The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การแต่งคำประพันธ์ หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Wissuta Limsuwan, 2023-07-07 17:11:13

การแต่งคำประพันธ์

การแต่งคำประพันธ์ หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖

๔๗ ไก่ขันเขียวผูกข้าง มาเทียมทั้งสองข้าง แนบข้างเกยนาง ไป่ทันสางสั่งไท้ พระแต่งจงสรรพไว้ เยียวปู่เจ้าเรามา เผือจักลาแม่ ณ เกล้า อยู่เยียวเจียนรุ่งเช้า จักช้าทางไกล (ลิลิตพระลอ) 1.2) โคลงสามสุภาพ มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงสามสุภาพบทหนึ่งมีสี่วรรค วรรคที่หนึ่ง สอง และสาม มีคำวรรคละ 5 คำ วรรคที่สี่มี 4 คำ รวมทั้งหมดบทหนึ่งมี ๑๔ คำ และอาจเพิ่มสร้อยในวรรคสุดท้ายได้อีกสองคำ ➢ สัมผัส สัมผัสบังคับของโคลงสามสุภาพเหมือนโคลงสองสุภาพ เพียงแต่เพิ่มสัมผัสระหว่าง คำสุดท้ายของวรรคแรก (วรรคที่เพิ่มขึ้นจากโคลงสองสุภาพ) กับคำที่หนึ่ง สอง หรือสามในวรรคที่สองคำใด คำหนึ่ง และถ้าแต่งมากกว่าหนึ่งบทต้องมีสัมผัสเชื่อมระหว่างบทเหมือนโคลงสองสุภาพ ➢ คำเอก คำโท โคลงสามสุภาพบังคับคำเอก คำโท เหมือนโคลงสองสุภาพทุกประการ และในวรรคแรกที่เพิ่มขึ้นมากกว่าโคลงสองสุภาพหนึ่งวรรคนั้น ไม่บังคับคำเอก คำโท พวกพลทัพรามัญ เห็นไทยผันหนีหน้า ไปบ่หยุดยั้งช้า ตื่นต้อนแตกฉาน พ่านนา ไป๋แจ้งการแห่งเล่ห์ เท่ห์กลไทยใช่น้อย ต่างเร่งติดเร่งต้อย เร่งเต้าตีนตาม (ลิลิตตะเลงพ่าย) ตัวอย่างโคลงสองสุภาพ ตัวอย่างโคลงสามสุภาพ แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสามสุภาพ ๒๘


๔๘ 1.3) โคลงสี่สุภาพ มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงสี่สุภาพบทหนึ่งมีสี่บาท บาทหนึ่งมีสองวรรค ในบาทที่หนึ่ง สอง และสาม ในวรรคแรกมี 5 คํา วรรคหลังมี2 คำ และอาจเติมสร้อยท้ายบาทที่หนึ่งและท้ายบาทที่สามได้อีกบาทละ 2 คำ ในบาทที่สี่ วรรคแรกมี 5 คำ วรรคหลังมี 4 คำ รวมทั้งบทมี 30 คำ ถ้ามีสร้อยด้วย โคลงสี่สุภาพบทหนึ่ง จะมี ๓๒-๓๔ คำ ➢ สัมผัส สัมผัสบังคับของโคลงสี่สุภาพ คำที่เจ็ดของบาทแรกจะส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้า ของบาทที่สอง และบาทที่สาม คำที่เจ็ดของบาทที่สองจะส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้าของบาทที่สี่ และถ้าแต่งตั้งแต่ สองบทขึ้นไปอาจมีสัมผัสเชื่อมระหว่างบท คือให้คำสุดท้ายของบทต้นส่งสัมผัสไปยังคำที่หนึ่ง สอง หรือสาม ของวรรคแรกในบทถัดไป ซึ่งเรียกว่าสัมผัสเชื่อมบทหรือร้อยโคลง ➢ คำเอก คำโท โคลงสี่สุภาพบังคับคำเอก คำโท โดยบังคับคำเอก 7 คำ คือ คำที่สอง และคำที่หกของบาทสอง คำที่สามและคำที่เจ็ดของบาทสาม คำที่สองและคำที่หกของบาทสี่ ถ้าไม่สามารถ หาคำเอกตามที่บังคับได้ สามารถใช้คำตายแทนได้ คำโทบังคับ 4 คำ คือ คำที่ห้าของบาทแรก คำที่เจ็ด ของบาทที่สอง คำที่ห้าและคำที่เจ็ดของบาทที่สี่ ส่วนตำแหน่งเอก คำโท ในบาทแรกนั้นอาจจะสลับที่กันได้ คำโทที่บังคับนั้น ถ้าหาคำโทตามปกติไม่ได้อาจจะใช้โทโทษแทนได้ เสียงฦๅเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่ สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ (ลิลิตพระลอ) ตัวอย่างโคลงสี่สุภาพ แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพ


๔๙ ๑.๔) โคลงตรีพิธพรรณ มีลักษณะบังคับเหมือนโคลงสี่สุภาพทุกอย่าง ต่างกันตรงคำที่รับสัมผัส ในบาทที่สอง เปลี่ยนจากคำที่ห้าในโคลงสี่สุภาพเป็นคำที่สาม โคลงอย่างวางฉบับตั้ง นามมี คือชื่อตรีพิธพรรณ พากย์ไว้ ปวงปราชญ์ฉลาดวาที เชลงลักษณ์ นี้นา กลอนรับที่สามใช้ แต่เบื้องบาทสอง (จินดามณี) ๑.๕) โคลงจัตวาทัณฑีมีลักษณะบังคับเหมือนโคลงสี่สุภาพต่างกันตรงที่คำรับสัมผัส ในบาทที่สองเปลี่ยนจากคำที่ห้า ในโคลงสี่สุภาพเป็นคำที่สี่ในโคลงจัตวาทัณฑ์และเพิ่มสัมผัสในลงในบาทที่สอง และบาทที่สามระหว่างคำที่สองกับคำที่สาม โคลงหนึ่งนามแจ้งจัด วาทัณ ฑีนา บังคับรับกันแสดง อย่างพร้อง เลบงแบบแยบยลผัน แผกชนิด อื่นเอย ที่สี่บาทสองคล้อง ท่อนท้ายบทประถม (จินดามณี) ตัวอย่างโคลงตรีพิธพรรณ แผนผังฉันทลักษณ์โคลงตรีพิธพรรณ แผนผังฉันทลักษณ์โคลงจัตวาทัณฑี ตัวอย่างโคลงจัตวาทัณฑี


๕๐ ตัวอย่างโคลงกระทู้หนึ่งคำ ตัวอย่างโคลงกระทู้สองคำ ตัวอย่างโคลงกระทู้สามคำ ตัวอย่างโคลงกระทู้สี่คำ ๑.๖) โคลงกระทู้คือ โคลงสี่สุภาพที่มีข้อความที่กำหนดเป็นกระทู้ไว้ข้างหน้าแต่ละบาทก่อน แล้วแต่งข้อความต่อไปให้สอดคล้องกับกระทู้หรือขยายความกระทู้นั้น กระทู้ที่ตั้งไว้อาจจะมีตั้งแต่หนึ่งคำ จนถึงสี่คำ อา สาสุดสิ้นเรี่ยว แรงกาย ภัพ และผลพังหาย โหดเศร้า เหมือน เพลิงตกสินธุ์สาย ศูนย์ดับ ไปนา ปูน ต่อขาดขอดเต้า จึ่งรู้คุณปูน ช้างสาร หกศอกไซร้ เสียงา งูเห่า กลายเป็นปลา อย่าต้อง ข้าเก่า เกิดแต่ตา ตนปู่ ก็ดี เมียรัก นอนร่วมห้อง อย่าไว้วางใจ ไม่เห็นน้ำ หน้าด่วน ชวนกัน ตัดกระบอก แบ่งปัน ส่วนใช้ ไม่เห็นรอก อวดขัน มือเม่น ขึ้นหน้าไม้ไว้ให้ หย่อนแท้เสียสาย ฝนตกแดดออก จ้า แจ่มแสง นกกระจอกเข้ารัง แฝง ใฝ่เร้น แม่หม้ายใส่เสื้อ แดง ดูฉาด เอาเสื่อคลุมหลัง เต้น ต่อล้อหลอกฝน ๒) โคลงดั้น ลักษณะของโคลงดั้นมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกับโคลงสุภาพ ลักษณะที่แตกต่าง กันระหว่างโคลงดั้นกับโคลงสุภาพคือต่างกันในโคลงดั้นมีจำนวนคำ โคลงดั้นมีจำนวนคำน้อยกว่าที่ใช้ ในโคลงสุภาพ โดยเฉพาะในบาท ต่างกันในเรื่องตำแหน่งของคำโท และตำแหน่งคำรับสัมผัสบางคำ ๒.๑) โคลงสองดั้น มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงสองดั้นบทหนึ่งจะมีสามวรรค วรรคแรกและวรรคที่สองมีวรรคละ ๕ คำ วรรคที่สามมีเพียง ๒ คำ บทหนึ่งจึงมี ๑๒ คำ


