ชุดกจิ กรรมการเรยี นร้เู ชงิ รรกุ
(Active Learning) ๓เพอ่ื พัฒนาทักษะการแก้ปั ญหา สาหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
จากหนังรสือเรยี นภาษาไทยช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี ๓ (วิวิธภาษา)
บทท่ี ๑๑ ปาร์ต้บี าร์บคี ิว
บทท่ี ๑๒ ความรกั ใดควรใฝ่ หา
นางรสาวพมิ พช์ นก คงรนวล
รหัส ๖๑๑๓๑๑๐๙๐๕๖
นางรสาวชมพูนชุ สขุ อุ่นพงรษ์
รหัส ๖๑๑๓๑๑๐๙๐๖๘
คำนำ
การจัดทาชุดการเรียนรู้การเรียนรู้เชิงรุก เพ่ือพัฒนาทักษะ
กระบวนการการเรยี นรใู้ นกลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ชิ าภาษาไทย ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
ในหน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๑๑ ปารต์ ้ี บาร์บคี วิ และหน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๑๒ ความรกั ใด
ควรใฝ่หาจากหนงั สอื แบบเรยี นภาษาไทยชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓ (ววิ ธิ ภาษา) เล่มน้ี
จดั ทาขน้ึ เพอ่ื ใหเ้ ป็นแนวทางในการศกึ ษาและพฒั นาการเรยี นการสอน เพ่ือช่วยให้
ผเู้ รยี นสามารถเรยี นเป็นไปตามขนั้ ตอนอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ผู้จดั ทาได้พยายาม
ศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสาร ตาราต่าง ๆ และแหล่งเรยี นรูท้ เ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การทาชุดการ
เรยี นรู้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความชดั เจนถูกตอ้ งตามหลกั วชิ า ดงั นนั้ จงึ ได้จดั ทาชุดการเรยี นรู้
ทงั้ หมด ๕ กจิ กรรม ดงั น้ี
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๑๑ ปารต์ ี้ บารบ์ คี ิว
๑. กจิ กรรมท่ี ๑ เรอ่ื ง คาภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
๒. กจิ กรรมท่ี ๒ เรอ่ื ง หลกั การฟัง ดู และพดู
๓. กจิ กรรมท่ี ๓ เรอ่ื ง คาทบั ศพั ทแ์ ละคาศพั ทบ์ ญั ญตั ิ
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๑๒ ความรกั ใดควรใฝ่ หา
๑. กจิ กรรมท่ี ๑ เรอ่ื ง คาซอ้ น
๒. กจิ กรรมท่ี ๒ เรอ่ื ง โคลงสส่ี ุภาพ
องค์ความรู้ท่ีอยู่ในเอกสารฉบับน้ี เกิดข้นึ จากความรู้
ความเข้าใจ ความตัง้ ใจและความเพียรพยายามท่ีจะจัดทาให้สาเร็จอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ล ขอขอบคุณผูท้ ม่ี สี ่วนเกย่ี วขอ้ งทร่ี ่วมกนั ทาใหก้ าร
เขยี นแผนการจดั การเรียนรู้ครงั้ น้ีสาเร็จลุล่วงไปได้ดว้ ยดี หากมีความผดิ พลาด
ประการใดขออภยั ไว้ ณ ทน่ี ้ดี ว้ ย
ผจู้ ดั ทา
นางสาวพมิ พช์ นก คงนวล
นางสาวชมพนู ุช สขุ อุ่นพงษ์
แผนผงั แสดงข้นั ตอนการเรียนร้โู ดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรียนรู้
ศึกษาคาแนะนาในการใชช้ ุดกจิ กรรม
ศึกษาสาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้
ตัวชว้ี ดั และจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ทาแบบทดสอบก่อนเรียน
ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
ทาแบบฝกึ หดั หลงั เรียน ไม่ผา่ น
ผ่านเกณฑ์ เกณฑ์
ศึกษากจิ กรรมการเรียนรถู้ ดั ไป
ขอ้ เสนอแนะการใชช้ ุดกิจกรรมการเรียนรู้เชงิ รุก
เพอื่ พฒั นาทกั ษะการแก้ปั ญหา
สาหรบั นกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษา
๑. ขอ้ เสนอแนะในการใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ภาษาไทย
การใชช้ ดุ กิจกรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทยหน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๑๑ ปารต์ ี้
บารบ์ ีคิว และหนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ ๑๒ ความรกั ใดควรใฝ่หาจากหนงั สอื แบบเรยี น
ภาษาไทยชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓ (ววิ ิธภาษา)ใชค้ วบคกู่ บั แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๑-๖
เวลา ๗ + ช่วั โมง
๒. สว่ นประกอบของชุดกิจกรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทยการ
ใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทยหนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี ๑๑ ปารต์ ี้ บารบ์ ีคิว และ
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี ๑๒ ความรกั ใดควรใฝ่หาจากหนงั สือแบบเรยี นภาษาไทยชนั้ มธั ยมศึกษาปี
ที่ ๓ (ววิ ธิ ภาษา)ประกอบดว้ ยเอกสารดงั นี้
๑. ค่มู ือการใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรูเ้ ชงิ รุกเพื่อพฒั นาทกั ษะการแกป้ ัญหา
๒. คาชีแ้ จงสาหรบั ครูผสู้ อน
๓. คาแนะนาการใชช้ ดุ กิจกรรมสาหรบั นกั เรยี น
๔. ลาดบั ขนั้ การเรยี นโดยใชช้ ดุ กิจกรรมการเรียนรูภ้ าษาไทย
๕. มาตรฐานและตวั ชีว้ ดั ขดุ กจิ กรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทย
๖. สาระสาคญั / ความคิดรวบยอดชดุ กจิ กรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทย
๗. จดุ ประสงคช์ ดุ กจิ กรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทย
