The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเคมี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mayulee.nyp, 2021-11-01 09:24:25

ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเคมี

ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการเคมี

ความปลอดภยั นางสาวมยลุ ี นันดี
และทักษะใน
ปฏิบตั ิการเคมี กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร
โรงเรยี นหนองยางพิทยาคม

องคก ารบริหารสว นจังหวัดนครราชสมี า

ความปลอดภยั ในการทาํ งานกับสารเคมี

1.ประเภทของสารเคมี

สารเคมีมีหลายประเภท แตละประเภทมีสมบัติแตกตางกัน สารเคมีจึงจําเปนตองมีฉลากที่มี
ขอมูลเก่ียวกับความเปนอันตรายของสารเคมีเพ่ือความปลอดภัยในการจัดเก็บ การนําไปใชและการ
กาํ จัด โดยฉลากของสารเคมีที่ใชใ นหองปฏิบตั ิการควรมีขอมลู ดงั น้ี

1. ช่อื ผลิตภณั ฑ
2. รปู สญั ลักษณแ สดงความเปน อนั ตรายของสารเคมี
3. คําเตอื น ขอ มลู ความเปนอนั ตราย และขอ ควรระวงั
4. ขอ มลู ของบรษิ ัทผผู ลิตสารเคมี

ความปลอดภยั ในการทาํ งานกบั สารเคมี

ตวั อยา งของฉลาก

ความปลอดภัยในการทาํ งานกับสารเคมี

สญั ลกั ษณแ สดงความเปน อนั ตรายบนฉลากบรรจภุ ัณฑ
1. ระบบ Globally Harmonized System of Classifi cation and Labelling of Chemicals
(GHS)

เปนระบบท่ใี ชสากลระบบ GHS จะแสดงสัญลกั ษณใ นสเ่ี หล่ยี มกรอบสีแดง พ้นื สขี าว ลกั ษณะดังรปู

สารทก่ี ัดกรอ น สารท่เี ปน อนั ตราย สารไวไฟ สารทีเ่ ปน อันตราย สารท่เี ปน อนั ตราย
ตอ สขุ ภาพ ถงึ ชีวติ ตอสง่ิ แวดลอ ม

ความปลอดภัยในการทํางานกบั สารเคมี

สัญลกั ษณแ สดงความเปน อนั ตรายบนฉลากบรรจภุ ัณฑ

2. ระบบNational Fire Protection Association Hazard Identifi cation System (NFPA)

เปนระบบที่ใชในสหรัฐอเมริกา ระบบ NFPAจะใชสีแทน กรดไฮโดรคลอริก แอมโมเนยี
ความเปน อนั ตรายในดานตางๆ ไดแก

- สแี ดง แทนความไวไฟ
- สนี ้ําเงนิ แทนความเปนอันตรายตอสุขภาพ
- สีเหลือง แทนความวองไวในการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยใสตัวเลข
0 ถงึ 4 เพ่อื ระบรุ ะดบั ความเปน อันตรายจากนอ ยไปหามาก
- สีขาวใชใสอักษรหรือสัญลักษณที่แสดงสมบัติที่เปนอันตรายดาน
อื่นๆ ลกั ษณะดงั รูป

ความปลอดภัยในการทาํ งานกบั สารเคมี

2. ขอ ควรปฏบิ ตั ใิ นการทาํ ปฏบิ ตั ิการเคมี

กอ นทําปฏบิ ัติการ

1) ศึกษาขั้นตอนหรือวิธีการทําปฏิบัติการใหเขาใจ วางแผนการทดลอง หากมีขอสงสัยตอง
สอบถามครูผูส อนกอนทีจ่ ะทาํ การทดลอง

2) ศกึ ษาขอ มูลของสารเคมีที่ใชในการทดลอง เทคนิคการใชเคร่ืองมือ วัสดุอุปกรณ ตลอดจน
วิธีการทดลองทถ่ี ูกตองและปลอดภัย

3) แตง กายใหเหมาะสม เชน สวมกางเกงหรือกระโปรงยาว สวมรองเทามิดชิดสนเต้ีย คนที่มี
ผมยาวควรรวบผมใหเ รยี บรอ ย หลีกเลีย่ งการสวมใสเ ครอ่ื งประดบั และคอนแทคเลนส

ความปลอดภัยในการทํางานกับสารเคมี

2. ขอควรปฏิบตั ิในการทาํ ปฏบิ ตั ิการเคมี

ขณะทําปฏิบัตกิ าร

1) ขอปฏิบตั โิ ดยท่วั ไป
1.1 สวมแวนตานิรภัย สวมเสื้อคลุมปฏิบัติการท่ีติดกระดุมทุกเม็ด

