกำรย้อมติดทนและกำรให้เฉดสีที่ต่ำงชนิดกันจำก
กำรใช้มอร์แดนท์ที่ต่ำงกัน เพื่อพัฒนำวิธีกำรย้อมให้มีควำมสะดวก รวดเร็วมำกขึ้น สำมำรถ
ควบคุมให้ได้เฉดสีตำมควำมต้องกำร ได้ผลิตภัณฑ์ผำ้ ย้อมสีธรรมชำติที่มีคุณภำพ และส่งเสริม
กำรใช้ทรัพยำกรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังเป็นกำรอนุรักษ์ภูมิปัญญำไทยในเร่ืองกำร
ย้อมเส้นใยด้วยสีธรรมชำติมิให้สูญหำยไปจำกประเทศไทย
2
1.2 โจทยแ์ ละคา่ ถามการวิจยั
1.2.1 กำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยด้วยสีย้อมจำกดำวเรอื งและกะหล่ำปลีม่วง เส้น
ใยชนิดใดจะสำมำรถย้อมติดสีได้ดกี ว่ำกนั
1.2.2 เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยที่ได้จำกกำรย้อมสีดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วง
โดยใช้วธิ ีกำรย้อมและมอร์แดนท์ต่ำงชนิดกัน จะมีเฉดสีทีแ่ ตกต่ำงกนั หรอื ไม่
1.3 สมมติฐาน
1.3.1 กำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย ด้วยสีย้อมจำกดำวเรืองและสีย้อมจำก
กะหล่ำปลีมว่ ง สำมำรถติดสีแตกต่ำงกัน
1.3.2 เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย ที่ได้จำกกำรย้อมสีดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วง
โดยใช้วธิ ีกำรย้อมและมอร์แดนท์ตำ่ งชนิดกนั จะมีเฉดสีทีแ่ ตกต่ำงกนั
1.4 วตั ถปุ ระสงค์
1.4.1 เพื่อศึกษำกำรใช้มอร์แดนท์ที่มีต่อกำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยจำกสีย้อม
ดำวเรอื งและกะหลำ่ ปลีมว่ ง
1.4.2 เพื่อศึกษำผลของวิธีกำรย้อมโดยกำรเติมมอร์แดนท์ ต่อกำรย้อมสีเส้นใยไหมและ
เส้นใยฝำ้ ย จำกสีย้อมดำวเรืองและกะหล่ำปลีมว่ ง
1.5 ขอบเขตการวิจัย
1.5.1 ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
- กำรย้อมเส้นใยไหม
- กำรย้อมเส้นใยฝ้ำย
- กำรใชส้ ำรมอรแ์ ดนท์
- วิธีกำรย้อม
- กำรวัดค่ำสีโดย R.H.S. Color Chart
1.5.2 ขอบเขตดา้ นสถานท่ี
- ตึกคณะวิทยำศำสตร์มหำวิทยำลัยรำชภัฎพิบลู สงครำม
1.5.3 ขอบเขตด้านวัตถดุ บิ
- เส้นใยไหม
- เส้นใยฝำ้ ย
3
- ดำวเรอื ง
- กะหลำ่ ปลีมว่ ง
- สำรมอรแ์ ดนท์ ได้แก่ สำรส้ม เกลือแกง และขเี้ ถ้ำ
1.6 ผลและประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั จากการวิจยั
สำมำรถนำควำมรู้ที่ได้จำกงำนวิจัยไปเผยแพร่ให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจกำรย้อมสีจำก
ธรรมชำติ เพื่อพัฒนำวิธีกำรย้อมให้มีควำมสะดวก รวดเร็วมำกขึ้น สำมำรถควบคุมให้ได้เฉดสี
ตำมควำมต้องกำร ได้ผลิตภัณฑ์ผำ้ ย้อมสีธรรมชำติที่มีคณุ ภำพ และส่งเสริมกำรใช้ทรัพยำกรที่
มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังเป็นกำรอนุรักษ์ภูมิปัญญำไทยในเร่ืองกำรย้อมเส้นใยด้วยสี
ธรรมชำติมิให้สูญหำยไปจำกประเทศไทย
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
กำรวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยมุ่งศึกษำผลกำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยจำกสีสกัด
จำกดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วง โดยใช้มอร์แดนท์ต่ำงชนิดกัน คณะผวู้ ิจัยได้ศกึ ษำเอกสำรและ
งำนวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง โดยแบ่งหัวข้อศึกษำ ดงั ตอ่ ไปนี้
2.1 เส้นใยไหม
2.2 เส้นใยฝำ้ ย
2.3 สีย้อมจำกธรรมชำติ
2.4 กำรสกัดสี
2.5 สำรช่วยติดสี (Mordant)
2.6 กระบวนกำรย้อมสี
2.7 กำรวิเครำะหค์ ณุ ภำพและเฉดสีด้วยวิธีกำรทำงกำยภำพ
2.8 งำนวิจยั ที่เกี่ยวข้อง
2.1 เสน้ ใยไหม
ใยไหมได้จำกรังของตัวไหม ในไทยมีกำรเลี้ยงไหมกันมำกทำงภำคอีสำน ใยไหมได้รับ
สมญำว่ำเป็นรำชินีแห่งเส้นใย มีควำมงำมหรูหรำ เนื้อผ้ำเป็นมันแวววำว แต่ผ้ำไหมมีรำคำ
ค่อนข้ำงแพง ประเทศจีนเป็นประเทศแรกที่รู้จักเลี้ยงไหม และนำเส้นใยมำผลิตเป็นผ้ำไหม
คุณสมบัติท่ัวไปของผ้ำไหม นอกจำกจะมีเน้ือมันแวววำวสวยงำม มีควำมเหนียวมำก สวมใส่
สบำย ปรับให้เหมำะกับอำกำศร้อนเย็นได้ดี ผ้ำไหมนิยมนำมำตัดเป็นเสื้อผ้ำ เคร่ืองใช้ ที่ให้
ควำมงำมหรหู รำและใช้เป็นครั้งครำว ไม่นิยมตัดเสื้อผำ้ ทีต่ ้องใส่ประจำวนั นกั ท้ังน้ีเพรำะผ้ำไหม
รำคำค่อนข้ำงแพง ซักรีดยำก ผ้ำไหมที่ฟอกเอำขี้ผ้ึงที่ติดมำกับเส้นใยออกหมด น้ำหนักจะเบำ
และค่อนข้ำงยับง่ำย ต้องตกแต่งให้ทนยับ ผ้ำไหมจะเก่ำเร็วถ้ำซักรีดบ่อยๆ ไม่ทนต่อสำร
ซักฟอกที่มีส่วนผสมของด่ำงเข้มข้นและไม่ทนต่อแสงแดด เวลำซักรีดผ้ำไหมจึงต้องทำอย่ำง
ระมัดระวังมำกกว่ำกำรซักผำ้ ชนิดอ่นื
5
ภำพที่ 2.1 เส้นใยไหม (รัชดำ ธรำภำค. 2552)
2.2 เส้นใยฝา้ ย
ฝ้ำยเป็นไม้พุ่มใสสกุล Goosypium วงศ์ Malvaceae ต้นฝ้ำยเป็นพืชที่ทนทำนต่อควำมแห้ง
แล้งขึ้นมำกในภูมิภำคที่อำกำศร้อน หลักฐำนทำงโบรำณคดีที่เก่ำแก่ที่สุดเกี่ยวกับฝ้ำย คือ ผ้ำ
ฝ้ำยอำยุประมำณ 5000 ปีก่อนคริสตกำล พบที่ประเทศเม็กซิโก ส่วนในทวีปเอเชียนั้นพบ
หลักฐำนอำยุประมำณ 3000 ปีก่อนคริสตกำลที่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขต
ประเทศปำกีสถำน ในประเทศไทยพบหลักฐำนทำงโบรำณคดีเป็นแวดินเผำที่ใช้ป่ันฝ้ำย
สมัยก่อนประวัติศำสตร์อำยุประมำณ 3000 ปี ที่บ้ำนเชียง อำเภอหนองหำน จังหวัดอุดรธำนี
ซึ่งพันธ์ุฝ้ำยพื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไปในประเทศไทยแยกตำมสีของปุยฝ้ำยออกเป็น 2 ชนิด
คือ พนั ธุ์สตี ุ่น ปยุ ฝ้ำยมีสีตนุ่ คือสนี ้ำตำลอ่อนๆและพันธุ์สขี ำว มีปุยฝ้ำยสีขำว
ใยฝ้ำยได้มำจำกส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดของต้นฝ้ำยหรือที่เรียกว่ำ ปุยฝ้ำย มีลักษณะเป็นเส้น
เล็กๆ ลักษณะของฝ้ำยมีคุณสมบัติ เน้ือนุ่ม โปร่งเบำ ดูดซึมน้ำได้ดี ซักรีดและทำควำมสะอำด
งำ่ ย ทนควำมร้อนได้ดีสำมำรถระบำยอำกำศได้ดี ฝ้ำยจงึ เหมำะกับสภำพอำกำศในฤดูร้อนหรือ
ร้อนชื้น กำรใช้ฝ้ำยมำใช้งำนทำได้โดยนำฝ้ำยมำป่ันเป็นเส้นด้ำยแล้วนำมำท่อเป็นผืนผ้ำและตัด
เยบ็ เป็นเครือ่ งนุ่งหม่ เชน่ ถงุ ผำ้ กระเป๋ำผำ้ เสื้อยดื ปอกหมอน เครือ่ งนุ่งหม่ ตำ่ งๆ
6
ภำพที่ 2.2 ฝำ้ ย (ธีธชั กันจนิ ะ. 2559)
2.3 สีย้อมจากธรรมชาติ
สีย้อมธรรมชำติได้จำกกำรนำส่วนต่ำงๆ ของพืช เช่น ดอก ผล รำก เปลือก แกน มำต้ม
สกัดเป็นสีย้อม สีย้อมธรรมชำติ เป็นสำรประกอบอินทรีย์ประกอบด้วยธำตุคำร์บอนต่ออยู่กับ
อะตอมของธำตุอื่นๆ ส่วนมำกเป็นไฮโดรเจน ไนโตรเจน ออกซิเจน และกำมะถัน โดยเฉพำะ
อย่ำงยิ่งมีกลุ่มทีค่ ำร์บอนต่อกันเปน็ วงและวงแหวนเบนซีน ซึ่งพืชที่นำมำทำกำรวิจยั ในครั้งนี้ คือ
ดำวเรอื งและกะหล่ำปลีมว่ ง
2.3.1 ดาวเรือง
ชื่อวทิ ยำศำสตร์ : Tagetes erecta L.
