The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nurirfa1204, 2022-04-12 08:41:38

จิตวิทยาครู

ข้อมูลเกี่ยวกับจิตวิทยา

กลไกของการรับรู้ กลไกการรับรู้เกิดขึ้นจากทั้ง สิ่งเร้าภายนอก
และภายในอินทรีย์ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อวัยวะรับสัมผัส
(Sensory organ) เป็น เครื่องรับสิ่งเร้าของมนุษย์ ส่วนที่รับความ
รู้สึกของอวัยวะรับสัมผัสอาจอยู่ลึก
เข้าไปข้างใน มองจากภายนอก
ไม่เห็น อวัยวะรับสัมผัส แต่ละอย่างมีประสาทรับสัมผัส (Sensory
nerve) ช่วยเชื่อมอวัยวะรับสัมผัสกับเขตแดนการรับสัมผัสต่าง ๆ ที่
สมอง และส่งผ่านประสาทมอเตอร์ (Motor nerve) ไปสู่อวัยวะ
มอเตอร์ (Motor organ) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ
ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของอวัยวะมอเตอร์ และจะออกมาใน
รูปใดขึ้นอยู่กับ การบังคับบัญชาของระบบประสาท ส่วนสาเหตุที่
มนุษย์เราสามารถไวต่อความรู้สึกก็เพราะ เซลประสาทของประสาท


รับสัมผัส แบ่งแยกแตกออกเป็นกิ่งก้านแผ่ไปติดต่อกับ อวัยวะรับ

สัมผัส และที่อวัยวะรับสัมผัสมีเซลรับสัมผัส ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว
จึง สามารถทำให้มนุษย์รับสัมผัสได้

จิตใจติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยการสัมผัส คนตาบอดแม้
อธิบายให้ฟังว่าสีแดง สีเขียวเป็นอย่างไร เขาก็จะเข้าใจให้ถูกต้องไม่
ได้เลย เพราะเรื่องสีจะต้องรู้ด้วยตา เครื่องมือสัมผัสอย่างหนึ่งก็ทำ
หน้ าที่อย่างหนึ่ง คนหูหนวกย่อมไม่รู้สึกถึงลีลาความไพเราะของ
เสียงเพลง ดังนั้นการสอนจึงเน้ นว่า "ให้สอนโดยทางสัมผัส" การรับ
รู้นับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การรับรู้ที่ถูกต้องจึงจะส่ง
ผล ให้ได้รับ ความรู้ที่ถูกต้อง นักเรียนต้องได้การรับรู้ที่ถูกต้อง มิ
ฉะนั้นความรู้ที่รับไปก็ผิดหมด อวัยวะสัมผัส กับการรับรู้

บทที
่8
จิตวิทยาการจ
ัดการเรียรู้
( Psychology


of learning)







จิตวิทยาการเรียนรู้ ( Psychology of learning) หมายถึง
จิตวิทยาที่ใช้ในการถ่ายทอดความรู้ โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้นั้น
ต้องเกิดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรหรือเกิดจากการ
ฝึกฝน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะเกิดได้จากขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอน

คือตั้งใจจะรู้ กำหนดวิธีปฏิบัติเพื่อให้รู้ ลงมือปฏิบัติและได้รับผล
ประจักษ์ สำหรับทฤษฎีการเรียนรู้นั้นจะพยายามศึกษาว่า

กระบวนการเรียนรู้นั้นมีลักษณะอย่างไร ในงานวิจัยส่วนใหญ่นั้นจะ
ทำการศึกษาแบบพฤติกรรมนิยมแบบพุทธินิยมและแบบ self-

regulated learning โดยมีจิตวิทยาทางสื่อเป็นแนวการศึกษาใหม่ที่
เพิ่มเข้ามา เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์

การเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางด้านจิตวิทยามี 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ใน
กลุ่มนี้ คือ

1.1 อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov, 1849-1936) นักสรีรวิทยา
ชาวรัสเซีย ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical
Conditioning Theory) หรือ แบบสิ่งเร้า

1.2 จอห์น บี วัตสัน (John B Watson คศ.1878 -1958) ทฤษฎี
การเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

1.3 เบอร์รัส สกินเนอร์ (Burrhus Skinner) ทฤษฎีการเรียนรู้การ
วางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning theory)

1.4 เพียเจท์ (Jean Piaget) การจัดการเรียนรู้ที่ครูเป็นผู้ให้


ข้อมูลและนักเรียนเป็นผู้รับข้อมูล ครูยิ่งให้ข้อมูลมากเท่าไร นักเรียน

ก็ยิ่งรับข้อมูลได้มากเท่านั้น
1.5 กาเย่ (Gagne) ทฤษฎีการเรียนรู้ 8 ขั้น

- การจูงใจ ( Motivation Phase) การคาดหวังของผู้เรียนเป็นแรง
จูงใจในการเรียนรู้
- การรับรู้ตามเป้ าหมายที่ตั้งไว้ (Apprehending Phase) ผู้เรียนจะ
รับรู้สิ่งที่สอดคล้องกับความตั้งใจ
- การปรุงแต่งสิ่งที่รับรู้ไว้เป็นความจำ (Acquisition Phase) เพื่อให้
เกิดความจำระยะสั้นและระยะยาว
- ความสามารถในการจำ (Retention Phase)
- ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว (Recall Phase)
- การนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เรียนรู้ไปแล้ว (Generalization
Phase)
- การแสดงออกพฤติกรรมที่เรียนรู้ (Performance Phase)
- การแสดงผลการเรียนรู้กลับไปยังผู้เรียน (Feedback Phase) ผู้
เรียนได้รับทราบผลเร็วจะทำให้มีผลดีและประสิทธิภาพสูง
1.6 ธอร์นไดค ทฤษฎีการเชื่อมโยง

2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปั ญญานิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้
คือ

2.1 เดวิค พี ออซุเบล ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
2.2 Gestalt Psychologist ทฤษฎีการใช้ความเข้าใจ
(CognitiveTheory)
2.3 โคท์เลอร์ (Kohler, 1925) การเรียนรู้โดยการหยั่งรู้ (Insight
Learning)
2.4 Jero Brooner ทฤษฏีการเรียนรู้แบบค้นพบ
2.5 Piaget ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา
3. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม นักจิตวิทยาที่อยู่ในกลุ่มนี้
คือ
3.1 ศาสตราจารย์บันดูรา แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด
(Stanford) ประเทศสหรัฐอเมริกา การเรียนรู้โดยการสังเกตหรือการ


เลียนแบบ (Observational Learning หรือ Modeling)
3.2 Anthony Grasha กับ Sheryl Riechmann ทฤษฎีการสังเกต
จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูผู้สอน และสังเกตจาก
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อนร่วมห้อง

3.2 Anthony Grasha กับ Sheryl Riechmann ทฤษฎีการสังเกต
จากปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูผู้สอน และสังเกตจาก
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อนร่วมห้อง

3.3 เลวิน (Lawin) ทฤษฎีสนาม
3.4 Robert Slavin และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมกันเรียนรู้
3.5 David Johnson และคณะทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
เรียนรู้
3.6 Shlomo และ Yael Sharan ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน
เรียนรู้ในงานเฉพาะอย่าง

บทที่9
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ






การเรียนรู(Learning) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลเกิดการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิดและความ สามารถ โดย
อาศัยประสบการณและปฏิสัมพันธระหวา งผูเรียนและ สิ่งแวดลอม
ความหมายของการจัดการเรียนรูคือสถานการณอยางหนึ่ งที่มีสิ่ง

ตอไปนี้เกิดขึ้น
1.มีความสัมพันธและมีปฏิสัมพันธเ กิดขึ้น ระหวางผูส อนกับ ผูเ รียน
ผูเรียนกับผูเ รียน ผูเ รียนกับสิ่งแวดลอ ม และผูสอนกับ สิ่งแวดลอม

2.ความสัมพันธแ ละการมีปฏิสัมพันธก อ ใหเกิดการเรียนรูและ
ประสบการณใ หม

3.ผูเรียนสามารถนําประสบการณใหมน ั้นไปใชไ ดประสบการณและ
ปฏิสัมพันธระหวา งผูเ รียนและสิ่งแวดลอ ม

ความสำคัญ

การจัดการเรียนรู้การสอนเปรียบเสมือน เครื่องมือที่ส่งเสริมให้ผู้
เรียนรักการเรียน ตั้งใจเรียน และเก
ิดการเรียนรู้ขึ้ัน การเรียนของผู้
เรียนจะไปสู่ จุดหมายปลายทางมากน้ อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการ
จัดการเรียนรู้ของผู้สอนด้วยเช่นกัน หากผู้สอน จัดการเรียนรู้ที่ดีและ
เหมาะสม ก็จะทําให้ผู้เรียน เข้าใจ เกิดความชํานาญ และสามารถนํา
ความรู้ไป ประยุกต์และสานต่อได้ ฉะนั้นการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสําคัญ

การเตรียมตัวสอนการเรียนรู้เด็กปกติ
เตรียม SEAT…

S...เตรียมผู้เรียน
E…เตรียมสภาพแวดล้อม
A…เตรียมกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน


T…เตรียมสื่อสิ่ งอําานวยความสะดวกและ
บริการทางการศึกษา
หลักสูตรหรือการเรียนรู้ของเด็กปกติ
1.ผู้สอนต้องไปทําความเข้าใจในเรื่องที่จะสอน
2.ผู้สอนต้องมีความรู้ความเข้าใจในรายวิชานั้นๆ
3.ใช้สื่อให้เหมาะสมกับช่วงวัย
4.ทําสื่อออกมามีความน่าสนใจน่าอ่าน
5.ทํากิจกรรมให้เด็กเพื่อทดสอบความเข้าใจของ นักเรียน

รูปแบบการจัดการเรียนรู้เด็กปกติ
1.สามารถนั่งเรียนเป็ นเวลานานได้
2.สามารถทํากิจกรรมหน้ าเสาธงได้
3.สามารถรับประทานอาหารเองได้
4.สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
5.สามารถเรียนวิชายพละได้
6.ทํากิจกรรมต่างๆได้
7.มีปฎิภาณไหวพริบ
8.สามารถเรียนวิชาปฎิบัติได้

