แผนการจดั การเรยี นรู้
รายวิชา ชีววิทยา 5 รหสั วิชา ว30245
สาหรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6
นางสาวนฤมล งอกศิลป์
ครชู านาญการพิเศษ
กลม่ ุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นชยั ภมู ิภกั ดีชมุ พล อาเภอเมือง จงั หวดั ชยั ภมู ิ
สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษาชยั ภมู ิ
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
เรอื่ ง การสืบพันธุ์ของสตั ว์
วชิ าชีววิทยา 5 รหสั วิชา ว30245
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 ระบบสบื พนั ธ์แุ ละการเจริญเตบิ โต เวลา 2 คาบ
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหนว่ ยพืน้ ฐานของสงิ่ มชี ีวิต ความสัมพันธข์ องโครงสรา้ ง และหนา้ ท่ีของระบบ
ต่างๆ ของสิง่ มชี ีวิตทีท่ างานสมั พนั ธก์ ัน มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ส่อื สารสิ่งทเ่ี รยี นรแู้ ละนาความรู้ไปใช้
ในการดารงชวี ติ ของตนเองและดแู ลสิง่ มีชวี ติ
มาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรู้ การ
แก้ปญั หา ร้วู ่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นสว่ นใหญม่ ีรปู แบบที่แนน่ อน สามารถอธบิ ายและตรวจสอบ
ได้ ภายใตข้ ้อมูลและเคร่ืองมือทีม่ อี ยู่ในชว่ งเวลานัน้ ๆ เขา้ ใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสิ่งแวดล้อม
มีความเกยี่ วข้องสัมพนั ธ์กนั
ตวั ช้ีวัด ว 8.1
ม.4/1 ต้ังคาถามที่อยู่บนพนื้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรอื
จากประเด็นที่เกดิ ข้ึนในขณะนัน้ ที่สามารถทา การสารวจตรวจสอบหรือศกึ ษาค้นคว้าได้อยา่ งครอบคลุมและ
เชือ่ ถอื ได้
ม.4/5 รวบรวมข้อมูลและบันทกึ ผลการสารวจตรวจสอบอยา่ งเปน็ ระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชงิ
ปริมาณและคณุ ภาพโดยตรวจสอบความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสมหรือความผดิ พลาดของขอ้ มลู
ม.4/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการท่ีจะต้องมีส่วนรว่ มรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น
และการสรปุ ผลการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ท่ีนาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
ม.4/12 จดั แสดงผลงาน เขียนรายงานและ/หรืออธิบายเก่ียวกับแนวคิด กระบวนการ และผลของ
โครงงานหรอื ช้นิ งานให้ผู้อน่ื เขา้ ใจ
2. ผลการเรยี นรู้
สารวจตรวจสอบ สืบคน้ อภปิ รายการสบื พันธ์ุและการเจริญเติบโตของสัตว์บางชนดิ และมนษุ ย์
2
3. สมรรถนะ
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
4. แนวความคิดหลักหรอื สาระสาคัญ
การสืบพันธุ์ หมายถึง การกาเนิดสมาชิกใหม่แก่ประชากรพร้อมกับการถ่ายทอด gene หรือลักษณะ
ทางพันธุกรรมไปด้วย เพื่อดารงเผ่าพันธุ์ให้คงไว้ ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างร่างกายแตกต่างกัน มีวิธีการสืบพนั ธุ์
แตกต่างกัน ซ่ึงการสืบพันธ์ุของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ (asexual
reproduction) และการสบื พนั ธแุ์ บบอาศยั เพศ (sexual reproduction)
1. การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) การสืบพันธ์ุแบบน้ีจะได้ลูกจากการแบ่ง