ชือ่ วงศ์ : Compositae
ชื่อสำมัญ : Marigold
ชื่อพ้ืนเมอื ง: ดอกคำพู่จู้ คำปูจู้หลวง ดำวเรอื งใหญ่ พอทู ดำวเรืองอเมรกิ นั
ดำวเรืองมีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ต่อมำมีผู้นำเข้ำไปปลูกในยโุ รป เนื่องจำกเปน็ ไม้ที่
ปลูกง่ำยเลี้ยงง่ำย และดอกมีควำมสวยงำม จึงเป็นที่นิยมปลูกอย่ำงแพร่หลำย ใช้เป็นดอกไม้
หน้ำแท่นบูชำพระนำงแมรี และเนื่องจำกดอกดำวเรืองด้ังเดิมมีเพียงสีเดียวคือ สีเหลือง จึง
เรียกชื่อไม้ดอกชนิดนี้ว่ำ Mary's gold ต่อมำจึงเพี้ยนไปเป็น Marigolds นอกจำกดำวเรืองจะใช้
ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้กระถำงแล้วยังใช้ประโยชน์เป็นพืชสีโดยใช้เป็นสีย้อมผ้ำมำตั้งแต่สมัย
โบรำณ และในปจั จุบนั ยงั ใชด้ อกดำวเรอื งผสมในอำหำรสัตว์เป็นอำหำรเสริมอีกด้วย
7
สำรเคมีที่พบ คือ ช่อดอกมี Flavonoid glycosides, tagetiin 0.1% และสำรเรืองแสง Terthienyl
15-21 มก. / กก. ของดอกสด Helenien 74%, B-Carotene Flavoxanthin; Helenien มีคนกล่ำว
ว่ำมีผลทำให้เนอื้ เยือ่ ตำดีข้ึน ใบ มี Kaempferitrin เมล็ด
กำรปลูกดำวเรืองในประเทศไทย เริ่มมีมำตั้งแต่สมัยใดไม่ปรำกฏหลักฐำนแน่ชัด ทรำบ
เพียงว่ำดำวเรืองไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย แต่มีกำรนำเข้ำพันธ์ุดำวเรืองจำก
ต่ำงประเทศมำปลูกเป็นเวลำนำนจนสำมำรถปรับตัวเข้ำกับสภำพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี
มีกำรกระจำยตัวขอสำยพันธุ์มำกทั้งทำงด้ำนรูปทรงดอก ขนำดดอก ลักษณะกำรเจริญเติบโต
ตลอดจนกำรตำ้ นทำนต่อโรคและแมลง ประเทศไทยมีพื้นที่ปลกู ดำวเรืองประมำณ 4,000 ไร่ มี
แหล่งปลูกทีสำคัญ คือ จังหวัดพะเยำ ลำปำง นนทบุรี กรุงเทพฯ รำชบุรี สมุทรสำคร
สพุ รรณบุรี และอดุ รธำนี
ภำพที่ 2.3 ดอกดำวเรอื ง (เสำวณยี ์ สุรยิ ำมำตร2. 559)
2.3.2 กะหล่าปลีมว่ ง หรอื กะหลา่ ปลีแดง
ชือ่ วทิ ยำศำสตร์ : Brassica oleraceae var. rubra
ชือ่ สำมัญ : Red Cabbage
ลักษณะ : เป็นพืชล้มลุกสองปี มีลักษณะคล้ำย กะหล่ำปลีธรรมดำ แต่มีสีแดง
เน่ืองจำกใบมีสำรanthocyanin จำนวนมำก ลักษณะลำต้นส้ันมำก ใบเดี่ยวสีแดง หนำ และมี
นวล ใบเรียงตัว สลับซ้อนกันแน่นหลำยช้ัน เรียงแน่น หัวกลมหรือค่อนข้ำงกลม ขึ้นอยู่กับสำย
พันธ์ุ
คุณค่ำทำงอำหำร : เน้ือของกะหล่ำปลีสีม่วงมีสำรอินไทบินที่มรี สขมกว่ำกะหล่ำปลี
สีขำวธรรมดำ แตส่ ำรอินไทบินน้มี สี ่วนสำคัญต่อกระบวนกำรเผำผลำญสำรอำหำรในร่ำงกำย
8
ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงตับ ถุงน้ำดี ไต และกระเพำะดีขึ้น นอกจำก นี้
กะหล่ำปลีสีม่วงยงั อุดมด้วยธำตุเหล็ก จึงช่วยเสริมฮีโมโกลบินใหแ้ ก่ร่ำงกำย ซึ่งฮีโมโกลบินเป็น
ตัวกำรสำคัญที่นำพำออกซิเจนไปกบั เมด็ เลือดแดงเพือ่ หลอ่ เลี้ยงเซลล์ตำ่ งๆ
กำรใช้ประโยชน์และคุณค่ำทำงอำหำรของกะหลำ่ ปลีแดง : กะหลำ่ ปลีม่วง เป็นพืชที่มีเยื่อ
ใยอำหำรสูง และอุดมไปด้วยคุณค่ำสำรอำหำรหลำยชนิด เช่น โปรตีน (สำร indols ซึ่งเปน็ ผลึก
ทีแ่ ยก มำจำก trytophan; กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่ำงกำย) คำร์โบไฮเดรต โซเดียม วิตำมินซีซึ่ง
พบค่อนข้ำงมำกกว่ำกะหล่ำปลีสีเขียวถึง 2 เท่ำ ซึ่งช่วยป้องกันโรคเลือดออกตำมไรฟัน มีสำร
ซัลเฟอร์ (Sulfer) ช่วยกระตุ้นกำรทำงำนของลำไส้ใหญ่ และต้ำนสำรก่อมะเร็งที่เข้ำสู่ร่ำงกำย
กำรกินกะหล่ำปลีบ่อยๆ จะช่วยลดโอกำสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งในช่องท้อง ลดระดับ
คลอเรสเตอรอล และช่วยงับประสำท ทำให้นอนหลับดี และน้ำกะหล่ำปลีคั้นสดๆ ช่วยรักษำ
โรคกระเพำะได้ และในกะหล่ำปลีมีสำร goitrogen เล็กน้อย ถ้ำสำรนี้มีมำกจะไปขัดขวำงกำร
ทำงำนของต่อมไทรอยด์ ทำใหน้ ำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย จงึ ไม่ควรกินกะหล่ำปลีสดๆ เกิน
วนั ละ 1-2 กิโลกรัม แต่ถ้ำสุกแล้วสำร goitrogen จะหำยไป กะหล่ำปลีม่วง นิยมรบั ประทำนสด
เชน่ ในสลัด หรอื นำมำตกแต่งจำนอำหำร กำรนำมำประกอบอำหำร ไม่ควรผำ่ นควำมร้อนนำน
เพรำะจะทำให้สญู เสียวิตำมินและคณุ ค่ำอำหำร
ภำพที่ 2.4 กะหล่ำปลีมว่ ง (2560)
2.4 การสกดั สี
กำรสกัดสีใช้ 2 วิธี ประกอบด้วย
2.4.1 การสกัดสีโดยการต้ม หรือการสกัดสีแบบร้อน ใช้สกัดสีจำกพืชที่ให้สีจำกส่วน
ต่ำงๆ ของพืชให้สี โดยใช้ควำมร้อนในกำรละลำยสีและสำรประกอบอื่น ๆ เช่น แทนนิน เพื่อ
สกดั สีใชย้ ้อม อีกท้ังควำมรอ้ นยังช่วยใหส้ ีซึมเข้ำยึดเกำะกบั เส้นใยได้ดี
9
2.4.2 การสกัดสีโดยการหมัก ใช้กับการย้อมคราม โดยกำรหมักต้นครำมเพื่อสกัด
สำรให้สีละลำยน้ำ เติมปูนแดงแล้วใช้กำรตีให้เกิดฟองเพื่อช่วยให้จุลินทรีย์ในอำกำศเข้ำไปทำ
ปฏิกิริยำกับเนื้อครำม เม่ือทิ้งไว้ให้ตกตะกอน จึงแยกเนื้อครำมได้ครำมเปียก ลักษณะคล้ำย
โคลนมีสนี ้ำเงินเพื่อนำไปหมักเป็นสีย้อมต่อไป
2.5 สารช่วยติดสี (Mordant)
พืชแต่ละชนิดที่นำมำใช้ย้อมเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมีควำมสำมำรถในกำรติดสี ควำม
คงทนต่อกำรขัดถูหรอื ควำมคงทนต่อแสงได้ไม่เท่ำกัน ขึ้นอยู่กบั องค์ประกอบทำงชีวเคมีภำยใน
ของพืชและเส้นด้ำยที่นำมำใช้ย้อม จึงต้องใช้สำรช่วยย้อมมำเปน็ ตัวช่วยในกำรทำใหเ้ ส้นด้ำยดูด
ซับสีได้ดี มีควำมคงทนต่อแสงและกำรขัดถูเพิ่มขึ้น ซึ่งคุณสมบัติสำรช่วยย้อมนอกจำกจะเป็น
สำรที่ช่วยในกำรยึดและจับสีแล้ว บำงครงั้ สำรช่วยย้อมยังทำให้ได้เฉดสีใหม่ทีเ่ ปลีย่ นไปจำกเดิม
ดังน้ันในกำรย้อมสีธรรมชำติ หลักกำรสำคญั คือ สำรช่วยติดสี (Mordant) เปน็ ตัวที่ช่วยให้
สีติดอยู่บนผ้ำและเส้นใยได้อย่ำงมีประสิทธิภำพไม่ตกง่ำย และสำรช่วยติดสีแต่ละชนิดยังมีผล
ให้เกิดสีที่แตกต่ำงกันอีกด้วย สำรช่วยติดสี ได้แก่ สำรส้ม จุนสี เกลือ ปูนขำว สนิมเหล็ก สำร
ช่วยติดสีธรรมชำติโดยท่ัวไปนิยมใช้โคลน หรือน้ำบำดำล ใช้ใบไม้ ผลไม้ เปลือกไม้ เช่น ใบเห
มียด ใบส้มเสี้ยว ใบส้มป่อย ใบมะขำม มะนำว มะขำม และน้ำขี้เถ้ำ เป็นต้น แต่งำนวิจยั ในคร้ังนี้
ใช้สำรชว่ ยติดสีธรรมชำติ 3 ชนิด ได้แก่ สำรส้ม เกลือแกง และขีเ้ ถ้ำ เนื่องจำกเป็นสำรช่วยติดสี
จำกธรรมชำติ ปลอดภัย และหำซือ้ ได้ง่ำย
2.5.1 สารส้ม
สำรส้ม มีคุณสมบัติช่วยจับยึดกับเส้นด้ำย และช่วยให้สีสดสว่ำงขึ้น มักใช้กับกำร
ย้อมด้วยพืชที่ให้เฉดสีน้ำตำล-เหลือง-เขียว เช่น แก่นแข ใบหูกวำง เปลือกประดู่ เปลือก
มะพร้ำว เป็นต้น
2.5.2 เกลือแกง
