ก
คำนำ
แบบฝึกทกั ษะ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง เรียนร้วู ิทยาศาสตร์อยา่ งไร สาหรบั นักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 จัดทาขึ้นเพ่ือใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งมี
วัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน ช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ผู้จัดทาได้รวบรวมและเรียบเรียงเนอื้ หาความรู้โดยยึดตามหลักสูตรสถานศึกษากล่มุ สาระ
การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรส์ าหรบั นักเรียนท่ีมคี วามบกพร่องทางการได้ยนิ และหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ประกอบการเรียนใน
ห้องเรียนและศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเตมิ ดว้ ยตนเอง
ในแบบฝึกทักษะนี้ ประกอบด้วย ใบความรู้ กิจกรรม แบบฝึกหัด แบบทดสอบก่อนเรียน-หลัง
เรียน ใหน้ ักเรียนฝึกปฏิบตั ิ และสามารถนาความรไู้ ปใช้ในชีวติ ประจาวนั หวังเป็นอยา่ งยงิ่ ว่าแบบฝกึ ทักษะ
น้ี จะสามารถทาให้นักเรียนเกิดความรู้ความเขา้ ใจ เกิดทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และมีเจตคติ
ที่ดีตอ่ วิชาวทิ ยาศาสตรต์ ่อไป
นันทิตา วงศ์หวนุ
สำรบัญ ข
เรื่อง หนำ้
คานา ก
สารบัญ ข
คาชี้แจงในการใช้แบบฝกึ ทกั ษะสาหรบั ครู ค
คาช้แี จงในการใชแ้ บบฝึกทักษะสาหรับนกั เรียน ง
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชีว้ ดั จ
วิทยาศาสตร์ คือ อะไร 1
แบบทดสอบกอ่ นเรียน 15
เนอ้ื เรื่อง
กิจกรรม 31
แบบทดสอบหลังเรยี น
แบบบนั ทึกคะแนน 41
ทกั ษะการสงั เกต
แบบทดสอบก่อนเรียน 56
เนอ้ื เรื่อง 57
กิจกรรม
แบบทดสอบหลงั เรยี น
แบบบนั ทกึ คะแนน
ทักษะการวัด
แบบทดสอบก่อนเรยี น
เนื้อเร่อื ง
กิจกรรม
แบบทดสอบหลงั เรยี น
แบบบนั ทึกคะแนน
ทกั ษะการแยกประเภท
แบบทดสอบก่อนเรยี น
เนือ้ เร่ือง
กิจกรรม
แบบทดสอบหลงั เรียน
แบบบันทกึ คะแนน
บรรณานกุ รม
ประวัติผูจ้ ดั ทา
ค
คำช้ีแจงในกำรใชแ้ บบฝกึ ทักษะสำหรบั ครู
การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง เรยี นรวู้ ิทยาศาสตรอ์ ย่างไร ครูควรเตรียมความ
พรอ้ มและปฏิบตั ติ ามคาแนะนา ดังตอ่ ไปน้ี
1. ศึกษารายละเอียดเก่ียวกับการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง เรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างไร และเตรียมส่ือ
การเรียนรู้ที่ใช้
2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูจะต้องจัดกิจกรรมให้ครบตามท่ีระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้
เพือ่ ให้กิจกรรมเป็นไปอยา่ งต่อเน่ืองและบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค์
3. กอ่ นทากิจกรรมทุกคร้ัง ครูตอ้ งอธิบาย ชีแ้ จง วิธีการปฏิบตั ใิ ห้ชดั เจน ใหน้ ักเรยี นเข้าใจตรงกัน จึง
จะทาใหก้ ารจดั การเรยี นรบู้ รรลุเป้าหมายและมีประสทิ ธิภาพ
4. ครูควรกระตุ้นใหน้ ักเรยี นทุกคนมีส่วนร่วมในการทากิจกรรม เพ่ือเป็นการฝึกใหน้ ักเรยี นรู้จกั การ
ทางานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รับผิดชอบต่อหน้าท่ีและกล้าแสดงออกสังเกตพฤติกรรมขณะที่ทา
กิจกรรมและให้ความช่วยเหลือนกั เรยี นดูแลอย่างใกล้ชิด
ง
คำชีแ้ จงในกำรใชแ้ บบฝกึ ทักษะสำหรับนกั เรียน
ในการศกึ ษาแบบฝกึ ทกั ษะ เรื่อง เรยี นร้วู ิทยาศาสตร์อยา่ งไร ให้นักเรียนปฏิบัติดงั นี้
1. นักเรียนอ่านมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้ และเกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละ
กิจกรรม
2. นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี นด้วยความซ่อื สตั ย์
3. นกั เรียนศึกษาเน้ือหา ปฏิบตั กิ ิจกรรม และทาแบบฝึกหดั
4. นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรยี นด้วยความซื่อสตั ย์
5. ตรวจแบบทดสอบก่อน และหลงั เรียนด้วยตนเอง และเขียนคะแนนไวใ้ นชอ่ งคะแนน
6. ประเมินผลและเปรยี บเทยี บความกา้ วหนา้ ของตนเอง
7. ส่งเอกสารชุดการเรียนรู้ให้ครูผู้สอนเพ่ือตรวจคาตอบอีกครั้ง และตรวจสอบคะแนนก่อนเรียน
ระหวา่ งเรยี น และหลังเรยี น
8. หลังทากิจกรรมทุกอย่างเสรจ็ สิ้นนักเรยี นตอ้ งจดั เก็บวัสดุ ส่ือ ทาความสะอาดอุปกรณ์ท่ใี ช้ในการ
ทดลองและเกบ็ เข้าทใ่ี ห้เรียบรอ้ ย
จ
มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ ตัวชวี้ ัด
ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจิตวทิ ยาศาสตร์ในการสบื เสาะหาความรู้ การแก้ปญั หา รวู้ ่า
ปรากฏการณท์ างธรรมชาติที่เกดิ ขึ้นสว่ นใหญม่ รี ปู แบบทแ่ี น่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ภายใต้
ข้อมูลและเครอ่ื งมือท่มี ีอย่ใู นชว่ งเวลานนั้ ๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และส่ิงแวดล้อมมีความ
เกย่ี วข้องสมั พนั ธ์กนั
ตัวชีว้ ัด
1. ตัง้ คาถามทกี่ าหนดประเด็นหรอื ตัวแปรที่สาคญั ในการสารวจตรวจสอบ หรือศกึ ษาค้นคว้าเรอื่ งท่ี
สนใจได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. เลอื กเทคนคิ วิธกี ารสารวจตรวจสอบทัง้ เชงิ ปริมาณและเชงิ คุณภาพทไี่ ดผ้ ลเท่ยี งตรงและ
ปลอดภยั โดยใช้วัสดุและเครอื่ งมอื ทเี่ หมาะสม
3. รวบรวมข้อมลู จัดกระทาข้อมูลเชงิ ปริมาณและคุณภาพ
1
2
แบบทดสอบกอ่ นเรียน
เรอ่ื ง วทิ ยำศำสตร์ คือ อะไร
วิชำวทิ ยำศำสตร์ (ว21101) ช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 1
เวลำ 15 นำที คะแนน 15 คะแนน
คำชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นทำเครอ่ื งหมำย ทบั ตัวเลือก ก ข ค และ ง ทถี่ ูกต้องท่ีสดุ เพียงขอ้ เดียว
1. วทิ ยาศาสตรค์ ืออะไร
ก. องคค์ วามรู้ทม่ี รี ะบบ และจดั ไวอ้ ย่างเป็นระเบียบแบบแผน
ข. วทิ ยาศาสตร์คือความร้รู อบตัวเราท่วั ไป
ค. วิทยาศาสตรค์ อื กจิ กรรมค้นหา
ง. วิทยาศาสตรค์ ือเทคโนโลยที ี่ลา้ หน้า
2. มโนทัศน์ มโนภาพ หรอื สังกัป คืออะไร
ก. การสงั เกตและวาดภาพประกอบ
ข. แผนผังความคิดหรอื ความคดิ รวบยอด
ค. แผนภมู ภิ าพ
ง. การถา่ ยภาพ
3. เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์คืออะไร
ก. คุณลักษณะนิสยั ของบุคคลทเี่ กิดจากการเรียนรูผ้ ่านกระบวนการสร้างสรรค์
ข. บคุ คลท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์
ค. คุณลกั ษณะนิสัยของบุคคลท่ีเกิดจากการเรยี นรู้ผ่านกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ง. คณุ ลักษณะของคนทีเ่ รียนวิทยาศาสตร์
4. เครอื่ งใช้ไฟฟ้าภายในบา้ นเปน็ วิทยาศาสตรป์ ระเภทใด