บทที
่10
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิเศษ








เด็กพิเศษ คือ เด็กที่ต้องการความดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษ ซึ่งเรียกย่อมา
เรื่อยๆ จนกลายมาเป็น “เด็กพิเศษ” ในที่สุด คำนี้มีความหมายกว้าง
ครอบคลุมเด็กที่มีความบกพร่องหรือพิการทุกกลุ่มปัญหา เด็กที่เป็น
อัจฉริยะหรือมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน รวมถึงเด็กยากจนหรือด้อย
โอกาสทางการศึกษาด้วย แต่ในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงเด็กพิเศษ มักนึกถึงกลุ่ม
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา บกพร่องทางการเรียนรู้ และกลุ่มออทิ

สติก สเป็กตรัม เป็นหลัก
การศึกษาพิเศษ (Special Education) หมายถึงการศึกษาที่ตัดให้แก่เด็กที่
มีความต้องการพิเศษ (children with special needs) ทางการศึกษาแตก
ต่างไปจากเด็กปกติเนื่องจากมีความจากมีความผิดปกติทางร่างกาย อารมณ์
พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กได้เรียน

รู้อย่างเหมาะสมและได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มที่ การจัดการ
ศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ จึงต้องดำเนินการสอนโดยครูที่ได้รับการฝึกฝนมา
เป็นพิเศษ มีเทคนิควิธีการสอน ที่แตกต่างไปจากเด็กปกติ การจัดเนื้อหา

ของหลักสูตร กิจกรรมการเรียนการสอน อุปกรณ์การสอนและวิธีการ
ประเมินผลที่เหมาะสมกับสภาพและความสามารถของแต่ละบุคคล เพื่อ
พัฒนาให้เกิดศักยภาพสูงสุด และการจัดการศึกษาพิเศษนี้ อาจจัดเป็นสถาน
ศึกษาเฉพาะสำหรับเด็กที่มีความผิดปกติในระดับรุนแรง หรือจัดการศึกษา
ในโรงเรียนปกติในรูปแบบการเรียนร่วม สำหรับเด็กที่มีระดับความผิดปกติ

ไม่รุนแรงมาก

รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ
มีหลักการที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อม การจัดการเรียน

การสอน และจัดสภาพแวดล้อมให้
เหมาะสมกับเด็กพิการในแต่ละ
ระดับและแต่ละประเภท และบำบัดฟื้ นฟูให้ความช่วยเหลือเพื่อให้
เด็กพิการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการศึกษาจนสามารถพัฒนา
เต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
โดยจัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. รูปแบบการเรียนในชั้นปกติตามเวลา เป็นรูปแบบการจัดการ
ศึกษา
พิเศษสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติน้ อยมากเด็ก
พิการสามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติเช่นเดียวกับเด็กปกติได้
ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่มีข้อจำกัดน้ อย
ที่สุด


2. รูปแบบการเรียนร่วม เป็นรูปแบบการศึกษาพิเศษ สำหรับ

เด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติ แต่อยู่ในระดับที่สามารถเรียน
ร่วมกับเด็กปกติได้ การจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบนี้ มุ่งให้เด็ก
พิการได้รับการศึกษา ในสภาวะที่มีข้อจำกัดน้ อยที่สุดเท่าที่แต่ละ
คนจะรับได้

3. รูปแบบเฉพาะความพิการ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษ
สำหรับเด็กที่มีความพิการค่อนข้างมาก หรือพิการซ้ำซ้อนเป็นรูป
แบบที่มีสภาพแวดล้อมจำกัดมากที่สุด

แบ่งเป็ น 4 ระดับได้แก่
3.1 รูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษใน
โรงเรียนปกติ
3.2 รูปแบบการเรียนใน
โรงเรียนพิเศษเฉพาะทาง
3.3 รูปแบบการฟื้ นฟูในสมรรถภาพในสถาบันเฉพาะทาง
3.4การบำบัดในโรงพยาบาลหรือบ้าน

1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึงเด็กที่มองไม่เห็น

(ตาบอดสนิท) หรือพอเห็นแสงเลือนรางและมีความบกพร่องทาง
สายตาทั้งสองข้าง โดยมีความสามารถในการเห็นได้ไม่ถึงหนึ่ง
ส่วนสองของคนสายตาปกติ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำแนกได้ 2 ประเภท คือ


1.เด็กตาบอด หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็น

บ้างไม่มากนัก แต่ไม่ สามารถใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ในการ
เรียนได้

2.เด็กสายตาเลือนลาง หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทาง
สายตา สามารถมองเห็นแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
การให้ความช่วยเหลือ

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นครูจึงควรปฏิบัติต่อเด็กที่มี
ความบกพร่องทางการเห็นตามโอกาสและสถานการณ์ดังนี้

1.หากต้องการจะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กและเด็กที่อยู่ที่นั่นด้วย
ต้องพูดกับเขา โดยตรง ไม่ควรพูดผ่านคนอื่นเพราะคิดว่าเด็กจะ
ไม่เข้าใจหรือรู้ได้ไม่หมด

2.ไม่ควรพูดแสดงความสงสารให้เด็กได้ยินหรือรู้สึก
3.หากครูเข้าไปในห้องที่มีเด็กอยู่ควรพูดหรือทำให้รู้ว่าครูเข้ามา
แล้ว
4.การช่วยให้เด็กนั่งเก้าอี้ ให้จับมือวางที่พนักหรือที่เท้าแขนเด็ก
จะนั่งเองได้

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นกับ
เด็กปกติ

ในการสอนวิชาสามัญทั่วไปเด็ก
ปกติเรียนตามหลักสูตรใน
โรงเรียนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเด็กมีความบกพร่องทางการเห็น
สามารถเรียนรู้ได้เท่าหรือเกือบเท่าเด็กปกติ ถ้าครูใช้สื่อและวิธีการ
เหมาะสมจากการเรียนรู้จากประสาทสัมผัสที่เด็กมีความบกพร่อง
ทางการเห็นมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ศิลปศึกษา เกษตรและดนตรี เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นก็
สามารถเรียนรู้ได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะครอบคลุมทุกเรื่องทุก
เนื้อหา ในบางเรื่องอาจมีข้อจำกัดที่เด็กกลุ่มนี้ทำไม่ได้หรือทำได้
น้ อย เช่น วิชาพละศึกษา วิชาคัดลายมือ และนาฏศิลป์ เป็นต้น

อักษรเบลส์


อักษรเบลล์ คือระบบการเขียนหนังสือสำหรับคนตาบอด ซึ่ง

เป็นการร่วมกลุ่มของจุดนูนเล็กๆใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6
ตำแหน่งซึ่งนำมาจัดสลับไปมาเป็ นรหัสแทนอักษรตาดีหรือ
สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โน๊ ตดนตรี ฯลฯ ลงบน
กระดาษ โดยการอ่านด้วยปลายนิ้วมือ วิธีการเขียนใช้เครื่องมือ
เฉพาะเรียก สเลท (Slate) และดินสอ (Stylus) ในส่วนของการ
พิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์เรียก เบรลเล่อร์ (Brailler) ระบบการอ่านการ
เขียนอักษรเบลล์สำหรับคนตาบอดนี้ได้คิดค้นและประดิษฐ์โดย
หลุยส์ เบลล์ (Louis Braille)



การประเมินผล
เด็กที่มีความบดพร่องทางการเห็น ควรได้รับการ
ประเมินผลการเรียนทั้งด้านความร
ู้ ทักษะและเจตคติ เช่นเดียวกับ
เด็กปกติทั่วไป แต่เขาอาจต้องการแบบจัดหรือข้อสอบที่แตกต่างจาก
เด็กปกติอยู่บ้าง เช่นอักษรตัวพิมพ์ขยายหากบอดสนิท หรือบกพร่อง
รุนแรงก็อาจใช้อักษรเบลล์ หรือฟังแถบบันทึกเสียง ผู้ที่ทำการ
ประเมินต้องคำนึงถึงศักยภาพเป็นรายบุคคล ตลอดถึงต้องยืดหยุ่น
เรื่องเวลาในการทำข้อสอบให้มากกว่าเด็กปกติ 20%



2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญ
เสียการได้ยินไม่สามารถรับฟังเสียงได้เหมือนเด็กปกติ ซึ่งอาจเป็น
เด็กหูตึงหรือเด็กหูหนวกก็ได้


เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมี 2 ประเภท คือ

1.เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง สามารถ
ได้ยินได้ไม่ว่าจะใส่เครื่องช่วยฟัง หรือไม่ก็ตามเด็กหูตึงจะมีระดับ
การได้ยินในหูที่ดีกว่าอยู่ระหว่าง 26-89เดซิเบล ซึ่งคนปกติจะมี
ระดับการได้ยินอยู่ระหว่าง0-25 เดซิเบล

2. เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ดี
ตั้งแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไปไม่สามารถได้ยินเสียงพูดดัง อาจรับรู้เสียง
บางเสียงได้จากการสั่นสะเทือน

การให้ความช่วยเหลือ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีปัญหาทางการได้ยิน จึงไม่
สามารถได้รับประโยชน์จากการฟัง-
การพูดได้อย่างเต็มที่ ต้องใช้การ
สื่อสารวิธีอื่นแทนการใช้ภาษาพูด วิธีการสื่อความหมายของเด็กที่มี

ความบกพร่องทางการได้ยินอาจแบ่งเป็น 6 วิธี คือ
1. การพูด เหมาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินไม่มาก

นัก
2. ภาษา เหมาะสำหรับเด็กที่สูญเสียการได้ยินมากหรือหูหนวกซึ่ง

ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ด้วยการพูดจึงใช้ภาษามือแทน
3. การใช้ท่าทาง หมายถึง การใช้ท่าทางที่คิดขึ้นเองมักเป็นไปตาม
ธรรมชาติโดยไม่ใช้ภาษามือและไม่ใช้น้ำเสียงแต่ใช้สายตาในการรับ

ภาษา
4. การสะกดนิ้วมือ คือการที่บุคคลใช้นิ้วมือเป็นรูปต่างๆแทนตัว


พยัญชนะ สระ วรรณยุต์ ตลอดจนสัญลักษณ์อื่นของภาษาประจำชาติ
เพื่อสื่อภาษา
5. การอ่านริมฝีปาก เป็นวิธีการที่เด็กที่มีความบกพร่องทางการ
ได้ยินรับภาษาพูดจากผู้อื่น ดังนั้น การอ่านริมฝีปากจึงเป็นสิ่งแรกที่
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะต้องเรียนรู้วิธีการอ่านตั้งแต่