๕๑ ตัวอย่างโคลงสองดั้น แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสองดั้น ➢ สัมผัส คำสุดท้ายของวรรคแรกจะส่งสัมผัสไปยังคำสุดท้ายของวรรคที่สอง ในบทเดียวกัน เหมือนโคลงสองสุภาพ ถ้าแต่งหลายบทจะให้คําสุดท้ายของบทต้นส่งสัมผัสไปยังคำที่หนึ่ง สอง หรือสาม ของวรรคแรกในบทถัดไปที่เรียกว่า ร้อยโคลง ก็ได้ ➢ คำเอก คำโท จำนวนคำเอกคำโทในโคลงสองดั้นจะมีเท่ากับโคลงสองสุภาพ ต่างกัน เพียงตำแหน่งของคำโทในโคลงดั้นนั้น ในวรรคที่สองเพิ่มขึ้น ๑ คำ และวรรคสุดท้ายไม่มีคำโท กาลหมุนเวียนใช่น้อย เมืองใหญ่โอนค้อมค้อย เปลี่ยนฐาน วัฏสงสารเช่นนี้ บ่ห่อนใครรู้ลี้ เลี่ยงหัน อยุธยาผันขึ้นสู่ ฐานันท์แห่งเจ้าผู้ เผ่าไทย (ผืนแผ่นไผทนี้ล้ำ แหล่งคุณ) ๒.๒) โคลงสามดั้น มีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงสามดั้นบทหนึ่งมีสี่วรรค วรรคที่หนึ่ง สอง และสามมีวรรคละ ๕ คำ วรรคที่สี่ มี ๒ คำ บทหนึ่งจึงมี ๑๗ คำ มากกว่าโคลงสองดั้นอยู่หนึ่งวรรค (๕ คำ) ➢ สัมผัส โคลงสามดั้นจะมีสัมผัสบังคับเหมือนโคลงสามสุภาพ ➢ คำเอก คำโท จำนวนคำเอก คำโทที่บังคับเหมือนโคลงสองดั้นคือมี ๓ คำ คำเอกอยู่ใน คำที่สี่ของวรรคที่สอง อยู่ในคำที่สองของวรรคที่สาม และคำที่หนึ่งของวรรคที่สี่ ส่วนคำโทนั้นจะอยู่ในคำที่ห้า ของวรรคที่สอง และคำที่สี่หรือห้าของวรรคที่สาม แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสามดั้น


๕๒ จงยลคณะโคลงสาม ตามแบบแยบอย่างนี้ คือหนึ่งโคลงดั้นชี้ เช่นกัน ๒.๓) โคลงดั้นวิวิธมาลี ➢ คณะ โคลงดั้นวิวิธมาลีบทหนึ่งจะมีสี่บาทเหมือนโคลงสี่สุภาพ บาทหนึ่งมีสองวรรค วรรคแรกมีห้าคำทุกวรรค วรรคที่สองในบาทที่หนึ่ง สอง สาม และสี่มีวรรคละ ๒ คำทุกวรรค วรรคที่สอง ในบาทที่สี่ (บาทสุดท้าย) น้อยกว่าโคลงสี่สุภาพ ๒ คำ มีสร้อยในบาทที่หนึ่ง และบาทที่สามได้เหมือนโคลงสี่ สุภาพ บทหนึ่งจึงมีจำนวนคำ ๒๘ คำ (ไม่รวมคำสร้อย) ➢ สัมผัส ลักษณะสัมผัสบังคับของโคลงสี่ดั้นวิวิธมาลีที่แตกต่างไปจากโคลงสี่สุภาพ คือคำสุดท้ายของบาทแรก (คำที่เจ็ด) จะสัมผัสกับคำที่ห้า ในวรรคแรกของบาทที่สามเพียงคู่เดียว ส่วนสัมผัส อื่นเหมือนกับสัมผัสของโคลงสี่สุภาพ สัมผัสระหว่างบทจะมีหนึ่งคู่ คือคำท้ายบาทที่สี่ของบทแรกจะส่งสัมผัส ไปยังคำที่ห้าในบาทที่สองของบทถัดไป ➢ คำเอก คำโท คำเอกคำโทที่บังคับของโคลงดั้นวิวิธมาลีจะเท่ากับจำนวนคำเอกโท ของโคลงสี่สุภาพ ต่างกันเพียงตำแหน่งของคําโทในบาทสุดท้ายจะอยู่ที่คำที่สี่ ห้า ไม่แยกกันอยู่คนละวรรค เหมือนโคลงสี่สุภาพ ตัวอย่างโคลงสามดั้น แผนผังฉันทลักษณ์โคลงดั้นวิวิธมาลี


๕๓ เชลงกลโคลงอย่างดั้น บรรยาย เสนอชื่อวิวิธมาลี เล่ห์นี้ ปวงปราชญ์ทั่วทวยหลาย นิพนธ์เล่น เทอญพ่อ ยลเยี่ยงฉบับพู้นชี้ เช่นแถลง เป็นอารณ์แก้วก่อง กายระวีชาติเอย อาตมโอ่โอภาษแสง สว่างหล้า เถกิงเกียรติเกริ่นธรณี ทุกแหล่ง หล้านา ฦๅทั่วดินฟ้าฟุ้ง เฟื่องคุณ ๒.๔ โคลงดั้นบาทกุญชร โคลงดั้นบาทกุญชร มีลักษณะบังคับและสัมผัสเหมือนโคลงดั้นวิวิธมาลีทุกอย่าง เพียงแต่เพิ่ม สัมผัสเชื่อมระหว่างบทอีกหนึ่งคู่ คือคำสุดท้ายของบาทที่สาม ส่งสัมผัสไปยังคำที่สี่ในบาทแรกของบทถัดไป วัดยาวเส้นได้ใส่ เศษสาม วาแฮ ก่อพระมหาวิหารมาน มุขสร้าง สรวมพระระยะงามตาม แต่ที่ นั้นนา อย่างโบสถ์โปรดสร้างอ้าง อาจทัน มุงกระเบื้องชรคล้ำ เคลือบสีขาบเฮย ลดมุขสามชั้นสวรรค์ เสร็จไสร้ ดาษพื้นทั่วที่มี หมดนอกในนา หินชาติแดงให้ใช้ ช่วงลาน (ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน) ตัวอย่างโคลงดั้นวิวิธมาลี ตัวอย่างโคลงดั้นบาทกุญชร แผนผังฉันทลักษณ์โคลงดั้นบาทกุญชร


