คำนำ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช โดยส้านักอนุรักษ์และจัดการต้นน้า
ได้มีแนวคิดฟ้ืนฟูระบบนิเวศด้วยวิธีการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวทางท่ีเหมาะส ม
กับสถานการณป์ จั จุบันท่ีจะช่วยร่นระยะเวลาการฟ้ืนตัวของป่าที่ปลูกให้เจริญเติบโตมีสภาพใกล้เคียง
ป่าธรรมชาติอย่างรวดเร็ว เพ่ือให้สามารถท้างานตามหน้าที่ของระบบนิเวศป่าต้นน้าได้อย่างสมบูรณ์
อกี ทังสามารถน้าไปปรับปรุงใหเ้ หมาะสมแล้วส่งเสรมิ ให้กับประชาชนที่อาศยั อย่ใู นและบรเิ วณโดยรอบ
พนื ทปี่ า่ อนรุ กั ษ์ โดยนอ้ มน้าแนวพระราชด้ารพิ ระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช
มหาราช บรมนาถบพิตร ที่เก่ียวข้องกับการฟื้นฟูป่าไม้ แนวคิดป่านิเวศของ ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ
และรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทังจากเอกสารวิชาการ งานวิจัย แนวทางการด้าเนินงานที่ผ่านมา
การแลกเปลยี่ นความรู้ ความคดิ เหน็ ของผูม้ ปี ระสบการณเ์ ก่ียวกับการฟื้นฟูระบบนเิ วศและผู้ปฏบิ ตั งิ าน
ด้านอนุรักษ์และจดั การตน้ น้าในหน่วยงานภาคสนาม มาก้าหนดเป็นแนวทาง การด้าเนินงานการปลูก
ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ และน้าไปใชใ้ นการฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศตน้ น้า ตงั แตป่ งี บประมาณ พ.ศ. 2563 เปน็ ตน้ ไป
โดยผอู้ ้านวยการสา้ นกั อนรุ กั ษแ์ ละจดั การตน้ น้า (นายประกติ วงศศ์ รวี ฒั นกลุ ) ในขณะนัน เปน็ ผ้ผู ลกั ดัน
ให้เกดิ แนวความคิดนีขึน
ส้านักอนรุ กั ษแ์ ละจดั การตน้ น้า ไดจ้ ัดท้าคมู่ อื การปลกู ป่าเลียนแบบธรรมชาติ ซึง่ มเี นือหา
ประกอบด้วยองค์ความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับการฟ้ืนฟูระบบนิเวศ การด้าเนินงานการปลูกป่าเลียนแบบ
ธรรมชาติ และการศกึ ษาการปลกู ป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อสร้างพืนฐานความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับ
การปลกู ป่าเลยี นแบบธรรมชาติให้กับหน่วยงานภาคสนามและหน่วยงานอ่ืน ๆ ให้ผู้ปฏิบัติงานใช้เป็น
คู่มือในการด้าเนินการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติตามหลักวิชาการและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
และเพื่อศึกษาการพัฒนาระบบนิเวศป่าไม้ของการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ รวมทังการศึกษา
ต้นทุนการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งเอกสารวิชาการนีจะใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการ
พนื ทีต่ ้นน้าทีเ่ สอ่ื มสภาพใหเ้ หมาะสมตอ่ ไป
นำยธญั ญำ เนตธิ รรมกลุ
อธบิ ดกี รมอทุ ยำนแห่งชำติ สัตว์ปำ่ และพนั ธพุ์ ชื
กรกฎำคม 2563
สำรบัญ หนำ้
เรอื่ ง ก
ข
ค้าน้า ค
สารบญั 1
สารบัญตาราง 1
สารบญั ภาพ 4
บทที่ 1 บทนา้ 4
5
1.1 ความส้าคัญและทมี่ า 5
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ 7
1.3 ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ 7
บทท่ี 2 องคค์ วามรดู้ ้านการฟ้ืนฟรู ะบบนิเวศ 8
2.1 แนวพระราชด้าริทีเ่ กี่ยวข้องกับการฟ้นื ฟปู า่ ไม้ 9
2.2 การฟืน้ ฟูระบบนเิ วศตน้ น้า 12
2.3 แนวคิดปา่ นเิ วศของ ศ.ดร.อากริ ะ มยิ าวากิ 12
2.4 แนวคิดการดา้ เนินงานปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ 15
2.5 งานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วข้อง 17
บทที่ 3 การด้าเนินงานการปลกู ป่าเลยี นแบบธรรมชาติ 18
3.1 การปลูกป่าเลยี นแบบธรรมชาติ ปีที่ 1 19
3.2 การปลกู และบา้ รุงรักษาแปลงปลูกปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปีท่ี 2 20
3.3 การปลูกและบา้ รุงรักษาแปลงปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปีท่ี 3 24
3.4 การปลกู และบา้ รงุ รกั ษาแปลงปลูกปา่ เลียนแบบธรรมชาติ ปที ่ี 4 24
3.5 การปลกู และบา้ รุงรักษาแปลงปลูกป่าเลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 5 25
3.6 การบ้ารุงรกั ษาแปลงปลกู ป่าเลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 6–10 34
บทที่ 4 การศึกษาการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ 36
4.1 ศกึ ษาข้อมลู พืนที่และปัจจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง 38
4.2 การศกึ ษาการพัฒนาระบบนิเวศปา่ ไม้ของการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ 41
4.3 การศึกษาต้นทุนของการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ 45
4.4 การรายงานผลการด้าเนินงาน 52
เอกสารอา้ งองิ 55
ภาคผนวก ก
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค
ภาคผนวก ง
สำรบัญตำรำง หนำ้
ตำรำงท่ี 21
21
1 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 1 22
2 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 2 22
3 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 3 23
4 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 4 23
5 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 5
6 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 6-10
สำรบัญภำพ
ภำพท่ี หนำ้
12
1 หลกั เขต และการปักจุดหักมุมรอบพืนท่ี 13
2 ทางตรวจการ และแนวกันไฟ 14
3 การทา้ หลักหมายแนวปลกู 14
4 การปลกู กลา้ ไม้ 14
5 รปู แบบการปลูกปที ี่ 1 15
6 การจัดทา้ ปา้ ยแปลงปลูกปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ 16
7 รูปแบบการปลูกปที ่ี 2 17
8 รูปแบบการปลกู ปีท่ี 3 19
9 รปู แบบการปลกู ปีท่ี 4 20
10 รูปแบบการปลกู ปที ี่ 5 26
11 การสมุ่ วางแปลงตวั อย่าง ในพนื ท่ีแปลงปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ 26
12 การวางแปลงตัวอยา่ งของส่วนศึกษาการพัฒนาการอนุรักษ์ตน้ นา้ 27
13 การแบง่ แปลงตัวอยา่ งเป็นแปลงย่อย (Plot) ขนาดพืนท่ี 10 x 10 ตารางเมตร 27
14 ตวั อย่างปา้ ยหมายเลขตน้ ไม้ 28
15 การบนั ทกึ ตา้ แหน่งของตน้ ไม้ (X, Y) จากแปลงย่อยขนาดพนื ที่ 10 x 10 ตารางเมตร
16 ตา้ แหน่งวัดขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางที่ระดบั ต่าง ๆ ของตน้ ไมป้ กติ 28
ตน้ ไม้ทีม่ ีลักษณะพิเศษ และตน้ ไม้ในพืนที่ทม่ี ีความลาดชนั 31
17 การวางแปลงย่อยในแปลงตัวอยา่ ง ขนาดพืนที่ 1 x 1 ตารางเมตร
34
และ 4 x 4 ตารางเมตร
18 ตวั อยา่ งการแบ่งชนั ความสูงตามแนวด่งิ (Profile Diagram)
และการปกคลุมเรือนยอด (Crown Cover Diagram)
1.1 ควำมสำคญั และทม่ี ำ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีภารกิจในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟื้นฟู
ทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช ในเขตพืนท่ีป่าเพ่ือการอนุรักษ์ โดยการควบคุมป้องกันพืนท่ี
ป่าอนุรักษ์ที่มีอยู่เดิม และฟื้นฟูพืนท่ีป่าเสื่อมโทรมให้กลับสมบูรณ์ ด้วยกลยุทธ์การส่งเสริม กระตุ้น
และปลูกจิตส้านึกให้ชุมชนมีความรู้สึกหวงแหนและมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรท้องถ่ิน เพ่ือเป็น
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และส่ิงแวดล้อม ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพส้าหรับเป็น
แหล่งต้นน้าล้าธาร แหล่งท่ีอยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร แหล่งนันทนาการ และการท่องเท่ียว
ทางธรรมชาติของประชาชน โดยมีสา้ นักอนุรักษ์และจัดการต้นน้าเป็นหน่วยงานในสังกัดที่ท้าหน้าที่
ในการอนรุ กั ษแ์ ละฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศตน้ น้า ตลอดจนสง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มในการบรหิ ารจดั การพนื ทตี่ น้ น้า
ซงึ่ การกา้ หนดแนวทางมาตรการใด ๆ เพอื่ ดา้ เนนิ การตามภารกจิ จะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี
(พ.ศ. 2561–พ.ศ. 2580) ทก่ี า้ หนดกรอบและแนวทางการพัฒนาในประเด็นยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง
การเตบิ โตบนคณุ ภาพชวี ติ ทเ่ี ปน็ มติ รตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม ทส่ี ง่ เสรมิ การฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศปา่ ธรรมชาตทิ เ่ี สอื่ มโทรม
พนื ทปี่ า่ อนรุ กั ษต์ ามกฎหมาย พนื ทป่ี า่ ตน้ น้าบนพนื ทสี่ งู ชนั และพนื ทแ่ี นวกนั ชน (ราชกจิ จานเุ บกษา, 2561ก)
รวมถงึ ตอ้ งสอดรบั กบั แนวทางการพฒั นาทก่ี ้าหนดอยใู่ นแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 12
ท่ีมีเป้าหมายในการรักษาฟ้นื ฟูทรพั ยากรธรรมชาติ การเพ่มิ พนื ทปี่ ่าไมเ้ พ่ือการอนุรักษ์ โดยมีพืนทป่ี ลูก
และฟื้นฟูป่าต้นน้าท่ีเพิ่มขึนเป็นตัวชีวัด (ราชกิจจานุเบกษา, 2559) ตลอดจนแผนการปฏิรูปประเทศ
ดา้ นทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม ทกี่ ้าหนดแนวทางการฟนื้ ฟพู นื ทป่ี า่ เสอื่ มโทรมและภเู ขาหวั โล้น
โดยกา้ หนดให้ดา้ เนินการในพืนที่ต้นน้าล้าธารที่ส้าคัญก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อเพิ่มพืนที่ป่าไม้ให้ได้
ไม่น้อยกว่าขอบเขตพืนที่ป่าเพ่ือการอนุรักษ์ท่ีได้ประกาศไว้แล้ว (ราชกิจจานุเบกษา, 2561ข) ดังนัน
จงึ ตอ้ งเรง่ ด้าเนนิ การฟนื้ ฟพู นื ทตี่ น้ น้าล้าธารทมี่ สี ภาพปา่ เสอื่ มโทรมในพนื ทปี่ า่ อนรุ กั ษใ์ นความรบั ผดิ ชอบ
ของกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื ดว้ ยมาตรการทเ่ี หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั กฎหมายสงู สุด
และแผนของชาตดิ งั กล่าว
ส้านักอนุรักษ์และจัดการต้นน้า มีภารกิจในการฟ้ืนฟูระบบนิเวศต้นน้าที่เสื่อมสภาพ
ให้กลับฟ้ืนคืนเป็นป่าสมบูรณ์ดังเดิม ได้เริ่มด้าเนินการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูพืนท่ีต้นน้ามาตังแต่ปี 2508
(งานวิจัยเพื่อรักษาต้นน้าล้าธาร กองบ้ารุง กรมป่าไม้ ในขณะนัน) โดยการปลูกเป็นแถวเป็นแนว
ระยะห่างระหว่างต้น 4 x 4 เมตร และมีการขยายงานการปลูกป่ามาอย่างต่อเน่ือง พร้อมพัฒนา
รูปแบบและวิธีการมาโดยตลอด ด้วยการน้อมน้าแนวพระราชด้าริด้านป่าไม้ ผลงานศึกษาวิจัยท่ี
เก่ียวข้อง มาก้าหนดแนวทางในการฟื้นฟูสภาพป่าบนพืนที่ต้นน้าล้าธารท่ีเส่ือมสภาพทั่วประเทศ
และในปี 2539 ส้านกั อนุรักษแ์ ละจัดการต้นนา้ (สว่ นอนรุ ักษต์ ้นนา้ กรมปา่ ไม้ ในขณะนนั ) ได้กา้ หนด
แนวทางในการปลูกป่าฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้าในพืนท่ีป่าเส่ือมสภาพด้วยการปลูกไม้ท้องถ่ินไม่ต้่ากว่า
5 ชนิด จ้านวน 100 ต้น/ไร่ และการปลูกเสริมป่าปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้าในพืนที่ป่าธรรมชาติที่มี
ความอดุ มสมบรู ณต์ ้่า ดว้ ยการปลกู ไมท้ อ้ งถน่ิ ไมต่ ้่ากวา่ 5 ชนดิ จ้านวน 25 ตน้ /ไร่ แบบไมเ่ ปน็ แถวเปน็ แนว
เพื่อเสริมกระบวนการทดแทนตามธรรมชาติขึน จนกระท่ังในปี 2548 ได้ก้าหนดแนวทางการฟื้นฟู
ระบบนิเวศต้นน้า ให้มีความชัดเจนขึนตามลักษณะพืนท่ีที่เสื่อมสภาพ คือ ในพืนท่ีที่เสื่อมสภาพมาก
ใหใ้ ชก้ ารปลกู ปา่ ฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศตน้ นา้ โดยปลกู ตน้ ไมท้ อ้ งถนิ่ คละกนั ไมต่ ่้ากวา่ 5 ชนดิ จ้านวน 200 ตน้ /ไร่
ไมต่ ัดตน้ ไม้เดมิ เก็บริบแตไ่ ม่สุมเผา ปลูกแบบไม่เป็นแถวเป็นแนว ระยะห่างตามความเหมาะสม และ
ในพืนท่ีที่เสื่อมสภาพปานกลาง ให้ใช้การปลูกเสริมปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้า โดยปลูกต้นไม้ท้องถิ่น
คละกนั ไมต่ า้่ กว่า 5 ชนดิ จา้ นวน 25 ตน้ /ไร่ ไม่ตัดต้นไมเ้ ดมิ เกบ็ ริบแต่ไม่สุมเผา ปลูกแบบไม่เป็นแถว
เป็นแนว ระยะห่างตามความเหมาะสม (ส่วนจัดการทรัพยากรต้นน้า, ม.ป.ป.; อุทัย, 2551) ซ่ึงนับว่า
เปน็ แนวทางทเ่ี หมาะสมกบั การฟนื้ ฟรู ะบบนเิ วศตน้ น้าไดใ้ นขณะนนั แตค่ วามหลากหลายของชนดิ พนั ธพุ์ ชื
ในการเปน็ ทงั โครงสร้างป่าและการทา้ หน้าทข่ี องระบบนิเวศแบบปา่ ธรรมชาตใิ นการปลกู ป่าในรูปแบบ
ดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์มากนัก ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 จึงได้ก้าหนดแนวทางการปลูกป่าฟ้ืนฟูระบบ