ควรสวมถุงมือเม่ือ ตองใชสารกัดกรอนหรือสารท่ีมีอันตราย ควรสวมผา
ปดปากเมื่อตองใชสารเคมีท่ีมีไอระเหย และทําปฏิบัติการในท่ีซ่ึงมีอากาศ
ถายเทหรือในตูดูดควนั ดงั รูป

ความปลอดภยั ในการทํางานกับสารเคมี

2. ขอ ควรปฏิบัตใิ นการทําปฏิบตั ิการเคมี

ขณะทําปฏิบัติการ

1) ขอปฏบิ ัตโิ ดยทวั่ ไป (ตอ )
1.2 หา มรับประทานอาหารและเครือ่ งดมื่ หรือทํากิจกรรมอ่นื ๆ ที่ไมเ กีย่ วของกับการ ทาํ ปฏิบตั กิ าร
1.3 ไมทําการทดลองในหองปฏิบัติการตามลําพังเพียงคนเดียว เพราะเม่ือเกิดอุบัติเหตุขึ้น จะไมมีใคร

ทราบและไมอาจชวยไดท ันทวงที หากเกดิ อบุ ัตเิ หตุในหอ งปฏิบัติการ ตองแจง ใหค รูผูส อน ทราบทนั ทที ุกคร้ัง
1.4 ไมเลน และไมรบกวนผูอ ่นื ในขณะท่ที ําปฏิบตั ิการ
1.5 ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการอยางเครงครัด ไมทําการทดลองใดๆ ที่นอกเหนือจากท่ีไดรับ

มอบหมาย และไมเคลื่อนยายสารเคมี เครื่องมือ และอุปกรณสวนกลางท่ีตองใชรวมกัน นอกจากไดรับอนุญาต
จากครผู ูสอนเทา นนั้

ความปลอดภยั ในการทํางานกบั สารเคมี

2. ขอ ควรปฏิบตั ิในการทาํ ปฏิบตั ิการเคมี

ขณะทาํ ปฏิบัตกิ าร

2) ขอ ปฏบิ ัตใิ นการใชสารเคมี
2.1 อานชือ่ สารเคมีบนฉลากใหแนใ จกอ นนาํ สารเคมีไปใช
2.2 การเคลือ่ นยาย การแบงและการถายเทสารเคมีตอ งทําดว ยความระมดั ระวัง โดยเฉพาะอยางย่ิงสาร

อันตราย และควรใชอุปกรณ เชน ชอนตักสารและบีกเกอรท่ีแหงและสะอาด การเทของเหลว จากขวดบรรจุสาร
ใหเทดานตรงขา มฉลาก เพ่ือปอ งกันความเสยี หายของฉลากเน่ืองจากการสมั ผสั สารเคมี

2.3 การทําปฏกิ ริ ยิ าของสารในหลอดทดลอง ตองหนั ปากหลอดทดลองออกจากตวั เอง และผูอนื่ เสมอ
2.4 หามชิมหรือสูดดมสารเคมีโดยตรง ถาจําเปนตองทดสอบกลิ่นใหใชมือโบกใหไอ ของสารเขาจมูก
เพียงเล็กนอ ย

ความปลอดภัยในการทํางานกับสารเคมี

2. ขอควรปฏิบตั ใิ นการทําปฏบิ ตั ิการเคมี

ขณะทาํ ปฏิบัติการ

2) ขอ ปฏิบัติในการใชสารเคมี (ตอ )
2.5 การเจือจางกรด หามเทน้ําลงกรดแตใหเทกรดลงน้ํา เพ่ือใหน้ําปริมาณมากชวยถายเทความรอนท่ี

เกดิ จากการละลาย
2.6 ไมเทสารเคมีที่เหลือจากการเทหรือตักออกจากขวดสารเคมีแลวกลับเขาขวดอยาง เด็ดขาด ใหเท

ใสภ าชนะทิ้งสารทจ่ี ดั เตรียมไว
2.7 เมื่อสารเคมีหกในปริมาณเล็กนอยใหกวาดหรือเช็ด แลวทิ้งลงในภาชนะสําหรับท้ิง สารที่เตรียมไว

