จิตวิทยาสำหรับครู
รหัสรายวิชา600 -106
เสนอ
อาจารย์เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร
จัดทำโดย
นางสาวนุรอิรฟาร์ เวาะเจ
6406910058
คำนำ
หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่ อเป็ นส่วนหนึ่ งของรายวิชา
จิตวิทยาสำหรับครู(600-106) เพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการเรียน
และการนำเสนอภายในรายวิชานี้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหา
สาระเกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆของจิตวิทยาสำหรับครูเพื่อให้
บุคลากรและผู้ที่สนใจได้ศึกษา
ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ อาจารย์เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร
ที่ได้คอยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาสำหรับหนังสือเล่มนี้ ผู้จัด
ทำหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็ นประโยชน์ในการเรียนการสอน
รายวิชาดังกล่าวและสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปใช้
ในการเรียนการสอนต่อไป
หากผิดพลาดประการใด ทางผู้จัดทำต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย
ผุู้จัดทำ
นางสาวนุรอิรฟาร์ เวาะเจ
สารบัญ
บทที่1 ทฤษฎีพัฒนาการ
บทที่2 พฤติกรรมของมนุษย์
บทที่3 จิตวิทยาการเรียนรู้
บทที่4 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม
บทที่5 ความจำของมนุษย์
บทที่6 ความคิดและเชาวน์ปัญญา
บทที่7 ทฤษฎีการรับรู้
บทที่8 จิตวิทยาการจัดการเรียรู้
บทที่9 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ
บทที่10 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ
บทที่11 ทฤษฎีของการจูงใจ
บทที่12 การแนะแนว
บทที่13 จิตวิทยาการให้คำปรึกษา
บทที่14 การศึกษาเป็ นรายกรณี เรียน
บทที่15 การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่
ความหมายจิตวิทยา
จิตวิทยาเป็ นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่ อนำ
ข้อมูลความรู้มาเสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยา
มุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการของ
ร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็น
ระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและจิตใจมักมีการ
แสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกในแนวทางที่
สามารถทำนายได้
บทที่1
ทฤษฎีพัฒนาการ
(Theories of Development)
พัฒนาการ คือ
การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เช่น ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติ
ปัญญาของบุคคลอย่างมีขั้นตอนและเป็นระเบียบแบบแผน โดยจะ
เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ เพื่อให้บุคคลนั้นพร้อมจะ
แสดงความสามารถในการกระทำกิจกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับวัย
พัฒนาการความต้องการทางเพศและบุคลิกภาพ (Freud's
Psychosexual&Personality Development) ซิกมันด์ ฟรอยด์
ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีพัฒนาการของเขาไว้ว่า "พัฒนาการ
ความต้องการทางเพศและบุคลิกภาพของบุคคลต้องอาศัยการ
พัฒนาที่ต่อเนื่ องอย่างเป็ นลำดับขั้นจนกลายเป็ นบุคลิกภาพที่ถาวร
ในที่สุด" ช่วงเวลาที่ฟรอยด์ให้ความสำคัญต่อการสร้างบุคลิกภาพ
อย่างมากจะอยู่ในช่วงระยะแรกเกิดถึงห้าปี
ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของอีริกสัน (Erikson's
Psychosocial Theory) อีริก เอช. อีริกสัน
แนวคิดของอีริกสันจะเน้ นความสำคัญที่ว่าพัฒนาการของบุคคลจะ
ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมทางจิตใจ
มากกว่าการตอบสนองทางร่างกาย พัฒนาการของบุคคลจะเกิดขึ้น
อยู่ตลอดเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเสียชีวิต
ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาว์ปั ญญาของเพียเจย์ (Piaget's
Cognitive Development Theory) ฌอง เพียเจย์
เขาได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพัฒนาการทางเชาว์ปั ญญาอย่างจริงจัง
และลึกซึ้ง ผลจากการทดลองของเขาพบว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมที่
จะมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา และปฏิสัมพันธ์นี้เองที่
เป็ นปั จจัยก่อให่เกิดพัฒนาการทางเชาว์ปั ญญาขึ้น
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคห์ลเบริก์ (Kohlberg's
Moral Development) ลอเรนซ์ โคห์ลเบริก์
วิธีการศึกษาวิจัยของโคห์ลเบริก์มีความคล้ายคลึงกับวิธีของเพียเจย์
กล่าวคือ จะมีการสร้างสถานการณ์สมมติขึ้นมา โดยให้กลุ่มทดลอง
เป็นผู้ตอบปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์สมมตินั้น ผลจากการ
วิเคราะห์คำตอบของผู้ตอบในวัยต่างๆ ทำให้โคห์ลเบริก์สรุปเป็น
ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของบุคคลเป็น 3 ระดับ
พัฒนาการของบุคคลในวัยต่างๆ
วัยทารก เป็นวัยที่อยู่ระหว่างแรกเกิดจนถึง2ปี พัฒนาการด้านต่างๆ
ในวัยนี้ถือได้ว่าเป็ นพื้ นฐานสำคัญของพัฒนาการในวัยต่อๆไป
วัยเด็ก วัยนี้อยู่ในช่วงอายุประมาณ 2-12 ปี เป็นระยะที่ร่างกายจะ
เจริญเติบโตช้าลงกว่าในวัยทารก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นของวัย
แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วชัดเจนอีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วง
ปลายของวัย วัยเด็กตอนต้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี เป็นวัยที่
แสดงความก้าวหน้ าทางด้านพัฒนาการในทุกด้าน วัยเด็กตอนกลาง
อยู่ในช่วงอายุ 6-9 ปี พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กในวัยนี้จะมีการ
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่มากนัก วัยเด็กตอนปลาย อยู่ในช่วงอายุ
10-12 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของวัยเด็ก ทั้งนี้เนื่องจาก
เป็ นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในทุกด้านหลายประการ
พัฒนาการของบุคคลในวัยต่างๆ
วัยรุ่น วัยนี้จะอยู่ในช่วงอายุ 12-20 ปี นับว่าเป็นวัยที่มีความ
สำคัญมากอีกวัยหนึ่ง อาจกล่าวได่ว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต
เนื่องจากเป็นวัยที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการในทุกด้าน ไม่ว่า
จะเป็นทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งกลุ่มเพื่อนจะมี
บทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางสังคมของวัยรุ่นในการที่จะค้นพบตัว
เอง
วัยผู้ใหญ่ วัยนี้เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 21 ปีขึ้นไปจนตลอดชีวิต ผู้ใหญ่
เป็นอีกวัยที่มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ คือ นอกจากจะเป็นวัยแห่ง
ความสมบูรณ์สูงสุดของพัฒนาการในด้านต่างๆ ทั้งร่างกาย อารมณ์
สังคม และสติปัญญา ยังเป็นวัยเริ่มต้นแห่งความแห่งเสื่อมของ
พัฒนาการทุกด้านอีกด้วย วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 20-40 ปี เป็นวัย
แห่งการทำงาน มีครอบครัวและความมั่งคงให้กับตนเอง วัยกลางคน
อายุ 40-60 ปี เป็นวัยแห่งการเริ่มต้นความเสื่อมของร่างกาย วัยชรา
อายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนใน
ครอบครัวเป็ นพิเศษทั้งด้านร่ากายและจิตใจ
บทที่2
พฤติกรรมของมนุษย์
(Human Behavior )
พฤติกรรม หมายถึง กิริยาอา
การต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือที่
มนุษย์ได้แสดงหรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เมื่อได้เผชิญกับสิ่งเร้า
พฤติกรรมต่าง ๆ
จำแนกออกได้เป็ น 2 ลักษณะ คือ
1. พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้เรียกว่า เป็นปฏิกิริยาสะท้อน
เช่น การสะดุ้งเมื่อถูกเข็มแทง การกระพริบตา เมื่อมีสิ่งมากระทบกับ
สายตา ฯลฯ
2. พฤติกรรมที่สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้ เนื่องจากมนุษย์
มีสติปัญญา และอารมณ์ (EMOTION) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ สติ
ปัญญาหรือารมณ์ จะเป็นตัวตัดสินว่า ควรจะปล่อยกิริยาใดออกไป
ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิริยา เราเรียกว่าเป็นการกระทำ
ตามความคิดหรือ ทำด้วยสมอง แต่ถ้าอารมณ์ควบคุมเรียกว่า
