หน้าปก
หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย การแต่งคำประพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ลิขสิทธิ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐ โทรศัพท์และโทรสาร ๐ ๒๖๒๘ ๕๓๔๓ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ดำเนินการจัดทำต้นฉบับ ISBN 978-616-461-139-9 พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. ๒๕๖๔ จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท จัดพิมพ์โดย องค์การค้าของ สกสค. พิมพ์ที่โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว ๒๒๔๔ ถนนลาดพร้าว แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๕๓๘ ๓๐๓๓ ต่อ ๑๕๒ โทรสาร. ๐ ๒๕๓๙ ๙๙๕๖ www.suksapan.or.th
คำนำ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้ภาษาไทย เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถใช้ภาษาไทย ได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่ว และเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย สามารถนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ การใช้ภาษาไปใช้ติดต่อสื่อสารและเป็นเครื่องมือศึกษาหาความรู้ตลอดชีวิต ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย ใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ เพื่อความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบธุรกิจ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข ใช้สำหรับการแสวงหาความรู้ และประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้กระบวนการคิดวิเคราะห์ การวิจารณ์ การสร้างสรรค์ภาษาไทยนั้นเกิดขึ้น ได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะการสร้างสรรค์ภาษาไทยในรูปแบบของการเรียงร้อยเป็นร้อยกรอง ทำให้ภาษาไทย โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการใช้คำที่สละสลวย ประกอบด้วยฉันทลักษณ์ของร้อยกรองแต่ละประเภท อันช่วยดึงเสน่ห์และเอกลักษณ์อันโดดเด่นของภาษาไทยเราออกมาให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น และยังเป็นสื่อแสดงถึง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่า ควรแก่การเรียนรู้อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป ทั้งนี้หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย การแต่งคำประพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ -๖ นี้ ทางคณะผู้เรียบเรียงเนื้อหาเป็นหลักภาษาและการใช้ภาษา ครอบคลุม ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษา คณะผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเรียนภาษาไทย การแต่งคำประพันธ์ เล่มนี้ จะเป็นสื่อการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มีคุณภาพบรรลุตัวชี้วัด และมาตรฐาน การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กำหนดไว้ทุกประการ คณะผู้เรียบเรียง
สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นทางการประพันธ์................................................................................................. ๑ ความหมายของร้อยกรอง ๒ คุณค่าและความสำคัญของบทร้อยกรอง ๒ ประเภทของร้อยกรอง ๓ บทที่ 2 วิวัฒนาการของร้อยกรองไทย..................................................................................................... ๖ วิวัฒนาการของร้อยกรองไทย ๗ วิวัฒนาการร้อยกรองไทยปัจจุบัน ๘ บทที่ 3 ความงามของร้อยกรอง............................................................................................................๑๒ ความงามของร้อยกรอง ๑๓ ภาพพจน์ ๑๘ เสียง ๒๐ บทที่ 4 การฝึกเขียนร้อยกรองเบื้องต้น..................................................................................................๒๔ ขั้นตอนการเขียนร้อยกรอง ๒๕ บทที่ 5 คำประพันธ์ประเภทกลอน ........................................................................................................๒๘ ความหมายและประวัติความเป็นมาของกลอน ๒๙ ประเภทและลักษณะบังคับของกลอน ๒๙ บทที่ 6 คำประพันธ์ประเภทกาพย์........................................................................................................๓๗ ความหมายและประวัติความเป็นมาของกาพย์ ๓๘ ประเภทและฉันทลักษณ์ของกาพย์ ๓๘ บทที่ 7 คำประพันธ์ประเภทโคลง..........................................................................................................๔๔ ประวัติความเป็นมาและลักษณะของโคลง ๔๕ ประเภทและฉันทลักษณ์ของโคลง ๔๕ บทที่ 8 คำประพันธ์ประเภทฉันท์..........................................................................................................60 ความหมายและประวัติความเป็นมาของฉันท์ 61 ประเภทและฉันทลักษณ์ของฉันท์ 62 บทที่ 9 คำประพันธ์ประเภทร่าย............................................................................................................74 ความหมายและประวัติความเป็นมาของร่าย 75 ประเภทและลักษณะบังคับของร่าย 76 บรรณนุกรม
๑ บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นทางการประพันธ์
๒ 1. ความหมายของร้อยกรอง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ได้ให้คำจำกัดความว่า “ร้อยกรอง” หมายถึง คำประพันธ์ ถ้อยคำที่เรียบเรียงตามบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์ ขณะที่คำว่า “ร้อยแก้ว” หมายถึง ความเรียง ที่สละสลวยไพเราะเหมาะเจาะด้วยเสียงและความหมาย ผกาศรี เย็นบุตร (2542, หน้า 70) ได้ให้ความหมายของร้อยกรองว่า ร้อยกรอง หมายถึง งานเขียน ที่กำหนดฉันทลักษณ์ตามลักษณะของร้อยกรองประเภทต่าง ๆ นพดล สังข์ทอง (2543, หน้า 9) ให้ความหมายของร้อยกรองว่า ร้อยกรอง หมายถึง ถ้อยคำ ที่เรียบเรียงตามลักษณะฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ชนิดนั้น ๆ ให้เกิดความไพเราะ เหมาะเจาะด้วยเสียง และความหมาย หรืออาจกล่าวได้ว่า บทร้อยกรองนั้นเป็นรูปแบบการเขียนอย่างหนึ่งของไทย ซึ่งแตกต่าง ไปจากร้อยแก้ว โดยมีลักษณะพิเศษ คือ สัมผัส (คำคล้องจอง) การเลือกใช้ถ้อยคำที่มีความหมายเหมาะสม กลมกลืน และยังรวมไปถึงความงดงามไพเราะ สละสลวยในสำนวนภาษาด้วย กาญจนา นาคสกุล และคณะ (2521, หน้า 161) ให้ความหมายของร้อยกรองว่า ร้อยกรอง ดูเหมือนจะมีความเข้าใจตรงกันในความหมายระดับแรก หมายถึง ถ้อยคำ สำนวนภาษาที่เรียบเรียง อย่างมีบทบัญญัติกฎเกณฑ์ หรือที่มักเรียกกันทั่วไปว่ามีฉันทลักษณ์ สรุป ร้อยกรองเป็นถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นตามลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความไพเราะ เหมาะเจาะด้วยเสียงและความหมาย ซึ่งแต่ละประเภทมีการกำาหนด คำครุ ลหุ เอก โท คำเป็น คำตาย สัมผัส ไว้แตกต่างกันไป 2. คุณค่าและความสำคัญของบทร้อยกรอง 2.1 คุณค่าของบทร้อยกรอง ๑) คุณค่าทางด้านสุนทรียะ คือ ความไพเราะงดงามในด้านการแสดงออกของกวี ซึ่งแสดงออกมา ในรูปของอารมณ์สะเทือนใจ (Emotion) ในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่นในรูปของความรัก ความพลัดพราก ความสนุกสนานตื่นเต้น ความตลกขบขัน และความงดงามของธรรมชาติ ๒) ให้คุณค่าทางด้านประสบการณ์ของกวีที่ถ่ายทอดมาสู่ผู้อ่าน บทร้อยกรองให้ประสบการณ์ ทั้งมวลที่ฝังแน่นในใจของกวีได้รับการถ่ายทอดมายังผู้ฟัง ๓) ให้คุณค่าทางสติปัญญา บทร้อยกรองให้ประสบการณ์ทั้งมวลแก่ชีวิต ให้ความคิดที่ดีงาม ให้สติระลึกรู้ถึงความเป็นไปของชีวิต ช่วยถ่วงดุลความหลงที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ปุถุชน ทำให้มองโลกกว้างขึ้น รู้จักมองลึกเข้าไปถึงความสำคัญ สภาพจิตใจและความต้องการของผู้อื่น ๔) ให้คุณค่าทางด้านความสนุกสนานเพลิดเพลิน บทร้อยกรองจำนวนไม่น้อยที่เป็นบทร้อยกรอง ที่เหลวไหล ไร้สาระ แต่จังหวะลีลาการใช้คำสัมผัสและเสียงต่าง ๆ ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และตลกขบขันแก่ผู้อ่าน เช่น เรื่องระเด่นลันได ตอนชมความงามนางประแดะ ๕) ให้คุณค่าทางความรู้สึกที่เป็นพลังภายใน ก่อให้เกิดความรู้สึกอันเป็นพลังเงียบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ในจิตใจของเด็ก พลังนั้นจะเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ทำให้เด็กมีความเข้มแข็งพร้อมที่จะต่อสู้โลกและชีวิต