ในหองปฏบิ ัติการ หากหกในปรมิ าณมากใหแจงครูผูส อน

ความปลอดภยั ในการทาํ งานกับสารเคมี

2. ขอ ควรปฏบิ ัตใิ นการทําปฏบิ ตั กิ ารเคมี

หลังทําปฏิบัตกิ าร

1) ทําความสะอาดอุปกรณ เครื่องแกว และวางหรือเก็บในบริเวณท่ีจัดเตรียมไวให รวมท้ัง
ทาํ ความสะอาดโตะทําปฏบิ ัติการ

2) กอนออกจากหองปฏิบัติการใหถอดอุปกรณปองกันอันตราย เชน เส้ือคลุมปฏิบัติการ
แวน ตา นิรภยั ถุงมือ

ความปลอดภยั ในการทาํ งานกบั สารเคมี

3.การกําจัดสารเคมี

การกาํ จัดสารเคมีแตละประเภท สามารถปฏบิ ัตไิ ดดังน้ี
1) สารเคมีท่ีเปนของเหลวไมอันตรายที่ละลายนํ้าไดและมี pH เปนกลาง ปริมาณไมเกิน
1 ลิตร สามารถเทลงอา งน้ําและเปด นาํ้ ตามมากๆ ได
2) สารละลายเขมขน บางชนดิ เชน กรดไฮโดรคลอริก โซเดียมไฮดรอกไซด ไมควรท้ิงลงอาง
น้ํา หรือทอ น้ําทันที ควรเจือจางกอ นเทลงอา งน้ํา ถา มปี ริมาณมากตองทาํ ใหเปน กลางกอ น
3) สารเคมีที่เปนของแข็งไมอันตราย ปริมาณไมเกิน 1 กิโลกรัม สามารถใสในภาชนะท่ีปด
มดิ ชดิ พรอ มทงั้ ติดฉลากช่อื ใหชดั เจน กอนทงิ้ ในทซ่ี ง่ึ จดั เตรียมไว
4) สารไวไฟ ตัวทําละลายท่ีไมละลายน้ํา สารประกอบของโลหะเปนพิษ หรือสารที่ทํา
ปฏกิ ริ ิยากบั นา้ํ หามทงิ้ ลงอางน้าํ ใหท ง้ิ ไวใ นภาชนะทีท่ างหอ งปฏบิ ตั ิการจดั เตรยี มไวใ ห
แบบฝก หดั

ความปลอดภัยในการทํางานกับสารเคมี

แบบฝก หัด

1. พิจารณาขอมูลบนฉลากของโซเดียมไฮดรอกไซด
และวงกลมเพ่ือระบุสวนที่แสดงขอ มูลตอไปน้ี

1. ช่อื ผลติ ภณั ฑ
2. รูปสัญลักษณแสดงความเปนอันตรายของ
สารเคมี
3. คําเตือน ขอมูลความเปนอันตราย และขอ
ควรระวัง

ความปลอดภยั ในการทาํ งานกับสารเคมี

2. พิจารณาตัวอยา งฉลากสารเคมีตอ ไปนี้

ความปลอดภยั ในการทํางานกับสารเคมี

2. พิจารณาตัวอยางฉลากสารเคมตี อไปน้ี (ตอ )
2.1 สารเคมีใดไมค วรวางใกลเปลวไฟ
2.2 สารเคมใี ดเปน พิษตอ สิง่ แวดลอม
2.3 สารเคมใี ดมฤี ทธ์ิกดั กรอนผิวหนงั
2.4 เมอื่ สัมผสั กบั โซเดียมซัลเฟต ควรปฏบิ ตั อิ ยา งไร

กลับหนา หลกั

อุบัติเหตจุ ากสารเคมี

อุบัตเิ หตจุ ากสารเคมี

ในการทําปฏิบัติการเคมีอาจเกิดอุบัติเหตุตางๆ จากการใชสารเคมีได ซ่ึงหากผูทํา
ปฏิบัติการมี ความรูในการปฐมพยาบาลเบ้ืองตนจะสามารถลดความรุนแรงและความ
เสียหายท่ีเกิดข้ึนได โดยการ ปฐมพยาบาลเบ้ืองตนจากอุบัติเหตุจากการใชสารเคมี มีขอ
ปฏิบตั ิดังนี้

อบุ ตั เิ หตจุ ากสารเคมี

การปฐมพยาบาลเม่อื รา งกายสมั ผัสสารเคมี

1. ถอดเสื้อผาบริเวณท่ีเปอนสารเคมีออก และซับสารเคมีออกจากรางกายใหมาก
ทีส่ ุด

2. กรณีเปนสารเคมีที่ละลายนํ้าได เชน กรดหรือเบส ใหลางบริเวณท่ีสัมผัส
สารเคมดี ว ยการ เปดน้าํ ไหลผานปรมิ าณมาก