เซลลแ์ บบไมโทซีส (mitosis) ลักษณะทางพนั ธุกรรมของลูกเหมือนพ่อแมท่ ุกประการ มักพบในสัตว์จาพวกไม่มี
กระดูกสนั หลงั
2. การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศ (sexual reproduction) เป็นการสืบพันธ์ุท่ีมีการรวมตัวระหว่าง
นิวเคลยี สของเซลล์สืบพันธุเ์ พศผู้ (male gamete) หรืออสุจิ (sperm) กับนวิ เคลียสของเซลล์สืบพันธ์เุ พศเมีย
(female gamete) หรือไข่ (egg) ซ่ึงได้จากการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส การรวมตัวของนิวเคลียสดังกล่าว
เรยี กวา่ การปฏสิ นธิ (fertilization)
5. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
5.1 ความรู้
1. อภปิ รายและอธบิ ายความสาคญั ของการสืบพนั ธุ์
2. เปรยี บเทียบการสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศและไม่อาศยั เพศ
5.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
1. ทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคัญ
2. วเิ คราะหแ์ ละเขยี นแผนผงั ความคิดหลักแสดงความเหมือนและแตกตา่ งของการสบื พันธุแ์ บบอาศยั
เพศและไมอ่ าศยั เพศ
5.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มคี วามสนใจ ใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้
3
2. รบั ผิดชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ ตามเวลา
3. มีวนิ ัยในการทางาน เห็นคุณค่าและความสาคัญของงาน
4. มนี ้าใจ ใจกวา้ ง มเี หตผุ ล ยอมรบั ฟังความคดิ เห็นของผู้อื่น
5. ร่วมงานกบั เพื่อนในกลุ่มอยา่ งสรา้ งสรรค์
6. สาระการเรียนรู้
1. การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) การสืบพันธุ์แบบนี้จะได้ลุกจากการแบ่ง
เซลล์แบบไมโตซีส (mitosis) ลักษณะทางพันธุกรรมของลูกเหมือนพ่อแมท่ ุกประการ มักพบในสตั วจ์ าพวกไม่มี
กระดูกสันหลงั
2. พาร์ทีโนจีนีซีส (parthenogenesis) เซลล์สืบพันธ์ุเพศเมียเจริญเติบโตไปเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่
อย้างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฏิสนธิ เช่น พวกโรติเฟอร์ ผ้ึง มด ต่อ แตน ไรแดง (water
flea:Moina macrocopa) หรือตัวหนอนของแมลงบางชนิด เช่น Miaser (Diptera) สามารถสืบพันธุ์แบบ
พาร์ทโี นจีนีซีสได้ทง้ั ท่ยี ังเปน็ ตวั ออ่ น เรยี กวธิ ีการนวี้ ่า พโี ดเจเนซสี (paedogenesis)
3. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (sexual reproduction) เป็นการสืบพันธ์ุท่ีมีการรวมตัวระหว่าง
นวิ เคลยี สของเซลล์สบื พันธุ์เพศผู้ (male gamete) หรืออสจุ ิ (sperm) กับนวิ เคลยี สของเซลลส์ บื พันธุ์เพศเมีย
(female gamete) หรือไข่ (egg) ซึ่งได้จากการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส การรวมตัวของนิวเคลียสดังกล่าว
เรียกวา่ การปฏสิ นธิ (fertilization)
7. หลกั ฐาน หรือร่องรอยของการเรียนรู้ การวัดและประเมนิ ผล
7.1 ความรู้
ภาระ / ชิ้นงาน วธิ ีการวัด เครอ่ื งมอื เกณฑท์ ีใ่ ช้ ผ้ปู ระเมนิ
ครู
แผนผงั ความคิด วดั เมอื่ จบบทเรียน ตามตวั ช้วี ัด แบบประเมนิ ระดบั 4 ดีเย่ียม 4
ตอ่ ไปนี้ แผนผังความคดิ คะแนน = ทาไดถ้ ูกตอ้ งทุก
1. การกาหนดและเชื่อมโยง ตัวช้ีวดั
แนวความคิดหลกั แนวความคดิ ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