เป็นการทำตามอารมณ์ หรือปล่อยตามใจ นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า
อารมณ์มอิทธิพลหรือพลังมากกว่าสติปัญญา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคน
ยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้พฤติกรรมส่วนใหญ่เป็น
ไปตามความรู้สึกและอารมณ์เป็ นพื้ นฐาน
รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ แบ่งได้เป็ น 2 อย่างคือ
1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior)
เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมา ทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้
สังเกตได้ เช่น การเดิน การหัวเราะ การพูด ฯลฯ
2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน (Covert Behavior)
เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้
สังเกตได้โดยตรงจนกว่าบุคคลนั้นจะเป็ นผู้บอกหรือแสดงบางอย่าง
เพื่อให้คนอื่นรับรู้ได้ เช่น ความคิด อารมณ์ การรับรู้
ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์
นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มา
ก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT ACTION) เช่นการก
ระพริบตา และสัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอาตัว
รอดเป็ นต้น
2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมที่
เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
ในสังคม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่ง
แวดล้อมแบ่งออกได้เป็ น 4 ลักษณะคือ
1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การปรับปรุง
บุคลิกภาพ การแต่งกาย การพูด
2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้มีความ
สัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับอารมณ์ความรู้สึก ให้สอดคล้องกับ
บุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด
3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้
มีความรู้ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ การมีความคิดเห็นคล้อยตามความ
คิดเห็นของคนส่วนใหญ่
4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับเปลี่ยนหลัก
การ แนวทางบางส่วนบางตอนเพื่อให้เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้ โดย
พิจารณาจากความจำเป็น และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้ า
หมาย เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของ
กลุ่ม
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์
มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วย
ตนเอง เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไป
ด้วยดี และมีความสุข จึงทำให้เกิดมีความเชื่อหลักการและทฤษฎี
ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จากบรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลาย
ที่พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่ง
สามารถรวบรวมทัศนะต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้ 3 ประเภท
1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของ
มนุษย์
2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์
และสิ่งแวดล้อม
1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์
แรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาก็คือ ความ
ต้องการ ซึ่งความต้องการนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
ความต้องการทางร่างกาย และความต้องการทางจิตใจ
1.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นแรงผลักดันที่อยู่ใน
ระดับพื้นฐานที่สุด แต่มีพลังอำนาจสูงสุด เพราะเป็นแรงผลักดันที่จะ
ทำให้ชีวิตอยู่รอด มนุษย์จะต่อสู้ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่
จะมาบำบัดความต้องการทางร่างกาย ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรม
ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งทางที่ดีที่ถูกต้องหรือทางที่ไม่ถูกต้องก็ได้
ความต้องการทางร่างกายที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด ได้แก่ ความต้องการ
อาหาร น้ำ อากาศ อุณหภูมิที่พอเหมาะ การพักผ่อน การขับถ่าย การ
สืบพันธุ์ ความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
การตอบสนองความต้องการทางร่างกาย อันทำให้มนุษย์แสดง
พฤติกรรมออกมานั้น สามารถกระทำได้ 2 ระดับ คือ
1.1.1 กิริยาสะท้อน เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นไปได้
โดยธรรมชาติ เช่น เมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ร่างกายก็จะ
ขับเหงื่ อออกมาเป็ นการลดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับพอเหมาะ
1.1.2 พฤติกรรมเจตนา เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ต่อสิ่ง
เร้าโดยความตั้งใจหรือความพอใจของตนเอง เช่น เมื่อรู้สึกตัวว่าร้อน
ก็จะไปอาบน้ำ หรือเปิดพัดลม เป็นต้น
1.2 ความต้องการทางจิตใจ เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับสูงขึ้น
กว่าความต้องการทางร่างกาย แต่มีพลังอำนาจน้ อยกว่า เพราะความ
ต้องการทางจิตใจนี้ ไม่ใช่ความต้องการที่เป็นความตายของชีวิต จะ
เป็ นความต้องการที่มาช่วยสร้างเสริมให้ชีวิตมีความสุขความสบายยิ่ง
ขึ้นเท่านั้น
มีนักจิตวิทยาหลายคนได้อธิบายถึงแรงผลักดันภายในร่างกาย อันมี
ผลทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ดังนี้
1. ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาชาว
ออสเตรีย ได้วิเคราะห์จิตมนุษย์ออกเป็นองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ อิด
(Id) อีโก้ (Ego) และซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) ส่วนทั้งสามนี้
ประกอบเป็นโครงสร้างทางจิต (ศรีราชา เจริญพานิช, 2526 : 13)
อิด เป็นสัญชาตญาณในตัวมนุษย์ จะอยู่ในรูปของพลังงานที่คอยผลัก
ดันให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ พลังงานนี้มีสองส่วนคือ ส่วนหนึ่ง
จะผลักดันให้มีชีวิตอยู่รอด เรียกว่า สัญญาณชีวิต และอีกส่วนหนึ่งจะ
ผลักดันให้ชีวิตดับ เรียกว่า สัญญาณความตาย อิดเป็นส่วนของจิตที่
คนเราไม่รู้สึก เป็นจิตใต้สำนึก แรงผลักดันนี้จึงมีอยู่โดยที่คนเราไม่รู้
สึกตัว เป็นแรงผลักดันไร้สำนึก อิดจะผลักดันให้จิตอีกส่วนหนึ่งซึ่ง
เป็นส่วนใหญ่และส่วนที่รู้ตัว ที่เรียกว่า อีโก้ กระทำในสิ่งต่างๆ ตามที่
อิดต้องการ ทั้งส่วนที่เป็นสัญญาณชีวิต และส่วนที่เป็นสัญญาณความ
ตาย จึงเป็นตัวตอบสนองความต้องการของอิด ส่วนของจิตที่ทำ
หน้ าที่ควบคุมสัญชาตญาณเหล่านี้คือ ซุปเปอร์อีโก้ หรือ มโนธรรมที่มี
อยู่ในจิตของแต่ละบุคคล เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เป็นผลเกิดจาก
การอบรมสั่งสอนของสังคม ทำให้อิดและอีโก้มีพฤติกรรมอยู่ทางที่ถูก
ที่ควรเป็ นที่ยอมรับของสังคม
แรงผลักดันของอิดจะทำให้เกิดความตึงเครียด อีโก้จะต้อง
พยายามตอบสนองความต้องการของอิดเพื่อลดความตึงเครียด แต่
ความต้องการของอิดบางอย่าง อีโก้ก็ไม่อาจทำตามเพราะไปขัดกับ
มโนธรรมในซุปเปอร์อีโก้ จึงทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตก
กังวลใจเกิดขึ้น ความวิตกกังวลนี้จึงเป็นแรงผลักดันพฤติกรรมอีก
แรงหนึ่ง เพื่อปกป้ องตนเองให้รอดนั้น ความวิตกกังวล อีโก้จึงต้อง
พัฒนาพฤติกรรมป้ องกันที่เรียกว่า “กลไกป้ องกัน” ซึ่งเป็นไปโดย
ไม่รู้สึกตัว ตัวอย่างพฤติกรรมป้ องกัน
1. การเก็บกด (Repression) คือการที่อีโก้จะพยายามเก็บความ
รู้สึกที่เป็นความปรารถนาที่สังคมไม่ยอมรับต่างๆ เช่น ความอิจฉาพ่อ
แม่ พี่น้ องของตนเอง ซึ่งถ้าแสดงออกมาก็จะถูกสั่งตำหนิ
2. การถอดแบบ (Identification) เป็นการยอมรับในสิ่งที่อิดเกิด
ความอิจฉาและนำเอาพฤติกรรมของสิ่งนั้นมาเป็ นแบบแผนในการ
แสดงพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งทำให้ความวิตกกังวลหมดไปได้
3. การยึดแน่น (Fixation) เป็นการยึดแน่นในพฤติกรรมที่ตน
ต้องการ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองตั้งแต่ตอนวัยเด็ก จนเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ ก็จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งตอบสนองความ