นเิ วศต้นน้าทเ่ี สือ่ มสภาพ เปน็ การปลกู ป่าเพื่อฟน้ื ฟโู ครงสร้างระบบนิเวศในพนื ที่ปา่ ต้นน้าทเ่ี สยี หายมาก
โดยการใชพ้ ันธ์ไุ ม้ท้องถิน่ ดังเดิมของพืนที่หรือชนิดป่านัน ๆ ก่อนที่จะถูกบุกรุกแผ้วถางจนเส่ือมสภาพ
ท้าการปลกู ป่าฟน้ื ฟใู หม้ ลี ักษณะโครงสรา้ งทางนเิ วศสงั คมพชื ของปา่ เปน็ ชนั ๆ มี ไมเ้ ดน่ น้า (Dominant)
ไม้เด่นรอง (Co-Dominant) ไม้ทนร่ม (Shade Tolerance) และไม้พืนล่าง (Undergrowth) เพ่ือให้
ป่าท่ีท้าการปลูกพืนฟูขึนมานัน มีลักษณะคล้ายคลึงใกล้เคียงป่าธรรมชาติมากท่ีสุด ซ่ึงใช้เป็นแนว
ปฏบิ ัติสืบตอ่ มา
ในขณะเดียวกัน ส้านักอนุรักษ์และจัดการต้นน้า ได้มีการศึกษาทางวิชาการเพื่อพัฒนา
หารูปแบบการฟ้ืนฟูระบบนิเวศป่าต้นน้าใหม่ ๆ ควบคู่กันไป โดยได้ท้าการศึกษาโครงสร้างสังคมพืช
ในแปลงปลูกไม้ป่าท้องถิ่นแบบผสมผสานบนพืนที่ต้นน้าของเกษตรกรในจังหวัดน่าน พบว่า
มคี วามหลากหลายทางชวี ภาพของระบบนเิ วศในการปลกู ปา่ แบบผสมผสานคอ่ นขา้ งสงู ท้าใหพ้ นื ทม่ี นี ้าใช้
ในการอุปโภคบริโภคสม่้าเสมอตลอดปี ยังส่งผลให้ได้รับรายได้จากผลผลิตแปลงปลูกไม้ป่าท้องถิ่น
แบบผสมผสานสูงกว่าการปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยวของเกษตรกร ชีให้เห็นว่าการปลูกไม้ป่าท้องถ่ิน
แบบผสมผสานซ่ึงเป็นรูปแบบการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ สามารถให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
ที่มั่นคงและช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน (ส่วนศึกษาการพัฒนาการอนุรักษ์ต้นน้า, 2560) และ
การปลกู ป่าเลยี นแบบธรรมชาตนิ ี สอดคลอ้ งกบั หลกั การปลกู ปา่ นเิ วศของ ศ.ดร.อากริ ะ มยิ าวากิ ทปี่ ลูก
โดยใช้พันธ์ุไม้หลากหลายสายพันธ์ุทังไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน ปลูกคละกันไปในพืนท่ีเดียวกัน
โดยปลูกไม่มีระยะปลูกท่ีแน่นอน ไม่เป็นแถวเป็นแนว เพื่อเป็นการเลียนแบบธรรมชาติ การปลูกป่า
นิเวศนี มีความหลากหลายทางชีวภาพทังชนิดพันธ์ุพืชและสัตว์ต่าง ๆ เพิ่มขึน และช่วยร่นระยะเวลา
การทดแทนตามธรรมชาตขิ องสงั คมพชื เรว็ ขนึ ประมาณ 10 เทา่ ตลอดจนมกี ระบวนการแลกเปลยี่ นพลงั งาน
การหมุนเวียนของธาตุอาหาร และดนิ มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึน (สิรินทร์ และ อนงค์, 2559) ดังนัน
การปลกู ฟนื้ ฟดู ว้ ยวธิ กี ารปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ จงึ เป็นแนวทางท่ีเหมาะสมกบั สถานการณ์ปัจจบุ ัน
ที่จะช่วยรน่ ระยะเวลา การฟ้ืนตวั ของป่าทีป่ ลกู ในพืนท่ีป่าอนุรักษ์ทีเ่ สอ่ื มสภาพให้เจริญเติบโต มีสภาพ
ใกลเ้ คียงป่าธรรมชาติอยา่ งรวดเรว็ สามารถท้างานตามหน้าท่ีของระบบนิเวศป่าต้นน้าได้อย่างสมบูรณ์
ได้พืชอาหาร และเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่า ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า อีกทัง
สามารถน้าไปปรับปรุงให้เหมาะสม แล้วส่งเสริมให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในและบริเวณโดยรอบ
พนื ท่ีป่าอนรุ กั ษไ์ ด้
ดังนัน ส้านักอนุรักษ์และจัดการต้นน้า จึงได้ท้าการรวบรวมข้อมูลที่เก่ียวข้อง ทังจาก
เอกสารวิชาการ งานวิจัย แนวทางการดา้ เนินงานที่ผ่านมา การแลกเปล่ียนความรู้ ความคิดเห็นของ
ผู้มีประสบการณ์ด้านการฟ้ืนฟูระบบนิเวศ และผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานภาคสนาม มาก้าหนดเป็น
แนวทางการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้า ให้มีลักษณะโครงสร้างทาง
นิเวศสังคมพืชของป่าเป็นชัน ๆ มีไม้เด่นน้า (Dominant) ไม้เด่นรอง (Co-Dominant) ไม้ทนร่ม
(Shade Tolerance) และไม้พืนล่าง (Undergrowth) เพื่อให้ป่าที่ปลูกฟ้ืนฟูขึนมานัน มีลักษณะ
คลา้ ยคลงึ ใกลเ้ คยี งปา่ ธรรมชาตขิ องชนดิ ป่าทเี่ คยปรากฏอย่ใู นพนื ที่นัน ๆ มากทีส่ ดุ โดยเฉพาะในระบบ
นิเวศภูเขา (Mountainous Ecosystem) โดยระยะเริ่มแรกท้าการปลูกไม้เบิกน้าท่ีเหมาะสมต่อพืนที่
เพื่อใหม้ ีต้นไมข้ นึ ปกคลมุ พนื ที่ในเวลาอันรวดเร็ว และระยะท่ีสองเมื่อปัจจัยแวดล้อมมีความเหมาะสม
จงึ เรมิ่ ปลกู ไมเ้ ดน่ น้า ไม้เด่นรอง ไม้ทนร่ม และไม้พนื ลา่ งในระยะเวลาต่อ ๆ ไปด้วยการปลกู เสริมเขา้ ไป
โดยใชพ้ นั ธไุ์ มท้ อ้ งถนิ่ ของพนื ทหี่ รอื ชนดิ ปา่ นนั ๆ ซง่ึ การท้าเชน่ นจี ะชว่ ยเพม่ิ อตั ราการรอดตายของไมท้ ป่ี ลูก
ส่งผลให้ป่าท่ีฟ้ืนฟูนันมีโครงสร้างและองค์ประกอบของชนิดพันธุ์พืชสมบูรณ์มากขึน และสามารถ
เจริญเตบิ โตทดแทนกลับคืนสูป่ า่ ธรรมชาตไิ ด้อยา่ งรวดเร็ว ซึ่งจะสนับสนุนกระบวนการทดแทนพัฒนา
ตัวเองของระบบนเิ วศและเกือกลู ให้สตั ว์ป่ากลบั เขา้ มาในพืนท่ีและท้าหน้าที่ในระบบนิเวศป่าไม้ ส่งผล
ใหไ้ มป้ า่ หายากและอน่ื ๆ ทสี่ ญู หายไปกลบั คนื มาสพู่ นื ท่ี ซง่ึ จะชว่ ยรน่ กระบวนการฟน้ื ตวั ของสงั คมพชื ใหม่
ไปสู่ป่าธรรมชาตไิ ด้อยา่ งรวดเร็วมากยิง่ ขนึ เกดิ เปน็ สภาพป่าที่สมบูรณ์ภายใน 10-20 ปี
ส้านกั อนรุ กั ษแ์ ละจดั การตน้ นา้ จงึ ไดน้ ้าแนวทางการปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาตมิ าก้าหนด
เปน็ แผนงานและงบประมาณเสนอของบประมาณประจ้าปงี บประมาณ พ.ศ. 2563 และส้านกั งบประมาณ
ได้เห็นชอบพร้อมอนุมัติงบประมาณให้ด้าเนินการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ จ้านวน 2,000 ไร่
พร้อมทังให้จัดเก็บข้อมูลทางวิชาการเพ่ือหาผลสัมฤทธิ์ของการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ โดยมี
งบประมาณในการปลกู ป่าเลียนแบบธรรมชาติ ดงั นี (รายละเอยี ดดงั ภาคผนวก ก)
ปีท่ี 1 งบประมาณ 4,600 บาท/ไร่
ปที ี่ 2–4 งบประมาณ ปีละ 2,470 บาท/ไร่
ปีท่ี 5 งบประมาณ 1,750 บาท/ไร่
ปที ี่ 6–10 งบประมาณ ปลี ะ 330 บาท/ไร่
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติท่ีจะเร่ิมด้าเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 นัน
มงุ่ เนน้ ปลกู ปา่ ในพนื ทตี่ น้ นา้ เสอื่ มสภาพ มรี ปู แบบการปลกู โดยใชพ้ นั ธไ์ุ มห้ ลากหลายสายพนั ธท์ุ งั ไมย้ นื ตน้
ไมพ้ มุ่ และไม้คลมุ ดินปลกู คละกันไปในพืนทเ่ี ดยี วกัน โดยไม่มรี ะยะปลูกทีแ่ นน่ อน ไมเ่ ป็นแถวเปน็ แนว
เพอื่ เปน็ การเลยี นแบบธรรมชาติ โดยปีแรกปลกู ไม้เบิกนา้ จ้านวน 200 ต้น/ไร่ ปีที่สองปลูกไม้เด่นน้า
จ้านวน 200 ตน้ /ไร่ ปที สี่ ามปลกู ไมเ้ ดน่ รอง จ้านวน 200 ตน้ /ไร่ ปที สี่ ป่ี ลกู ไม้ทนรม่ จ้านวน 200 ตน้ /ไร่
และปีทห่ี ้าปลกู ไม้พนื ลา่ ง จา้ นวน 200 ตน้ /ไร่ จากนันใหม้ กี ารบา้ รุงรักษาสวนเดิมในปีท่ี 6-10 ซึ่งการ
ปลกู ปา่ ในรปู แบบนี จะชว่ ยใหร้ น่ ระยะเวลาการฟน้ื ตวั ของปา่ ทปี่ ลกู ในพนื ทต่ี น้ น้าเสอ่ื มสภาพใหใ้ กลเ้ คยี ง
ป่าธรรมชาติอย่างรวดเร็ว และมีระบบนิเวศของป่าต้นน้าได้อย่างสมบูรณ์ เป็นพืนท่ีต้นน้าล้าธารท่ี
สามารถเอืออ้านวยนา้ ในปรมิ าณทเ่ี หมาะสมและไหลสม้า่ เสมอไดต้ ลอดทังปี
ส้านักอนุรักษ์และจัดการต้นน้า จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับป่าเลียนแบบ
ธรรมชาติ รวมถงึ แนวทางและขนั ตอนการปฏบิ ตั งิ านปลกู ปา่ เลียนแบบธรรมชาติ ซง่ึ จะท้าให้เกดิ ความรู้
ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้อง นอกจากนียังได้กล่าวถึงการศึกษาการพัฒนาระบบ
นิเวศป่าไม้ภายหลังการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งเป็นตัวชีวัดความส้าเร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้
รวมถึงการศึกษาต้นทุนการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ที่ท้าการปรับเปลี่ยนงบประมาณต่อหน่วย
(Unit Cost) ให้เหมาะสมกบั สถานการณ์ปัจจบุ นั
1.2 วัตถปุ ระสงค์
1) สร้างพืนฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติให้กับ
หน่วยงานภาคสนามด้านการอนุรักษ์และจัดการต้นน้า ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และ
ผสู้ นใจท่วั ไป
2) เพอ่ื ใชเ้ ปน็ คมู่ อื ในการด้าเนนิ การปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาตไิ ดถ้ กู ตอ้ งตามหลกั วชิ าการ
และเปน็ ไปในทิศทางเดียวกนั
3) เพอ่ื ใชใ้ นการศกึ ษาการพฒั นาระบบนเิ วศปา่ ไมข้ องการปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ รวมทงั
ศกึ ษาตน้ ทนุ การปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ สา้ หรบั ก้าหนดอตั ราราคางานตอ่ หนว่ ย (Unit Cost) ตอ่ ไป
1.3 ประโยชนท์ ีค่ ำดว่ำจะไดร้ ับ
1) สรา้ งความรคู้ วามเข้าใจในการปลกู ป่าเลียนแบบธรรมชาติ และสามารถน้าไปใช้ใน
การปฏิบัติงานได้ถกู ต้องตามหลกั วชิ าการ
2) เปน็ เอกสารสา้ หรบั เจ้าหนา้ ทใี่ นการตดิ ตามและประเมนิ ผลความส้าเรจ็ ตามเป้าหมาย
3) เปน็ แนวทางในการจดั ท้าอตั ราราคางานตอ่ หนว่ ย (Unit Cost) การปลกู ปา่ เลยี นแบบ
ธรรมชาติให้เหมาะสมกับการปฏบิ ตั งิ าน
2.1 แนวพระรำชดำริทเี่ กี่ยวข้องกบั กำรฟ้ืนฟปู ำ่ ไม้
พระรำชดำรัสพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธิเบศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพติ ร เมอื่ วนั พธุ ท่ี 24 มกรำคม 2520 ณ โครงกำรหลวงพฒั นำตน้ นำ หนว่ ยท่ี 14 (ปำงหนิ ฝน)
อำเภอแมแ่ จม่ จงั หวดั เชยี งใหม่ “...ส้าหรบั ตน้ ไมท้ จ่ี ะปลกู ทดแทนไมท้ ถี่ กู ท้าลายนนั ควรใชต้ น้ ไมโ้ ตเร็วที่
มีประโยชน์หลาย ๆ ทางคละกันไป และควรปลูกพืชคลุมแนวร่องน้าต่าง ๆ เพ่ือยึดผิวดินและให้เก็บ
รักษาความชมุ่ ชนื ไว้...” (ประพันธ,์ 2553)
พระรำชดำรัสพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธิเบศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพติ ร เมอ่ื วนั พฤหัสบดีท่ี 14 เมษำยน 2520 ณ อำเภอชัยบำดำล จังหวัดลพบุรี “...การ
ท่ีจะมีตน้ นา้ ล้าธารไปช่วั กาลนานนัน ส้าคัญอยทู่ ่กี ารรักษาป่าและปลูกป่าบริเวณต้นน้า ซึ่งบนยอดเขา
และเนินสูงนัน ต้องมีการปลูกป่าโดยปลูกไม้ยืนต้นและปลูกไม้ฟืน ซ่ึงไม้ฟืนนันราษฎรสามารถตัดไป
ใช้ได้ แต่ตอ้ งมกี ารปลูกทดแทนเป็นระยะ ส่วนไมย้ นื ต้นนนั จะช่วยให้อากาศมีความชุ่มชืน เป็นขันตอน
หน่ึงของระบบการให้ฝนตกแบบธรรมชาติ ทังยงั ช่วยยึดดินบนเขาไม่ให้พังทลายเม่ือเกิดฝนตกอีกด้วย
ซ่ึงถ้ารักษาสภาพปา่ ไมไ้ ว้ใหด้ ีแลว้ ท้องถิน่ กจ็ ะมนี า้ ไว้ใช้ช่ัวกาลนาน... ” (ประพนั ธ์, 2553)
พระรำชดำรัสพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธิเบศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพิตร เมื่อวันท่ี 14 มีนำคม 2532 ณ ศูนย์ศึกษำกำรพัฒนำห้วยฮ่องไคร้อันเน่ืองมำจำก
พระรำชดำริ อำเภอดอยสะเกด็ จงั หวดั เชยี งใหม่ “...ประการส้าคญั ตอ้ งพจิ ารณาปลกู พนั ธไ์ุ มป้ า่ ทอ้ งถน่ิ
เช่น ไม้เนอื แข็งเสริมเพื่ออนุรักษส์ ภาพแวดลอ้ มดงั เดิมของป่าแถบน.ี ..” (สา้ นักราชเลขาธกิ าร, 2533)
พระรำชดำรัสพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธิเบศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพิตร เมื่อวันท่ี 25 มีนำคม 2535 ณ ศูนย์ศึกษำกำรพัฒนำห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมำจำก
พระรำชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จงั หวัดเชยี งใหม่ “เป้าหมายหลักในการพฒั นาปา่ ไมบ้ รเิ วณขนุ แมก่ วง
ก็คือ การอนุรักษ์ป่าไม้ กล่าวคือ เร่งรัดการฟื้นฟูป่าไม้ดังเดิม ซึ่งมีสภาพเส่ือมโทรมให้กลับเขียวชอุ่ม
โดยเรว็ ทงั นี ควรพิจารณาใชป้ ระโยชน์จากพนั ธ์ุไม้ทอ้ งถิ่น…” (ส้านกั ราชเลขาธิการ, 2538)
พระรำชดำรัสพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธิเบศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพิตร พระรำชทำนแกร่ ฐั มนตรีวำ่ กำรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ตำหนักภูพิงครำช
นิเวศน์ เมื่อวันท่ี 14 มีนำคม 2536 “...การปลูกป่า ไม่ควรน้าเอาพืนท่ีที่มีราษฎรอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
มาปลกู ปา่ และป่าทปี่ ลูกขนึ กค็ วรจะมีสภาพทีเ่ ปน็ ป่าอยา่ งแทจ้ รงิ จึงควรปลูกไมห้ ลายประเภทคละกนั
โดยเฉพาะไม้พืนเมืองท่ีเหมาะสมกับท้องถิ่น และกล้าไม้ท่ีจะน้าไปปลูกจะต้องมีความทนทาน
พอสมควร...” (ส้านกั ขา่ วกรมประชาสมั พนั ธ์, ม.ป.ป.)