รอง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก
2. การเชื่อมโยงความรู้มีความ ระดับ 2 พอใช้ 2 คะแนน
สมเหตุสมผล ถกู ตอ้ ง ชดั เจน = ทาไดถ้ ูกต้องจานวน
นอ้ ย
ระดับ 1 ปรับปรุง 1
คะแนน = ทาได้ถูกต้อง
4
จานวนน้อยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย
7.2 ทักษะ/กระบวนการ
ภาระ / ช้ินงาน วธิ กี ารวดั เครื่องมอื เกณฑท์ ีใ่ ช้ ผู้ประเมนิ
แบบประเมนิ ระดบั 3 ดีเย่ียม ผา่ นมี ครู
อา่ นจบั ใจความ วัดขณะนักเรยี นอ่านจบั ใจความ การอา่ นคิด ทกั ษะครบท้งั สามดา้ น
วเิ คราะห์ ส่ือ ระดับ 2 ดี 2 ผา่ นมที ักษะ ครู
สาคัญตอบ สาคญั ความ การอ่าน การคดิ
ระดับ 1 ปรบั ปรงุ ไม่ผ่าน
คาถามในใบ ดา้ นที่ 1 อ่านทนั เวลาตามที่ แบบประเมนิ มที กั ษะการอา่ นดา้ นเดยี ว
แผนผงั ความคิด
งาน กาหนด ระดับ 4 ดเี ยยี่ ม 4
คะแนน = ทาไดถ้ ูกตอ้ งทุก
ด้านที่ 2 การคิด วเิ คราะห์ ตวั ชว้ี ดั
ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
เชอ่ื มโยง ทาได้ถกู ต้องจานวนมาก
ระดับ 2 พอใช้ 2 คะแนน
ด้านท่ี 3 ความชัดเจนเขา้ ใจง่าย = ทาได้ถูกต้องจานวน
นอ้ ย
ถกู ต้องในการสื่อความ ระดบั 1 ปรับปรุง 1
คะแนน = ทาไดถ้ ูกต้อง
แผนผังความคดิ วัดเมอ่ื จบบทเรยี น ตามตวั ช้วี ดั จานวนน้อยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย
ต่อไปนี้
1. การกาหนดและเชอ่ื มโยง
แนวความคิดหลกั แนวความคิด
รอง
2. การเชอื่ มโยงความรู้มคี วาม
สมเหตสุ มผล ถูกต้อง ชัดเจน
7.3 คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ วธิ ีการวดั เคร่อื งมือ เกณฑ์ท่ีใช้ ผ้ปู ระเมิน
สงั เกตพฤตกิ รรม ครู
ภาระ / ชน้ิ งาน - แสดงความคิด แบบประเมิน ไดค้ ะแนนแต่
1. มีความสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ ร่วมกนั ในกล่มุ
2. รบั ผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ คุณลักษณะอันพึง ละข้อไมน่ ้อย
ตามเวลา
3. มีวินยั ในการทางาน เหน็ คุณค่าและ ประสงค์ กวา่ ระดบั 3
ความสาคญั ของงาน
5
4. มีน้าใจ ใจกว้าง มีเหตุผล ยอมรบั - ความละเอยี ด
ฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืน รอบคอบของ
5. ร่วมงานกับเพื่อนในกล่มุ อย่าง ผลงาน
- การควบคุมเวลา
สรา้ งสรรค์ ทางานในกลมุ่
8. คาถามสาคญั
1. การสบื พนั ธ์ุมคี วามสาคัญกับสงิ่ มีชวี ิตอย่างไร ถา้ สง่ิ มีชีวติ ไม่มีการสบื พันธจุ์ ะเกิดผลอย่างไร
2. การสืบพันธ์ุแบบอาศยั เพศและการสบื พนั ธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศแตกต่างกันอย่างไร
9. การจัดกระบวนการเรียนรู้
ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูสร้างความสนใจเก่ียวกับเร่ืองท่ีจะเรียนโดยการทบทวนลักษณะของส่ิงมีชีวิตที่นักเรียนได้เรียน
มาแล้วว่าสิ่งมีชวี ิตสามารถสบื พันธุ์ไดแ้ ละใหช้ มคลปิ วดี โี อเกย่ี วกับวัฏจักรชีวิตของสัตว์หลากหลายชนิด แลว้ ให้
นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้ และสิ่งที่อยากรู้ เก่ียวกับการสืบพันธ์ุของสัตว์ลงในกระดาษคนละสี แล้วให้ไปติดที่
กระดาน ครูสุ่มอ่านส่ิงท่ีนักเรียนรู้เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจคลาดเคล่ือน และตรวจสอบสิ่งท่ีนักเรยี นอยากรู้