คำแรกที่เรียนภาษาและเป็ นสิ่งแรกที่เด็กต้องใช้ตลอดชีวิต
6. การสื่อสารรวม คือการสื่อสารตั้งแต่สองวิธีขึ้นไป เพื่อให้ผู้ฟังเดา
ความหมายในการแสดงออกของผู้พูดได้ดียิ่งขึ้นนอกจากการพูด การ
ใช้ภาษามือ การแสดงท่าทางประกอบแล้วก็อาจใช้วิธีอ่านริมฝีปาก

การอ่าน การเขียนหรือวิธีอื่นก็ได้

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินกับ
เด็กปกติ

เมื่อมีเด็กมีความบกพร่องทางการ
ได้ยินเข้ามาเรียนร่วมในชั้นเรียน
ครูผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้

1.ควรให้เด็กที่มีความบกพร่องนั่งในตำแหน่งที่สามารถมองเห็น
และได้ยินผู้สอนได้ชัดเจน

2.ใช้ท่าทางประกอบคำพูดเพื่อให้เด็กเข้าใจคำพูดของครุแต่ไม่
ควรแสดงท่าทางมาจนเกินไป

3.ครูควรเขียนกระดานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่าง


ยิ่งสิ่งที่มีความสำคัญ เช่น นิยาม คำสั่ง หรือการบ้าน เป็นต้น
4.อย่าพูดขณะเขียนกระดานเพราะเด็กไม่สามารถอ่านปากของ
ครูได้

5.เมื่อต้องการพูดคุยกับเด็กควรใช้วิธีเรียกชื่อ ไม่ควรใช้วิธีแตะ
สัมผัส เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักฟัง

6.จัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
7.ก่อนลงมือสอนควรตรวจเช็คเครื่ องช่วยฟั งว่าทำงานหรือไม่

8.ให้โอกาสแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินออกมารายงาน
หน้ าชั้น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสแสดงออกด้วยการพูด และขณะ
เดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กปกติได้ฝึกฟังการพูดภาษาของ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

9.หากเด็กปกติออกมาพูดหน้ าชั้น ครูผู้สอนควรสรุปสิ่งที่เด็กปกติ
พูดให้เด็กที่มีความ
บกพร่องทางการได้ยินฟั งด้วย

การประเมินผล
การประเมินผลสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการ

ได้ยิน ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายท
ี่กำหนดไว้ในแผนการศึกษา
เฉพาะบุคคล ของนักเรียนแต่ละคนอย่างน้ อยภาคเรียนละหนึ่ง
ครั้ง วิธีจัดและประเมินผลก็ทำเช่นเดียวกันกับการจัดผลประเมิน
ผลปกติ คือใช้แบบทดสอบ การสังเกตการสนทนา ให้ลงมือ
ปฏิบัติตามคำสั่ง ทดสอบปากเปล่า ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญเกี่ยวกับ
การวัดผลและประเมินผลจะกำหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะ
บุคคล

3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญา


เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มี

พัฒนาการด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ ภาษาและสติปัญญาล่าช้า
กว่าเด็กปกติ เมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว
ปรากฎว่ามีสติปั ญญาต่ำกว่าเด็กปกติโดยทั่วไป

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญาแบ่งตามระดับความรุนแรง
ออกเป็น 4 ระดับคือ
1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้ อย (เชาว์ปัญญา
50-70) เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนหนังสือได้
2.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง (เชาว์
ปัญญา 35-49) เป็นเด็กที่พอฝึกอบรมได้
3.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (เชาว์
ปัญญา20-34) เป็นเด็กที่ต้องได้รับการฟื้ นฟูสมรรถภาพทางการ
แพทย์และได้รับการดูแลที่เหมาะสม
4.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญาระดับรุนแรงมาก(เชาว์
ปัญญาต่ำกว่า 20) เป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่มี
ความจำกัดเฉพาะด้านต้องได้รับการฟื้ นฟูสมรรถภาพทางการ
แพทย์และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

การให้ความช่วยเหลือ
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญาการพัฒนาทาง

ด้านต่างๆจะน้ อยกว่าเด็กปกติ ครูผู้สอนต้องให้ความสำคัญและ
คำนึงถถึงความรุนแรงของความบ
กพร่องของเด็กเป็นรายบุคคล
เพื่อเป็นการฟื้ นฟูสมรรถภาพของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติ
ปั ญญา

ได้แก่

1.การเตรียมความพร้อมให้กิจกรรมหลากหลายแตกต่างกันเริ่ม
จากง่ายๆไปหายาก


2.การจัดนันทนาการเป็ นการทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานผ่อน

คลายทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการให้เด็กสามารถรู้กฎ
กติกาและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

3.การปรับพฤติกรรม เช่น การให้แรงเสริม การเป็นแบบอย่างที่
ดี การให้รางวัลเป็นต้น เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กที่ไม่
พึงประสงค์เป็ นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ได้

4.การจักศิลปะบำบัด เป็นวิธีการบำบัดสิ่งที่เป็นจริงที่เกี่ยวกับ
ความคิด เด็กได้มีโอกาสสร้างสรรค์หรือกระทำในสิ่งที่เขาคิดให้
เป็นจริงหรือเป็นสิ่งที่มองเห็นและสัมผัสได้ ซึ่งเป็นการพัฒนา
กล้ามเนื้อเล็กน้ อยด้วย

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญา
กับเด็กปกติ

การจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนจะต้องสอดคล้อง
กับความสามารถของเด็กๆแต่ละคนซึ่งเด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปั ญญาที่เรียนและฝึ กอบรมได้นั้นควรจัดดังนี้

1.ระดับก่อนประถมศึกษา ครูควรแนะนำพ่อแม่และสมาชิกใน
ครอบครัวให้ความรักเอาใจใส่ และเลี้ยงดูอย่างอบอุ่น เช่นเดียว
กับเด็กทั่วไป ถ้ามีชั้นก่อนประถมศึกษาใกล้บ้านควรให้เด็กได้เข้า
ชั้นก่อนประถมศึกษาก่อน ที่จะไปโรงเรียนปกติ


2.ระดับประถมศึกษา แนะนำผู้ปกครองให้สอนเด็กที่บ้าน

สอนเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ชื่อ สกุล อายุ พ่อแม่ ที่อยู่ การช่วย
เหลือตัวเอง สอนมารยาทที่จำเป็นในสังคมในชุมชน การไหว้
การกล่าวคำขอโทษ ขอบคุณ เป็นต้น

3.ระดับมัธยมศึกษา เดมื่อได้รับการศึกษาและฝึกาชีพอย่าง
เพียงพอสามารถประกอบอาชีพ และอยู่ในสังคมได้ บุคคลกลุ่มนี้
ต้องการดูแลและเอาใจใส่รวมทั้งต้องการคำแนะนำ ปรึกษา จากผู้
เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ

การประเมินผล
เด็กที่มีคงามบกพร่องทางสติปัญญาระดับเรียนได้ ซึ่งมีเชาว์
ปัญญา 50-70 การประเมินผล

ควรเป็ นไปตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพาะ
บุคคลของนักเรียนแต่ละคนควรมีการประเมินผลจุดมุ่งหมาย
ระยะยาว เพื่อปรับปรุงแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลของนักเรียน
แต่ละคนให้เหมาะสม ในการประเมินผลเด็กที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา ควรมีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กให้มาก
ที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับจุดประสงค์ที่กำหนดไว้
มนแผนการต่างๆมากน้ อยเพียงใดและควรปรับปรุงวัตถุประสงค์
ใดบ้าง


สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั ญญาระดับฝึ กอบรมได้

ซึ่งมีเชาว์ปัญญา 35-49 การประเมินผลจะต้องสอดคล้องกับ
แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยกำหนดจุดมุ่งหมายทั้งในระยะ
สั้นและระยะยาว การประเมินจะต้องเป็นไปตามจุดมุ่งหมายเหล่า
นั้น จุดมุ่งหมายระยะสั้นควรมีการประเมินทุกระยะ เช่น ทุก
เดือน หรือทุกสามเดือน จุดมุ่งหมานระยะยาว ประเมินอย่างน้ อย
ปี ละครั้งและในการประเมินแต่ละครั้งต้องมีข้อมูลครบถ้วน

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการ

เคลื่ อนไหว


เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว
หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติของแขน ขา หรือลำตัวรวมถึง
ศรีษะเป็ นเด็กที่มีความผิดปกติบกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะส่วน
ใดส่วนหนึ่ งของร่างกายทำให้ไม่สามารถเคลื่ อนไหวได้ดีเท่าคน
ปกติแต่ไม่ได้หมายถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นและ
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินแม้ว่าดวงตาและระบบการ
ได้ยินเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็ตาม เด็กที่มีความบกพร่องทาง
ด้านร่างกายหรือเคลื่อนไหวสามารถสังเกตได้ดังนี้


1.ร่างกายเติบโตไม่ปกติ เช่น แขนหรือขาไม่เท่ากันทั้งสองข้าง

ลำตัวเล็กผิดปกติอวัยวะ
ผิดรูป เช่น เท้าติด เอวคด หลัง-ลำตัวโค้งงอผิดปกติ แขนขาด้วน

2.กล้ามเนื้อผิดปกติ เช่น แขน-ขา ลำตัวลีบ ไม่มีแรงอย่าง
คนปกติ

3.ไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ เช่น ไม่สามารถเคลื่อน
ลำตัว แขน-ขา มือหรือเท้า
ได้อย่างคนทั่วไป

4.ไม่สามารถนั่ง ยืนได้ด้วยตนเอง
5.ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ เช่น ไม่สามารถรับ
ประทานอาหาร อาบน้ำ ถอด-ใส่
เสื้อผ้ได้ด้วยตนเอง

การให้ความช่วยเหลือ

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวอาจมีความ


บกพร่องหลายอย่างใน

บุคคลเดียว การฟื้ นฟูสมรรถภาพความพิการจึงจำเป็นต้องมี

หลายด้านตามสภาพความบกพร่องของเด็กแต่ละบุคคลซึ่งการ

บำบัดฟื้ นฟูต่างๆได้แก่

กายภาพบำบัด

เป็นการฟื้ นฟูสมรรถภาพทางร่างกายตั้งแต่แรกเริ่มในด้านต่างๆ

เช่น การทรงตัว การนั่ง หรือการยืนทรงตัวเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้

เคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆในลักษณะที่ถูกต้อง เป็นพื้นฐานในการ