ก. วิทยาศาสตร์สังคม
ข. วิทยาศาสตรป์ ระยกุ ต์
ค. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
ง. วิทยาศาสตรบ์ รสิ ทุ ธิ์
3
5. ขอ้ ใดไมใ่ ชธ่ รรมชาติของวทิ ยาศาสตร์
ก. เกลอื มีรสเค็ม
ข. ดวงอาทิตย์ข้นึ ทิศตะวนั ออกและตกทางทศิ ตะวันตก
ค. นา้ ไหลจากทสี่ งู ลงทตี่ ่า
ง. นา้ เดอื ดทอ่ี ุณหภมู ิ 0 องศาเซลเซียส
6. กระบวนการทางวิทยาศาสตรค์ ืออะไร
ก. พฤตกิ รรมทีผ่ ้เู รยี นแสวงหาความรู้ ตอ้ งอาศัยวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
ข. ความรู้รอบตัวเราทั่วไป
ค. ขัน้ ตอนการทดลองท่มี ลี าดับ
ง. เป็นกระบวนการของวธิ ีทางวทิ ยาศาสตร์
7. วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ข้ันที่ 3 คือข้นั อะไร
ก. สงั เกตและระบุปญั หา
ข. ทาการทดลอง หรือทดสอบสมมตฐิ าน
ค. สรปุ ผลการทดลอง
ง. วเิ คราะห์ข้อมลู
8. ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ทักษะใดเป็นทักษะข้ันสงู
ก. การใช้ความสัมพันธร์ ะหว่างสเปสกับเวลา
ข. ทักษะการพยากรณ์
ค. ทกั ษะการสงั เกต
ง. ทกั ษะการทดลอง
9. สมมตฐิ านท่ีดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. สมมตฐิ านเป็นคาตอบทีอ่ าจเปน็ ไปได้ และคาตอบท่ียอมรบั ว่าถูกต้องเชื่อถอื ได้
ข. สมมติฐานเปน็ อย่างไรก็ได้
ค. สมมติฐานท่ีมีผลการทดลองมากอ่ นแล้ว
ง. สมมติฐานตอ้ งมีหลายๆ ข้อ
10. ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มกี ่ีขนั้
ก. 5 ข้ัน
ข. 8 ข้ัน
ค. 13 ข้ัน
ง. 15 ขัน้
4
11. บดิ าแห่งวิทยาศาสตร์ไทยคอื ใคร
ก. พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6
ข. โทมสั อัลวา เอดิสนั
ค. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั รัชกาลที่ 4
ง. กาลิเลโอ กาลเิ ลอี
12. ไม่ทอ้ ถอยเมอ่ื ผลการทดลองล้มเหลว หรอื มอี ุปสรรคเป็นคุณสมบัตขิ ้อใดของนักวทิ ยาศาสตร์
ก. ช่างสังเกต
ข. มคี วามริเรม่ิ
ค. มีความละเอยี ดรอบคอบ
ง. มคี วามเพยี รพยายาม
13. ใครมคี ุณสมบัติเป็นนกั วิทยาศาสตร์
ก. ศลิ ปะ ชอบแอบฟังเวลาเพอื่ นคุยกันแล้วเอาไปเล่าให้ผู้อนื่ ฟงั ต่อ
ข. เจษฎา บนั ทึกผลการทดลองโดยการคาดเดาของตนเอง
ค. มนี า สงสยั ว่าทาไมผีเสอื้ จงึ ชอบตอมดอกไม้ มีนาจึงสังเกตและจดบนั ทกึ ผลการสงั เกตไว้
ง. นิสติ ให้เพอื่ นลอกผลการทดลองทกุ คร้ัง เพ่อื นจงึ บอกว่า นิสติ เปน็ คนใจกว้าง
14. ใคร คือ ผู้ที่จดสิทธบิ ัตรในการประดิษฐห์ ลอดไฟ
ก. กาลิเลโอ กาลเิ ลอี
ข. โทมสั อลั วา เอดิสัน
ค. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัว รชั กาลท่ี 4
ง. พี่น้องไรต์
15. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ไดท้ รงศกึ ษาการคานวณเพอื่ พยากรณ์ปรากฏการณ์ทาง
ดาราศาสตร์ที่สาคญั ไดแ้ ก่เหตุการณ์ใด
ก. ปรากฏการณ์สรุ ิยุปราคาเต็มดวง คะแนนท่ีได้.........................คะแนน
ข. ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง
ค. ปรากฏการณด์ าวหางค้างฟ้า
ง. ปรากฏการณ์ราหอู มจนั ทร์
5
เรอ่ื ง วิทยำศำสตร์ คือ อะไร
ความหมายของวทิ ยาศาสตร์
คาว่า “วิทยาศาสตร์” Science จากพจนานุกรม “ Webster s New Woeld Dictionary of
Amcrican hamgvage” สรุปว่าวิทยาศาสตร์เป็นสภาพหรือข้อเท็จจริงของความรู้ หรือวิทยาศาสตร์จัดเป็น
ความรู้เป็นระบบซ่ึงได้จากกการสังเกต ศึกษาและทดลอง เพื่อให้รู้ธรรมชาติหรือหลักเกณฑ์ของสิ่งท่ี
ทาการศึกษานั้นๆ จากการวิเคราะห์คาว่า Science ท่ีมาจากคาว่า Scientia ในภาษาลาติน แปลว่า ความรู้
(Knowledge) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์ก็คือ ความรู้ต่างๆ และเม่ือพิจารณาถึงรากศัพท์โดยสรุป
วิทยาศาสตร์ หมายถงึ องค์ความรู้ท่ีมีระบบ และจัดไว้อย่างเป็นระเบียบแบบแผนโดยท่วั ไปกระบวนการหา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (The Process of Science ) ประกอบด้วย ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์
(Scientific Method ) และทศั นคติเชงิ วิทยาศาสตร์ (Scientific Attitude) ดงั รูป
ประเภทของวทิ ยำศำสตร์
1. วิทยำศำสตร์บริสุทธิ์ (Pure Science) คือความรู้พื้นฐาน ได้แก่ ข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด
หลักการ กฎ และทฤษฎตี า่ งๆ ทางวิทยาศาสตร์
(1) วิทยาศาสตร์กายภาพ (Physical Science) คือ วิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเร่ืองราวต่างๆ ของ
ส่ิงไม่มชี วี ติ เช่น เคมี ฟสิ ิกส์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ อุตุนยิ มวทิ ยา และธรณีวทิ ยา เป็นตน้
(2) วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ (Biological Science) คือ วทิ ยาศาสตรท์ ่ีว่าดว้ ยเร่ืองราวตา่ งๆ ของ
ส่งิ มชี ีวติ เช่น สัตววทิ ยา พฤกษศาสตร์ จลุ ชีววทิ ยา เปน็ ต้น
(3) วทิ ยาศาสตร์สังคม (Social Science) เป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาหาความรู้ เพื่อจัดระบบให้มนุษย์
มกี ารดารงชวี ติ อยู่ด้วยกนั อย่างมแี บบแผน เพือ่ ความสงบสุขของสังคม เชน่ วิชาจิตวทิ ยา วชิ าการศึกษา วชิ า
รฐั ศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เปน็ ต้น
ตัวอย่างนักวทิ ยาศาสตร์ เชน่ เซอร์ ไอแซค นวิ ตัน ไมเคลิ ฟาราเดย์
6
2. วทิ ยำศำสตร์ประยุกต์หรือเทคโนโลยี (Applied Science or Technology) คือ ความรู้ท่ีมุ่ง
นาไปใชป้ ระโยชน์ต่อการดารงชวี ติ ในสังคม ไปคดิ สิ่งประดิษฐต์ ่างๆ เชน่ ทอมัส อลั วา เอดิสัน
ไมเคิล ฟาราเดย์
ควำมร้วู ิทยำศำสตร์ แบง่ ได้ 6 ประเภท คอื
1. ความจริงเดี่ยว (Fact) หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้พื้นฐานเบ้ืองต้นทาง โดยใช้
ประสาทสัมผสั ทัง้ ห้า ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ลนิ้ และผิวกาย
2. ความคิดรวบยอด (Concept) หรอื มโนมติ ความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับวัตถหุ รอื ปรากฏการณ์ตา่ งๆ
ซึง่ แต่ละคนจะมีมโนมตเิ กี่ยวกบั วัตถุหรอื ปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนง่ึ แตกต่างกนั
3. ความจรงิ หลัก (Principle) หรอื หลักการ จดั เปน็ ความรทู้ างวิทยาศาสตร์ประเภทหน่ึงท่ีเป็นความ
จรงิ สามารถทดสอบได้ และได้ผลเหมือนเดิม
4. กฏ (Law) จัดเป็นการลงความคิดเห็นประเภทหน่ึง เป็นข้อความที่คาดคะเนคาตอบของปัญหา
ลว่ งหน้า กอ่ นจะดาเนนิ การทดลอง เพือ่ ตรวจสอบความถูกต้องเปน็ จรงิ ของเรื่องนั้นๆ ต่อไป
5. สมมติฐาน (Hypothesis ต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง ทดสอบแล้วได้ผลตรงกันทุกครั้ง มี