เพือ่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการจัดการเรยี นการสอนเรอื่ งการสบื พนั ธุ์ของสตั ว์บางชนดิ (KWL)
2. ครูรวบรวมสง่ิ ที่นักเรียนอยากรู้ เพื่อนามาอภิปราย เพื่อกาหนดสิ่งทจ่ี ะสารวจตรวจสอบได้ในคร้ัง
น้ี และให้นกั เรียนจดจุดประสงคก์ ารเรยี นรูล้ งในสมุดบนั ทกึ
ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
1. ครใู ห้นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็น 6 กลมุ่ กลุม่ ละ 5 คน คละนักเรยี นเก่ง กลาง และออ่ น ใหอ้ ยู่ใน
แตล่ ะกลมุ่ เท่าๆ กัน
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้เร่ืองการสืบพันธุ์ของสัตว์ แล้วตอบคาถามในใบงาน ซ่ึงมี
ตวั อยา่ งคาถาม ดังน้ี
- การสบื พันธุ์มีความสาคัญกับสิ่งมีชวี ิตอยา่ งไร ถา้ สงิ่ มีชีวิตไม่มีการสบื พนั ธจุ์ ะเกดิ ผลอย่างไร
- การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศแตกตา่ งกนั อย่างไร
- เพราะเหตใุ ดสตั วท์ ่ีเปน็ กระเทยที่มี 2 เพศอยใู่ นตวั เดยี วกันจึงไมส่ ามารถผสมพนั ธ์ุในตวั เอง สว่ นใหญ่
จะมีการจับคู่กนั และแลกเปลี่ยนเซลลส์ ืบพนั ธุ์ซึง่ กนั และกนั ซงึ่ มผี ลดตี อ่ ส่ิงมชี ีวิตอย่างไร
- สัตวท์ ีม่ ีการปฏสิ นธภิ ายในและภายนอกมีการดารงชวี ติ ในส่งิ แวดลอ้ มเหมือนหรอื แตกต่างกนั อย่างไร
6
- เม่อื เปรยี บเทียบสัตว์ท่ีมกี ารปฏิสนธิภายในกบั สตั ว์ท่ีมกี ารปฏิสนธภิ ายนอกจานวนการวางไขห่ รือตก
ไขม่ จี านวนแตกตา่ งกนั อย่างไร เพราะเหตใุ ด
ระหว่างทีน่ ักเรียนทากิจกรรม ครสู ังเกตการณท์ างานกลุม่ และใหค้ าแนะนาเมือ่ นักเรยี นมีปัญหา
ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปสาระสาคัญท่ีได้จากการศึกษาใบความรู้และตอบคาถามในใบงาน โดย
เขียนเป็นแผนผังมโนทัศน์ (Concept mapping) ลงในกระดาษแผน่ ใหญ่ แล้วนาไปติดไว้ทีผ่ นังห้อง แล้วให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มเดินเวยี นดูผลงานของเพ่ือนกลุ่มอื่น ใช้เวลากลุ่มละ 5 นาที ขณะเดินชมผลงานใหแ้ ต่ละ
กลมุ่ ปฏบิ ตั ดิ งั นี้ (Gallery Walk)
- เขยี นคาถามหรือขอ้ สงสยั บนผลงานที่ดู
- ทาเครื่องหมาย / หรอื X เมื่อนกั เรยี นเหน็ ด้วย หรือไม่เห็นดว้ ย ลงบนผลงานทีด่ ู
ในขณะที่นักเรียนเดินชมผลงาน (คิดวิพากษ์) ครูสังเกตการณ์แสดงความคิดเห็นของนักเรียนแต่ละ
กลมุ่ และดูคาถามที่นักเรยี นสงสัย
2. เมื่อครบกาหนดเวลาแล้ว ให้นักเรียนเดินกลับมาที่ผลงานของกลุ่มตนเอง ให้เจ้าของผลงานตอบ
คาถามที่เพ่ือนถามไว้ และสรุปให้คนอ่ืนๆฟังท้ังชั้นเรียน นักเรียนในชั้นเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นจนได้
ข้อสรุป ครูฟังนักเรียนตอบคาถามและลงข้อสรุปเพ่ือตรวจสอบแนวความคิดหลักและความเข้าใจที่
คลาดเคลือ่ นของนักเรยี น
3. ครูสรุปสาระสาคัญอีกครั้งด้วย power point เพ่ือให้นักเรียนเกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน และเพื่อ
ไม่ให้เกิดความเข้าใจทคี่ ลาดเคลอื่ น
ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครใู หน้ กั เรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกบั กระบวนการสบื พันธุ์ของสัตว์ชนดิ ตา่ งๆ ท่ีนักเรียนรู้จัก โดย
ใชห้ วั ขอ้ ในการอภิปรายดังนี้ การสบื พันธแุ์ บบอาศัยเพศ/ไมอ่ าศัยเพศ การปฏสิ นธิภายใน/ภายนอก ออกลูก
เปน็ ไข่/ตวั ลกู จานวนมาก/น้อย