เกลือแกง จะช่วยให้สีซึมเข้ำยึดเกำะกับเส้นใยได้ง่ำยขึ้น และจะติดสีได้ดีและย้อม
งำ่ ยขึ้น
2.5.3 น้า่ ดา่ ง หรอื นา้่ ขี้เถ้า
น้ำด่ำง หรือน้ำขี้เถ้ำได้จำกขี้เถ้ำพืชเน้ืออ่อน เช่น ส่วนต่ำงๆ ของกล้วย เปลือกของ
ผลนุ่น กำกมะพร้ำว เปน็ ต้น ทำได้โดยเลือกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งทีย่ ังสดๆ นำมำผ่ึงแดดให้หมำด
แล้วเผำใหเ้ ปน็ ขีเ้ ถ้ำสีขำว นำขีเ้ ถ้ำทีไ่ ด้ไปใส่ในอ่ำงที่มนี ้ำอยู่ กวนให้ทว่ั ทงิ้ ไว้ 4-5 ชวั่ โมง ข้ีเถ้ำจะ
ตกตะกอน นำน้ำทีไ่ ด้ไปกรองให้สะอำดแล้วจึงนำไปใช้งำน
10
2.6 กระบวนการย้อมสี
2.6.1 การยอ้ มสี โดยวิธีการย้อมร้อนและยอ้ มเยน็
วิธีกำรย้อม 2 วิธี ได้แก่ กำรย้อมร้อนหรือกำรย้อมโดยวิธีกำรต้มย้อม และกำรย้อมเย็น โดยใช้
วิธีหมกั หรอื แช่ย้อม
2.6.1.1 การยอ้ มรอ้ น โดยวิธีการตม้ ยอ้ ม
กำรย้อมรอ้ น โดยวิธีกำรตม้ ย้อม เป็นกำรนำเส้นฝ้ำยไปต้มในหม้อที่ใส่น้ำสี
ใช้ไม้คนเพื่อให้ฝ้ำยโดนน้ำสีอย่ำงทั่วถึง เม่ือได้สีตำมต้องกำรจึงนำไปซักและตำกแห้งซึ่งกำร
ย้อมรอ้ นมขี ั้นตอนดังน้ี
1. นำเส้นฝ้ำยที่จะไปทำกำรย้อม มำซักด้วยน้ำสะอำดเพือ่ ขจัดฝนุ่ ผงและไข
ต่ำง จำกนั้นบีบน้ำออกใหห้ มำดเพือ่ ใหส้ ีที่ ย้อมตดิ เส้นฝำ้ ยอย่ำงสม่ำเสมอ
2. นำเส้นฝ้ำยที่บีบหมำดแล้วลงไปต้มในหม้อน้ำสี คนฝ้ำยอย่ำงสม่ำเสมอ
เพือ่ ให้สีเข้ำไปในเส้นฝ้ำยอย่ำงทวั่ ถึงประมำณ 30 นำที (ขึน้ อยู่กบั ชนิดของวัตถุดิบทีน่ ำมำย้อม)
3. เม่ือได้สีตำมต้องกำร นำเส้นฝ้ำยขึ้นจำกหม้อต้ม บิดให้หมำด นำไปซัก
ด้วยน้ำ สะอำด แล้วตำกให้แห้ง ถ้ำต้องกำรให้สีเข้มขึ้นสำมำรถนำมำต้มอีกคร้ังหนึ่งจนกว่ำจะ
ได้สตี ำมตอ้ งกำร
2.6.1.2 การย้อมเย็น โดยใชว้ ธิ ีหมักหรอื แชย่ อ้ ม
กำรย้อมเย็น โดยใช้วิธีหมักหรอื แช่ย้อมนิยมย้อมในหมอ้ ดิน โดยกำรเตรียม
น้ำสีใส่ไว้ในหม้อ จำกนั้นนำเส้นใยไปจุ่มลงในหม้อ ใช้มือคน บีบ จนกระท่ังได้สีตำมต้องกำร
หรอื จะทำกำรหมกั ไว้เพือ่ ให้สที ี่ได้เข้มข้ึน
2.6.2 การย้อมสีโดยใชส้ ารชว่ ยยอ้ ม มี 3 วิธี คอื
2.6.2.1 การใชส้ ารชว่ ยย้อมกอ่ นการยอ้ มสี
กำรใช้สำรช่วยย้อมก่อนกำรย้อมสี เพือ่ ให้สีติดยึดแน่นกับเส้นด้ำยและช่วย
เพิ่มควำมคงทนของสี ทำได้โดยกำรนำเส้นด้ำยที่ผ่ำนกำรทำควำมสะอำด แล้วไปชุบหรือต้ม
ย้อมกับสำรช่วยย้อมก่อนนำไปย้อมด้วยน้ำย้อมสีธรรมชำติ
2.6.2.2 การใชส้ ารชว่ ยย้อมพร้อมกับการยอ้ มสี
กำรใช้สำรช่วยย้อมพร้อมกับกำรย้อมสี วิธีนี้เป็นกำรใส่สำรช่วยย้อมลงไป
ในน้ำสี ทำให้เกิดเม็ดสีข้ึน จำกนั้นจงึ นำเส้นด้ำยลงไปย้อม
11
2.6.2.3 การใชส้ ารช่วยยอ้ มหลังการย้อมสี
กำรใช้สำรช่วยย้อมหลังกำรย้อมสี เป็นกำรนำเส้นด้ำยลงไปย้อมสีก่อน
แล้วจึงนำไปชุบหรือย้อมด้วยสำรช่วยย้อมในกำรภำยหลัง วิธีกำรนี้จะช่วยทำให้เกิดเฉดสีใหม่
ขนึ้
2.7 การวเิ คราะห์คณุ ภาพและเฉดสีด้วยวิธีการทางกายภาพ
อุปกรณ์ช่วยในกำรเทียบสี คือ สมุดคู่มือเทียบสีพืช ผัก ผลไม้ที่ได้จำกธรรมชำติ RHS
Colour Chart
รำยละเอียดของ แผ่นสมุดเทียบสี พืช,ผกั ,ผลไม้
1. ใช้เป็นคู่มือเทียบสีของสีธรรมชำติที่ได้จำก ของ พืช, ผัก และ ผลไม้ นำๆชนิด เพื่อผู้ใช้
สำมำรถกำหนดเป็นสีมำตรฐำนของผลิตภัณฑ์ที่มำจำก พืช ผัก และผลไม้ รวมถึงผลิตผลที่
ได้มำจำกกำรแปรรปู เปน็ อำหำร ฯลฯ
2. ใน 1 ชุดจะมีกลุ่มสีแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสีหลัก (4 FAN) ได้ แก่กลุ่มสีหลัก สีเทำ , สี
เหลือง, สีแดง และ สเี ขียว และในแต่ FAN จะมีแผ่นตัวอย่ำงสที ี่มีเลขกำกบั ทุกแผ่น ( ยงั มีแบ่ง
สีย่อยของแต่ละแผ่นอกี 4 โทนสี ตำมตัวษร A,B,C,D )
3. ลักษณะของแต่ละ (FAN) จะเย็บเข้ำเล่มคล้ำยกับพัด สำมำรถ คลี่แต่ละแผ่นออกได้
สะดวก โดยที่แต่ละแผ่นสี จะพิมพ์ตัวเลขกำกับ ต้ังแต่ เลข 1 ถึง 203 แสดงถึงจำนวนแผ่นสีใน
แต่ละชุด พร้อมทั้งพิมพ์แผ่นสีใหม่แทรกอีกในแต่ละ FAN กรณีที่ FAN ไหนมีสีใหม่เกิดขึ้น โดย
สงั เกตได้ง่ำย ถ้ำแผน่ ไหนทีม่ ตี วั อกั ษร N อยู่หนำ้ ตวั เลข เชน่ N22, N134, N178 เปน็ ต้น
4. วิธีกำรกำรใช้งำนง่ำยและสะดวกมำก เพรำะว่ำ ในแต่ละแผ่นสีจะแบ่งโทนสีย่อย
ออกเป็น 4 ส่วน คือ A, B, C, D ต่อ แตล่ ะแผน่ สี รวมท้ังหมด ไม่นอ้ ยกว่ำ 920 สี โดยแต่ละโทน
สี จะเจำะรูกลมอยู่ตรงกลำงไว้ที่แต่ละสีย่อยเอำไว้ เม่ือเวลำที่ต้องกำรเทียบ สีหลัก กับสีของ
ตวั อย่ำง เพียงแค่นำไปทำบบนตวั อย่ำงเพือ่ หำดูสีมำตรฐำน กบั สีของตัวอย่ำงได้ แล้วจงึ ค่อยจด
บนั ทึก รหสั สี ตำมหลกั R.H.S ซึง่ จะบอกกลุ่มสหี ลกั บนแตล่ ะหน้ำไว้
5. แผ่นสที ุกแผน่ ในแต่ละเล่ม จะมีเบอร์ตัวเลขแสดงไว้ ประกอบด้วย
กลุ่มสเี หลือง FAN 1
กลุ่มสแี ดง FAN 2
กลุ่มสเี ขียว FAN 3
กลุ่มสดี ำ FAN 4 (บริษัท พำมำริน จำกัด, 2559)
12
ภำพที่ 2.5 สมุดคู่มอื เทียบสีพืช ผัก ผลไม้ทีไ่ ด้จำกธรรมชำติ RHS Colour (2555)
2.8 งานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง
นชุ นำถ มีพันธ์และคณะ (2559) ได้ทำกำรศกึ ษำกำรย้อมผำ้ ไหมด้วยสีย้อมธรรมชำติจำก
เหง้ำกระชำยดำ กำรวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษำค่ำสีและควำมคงทนของสีผ้ำไหมที่ย้อม
ด้วยสีย้อมธรรมชำติจำกเหง้ำกระชำยดำโดยใช้สำรช่วยติดสีชนิดต่ำงๆ ได้แก่ แทนนินจำก
เปลือกสีเสียดแห้งเปลือกผลทับทิมแห้ง และใบยูคำลิปตัสแห้ง โดยย้อมผ้ำไหมด้วยสีย้อม
ธรรมชำติสกัดจำกเหง้ำกระชำยดำที่อุณหภูมิ90 องศำเซลเซียส เป็นเวลำ 45 นำทีตำมด้วย
กำรย้อมสำรช่วยติดสีที่อุณหภูมิ90 องศำเซลเซียส เป็นเวลำ 30 นำทีผลกำรวิจัย พบว่ำ ชนิด
ของสำรช่วยติดสีมีผลต่อค่ำสีของผ้ำไหมทีย่ ้อมด้วยสีย้อมธรรมชำติจำกเหงำ้ กระชำยดำอย่ำงมี
นัยสำคัญทำงสถิติที่ระดบั .05 สำรช่วยติดสี ทำให้ค่ำควำมสว่ำงลดลง แต่ทำให้ค่ำควำมเป็นสี
แดง ค่ำควำมเป็นสีเหลือง และค่ำควำมสดใสของผ้ำไหมที่ถูกย้อมเพิ่มขึ้น ผ้ำไหมที่ย้อมด้วย
สำรช่วยติดสีจำกเปลือกสีเสียดแหง้ มีค่ำควำมสว่ำงต่ำสดุ แต่มีค่ำควำมเป็นสีแดงสูงสุด ผำ้ ไหม
ที่ย้อมด้วยสำรช่วยติดสีจำกเปลือกผลทับทิมแห้งมีค่ำควำมเป็นสีเหลืองและค่ำควำมสดใส
สูงสุดผ้ำไหมที่ย้อมโดยไม่ใช้สำรช่วยติดสีมีตำแหน่งสีใกล้เคียงกับตำแหน่งสีของผ้ำไหมที่ย้อม
ด้วยสำรช่วยติดสีจำกใบยูคำลิปตัสแห้ง กำรศึกษำควำมคงทนของสีต่อกำรซักประเมินจำกค่ำ
ควำมแตกต่ำงของสีโดยรวม พบว่ำ ชนิดของสำรช่วยติดสีมีผลต่อค่ำควำมแตกต่ำงของสี