ลักษณะทเี่ ป็นจริงเสมอ
6. ทฤษฎี (Theory) ความเหน็ ลักษณะทีค่ ิด คาดเอาตามหลกั วิชาการเพื่อเสริมเหตุผล และรากฐาน
ให้แก่ปรากฏการณ์หรอื ข้อมลู ในภาคปฏิบตั ิ ซึ่งเกิดข้ึนมาอยา่ งมรี ะเบียบ
ประโยชนข์ องวทิ ยำศำสตร์
1. วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยพัฒนาชุมชนและสังคม
2. วิทยาศาสตร์ช่วยแนะแนวอาชีพ วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดอาชีพหลายสาขา และเป็นประโยชน์ต่อ
การดารงชีวิต
3. วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยใหเ้ กิดความเจริญทางร่างกายและจิตใจ และมสี ขุ ภาพแข็งแรง
4. วิทยาศาสตร์ช่วยให้เป็นผู้บริโภคท่ีสามารถตัดสินใจในการใช้สินค้าหรือบริการต่างๆ โดยอาศัย
หลักวชิ าทางวทิ ยาศาสตร์
5. วิทยาศาสตรช์ ว่ ยให้ร้จู ักใชเ้ วลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเร่อื งท่สี นใจ
6. วทิ ยาศาสตร์ช่วยใหร้ จู้ กั ใชท้ รพั ยากรธรรมชาตใิ ห้เป็นประโยชน์
7. วิทยาศาสตร์ช่วยแก้ปญั หาต่างๆ
กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ ( Process of Science ) คือ พฤติกรรมท่ีผู้เรียนแสวงหาความรู้
และแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเคร่ืองมือซ่ึงการดาเนินการต้องอาศัยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ (Science Process Skill) และเจตคติทางวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาศาสตร์ (Scientific
Attitude)
วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ ( Scientific Method ) เป็นวิธีการท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้แสวงหาความรู้
แก้ปัญหา โดยมขี นั้ ตอน ดงั นี้
7
1. สงั เกตและระบุปญั หา
2. ต้ังสมมตุ ฐิ าน
3. ทาการทดลอง หรอื ทดสอบสมมติฐาน (ขั้นเกบ็ รวบรวมข้อมูล)
4. ข้ันวิเคราะหข์ อ้ มูล
5. สรปุ ผลการทดลอง
ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ ซ่ึงเปน็ ทกั ษะพื้นฐานให้เกิดกับผูเ้ รยี น 13 ทักษะ
1. ทักษะขัน้ มลู ฐำน 8 ทักษะ ได้แก่
1.1 ทกั ษะการสงั เกต ( Observing )
1.2 ทกั ษะการวัด ( Measuring )
1.3 ทักษะการจาแนกหรือทกั ษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying )
1.4 ทกั ษะการใช้ความสัมพันธร์ ะหว่างสเปสกับเวลา ( Using Space/Relationship )
1.5 ทกั ษะการคานวณและการใช้จานวน ( Using Numbers )
1.6 ทกั ษะการจัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล ( Comunication )
1.7 ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูล ( Inferring )
1.8 ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting )
2. ทักษะขัน้ สงู หรอื ทักษะข้ันผสม 5 ทกั ษะ ได้แก่
2.1 ทกั ษะการต้งั สมมตุ ฐิ าน ( Formulating Hypthesis )
2.2 ทกั ษะการควบคุมตัวแปร ( Controlling Variables )
2.3 ทกั ษะการตีความและลงขอ้ สรุป ( Interpreting data )
2.4 ทกั ษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัตกิ าร ( Defining Operationally )
2.5 ทกั ษะการทดลอง ( Experimenting )
ลักษณะสำคญั ของนกั วิทยำศำสตร์
1. ช่างสังเกต
2. เป็นคนท่ีมคี วามอยากร้อู ยากเห็น
1) มคี วามพยายามท่จี ะเสาะแสวงหาความรู้ในสถานการณ์ใหมๆ่ อยูเ่ สมอ
2) ตระหนกั ถึงความสาคัญของการแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมเสมอ
3) จะตอ้ งเป็นบคุ คลท่ีชอบซักถาม คน้ หาความรโู้ ดยวิธกี ารต่างๆ อยเู่ สมอ
3. เปน็ คนท่มี ีเหตุผล จะต้องเปน็ คนที่ยอมรับ และเชอ่ื ในความสาคัญของเหตุผล
4. เป็นบคุ คลทีม่ ีใจกว้าง
1) เปน็ บุคคลที่กล้ายอมรบั การวิพากษว์ ิจารณ์จากบคุ คลอื่น
2) เปน็ บคุ คลที่จะรบั รู้และยอมรับความคิดเหน็ ใหมๆ่ อยเู่ สมอ
3) เปน็ บุคคลที่เตม็ ใจท่ีจะเผยแพรค่ วามรู้และความคิดให้แก่บคุ คลอ่นื
4) ตระหนกั และยอมรับข้อจากัดของความร้ทู ี่ค้นพบในปัจจบุ นั
5. เป็นบคุ คลท่มี ีความซอ่ื สัตย์ และมีใจเป็นกลาง ไม่ลาเอยี ง
1) เปน็ บคุ คลทม่ี คี วามซอ่ื ตรง อดทน ยุตธิ รรม และละเอยี ดรอบคอบ
8
2) เป็นบุคคลท่ีมีความมั่นคง หนักแน่นตอ่ ผลท่ีไดจ้ ากการพสิ จู น์
3) สงั เกตและบันทึกผลต่างๆ อยา่ งตรงไปตรงมา ไม่ลาเอยี ง และมีอคติ
6. มีความเพียรพยายาม
1) ทากิจกรรมทไ่ี ดร้ ับมอบหมายใหเ้ สร็จสมบรู ณ์
2) ไมท่ อ้ ถอยเมอ่ื ผลการทดลองล้มเหลว หรอื มอี ุปสรรค
3) มคี วามตงั้ ใจแน่วแนต่ ่อการค้นหาความรู้
7. มคี วามละเอียดรอบคอบ
1) รู้จกั ใชว้ ิจารณญาณก่อนทจี่ ะตดั สินใจใดๆ
2) ไมย่ อมรับสง่ิ หนึ่งส่งิ ใดจนกว่าจะมกี ารพสิ จู นท์ ี่เช่อื ถอื ได้
3) หลกี เลย่ี งการตดั สินใจ และการสรุปผลท่ยี งั ไมม่ กี ารวเิ คราะห์
นกั วิทยำศำสตรท์ ่ีสำคญั
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั บิดำแหง่ วิทยำศำสตรไ์ ทย ทรงประกาศผล
รชั กาลท่ี 4 การคานวณการเกิดสุรยิ ุปราคาเต็มดวงครั้งน้ี
ล่วงหน้า 2 ปี ณ หว้ากอ ต.คลองวาฬ อ.เมอื ง
จ.ประจวบครี ีขนั ธ์ ดวงอาทติ ย์ถกู ดวงจันทร์
บงั มิดดวงอยู่นานถงึ 6 นาที 46 วนิ าที
โทมสั อัลวา เอดิสัน เป็นนักประดษิ ฐแ์ ละนกั ธรุ กิจชาวอเมริกัน ผู้ซง่ึ
ประดิษฐ์อปุ กรณท์ ส่ี าคญั ต่างๆ มากมาย ได้
ฉายา "พ่อมดแหง่ เมนโลพารก์ " เป็นบุคคลแรก
ท่จี ดสทิ ธิบัตรในการประดิษฐห์ ลอดไฟ
พนี่ ้องไรต์ วลิ เบอร์ ไรต์ 9
ออวลิ ล์ ไรต์
เป็นสองคนแรกท่ไี ดอ้ อกแบบ สร้างเคร่ืองบิน
และเคร่ืองบินทีม่ เี ครื่องยนต์ ต้นแบบของ
เคร่ืองบนิ ทใี่ ชไ้ ดจ้ ริง
กำลิเลโอ กำลิเลอี เป็นนักฟสิ ิกส์ นักคณติ ศาสตร์ นักดาราศาสตร์
มรี กูรี งานทีโ่ ดดเดน่ เช่น การพัฒนาเทคนคิ ของ
กล้องโทรทรรศน์ และผลสังเกตการณ์ทาง
ดาราศาสตรท์ ี่สาคญั จากกล้องโทรทรรศน์
นักเคมผี คู้ น้ พบรังสเี รเดียม ทีใ่ ชย้ ับยัง้ การ
ขยายตวั ของมะเรง็ ซงึ่ เป็นโรคร้ายทไี่ ม่สามารถ
รักษาใหห้ ายขาดได้
10
แบบฝึกหัด
เร่อื ง วิทยำศำสตร์ คอื อะไร
1. คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นเติมแผนผงั ความคิดให้ถกู ตอ้ งสมบูรณ์
วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
การตัง้ ปัญหา การตัง้ สมติฐาน การศึกษาคน้ ควา้ การทดลอง การสรปุ ผล
ชา่ งสงั เกต ช่างสงสยั มเี หตผุ ล มีความพยายามและอดทน
……………..................................
……………... นิสยั นักวิทยาศาสตร์
……………...
ช่างสงสยั
วทิ ยาศาสตร์
การต้ังปญั หา …………….……… …………….…………
วธิ ที างวิทยาศาสตร์ ….. …….
……………...
……………... กระบวนการวิทยาศาสตร์
……………...
…………….……… …………….………
…. …….