เคลื่อนไหวที่ถูกต้องต่อไป


กิจกรรมบำบัด

เป็นการฟื้ นฟูสมรรถภาพทางร่างกายเพื่อเน้ นให้เด็กช่วยเหลือ
ตนเองได้มากที่สุด สามารถ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
และเร็วที่สุด สามารถอยู่อย่างปกติสุขเช่นคนทั่วไปโดยเน้ น

ทักษะกล้ามเนื้อย่อย เช่น การรับประทานหาร การทำความ

สะอาดร่างกาย การแต่งตัวเป็นต้น

อรรถบำบัดหรือการแก้ไขคำพูด

ในส่วนที่เด็กมีความบกพร่องทางการพูดจะต้องฝึ กการควบคุม

น้ำลาย การกลืน การเคี้ยว

อาหาร ฝึกโดยใช้อุปกรณ์ประเภทเครื่องเล่นที่เกี่ยวกับการออก

เสียง เครื่องดนตรีชนิดเป่า การเป่ากระดาษหรืออุปกรณ์ชนิดอื่นๆ

ให้เด็กได้รู้ว่าคนเราพูดเมื่อเวลาหายใจออกเท่านั้น

ศิลปะบำบัดและดนตรีบำบัด

เป็ นกิจกรรมเสริมเพื่ อพัฒนาเด็กที่มีความแตกต่างกันใน

ด้านต่างๆให้มีการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามศักยภาพโดยคำนึง

ถึงความสนุกสนาน ความต้องการธรรมชาติรวมถึงความจำเป็น

ของเด็กเป็ นรายบุคคล

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
กับเด็กปกติ
การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีควา
มบกพร่องทางด้านร่างกายหรือ
การเคลื่อนไหวได้แบ่งระดับของกิจกรรมการเรียนไว้ 3 ระดับคือ

1.ระดับก่อนวัยเรียน จุดมุ่งหมายสำคัญของการให้การ
ศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่อง
ทางด้านร่างกายคือ การเตรียมความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียน
ร่วม เด็กที่ได้รับการเตรียมความพร้อมแล้วเท่านั้นจึงจะประสบ
ความสำเร็จในการเรียนร่วมกับเด็กปกติ ความพร้อมที่ควรจะได้
รับการเตรียมในระดับนี้ได้แก่ ความพร้อมในการเคลื่อนไหว การ
ช่วยเหลือตนเอง ทักษะทางสังคมและพัฒนาการทางภาษาเพื่อให้


บรรลุเป้ าหมายดังกล่าว เด็กที่มีคงวามบกพร่องทางด้านร่างกาย

ควรได้รับบริการทางด้านการบำบัดควบคู่กันไป การบำบัดที่
จำเป็นได้แก่กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัดและการบำบัดทาง
ภาษา

2.ระดับประถมศึกษา เด็กอาจเริ่มเรียนรวมกับเด็กปกติใน
ลักษณะของการเรียนร่วมเต็ม
เวลาได้โดยไม่ต้องการการบริการพิเศษเพิ่มเต็ม เช่น เด็กที่ใช้
แขนหรือขาเทียม ซึ่งสามารถใช้หรือขาเทียมได้ดี ระดับสติ
ปั ญญาปกติและไม่มีความพิการด้านอื่ นเด็กประเภทนี้สามารถ
เรียนร่วมเต็มเวลาได้ เด็กที่มีความสามารถบกพร่องทางร่างกาย
อื่นก็สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ หากเด็กได้รับการเตรียม
ความพร้อมแล้วและทางโรงเรียนจัดบริการเพิ่มเติมให้กับเด็กการ
พิจารณาจัดเด็กเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติพิจารณาเด็กเป็ นราย
บุคคล

3.ระดับมัธยมศึกษา การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเน้ นด้าน
วิชาการและพื้นฐานด้านการ
งานและอาชีพหากเด็กมีความพร้
อมควรให้เด็กมีโอกาสเรียนร่วม
เต็มเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เด็กที่จะเรียนร่วมได้ดีควร
เป็ นเด็กที่สามารถช่วยตัวเองได้ในด้านการเคลื่ อนไหวและการ
ประกอบกิจวัตรประจำวันมีคงวามสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่น
และมีพื้นฐานอาชีพใกล้เคียงกับเด็กปกติ อย่างไรก็ตามเด็กที่มี
ความบกพร่องทางด้านร่างกายอาจยังต้องการบริการพิเศษ เช่น
การบำบัดทางกายภาพ กิจกรรมบำบัด การแก้ไขคำพูดเบื้องต้น
การพิจารณาส่งเด็กเข้าเรียนร่วมจะต้องพิจารณาความสามารถ
และความพร้อมของเด็กเป็นรายๆไป ทั้งนี้เพราะเด็กแต่ละคนมี
ความสามารถและระดับความพร้อมแตกต่างกัน


การประเมินผล
การประเมินผล ควรดำเนินการให้เป็นไปตามขั้น
ตอนและตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ในแผนการศึกษาเฉพราะ
บุคคล มีการประเมินผลระยะสั้นทุกภาคเรียน และมีการประเมิน
ผลระยะยาวอย่างน้ อยปีละ 1 ครั้ง
การประเมินผลต้องมีผลสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้ใน
แผนการศึกษา มีกานเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเด็กให้มากที่สุด เพื่อ
ให้การประเมินผลมีประสิทธิภาพ และข้อมุลยังจำเป็นสำหรับการ
วางแผนระยะยาวอีกด้วย

5. เด็กที่มีปั ญหาทางการเรียนรู้
เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ คือเด็กที่มีความ

บกพร่องเกี่ยวกับกระบวนการทา
งจิตวิทยา บกพร่องนี้เกียวกับ
ทั้งภาษาพูดและทั้งภาษาเขียน เด็กมีปัยหาทางด้านการฟัง การ
คิด การพูด การอ่าน การสะกดคำ หรือการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
รวมไปถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางการรับรู้ แต่ไม่รวมถึงเด็กที่มี
ปัญหาบกพร่องทางด้านสายตา ทางการได้ยิน และทางการ
เคลื่อนไหว ปัญยาอ่อนหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
ความบกพร่องทางด้านอารมณ์และความเสียเปรียบทางสภาพ
แวดล้อม
การให้ความช่วยเหลือ


การให้ความช่วยเหลือ ครูผู้สอนจะต้องสร้างความ

เชื่อมั่นในตนเองให้เด็ก แนะนำทางในการเสริมความเชื่อมั่นให้
แก่เด็ก อาจทำได้ดังนี้

1.ให้การเสริมแรงทางบวกแก่เด็ก เมื่อประสบผล
สำเร็จ

2.ค้นให้พบความสามรถของเด็กและส่งเสริมความ
สามารถนั้น

3.ให้เด็กฝึ กความรับผิดชอบทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน
เช่นเปิดโอกาสให้เด็ก ที่มีปัญหาทางการเรียน สอนเด็กที่อ่อนกว่า

4.อย่าเปรียบเทียบเด็กที่ปั ญหาทางการเรียนรู้กับ
เด็กอื่น หรือเปรียบเทียบระหว่างพี่น้ อง

5.บันทึกความสำเร็จของเด็ก เพื่อใหเห็นความ
ก้าวหน้ า และแนวดน้ มของเด็ก

6.ให้โอกาสแก่เด็กได้แสดงความสามารถ
7.เมื่อเด็กทำผิดหรือประสบความล้มเหลว อย่าซ้ำ
เติม ควรทำความล้มเหลวมาปรับปรุงตนเอง เพื่อให้เด็กมีโอกาส
ประสบผลสำเร็จต่อไป
8.ส่งเสริมใหเด็กได้ทำงานอดิเรกที่ชอบ

การเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่มีปั ญหาทางการเรียนรู้กับเด็ก

ปกติ การเรียนร่วมครูผู้ส
อนต้องคำนึงถึงความแตก

ต่างระหว่างบุคคล เพราะเด็กที่มีปั ญหาทางการเรียนรู้หลาย

ประเภร ซึ่งเกิดจากปั ญหาทางด้านจิตวิทยา หรือเกิดจาก

ความผิดปกติของมันสมองบางส่วน ดังนั้นการสอนเด็ก

เหล่านี้จึงต้องใช้วิธีการหลายวิธี ดังนี้

1.ไม่สอนโดยการบรรยายเพียงอย่างเดียว

2.ใช้คำสั่งที่สั้น ชัดเจน เข้าใจง่าย


3.ใช้คำสั่งที่ซ้ำๆ กัน แต่ควรเปลี่ยนคำหรือสำนวน
ทุกครั้ง

4.ไม่ควรเน้นการเขียน เมื่อครูให้การบ้าน

5.ให้การเสริมแรงมื่ อทำถูกต้อง

6.เด็กที่มีปั ญหาทางพฤติกรรม

เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หมา
ยถึงเด็กที่แสดงพฤติกรรมที่
เบี่ยงเบนไปจากทั่วไป และพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ส่งผลกระทบ
ต่อการเรียนรู้ของเด็กเองและของผู้อื่นด้วย พฤติกรรมที่เบี่ยง
เบนเป็นผลมาจากความขัดแย้งของเด็กกับสภาพแวดล้อม หรือ
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวเด็กเอง ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ ขาด
สัมพันธภาพกับเพื่อนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน มีความคับข้องใจ มีความ
เก็บกดทางอารมณ์โดย แสดงออกทางร่างกาย ซึ่งบางคนมีความ
บกพร่องซ้ำซ้อนอย่างเด่นชัด และเกิดเป็นเวลานาน

การให้ความช่วยเหลือ


เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม มีลักษณะของ

พฤติกรรมที่เป็นปัญหาคือพฤติกรรมก้าวร้าว ก่อกวน การ
เคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง
ระหว่างเด็กกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก ส่วนความวิตกกังวล การ
มีปมด้อย การหนีสังคม และความผิดปกติทางการเรียน เป็น
พฤติกรรมที่เกิดจากการขัดแย้งในตัวเด็กเอง การให้ความช่วย
เหลือ จึงทำได้หลายรูปแบบ ศาสตราจารย์ ดร.ผดุง อารยะวิญญู (
2541 . 105-107 )
ได้เสนอแนะการช่วยเหลือไว้ 3รูปแบบดังนี้