๓ ยามอ่อนแอหรือทุกข์ท้อ ภาษาในร้อยกรองจะช่วยปลอบประโลมและให้กำลังใจ ให้พร้อมที่จะก้าวย่าง เพื่ออนาคตต่อไป ๖) ให้คุณค่าในแง่ของการสั่งสอนอบรม บทร้อยกรองที่ดีนอกจากจะให้ความรื่นรมย์เป็นอันดับแรก แล้วยังช่วยอบรมสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดีด้วย บทร้อยกรองนั้นมีคุณค่ายิ่ง ให้ทั้งความละเอียดอ่อนในจิตใจ ให้จินตนาการที่ก่อให้เกิดความรื่นรมย์ ปลุกปลอบให้สร่างทุกข์ ให้พลังที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ ให้คุณค่าทางสติปัญญา ให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และยังอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีด้วยภาษาที่เด็กไม่ต้องฝืนใจอ่าน ความงดงามของภาษาใน ร้อยกรองยังมีส่วนสำคัญที่ทำาให้เด็กรู้จักการใช้ภาษาได้ดี เป็นคนร่ำรวยคำที่จะนำไปใช้ หรือสามารถรับสื่อ ที่อาจจะซับซ้อนได้ดีขึ้นอีกด้วย 2.2 ความสำคัญของบทร้อยกรอง บทร้อยกรองมีความสำคัญต่อความรู้สึกพื้นฐานของผู้อ่าน นั่นคือความสนุกเมื่อได้อ่านคำคล้องจอง มีสัมผัส อัญญาณี คล้ายสุบรรณ์ (2542, หน้า 77) กล่าวว่า ในขณะที่หนังสือบันเทิงคดีนำความสนุกสนานเพลิดเพลินมาให้ผู้อ่าน หนังสือสารคดีนำสาระความรู้ มาให้ ร้อยกรองก็นำความอบอุ่น ความเชื่อมั่น และบางครั้งก็มีเสียงหัวเราะมาสู่ผู้อ่าน การไม่ได้สัมผัสกับ ร้อยกรองอาจเปรียบเทียบได้กับการไม่ได้สัมผัสกับดนตรี ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำสิ่งนี้ ไปให้กับผู้อ่าน ด้วย บทร้อยกรองมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากมาย คุณค่าเหล่านั้นคือ ความละเอียดอ่อนในจิตใจ บทร้อยกรองจะเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยนและเป็นคนดีของสังคมต่อไป 3. ประเภทของร้อยกรอง ร้อยกรองของไทยมีหลายประเภทตามคำกล่าวของ ประทีป วาทิกทินกร (2522, หน้า53) ได้กล่าว ไว้ว่า ถ้าหากจัดตามลักษณะการแต่งแล้วจะแบ่งได้ 5 ประเภทใหญ่ ๆ คือ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ซึ่งในแต่ละประเภทยังแบ่งออกเป็นชนิดย่อย ๆ อีกมากมาย เช่น โคลงสี่สุภาพ โคลงดั้น กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กลอนสุภาพ กลอนลำานำ ร่ายสุภาพ ร่ายดั้น นอกจากนี้ยังมีชนิดที่นำร้อยกรองบางประเภทมาแต่งรวมกัน เช่น ร่ายแต่งรวมกับโคลง เรียกว่า ลิลิต โคลงแต่งรวมกับกาพย์ เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง และกาพย์แต่งรวม กับฉันท์ เรียกว่า ฉันท์ เป็นต้น การแต่งร้อยกรองตามปกติจะต้องกระทำตามแบบแผนที่บัญญัติไว้ ได้แก่ การกำหนดจำนวนคำ กำหนดสัมผัส กำหนดเสียงหนักเบา ซึ่งเรียกว่า การกำหนดคณะ ข้อกำหนดเหล่านี้ ในร้อยกรองแต่ละประเภท มีเหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง ทำาให้ร้อยกรองต่างประเภทมีลักษณะบังคับหรือฉันทลักษณ์แตกต่างกัน ไปตามรูปแบบ ร้อยกรองแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ ๑) โคลง เป็นร้อยกรองที่มีความเก่าแก่ พบว่ามีการประพันธ์โคลงมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ลักษณะเด่นของโคลง คือ มีการจำกัดจำนวนคำ สัมผัสและคำเอกคำโท
๔ ๒) ฉันท์ เป็นร้อยกรองที่ไทยรับมาจากอินเดีย รูปแบบการประพันธ์มีการกำหนดครุ ลหุ (เสียงหนักเบา) แต่เมื่อไทยรับมาแล้วได้ปรับปรุงให้มีลักษณะบังคับสัมผัสเพิ่มขึ้นซึ่งแต่เดิมไม่มี ฉันท์เป็นร้อยกรองที่มีประเภทย่อยอีกมากมาย ประมาณ ๑๐๘ ชนิด ๓) กาพย์ เป็นร้อยกรองที่ปรากฏครั้งแรกใน “มหาชาติคำหลวง” สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตำราการเขียนกาพย์มีหลายเล่ม เช่น กาพย์สารวิลาสินีและกาพย์คันถะ เป็นต้น แต่กาพย์ที่เป็นที่นิยมประพันธ์ กันคือ กาพย์ยานี กาพย์ฉบังและกาพย์สุรางคนางค์ กาพย์มีลักษณะคล้ายฉันท์ แต่ไม่บังคับครุ ลหุ ๔) กลอน เป็นร้อยกรองที่คุ้นเคยและรู้จักมากที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นต้นมา จึงมักพบว่ามีการใช้คำว่ากลอนแทนความหมาย ครอบคลุมร้อยกรองประเภทอื่น ๆ ด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึง ลักษณะเด่นของกลอนว่า “กลอนเอาจังหวะเป็นหลัก เสียงเป็นรอง” ๕) ร่าย เป็นร้อยกรองโบราณ มีลักษณะสัมผัสระหว่างวรรค ร่ายบางประเภท เช่น ร่ายยาว ซึ่งไม่กำหนดจำนวนคำที่แน่ชัด
๕ ๑. ร้อยกรองมีความหมายอย่างไร จงอธิบาย ๒. คุณค่าของร้อยกรองปรากฏในด้านใดบ้าง จงอธิบาย ๓. ร้อยกรองทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการได้อย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ๔. ร้อยกรองสามารถสะท้อนสังคมได้อย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ ๕. ร้อยกรองมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “ความสำคัญของร้อยกรอง” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้
๖ บทที่ 2 วิวัฒนาการของร้อยกรองไทย
๗ 1. วิวัฒนาการของร้อยกรองไทย 1.๑ สมัยสุโขทัย เท่าที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้น แม้จะเป็นร้อยแก้วก็ยังมีลักษณะการใช้คำที่ สัมผัสกันในแต่ละวรรค เช่น “เมืองสุโขทัยนี้ดีในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ...” หรืออีกตอนหนึ่งที่ว่า “เห็นเข้าท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านใครเดือด บ่ใคร่เดือด ...” จากข้อความในศิลาจารึกที่ยกมานี้ จะเห็นว่าคำในวรรคแรกจะส่งสัมผัสสระไปยังคำใดคำหนึ่งในวรรค หลัง (คำว่า ดี สัมผัสกับคำว่า มีคำว่า ปลา กับ นา) ซึ่งคล้ายกับลักษณะบังคับของคำประพันธ์ประเภทร่าย โบราณ นอกจากมีลักษณะบังคับดังกล่าวแล้ว การใช้คำในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยยังมีการใช้คำซ้ำซึ่งเป็นลักษณะ การเล่นคำในร้อยกรองปัจจุบันเช่น “เบื้องตะวันออกเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่า พลู มีไร่นา มีถิ่นมีฐาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วง มีป่าขามดูงามดังแกล้ง ...” ซึ่งเล่นคำว่า มี 1.2 สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นคำประพันธ์ไทยมีรูปแบบหรือลักษณะบังคับที่ชัดเจนแน่นอนขึ้นหลายชนิด ช่วง พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๑๗๑ (สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น) วรรณคดีไทยนิยมใช้คำประพันธ์ประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ และลิลิต ซึ่งปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยยุคนั้น เช่น ลิลิตโองการแช่งน้ำ ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ ทวาทศมาส มหาชาติคำหลวง และนิราศหริภุญชัย ต่อมาช่วง พ.ศ. ๒๑๗๑-๒๓๑๐ (สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย) คำประพันธ์ไทยทุกประเภทที่อยู่ในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ เช่น โคลงก็มีอยู่ในเรื่องโคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม และโคลงราชสวัสดิ์ กาพย์ห่อโคลงของพระศรีมโหสถ โคลงนิราศนครสวรรค์ และโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คำฉันท์มักมีปรากฏในวรรณคดีที่เกี่ยวกับศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นในเรื่อง สมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธ์คำฉันท์ เสือโคคำฉันท์ และปุณโณวาทคำฉันท์ ส่วนกาพย์นั้นมักจะแต่งปนกับฉันท์ในวรรณคดีประเภท คำฉันท์ และแต่งปนกับโคลงเรียกว่ากาพย์ห่อโคลงบ้าง กาพย์เห่เรือบ้าง เช่น กาพย์ห่อโคลงของพระ ศรีมโหสถ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง กาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร สำหรับคำประพันธ์ประเภทกลอนเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในลักษณะของกลอนเพลงยาวและ กลอนบทละครต่าง ๆ เช่น เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เพลงยาวเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร บทละครครั้งกรุงเก่า เช่น เรื่องนางมโนราห์ และสังข์ทอง เป็นต้น 1.3 สมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ คำประพันธ์ไทยทุกประเภทมีปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา และมีการละเล่น ที่อาศัยคำร้องเป็นร้อยกรองเพิ่มขึ้น เช่น การเล่นสักวา เสภาดนตรี คำประพันธ์ที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์จะมีลักษณะบังคับรูปแบบ ที่ชัดเจนแน่นอน มีวรรณคดีที่แต่งเป็นลิลิตคือใช้คำประพันธ์ประเภทโคลงและร่าย เช่น ลิลิตเพชรมงกุฎ ลิลิตตะเลงพ่าย ลิลิตนิทราชาคริต ที่แต่งเป็นโคลงล้วนก็มีโคลงเฉลิมพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี โคลงพยุหยาตราเพชรพวง โคลงนิราศนรินทร์ โคลงนิราศสุพรรณ โคลงนิราศถลาง โคลงดั้นนิราศตามเสด็จ