3. กรณเี ปนสารเคมที ไี่ มละลายน้าํ ใหลา งบริเวณทสี่ ัมผัสสารเคมดี ว ยนา้ํ สบู
4. หากทราบวาสารเคมีที่สัมผัสรางกายคือสารใด ใหปฏิบัติตามขอกําหนดใน
เอกสารความ ปลอดภัยของสารเคมี

อุบัติเหตจุ ากสารเคมี

การปฐมพยาบาลเม่ือสารเคมเี ขา ตา

ใหตะแคงศีรษะโดยใหตาดานท่ีสัมผัส
สารเคมีอยูดานลาง ลางตาโดยการเปดน้ําเบาๆ
ไหลผาน ดั้งจมูกใหนํ้าไหลผานตาขางที่โดน
สารเคมี ดังรูป พยายามลืมตาและกรอกตาในนํ้า
อยางนอ ย 10 นาที หรือจนกวาแนใจวาชะลา งสาร
ออกหมดแลว ระวังไมใหน้ําเขาตาอีกขางหนึ่ง
แลวนําสง แพทย ทันที

อุบัติเหตุจากสารเคมี

การปฐมพยาบาลเมอื่ สูดดมแกส พษิ

1. เมอ่ื มแี กสพิษเกิดขึ้น ตอ งรบี ออกจากบริเวณน้ันและไปบรเิ วณท่มี ีอากาศถา ยเทสะดวกทนั ที
2. หากมีผูท่ีสูดดมแกสพิษจนหมดสติหรือไมสามารถชวยเหลือตนเองได ตองรีบเคล่ือนยาย ออก
จากบริเวณน้ันทันที โดยที่ผูชวยเหลือตองสวมอุปกรณปองกันที่เหมาะสม เชน หนากากปองกัน แกส
พิษ ผา ปด ปาก
3. ปลดเสื้อผาเพื่อใหผูประสบอุบัติเหตุหายใจไดสะดวกขึ้น หากหมดสติใหจับนอนคว่ําและ
ตะแคงหนาไปดานใดดา นหนง่ึ เพื่อปองกนั โคนลิ้นกีดขวางทางเดินหายใจ
4. สังเกตการเตนของหวั ใจและการหายใจ หากวา หวั ใจหยดุ เตน และหยุดหายใจใหน วดหัวใจ
และผายปอดโดยผูท ่ผี า นการฝก แตไ มควรใชว ธิ เี ปา ปาก (mouth to mouth) แลว นําสง แพทยท ันที

อบุ ตั เิ หตจุ ากสารเคมี

การปฐมพยาบาลเมอ่ื โดนความรอ น

ใหแ ชน ้าํ เย็นหรอื ปด แผลดว ยผาชุบนํา้ จนหายปวดแสบปวดรอ น แลวทายาข้ผี ึ้งสําหรับไฟไหม
และน้ํารอ นลวก หากเกิดบาดแผลใหญใหนําสง แพทย

กรณที ่รี างกายสัมผสั สารเคมีในปริมาณมากหรือมีความเขม ขนสูง ใหป ฐมพยาบาล แบบฝก หดั
เบอ้ื งตน แลวนาํ สง แพทย

กรณีที่สารเคมเี ขาปากใหป ฏิบตั ติ ามคําแนะนาํ ตามเอกสารความปลอดภัย
แลวนําสงแพทยท ุกกรณี

อุบตั เิ หตจุ ากสารเคมี

แบบฝกหัด

1. ใหน กั เรียนระบุวธิ ีปฐมพยาบาลเบ้ืองตนที่เหมาะสม เม่อื เกิดอบุ ตั เิ หตุตอไปนี้ในหองปฏบิ ัติการ
1.1 สารละลายกรดกระเดน็ ถกู ผิวหนงั
1.2 สัมผัสกบั เมด็ โซเดยี มไฮดรอกไซด
1.3 ไอนํา้ รอนจากอา งนํา้ รอ นสมั ผัสรา งกาย
1.4 เศษแกวจากหลอดทดลองที่แตกบาดมือ
1.5 เมอ่ื ใชม ือสัมผัสโตะ ในหอ งปฏบิ ัตกิ าร แลวเกิดอาการแสบรอน