พระรำชดำรัสพระบำทสมเด็จพระบรมชนกำธิเบศร มหำภูมิพลอดุลยเดชมหำรำช
บรมนำถบพิตร เม่ือวันที่ 24 กุมภำพันธ์ 2555 ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้ำพี่นำงเธอเจ้ำฟ้ำ
กลั ยำณวิ ัฒนำ กรมหลวงนรำธวิ ำสรำชนครนิ ทร์ ชนั 14 อำคำรเฉลมิ พระเกยี รติ โรงพยำบำลศริ ริ ำช
“...หลกั การทจ่ี ะตอ้ งท้ากค็ อื จะตอ้ งปลกู ตน้ ไมข้ นึ เรว็ ผสมกบั ตน้ ไมท้ ขี่ นึ ชา้ และกช็ ว่ ยในการปอ้ งกนั น้าทว่ ม…
ที่เป็นไมแ้ ขง็ ไมร้ ากลกึ ท้าใหป้ ้องกนั การดินถลม่ …วธิ จี ะท้ากต็ อ้ งปลูกผสมพวกต้นไม้ ไม้ออ่ นและขนึ เร็ว
กับไม้แข็งท่ีขนึ ช้า…กต็ ้องพยายามท่ีจะท้าป่าทีป่ ลูกต้นไม้หลายชนิด…” (ไทยรฐั ออนไลน์, 2555)
2.2 กำรฟน้ื ฟรู ะบบนิเวศต้นนำ
การฟ้ืนฟูระบบนิเวศต้นนา้ คือ การจัดการพืนท่ีป่าต้นน้าที่เสื่อมโทรมให้มีศักยภาพ
ในการฟื้นตัวเองได้ตามธรรมชาติ โดยการน้าพันธ์ุไม้ท้องถิ่นปลูกเสริมในป่าธรรมชาติที่เส่ือมสภาพ
ซึ่งการเตรียมพนื ที่ปลกู จะเนน้ ไปท่ีการป้องกันไฟเปน็ หลกั มีการก้าจดั วัชพืชออกเท่าที่จ้าเป็น ไม่มีการ
เก็บรบิ สุมเผา เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพป่าท่ีเส่ือมโทรมให้สมบูรณ์ได้รวดเร็วขึน ช่วยเพิ่มความหลากหลาย
ทางชวี ภาพ เป็นแหล่งพชื สมนุ ไพร ไมใ้ ชส้ อยและแหล่งอาหารของชุมชนได้อย่างย่ังยืน (ส้านักอนุรักษ์
และจดั การต้นน้า, 2559)
การท่จี ะท้าใหป้ ่าทเี่ สอื่ มโทรมกลบั ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ได้ดงั เดมิ นัน จะตอ้ งใชร้ ะยะ
เวลานาน แมจ้ ะปลอ่ ยใหเ้ กดิ การทดแทนของสงั คมพชื ในระบบนเิ วศตามธรรมชาติ เหน็ ไดจ้ ากการศกึ ษา
การทดแทนตามธรรมชาตขิ องปา่ ธรรมชาตทิ มี่ คี วามอดุ มสมบรู ณต์ ่้า (ปรชี า และ พงษศ์ กั ด,์ิ 2537 อา้ งใน
ส้านกั อนรุ กั ษแ์ ละจดั การตน้ น้า, 2559) ทพี่ บวา่ ในปา่ ดบิ เขาและปา่ เตง็ รงั ใชเ้ วลาการฟน้ื ตวั (Gap Phase)
50 ปี และ 60 ปี ใชเ้ วลาในการพัฒนาการเจริญเติบโต (Building Phase) 50 ปี และ 62 ปี รวมต้อง
ใช้เวลาในการเจริญเติบโตและพัฒนาเป็นป่าท่ีสมบูรณ์ 100 ปี และ 122 ปี ตามล้าดับ ทังนีได้มีการ
เสนอแนะว่า การเข้าไปช่วยฟ้ืนฟูควรเข้าไปด้าเนินการในช่วงระยะฟ้ืนตัว เช่น การป้องกันการเข้าบุก
รุกซา้ ในทเี่ ดิม การควบคมุ ไฟปา่ อยา่ งเข้มงวด เป็นต้น จะสามารถร่นระยะเวลาในการฟื้นตัวของป่าใน
ชว่ งแรกจาก 50 ปี หรือ 60 ปี เหลือเพยี ง 10 ปี
2.3 แนวคดิ ปำ่ นิเวศของ ศ.ดร.อำกิระ มิยำวำกิ
หลักการปลูกป่านิเวศของ ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ สามารถสร้างป่าธรรมชาติด้วย
ระยะเวลาได้เร็วขึน 10 เท่า ตามทฤษฎีการทดแทนสังคมพืชแนวใหม่ (New Succession Theory)
โดยการน้าหลักวิชาว่าด้วยสังคมพืชมาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคนิคการปลูกป่าการสร้างป่าธรรมชาติ
ตาม ศ.ดร.อากิระ มยิ าวากิ จะมีประโยชนต์ อ่ การด้ารงชีวิตของมนุษย์ทังในเขตเมืองและชนบทเพราะ
ปา่ ธรรมชาตจิ ะสามารถปกป้องผลกระทบอนั เกดิ จากภยั ธรรมชาติ เชน่ แผน่ ดนิ ไหว คล่นื สึนามิ ไฟไหม้
พายฝุ น และลม ดงั ตวั อย่าง แผน่ ดนิ ไหวท่ีประเทศญปี่ ุน่ สงิ่ กอ่ สร้าง เชน่ อาคาร บา้ นเรือน ตึกทที่ ้างาน
วดั โรงเรยี น ทม่ี ปี า่ ลอ้ มรอบไมเ่ สยี หายเทา่ กบั สง่ิ กอ่ สรา้ งทไ่ี มม่ ปี า่ หรอื ตน้ ไมล้ อ้ มรอบ ดงั นนั ในประเทศญป่ี นุ่
จงึ สง่ เสริมใหม้ กี ารปลกู ปา่ นเิ วศในเมอื ง ในมหาวทิ ยาลยั รอบพนื ท่โี รงงาน ตามถนน และพนื ทว่ี ่างตา่ ง ๆ
รวมทังปลูกในพืนท่ีป่า จนมีผืนป่าครอบคลุมพืนท่ีทั่วทังประเทศประมาณร้อยละ 67 กล่าวโดยสรุป
การปลูกป่าตามแนวทางของ ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ คือ เทคนิคและวิธีการเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศป่า
ธรรมชาติ โดยการปลูกต้นไม้ท้องถิ่น (Native Species) ด้วยเทคนิคการปลูกหลายชัน (Multi–Layer)
เลยี นแบบโครงสรา้ งปา่ ธรรมชาติ ปลกู ถ่ี (Dense Planting) ปลกู แบบสมุ่ (Random) เพอ่ื ชว่ ยรน่ ระยะเวลา
การสืบพนั ธต์ุ ามธรรมชาติ และการทดแทนของสงั คมพชื เขา้ สสู่ งั คมพชื ขนั สงู สดุ (Climax Community)
เรว็ ขนึ กวา่ การฟืน้ ตวั ตามธรรมชาติ ตลอดจนสรา้ งความหลากหลายทางชวี ภาพ (สิรนิ ทร์, 2559)
สิรินทร์ และ อนงค์ (2559) กล่าวว่า หลักการปลูกป่านิเวศของ ศ.ดร.อากิระ มิยาวากิ
สงิ่ ส้าคญั คอื การบรู ณาการองคค์ วามรทู้ างดา้ นนเิ วศวทิ ยา (สงั คมพชื ) วทิ ยาศาสตรส์ งิ่ แวดลอ้ ม (ดนิ น้า
ลม ไฟ) และสงั คมศาสตร์ (การมสี ว่ นรว่ ม ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั ปา่ ) โดยมขี นั ตอนทสี่ ้าคญั ไดแ้ ก่
1) การส้ารวจพรรณไม้ป่าธรรมชาติดังเดิม ในพืนที่ที่ต้องการจะฟื้นฟูให้ป่า
ธรรมชาตกิ ลบั คืน เพื่อทา้ การคัดเลอื กชนดิ พรรณไม้ดังเดมิ ของท้องถ่ินนนั ๆ มาปลกู
2) เก็บหาเมล็ดมาเพาะในแปลงเพาะช้าและย้ายลงปลูกในถุงเพาะช้า
บ้ารุงรักษากลา้ ไมใ้ ห้แขง็ แรง อย่างนอ้ ย 6-8 เดือน กอ่ นน้าไปปลกู
3) เตรียมพืนที่ปลูก โดยการสร้างเนินดินให้มีโครงสร้างโปร่ง นุ่ม และผสมดิน
ด้วยวัสดธุ รรมชาติ
4) การปลูก ใช้พรรณไม้หลากหลายสายพันธุ์ทังไม้ยืนต้น ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน
ปลกู คละกนั ในพืนท่เี ดียวกันโดยปลูกประมาณ 3 ตน้ /ตารางเมตร อย่างไม่มีระยะปลูกแน่นอน ไม่เป็น
แถวเป็นแนว เพือ่ เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ (ในลักษณะที่ลกู ไมห้ ลน่ ไมไ่ กลตน้ )
5) เพิ่มเทคนิคการปลูก เช่น การน้ากล้าไม้จุ่มน้าก่อนปลูก เม่ือปลูกแล้วใช้ฟาง/
หญา้ หรอื ใบไม้คลมุ ดิน
2.4 แนวคดิ กำรดำเนนิ งำนปลูกป่ำเลียนแบบธรรมชำติ
การน้าแนวทางการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ มาใช้ในการปลูกป่าฟ้ืนฟูให้มีลักษณะ
โครงสร้างทางนิเวศสังคมพืชของป่าเป็นชัน ๆ มีไม้เด่นน้า (Dominant) ไม้เด่นรอง (Co-Dominant)
ไม้ทนรม่ (Shade Tolerance) และไม้พืนล่าง (Undergrowth) เพือ่ ให้ปา่ ทีท่ ้าการปลูกฟื้นฟูขึนมานัน
มีลักษณะคล้ายคลึงใกล้เคียงป่าธรรมชาติของชนิดป่าท่ีเคยปรากฏอยู่ในพืนท่ีนัน ๆ มากที่สุด
โดยเฉพาะในระบบนิเวศภูเขา (Mountainous Ecosystem) เพื่อท้าหน้าที่ในการอนุรักษ์ดินและน้า
ช่วยร่นระยะเวลา และขันตอนการปรับเปล่ียนปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพ่ือให้มีความเหมาะสมต่อการ
สืบตอ่ พันธุ์ของพรรณไม้ โดยระยะเริ่มแรกท้าการปลกู ไม้เบิกน้าท่ีเหมาะสมต่อพืนที่ เพ่ือให้มีต้นไม้ขึน
ปกคลุมพืนที่ในเวลาอันรวดเร็ว และระยะที่สองเมื่อปัจจัยแวดล้อมมีความเหมาะสมจึงเริ่มปลู ก
ไม้เด่นน้า ไม้เด่นรอง ไม้ทนร่ม และไม้พืนล่างในระยะเวลาต่อ ๆ ไป ด้วยการปลูกเสริมเข้าไปโดยใช้
พันธ์ุไม้ท้องถ่ินของพืนท่ีหรือชนิดป่านัน ๆ ซึ่งการท้าเช่นนีจะช่วยให้อัตราการรอดตายของไม้ท่ีปลูก
เพมิ่ มากขนึ ส่งผลให้ป่าทีฟ่ นื้ ฟนู นั มโี ครงสร้างและองค์ประกอบของชนิดพันธ์ุพืชสมบูรณ์มากขึน และ
สามารถเจริญทดแทนกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะสนับสนุนกระบวนการทดแทน
พฒั นาตัวเองของระบบนิเวศและเกอื กลู ใหส้ ัตวป์ า่ กลบั เขา้ มาในพนื ที่และทา้ หนา้ ท่ีในระบบนเิ วศปา่ ไม้
ส่งผลให้ไม้ป่าหายากและอ่ืน ๆ ที่สูญหายไปกลับคืนมาสู่พืนที่ ซึ่งจะช่วยร่นกระบวนการฟ้ืนตัวของ
สังคมพชื ใหม่ไปสู่ป่าธรรมชาติได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึน เกิดเป็นสภาพป่าท่ีสมบูรณ์ภายใน 10-20 ปี
เป็นปัจจัยส้าคัญล้าดับแรก ประกอบกับการก่อสร้างฝายชะลอน้า การปลูกหญ้าแฝก การป้องกันภัย
คุกคามจากไฟป่า การให้ความรคู้ วามตระหนักถึงคุณค่าของป่าต้นน้า จะช่วยเสริมให้เกิดความสมดุล
ของระบบนิเวศเป็นแหล่งส้าคัญในการดูดซับน้า ชะลอน้า ลดความรุนแรงของกระแสน้า รวมทังช่วย
เกาะยึดและปกคลุมพืนที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการป้องกันบรรเทาและลดความเสียหายท่ีเกิดจากอุทกภัย
และภยั แล้ง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สา้ นกั อนรุ กั ษ์และจัดการต้นน้า, 2561)
เมอื่ เราปลกู ตน้ ไมช้ นิดท่ไี ดร้ ับการคดั เลอื ก และดูแลอย่างดี จะส่งผลให้เกิดกระบวนการ
ฟน้ื ตวั และเพม่ิ ความหลากหลายทางชีวภาพในพืนท่ี โดยขนั ตอนแรกจะเรมิ่ จากการเพมิ่ จ้านวนพรรณไม้
ในพืนท่ี เมื่อไม้เติบโต และออกดอกผล จะช่วยดึงดูดให้สัตว์ป่า แมลง และนก เข้ามาใช้พืนท่ี อันจะ
ชว่ ยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพอกี ทางหนึง่ นก และสัตวต์ า่ ง ๆ นันจะน้าพาเมลด็ ไม้จากทีต่ ่าง ๆ
ในบริเวณป่าข้างเคียงเข้ามาในพืนท่ีด้วย เม่ือกล้าไม้เหล่านันงอกขึนมาก็จะเป็น ต้นไม้ที่จะเติบโต
รุ่นตอ่ ๆ ไป และเพ่ิมความหลากหลายทางชีวภาพอย่างย่งั ยนื ดังนัน การฟื้นฟูป่าโดยเทคนิคพรรณไม้
โครงสรา้ ง จึงสามารถช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับคืนมา ซึ่งจากแปลงสาธิตของเรา
กไ็ ดเ้ หน็ ไดช้ ดั เจนวา่ การฟนื้ ฟปู า่ ดว้ ยความชว่ ยเหลอื ของบรรดาสตั วป์ า่ และนก จะชว่ ยฟน้ื ฟปู า่ ภาคเหนือ
ใหก้ ลบั คืนมาไดใ้ นระยะเวลาไม่กปี่ ี (หน่วยวจิ ัยการฟื้นฟูป่า, ม.ป.ป.)