ต้องการ
4. การแสดงพฤติกรรมตรงข้าม (Reaction Formation) คือ การ
แสดงที่ตรงข้ามกับความต้องการของอิดที่ไม่เป็ นที่ยอมรับของสังคม
เช่น ผู้หญิงอิจฉาแม่ แต่แสดงพฤติกรรมเป็นห่วงหรือเอาอกเอาใจ
ตลอดเวลา
5. การตำหนิผู้อื่น (Projection) เป็นการคิดว่า ผู้อื่นมีลักษณะไม่ดี
เพื่อกลบเกลื่อนลักษณะที่มีในตนเอง เพื่อตนเองจะได้เกิดความ
สบายใจ
6. การถดถอย (Regression) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ถดถอย
ไปสู่วัยเด็ก
7. พฤติกรรมเบี่ยงเบน (Sublination) เป็นการแสดงพฤติกรรม
อย่างอื่นเพื่อทดแทนพฤติกรรมที่ตนต้องการ แต่ไม่สามารถ
แสดงออกได้ เช่น ความต้องการทางเพศ ความก้าวร้าวก็แสดงออก
ในรูปการเขียนกลอน การร้องเพลง การทำงานหนัก เป็นต้น
8. การทดแทน (Displacement) คือ การแสดงความปรารถนากับ
อีกบุคคลหนึ่งหรือสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นการทดแทน เช่น ถูกนายจ้างดุด่า ก็
ไประบายกับลูกเมียที่บ้าน ขาดแม่ก็อาจจะหลงรักใครเหมือนกับรัก
แม่ของตน
2. อับราฮัม มาสโลว์ (Abrahum Maslow) เป็นนักจิตวิทยาใน
กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งนักจิตวิทยากลุ่มนี้ มีความเชื่อว่า
มนุษย์มิใช่ทาสของแรงผลักดันต่างๆ เช่น ความหิวกระหายเท่านั้น
แต่มนุษย์ยังเกิดมาพร้อมศักยภาพของความเป็นมนุษย์ต่างๆ เช่น
ความอยากรู้ ความสร้างสรรค์ และความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง
จนเต็มขีดความสามารถ มาสโลว์ได้เน้ นให้เห็นถึงความต้องการให้
แต่ละคน ในการพัฒนาศักยภาพของตนให้เป็นจริงขึ้นมามากเป็น
พิเศษ เขาเห็นว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมด้วยความต้องการ 5 อย่าง ซึ่ง
เรียงตามลำดับความสำคัญมากน้ อยก่อนหลังได้ดังนี้
2.1 ความต้องการทางสรีระ หรือร่างกาย ซึ่งเป็นความต้องการขั้น
แรกสุด
2.2 ความต้องการสวัสดิภาพ หรือความปลอดภัยทั้งปวง จะเกิดขึ้น
เมื่อความต้องการทางสรีระได้รับการตอบสนองแล้ว
2.3 ความต้องการความรัก เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากการที่
บุคคลมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในรูปแบบต่างๆ เช่น พ่อแม่กับลูก
สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพื่อน เป็นต้น
2.4 ความต้องการความนิยมนับถือในตนเอง เป็นขั้นที่คนเรา
ต้องการยอมรับ ความพอใจและความภูมิใจในตนเอง
2.5 ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตน เป็นความต้องการขั้น
สูงสุดของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์สามารถตอบสนองความต้องการใน
เรื่องปากท้อง ความปลอดภัย ความรักเรื่องศักดิ์ศรีได้อย่างเพียง
พอแล้ว จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เจริญงอกงามมากที่สุด
มนุษย์อยากจะศึกษาเพราะอยากรู้อย่างแท้จริงอยากทำเพราะใจรัก
เป็ นต้น
จากการจัดระเบียบความต้องการของมนุษย์ตามแนวความเชื่อ
ของมาสโลว์ ชี้ให้เห็นว่า ความต้องการทางสรีระยังเป็นความต้องการ
ขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ และเมื่อความต้องการในขั้นนี้ได้รับการ
ตอบสนองแล้ว ก็จะเกิดความต้องการในระดับสูงต่อไปอีกเรื่อยๆ
3. ความเชื่อในพระพุทธศาสนา เชื่อว่า แรงผลักดันพฤติกรรม
ของมนุษย์อันเป็นผลมาจากแรงผลักดันในตัวมนุษย์นั้น คือ ความ
อยากซึ่งเรียกว่า ตัณหา ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 อย่าง คือ
3.1 กามตัณหา คือ ความอยากในสิ่งที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่า
พอใจ ในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส
3.2 ภวตัณหา คือ ความอยากจะเป็นในสิ่งต่างๆ เช่น เป็นเศรษฐี
ของประเทศ
3.3 วิภวตัณหา คือ ความอยากพ้นจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาต่างๆ
จากตัณหาทั้ง 3 อย่างนี้ จะทำให้มนุษย์เกิดความยึดมั่นในความ
อยากเหล่านั้น และความอยากก็จะเป็นตัวผลักดันให้มนุษย์กระทำ
ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะสนองความอยากเหล่านั้น หรือ
เพื่อให้ความอยากเหล่านั้นบรรลุความมุ่งหวังที่ตั้งเอาไว้
2. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
อริสโตเติล (Aristotle) เป็นผู้ที่เริ่มประกาศความเชื่อนี้ ต่อมา
ความคิดเช่นนี้กลับมามีอิทธิพลอีกในยุคของจอห์น ลอคค์ (John
Locke) เบิร์คลีย์ (Berkley) และอีกหลายคนซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์
ของมนุษย์เป็ นสิ่งที่ทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้ที่จะกระทำพฤติกรรม
เมื่อเกิดมานั้น มนุษย์มิได้มีความรู้ติดตัวมาแต่อย่างใด ล้วนแล้วแต่
ต้องเรียนรู้ภายหลัง จากเกิดมาแล้วทั้งสิ้น ต่อเมื่อมีประสบการณ์แล้ว
จึงจะเรียนรู้ และจดจำประสบการณ์นั้นเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับ
การแสดงพฤติกรรมในอนาคตต่อไป
สกินเนอร์ (Skinner) เป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม เป็นผู้มี
บทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมมนุษย์
ถูกควบคุมโดยเงื่อนไขแห่งการเสริมแรง และเงื่อนไขแห่งการลงโทษ
และด้วยเหตุนี้เองมนุษย์จึงไม่มีเสรีภาพแต่ประการใด สกินเนอร์ชี้ให้
เห็นว่าผลการกระทำของคนเรามีอยู่ 2 ประการคือ ผลการกระทำที่
ทำให้พอใจ ซึ่งจะทำหน้ าที่เป็นแรงเสริมให้แก่การกระทำนี้มีต่อไป
(เงื่อนไขแห่งการเสริมแรง) และผลการกระทำที่ทำให้ไม่พอใจ ซึ่งจะ
เป็ นตัวการที่ทำให้คนเราหยุดพฤติกรรมหรือการกระทำอันจะนำมา
ซึ่งผลการกระทำเช่นนี้ในอนาคต (เงื่อนไขแห่งการลงโทษ)
พฤติกรรมที่ยังผลให้เกิดความพอใจ เช่น พฤติกรรมที่ทำแล้วได้
รับคำชมเชย ได้ตำแหน่ง ได้เงิน ได้รับการยกย่อง ฯลฯ ก็จะมีโอกาส
สูงมากที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตในขณะที่พฤติกรรมที่ยังผลให้เกิด
ความไม่พอใจ เช่น ทำแล้วถูกตำหนิ เสียตำแหน่ง เสียเงิน ถูกทำร้าย
ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ฯลฯ ก็จะหยุดไป ดังนั้น พฤติกรมของคนเรา
จึงถูกควบคุมโดยเงื่อนไขของผลการกระทำทั้ง 2 ประการ ดังกล่าว
3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวของ
มนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อัลเบิร์ต แบนดูรา (Aibert Bandura) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง
มากในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญแก่ ลักษณะภายในตัวมนุษย์และสิ่ง
แวดล้อมว่า เป็นตัวก่อให้เกิดพฤติกรรม เขาอธิบายว่าพฤติกรรม
มนุษย์ องค์ประกอบภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่างก็มีอิทธิพล
ต่อกันและกัน ในลักษณะที่แต่ละองค์ประกอบต้องสัมพันธ์กันอย่าง
ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หมายความว่า ในบางครั้งสิ่งแวดล้อมอาจจะมี
ส่วนในการทำให้เกิดพฤติกรรมได้มากกว่าองค์ประกอบภายในตัว
บุคคล ส่วนในเวลาอื่นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลก็อาจจะมีอิทธิพล
ต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ว่า
ความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน เป็นกระบวนการที่
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน และทั้งคู่มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะเดียวกันพฤติกรรมมนุษย์ ก็มีอิทธิพล
ต่อทั้งสองสิ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งแบนดูราได้แสดงเป็นแผนภูมิดังนี้
พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวจิตวิทยา
นักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ส่วนใหญ่จะประพฤติปฏิบัติ
ตามแบบแผนของกฏระเบียบหรือวิธีการ ที่มีอยู่ในสังคม รวมทั้ง
วัฒนธรรมที่มีอยู่ในสังคมนั้น ๆ ซึ่งมนุษย์ย่อมเข้าใจในสถานภาพ
และบทบาทตามที่กลุ่มสังคมคาดหวังดังนั้นพฤติกรรมมนุษย์ อาจจะ
เกิดขึ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
1. การติดต่อสื่อสาร (COMMUNICATION)
2. การขัดแย้ง (CONFLICT)
3. การแข่งขัน (COMPETITION)
4. การประนีประนอมผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน
(ACCOMODATION)
5. การผสมผสานกลมกลืนเข้าหากัน (ASSIMILATION)
6. การร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน (COOPERATION)
พฤติกรรมมนุษย์ตามแนวนั กสังคมวิทยา