1.รูปแบบทางจิตวิทยาการศึกษา

นักจิตวิทยาเชื่อว่าองค์ประกอบทางชีววิทยา และการอบรมเลี้ยงดู

ของผู้ปกครองมีอิทธิพลต่อการพั
ฒนาการทางบุคลิกภาพของเด็ก
ตลอดจนปั ญหาทาง

อารมณ์ล้วนมีมูลเหตุมาจากพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดำเนินไปอย่าง

ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ทางหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กลดพฤติกรรมที่ไม่พึง

ประสงค์เหล่านี้ลงได้คือ ให้เด็กเข้าใจปัญหาของตนเอง และยินดีที่จะ

หาทางขจัดปัญหานั้นๆ การช่วยเหลือเด็กนั้นครูจะต้องทำให้เด็กเกิด

ความเชื่อถือ เกิดศรัทธา ทำให้เด็กมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาของ

ตน ดังนั้นการเรียนการสอนจึงควรกระทำเป็นรายบุคคล ควรใช้เกม

สถานการณ์จำลอง และกิจกรรมอื่นที่แตกต่างไปจากที่ใช้กับเด็กปกติ

จึงจะสามารถช่วยเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ

2.รูปแบบทางจิตวิทยา



นักจิตวิทยาได้ค้นพบพบหลักการเรียนรู้และการปรับพฤติกรรม

ของเด็กหลักการปรับพฤติกรรมนี้สามารถนำมาใช้ในการปรับ

พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ตัวอย่างเช่น เด็กอาจจะเรียนรู้โดยการ

สังเกตพฤติกรรมของเด็กปกติ โดยยึดพฤติกรรมของเด็กปกติที่ดีเป็น

แบบอย่าง ดังนั้นการปรับพฤติของเด็กจึงควรเน้ นและให้ความสนใจ

พฤติกรรมที่พึงประสงค์เท่านั้น พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ไม่ควรได้

รับความสนใจ ในการช่วยเหลือเด็กนั้นครูหรือนักจิตวิทยาอาจให้แรง

เสริมเพื่อให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์เพิ่มขึ้น หรืออาจใช้เท

คนิคอื่นๆ ในการลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลง

3.รูปแบบทางนิ เวศวิทยา
นักนิเวศวิทยาเชื่อว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เด็กเป็นส่วน

หนึ่งของโรงเรียน และโรงเรียนเป็
นส่วนหนึ่งของสังคม พฤติกรรม
ของเด็กควรได้รับการยอมรับจากสังคม ในการช่วยเหลือเด็ก ครูควร
ทำความเข้าใจกับทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นระบบในสังคม ทั้งนี้เพื่อ
หาทางขจัดสิ่งที่เป็นสาเหตุให้เด็กมีปัญหาทางพฤติกรรม เด็กอาจได้
รับการปรับพฤติกรรม แต่นักนิเวศวิทยาเชื่อว่า นั่นยังไม่เพียงพอควร
มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเด็กเท่าที่จำเป็ นด้วย
และรวมไปถึงการปรับปรุงทัศนคติของครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอด
จนสมาชิกในชุมชน เพื่อให้มีความเข้าใจและยอมรับเด็กมากขึ้น

การปรับพฤติกรรมมีหลายวิธีดังนี้
3.1 เสริมแรงทางบวก อาจเสริมแรงด้วยวาจา


3.2 เสริมแรงทางลบ เช่นเด็กไม่ส่งการบ้าน ครูดุ

3.3 การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิด เป็นการแก้ไขผลการกระ
ทำของเด็ก
3.4 การเป็ นแบบอย่างที่ดี ครูควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก เด็ก
อาจยึดครูเป็นแบบอย่างในหลายด้าน เช่น การพูดจาไพเราะ ขยัน
ทำงานเป็ นระเบียบ

การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีปั ญหาทางพฤติกรรมกับเด็กปกติ
การจัดเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม เข้าเรียนร่วมกับเด็ก

ปกตินั้น ควรพิจารณาองค์ประกอบส
ำคัญดังนี้
1.ทัศนคติของเด็กต่อการเรียนร่วม
2.ทัศนคติของครู ผู้ปกครองต่อการเรียนร่วม
3.พฤติกรรมของเด็ก ตลอดจนความรุนแรงของพฤติกรรม
4.ความสามารถของเด็กในการควบคุมตนเองตลอดจน

ทักษะทางสังคมของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคบเพื่อน การเข้ากับ
คนอื่น

5.ความพร้อมของครู ที่จะรับเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม
เข้าเรียนร่วมชั้นปกติ

6.ความร่วมมือจากผู้ปกครองในการปรับพฤติกรรมเด็ก


7.ปั จจัยที่เกี่ยวข้องอื่ นๆ

เด็กที่เรียนร่วมได้อย่างประสบผลสำเร็จนั้น ควรเป็นเด็ก
ที่ได้รับการปรับพฤติกรรมแล้ว เด็กมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับเด็ก
ปกติ หากเด็กยังมีปัญหาทางพฤติกรรมอยู่บ้าง ต้องได้รับบริการจาก
สถานศึกษาในด้านบริการแนะแนวและให้คำปรึกษาหรือรับบริการจาก
ครูเสริมวิชาการ

บทที่11
ทฤษฎีของ
การจูงใจ
(THEORIES OF MOTIVATION)





คำว่า “แรงจูงใจ” มาจากคำกริยาในภาษาละตินว่า

“Movere”(Kidd, 1973:101) ซึ่งมีความหมายตรงกับคำในภาษา
อังกฤษว่า “to move” อันมีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่โน้ มน้ าวหรือมัก
ชักนำบุคคลเกิดการกระทำหรือปฏิบัติการ (To move a person to a
course of action) ดังนั้นแรงจูงใจจึงได้รับความสนใจมากในทุกๆ
วงการ

สำหรับโลเวลล์ (Lovell, 1980: 109) ให้ความหมายของแรงจูงใจ
ว่า”เป็นกระบวนการที่ชักนำโน้ มน้ าวให้บุคคลเกิดความมานะพยายาม
เพื่อที่จะสนองตอบความต้องการบางประการให้บรรลุผลสำเร็จ”

ไมเคิล คอมแจน (Domjan 1996: 199) อธิบายว่าการจูงใจเป็น
ภาวะในการเพิ่มพฤติกรรมการกระทำกิจกรรมของบุคคลโดยบุคคล
จงใจกระทำพฤติกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายที่ต้องการ

สรุปได้ว่าการจูงใจเป็ นกระบวนการที่บุคคลถูกกระตุ้นจากสิ่ง
เร้าโดยจงใจให้กระทำหรือดิ้นรนเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์บางอย่างซึ่ง
จะเห็นได้พฤติกรรมที่เกิดจากการจู
งใจเป็ นพฤติกรรมที่มิใช่เป็ นเพียง
การตอบสนองสิ่งเร้าปกติธรรมดา ยกตัวอย่างลักษณะของการตอบ
สนองสิ่งเร้าปกติคือ การขานรับเมื่อได้ยินเสียงเรียก แต่การตอบ
สนองสิ่งเร้าจัดว่าเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการจูงใจเช่น พนักงาน
ตั้งใจทำงานเพื่ อหวังความดีความชองเป็ นกรณีพิเศษ

ลักษณะของแรงจูงใจ

1.แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives)

แรงจูงใจภายนอกเป็ นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้


เกิดพฤติกรรมอาจจะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศชื่อเสียง คำชม

หรือยกย่อง แรงจูงใจนี้ไม่คงทนถาวร บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อตอบ
สนองสิ่งจูงใจดังกล่าวเฉพาะกรณีที่ต้องการสิ่งตอบแทนเท่านั้น
ที่มาของแรงจูงใจ

แรงจูงใจมีที่มาจากหลายสาเหตุด้วยกันเช่น อาจจะเนื่องมาจาก
ความต้องการหรือแรงขับหรือสิ่งเร้า หรืออาจเนื่องมาจากการคาดหวัง
หรือจากการเก็บกดซึ่งบางทีเจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว จะเห็นได้ว่าการจูงใจให้
เกิดพฤติกรรมที่ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนเนื่ องจากพฤตกรรมมนุษย์มี
ความซับซ้อน แรงจูงใจอย่างเดียวกันอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต่าง
กัน แรงจูงใจต่างกันอาจเกิดพฤติกรรมที่เหมือนกันก็ได้ดังนั้นจะ
กล่าวถึงที่มาของแรงจูงใจที่สำคัญพอสังเขปดังนี้

ความต้องการ (Need)
เป็ นสภาพที่บุคคลขาดสมดุลทำให้เกิดแรงผลักดันให้บุคคลแสดง
พฤติกรรมเพื่อสร้างสมดุลให้ตัวเอง
เช่น เมื่อรู้สึกว่าเหนื่อยล้าก็จะ
นอนหรือนั่งพัก ความต้องการมีอิทธิพลมากต่อพฤติกรรมเป็นสิ่ง
กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการ นัก
จิตวิทยาแต่ละท่านอธิบายเรื่องความต้องการในรูปแบบต่างๆกันซึ่ง
สามารถแบ่งความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้เป็น 2 ประเภททำให้
เกิดแรงจูงใจ

1.แรงจูงใจทางด้านร่างกาย (physical motivation)
เป็นความต้องการเกี่ยวกับอาหาร น้ำ การพักผ่อน การได้รับความ

คุ้มครอง ความปลอดภัย การได้รับความเพลิดเพลิน การลดความ
เคร่งเคียด แรงจูงใจนี้จะมีสูงมากในวัยเด็กตอนต้นและวัยผู้ใหญ่ตอน


ปลายเนื่ องจากเกิดความเสื่ อมของร่างกาย

2.แรงจูงใจทางด้านสังคม (social motivation)
แรงจูงใจด้านนี้สลับซับซ้อนมากเป็ นความต้องการที่มีผลมาจาก

ด้านชีววิทยาของมนุษย์ในความต้องการอยู่ร่วมกันกับครอบครัว
เพื่อนฝูงในโรงเรียน เพื่อนร่วมงาน เป็นความต้องการส่วนบุคคลที่ได้
รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมซึ่งในบางวัฒนธรรมหรือ
บางสังคมจะมีอิทธิพลที่เข้มแข็งและเหนียวแน่นมาก

ความแตกต่างของแรงจูงใจด้านสังคมและแรงจูงใจด้านร่างกาย คือ
แรงจูงใจด้านสังคม เกิดจากพฤติกรรมที่เขาแสดงออกด้วยความ
ต้องการของตนเองมากกว่า ผลตอบแทนจากวัตถุและสิ่งของ