2. ครสู อบถามนักเรยี นว่า นักเรียนคิดว่าการสบื พนั ธ์ุของคน จะเหมอื นหรือแตกตา่ งจากสัตวอ์ ่นื ๆ
อยา่ งไร จดั เปน็ การสืบพนั ธแุ์ บบอาศัยเพศหรือไมอ่ าศยั เพศ
ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายและหาคาตอบกัน และให้นกั เรยี นไปสืบค้นข้อมูลเพ่ิมเติมด้วยตนเอง
ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
1. ประเมินนกั เรยี นจากแบบทดสอบหลงั เรยี นจานวน 10 ขอ้
2. ประเมินนักเรยี นจากประจักษ์พยานและวธิ ี/เกณฑ์การประเมินตามสภาพจริงในสง่ิ ต่อไปน้ี
7
- การอธิบายคาตอบ และการแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับคาตอบท่ีได้
- ตรวจสอบคาตอบของนักเรียนต่อคาถามที่อยากรูใ้ นตอนแรก
- การทางานเป็นกลมุ่
- แผนผังมโนทัศน์
- การตอบคาถามสะท้อนความคดิ
- การอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี นสอื่ ความ
- คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของนกั เรียน
10. ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ / แหล่งเรยี นรู้
1. คลปิ วดี ีโอเก่ียวกบั วฏั จักรชีวติ ของสัตว์หลากหลายชนดิ
2. ใบความรู้ เร่อื งการสืบพนั ธุ์ของสตั ว์
3. ใบงาน เร่ืองการสืบพันธ์ุของสัตว์
4. กระดาษแผน่ ใหญ่ 1 แผ่นต่อกลมุ่
5. power point
11. กิจกรรมเสนอแนะ
นักเรยี นสืบคน้ ความรเู้ พ่มิ เติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ เกยี่ วกับการสบื พนั ธุ์ของสตั ว์อ่นื ๆ นอกเหนือจาก
หนังสือเรียน แลว้ นาข้อมลู ทีไ่ ดม้ าแลกเปล่ยี นเรียนรู้กับเพ่ือน
8
12. ข้อเสนอแนะ (ตรวจสอบ / นเิ ทศ / เสนอแนะ / รบั รอง)
12.1 หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอื่
(นายปราโมทย์ อินทรบารุง)
หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
12.2 รองผู้อานวยการกลุม่ บริหารวิชาการ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ
(นายอาทิตย์ เรียงสาทร)
รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ
12.3 ผู้อานวยการโรงเรยี นชัยภมู ภิ กั ดีชุมพล
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชือ่
(นายปรชี า เคนชมภู)
ผู้อานวยการโรงเรียนชัยภูมิภกั ดชี มุ พล
9
13. บันทึกผลหลังการจัดกระบวนการเรยี นรู้
13.1 ผลการจัดกระบวนการเรียนรู้
.............................................................................................. ................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................... ................................................................... ............
.............................................................................................. ................................................................................
.............................................................................................. ................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................. .................................................................... ............
.............................................................................................. ................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................