2.5 งำนวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
ส่วนศึกษาการพัฒนาการอนุรักษ์ต้นน้า (2560) ได้ท้าการศึกษาโครงสร้างสังคมพืช
ในแปลงปลกู พันธไุ์ มป้ า่ ทอ้ งถนิ่ แบบผสมผสาน อายุ 26 ปี ของเกษตรกรทจี่ งั หวัดน่าน โดยมุง่ เนน้ ศกึ ษา
องค์ประกอบของชนิดพันธ์ุไม้ในแปลงปลูกพันธ์ุไม้ป่าท้องถ่ินแบบผสมผสานลักษณะโครงสร้างของ
สังคมพืช และชนิดพันธ์ุไม้ ลักษณะเชิงปริมาณของสังคมพืช (Quantitative Characteristics) และ
ลกั ษณะเชิงคุณภาพของสงั คมพืช (Qualitative Characteristics) ตลอดจนผลตอบแทนทางเศรษฐกจิ
ในช่วงเวลาก่อนปีท่ีท้าการศึกษา 1 ปี (พ.ศ. 2559) โดยสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview)
ท้าการศกึ ษาโดยวางแปลงตวั อยา่ งในแปลงปลกู พนั ธไุ์ มป้ า่ ทอ้ งถน่ิ แบบผสมผสานของนายเหรยี ญ ค้าแควน่
จ้านวน 1 แปลง ขนาด 40 x 80 ตารางเมตร จากการศึกษาลักษณะเชิงปริมาณ ชนิดพรรณไม้ยืนต้น
พบวา่ ไมท้ ่มี คี า่ ดชั นคี วามส้าคญั มาก 3 ชนดิ แรก จาก 30 ชนดิ คอื สัก (Tectona grandis L. f.) มะขม
(Pittosporopsis kerrii Craib) และกฤษณา (Aquilaria crassna Pierre ex Lecomte) มีค่าดัชนี
ความส้าคญั เทา่ กับ 77.62, 41.40 และ 36.46 ตามล้าดับ การศึกษาลักษณะเชิงคุณภาพ การแบ่งชัน
ความสงู ตามแนวด่งิ (Profile Diagram) แบ่งออกเปน็ 3 ชว่ งชนั มคี วามสงู เฉลย่ี 7.44 เมตร การปกคลุม
เรอื นยอด (Crown Cover Diagram) คดิ เปน็ รอ้ ยละ 65 ความหลากหลายชนดิ พนั ธ์ุ (Species Diversity)
เท่ากับ 3.63 ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ (Biodiversity Value) มีค่าคะแนน
ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศในระดับสูง โดยมีค่าเท่ากับ 78.15 และผลตอบแทน
ทางเศรษฐกิจ รายได้ที่ได้รับจากผลผลิตแปลงปลูกพันธุ์ไม้ป่าท้องถ่ินแบบผสมผสาน เฉล่ียประมาณ
5,333 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการปลูกพืชเกษตรเชิงเด่ียวของเกษตรกรโดยทั่วไป ที่ปลูกข้าวโพด
มนั สา้ ปะหลงั แลว้ ยงั ชว่ ยอนุรกั ษด์ นิ และเป็นการฟน้ื ฟรู ะบบนเิ วศทยี่ ่ังยนื อีกดว้ ย
พฤตพิ งษ์ (2558) ไดศ้ ึกษาลักษณะทางนิเวศวิทยาของสังคมพืชท่ีได้จากการด้าเนินการ
ฟ้ืนฟูระบบนิเวศป่าเส่ือมโทรมที่มีอายุประมาณ 15 ปี ในพืนท่ีอ้าเภอแม่เมาะ จังหวัดล้าปาง จ้านวน
3 รูปแบบ คือ
1) สังคมพืชที่ได้จากการฟื้นฟูพืนที่ที่ผ่านการท้าเหมืองแร่ (เหมืองแม่เมาะ)
เป็นสังคมที่ได้จากการปลูกฟ้ืนฟูพืนท่ีที่ผ่านการท้าเหมืองแร่ที่ท้าให้พืนที่สภาพรุนแรงต่อการตังตัว
และเติบโตของต้นไม้ จึงได้มีการเตรียมพืนท่ีโดยการน้าหินผุรองพืนและน้าหน้าดินที่ได้จากการ
เปิดหน้าเหมืองมาถมบนดินเพื่อปรับสภาพพืนท่ีพอท่ีจะสามารถปลูกไม้ให้อยู่รอดและสามารถท่ีจะ
เจริญเติบโตได้ด้วยตนเอง และคัดเลือกพรรณไม้ท้องถ่ินที่เป็นไม้เบิกน้าผสมกับไม้ท้องถ่ินอื่น ๆ
ไดด้ ้าเนนิ การปลกู ฟนื้ ฟใู นปี 2539 โดยมลี กั ษณะทวั่ ไปคลา้ ยคลงึ กบั โครงสรา้ งของสงั คมพชื ปา่ ผสมผลดั ใบ
หรอื ป่าเบญจพรรณ
2) สังคมพืชท่ีได้จากการฟ้ืนฟูแบบเพิ่มผลผลิต (สวนป่าแม่เมาะ) เป็นสังคมพืช
ท่ีเปน็ การปลกู แบบสวนป่าชนดิ เดียว คือไม้สักซ่ึงเป็นไม้ที่ส้าคัญทางเศรษฐกิจได้ด้าเนินการปลูกสร้าง
ในปี 2541 มกี ารปลกู อยา่ งเป็นระบบและใช้วนวัฒนวิธเี ข้ามาจัดการเพ่ือเน้นผลผลิตในรูปแบบเนือไม้
ทังด้านปริมาณและคุณภาพ แต่ในขณะเดียวกันมีพรรณไม้ท้องถิ่น เกิดขึนมาในพืนท่ีเข้ามาตาม
ช่องวา่ งของเรือนยอดไม้ใหญ่ อันเน่ืองมาจากบริเวณสวนป่านันใกล้กับป่าเบญจพรรณดังเดิม และยัง
พบวา่ มีร่องรอยการเกิดไฟปา่ ซึง่ ลุกลามมาจากปา่ ธรรมชาติใกลเ้ คียงในช่วงหนา้ แลง้ ทุกปี
3) สังคมพืชท่ีได้จากการฟื้นฟูระบบนิเวศ เป็นสังคมพืชท่ีได้จากการด้าเนินการ
ปลูกเพื่อฟื้นฟูพืนที่เส่ือมโทรมให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิมซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณ โดยป่ามีองค์ประกอบ
และสามารถท้าหน้าที่ได้ใกล้เคียงป่าดังเดิมได้มากที่สุด จึงจ้าเป็นต้องมีความหลากหลายของชนิดไม้
ใกลเ้ คยี งกบั ปา่ ดงั เดมิ ไดด้ ้าเนนิ การปลกู ในปี 2539 ในพนื ทพี่ บพชื จ้าพวก ไผร่ วกขนึ ปะปนตามธรรมชาติ
และมีการเข้ามาใช้ประโยชน์ของชุมชน เช่น การเข้ามาตัดไม้ ตัดไผ่ และการหาของป่า เน่ืองจาก
พนื ทอี่ ยูใ่ กลก้ ับชุมชน
โดยทา้ การเกบ็ ข้อมูล 2 ครัง ครังที่ 1 เมอ่ื เริม่ ตน้ การศึกษาในเดือนมีนาคม 2553
และครงั ที่ 2 เม่อื สินสดุ การศึกษาในเดือนมนี าคม 2554 พบว่า สังคมพืชที่ได้จากการฟ้ืนฟูระบบนิเวศ
มีจ้านวนชนิดพันธุ์เฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือสังคมพืชท่ีได้จากการฟ้ืนฟูพืนที่ผ่านการท้าเหมืองแร่
และเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ สังคมพืชที่ได้จากการฟ้ืนฟูแบบเพิ่มผลผลิต และจากการวิเคราะห์ค่าดัชนี
ความหลากหลาย ในการตรวจวัดเมื่อเริ่มต้นศึกษาและเมื่อสินสุดการศึกษา พบว่า สังคมพืชที่ได้จาก
การฟื้นฟูระบบนิเวศ มีค่าดัชนีความหลากหลายเฉลี่ยสูงท่ีสุด รองลงมาคือสังคมพืชที่ได้จากการฟื้นฟู
พนื ท่ผี า่ นการท้าเหมอื งแร่ และนอ้ ยทสี่ ดุ คอื สังคมพืชทไี่ ดจ้ ากการฟื้นฟแู บบเพิ่มผลผลติ
หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า (ม.ป.ป.) ทดลองปลูกป่าร่วมกับชาวบ้านหมู่บ้านแม่สาใหม่ โดย
วิธีการใช้พรรณไม้โครงสร้าง มาตังแต่ปี 2541 โดยปลูกในพืนท่ีป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงประมาณ
1,300 เมตรจากระดบั นา้ ทะเล ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้าเหนือหมู่บ้านแม่สาใหม่ พรรณไม้โครงสร้างที่เลือก
มาปลูก ควรที่จะต้องมีประโยชน์ต่อสัตว์ป่าทางใดทางหนึ่ง เพื่อดึงดูดสัตว์ป่าให้เข้ามาในพืนที่
และมาชว่ ยกระจายเมลด็ ในแปลงปลกู พรรณไมโ้ ครงสรา้ ง พบวา่ ความหลากหลายของชนดิ กลา้ ไมเ้ กดิ ใหม่
ตามธรรมชาติ มีจ้านวนมากเป็น 2 เท่าของไม้ปลูก โดยในแปลงปลูกเริ่มต้นด้วยไม้ปลูก 29–30 ชนิด
เราพบลกู ไมเ้ กดิ ใหม่ มากถงึ 61 ชนดิ (รวมพรรณไมท้ งั หมด 91 ชนดิ ) ซงึ่ กลา้ ไมเ้ กดิ ใหมเ่ หลา่ นี อาจน้าพามา
โดยสัตว์ หรือโดยลมพัดพามา กล้าไม้ธรรมชาติส่วนใหญ่ท่ีพบ ได้แก่ กางหลวง เม่า เหมือดโลด
(เหมอื ดหลวง) หว้าขีกวาง เดื่อขน ไครม้ ด ตาเสือทงุ่ กระทอ้ นรอก (หมีตมุ้ ) ตองหอม และทะโล้
หน่วยวิจัยการฟ้ืนฟูป่า (2551) กล่าวว่า ไม้เบิกน้าจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่าง
รวดเร็วและสร้างร่มเงาให้กับพืชชันล่าง และการปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดจะท้าให้จ้านวนชนิดของ
พรรณไมใ้ นพืนท่ีเพ่ิมขนึ อยา่ งรวดเร็ว เม่ือต้นไม้โตขึนจะท้าให้โครงสร้างป่ามีความหลากหลายมากขึน
และส่งผลใหท้ ีอ่ ยู่อาศยั ของสตั ว์มคี วามหลากหลายมากขึนไปดว้ ย
สิรินทร์ และ อนงค์ (2560) กล่าววา่ ปา่ นิเวศ (Eco Forest) หมายถึง ป่าท่ีสร้างขึนจาก
พืนที่เส่ือมโทรม เพื่อให้เป็นป่าธรรมชาติ โดยการปลูกต้นไม้ท้องถิ่น ด้วยเทคนิคการปลูกหลายชัน
เลยี นแบบโครงสรา้ งปา่ ธรรมชาติ ปลกู ถี่ ปลกู แบบสมุ่ เพอ่ื ชว่ ยเรง่ การเจรญิ เตบิ โต รน่ ระยะเวลาการสบื พนั ธ์ุ
ตามธรรมชาติ ท้าใหเ้ กดิ การทดแทนของสงั คมพชื เขา้ สสู่ งั คมพชื ขนั สงู สดุ เรว็ กวา่ การฟน้ื ตวั ตามธรรมชาติ
ตลอดจนสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีหลักการและวิธีสร้างป่านิเวศ ขันตอนท่ีส้าคัญของ
การสร้างป่านิเวศ ได้แก่ การส้ารวจพันธุ์ไม้ป่าดังเดิมในพืนที่ที่จะปลูกป่านิเวศ เพ่ือท้าการคัดเลือก
ชนิดพันธ์ุดังเดิมของท้องถ่ินนัน ๆ การเตรียมพืนท่ีปลูก โดยการสร้างเนินดินให้มีโครงสร้างโปร่งนุ่ม
และผสมดินด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น แกลบ ขุยมะพร้าว การปลูกใช้พันธ์ุไม้หลากหลายสายพันธ์ุปลูก
ในพนื ทเ่ี ดยี วกนั โดยมรี ะยะหา่ งของการปลูกใช้หลักการถ่ี (ประมาณ 3 ต้นตอ่ ตารางเมตร) ปลูกพันธุไ์ ม้
หลาย ๆ ชนิด คละกัน (เลียนแบบโครงสร้างสังคมพืชในป่าธรรมชาติ) ทังพันธ์ุไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม
และไม้คลุมดนิ โดยปลกู แบบสุม่ (ไม่เป็นแถวเปน็ แนว เลียนแบบธรรมชาตติ ามท่ลี กู ไม้หล่นไมไ่ กลตน้ )
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติเป็นการปลูกป่าเพ่ือฟ้ืนฟูให้มีลักษณะโครงสร้างทาง
นิเวศของสังคมพืชมีความคล้ายคลึงใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติของชนิดป่าท่ีเคยปรากฏในพืนที่นัน ๆ
และเพื่อท้าหน้าที่ในการอนุรักษ์ดินและน้า ช่วยร่นระยะเวลากระบวนการฟื้นตัวของสังคมพืชไปสู่
ปา่ ธรรมชาตไิ ด้อย่างรวดเรว็ มากยิง่ ขึน โดยมแี นวทางการดา้ เนนิ การ ดงั นี
3.1 กำรปลูกป่ำเลยี นแบบธรรมชำติ ปีที่ 1
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปีท่ี 1 มีแผนการปฏิบัติงานตามตารางที่ 1 โดยมี
รายละเอียดดังนี
3.1.1 กำรสำรวจและรังวัดแนวเขต
1) ทา้ การรังวัดรอบพนื ท่ี โดยบันทึกพิกดั ตา้ แหนง่ หมดุ จากเคร่ือง GPS โดยมีจุด
ยดึ โยง พรอ้ มแผนทมี่ าตราสว่ น 1:10,000 หรอื 1:50,000 ตามความเหมาะสม ใหต้ งั คา่ เครอื่ งเปน็ WGS 84
2) หมายแนวเขตดว้ ยหลกั ซเี มนตห์ รอื เสาไมเ้ นอื แขง็ ขนาดไมน่ อ้ ยกวา่ 7.50 x 7.50
เซนติเมตร และมีความสูงเมื่อปักแล้วให้อยู่เหนือพืนดินไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร ทาสีขาวสลับแดง
เพอื่ ใหเ้ ห็นชดั เจน
3) การปักหลักเขต ให้ปักทุกจุดท่ีมีการหักมุมรอบพืนที่ พร้อมประทับหมายเลข
หลักเขตใหต้ รงกบั ต้าแหนง่ หมุดในแผนที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบ
1.50 ม.
7.50 x 7.50 ซม.
ภำพท่ี 1 หลักเขต และการปักจุดหักมุมรอบพืนท่ี
3.1.2 กำรเตรยี มพืนที่
1) การถาง ทา้ การถาง โดยไมต่ ดั ตน้ ไม้ หรอื ลกู ไม้ทม่ี ีอยู่เดิม
2) การเก็บ ริบ สุม ท้าการเก็บริบ สุมเศษไม้และวัชพืชวางขวางความลาดเท
เป็นแถวตามแนวระดับโดยไม่เผา เพื่อชะลอการไหลบ่าของน้าหน้าดิน (Surface Runoff) ช่วยให้ดิน
ซึมซบั น้าเอาไวม้ ากขนึ และดกั ตะกอนดนิ ไม่ใหเ้ คลื่อนไหลลงไปทบั ถมในลา้ ธาร
3) การท้าทางตรวจการ จัดท้าทางตรวจการขนาดกว้างประมาณ 6-8 เมตร
โดยควรคา้ นึงถึงทางระบายน้า เพ่ือให้สามารถใช้งานได้ตลอดปี และควรมีการท้าสะพานข้ามล้าห้วย
ท่อี ันตราย หากไม่สามารถท้าไว้ก่อน ก็จะต้องท้าในภายหลงั ใหเ้ สร็จเรยี บรอ้ ยในปีท่ดี า้ เนนิ การ
4) การท้าแนวกนั ไฟ ใหท้ ้าแนวกนั ไฟรอบแปลงปลกู ขนาดกวา้ งประมาณ 8-10 เมตร
ตัวอย่างแนวกันไฟของ
หนว่ ยศกึ ษาการพฒั นา
การอนุรักษ์ตน้ นา้ แม่สาน
ประจา้ ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2562
ตัวอย่างทางตรวจการของหน่วยศกึ ษา
การพัฒนาการอนรุ ักษ์ตน้ นา้ แม่สาน
ประจ้าปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
ภำพท่ี 2 ทางตรวจการ และแนวกันไฟ
3.1.3 กำรทำหลกั และปักหมำยแนว
ใช้หลักไม้ขนาดความยาวประมาณ 1 เมตร ทาสีแดงส่วนบนประมาณ 15
เซนติเมตร จ้านวน 200 หลัก ท้าการหมายจุดที่จะปลกู กล้าไม้เบิกน้าในลักษณะไมเ่ ป็นแถวเป็นแนว
กา้ หนดระยะหา่ งตามความเหมาะสม (ภาพท่ี 3)
1 เมตร
15 ซม.
ภำพที่ 3 การท้าหลกั หมายแนวปลกู
3.1.4 กำรปลูกและขนกลำ้ ไม้
1) การจัดหาหรือจดั เตรียมกลา้ ไม้ โดยคละชนดิ พันธไ์ุ ม้จ้านวนไม่นอ้ ยกว่า 5 ชนดิ
ท่ีมีความแข็งแรง อายุไม่น้อยกว่า 8 เดือน ความสูงไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร หรือเป็นกล้าไม้ค้างปี
ตามความเหมาะสมของแตล่ ะชนดิ ไม้ ก่อนนา้ ไปปลูกต้องสรา้ งความแกร่ง (Hardening)
โดยในปีที่ 1 เตรียมกล้าไม้เบิกน้า (ส้าหรับปลูกในปีท่ี 1) และไม้เด่นน้า
(ส้าหรบั ปลกู ในปที ี่ 2) ปลี ะ 250 กลา้ /ไร่ สา้ หรบั ปลกู 200 กล้า/ไร่ และปลกู ซ่อม 50 กล้า/ไร่
2) การปลกู เรมิ่ ปลกู ในชว่ งตน้ ฤดฝู น ในขณะทด่ี นิ มคี วามชมุ่ ชนื ขดุ หลมุ ตรงหลกั ไม้
ที่ปกั ไว้ขนาดกว้าง ยาว และลกึ ประมาณ 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม น้ากล้าไม้เบิกน้าคละชนิด
ปลูกลงในหลุม จ้านวน 200 ต้น/ไร่ กลบดินโคนต้นให้แน่น ถากรอบโคนต้นท่ีปลูกโดยให้มีรัศมี
ประมาณ 50 เซนติเมตร (ภาพที่ 4 และ ภาพที่ 5)
25 ซม.