กลบั หนาหลกั

การวัดปรมิ าณสาร

1.ความนา เชอื่ ถอื ของขอมลู

ความนาเชื่อถือของขอมูล สามารถพิจารณาไดจาก 2 สวนดวยกัน คือ ความเท่ียง
(precision) และ ความแมน (accuracy) ของขอ มูล โดย

- ความเที่ยง คือ ความใกลเคยี งกันของ คาท่ีไดจากการวดั ซํ้า
- ความแมน คอื ความใกลเ คียงของคาเฉลย่ี จากการวัดซํา้ เทยี บกับคาจริง
ดังแสดงในรูป

การวดั ปรมิ าณสาร ข) ความเที่ยงตํ่า ความแมนสงู

ก) ความเที่ยงและความแมน ตาํ่

ขอ มูลมีการกระจายตวั มากและมีคาเฉลี่ย ขอ มลู มีการกระจายตวั มากถึงแมว า อาจให
ที่ไมใกลเคยี งกบั คาจริง คาเฉล่ยี ใกลเ คียงกับคาจริง ก็จดั เปนขอมลู

ที่มีความนา เช่อื ถือนอ ย

การวดั ปริมาณสาร ง) ความเทีย่ งสูง ความแมน สูง

ค) ความเที่ยงสูง ความแมน ตํา่

ขอมลู มกี ารกระจายตัวนอ ยแตม ีคาเฉล่ยี ไม ขอ มลู มกี ารกระจายตวั นอ ยและมีคา เฉล่ยี
ใกลเคยี งกับคาจริง จงึ ยงั ถอื วาเปนขอ มลู ที่ ใกลเคียงกับคา จรงิ จงึ เปนขอมลู ที่
นาเชื่อถอื
มีความนา เชือ่ ถือนอ ย

การวัดปรมิ าณสาร

2.อปุ กรณวดั ปรมิ าตร
บกี เกอร (beaker)

มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป น ท ร ง ก ร ะ บ อ ก
ปากกวาง มีขีดบอกปริมาตรในระดับ
มิลลลิ ิตร มหี ลายขนาด ดังรูป

การวัดปรมิ าณสาร

2.อปุ กรณวดั ปริมาตร

ขวดรูปกรวย (erlenmeyerflask)

มีลักษณะคลายผลชมพู มีขีด
บอกปริมาตรในระดับมิลลิลิตรมีหลาย
ขนาด ดงั รปู

การวดั ปรมิ าณสาร

2.อุปกรณว ัดปรมิ าตร

กระบอกตวง(measuring cylinder)

มีลักษณะเปนทรงกระบอก มีขีด
บอกปริมาตรในระดับ มิลลิลิตร มีหลาย
ขนาด ดงั รปู

การวดั ปริมาณสาร

2.อปุ กรณวดั ปริมาตร
ปเปตต (pipette)

เปนอปุ กรณวัดปริมาตรท่ีมีความแมนสูง
ซึ่งใชสําหรับถายเทของเหลว ปเปตตที่ใชกัน
ทั่วไปมี 2 แบบ คือ แบบปริมาตรซึ่งมีกระเปาะ
ตรงกลาง มีขีดบอกปริมาตรเพียงคาเดียว และ
แบบใชตวง มีขีดบอกปรมิ าตรหลายคา ดงั รปู

การวดั ปริมาณสาร

2.อุปกรณวดั ปรมิ าตร

บิวเรตต (burette))

เปนอุปกรณสําหรับถายเทของเหลวใน
ปริมาตรตางๆ ตามตองการ มีลักษณะเปน
ทรงกระบอกยาวที่มีขีดบอกปริมาตร และมี
อุปกรณควบคุมการไหลของของเหลวท่ีเรียกวา
กอ ก ปด เปด (stop cock) ดงั รูป

การวดั ปริมาณสาร

2.อุปกรณวัดปรมิ าตร
ขวดกําหนดปรมิ าตร (volumetricflask)

เปนอุปกรณสําหรับวัดปริมาตรของ
ของเหลวท่ีบรรจุ ภายใน ใชสําหรับเตรียม
สารละลายท่ีตองการความเขมขนแนนอน มีขีด
บอกปริมาตรเพียงขีดเดียว มีจุกปดสนิท ขวด
กําหนดปริมาตรมีหลายขนาด ดงั รปู