๘. แบบทดสอบก่อนเรยี น
๙. ใบความรูจ้ านวน ๖ เรื่อง
๑๐. แบบฝึกหดั
๑๑. เฉลยแนวคาตอบและเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
๑๒. กระดาษคาตอบ
4
ใบควำมรู้
ภาษาบาลเี ป็นภาษาในตระกลู อนิ โด-ยุโรเปียน รปู ลกั ษณะภาษา
เป็นภาษามวี ภิ ตั ตปิ ัจจยั คอื จะตอ้ งเปลย่ี นรปู คาตามเพศ พจน์ หรอื
กาล ภาษาบาลมี ถี นิ่ กาเนิดในแควน้ มคธ ประเทศอนิ เดยี บางทจี งึ
เรยี กวา่ "ภาษามคธ" เขา้ มาปะปนอยใู่ นภาษาไทย เพราะสาเหตุจาก
การยอมรบั นบั ถอื ศาสนาพทุ ธของคนไทยเป็นสาคญั
หลกั ตวั สะกดตวั ตามภาษาบาลี
๑. คาบาลี เมอ่ื มตี วั สะกดตอ้ งมตี วั ตาม
๒. พยญั ชนะทเ่ี ป็นตวั สะกดได้ คอื พยญั ชนะแถวท่ี ๑, ๓, ๕
๓. พยญั ชนะแถวท่ี ๑ สะกด พยญั ชนะแถวท่ี ๑, ๒ ในวรรค
เดยี วกนั ตาม เชน่ สกั กะ ทุกข์ สจั จะ มจั ฉา อติ ถี หตั ถ์ บุปผา เป็นตน้
๔. พยญั ชนะแถวท่ี ๓ สะกด พยญั ชนะแถวท่ี ๓, ๔ ในวรรค
เดยี วกนั เป็นตวั ตาม เชน่ พยคั ฆ์ พทุ ธ อคั คี อชั ฌาสยั อวชิ ชา เป็นตน้
๕. พยญั ชนะแถวท่ี ๕ สะกด พยญั ชนะทกุ ตวั ในวรรคเดยี วกนั ตาม
ได้ เชน่ สงั ข์ องค์ สงฆ์ สญั ชาติ สณั ฐาน สนั ดาป สนั ธาน สมั ผสั
สมั พนั ธ์ คมั ภรี ์ อมั พร เป็นตน้
๖. พยญั ชนะเศษวรรค เป็นตวั สะกดไดบ้ างตวั เชน่ อยั กา มลั ลกิ า
วริ ุฬห์ ชวิ หา เป็นตน้
ตวั อยา่ ง
คาภาษาบาลี
กิตติ กิเลส กิริยา กีฬา เขต ขณะ คิมหนั ต์ จตบุ ท จิต จฬุ า
โจร เจดีย์ จตุ ิ ฉิมพลี ญาติ ดิถี ดารา ดรุ ิยะ เดชะ ทพั พี ทิฐิ นาฬิกา
นิพพาน นิลบุ ล ปฏิทิน ปฏิบตั ิ ปฐพี ปกติ ปัญญา ปัจจยั บคุ คล
บลั ลงั ก์ บปุ ผา โบกขรณี ปฐม ปัญหา พยคั ฆ์ พรหม ภตั ตา ภิกขุ
ภริยา มจั จรุ าช มจั ฉา มชั ฌิม มหนั ต์ เมตตา มิจฉา มเหสี มสุ า มสั สุ
รตั นา โลหิต วตั ถุ วิชา วิญญาณ วิตถาร วิริยะ วิสทุ ธ์ิ วฒุ ิ สงกา สงั ข์
สงฆ์ สญู สิริ สนั ติ สญั ญาณ เสมหะ สจั จะ สติ โสมนัส อิทธิ อคั คี
อจั ฉรา อนิจจา อชั ฌาสยั อายุ อาสาฬห โอวาท โอรส โอกาส อบุ ล
ภาษาสนั สกฤตเป็นภาษาในตระกลู อินโด-ยโุ รเปียน รูปลกั ษณะภาษาเป็น
ภาษา มีวภิ ตั ดิปัจจยั เชน่ เดียวกบั ภาษาบาลี ชาวอนิ เดียถือวา่ ภาษาสนั สกฤตเป็น
ภาษาชนั้ สงู คมั ภีร์ และบทสวดตา่ ง ๆ มกั จะจารกึ เป็นภาษาสนั สกฤต ภาษาสนั สกฤต
เขา้ มาปะปนอยใู่ น ภาษาไทยเพราะคนไทยเคยยอมรบั นบั ถือศาสนาพราหมณ์ ซง่ึ
บนั ทกึ คาสอนดว้ ยภาษาสนั สกฤตมาก่อน แมจ้ ะยอมรบั นบั ถือศาสนาพทุ ธเป็นศาสนา
ประจาชาตแิ ลว้ ก็ตาม แตค่ นไทยก็ยงั ยดึ ถือปฏิบตั ใิ นพธิ ีกรรมบางอยา่ งของศาสนา
พราหมณม์ าจนถงึ ปัจจบุ นั คนไทยจงึ ศกึ ษาภาษาบาลีและภาษาสนั สกฤตควบคกู่ นั
ไป
การสรา้ งคาในภาษาสนั สกฤต
๑. การสมาส (ดภู าษาบาล)ี เชน่ ศลิ ป + ศาสตร์ = ศลิ ปศาสตร์
๒. การสนธิ (ดภู าษาบาล)ี เช่น คณ + อาจารย์ = คณาจารย,์ ภูมิ + อนิ ทร์ = ภูมนิ ทร์
๓. การใชอ้ ปุ สรรค คอื การเตมิ พยางคป์ ระกอบหนา้ ศพั ทเ์ ป็นสว่ นขยายศพั ท์ ทาให้
ความหมายเปลยี่ นแปลงไป เช่น วิ - วเิ ทศ, สุ - สภุ าษิต, อป - อปั ลกั ษณ์, อา - อารกั ษ์
ขอ้ สงั เกต
๑. ภาษาสนั สกฤตจะใชส้ ระประสม ไอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา คาประสมสระไอเมื่อเป็น
คาไทยใชส้ ระแอ (ไวทย - แพทย)์
๒. ภาษาสนั สกฤตจะใชพ้ ยญั ชนะ ศ ษ ฑ (บาลใี ช้ ส, ฬ) เชน่ กรฑี า, ศิลป, ษมา
๓. ภาษาสนั สกฤตมีพยญั ชนะประสมและ รร ใช้ เชน่ ปรากฏ, กษัตรยิ ์ ; ครรภ,์
จกั รวรรดิ
ตวั อยำ่ งคำภำษำบำลี
สนั สกฤต
กลั บก กรรณ กรรม กษตั รยิ ์ กลั ป์
การบรู กรี ติ โกรธ กรฑี า เกษม กษยั เกษียณ
เกษยี ร เกษตร ครรชติ ครรภ์ จกั ร จกั รวาล
จนั ทรา จฑุ า ดสั กร ทรมาน ทรพั ย์ ทฤษฎี ทศิ
ทหาร กษณิ ทศั นีย์ ทพิ ย์ นกั ษตั ร นมสั การ
นาที นฤคหติ นิตยา นิทรา นฤมล เนตร
บษุ บา บรรพต บุษกร บุรษุ ประเทศ ประทปี
ประพนั ธ์ ประพฤติ ประเวณี ประมาท ประโยค
ประถม ภกั ษา ภกิ ษุ มฤตยู มนุษย์ มนสั มารตุ
มติ ร มนตรี ไมตรี มหศั จรรย์ ยกั ษา ลกั ษณะ
วรรค วรรณะ วสั ดุ พรรษา พยายาม
พฤศจกิ ายน วทิ ยุ พสิ ดาร วเิ ศษ เพศ ศพั ท์
ศาสนา ศาสตรา ศกึ ษา ศลิ ปะ ศษิ ย์ ศุกร์ ศูนย์
ศรี เศยี ร สตั ย์ สนั โดษ สมปฤดี สตรี สวรรค์
สรรพ สุวรรณ สถาปนา สดดุ ี สกล สกุล อกั ษร
อาตมา อศั จรรย์ อธั ยาศยั อารยะ อวกาศ
อาจารย์ อาทติ ย์ อทุ ยาน
ภาษาเขมรเป็นภาษาคาโดด จดั อยใู่ นตระกลู มอญ-เขมร
คาดงั้ เดมิ สว่ นใหญ่เป็นคาพยางคเ์ ดยี วและเป็นคาโดด ถอื เอา
การเรยี งคาเขา้ ประโยคเป็นสาคญั เช่นเดยี วกบั ภาษาไทย แต่มี
ลกั ษณะบางอยา่ งต่างไปจากภาษาไทย ไทยกบั เขมรมี
ความสมั พนั ธก์ นั มาเป็นเวลาอนั ยาวนาน จงึ ทาใหม้ กี ารหยบิ ยมื
ถอ้ ยคาภาษาของกนั และกนั ไทยยมื คาภาษาเขมรมาใชเ้ ป็น
จานวนมาก ภาษาเขมรนอกจากจะใชก้ นั ในประเทศกมั พชู าแลว้
ยงั ใชก้ นั ในบรรดาคนไทยเชอ้ื สายเขมรทางจงั หวดั ต่างๆ บาง
จงั หวดั ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและภาคตะวนั ออกของ
ประเทศไทยดว้ ย คาเขมรเขา้ สภู่ าษาไทยโดยทางการเมอื ง ทาง