11
แบบทดสอบหลังเรยี น
เร่อื ง วิทยำศำสตร์ คอื อะไร
วิชำวทิ ยำศำสตร์ (ว21101) ช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 1
เวลำ 15 นำที คะแนน 15 คะแนน
คำชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นทำเครอ่ื งหมำย ทบั ตวั เลอื ก ก ข ค และ ง ทถี่ ูกต้องท่ีสดุ เพียงขอ้ เดียว
1. วทิ ยาศาสตรค์ ืออะไร
ก. องคค์ วามรู้ทม่ี รี ะบบ และจัดไว้อย่างเปน็ ระเบียบแบบแผน
ข. วทิ ยาศาสตร์คือความรรู้ อบตัวเราทั่วไป
ค. วิทยาศาสตรค์ อื กจิ กรรมค้นหา
ง. วิทยาศาสตรค์ ือเทคโนโลยที ่ีลา้ หน้า
2. มโนทัศน์ มโนภาพ หรอื สังกัป คอื อะไร
ก. การสงั เกตและวาดภาพประกอบ
ข. แผนผังความคิดหรอื ความคิดรวบยอด
ค. แผนภมู ภิ าพ
ง. การถา่ ยภาพ
3. เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์คืออะไร
ก. คุณลักษณะนิสยั ของบคุ คลที่เกิดจากการเรียนรผู้ ่านกระบวนการสร้างสรรค์
ข. บคุ คลท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์
ค. คุณลกั ษณะนิสัยของบคุ คลที่เกดิ จากการเรยี นรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ง. คณุ ลักษณะของคนท่เี รียนวิทยาศาสตร์
4. เครอื่ งใช้ไฟฟ้าภายในบา้ นเปน็ วิทยาศาสตรป์ ระเภทใด
ก. วิทยาศาสตร์สังคม
ข. วิทยาศาสตรป์ ระยกุ ต์
ค. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
ง. วิทยาศาสตรบ์ รสิ ทุ ธิ์
12
5. ขอ้ ใดไม่ใชธ่ รรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์
ก. เกลอื มรี สเคม็
ข. ดวงอาทิตยข์ ้ึนทิศตะวันออกและตกทางทศิ ตะวันตก
ค. น้าไหลจากทส่ี ูงลงทต่ี ่า
ง. น้าเดือดทอ่ี ุณหภูมิ 0 องศาเซลเซยี ส
6. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์คอื อะไร
ก. พฤตกิ รรมทีผ่ ู้เรียนแสวงหาความรู้ ตอ้ งอาศัยวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์
ข. ความรู้รอบตัวเราทั่วไป
ค. ข้ันตอนการทดลองทม่ี ีลาดับ
ง. เปน็ กระบวนการของวิธีทางวทิ ยาศาสตร์
7. วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์ขนั้ ที่ 3 คือขั้นอะไร
ก. สังเกตและระบุปญั หา
ข. ทาการทดลอง หรอื ทดสอบสมมติฐาน
ค. สรปุ ผลการทดลอง
ง. วเิ คราะหข์ ้อมลู
8. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทกั ษะใดเปน็ ทักษะขัน้ สงู
ก. การใช้ความสมั พันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา
ข. ทกั ษะการพยากรณ์
ค. ทักษะการสังเกต
ง. ทกั ษะการทดลอง
9. สมมตฐิ านท่ีดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. สมมตฐิ านเป็นคาตอบทอี่ าจเป็นไปได้ และคาตอบทีย่ อมรับว่าถูกต้องเช่ือถอื ได้
ข. สมมติฐานเป็นอย่างไรก็ได้
ค. สมมติฐานที่มีผลการทดลองมาก่อนแล้ว
ง. สมมตฐิ านตอ้ งมหี ลายๆ ขอ้
10. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ กี ่ขี ้นั
ก. 5 ข้ัน
ข. 8 ขัน้
ค. 13 ขน้ั
ง. 15 ข้นั
13
11. บิดาแหง่ วิทยาศาสตรไ์ ทยคือใคร
ก. พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี 6
ข. โทมัส อลั วา เอดิสัน
ค. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว รัชกาลท่ี 4
ง. กาลเิ ลโอ กาลิเลอี
12. ไมท่ ้อถอยเม่ือผลการทดลองลม้ เหลว หรอื มีอุปสรรคเป็นคุณสมบัติขอ้ ใดของนักวทิ ยาศาสตร์
ก. ชา่ งสังเกต
ข. มีความริเรมิ่
ค. มีความละเอยี ดรอบคอบ
ง. มคี วามเพียรพยายาม
13. ใครมีคุณสมบัตเิ ป็นนกั วิทยาศาสตร์
ก. ศลิ ปะ ชอบแอบฟังเวลาเพื่อนคยุ กันแลว้ เอาไปเล่าให้ผูอ้ ่นื ฟงั ต่อ
ข. เจษฎา บันทกึ ผลการทดลองโดยการคาดเดาของตนเอง
ค. มีนา สงสยั ว่าทาไมผเี สอื้ จึงชอบตอมดอกไม้ มนี าจงึ สังเกตและจดบันทึกผลการสงั เกตไว้
ง. นิสิต ใหเ้ พ่อื นลอกผลการทดลองทกุ ครัง้ เพื่อนจึงบอกว่า นสิ ติ เป็นคนใจกว้าง
14. ใคร คือ ผู้ที่จดสทิ ธบิ ัตรในการประดษิ ฐห์ ลอดไฟ
ก. กาลิเลโอ กาลิเลอี
ข. โทมัส อัลวา เอดสิ ัน
ค. พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 4
ง. พ่นี อ้ งไรต์
15. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั ได้ทรงศกึ ษาการคานวณเพ่ือพยากรณ์ปรากฏการณ์ทาง
ดาราศาสตรท์ ่ีสาคญั ได้แกเ่ หตกุ ารณ์ใด
ก. ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเตม็ ดวง คะแนนท่ไี ด้.........................คะแนน
ข. ปรากฏการณ์จันทรปุ ราคาเตม็ ดวง
ค. ปรากฏการณ์ดาวหางค้างฟ้า
ง. ปรากฏการณ์ราหูอมจนั ทร์
14
แบบบนั ทึกคะแนน
เร่อื ง วทิ ยำศำสตร์ คอื อะไร
ชื่อ-สกลุ ...................................................................ชั้น.............เลขที่................
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนนาคะแนนท่ไี ดจ้ ากการทากจิ กรรมมากรอกลงในตารางใหถ้ ูกตอ้ งและ
สมบรู ณ์
แบบทดสอบกอ่ นเรียน แบบทดสอบหลังเรียน
คะแนนเตม็ คะแนนทไ่ี ด้ คะแนนเต็ม คะแนนที่ได้
15 คะแนน 15 คะแนน
คะแนนจำกกิจกรรม
กจิ กรรม เรือ่ ง คะแนน จำนวนขอ้ จำนวนข้อ คดิ เป็น คิดเป็น
ท่ี เต็ม คำถำม คำถำมที่ ร้อยละ คะแนน
ทง้ั หมด ตอบถกู ทไี่ ด้
1 แบบฝกึ หัด 10
รวม 10
15
16
แบบทดสอบก่อนเรียน
เรือ่ ง ทกั ษะกำรสงั เกต
วิชำวทิ ยำศำสตร์ (ว21101) ช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 1
เวลำ 10 นำที คะแนน 10 คะแนน
คำช้แี จง ให้นกั เรยี นทำเครือ่ งหมำย ทับตวั เลอื ก ก ข ค และ ง ทถี่ ูกต้องทส่ี ุดเพียงข้อเดยี ว
1. ข้อมลู ใดทเี่ ป็นการสงั เกตเชิงปริมาณ
ก. ขนมกอ้ นนีผ้ วิ หยาบ
ข. ถงุ นมนห้ี นักประมาณ 1,000 กรัม
ค. ฟองนา้ อนั นี้นมุ่
ง. ไมบ้ รรทดั อันน้ีสชี มพู
2. วตั ถุกอ้ นหน่ึงมีสีดา ผิวเรียบแขง็ เม่อื เคาะกับโต๊ะมเี สยี งดงั จากข้อความดังกลา่ วมกี ารใช้ประสาทสมั ผัส
อะไรในการสังเกตบ้าง
ก. หู ตา
ข. หู ตา กาย
ค. หู ตา จมกู ลิ้น
ง. ใจ กาย ลน้ิ จมกู ตา
3. ขอ้ ใดเป็นผลที่ได้จากการสังเกต การบีบดนิ น้ามันด้วยมอื
ก. สีของดนิ นา้ มันเปล่ียนไป
ข. ดนิ นา้ มนั ยงั คงสภาพเดิม
ค. ดินนา้ มันยุบลงไป เป็นรปู นวิ้ มอื
ง. มีเสียงเกิดข้นึ ในขณะท่ีบีบดนิ นา้ มัน
4. คากล่าวในข้อใดต่อไปนีท้ ่ีจดั ว่า เปน็ ผลจากการสงั เกตทเี่ ชือ่ ถอื ได้
ก. ดอกไมด้ อกนหี้ อมมาก
ข. สีเขียวเปน็ สีท่ีสวยกว่าสอี ื่น
ค. เพลงทบ่ี รรเลงอยขู่ ณะนเี้ พราะทส่ี ดุ
ง. ดวงอาทติ ยใ์ หแ้ สงสว่างมากกวา่ ดวงจันทร์
17
5. ข้อใดเปน็ สง่ิ ทสี่ ังเกตไดจ้ ากการเป่าอากาศเข้าไปในลกู โปง่
ก. ลูกโป่งพองออก
ข. อากาศในลูกโปง่ มีแรงดนั
ค. ถา้ อากาศเข้าไปมากๆ ลูกโปง่ อาจจะแตกได้
ง. หลังจากเปา่ แล้ว ลูกโป่งจะมีนา้ หนักมากข้ึน
6. ข้อใดเปน็ การสังเกต
ก. ใครไมช่ อบกฬี า
ข. คนเสียงดงั ไมด่ ี
ค. รถครูจิตมีสดี า
ง. นอ้ งฟนั ผุเพราะชอบกนิ ลกู อม
7. ข้อใดเปน็ การใช้ประสาทสมั ผัสทางกาย
ก. บอลลกู นี้น่ิมมาก
ข. บอลลกู นี้สีเหลือง
ค. บอลลูกนีห้ นกั มาก
ง. บอลลกู น้ไี ด้รับบรจิ าคมา
8. เชอื กเส้นใดส้ันที่สุด
ก.