โดยรวมอย่ำงมีนัยสำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05 ผ้ำไหมทีย่ ้อมโดยไม่ใช้สำรช่วยติดสีและผำ้ ไหมที่
ย้อมโดยใช้สำรช่วยติดสีชนิดต่ำงๆ มีค่ำกำรเปลี่ยนสีอยู่ในระดับ 2-3 (ดีพอใช้) และระดับ 3
(เกือบดี) ตำมลำดับ ค่ำกำรเปื้อนสีของผ้ำไหมที่ย้อมโดยไม่ใช้สำรช่วยติดสีและผ้ำไหมที่ย้อม
โดยใช้สำรช่วยติดสีอยู่ในระดับ 4 (ดีมำก)
13
กชกร สกุลบริสุทธิ์และคณะ (2559) ได้ทำกำรศึกษำผลของสำรช่วยติดที่มีต่อควำม
คงทนของสีผ้ำฝ้ำยสีธรรมชำติสีน้ำตำล กำรวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำสีและผลของสำร
ช่วยติดต่อควำมคงทนของสีของผ้ำฝ้ำยสีธรรมชำติสีน้ำตำล สำรช่วยติดที่ทดลองใช้ ได้แก่
สำรส้ม เหล็ก โครมและดีบุก วิเครำะห์ค่ำสีและค่ำควำมคงทนของสีต่อแสง ต่อกำรซักและต่อ
กำรซักและฟอกขำว วิเครำะห์ควำมแปรปรวนโดยใช้ one-way analysis of variance และ
Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT) ผลกำรศกึ ษำพบว่ำ ผ้ำฝ้ำยสีธรรมชำติ สีน้ำตำล
ค่ำ L* ของตัวแปรควบคุมและตัวแปรที่ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง 33.49 - 50.14 ค่ำ a* ของตัว
แปรควบคมุ และตัวแปรที่ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง 4.96- 12.05 ค่ำ b* ของตัวแปรควบคมุ และตัว
แปรที่ศึกษำมีคำ่ อยู่ระหว่ำง 13.93 - 25.26 ค่ำ C* ของตัวแปรควบคมุ และตัวแปรทีศ่ ึกษำมีค่ำ
อยู่ระหว่ำง 14.79 - 27.99 และค่ำ h* ของตัวแปรควบคุมและตัวแปรที่ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง
64.49 - 70.39 ค่ำ dE* ของกำรเปลี่ยนสีจำกกำรอำบแสงของตัวแปรควบคุมและตัวแปรที่
ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง 0.58 –3.00 ค่ำ dE* ของกำรเปลี่ยนสีจำกกำรซักของตัวแปรควบคุม
และตัวแปรที่ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง 0.84 – 6.23 ค่ำ dE* ของกำรเปื้อนสีจำกกำรซักของตัว
แปรควบคุมและตัวแปรที่ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง 1.04 – 2.49 ค่ำ dE* จำกกำรซักและฟอกขำว
ของตัวแปรควบคุมและตัวแปรที่ศึกษำมีค่ำอยู่ระหว่ำง 0.88 – 9.25 ชนิดของสำรช่วยติดมีผล
ต่อควำมคงทนของสีต่อแสง ควำมคงทนของสีต่อกำรซักและควำมคงทนของสีต่อกำรซักและ
ฟอกขำว อย่ำงมนี ัยสำคัญทำงสถิติที่ระดบั 0.05
วิเชษฐ์ จันทร์คงหอมและคณะ (ม.ป.ป.) ได้ทำกำรศึกษำกำรผลิตสีเพื่อกำรย้อมผ้ำและ
กำรย้อมด้ำยของกลุ่มชำวบ้ำนในจงั หวัดสงขลำ กำรวิจัยนี้มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อศึกษำชนิดของพืช
ที่ให้สี กำรสกัดสีกระบวนกำรย้อมผ้ำและกำรย้อมด้ำย สำรช่วยย้อม และคุณค่ำของกำรผลิต
และใช้สีแบบพื้นบ้ำนของชำวบ้ำนในจังหวัดสงขลำ ผลกำรศึกษำพบว่ำ กำรย้อมผ้ำของกลุ่ม
ย้อมผ้ำสวนสีธรรมชำติ และกลุ่มทอผำ้ กระแสสินธ์ุ ใช้วตั ถุดิบจำกธรรมชำติ ได้แก่ ใบขเี้ หลก็ ให้
สีเขียวอมเหลือง ใบมะม่วงให้สีเหลืองอมเขียว ใบมะพูดให้สีเหลือง ใบหูกวำงให้สีเขียวเข้มอม
เหลือง ใบคุระให้สีดำ และใช้ส่วนต่ำง ๆ ของต้นตำล คือ ผล ใบ ก้ำน และงวงตำลให้สีชมพูอม
ส้ม เปลือกมะพร้ำวให้สีน้ำตำลส้ม ใช้วิธีกำรย้อมแบบต้มย้อม สีของพืชเข้มขึ้นหรืออ่อนลง
ขนึ้ อยู่กบั กำรนำผำ้ หรือด้ำยที่ผ่ำนกำรต้มในน้ำสี แช่ในสำรช่วยย้อม สำรช่วยย้อมนำ้ ปูนใสทำให้
สีเข้มขึ้น สำรช่วยย้อมสำรส้มช่วยให้สีสว่ำงขึ้น สำรช่วยย้อมสนิมเหล็ก และสำรช่วยย้อมน้ำ
ขีเ้ ถ้ำ ทำให้สีเปลี่ยนแปลงไปไม่แนน่ อน ขึน้ อยู่กบั ชนิดของพืช
14
จุฑำมำศ ชูสกุลและอังคณำ ชำติก้อน (2559) ได้ทำกำรศึกษำผลของพีเอชของสำร
ช่วยติดสีธรรมชำติต่อคุณภำพและเฉดสีของไหมที่ย้อมสีจำกครั่ง กำรวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
เพื่อศึกษำผลของพีเอชของสำรช่วยติดสีจำกธรรมชำติ 3 ชนิด ต่อเฉดสีและคุณภำพของเส้น
ไหม ผลของพีเอชของสำรช่วยติดสีธรรมชำติที่ได้จำกกำรสกัดหยำบจำกใบไม้ทั้ง 3 ชนิด ได้แก่
ใบมะขำม ใบพลองเหมอื ด และใบชงโค ปรบั ค่ำพีเอชในช่วง 3 – 6 ด้วยสำรปรับพีเอชธรรมชำติ
จำกน้ำมะขำมและน้ำขีเ้ ถ้ำต่อคุณภำพและเฉดสีของไหมที่ย้อมสีจำกคร่ัง โดยสกัดสีคร่ังด้วยตัว
ทำละลำย 2 ชนิด คือน้ำและเอทำนอล โดยใช้สำรช่วยติดสีระหว่ำงกำรย้อมร้อน ทีอ่ ุณหภูมิ 90
องศำเซลเซียส เวลำ 60 นำที พบวำ เส้นไหมที่ย้อมด้วยสีครั่งที่สกัดด้วยเอทำนอลมีค่ำร้อยละ
กำรดูดซับสีสูงกว่ำกำรสกดั สีครง่ั ด้วยน้ำ โดยใหค้ ่ำกำรดูดซับสีที่สูงทีพ่ ีเอชประมำณ 3 และเฉด
สีที่ได้จำกสำรช่วยติดสีท้ัง 3 ชนิดจะแตกต่ำงกน โดยเฉดสีที่ได้จำกกำรสกัดสีครั่งด้วยน้ำจะให้
สีทีส่ ดใสกวำกำรสกดั ด้วยเอทำนอล
บทที่ 3
ระเบียบวธิ ีวิจยั
ศกึ ษำลกั ษณะสณั ฐำนภำยนอก ศกึ ษำลกั ษณะสณั ฐำนภำยนอก
ของดำวเรือง กะหลำ่ ปลีม่วง
แยกกลีบดอกของดำวเรืองออกจำก หัน่ กะหล่ำปลมี ว่ ง
กลีบเลยี้ งแล้วนำไปตำกแดด เป็นชิน้ เล็กๆ
สกดั สีย้อมดอกดำวเรืองตำกแหง้ สกดั สีย้อมกะหล่ำปลมี ว่ งสด
ด้วยควำมเข้มข้น 4 % (W/V) ด้วยควำมเข้มข้น 8 % (W/V)
เตรียมสำรละลำยมอร์แดนท์
ด้วยควำมเข้มข้น 2 % (W/V)
กระบวนกำรยอ้ มสีเส้นใยไหม / เส้นใยฝ้ำย
Pre - mordant Simultaneous - mordant Post - mordant
เทียบค่ำสีโดย R.H.S Colour Chart
สรุปและวิเครำะห์ผลกำรทดลอง
16
3.1 ศึกษาลกั ษณะสณั ฐานภายนอกของดาวเรืองและกะหล่าปลีมว่ ง
3.1.1 ดำวเรอื ง
3.1.2 กะหล่ำปลีมว่ ง
3.2 เตรยี มสารละลายมอรแ์ ดนท์
มอร์แดนท์ หมำยถึง เป็นตัวที่ช่วยให้สีติดอยู่บนผ้ำและเส้นใยได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ
สีไม่ตกง่ำย และมีผลทำให้เกิดเฉดสีที่แตกต่ำงกนั
กำรเตรียมมอร์แดนท์
3.2.1 วัสดุ / อปุ กรณ์
- เกลือแกง
- สำรส้ม
- ขีเ้ ถ้ำ
- น้ำเปล่ำ
- แท่งแก้วคนสำร
- บีกเกอร์
- กระบอกตวง
- เครือ่ งวดั ค่ำ pH
- เครื่องช่งั สำร mettler toledo
3.2.2 ดำเนนิ กำรเตรยี มสำรละลำยมอรแ์ ดนท์
- กำรเตรียมสำรละลำยเกลือแกง นำสำรละลำยเกลือแกงร้อยละ 2 % (W/V) ซึ่ง
แปลว่ำ ในสำรละลำย 100 ลกู บำศก์เซนติเมตร มีเกลือแกงละลำยอยู่ 2 กรมั
- กำรเตรียมสำรละลำยสำรส้ม นำสำรละลำยสำรส้มร้อยละ 2 % (W/V)
ซึง่ แปลว่ำ ในสำรละลำย 100 ลูกบำศก์เซนติเมตร มีสำรส้มละลำยอยู่ 2 กรัม
- กำรเ ตรีย มสำ รละ ลำย ขี้เถ้ ำ นำ สำร ละ ล ำยขี้ เถ้ำ ร้อย ละ 2 % (W/V)
ซึ่งแปลว่ำ ในสำรละลำย 100 ลูกบำศก์เซนติเมตร มีขี้เถ้ำละลำยอยู่ 2 กรัม โดยกำรเตรียม
สำรละลำยนี้ จะมีกำรแช่สำรละลำยขเี้ ถ้ำ 1 คืน เพื่อให้ข้ีเถ้ำตกตะกอนแยกชั้นกับน้ำ