๘ ลำน้ำน้อย โคลงสุภาษิต และยังมีโคลงที่จารึกวัดพระเชตุพนอีกหลายชนิด คำฉันท์ก็มีกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ สรรพสิทธิ์คำฉันท์ ฉันท์กล่อมช้างพัง ฯลฯ กาพย์นอกจากจะมีแทรกอยู่ในวรรณคดีที่เป็นคำฉันท์แล้ว ยังมีที่แต่งเป็นกาพย์ล้วน เช่น กาพย์เห่ชม เครื่องคาวหวาน กาพย์เห่เรือ กาพย์พระไชยสุริยา บทพากย์รามเกียรติ์ ส่วนกลอนนั้นนิยมแต่งกัน ในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดนิทานคำกลอนและกลอนบทละคร เช่น รามเกียรติ์ พระเจ้ากรุงธนบุรี รามเกียรติ์รัชกาลที่ 1 และรามเกียรติ์รัชกาลที่ ๒ บทละครเรื่องดาหลัง บทละคร เรื่องอิเหนา บทละครร้องต่าง ๆ ในรัชกาลที่ 6 คำกลอนอื่นมีกลอนเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน นิทานคำกลอน เรื่องพระอภัยมณี เรื่องสมบัติอมรินทร์คำกลอน นิราศต่าง ๆ ของสุนทรภู่ เช่น นิราศเมืองแกลง นิราศภูเขาทอง นิราศพระบาท เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ลงมา ไทยติดต่อกับประเทศตะวันตก มากขึ้น กวีไทยจึงได้รับอิทธิพลทางด้านแนวคิดและรูปแบบในการเขียนจากตะวันตกมากตามไปด้วย คำประพันธ์ไทยจึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีการแต่งรูปแบบร้อยแก้วเข้ามาแทน เช่น บทความ สารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย เป็นต้น แนวคิดทางปัญญาว่าด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สังคมเป็นสำคัญ ๒. วิวัฒนาการร้อยกรองไทยปัจจุบัน ร้อยกรองไทยปัจจุบันเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา แบ่งเป็นลำดับ เพื่อสะดวกแก่การศึกษาดังนี้ ๑) ยุคแห่งการเริ่มต้น (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๙๐) ในช่วงนี้กวีได้รับอิทธิพลทางด้านแนวคิดและรูปแบบจากร้อยกรองตะวันตกผลงานร้อยกรอง สั้น ๆ เริ่มปรากฏมากขึ้น กวีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เริ่มสร้างผลงานร้อยกรองแนวใหม่ คือ ครูเทพ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ในด้านรูปแบบมีทั้งฉันท์ โคลง กาพย์ กลอนที่น่าสนใจ ครูเทพได้ริเริ่มนำรูปแบบ เพลงพื้นบ้านมาเขียนร้อยกรอง เนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมเศรษฐกิจและการเมือง ในยุคเดียวกันนี้ นอกจากครูเทพแล้วยังมีกวีที่มีผลงานน่าสนใจ เช่น นายชิต บุรทัต และ น.ม.ส. กวีทั้งสองท่านนี้ยังเคร่งครัด ฉันทลักษณ์ตามแบบโบราณอยู่ วิสัยเด็กเปรียบได้กับไม้อ่อน ที่ดัดร้อนลนไฟนั้นไม้คร่ำ ดัดเย็นได้ไฉนจักไม่ทำ ดัดด้วยน้ำรัก – กระด้างอ่อนดังใจ (ไม้เรียว: โคลงกลอนครูเทพ เล่ม 2) ๒) ยุค“ ศิลปะเพื่อศิลปะ” สู่“ ศิลปะเพื่อชีวิต (ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐) ยุคหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาบรรยากาศร้อยกรองไทยมีชีวิตชีวาขึ้น แนวความคิดศิลปะ เพื่อศิลปะเป็นแนวความคิดเชิงเสรีนิยมจัดเป็นงานร้อยกรองเพื่อชีวิต โดยเฉพาะชีวิตของประชาชนผู้ทุกข์ยาก ตัวอย่าง
๙ ขมขื่น กวีกลุ่มนี้ ได้แก่ นายผี (อัศนี พลจันทร) เป็นผู้ปูเส้นทางและบุกเบิกทางด้วยผลงานที่มีคุณภาพ และมีอิทธิพลต่อกวียุคหลัง นอกจากนายผีแล้วยังมีนายเปลื้อง วรรณศรี ทวีปวร อุชเชนี ฯลฯ ดังตัวอย่าง บทร้อยกรอง “อีศาน” ผลงานของนายผีซึ่งเขียนไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ทุกคืนที่ซบหลังลงกับหมอน ฉันอวยพรปลอบใจตนเองว่า พรุ่งนี้เช้าฉันฟื้นตื่นลืมตา คนที่นั่งตรงหน้าจะเป็นเธอ (คำร้องขอ: ประยอม ซองทอง) ๔) ยุคแห่งการแสวงหา (ประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๐) บทร้อยกรองยุคนี้มีลักษณะหลากหลาย เมื่อพ้นสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์การแสวงหา รูปแบบและความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นลักษณะของร้อยกรองในช่วงนี้แบ่งเป็นหลายแนวและเกิดกวีจำนวนมาก เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, จิระนันท์ พิตรปรีชา, ขรรค์ชัยบุนปาน, วาณิช จรุงกิจอนันต์, วิทยากร เชียงกูล, สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็นต้น โดยกวีประพันธ์เนื้อหาที่หลากหลาย ทั้งเนื้อหาความรัก สะท้อน สภาพการเมือง วิพากษ์สังคม เราพร้อมที่จะพบ กับหลุมศพและเลือดสี เพื่อแลกกับเสรี และประชาธิปไตย ตีตรวนทั้งสองตีน เราจะปีนจะป่ายไป ขวางขวากหรือกองไฟ เราจะฝ่าจะลุยฟืน (อิสระและเสรี: วาณิช จรุงกิจอนันต์) 5) ยุคศิลปะเพื่อมวลชน (๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ - 5 ตุลาคม ๒๕๑๙) จากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ทำให้บรรยากาศทางการเมืองเปลี่ยนไป นับจากเหตุการณ์ วันมหาวิปโยค มีนักประพันธ์ได้บันทึกเรื่องราวและสดุดีวีรชนที่เสียชีวิตลงด้วยอารมณ์อันสะเทือนใจ ดอกโสนบานเช้า ดอกคัดเค้าบานเย็น ออกพรรษามาตระเวน ที่อนุสาวรีย์ทูน ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง มีแต่รัฐธรรมนูญ พ่อกับแม่ก็อาดูร แต่ภูมิใจลูกชาย (วัดเอ๋ยวัดโบสถ์: สุจิตต์ วงษ์เทศ) ๖) ยุคหลั่งเลือดบาดแผลและบทเรียน (หลัง 5 ตุลาคม ๒๕1๙ - ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๕) หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ๒๕1๙ บรรยากาศแห่งร้อยกรองไทยถูกจํากัดเสรีภาพ ด้านความคิด นักเขียน นักศึกษาหลายคนทิ้งเมือง ดังบทกลอนของวาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่ว่า ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๐ หนทางที่มืดมิดยิ่งยืดยาว ปวดร้าวหัวใจไปทุกสิ่ง ป่าก็เริ่มน่าพำนักน่าพักพิง การทิ้งเมืองสู่ป่าน่าท้าทายฯ (วาณิช จรุงกิจอนันต์) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๒ บรรยากาศแห่งความปิดกั้นทางความคิด เริ่มคลี่คลายลง หลังจากที่เสกสรร ประเสริฐกุล, จิระนันท์ พิตรปรีชา, วิสา คัญทัพ และนักศึกษา นักคิด นักเขียนหลายคนได้เดินทางจากป่ากลับคืนเมือง กวีนิพนธ์ “ใบไม้ที่หายไป” ของจิระนันท์ พิตรปรีชา ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี ๒๕๓๒ เนื้อหากล่าวถึงคนหนุ่มสาว พลังศรัทธาและความกล้าหาญ ใบไม้มีรอยพรุนกระสุนศึก ในน้ำลึกมีร่องโลหิตฉาน เสียงลึกลับขับฟ้องร้องพยาน และเนิ่นนานนับแต่นั้นฉันสุดทนฯ (เศษธุลี: จิระนันท์ พิตรปรีชา) ๗) ยุคพฤษภาทมิฬถึงปัจจุบัน (หลัง ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๕-ปัจจุบัน) บรรยากาศร้อยกรองไทยในช่วงเกิดเหตุวิกฤตทางการเมือง ประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย ร้อยกรองในช่วงนี้จึงสะท้อนความเจ็บปวดรวดร้าว ที่ผนึกด้วยหยาดเลือดและหยาดน้ำตา ฝนแรกเดือนพฤษภา รินสายมาเป็นสีแดง ฝนเหล็กอันรุนแรง ทะลวงร่างเลือดพร่างพราว หลั่งนองท้องถนน เป็นสายชลอันขื่นคาว แหลกร่วงกี่ดวงดาว และแหลกร้าวกี่ดวงใจ บาดแผลของแผ่นดิน มิรู้สิ้นเมื่อวันใด อำนาจทมิฬใคร ทมึนฆ่าประชาชน (ฝนแรก: จิระนันท์ พิต) ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๑ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 1. วิวัฒนาการของร้อยกรองไทยในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย 2. กาพย์ห่อโคลง และกาพย์เห่เรือ เริ่มมาปรากฏในสมัยใด จงยกตัวอย่างของผลงานบทประพันธ์ ประเภทนี้มา 3 เรื่อง 3. ลักษณะของร้อยกรองไทยในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์มีลักษณะเป็นอย่างไร จงอธิบาย ๔. เพราะเหตุใดร้อยกรองไทยในปัจจุบันจึงเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม ๕. ลักษณะของร้อยกรองไทยในปัจจุบันสะท้อนสังคมในด้านใดมากที่สุด จงยกตัวอย่างบทประพันธ์ ประกอบคำอธิบาย ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “วิวัฒนาการร้อยกรองไทย” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้
๑๒ บทที่ 3 ความงามของร้อยกรอง
๑๓ 1. ความงามของร้อยกรอง ความงามของร้อยกรองขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ถ้อยคำให้สามารถสื่อความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ได้อย่างงดงาม โดยจัดวางคำที่เลือกสรรแล้วให้ต่อเนื่อง ร้อยเรียงอย่างไพเราะ เหมาะสม ได้จังหวะถูกต้อง ตามโครงสร้างของภาษา และการพลิกแพลงของภาษาให้แปลกออกไปกว่าที่เป็นอยู่ อันจะก่อให้เกิดรสกระทบ ใจความรู้สึกและอารมณ์ของผู้อ่านและผู้ฟัง ผู้ประพันธ์ที่มีความรู้วามเข้าใจเกี่ยวกับกลวิธีการเรียบเรียงถ้อยคำ ลักษณะต่าง ๆ ที่ผู้ประพันธ์ตั้งใจใช้เพื่อให้ผู้อ่านและผู้ฟังเกิดจินตนาการ หรือทำให้เกิดความซาบซึ้ง ประทับใจ จะนับได้ว่าเป็นผู้ประพันธ์ที่สร้างสรรค์ความงามให้แก่ร้อยกรอง รูป หมายถึง รูปแบบฉันทลักษณ์หรือแบบแผนบังคับ ร้อยกรองมีรูปแบบ ทั้งกลอน กาพย์ ฉันท์ ร่าย โคลง แยกย่อยออกไปอีกไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ชนิด ทั้งยังมีแบบแผนบังคับทั้งพยางค์ สัมผัส คำเอก คำโท เสียง วรรณยุกต์ คณะ ฯลฯ รูปแบบที่แตกต่าง ช่วยทำให้บทกวีนั้นงดงามไปด้วย รส หมายถึง อารมณ์สัมผัสที่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ ซึ่งเกิดจากรสแห่งคำ รสแห่งความ ซึ่งรสจะเป็น เส้นแบ่งระหว่างร้อยกรองที่ “เขียนได้” กับ “เขียนเป็น” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวไว้ว่า “…เขียนกลอนได้ นั้นใครที่แม่นยำรูปแบบจับคำมาเรียงได้ตามแบบก็ได้เป็นกลอนและรูปแบบก็จะทำให้กลอนนั้นไพเราะด้วย แต่ ขาดชีวิต ผิดกับกลอนเป็น แม้จะพร่องรูปแบบ (แต่ไม่พลาดเรื่องเสียงกับจังหวะ) แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก กลอนนั้นก็มีชีวิต” 1.1 รสวรรณคดีไทย ๑) เสาวรจนี (รสแห่งความงาม) หมายถึง กระบวนชมโฉม การชมความงามของตัวละคร รวมถึง ความงดงามของธรรมชาติ หรือสิ่งของอื่น ๆ เสียงเจ้าสีเพราะกว่า ดุริยางคะคีตใน ฟากฟ้าสุราลัย สุรศัพทะเริงรมย์ ยามเดินบเขินขัด กละนัจจะน่าชม กรายกรก็เร้ารม ยะประหนึ่งระบำสรวย ยามนั่งก็นั่งเรียบ และระเบียบบเขินขวย แขนอ่อนอุเปรียบด้วย ธนุก่งกระชับไว้ (มัทนะพาธา) กระถางแถวแก้วเกดพิกุลแกม