๕๔ ๓) โคลงโบราณ ๓.๑) โคลงวิชชุมาลีมีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงวิชชุมาลีบทหนึ่งจะมีสี่บาท บาทหนึ่งจะมีสองวรรค วรรคแรกมี7 คำ วรรคหลังมี2 คำ บทหนึ่งจึงมี ๒๘ คำ ➢ สัมผัส สัมผัสบังคับในบทหนึ่ง ๆ คล้ายโคลงดั้นวิวิธมาลี คือคำท้ายบาทที่หนึ่ง สอง ส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้าในบาทที่สามบาทที่สี่ ข้าพระพุทธเกล้า มุนินทร์ ลายลักษณะพระบาท วิจิตร ชนนิกรไหว้อาจิณ คืนค่ำ ตั้งกระหม่อมข้านิตย์ เท่ามรณ์ ๓.๒) โคลงมหาวิชชุมาลีโคลงมหาวิชชุมาลีมีลักษณะบังคับเหมือนโคลงวิชชุมาลี เพียงแต่เพิ่ม คำในบาทสุดท้ายอีกสองคำ บทหนึ่งจึงมี ๓๐ ข้าพระพุทธเกล้า มุนินทร์ ลายลักษณะพระบาท วิจิตร ชนนิกรไหว้อาจิณ คืนค่ำ ตั้งกระหม่อมข้านิตย์ ตราบเท่าเมือมรณ์ ๓.๓) โคลงจิตรลดา มีลักษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่างดังนี้ ➢ คณะ โคลงจิตรลดามีจำนวนคณะเหมือนกับโคลงวิชชุมาลี คือบทหนึ่งมี ๒๘ คำ ➢ สัมผัส คำท้ายบาทที่หนึ่ง และบาทที่สองส่งสัมผัสไปยังคำที่สี่ในบาทที่สามและบาทที่สี่ ตัวอย่างโคลงวิชชุมาลี แผนผังฉันทลักษณ์โคลงวิชชุมาลี ตัวอย่างโคลงมหาวิชชุมาลี


๕๕ ข้าแต่ไวทรรภราชข้า สุดา สุเทพเพื่อนพระ พี่ไซร้ มาแสวงนิ่มนารี วรรัตน์ โดยภีมะใช้ด่วน คลมา (พระนลคำหลวง) ๓.๔) โคลงมหาจิตรลดา มีลักษณะเหมือนโคลงจิตรลดา เพียงแต่เพิ่มคำในวรรคท้าย ของบาทที่สี่ อีก ๒ คำ เป็น ๔ คำ โคลงมหาจิตรลดาบทหนึ่งมี ๓๐ คำ อรทัยผู้แน่งน้อย งามองค์เอกแฮ เป็นมหสีใคร อยากรู้ สุดาเผ่าพงศ์ดี ฤาถ่อย ฉันใด ไยจึ่งมาสู้กราก อยู่เพียงทาสี (พระนลคำหลวง) ๓.๕) โคลงสินธุมาลีมีลักษณะบังคับ ดังนี้ ➢ คณะ โคลงสินธุมาลีมีคณะเหมือนโคลงวิชชุมาลีคือบทหนึ่งมี ๒๘ คำ ➢ สัมผัส เหมือนโคลงสี่สุภาพ คือคำท้ายบาทที่หนึ่ง ส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้าในบาทที่สอง และบาทที่สาม คำท้ายบาทที่สองส่งสัมผัสไปยังคำที่ห้าในบาทที่สี่ ตัวอย่างโคลงจิตรลดา แผนผังฉันทลักษณ์โคลงจิตรลดา ตัวอย่างโคลงมหาจิตรลดา แผนผังฉันทลักษณ์โคลงสินธุมาลี


๕๖ สงสารทารกน้อย คอยหา จำพรากจากกันมา วิโยค สงสารลูกกำพร้า พรากพ่อ ซ้ำแม่ห่างคงโศก ศัลย์หา (พระนลคำหลวง) ๓.๖) โคลงมหาสินธุมาลีคือ โคลงสินธุมาลีที่เพิ่มคำในบาทสุดท้ายอีกสองคำ ดูราวาหุกยอด สารถี ผู้ฉลาดขับพาชี ยิ่งยวด นางทมยันตี อรเอก จะสยมพรรวด เร่งเร้าเวลา (พระนลคำหลวง) ๓.๗) โคลงนันททายีมีลักษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ➢ คณะ โคลงนันททายีบทหนึ่งมีจำนวนคำเท่ากับโคลงสินธุมาลี คือมี ๒๘ คำ ➢ สัมผัส คล้ายโคลงสี่สุภาพ แต่คำรับสัมผัสในทุกบาทเลื่อนไปเป็นคำที่สี่ในบาทที่สอง สาม และบาทที่สี่ โดยทรงสิริรูปเลิศ โสภา แม้หม่นบ่ซางาม สักนิด ปราศจากวราภรณ์ ภูษณะ งามดังทองพิศเพิ่ม ปรีดี (พระนลคำหลวง) ตัวอย่างโคลงสินธุมาลี ตัวอย่างโคลงมหาสินธุมาลี ตัวอย่างโคลงนันททายี แผนผังฉันทลักษณ์โคลงนันททายี


๕๗ ๓.๘) โคลงมหานันททายีมีลักษณะบังคับเหมือนโคลงนันททายี เพียงแต่เพิ่มคำในบาทสุดท้าย อีกสองคำ อ้าศรีเสาวลักษณ์เลิศ นารี เป็นลูกภคินีฉัน สุดสวาท เห็นไฝซึ่งมีงาม ขำอยู่ จึ่งแน่นางนาฏลักษณ์ เลิศแท้คือหลาน (พระนลคำหลวง) ตัวอย่างโคลงมหานันททายี


๕๘ นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) นิราศนรินทร์ เป็นว รรณคดีที่มีช ื่อเสียงเรื่องหนึ่ ง ของกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยมีความไพเราะเป็นเยี่ยม ผู้แต่งไม่บอกไว้ชัดเจน นอกจากปรากฏอยู่ในโคลงบาทสุดท้ายของเรื่องว่า “โคลงเรื่องนิราศนี้ นรินทร์อิน รองบาทบวรหวังถวิล ว่าไว้” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานเรื่องราวของผู้แต่งว่า ควรจะชื่อ อิน (ตามที่บ่งไว้ในโคลง) และควรเป็นมหาดเล็ก ในกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเมื่อสอบดูทำเนียบ ข้าราชการวังหน้าในสมัยนั้นก็มีตำแหน่งนายนรินทร์ธิเบศร์ ทั้งเมื่อสอบกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ก็ได้ความชัดยิ่งขึ้นคือ ปรากฏ ตามประวัติศาสตร์ว่าในรัชกาลที่ ๒ นี้มีศึกพม่ามาตีเมืองถลาง และเมืองชุมพร เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรเสด็จยกทัพหลวง ไปปราบพม่า เส้นทางที่ทรงยกกองทัพไปก็เป็นทางเดียวกับที่นายนรินทร์อิน อธิบายไว้ในนิราศของตน คือออกจากกรุงเทพฯ ทางเรือ และไปขึ้นบกที่เพชรบุรี เพื่อเดินเท้าต่อไป แต่มีข้อที่น่าสังเกตอยู่ว่า ตามประวัติศาสตร์นั้น กรมพระราชวังบวรเสด็จยกทัพเดินเท้าจากเมืองเพชรบุรี ตรงไปยังเมืองชุมพรทีเดียว ส่วนเส้นทางของนายนรินทร์อินนั้น เมื่อออกจากเพชรบุรีแล้วตรงไปเมืองกำเนิดนพคุณ และวกกลับไปยังเมือง ตะนาวศรี อันเป็นเมืองด่าน ทั้งนี้ทำให้สันนิษฐานต่อไปว่า นายนรินทร์อินนี้ อาจจะไปในกองทัพ เนื่องใน โอกาสนี้เหมือนกัน แต่มิได้ไปพร้อมทัพหลวง อาจจะไปกับทัพหน้าซึ่งส่งไปดูลาดเลาพม่าก่อน จึงไปยังเมือง ตะนาวศรีใกล้ด่านสิงขร ทั้งประวัติศาสตร์ก็มีระบุไว้ว่า กรมพระราชวังบวรได้ส่งทัพหน้าล่วงไปก่อน อย่างไรก็ ตาม นายนรินทร์อินนี้ก็คงเป็นมหาดเล็กของกรมพระราชวังบวร ในรัชกาลที่ ๒ และเป็นผู้เขียนนิราศเรื่องนี้ขึ้น ในโอกาสนี้อย่างแน่นอน ผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ โคลงนิราศนรินทร์เพลงยาวนายนรินทร์ธิเบศร์ เสริมสาระน่ารู้