นักสังคมวิทยา เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสิ่ง
แวดล้อมหรือสภาวะภายนอกทั้งปวง (ETERNAL CONDITIONS)
ที่อยู่รอบตัวของมนุษย์ ทั้งสิ่งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างตลอดจน
พลังงานต่าง ๆ ที่จับต้อง รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่
มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ อากาศ แสงแดด ความร้อน ความเย็น แร่ธาตุ
กระแสไฟฟ้ า เครื่องมือสื่อสาร เป้ นต้น สิ่งต่าง ๆ
เหล่านี้ถือว่าเป็ นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลเหนือมนุษย์ทั้งในแง่ที่อำนวย
ให้เกิดผลดี และผลร้าย โดยที่มนุษย์ไม่มีทางหลีกหนี เราอาจจะแบ่ง
ประเภทของสิ่งแวดล้อม ออกเป็น 3 ประการใหญ่ ๆ คือ
1. สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
2. สิ่งแวดล้อมทางสังคม
3. สิ่งแวดล้อมทางครอบครัว
อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมที่
จะหาทางต่อสู้และเอาชนะทำให้เกิดวัฒนธรรม รูปแบบต่าง ๆ ขึ้น
เช่น การคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ การเพาะปลูก การสร้างถนนหนทาง
การสร้างเครื่องมือสื่อสาร เป็นต้น
พฤติกรรมมนุษย์ทางวิทยาศาสตร์
การใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ จำแนก
ได้ดังนี้
1. ความสมบูรณ์ หรือความปกติของสมอง จะมีส่วนสำคัญต่อ
พฤติกรรมมนุษย์ในด้านความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนด้านจิตใจ หาก
สมองผิดปกติย่อมมีผลให้ พฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยนแปลงไปด้วย
การผิดปกติของสมอง อาจเนื่องมาจากโรคหลายอย่าง เช่น ไข้มาเล
เรียขึ้นสมอง สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือเนื้องอกใน
สมอง เป็นต้น
2. ความพิการทางร่างกาย หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง
3. โรคจิตและ โรคประสาท
นอกจากนี้ยังมีส่วนของสมองที่เรียกว่า ต่อมไร้ท่อ (DUCTLESS
GLAND) ต่อมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์มาก อาจ
กล่าวโดยย่อ ๆ ถึงความสำคัญได้ดังนี้
1. ต่อมไทรอยด์ (THYROID GLAND) ต่อมนี้มี 2 ต่อม ติดอยู่ข้าง
หลอดลมข้างละต่อม ถ้าชำรุดสติปัญญาของคนจะเสื่อมถอย มีอาการ
ซึมเซาเหงาหงอย ฯลฯ
2. ต่อมพาราไทรอยด์ (PARATYROID GLAND) ต่อมนี้อยู่เหนือ
ต่อมไทรอยด์ ถ้าต่อมนี้มีฮอร์โมนน้ อยเกินไป คนจะเป็นโรคตื่นเต้น
ง่าย โกรธง่าย มีจิตใจหดหู่อยู่เสมอ
3. ต่อมพิทูอิทารี่ (PITUITARY GLAND) ต่อมนี้ฝังอยู่กลางศรีษะ
ถ้าต่อมทำงานไม่ปกติจะเป็นคนแคระแกร็น จะขาดความเจริญทาง
เพศ
4. ต่อมแอดรีนาล (ADRENAL GLAND) อยู่บนไตทั้งสองข้าง ถ้า
ต่อมนี้มีฮอร์โมนมากเกินไปความเจริญทางเพศจะรวดเร็วผิดปกติ
5. ต่อมทางเพศ (SEX GLAND) ต่อมนี้มีหน้ าที่เกี่ยวกับการ
สืบพันธุ์หากต่อมนี้ผิดปกติก็จะทำให้อาการทางเพศผิดปกติด้วย
ลักษณะความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์
ความแตกต่างดังกล่าวอาจแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
1. ความแตกต่างทางอารมณ์ (EMOTION)
2. ความแตกต่างทางความถนัด (APTITUDE)
3. ความแตกต่างของความประพฤติ (BEHAVIOUR)
4. ความแตกต่างของความสามารถ (ABILITY)
5. ความแตกต่างของทัศนคติ (ATTITUDE)
6. ความแตกต่างของความต้องการ (NEEDS)
7. ความแตกต่างของรสนิยม (TESTS)
8. ความแตกต่างทางสังคม (SOCAIL)
9. ความแตกต่างของลักษณะนิสัย (HABIT)
ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้บุคคลมีลักษณะเฉพาะของตนเองซึ่งเรียก
ว่า เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคล (INDIVIDUAL
DIFFERENCES) นักจิตวิทยา
ยอมรับว่า ทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันแม้แต่ฝาแฝดก็ไม่เหมือน
กัน สิ่งสำคัญที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน คือ พันธุกรรม และสิ่ง
แวดล้อม
การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านต่าง ๆ 6
ประการ คือ
1. การเรียนรู้ (LEARNING)
2. ค่านิยม (VALUE)
3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS)
4. ทัศนคติ (ATTITUDE)
5. ความเชื่อ (BELIEF)
6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)
การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์
พฤติกรรม (BEHAVIOUR) ในความหมายทางจิตวิทยาสังคม ย่อม
หมายรวมทั้งพฤติกรรมภายใน (COVERT BEHAVIOUR) และ
พฤติกรรมภายนอก (OVERT BEHAVIOUR) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้มนุษย์กระทำพฤติกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่ตัว
มนุษย์เอง ก็เป็นตัวกระตุ้นทางสังคมได้ทั้งสิ้น
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาสังคม มองสังคม
มนุษย์ ทั่วไปประกอบขึ้นด้วยตัวบุคคล จึงใช้ตัวบุคคลเป็นหน่วย
วิเคราะห์หลักในการศึกษาถึง ลักษณะพฤติกรรมของบุคคลในรูปของ
กลุ่ม
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า หัวใจสำคัญของการศึกษาทางจิตวิทยาสังคมมี 2
ประการคือ
1. ตับบุคคลและภาวะจิตของเขาที่นำเข้ามาในสถานการณ์ที่จะเกิด
มีพฤติกรรมขึ้น
2. "กระบวนการอิทธพลทางสังคม" ซึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมที่จะมี
อิทธิพล ต่อพฤติกรรมสังคมของบุคคล
พฤติกรรมของบุคคล
พฤติกรรมของคนเราแสดงออกมามากมายหลายลักษณะ ในการ
ศึกษาพฤติกรรมของบุคคลจะต้องนำพฤติกรรมมาจัดหมวดหมู่ เพื่อ
ให้เป็นการง่ายต่อการแยกแยะ และสะดวกต่อการศึกษาหมวดหมู่
ของพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมการเรียนรู้
พฤติกรรมแรงจูงใจ ฯลฯ ในการศึกษา พฤติกรรมกลุ่มคน ก็จำเป็น
ต้องจัดหมวดหมู่ของพฤติกรรมกลุ่มคนเช่นเดียวกัน
พฤติกรรมของบุคคลอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคม อิทธิพลของสังคม
อาจจัดอยู่ในรูปต่อไปนี้
1. SANTION หรือการบังคับเพื่อให้คนทำหน้ าที่ หรือแสดง
พฤติกรรม ตามที่สังคมกำหนดการ SANTION มีทั้งการลงโทษ การ
ให้รางวัล
2. NORMS หรือบรรทัดฐาน เช่น ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี
และกฏหมาย
3. VALUE OREINTATION แนวอบรมทางคุณค่า ซึ่งจะกำหนดมา
จากฐานของการแสดงออกได้แก่สาระข้อเท็จจริง ความพอใจต่าง
ๆ พฤติกรรมของบุคคลเป็นระบบการกระทำของมนุษย์ (ACTION
SYSTEM) ถ้าจะวิเคราะห์ ACTION SYSTEM อาจจะจำแนก
ตัวแปร ออกเป็น 5 ระดับ คือ
1. วัฒนธรรม
2. สังคม
3. บุคลิกภาพ
4. ชีวภาพ
5. กายภาพ
ทฤษฏีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์กโคลเบอร์ก เจ้าของ
ทฤษฏีได้สนใจในการพัฒนาการทางจริยธรรมของเพียเจท์ โดย
ทำการศึกษาวิจัย ทั้งวัยเด็ก และผู้ใหญ่ และได้ขยายขั้นตอนการ
พัฒนาออกเป็น 6 ขั้นตอนด้วยกันคือ
1. เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง 7 ขวบ ขั้นนี้จัดอยู่ในขั้นที่เชื่อฟัง
หรือยอมรับปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ที่มีอิทธิพลเหนือกว่า การเลือก
ปฏิบัติจะเลือก ในสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่ตน หลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ
เพราะคิดว่าการลงโทษเป็ นสิ่งที่ใช้ตัดสินว่าสิ่งใดดีสิ่งใดไม่ดี
2.. ขั้นหลักการแสวงหารางวัล เริ่มตั้งแต่อายุ 7 - 10 ปีขั้นนี้เด็ก
จะให้ ความสำคัญกับการได้รับรางวัล และคำชมเชยมากกว่าการถูก
ลงโทษ
3. ขั้นหลักกระทำตามเพื่อน เริ่มตั้งแต่อายุ 10 - 13 ปีขั้นนี้เป็นขั้น
ย่างเข้าสู่วัยรุ่น ดังนั้นกลุ่มเพื่อนเริ่มมอิทธิพล เด็กจะกระทำตามการ
ยอมรับของกลุ่มเพื่อน มากกว่าจะกระทำตามความคิดของตนเอง
4. ขั้นหลักกระทำตามหน้ าที่เริ่มตั้งแต่อายุ 13 - 16 ปี ขั้นนี้เป็น
ขั้นที่ปฏิบัติ โดยมุ่งหมายที่จะกระทำตามหน้ าที่ ตามระเบียบที่
กำหนดเอาไว้ ไม่ใช่เพราะต้องการรางวัล หรือกลัวถูกลงโทษ
5. ขั้นนี้เป็นขั้นบุคคลอื่น ไม่ก้าวก่ายในเรื่องของคนอื่น ยึดมั่น
ในสัจวาจา กระทำโดยเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
6. คนไทยไว้วางใจครูมาก เมื่อเขาส่งลูกหลานเขามาโรงเรียน
เขารู้ว่าลูกหลานของเขาปลอดภัย เขามอบความไว้วางใจให้ครูเต็มที่
โดยที่เขาไม่ระแวง สงสัยว่า ครูนั่นแหละ จะเป็นผู้ลอบทำร้ายลูก
หลานของเขาเสียเองเพราะเหตุอะไร ? เพราะไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก
เด็กโต เขาต่างมี ชีวิตจิตใจ เติบโต เคลื่อนไหวแสดงออกร่าเริง
แจ่มใสช่างคิด บางครั้งจะเจ็บป่วย ขมขื่น อดอยาก หิวโหย แต่เขาก็
ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ครูจะป้ อน ข้อมูลลงไปวันแล้ววันเล่า โดยลืมนึกถึง
จิตใจของเด็ก
บทที่3
จิตวิทยาการเรียนรู้
( Psychology of learning)
จิตวิทยาการเรียนรู้ ( Psychology of learning) หมายถึง
จิตวิทยาที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้นั้น
ต้องเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรหรือเกิดจากการ
ฝึกฝน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะเกิดได้จากขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน
คือตั้งใจจะรู้ กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้ ลงมือปฏิบัติและได้รับผล
ประจักษ์ สำหรับทฤษฎีการเรียนรู้นั้นจะพยายามศึกษาว่า
กระบวนการเรียนรู้นั้นมีลักษณะอย่างไร ในงานวิจัยส่วนใหญ่นั้นจะ
ทำการศึกษาแบบพฤติกรรมนิยมแบบพุทธินิยมและแบบ self-
regulated learning โดยมีจิตวิทยาทางสื่อเป็นแนวการศึกษาใหม่ที่
เพิ่มเข้ามา เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์
การเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ใน
กลุ่มนี้ คือ
1.1 อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849-1936) นักสรีรวิทยาชาว
รัสเซีย ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical
Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเร้า
1.2 จอห์น บี วัตสัน (John B Watson คศ.1878 -1958) ทฤษฎีการ
เรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคที่เกิดขึ้นกับมนุษย์
1.3 เบอร์รัส สกินเนอร์ (Burrhus Skinner) ทฤษฎีการเรียนรู้การ
วางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning theory)
1.4 เพียเจท์ (Jean Piaget) การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้ข้อมูล
และนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไร นักเรียนก็ยิ่งรับ
ข้อมูลได้มากเท่านั้น
1.5 กาเย่ ( Gagne) ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น
- การจูงใจ ( Motivation Phase) การคาด หวังของผู้เรียนเป็นแรง
จูงใจในการเรียนรู้
- การรับรู้ตามเป้ าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะรับ
รู้สิ่งที่สอดคล้องกับความตั้งใจ
- การปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ (Acquisition Phase) เพื่อให้เกิด
ความจำระยะสั้นและระยะยาว
- ความสามารถในการจำ (Retention Phase)
- ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase)
- การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว (Generalization Phase)
- การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ (Performance Phase)
- การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน (Feedback Phase) ผู้เรียน
ได้รับทราบผลเร็วจะทำให้มีผลดีและประสิทธิภาพสูง
1.6 ธอร์นไดค ทฤษฎีการเชื่อมโยง
2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปั ญญานิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่ม
นี้ คือ
2.1 เดวิค พี ออซุเบล ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
2.2 Gestalt Psychologist ทฤษฎีการใช้ความเข้าใจ
(CognitiveTheory)
2.3 โคท์เลอร์ (Kohler, 1925) การเรียนรู้โดยการหยั่งรู้
(Insight Learning)
2.4 Jero Brooner ทฤษฏีการเรียนรู้แบบค้นพบ
2.5 Piaget ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา
3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้คือ
3.1 ศาสตราจารย์บันดูรา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (
Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา การเรียนรู้โดยการสังเกตหรือ
การเลียนแบบ ( Observational Learning หรือ Modeling)
3.2 Anthony Grasha กับ Sheryl Riechmann ทฤษฎีการสังเกต
จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูผู้สอน และสังเกตจาก
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อนร่วมห้อง
3.3 เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม
3.4 Robert Slavin และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมกันเรียนรู้
3.5 David Johnson และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
เรียนรู้
3.6 Shlomo และ Yael Sharan ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ
กันเรียนรู้ในงานเฉพาะอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น
ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner)
บรูเนอร์ (Bruner, 1956) เป็นนักจิตวิทยาในยุคใหม่ ชาว
อเมริกันคนแรกที่สืบสานความคิดของเพียเจต์ โดยเชื่อว่าพัฒนาการ
และการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์
(Organism) เน้ นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่
แวดล้อมเด็ก ซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และ
สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร
ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ควรใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรู
เนอร์เน้ นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วย ลักษณะ 4 ข้อ คือ
แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structure) ลำดับขั้นความต่อเนื่อง
(Sequence) และการเสริมแรง (Reinforcement)
สำหรับในหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์
แบ่งขั้นพัฒนาการคิดในการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน
ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ได้แก่
1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระทำและ
การสัมผัส
2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิด
ความคิดจากการรับรู้ตามความเป็นจริง และการคิดจากจินตนาการ
ด้วย
3. ขั้นใช้สัญลักษณ์และคิดรวบยอด (Symbolic Stage) เด็กเริ่ม
เข้าใจเรียนรู้ความ สัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และพัฒนาความ
คิดรวบยอด
เกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอน
บรูเนอร์ได้กล่าวถึงทฤษฎีในการจัดการเรียนการสอนว่าควร
ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
1 . ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจภายใน มีความอยากรู้ อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบ
ตัว
2 . โครงสร้างของบทเรียนซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับผู้เรียน
3 . การจัดลำดับความยาก-ง่ายของบทเรียนโดยคำนึงถึงพัฒนาการทาง
สติปั ญญาของผู้เรียน
4 . การเสริมแรงของผู้เรียน
สรุป
บรูเนอร์มีความเห็นว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้
ความเข้าใจ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า acting, imaging และ
symbolizing เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต มิใช่ว่าเกิดขึ้น
เพียงช่วงใดช่วงหนึ่ งในระยะแรกๆของชีวิตเท่านั้น
บทที่4
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรม
ปั จจัยสำคัญอีกปั จจัยหนึ่ งซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์
ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยา ซึ่งมีปัจจัยย่อยอยู่หลายปัจจัย ปัจจัยทาง
จิตวิทยา จะทำหน้ าที่ เป็นสื่อกลางในการรับรู้และตีความสิ่งเร้าก่อน
ที่ร่างกายจะแสดง พฤติกรรมต่าง ๆ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญ
ประกอบด้วย แรงจูงใจและ การเรียนรู้
ปั จจัยพื้ นฐานด้านพฤติกรรมประกอบด้วย
ปั จจัยพื้ นฐานด้านชีวภาพ
1.พันธุกรรม คือ สิ่งที่เป็นลักษณะต่างๆของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการ
ถ่ายทอดมาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อนหน้ าโดยสามารถถ่ายทอดส่งต่อจาก
รุ่นหนึ่ งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ งได้
2.การทำงานของระบบในร่างกาย ได้แก่
1.ควบคุมหน้ าที่ของส่วนต่างๆของร่างกาย
ให้ปฏิบัติและประสานงานกัน