ภำพที่ 4 การปลูกกลา้ ไม้
ไม้เบิกนา้
ภำพที่ 5 รูปแบบการปลกู ปีท่ี 1
3.1.5 กำรบำรงุ รกั ษำ
1) การดายวัชพืช ก้าจัดและดายวัชพืชรอบโคนต้นรัศมีประมาณ 50 เซนติเมตร
ตลอดจนใส่ป๋ยุ เพ่ือเร่งการเจริญเตบิ โต
2) การปลูกซ่อมและนับอัตราการรอดตาย ท้าการปลูกซ่อมต้นไม้เบิกน้าที่ตาย
และตรวจนับอตั ราการรอดตาย โดยต้องมอี ัตราการรอดตายไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 80
3.1.6 กำรจัดทำปำ้ ย
จดั ท้าปา้ ยแปลงปลกู แสดงรายละเอยี ด โดยใชข้ อ้ ความตามภาพที่ 6 ลงในแผน่ ปา้ ย
ขนาดไม่น้อยกวา่ 60 x 100 เซนตเิ มตร โดยให้ทาพืนหลังสเี ขยี วเข้ม ตัวหนงั สอื สขี าว
100 ซม.
60 ซม.
ภำพท่ี 6 การจดั ทา้ ป้ายแปลงปลูกปา่ เลียนแบบธรรมชาติ
3.2 กำรปลูกและบำรงุ รกั ษำแปลงปลกู ป่ำเลยี นแบบธรรมชำติ ปที ่ี 2
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปีที่ 2 มีแผนการปฏิบัติงานตามตารางที่ 2 โดยมี
รายละเอยี ดดงั นี
3.2.1 กำรซ่อมทำงตรวจกำร
ด้าเนนิ การตรวจสอบ ซอ่ มแซม บา้ รงุ รกั ษาทางตรวจการ ให้อยู่ในสภาพสามารถ
ใช้งานไดต้ ลอดปี
3.2.2 กำรบำรงุ รักษำต้นไม้ทีป่ ลกู ในปที ่ี 1
ก้าจดั และดายวชั พชื รอบโคนตน้ รศั มปี ระมาณ 50 เซนตเิ มตร ตลอดจนใสป่ ยุ๋ เพอื่ เร่ง
การเจริญเตบิ โต
3.2.3 ยำมปอ้ งกันไฟ
จดั เวรยามป้องกนั ไฟป่าในช่วงฤดแู ลง้
3.2.4 กำรทำหลกั และปักหมำยแนว
ใช้หลักไม้ขนาดความยาวประมาณ 1 เมตร ทาสีแดงส่วนบนประมาณ 15
เซนติเมตร จ้านวน 200 หลัก ท้าการหมายจุดท่ีจะปลูกกล้าไม้เด่นน้าในลักษณะไม่เป็นแถวเป็นแนว
กา้ หนดระยะหา่ งตามความเหมาะสม
3.2.5 กำรปลกู และขนกลำ้
1) การจดั หาหรอื จดั เตรยี มกลา้ ไมเ้ ดน่ รอง ส้าหรบั ปลกู ในปที ่ี 3 โดยคละชนดิ พนั ธไ์ุ ม้
จ้านวนไมน่ อ้ ยกวา่ 5 ชนดิ ทมี่ คี วามแขง็ แรง อายไุ มน่ อ้ ยกวา่ 8 เดอื น ความสงู ไมน่ อ้ ยกวา่ 50 เซนตเิ มตร
หรือเป็นกล้าไม้ค้างปีตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดพันธ์ุไม้ ก่อนน้าไปปลูกต้องสร้างความแกร่ง
(Hardening) จ้านวน 250 กล้า/ไร่ สา้ หรบั ปลกู 200 กลา้ /ไร่ และปลกู ซอ่ ม 50 กล้า/ไร่
2) การปลกู เรม่ิ ปลกู ในชว่ งตน้ ฤดฝู น ในขณะทดี่ นิ มคี วามชมุ่ ชนื ขดุ หลมุ ตรงหลกั ไม้
ที่ปักไวข้ นาดกว้าง ยาว และลกึ ประมาณ 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม น้ากล้าไม้เด่นน้าคละชนิด
ปลูกลงในหลุม จ้านวน 200 ต้น/ไร่ กลบดินโคนต้นให้แน่น ถากรอบโคนต้นท่ีปลูกโดยให้มีรัศมี
ประมาณ 50 เซนติเมตร (ภาพท่ี 7)
ไม้เบิกน้า
ไม้เด่นนา้
ภำพที่ 7 รปู แบบการปลกู ปที ่ี 2
3.2.6 กำรบำรงุ รกั ษำตน้ ไมท้ ปี่ ลกู ในปที ี่ 2
1) การดายวัชพืช ก้าจัดและดายวัชพืชรอบโคนต้นรัศมีประมาณ 50 เซนติเมตร
ตลอดจนใส่ปุ๋ยเพื่อเรง่ การเจรญิ เตบิ โต
2) การปลูกซ่อมและนับอัตราการรอดตาย ท้าการปลูกซ่อมต้นไม้เด่นน้าที่ตาย
และตรวจนับอตั ราการรอดตาย โดยตอ้ งมอี ัตราการรอดตายไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
3.3 กำรปลกู และบำรงุ รักษำแปลงปลกู ป่ำเลียนแบบธรรมชำติ ปที ี่ 3
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปีท่ี 3 มีแผนการปฏิบัติงานตามตารางที่ 3 โดยมี
รายละเอียดดังนี
3.3.1 กำรซอ่ มทำงตรวจกำร
ด้าเนินการตรวจสอบ ซอ่ มแซม บา้ รงุ รกั ษาทางตรวจการ ให้อยู่ในสภาพสามารถ
ใช้งานได้ตลอดปี
3.3.2 กำรบำรุงรกั ษำตน้ ไมท้ ป่ี ลกู ในปที ่ี 1-2
ก้าจดั และดายวชั พชื รอบโคนตน้ รศั มปี ระมาณ 50 เซนตเิ มตร ตลอดจนใสป่ ยุ๋ เพอื่ เร่ง
การเจริญเติบโต
3.3.3 ยำมปอ้ งกนั ไฟ
จัดเวรยามปอ้ งกันไฟป่าในชว่ งฤดแู ล้ง
3.3.4 กำรทำหลกั และปกั หมำยแนว
ใช้หลักไม้ขนาดความยาวประมาณ 1 เมตร ทาสีแดงส่วนบนประมาณ 15
เซนตเิ มตร จา้ นวน 200 หลัก ท้าการหมายจุดที่จะปลูกกล้าไม้เด่นรองในลักษณะไม่เป็นแถวเป็นแนว
ก้าหนดระยะห่างตามความเหมาะสม
3.3.5 กำรปลกู และขนกล้ำ
1) การจดั หาหรอื จดั เตรยี มกลา้ ไมท้ นรม่ ส้าหรบั ปลกู ในปที ่ี 4 โดยคละชนดิ พนั ธไ์ุ ม้
จ้านวนไมน่ อ้ ยกวา่ 5 ชนดิ ทมี่ คี วามแขง็ แรง อายไุ มน่ อ้ ยกวา่ 8 เดอื น ความสงู ไมน่ อ้ ยกวา่ 50 เซนตเิ มตร
หรือเป็นกล้าไม้ค้างปีตามความเหมาะสมของแต่ละชนิดพันธ์ุไม้ ก่อนน้าไปปลูกต้องสร้างความแกร่ง
(Hardening) จ้านวน 250 กลา้ /ไร่ สา้ หรับปลกู 200 กลา้ /ไร่ และปลกู ซ่อม 50 กล้า/ไร่
2) การปลกู เรมิ่ ปลกู ในชว่ งตน้ ฤดฝู น ในขณะทดี่ นิ มคี วามชมุ่ ชนื ขดุ หลมุ ตรงหลกั ไมท้ ี่
ปกั ไวข้ นาดกวา้ ง ยาว และลกึ ประมาณ 25 เซนตเิ มตร ใสป่ ยุ๋ รองกน้ หลมุ น้ากลา้ ไมเ้ ดน่ รองคละชนดิ ปลกู ลง
ในหลุม จา้ นวน 200 ต้น/ไร่ กลบดินโคนต้นให้แน่น ถากรอบโคนต้นท่ีปลูกโดยให้มีรัศมีประมาณ
50 เซนตเิ มตร (ภาพที่ 8)
ไมเ้ บิกนา้
ไมเ้ ดน่ น้า
ไม้เดน่ รอง
ภำพที่ 8 รปู แบบการปลูกปีที่ 3
3.3.6 กำรบำรงุ รกั ษำต้นไมท้ ป่ี ลูกในปีท่ี 3
1) การดายวัชพืช ก้าจัดและดายวัชพืชรอบโคนต้นรัศมีประมาณ 50 เซนติเมตร
ตลอดจนใสป่ ยุ๋ เพื่อเร่งการเจรญิ เตบิ โต
2) การปลกู ซอ่ มและนบั อตั ราการรอดตาย ท้าการปลกู ซอ่ มตน้ ไมเ้ ดน่ รองทต่ี าย และ
ตรวจนับอัตราการรอดตาย โดยต้องมอี ตั ราการรอดตายไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 80
3.4 กำรปลกู และบำรงุ รกั ษำแปลงปลูกป่ำเลยี นแบบธรรมชำติ ปีท่ี 4
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปีที่ 4 มีแผนการปฏิบัติงานตามตารางท่ี 4 โดยมี
รายละเอียดดังนี
3.4.1 กำรซอ่ มทำงตรวจกำร
ด้าเนินการตรวจสอบ ซ่อมแซม บ้ารุงรักษาทางตรวจการ ให้อยู่ในสภาพสามารถ
ใชง้ านได้ตลอดปี
3.4.2 กำรบำรุงรกั ษำต้นไมท้ ่ีปลูกในปที ี่ 1-3
ก้าจดั และดายวชั พชื รอบโคนตน้ รศั มปี ระมาณ 50 เซนตเิ มตร ตลอดจนใสป่ ยุ๋ เพอ่ื เร่ง
การเจริญเติบโต
3.4.3 ยำมปอ้ งกันไฟ
จัดเวรยามป้องกนั ไฟปา่ ในชว่ งฤดูแลง้
3.4.4 กำรทำหลกั และปักหมำยแนว
ใชห้ ลกั ไมข้ นาดความยาวประมาณ 1 เมตร ทาสแี ดงสว่ นบนประมาณ 15 เซนตเิ มตร
จ้านวน 200 หลัก ท้าการหมายจุดท่ีจะปลูกกล้าไม้ทนร่มในลักษณะไม่เป็นแถวเป็นแนว ก้าหนด
ระยะห่างตามความเหมาะสม
3.4.5 กำรปลูกและขนกล้ำ
1) การจดั หาหรอื จดั เตรยี มกลา้ ไมพ้ นื ลา่ ง ส้าหรบั ปลกู ในปที ่ี 5 โดยคละชนดิ พนั ธไ์ุ ม้
จ้านวนไม่น้อยกว่า 5 ชนิด ท่ีมีความแข็งแรง จ้านวน 250 กล้า/ไร่ ส้าหรับปลูก 200 กล้า/ไร่ และ
ปลูกซอ่ ม 50 กล้า/ไร่
2) การปลกู เร่ิมปลูกในชว่ งต้นฤดฝู น ในขณะที่ดนิ มคี วามชุ่มชืน ขุดหลุมตรงหลัก
ไมท้ ่ีปกั ไวข้ นาดกวา้ ง ยาว และลกึ ประมาณ 25 เซนตเิ มตร ใสป่ ยุ๋ รองกน้ หลุม น้ากล้าไมท้ นร่มคละชนิด
ปลูกลงในหลุม จ้านวน 200 ต้น/ไร่ กลบดินโคนต้นให้แน่น ถากรอบโคนต้นท่ีปลูกโดยให้มีรัศมี
ประมาณ 50 เซนตเิ มตร (ภาพท่ี 9)
ไม้เบิกน้า
ไม้เด่นนา้
ไม้เด่นรอง
ไม้ทนร่ม
ภำพท่ี 9 รูปแบบการปลูกปีที่ 4
3.4.6 กำรบำรุงรกั ษำต้นไมท้ ีป่ ลูกในปที ่ี 4
1) การดายวัชพืช ก้าจัดและดายวัชพืชรอบโคนต้นรัศมีประมาณ 50 เซนติเมตร
ตลอดจนใสป่ ุ๋ยเพือ่ เร่งการเจริญเตบิ โต
2) การปลูกซ่อมและนับอัตราการรอดตาย ท้าการปลูกซ่อมต้นไม้ทนร่มที่ตาย
และตรวจนับอัตราการรอดตาย โดยตอ้ งมีอัตราการรอดตายไมน่ ้อยกว่าร้อยละ 80
3.5 กำรปลูกและบำรุงรกั ษำแปลงปลูกปำ่ เลยี นแบบธรรมชำติ ปที ่ี 5
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปีที่ 5 มีแผนการปฏิบัติงานตามตารางท่ี 5 โดยมี
รายละเอยี ดดังนี
3.5.1 กำรซ่อมทำงตรวจกำร
ด้าเนนิ การตรวจสอบ ซ่อมแซม บ้ารงุ รกั ษาทางตรวจการ ให้อยใู่ นสภาพสามารถ
ใชง้ านได้ตลอดปี
3.5.2 กำรบำรุงรักษำตน้ ไมท้ ีป่ ลกู ในปีที่ 1-4
ก้าจดั และดายวชั พชื รอบโคนตน้ รศั มปี ระมาณ 50 เซนตเิ มตร ตลอดจนใสป่ ยุ๋ เพอ่ื เรง่
การเจริญเตบิ โต
3.5.3 ยำมป้องกนั ไฟ
จดั เวรยามป้องกันไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง
3.5.4 กำรทำหลักและปักหมำยแนว
ใชห้ ลกั ไมข้ นาดความยาวประมาณ 1 เมตร ทาสแี ดงสว่ นบนประมาณ 15 เซนตเิ มตร
จ้านวน 200 หลัก ท้าการหมายจุดท่ีจะปลูกกล้าไม้พืนล่างในลักษณะไม่เป็นแถวเป็นแนว ก้าหนด
ระยะหา่ งตามความเหมาะสม
3.5.5 กำรปลูกและขนกล้ำ
การปลูก เริ่มปลกู ในชว่ งต้นฤดฝู น ในขณะท่ดี ินมีความชุ่มชืน ขุดหลุมตรงหลักไม้
ท่ีปกั ไว้ขนาดกวา้ ง ยาว และลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม น้ากล้าไม้พืนล่างคละชนิด
ปลูกลงในหลุม จ้านวน 200 ต้น/ไร่ กลบดินโคนต้นให้แน่น ถากรอบโคนต้นท่ีปลูกโดยให้มีรัศมี
ประมาณ 50 เซนติเมตร (ภาพที่ 10)
ไม้เบิกนา้
ไม้เด่นนา้
ไม้เดน่ รอง
ไมท้ นรม่
ไม้พนื ลา่ ง
ภำพที่ 10 รปู แบบการปลูกปีท่ี 5
3.5.6 กำรบำรงุ รกั ษำต้นไม้ทป่ี ลกู ในปีท่ี 5
1) การดายวัชพืช ก้าจัดและดายวัชพืชรอบโคนต้นรัศมีประมาณ 50 เซนติเมตร
ตลอดจนใส่ปุย๋ เพอ่ื เรง่ การเจริญเตบิ โต
2) การปลกู ซอ่ มและนบั อตั ราการรอดตาย ท้าการปลกู ซอ่ มตน้ ไมพ้ นื ลา่ งทตี่ าย และ
ตรวจนับอตั ราการรอดตาย โดยตอ้ งมีอัตราการรอดตายไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 80
3.6 กำรบำรงุ รกั ษำแปลงปลกู ป่ำเลียนแบบธรรมชำติ ปที ่ี 6–10
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปีท่ี 6-10 มีแผนการปฏิบัติงานตามตารางที่ 6 โดยมี
รายละเอียด ดงั นี
3.6.1 กำรซอ่ มทำงตรวจกำร
ด้าเนนิ การตรวจสอบ ซอ่ มแซม บ้ารงุ รักษาทางตรวจการ ให้อยใู่ นสภาพสามารถ
ใชง้ านไดต้ ลอดปี
3.6.2 กำรบำรงุ รกั ษำต้นไม้ทปี่ ลกู ในปที ่ี 1-5
กา้ จัดและดายวชั พืช
3.6.3 ยำมป้องกันไฟ
จัดเวรยามปอ้ งกนั ไฟปา่ ในช่วงฤดูแลง้
แผนกำรปฏิบัตงิ ำนกิจกรรมปลกู ปำ่ เลยี นแบบธรรมชำติ
ตำรำงท่ี 1 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 1
ลาดับที่ ประเภทรายการ ระยะเวลาดาเนนิ การ
ต.ค. พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย.
1 การสารวจและรงั วดั แนวเขต
2 การถาง
3 การเกบ็ รบิ สมุ
4 การทาทางตรวจการ
5 การทาแนวกนั ไฟ
6 จดั เตรียมกลา้ ไม้สาหรบั ปลกู
6.1 กลา้ ไม้เบกิ นา
6.2 กลา้ ไม้เดน่ นา
7 การทาหลกั และปกั หมายแนว
8 การปลกู และขนกลา้ (ไม้เบกิ นา)
9 การดายวชั พชื
10 การปลกู ซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย
(ไม้เบกิ นา)
หมำยเหตุ : ระยะเวลาด้าเนินการสามารถปรับเปลยี่ นไดต้ ามความเหมาะสม
ตำรำงที่ 2 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 2
ลาดับท่ี ประเภทรายการ ระยะเวลาดาเนนิ การ
ต.ค. พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย.