ยี่สุ่นแซมมะสังดัดดูไสว สมอรัดดัดทรงสมละไม ตะขบข่อยคัดไว้จังหวะกัน ตะโกนาทิ้งกิ่งประกับยอด แทงทวยทอดอินพรหมนมสวรรค์ บ้างผลิดอกออกช่อขึ้นชูชัน แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตา (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๔ ๒) นารีปราโมทย์ (รสแห่งความรัก) หมายถึง กระบวนเล้าโลม ได้แก่ การเกี้ยวพาราสี โอ้โลมรำพึง รำพันให้คนรักคนเห็นใจ ต้องใช้ชั้นเชิงในการอ้อนวอน ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมประทุมทอง เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่ เป็นราชสีห์สมสู่เป็นคู่สอง จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป (พระอภัยมณี: สุนทรภู่) โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ยอดฟ้ามารศรี เจ้าอายเหนียมเรียมไยนะเทวี เสียแรงพี่จงรักไปลักมา หวังจะเศกสาวสวรรค์ขวัญเนตร เป็นเอกองค์อรรคเรศเสนหา ครองสมบัติพัสถานทั้งลงกา พี่มิให้แก้วตาอนาทร อันพระรามฤาษีสามีน้อง ไม่ควรครองคู่เคียงเรียงหมอน พี่จะยกไปสังหารราญรอน ให้ม้วยมรณ์สิ้นเสี้ยนศัตรูเรา ว่าพลางทางขยับจับต้อง เลียมลองเล้าโลมโฉมเฉลา ฉวยชายสไบทรงของนงเยาว์ นิจจาเจ้าอย่าสลัดตัดเยื่อใย (รามเกียรติ์: รัชกาลที่ 1) ๓) พิโรธวาทัง (รสแห่งความโกรธเคือง ขุ่นข้องใจ) หมายถึง การพรรณนาความโกรธแค้น ผิดหวัง มีการเสียดสี เหน็บแนม น้อยใจ ขุ่นแค้นใจ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคั่งดังเพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง จะว่ารักข้างไหนไม่ว่าได้ น้ำใจจะประดังเข้าทั้งสอง ออกนั่นเข้านี่มีสำรอง ยิ่งกว่าท้องทะเลอันล้ำลึก (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) ๔) สัลลาปังคพิสัย (รสแห่งความโศกเศร้า) หมายถึง การคร่ำครวญ รำพึงรำพัน เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึก โศกเศร้าเสียใจไปด้วย ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๕ เจ้าพลายงามความแสนสงสารแม่ ชำเลืองแลดูหน้าน้ำตาไหล แล้วกราบกรานมารดาด้วยอาลัย ลูกเติบใหญ่คงจะมาหาแม่คุณ (ขุนช้างขุนแผน) โอ้พระชนนีของลูกแก้ว นับวันลูกจะไกลแล้วจากนิเวศน์วัง พระมารดาอยู่ข้างหลังจะประชวรโรคาไข้ ถึงสู่สวรรคครรไลก็ที่ไหนจะได้ถวายพระเพลิงพระชนนี ลูกจะบุกป่าพนาลีไปไกลเนตร ลูกจะทรง บรรพชาเพศบำเพ็ญผล จะแผ่เพิ่มเติมกุศลส่งมาทุกค่ำเช้า โอ้พระปิ่นปกเกล้าของลูกเอ่ย อย่าเศร้าเสีย พระทัยเลยถึงลูกแก้ว ได้เลี้ยงลูกมาแล้วเอาแต่บุญเถิดนะพระทูลกระหม่อม ทูลพลางเธอก็น้อมพระเศียร ซบแทบพระบาทพระชนนี (มหาเวสสันดรชาดก ทานกัณฑ์) 1.2 รสวรรณคดีสันสกฤต นอกจากนี้ยังมีการศึกษารสของวรรณคดีตามทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต ดังที่ กุสุมา รักษมณี กล่าวถึง รสวรรณคดีสันสกฤตมีอยู่ ๙ รส ได้แก่ ๑) ศฤงคารรส หรือ รสรัก หมายถึง ความชื่นฉ่ำใจ อันเกิดจากความยินดี เสน่หาและความพึงพอใจ แม้นเป็นไม้ให้พี่นี้เป็นนก ให้ได้กกกิ่งไม้อยู่ไพรสัณฑ์ แม้นเป็นนารีผลวิมลจันทร์ ขอให้ฉันเป็นพระยาวิชาธร แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นแมลงภู่ ได้เชยชู้สู่สมชมเกสร เป็นวารีพี่หวังเป็นมังกร ได้เชยช้อนชมทะเลทุกเวลา (นิราศพระประธม) ๒) หายสรส หรือ รสขบขัน หมายถึง รสที่ทำให้รู้สึกสนุกสนาน ขบขัน และเริงร่า เพียงชั่วเป็ดกระหยับปีกกลางเปลวแดด ร้อนนี่แผดก็ผ่อนเพลาเข้าข้างฝา พอสากไม้ไหวพลิกริกริกมา ก็รู้ว่าแถวแถวนี้ต้องมีครก (เพียงกลองเคลื่อนไหว) ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๖ ๓. รุทธรส หรือ รสแห่งความโกรธเกรี้ยว ขุ่นเคือง น้อยใจ เสียใจ คั่งแค้น ประชดประชัน เสียดสี เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาสสุถลฉะนี้ไฉน ก็มาเป็น ศึก บ ถึงและมึงก็ยังมีเห็น จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น ประการใด (สามัคคีเภทคำฉันท์) ๔. วีรรส หรือรสแห่งความกล้าหาญ ฮึกเหิม กล้าคิด กล้าทำ ชัยชัยชัยอันพิชิตเพราะคิดแต่สามัคคี สหอาชีวะ วิชัย ชัยชัยชัยเราวิชิตเพราะคิดว่าเราคือใคร กำลังอันเกรียงไกร เรามี ตีตีตีแต่ละทีจะตีก็ดูจงดี หนักหน่วงท่วงทีไป่ ประมาท ตีตีตีแต่ละทีจะตีแลก็จงคาด ขอบเขตเหตุผลอาจ เอาชัย (เราชนะแล้วแม่จ๋า) ๕. พีภัจฉรส หรือรสแห่งความชัง รังเกียจ ลังเลใจ ขยะแขยง หรือฉันมีอะไรไม่น่ารัก ดั้งหักปากหนาฟันหน้าห่าง มีพุงออกหลังคู้ดูผมบาง แขนกางขาขวิดกันบิดซ้าย หรือฉันมีอะไรไม่น่าคบ แค่ชอบหลบงานหนักมักมาสาย เอาเปรียบเพื่อนเห็นแก่ตัวไม่กลัวนาย กินอยู่ง่ายจ่ายยากแถมปากบอน (คนมี) ๖. กรุณารส หรือ รสแห่งความกรุณา เมตตา สงสาร หวนไห้ คร่ำครวญ รำพึงรำพัน เจ้าร่างน้อยนอนนิ่งไม่ติงไหว เป้กระเป๋าคล้องคอไว้ไม่หลุดเลื่อน หน้าซีดเซียวเขียวคล้ำความตายเยือน ปากเผยอเหมือนเหมือนจะเอื้อนลา ยังยิ้มแย้มแจ่มใสในตอนเช้า สองมือเจ้าไหว้น่ารักอยู่หนักนา ไปไม่ถึงโรงเรียนเพียรวิชา มาจมน้ำเจ้าพระยาน่าเสียใจ (โป๊ะล่ม) ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๗ ๗. อัพภูตรส หรือ รสแห่งความตื่นเต้น ประหลาดใจ แต่พอห่างวางทวนกับปัถพี อัญชลีร่ายเวทเป็นไฟกัลป์ ลุกโพลงโผงผางกลางสนาม เปลวฟู่วู่วามเสียงสนั่น ลามไหม้ไล่คนทั้งหลายนั้น คนผู้อยู่นั่นก็หนีกรู ตกใจหน้าซีดทุกตัวคน ขุนแผนอ่านมนตร์ฝนตกซู่ เป็นน้ำไหลไฟดับอยู่วับวู เสียงคนดูฮาลั่นสนั่นอึง (ขุนช้างขุนแผน) ๘. ภยานกรส หรือรสแห่งความหวาดกลัว สยดสยอง น่าเวทนา อุ้มเอาทารกยกจากท้อง กุมารทองมาเถิดไปกับพ่อ หยิบเอาย่ามใหญ่ใส่สวมคอ เอาผ้าห่อลูกชายสะพายไป เปิดประตูจู่ออกมานอกบ้าน รีบเดินผ่านป่าตัดเข้าวัดใต้ ปิดประตูวิหารลั่นดาลใน ลิ่มกลอนซ้อนใส่ไว้ตรึงตรา วางย่ามเปิดกลักแล้วชักชุด ตีเหล็กไฟจุดเทียนขึ้นแดงร่า เอาไม้ชัยพฤกษ์พระยายา ปักเป็นขาพาดกันกุมารวาง ยันต์นารายณ์แผลงฤทธิ์ปิดศีรษะ เอายันต์ราชะปะพื้นล่าง ยันต์นารายณ์ฉีกอกปกปิดกลาง ลงยันต์นางพระธรณีที่พื้นดิน เอาไม้รักปักเสาขึ้นสี่ทิศ ยันต์ปิดปักธงวงสายสิญจน์ ลงเพดานยันต์สังวาลอมรินทร์ ก็พร้อมสิ้นในตำราถูกท่าทาง เอาไม้มะริดกันเกราเถากันภัย ก่อชุดจุดไฟใส่พื้นล่าง ตั้งจิตรสนิทดีไว้ที่ทาง ภาวนานั่งย่างกุมารทอง ร้อนทั้งตัวทั่วกันนํ้ามันฉ่า กลับหน้ากลับหลังไปทั้งสอง เกราะแกร่งแห้งได้ดังใจปอง พอรุ่งแจ้งแสงทองขึ้นทันใด (ขุนช้างขุนแผน) ๙. ศานติรส หรือรสแห่งความสงบ ร่มรื่น ชุ่มเย็น มาถึงเนินผาท่าต้นไทร นํ้าเปี่ยมสระใสสะอาดหนัก ที่ธารแก่งแรงไหลมาคักคัก เป็นชะงักชะง่อนผาน่าสำราญ บัวไสวใบบังระบุดอก เผยอออกกลิ่นชวยห้วยละหาน ต้นไม้สูงสะพรั่งบังริมธาร ที่ดอกบานแล้วก็หล่นละอองลง พระพายชายพัดมาเชยชื่น หอมรื่นรอบในไพรระหง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๘ จักจั่นสนั่นเสียงเสนาะดง รับวันทองน้องลงจากหลังม้า ปลดปล่อยสีหมอกให้กินนํ้า ขัดสีเสกซ้ำแล้วสาดหน้า ชักชวนวันทองน้องยา ผลัดผ้าโผลงในท้องธาร (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน) 2. ภาพพจน์ ภาพพจน์ หมายถึง การใช้ถ้อยคำเพื่อให้เกิดภาพด้วยการเปรียบเทียบอย่างมีศิลปะ อันเกิดจาก การเปรียบเทียบอย่างมีศิลปะ อันเกิดจากการเรียบเรียงถ้อยคำที่ไพเราะและสามารถสะท้อนภาพให้ฉายขึ้นใน จิตใจของผู้อ่านได้ ภาพพจน์ที่ดีจะช่วยสร้างพลังความคิดและภาพในใของผู้อ่านให้กระจ่างแจ่มชัด แต่ผู้อ่าน แต่ละคนก็จะสร้างภาพได้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้อ่านแต่ละคน ความคลาดเคลื่อนของภาพ ที่สร้างขึ้นจึงอาจเกิดได้จากทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน ภาพพจน์ที่ปรากฏโดยส่วนใหญ่ในงานเขียนร้อยกรอง มีดังนี้ ๑) อุปมา เป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่งและมีคำแสดงความเปรียบ เช่น ราว ราวกับ เหมือน เสมือน กล เพียง ย่อม เปรียบ ดัง ดั่ง เพียง ปาน เฉก ประหนึ่ง เป็นต้น สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะหลาป๋า พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้าย จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลำคอโตตันสั้นกลม (ระเด่นลันได) ๒. อุปลักษณ์เป็นการนำสิ่งที่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน มาเปรียบเทียบกัน โดยใช้วิธีกล่าวเป็น นัย มีคำแสดงการเปรียบเทียบคือคำว่า คือ เป็น อันปวงกรรมทำไว้แต่ปางหลัง เป็นพืชยังปางนี้ให้มีผล หว่านพืชดีผลดีมีแก่ตน หว่านพืชชั่วกลั้วผลที่ข้นแค้น (นิทานเวตาล) บางครั้งการใช้ภาพพจน์อุปลักษณ์ไม่ปรากฏคำเปรียบเทียบแต่พออาจจะทราบได้ว่า เป็นการเปรียบเทียบแบบอุปลักษณ์ แม่แก้วกัณหาของแม่เอ๋ย เปรียบกัณหา เป็น แก้ว เจ้าดวงมณฑาทองทั้งคู่ของแม่เอ๋ย เปรียบกัณหาชาลีเป็น ดวงมณฑาทอง ๓. ปฏิทรรศน์ ปฏิพากย์ หรือปฏิพากย์พจน์ เป็นการนำคำที่มีความหมายขัดแย้งกันมาวางไว้ใกล้กัน เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินจะปรากฏความไม่น่าเป็นไปได้ แต่ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่ามีความเป็น ไปได้ ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๑๙ เพราะถิ่นนี้มีฟ้ากว้างกว่ากว้าง มีความมืดที่เวิ้งว้างสว่างไสว เป็นป่าเถื่อนแต่เป็นที่ไม่มีภัย อยู่ห่างไกลแต่ก็ใกล้ในคุณธรรม (ธารทอง) ๔. สัทพจน์ เป็นการใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อให้เห็นท่าทาง แสง สี หรือกริยาอาการต่าง ๆ ทำ ให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ ได้บรรยากาศเหมือนจริง เสียงซออ๋ออ่ออ้อ เอื่อยเพลง จับปี่เตร๋งเต้งเตง เต่งต้อง ตรุยตรุ๋ยตรุ่ยตรุ้ยเหนง เหน่งเน่ง ระนาดแฮ ฆ้องหน่องหนองน่องหน้อง ผรึ่งพรึ้งพรึงตะโภน (นิราศสุพรรณ) ๕. บุคคลวัตหรือบุคคลาธิษฐาน เป็นความเปรียบทียบที่นำเอาความรู้สึกนึกคิด อากัปกิริยา ของมนุษย์ไปใส่ลงในสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นแสดงความรู้สึก ความคิด กิริยาอาการ ต่าง ๆ ได้เหมือนมนุษย์ น้ำพระเนตรพุทธรูปหยดจูบพื้น เจดีย์ยืนอาลัยโบสถ์ไหวหวั่น กำแพงเมืองล้มพาดพินาศพลัน อดีตวันทรุดร่วงเมืองหลวงเดิม (เสียงจากซากกรุงศรีอยุธยา) ๖. อติพจน์ เป็นการเขียนที่เกินกว่าความเป็นจริงหรือเป็นการนำสิ่งที่เกินความจริงมาเปรียบสิ่งที่ ต้องการกล่าวถึงเพื่อให้ได้ความรู้สึก ได้อารมณ์และมุ่งผลทางด้านจิตใจมากกว่าข้อเท็จจริง เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม ถึงพรหม พาหมู่สัตว์จ่อมจม ชีพม้วย พระสุเมรุเปื่อยเป็นตม ทบท่าว ลงนา หากอกนิษฐ์พรหมฉ้วย พี่ไว้จึ่งคง (โคลงเบ็ดเตล็ดตำนานศรีปราชญ์) ๗. สัญลักษณ์ เป็นการนำคำที่มีความหมายหนึ่งสมมติแทนอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อแนะให้ติดตามความหมาย สากลเป็นที่ยอมรับ เช่น ดอกกุหลาบ แทนความรัก ดอกเข็ม แทนสติปัญญา สีดำ แทนความเศร้าหมอง สีขาว แทน ความบริสุทธิ์ เป็นต้น ซึ่งร้อยกรองที่ใช้สัญลักษณ์ไม่จำเป็นต้องแปลว่าสัญลักษณ์หมายถึงสิ่งใด ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๒๐ ร้อยกรองนี้ใช้สัญลักษณ์กระต่ายและดวงจันทร์ เพื่อสื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ชายต่ำต้อย กับผู้หญิงสูงศักดิ์ หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์ มันบ่เจียมตัวมัน ต่ำต้อย นกยูงหากกระสัน ถึงเมฆ มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำต้อยเดรัจฉาน หะหายกระต่ายเต้น ชมแข สูงส่งสุดตาแล แจ่มฟ้า ฤดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นดินเดียว (โคลงเบ็ดเตล็ดตำนานศรีปราชญ์) ๘. การซ้ำคำ เป็นการนำคำที่มีเสียงหมือนกัน อาจมีความหมายเหมือนกันหรือต่างกันมาไว้ ใกล้ ๆ กันเพื่อเน้นย้ำให้ได้ความหมายที่ชัดเจน หนาวน้ำค้างพร่างพรมจะห่มเสื้อ พออุ่นเนื้อนอนสนิทพิสมัย ถึงลมว่าวหนาวยิ่งจะผิงไฟ แต่หนาวใจจำกลั้นทุกวันคืน (พระอภัยมณี) ๙. การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ เป็นการใช้คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ แต่ถามเพื่อเรียกร้อง ความสนใจหรือกระตุ้นคิด อันของสูงแม้ปองต้องจิต ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤๅ (ท้าวแสนปม) 3. เสียง เสียงในบทร้อยกรองนอกจากจะมีความหมายแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกและมโนภาพตาม จินตนาการของกวี ความไพเราะของเสียงในบทร้อยกรอง คือ เสียงสูง เสียงต่ำ เสียงสั้น เสียงยาว เสียงหนัก เสียงเบา การเล่นคำ เล่นอักษร การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงในภาษาไทยที่ทำให้เกิดความงาม ของบทร้อยกรองมี ๓ ลักษณะ ได้แก่ ๑. เสียงวรรณยุกต์ การเลือกสรรคำที่มีความแตกต่างกันเฉพาะเสียงวรรณยุกต์ ทำให้บทร้อยกรอง มีเสียงไพเราะด้วยเสียงสูงเสียงต่ำคล้ายเสียงดนตรี ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๒๑ กลองทองตีครุ่มครึ้ม เดินเรียง ท้าตะเติงเติงเสียง ครุ่มครื้น เสียงปี่รี่เรื่อยเพียง การเวก แตร้นแตร่นแตรฝรั่งขึ้น หวู่หวู้เสียงสังข์ (กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง) ๒. เสียงสัมผัส ๒.๑ สัมผัสสระ ได้แก่ คำที่มีเสียงสระเป็นเสียงเดียวกัน เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน (ขุนช้างขุนแผน) ๒.๒ สัมผัสอักษรหรือสัมผัสพยัญชนะ ได้แก่ คำที่มีเสียงพยัญชนะเป็นเสียงเดียวกัน แจ้วแจ้วจักจั่นจ้า จับใจ หริ่งหริ่งเรื่อยเรไร ร่ำร้อง แซงแซวส่งเสียงใส ทราบโสต แหนงนิ่งนึกนุชน้อง นิ่มเนื้อนวลนาง (นิราศสุพรรณ) ๓. เสียงหนักเบา ในบทร้อยกรองประเภทฉันท์ที่มีการกำหนดเสียงหนักเบา ได้แก่ คำครุ คำลหุ ทำให้เกิดจังหวะลีลากระทบกระทั่งกัน มีเสียงหนักเบาฟังไพเราะ สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวับสลับพรรณ ช่อฟ้าตระการกลจะหยัน จะเยาะยั่วทิฆัมพร บราลีพิลาสศุภจรูญ นภศูลประภัสสร หางหงส์ผจงพิจิตรงอน ดุจกวักนภาลัย (สามัคคีเภทคำฉันท์) ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง ตัวอย่าง
๒๒ หากอ่านเป็นทำนองเสนาะจะไพเราะเพราะพริ้ง ได้ยินเสียงหนักเสียงเบา สลับกัน (คำครุ ๑ เสียงหนัก ลหุ ๑ เสียงเบา) หากฝึกอ่านฉันท์บทอื่น ๆ แล้วลองเขียนสัญลักษณ์แทนคำครุ ลหุ ก็จะเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง เสียงหนักเบาชัดเจนขึ้น
๒๓ ๑. เสียงสัมผัสในบทร้อยกรองมีอะไรบ้าง ให้นักเรียนอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง ๒. ให้นักเรียนยกตัวอย่างคำประพันธ์ตั้งแต่ ๑ บท ขึ้นไป และอธิบายภาพพจน์ที่พบในคำประพันธ์ ๓. รูปและรสของร้อยกรองคืออะไร ให้นักเรียนอธิบายให้ถูกต้อง ๔. ให้นักเรียนยกตัวอย่างคำประพันธ์ที่ปรากฏรสวรรณคดีไทย พร้อมอธิบาย ๕. การซ้ำคำเหมือนหรือแตกต่างกับคำซ้ำหรือไม่ อย่างไร ให้นักเรียนอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “ความงามของร้อยกรอง” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้
๒๔ บทที่ 4 การฝึกเขียนร้อยกรองเบื้องต้น
๒๕ 1. ขั้นตอนการเขียนร้อยกรอง การเขียนร้อยกรองมีขั้นตอน ๓ ขั้น คือ ๑. ขั้นเตรียมตัว การเตรียมตัวเป็นการศึกษาก่อนเขียนร้อยกรองมีแนวทางดังนี้ ๑) ศึกษางานร้อยกรองในอดีต เช่น วรรณคดีอันมีคุณค่า งานเขียนรวมบทกวีนิพนธ์หรืองานเขียน ร้อยกรองในวาระสำคัญต่าง ๆ เพื่อเข้าใจกลวิธีการเขียน วิธีการนำเสนอเนื้อหา ภาษาการเป็นผู้อ่านมาก ย่อมทำให้เป็นผู้รู้และมีคลังคำมากเช่นเดียวกัน เมื่อต้องการเขียนก็สามารถเลือกคำในคลังออกมาใช้ได้ทันที ๒) ศึกษาฉันทลักษณ์ เพราะฉันทลักษณ์คือข้อตกลงร่วมกันของกวี การบังคับฉันทลักษณ์ไม่ใช่ การจำกัดความคิด แต่เป็นการกรองศักยภาพในการเขียนร้อยกรอง ผู้มีความสามารถย่อมใช้ภาษาที่เหมาะสม สื่อสารได้ใจความครบถ้วน ภายใต้ข้อบังคับที่กำหนดไว้ การศึกษาฉันทลักษณ์อย่างเข้าใจถ่องแท้และพยายาม เขียนร้อยกรองให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์เป็นพื้นฐานสำคัญในการประพันธ์ ๓) ศึกษาเพิ่มเติมจากผู้รู้หรือผู้มีประสบการณ์เช่น การสนทนา การร่วมงาน หรือการปรึกษาหารือ จะช่วยให้เข้าใจได้กระจ่างยิ่งขึ้น การศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางภาษา จะทำให้มีประสบการณ์หรือโอกาสมากขึ้น ๒. ขั้นปฏิบัติ ขั้นปฏิบัติเป็นขั้นตอนในการลงมือเขียนร้อยกรอง ซึ่งผู้เรียนควรปฏิบัติดังนี้ ๑) วางแนวคิดของเรื่อง โดยปกติการวางแนวคิดอาจมาจากแนวคิดอิสระที่เกิดจากตนเอง เช่น เกิดความสะเทือนใจในสิ่งที่ได้พบเห็น รับรู้ หรือเหตุการณ์ที่เกิดกับตนเองและส่งผลให้เกิดแรงบันดาลใจ ให้เขียนร้อยกรอง แนวคิดอิสระนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องสำคัญ หรือเรื่องใหญ่เสมอไป อาจเกิดจากการสะกิดใจ เล็กน้อยจากสิ่งที่พบเห็นรอบข้าง นอกจากนี้แนวคิดอาจมาจากการกำหนดโจทย์ เช่น ได้รับมอบหมายให้เขียน ร้อยกรองแสดงความไว้อาลัยในการเกษียณอายุราชการของผู้อำนวยการโรงเรียนหรือคุณครูหัวหน้ากลุ่มสาระ การเรียนรู้การเขียนคำอวยพรในวันขึ้นปีใหม่ให้แก่ผู้จัดการบริษัท การเขียนคำประพันธ์เพื่อแสดงความยินดี แก่รุ่นพี่ เป็นต้น แนวคิดประเภทนี้จะถูกจำกัด ด้วยข้อมูลต่าง ๆ และวัตถุประสงค์ในการประพันธ์ อีกทั้ง กรอบเนื้อหาและเวลาสำหรับอ่านก็ถูกกำหนดไว้ ซึ่งทำให้ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนเขียนร้อยกรอง เพื่อให้มีเนื้อหาครอบคลุมครบถ้วนและพึงตระหนักว่าหากมีข้อมูลมากเกินกว่าจะบรรจุได้ในงาน จำเป็นต้อง ตัดข้อมูลบางส่วนออกและเน้นข้อมูลบางส่วนที่สำคัญกว่า เพื่อให้งานมีเอกภาพ ๒) ดำเนินเรื่อง ขั้นของการดำเนินเรื่องต้องกระจายแนวคิดออกเป็นโครงเรื่อง โดยคำนึงว่าต้องการ สื่อสารเรื่องใดบ้างเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดที่ต้องการสื่อ จากนั้นจัดลำดับเรื่องราวเหล่านั้นไปตามประเด็น การวางโครงเรื่องที่ดีจึงต้อง “จับใจ” มีเอกภาพและเรื่องราวสอดคล้องต่อเนื่องกันโดยตลอด ๓) ปรับปรุงงานเขียน เมื่อเขียนสำเร็จแล้วควรเก็บไว้ระยะหนึ่งแล้วนำกลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง จะช่วยให้เห็นข้อบกพร่องต่าง ๆ จากการเขียนครั้งแรก การทำงานที่เขียนแล้วกลับมาอ่านทบทวนด้วยวิธี