3.2.3 ตรวจค่ำ pH ของสำรมอรแ์ ดนท์ โดยใช้เคร่ือง pH meter
นำหัวจุ่มวัดค่ำ pH ของมอร์แดนท์ (สำรส้ม, เกลือแกง, ขี้เถ้ำ) โดยจุ่มหัววัด
ลงในมอร์แดนท์ แล้วอำ่ นค่ำ pH ทีไ่ ด้พร้อมจดบนั ทึกค่ำ pH ที่ได้
17
3.3 การสกดั สีย้อม
3.3.1 วัสดุ / อุปกรณ์
- ดำวเรอื ง
- กะหลำ่ ปลีมว่ ง
- ผำ้ วขำวบำง
- แท่งแก้วคนสำร
- ขวดรูปชมพู่ (Flask)
- บีกเกอร์สแตนเลส
- เครื่องทำควำมรอ้ น
- กระบอกตวง
- เครือ่ งวดั ค่ำ pH
- เครื่องช่ังสำร mettler toledo
3.3.2 ดำเนนิ กำรสกัดสีย้อม
3.3.2.1 ดำวเรอื ง
1. นำดำวเรอื งที่ตำกแห้งชั่งดว้ ยเครื่องช่ังสำร mettler Toledo ปริมำณ
28.8กรัม**
2. นำดำวเรอื งใส่บีกเกอร์สแตนเลส ใส่น้ำ 720 มิลลิลิตร แล้วนำไปต้ม
บนเครื่องทำควำมรอ้ น ประมำณ 15 นำที หรอื จนกลีบดำวเรืองมสี ีจำง
3. นำมำกรองด้วยผำ้ ขำวบำง ใหเ้ หลือเพียงน้ำสีย้อม แล้วเก็บไว้ในขวดรปู
ชมพู่
** ใช้ดำวเรืองแห้งควำมเข้มขน้ 4% ต่อกำรย้อม 1 คร้ัง
3.3.2.2 กะหล่ำปลีมว่ ง
1. นำกะหลำ่ ปลีสดสีมว่ งหั่นฝอยเปน็ ชิน้ เล็กๆ ช่ังดว้ ยเครื่องช่ังสำร
mettler Toledo ปริมำณ 57.60 กรมั **
2. นำกะหล่ำปลีสดสีมว่ งใส่บีกเกอร์สแตนเลส ใส่น้ำ 720 มิลลลิ ิตร แล้ว
นำไปต้มบนเครื่องทำควำมรอ้ น ประมำณ 15 นำที หรอื จนกะหล่ำปลีสด
สีมว่ งมีสจี ำง
3. นำมำกรองด้วยผำ้ ขำวบำง ใหเ้ หลือเพียงน้ำสีย้อมแล้วเก็บไว้ในขวดรปู
ชมพู่
** ใช้กะหล่ำปลีสดสีมว่ งควำมเข้มข้น 8% ต่อกำรย้อม 1 ครั้ง
18
3.4 การย้อมสีเสน้ ใยไหมและเสน้ ใยฝา้ ย
3.4.1 ย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม (Pre-mordant)
อัตรำส่วนกำรย้อมมอร์แดนท์ (เกลือแกง, สำรส้ม, ขี้เถ้ำ) โดยใช้สำรละลำยแต่ละ
ชนิดร้อยละ 2 โดยมวลต่อปริมำตร นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยไปชุบน้ำ บิดให้แห้งหมำด
หลังจำกน้ันนำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยลงไปแช่ในมอร์แดนท์ ปริมำตร 30 มิลลิลิตร พร้อม
นำไปเขย่ำในเคร่ือง Shaker เป็นเวลำ 30 นำที แล้วนำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมำผ่ึงให้แห้ง
แล้วจึงนำไปเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยลงไปย้อมในสีย้อมปริมำตร 30 มิลลิลิตร พร้อมเขย่ำใน
เครือ่ ง Shaker เปน็ เวลำ 30 นำที นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ยขึ้นข้นึ บิดหมำด ผ่งึ ให้แหง้
3.4.2 ย้อมมอรแ์ ดนท์พร้อมสยี ้อม (Simultaneous-mordant)
เติมมอร์แดนท์ (สำรส้ม, เกลือแกง) โดยใช้สำรละลำยแต่ละชนิดร้อยละ 2
โดยมวลต่อปริมำตรผสมไปในสีย้อม สำหรับมอร์แดนท์ที่เป็นขี้เถ้ำ ใช้สำรละลำยขี้เถ้ำ 2% ใน
กำรต้มกับพืชที่ให้สีย้อม พร้อมเขย่ำในเคร่ือง Shaker เป็นเวลำ 30 นำที หลังจำกนั้นนำเส้นใย
ไหมและเส้นใยฝ้ำยชุบน้ำ บิดให้แห้งหมำด แล้วนำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยลงแช่ในสีย้อมที่มี
สำรละลำยมอร์แดนท์พร้อมท้ังเขย่ำในเคร่ือง Shaker เป็นเวลำ 30 นำที หลังจำกนั้นนำเส้นใย
ฝำ้ ยขึ้น บิดหมำด ผ่งึ ให้แหง้
3.4.3 ย้อมมอรแ์ ดนท์หลังสยี ้อม (Post-mordant)
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยชุบน้ำหมำดๆ แล้วจึงนำไปแช่สีย้อมพร้อมเขย่ำใน
เคร่ือง Shaker เป็นเวลำ 30 นำที นำเส้นใยฝ้ำยขึ้น บิดหมำด ผ่ึงให้แห้งและแช่ลงในสำรมอร์
แดนท์แต่ละชนิด (สำรส้ม, เกลือแกง, ขี้เถ้ำ) โดยใช้สำรละลำยแต่ละชนิดร้อยละ 2 โดยมวลต่อ
ปริมำตร พร้อมเขย่ำในเคร่ือง Shaker เป็นเวลำ 30 นำที และนำเส้นใยฝ้ำยขึ้น บิดหมำด ผ่ึงให้
แห้ง
3.5 การวิเคราะห์ผลการทดลอง
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยที่ผ่ำนกำรย้อมสีไปทำกำรเทียบสีโดยใช้ R.H.S. Colour Chart
(New Edition) แผ่นสมุดเทียบสีพืช ผัก ผลไม้ บนั ทึกค่ำที่อำ่ นได้และวัดประมวลผล
3.6 สรุปและวิจารณ์ผลการทดลอง
บทที่ 4
ผลการวิจยั
4.1 ศึกษาลักษณะสัณฐานภายนอกของดาวเรอื งและกะหลา่ ปลีม่วง
4.1.1 ดาวเรือง
ดอกดำวเรอื ง มีลกั ษณะดอกเป็นทรงชน้ั เดี่ยว มสี ีเหลอื ง หรอื สีเหลอื งอมสม้ ขึ้นอยู่
กับสำยพันธ์ุ ดอกออกพร้อมกันเปน็ กลุ่มจำนวน 5-10 ดอก แตล่ ะดอกมีขนำด
เส้นผ่ำศูนย์กลำง 2-4 เซนติเมตร
4.1.2 กะหล่าปลีม่วง
กะหล่ำปลีม่วง มีลักษณะคล้ำยกะหล่ำปลีธรรมดำ แต่มีสีม่วงหรือสีแดง ลักษณะ
ลำต้นส้ันมำก ใบหนำ เป็นใบเดีย่ วสีม่วงหรอื สีแดง และมีเนื้อนวล ใบเรียงตัว เรียงสลับซ้อนกัน
แนน่ หลำยชน้ั หัวกลมหรือค่อนขำ้ งกลม ขนึ้ อยู่กับสำยพันธ์ุ
4.2 วัดค่า pH ของมอร์แดนท์
จำกกำรทดสอบค่ำ pH ของมอร์แดนท์ โดยใช้เคร่ือง pH meter พบว่ำ สำรส้ม (Alum) มี
ค่ำควำมเป็นกรด เท่ำกับ 3.34 เกลือแกง (Sodium chloride) มีค่ำควำมเป็นเบส เท่ำกับ 7.28
และน้ำขีเ้ ถ้ำ (Ashes) มคี ่ำควำมเปน็ เบส 11.24 ดงั ตำรำงที่ 4.2
ตำรำงที่ 4.2 แสดงค่ำ pH ของมอร์แดนท์ ค่า pH
3.34
มอรแ์ ดนท์ 7.28
11.24
Alum
2% (w/v)
Sodium chloride
2% (w/v)
Ashes
2% (w/v)
20
4.3 วัดค่า pH ของสียอ้ ม และสียอ้ มทีเ่ ติมมอรแ์ ดนท์
จำกกำรทดสอบค่ำ pH ของสีย้อม และสีย้อมที่เติมมอร์แดนท์ โดยใช้เคร่ือง pH meter
พบว่ำ ค่ำ pH ของสีย้อมจำกดำวเรือง (Control) มีค่ำควำมเป็นกรด เท่ำกับ 5.18 ค่ำ pH ของ
สีย้อมจำกดำวเรืองที่เติมมอร์แดนท์สำรส้ม (Alum) มีค่ำควำมเป็นกรด เท่ำกับ 2.26 เกลือแกง
(Sodium chloride) มีค่ำควำมเป็นกรด เท่ำกับ 5.04 และน้ำขี้เถ้ำ (Ashes) มีค่ำควำมเป็นเบส
เท่ำกับ 8.02 และค่ำ pH ของสีย้อมจำกกะหล่ำปลีม่วง (Control) มีค่ำควำมเป็นเบส เท่ำกับ
7.95 ค่ำ pH ของสยี ้อมที่เติมมอรแ์ ดนท์สำรส้ม (Alum) มีคำ่ ควำมเป็นกรด เท่ำกบั 3.13 เกลือ
แกง (Sodium chloride) มีค่ำควำมเป็นเบส เท่ำกบั 7.57 และน้ำขี้เถ้ำ (Ashes) มีคำ่ ควำมเป็น
เบส เท่ำกบั 9.78 ดังตำรำงที่ 4.3
ตำรำงที่ 4.3 แสดงคำ่ pH ของสยี ้อม และสยี ้อมที่เติมมอร์แดนท์
มอร์แดนท์ ค่า pH
สีย้อม Control Alum Sodium Ashes
chloride 8.02
9.78
ดำวเรอื ง 5.18 2.26 5.04
กะหล่ำปลีมว่ ง 7.95 3.13 7.57
21
4.4 การติดสีย้อมจากดาวเรอื งโดยใชม้ อรแ์ ดนท์ตา่ งชนิดกนั ของเส้นใยไหม
และเสน้ ใยฝ้าย
จำกผลกำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยด้วยสีย้อมจำกธรรมชำติจำกดำวเรือง โดยใช้
สีย้อมของดำวเรืองเป็นตัวควบคุม และสีย้อมที่เติมมอร์แดนท์ 3 ชนิด ได้แก่ เกลือแกง สำรส้ม