1 จัดเตรียมกลา้ ไม้สาหรบั ปลกู (กลา้ ไม้เดน่ รอง)
2 การทาหลักและปักหมายแนว
3 การปลูกและขนกลา้ (ไมเ้ ดน่ นา)
4 การดายวชั พชื
5 การซอ่ มทางตรวจการ
6 ยามป้องกนั ไฟ
7 การปลกู ซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย
(ไมเ้ ดน่ นา)
หมำยเหตุ : ระยะเวลาดา้ เนนิ การสามารถปรบั เปล่ียนไดต้ ามความเหมาะสม
ตำรำงท่ี 3 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 3
ลาดับที่ ประเภทรายการ ระยะเวลาดาเนนิ การ
ต.ค. พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย.
1 จดั เตรยี มกลา้ ไม้สาหรบั ปลกู (กลา้ ไม้ทนรม่ )
2 การทาหลกั และปักหมายแนว
3 การปลูกและขนกลา้ (ไมเ้ ดน่ รอง)
4 การดายวชั พชื
5 การซอ่ มทางตรวจการ
6 ยามปอ้ งกนั ไฟ
7 การปลกู ซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย
(ไมเ้ ดน่ รอง)
หมำยเหตุ : ระยะเวลาดา้ เนนิ การสามารถปรบั เปล่ยี นได้ตามความเหมาะสม
ตำรำงท่ี 4 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ่ี 4
ลาดับท่ี ประเภทรายการ ระยะเวลาดาเนนิ การ
ต.ค. พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย.
1 จดั เตรยี มกลา้ ไม้สาหรบั ปลกู (กลา้ ไม้พนื้ ลา่ ง)
2 การทาหลกั และปกั หมายแนว
3 การปลกู และขนกลา้ (ไมท้ นร่ม)
4 การดายวชั พชื
5 การซ่อมทางตรวจการ
6 ยามป้องกนั ไฟ
7 การปลูกซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย
(ไมท้ นร่ม)
หมำยเหตุ : ระยะเวลาดา้ เนินการสามารถปรับเปล่ียนไดต้ ามความเหมาะสม
ตำรำงท่ี 5 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 5
ลาดับที่ ประเภทรายการ ระยะเวลาดาเนนิ การ
ต.ค. พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย.
1 การทาหลกั และปกั หมายแนว
2 การปลกู และขนกลา้ (ไม้พน้ื ลา่ ง)
3 การดายวชั พชื
4 การซอ่ มทางตรวจการ
5 ยามปอ้ งกนั ไฟ
6 การปลกู ซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย
(ไม้พน้ื ลา่ ง)
หมำยเหตุ : ระยะเวลาดา้ เนนิ การสามารถปรับเปล่ียนได้ตามความเหมาะสม
ตำรำงที่ 6 แผนการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 6-10
ลาดับที่ ประเภทรายการ ระยะเวลาดาเนนิ การ
ต.ค. พ.ย ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค มิ.ย ก.ค ส.ค ก.ย.
1 การดายวชั พชื
2 การซอ่ มทางตรวจการ
3 ยามปอ้ งกนั ไฟ
หมำยเหตุ : ระยะเวลาด้าเนนิ การสามารถปรบั เปล่ยี นไดต้ ามความเหมาะสม
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ เป็นการปลูกป่ารูปแบบใหม่ที่จะช่วยร่นระยะเวลา
กระบวนการทดแทนของสงั คมพืช ให้สามารถท้าหน้าท่ีและให้บริการของระบบนิเวศได้อย่างสมดุล
ซง่ึ การด้าเนนิ การปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ จะบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคห์ รอื ไมน่ นั จ้าเปน็ ตอ้ งมกี ระบวนการ
ที่ส้าคัญทใี่ หไ้ ด้มาซึง่ ข้อเทจ็ จรงิ จงึ ต้องมีการศึกษาในเชิงวิชาการ ได้แก่ ข้อมูลสภาพแวดล้อมท่ีเป็น
ปัจจยั เกี่ยวข้องกบั การปลูกปา่ ขอ้ มูลแนวเขตป่าปลูกในรูปตัวเลขและแผนท่ี ข้อมูลการเจริญเติบโต
ของไม้ทีป่ ลกู เป็นตน้ เพ่อื เปน็ ตัวชีวัดว่าการปลกู ปา่ มคี วามส้าเร็จมากน้อยเพียงใด และมีต้นทุนจาก
การปฏิบตั ิ ดังนัน ผปู้ ฏิบัตงิ านจา้ เปน็ ตอ้ งทา้ การศึกษาการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ โดยมีเนือหา
และขนั ตอน ดงั นี
4.1 ศึกษำขอ้ มูลพืนทีแ่ ละปจั จัยท่ีเก่ียวขอ้ ง
ผปู้ ฏบิ ตั งิ านดา้ เนนิ การสา้ รวจและรวบรวมขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ในแปลงปลกู ปา่ และพนื ทโี่ ดยรอบ
มีรายละเอียด ดังนี
4.1.1 จดั ทา้ แผนทร่ี ะบขุ อบเขตแปลงปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ในรปู แบบ (Shape File)
และแผนทแี่ ปลงปลกู ปา่ โดยสงั เขป แสดงพนื ทโี่ ดยรอบ พนื ทชี่ มุ ชน การใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ และเสน้ ทาง
คมนาคมท่ีเชอื่ มโยงกบั แปลงปลกู ป่า
4.1.2 ในแปลงปลกู ปา่ ท้าการเกบ็ ขอ้ มลู ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ (ความลาดชนั ทศิ ดา้ นลาด
ความสงู จากระดับน้าทะเล) ลักษณะทางปฐพีวิทยา (ชนิดชุดดิน เนือดิน ความลึกดิน) ลักษณะทาง
ธรณีวิทยา ลักษณะพืนท่ีและการใช้ประโยชน์ท่ีดินดังเดิม เช่น พนื ทไี่ รร่ า้ ง พนื ทไี่ รข่ า้ วโพด พนื ทปี่ า่
เสอื่ มโทรม (ชนดิ และจา้ นวนพนั ธไ์ุ มท้ ยี่ งั เหลอื อยใู่ นแปลงระบพุ กิ ดั ใหช้ ดั เจน)
4.1.3 ลกั ษณะทางอตุ นุ ยิ มวทิ ยา ไดแ้ ก่ ปรมิ าณนา้ ฝน และจ้านวนวนั ทฝี่ นตก (รายเดอื น/ป)ี
อุณหภูมสิ ูงสดุ -ตา่้ สดุ ความชืนสัมพทั ธ์
4.1.4 ชนิดป่าและโครงสร้างป่าท่ีพบโดยรอบหรือบริเวณใกล้เคียงพืนท่ีแปลงปลูกป่า
ชนดิ พันธุไ์ มเ้ ด่นนา้ ไม้เด่นรอง ไมท้ นรม่ และไมพ้ นื ลา่ งที่พบในป่า
4.2 กำรศกึ ษำกำรพัฒนำระบบนิเวศป่ำไมข้ องกำรปลกู ป่ำเลยี นแบบธรรมชำติ
4.2.1 อุปกรณ์
แผนทีภ่ มู ปิ ระเทศ มาตราส่วน 1 : 50,000 เข็มทศิ (Hand Compass)
เครอื่ งมอื วดั ความสงู ของต้นไม้ เทปวัดระยะ (Measuring Tape)
เชอื กไนล่อน เครือ่ งหาคา่ พิกดั ดว้ ยดาวเทียม (GPS)
กลอ้ งสอ่ งทางไกล (Binocular) กล้องถา่ ยภาพ (Digital Camera)
โปรแกรมวิเคราะหท์ างสถิตสิ ้าเร็จรูป เครอ่ื งคอมพิวเตอร์
หนงั สือช่ือพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินนั ท์ (ส้านักงานหอพรรณไม้, 2557)
4.2.2 ขนั ตอนกำรศกึ ษำ
ขันตอนปีที่ 1
1) ท้าการวางแปลงตัวอย่าง ในพืนท่ีแปลงปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ โดยสุ่ม
วางแปลงตัวอย่าง จ้านวนไม่น้อยกว่า 3 แปลง ขนาดพืนที่ 40 x 40 ตารางเมตร ควรวางแปลง
ตวั อย่างขนานกบั ทิศเหนือ เพื่อสะดวกในการบันทึกพกิ ดั (ภาพที่ 11)
ภำพที่ 11 การสุ่มวางแปลงตัวอย่าง ในพนื ทีแ่ ปลงปลกู ป่าเลยี นแบบธรรมชาติ
2) ฝังหลักเป็นหมุดถาวรท่ีมุมแปลงตัวอย่างทัง 4 มุม ของทุกแปลงตัวอย่าง
ก้าหนดหมายเลขแปลง และบนั ทกึ พกิ ัดภมู ศิ าสตร์ (WGS 1984) ท่ีหลกั หมุดท่ี 1
ภำพที่ 12 การวางแปลงตัวอย่างของส่วนศกึ ษาการพฒั นาการอนุรักษต์ น้ น้า
3) แบ่งแปลงตัวอย่างเป็นแปลงย่อย (Plot) ขนาดพืนที่ 10 x 10 ตารางเมตร
จ้านวน 16 แปลงย่อย และก้าหนดหมายเลขแปลงยอ่ ย (ภาพที่ 13)
ภำพท่ี 13 การแบง่ แปลงตวั อย่างเปน็ แปลงย่อย (Plot) ขนาดพืนท่ี 10 x 10 ตารางเมตร
4) ติดหมายเลขตน้ ไม้ทุกตน้ ในแปลงตัวอยา่ ง ทงั 3 แปลง
โดยถา้ เปน็ ตน้ ไมท้ ข่ี นึ อยเู่ ดมิ ใหข้ นึ ตน้ ดว้ ย N (Natural) ตามดว้ ยหมายเลขตน้
ตามล้าดบั เชน่ N 001 (ตน้ ไม้ทีข่ นึ อยเู่ ดิม ตน้ ท่ี 1)
ต้นไม้ที่ปลูกให้ขึนต้นด้วย T (Tree) ตามด้วยปีท่ีปลูก และหมายเลขต้น
ตามลา้ ดบั เชน่ T1 012 (ตน้ ไม้ที่ปลูกในปีที่ 1 ต้นท่ี 12) (ภาพที่ 14)
ภำพท่ี 14 ตวั อย่างปา้ ยหมายเลขต้นไม้
พรอ้ มบนั ทกึ ต้าแหนง่ ของตน้ ไม้ (X, Y) จากแปลงยอ่ ยพนื ท่ี 10 x 10 ตารางเมตร
ในขอ้ ท่ี 3 โดยวัดระยะทางจากมุมแปลงไปทต่ี ้นไม้แต่ละตน้ อย่างเปน็ ระบบ (ภาพที่ 15)
ภำพท่ี 15 การบนั ทึกต้าแหน่งของต้นไม้ (X, Y) จากแปลงย่อยขนาดพนื ท่ี 10 x 10 ตารางเมตร
5) บันทึกชนิดพันธ์ุไม้ท่ีปลูก และไม้ดังเดิม พร้อมบันทึกข้อมูลความสูง ขนาด
เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง (วดั ทค่ี วามสงู 0 เมตร ส้าหรบั ไมท้ มี่ คี วามสงู นอ้ ยกวา่ 1.30 เมตร และวดั ทคี่ วามสงู
1.30 เมตร ส้าหรบั ไมท้ ม่ี คี วามสงู ตงั แต่ 1.30 เมตร ขนึ ไป ) (ภาพที่ 16) และความกวา้ งเรอื นยอดของไม้
ทุกชนิดท่ีพบในแปลง (ตารางผนวกท่ี 16)
ภำพท่ี 16 ต้าแหน่งวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางท่รี ะดับตา่ ง ๆ ของต้นไม้ปกติ ตน้ ไมท้ ่มี ลี กั ษณะพิเศษ
และตน้ ไมใ้ นพนื ทท่ี มี่ คี วามลาดชนั
ทม่ี ำ : ชงิ ชยั (2546)
ขนั ตอนปีที่ 2
1) ตดิ หมายเลขตน้ ไมท้ ุกต้นในปที ่ีปลูกปีที่ 2 ในแปลงตัวอย่าง ทงั 3 แปลง
โดยต้นไม้ท่ีปลกู ให้ขึนต้นด้วย T (Tree) ตามด้วยปีท่ีปลูก และหมายเลขต้น
ตามลา้ ดับ เช่น T2 080 (ต้นไม้ทีป่ ลูกในปที ่ี 2 ต้นที่ 80)
ถา้ เปน็ ตน้ ไมท้ ข่ี นึ ใหมต่ ามธรรมชาติ ใหข้ นึ ตน้ ดว้ ย S (Succession) ตามดว้ ยปี
และหมายเลขตน้ ตามล้าดับ เชน่ S2 001 (ต้นไม้ที่ขึนใหม่ตามธรรมชาติ ปีท่ี 2 ต้นที่ 1)
พร้อมบนั ทึกตา้ แหนง่ ของตน้ ไม้แตล่ ะตน้ (X, Y) (ภาพท่ี 15)
2) บนั ทึกชนิดพันธไ์ุ มท้ ี่ปลูกในปที ี่ 2 และต้นไม้ท่ีขึนใหมต่ ามธรรมชาติ
3) บันทึกข้อมูลความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (วัดที่ความสูง 0 เมตร
ส้าหรับไม้ทีม่ คี วามสูงน้อยกว่า 1.30 เมตร และวัดทคี่ วามสงู 1.30 เมตร ส้าหรบั ไมท้ ีม่ ีความสงู ตังแต่
1.30 เมตร ขนึ ไป) (ภาพท่ี 16) และความกวา้ งเรอื นยอดของไมท้ กุ ชนดิ ทพี่ บในแปลง (ตารางผนวกที่ 5)
ขนั ตอนปที ่ี 3
1) ติดหมายเลขตน้ ไม้ทุกตน้ ในปที ี่ปลกู ปีที่ 3 ในแปลงตัวอย่าง ทัง 3 แปลง
โดยต้นไมท้ ่ีปลูกให้ขึนต้นดว้ ย T (Tree) ตามด้วยปีที่ปลูก และหมายเลขต้น
ตามลา้ ดับ เช่น T3 125 (ตน้ ไม้ท่ปี ลกู ในปีที่ 3 ตน้ ที่ 125)
ถา้ เปน็ ตน้ ไมท้ ขี่ นึ ใหมต่ ามธรรมชาติ ใหข้ นึ ตน้ ดว้ ย S (Succession) ตามดว้ ยปี
และหมายเลขตน้ ตามล้าดบั เชน่ S3 006 (ต้นไม้ที่ขึนใหม่ตามธรรมชาติ ปีที่ 3 ต้นที่ 6)
พร้อมบันทึกต้าแหนง่ ของต้นไม้แตล่ ะตน้ (X, Y) (ภาพที่ 15)
2) บนั ทึกชนิดพันธุ์ไม้ท่ีปลูกในปีที่ 3 และต้นไมท้ ่ีขึนใหม่ตามธรรมชาติ
3) บันทึกข้อมูลความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (วัดท่ีความสูง 0 เมตร
ส้าหรับไม้ท่ีมคี วามสูงน้อยกวา่ 1.30 เมตร และวดั ท่คี วามสูง 1.30 เมตร ส้าหรับไมท้ ่ีมีความสูงตงั แต่
1.30 เมตร ขนึ ไป) (ภาพที่ 16) และความกวา้ งเรอื นยอดของไมท้ กุ ชนดิ ทพี่ บในแปลง (ตารางผนวกที่ 5)
ขนั ตอนปีที่ 4
1) ตดิ หมายเลขตน้ ไมท้ กุ ตน้ ในปที ีป่ ลูกปที ี่ 4 ในแปลงตัวอย่าง ทงั 3 แปลง
โดยตน้ ไม้ที่ปลกู ใหข้ ึนต้นดว้ ย T (Tree) ตามด้วยปีที่ปลูก และหมายเลขต้น
ตามล้าดับ เช่น T4 200 (ตน้ ไม้ทป่ี ลกู ในปที ่ี 4 ต้นท่ี 200)
ถา้ เปน็ ตน้ ไมท้ ขี่ นึ ใหมต่ ามธรรมชาติ ใหข้ นึ ตน้ ดว้ ย S (Succession) ตามดว้ ยปี
และหมายเลขตน้ ตามล้าดบั เช่น S4 022 (ตน้ ไมท้ ่ีขึนใหม่ตามธรรมชาติ ปที ี่ 4 ตน้ ท่ี 22)
พรอ้ มบันทกึ ต้าแหน่งของต้นไม้แตล่ ะต้น (X, Y) (ภาพที่ 15)
2) บันทกึ ชนิดพนั ธุ์ไม้ที่ปลูกในปีที่ 4 และตน้ ไม้ทีข่ ึนใหมต่ ามธรรมชาติ
3) บันทึกข้อมูลความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (วัดที่ความสูง 0 เมตร
ส้าหรับไมท้ ม่ี คี วามสูงนอ้ ยกวา่ 1.30 เมตร และวดั ท่ีความสงู 1.30 เมตร ส้าหรบั ไมท้ มี่ คี วามสงู ตังแต่