13.2 ปัญหาและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
13.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ
(นางสาวนฤมล งอกศิลป์)
ครผู สู้ อน
10
ใบความรู้ เรื่องการสืบพันธุ์ของสัตว์
การสบื พันธ์ุ หมายถงึ การกาเนดิ สมาชกิ ใหม่แกป่ ระชากรพร้อมกบั การถา่ ยทอด gene หรอื ลักษณะ
ทางพนั ธกุ รรมไปดว้ ย เพอื่ ดารงเผา่ พันธไ์ุ ม่ให้สญู หายไปจากโลก ซึง่ ในบทเรียนนี้จะกล่าวถึงการสบื พนั ธขุ์ อง
สตั ว์
การสบื พันธขุ์ องสตั ว์
การสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual
reproduction) และการสืบพันธแุ์ บบอาศยั เพศ (sexual reproduction)
1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (asexual reproduction) การสืบพันธ์ุแบบน้ีจะได้ลูกจากการ
แบง่ เซลลแ์ บบไมโทซีส (mitosis) ลักษณะทางพันธกุ รรมของลกู เหมือนพ่อแม่ทุกประการ มกั พบในสัตว์จาพวก
ไมม่ ีกระดูกสนั หลงั ซ่งึ สามารถแบ่งออกไดห้ ลายแบบ
1.1 การแตกหน่อ (budding) การสืบพันธ์ุแบบนี้สิ่งมีชีวิตตัวใหม่เจริญจากกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า
หนอ่ ซึ่งงอกออกมาจากตวั พอ่ แม่ แล้วหลุดออกเจรญิ กลายเป็นตัวเตม็ วยั ต่อไป ซ่งึ แบง่ ออกเปน็
1.1.1 การแตกหน่อภายนอก (external budding) พบในพวกฟองน้า พวกไนดาเรีย ได้แก่
ไฮดรา โอบเิ ลยี เปน็ ตน้
ภาพที่ 1 การแตกหน่อของโอบิเลีย ไฮดรา
1.1.2 การแตกหน่อภายใน (internal budding) หรือ การสร้างเจมมูล (gemmule) เป็น
การสืบพันธ์ุที่สร้างหน่ออีกแบบหนึ่งอยู่ในร่างกายของพ่อแม่ จะเจริญเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้เมื่อถูกปล่อย
ออกมานอกร่างกายพ่อแม่ พบในสิ่งมชี ีวิตจาพวกฟองน้า ซ่งึ จะเกดิ ในฟองน้าจืดและฟองนา้ ทะเลบางชนดิ โดย
การสร้างเจมมูลมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือแสงและอุณหภูมิ โดยเจมมูลของฟองน้าเกิดจากอาร์คีโอไซต์มารวมตัว
11
กันอยู่ในมโี ซฮลิ แล้วมเี ปลอื กไคตนิ หมุ้ เม่อื ตวั แม่ตายไป เจมมูลยงั คงอยู่รอดได้ ซึ่งจดั เปน็ ลกั ษณะการดารงพันธุ์
แบบหน่ึง การฟักตวั ของเจมมูลไม่เกย่ี วข้อกบั ฤดูกาล แต่เชือ่ ว่าเกดิ จากความต้องการภายในและความต้องการ
อาหาร
ภาพท่ี 2 ลกั ษณะของเจมมูล
1.2 ไบนารีฟิสชัน (Binary fission) การสืบพันธ์ุแบบนี้เซลล์พ่อแม่จะแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่า
ๆ กนั การแบง่ อาจแบง่ ไดต้ ามขวาง (transverse) หรอื ตามยาว (longitudinal) ไดส้ ง่ิ มีชวี ติ ใหม่ 2 ตวั ตวั อย่าง
ทีพ่ บเช่น พารามีเซยี ม (paramecium) พลานาเรยี (planaria)
ภาพที่ 3 การฟิสชน่ั ของวอลวอกและพลานาเรยี
1.3 แฟรกแมนเทชัน (fragmentation) การสืบพันธุ์แบบน้ีส่ิงมีชีวิตตัวใหม่เจริญจากส่วน
รา่ งกายของพ่อแม่ที่หลดุ ออกเป็นท่อน ๆ หรือเปน็ สว่ น ๆ พบในสง่ิ มชี ีวติ หลายเซลลเ์ ช่น หนอนตัวแบน
1.4 การเกิดเอ็มบริโอจากเซลลร์ ่างกาย (somatic embryogenesis) หรือบางครั้งอาจเรียกวา่
การงอกใหม่ (regeneration) ซ่ึงจริงๆ แล้วน้ันการงอกใหม่หมายถึง ความสามารถในการงอกใหม่เพื่อ
เสริมสร้างส่วนท่ีได้รับบาดแผลหรือขาดหายไป เช่นการงอกใหม่ของหางจิ้งจก หรือการงอกใหม่ของฟองน้า