และขี้เถ้ำ ด้วยวิธีกำรย้อมสีที่แตกต่ำงกัน 3 วิธี คือ กำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม (Pre-
mordant) ก ำ ร ย้ อ ม ม อ ร์ แ ด น ท์ พ ร้ อ ม สี ย้ อ ม ( Simultaneous-mordant) แ ล ะ ก ำ ร ย้ อ ม
มอรแ์ ดนท์หลงั สยี ้อม (Post-mordant) ซึง่ ทำให้ได้เฉดสีบนเส้นใยทีแ่ ตกต่ำงกัน ดังตำรำงที่ 4.4
ตำรำงที่ 4.4 แสดงกำรติดสีย้อมจำกดำวเรืองโดยใช้มอร์แดนท์ต่ำงชนิดกันของเส้นใยไหมและ
เส้นใยฝำ้ ย
วิธีการย้อม
มอรแ์ ดนท์ Pre - mordant Simultaneous-mordant Post-mordant
เสน้ ใยไหม เส้นใยฝา้ ย เส้นใยไหม เส้นใยฝ้าย เส้นใยไหม เสน้ ใยฝา้ ย
ตวั ควบคมุ Yellow- Yellow- Yellow-Green Yellow-Green Yellow-Green Yellow-Green
(Control) Green Group Group Group
Green Group Group Group 152 B 152 D
สารสม้ 152 B Greyed- Greyed-
(Alum) 152 D 152 B 152 D Orange Orange
2% (w/v) Yellow- Group Group
Green Group Yellow- Yellow-Orange Yellow-Orange 163 B 163 B
153 D Green Group Group Group
153 D 17 C 17 A
เกลือแกง Yellow- Yellow- Yellow-Green Yellow-Green Yellow-Green Yellow-Green
(Sodium
chloride) Green Group Green Group Group Group Group Group
2% (w/v)
152 B 152 D 152 D 152 C 152 A 152 C
น่้าข้เี ถา้
(Ashes) Yellow- Yellow- Yellow-Green Yellow-Green Greyed- Greyed-
2% (w/v) Brow Brow
Green Group Green Group Group Group Group Group
199 C 199 D
152 A 152 D 152 C 152 C
***หมายเหตุ*** A หมำยถึง เฉดสีที่เข้มที่สุด
B หมำยถึง เฉดสีเข้ม
C หมำยถึง เฉดสีอ่อน
D หมำยถึง เฉดสีอ่อนทีส่ ดุ
22
(ก) (ข)
(ค)
ภำพที่ 4.1 เฉดสีของเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย จำกสีย้อมดำวเรือง เมอ่ื ย้อมด้วยวิธีกำร
ย้อม 3 วิธี
(ก) เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ที่ได้จำกสีย้อมดำวเรืองโดยวิธีกำรย้อมแบบ Pre-mordant
(ข) เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ที่ได้จำกสีย้อมดำวเรืองโดยวิธีกำรย้อมแบบ Simultaneous-mordant
(ค) เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ที่ได้จำกสีย้อมดำวเรืองโดยวิธีกำรย้อมแบบ Post-mordant
23
4.5 การติดสียอ้ มจากกะหล่าปลีม่วงโดยใช้มอร์แดนท์ตา่ งชนิดกันของเส้นใย
ไหมและเสน้ ใยฝา้ ย
จำกผลกำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยด้วยสีย้อมจำกธรรมชำติจำกกะหล่ำปลีม่วง
โดยใช้สีย้อมของกะหล่ำปลีม่วงเป็นตัวควบคุม และสีย้อมที่เติมมอร์แดนท์ 3 ชนิด ได้แก่
เกลือแกง สำรส้ม และขี้เถ้ำ ด้วยวิธีกำรย้อมสีทีแ่ ตกต่ำงกัน 3 วิธี คือ กำรย้อมมอร์แดนท์ก่อน
สีย้อม (Pre-mordant) กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม (Simultaneous-mordant) และกำรย้อม
มอรแ์ ดนท์หลงั สยี ้อม (Post-mordant) ซึง่ ทำให้ได้เฉดสีบนเส้นใยที่แตกต่ำงกนั ดังตำรำงที่ 4.5
ตำรำงที่ 4.5 แสดงกำรติดสีย้อมจำกกะหล่ำปลีมว่ งโดยใช้มอร์แดนท์ต่ำงชนิดกนั ของเส้นใยไหม
และเส้นใยฝ้ำย
มอรแ์ ดนท์ Pre - mordant วิธีการย้อม Post-mordant
Simultaneous-mordant เส้นใยไหม เส้นใยฝา้ ย
ตวั ควบคมุ เส้นใยไหม เสน้ ใยฝา้ ย เสน้ ใยไหม เสน้ ใยฝา้ ย
(Control)
Violet-Blue Violet-Blue Violet-Blue Violet-Blue Violet-Blue Violet-Blue
Group Group Group Group Group Group
91 A 117 B 91 A 117 B 91 A 117 B
สารส้ม Blue Group Blue-Green Violet-Blue Violet-Blue Violet-Blue ไมต่ ดิ สี
(Alum) 104 B Group Group Group Group ไมต่ ดิ สี
2% (w/v) 118 D 96 D 97 D 97 B ไมต่ ดิ สี
เกลือแกง Violet-Blue Violet-Blue Violet-Blue Blue Group Blue Group
(Sodium Group Group Group 108 D 112 B
chloride) 92 C 117 B 92 B
2% (w/v) ไมต่ ดิ สี ไมต่ ดิ สี
น้า่ ขเ้ี ถา้ Violet-Blue Violet-Blue ไมต่ ดิ สี
(Ashes) Group Group
2% (w/v) 91 C 117 B
***หมายเหตุ*** A หมำยถึง เฉดสีที่เข้มทีส่ ุด
B หมำยถึง เฉดสีเข้ม
C หมำยถึง เฉดสีอ่อน
D หมำยถึง เฉดสีอ่อนทีส่ ุด
24
(ก) (ข)
(ค)
ภำพที่ 4.2 เฉดสีของเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย จำกสีย้อมกะหล่ำปลีมว่ ง เม่ือย้อมด้วย
วิธีกำรย้อม 3 วิธี
(ก) เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ที่ได้จำกสีย้อมกะหล่ำปลีมว่ งโดยวิธีกำรย้อมแบบ Pre-mordant
(ข) เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ทีไ่ ด้จำกสีย้อมกะหล่ำปลีมว่ งโดยวิธีกำรย้อม
แบบ Simultaneous-mordant
(ค) เฉดสีบนเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
ทีไ่ ด้จำกสีย้อมกะหล่ำปลีมว่ งโดยวิธีกำรย้อมแบบ Post-mordant
บทที่ 5
สรปุ อภิปราย และขอ้ เสนอแนะ
5.1 สรุป และอภิปรายผลการวิจยั
จำกผลกำรย้อมสีเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยด้วยสีย้อมจำกธรรมชำติ 2 ชนิด ได้แก่
ดำวเรือง และกะหล่ำปลีม่วง โดยใช้สีย้อมของดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วงเป็นตัวควบคุม และ
สีย้อมที่เติมมอร์แดนท์ 3 ชนิด ได้แก่ เกลือแกง สำรส้ม และขี้เถ้ำ ด้วยวิธีกำรย้อมสีที่แตกต่ำง
กัน 3 วิธี คือ กำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม (Pre-mordant) กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม
(Simultaneous-mordant) และกำรย้อมมอร์แดนท์หลังสีย้อม (Post-mordant) ซึ่งทำให้ได้เฉดสี
บนเส้นใยที่แตกต่ำงกัน ดงั น้ี
5.1.1 ดาวเรือง
กำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม (Pre-mordant) จะได้ตัวอย่ำงเฉดสีบนเส้นใยไหม
และเส้นใยฝ้ำยจำกตัวควบคุม และสีย้อมที่เติมมอร์แดนท์ทั้ง 3 ชนิด เป็นเฉดสีที่อยู่ในโทน
เดียวกนั ทั้งหมด คือ โทนสีเหลืองเขียว
กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม (Simultaneous-mordant) จะได้ตัวอย่ำงเฉดสีบน
เส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย 2 เฉดสี คือ เฉดสีที่อยู่ในโทนสีเหลืองเขียว จำกตัวควบคุม และสี
ย้อมที่เติมมอร์แดนท์ เกลือแกงและขี้เถ้ำ เฉดสีที่อยู่ในโนสีเหลืองส้ม จำกสีย้อมที่เติมมอร์
แดนท์สำรส้ม
กำรย้อมมอร์แดนท์หลังสีย้อม (Post-mordant) จะไดตัวอย่ำงเฉดสีบนเส้นใยไหม
และเส้นใยฝำ้ ย 3 เฉดสี คอื เฉดสีที่อยู่ในโทนสีเหลืองเขียว จำกตัวควบคุม และสยี ้อมที่เติมมอร์