๕๙ ๑. ให้นักเรียนวาดฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพ และเขียนคำอธิบายประกอบ ๒. ให้นักเรียนยกตัวอย่างคำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพที่แต่งได้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ พร้อมโยงสัมผัสบังคับให้ถูกต้อง จำนวน ๑ บท 3. ให้นักเรียนอธิบายลักษณะและการใช้เอกโทษ โทโทษ พร้อมยกตัวอย่างคำการใช้คำ เอกโทษ โทโทษ ในคำประพันธ์ประเภทโคลง ๒ ตัวอย่าง ๔. ให้นักเรียนอธิบายลักษณะของโคลงกระทู้ให้ถูกต้อง ๕. ให้นักเรียนอธิบายลักษณะของโคลงสองสุภาพ และโคลงสามสุภาพ พร้อมบอกความแตกต่าง ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “การประพันธ์โคลง คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้


60 บทที่ 8 คำประพันธ์ประเภทฉันท์


61 “สรวมชีพขอถวาย บังคับโดยหมาย ภักดีภิรมย์ เสร็จจำนองฉันท์ จำแนกนิยม วิธีอนุกรม เพื่อให้แจกแจง ซึ่งเผด็จตามไนย ในวุดโตทัย คณะสำแดง ยัติยุติ สัญญากรแถลง กําหนดอย่างแคลง นิพนธ์ฉันทา 1. ความหมายและประวัติความเป็นมาของฉันท์ 1.1 ความหมายของฉันท์ คำว่า ฉันท์ เป็นชื่อคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของไทย ที่มีลักษณะบังคับครุลหุเพิ่มขึ้นจากลักษณะ บังคับคณะ และสัมผัสซึ่งมีเหมือนคำประพันธ์ชนิดอื่น เกี่ยวกับความหมายของคำว่าฉันท์นั้นมีหลักฐาน ตามพจนานุกรมและผู้รู้กล่าวไว้ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า ฉันท์ (ฉันทะ-) น. ชื่อคำประพันธ์ประเภทหนึ่งที่วางคำครุลหุ เป็นแบบต่าง ๆ กำชัย ทองหล่อ ให้ความหมายว่า ฉันท์ คือลักษณะถ้อยคำที่กวีได้ร้อยกรองขึ้นให้เกิดความไพเราะ ซาบซึ้ง โดยกำหนดคณะครุลหุและสัมผัสไว้เป็นมาตรฐาน 1.2 ที่มาของฉันท์ ฉันท์ เป็นคำประพันธ์ที่ไทยได้แบบอย่างมาจากอินเดีย โดยนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับ ลักษณะความนิยมในคำประพันธ์ไทย คือการเพิ่มสัมผัสเข้าไปในการแต่งฉันท์ ตำราหรือคัมภีร์ที่ไทย ได้นำหลักการแต่งฉันท์มาใช้คือ คัมภีร์วุตโตทัย ซึ่งหลักฐานบอกไว้ในหนังสือจินดามณีของพระโหราธิบดีว่า รูปแบบของฉันท์ที่ได้แบบอย่างมาจากคัมภีร์วุตโตทัยได้แบ่งลักษณะของฉันท์ออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้ ๑) ฉันท์วรรณพฤติจะถือเอาเสียงของพยางค์ที่เปล่งออกมาหนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสระเสียงสั้นหรือ สระเสียงยาวนับเป็นหนึ่งอักษร เช่น คำว่า ทุรชน (ทุ-ระ-ชน) นับเป็นสามอักษร ๒) ฉันท์มาตราพฤติจะนับจังหวะของเสียงหนักเบาเป็นหลัก คือ เสียงเบาหรือลหุ นับเป็นหนึ่งมาตรา เสียงหนักหรือครุ นับเป็นสองมาตราและกำหนดว่าคณะของฉันท์มาตราพฤติคณะหนึ่ง ต้องมีสี่มาตราเสมอ เช่น คำว่า กะ จะ ตะ ปะ มีสี่มาตรานับเป็นหนึ่งคณะ คำว่า กา มา มี 4 มาตรานับเป็นหนึ่งคณะ เนื่องจากการ นับคณะของฉันท์มาตราพฤตินั้นจำนวนคำในแต่คณะจะไม่เท่ากันเหมือนฉันท์วรรณพฤติ เพราะถือเอาจังหวะ สั้นยาวของเสียงเป็นหลัก ทำให้ขาดความไพเราะในเชิงลีลาซึ่งกวีไทยไม่ค่อยนิยม ฉันท์มาตราพฤติจึงไม่ปรากฏ อยู่ในวรรณคดีไทย ฉันท์ชนิดต่าง ๆ ที่มีปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยประเภทคำฉันท์ทุกเรื่องที่รู้จักกันทั่วไปนั้น จะมีเฉพาะฉันท์วรรณพฤติ เช่น ในเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธคำฉันท์ อิลราชคำฉันท์ มัทนพาธา และสามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นต้น การศึกษาลักษณะบังคับของฉันท์ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะเป็นฉันท์วรรณพฤติ เท่านั้น


62 2. ประเภทและฉันทลักษณ์ของฉันท์ 2.1 ประเภทของฉันท์ ฉันท์มีมากมายหลายชนิด แต่ฉันท์ที่ควรทราบซึ่งมีอยู่ในวรรณคดีไทยประเภทฉันท์นั้นมีไม่มาก สามารถแบ่งเป็นประเภทตามจำนวนคำที่ใช้ในแต่ละบาทหรือแต่ละบทได้ ดังนี้ 1) ฉันท์ 8 มี วิชชุมาลาฉันท์ จิตรปทาฉันท์ มาณวกฉันท์ 2) ฉันท์ 11 มี อินทรวิเชียร์ฉันท์ อุเปนทรวิเชียรฉันท์ อุปชาติฉันท์ สาลินีฉันท์ 3) ฉันท์ 12 มี อินทรวงศ์ฉันท์ วังสัฏฐฉันท์ กมลฉันท์ ภุชงคประยาตฉันท์ โตฎกฉันท์ 4) ฉันท์ 14 มี วสันตดิลกฉันท์ 5) ฉันท์ 15 มี มาลินีฉันท์ 6) ฉันท์ 19 มี สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ 7) ฉันท์ 20 มี อิทิสังฉันท์ 8) ฉันท์ 21 มี สัทธราฉันท์ 2.2) ลักษณะบังคับของฉันท์ ฉันท์เป็นคำประพันธ์ที่บังคับเสียงหนัก (ครุ) เสียงเบา (ลหุ) โดยกำหนดคำครุ ลหุ ไว้ตามฉันทลักษณ์ แต่ละประเภทของฉันท์ 1) คำลหุ เป็นคำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น ในมาตราแม่ ก กา เช่น มะระ เละเทะ ธุระ ละเมาะ นะ จ๊ะ ฯลฯ และคำที่ใช้พยัญชนะตัวเดียวในลักษณะเสียงเบา เช่น ธ ณ บ ก็ ฯลฯ 2) คำครุเป็นคำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในมาตราแม่ ก กา เช่น ครู ใจ ดี ไป นา ฯลฯ และคำที่มี มาตราตัวสะกดทั้ง 8 มาตรา เช่น รัก พุทธ เมฆ ภาพ อิฐ ฉัน ดาว ฯลฯ 3) การใช้เครื่องหมายแทนคำครุ ลหุฉันท์ ขำวิไล อธิบายไว้ในตำราฉันทศาสตร์ว่า คำครุมีเสียงหนัก มีสัณฐานคด ใช้เครื่องหมายดังพระจันทร์ผ่าครึ่งซีก (‿) แต่เพื่อให้สะดวกต่อแบบแผนการเขียนจึงใช้รูป ( ั ) แทนคำครุในปัจจุบัน และคำลหุเป็นเสียงเบา สำเนียงสั้นมีสัณฐานตรงดังไม้กลัด ( | ) และเพื่อสะดวกต่อแบบ แผนการเขียนในปัจจุบันจึงใช้รูป ( ุ ) แทนคำลหุ 2.3 แผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่างฉันท์ ๑) ฉันท์ 8 หมายถึงฉันท์ที่มีจำนวนคำครุลหุในบาทหนึ่งๆ แปดคำ แต่ตำแหน่งครุลหุจะวางแตกต่าง กันไป ได้แก่ ๑.๑) วิชชุมมาลาฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้