วฒั นธรรมและทางภมู ศิ าสตร์ เรายมื คาเขมรมาใชโ้ ดยการทบั
ศพั ท์ ทบั ศพั ทเ์ สยี งเปลย่ี นไป และเปลย่ี นเสยี งเปลย่ี น
ความหมาย
ลักษณะภาษาเขมร
๑. ภาษาเขมรเป็นภาษาคาโดด คาสว่ นใหญ่มีเพียง ๑ – ๒ พยางค์
ใชอ้ กั ษรขอมหวดั มีพยญั ชนะ ๓๓ ตวั เหมอื นภาษาบาลี คือ วรรคกะ
ก ข ค ฆ ง , วรรคจะ จ ฉ ช ฌ ญ วรรคฏะ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ , วรรคตะ ต ถ
ท น ธ วรรคปะ ป ผ พ ภ ม , เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อ
๒. ภาษาเขมรไมม่ ีวรรณยกุ ตแ์ ตอ่ ิทธิพลคายืมบางคาใหเ้ ขมรมรี ูป
วรรณยกุ ต์ (+) ใช้
๓. ภาษาเขมรมรสระจม ๑๘ รูป สระลอย ๑๘ รูป แบง่ เป็นสระ
เดยี่ วยาว ๑๐ เสยี ง สระผสม ๒ เสียง ยาว ๑๐ เสียง สระเดย่ี วสนั้ ๙
เสยี งสระประสม ๒ เสยี ง สนั้ ๓ เสยี ง
๔. ภาษาเขมรมีพยญั ชนะควบกลา้ มากมาย มพี ยญั ชนะควบกลา้
2 เสียง ถงึ 85 หนว่ ย และพยญั ชนะควบกลา้ ๓ เสียง ๓ หนว่ ย
ตวั อยา่ งภาษาเขมรในภาษาไทย
กระชบั กระโดง กระเดียด กระบอง กระบอื
กระท่อม กระโถน กระพงั ตระพงั ตะพงั กระเพาะ
กระแส กงั วล กาจดั กาเดา รญั จวน ลออ สกดั สนอง
สนุก สดบั สบง สงั กดั สไบสาราญ สรร สาโรง แสวง
แสดง กาแพง กาลงั ขนาน ขจี โขมด จดั เฉพาะ ฉบบั
เชลย โดยทรวง ถนน บายศรี ประกายพรึก ปรบั
ประจาน โปรด เผดจ็ ผจญ ผจญั เผอิญ เผชิญ เพญ็ เพลิง
ภาษาจีนมีรูปลกั ษณะภาษาเป็นภาษาคาโดด เช่นเดียวกบั
ภาษาไทยไมม่ ีเสยี งควบกลา้ มเี สียงสงู ตา่ มกี ารสรา้ งคาขึน้ มาใชใ้ หม่ มี
โครงสรา้ งประโยคเชน่ เดยี วกนั การเรยี งลาดบั คาเขา้ ประโยคก็
เชน่ เดียวกบั ภาษาไทยตา่ งกนั แตว่ า่ ภาษาจีนเอาคณุ ศพั ทไ์ วห้ นา้ นาม
เอากรยิ าวิเศษณไ์ วห้ นา้ กรยิ าและมเี งื่อนไขอน่ื ๆ อกี และมีลกั ษณะนาม
ประเทศจีนมีเนอื้ ท่กี วา้ งใหญ่ไพศาล ภาษาจีนจงึ แตกตา่ งกันไปอยา่ ง
มากจนกลายเป็นภาษาถิ่นตา่ ง ๆ ทีส่ าคญั คือ ภาษากวางตงุ้ ภาษาจีน
แคะ ภาษาฮกเกีย้ น ภาษาแตจ้ ๋ิว ภาษาไหหลา ภาษาเซียงไฮ้ ภาษานิง
โปหรอื เลย่ี งโผ และภาษาจีนกลาง ซง่ึ เป็นภาษาราชการปัจจบุ นั นยิ ม
เรยี กวา่ "ภาษาแมนดา-รนิ " ไทยและจีนเป็นชนชาติทมี่ ีความสมั พนั ธ์
เกี่ยวขอ้ ง กนั มาเป็นเวลาอนั ยาวนานมากตง้ั แตก่ อ่ นสมยั ประวตั ิศาสตร์
ไทยมาถึงสมยั ปัจจบุ นั ถอ้ ยคาภาษาจีนจึงเขา้ มาปะปนอยใู่ นภาษาไทย
มากมายจากหลายสาเหตุ ทง้ั ความสมั พนั ธท์ างดา้ นถิ่นทอี่ ยู่อาศยั ตาม
สภาพภมู ศิ าสตร์ ความสมั พนั ธท์ างดา้ นเชือ้ ชาติ ความสมั พันธท์ างดา้ น
ประวตั ศิ าสตร์ ความสมั พนั ธท์ างดา้ นวฒั นธรรมและประเพณี
ความสมั พนั ธท์ างดา้ นการคา้ เป็นตน้ เรายืมคาภาษาจีนมาใชห้ ลาย
ลกั ษณะ เช่น ทบั ศพั ทท์ บั ศพั ทเ์ สียงเปลีย่ นไป ใชค้ าไทยแปลคาจีน ใชค้ า
ไทยประสมหรอื ซอ้ นกบั คาจีน เป็นตน้
ลกั ษณะภาษาจนี
คือภเปา็ษนาภจาีนษมาคีลากั โษดณดะแคลละาม้ ยีเสคีลยงึงวกรบั รภณายษกุาไตทใ์ ชย้มาก
เช่นเดียวกนั เม่ือนาคาภาษาจีนมาใชใ้ นภาษาไทย
ซ่ึงมีวรรณยกุ ตแ์ ละสระประสมใชจ้ ึงทาให้สามารถ
เ(งอชพ่าอ่นยสี่กดเะเดาสใียยียภวงค)้ก,วาบัเรภจรภา(๊ ณษพาษาสย่ี จากุาไีนวตทย)แ์ ,ยงัลอมะีกีคสดารทว้ ะยี่บตอเาชมก่นเภพาเฮศษียใาน(จพีตนชี่ วัไาดยอ้),ยซา่ งอ้
ใแชลต้ะนวมั อสีกกะาจรกาใดกชตนท้ ร้ีกณังาตรฑาสฆมะมากตาดตหคราราภือตาตวั ษสวั ากะจากีนรดันใทนต้งัภด์ ๘าว้ ษยมาไาตทรยายงั
ประมวลคายมื จากภาษาจีนท่ีใชบ้ ่อย
ข้อสังเกต
๑. นามาเป็นชื่ออาหารการกิน เช่น กว๋ ยเต๋ียว
เตา้ ทงึ แป๊ ะซะ เฉาก๊วย จบั ฉ่าย เป็นตน้
๒. เป็นคาท่ีเกี่ยวกบั สงิ่ ของเครอ่ื งใชท้ ี่เรารบั มาจาก
ชาวจีน เชน่ ตะหลวิ ตกึ เกา้ อี้ เก๋ง ฮวงซุย้
๓. เป็นคาที่เก่ียวกบั การคา้ และการจดั ระบบทาง
การคา้ เช่น เจ๋ง บ๋วย หนุ้ หา้ ง โสหยุ้ เป็นตน้
๔. เป็นคาที่ใชว้ รรณยกุ ตต์ รี จตั วา เป็นสว่ นมาก
เช่น ก๋วยจ๊บั ก๊ยุ เก๊ เก๊ก ก๋ง ตนุ๋ เป็นตน้
ตวั อยำ่ งคำภำษำจนี
กงสี กงฉิน กงไฉ่ กงเตก็ ก๋วยเตยี๋ ว ก๋วยจบั๊
เกาหลา กุ๊ย เก๊ เก๊ก เกย้ี ว เก๊ยี ว เก๊ยี ะ กุยเฮง
เก๊ก ก๋ง เกา้ อ้ี ขาก๊วย เขง่ จบั กงั จบั ฉ่าย
จบั ยก่ี ี จนั อบั เจง๊ เจยี๋ น เจ เฉาก๊วย เซง้
เซยี น แซ่ แซยดิ เซง็ ล้ี ซาลาเปา ซม้ิ ตะหลวิ
เต๋า ตนุ ตนุ๋ แตะ๊ เอยี เตา้ หู้ เตา้ ฮวย เตา้ เจย้ี ว
โตะ๊ ไตก้ ๋ง ตงั เก บ๊วย บะฉ่อ บะหม่ี บู๊ ป้งุ กี๋
ปอเป๊ียะ แป๊ ะเจย๊ี ะ พะโล้ เยน็ ตาโฟ หวย
ยห่ี อ้ ลน้ิ จ่ี หา้ ง หนุ้ เอย๊ี ม โสหุย้ เฮงซวย
ฮวงซยุ้ ฮ่องเต้ องั้ โล่
ตวั อยา่ ง
คาภาษาบาลี
กิตติ กิเลส กิริยา กีฬา เขต ขณะ คิมหนั ต์ จตบุ ท จิต จฬุ า
โจร เจดีย์ จตุ ิ ฉิมพลี ญาติ ดิถี ดารา ดรุ ิยะ เดชะ ทพั พี ทิฐิ นาฬิกา
นิพพาน นิลบุ ล ปฏิทิน ปฏิบตั ิ ปฐพี ปกติ ปัญญา ปัจจยั บคุ คล
บลั ลงั ก์ บปุ ผา โบกขรณี ปฐม ปัญหา พยคั ฆ์ พรหม ภตั ตา ภิกขุ
ภริยา มจั จรุ าช มจั ฉา มชั ฌิม มหนั ต์ เมตตา มิจฉา มเหสี มสุ า มสั สุ
รตั นา โลหิต วตั ถุ วิชา วิญญาณ วิตถาร วิริยะ วิสทุ ธ์ิ วฒุ ิ สงกา สงั ข์