การวัดปริมาณสาร

การอา นปริมาตรของของเหลวใหถกู วธิ ี

ตองใหสายตาอยูระดับเดียวกันกับระดับสวน
โคงของของเหลว โดยถาสวนโคงของ ของเหลวมี
ลกั ษณะเวา ใหอา นปรมิ าตรทจี่ ุดต่ําสุดของสวนโคงน้ัน
แตถาสวนโคงของของเหลวมี ลักษณะนูน ใหอาน
ปริมาตรที่จุดสูงสุดของสวนโคงนั้น ดังรูป การอานคา
ปริมาตรของ ของเหลวใหอานตามขีดบอกปริมาตร
และประมาณคา ทศนยิ มตําแหนง สุดทาย

การวดั ปรมิ าณสาร

3.อุปกรณว ดั มวล
เคร่ืองช่งั

เปน อปุ กรณส าํ หรับวดั มวลของสารทง้ั ทเ่ี ปน ของแขง็ และของเหลว ความนา เชื่อถอื ของคา
มวลท่ีวัด ไดข้ึนอยูกับความละเอียดของเครื่องชั่งและวิธีการใชเครื่องช่ัง เครื่องชั่งที่ใชในหอง
ปฏิบัติการเคมีโดยท่ัวไปมี 2 แบบ คือ เคร่ืองชั่งแบบสามคาน (triple beam) และเครื่องช่ังไฟฟา
(electronic balance) ซึง่ มีสว นประกอบหลัก ดงั รูป

การวดั ปรมิ าณสาร

3.อปุ กรณวดั มวล

การวดั ปรมิ าณสาร

3.อปุ กรณวดั มวล

การวัดปรมิ าณสาร

4.เลขนัยสาํ คญั
เลขนัยสําคัญ (significant figure)

คือ จํานวนหลักของตัวเลขท่ีแสดงความเที่ยงตรงของปริมาณที่วัดหรือคํานวณได ดังนั้น
ตัวเลขนัยสําคัญจึงประกอบดวยตัวเลขทุกตัวท่ีแสดงความแนนอน (certainty)รวมกับตัวเลขอีก
ตัวหน่งึ ท่แี สดงความไมแนน อน (uncertainty) ซ่งึ ขึ้นอยูก ับอุปกรณท ี่เราเลอื กใชดว ย

การวัดปรมิ าณสาร

การนบั เลขนยั สําคัญ

1. ตัวเลขทไี่ มม ีเลขศนู ยท ง้ั หมดนบั เปนเลขนยั สาํ คญั เชน 1.23 มเี ลขนยั สาํ คัญ 3 ตวั
2. เลขศูนยทีอ่ ยรู ะหวางตวั เลขอ่นื นับเปน เลขนัยสาํ คัญ เชน

6.02 มเี ลขนัยสําคญั 3 ตัว
72.05 มเี ลขนัยสําคญั 4 ตัว
3. เลขศูนยท อ่ี ยูหนาตวั เลขอ่ืน ไมนบั เปน เลขนยั สาํ คญั เชน
0.25 มเี ลขนยั สําคญั 2 ตวั
0.025 มเี ลขนัยสําคญั 2 ตัว
4. เลขศนู ยท ่อี ยูหลงั ตวั เลขอืน่ ทอี่ ยูหลงั ทศนยิ ม นับเปนเลขนยั สําคญั เชน
0.250 มีเลขนยั สาํ คัญ 3 ตวั
0.0250 มีเลขนัยสําคญั 3 ตวั

การวดั ปรมิ าณสาร

การนบั เลขนัยสําคญั

5. เลขศนู ยทีอ่ ยหู ลงั เลขอนื่ ทีไ่ มม ีทศนยิ ม อาจนับหรือไมนบั เปน เลขนยั สําคญั กไ็ ด เชน
100 อาจมเี ลขนัยสําคญั เปน 1 2 หรอื 3 ตวั ก็ได

เน่ืองจากเลขศูนยในบางกรณีอาจมีคาเปนศูนยจริงๆ จากการวัด หรือเปนตัวเลขท่ีใชแสดงให
เหน็ วา คาดงั กลา วอยใู นหลกั รอย
6. ตวั เลขทีแ่ มนตรง (exact number) เปนตวั เลขทีท่ ราบคาแนนอนมี
เลขนยั สาํ คญั เปน อนันต เชน

คาคงท่ี เชน π = 3.142… มีเลขนยั สาํ คัญเปน อนนั ต
คาจากการนับ เชน ปเ ปตต 3 คร้ัง เลข 3 ถือวามีเลขนยั สาํ คัญเปน อนันต
คาจากการเทยี บหนว ย เชน 1 วัน มี 24 ช่วั โมง ทัง้ เลข 1 และ 24
ถอื วา มเี ลขนยั สําคญั เปน อนนั ต