ข.
ค.
ง.
9. ไส้เทียนไขเปลีย่ นจากสีขาวเป็นสดี า ผลจากการสังเกตดังกล่าวนี้ เป็นข้อมูลประเภทใด
ก. ข้อมลู เชงิ ปรมิ าณ
ข. ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพ
ค. ข้อมูลจากการเปล่ียนแปลง คะแนนทไี่ ด้.........................คะแนน
ง. ข้อมูลทีเ่ กิดจากการคาดคะเน
10. “ใครทอดหมนู ะ” ใชป้ ระสาทสัมผัสสว่ นใด ในการรบั รู้
ก. หู
ข. ตา
ค. จมูก
ง. ลิ้น
18
เรอื่ ง กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ (กำรสังเกต)
ทักษะกำรสังเกต เป็นความชานาญในการใช้ประสาทสัมผัส ได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน ผิวกาย
อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ หรอื หลายอยา่ ง เพ่ือหารายละเอยี ดเกยี่ วกบั วตั ถุน้ัน ๆ
การสังเกตเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานท่ีสาคัญและจาเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนา
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพ้ืนฐาน ทักษะอ่ืนๆ เช่น ทักษะการจาแนกประเภท ทักษะการ
พยากรณ์ ทกั ษะการลงความคดิ เห็น เป็นตน้ การสังเกตทาใหเ้ กิดความอยากรู้อยากเห็น ทาให้เกิดปัญหา
อันจะนาไปสู่ข้ันตอนในการสืบเสาะเพ่ือหาความร้แู ละไดม้ าซึ่งความร้มู ากขึ้น ประเภทของข้อมลู ทีไ่ ด้จากการ
สงั เกต
ประสำทสมั ผัสประกอบดว้ ย
ตำ เป็นการมองเห็นวตั ถุหรอื เหตกุ ารณ์ในขณะนน้ั
และบอกตามลักษณะทเี่ ห็นจรงิ เช่น ขนาด รปู ร่าง
สกี ารกะประมาณ
หู เปน็ การไดย้ นิ เสียง และบอกลักษณะเสยี งตามที่ได้ยนิ เช่น
เสยี งดงั เสยี งก้อง เสียงเบา เสยี งร้องของสัตว์ในลักษณะต่างๆ
จมกู เป็นการดมกลนิ่ และบอกสงิ่ ทไ่ี ด้สัมผสั เช่น
กลิ่นหอม กลิ่นเหมน็ กลน่ิ ไหม้ กลิ่นคาว กลนิ่ ฉุน
ลนิ้ เปน็ การชมิ รส ได้แก่ รสหวาน รสเค็ม รสเปร้ียว
รสขม การชิมรสนนั้ ต้องระวงั ไม่ชิมสงิ่ ของที่สกปรก
และมอี ันตราย
ผวิ กำย เปน็ การจบั ตอ้ งสมั ผสั ซึ่งส่วนมากใชม้ อื
และบอกความรู้สกึ ท่ไี ด้สมั ผัส เชน่ รอ้ น เย็น อุ่น เรยี บ
ขรุขระ นิม่ แข็ง
19
ขอ้ มลู ที่ได้จำกกำรสังเกต แบง่ ออกเป็นสำมประเภท คือ
1. ข้อมลู เชงิ คุณภำพ เป็นข้อมูลท่ไี ดจ้ ากการใชป้ ระสาทสัมผสั ทั้งห้า คอื ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย ใน
การสงั เกตวัตถุน้ันๆ เช่น ปากกาสีเขียว (ตา) ดอกไม้ชนิดนีก้ ลิ่นฉนุ (จมูก) สบูเ่ ม่ือจับแล้วลืน่ (ผิวกาย) เป็น
ต้น
2. ข้อมูลเชิงปริมำณ เป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเกตโดยอ้างอิงหน่วยการวัด เช่น วัตถุชิ้นน้ีหนัก
ประมาณ 10 กรมั ดนิ สอแทง่ นย้ี าวกวา่ ดินสอแท่งนัน้ เปน็ ต้น
3. ข้อมูลเก่ียวกับกำรเปลี่ยนแปลง เป็นข้อมูลที่ได้จากผลการเปล่ียนแปลงของวัตถุเมื่อกระทา
ด้วยวิธีการต่างๆ เชน่ การให้ความร้อน การบีบ การนาไปแช่นา้ เป็นต้น เช่น เมื่อนาเทียนไขไปให้ความร้อน
เทยี นไขจะละลาย
ข้อควรปฏบิ ัติในกำรสังเกต
1. ควรใชป้ ระสาทสัมผัสใหม้ ากที่สุดขณะสงั เกต
2. การใช้ล้ินหรอื กายสัมผสั ตอ้ งระมัดระวังวา่ วตั ถนุ ัน้ ไม่เปน็ อันตรายตอ่ ร่างกาย
3. ไมใ่ ช้ตาสังเกตวัตถุทีม่ ีความเขม้ แสงมากๆ เช่น มองไปทีด่ วงอาทิตย์หรือหลอดไฟที่มแี สงสวา่ งจา้
มากๆ
4. เสียงทีด่ ังมากๆ อาจมีอันตรายตอ่ แก้วหู เช่น เสยี งระเบิด เสยี งพลุ ต้องรีบอดุ หูไว้
5. การดมกลน่ิ บางชนิดอาจทาใหร้ ะคายเคืองต่อร่างกาย เช่น กล่ินของกรดบางชนิด กล่ินพริกค่ัว
ไมค่ วรสดู ดมโดยตรง แต่ถ้าตอ้ งสงั เกต ควรใชม้ อื โบกพดั ให้กลน่ิ เข้าจมูก
ข้อควรระวงั ในกำรสังเกต
1. ไม่ดขู องสขี าวกลางแดด
2. เสยี งทีด่ งั มากอาจมอี นั ตรายต่อแก้วหู เช่น เสียงปืนใหญฟ่ ้ารอ้ งเสยี งตะโกน
3. ไมช่ ิมของท่สี กปรก หรือมีอันตราย เพราะอาจเปน็ สิง่ ทีเ่ ปน็ พิษรา้ ยตอ่ ร่างกายไดง้ า่ ย
4. การดมกล่ินสารบางชนิดอาจทาให้เกดิ การระคายเคืองต่อรา่ งกายตอ้ งระวงั ไม่ทดลองสดู ดม เชน่
กลิน่ พรกิ ค่วั
5. ของบางอยา่ งไมค่ วรทดลองจับต้อง เช่น ตน้ ตาแย สารเคมี ตน้ ไมม้ หี นาม ตัวบงุ้ เป็นต้น
สำยตำคนเรำเชื่อถอื ได้หรือไม่
สายตาคนเรานัน้ จะมขี ดี จากัดเกี่ยวกับระยะทางและขนาดวตั ถุท่ีมอง เช่น เราสามารถมองเห็นวตั ถุ
ท่อี ยู่ไกลๆ หรือไม่สามารถมองเหน็ วัตถุที่มีขนาดเลก็ มากๆ รวมถึงการมองเห็นภาพลวงตา เช่น เม่ือเรามอง
หอ้ งที่ทาสีผนังดว้ ยสอี ่อนๆ จะรู้สกึ วา่ ห้องนั้นกวา้ งท้งั ๆ ท่ีหอ้ งนัน้ มขี นาดเล็ก เป็นตน้
นักเรยี นสังเกตจดุ ตรงกลางวงกลม แล้วลองเปรยี บเทียบขนาดว่า มคี วามแตกตา่ งกนั หรือเหมือนกัน
อยา่ งไร
20
ซ่ึงจากการสังเกต นกั เรียนจะเหน็ ว่า วงกลมตรงกลางทางด้านซ้ายมือ มีขนาด ใหญ่กว่าด้านขวามือ
ทัง้ ทีค่ วามเปน็ จริงแลว้ วงกลมตรงกลางท้งั 2 วง มีขนาดเท่ากัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะวงกลมตรงกลางทางด้าน
ซา้ ยมือ ถูกล้อมรอบด้วยวงกลมขนาดเล็กกว่า ทาให้วงกลมตรงกลางดูใหญ่ขน้ึ แต่ทางด้านขวามอื วงกลม
ตรงกลางถูกล้อมรอบดว้ ยวงกลมขนาดใหญ่กวา่ ทาให้วงกลมตรงกลางดูเลก็ ลง
1. ในการสังเกตสงิ่ ต่างๆ เราต้องใช้ประสาทสัมผัสท้ังห้า คือ ตา หู จมูก ล้ิน และผิวกายใน
การรบั รู้ แตก่ ม็ ีข้อจากัด ทาใหไ้ มส่ ามารถวดั ปรมิ าณไดถ้ กู ต้องแน่นอน
2. สายตาของคนเรามีขีดจากัดเก่ียวกับระยะทางและขนาดวัตถุท่ีมองเห็น ไม่สามารถมองเห็น
วัตถุท่ไี กล หรือไมส่ ามารมมองเหน็ วัตถทุ ีเ่ ล็ก
3. ในการตรวจสอบหรือสังเกตสิ่งต่างๆ ท่ีต้องการความถูกต้องแน่นอน นักวิทยาศาสตร์
จาเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการสังเกตด้วย เช่น กล้องจุลทรรศน์ช่วยขยายให้มองเห็น เทอร์โมมิเตอร์
ช่วยวัดอุณหภูมแิ ทนผวิ สมั ผัส
21
แบบฝึกหัด
เรือ่ ง กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร(์ ทกั ษะกำรสังเกต)
คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นทากิจกรรมต่อไปนี้เพอ่ื นาลักษณะของนกั วทิ ยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปญั หา
กจิ กรรมท่ี 1 ค้นหาภาพสตั วท์ ่ีมอี ยู่ในภาพนี้ และเขยี นบอกชนิดของสตั วแ์ ละจานวนที่พบ
ชอ่ื สตั ว์…………………………………………. จานวน…………………………ตัว
ชอื่ สัตว์…………………………………………. จานวน…………………………ตัว
ชอื่ สตั ว์…………………………………………. จานวน…………………………ตัว
ชอ่ื สัตว์…………………………………………. จานวน…………………………ตัว
ชอื่ สัตว์…………………………………………. จานวน…………………………ตัว
ชอ่ื สตั ว์…………………………………………. จานวน…………………………ตวั
22
กจิ กรรมท่ี 2 : ให้นกั เรยี นสงั เกตภาพดา้ นลา่ งน้ี แล้วเขียนบรรยายวา่ เป็นภาพอะไร ซ่ึงในแต่ละภาพสามารถ
มองเหน็ เป็น 2 ลักษณะ
1.