1.30 เมตร ขนึ ไป) (ภาพท่ี 16) และความกวา้ งเรอื นยอดของไมท้ กุ ชนดิ ทพ่ี บในแปลง (ตารางผนวกที่ 5)
ขันตอนปที ี่ 5
1) ติดหมายเลขต้นไม้ทกุ ต้นในปที ปี่ ลูกปที ่ี 5 ในแปลงตัวอย่าง ทัง 3 แปลง
โดยตน้ ไม้ทปี่ ลูกใหข้ ึนตน้ ดว้ ย T (Tree) ตามด้วยปีท่ีปลูก และหมายเลขต้น
ตามลา้ ดับ เชน่ T5 001 (ต้นไมท้ ีป่ ลกู ในปีที่ 5 ต้นท่ี 1)
ถ้าเปน็ ตน้ ไมท้ ขี่ นึ ใหมต่ ามธรรมชาติ ใหข้ นึ ตน้ ดว้ ย S (Succession) ตามดว้ ยปี
และหมายเลขตน้ ตามลา้ ดับ เชน่ S5 022 (ต้นไมท้ ี่ขนึ ใหมต่ ามธรรมชาติ ปที ่ี 5 ตน้ ท่ี 22)
พรอ้ มบนั ทกึ ต้าแหนง่ ของต้นไม้แตล่ ะตน้ (X, Y) (ภาพที่ 15)
2) บนั ทกึ ชนดิ พนั ธไุ์ ม้ทปี่ ลูกในปที ี่ 5 และต้นไมท้ ขี่ ึนใหมต่ ามธรรมชาติ
3) บันทึกข้อมูลความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (วัดท่ีความสูง 0 เมตร
ส้าหรบั ไมท้ ม่ี คี วามสูงนอ้ ยกวา่ 1.30 เมตร และวดั ทค่ี วามสูง 1.30 เมตร ส้าหรบั ไมท้ มี่ ีความสูงตังแต่
1.30 เมตรขนึ ไป) (ภาพท่ี 16) และความกวา้ งเรอื นยอดของไมท้ กุ ชนดิ ทพ่ี บในแปลง (ตารางผนวกท่ี 5)
ขันตอนปที ี่ 6
1) ติดหมายเลขต้นไม้ทุกต้นที่ขึนใหม่ตามธรรมชาติ ให้ขึนต้นด้วย S
(Succession) ตามดว้ ยปี และหมายเลขตน้ ตามล้าดับ เช่น S6 070 (ต้นไม้ท่ีขึนใหม่ตามธรรมชาติ
ปที ่ี 6 ต้นท่ี 70) พร้อมบนั ทึกต้าแหนง่ ของต้นไม้แต่ละตน้ (X, Y) (ภาพที่ 15)
2) บันทึกข้อมูลความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (วัดที่ความสูง 0 เมตร
ส้าหรบั ไม้ที่มคี วามสูงนอ้ ยกวา่ 1.30 เมตร และวัดทค่ี วามสงู 1.30 เมตร (ส้าหรบั ไมท้ ่ีมีความสงู ตงั แต่
1.30 เมตรขนึ ไป) (ภาพที่ 16) และความกวา้ งเรอื นยอดของไมท้ กุ ชนดิ ทพ่ี บในแปลง (ตารางผนวกที่ 5)
ขันตอนปที ี่ 7–10
1) ในแปลงตัวอย่างของขันตอนปีที่ 1 วางแปลงตัวอย่างขนาดพืนท่ี 4 x 4
ตารางเมตร ลงในแปลงยอ่ ยขนาดพนื ที่ 10 x 10 ตารางเมตร โดยสมุ่ เลอื กวางแปลงตวั อยา่ งลงทมี่ มุ ใด
มุมหนึ่งให้เป็นระบบเดียวกัน แล้วจึงวางแปลงตัวอย่างขนาดพืนที่ 1 x 1 ตารางเมตร ในแปลง
ตวั อยา่ งขนาดพนื ที่ 4 x 4 ตารางเมตร ที่มุมใดมมุ หน่งึ ให้เป็นระบบ (ภาพท่ี 17)
ภำพที่ 17 การวางแปลงยอ่ ยในแปลงตวั อยา่ ง ขนาดพนื ท่ี 1 x 1 ตารางเมตร และ 4 x 4 ตารางเมตร
2) ติดหมายเลขต้นไม้ทุกต้นที่ขึนใหม่ตามธรรมชาติ ให้ขึนต้นด้วย S
(Succession) ตามดว้ ยหมายเลขต้น ตามล้าดับ เช่น S7 075 (ต้นไม้ท่ีขึนใหม่ตามธรรมชาติ ปีที่ 7
ต้นที่ 75) พร้อมบันทกึ ชนดิ ต้าแหนง่ ของต้นไมแ้ ต่ละตน้ (X, Y) (ภาพที่ 15)
3) บันทึกชนิด จ้านวนต้นอย่างเป็นระบบในแปลงตัวอย่าง ขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางที่ความสูงเพียงอก ความสูงทังหมด และความสูงก่ิงแรกของไม้ยืนต้น (Tree) ที่มีขนาด
เส้นผ่านศูนย์กลางที่ความสูงเพียงอกตังแต่ 4.50 เซนติเมตรขึนไป หรือ มีเส้นรอบวงมากกว่า 14
เซนตเิ มตร ในแปลงตัวอย่างขนาด 10 x 10 ตารางเมตร (ตารางผนวกท่ี 6)
4) บันทึกชนิด จ้านวนต้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่ีความสูงเพียงอก และ
ความสูงทังหมดของไม้รุ่นหรอื ไม้หนมุ่ (Sapling หรอื Poling) ทีม่ ีขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางท่คี วามสูง
เพยี งอกนอ้ ยกวา่ 4.50 เซนตเิ มตร แตม่ คี วามสงู ถงึ 1.30 เมตร ในแปลงตวั อยา่ งขนาด 4 x 4 ตารางเมตร
(ตารางผนวกท่ี 7)
5) บนั ทกึ ชนิด จ้านวนตน้ ของกล้าไม้ (Seedling) ท่ีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
นอ้ ยกวา่ 4.50 เซนติเมตร และมคี วามสงู นอ้ ยกวา่ 1.30 เมตร จากพนื ดนิ ในแปลงตวั อยา่ งขนาดพนื ท่ี
1 x 1 ตารางเมตร (ตารางผนวกท่ี 8)
6) คัดเลือกแปลงตัวอย่างขนาด 10 x 40 ตารางเมตร จ้านวน 1 แปลง ทัง 3
แปลงตัวอย่าง เพ่ือศกึ ษาลกั ษณะการปกคลุมของเรอื นยอดต้นไมต้ ามแนวราบ (Crown Cover) และ
การจ้าแนกชนั ความสงู ของเรอื นยอดตามแนวดงิ่ (Profile Diagram) โดยท้าการวดั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง
ของเรอื นยอดตน้ ไมท้ กุ ตน้ ทม่ี ขี นาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางทรี่ ะดบั ความสงู เพยี งอกตงั แต่ 4.50 เซนตเิ มตรขนึ ไป
วัดความสูงทังหมดและความสูงถึงก่ิงสดก่ิงแรก บันทึกต้าแหน่งต้นไม้แต่ละต้น (ตารางผนวกท่ี 9)
วาดขนาด และรปู รา่ งของเรอื นยอด ลกั ษณะรปู ทรงของตน้ ไมท้ กุ ตน้ ในกระดาษกราฟ มาตราสว่ น 1 : 100
7) การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
7.1) การวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณ (Quantitative Characteristics)
(ตารางผนวกที่ 10)
7.1.1) ความหนาแน่นของพรรณพืช (Density) เป็นจ้านวนต้นของพืช
ชนดิ นนั ตอ่ หนว่ ยพนื ท่ี ดงั สูตร
7.1.2) คา่ ความหนาแน่นสมั พัทธ์ (Relative Density) เป็นอัตราส่วน
ระหวา่ งจ้านวนตน้ ของพืชชนดิ นนั ต่อจ้านวนตน้ ของพืชทกุ ชนดิ รวมกัน คา้ นวณได้จากสตู ร
7.1.3) ความถ่ี (Frequency) เปน็ คา่ ทช่ี กี ารกระจายของพชื แตล่ ะชนดิ ใน
เนอื ทนี่ นั และคา่ ความถี่ ในการศกึ ษานี ไดแ้ ก่ ความถส่ี มั พทั ธ์ (Relative Frequency) ซง่ึ เปน็ อตั ราสว่ น
ของค่าความถข่ี องพชื ชนดิ นนั เม่อื เทียบกับผลรวมของค่าความถข่ี องพืชทุกชนิดท่มี อี ยู่ดงั สตู ร
7.1.4) ความเด่น (Dominance) เป็นค่าที่ชีให้เห็นว่าพืชชนิดนัน
มีอิทธิพลต่อสังคมพืชท่ีขึนอยู่มากน้อยเพียงใด พืชท่ีมีความเด่นมากเป็นพืชท่ีมีอิทธิพลต่อท่ีนันมาก
แสดงค่าโดยใชค้ วามเด่นสมั พัทธ์ (Relative Dominance) ซึ่งเป็นอตั ราสว่ นความเด่นของพชื ชนิดนัน
เม่อื เทยี บกับพชื ทุกชนิดท่มี ีอยู่
สา้ หรบั พนื ทหี่ นา้ ตดั ของตน้ ไม้ (Basal Area) นนั ค้านวณโดยใชส้ ตู ร
เมื่อ BA = พนื ทีห่ นา้ ตัดของพนั ธไุ์ ม้ (ตารางเมตร)
D = ขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลางท่รี ะดบั ความสงู เพยี งอก (เมตร)
หรอื จะใช้คา้ นวณจากขนาดเสน้ รอบวง (gbh) ก็ได้ ดงั นี
gbh = ขนาดเส้นรอบวงทร่ี ะดับความสงู เพยี งอก (เมตร)
7.1.5) ดัชนีความส้าคัญ (Importance Value Index, IVI) เป็นค่าท่ี
รวมค่า Relative Density, Relative Frequency และ Relative Dominance เขา้ ด้วยกันซึ่งมีค่า
ตังแต่ 0-300 เปอรเ์ ซน็ ต์
ดชั นีควำมสำคญั = ควำมหนำแน่นสมั พัทธ์ + ควำมถ่ีสมั พัทธ์ + ควำมเด่นสมั พัทธ์
7.2) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Characteristic)
7.2.1) การแบ่งชันความสูงตามแนวดิ่ง (Profile Diagram) Davis
and Richards (1933) เห็นว่าวธิ นี ีใหค้ วามส้าคญั ทก่ี ารแบง่ ชันความสงู ตามแนวด่งิ ของตน้ ไมแ้ ต่ละตน้
และแต่ละชนิดสามารถศึกษาได้สะดวก เนื่องจากการท้า Profile Diagram นันความกว้างของ
แปลงมักจะไม่เกิน 10 เมตร ถ้าหากว่าขนาดของแปลงมากกว่านีการซ้อนทับของต้นไม้จะมีมาก
โดยเฉพาะในกรณีของป่าดบิ ชนื ป่าดิบแล้ง ซ่ึงต้นไม้มคี วามหนาแน่นมาก ลักษณะดังกล่าวสามารถ
แก้ไขได้โดยเขียน Profile ในรูป 3 มิติ Kruk et al. (1987) สรุปไว้ว่า การเขียน Profile Diagram
สามารถทราบรายละเอยี ดตา่ ง ๆ เชน่ ความสงู ของตน้ ไม้ รปู รา่ งของเรอื นยอด ทศิ ทางของกงิ่ ขนาดใหญ่
ระยะหา่ งระหวา่ งตน้ พนื ทขี่ องเรอื นยอดของตน้ ไมแ้ ตล่ ะตน้ ต้าแหนง่ ของตน้ ไมแ้ ตล่ ะตน้ ซงึ่ มคี วามสมั พนั ธ์
กับการได้รับแสงสวา่ งและการบดบงั เป็นต้น (เรวดี, 2549)
7.2.2) การปกคลุมเรือนยอด (Crown Cover Diagram) ค้านวณพืนท่ี
ของเรอื นยอดและการปกคลมุ ของเรอื นยอดของตน้ ไมแ้ ตล่ ะตน้ แตล่ ะระดบั ชนั จากรปู รา่ งของเรอื นยอด
โดยใช้ Dot Grid Method การหาพืนที่ของเรือนยอดของต้นไม้รวมทุกระดับชันคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
ของพนื ทแ่ี ปลงตวั อยา่ ง ในกรณที เี่ รอื นยอดซอ้ นทบั กนั (Overlap) จะคดิ การปกคลมุ แตเ่ ฉพาะเรอื นยอด
ของต้นไม้ท่ีสูงกว่าเท่านัน แต่ถ้าหากว่าการซ้อนทับกันนัน เรือนยอดของต้นไม้ที่สูงกว่าไม่สามารถ
จะบดบังเรอื นยอดของต้นไม้ท่ีต้่ากว่าได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ก็จะท้าการหาพืนที่การปกคลุมของ
ตน้ ไม้ทตี่ ้า่ กวา่ ในสว่ นทีเ่ รือนยอดมิได้อยภู่ ายใต้การปกคลมุ ของต้นไม้ที่สงู กว่าดว้ ย (ภาพที่ 18)
ภำพที่ 18 ตัวอย่างการแบ่งชันความสูงตามแนวดิ่ง (Profile Diagram) และการปกคลุมเรือนยอด
(Crown Cover Diagram)
ที่มำ : สว่ นศกึ ษาการพฒั นาการอนุรักษต์ ้นนา้ (2560)
4.3 กำรศกึ ษำต้นทนุ ของกำรปลกู ป่ำเลยี นแบบธรรมชำติ
การปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติเป็นการปลูกป่าเพื่อฟ้ืนฟูให้มีลักษณะโครงสร้างทาง
นิเวศของสงั คมพืช มีความคลา้ ยคลึงใกล้เคยี งกบั ป่าธรรมชาตขิ องชนิดป่าท่ีเคยปรากฏในพืนท่ีนัน ๆ
และเพ่ือท้าหน้าท่ีในการอนุรักษ์ดินและน้า ช่วยร่นระยะเวลากระบวนการฟื้นตัวของสังคมพืชไปสู่
ป่าธรรมชาติได้อย่างรวดเร็วมากย่ิงขึน จะเห็นได้ว่ามีขันตอนมากและเป็นการด้าเนินงานครังแรก
ท่ีเริ่มในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จึงควรท้าการเก็บข้อมูลค่าใช้จ่าย ค่าแรง ค่าวัสดุ ท่ีเกิดขึนจริง
ในการดา้ เนินงาน เพื่อเป็นประโยชน์ในการปรับต้นทุนต่อหน่วยการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ
ในระบบงบประมาณตอ่ ไป โดยมีขันตอนการศกึ ษา ดังนี
ขนั ตอนปีที่ 1
1) กจิ กรรมเพาะชา้ กล้าไม้ (ตารางผนวกที่ 11 )
ค่ากล้าไม้ ต่อไร่ ค่าใชจ้ ่าย (กลา้ )
คา่ วสั ดุ
คา่ ใชส้ อย
2) กจิ กรรมการเตรยี มพนื ท่ี (ตารางผนวกที่ 12)
การส้ารวจและรงั วดั แนวเขต ค่าแรงงานตอ่ ไร่
การถาง ค่าแรงงานต่อไร่
การเก็บ รบิ สุม คา่ แรงงานต่อไร่
การทา้ ทางตรวจการ ค่าแรงงานตอ่ ไร่
การท้าแนวกันไฟ ค่าแรงงานตอ่ ไร่
3) กจิ กรรมการปลกู ปลกู ซอ่ ม และนบั อตั ราการรอดตาย (ตารางผนวกที่ 13)
การปลกู และขนกลา้ ค่าแรงงานตอ่ ไร่
การทา้ หลกั และปกั หมายแนว ค่าแรงงานต่อไร่
การปลูกซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย ค่าแรงงานต่อไร่
4) กจิ กรรมบ้ารงุ ดแู ลรกั ษา (ตารางผนวกที่ 14)
การซอ่ มทางตรวจการ ค่าแรงงานตอ่ ไร่
การจัดเวรยามปอ้ งกันไฟ คา่ แรงงานต่อไร่
การดายวัชพืช ค่าแรงงานตอ่ ไร่
5) คา่ วัสดุและค่าใช้สอย (ตารางผนวกท่ี 15)
คา่ วสั ดุ ค่าใช้จ่ายต่อไร่
คา่ ใชส้ อย ค่าใช้จา่ ยต่อไร่
ขนั ตอนปที ่ี 2-5
1) กิจกรรมเพาะชา้ กล้าไม้ (ตารางผนวกที่ 11)
คา่ กลา้ ไม้ ตอ่ ไร่ คา่ ใชจ้ า่ ย (กลา้ )
คา่ วสั ดุ
คา่ ใชส้ อย
2) กจิ กรรมการปลกู ปลกู ซอ่ ม และนบั อตั ราการรอดตาย (ตารางผนวกที่ 13)
การปลกู และขนกล้า ค่าแรงงานต่อไร่