๒๖ การอ่านออกเสียงยิ่งเป็นทำนองเสนาะด้วยแล้วยิ่งดี จะช่วยให้งานเกลากลึงเหมือนงานไสไม้ที่ต้องลบเหลี่ยมคม หรือเสี้ยนหนามต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นออกด้วยกระดาษทราย จะทำให้งานไม้นั้นเรียบเนียนน่าสัมผัส ๓. ขั้นควรคำนึง ๑) งานเขียนทุกประเภทควรเกิดจากความคิดริเริ่มของตนเอง ไม่ควรลอกหรือขโมยความคิด ของผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมารยาท อีกทั้งยังสะท้อนว่าเราขาดความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิทางปัญญาอีกด้วย หากลอกงานของผู้อื่น อาจผิดกฎหมายได้ ๒) ควรคำนึงถึงการใช้ภาษาให้เหมาะสม เช่น ไม่ควรใช้คำหยาบโลน คำไม่สุภาพ ควรเลือกใช้คำ ที่มีความสุภาพ เหมาะสมกับเนื้อหาของร้อยกรอง หากจำเป็นต้องสื่อในเรื่องที่มีความล่อแหลม อาจเลี่ยงด้วย การใช้ภาพพจน์หรือสัญลักษณ์ได้ การเขียนร้อยกรองให้มีคุณค่านอกจากคุณค่าด้านเนื้อหาแล้ว ผู้ฝึกประพันธ์จะต้องคำนึงถึงความงาม ของบทร้อยกรองอันเกิดจากการใช้ภาษาเรียงร้อยให้มีความเหมาะสม เมื่อผู้ฝึกประพันธ์มีเนื้อหาที่ต้องการจะ นำเสนอ มีภาษาที่จะใช้ในการสื่อสารจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเขียนร้อยกรองด้วย เพื่อเป็นเสมือน กรอบหรือทิศทางให้บทประพันธ์นั้นมีคุณค่าประทับใจผู้อ่านและผู้ฟัง
๒๗ ๑. ขั้นตอนการเขียนร้อยกรองเบื้องต้นมีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง จงอธิบาย ๒. จงยกตัวอย่างการศึกษางานร้อยกรองในอดีตในขั้นเตรียมตัวมาพอสังเขป ๓. จงยกตัวอย่างฉันทลักษณ์ของร้อยกรองมาอย่างน้อย ๓ ประเภท ๔. การวางแนวคิดของเรื่องคืออะไร จงอธิบาย ๕. จงยกอย่างข้อควรคำนึงที่เกี่ยวกับการเขียนร้อยกรองมาอย่างน้อย ๕ ข้อ ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “การสรุปขั้นตอนการเขียนร้อยกรอง” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้
๒๘ บทที่ 5 คำประพันธ์ประเภทกลอน
๒๙ 1. ความหมายและประวัติความเป็นมาของกลอน 1.1 ความหมายของกลอน กลอน เป็นลักษณะคำประพันธ์ไทยที่ฉันทลักษณ์ประกอบด้วยลักษณะบังคับ ๓ ประการ คือ คณะ จำนวนคำ และสัมผัส ไม่มีบังคับเอกโทและครุ ลหุ เชื่อกันว่าเป็นคำประพันธ์ท้องถิ่นของไทย แถบภาคกลางและภาคใต้ โดยพิจารณาจากหลักฐานในวรรณกรรม ทั้งวรรณกรรมลายลักษณ์ (เป็นตัวหนังสือ) และวรรณกรรมมุขปาฐะ (เป็นคำพูดที่บอกต่อกันมาไม่มีการจดบันทึก) โดยวรรณกรรมที่แต่งด้วยกลอนเก่าแก่ ที่สุดคือ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา และเพลงยาว ณ พระที่นั่งจันทรพิศาล กวีแต่งในสมัยอยุธยา ตอนปลาย ก่อนหน้านั้นกลอนคงอยู่ในรูปแบบวรรณกรรมมุขปาฐะ เป็นร้อยกรองชาวบ้านเช่น บทร้องเล่น บทกล่อมเด็ก เพลงชาวบ้าน เป็นต้น 1.2 ที่มาของฉันท์ กลอนมารุ่งเรืองในยุครัตนโกสินทร์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีกวีสำคัญ ๆ ได้แก่ องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ กรมหลวงวรวงศาธิราชสนิท ฯลฯ โดยเฉพาะ สุนทรภู่ เป็นกวีที่ทำให้ฉันทลักษณ์กลอนพัฒนาถึงระดับสูงสุด มีความลงตัวทางฉันทลักษณ์ทำให้กลอนลีลา แบบสุนทรภู่ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบบฉบับของกลอนที่ไพเราะที่สุดและนิยมแต่งจนถึงปัจจุบัน 2. ประเภทและลักษณะบังคับของกลอน 2.1 ประเภทของกลอน กำชัย ทองหล่อ จำแนกประเภทของกลอนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ๑) กลอนสุภาพ คือ กลอนที่ใช้ถ้อยคำและทำนองเรื่อย ๆ แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด และกลอนเก้า แต่ละชนิดใช้คำตามจำนวนที่กำหนดเท่ากันทุกวรรค ๒) กลอนลำนำ คือ กลอนใช้ขับร้องหรือสวดให้มีทำนองต่าง ๆ แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ กลอนบท ละคร กลอนสักวา กลอนเสภา กลอนดอกสร้อย และกลอนขับร้อง ๓) กลอนตลาด คือ กลอนผสมหรือกลอนคละ ไม่กำหนดตายตัวเหมือนกลอนสุภาพ ในกลอนบทหนึ่ง อาจมีวรรคละ ๗ คำบ้าง ๙ คำบ้าง แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ กลอนเพลงยาว กลอนนิราศ กลอนนิยาย และ กลอนเพลงปฏิพากย์ 2.2 ลักษณะบังคับของกลอน กลอนทุกชนิดมีข้อบังคับทั่วไป ๒ ประการ คือคณะและสัมผัส 1) คณะ ๑.๑) กลอนหนึ่งบทมีสี่วรรค วรรคแรกเรียก วรรคสดับ วรรคที่สองเรียก วรรครับ วรรคที่สามเรียกว่า วรรครอง และวรรคที่สี่เรียกว่า วรรคส่ง ๑.๒) กลอนหนึ่งบทมี ๒ บาท บาทแรกเรียกว่า บาทเอก บาทหลังเรียกว่า บาทโท แต่ละบาทมี ๒ วรรค เรียกว่า ๑ คำกลอน กลอนบทหนึ่งจึงมี 2 คํากลอน หรือ ๔ วรรค
๓๐ ความดีมีอยู่คู่ชั่ว กระจาบจ้อยโจนกระจับเจาเจ่า เขาเคลียนิ้งเนิบนุ่มเสียงทุ่มพร่า เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง (นกขมิ้น: เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) สดับ รับ บาทเอก รอง ส่ง บาทโท ๑.๓) กลอนหนึ่งวรรคมีจำนวนคำแตกต่างกันไปตามประเภทของกลอน เช่น กลอนหก แต่ละวรรคจะประกอบด้วย 6 คำ กลอนแปดแต่ละวรรคจะประกอบด้วย 8 คำ ๒) สัมผัส คือ คำคล้องจองกันซึ่งเป็นลักษณะบังคับสำคัญที่สุดในร้อยกรองทุกประเภท คําที่คล้องจองกันมี ๔ ประเภท คือ สัมผัสสระ สัมผัสอักษร สัมผัสใน และสัมผัสนอก ๒.๑) สัมผัสสระ คือ คำที่มีเสียงสระคล้องจองกัน กลอนวรรคนี้มีสัมผัสสระ คือ ดี-มี, อยู่-คู่ ๒.๒) สัมผัสอักษร คือ คำที่มีเสียงพยัญชนะคล้องจองกัน กลอนวรรคนี้มีสัมผัสอักษร คือ จาบ-จ้อย-โจน-จับ-เจา-เจ่า ๒.๓) สัมผัสใน คือ คำที่มีเสียงสระหรือเสียงพยัญชนะคล้องจองอยู่ภายในวรรคเดียวกัน การใช้สัมผัสในถือเป็นลักษณะเด่นที่ช่วยให้เสียงของกลอนร้อยเรียงเป็นทำนองเสนาะ ๒.๔) สัมผัสนอก คือ คำที่มีเสียงสระคล้องจองกันระหว่างวรรค ซึ่งเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า สัมผัสบังคับ สัมผัสนอก ได้แก่คำว่า (ทุ่ม) พร่า-(หวน) หา, (ใจ) หาย-(เดียว) ดาย-(เหนื่อย) หน่าย 2.3 แผนผังฉันทลักษณ์ของกลอน ๑) กลอนสุภาพ 1.1) กลอนหก พบครั้งแรกในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลายนอกนั้นก็แทรกอยู่ ในกลอนบทละคร แต่ที่ใช้แต่ตลอดเรื่องเริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ กนกนคร ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) บทหนึ่งประกอบด้วย ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๖ คำ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้
๓๑ หาแถงแง่ฟ้าหาง่าย เบื่อหน่ายบงนักพักตร์ผิน หาเดือนเพื่อนเถินเดินดิน คือนิลนัยนาหาดาย เพ็ญเดือนเพื่อนดินสิ้นหา เพ็ญเดือนเลื่อนฟ้าหาง่าย เดือนเดินแดนดินนิลพราย เดือนฉายเวหาสปราศนิล (กนกนคร: นมส.) 1.2) กลอนแปด เป็นคำประพันธ์ที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นร้อยกรองที่เรียบเรียงง่ายต่อ การสื่อความหมาย และสามารถสื่อได้อย่างไพเราะ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ตรงตระพักเพิงผาศิลาเผิน ชะงักเงิ่นเงื้อมงอกชะแง้หงาย ที่หุบห้วยเหวหินบิ่นทลาย เป็นวุ้งโว้งโพรงพรายดูลายพร้อย บ้างเป็นยอดกอดก่ายตะเกะตะกะ ตะขรุตะขระเหี้ยนหักเป็นหินห้อย ขยุกขยิกหยดหยอดเป็นยอดย้อย บ้างแหลมลอยเลื่อมสลับระยับยิบ (ขุนช้างขุนแผน) ๒) กลอนลำนำ 2.1) กลอนบทละคร เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อใช้ในการเล่นละคร ต้องอาศัย ทำนองขับร้องและเครื่องดนตรีประกอบ จำนวนคำของแต่ละวรรคจึงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจังหวะขับร้องเป็น สำคัญ จำนวนคำในหนึ่งมี ๖-๙ คำ แต่ที่นิยมกันมักเป็น ๖ คำ เฉพาะวรรคแรกขึ้นต้น ใช้ ๒ คำ ถึง ๔-๕ คำ ตัวอย่างกลอนหก แผนผังฉันทลักษณ์กลอนหก แผนผังฉันทลักษณ์กลอนแปด ตัวอย่างกลอนแปด
๓๒ คำที่ใช้เช่น เมื่อนั้น บัดนี้มาจะกล่าวบทไป เป็นต้น กลอนบทละครมีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์ และตัวอย่าง ดังนี้ มาจะกล่าวบทไป ถึงนนทกน้ำใจกล้าหาญ ตั้งแต่พระสยมภูวญาณ ประทานให้ล้างเท้าเทวา อยู่บันไดไกรลาสเป็นนิจ สุราฤทธิ์ตบหัวแล้วลูบหน้า บ้างให้ตักน้ำล้างบาทา บ้างถอนเส้นเกศาวุ่นไป (รามเกียรติ์: รัชกาลที่ 1) 2.2) กลอนสักวา มีลักษณะบังคับเหมือนกลอนสุภาพทุกประการ แต่ขึ้นต้นด้วยคำว่า สักวา ในวรรคที่หนึ่งและจบด้วยคำว่า เอย สักวาหนึ่งบทจะมีแปดวรรคหรือสี่คำกลอน แต่อาจมีสิบสองวรรคหรือหก คำกลอนอยู่บ้าง ส่วนใหญ่นิยมแต่งกันจำนวนแปดวรรคหรือสี่คำกลอน สักวาหวานอื่นมีหมื่นแสน ไม่เหมือนแม้นพจมานที่หวานหอม กลิ่นประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะน้อมจิตโน้มด้วยโลมลม แม้นล้อลามหยามหยาบไม่ปลาบปลื้ม ดังดูดดื่มบรเพ็ดต้องเข็ดขม ผู้ดีไพร่ไม่ประกอบชอบอารมณ์ ใครฟังลมเมินหน้าระอาเอย (สักวาของเก่า) หรือ แผนผังฉันทลักษณ์กลอนบทละคร ตัวอย่างกลอนบทละคร แผนผังฉันทลักษณ์กลอนสักวา ตัวอย่างกลอนสักวา