ภาพที่ 1
...................................................................
...................................................................
ภาพที่ 2
...................................................................
...................................................................
2.
ภาพท่ี 1
...................................................................
...................................................................
ภาพท่ี 2
...................................................................
...................................................................
3.
ภาพท่ี 1
...................................................................
...................................................................
ภาพที่ 2
...................................................................
...................................................................
23
4.
ภาพที่ 1
...................................................................
...................................................................
ภาพท่ี 2
...................................................................
...................................................................
5.
ภาพท่ี 1
...................................................................
...................................................................
ภาพท่ี 2
...................................................................
...................................................................
กิจกรรมที่ 3 ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ีโดยเลอื กคาตอบทถ่ี กู ตอ้ งเพียงคาตอบเดียว
ผลการทดลองในกรอบตอบคาถามขอ้ 1-2
ผลกำรทดลอง
การทดลองท่ี 1 ผสมของเหลว ก กับของเหลว ข ผลของการทดลอง คอื ไดข้ องผสมทเ่ี ป็นของแข็งสีขาว
การทดลองที่ 2 ผสมของเหลว ค กบั ของเหลว ก ผลของการทดลอง คือ ไม่เกดิ การเปลี่ยนแปลง
การทดลองท่ี 3 ผสมของเหลว ง กับของเหลว ก ผลของการทดลอง คอื ได้ของผสมที่เป็นของแข็งสเี ขียว
1. ในการทดลองทั้ง 3 คร้ัง มกี ารใช้ของเหลวทัง้ หมดกชี่ นดิ
ก. 2 ชนดิ
ข. 3 ชนดิ
ค. 4 ชนิด
ง. 5 ชนิด
24
2. เมอ่ื ผสมของเหลว ก กับของเหลว ง จะเกิดอะไรข้ึน
ก. ได้ของแข็งสีขาว
ข. ได้ของแขง็ สีเขียว
ค. ไม่เกดิ การเปลี่ยนแปลง
ง. ไดข้ องผสมมลี กั ษณะขนุ่ ขาว
3. ภาพข้างลา่ งเปน็ ภาพของสิ่งใด
ก. ดนิ สอ
ข. ปากกา
ค. ไมบ้ รรทดั
ง. ทล่ี บคาผิด
4. การที่จะบอกได้วา่ เปน็ สิง่ ใดตามข้อ 3 น้นั นักเรยี นพิจารณาจากสิ่งใด
ก. ลักษณะเปน็ หกเหลยี่ ม
ข. ลกั ษณะเป็นแท่ง
ค. ลกั ษณะปลายตดั
ง. ลักษณะเป็นวงกลม
5. ข้อความใดเป็นการสังเกตดว้ ยตา
ก. วันน้ีอากาศร้อนมาก
ข. ดอกกหุ ลาบมีสแี ดงและใบมีสเี ขียว
ค. คนมรี ่างกายแขง็ แรงต้องออกกาลังกาย
ง. เม่อื คืนฝนตกหนกั
กจิ กรรมท่ี 4 : ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
1. ประสาทสมั ผสั ท่ีใช้ในการสงั เกตมี 5 ประสาทสัมผัส อะไรบา้ ง แตล่ ะอย่างสาคญั อย่างไรกบั การ
สงั เกต
………………………………………………...
..............................
25
2. ให้นักเรียนดูภาพที่กาหนด แล้วตอบคาถาม
2.1 ใหน้ ักเรยี นสงั เกตดว้ ยสายตา ว่าเส้นตรงสีเหลอื งเสน้ บนกับเส้นล่าง มีความยาวเท่ากนั หรอื ไม่
2.2 ใหน้ ักเรยี นใช้ไม้บรรทดั วัดความยาวของเส้นสเี หลืองท้งั สองเสน้ แล้วเขยี นผลทีไ่ ด้
2.3 นักเรยี นคดิ วา่ การทน่ี ักเรยี นเหน็ ภาพตา่ งไปจากความเปน็ จรงิ เพราะเหตใุ ด
กิจกรรมที่ 5 : ให้นักเรียนเขียนชือ่ ประเภทของข้อมลู ลงในกรอบ ให้ตรงกบั ข้อมูลทีไ่ ด้จากการสงั เกต
ข้อมูลเชงิ คุณภำพ ขอ้ มลู เชิงปรมิ ำณ
ขอ้ มูลเกยี่ วกับกำรเปลยี่ นแปลง
1. เมอื่ ออกแรงบบี ดินนา้ มัน ดนิ น้ามันจะเปล่ยี นแปลงรูปร่าง
2. ทเุ รียนมหี นามแหลม
3. นา้ ยาล้างหอ้ งนา้ มีกลน่ิ ฉนุ
4. กอ้ นหนิ ก้อนนม้ี ีนา้ หนักประมาณ 5 ขดี
5. เม่อื พลาสตกิ โดนความรอ้ น พลาสตกิ จะละลาย
6. ส้มผลน้ีผิวเรยี บกว่าส้มผลนน้ั
26
7. ปากกาด้ามนย้ี าว 7 นิ้ว
8. น้าขวดนีม้ ีรสเปรี้ยว
9. โตะ๊ ตวั นี้ยาว 10 ศอก
10. มะม่วงผลน้ีรูปรา่ งแตกต่างไปจากปกติ
กจิ กรรมที่ 6 : ใหน้ กั เรียนสงั เกตความแตกต่างของภาพและจุดแตกต่างให้มากที่สุด
1.
จานวนจดุ ทแ่ี ตกต่างกนั .........................................จุด
2.