63 ๏ แรมทางกลางเถื่อน ห่างเพื่อนหาผู้ หนึ่งใดนึกดู เห็นใครไป่มี หลายวันถั่นล่วง เมืองหลวงธานี นามเวสาลี ดุ่มเดาเข้าไป ๏ ผูกไมตรีจิต เชิงชิดชอบเชื่อง กับเหล่าชาวเมือง ฉันท์อัชฌาศัย เล่าเรื่องเคืองขุ่น ว้าวุ่นวายใจ จำเป็นมาใน ด้าวต่างแดนตน (สามัคคีเภทคำฉันท์) ๑.๒) มาณวกฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ตัวอย่างวิชชุมมาลาฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์วิชชุมมาลาฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์มาณวกฉันท์


64 ๏ อย่าติและหลู่ ครูจะเฉลย เธอนะเสวย ภัตกะอะไร ในทินนี่ ดีฤไฉน พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง ๏ ราชธก็เล่า เค้า ณ ประโยค ตนบริโภค แล้วขณะหลัง วาประเทือง เรื่องสิประทัง อาคมยัง สิกขสภา (สามัคคีเภทคำฉันท์) ๑.๓ จิตรปทาฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ นาครธา นิวิสาลี เห็นริปมี พลมากมาย ข้ามติรชล ก็ลุพ้นหมาย มุ่งจะทลาย พระนครตน ๏ ต่างก็ตระหนัก มนอกเต้น ตื่นบมิเว้น ตะละผู้คน ทั่วบุรคา มจลาจล เสียงอลวน อลเวงไป (สามัคคีเภทคำฉันท์) ตัวอย่างมาณวกฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์จิตรปทาฉันท์ ตัวอย่างจิตรปทาฉันท์


65 ๒. ฉันท์ ๑๑ หมายถึงฉันท์ที่บาทหนึ่ง ๆ มีจำนวนคำ ๑๑ พยางค์ คือบาทหนึ่งจะมีครุลหุรวมกัน ๑๑ พยางค์ จึงเรียกว่าฉันท์ ๑๑ มีลักษณะครุลหุและสัมผัสแตกต่างกันไปแต่ละชนิดดังนี้ ๒.๑ อินทรวิเชียรฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ พวกราชมัลโดย พลโบยมิใช่เบา สุดหัตถแห่งเขา ขณะหวดสิพึงกลัว ๏ บงเนื้อก็เนื้อเต้น พิศเส้นสรีรัว ทั่วร่างและทั้งตัว ก็ระริกระริวไหว (สามัคคีเภทคำฉันท์) ๒.๒ อุเปนทรวิเชียรฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้ ๏ พระราชบุตรลิจ ฉวิมิตรจิตเมิน ณ กันและกันเหิน คณะต่างก็ก็ต่างคือ ๏ ทะนงชนกตน พลล้นเถลิงลือ ก็หาญกระเหิมฮือ มนฮึก บ นึกขาม (สามัคคีเภทคำฉันท์) แผนผังฉันทลักษณ์อินทรวิเชียรฉันท์ ตัวอย่างอินทรวิเชียรฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ตัวอย่างอุเปนทรวิเชียรฉันท์


66 ๒.๓ อุปชาติฉันท์ หมายถึงฉันท์ที่แต่งประสมกันระหว่างอุเปนทรวิเชียรฉันท์ กับอินทรวิเชียรฉันท์ ในการแต่งจึงต้องแต่งอย่างน้อยตอนละสองบท เพราะกำหนดให้บาทแรกของบทต้น กับบาทที่สองของบทถัดไปเป็นอุเปนทรวิเชียร และให้บาทที่สองของบทแรกกับบาทที่หนึ่งของบทถัดไป เป็นอินทรวิเชียรฉันท์ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ สดับประกาศิต ระบุกิจวโรงการ จึ่งราชสมภาร พจนารถประภาษไป ๏ เราคิดจะใคร่ยก พยุห์พลสกลไกร ประชุมประชิดชัย รณรัฐวัชชี (สามัคคีเภทคำฉันท์) 2.4 สาลินีฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ พราหมณ์ครูรู้สังเกต ตระหนักเหตุถนัดครัน ราชาวัชชีสรร พจักสู่พินาศสม ๏ ยินดีบัดนี้กิจ จะสัมฤทธิ์มนารมย์ เริ่มมาด้วยปรากรม และอุตสาหแห่งตน (สามัคคีเภทคำฉันท์) แผนผังฉันทลักษณ์อุปชาติฉันท์ ตัวอย่างอุปชาติฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์สาลินีฉันท์ ตัวอย่างสาลินีฉันท์


67 ๓. ฉันท์ ๑๒ หมายถึงฉันท์ที่มีครุลหุในบาทหนึ่ง 12 คำ จึงเรียกว่าฉันท์ ๑๒ มีคณะและสัมผัส แตกต่างกันไปแต่ละชนิดดังนี้ ๓.๑ อิทรวงศ์ฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ กรรมร้อนบห่อนกรุ่น เพราะพิรุณประโปรยประปราย กองเพลิงเถกิงกราย ติณแห้งบแหนงหนี ๏ ผาณิตพิชิตมด ฤจะอดบอาจจะมี แม่เหล็กฤเหล็กดี อยยั่วก็พัวก็พัน (อิลราชคำฉันท์) ๓.๒ กมลฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ อิลโอนศิโรเพฐน์ พจขอขมาภัย ศิวะทรงพิโรธใน ธ กระทำกระลำพร ๏ บมิทรงประสาทโทษ อิลโอดสำออยวอน วรองค์อุมาอร อนุกูลกำลูนครัน (อิลราชคำฉันท์) แผนผังฉันทลักษณ์อิทรวงศ์ฉันท์ ตัวอย่างอิทรวงศ์ฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์กมลฉันท์ ตัวอย่างกมลฉันท์


68 ๓.๓ โตฎกฉันท์ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ ศิวะแปลงวรรูป วิยหญิงยุวดี พระอุมาพระก้มี สุมนัสนิยม ๏ ดรุสัตว์บริเวณ พะพระเวทอุดม สละเพศพิศสม ศิวะเพศพระจำแลง (อิลราชคำฉันท์) ๓.๔ วังสัฏฐฉันท์เป็นฉันท์ที่มีลักษณะการใช้คำครุลหุ การวางตำแหน่งครุลหุและการแบ่ง จำนวนคำในวรรคหน้าและวรรคหลังเหมือนอินทรวงศ์ฉันท์ ต่างกันเพียงคำแรกในวรรคหน้าของวังสัฏฐฉันท์ เป็นคำลหุ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ ประชุมกษัตริย์รา ชสภาสดับคะนึง คะเนณทุกข์รึง อุระอัดประหวัดประวิง ๏ ประกอบระกำพา หิรกายน่าจะจริง มิใช่จะแอบอิง กลอ๋ากระทําอุบาย (สามัคคีเภทคําฉันท์) แผนผังฉันทลักษณ์โตฎกฉันท์ ตัวอย่างโตฎกฉันท์ ตัวอย่างวังสัฏฐฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์วังสัฏฐฉันท์