การวดั ปริมาณสาร

การนบั เลขนยั สาํ คัญ

7. ขอมูลท่ีมีคานอย ๆ หรือมาก ๆ ใหเขียนในรูปของสัญกรณวิทยาศาสตร โดยตัวเลข
สัมประสทิ ธ์ิ ทกุ ตัวนบั เปน เลขนัยสาํ คญั เชน
6.02 × 10²³ มีเลขนยั สําคญั 3 ตวั
1.660 × 10-24 มเี ลขนยั สาํ คญั 4 ตวั
คาตวั เลข 100 ในตัวอยา งขอ 5 สามารถเขยี นในรูปของสญั กรณวิทยาศาสตร
แลวแสดงเลขนยั สําคญั ไดอ ยา งชัดเจน เชน
1 × 10² มีเลขนยั สําคญั 1 ตวั
1.0 × 10² มีเลขนยั สําคัญ 2 ตวั
1.00 × 10² มีเลขนยั สําคญั 3 ตัว

การวดั ปรมิ าณสาร

การปด ตัวเลข

การปดตัวเลข (rounding the number) พิจารณาจากตัวเลขท่ีอยูถัดจากตําแหนงที่
ตองการ ดังนี้

1. กรณีที่ตัวเลขถัดจากตําแหนงท่ีตองการมีคานอยกวา 5 ใหตัดตัวเลขที่อยู
ถดั ไปท้ังหมด เชน

5.7432 ถาตอ งการเลขนัยสาํ คญั 2 ตัว ปดเปน 5.7
ถา ตองการเลขนัยสําคัญ 3 ตัว ปด เปน 5.74

2. กรณีท่ีตัวเลขถัดจากตําแหนงท่ีตองการมีคามากกวา 5 ใหเพ่ิมคาของตัวเลข
ตําแหนงสดุ ทาย ท่ตี องการอกี 1 เชน

3.7892 ถาตองการเลขนยั สาํ คญั 2 ตวั ปด เปน 3.8
ถา ตองการเลขนัยสาํ คัญ 3 ตวั ปด เปน 3.79

การวัดปรมิ าณสาร

การปดตวั เลข

3. กรณีที่ตัวเลขถัดจากตําแหนงที่ตองการมีคาเทากับ 5 และมีตัวเลข
อนื่ ทไี่ มใ ช 0 ตอ จากเลข 5 ใหเ พิม่ คาของตัวเลขตําแหนงสุดทายท่ีตองการอีก 1
เชน

2.1652 ถาตองการเลขนัยสําคญั 3 ตวั ปดเปน 2.17
กรณีท่ีตัวเลขถัดจากตําแหนงท่ีตองการมีคาเทากับ 5 และมี 0 ตอ
จากเลข 5 ใหพ จิ ารณาโดย ใชหลักการในขอ 4

การวดั ปริมาณสาร

การปดตัวเลข

4. กรณีท่ีตัวเลขถัดจากตําแหนงที่ตองการมีคาเทากับ 5 และไมมีเลขอ่ืนตอจาก
เลข 5 ตอง พิจารณาตัวเลขทอ่ี ยูห นา เลข 5 ดังนี้

4.1 หากตัวเลขที่อยูหนาเลข 5 เปนเลขค่ี ใหตัวเลขดังกลาวบวกคา
เพิ่มอีก 1 แลวตัดตัวเลข ต้ังแตเลข 5 ไปทั้งหมด เชน 0.635 ถาตองการเลขนัยสําคัญ 2
ตัว ปดเปน 0.64

4.2 หากตัวเลขที่อยูหนาเลข 5 เปนเลขคู ใหตัวเลขดังกลาวเปน
ตวั เลขเดิม แลว ตดั ตวั เลข ตั้งแตเ ลข 5 ไปท้ังหมด เชน 0.645 ถาตองการเลขนัยสําคัญ 2
ตัว ปดเปน 0.64 สําหรับการคํานวณหลายขั้นตอน การปดตัวเลขของผลลัพธใหทําใน
ขั้นตอนสดุ ทายของการ คาํ นวณ

การวดั ปริมาณสาร

การบวกและการลบ

ในการบวกและลบ ผลลัพธที่ไดจะมีจํานวนตัวเลขท่ีอยูหลังจุดทศนิยมเทากับขอมูลที่มีจํานวน ตัว
เลขท่ีอยูหลังจุดทศนิยมนอ ยทสี่ ุด ดงั ตัวอยาง