สงฆ์ สญู สิริ สนั ติ สญั ญาณ เสมหะ สจั จะ สติ โสมนัส อิทธิ อคั คี
อจั ฉรา อนิจจา อชั ฌาสยั อายุ อาสาฬห โอวาท โอรส โอกาส อบุ ล
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาในตระกลู อินโด-ยโุ รเปียน
มีวิภตั ติปัจจยั เชน่ เดียวกบั ภาษาบาลี-สนั สกฤต
ภาษาองั กฤษไดร้ บั ความนิยมใชเ้ ป็นภาษาเพ่ือการส่ือสาร
มากท่สี ดุ มีประเทศตา่ ง ๆ ยอมรบั ภาษาองั กฤษเป็นภาษา
ราชการ ภาษาองั กฤษจงึ กลาย เป็นภาษาสากลของชาวโลก
คนไทยไดศ้ กึ ษาภาษาองั กฤษเป็นภาษาท่ีสองมาเป็น
เวลานาน จนภาษาองั กฤษเขา้ มามีอิทธิพลตอ่ ชีวิตของคน
ไทยมากขนึ้ ทง้ั ในดา้ นการพดู และการเขียนส่ือสารใน
ชีวิตประจาวนั โดยเฉพาะในปัจจบุ นั คนไทยศกึ ษาความรู้
และวิทยาการตา่ งๆ จากตาราภาษาองั กฤษ และสนใจเรยี นรู้
ภาษาองั กฤษกนั มากขนึ้ คายมื จากภาษาองั กฤษจงึ หล่งั ไหล
เขา้ มาในภาษาไทยมากขนึ้ ทกุ ขณะ ทง้ั ในวงการศกึ ษา ธุรกิจ
การเมือง การบนั เทิง เป็นตน้
ลกั ษณะภาษาองั กฤษ
๑. ภาษาองั กฤษมีการเปล่ียนแปลงรูปคาหรือเติมทา้ ยศพั ทใ์ น
ลกั ษณะต่างๆ กนั เพอ่ื แสดงลกั ษณะไวยากรณ์
๒. คาในภาษาองั กฤษมีการลงน้าหนกั ศพั ทค์ าเดียวกนั ถา้ ลง
น้าหนกั ต่างพยางคก์ นั กย็ อ่ มเปลี่ยนความหมายและหนา้ ท่ีขออง
๓. ภาษาองั กฤษมีตวั อกั ษร ๒๖ ตวั สระเด่ียว(สระแท)้ ๕ ตวั สระ
ประสมมากมาย
๔. ภาษาองั กฤษมีพยญั ชนะควบกล้ามากมาย ท้งั ควบกล้า ๒ เสียง
๓ เสียง ๔ เสียง ปรากฏไดท้ ้งั ตน้ และทา้ ยคา
ตวั อยา่ งคาทบั ศัพทภ์ าษาองั กฤษทม่ี ีใช้ในภาษาไทย
กราฟ การต์ นู กิบ๊ กลโู คส กปั ตนั แก๊ส ก๊กุ เกียร์ แก๊ง แกลลอน
ครสิ ตม์ าส ไดนาโม ไดโนเสาร์ ครมี คลอรนี คอนกรตี คลินกิ คอนเสิรต์
คอมพิวเตอร์ คกุ กี้ เคเบิล เครดติ แคปซูล เคานเ์ ตอร์ แคลอรี โควตา
ชอลก์ ช็อกโกเลต เช็ค เชิต้ เชียร์ โชว์ ซเี มนต์ เซลล์ ไซเรน ดีเซล
ดอลลาร์ ดเี ปรสช่นั เต็นท์ ทอนซิล เทอม แท็กซี่ แทรกเตอร์ นิโคตนิ
นิวเคลียร์ นอี อน นิวเคลียส
ภาษามลายหู รอื ภาษามาเลย์ ปัจจบุ นั เรยี กวา่ ภาษา
มาเลเซยี จดั เป็นภาษาคาตดิ ตอ่ (Agglutinative Language)
อยใู่ นตระกลู ภาษาชวา-มลายู มีวิธีการสรา้ งคาใหมโ่ ดยวิธีเอา
พยางคม์ าตอ่ เตมิ คาทาใหค้ วามหมายเปลยี่ นแปลงไปจากเดิม คา
ในภาษามลายสู ว่ นใหญ่จะมีสองพยางคแ์ ละสามพยางค์ มาเลเซีย
กบั ไทยเป็นประเทศทมี่ ีเขตแดนตดิ ตอ่ กนั จงึ มคี วามสมั พนั ธใ์ กลช้ ิด
กนั มาเป็นเวลานาน ภาษามาลายเู ขา้ มาปะปนอยใู่ นภาษาไทย
มากพอสมควร โดยเฉพาะในสจี่ งั หวดั ชายแดนภาคใต้ ไดแ้ ก่ ยะลา
ปัตตานี นราธิวาส และสตลู ยงั คงใชภ้ าษามลายสู อื่ สารในชีวิต
ประจาวนั อยเู่ ป็นจานวนมาก
ตัวอยา่ งคาทบั ศัพทภ์ าษามลายูทมี่ ีใช้ในภาษาไทย
กรง กระดงั งา กระจง กะพง กระจดู กะละปังหา กระแชง
กะลาสี กะลมุ พี กายาน กาป่ัน กญุ แจ จบั ปิ้ง จาปาดะ ตลบั ทเุ รยี น
บดู ู ปาเต๊ะ มงั คดุ สละ สลกั สลาตนั สลดั สจุ หน่ี โสรง่ หนงั
ภาษาชวา ปัจจบุ นั เรยี กว่าภาษา
อินโดนีเซีย เป็นภาษาคาตดิ ตอ่ อยใู่ นตระกลู
เดียวกบั ภาษามลายู ภาษาชวาท่ไี ทยยมื มาใช้
สว่ นมากเป็นภาษาเขียน ซง่ึ รบั มาจากวรรณคดี
เรอ่ื งอิเหนา เป็นสว่ นใหญ่ ถอ้ ยคาภาษาเหลา่ นี้
ใชส้ ่ือสารในวรรณคดี และในบทรอ้ ยกรองตา่ ง ๆ
มากกว่าคาท่ีนามาใชส้ ่ือสารในชวี ิตประจาวนั
ตัวอย่างคาทับศัพทช์ วาทมี่ ใี ชใ้ นภาษาไทย
กระจบั ป่ี การะบหุ นิง กระยาหงนั กิดาหยนั จนิ ดาหนา
จินดาหรา ซา่ โบะ ซา่ หรม่ิ ดะหมงั ดาหงนั ดาลดั ตกิ าหลงั
ตนุ าหงนั นากาสาหรี บายสหุ รี บษุ บามนิ ตรา บหุ งนั บหุ งาราไป
บหุ งาประหงนั บหุ รง บหุ ลนั ปะตาระกาหลา ปะตาปา ปะหนนั
ปั้นเหนง่ ปาตี พนั ตุ มะงมุ มะงาหลา มะตาหะรี มริ นั ตี มาลาตี
ยสาะหกายรี ยะหิตวาาหรราะตหูวรนัะเยดหิ น่ วาวริ องสรอญั งแ,ดวหิรงวั ราอองงั สกะะกลางุ ระ สะตาหมนั
า
เร าภาษา า ระเ ภาษา
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นนาคาทก่ี าหนด เขียนลงในตารางใหถ้ กู ตอ้ ง
เฆ่ียน บุหงา โกเ้ ก๋ แบงก์ โชเฟอร์ จบั กงั กะปิ ละออ บาป ใหญ่ นกกระจบิ คูปอง บฟุ เฟต์ คอมพวิ เตอร์
มะงุมมะงาหรา สามญั บงั คม เรสเตอรองต์ กวยจบ๊ั เพกา สนั ติ ผจญ สมภาร ปัญญา สาเนา ภรรยา
โอเค โลภ สงั คม ซ่าโบะ ขอมีขอมนั เกี๊ยว แฟชน่ั บาท ฉบบั ทุกขอ์ กิโลกรัม กริช กรวดน้า เซ็งล้ี กาจาย ดา
หลงั เขอยี ง กระทรวง เฉ่ง ขอ่าว โนรี ฮลั โหล แผนก โสหุย้ ปาร์เกต์ ปันจุเหร็จ ฟตุ บอล กยุ๊ แมกกาซีน
แตะ๊ เอีย แทก็ ซี่ ปะหนนั ดาบ ออกซิเจน ตนุ าหงนั ก๋ง กิโยตนิ กระดุกกระดิก เมอแรง การะบุหนิง ส่วย
กงสุล สะใภ้ ฉะน้นั ศอก เหว เจา้ สวั จวน เชลย ครวั ซองท์
คาภาษาไทยแท้
คาภาษาชวา
คาภาษาฝรั่งเศส
คาภาษาองั กฤษ
คาภาษาจีน
คาภาษาเขอมร
คาภาษาบาลี-
สนั สกฤต
คาภาษาพม่า
า
เร าภาษา า ระเ ภาษา
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นนาคาท่กี าหนด เขยี นลงในตารางใหถ้ กู ตอ้ ง
เฆี่ยน บหุ งา โกเ้ ก๋ แบงก์ โชเฟอร์ จบั กงั กะปิ ละออ บาป ใหญ่ นกกระจบิ คูปอง บุฟเฟต์ คอมพวิ เตอร์