๓๓ 2.3) กลอนดอกสร้อย เป็นกลอนที่เเต่งขึ้นเพื่อขับร้อง กลอนดอกสร้อย ๑ บท มี ๔ บาท จะมี ๒ วรรค ใน ๑ วรรค จะมี ๗-๙ พยางค์ ยกเว้นวรรคที่ 1 จะมี ๔ พยางค์ และพยางค์ที่ ๒ จะมีคำว่า เอ๋ย ส่วนวรรคสุดท้ายของบทจะลงท้ายด้วยคำว่า เอย เสมอ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล แลทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียวเอย (กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า: อ.น.ก.) ๓) กลอนตลาด 3.1) กลอนเพลงยาว เป็นกลอนที่บังคับบทขึ้นต้นเพียง ๓ วรรค จัดเป็นกลอนขึ้นต้น ไม่เต็มบท ขึ้นต้นด้วยวรรครับในบทแรก ส่วนบทต่อ ๆ ไป คงมี ๔ วรรคตลอด สัมผัสเป็นแบบกลอนสุภาพ ไม่จำกัดความยาวในการแต่ง แต่นิยมจบด้วยบาทคู่ และต้องลงด้วยคำว่าเอย จำนวนคำในวรรคอยู่ระหว่าง ๗-๙ คำ วัตถุประสงค์สำคัญของเพลงยาวคือใช้เป็นจดหมายโต้ตอบ ระหว่างชาย-หญิง เพลงยาวปรากฎขึ้น สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตัวอย่างกลอนดอกสร้อย แผนผังฉันทลักษณ์กลอนดอกสร้อย แผนผังฉันทลักษณ์กลอนเพลงยาว
๓๔ สดับรสพจนาเลขาสนอง แสนดีใจด้วยได้สมอารมณ์ปอง แต่นอนตรองครึกหามาช้านาน พอได้ยินฝีปากนายนากกล่าว เป็นเรื่องราวรจนาในสาร จึงค่อยเรื่องปัญญาวิชาชาญ เดี๋ยวนี้พาลจะยังอ่อนกลอนไม่ดี ถ้าเห็นผิดอยู่ตรงไหนอย่าได้นิ่ง บอกตามจริงเกิดไม่รักถือศักดิ์ศรี เกรงกลัวโทษอันใดมิได้มี จะบอกที่ผิดพลั้งมานั่งเอย (เพลงยาวเจ้าพระ) ตัวอย่างกลอนเพลงยาว
๓๕ พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) สุนทรภู่เป็นกวีที่มีความชำนาญทางด้านกลอน ได้สร้างขนบการประพันธ์กลอนนิทานและกลอนนิราศขึ้น ใหม่จนกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางสืบเนื่องมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลงานที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่ มีมากมายหลายเรื่อง เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ เ พ ล ง ย า ว ถ ว า ย โ อ ว า ท ก า พ ย ์ พ ร ะ ไ ช ย ส ุ ร ิ ย า และพระอภัยมณี เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอด ของวรรณคดีประเภทกลอนนิทาน และเป็นผลงานที่แสดงถึงทักษะ ความรู้ และทัศนะของสุนทรภู่ อย่างมากที่สุด งานประพันธ์หลายชิ้นของสุนทรภู่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอนนับ แต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เช่น กาพย์พระไชยสุริยา นิราศพระบาท และอีกหลาย ๆ เรื่อง นิราศ เช่น นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศวัดเจ้า นิราศอิเหนา รำพันพิลาป นิราศพระประธม นิราศเมืองเพชร นิทานกลอน ๕ เรื่อง เช่น โคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวงศ์ สิงหไกรภพ สุภาษิต ๓ เรื่อง เช่น สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาท สุภาษิตสอนหญิง บทละคร ๑ เรื่อง ได้แก่อภัยนุราช บทเสภา ๒ เรื่อง ได้แก่ ขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม และเสภาพระราชพงศาวดาร บทเห่กล่อมพระบรรทม ๔ เรื่อง ได้แก่ เห่เรื่องพระอภัยมณีเห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องจับระบำ และเห่ เรื่องกากี เสริมสาระน่ารู้
๓๖ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 ๑. กลอน ๑ บทมีกี่วรรค แต่ละวรรคมีชื่อเรียกอย่างไร ๒. กลอนสุภาพเป็นกลอนหลักของกลอนประเภทอื่น เพราะเหตุใด จงอธิบาย ๓. กลอนสักวาและกลอนดอกสร้อยแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบาย ๔. คำประพันธ์ต่อไปนี้มีการแบ่งลีลาจังหวะในลักษณะใด กวีวรรณบรรณศิลป์ทินอักษร นิรันดรหอมหวนชวนให้ฝัน หอมเกินกลิ่นบุปผานานาพันธ์ ชั่วกัปกัลป์หอมสนิทติดทนนาน ๕. คำประพันธ์ต่อไปนี้มีลักษณะเด่นอย่างไร จงอธิบาย บัวไสวในบัวระบุดอก เผยออกกลิ่นรวยห้วยละหาน ต้นไม้สูงสะพรั่งริมธาร ที่ดอกบานแล้วก็หล่นละอองลง ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “การประพันธ์กลอน” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้
๓๗ บทที่ 6 คำประพันธ์ประเภทกาพย์
๓๘ 1. ความหมายและประวัติความเป็นมาของกาพย์ 1.1 ความหมายของกาพย์ กาพย์เป็นชื่อคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของไทย มีลักษณะคล้ายกับฉันท์ แต่ไม่บังคับครุลหุเหมือนฉันท์ จึงแต่งได้ง่ายกว่าฉันท์ กวีไทยจึงใช้กาพย์แต่งปนกับฉันท์และเรียกว่า คำฉันท์เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ และสามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นต้น เกี่ยวกับความหมายของคำว่ากาพย์มีผู้รู้ได้ให้ความหมาย ดังนี้ เศรษฐ พลอินทร์ ให้ความหมายของกาพย์ไว้ว่า คำว่า กาพย์โบราณหมายถึง งานหรือคำประพันธ์ ของกวี บางทีแต่งเป็นร่ายยาวก็เรียกว่า กาพย์เช่น กาพย์มหาชาติ บางทีแต่งเป็นโคลงสี่ดันบาทกุญชร ก็เรียกว่ากาพย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ให้นิยามว่า คำประพันธ์ร้อยกรองไทยเรามักเรียกว่ากาพย์กลอน จนเป็นที่รู้กัน โดยทั่วไปว่ารวมถึงคำประพันธ์ร้อยกรองทุกประเภท ตั้งแต่เพลงกล่อมเด็ก เพลงพื้นบ้านไปจนถึงวรรณคดี ต่าง ๆ ที่แต่งเป็นร้อยกรองทุกเรื่อง เมื่อแยกกาพย์ออกจากกลอน ความหมายของกาพย์จึงมีลักษณะ จำเพาะขึ้น ต่างไปจากร่าย ฉันท์ โคลง และกลอน กําชัย ทองหล่อ อธิบายความหมายของ กาพย์ว่า คือคําประพันธ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำหนดคณะ พยางค์ และสัมผัส มีลักษณะคล้ายกับฉันท์ แต่ไม่นิยมครุลหุเหมือนกับฉันท์ จากความหมายของกาพย์ตามที่ท่านผู้รู้กล่าวมาจึงสรุปได้ว่าคำว่า กาพย์นั้น นอกจากเป็นชื่อ คำประพันธ์ชนิดหนึ่งแล้ว โบราณยังเป็นคำรวมที่หมายถึงคำประพันธ์ไทยทุกชนิดด้วย 1.2 ที่มาของกาพย์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์กล่าวไว้ว่า มีที่มาเป็นสองความเห็น คือ ๑. กาพย์วิวัฒนาการมาจากลำนำพื้นบ้านพื้นเมือง เพราะมีลักษณะสัมผัสระหว่างวรรคและสัมผัส ท้ายวรรคที่เรียกว่าสัมผัสร่าย และสัมผัสกลอนเพลง ซึ่งกวีได้พัฒนาเป็นร่ายเป็นกาพย์ และกลอนเพลง ๒. กาพย์มาจากคัมภีร์ต่างชาติที่ชื่อว่าคัมภีร์กาพย์สารวิลาสินี และคัมภีร์กาพย์คันถะ ซึ่งแต่งเป็น ภาษาบาลีแต่ไม่มีสัมผัส จึงสันนิษฐานกันว่าไทยเอาแบบอย่างมาจากตำรากาพย์ดังกล่าว และมีเพิ่มสัมผัสแบบ ไทยเข้าไป พระยาอุปกิตศิลปสารได้แสดงความเห็นไว้ว่า กาพย์เหล่านี้คงเป็นกาพย์ดั้งเดิมของไทยเรา อย่างเดียวกับโคลงและร่าย เมื่ออาจารย์ทางบาลีรวบรวมมาแต่งเป็นภาษาบาลี เรียกว่าคัมภีร์กาพย์ จึงเรียกว่า กาพย์ตามภาษาบาลี 2. ประเภทและฉันทลักษณ์ของกาพย์ 2.1 ประเภทของกาพย์ กาพย์ในความหมายใหม่ คือ คำประพันธ์ประเภทไม่บังคับ เอก โท ครุ ลหุ กาพย์ที่นิยมแต่งใน ภาษาไทยมีอยู่ ๓ ชนิด คือ กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
๓๙ 2.2 ลักษณะบังคับและแผนผังฉันทลักษณ์ของกาพย์ ๑) กาพย์ยานี ๑๑ มีลีลาของกาพย์เนิบช้า จึงนิยมนำมาประพันธ์เป็นบทพรรณนา เช่น บทชมนกชม ไม้ พรรณนาธรรมชาติ พรรณนาความเศร้าโศก คร่ำครวญหรือใช้แต่งบทสวดสรภัญญะ มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ๑.๑) คณะ กาพย์ยานีหนึ่งบทมีสองบาทบาทแรกเรียกว่า บาทเอก บาทที่สองเรียกว่า บาทโท บาทหนึ่งมีคำ ๑๑ คำ จึงเรียกว่ากาพย์ยานี ๑๑ ๑.๒) สัมผัส สัมผัสบังคับของกาพย์ยานีจะมีสัมผัสระหว่างวรรค สัมผัสระหว่างบาท และสัมผัสระหว่างบท ดังนี้ ➢ สัมผัสระหว่างวรรค คำสุดท้ายของวรรคแรกจะส่งสัมผัสไปยังคำที่หนึ่งสองหรือสาม ของวรรคที่สองคำใดคำหนึ่ง แต่ส่วนมากนิยมให้ตกที่สามเพื่อความไพเราะ ➢ สัมผัสระหว่างบาท คำสุดท้ายของบาทเอกจะสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคแรก ในบาทโท ➢ สัมผัสระหว่างบท ถ้าแต่งต่อกันหลายบทจะมีสัมผัสเชื่อมระหว่างบททุกบ ท คือให้คําสุดท้ายของบทต้นส่งสัมผัสไปยังสุดท้ายของบาทเอกในบทต่อไป เรื่อยเรื่อยมารอนรอน ทิพากรจะตกต่ำ สนธยาจะใกล้ค่ำ คำนึงหน้าเจ้าตราตรู เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่ ตัวเดียวมาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดาย (กาพย์เห่เรือ : เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ) ๒) กาพย์ฉบัง ๑๖ นิยมแต่งเกี่ยวกับตอนที่เป็นบทพรรณนาโวหารและนิยมแต่งเป็นบทสวด และบทพากย์โขน มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ๒.๑) คณะ กาพย์ฉบังหนึ่งบทจะมีบาทเดียว แบ่งเป็นสามวรรค วรรคแรกมีหกคำ วรรคที่สองมีสี่ คำ วรรคที่สามมีหกคำ รวมเป็นสิบหกคำ จึงเรียกว่า กาพย์ฉบัง ๑๖ แผนผังฉันทลักษณ์กาพย์ยานี ๑๑ ตัวอย่างกาพย์ยานี ๑๑
๔๐ ๒.๒) สัมผัส สัมผัสบังคับของกาพย์ฉบัง มีดังนี้ ➢ สัมผัสระหว่างวรรค คำสุดท้ายของวรรคแรกส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่สอง ➢ สัมผัสระหว่างบท คำสุดท้ายของบทต้นส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคแรกในบทต่อไป เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญ พระแสงสำอางข้างเคียง เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องซ้องเสียง สำเนียงน่าฟังวังเวง กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดัง เพียงฆ้องกลองระฆัง แตรสังข์กังสดาลขานเสียง (กาพย์พระไชยสุริยา: สุนทรภู่) ๓) กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ๓.๑) คณะ กาพย์สุรางคนางค์หนึ่งบทมีเจ็ดวรรค วรรคหนึ่งมีสี่คำ ในหนึ่งบทมี ๒๘ คำ จึงเรียกว่าสุรางคนางค์ ๒๘ ๓.๒) สัมผัส สัมผัสบังคับของกาพย์สุรางคนางค์ มีดังนี้ ➢ สัมผัสระหว่างวรรค คำท้ายวรรคแรกส่งสัมผัสไปยังคำท้ายในวรรคที่สอง คำท้ายวรรค ที่สามส่งสัมผัสไปยังคำท้ายวรรคที่ห้าและคำท้ายวรรคที่หก คำท้ายวรรคที่สี่ส่งสัมผัสไปยังคำที่สองของวรรค ที่ห้า (และอาจจะเพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคให้คำสุดท้ายในวรรคที่สองและวรรคที่หกส่งสัมผัสไปยังคำที่หนึ่งหรือ สองในวรรคถัดไป แต่ไม่บังคับ) ➢ สัมผัสระหว่างบท ให้คำสุดท้ายของบทแรก (คำท้ายวรรคที่เจ็ด) ส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้าย ของวรรคที่สามในบทถัดไป แผนผังฉันทลักษณ์กาพย์ฉบัง ๑๖ ตัวอย่างกาพย์ฉบัง ๑๖