ตวั อยา ง

1.2 + 3.45 + 6.789 มีผลลัพธเ ทาใด
วธิ ที ํา

1.2 + 3.45 + 6.789 = 11.439
ผลลพั ธทไี่ ดตอ งปดเปน 11.4 ซ่ึงมีตัวเลขหลังจดุ ทศนยิ ม 1 ตําแหนง ตามจาํ นวนทีม่ ีเลขหลัง
จุดทศนิยมนอยท่ีสุด คือ 1.2

การวดั ปรมิ าณสาร

การคณู และการหาร

ในการคูณและการหาร ผลลัพธที่ไดจะมีจํานวนเลขนัยสําคัญเทากับขอมูลท่ีมีเลขนัยสําคัญ นอยที่สุด
ดังตัวอยา ง

ตัวอยาง

2.279 × 6.51 มผี ลลัพธเทาใด
วธิ ีทาํ

2.279 × 6.51 = 14.83629
ผลลัพธท่ีไดตองปดเปน 14.8 ซ่ึงมีเลขนัยสําคัญ 3 ตัว ตามจํานวนท่ีมีเลขนัยสําคัญนอยท่ีสุด คือ
6.51

แบบฝกหดั

การวดั ปรมิ าณสาร

แบบฝก หัด

1. อานปรมิ าตรของของเหลว จากรปู ตอ ไปน้ี

การวัดปริมาณสาร

แบบฝกหัด

2. อานคาปริมาตรของของเหลวในบิวเรตตท่ีมีปริมาตรเทากันในมุมมองท่ีแตกตางกันได เทาใด และ
คาทอ่ี านไดใ นแตละขอถกู ตองหรือไม เพราะเหตุใด

การวัดปรมิ าณสาร

แบบฝก หัด

3. วิธกี ารในแตล ะขอตอไปนี้ สามารถวดั ปรมิ าตรน้าํ ท่ีตอ งการไดแ มนหรอื ไม เพราะเหตุใด
3.1 ตวงนํ้าโดยใชกระบอกตวงขนาด 100 มิลลิลิตร คร้ังละ 100.00 มิลลิลิตร 2 คร้ัง และ

50.00 มิลลิลติ ร 1 คร้ัง จะไดนา้ํ ปรมิ าตร 250.00 มลิ ลลิ ิตร
3.2 ไขน้ําจากบิวเรตตท่ีบรรจุน้ําเริ่มตนที่ขีดบอกปริมาตรเลข 0 มาถึงขีดบอกปริมาตร เลข

20 จะไดนํ้าปริมาตร 20.00 มิลลลิ ติ ร
3.3 เตมิ นาํ้ ลงในขวดกาํ หนดปริมาตรขนาด 100 มลิ ลลิ ิตร ปรับใหพอดีกับขีดบอก ปริมาตร

เมือ่ เทนา้ํ ออกใสบ กี เกอรจ ะไดนา้ํ ปริมาตร 100.00 มิลลลิ ติ รพอดี

กลับหนาหลกั

หนวยวัด

1.หนวยในระบบเอสไอ

หนวยเอสไอ (SI units)

เปน หนว ยวดั สากลท่ีดดั แปลงจาก
หนวยในระบบเมทรกิ ซ เรยี กวา ระบบ
หนวยวัดระหวางประเทศ โดยหนวยเอสไอ
แบง เปน หนวย พน้ื ฐาน (SI base units) มี
7 หนว ย แสดงดงั ตาราง

หนว ยวัด

1.หนวยในระบบเอสไอ

หนว ยเอสไอ (SI units)

สามารถนาํ ไปใชใ นการกําหนด
หนว ยอนื่ ๆ ไดและหนวยเอสไออนพุ ันธ
(Derived SI units) ซ่งึ เปน หนวยอน่ื ๆ
ทีม่ ีความสมั พนั ธกนั ทางคณติ ศาสตรข อง
หนว ยเอสไอพ้ืนฐาน ตวั อยางแสดงดัง
ตาราง

หนวยวดั

2.หนว ยนอกระบบเอสไอ

นอกจากหนวยในระบบเอสไอแลว ในทางเคมียงั มหี นว ยอนื่ ที่ไดร บั การยอมรบั และมีการใชก ันอยา งแพรหลาย
ตัวอยา งดงั ตาราง

หนว ยวัด

2.หนวยนอกระบบเอสไอ


Click to View FlipBook Version