แดนท์เกลือแกง เฉดสีที่อยู่ในโนสีเทำส้ม จำกสีย้อมที่เติมมอร์แดนท์สำรส้ม และเฉดสีที่อยู่ใน
โนสีเทำน้ำตำล จำกสีย้อมทีเ่ ติมมอรแ์ ดนท์ขีเ้ ถ้ำ
5.1.2 กะหล่าปลีม่วง
กำรย้อมมอร์แดนท์ก่อนสีย้อม (Pre-mordant) จะได้ตัวอย่ำงเฉดสีบนเส้นใยไหม
และเส้นใยฝ้ำย 3 เฉดสี คือ เฉดสีที่อยู่ในโทนสีม่วงฟ้ำ จำกตัวควบคุม และสีย้อมที่เติมมอร์
แดนท์เกลือแกงและขี้เถ้ำ ซึ่งย้อมติดสีทั้งเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย เฉดสีที่อยู่ในโนสีฟ้ำ จำกสี
ย้อมทีเ่ ติมมอร์แดนท์สำรส้ม ซึ่งย้อมติดสีในเส้นใยไหม และเฉดสีทีอ่ ยู่ในโนสีฟ้ำเขียว จำกสีย้อม
ที่เติมมอรแ์ ดนท์สำรส้ม ซึง่ ย้อมตดิ สีในเส้นใยฝ้ำย
กำรย้อมมอร์แดนท์พร้อมสีย้อม (Simultaneous-mordant) จะได้ตัวอย่ำงเฉดสีบน
เส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย 2 เฉดสี คอื เฉดสีทีอ่ ยู่ในโทนสีมว่ งฟ้ำ จำกตัวควบคุม และสีย้อมที่
26
เติมมอร์แดนท์สำรส้มและเกลือแกง ซึ่งย้อมติดสีทั้งเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย แต่สีย้อมที่เติม
มอร์แดนท์เกลือแกงย้อมติดสีในเส้นใยฝ้ำย จะให้เฉดสีที่อยู่ในโทนสีฟ้ำ และย้อมไม่ติดสีในสี
ย้อมทีเ่ ติมมอร์แดนท์น้ำขีเ้ ถ้ำท้ังเส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ย
กำรย้อมมอร์แดนท์หลังสีย้อม (Post-mordant) ) จะได้ตัวอย่ำงเฉดสีบนเส้นใยไหม
และเส้นใยฝ้ำย 2 เฉดสี คือ เฉดสีที่อยู่ในโทนสีม่วงฟ้ำ จำกตัวควบคุม ซึ่งย้อมติดสีท้ังเส้นใย
ไหมและเส้นใยฝ้ำย แตส่ ีย้อมที่เติมมอร์แดนท์สำรส้มย้อมติดสีในเส้นใยไหมเท่ำน้ัน และสีย้อมที่
เติมมอร์แดนท์เกลือแกงจะย้อมติดสีในเส้นใยไหม ได้เฉดสีที่อยู่ในโทนสีฟ้ำ แต่ย้อมไม่ติดสีใน
เส้นใยฝำ้ ย และย้อมไม่ตดิ สีในสีย้อมที่เติมมอร์แดนท์นำ้ ขีเ้ ถ้ำท้ังเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำย
จำกกำรวิจัยกำรศึกษำสีย้อมธรรมชำติจำกดำวเรืองและกะหล่ำปลีม่วงในเส้นใย
ไหมและเส้นใยฝ้ำย พบว่ำ เส้นใยไหมและเส้นใยฝำ้ ยสำมำรถย้อมติดสีได้ และมีเฉดสีทีแ่ ตกต่ำง
กัน แต่เส้นใยไหมสำมำรถติดสีได้ดีกว่ำเส้นใยฝ้ำย โดยสีย้อมธรรมชำติจำกดำวเรืองในเส้นใย
ไหมและเส้นใยฝ้ำยย้อมติดสีที่อยู่ในโทนสีเดียวกัน ส่วนสีย้อมธรรมชำติจำกกะหล่ำปลีม่วงใน
เส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยย้อมติดสีที่แตกต่ำงกันชัดเจน แสดงว่ำเส้นใยไหมสำมำรถติดสีได้
ดีกว่ำเส้นใยฝำ้ ย เนือ่ งจำกเส้นใยไหมเป็นเส้นใยที่ได้จำกสตั ว์ที่มีโครงสร้ำงของเซลล์ตำ่ งจำกพืช
คือ ไม่มีผนังเซลล์ (Cell wall) ทำให้สีย้อมซึมผ่ำนเข้ำไปภำยในเซลล์ได้ดีกว่ำ ส่วนเส้นใยฝ้ำย
เป็นเส้นใยที่ได้จำกพืชที่มี ผนังเซลล์ (Cell wall) เป็นโครงสร้ำงของเซลล์ ทำหน้ำที่ ช่วยปกป้อง
เซลล์และมีกลไกคัดกรองสำรที่ผ่ำนเข้ำ-ออกเซลล์ จึงทำให้สำรผ่ำนเข้ำไปภำยในเซลล์ได้ยำก
ควำมสำมำรถในกำรย้อมติดสีจึงน้อยกว่ำเส้นใยไหม ดังน้ันควำมสำมำรถในกำรย้อมติดสี
ขึ้นอยู่กับชนิดเส้นใยแต่ละชนิด โครงสร้ำงของเส้นใย วิธีกำรย้อมสี และค่ำควำมเป็นกรด-เบส
ของมอรแ์ ดนท์ตำ่ งชนิดกนั มีผลทำให้ได้เฉดสีบนเส้นใยที่แตกต่ำงกัน
5.2 ข้อเสนอแนะ
5.2.1 กำรย้อมสีจำกกะหล่ำปลีม่วง สำมำรถติดสีได้ดีในเส้นใยไหม แต่ติดสีได้ไม่ดีในเส้น
ใยฝ้ำย ดังน้ัน ผู้ที่สนใจเฉดสีที่ได้จำกกะหล่ำปลีม่วงควรหำพืชชนิดอื่นที่มีเฉดสีคล้ำยกับ
กะหลำ่ ปลีมว่ งมำแทน เชน่ บีทรูท องุ่น หรอื อญั ชนั เปน็ ต้น
5.2.2 ควรเลือกพืชชนิดอื่นๆที่ให้สีเหลืองแทนกำรใช้ดำวเรือง เพื่อควำมหลำกหลำยใน
กำรเลือกใช้ อำจให้สเี หลืองทีแ่ ตกต่ำงกัน และสำมำรถย้อมติดสีได้ดกี ว่ำดำวเรอื ง
5.2.3 ควรเลือกเส้นใยชนิดอื่นๆ มำย้อมสีจำกธรรมชำติ เพื่อเปรียบเทียบกำรย้อมติดสี
และควำมคงทนของสยี ้อมบนเส้นใยธรรมชำติอ่นื ๆ เชน่ เส้นใยกัญชง เส้นใยขนแกะ เปน็ ต้น
5.2.4 หำกใช้มอร์แดนท์ชนิดอื่นๆ เช่น น้ำปูนใส และน้ำมะขำมเปียก เป็นต้น อำจทำให้ได้
เฉดสีบนเส้นใยทีห่ ลำกหลำย
27
บรรณานกุ รม
กชกร สกลุ บริสทุ ธิ์, สธุ ีลักษณ์ ไกรสุวรรณและขจจี รสั ภิรมย์ธรรมศริ ิ. (2559). ผลของสาร
ช่วยติดทีม่ ีตอ่ ความคงทนของสีผา้ ฝ้ายสีธรรมชาติสีนา้่ ตาล. (ออนไลน์). แหล่งที่มำ :
http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/Download/Format_Checker/3/15.pdf
กะหลำ่ ปลีมว่ ง. (ม.ป.ป.). กะหล่าปลีม่วง. เข้ำถึงได้จำก :
http://www.the-than.com/samonpai/P/6.html (วนั ทีค่ ้นขอ้ มูล: 25 กุมภำพนั ธ์ 2561กำร
ปลูกดำวเรอื งในประเทศไทย. (2556). กำรปลกู ดำวเรืองในประเทศไทย. เข้ำถึงได้จำก :
https://www.dmc.tv/pages/scoop/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B
8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%
B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0
%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E
0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%
E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84
%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8
3%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%
82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8
%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B
8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%
B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html
(วันที่ค้นข้อมลู : 23 กุมภำพันธ์ 2561).
กำรย้อมสี โดยวิธีกำรย้อมร้อนและย้อมเย็น. (ม.ป.ป.). การยอ้ มสี โดยวิธีการย้อมร้อนและ
ยอ้ มเย็น. เข้ำถึงได้จำก : http://phathai.tripod.com/html/Phathai2_1_4.html (วนั ที่ค้น
ข้อมูล: 3 มนี ำคม 2561).
กำรย้อมสโี ดยใช้สำรช่วยย้อม. (ม.ป.ป.). การยอ้ มสีโดยใช้สารช่วยยอ้ ม. เข้ำถึงได้จำก :
http://www.sptn.dss.go.th/otopinfo/index.php/2014-10-09-08-12-02/article-1/124-
2017-03-28-09-03-58 (วนั ทีค่ ้นข้อมลู : 3 มนี ำคม 2561).
28
ขนิษฐำ ทมุ มำกรณ์ และคณะ. (ม.ป.ป.). สียอ้ มจากธรรมชาติ. เข้ำถึงได้จำก :
http://www.lib.ubu.ac.th/localinformation/tint/index.php (วนั ที่ค้นข้อมูล:
23 กุมภำพนั ธ์ 2561).
ขนิษฐำ ทมุ มำกรณ์ และคณะ. (ม.ป.ป.). สารช่วยติดสี. เข้ำถึงได้จำก :
http://www.lib.ubu.ac.th/localinformation/tint/index.php (วนั ทีค่ ้นข้อมูล: 23กมุ ภำพันธ์
2561).