๔๑ ข้าแต่พระชี ท่านเจ้าใจดี อย่าเดียดอย่าฟุน ใช่ข้าจมา สู่เจ้าใจบุญ ขอเข้าของขุน ผู้ขี่เมืองขวาง ใครเห็นพระอาริ ยกในสงสาร สรนุกนิทุกบาง แห่งสิงสู่อยู่ ศรัทธาทุกปาง โทษาเบาบาง ทั่วโลกากร (มหาชาติคำหลวง กัณฑ์มหาพน) แผนผังฉันทลักษณ์กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ ตัวอย่างกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘
๔๒ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (กุ้ง) เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ กรมขุนเสนาพิทักษ์ หรือ“เจ้าฟ้ากุ้ง” เจ้าฟ้าองค์หนึ่งของอยุธยา พระองค์มีพระปรีชาสามารถหลายด้าน ทั้งด้านการทหาร การช่างและโดยเฉพาะด้านวรรณกรรม จัดได้ว่าพระองค์ ท่านทรงเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพระองค์หนึ่ง พระองค์ประสูติ เมื่อ พ.ศ.๒๒๔๘ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท้ายสระซึ่งเป็นพระปิตุลา(ลุง) ของพระองค์ ทรงเป็นพระราชโอรส ของสมเด็จพระบรมโกศหรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ กับกรมหลวง อภัย-นุชิต พระมเหสีใหญ่ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรมีพระอนุชาต่างพระมารดา อีก ๒ พระองค์คือพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าเอกทัศ(พระเจ้าเอกทัศ) และพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าดอกเดื่อ (ขุนหลวงหาวัด) จุลศักราช ๑๑๐๓ ปีระกา ตรีศก พ.ศ. ๒๒๘๔ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ได้เข้าพระราชพิธีอุปราชาภิเศก เถลิงถวัลยราชสถิติ ที่พระมหาอุปราช เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และอภิเษกสมรสกับ เจ้าฟ้าหญิงอินทสุดาวดี ก่อนหน้านี้เคยจะถูกสำเร็จโทษ เนื่องจากไปทำร้ายเจ้าฟ้านเรนทร์ กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ พระโอรสองค์โตในพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เนื่องจากกรงว่าจะเป็นศัตรู ในการสืบราชสมบัติ ซึ่งกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เป็นที่โปรดปรานรักใคร่ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในขณะดำรง ตำแหน่งอุปราช ต่อมาเจ้าฟ้านเรนทร์ ทรงออกผนวชมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าอภัย ทำให้พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ไม่พอพระทัย และเกิดการแย่งชิงราชสมบัติ เจ้าฟ้ากุ้งฟ้าเคยเป็นคู่รักกับหม่อมเจ้าสังวาลย์ แต่ต่อมากลับได้รับ การแต่งตั้งเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้ายของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งเป็นผู้สั่งประหารบิดาของหม่อมเจ้าสังวาล ส่วนเจ้าฟ้าเทพ ผู้เป็นแม่กลับกลายเป็นชายาของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเจ้าฟ้ากุ้ง ภายหลังเจ้าฟ้ากุ้ง ลักลอบไปมีความสัมพันธ์กับเจ้าฟ้านิ่มหรือเจ้าฟ้าสังวาลย์ จึงเกิดเป็นกาพย์กลอน เรื่องกากีและบทสังวาส ในตอนหลังทรงเป็นโรคซิฟิริส เมื่อโรคลุกลามไปยังเส้นประสาททำให้เดินตัวงอหมดคุณสมบัติ การสืบทอดราชสมบัติ จึงเป็นที่มาของคำว่าเจ้าฟ้ากุ้ง และก็ถูกพระราชบิดาสำเร็จโทษโดยการโบยพร้อม กับ เจ้าฟ้าสังวาลย์ ข้อหาลักลอบคบชู้ แล้วนำพระศพไปฝังที่วัดไชยวัฒนาราม ผลงานด้านวรรณกรรมที่พระองค์พระนิพนธ์ไว้เป็นสมบัติของชาติไทยหลายเรื่องด้วยกัน พระองค์ท่าน ทรงชำนาญในการประพันธ์ประเภทกาพย์ห่อโคลง งานพระนิพนธ์ของพระองค์ เช่น กาพย์เห่เรือ กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก กาพย์ห่อโครงนิราศธารทองแดง ลิลิตนันโทปนันทสูตรคำหลวง เป็นต้น เสริมสาระน่ารู้
๔๓ กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 ๑. ประวัติความเป็นมาของกาพย์มีที่มาอย่างไร จงอธิบาย ๒. กาพย์มีกี่ลักษณะ อะไรบ้าง จงอธิบาย ๓. จงเขียนฉันทลักษณ์ของกาพย์ยานี ๑๑ พร้อมยกตัวอย่างคำประพันธ์ประกอบ ๔. จงเขียนฉันทลักษณ์ของกาพย์ฉบัง ๑๖ พร้อมยกตัวอย่างคำประพันธ์ประกอบ ๕. คำประพันธ์ประเภทกาพย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างในชีวิตประจำวัน ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “การประพันธ์กาพย์” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้
๔๔ บทที่ 7 คำประพันธ์ประเภทโคลง
๔๕ 1. ประวัติความเป็นมาและลักษณะของโคลง 1.1 ความหมายของโคลง คำว่า โคลง เป็นชื่อคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของไทย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายคำว่า โคลง คือ คำประพันธ์ชนิดหนึ่ง มีสัมผัสและบังคับเอกโทตามตำราฉันทลักษณ์และคำว่า ครรโลง คือ โคลง, คำประพันธ์ชนิดหนึ่ง (แผลงมาจากโคลง) 1.2 ที่มาของโคลง ประจักษ์ ประภาพิทยากรและคณะ กล่าวไว้พอสรุปได้ดังนี้ คำว่า โคลง มีผู้สันนิษฐานว่าอาจจะเลื่อน มาจากคำว่าโครง โดยให้คำอธิบายว่า แต่เดิมคำประพันธ์ชนิดนี้คงจะใช้แต่งสำหรับอธิบายคำหรือข้อความสั้น ๆ หรือใช้สรุปความ จึงวางโครงให้แต่งกัน ผู้แต่งจะต้องแต่งตามเค้าเรื่องหรือโครงที่วางไว้ และต่อมา ความหมายก็เลือนไปโดยเรียกเป็นกระทู้ และโคลง ประจักษ์ประภาพิทยากรและคณะ สรุปไว้ว่า คำประพันธ์ประเภทโคลงนั้นคงเป็นที่นิยมแต่งกัน ทางฝ่ายเหนือก่อน อาจเป็นได้ว่าทางฝ่ายเหนือคิดวิธีขึ้นเอง แต่ในครั้งแรก ๆ คงไม่เคร่งครัดในเรื่องเอกโ ท มากนัก เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวไว้ว่า จากหลักฐานต่าง ๆ ได้แสดงที่มาของโคลงไว้ตรงกันว่า มาจากคำกวีพื้นถิ่นไทยในสยามประเทศมาแต่โบราณ คือมาจากไทยฝ่ายเหนือที่เรียกว่าล้านนาไทย (ล้านนาหรือลานนา) และมาจากไทยฝ่ายอีสานซึ่งมีภาษาตระกูลไทยลาวเป็นหลัก และมักเรียกชื่อโคลงมา แต่โบราณว่าโคลงลาว เศรษฐ พลอินทร์กล่าวสรุปเกี่ยวกับความเป็นมาของโคลงไว้ว่า โคลง เป็นคำประพันธ์เก่าแก่อย่างหนึ่ง ของไทย สันนิษฐานว่าเป็นของทางภาคเหนือ ดังปรากฏในนิราศหริภุญชัย ซึ่งแต่งเป็นโคลงลาวราวสมัย พระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเป็นหนังสือโคลงเล่มแรก หนังสือวรรณคดีที่เป็นแบบฉบับในการประพันธ์โคลง คือกำสรวลโคลงดั้น โคลงทวาทศมาส ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ ลิลิตนิทราชาคริต นิราศนรินทร์ ลิลิตตะเลงพ่าย และโคลงโลกนิติ จากข้อสันนิษฐานของผู้รู้ดังกล่าวมาจึงพอสรุปได้ว่า โคลง เป็นคำประพันธ์ที่ไทยเราคิดแต่งขึ้น ใช้มานานแล้ว และเป็นต้นคิดในการแต่งโคลงคือไทยทางเหนือและทางอีสาน และในการคิดแต่งกันครั้งแรกก็ ไม่เคร่งครัดในการใช้คำเอกและคําโทมากนัก 2. ประเภทและฉันทลักษณ์ของโคลง 2.1ประเภทของโคลง โคลงแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ โคลงสุภาพ โคลงดั้น และโคลงโบราณ 1) โคลงสุภาพ แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่ โคลงสองสุภาพ โคลงตรีพิธพรรณ โคลงสามสุภาพ โคลงจัตวาทัณฑี โคลงสี่สุภาพ โคลงกระทู้
๔๖ 2) โคลงดั้น แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่ โคลงสองดั้น โคลงดั้นบาทกุญชร โคลงสามดั้น โคลงดั้นตรีพิพิธพรรณ โคลงดั้นวิวิธมาลี โคลงดั้นจัตวาทัณฑี 3) โคลงโบราณ แบ่งออกเป็น ๘ ชนิด ได้แก่ โคลงวิชชุมาลี โคลงสินธุมาลี โคลงมหาวิชชุมาลี โคลงมหาสินธุมาลี โคลงจิตรลดา โคลงนันทยายี โคลงมหาจิตรลดา โคลงมหานันททายี 2.2 ลักษณะบังคับและแผนผังฉันทลักษณ์ของโคลง 1) โคลงสุภาพ 1.1) โคลงสองสุภาพ มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงสองสุภาพบทหนึ่งมีสามวรรค วรรคที่หนึ่งและสอง มีวรรคละ 5 คำ วรรคที่สามมี 4 คำ รวมหนึ่งบทมี ๑๔ คำ และอาจเพิ่มสร้อยต่อท้ายวรรคสุดท้ายได้อีกสองคำ ➢ สัมผัส สัมผัสบังคับของโคลงสองสุภาพมีเพียงคู่เดียว คือคำสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัส กับคำสุดท้ายของวรรคที่สอง แต่ถ้ามีหลายบทติดต่อกันไป ต้องให้คำท้ายบท (คำสุดท้ายของวรรคที่สาม ไม่ใช่คำสร้อย) ส่งสัมผัสไปยังคำที่หนึ่ง สอง หรือสามในวรรคแรกของบทถัดไป ซึ่งเป็นสัมผัสเชื่อมบ ท หรือเข้าลิลิต ตามที่ น.ม.ส. ทรงเรียกว่า ร้อยโคลง ➢ คำเอก คำโท โคลงสองสุภาพมีคำเอก คำโท บังคับอย่างละสามคำ คำเอกบังคับ จะเป็นคำที่สี่ในวรรคที่หนึ่ง คำที่สองในวรรคที่สอง และคำที่หนึ่งในวรรคที่สาม ส่วนคำโทที่บังคับจะเป็น คำที่ห้าในวรรคที่หนึ่งและวรรคที่สอง และในคำที่สองของวรรคที่สาม แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสองสุภาพ ๒๘