69 ๓.๕ ภุชงคประยาตฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ ชะโดดุกกระดี่โดด สลาดโลดยะหยอยหยอย กระเพื่อมน้ำมะพร่ำพรอย กระฉอกฉานกระฉ่อนชล ๏ กระสร้อยซ่าสวายซิว ระริ้วละวาดวน ประมวลมัจฉะแปมปน ประหลาดเหลือจะรำพัน (อิลราชคำฉันท์) ๔. ฉันท์ ๑๔ หมายถึง ฉันท์ที่มีจำนวนคำครุลหุบาทละ ๑๔ คำ ฉันท์ ๑๔ ที่กวีไทยนิยมแต่ง คือ วสันตดิลกฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ เรืองรองพระมนทิรพิจิตร กลพิศพิมานบน ก่องแก้วและกาญจนระคน รุจิเรขอลงกรณ์ ๏ ช่อฟ้าก็เพื่อยกลจะฟัด ดลฟากทิฆัมพร บราลีพิไลพิศบวร นภศูลสล้างลอย (อิลราชคําฉันท์) ตัวอย่างภุชงคประยาตฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์ภุชงคประยาตฉันท์ ตัวอย่างวสันตดิลกฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์วสันตดิลกฉันท์


70 ๕. ฉันท์ ๑๕ หมายถึงฉันท์ที่มีครุลหุบทหนึ่ง ๑๕ คำ ฉันท์ ๑๕ ที่นิยมแต่งกัน คือ มาลินีฉันท์ ซึ่งเป็นฉันท์ที่มีลหุมากจึงแต่งยาก มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ มธุรพจนรำพัน พิ้มพิเศษสรรพ์ สถาพร ๏ มธุรพจนสารสอน เชิญวิมลสมร บำรุงองค์ (กฤษณาสอนน้องคำฉันท์) ๖. ฉันท์ ๑๙ หมายถึง ฉันท์ที่มีครุลหุในบทหนึ่งจำนวน ๑๙ คำฉันท์ ๑๙ ที่นิยมแต่งกัน คือ สัททุลวิกกีฬิตฉันท์มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ ไหว้คุณองค์พระสุคตอนาวรณญาณ ยอดศาสดาจารย์ มุนี ๏ อีกคุณสุนทรธรรมคัมภิรวิธี พุทธพจน์ประชุมตรี ปิฎก (สามัคคีเภทคำฉันท์) ๗. ฉันท์ ๒๐ หมายถึง ฉันท์ที่บทหนึ่งมีจำนวนครุลหุ ๒๐ คำ ฉันท์ ๒๐ ที่นิยมแต่ง คือ อิทิสังฉันท์ ซึ่งมีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ แผนผังฉันทลักษณ์มาลินีฉันท์ ตัวอย่างมาลินีฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ตัวอย่างสัททุลวิกกีฬิตฉันท์


71 ๏ เออเหม่นะมึงช่างกระไร ทุทาสสกุลฉะนี้ไฉน ก็มาเป็น ๏ ศึกบ่ถึงและมึงก็ยังมิเห็น จะน้อยจะมากจะยากจะเย็น ก็หมิ่นกู (สามัคคีเภทคำฉันท์) ๘. ฉันท์ ๒๑ หมายถึงฉันท์ที่บทหนึ่งมี ๒๑ คำ ฉันท์ ๒๑ ที่นิยมแต่ง คือ สัทธราฉันท์มีลักษณะบังคับ ตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ๏ ฟั่นเฟือนเดือนลืมเพราะอารมณ์ วิปริตกระอุกรม เดือดบได้สม ประฤาดี ๏ อย่าทรงเศร้าโศกพิโยคมี ทุมมสบมิดี ส่ำสุเมธี ติเตียนนัก (อิลราชคำฉันท์) แผนผังฉันทลักษณ์อิทิสังฉันท์ ตัวอย่างอิทิสังฉันท์ แผนผังฉันทลักษณ์สัทธราฉันท์ ตัวอย่างสัทธราฉันท์


72 กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็น พระโอรสองค์ที่ ๒๘ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑ ) อันเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระมารดาคือ เจ้าจอมมารดาจุ้ย พระสนมโท ต่อมาได้เลื่อนเป็น “ท้าวทรงกันดาล” เป็นตำแหน่งผู้รักษาการคลังใน เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓ ) ทรงประสูติเมื่อ วันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ ปีจอ จุลศักราช ๑๑๕๒ ตรงกับวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๓ และมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าชาย วาสุกรี สำหรับพระราชบิดาของพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลก นั้น ทรงมีพระนามเดิมว่า ทองด้วง ประสูติที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ.๒๒๗๙ ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อทรงเจริญพระชันษาได้เข้ารับราชการ ทรงเป็นกำลังสำคัญของสมเด็จ พระเจ้ากรุงธนบุรีในการกู้บ้านเมือง จนได้เลื่อนยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และต่อมา ได้ทรงสถาปนาพระราชวงศ์ขึ้นใหม่และตั้งราชธานีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๓๒๕ นับเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๒๗ ปี และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนี้นอกจากจะทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถแล้ว ยังทรงเป็นกวี และนักปราชญ์อีกด้วย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทรงพระนิพนธ์หนังสือต่าง ๆ ไว้เป็น จำนวนมากทั้งบทร้อยกรองและร้อยแก้ว สมพระเกียรติที่เป็น “รัตนกวี” ของชาติ วรรณกรรมของพระองค์ นับว่าเป็นสมบัติที่ประมาณค่ามิได้ พระนิพนธ์ต่าง ๆ ที่โดดเด่น เช่น กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ สมุทรโฆษคำฉันท์ ตำราฉันท์มาตรพฤติและวรรณพฤติ โคลงดั้นเรื่องปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ ลิลิต ตะเลงพ่าย โคลงกลบท โคลงบาทกุญชร และวิวิธมาลีมหาเวสสันดรชาดก (เว้นกัณฑ์ชูชกและมหาพน) ปฐมสมโพธิกถา เป็นต้น เสริมสาระน่ารู้


73 กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 ๑. คำประพันธ์ประเภทฉันท์ มีแบบอย่างมาจากที่ใด ๒. ฉันท์มีกี่ประเภท และการแบ่งประเภทของฉันท์ใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง ๓. วิชชุมมาลาฉันท์กับกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ๔. อินทรวิเชียร์ฉันท์ และ สาลินีฉันท์ เป็นฉันท์ประเภทใด และมีลักษณะบังคับเป็นอย่างไร ๕. วสันตดิลกฉันท์ เป็นฉันท์ประเภทใด มีลักษณะบังคับเป็นอย่างไร จงอิบายและยกตัวอย่าง บทประพันธ์ประเภทนี้มา 1 บท ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “การประพันธ์ฉันท์” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้