มะงมุ มะงาหรา สามญั บงั คม เรสเตอรองต์ กวยจบั๊ เพกา สนั ติ ผจญ สมภาร ปัญญา สาเนา ภรรยา
โอเค โลภ สงั คม ซ่าโบะ ขอมีขอมนั เก๊ียว แฟชน่ั บาท ฉบบั ทกุ ขอ์ กิโลกรัม กริช กรวดน้า เซ็งล้ี กาจาย ดา
หลงั เขอียง กระทรวง เฉ่ง ขอ่าว โนรี ฮลั โหล แผนก โสหุย้ ปาร์เกต์ ปันจเุ หร็จ ฟตุ บอล กยุ๊ แมกกาซีน
แตะ๊ เอีย แทก็ ซ่ี ปะหนนั ดาบ ออกซิเจน ตนุ าหงนั ก๋ง กิโยติน กระดุกกระดิก เมอแรง การะบุหนิง ส่วย
กงสุล สะใภ้ ฉะน้นั ศอก เหว เจา้ สวั จวน เชลย ครวั ซองท์
คาภาษาไทยแท้ เฆี่ยน ใหญ่ นกกระจิบ เขียง สะใภ้ ฉะนัน้ กระดกุ กระดิก ข่าว ศอก เหว
คาภาษาชวา บหุ งา มะงมุ มะงาหรา ดาหลัง ปันจุเหร็จ ซ่าโบะ ตนุ าหงัน โนรี กริช ปะหนัน การะบุหนิง
คาภาษาฝรัง่ เศส โก้เก๋ คูปอง ครัวซองท์ โชเฟอร์ กิโยติน กงสุล บฟุ เฟต์ ปาร์เกต์ เรสเตอรองต์ เมอแรง
แบงก์ คอมพิวเตอร์ ฟุตบอล โอเค กิโลกรัม ฮัลโหล แฟชั่น แมกกาซีน แทก็ ซี่ ออกซิเจน
คาภาษาองั กฤษ จับกงั กวยจั๊บ เก๊ียว เซ็งลี้ โสหุ้ย เฉ่ง ก๊ยุ แต๊ะเอีย ก๋ง เจ้าสัว
ละออ บังคม ผจญ สาเนา ขมขี มนั กรวดนา้ ฉบบั กาจาย กระทรวง แผนก
คาภาษาจีน บาป สามญั สันติ สมภาร ปัญญา ภรรยา โลภ สังคม บาท ทกุ ข์
คาภาษาเขอมร กะปิ เพกา ดาบ จวน ส่วย เชลย
คาภาษาบาลี-
สนั สกฤต
คาภาษาพม่า
ใบควำมรู้
กำรฟงั อย่ำงมวี ิจำรณญำณ
การฟังและการดสู อื่ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
การฟังและการดสู ื่ออยา่ งมีวิจารณญาณ สงั คมปัจจบุ นั สื่อต่าง ๆ ทเ่ี ป็น
ชอ่ งทางการนาเสนอขอ้ มลู ใหด้ แู ละฟังมีหลากหลาย เราจงึ ควรรูจ้ กั เลอื กท่ีจะดแู ละฟัง
เลือกทจ่ี ะรบั ขอ้ มลู เหลา่ นนั้ และเมื่อไดร้ บั รูข้ อ้ มลู แลว้ ตอ้ งรูจ้ กั วิเคราะห์ วจิ ารณ์ เพ่อื
นาไปใชป้ ระโยชนใ์ นทางสรา้ งสรรค์ ซงึ่ เป็นสิ่งจาเป็นอยา่ งยิ่งเพราะผลจากการดแู ละ
ฟังจะเป็นผลบวกหรอื ลบแกส่ งั คม ก็ขนึ้ อยกู่ บั การท่ผี ดู้ แู ละฟังนาผลท่ีไดน้ นั้ ไปใชอ้ ยา่ ง
สรา้ งสรรค์ หรอื ในปัจจบุ นั จะมีสานวนท่ใี ชก้ นั อยา่ งแพรห่ ลายวา่ “คิดบวก” น่นั เอง
ดงั นนั้ การฟังอยา่ งสรา้ งสรรคน์ ีจ้ งึ ตอ้ ง รูจ้ ดุ มงุ่ หมายของสารท่ีดแู ละฟัง
นนั้ รบั ฟังและดอู ยา่ งตงั้ ใจและทาความเขา้ ใจ รูจ้ กั สรุปและเลือกนาไปใชป้ ระโยชน์
ข้นั ตอนการฟังและดอู ยา่ งมีวจิ ารณญาณมีดังนี้
๑. ฟังและดใู หเ้ ขา้ ใจเรอ่ื ง เมอื่ ฟังเรอื่ งใดก็ตามผฟู้ ังจะตอ้ งตงั้ ใจฟังเรอ่ื ง
นนั้ ใหเ้ ขา้ ใจตลอดเรอ่ื ง ใหร้ ูว้ า่ เนือ้ เรอื่ งเป็นอยา่ งไร มสี าระสาคัญอะไรบา้ ง พยายามทา
ความเขา้ ใจรายละเอียดทงั้ หมด
๒. วเิ คราะหเ์ รอื่ ง จะตอ้ งพจิ ารณาวา่ เรอ่ื งเป็นเรอื่ งประเภทใดเป็นข่าว
บทความ เรอ่ื งสนั้ นิทาน นิยาย บทสนทนา สารคดี ละคร และเป็นรอ้ ยแกว้ หรือรอ้ ย
กรอง เป็นเรอ่ื งจรงิ หรอื แตง่ ขนึ้ ตอ้ งวเิ คราะหล์ กั ษณะของตงั ละคร และกลวิธีในการ
เสนอสารของผสู้ ง่ สารใหเ้ ขา้ ใจ
๓. วนิ ิจฉัยเรอื่ ง คอื การพิจารณาเรอื่ งทฟ่ี ังวา่ เป็นขอ้ เท็จจรงิ ความรูส้ กึ
ความคิดเห็นและผสู้ ง่ สารหรอื ผพู้ ดู ผแู้ สดงมีเจตนาอยา่ งไรในการพดู การแสดง อาจจะ
มเี จตนาท่ีจะโนม้ นา้ วในจรรโลงหรอื แสดงความคิดเหน็ เป็นเรอื่ งท่ีมเี หตมุ ผี ลมหี ลกั ฐาน
น่าเช่ือถือหรอื ไมแ่ ละมคี ณุ คา่ มีประโยชนเ์ พยี งใด
สรปุ หลกั กำรฟงั และดอู ยำ่ งมี
วจิ ำรณญำณ
-เมื่อฟังแลว้ พิจารณาโดยทันทีว่าเร่ืองนัน้ เป็นเร่ืองประเภทให้
ความรู้ จรรโลงใจ หรอื โนม้ นา้ วใจ
-เรอ่ื งประเภทใหค้ วามรูห้ รอื โนม้ นา้ วใจตอ้ งใชว้ ิจารณญาณเพื่อ
แยกใหไ้ ดว้ า่ เรอื่ งท่รี บั ฟัง หรอื ดนู นั้ เป็นขอ้ เทจ็ จริงหรอื ขอ้ คิดเหน็
-การฟังทต่ี อ้ งใชว้ จิ ารณญาณนนั้ ผฟู้ ังตอ้ งตงั้ ใจฟังเรอื่ งราวและ
จบั ประเด็นสาคญั ของเรอ่ื งใหไ้ ดต้ รวจสอบเปรยี บเทียบประเด็นสาคญั
ของเรื่องที่ตนเขา้ ใจโดยเทียบเคียงกับ ความเขา้ ใจของบคุ คลอ่ืน เพื่อ
หาขอ้ ทีต่ รงกนั หรอื แตกตา่ งกนั หรอื เพอื่ เปรียบเทียบวา่ ใครฟังหรือดไู ด้
ลกึ ซึง้ และตีความไดช้ ัดเจนกวา่ กัน และหากพบว่าตนเองยังบกพรอ่ ง
ในส่ิงใด ก็พยายามฝึกฝนสงิ่ นนั้ ใหม้ ากย่งิ ขึน้
-พิจารณาถึงเจตนาของผูพ้ ดู โดยไม่มีอคติลาเอียง เพื่อประกอบการ
พิจารณา ตดั สินใจ วา่ สารนนั้ ควรเช่อื ถือไดเ้ พียงใด
-บนั ทกึ ประเดน็ สาคญั ของเรอ่ื งราวไว้ เพอ่ื กนั ผิดพลาดหลงลมื
-ประเมินค่าของเรื่องนั้น ๆ ว่ามีความสาคัญหรือใหป้ ระโยชน์
เพียงใด มีแง่คิด ใหค้ ุณค่า เพียงใด นาประโยชนน์ ั้นไปใช้ไดห้ รือไม่
ทงั้ หมดเป็นแนวทางเบือ้ งตน้ ในการใชว้ ิจารณญาณในการฟังหรือดู
ส่วนขอ้ ปลีกย่อย ในการพิจารณาเรอื่ งท่ีละเอียดลกึ ซงึ้ ขึ้น เช่น การใช้
สานวนของผพู้ ดู การใชถ้ อ้ ยคาและขอ้ ความ ทีน่ ่าจดจาหรืออื่น ๆ ท่ียาก
มากขนึ้ ถา้ ผเู้ รยี นไดฝ้ ึกฝนการใชว้ ิจารณญาณในการฟัง จนเกิดความ
เคยชินแลว้ ยอ่ มสามารถกระทาไดด้ ีขนึ้ โดยลาดบั
าา
เเรร “าภาษลา า ราะเาม” ภาษา
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นยกฟังบทประพนั ธ์ พรอ้ มทงั้ ตอบคาถามตอ่ ไปนี้