2.ควบคุมความคิดและพฤติกรรมของร่างกาย
3.ควบคุมหน้ าที่และของอวัยวะภายใน
ให้ดำเนินไปตามปกติ
4.มีหน้ าที่รับความรู้สึกจากภายนอก
และสามารถปรับร่างกายให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเหล่านั้นได้
3.ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System) คือ ระบบภายในที่มีหน้ า
ที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและควบคุมกระบวนการต่าง
ๆ ที่สำคัญภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
4. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) เป็นเนื้อเยื่อที่หดตัว
ได้ในร่างกาย เปลี่ยนแปลงมาจากเมโซเดิร์ม (mesoderm) ของชั้น
เนื้ อเยื่ อในตัวอ่อน และเป็ นระบบหนึ่ งของร่างกายที่สำคัญต่อการ
เคลื่อนไหวทั้งหมดของร่างกาย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กล้ามเนื้อ
โครงร่าง (skeletal muscle) กล้ามเ
นื้อเรียบ (smooth muscle) และ
กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)
ปั จจัยพื้นฐานด้านจิตวิทยา
1. แรงจูงใจ (Motivation)
แรงผลักดันจากภายในที่ทำให้ให้มนุษย์เกิดพฤติกรรมตอบสนอง
อย่าง มีทิศทางและ เป้ าหมาย เรียกว่า แรงจูงใจ คนที่มีแรงจูงใจ ที่จะ
ทำ พฤติกรรมหนึ่งสูงกว่า จะใช้ความพยายามนำ การกระทำไปสู่เป้ า
หมายสูงกว่า คนที่มีแรงจูงใจต่ำกว่า
ทฤษฎีแรงจูงใจ
นักจิตวิทยาได้พัฒนาทฤษฎีเพื่ออธิบายถึงแรงจูงใจของมนุษย์ เพื่อ
ตอบคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ปรากฏ แต่ละทฤษฎีมีจุดที่เป็น ความ
แนวคิด เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญได้แก่
ทฤษฎีสัญชาติญาณ ทฤษฎีแรงขับ ทฤษฎีการตื่นตัว และทฤษฎีสิ่งล่อ
ใจ
2. การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ การปรับ
พฤติกรรมของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ หรือมี ปฏิสัมพันธ์
กับ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมมี ความ
สัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า กับการ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หลักการเรียนรู้ ที่
สำคัญได้แก่ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก การวางเงื่อนไขปฏิบัติการ
และ หลักการเรียนรู้ทางสังคม
ปั จจัยพื้นฐานด้านสังคมวิทยา
1. อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม
2. กระบวนการสังคมประกิต
3. อิทธิพลของกลุ่ม
บทที่5
ความจำของมนุษย์
ใน จิตวิทยา ความจำ ( อังกฤษ : memory ) เป็นกระบวน
การที่ข้อมูลต่าง ๆ รับการเข้ารหัส การเก็บไว้ และการค้นคืน
เนื่องจากว่า ในระยะแรกนี้ ข้อมูลจากโลกภายนอกมากระทบกับ
ประสาทสัมผัส ต่าง ๆ (มีตาเป็นต้น) ในรูปแบบของ สิ่งเร้า เชิงเคมี
หรือเชิงกายภาพ จึงต้องมีการเปลี่ยนข้อมูลไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งก็คือการเข้ารหัส เพื่อที่จะบันทึกข้อมูลไว้ในความจำได้ ระยะที่
สองเป็นการเก็บข้อมูลนั้นไว้ ในสภาวะที่สามารถจะรักษาไว้ได้เป็น
ระยะเวลาหนึ่ง ส่วนระยะสุดท้ายเป็นการค้นคืนข้อมูลที่ได้เก็บเอาไว้
ซึ่งก็คือการสืบหาข้อมูลนั้นที่นำไปสู่การสำนึกรู้ ให้สังเกตว่า การค้น
คืนความจำบางอย่างไม่ต้องอาศัยความพยายามภายใต้อำนาจจิตใจ
3 ระยะในการสร้างและค้นคืนความจำ คือ
การเข้ารหัส (encoding) เป็นการรับ การแปลผล และการ
รวบรวมข้อมูลที่ได้รับ
การเก็บ (storage) เป็นการบันทึกข้อมูลที่ได้เข้ารหัสแล้วอย่าง
ถาวร
การค้นคืน (retrieval หรือ recollection) หรือ การระลึกถึง
เป็นการระลึกถึงข้อมูลที่ได้บันทึกไว้ แล้วโดยเป็นกระบวนการ
ตอบสนองต่อตัวช่วย (cue) เพื่อใช้ในพฤติกรรมหรือกิจกรรม
อะไรบางอย่าง
การสูญเสียความจำเรียกว่าเป็ นความหลงลืม หรือถ้าเป็ นโรค
ทางการแพทย์ ก็จะเรียกว่า ภาวะเสียความจำ
ความจำอาศัยประสาทสัมผัส
Sensory memory (ความจำอาศัยความรู้สึก)เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ
ความรู้สึกที่เก็บไว้น้ อยกว่า1วินาทีหลังจากเกิดการรับรู้สิ่งที่มา
กระทบประสาทสัมผัสความสามาร
ถในการเห็นวัตถุหนึ่ งแล้วจำได้ว่า
เหมือนกับอะไรโดยดู(หรือจำ)ใช้เวลาเพียงไม่ถึงวินาทีเป็ นตัวอย่าง
ของความจำอาศัยความรู้สึกเป็ นความจำนอกเหนือการควบคุมทาง
ประชานและเป็ นการตอบสนองอัตโนมัติแม้ว่าจะมีการแสดงให้ดู
เพียงระยะสั้นๆผู้ร่วมการทดลองมักจะรายงานว่าเหมือนจะ"เห็น"
รายละเอียดมากกว่าที่จะรายงานได้จริงๆ(เพราะกว่าจะบอกสิ่งที่เห็น
หมดก็ลืมไปก่อนแล้ว)
นักจิตวิทยาเชิงประชานชาวอเมริกัน ศ.จอร์จ สเปอร์ลิง ได้ทำงาน
ทดลองชุดแรกๆเพื่อตรวจสอบความจำประเภทนี้ในปี ค.ศ.1963 [2]
โดยใชัรูปแบบ "partial report paradigm" (การทดลองแบบรายงาน
เป็นบางส่วน) คือ มีการแสดงตารางมีอักษร 12 ตัว จัดเป็น 3 แถว
4 คอลัมน์ให้ผู้ร่วมการทดลองดู หลังจากให้ดูเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก็
จะเล่นเสียงสูง เสียงกลาง หรือเสียงต่ำเพื่อบอกผู้ร่วมการทดลองว่า
ให้รายงานอักษรแถวไหนจากการทดลองอย่างนี้ ศ.สเปอร์ลิง
สามารถแสดงได้ว่า สมรรถภาพของความจำอาศัยความรู้สึกสามารถ
จำได้ประมาณ 12 อักษร แต่ว่าจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว (ภายใน 2-3
ร้อยมิลลิวินาที)เนื่ องจากเสื่ อมเร็วมากผู้ร่วมการทดลองจะเห็นสิ่งที่
แสดง แต่ไม่สามารถรายงานอักษรทั้งหมดก่อนที่ความจำจะเสื่อมไป
ความจำชนิดนี้ไม่สามารถทำให้ดำรงอยู่ได้นานขึ้นโดยการท่องซ้ำ ๆ
(rehearsal)
ความจำอาศัยความรู้สึกมี 3 ประเภท คือ
Iconic memory เป็นตัวเก็บ
ข้อมูลทางตาที่เสื่อมอย่างรวดเร็ว
เป็ นความจำอาศัยความรู้สึกอย่างหนึ่ งที่เก็บภาพที่เกิดการรับรู้
ไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ
Echoic memory เป็นตัวเก็บข้อมูลทางหูที่เสื่อมอย่างรวดเร็ว
เป็ นความจำอาศัยความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ งที่เก็บเสียงที่เกิดการ
รับรู้ไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ
Haptic memory เป็นความจำอาศัยความรู้สึกที่เป็นฐานข้อมูล
ของสิ่งเร้าทางสัมผัส
ความจำระยะสั้น(short-term memory)เป็นความจำที่ช่วยให้
ระลึกข้อมูลได้เป็ นเวลาหลายวินาทีจนถึงนาทีหนึ่ งโดยไม่ต้องท่อง
ซ้ำๆความจำนี้มีขนาดจำกัดมากในปี ค.ศ.1956 เมื่อทำงานอยู่ที่
เบ็ลล์แล็บนักจิตวิทยาเชิงประชานช
าวอเมริกัน ศ.จอร์จ มิลเล่อร์
ทำการทดลองที่แสดงว่าขนาดความจำระยะสั้นอยู่ที่ 7±2 ชิ้น และ
ได้เขียนบทความตีพิมพ์ที่มีชื่อเสียงว่า"The Magical Number
Seven, Plus or Minus Two (เลขขลังคือ 7, บวกหรือลบ 2)" แต่
ว่าขนาดประมาณปัจจุบันของความจำระยะสั้นน้ อยกว่าที่มิลเล่อร์
กล่าวไว้โดยปกติจะอยู่ที่ 4-5 ชิ้น [4] แต่ว่าสามารถจะเพิ่มขนาดขึ้น
ได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า chunking (คือรวมข้อมูลหลายชิ้นให้
เป็นชิ้นเดียวกันเช่น เบอร์รหัส 02 หมายถึงเบอร์โทรศัพท์ใน
กรุงเทพฯ)ยกตัวอย่างเช่น ในการระลึกถึงเบอร์โทรศัพท์ 9 เบอร์
เราสามารถแบ่งเบอร์ออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก (เช่น 02) ส่วนที่สอง
ที่มีเลขสามตัว(เช่น 456)และส่วนสุดท้ายที่มีเลข 4 ตัว(เช่น 7890)
การจำเบอร์โทรศัพท์โดยวิธีเช่นนี้มีประสิทธิภาพดีกว่าพยายามจะจำ
เลขเดี่ยวๆ 9 ตัว เพราะว่า เราสามารถที่จะแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วน
ต่างๆที่มีความหมายซึ่งก็จะเห็นได้ในประเทศต่างๆที่มักจะแสดง
เบอร์โทรศัพท์เป็นส่วนๆแต่ละส่วนมี 2-4 ตัวเลข
ความจำระยะสั้นเชื่อกันว่าอาศัยการเข้ารหัสโดยเสียง(acoustic
code)โดยมากในการเก็บข้อมูลและอาศัยการเข้ารหัสโดยสิ่งที่เห็น
(visual code) บ้างแต่น้ อยกว่าในปี ค.ศ. 1964 คอนแรด [6] พบว่า
ผู้ร่วมการทดลองมีปั ญหาในการระลึกถึงกลุ่มอักษรที่มีเสียงคล้าย
กัน(เช่น E, P, D)ความสับสนในการระลึกถึงอักษรที่มีเสียงคล้ายๆ
กันไม่ใช่เพราะมีรูปร่างคล้ายๆกันบอกเป็ นนัยว่าอักษรต่างๆมีการเข้า
รหัสโดยเสียงแต่การทดลองของคอนแรดเกี่ยวข้องกับการเข้ารหัส
ตัวเขียนหนังสือดังนั้นแม้ว่าความจำเกี่ยวกับภาษาเขียนอาจจะต้อง
อาศัยส่วนประกอบเกี่ยวกับเสียงแต่ว่านัยทั่วไปเกี่ยวกับความจำ
ทุกๆแบบไม่ควรจะทำเพราะเพียงเหตุแห่งผลการทดลองนี้เท่านั้น
ความจำระยะยาว
การเก็บความจำอาศัยความรู้สึกและความจำระยะสั้นทั่วๆไปแล้ว