74 บทที่ 9 คำประพันธ์ประเภทร่าย


75 1. ความหมายและประวัติความเป็นมาของร่าย 1.1 ความหมายของร่าย ร่ายเป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของไทย และเป็นคำประพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด แต่จะมีมาเมื่อไรนั้น ไม่ทราบแน่ชัด ร่ายจะนิยมแต่งคู่กับโคลงในวรรณคดีประเภทลิลิต และที่แต่งเป็นร่ายตลอดเรื่องก็มี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า ร่าย ไว้ว่า น. ชื่อคำ ประพันธ์ประเภทร้อยกรองแบบหนึ่ง เช่น ร่ายยาว ร่ายสุภาพ ร่ายดั้น ร่ายโบราณ; ทำนองร้องอย่างหนึ่ง ของละครรำ เรียกว่าร้องร่าย, ก. บริกรรมเวทมนตร์คาถาเพื่อทำให้ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ร่ายเวท ร่ายมนตร์ ร่ายคาถา; เดินหรือจับระบำไปตามจังหวะดนตรีของละครรำ เรียกว่า ร่ายรำ นภาลัย สุวรรณธาดา ได้สรุปความหมายของ ร่าย ไว้ว่า ร่ายเป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งที่แตกต่าง จากคําชนิดอื่น ตรงที่มิได้กำหนดจำนวนบาทหรือจำนวนวรรคในแต่ละบทกำหนด เพียงจำนวนคำ ในแต่ละวรรคและกำหนดสัมผัสเท่านั้น นอกจากร่ายยาวที่กำหนดเพียงสัมผัสต่อเนื่องระหว่างวรรคเพียง อย่างเดียว วราภรณ์ บำรุงกุล อธิบายไว้ว่า ร่าย คือ ร้อยกรองประเภทหนึ่ง ซึ่งแต่งง่ายที่สุด มีกฎข้อบังคับ น้อยกว่าร้อยกรองประเภทอื่น และถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า ร่ายยาวมีลักษณะใกล้เคียงกับร้อยแก้วมากที่สุด เพียง แต่เติมคำคล้องจองขึ้นระหว่างวรรคหน้าและวรรคหลังถัดไป ร้อยแก้วนั้นจะกลายเป็นร่ายยาวไปได้ ทีเดียว ร่ายยาวน่าจะเป็นร่ายประเภทแรกที่เกิดขึ้น ถัดมาจึงควรเป็นร่ายโบราณ รายดั้น และร่ายสุภาพ ตามลำดับ กำชัย ทองหล่อ อธิบายว่า ร่าย เป็นชื่อของคำประพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งไม่กำหนดว่าจะต้องมีบท หรือบาทเท่านั้นเท่านี้ จะแต่งให้ยาวเท่าไรก็ได้เป็นแต่ต้องเรียงคำให้คล้องจองกันตามข้อบังคับเท่านั้น ลักษณะบังคับต่าง ๆ ใช้อย่างเดียวกับโคลง ๒ และโคลง ๓ ในตำราขุดครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาของคุรุสภาให้ความหมายของคำว่า ร่าย ไว้ว่า คือคำประพันธ์ที่ส่วนมากใช้บรรยายเรื่องสัมผัสต่อกันไปทุกวรรค จะแต่งให้สั้นยาวเท่าใดก็ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับ เนื้อความที่แต่ง สรุป ร่ายเป็นคำประพันธ์ที่กำหนดเพียงจำนวนคำของแต่ละวรรค และกำหนดสัมผัสต่อเนื่องระหว่าง วรรคเท่านั้น ตอนจบให้จบเหมือนโคลง ๒ สุภาพ 1.2 ที่มาของร่าย ร่ายเป็นคำประพันธ์ที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทย ดังปรากฏในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง มหาราช มีลักษณะเป็นวรรคที่มีสัมผัสเกือบทุกวรรค เช่น “…เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เจ้าเมือง เอาจกอบในไพร ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย.... ไพร่ฟ้าหน้าใสลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้ ล้มตายหายกว่า…” โดยพระสารประเสริฐ สันนิษฐานเกี่ยวกับกำเนิดของร่ายไว้โดยสรุปว่า บทกวีประเภทร่ายนี้เป็นของไทยแท้ ปรากฏครั้งแรกในสมัยสุโขทัย รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและได้รับความนิยมประพันธ์เรื่อยมา


76 ร่ายเป็นคำที่ใช้ขับร้องกันทั่วไป เพลงพื้นบ้านที่สืบทอดทางมุขปาฐะ เช่น เพลงประกอบการละเล่น ของเด็กมีลักษณะเป็นร่าย สังเกตจากจำนวนคำและสัมผัสระหว่างวรรค เช่น รีรีข้าวสารสองทะนานข้าวเปลือก เลือกท้องใบลาน คดข้าวใส่จาน เก็บเบี้ยใส่ใต้ถุนร้าน พาลเอาคนข้างหลังไว้ ต่อมาร่ายได้ปรากฏในวรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่อง เช่น ลิลิตโองการแข่งน้ำ มหาชาติคำหลวง ลิลิตยวน พ่าย ลิลิตพระลอ ลิลิตนิทราชาคริต โคลงนิราศนรินทร์ ฯลฯ 2. ประเภทและลักษณะบังคับของร่าย 2.1 ประเภทของร่าย คำประพันธ์ประเภทร่าย มี 4 ประเภท คือ 1) ร่ายสุภาพ 2) ร่ายโบราณ 3) ร่ายดั้น 4) ร่ายยาว 2.2 ลักษณะบังคับของร่าย 1) ร่ายสุภาพ 1.1) คณะ ร่ายสุภาพ ๑ บทมีตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไป วรรคหนึ่งมี ๔ คำ บทหนึ่งจะมีกี่วรรคก็ ได้ แต่เมื่อลงท้ายบทจะต้องจบลงด้วยโคลงสองสุภาพ 1.2) สัมผัส มีสัมผัสจากวรรคหน้าไปยังสัมผัสรับในคำที่ ๑ ๒ หรือ ๓ ของวรรคต่อไป วรรค ที่อยู่ข้างหน้าของ ๓ วรรคสุดท้ายจะส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๑ ๒ หรือ ๓ ของบาทต้นในโคลงสองสุภาพ 1.3) คำสร้อย เติมได้ ๒ คำท้ายบทเช่นเดียวกับโคลงสองสุภาพ ร่ายเป็นคำประพันธ์ที่ใช้ข้อความสั้น ๆ วรรคละ ๕ คำ มีบังคับสัมผัสไม่มากนัก ลีลาของร่าย ค่อนข้างขลังจึงนิยมใช้เป็นบทไหว้ครูหรือใช้ในการสดุดียอพระเกียรติสรรเสริญ ใช้ในการขึ้นต้นตอนใหม่ ร่าย อาจนำมาใช้บรรยายเหตุการณ์หรือกิริยาของตัวละครก็ได้ 2) ร่ายโบราณ มีลักษณะบังคับคณะและสัมผัสคล้ายกับร่ายสุภาพ แต่ไม่ต้องจบด้วยโคลงสองสุภาพ เหมือนร่ายสุภาพ ร่ายโบราณจึงไม่บังคับเอาโท และจบบทโดยไม่ต้องมีวิธีลงท้ายใด ๆ แต่อาจจะมีคำสร้อยสอง คำในตอนสุดท้ายของบท 3) ร่ายดั้น มีลักษณะบังคับคณะและสัมผัสเหมือนร่ายสุภาพและร่ายโบราณ แต่ตอนจบบทจบด้วย ลีลาของบาทที่สามและบาทที่สี่ของโคลงสี่ดั้น 4) ร่ายยาว เป็นร่ายที่ไม่บังคับจำนวนคำในแต่ละวรรคเหมือนร่ายชนิดอื่น คำในแต่ละวรรคอาจมี มากบ้างน้อยบ้าง ขั้นอยู่กับเนื้อความ


77 2.3 แผนผังฉันทลักษณ์ของร่าย 1) ร่ายสุภาพ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ครั้นยางยินคำปู่ ใจพระลออยู่บมิกลม ปู่เอาลูกลมปักปลายยาง วางมือบัดเดี๋ยวคาย ปลายไม้ผายยะยัน ใบไม้ผันยะย้าย คล้ายลุกตรงตระบัดลมพัดลูกลมผัน กลกังหันคะคว้าง ลอบพิตรเจ้าช้าง ปั่นเพี้ยงลมผัน (ลิลิตพระลอ) 2) ร่ายโบราณ มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ ชมข่าวสองพี่น้อง ต้องหฤทัยจอมราช พระบาทให้รางวัล ปันเสื้อผ้าสนอบ ขอบใจสูเอาข่าว มากล่าวต้องตัดใจ บารนี (ลิลิตพระลอ) 3) ร่ายดั้น มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ แผนผังฉันทลักษณ์ร่ายสุภาพ ตัวอย่างร่ายสุภาพ แผนผังฉันทลักษณ์ร่ายโบราณ ตัวอย่างร่ายโบราณ แผนผังฉันทลักษณ์ร่ายดั้น