แรงขับ (drives)
เป็ นแรงผลักดันที่เกิดจากความต้องการทางกายและสิ่งเร้าจากภายใน
ตัวบุคคล ความต้องการและแรงขับ
มักเกิดควบคู่กัน เมื่อเกิดความ
ต้องการแล้วความต้องการนั้นไปผลักดันให้เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า
เป็นแรงขับ เช่นในการประชุมหนึ่งผู้เข้าประชุมทั้งหิว ทั้งเหนื่อย
แทนที่การประชุมจะราบรื่นก็อาจจะเกิดการขัดแย้งหรือเพราะว่าทุก
คนหิวก็รีบสรุปการประชุมซึ่งอาจจะทำให้ขาดการไตร่ตรองที่ดีก็ได้

สิ่งล่อใจ (incentives)
เป็ นสิ่งชักนำบุคคลให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ งไปสู่จุดมุ่งหมายที่
ตั้งไว้ถือเป็นแรงจูงใจภายนอก เช่น ต้องการให้พนักงานมาทำงาน
สม่ำเสมอก็ใช้วิธียกย่องพนักงานที่ไม่ขาดงานโดยจัดสรรรางวัลใน
การคัดเลือกพนักงานที่ไม่ขาดงานหรือมอบโล่ให้แก่ฝ่ ายที่ทำงานดี


ประจำปี สิ่งล่อใจอาจเป็นวัตถุ เป็นสัญลักษณ์ หรือคำพูดที่ทำให้บุคคล

พึงพอใจ

การตื่นตัว (arousal)
เป็นภาวะที่บุคคลพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรม สมองพร้อมที่จะคิด
กล้ามเนื้อพร้อมจะเคลื่อนไหว นักกีฬาที่อุ่นเครื่องเสร็จพร้อมที่จะ
แข่งขันหรือเล่นกีฬา องค์การที่มีบุคลากรที่มีความตื่นตัวก็ย่อมส่งผล
ให้ทำงานดี
การศึกษาธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์มีความตื่นตัว 3 ระดับคือ
-การตื่ นตัวระดับสูงจะตื่ นตัวมากไปจนกลายเป็ นตื่ นตกใจหรือตื่ นเต้น
เกินไปขาดสมาธิ
-การตื่นตัวระดับกลางคือระดับตื่นตัวที่ดีที่สุด
-การตื่นตัวระดับต่ำมักจะทำให้ทำงานเฉื่อยชา งานเสร็จช้า

จากการศึกษาพบว่าปั จจัยที่ทำให้บุคคลตื่ นตัวมีทั้งสิ่งเร้าภายนอก
และภายใน ได้แก่ลักษณะส่วนตัวของบุคคลแต่ละคนที่มีต่างกันทั้ง
บุคลิกภาพ นิสัยและระบบสรีระของผู้นั้น

การคาดหวัง (expectancy)
เป็ นการตั้งความปรารถนาที่จะเกิดขึ้นของบุคคลในสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน
อนาคต เช่น พนักงานคาดหวังว่าเข
าจะได้โบนัสประมาณ 4-5 เท่า
ของเงินเดือนในปีนี้ การคาดหวังทำให้พนักงานมีชีวิตชีวาซึ่งบางคน
อาจสมหวัง บางคนอาจผิดหวังก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่คาดหวังมักไม่
ตรงกันเสมอไป ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นห่างกับสิ่งที่คาดหวังมากก็อาจจะทำให้
พนักงานคับข้องใจในการทำงาน การคาดหวังก่อให้เกิดแรงผลักดัน
หรือเป็นแรงจูงใจที่สำคัญต่อพฤติกรรม ถ้าองค์การกระตุ้นให้
พนักงานยกระดับผลงานตนเองได้และพิจารณาผลตอบแทนที่ใกล้
เคียงกับสิ่งที่พนักงานคาดหวังว่าควรจะได้ก็จะเป็ นประโยชน์ทั้ง
องค์การและพนักงาน

การตั้งเป้ าหมาย (goal setting)


เป็ นการกำหนดทิศทางและจุดมุ่งหมายปลายทางของการกระทำ

กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ งของบุคคลจัดเป็ นแรงจูงใจจากภายในของ
บุคคลผู้นั้นในการทำงาน ธุรกิจที่มุ่งเพิ่มปริมาณและคุณภาพควรมี
การตั้งเป้ าหมายในการทำงานเพราะจะส่งผลให้การทำงานมีแผนใน
การดำเนินการเหมือนเรือที่มีหางเสือ เพราะมีเป้ าหมายชัดเจน

บทที่12
การแน
ะแนว
(Guidance)

การแนะแนว (Guidance) มีความหมายว่า การชี้แนวทาง
หรือการชี้ช่องทางเพื่อให้บุคคลแต่ละคนรู้จักตนเองอยางดี รู้ถึง
ความสามารถและขอบเขตแห่งความสามารถของตน ตลอดจนรู้
โอกาสและช่องทางต่างๆที่จะใช้ความสามารถที่ตนมีอยู่ให้เกิด
ประโยชน์แก่ตนเอง และสังคมที่อาศัยอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำ
ได้


พนม ลิ้มอารีย์ ( 2548 , หน้ า 3) กล่าววา่ การแนะแนว

หมายถึง การแนะ การชี้ช่องทางให้การบอกแนวทางให้ เพื่อช่วย
ให้ผู้ที่มีปัญหาให้ตัดสินใจได้ แต่มิใช่การ แนะนา เพราะแนะนา
นั้นผู้ให้ความช่วยเหลือจะทา หน้ าที่เป็ นผู้เลือก หรือทา หน้ าที่เป็
นผู้ตัดสินใจให้

ส่วนการแนะแนวนั้นผู้ให้ช่วยเหลือหรือนักแนะแนวไม่ได้
ทา หน้ าที่เป็ นผู้เลือกทำหน้ าที่เป็นผู้ตัดสินใจให้ แต่ทำหน้ าที่เป็น
ผู้ให้ข้อมูลต่างๆ แล้วให้ผู้ที่มีปัญหาทา หน้ าที่เลือกและตัดสินใน
ใจด้วยตนเอง

ลักขณา สริวัฒน์ ( 2543,หน้ า349) ให้ความหมายของ การ
แนะแนวว่า คือ กระบวนการที่จะช่วยให้บุคคลรู้จักและเข้าใจ
ตนเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจสภาพแวดล้อม รู้จักวิธีการที่จะเผชิญกับ
ปัญหา ตัดสินใจเลือกวิธีการที่เหมาะสม สามารถวางแผนและ
ปรับตัวเข้ากับสังคม การแนะแนวเป็นวิธีการที่จะช่วยพัฒนา
บุคคลไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิต

รวีวรรณ ชินะตระกูล ( 2539,หน้ า26) ได้อธิบายความหมาย
ของ การแนะแนว คือ กรรมวิธีอย่างหนึ่งที่บุคคลหนึ่งให้ความ
ช่วยเหลือแก่บุคคลหนึ่งจะทา ให้บ
ุคคลได้รู้จักใช้ความคิด โดย
ถ่องแท้ รู้จักตัดสินใจว่าจะทำ ประการใดกับปัญหาของตน การให้
ความ

ช่วยเหลือนี้อาจจะขยาย กว้างออกไปถึงบุคคลต่างๆ โดย
ไม่คำนึงถึงวัยและฐานะทางสังคม การให้ความช่วยเหลือนี้ อาจ
จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับปัญหาหนึ่งปัญหาใดก็ได้ ความก้าวหน้ า
ทางการศึกษา หรือการปรับตัวทางสังคมหรือทางด้านอารมณ์


สรุปความหมาย การแนะแนว หมายถึง กระบวนการที่

ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการแนะแนวให้บริการช่วย
เหลือแก่
บุคคลโดยไม่จำกัด เพศ วัย ชั้น วรรณะ ซึ่งสามารถทา ได้ทั้ง
รายบุคคลหรือเป็ นกลุ่มแล้วแต่กรณีเพื่ อช่วยให้บุคคลรู้จักและ
เข้าใจตนเอง ในสถานที่แท้จริงของตนเองเองว่ามีความสามารถ
ความถนัด สติปัญญา เจตนาคติ ศักยภาพอย่างไรเพื่อให้สามารถ
ตัดสินใจได้

การแนะแนวสามารถให้ความหมายได้ 3 นัย ด้วยกัน คือ

1. ความหมายตามรูปศัพท์ การแ
นะแนว หมายถึง “ การชี้แนะ
การชี้ช่องทางให้ การบอกแนวทางให้ เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีปัญหา
ตัดสินใจได้ แต่มิใช่การ แนะนา ( Advise) เพราะการแนะนำนั้น
ผู้ให้ความช่วยเหลือจะทำหน้ าที่เป็นผู้เลือก หรือทำหน้ าที่เป็นผู้
ตัดสินใจให้ ส่วนการแนะแนวนั้นผู้ให้ความช่วยเหลือหรือนัก
แนะแนวไม่ได้ทา หน้ าที่เป็นผู้ตัดสินใจให้ แต่เป็นผู้ให้ข้อมูลต่างๆ
แล้วให้ผู้มีปัญหาทำหน้ าที่เลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง ”

2.ความหมายในแง่กระบวนการ (Process) การแนะแนว
หมายถึง กระบวนการช่วยเหลือให้เข้าใจตนเองและโลกของตน


โดยมีสิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่ 4 ประการ คือ
ประการแรก กระบวนการ (Process) หมายถึง ปรากฏการณ์
ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และคำว่า
กระบวนการแสดงให้รู้ว่า การแนะแนวมิใช่เหตุการณ์เดี่ยว แต่
เกี่ยวข้องกับชุดของการกระทา หรือลา ดับขั้น ซึ่งก้าวหน้ าไป
เรื่อยๆสู่เป้ าหมาย

ประการที่สอง การช่วยเหลือ
( Helping) หมายถึง การช่วย
การอนุเคราะห์ การสงเคราะห์ การให้ประโยชน์ อาชีพที่เกี่ยวข้อง
กับการช่วยเหลือ (Helping Occupations) เป็นจำนวนมาก เช่น
จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ต่างมี
วัตถุประสงค์สำคัญอยู่ที่การป้ องกัน (Prevention) การซ่อมเสริม
(Remediation) และการเยียวยาแก้ไข (Amelioration) ความยุ่ง
ยากและความยากลำบากของมนุษย์