จานวนจุดที่แตกต่างกนั .........................................จุด
27
กิจกรรมที่ 7 : ใหน้ กั เรียนค้นหาคาศพั ท์ที่ซอ่ นอยใู่ นตาราง อ่านท้งั แนวตั้ง แนวนอน และแนว คาศัพทท์ ี่
กาหนด
KINGDOMS (อาณาจักร)
HABITAT (แหลง่ ทีอ่ ยอู่ าศัย)
EXTINCT (สูญพนั ธ์ุ)
VERTEBRATE (สัตว์มีกระดูกสันหลัง)
METAMORPHOSIS (การเปล่ียนแปลงรปู รา่ ง)
28
แบบทดสอบหลงั เรยี น
เร่อื ง ทักษะกำรสังเกต
วชิ ำวิทยำศำสตร์ (ว21101) ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 1
เวลำ 10 นำที คะแนน 10 คะแนน
คำชแี้ จง ให้นักเรยี นทำเคร่ืองหมำย ทบั ตัวเลือก ก ข ค และ ง ท่ถี ูกตอ้ งทส่ี ุดเพียงข้อเดยี ว
1. ข้อมูลใดท่ีเป็นการสังเกตเชงิ ปริมาณ
ก. ขนมกอ้ นนี้ผิวหยาบ
ข. ถุงนมนห้ี นกั ประมาณ 1,000 กรัม
ค. ฟองนา้ อนั นน้ี มุ่
ง. ไม้บรรทัดอันนี้สีชมพู
2. วตั ถกุ ้อนหน่ึงมสี ีดา ผิวเรยี บแขง็ เม่ือเคาะกบั โต๊ะมีเสยี งดัง จากขอ้ ความดังกล่าวมกี ารใช้ประสาทสมั ผัส
อะไรในการสังเกตบ้าง
ก. หู ตา
ข. หู ตา กาย
ค. หู ตา จมูก ลิน้
ง. ใจ กาย ลิ้น จมูก ตา
3. ข้อใดเปน็ ผลทไ่ี ด้จากการสงั เกต การบีบดนิ น้ามนั ด้วยมือ
ก. สขี องดนิ นา้ มนั เปลี่ยนไป
ข. ดนิ นา้ มนั ยงั คงสภาพเดิม
ค. ดนิ น้ามันยบุ ลงไป เปน็ รปู นิ้วมือ
ง. มีเสียงเกดิ ขึน้ ในขณะทบ่ี ีบดินนา้ มัน
4. คากล่าวในข้อใดตอ่ ไปน้ีที่จัดว่า เปน็ ผลจากการสงั เกตทีเ่ ช่ือถือได้
ก. ดอกไมด้ อกน้ีหอมมาก
ข. สีเขียวเปน็ สที ่ีสวยกว่าสอี น่ื
ค. เพลงทบี่ รรเลงอยขู่ ณะนีเ้ พราะที่สดุ
ง. ดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างมากกวา่ ดวงจนั ทร์
29
5. ข้อใดเปน็ สง่ิ ทส่ี ังเกตไดจ้ ากการเป่าอากาศเข้าไปในลกู โปง่
ก. ลูกโป่งพองออก
ข. อากาศในลูกโปง่ มีแรงดนั
ค. ถา้ อากาศเข้าไปมากๆ ลูกโปง่ อาจจะแตกได้
ง. หลังจากเปา่ แล้ว ลูกโป่งจะมีนา้ หนักมากข้นึ
6. ข้อใดเปน็ การสังเกต
ก. ใครไมช่ อบกฬี า
ข. คนเสียงดงั ไมด่ ี
ค. รถครูจิตมีสดี า
ง. นอ้ งฟนั ผุเพราะชอบกนิ ลกู อม
7. ข้อใดเปน็ การใช้ประสาทสมั ผัสทางกาย
ก. บอลลกู นี้น่ิมมาก
ข. บอลลกู นี้สีเหลือง
ค. บอลลูกนีห้ นกั มาก
ง. บอลลกู น้ไี ด้รับบรจิ าคมา
8. เชอื กเส้นใดสัน้ ที่สุด
ก.
ข.
ค.
ง.
9. ไส้เทียนไขเปล่ียนจากสีขาวเป็นสดี า ผลจากการสังเกตดังกลา่ วนี้ เป็นข้อมูลประเภทใด
ก. ข้อมูลเชงิ ปรมิ าณ
ข. ข้อมูลเชงิ คณุ ภาพ
ค. ข้อมลู จากการเปล่ียนแปลง คะแนนที่ได้.........................คะแนน
ง. ข้อมูลทีเ่ กิดจากการคาดคะเน
10. “ใครทอดหมนู ะ” ใชป้ ระสาทสัมผัสสว่ นใด ในการรบั รู้
ก. หู
ข. ตา
ค. จมูก
ง. ลิ้น
30
แบบบนั ทกึ คะแนน
เร่ือง กำรสงั เกต
ชอื่ -สกุล...................................................................ชั้น.............เลขท.่ี ...............
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นนาคะแนนที่ไดจ้ ากการทากจิ กรรมมากรอกลงในตารางใหถ้ กู ต้องและ
สมบูรณ์
แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลงั เรียน
คะแนนเต็ม คะแนนท่ีได้ คะแนนเต็ม คะแนนทไี่ ด้
10 คะแนน 10 คะแนน
คะแนนจำกกิจกรรม
กิจกรรม เรือ่ ง คะแนน จำนวนข้อ จำนวนขอ้ คิดเป็น คดิ เปน็
ท่ี กจิ กรรม เต็ม คำถำม คำถำมท่ี รอ้ ยละ คะแนน
ท้งั หมด ตอบถกู ทีไ่ ด้
1
10
รวม 10
31
32
แบบทดสอบก่อนเรียน
เร่ือง ทักษะกำรวัด
วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ (ว21101) ช้นั มัธยมศกึ ษำปีที่ 1
เวลำ 10 นำที คะแนน 10 คะแนน
คำชีแ้ จง ให้นักเรียนทำเครือ่ งหมำย ทับตัวเลอื ก ก ข ค และ ง ท่ีถูกตอ้ งทส่ี ดุ เพยี งข้อเดยี ว
ข้อมลู ขา้ งลา่ งนีใ้ ช้ในการตอบคาถามขอ้ 1-3
1. เคร่อื งมอื ชนิดใดทีใ่ ชว้ ัดนา้ หนกั
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4
2. หน่วยที่ใช้วดั นา้ หนกั คอื อะไร
ก. เมตร
ข. กรัม
ค. เซนติเมตร
ง. ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
3. ภาพ 3 เปน็ เครื่องมือทใี่ ชว้ ัดปริมาณอะไร
ก. มวล
ข. เวลา
ค. อณุ หภมู ิ
ง. ปริมาตร
33
4. เครอ่ื งมอื ชนิดใดใช้วดั ปริมาตรของนา้
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4
5. กระบอกตวงอันนมี้ ีน้าบรรจอุ ยู่ปรมิ าตรเทา่ ใด
90
ก. 92.0 cm3
ข. 95.0 cm3
ค. 97.0 cm3
ง. 99.0 cm3
6. ถ้านกั เรยี นตอ้ งการวัดความยาวของห้องเรยี น นกั เรียนควรใชเ้ คร่อื งมือในขอ้ ใดทาการวดั จึงจะไดค้ า่
ใกลเ้ คยี งความจริงที่สดุ
ก. เชอื ก
ข. เทอร์โมมเิ ตอร์
ค. ไมเ้ มตร
ง. กระบอกตวง
7. หน่วยท่ีใชว้ ัดอุณหภมู ิ คอื ขอ้ ใด
ก. องศาเซลเซยี ส
ข. โวลต์
ค. แอมแปร์
ง. ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
34
8. จากภาพ เปน็ อุปกรณท์ ี่ใชว้ ัดค่าสงิ่ ใด
ก. เทอร์โมมเิ ตอร์
ข. บกี เกอร์
ค. กระบอกตวง
ง. ไมเ้ มตร
9. จากภาพ เครื่องชั่งนแ้ี สดงค่าน้าหนักเท่าใด
40
ก. 43 กิโลกรัม
ข. 41 กโิ ลกรมั
ค. 45 กิโลกรมั
ง. 49 กิโลกรัม
10. ในการหาค่าการแกว่งของลูกตมุ้ นาฬิกา โดยนบั จานวนการแกวง่ ครบรอบใน 1 นาที โดยทาการ
ทดลอง 5 ครงั้ ไดผ้ ลดังตารางขา้ งล่าง คา่ เฉลี่ของการแกว่ งครบรอบภายใน 1 นาทมี ีคา่ เทา่ ไร
ครงั้ ที่ 1 คร้ังท่ี 2 ครงั้ ที่ 3 ครง้ั ที่ 4 คร้ังที่ 5
21 19 20 21 19
ก. 19.5 คะแนนท่ีได้.........................คะแนน
ข. 20
ค. 40
ง. 60
35
เร่อื ง กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ (ทักษะกำรวดั )
ทกั ษะกำรวัด
การวัด หมายถึง ความสามารถในการเลือกและใช้เคร่ืองมือต่างๆ ทาการวัดหาปริมาณของ
สิ่งต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยมีหน่วยท่ีใช้วัดกากับ ตลอดจน
สามารถอา่ นคา่ ทว่ี ดั ได้ถกู ตอ้ งหรอื ใกลเ้ คยี งกบั ความเปน็ จริง ในการวดั จะต้องพจิ ารณาวา่
1. จะวัดอะไร เช่น วัดความยาวเส้นรอบรูปของลูกบอล ช่ังน้าหนักก้อนหิน วัดอุณหภูมิของน้า วัด
ระยะเวลาท่ีใช้ในการต้มน้า วัดปริมาตรของของเหลวในขวด วดั ขนาดของมุม วัดความช้ืนของอากาศ วดั แรง