มีขนาดและระยะเวลาจำกัดซึ่งก็หมายความว่าไม่สามารถรักษา
ข้อมูลไว้ได้ตลอดชั่วกาลนานโดยเป
รียบเทียบแล้วความจำระยะยาว
มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อบรรจุข้อมูลที่อาจไม่จำกัดเวลา(เช่นรักษาไว้ได้
จนตลอดชีวิต)ขนาดความจำระยะยาวมีขนาดใหญ่จนวัดไม่ได้ยก
ตัวอย่างเช่นถ้าให้เลข7หลักโดยสุ่มเราอาจจะจำได้เพียงแค่ 2-3
วินาทีก่อนที่จะลืม ซึ่งบอกเป็นนัยว่าเก็บอยู่ในความจำระยะสั้นของ
เรา เปรียบเทียบกับเบอร์โทรศัพท์ที่เราอาจจะจำได้เป็นเวลาหลาย ๆ
ปีผ่านการท่องและการระลึกถึงซ้ำ ๆ ข้อมูลนี้จึงเรียกว่าเก็บอยู่ใน
ความจำระยะยาว
เปรียบเทียบความจำระยะสั้นที่เข้ารหัสข้อมูลโดยเสียง ความ
จำระยะยาวเข้ารหัสข้อมูลโดยความหมาย (semantic) ในปี ค.ศ
1966 แบ็ดเดลีย์ [7] พบว่า หลังจาก 20 นาที ผู้ร่วมการทดลองมี
ปัญหาในการจำกลุ่มคำที่มีความหมายคล้าย ๆ กัน (เช่นบิ๊ก ใหญ่
โต) ในระยะยาว ส่วนความจำระยะยาวอีกอย่างหนึ่งก็คือ " ความจำ
อาศัยเหตุการณ์ " (episodic memory) "ซึ่งเป็นการพยายามเก็บ
ข้อมูลเกี่ยวกับ 'อะไร' 'เมื่อไร' และ 'ที่ไหน ' " [8] เป็นความจำที่เรา
สามารถระลึกถึงเหตุการณ์เฉพาะต่าง ๆ เช่นงานเลี้ยงวันเกิดหรือ
งานแต่งงาน
ความจำระยะสั้นมีมูลฐานเป็นรูปแบบการสื่อสารใน เซลล์
ประสาท แบบชั่วคราวโดยอาศัยเขตต่างๆใน สมองกลีบหน้ า (โดย
เฉพาะ dorsolateral prefrontal cortex ) และในสมองกลีบข้าง
เปรียบเทียบกับความจำระยะยาวซึ
่งอาศัยการเปลี่ยนแปลงที่มี
เสถียรภาพและถาวรโดยการเชื่อมต่อทางเซลล์ประสาทที่กระจายไป
อย่างกว้างขวางในสมองฮิปโปแคมปั สเป็ นส่วนที่ขาดไม่ได้ในการ
ทำความจำระยะสั้นให้กลายเป็ นความจำระยะยาว(ซึ่งเป็ นสิ่งจำเป็ น
ในการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ)เป็นกระบวนการที่เรียกว่า "การทำความ
จำให้มั่นคง" (consolidation)แม้ว่าตัวเองจะไม่ใช่เป็นส่วนที่เก็บ
ข้อมูลนั้นไว้เอง แต่ถ้าไม่มีส่วนนี้ของสมองความจำใหม่ๆจะไม่
สามารถเก็บไว้ในความจำระยะยาวดังที่พบในคนไข้ เฮ็นรี่ โมไลสัน
หลังจากที่เขาผ่าตัดเอาฮิปโปแคมปั สทั้งสองซีกออกและจะไม่
สามารถ ใส่ใจ อะไรได้นานๆ(คือมีสมาธิสั้น)นอกจากนั้นแล้วสมอง
ส่วนนี้อาจมีบทบาทในการเปลี่ยนการเชื่อมต่อทางประสาทในช่วง
เวลา 3 เดือนหรือมากกว่านั้นหลังจากเกิดการเรียนรู้เหตุการณ์นั้นๆ
สิ่งที่เชื่อกันว่าเป็นหน้ าที่หลัก ๆ ของ การนอนหลับ ก็คือ ทำ
ข้อมูลที่ได้ เรียนรู้ นั้นให้มั่นคง (consolidation) ได้ดีขึ้น เพราะว่า
งานวิจัยหลายงานได้แสดงว่า ความจำที่ดีขึ้นอยู่กับการหลับนอนที่
เพียงพอในช่วงระหว่างการเรียนและการทดสอบความจำ [10]
นอกจากนั้นแล้ว ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยหลายงานที่ใช้การสร้าง
ภาพในสมอง (neuroimaging) แสดงรูปแบบการทำงานในสมองใน
ขณะนอนหลับที่เหมือนกับช่วงการเรียนรู้งานนั้น ๆ ในวันก่อน [10]
ซึ่งบอกเป็นนัยว่า ความจำใหม่ ๆ อาจเกิดการทำให้มั่นคงผ่านการ
เล่นซ้ำ (rehearsal)
บท
ที่6
ความคิดและเชาวน์ปัญญา
ทฤษฎีเชาวน์ปั ญญา
แม้จะมีทฤษฎีเชาวน์ปัญญาหลายทฤษฎี แต่ในที่นี้จะเสนอ ทฤษฎี
เชาวน์ปัญญา ที่ได้รับความนิยม และนำไปประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่
หลายอยู่ในขณะนี้ พร้อมทั้งสอดคล้องกับเรื่องที่จะสามารถนำไป
พัฒนาตนได้เป็นอย่างดี คือ ทฤษฎีพหุปัญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอ
ร์ (Howard Gardner) พร้อมทั้งแนวคิดทางพระพุทธศาสนา ที่
เกี่ยวข้องกับเรื่องของเชาวน์ปัญญาคือ หลักไตรสิกขา และโยนิโส
มนสิการ
ทฤษฎีพหุปั ญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์
การ์ดเนอร์ได้เสนอว่าเชาวน์ปัญญามนุษย์มี 8 ด้าน แต่ละด้านเหล่า
นี้ ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน ทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ที่มี
บทบาท ที่สลับซับซ้อน จะมีการผสมผสานการใช้สติปัญญาด้านต่าง
ๆ เข้าด้วยกัน ในการปฏิบัติบทบาทของตน เชาวน์ปัญญาทั้ง 8 ด้าน
ประกอบด้วย
1. ปั ญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)
บุคคลผู้มีความสามารถด้านนี้จะไวกับความหมายของคำ เล่นคำ
มีความสามารถ ใช้ภาษาได้อย่าง ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์และบาง
ครั้งก็ออกนอกกฎเมื่อไตร่ตรองดีแ
ล้ว เป็นผู้มีความสามารถด้าน
ภาษาในระดับสูง สามารถสื่อสารเชื่อมโยงได้อย่าง มีประสิทธิภาพ
ใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยตลอดจนการใช้ภาษากระตุ้นอารมณ์และ
ความรู้สึก บุคคลกลุ่มนี้ได้แก่ กวี นักเขียน นักการเมือง นักพูด นัก
ข่าว ทนายความ และพิธีกร
2. ปั ญญาด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์
(Logical Mathematical Intelligence)
ผู้มีปัญญาด้านนี้สูง จะสามารถจัดเก็บ ตัวแปรหลาย ๆ ตัวแปร
และสร้างสมมุติฐานได้มากมาย สามารถประเมินและยอมรับหรือ
ปฏิเสธสมมุติฐานแต่ละข้อได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถจะรวม ทั้ง
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์นั้นรักที่จะค้นคว้ากับ
สิ่งที่เป็นนามธรรม สนุกกับการแก้ปัญหาที่ต้องสรรหาเหตุผล
มากมายมาประกอบ ส่วนนักวิทยาศาสตร์ จะได้แรงจูงใจจากความ
ต้องการที่จะอธิบายทุกสิ่งให้เป็นรูปธรรม บุคคลกลุ่มนี้ได้แก่ นัก
วิทยาศาสตร์ วิศวกร นักฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์
3. ปั ญญาทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) ปัญญา
ด้านนี้เป็ นความสามารถที่จะเข้าใจโลกที่เรามองเห็นอยู่ได้อย่างถูก
ต้อง เป็นเรื่องที่จำเป็นในการเดินทางการเดินเรือ และการใช้แผ่นที่
ผู้มีความสามารถด้านนี้สูงจะสามาร
ถนำเสนอข้อมูลด้านมิติให้ออก
มาเป็นภาพได้ มีความเฉียบแหลมในการดึงภาพจากความคิดฝันมา
ทำให้ปรากฎ มาสร้างเป็นชิ้นงานศิลปะ บุคคลกลุ่มนี้ได้แก่ วิศวกร
ศัลยแพทย์ นักวาดแผนที่ ปฏิมากร และสถาปนิก
4. ปั ญญาทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ
(Bodily-Kinesthetic Intelligence) ผู้มีปัญญาด้านนี้สูงจะค้นพบ
ความสามารถของตน ทันทีที่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ
การเคลื่อนไหวนั้น ๆ โดยยังไม่ทันได้รับการฝึกมากนัก มีความ
สามารถในการหยิบจับวัตถุต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว เช่น นัก
ประดิษฐ์และนักแสดง ร่างกายจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในอาชีพ บุคคล
ในกลุ่มนี้ได้แก่ นักเต้นรำ นักกีฬา และนักกายกรรม
5. ปั ญญาทางด้านดนตรี (Musical Intelligence) คนทุกคน
ล้วนมีความสามารถทางดนตรีในระดับหนึ่ง ทุกคนสามารถสนุกไป
กับเสียงดนตรี ได้แก่ จังหวะ ท่วงทำนอง ระดับเสียง ซึ่งบางคนจะมี
ทักษะด้านนี้มากกว่าคนอื่น สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในการ
เล่นเครื่องดนตรี ปัญญาด้านนี้ครอบคลุมความสามารถทุกด้านที่
เกี่ยวข้องกับดนตรี ผู้มีความสามารถด้านนี้สูง ได้แก่ นักประพันธ์
เพลง นักร้อง นักดนตรี ผู้ควบคุมวงดนตรี และผู้เข้าซึ้งถึงดนตรี
6. ปั ญญาทางด้านการเข้ากับผู้อื่น (Inter-Personal
Intelligence) ปัญญาด้านนี้เป็นความสามารถที่จะมองไปที่ผู้อื่นหรือ
บุคคลที่อยู่ภายนอก ผู้ใหญ่ที่มีความชำนาญด้านนี้จะสามารถรับรู้
ความตั้งใจและความปรารถนาของ
ผู้อื่นได้ แม้เขาจะไม่แสดงออกให้
เห็นหรือปิดบังไว้ก็ตาม จะมีความไวต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้
อื่น บุคคลในกลุ่มนี้ได้แก่ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางการเมือง พ่อแม่
ครู นักบำบัด และนักแนะแนว
7. ปั ญญาทางด้านการเข้าใจตนเอง (Intra-Personal
Intelligence) ปัญญาด้านนี้คือการเข้าใจความรู้สึกของตนเองทุกแง่
ทุกมุม รู้จักระดับและขอบเขตอารมณ์ของตนเอง สามารถระบุ
อารมณ์นั้นได้และใช้เป็ นเครื่ องมือในการควบคุมพฤติกรรมของตน
ปรับปรุงการกระทำของตน ผู้มีปัญญาด้านนี้สูงจะมีความเข้าใจ
ภายในตนเองสูง จะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตของตนเอง สดชื่น และ
มีประสิทธิภาพ บุคคลกลุ่มนี้ได้แก่ นักเขียน นักแต่งนวนิยาย ผู้ทรง
ปัญญา และนักจิตวิทยา
8. ปั ญญาทางด้านความเข้าใจธรรมชาติ (Naturalistic
Intelligence) ปัญญาด้านนี้เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดใน
สภาพแวดล้อม ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้สูงจะรู้จักจำแนกชนิด และสาย
พันธุ์ของพืชและสัตว์ สามารถแยกแยะความแตกต่าง จัดหมวดหมู่
จัดประเภทของสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติของโลกได้ดีบุคคลในกลุ่มนี้
ได้แก่ นักเดินทาง นักพฤกษศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ สัตวแพทย์
และเจ้าหน้ าที่พิทักษ์ป่า
ความจำของมนุษย์มีขีดจำกัด
ความจำของมนุษย์มีขีดจำกัด คนเราไม่สามารถเก็บจำทุกอย่างที่รับ
รู้เข้ามาได้ และมีหลายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของความ
จำมนุษย์ มนุษย์เราสามารถเก็บจำ
ข้อมูลในความจำระยะสั้นได้เพียง
5 – 9 Chunk เท่านั้น โดย Chunk ในที่นี้คือ หน่วยพื้นฐานของ
ความจำระยะสั้น ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มของ
ข้อมูลก็ได้ ซึ่งหากจัดให้ Chunk เป็นกลุ่มของข้อมูล บุคคลก็มีแนว
โน้ มจดจำข้อมูลได้มากขึ้น แต่บุคคลก็ยังไม่สามารถให้จดจำสิ่งเร้าที่
ผ่านเข้าสู่ระบบรับสัมผัสทั้งหมดได้
ความจำของมนุษย์ในบางครั้ง ก็ไม่คงทนถาวร การจะรู้ว่ามนุษย์
เราสามารถจำอะไรได้บ้างนั้น ดูได้จากข้อมูล หรือตัวแทนที่บุคคลนำ
กลับขึ้นมาจาก ระบบการจำ แม้ว่าจะเป็นสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่อีก
ครั้ง หากมีข้อมูลใดที่บุคคลไม่สามารถนำกลับมาได้ บุคคลดังกล่าว
ได้แสดงให้เห็นถึง การลืม (forgetting) และการลืมนี้เอง คือสิ่งที่
บ่งบอกว่า ความจำของมนุษย์จึงไม่คงทนถาวร Baddeley (1999)
กล่าวว่า บุคคลแรกที่ทำ การศึกษาเรื่อง การลืมอย่างเป็นระบบ คือ
Hermann Ebbinghaus ในช่วงทศวรรษที่ 1880 Ebbinghaus เห็น
ว่ามี ทฤษฎีเกี่ยวกับความจำเกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่แน่ใจว่าทฤษฎี
ใดสามารถอธิบายความจำได้ดีที่สุดจึงได้ทำการทดสอบการจำของ
ตนเองโดยสร้างเครื่ องมือซึ่งมีลักษณะเป็ นพยางค์ที่ไร้ความหมาย
(nonsense syllables) ให้เขาทำการเรียนรู้และจดบันทึกอย่างระ
มัดมะวังเขาพบว่า หากเขามีจำนวนครั้งของการทบทวน
รายการของพยางค์ที่ไร้ความหมาย ในวันแรกของการเรียน
รู้มากขึ้น เวลาที่เขาทำการเรียนรู้ซ้ำในวันที่สองจะลดลง และเขายัง
พบอีกว่า ในการเรียนรู้รายการพยางค์ที่ไร้ความหมายของเขา จะมี
การลืมเกิดขึ้น โดยข้อมูลจะหายไป
จากระบบความจำอย่างรวดเร็ว
ในช่วงต้นของระยะเวลาการเก็บจำ แต่การหายไปของข้อมูลจะลด
ลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาการเก็บจำที่เพิ่มขึ้น จนถึงระดับหนึ่ง และ
จะค่อนข้างคงที่ หลังจากการศึกษาของ Ebbinghaus ไปอีกหลาย
สิบปี ก็มีงานวิจัยคลาสสิก ที่สนับสนุนผลการศึกษาของเขา ในช่วงปี
1958 – 1959 การศึกษาของ Brownนักจิตวิทยาชาวอังกฤษ และ
Peterson & Peterson นักจิตวิทยา ชาวอเมริกา แสดงให้เห็นว่า
ข้อมูลที่อยู่ในระบบความจำน้ อยกว่า 1 นาที โดยไม่ได้รับการ
ทบทวนนั้น มักจะถูกลืม โดยความจำจะหายไปประมาณ 50
เปอร์เซนต์ภายในระยะเวลาเพียง 5 วินาทีเท่านั้น การศึกษาโดยใช้
เทคนิคของ Brown/Peterson and Peterson ชี้ให้เห็นถึง ความไม่
คงทนของความจำ สำหรับข้อมูลที่เข้ามาเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็ยังมี
การรบกวนการจำในรูปแบบอื่น ที่แสดงให้เห็นว่าความจำของมนุษย์
ไม่คงทนเช่นกัน (Matlin, 2009)
ความจำของมนุษย์โดยส่วนใหญ่มักจะถูกต้อง แต่ไม่เสมอไป โดย
ส่วนใหญ่แล้ว ความจำของมนุษย์มักจะเก็บจำข้อมูลที่ถูกต้อง แต่
บางครั้งเราก็ได้แสดง ความจำที่ผิดพลาดออกมาบ้าง ซึ่งมีงานวิจัย
จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลที่อยู่ในรอยความจำของมนุษย์
นั้น แตกต่างไปจากข้อมูลของสิ่งเร้า ที่เกิดขึ้นจริง
กล่าวโดยสรุป ธรรมชาติความจำของมนุษย์จะกล่าวไปในทำนอง
เดียวกันว่า ความจำของมนุษย์จะมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะ
เป็ นการทำงาน เพื่อทำความเข้าใจข้อมูล หรือการปรับโครงสร้างของ
ความรู้ที่มีอยู่ในความจำตามรายละเอียดของข้อมูลที่ได้รับรู้ นอกจากนี้
งานวิจัยมักจะแสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการจำของมนุษย์มีขีด
จำกัด มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป และบางครั้ง มนุษย์ก็มีการลืม
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความจำของมนุษย์ ไม่ได้คงทนถาวรเสียทุกครั้งไป
อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่แล้วความจำของมนุษย์มักจะถูกต้อง หากมีความผิด
พลาดเกิดขึ้น ก็ผิดพลาดอย่างเป็ นระบบ จนบางครั้งบุคคลดังกล่าวยัง
ไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตัวเองได้จำพลาดไป
บทที่7
ทฤษฎีการรับรู้
(Perceptio
n Theory)
ทฤษฎีการรับรู้ (Perception Theory) การรับรู้ป็นพื้นฐาน
การเรียนรู้ที่สำคัญของบุคคล เพราะการตอบสนองพฤติกรรมใดๆ
จะขึ้นอยู่กับการรับรู้จากสภาพแวดล้อม ของตน และความสามารถ
ในการแปลความหมายของสภาพนั้นๆ ดังนั้น การเรียนรู้ที่มี
ประสิทธิภาพจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยการรับรู้ และสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งปั จจัยการรับรู้ประกอบด้วย
ประสาทสัมผัส และปัจจัยทางจิต คือความรู้เดิม ความต้องการ
และเจตคติเป็ นต้น
การรับรู้จะประกอบด้วยกระบวนการสามด้าน คือการรับสัมผัสการ
แปลความหมายและอารมณ์
การรับรู้ หมายถึง การรู้สึกสัมผัสที่ได้รับการตีความให้เกิด
ความหมายแล้ว เช่นในขณะนี้ เราอยู่ในภาวะการรู้สึก(Conscious)
คือลืมตาตื่นอยู่ ในทันใดนั้น เรารู้สึกได้ยินเสียงดังปังมาแต่ไกล(การ
รู้สึกสัมผัส-Sensation) แต่เราไม่รู้ความหมายคือไม่รู้ว่าเป็นเสียง
อะไร เราจึงยังไม่เกิดการรับรู้ แต่ครู่ต่อมามีคนบอกว่าเป็นเสียง
ระเบิดของยางรถยนต์ เราจึงเกิดการรู้ความหมายของการรู้สึก
สัมผัสนั้น ดังนี้เรียกว่าเราเกิดการรับรู้
การรับรู้เป็ นผลเนื่ องมาจาการที่มนุษย์ใช้อวัยวะรับสัมผัส
(Sensory motor) ซึ่งเรียกว่า เครื่องรับ (Sensory) ทั้ง 5 ชนิด คือ
ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง
จากการวิจัยมีการค้นพบว่า การรับรู้ของคนเกิดจากการเห็น
75% จากการได้ยิน13% การสัมผัส 6% กลิ่น 3%
และรส 3% ดังแผนภูมิต่อไปนี้
การรับรู้จะเกิดขึ้นมากน้ อยเพียงใดขึ้น อยู่กับสิ่งที่มีอิทธิพล
หรือปัจจัยในการรับรู้ ได้แก่ ลักษณะของผู้รับรู้ ลักษณะของสิ่ง
เร้า เมื่อมีสิ่งเร้าเป็นตัวกำหนดให้เกิดการเรียนรู้ได้นั้นจะต้องมีการ
รับรู้เกิดขึ้นก่อน เพราะการรับรู้ เป็นหนทางที่นำไปสู่การแปล
ความหมายที่เข้าใจกันได้ ซึ่งหมายถึง การรับรู้เป็นพื้นฐานของ
การเรียนรู้ ถ้าไม่มีการรับรู้เกิดขึ้น การเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
การรับรู้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้เกิดความคิดรวบยอด
ทัศนคติของมนุษย์ อันเป็นส่วนสำคัญยิ่งในกระบวนการเรียนการ
สอน
การจัดระบบการรับรู้
มนุษย์เมื่อพบสิ่งเร้าไม่ได้รับรู้ตามที่สิ่งเร้าปรากฏแต่จะนำมาจัด
ระบบตามหลักดังนี้
1. หลักแห่งความคล้ายคลึง (Principle of similarity)สิ่งเร้าใดที่
มีความคล้ายกันจะรับรู้ว่าเป็ นพวก
เดียวกัน
2. หลักแห่งความใกล้ชิด (Principle of proximity )สิ่งเร้าที่มี
ความใกล้กันจะรับรู้ว่าเป็ นพวกเดียวกัน
3.หลักแห่งความสมบูรณ์ (Principle of closure) เป็นการรับรู้
สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้สมบูรณ์ขึ้น
การเรียนรู้ของคนเราจากไม่รู้ ไปสู่การเรียนรู้ มี 5 ขั้นตอน ดัง
ที่ กฤษณา ศักดิ์ศรี (2530) กล่าวไว้ดังนี้
"…การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อ สิ่งเร้า มาเร้า ประสาทก็ตื่นตัว เกิดการ
รับสัมผัสกับอวัยวะรับสัมผัสด้วยประสาททั้ง 5 แล้วส่งกระแสสัมผัส
ไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการแปลความหมายขึ้น
โดยอาศัยประสบการณ์เดิมและอื่นๆ เรียกว่า การรับรู้ (perception)
เมื่ อแปลความหมายแล้วก็จะมีการสรุปผลของการรับรู้เป็ นความคิด
รวบยอด แล้วมีปฏิกิริยาตอบสนอง(response) อย่างหนึ่งอย่างใด
ต่อสิ่งเร้าตามที่รับรู้ เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แสดง
ว่าการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้วประเมินผลที่เกิดจากการตอบสนองต่อ
สิ่งเร้าได้แล้ว…"