ประการที่สามบุคคล ( Individuals) หมายถึง นักเรียนที่อยู่ใน
สถานศึกษา และยิ่งไปกว่านั้นการแนะแนวจัดว่าเป็นการช่วย


เหลือที่จัดให้กับนักเรียนปกติ (Normal) ซึ่งต้องการความช่วย

เหลือ สำหรับพัฒนาการที่เป็นปกติ

ประการสุดท้าย การเข้าใจตนเองและโลกของตน (
Understand themselves and their world) หมายถึง การที่
บุคคลรู้ว่าตนเป็นใคร รู้ถึงเอกลักษณ์ของตน (Personal
Identity) รับรู้ธรรมชาติของตนอย่างกระจ่าง มีประสบการณ์
เกี่ยวกับโลกของตน

บทที่13
จิตวิทยาการให้คำปรึกษา



“จิตวิทยาการปรึกษา” หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า
Counseling Psychology นั้น เป็นศาสตร์หนึ่งด้านจิตวิทยา ที่มุ่ง
เน้ นในการให้บริการแก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้บุคคลสามารถทำหน้ าที่
ของตนได้อย่างเต็มศักยภาพในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านชีวิต
ส่วนตัว และด้านการทำงาน โดยเราจะเรียกบุคคลที่ประกอบ
วิชาชีพในด้านจิตวิทยาการปรึกษาว่า “นักจิตวิทยาการปรึกษา”
ประเภทของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 ประเภทดังนี้
1. การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล (Individual Counseling)


การให้คำปรึกษาประเภทนี้เป็นแบบที่ได้รับความนิยม และถูกนำ

มาใช้ในหน่วยงานต่าง ๆ การให้คำปรึกษาจะเป็นการพบกัน
ระหว่างผู้ให้คำปรึกษา 1 คน กับผู้ขอคำปรึกษา 1 คน โดยร่วมมือ
กัน การให้คำปรึกษาแบบนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้ผู้ขอรับคำ
ปรึกษาให้สามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา และสามารถแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือเพื่อให้สมาชิกในองค์การ เพิ่ม
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้สูงขึ้น ทำให้คนในองค์การได้
ตระหนักถึง ความรู้สึกเกี่ยวกับปฏิกิริยาและการแสดงออกของ
อารมณ์ของตนและผู้อื่น เข้าใจความสำคัญของทัศนคติ ความเชื่อ
ค่านิยม แรงจูงใจ พฤติกรรมต่าง ๆของบุคคล เข้าใจความสำคัญ
ของการเสริมแรงและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนสามารถ
กำหนดเป้ าหมายและการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้เป็นกระ
บวนการช่วยเหลือโดยมีการพบปะเป็น การส่วนตัว ระหว่างผู้ให้คำ
ปรึกษากับผู้รับบริการ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ผู้รับบริการ ได้เข้าใจ
ตนเอง และสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น สามารถวางโครงการในอนาคตได้
อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งมิใช่เฉพาะจะสามารถแก้ปัญหาที่กำลัง
เผชิญอยู่เท่านั้น แต่ จะช่วยให้มีทักษะในการแก้ปัญหาอื่น ๆ ได้
ด้วยตนเอง

กระบวนการให้คำปรึกษา
กระบวนการให้คำปรึกษา อาจสรุปได้ 5 ขั้นตอนดังนี้คือ

ขั้นตอนที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพ
ผู้ให้คำปรึกษาต้องทำให้ผู้รับคำ
ปรึกษาเกิด ความอบอุ่น สบายใจ และไว้วางใจ

ขั้นตอนที่ 2 สำรวจปัญหา ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาได้
สำรวจปัญหา และปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาด้วยตัวของเขาเอง

ขั้นตอนที่ 3 เข้าใจปัญหา สาเหตุ ความต้องการ ผู้ให้คำปรึกษาช่วย
ให้ผู้รับ คำปรึกษาเข้าใจปัญหา สาเหตุ และความต้องการของตนเอง

ขั้นตอนที่ 4 วางแผน แก้ปัญหา ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้รับคำปรึกษา
พิจารณาวิธี แก้ปัญหาและตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะปฏิบัติด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่ 5 ยุติการให้คำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาย้ำความเข้าใจที่เกิด
ขึ้นระหว่าง ที่ให้คำปรึกษา และช่วยให้ผู้รับคำปรึกษา มีแรงจูงใจและ
กำลังใจ ที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง


2. การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม (Group Counseling)

หลักพื้นฐานของการให้คำปรึกษากลุ่ม
1. สมาชิกกลุ่มทุกคนมีสิทธิในความรู้สึกของตน คือรู้สึกอย่างที่ตน

รู้สึก ไม่ต้องปกปิดซ่อนเร้น ผู้ให้คำปรึกษาจะสนับสนุนให้สมาชิกแสดง
ความรู้สึกของตนออกมา และให้เคารพในอารมณ์และความรู้สึกของผู้
อื่นด้วย

2.สมาชิกกลุ่มแต่ละคนต้องตัดสินใจว่า ตนต้องการจะพัฒนาอะไร
เกี่ยวกับตนเองด้วยตนเอง

3.สมาชิกกลุ่มแต่ละคน ต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ตนเองไม่ใช่มุ่งแก้ปัญหา
ให้คนอื่น เพราะการที่สมาชิกเข้ากลุ่มก็เพราะต้องการให้มีการ
เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้นให้กับตนเอง

4.ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มที่มีต่อ
สถานการณ์ เป็นจุดที่สำคัญยิ่งกว่าสถานการณ์ เพราะความรู้สึกที่เกิด
ขึ้นนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาได้

5.การเปิ ดเผยตนเองของสมาชิกช่วยให้การให้คำปรึกษามี
ประสิทธิภาพ ถ้าสมาชิกกลุ่มไม่มีการป้ องกันตนเองก็ย่อมพร้อมที่จะ
เปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ในบรรยากาศที่มี
ความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความหวังดี มีการยอมรับและมีความเข้าใจ เห็น
อกเห็นใจ

6.สมาชิกกลุ่มต้องมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตน
นั่นคือ ยอมรับผลที่ตามมาจากพฤติกรรมที่ตนได้กระทำไป ซึ่งทำให้

สมาชิกพึ่งพิงค
นอื่นน้ อยลง

7.การลงมือกระทำเป็ นสิ่งจำเป็ นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทาง
พฤติกรรม ซึ่งจะมีได้ในบรรยากาศของการยอมรับและความเข้าใจ
ดังนั้นผู้ให้คำปรึกษาจะต้องพยายามสร้างบรรยากาศของการยอมรับ
และความเข้าใจ ให้เกิดขึ้นในกลุ่ม และรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอดไป

8.ในการเผชิญปัญหา แก้ปัญหา มีวิธีการหรือทางเลือกหลาย
วิธี ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกแนวทางแก้
ปัญหาจากทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้มีการนำเสนอในกลุ่มด้วยตนเอง


9.สมาชิกกลุ่มจะต้องมีคำมั่นสัญญาให้กับตนเองในการ

เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นการให้การ
เสริมแรงจึงถือว่าเป็ นสิ่งจำเป็ นที่ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องคำนึงถึง

10.ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องกระตุ้นให้สมาชิกกลุ่มได้นำประสบการณ์
ใหม่หรือสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ดังนั้น
ประสบการณ์ในกลุ่มจึงเป็ นสิ่งจำเป็ นสำหรับสมาชิก



11.การที่สมาชิกรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้งและยอมรับตนเองทำให้มี
การป้ องกันตนเองน้ อยลงและทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับ

ตน



12.สมาชิกกลุ่มจะเกิดความเข้าใจตนเองมีความรับผิดชอบและ
สามารถควบคุมตนเองได้มากขึ้นหลังจากได้เข้าร่วมการให้คำปรึกษา

แบบกลุ่ม

ลำดับขั้นของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
ขั้นที่ 1 ขั้นก่อตั้งกลุ่ม ในขั้นนี้สมาชิกที่เข้ากลุ่มยังไม่กล้าเปิด
เผยตนเอง เพราะยังไม่ไว้วางใจในก
ลุ่ม ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องชี้แจง
วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา และสร้างสัมพันธภาพที่ดี ให้เกิด
ขึ้นในกลุ่ม และต้องให้เวลาแก่สมาชิกกลุ่มพอสมควรอย่ารีบเร่ง
ขั้นที่ 2 ขั้นการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสมาชิก เป็นขั้นตอนต่อ
จากขั้นแรกกลุ่มเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการขึ้นบ้าง สมาชิก
เริ่มรู้จักไว้วางใจกันแต่ก็ยังมีความวิตกกังวล มีความตึงเครียดอยู่บ้าง
ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องพยายามชี้แจงให้สมาชิกกล้า อภิปรายปัญหาตัว
เอง อย่างเปิดเผย
ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการ ขั้นนี้สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในกลุ่มจะ
ดีขึ้นมาก กล้าเปิดเผยตนเอง อภิปรายปัญหาตามความเป็นจริง ร่วม
กันแก้ปัญหาของสมาชิก ทุกคนได้สำรวจตัวเอง เข้าใจปัญหาและ


พร้อมจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน
ขั้นที่ 4 ขั้นยุติการให้คำปรึกษา เมื่อสมาชิกเข้าใจปัญหาอย่าง
กระจ่างแจ้ง รู้จักแก้และเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตน นำไปปฏิบัติด้วย
ความพอใจ ไม่มีข้อข้องใจตกค้าง ก็ให้ยุติการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
ได้
ขนาดของกลุ่ม

ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ขนาดของกลุ่มที่ดีที่สุดจะอยู่
ระหว่าง 4-8 คน เพราะถ้ากลุ่มมีขนาดใหญ่เกินจำนวน 8 คน การถ่าย
โยงจะค่อย ๆอ่อนลงจนกระทั่งสมาชิกแทบ จะไม่มีความหมาย และ
แทบจะไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน กลุ่มทำหน้ าที่เสมือนการรวม
กลุ่มย่อยหลาย ๆกลุ่ม และผู้ให้คำปรึกษาจะมีความยากลำบากในการ
ชักจูงให้สมาชิกแต่ละคน สนใจกลุ่ม แต่ถ้ากลุ่มเป็นกลุ่มขนาดเล็ก
สมาชิก จะมีโอกาสสื่อความหมายซึ่งกันและกันได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้า
ขนาดของกลุ่มใหญ่ขึ้น สมาชิกจะได้รับประสบการณ์ตรงและมีส่วน
ร่วมในกลุ่มน้ อยมาก สมาชิกจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับ
ผู้นำ ผู้พูด และผู้แสดงเท่านั้น และสมาชิกจะปฏิบัติหน้ าที่เหมือนกับ
อยู่ในชั้นเรียน และคอยพึ่งพิงผู้นำมากขึ้น