กดดนั ของอากาศ วดั แรงดนั ของไฟฟ้า ฯลฯ
2. จะใช้เคร่ืองมืออะไรวัด เช่น ใช้เชือกและไม้บรรทัดวัดเส้นรอบรูปของลูกบอล ใช้ตาชั่งสปริงช่ัง
น้าหนักของก้อนหิน
3. เหตุใดจึงใช้เครื่องมือน้ัน เช่นทาไมจึงเลือกใช้เชือกและไม้บรรทัดวัดเส้นรอบรูปลูกบอล จะใช้
เครือ่ งมอื อืน่ ไดห้ รือไม
่ 4. จะวดั อย่างไร เช่น เมือ่ มีเชอื กและไมบ้ รรทัดแลว้ จะทาการวัดอยา่ งไร มเี ทคนิคอยา่ งไร
ส่ิงทีต่ อ้ งคานึงถงึ ในการวดั แต่ละครั้ง คือความเทย่ี งตรง แนน่ อนในการวดั และค่าที่ถกู ต้อง การวดั ปริมาณใดๆ
มกั จะเกิดความคลาดเคล่ือนอย่เู สมอ เช่นเกิดจากการอ่านคา่ ผิดพลาด หรือบนั ทึกผิด หรือเกิดจากการใช้วิธี
วดั ไม่ถูกตอ้ ง วธิ ีแก้ความคลาดเคล่ือนทาได้โดยการวดั หลาย ๆ ครงั้ แล้วหาค่าเฉล่ีย
ควำมสำมำรถที่แสดงว่ำนกั เรียนเกดิ ทกั ษะกำรวัด คือ
1. เลอื กเคร่ืองมอื ไดเ้ หมาะสมกบั ส่งิ ท่ีจะวดั
2. บอกเหตุผลในการเลอื กเครอ่ื งมอื ได้
3. บอกวิธวี ัดและวธิ ีใชเ้ ครื่องมือวดั ได้ถูกต้อง
4. ทาการวัดปริมาณตา่ งๆ ได้ถกู ต้อง
5. ระบุหนว่ ยของตวั เลขทไ่ี ดจ้ ากการวัดได้
อุปกรณท์ นี่ กั เรียนควรรู้จัก เช่น
1. แว่นขยาย สอ่ งขยายส่งิ ท่ีเลก็
2. กลอ้ งจลุ ทรรศน์ ส่องขยายสิ่งทมี่ ีขนาดเล็กมาก
3. เครอ่ื งชั่ง ใช้ชั่งน้าหนัก
4. กระบอกตวง ใชว้ ดั ปริมาตรของของเหลว
5. เทอรโ์ มมิเตอร์ ใชว้ ดั อุณหภูมิ
6. ไม้บรรทดั ไม้เมตร ใช้วดั ความยาว
7. นาฬกิ า ใช้วดั เวลา
36
แบบฝกึ หัด
เรอื่ ง กระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร(์ ทักษะกำรวดั )
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นทากจิ กรรมตอ่ ไปนีเ้ พอ่ื นาลกั ษณะของนักวทิ ยาศาสตร์มาใชใ้ นการแก้ปญั หา
กิจกรรมที่ 1 : ให้นกั เรยี นเลือกอุปกรณ์วดั ปรมิ าณต่าง ๆ ใหถ้ ูกต้อง
ลำดับที่ รำยกำร เคร่อื งมอื ท่ใี ชว้ ดั
1 โต๊ะ
2 นา้ ในแก้ว
3 อณุ หภูมนิ า้ เยน็
4 ประตู
5 น้าหนกั ของนักเรยี น
กิจกรรมที่ 2 : ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาลงในช่องใหส้ ัมพันธ์กับปรมิ าณตา่ งๆ ทก่ี าหนดให้
ลำดบั ที่ ปริมำณทวี่ ัด อปุ กรณท์ ่ใี ช้วัดปริมำณ หนว่ ยที่ใช้วัดปริมำณ
1 น้าหนัก
2 ปรมิ าตร
3 เวลา
4 ความยาว
5 อุณหภมู ิ
37
แบบทดสอบหลังเรียน
เร่ือง ทักษะกำรวัด
วชิ ำวทิ ยำศำสตร์ (ว21101) ช้นั มัธยมศกึ ษำปีที่ 1
เวลำ 10 นำที คะแนน 10 คะแนน
คำชีแ้ จง ให้นักเรียนทำเครือ่ งหมำย ทับตัวเลอื ก ก ข ค และ ง ท่ีถูกตอ้ งทส่ี ดุ เพยี งข้อเดยี ว
ข้อมลู ขา้ งลา่ งนีใ้ ช้ในการตอบคาถามขอ้ 1-3
1. เคร่อื งมอื ชนิดใดทีใ่ ชว้ ัดนา้ หนกั
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4
2. หน่วยที่ใช้วดั นา้ หนกั คอื อะไร
ก. เมตร
ข. กรัม
ค. เซนติเมตร
ง. ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
3. ภาพ 3 เปน็ เครื่องมือทใี่ ชว้ ัดปริมาณอะไร
ก. มวล
ข. เวลา
ค. อณุ หภมู ิ
ง. ปริมาตร
38
4. เครอ่ื งมอื ชนิดใดใช้วดั ปริมาตรของนา้
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4
5. กระบอกตวงอันนมี้ ีน้าบรรจอุ ยู่ปรมิ าตรเทา่ ใด
90
ก. 92.0 cm3
ข. 95.0 cm3
ค. 97.0 cm3
ง. 99.0 cm3
6. ถ้านกั เรยี นตอ้ งการวัดความยาวของห้องเรยี น นกั เรียนควรใชเ้ คร่อื งมือในขอ้ ใดทาการวดั จึงจะไดค้ า่
ใกลเ้ คยี งความจริงที่สดุ
ก. เชอื ก
ข. เทอร์โมมเิ ตอร์
ค. ไมเ้ มตร
ง. กระบอกตวง
7. หน่วยท่ีใชว้ ัดอุณหภมู ิ คือ ข้อใด
ก. องศาเซลเซยี ส
ข. โวลต์
ค. แอมแปร์
ง. ลูกบาศก์เซนตเิ มตร
39
8. จากภาพ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดคา่ ส่งิ ใด
ก. เทอร์โมมเิ ตอร์
ข. บีกเกอร์
ค. กระบอกตวง
ง. ไม้เมตร
9. จากภาพ เครอื่ งชัง่ น้ีแสดงคา่ น้าหนกั เท่าใด
40
ก. 43 กิโลกรมั
ข. 41 กโิ ลกรัม
ค. 45 กโิ ลกรัม
ง. 49 กโิ ลกรัม
10. ในการหาคา่ การแกว่งของลูกตุ้มนาฬกิ า โดยนบั จานวนการแกวง่ ครบรอบใน 1 นาที โดยทาการ
ทดลอง 5 ครั้ง ได้ผลดังตารางข้างลา่ ง คา่ เฉลี่ของการแก่วงครบรอบภายใน 1 นาทมี ีคา่ เท่าไร
ครัง้ ท่ี 1 ครัง้ ที่ 2 ครงั้ ที่ 3 ครัง้ ที่ 4 ครงั้ ที่ 5
21 19 20 21 19
ก. 19.5 คะแนนที่ได้.........................คะแนน
ข. 20
ค. 40
ง. 60
40
แบบบันทกึ คะแนน
เรอื่ ง ทกั ษะกำรวัด
ชือ่ -สกลุ ...................................................................ชน้ั .............เลขที.่ ...............
คำช้ีแจง ให้นักเรยี นนาคะแนนที่ได้จากการทากจิ กรรมมากรอกลงในตารางให้ถกู ตอ้ งและ
สมบรู ณ์
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น
คะแนนเต็ม คะแนนทไี่ ด้ คะแนนเตม็ คะแนนท่ีได้
10 คะแนน 10 คะแนน
คะแนนจำกกจิ กรรม
กิจกรรม เรอื่ ง คะแนน จำนวนขอ้ จำนวนขอ้ คิดเปน็ คดิ เปน็
ท่ี กจิ กรรม เต็ม คำถำม คำถำมท่ี ร้อยละ คะแนน
ทัง้ หมด ตอบถูก ทีไ่ ด้
1
10
รวม 10
41
42
แบบทดสอบก่อนเรยี น
เรื่อง ทักษะกำรแยกประเภท
วิชำวทิ ยำศำสตร์ (ว21101) ชน้ั มัธยมศึกษำปที ่ี 1
เวลำ 10 นำที คะแนน 10 คะแนน
คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนทำเคร่อื งหมำย ทับตวั เลอื ก ก ข ค และ ง ทถี่ ูกต้องทส่ี ุดเพียงขอ้ เดยี ว
1. ภาพใดเหมือนกนั
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 2,3
ง. ภาพ 2,4
2. ภาพใดเหมือนกนั
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 2,3
ง. ภาพ 2,4
43
3. ภาพใดเหมือนกัน
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 2,3
ง. ภาพ 1,4
4. ภาพใดเหมอื นกัน
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 2,3
ง. ภาพ 2,4
5. ภาพใดเหมือนกนั
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 1,4
ง. ภาพ 2,4
44
6. ภาพใดเหมอื นกัน
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 2,3
ง. ภาพ 2,4
7. ภาพใดเหมือนกนั
ก. ภาพ 1,2
ข. ภาพ 1,4
ค. ภาพ 1,3
ง. ภาพ 2,4
8. ภาพใดเหมอื นกัน
ก. ภาพ 4,2
ข. ภาพ 1,3
ค. ภาพ 2,3
ง. ภาพ 2,1