78 ศรีสวัสดิวัฒนวิวิธ ชวลิตโลกเลื่อง เฟื่องฟูภูมิมณฑล สกลแผ่นภพ สบพิสัยสยาม รามนรินทร์ภิญโญยศ ปรากฏกระเดื่อง เปรื่องปราชญ์ปรีชาชาญ ขานคุณทั่วทุกทิศ ขจรขจ่าง ลือตระลอดฟ้าล้น แหล่งธรา (หลักภาษาไทย : พระยาอุปกิตศิลปสาร) 4) ร่ายยาว มีลักษณะบังคับตามแผนผังฉันทลักษณ์และตัวอย่าง ดังนี้ โสโพธิสตฺโต ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังพระสุรเลียงแก้วกัณหาเสียว พระสกลกายาเย็นระย่อ เศร้าสลดระทดท้อพระทัยเธอถอยหลัง พระนาสิกอึดตั้งอัสสาสปัสสาส น้ำพระเนตรเธอไหลหยาดหยดเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดซึ่งโศกา จึงเอาพระปัญญา วินิจฉัยเข้ามาข่มโศก ว่าบุตรวิโยคครั้งนี้บังเกิดมีเพราะความรัก จำจะเอาอุเบกขาเข้ามาประหารหัก ให้เสื่อมหาย ท้าวเธอก็กลับสุขเกษมเปรมสบายพระกายก็ใสสด ดั่งพระจันทร์ทรงกลด นั้นแล (มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมาร) ตัวอย่างร่ายดั้น แผนผังฉันทลักษณ์ร่ายยาว ตัวอย่างร่ายยาว (สร้อย)


79 เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เจ้าพระยาพระคลัง เป็นกวีเอกคนสำคัญในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ นามเดิม ว่า หน เป็นบุตรเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦๅชัย (บุญมี) กับท่านผู้หญิงเจริญ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ได้รับราชการในสมเด็จพระเจ้า หลานเธอ กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต นายด่าน เมืองอุทัยธานี และได้แต่งวรรณคดี ๒ เรื่อง คือ ลิลิตเพชรมงกุฎและเรื่องอิเหนา คำฉันท์ ในตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีบ้านเมือง ระส่ำระสายเกิดการจลาจล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และกำลังยก กองทัพไปตีเขมร ทรงทราบข่าวจลาจลในพระนครจึงรีบยกทัพกลับ หลวงสรวิชิต ซึ่งมีความจงรักภักดี ได้แต่งคนนำหนังสือลับแจ้งกิจราชการในพระนครไปถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกถึงด่านพระจารึก และได้ออกไปรับเสด็จถึงทุ่งแสนแสบ กราบทูลข้อราชการต่าง ๆ ให้ทรงทราบ แล้วเชิญเสด็จนำทัพเข้ามายัง พระนคร ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ทรงพระราชดำริว่า หลวงสรวิชิตมีความดีความชอบหลายประการ และจงรักภักดีในพระองค์มาช้านาน ได้โดยเสด็จการพระราชสงครามมาแต่ก่อน กับเป็นผู้มีความรู้ในทางอักษรศาสตร์และวรรณคดีอย่างกว้างขวาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระยาพิพัฒนโกษา ต่อม าโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้น เป็นเจ้าพระยาพระคลัง เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า มีหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชากิจการทางหัวเมืองชายทะเล ทั้งหมด เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีบุตรธิดาหลายคน ที่มีชื่อเสียงคือ เจ้าจอมพุ่ม ในรัชกาลที่ ๒ เจ้าจอมมารดานิ่ม พระมารดาสมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร (มั่ง) ในรัชกาลที่ ๒ นายเกต และนายพัด ซึ่งเป็นกวีเหมือนท่านบิดา และเป็นครูพิณพาทย์ด้วย เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถึงอสัญกรรมเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๔๘ ในรัชกาลที่ ๑ นอกจากจะเป็นนักรบผู้สามารถ และเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ในแผ่นดินแล้ว เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นกวีฝีปากเอกคนหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น งานประพันธ์ของท่านมีสำนวน โวหารไพเราะจับใจ มีทุกประเภททั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตลอดจนร้อยกรอง พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้า ฯ ให้ท่านเป็นผู้อำนวยการแปลพงศาวดารจีน เรื่องสามก๊ก ออกเป็นบทประพันธ์ ร้อยแก้วซึ่งมีผู้รู้จักกันแพร่หลาย ว่ามีสำนวนโวหารไพเราะและได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของความเรียงร้อยแก้วที่เป็นเรื่องนิทาน เสริมสาระน่ารู้


80 วรรณกรรมของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เท่าที่ทราบมีดังนี้ เรื่องที่แต่งในสมัยกรุงธนบุรี ๑. ลิลิตเพชรมงกุฎ ๒. อิเหนาคำฉันท์ เรื่องที่แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ๑. สามก๊ก ๒. ราชาธิราช ๓. กากีคำกลอน ๔. ร่ายยาวมหาชาติกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี ๕. ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง ๖. โคลงสุภาษิต ๗. กลอนและร่ายจารึกเรื่องสร้างภูเขาทองที่วัดราชคฤห์ ๘. ลิลิตศรีวิชัยชาดก ๙. สมบัติอมรินทร์คำกลอน


81 กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 2 ๑. ร่ายที่นิยมแต่งในวรรณกรรมมีอยู่กี่ชนิด อะไรบ้าง ๒. คำประพันธ์ที่นิยมใช้แต่งร่วมกับร่ายเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร ๓. ร่ายสุภาพกับร่ายดั้น เหมือนหรือแตกต่างกันในเรื่องใดบ้าง “ข้าไหว้ถวายชีพิต เผือข้าชิดข้าเชื่อ เขือดังฤาเหตุใด ธมิไว้ใจเท่าเฝ้า สองแม่ ณ หัวเจ้า มิได้เอ็นดูเผือฤา” ๔. จากบทประพันธ์ มีลักษณะเป็นร่ายประเภทใด มีลัมผัสเป็นอย่างไร ๕. ร่ายโบราณมีลักษณะผังและกฎว่าอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างบทประพันธ์ ประเภทนี้ประกอบ ให้นักเรียนสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อทำกิจกรรม “การประพันธ์ร่าย” คำถามชวนคิด พิชิตความรู้ กิจกรรมเพิ่มเติม เสริมความรู้


บรรณนุกรม กรมศิลปากร. (๒๕๔๕). ครรภครรลองร้อยกรองไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๒). หลักภาษาไทย. กรุงเทพฯ: รวมสาส์น. จักริน จุลพรหม; และ นิ่มนวล หาญทนงค์. (ม.ป.ป.). การแต่งคำประพันธ์ ม.๔-ม.๖. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์. จิตติ์นิภา ศรีไสย์; และ ประนอม วิบูลย์พันธุ์; และ อินทร์วุธ เกษตระชนม์. (ม.ป.ป.). วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. บารนี ถาวระ. (๒๕๔๑). ลักษณะคำประพันธ์ไทย. นครศรีธรรมราช: สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช. บุญเตือน ศรีวรพจน์. (๒๕๔๘). การประพันธ์โคลงสี่สุภาพ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: เอดิสัน เพรส โพรดักส์. ภาสกร เกิดอ่อน; และคนอื่น ๆ. (ม.ป.ป). ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์. วิเชียร เกษประทุม. (๒๕๕๐) ลักษณะคำประพันธ์ไทย. กรุงเทพฯ: พัฒนาศึกษา. เศรษฐ พลอินทร์. (๒๕๒๔). ลักษณะคำประพันธ์ไทย. กรุงเทพฯ: กรมฝึกหัดครู. สุภาพร มากแจ้ง. (๒๕๓๖). กวีนิพนธ์ไทย ๑. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.


หนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติม ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖


ราคา 89 บาท


Click to View FlipBook Version