12
เม่ือได้รับบาดแผล เป็นต้น แต่ในกรณีท่ีร่างกายถูกตัดขาด หรือกลุ่มเซลล์มารวมตัวกันแลว้ เจริญเติบโตเป็นตัว
ใหม่จะเรียกว่า การเกิดเอ็มบริโอจากเซลล์ร่างกาย (somatic embryogenesis) เช่น ถ้าแยกเซลล์ใน
ฟองน้าออกจากกันหมดแล้วปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการรวมตัวเป็นเซลล์กลุ่มเล็กๆ ซึงชิ้นของฟองน้าแต่ละช้ินและ
กลุ่มเซลล์ของฟองน้าแต่ละกลุ่มสามารถเติบโตข้ึนมาเป็นฟองน้าใหม่ได้ หรือการเจริญเป็นตัวใหม่ของพลา
นาเรียเมอ่ื ถูกตดั ขาดเปน็ ชิน้ ทงั้ ตามยาวและตามขวาง เปน็ ต้น
2. พาร์ทีโนจีนีซีส (parthenogenesis) เซลล์สืบพันธุ์เพศเมียเจริญเติบโตไปเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่
อย้างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปฏิสนธิ เช่น พวกโรติเฟอร์ ผ้ึง มด ต่อ แตน ไรแดง( water
flea:Moina macrocopa) หรือตัวหนอนของแมลงบางชนิด เช่น Miaser (Diptera) สามารถสืบพันธ์ุแบบ
พาร์ทโี นจนี ีซสี ได้ทั้งท่ียังเปน็ ตัวออ่ น เรียกวิธกี ารนี้ว่า พโี ดเจเนซีส (paedogenesis)
3. การสืบพนั ธ์ุแบบอาศยั เพศ (sexual reproduction) เป็นการสืบพันธ์ทุ ่ีมีการรวมตวั ระหวา่ ง
นวิ เคลียสของเซลล์สบื พันธเ์ุ พศผู้ (male gamete) หรอื อสุจิ (sperm) กับนิวเคลียสของเซลลส์ ืบพันธุ์เพศเมีย
(female gamete) หรอื ไข่ (egg) ซง่ึ ไดจ้ ากการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส การรวมตัวของนวิ เคลียสดังกลา่ วเรียกวา่
การปฏสิ นธิ (fertilization)
การสืบพนั ธุ์แบบอาศัยเพศของสัตวจ์ ะมกี ารสร้างเซลล์สืบพันธุ์ โดยเซลล์สบื พนั ธุเ์ พศเมียจะสร้างในรัง
ไข่ เพศผ้สู ร้างอสุจใิ นอัณฑะ เมอ่ื นิวเคลยี สของไข่และอสจุ ผิ สมกนั จะเกิดการปฏิสนธิ ซึ่งการสบื พันธุ์แบบอาศัย
เพศของสตั วแ์ บ่งออกเปน็ 2 กลุ่มคือ
3.1 กลุ่มทมี่ ีอวัยวะสืบพันธ์ทุ ั้งเพศอยู่ในตวั เดียวกัน หรือสัตว์ทเ่ี ปน็ กะเทย (hermaphrodite) มีการ
ปฏสิ นธิ 2 แบบ คือ
3.1.1 การปฏสิ นธิในตวั เอง (self fertilization) การเจรญิ ของเซลล์สืบพนั ธ์ทุ ง้ั 2 ชนิดของ
สัตว์พวกนจ้ี ะพร้อมกัน จึงสามารถปฏิสนธิในตัวเองได้ เชน่ พยาธิตวั ตืด
3.1.2 การปฏสิ นธิข้ามตัว (cross fertilization) การเจริญของเซลล์สบื พันธทุ์ งั้ 2 ชนิดของ
สตั ว์พวกน้ีจะไม่พร้อมกัน จงึ มีการปฏสิ นธิข้ามตัว เชน่ พลานาเรยี ไสเ้ ดอื น
3.2 กลุ่มทม่ี อี วัยวะสบื พนั ธ์ุอยแู่ ยกเพศผูเ้ พศเมยี กนั มักพบในสัตว์ช้ันสงู มกี ารแยกเพศใหเ้ หน็ กัน
อยา่ งชดั เจนต่างจากไฮดราหรือไส้เดือนดินท่ีมีสองเพศอยูใ่ นตวั เดยี วกนั สาหรับตวั ผู้มักจะมสี สี ดู ฉาด หรือสีเข้ม
กว่าตวั เมยี หรอื มีเสียงร้องไพเราะกวา่ เพราะจะเป็นฝา่ ยดึงดดู ให้ตัวเมยี เขา้ หา ซ่ึงมกั เป็นไปในทางตรงข้ามกับ
มนุษย์ ซงึ่ มีการปฏสิ นธอิ ยู่ 2 ประเภท
13
3.2.1 การปฏิสนธภิ ายนอก (external fertilization) ในการผสมพันธข์ุ องสัตว์ท่ีแยกเพสกนั
อย่คู นละตัว การปฏสิ นธอิ าจมีทง้ั ภายนอกและภายในตัว สาหรบั สัตวไ์ มม่ กี ระดูกสนั หลังสว่ นใหญ่ การปฏิสนธิ
มักเกิดภายนอกตัว เชน่ หอยบางกลมุ่ กงุ้ หรือปู การปฏสิ นธิภายนอกนัน้ มกั เกดิ กบั สัตว์นา้ โดยสัตว์ทผ่ี สมพนั ธ์ุ
กันจะปลอ่ ยอสจุ ิและไข่ออกมาโดยไม่ตอ้ งจบั คู่ โดยแตล่ ะตัวต่างปลอ่ ยเซลลส์ บื พันธุ์ออกมาเปน็ จานวนมากมาย