การทา้ หลกั และปกั หมายแนว ค่าแรงงานตอ่ ไร่
การปลกู ซอ่ มและนับอตั ราการรอดตาย ค่าแรงงานตอ่ ไร่
3) กจิ กรรมบา้ รงุ ดแู ลรกั ษา (ตารางผนวกที่ 14)
การซอ่ มทางตรวจการ ค่าแรงงานต่อไร่
การจดั เวรยามปอ้ งกนั ไฟ คา่ แรงงานตอ่ ไร่
การดายวชั พืช ค่าแรงงานต่อไร่
4) ค่าวสั ดแุ ละค่าใช้สอย (ตารางผนวกท่ี 15)
คา่ วสั ดุ คา่ ใช้จา่ ยตอ่ ไร่
ค่าใช้สอย คา่ ใช้จา่ ยต่อไร่
ขันตอนปที ี่ 6-10
1) กจิ กรรมบา้ รงุ ดแู ลรกั ษา (ตารางผนวกที่ 14)
การซอ่ มทางตรวจการ ค่าแรงงานต่อไร่
การจัดเวรยามป้องกนั ไฟ คา่ แรงงานต่อไร่
การดายวชั พชื ค่าแรงงานต่อไร่
2) ค่าวสั ดแุ ละคา่ ใช้สอย (ตารางผนวกท่ี 15)
คา่ วสั ดุ คา่ ใช้จ่ายตอ่ ไร่
คา่ ใชส้ อย ค่าใช้จา่ ยต่อไร่
4.4 กำรรำยงำนผลกำรดำเนนิ งำน
จัดท้ารายงานผลการศึกษาการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ทังการศึกษาการพัฒนา
ระบบนเิ วศป่าไมแ้ ละการศกึ ษาตน้ ทนุ ตามแบบท่ีก้าหนด โดยมรี ายละเอยี ด ดังนี
4.4.1 ขอ้ มลู ของพืนท่ีดา้ เนินงาน
จัดท้าแผนที่ขอบเขตพืนท่ีโดยใช้แผนท่ีระวางมาตราส่วน 1 : 50,000 เพ่ือใช้
ประกอบการก้าหนดแผนปฏิบัตกิ ารและโครงการ ซง่ึ มขี ้อมลู พนื ฐานทีจ่ า้ เปน็ ประกอบดว้ ย
1) ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ความลาดชนั ทศิ ดา้ นลาด ความสงู จากระดบั น้าทะเลปานกลาง
2) ลกั ษณะทางปฐพวี ทิ ยา เนอื ดิน ความลึกของดิน ธรณวี ทิ ยา
3) ปรมิ าณนา้ ฝนเฉลย่ี รายเดอื น/รายปี จา้ นวนวนั ฝนตกรายปี อณุ หภมู สิ งู สดุ -ต้่าสดุ
และฤดกู าล
4) ชนิดป่าและโครงสร้างป่าที่พบโดยรอบหรือบริเวณใกล้เคียงพืนที่ด้าเนินงาน
ชนดิ พนั ธ์ุไมเ้ ดน่ น้า ไมเ้ ด่นรอง ไมท้ นร่ม และไม้พนื ลา่ งทพี่ บในปา่
5) ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาป่าไม้ ปริมาณฝนรายเดือน เฉลี่ยรายปี จ้านวนวัน
ฝนตกรายปี อณุ หภูมิสงู สุด-ต่า้ สดุ ฤดกู าล
6) เครือข่ายเส้นทางการคมนาคม ให้ระบุระยะและคุณลักษณะของเส้นทาง
คมนาคม ท่ีติดต่อระหวา่ งพนื ท่ดี า้ เนนิ การ พืนที่ปา่ กบั หมู่บา้ น ต้าบล อ้าเภอ จงั หวดั
7) พิกัดภูมิศาสตร์ (WGS 1984) กลางแปลงและมุมแปลงปลูกป่าเลียนแบบ
ธรรมชาติ พรอ้ มภาพถา่ ยก่อน-หลังการดา้ เนินงาน
4.4.2 งบประมาณทไ่ี ด้รบั ตามแผนงาน ผลผลิต โครงการ/กิจกรรม
4.4.3 การศกึ ษาการพฒั นาระบบนเิ วศปา่ ไมข้ องการปลูกปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ
1) แบบบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ
(ตารางผนวกท่ี 5) (รายงานผลการดา้ เนนิ งานในปีที่ 1-6)
2) แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู ไมใ้ หญจ่ ากแปลงปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ (ตารางผนวกท่ี 6)
(รายงานผลการดา้ เนินงานในปที ี่ 7-10)
3) แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู ไมห้ นมุ่ จากแปลงปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ (ตารางผนวกท่ี 7)
(รายงานผลการด้าเนินงานในปีท่ี 7-10)
4) แบบบนั ทกึ ขอ้ มลู กลา้ ไมจ้ ากแปลงปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ (ตารางผนวกที่ 8)
(รายงานผลการดา้ เนินงานในปที ่ี 7-10)
5) ผลการศกึ ษาการปกคลุมของเรือนยอดต้นไม้ตามแนวราบ (Crown Cover)
และการจ้าแนกชันความสูงของเรือนยอดตามแนวดิ่ง (Profile Diagram) พร้อมแบบบันทึกข้อมูล
การปกคลุมของเรือนยอดต้นไม้ตามแนวราบและการจ้าแนกชนั ความสงู ของเรอื นยอดตามแนวด่ิง
(ตารางผนวกที่ 9) (รายงานผลการด้าเนนิ งานในปีท่ี 7-10)
6) แบบบันทึกการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ดัชนีความส้าคัญ (Importance
Value Index, IVI) (ตารางผนวกท่ี 10) (รายงานผลการด้าเนนิ งานในปที ่ี 7-10)
7) สรุปผลการศึกษาการพัฒนาระบบนิเวศป่าไม้ของการปลูกป่าเลียนแบบ
ธรรมชาติ
4.4.4 การศกึ ษาตน้ ทนุ การปลกู ป่าเลยี นแบบธรรมชาติ
1) แบบบันทึกข้อมลู การศกึ ษาตน้ ทนุ ต่อหน่วยกจิ กรรมเพาะช้ากล้าไม้
(ตารางผนวกที่ 11)
2) แบบบนั ทึกข้อมลู การศกึ ษาตน้ ทนุ ตอ่ หน่วยกิจกรรมการเตรยี มพนื ที่
(ตารางผนวกที่ 12)
3) แบบบนั ทึกข้อมูลการศกึ ษาต้นทนุ ตอ่ หน่วยกจิ กรรมการปลูก ปลกู ซอ่ ม
และนับอัตราการรอดตาย (ตารางผนวกที่ 13)
4) แบบบนั ทึกข้อมลู การศกึ ษาต้นทนุ ตอ่ หนว่ ยกิจกรรมบ้ารุง ดูแลรกั ษา
(ตารางผนวกท่ี 14)
5) แบบบันทึกข้อมลู การศึกษาต้นทุนต่อหนว่ ยกจิ กรรมค่าวสั ดแุ ละค่าใชส้ อย
(ตารางผนวกที่ 15)
4.4.5 ปัญหาและอุปสรรค
ชงิ ชัย วริ ยิ ะบญั ชา. 2546. คมู่ ือกำรประมำณมวลชีวภำพของหมู่ไม้. ฝา่ ยวนวฒั นวจิ ยั และ
พฤกษศาสตร์ กรมอุทยานแห่งชาตสิ ัตวป์ า่ และพันธพ์ุ ชื กรุงเทพฯ.
ไทยรฐั ออนไลน.์ 2555. “ในหลวง” ทรงแนะโทษหนกั ป้องกันทำลำยป่ำ.
แหลง่ ท่มี า : https://www.thairath.co.th/content/241029, สืบคน้ 19 มนี าคม 2561
ประพนั ธ์ ผลพันพัว. 2553. ชุดควำมรู้กำรปฏบิ ัตงิ ำนอำชีพดำ้ นกำรจัดกำรพนื ท่ตี น้ นำ (ลุ่มนำ)
2553. ส้านักอนรุ กั ษแ์ ละจดั การต้นน้า กรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า และพนั ธุ์พืช
กรงุ เทพฯ.
พฤติพงษ์ พุ่มพเิ ศษ. 2558. ลักษณะทำงนเิ วศวทิ ยำของสงั คมพืชป่ำไม้ทีเ่ กิดจำกกำรฟน้ื ฟู
ในรูปแบบทแ่ี ตกตำ่ งกัน ณ จงั หวัดลำปำง. วิทยานพิ นธป์ ริญญาโท
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ กรงุ เทพฯ.
เรวดี ใจซ่อื . 2559. อตั รำกำรเติบโตและกำรรอดตำยของกล้ำไม้ 3 ชนิดทป่ี ลกู เสริมในสวนป่ำ
ผสมอำยุ 24 ปี ณ สถำนวี ิจัยวนเกษตรตรำด. วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาโท
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ.
ราชกิจจานุเบกษา. 2559. แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชำติ ฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560 -
2564). ฉบบั กฤษฎกี า เล่ม 133. ตอนที่ 115 ก.
. 2561ก. ประกำศ เรอื่ ง ยุทธศำสตรช์ ำติ (พ.ศ. 2561 - 2580). ฉบบั กฤษฎีกา
เล่ม 135. ตอนที่ 82 ก.
. 2561ข. ประกำศสำนกั นำยกรฐั มนตรี เรอ่ื ง กำรประกำศแผนกำรปฏริ ูปประเทศ.
ฉบับกฤษฎกี า เลม่ 135. ตอนที่ 24 ก.
ส่วนจดั การทรพั ยากรต้นนา้ . ม.ป.ป. คมู่ อื กำรฟื้นฟูระบบนิเวศตน้ นำ. สา้ นกั อนุรักษ์และ
จัดการต้นน้า กรมอุทยานแห่งชาติ สตั ว์ปา่ และพันธพุ์ ชื กรุงเทพฯ.
ส่วนศึกษาการพฒั นาการอนุรักษ์ตน้ น้า. 2560. กำรศึกษำเปรยี บเทียบโครงสร้ำงสงั คมพืช
แปลงปลูกพนั ธไ์ุ มป้ ่ำทอ้ งถ่นิ แบบผสมผสำนกบั ป่ำธรรมชำติดงั เดมิ กรณศี กึ ษำ:
แปลงปลูกพนั ธ์ุไมป้ ำ่ ทอ้ งถิ่นแบบผสมผสำนอำยุ 26 ปี ของ นำยเหรียญ คำแคว่น.
สา้ นกั อนุรกั ษแ์ ละจัดการต้นน้า กรมอุทยานแหง่ ชาติ สตั ว์ป่า และพันธพ์ุ ืช กรงุ เทพฯ.
สิรนิ ทร์ แกว้ ละเอียด. 2559. แนวทำงกำรฟ้นื ฟรู ะบบนิเวศปำ่ ไม้เพ่อื ควำมมนั่ คง
ด้ำนทรัพยำกรของประเทศอย่ำงย่ังยนื .
แหลง่ ที่มา : http://www.dsdw2016.dsdw.go.th doc_pr/ndc2559-2560/PDF/
wpa_8266/ALL.pdf?fbclid=IwARTVtEabu9m0fBUueJ336aN1VI0wFx9C
LvQWMqTC6hvtxDjzWWEJnIJI สบื คน้ 1 พฤษภาคม 2563.
สิรินทร์ แก้วละเอียด และ อนงค์ ชานะมูล. 2559. ปลกู (ต้นไม้) อยำ่ งไรใหเ้ ปน็ ปำ่ :
ประสบกำรณต์ รงจำกญ่ีปุ่นสู่กำรปฏบิ ตั ิจริงในเมืองไทยเพื่อสรำ้ งป่ำนิเวศ ใน 8 ทศวรรษ
วนศาสตร์ ศาสตร์แหง่ ชวี ิต. น. 58 - 59. หจก.อักษรสยามการพิมพ์ กรงุ เทพฯ.
. 2560. กำรสร้ำงป่ำนิเวศ (Eco Forest) ณ ศูนย์วจิ ัยและฝกึ อบรมดำ้ นสิ่งแวดล้อม.
Green Research 14 (36): 1-5 ศูนยว์ ิจยั และฝกึ อบรมดา้ นสิ่งแวดล้อม
กรมสง่ เสรมิ คุณภาพส่งิ แวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม.
ส้านกั ขา่ วกรมประชาสัมพันธ.์ ม.ป.ป. ประมวลพระบรมรำโชวำท พระบำทสมเดจ็
พระเจ้ำอยหู่ ัว เนื่องในโอกำสพระรำชพิธีมหำมงคล เฉลิมพระชนมพรรษำ 6 รอบ
5 ธันวำคม 2542. พิมพ์ครังท่ี 2. โอภาส เสวิกลุ (รวบรวม). ฝา่ ยการพมิ พ์
กรมประชาสัมพันธ์ กรงุ เทพฯ.
สา้ นักราชเลขาธกิ าร. 2533. พระรำชกรณียกิจ ระหวำ่ งเดอื นตลุ ำคม 2531–กนั ยำยน 2532.
บรษิ ัท โรงพมิ พ์ ไทยวฒั นาพานชิ จา้ กัด กรุงเทพฯ. น. 165-166.
. 2538. พระรำชกรณียกจิ ระหว่ำงเดือนตลุ ำคม 2535–กันยำยน 2536.
บรษิ ทั โรงพมิ พไ์ ทยวัฒนาพานชิ จา้ กดั กรงุ เทพฯ. น. 187–188.
ส้านักงานหอพรรณไม.้ 2552. ปำ่ เต็งรงั แม่นำภำชี. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธพ์ุ ืช
กรุงเทพฯ.
. 2555. คมู่ ือเลือกชนดิ พรรณไม้ เพอื่ ปลูกปำ่ ปอ้ งกันอุทกภัย. กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ
สตั วป์ ่า และพันธ์พุ ชื กรงุ เทพฯ.
. 2556. คู่มือเลอื กชนิดพรรณไมเ้ พื่อปลกู ปำ่ ป้องกันอุทกภยั ภำคตะวันออกเฉยี งเหนือ.
กรมอุทยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า และพนั ธ์พุ ชื , กรงุ เทพฯ.
. 2557. ช่ือพรรณไมแ้ ห่งประเทศไทย เตม็ สมติ นิ นั ท.์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ ่า
และพันธพุ์ ชื กรงุ เทพฯ.
. 2559. พรรณไมป้ ่ำดิบเขำภเู ขยี ว-นำหนำว. ส้านักวิจยั การอนรุ ักษ์ป่าไมแ้ ละพันธุ์พืช,
กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธ์พุ ชื กรงุ เทพฯ.
ส้านักอนรุ ักษ์และจัดการต้นน้า. 2559. กำรฟ้ืนฟปู ำ่ ต้นนำลำธำร. ใน 60 ปี การอนุรกั ษ์และ
จดั การตน้ นา้ . กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธุ์พชื กรงุ เทพฯ.
. 2561. กำรปลกู ป่ำเลียนแบบธรรมชำติ. กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สัตวป์ า่ และพนั ธพุ์ ชื
กรงุ เทพฯ.
หน่วยวิจยั การฟน้ื ฟูป่า. 2551. งำนวจิ ยั เพอื่ กำรฟ้นื ฟูระบบนเิ วศปำ่ เขตร้อน : ค่มู ือดำเนินกำร.
ภาควิชาชีววิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ เชยี งใหม.่
. ม.ป.ป. แปลงทดลองกำรฟื้นฟปู ำ่ สำธติ . ภาควิชาชวี วทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ เชียงใหม.่
อทุ ัย ทองม.ี 2551. แนวทำงกำรอนุรักษแ์ ละฟ้นื ฟูพนื ที่ตน้ นำ. กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ป่า
และพันธุพ์ ืช กรงุ เทพฯ.
Davis, T.A.W. and P.W. Richards. 1933. The Vegetation of Moraballi Creek,
Guiana: an Ecological Study of a Limited Area of Tropical Rain Forest
Part I. J. Ecol. 21: 310-354.
Kruk, R., R.A.A. Oldeman and V.H. Heywood. 1987. The Tropical Rain Forest.
Springer-Verlag Berlin.
ภำคผนวก ก
รำยละเอียดค่ำใชจ้ ่ำยงำนปลูกป่ำเลยี นแบบธรรมชำตติ อ่ ไร่
ตำรำงผนวกท่ี 1 รายละเอยี ดคา่ ใชจ้ า่ ยงานปลกู ปา่ เลยี นแบบธรรมชาติ ปที ี่ 1 ตอ่ ไร่