จฑุ ำมำศ ชสู กลุ และอังคณำ ชำติก้อน. (2559). การศึกษาผลของพีเอชของสารช่วยติดสี
ธรรมชาติตอ่ คุณภาพและเฉดสีของไหมที่ยอ้ มสีจากคร่ัง. (ออนไลน์). แหลง่ ที่มำ :
https://gsbooks.gs.kku.ac.th/59/ingrc2016/pdf/PMP13.pdf
นุชนำถ มีพนั ธ์, ศศปิ ระภำ รัตนดิลก ณ ภเู ก็ตและศรนั ยำ คณุ ะดิลก. (2559). การย้อมผา้
ไหมดว้ ยสียอ้ มธรรมชาติจากเหง้ากระชายดา่ . (ออนไลน์). แหล่งทีม่ ำ :
http://www.thea.or.th/wp-content/journal/9201_Book_59-2_Fin-3.pdf
บริษัท เชิต๊ แอนด์แบก โปรดักส์ช่ัน จำกดั . (ม.ป.ป.). จากฝา้ ยกลายเปน็ เส้น-เส้นฝา้ ย
การผลิตเส้นใยฝ้าย. (ออนไลน์). แหล่งทีม่ ำ :
https://www.shirtandbagproduct.com/15030486/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%
B9%89%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0
%B8%B2%E0%B8%A2-
บริษทั พำมำริน จำกัด. (2559). สมุดคู่มือเทยี บสีพชื ผัก ผลไมท้ ไ่ี ด้จากธรรมชาติ RHS
Colour Chart. (ออนไลน์). แหล่งทีม่ ำ :
http://www.pnpscience.co.th/store/product/view/RHS_Colour_ChartNew_Edition-
26700680-th.html
ฤดี. (2555). ผ้าฝ้าย. (ออนไลน์). แหล่งทีม่ ำ : https://www.ruedee.com/th/fabric/cotton/
ฤดี. (2555). เสน้ ใยไหม (Silk). (ออนไลน์). แหล่งที่มำ :
https://www.ruedee.com/th/fabric/silk
วนั วิสำ ลจิ วน และปำริชำต กรวยนอก. (ม.ป.ป.). ดาวเรอื ง. เข้ำถึงได้จำก :
http://science.sut.ac.th/gradbio/stupresent/2548/gr3/dounreng.htm (วนั ทีค่ ้นข้อมลู : 23
กุมภำพันธ์ 2561).
29
วิเชษฐ์ จันทร์คงหอม, วุฒิ วัฒนสิน และอทุ ยั เอกสะพงั . (ม.ป.ป.). การสกดั สี. เข้ำถึงได้จำก :
http://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/Download/Format_Checker/3/15.pdf (วันที่ค้น
ข้อมลู : 27 กุมภำพนั ธ์ 2561).
วิเชษฐ์ จนั ทร์คงหอม, อทุ ัย เอกสะพังและวฒุ ิ วัฒนสิน. (ม.ป.ป.). การผลิตสีเพือ่ การยอ้ มผา้
และการยอ้ มดา้ ยของกลมุ่ ชาวบา้ นในจังหวัดสงขลา. (ออนไลน์). แหล่งที่มำ :
http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:-
sOtyH4crOAJ:www.huso.tsu.ac.th/huso_mag/DATA/08%2520%25E0%25B8%2595
%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2589%25E0%25B8%
259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A7%25E0%2
5B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25
E0%25B8%25A3/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259
9%25E0%25B8%2589%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8
%259A%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5%25206%2520%25E0%25B8
%2589%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%2520%
25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2
582%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25
B8%25B4%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B9%258C1/%25
E0%25B8%259A%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A
7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8
%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%
25B8%25AD.%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2580%2
5E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B9%25
8C.doc+&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th
สำรเคมีที่พบในดอกดำวเรอื ง. (2556). สารเคมีทพ่ี บในดอกดาวเรือง. เข้ำถึงได้จำก :
https://www.dmc.tv/pages/scoop/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B
8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%
B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0
%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E
0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%
30
E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%84
%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8
3%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%
82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8
%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B
8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%
B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html
(วนั ทีค่ ้นข้อมลู : 23 กุมภำพันธ์ 2561).
สำรช่วยติดสี. (ม.ป.ป.). สารช่วยติดสี. เข้ำถึงได้จำก :
http://www.sptn.dss.go.th/otopinfo/index.php/2014-10-09-08-12-02/article-1/124-
2017-03-28-09-03-58 (วันทีค่ ้นข้อมลู : 3 มนี ำคม 2561).
Njoy. (2551). จากฝ้ายกลายเป็นเสน้ -เส้นฝ้าย การผลิตเสน้ ใยฝ้าย.
(ออนไลน์). แหล่งทีม่ ำ : http://www.openbase.in.th/node/5620
31
ภาคผนวก
32
ภาคผนวก ก
วสั ดุ อปุ กรณ์ และเครอื่ งมอื
วัสดุ
เส้นใยฝำ้ ยและเส้นใยไหม ตำมลำดบั ดำวเรือง (แหง้ )
กะหล่ำปลีมว่ ง เกลือแกง
สำรส้ม น้ำขเี้ ถ้ำ
33
อปุ กรณ์
ขวดรปู ชมพู่ บีกเกอร์ กระบอกฉีด
กระบอกตวง บีกเกอร์สแตนเลส แท่งแก้วคนสำร
เครือ่ งมือ
เครื่องช่ังสำร เครื่อง Hot plate เครื่องวดั ค่ำ pH (pH meter)
เครือ่ งเขย่ำสำร (Shaker)
34
ภาคผนวก ข
วธิ ีการเตรียมสยี ้อมจากดาวเรืองและกะหล่าปลมี ่วง
วธิ ีการเตรียมมอร์แดนท์ และวธิ ีการยอ้ ม
เตรยี มสียอ้ มจากดาวเรือง ความเข้มขน้ 4% (W/V)
1. ชงั่ ดำวเรืองแหง้ 4 กรัม 2. ตวงนำ้ เปล่ำปริมำณ 100 มิลลลิ ิตร
3. ตม้ ดำวเรืองแหง้ กับน้ำเปล่ำ บนเคร่อื งเพิ่มอุณหภมู ิ นับตั้งแต่เรม่ิ เดือดเปน็ เวลำ 5 นำที
เตรยี มสียอ้ มจากกะหล่าปลีมว่ ง ความเข้มข้น 8% (W/V)
1. ชง่ั กะหลำ่ ปลีมว่ ง 8 กรัม 2. ตวงนำ้ เปล่ำปริมำณ 100 มิลลลิ ิตร
35
3. ต้มกะหล่ำปลีมว่ งกบั น้ำเปล่ำ บนเครอ่ื งเพิ่มอุณหภูมิ นับต้ังแตเ่ ริ่มเดือดเปน็ เวลำ 5 นำที
เตรยี มมอร์แดนท์
– สารละลายสารสม้ ความเขม้ ขน้ 2% (W/V)
1. ชง่ั สำรส้ม 2 กรมั 2. ตวงน้ำเปล่ำ 100 มิลลลิ ิตร 3. ละลำยสำรส้มในน้ำเปล่ำ
– สารละลายเกลือแกง ความเขม้ ข้น 2% (W/V)
1. ชั่งเกลือแกง 2 กรัม 2. ตวงนำ้ เปล่ำ 100 มิลลลิ ิตร 3.ละลำยเกลือแกงในน้ำเปล่ำ
36
– สารละลายขี้เถ้า ความเขม้ ขน้ 2% (W/V)
1. ชงั่ ข้ีเถ้ำ 2 กรัม 2. ตวงนำ้ เปล่ำ 100 มิลลลิ ิตร 3.ละลำยขี้เถ้ำในน้ำเปล่ำ
แล้วทิ้งไว้ 1 คืน
4. กรองน้ำขีเ้ ถ้ำ โดยเลือกเฉพำะส่วนทีเ่ ป็นน้ำใสๆ
– ตรวจค่า pH ของมอรแ์ ดนท์ โดยใช้เครอ่ื ง pH meter
ตรวจสอบค่ำ pH ของมอรแ์ ดนท์ท้ัง 3 ชนิด พร้อมจดบันทึกค่ำ
37
วิธีการย้อม
– การย้อมตัวควบคมุ (Control)
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยย้อมในสีย้อมดำวเรืองและสีย้อมกะหล่ำปลีมว่ ง 30 มิลลิลิตร
อย่ำงละ่ 4 ขวดโดยนำไปใส่ในเครือ่ งเขย่ำสำรเปน็ เวลำ 30 นำที
บิดและผ่ึงเส้นใยฝ้ำยให้แหง้
38
– การยอ้ มแบบ Pre-mordant
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมำแช่สำรมอรแ์ ดนท์ชนดิ ต่ำง ๆ (มอรแ์ ดนท์ปริมำณ 30 มลิ ลิลิตร)
โดยนำไปใส่ในเครื่องเขย่ำสำรเปน็ เวลำ 30 นำที
นำเส้นใยฝ้ำยมำผ่งึ ให้แหง้
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยทีแ่ ช่มอรแ์ ดนท์แล้ว ลงย้อมในสีย้อมดำวเรืองและกะหล่ำปลีมว่ ง
โดยนำไปใส่ในเครื่องเขย่ำสำรเป็นเวลำ 30 นำที
39
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมำผึ่งให้แห้ง
– การยอ้ มแบบ Simultaneous-mordant
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยแชใ่ นสีย้อมที่มมี อร์แดนท์อยู่
(สำรย้อมรวมกับมอร์แดนท์เป็นปริมำณ30 มิลลลิ ิตร)
โดยนำไปใส่ในเครือ่ งเขย่ำสำรเปน็ เวลำ 30 นำที
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมำผึ่งให้แห้ง
40
– การยอ้ มแบบ Post-mordant
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยไปแช่ในสีย้อมดำวเรืองและกะหล่ำปลีมว่ ง ปริมำณ 30 มิลลลิ ิตร
โดยนำไปใส่ในเครื่องเขย่ำสำรเป็นเวลำ 30 นำที
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยมำผึ่งให้แห้ง
นำเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยแชใ่ นสำรมอรแ์ ดนท์ (ปริมำณ 30 มิลลลิ ิตร)
โดยนำไปใส่ในเครื่องเขย่ำสำรเปน็ เวลำ 30 นำที
41
ผ่งึ เส้นใยฝ้ำยใหแ้ ห้ง
– ล้างเสน้ ใยไหมและเส้นใยฝา้ ย
ล้ำงเส้นใยไหมและเส้นใยฝ้ำยทีไ่ ด้จำกกำรทดลองท้ังหมดด้วยน้ำเปล่ำ
แล้วผึ่งให้แหง้
42
ภาคผนวก ค
เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานวิจยั พิบลู สงคราม คร้ังท่ี 4