.
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................
เเเรรราาา “าภาลษลา า าราะาเามม” ภาษา
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นยกฟังบทประพนั ธ์ พรอ้ มทง้ั ตอบคาถามตอ่ ไปนี้
.
.
-
-
-
.
การ ั ละ ระเม ล ลกั า เร ม ั เกณ การ
เ า มา ระเม
าระ า ั
“ ”“
”
ัั
ณลักษณะ ั ระ ““
. ”
. ”
““
”
”
มรร ะ
““
”
”
ั กข เ ะข ร าร ร เร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………..
……………………………………………….
………. ………………… . ……………
ั ก ล ลั การเร ร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
า/ รร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
า กข
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………..
………. ………………… . ……………
คาทับศัพท์และศัพท์บัญญัิิ
ประเทศไทยมีการติดตอ่ กบั ตา่ งประเทศ สง่ ผลใหม้ ี
ภาษาตา่ งประเทศเขา้ มาในไทยเป็นจานวนมาก
ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ มีการผกู คาศพั ทข์ นึ้ มาใหมใ่ หม้ ีความหมายตรงตามคาศพั ท์
เดิมเพ่ือใหเ้ ขา้ ใจง่าย การเรยี กคาท่คี ดิ ขนึ้ มาใหม่ มคี วามหมายตามศพั ท์
ที่ตอ้ งการนเี้ รยี กวา่ ศพั ทบ์ ญั ญตั ิ
การบญั ญตั ิศพั ทส์ ว่ นใหญ่ประกอบคาขนึ้ จากคาศพั ทภ์ าษาไทย
ภาษาบาลี และภาษาสนั สกฤต ซงึ่ จะมคี ณะกรรมการบญั ญตั ศิ พั ท์
ประกอบไปดว้ ย ผรู้ ูแ้ ละผทู้ รงคณุ วฒุ ิจากสถาบนั และมหาวิทยาลยั ตา่ งๆ
ทีเ่ ป็นผเู้ ชี่ยวชาญดา้ นภาษา มาเป็นผคู้ ดิ หาคาศพั ทบ์ ัญญตั ขิ นึ้ ถา้
ประกาศใชแ้ ละผใู้ ชย้ อมรบั คาบญั ญตั ินน้ั จนไดร้ บั ความนยิ มคาศพั ทน์ กี้ ็
จะเป็นศพั ทบ์ ญั ญตั ิ
ความหมายของคาทบั ศัพทแ์ ละศัพทบ์ ญั ญัติ
คาทบั ศัพท์ คอื การเขียนคาในภาษาหนง่ึ มาเป็นภาษาไทย
ดว้ ยตวั อกั ษรและตามอกั ขรวิธีของภาษาไทย การใชค้ าทบั ศพั ทค์ วรใชใ้ น
กรณีที่ไมม่ ีคาไทย คาบาลหี รอื คาสนั สกฤตบญั ญตั ไิ ว้ เพ่ือฝึกฝนการใช้
ภาษาไทยใหถ้ กู ตอ้ งและเป็นการอนรุ กั ษภ์ าษาไทย เช่น ควรใชค้ าตา่ งๆ
ศัพทบ์ ญั ญตั ิ คอื คาท่ีบญั ญตั ขิ นึ้ ใหมใ่ นภาษาไทย โดย
ราชบณั ฑติ ยสถานเป็นผรู้ บั รอง เพื่อรองรบั ศพั ทใ์ หม่ ๆ ท่ีเกิดขนึ้ ตาม
เทคโนโลยีและความกา้ วหนา้ ดา้ นตา่ งๆของโลก
หลกั การบญั ญตั ศิ พั ทม์ ี ๒ ประการ ดงั นี้
๑.การเกิดคาใหม่
๑.๑ การคิดคาศพั ทไ์ ทยใหต้ รงกบั ความหมายเดิมของคานนั้ ๆใหม้ ากท่ีสดุ เช่น
ั ัั ภาษา ั ก ษ
Frost
Black market
Toll
Network
Light year
Fan
Free world
Submarine
Match
Boy scout
electricity
๑.๒ ถา้ หาคาไทยไดไ้ ม่เหมาะสม ใหส้ รา้ งคาใหมโ่ ดยใชค้ าภาษาบาลี
และสนั สกฤต ซงึ่ ตอ้ งเป็นคาที่มีใชม้ าก่อนและสามารถออกเสียงไดง้ ่าย
ั ัั ภาษา ั ก ษ
theory
culture
philosophy
activity
pollution
university
science
spacecraft
television
postcard
personality
bank
cereal
๒. การทบั ศัพท์ ในกรณีที่ไมส่ ามารถหาคาที่เหมาะสมได้ ทงั้ คา
ภาษาไทยและคาภาษาบาลีสนั สกฤต ใหใ้ ชว้ ธิ ีทบั ศพั ท์ เชน่
า ั ั ภาษา ั ก ษ
beer
film
computer
cement
cake
sandwich
badminton
chocolate
olympic
website
trumpet
shirt
oxygen
การใชค้ าทบั ศพั ท์ ควรใชใ้ นกรณีท่ีไมม่ ีคาไทย คาบาลีหรอื สนั สกฤต
บญั ญตั ิไว้ เพื่อฝึกฝนการใชภ้ าษาไทยใหถ้ กู ตอ้ งและเป็นการอนรุ กั ษ์ภาษาไทย เชน่
ควรใชค้ าต่าง ๆ ดงั นี้
รถจกั รยานยนต์ แทนคาวา่ มอเตอรไ์ ซค์
สวสั ดีค่ะ สวสั ดีครบั แทนคาวา่ ฮลั โหล
ตกลงค่ะ ตกลงครบั แทนคาวา่ โอเค
โทรทศั น์ แทนคาวา่ ทีวี
สรปุ ควำมรู้
๑. ศพั ทบ์ ญั ญตั ิ คอื การคดิ คาศพั ทโ์ ดยใชค้ า
ภาษาไทย ภาษาบาลแี ละภาษาสนั สกฤต แทนคาศพั ท์
ภาษาองั กฤษ โดยผา่ นการพจิ ารณาจากคณะกรรมการ
ผทู้ รงคุณวุฒแิ ละมกี ารยอมรบั จากผใู้ ชภ้ าษา
๒. หลกั ในการบญั ญตั ศิ พั ท์ ไดแ้ ก่ คดิ คาศพั ท์
ไทยใหต้ รงกบั ความหมายเดมิ สรา้ งคาใหม่ โดยชา้
ภาษา บาลสี นั สกฤต ทส่ี ามารถออกเสยี งไดส้ ะดวก ถ้า
ไมส่ ามารถหาคาทเ่ี หมาะสมได้ ใหใ้ ชค้ าทบั ศพั ท์
๓. คาทบั ศพั ท์ เกดิ จากการหาคาศพั ทอ์ ่นื
แทนทค่ี าภาษาต่างประเทศไดไ้ มเ่ หมาะสม ในกรณีน้ี
เราสามารถ ใชค้ าภาษาต่างประเทศได้ แต่ถา้ คา
ต่างประเทศนนั้ มศี พั ทบ์ ญั ญตั อิ ยแู่ ลว้ ควรใชศ้ พั ท์
บญั ญตั แิ ทนคาภาษาต่างประเทศนนั้
า
เร า ั ั ละ ั ั ั
ตอนท่ี ๑
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้
. .....................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
. ...............................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
า
เร า ั ั ละ ั ั ั
ตอนท่ี ๒
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะหค์ าทบั ศพั ท์ และคาศพั ทบ์ ญั ญตั จิ ากบทเพลงตอ่ ไปนี้
เ เ ล รกั เ (Hi-Tech) ล
Ram Desktop
E-mail
CPU Love You Delete Recycle Bin
* SMS
Win Amp
Shut Down Error
Save าั ั ั
าั ั าั ั มั ั ั
า
เร า ั ั ละ ั ั ั