เวลาและจำนวนครั้งในการให้คำปรึกษากลุ่ม

ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ผู้ให้คำปรึกษาควรจัดให้มีการให้คำ

ปรึกษาอย่างน้ อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
แต่ถ้ามีเวลาอันจำกัด อาจจัดให้มี
การให้คำปรึกษา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งได้ ส่วนจำนวนในการให้คำ

ปรึกษาแบบกลุ่มทั้งหมดควรประมาณ 6-10 ครั้ง ส่วนเวลาที่ใช้ในการ

ให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม จะเป็นเวลานานเท่าใดนั้น จะแตกต่างกันไป

ตามวัยผู้มาขอรับคำปรึกษา ถ้าเป็น นักเรียนระดับประถมศึกษา ควร

ใช้เวลาครั้งละ 1 ชั่วโมง ส่วนนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ควรใช้เวลา

ประมาณ 1-1 ½ ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นนักศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือ

ผู้ใหญ่ควรใช้เวลาประมาณ 1 ½ - 2 ชั่วโมง ทั้งนี้หมายความว่าในการ

ให้คำปรึกษาแบบกลุ่มนั้น เวลาที่ใช้ในการให้คำปรึกษาแต่ ละครั้ง

อย่างมากที่สุดไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง





ลักษณะของกลุ่มในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ลักษณะของกลุ่มควรเป็นกลุ่มแบบปิด (

Closed Groups) หมายถึง เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วย สมาชิกที่เป็นคน

เดิมตั้งแต่เริ่มต้น การให้คำปรึกษา จนกระทั่งถึงขั้นยุติการให้คำ

ปรึกษา ไม่ควรเป็นกลุ่มแบบเปิด ( Opened Groups ) เพราะกลุ่ม

ลักษณะนี้จะมีการเข้าออกของ สมาชิกกลุ่มอยู่ตลอดเวลา คือสมาชิก

เก่าออกไปสมาชิกใหม่เข้า มาแทนที่ ทำให้การให้คำปรึกษาขาดความ

ต่อเนื่อง การที่กลุ่มจะมีพัฒนาการไปถึง ขั้นการวางแผนแก้ปัญหา จะ

ทำได้ยากและความรู้สึกปลอดภัยจะลดลง เพราะสมาชิกกลุ่มจะต้อง

คอยปรับตัวต่อสถานการณ์ ที่มีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทำให้

เป็ นอุปสรรคต่อการเจริญงอกงามของกลุ่มได้

บทที่14
การศึกษาเป็นรายกรณี




การศึกษารายกรณี (Case Study) หมายถึง กระบวนการศึกษาราย
ละเอียดเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหลายคนเป็นระยะเวลาต่อ
เนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่งโดยใช้เครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการต่าง

ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมา
วิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา สาเหตุของพฤติกรรม

ตลอดจนข้อเสนอแนะที่เป็ นแนวทางการ
วัตถุประสงค์ของการศึกษารายกรณี

1.เพื่อทำความเข้าใจนักเรียนอย่างละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรม
ที่แสดงออกมาสาเหตุของพฤติกรรมซึ่งอาจจะมีผลมาจากสภาพ
แวดล้อมต่างๆทั้งในอดีตหรือที่เกิดขึ้นในปั จจุบัน


2.เพื่ อการวินิจฉัยในอันจะเป็ นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือนักเรียน

ทั้งทางด้านการป้ องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นการหาทางแก้ไขปัญหาที่
กำลังจะเกิดขึ้นและการช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถต่าง ๆ
ให้แก่นักเรียน

3.เพื่อสืบค้นหานักเรียนที่มีลักษณะพิเศษบางประการเพื่อที่ทาง
โรงเรียนจะได้ให้การส่งเสริมพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

4.เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจตนเองในทุกๆด้านได้อย่างชัด
แจ้ง

5.เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจนักเรียนในความปกครองของตนได้ดี
ขึ้นและสามารถที่จะให้ความร่วมมือแก่ทางโรงเรียนแก้ไขปั ญหาที่จะ
เกิดขึ้นกับบุตรหลานของตนได้ด้วยดี

6.เพื่อใช้ในการวิจัยโดยศึกษาสาเหตุของพฤติกรรมทั้งในอดีตและ
ปั จจุบันเพื่ อทำนายพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจเป็ น
พฤติกรรมที่เป็ นปั ญหาหรือไม่เป็ นปั ญหาก็ได้

7.เพื่อการติดตามผลของการใช้เครื่องมือเทคนิคหรือวิธีการต่างๆอัน
จะเป็ นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขได้ในโอกาสต่อไป

การคัดเลือกนั กเรียนเพื่ อทำการศึกษารายกรณี
เนื่ องจากครูแนะแนวแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนเป็ นจำนวน
มากจึงไม่สามารถที่จะทำการศึกษาร
ายกรณีแก่นักเรียนได้ครบทุกคน

ดังนั้นครูจึงควรพิจารณาจากนักเรียนที่มีลักษณะต่างๆ
1.นักเรียนที่กำลังประสบปั ญหาและต้องการความช่วยเหลือพิเศษหรือ

อย่างรีบด่วน เช่น
1.1ปั ญหาด้านการเรียน
1.2ปั ญหาทางด้านอารมณ์
1.3ปัญหาทางด้านความประพฤติ บุคลิกภาพและด้านสังคม
2.นักเรียนที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง หรือมีความสามารถพิเศษ

อย่างใดอย่างหนึ่ ง
ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี


1.คัดเลือกนักเรียนที่จะทำการศึกษาโดยทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม

ของนักเรียนแต่ละคน
2.รวบรวมข้อมูลเป็นการค้นหารายละเอียดข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยว

กับตัวผู้ถูกศึกษา
3.วิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) เป็นการแยกแยะให้เห็นรายละเอียด

ของข้อมูลและสภาพของข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
4.วินิจฉัยข้อมูล (Diagnosis) เป็นการนำผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล

มาพิจารณาหาสาเหตุของพฤติกรรมที่เป็ นปั ญหาหรือพฤติกรรมในทาง
บวก

5.การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นการศึกษาหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มารวมกับข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว

6.การให้ความช่วยเหลือ (Treatment) เป็นการคิดหาวิธีการต่าง ๆ ที่
จะนำมาใช้ให้ความช่วยเหลือและแนะแนวทางในการแก้ปั ญหา

7.การติดตามผล (Follow-Up) เป็นการศึกษาถึงวิธีการต่าง ๆ ที่ได้ให้
ความช่วยเหลือแล้วนั้นว่าได้ผลประการใด

บทที่15
การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่เรียน





แรงบันดาลใจ (Inspiration) หมายถึงพลังอำนาจใน

ตนเองชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการคิดและ การก
ระทำใด ๆ ที่พึงประสงค์ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้ตาม
ต้องการ โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งจูงใจภายนอกก่อให้เกิด
แรงจูงใจขึ้นภายในจิตใจเสียก่อน เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิด
การคิดและการกระทำในสิ่งที่พึงประสงค์เหมือนเช่นปกติ

วิสัยของมนุษย์ส่วนใหญ่

การแรงบันดาลใจ

1. รับฟังความคิดและให้คุ
ณค่าของบุคคลคนส่วนมาก
ต้องการเป็นคนสำคัญ อยากมีคุณค่า ประสบความสำเร็จ
ช่วยเหลือผู้อื่น มีส่วนร่วมในความสำเร็จ แรงบันดาลใจ
เหล่านี้เป็ นพื้ นฐานที่ดีสำหรับการดึงดูดทางอารมณ์ที่ดี

2. ใช้การตื่นเต้นเร้าใจ ใช้แสดงออกทางการพูด การ
แสดงออกทางคำพูดจะช่วยเพิ่มความรู้สึกด้านอารมณ์
ความรู้สึกอัดอั้นและเก็บกดมักแสดงทางน้ำเสียง ควรใช้
คำพูดที่หนักแน่น มีระดับเสียงสูงต่ำ เว้นระยะอย่าง


เหมาะสม เว้นช่วงสำคัญเพื่อสร้างความรู้สึกสนใจ

3. ใช้คำพูดที่เป็นบวก มองโลกในแง่ดี ความเชื่อมั่น
และมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
สนับสนุนงานที่ทำยาก และถ้าหากผู้ปฏิบัติขาดความเชื่อ
มั่น ก็ควรใช้ภาษาสื่อสารที่เป็นบวก สร้างความมั่นใจ
ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำมาซึ่งความสำเร็จ ตัวอย่าง
เช่น ใช้คำว่า “สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้น” แทนคำว่า “สิ่งดี ๆ
อาจเกิดขึ้นได้” เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

3 ขั้นของการสร้างแรงบันดาลใจ

1. มีความเชื่อมั่นในตนเ
อง
ต้องเชื่อมั่นในตนเองว่า ผลสำเร็จที่ต้องการจะได้รับจาก
การคิดหรือจาก การกระทำนั้น สามารถพิชิตมันได้อย่าง
แน่นอน โดยต้องไม่มีความวิตกกังวล ความลังเลใจ
ความสับสนสงสัย และความไม่มั่นใจในตนเอง

2. ความมุ่งมั่นในการลงมือทำ
เมื่ อมีความเชื่ อมั่นในตนเองสูงจนเป็ นที่น่าพอใจได้แล้ว
ก่อนที่จะก้าวสู่ขั้นที่สอง ขั้นที่สอง คือ “ความมุ่งมั่น”


ความมุ่งมั่น หมายถึง ความตั้งใจล้นเปี่ยม ในอันที่จะ

ทำสิ่งใด ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จให้จนได้และ จนกว่าจะ
ประสบผลสำเร็จได้

3. ความมีศรัทธาในผลสำเร็จที่มุ่งหวัง
ความมีศรัทธาในผลสำเร็จที่มุ่งหวัง หมายถึง การมอง
เห็นผลสำเร็จที่จะได้จากการกระทำที่มีคุณค่าสูงสุดและมี
ความรู้สึกว่า ถ้าเข้าถึงมันได้จะเป็นสิ่งที่น่าท้าทายที่สุด
ในชีวิต


Click to View FlipBook Version