ตอนท่ี ๑
คาชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้
.
. =
, =
=
Radio =
Telegram =
Telephone =
=
=
=
=
=
=
=
า
เร า ั ั ละ ั ั ั
ตอนที่ ๒
คาชีแ้ จง ใหน้ กั เรยี นวเิ คราะหค์ าทบั ศพั ท์ และคาศพั ทบ์ ญั ญตั จิ ากบทเพลงตอ่ ไปนี้
เ เ ล รัก เ (Hi-Tech) ล
Hi-Tech Desktop
E-mail
Hard Disk Program Ram
Recycle Bin
Digital Card
... ...
CPU Love You Delete
....Cable
SMS Error
Win Amp
Download
Shut Down
Save
าั ั าั ั มั ั ั าั ั ั
Hi-Tech Hard Disk
Recycle Program
Win Amp Ram
Cable Desktop
Save Digital
Card
E-mail
CPU
Delete
Download
Shut Down
Error
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๓
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๑๒ ความรักใดควรใฝ่หา เรื่อง ประโยคซับซ้อน
วิชา ภาษาไทย ช่ือรายวิชา ภาษาไทย ท ๒๓๑๐๑ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย
ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนท่ี ๒ ปี การศกึ ษา ๒๕๖๓
__________________________________________________________________________
มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วดั
มาตรฐานการเรยี นรู้
ท.๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ยี นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา
ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ภาษาไทยไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ
ตัวชีว้ ดั
ท๔.๑ ม.๓/๒ วิเคราะหโ์ ครงสร้างประโยคซับซ้อน
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้
๑. การอธิบายความหมายของประโยคความเดียว ความรวม ความซ้อนได้
๒. นักเรยี นสามารถบอกลักษณะของประโยคแตล่ ะชนดิ ได้
ด้านทักษะ/กระบวนการ
๓.นกั เรยี นสามารถวเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งประโยคแตล่ ะชนดิ ได้
๔.นกั เรียนทากิจกรรมกลมุ่
ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. ม่งุ ม่นั ในการทางาน
สมรรถนะของผู้เรียน
๑.ทกั ษะในการใช้เทคโนโลยี
๒.ทักษะในการคิดวิเคราะห์
๓.ทกั ษะในการนาความรูไ้ ปใช้
สาระสาคัญ
ประโยคเกดิ จากการนาคาและกลมุ่ คามาร้อยเรยี งกัน โดยคาและกล่มุ คานต้ี ้องมกี ารลาดบั ตามหน้าที่
ตาแหน่ง และชนดิ ของคาแตล่ ะประเภทที่มคี วามเกย่ี วเน่อื งกันในทางไวยากรณ์ การศกึ ษาหลกั ภาษาตอ้ ง
วเิ คราะห์โครงสรา้ งประโยคซบั ซ้อน เพ่ือให้สามารถสรา้ งประโยคที่สละสลวย สอื่ ความหมายได้ชดั เจน
สาระการเรยี นรู้
๑. ลกั ษณะของประโยคความเดยี ว ประโยคความรวม ประโยคความซ้อน และประโยคซบั ซอ้ น
๒. หลกั การวเิ คราะหป์ ระโยคความเดียว ประโยคความรวม ประโยคความซ้อน และประโยคซบั ซอ้ น
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขนั้ ที่ ๑ นาเข้าสบู่ ทเรยี น
๑. ครแู บง่ กลุ่มนกั เรยี นเป็น ๕ กลมุ่ โดยให้ชอ่ื กลมุ่ ว่า
กลุ่มท่ี ๑ ชอ่ื ใคร
กลุ่มท่ี ๒ ชื่อ ทาอะไร
กลมุ่ ท่ี ๓ ชอ่ื ทีไ่ หน
กลุ่มที่ ๔ ชื่อ เมือ่ ไหร่
กลุม่ ที่ ๕ ชอ่ื อยา่ งไร
๒. ครูแจกกระดาษให้นกั เรยี นเขียนคาว่าอะไรกไ็ ด้โดยตอ้ งมีเนอื้ หาตรงกับชื่อกล่มุ ของตน เช่น
ใคร ทาอะไร ทีไ่ หน เมือ่ ไหร่ อย่างไร
ปอน เดินเลน่ ในสวน ตอนเยน็ สบายใจ
ข้นั ที่ ๒ จัดการเรียนรู้
ครเู ชอ่ื มโยงให้นกั เรียนสงั เกตว่า คาทนี่ ักเรียนนามาเรยี งต่อกนั ใหไ้ ดใ้ จความ เรยี กอีก
อยา่ งหน่งึ วา่ ประโยค
๑. ครูใหน้ ักเรียนทบทวนความรเู้ ร่อื ง ชนดิ และหนา้ ท่ขี องคาทัง้ ๗ ชนดิ และวลี โดยครูกระตนุ้ ให้
นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ จากน้ันครูควรยกตวั อย่างเพอ่ื ใหน้ ักเรียนแยกได้วา่ เป็น คา วลี หรือ
ประโยค ตวั อย่าง
คา เสือ้ สแี ดง หนงั สือเรียน
วลี เสอ้ื สีแดงตวั ใหญ่ หนังสอื เรยี นบนโต๊ะ
ประโยค เสื้อสแี ดงตัวใหญม่ ีสีสันสวยงาม หนังสอื เรียนบนโต๊ะเปน็ ของฉนั
๒. ครูอธบิ ายเพิ่มเติมเกีย่ วกบั การประกอบคา คาเมอ่ื เรยี งประกอบเปน็ ประโยคแลว้ อาจจะเป็นวลี
ประเภทต่างๆ ได้ เชน่ นามวลี กริยาวลี วิเศษณว์ ลี เป็นต้น พร้อมยกตวั อย่างประกอบเพอื่ ใหน้ ักเรียน
เข้าใจไดช้ ัดเจน
๓. ครใู หค้ วามร้แู ก่นกั เรียนเรื่องประโยคความเดยี ว ประโยคความรวม และประโยคความซอ้ น ว่ามี
ลักษณะอย่างไร สามารถวเิ คราะหไ์ ด้อย่างไรบา้ ง โดยใช้สือ่ Powerpoint อธิบายลกั ษณะพรอ้ ม
ยกตวั อย่างประกอบการอธิบาย ระหวา่ งที่ครูสอนตอ้ งคอยถามนกั เรยี นเพ่ือวดั ความเขา้ ใจของนกั เรยี น
๔. ครใู ห้นักเรยี นทาแบบฝึกหดั เร่ือง “ประโยค” จานวน ๓๐ ขอ้ เวลา ๒๐ นาที หลังจากนั้นครู
และนกั เรียนร่วมกันเฉลยและวเิ คราะห์คาตอบไปพร้อมๆกัน รวมถึงการตอบขอ้ สงสัยในเรือ่ งประโยคทง้ั ๓
ชนดิ ขา้ งต้น กอ่ นจะขน้ึ เรือ่ งประโยคซับซอ้ น
๕. ครูใหน้ กั เรียนทากจิ กรรม “วิเคราะหโ์ ครงสรา้ ง ความต่างของประโยค” โดยใหน้ กั เรียนแบ่งกลมุ่
กล่มุ ละ ๔-๕ คน โดยครูจะกาหนดคาใหใ้ นแตล่ ะกลมุ่ โดยไม่ซา้ กนั หลงั จากน้นั ให้นกั เรียนสรา้ งประโยค
ความเดยี ว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน อย่างละ ๑ ประโยค ใหน้ ักเรียนชว่ ยกันระดม
ความคิด แลว้ วิเคราะหโ์ ครงสร้างของประโยค ลงในใบกิจกรรม “วิเคราะหโ์ ครงสรา้ ง ความตา่ งของประโยค”
กาหนดเวลา ๒๐ นาที และสมุ่ กลุม่ นักเรียน ๓ กลุ่ม มาอภิปรายหน้าช้นั เรยี น
๖. ครใู ห้นกั เรยี นรว่ มกันตอบคาถามผ่านกจิ กรรม “ตอบให้ได้ ทายให้ถูก” โดยตง้ั คาถามผา่ นสอ่ื
อิเลก็ ทรอนิกสแ์ อพพลเิ คชน่ั line เรอ่ื งชนดิ ของประโยคโดยใชค้ าถามดงั นี้
- เขาและฉันไปเท่ยี วท่สี วนสยาม จากประโยคข้างต้นเปน็ ประโยคชนดิ ใด
- เขาและฉนั ไปเท่ียวท่สี วนสยาม จากประโยคขา้ งต้นเป็นใจความชนิดใด
- ครูทาใหเ้ ขาร้องไห้ เปน็ ประโยคชนดิ ใด
- ครูทาใหเ้ ขาร้องไห้ มีส่วนใดเป็นมุขยประโยค
ขั้นที่ ๓ สรุปและนาหลักการไปใช้
๑. ครูและนกั เรียนร่วมกันอภิปรายความรู้ท่ีได้จากการเรยี น โดยการใชค้ าถาม ประโยคความ
เดียว ความรวม และความซอ้ นมลี ักษณะอย่างไร
ขน้ั ท่ี ๔ การใช้แหลง่ เรียนรู้
ส่ือการเรยี นรู้
๑. จติ ตน์ ภิ า ศรไี สย์และประนอม วบิ ลู ยพ์ ันธุ์. หลกั ภาษาและการใชภ้ าษาไทย.
กรงุ เทพฯ: สานักพมิ พ์ บรษิ ทั พฒั นาคุณภาพวิชาการ (พว.) จากดั , ๒๕๕๗.
๒.ศกึ ษาธิการ, กระทรวง. (๒๕๕๑). ววิ ธิ ภาษา ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓. กรุงเทพฯ :
ชมุ นมุ สหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย.
แหล่งการเรียนรู้
๑.หอ้ งสมดุ
๒.แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ
๓.หนงั สือเรยี น
ขั้นท่ี ๕ การวัดและการประเมนิ ผล
เปา้ หมาย หลกั ฐาน เครื่องมอื วัด เกณฑ์การ
ประเมนิ
สาระสาคญั ใบกจิ กรรมเรือ่ ง “ประโยค” แบบประเมนิ คะแนนใบกจิ กรรม
ประโยคเกิดจากการนาคาและ ใบกจิ กรรมเรือ่ ง “วิเคราะห์ เร่อื ง “ประโยค”
กลมุ่ คามาร้อยเรียงกนั โดยคาและ โครงสรา้ ง ความต่างของ
กลุม่ คานตี้ ้องมกี ารลาดับตามหน้าที่ ประโยค” แบบประเมินคะแนนใบกิจกรรม
ตาแหน่ง และชนิดของคาแต่ละ
ประเภททมี่ ีความเกยี่ วเนอ่ื งกนั ใบกิจกรรมเรอ่ื ง “ประโยค เรอื่ ง “วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ ง ความ
ในทางไวยากรณ์ การศกึ ษาหลกั ซบั ซอ้ น”
ภาษาต้องวิเคราะห์โครงสรา้ ง ต่างของประโยค” ถกู ให้ ๑ คะแนน
ประโยคแตล่ ะชนิด เพอื่ ใหส้ ามารถ ใบกจิ กรรมเร่อื ง “ประโยค
สรา้ งประโยคทส่ี ละสลวย สอื่ ซบั ซอ้ น” ผิดให้ ๐ คะแนน
ความหมายได้ชดั เจน
ตัวช้ีวัด แบบประเมนิ คะแนนใบกจิ กรรม
เรอื่ ง “ประโยคซับซอ้ น”
วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งประโยคซบั ซ้อน
แบบประเมนิ คะแนนใบกจิ กรรม ถกู ให้ ๑ คะแนน
เรือ่ ง “ประโยคซบั ซอ้ น” ผิดให้ ๐ คะแนน
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ใบกิจกรรมเรื่อง “ประโยค” แบบประเมนิ คะแนนใบกิจกรรม ทางานครบถว้ น
๑. ใฝ่เรยี นรู้ เรื่อง “ประโยค” เรียบรอ้ ย และ
๒. มงุ่ ม่นั ในการทางาน ใบกจิ กรรมเรื่อง “วิเคราะห์ แบบประเมินคะแนนใบกจิ กรรม
โครงสรา้ ง ความตา่ งของประโยค” เรอ่ื ง “วเิ คราะห์โครงสร้าง ความ ถูกตอ้ ง
สมรรถนะ ต่างของประโยค”
ความสามารถในการคิด เปน็ ใบกิจกรรมเรื่อง “ประโยค ถกู ให้ ๑ คะแนน
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ซบั ซอ้ น” แบบประเมินคะแนนใบกิจกรรม ผิดให้ ๐ คะแนน
เรือ่ ง “ประโยคซับซ้อน”
ใบกิจกรรมเรอ่ื ง “ประโยค”
แบบประเมินคะแนนใบกิจกรรม
ใบกิจกรรมเรือ่ ง “วิเคราะห์ เรอ่ื ง “ประโยค”
โครงสร้าง ความตา่ งของประโยค” แบบประเมินคะแนนใบกิจกรรม
ใบกิจกรรมเรื่อง “ประโยค เรอื่ ง “วิเคราะหโ์ ครงสรา้ ง ความ
ซับซ้อน” ต่างของประโยค”
แบบประเมินคะแนนใบกจิ กรรม
เรอ่ื ง “ประโยคซับซอ้ น”
ลงชื่อ ...................................................... ผสู้ อน
แบบบันทกึ ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหารโรงเรียน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………...…………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………...……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………...……………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………..……………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชอ่ื …………………………………………….……..
ตาแหน่ง……………………………………………….
วันที่……….เดือน…………………พ.ศ……………
บนั ทกึ ผลหลงั การเรียนรู้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………...............................................................
ปญั หา/อปุ สรรค
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………...............................................................
แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………...............................................................
.
ลงช่อื …………………………………………………..
ครูผสู้ อน
วันที่……….เดือน…………………พ.ศ……………