เซลลส์ ืบพันธุเ์ พศผหู้ รืออสุจิจะว่ายนา้ และมุง่ ตรงไปยงั ไขอ่ ย่างถกู ต้องเพราะไข่มีสารเคมีเปน็ ตัวกระตุ้นอสจุ ิให้
เขา้ หา ทาใหเ้ ซลลส์ ืบพนั ธท์ุ ั้งสองมีโอกาสได้พบกันมากขนึ้ แตถ่ ้าไม่พบกนั เซลลส์ ืบพนั ธ์ุก็จะสลายตัวตายไป
สาหรับสัตว์ท่ีมีกระดูกสตั วห์ ลงั ท่ีมกี ารปฏิสนธภิ ายนอกตัวจะมีการจับคูก่ ันผสมพันธใ์ุ นน้า ไดแ้ ก่ ปลา
หลายชนิด กับสัตวส์ ะเทนิ น้าสะเทนิ บกเชน่ กบ คางคก อง่ึ อา่ ง หลังจากปฏสิ นธิแล้วไขจ่ ะกลายเปน็ ไซโกต ไซโก
ตจะแบง่ เซลล์แบบไมโตซสิ และเจรญิ เตบิ โตเป็นตวั อ่อนต่อไป
3.2.2 การปฏิสนธิภายใน (internal fertilization) สัตว์บางชนิดมีการปฏิสนธิภายในตัวแม่
โดยตัวผ้ตู วั เมียจะจับคู่กนั แลว้ ตวั ผู้ปล่อยอสุจเิ ข้าไปในรา่ งกายของตวั เมยี แล้วเกดิ การปฏสิ นธิได้ไซโกต (ยกเว้น
สัตว์บ้างชนิดเพศเมียจะปล่อยไข่เข้าสู่ร่างกายของเพศผู้ เช่น ม้าน้า) จากนั้นไซโกตก็มีการแบ่งเซลล์แบบไมโอ
ซิสเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ ซ่ึงเอ็มบริโออาจเจริญภายนอกตัวแม่ เช่นสัตว์ปีก พวกนก ไก่ เป็ด หรือสัตว์เล้ียง
ลูกนา้ นม เช่น ตนุ่ ปากเปด็
14
ใบงาน เร่ืองการสบื พนั ธ์ุของสัตว์
1. การสืบพนั ธุ์มคี วามสาคัญกับสงิ่ มีชีวิตอยา่ งไร ถา้ ส่งิ มีชีวิตไม่มีการสืบพันธจุ์ ะเกิดผลอยา่ งไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. การสืบพันธแ์ุ บบอาศยั เพศและการสบื พันธุ์แบบไม่อาศัยเพศแตกตา่ งกนั อย่างไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
3. เพราะเหตุใดสัตว์ที่เป็นกระเทยที่มี 2 เพศอยู่ในตวั เดียวกันจงึ ไม่สามารถผสมพันธุใ์ นตัวเอง สว่ นใหญ่จะมี
การจบั คูก่ ันและแลกเปล่ียนเซลลส์ ืบพนั ธ์ซุ ่ึงกันและกัน ซง่ึ มีผลดตี อ่ ส่งิ มีชวี ติ อยา่ งไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
4. สัตว์ทมี่ กี ารปฏสิ นธิภายในและภายนอกมีการดารงชวี ติ ในสิ่งแวดลอ้ มเหมือนหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
5. เมอื่ เปรียบเทยี บสัตว์ท่ีมกี ารปฏสิ นธภิ ายในกับสัตว์ท่ีมกี ารปฏิสนธภิ ายนอกจานวนการวางไขห่ รอื ตกไข่มี
จานวนแตกต่างกนั อยา่ งไร เพราะเหตุใด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
15
เฉลยใบงาน เรื่องการสืบพันธุ์ของสัตว์
1. การสบื พนั ธม์ุ ีความสาคญั กับส่งิ มชี วี ติ อย่างไร ถา้ สิ่งมีชวี ติ ไมม่ ีการสืบพนั ธุจ์ ะเกิดผลอย่างไร
ตอบ การสบื พนั ธเุ์ ป็นกระบวนการท่ดี ารงเผ่าพันธข์ุ องสง่ิ มีชวี ิตไมใ่ หส้ ูญพันธุ์ ถ้าไม่มีการสืบพันธ์ุ
สิ่งมีชวี ิตทุกชนดิ กจ็ ะสูญพนั ธ์ุไปตามกาลเวลา
2. การสืบพันธุแ์ บบอาศยั เพศและการสบื พนั ธ์แุ บบไม่อาศยั เพศแตกตา่ งกนั อย่างไร
ตอบ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศยั เพศ (asexual reproduction) จะไดล้ ูกจากการแบง่ เซลลแ์ บบไม
โทซสี (mitosis) ลักษณะทางพนั ธุกรรมของลกู เหมือนพ่อแม่ทุกประการ มักพบในสัตว์จาพวกไม่มกี ระดูก
สนั หลงั
ส่วนการสบื พันธแ์ุ บบอาศยั เพศ (sexual reproduction) เปน็ การสืบพันธุ์ทีม่ ีการรวมตัวระหว่าง
นวิ เคลยี สของเซลล์สืบพนั ธเุ์ พศผ(ู้ male gamete)หรอื อสุจิ (sperm) กบั นิวเคลยี สของเซลล์สืบพันธ์ุเพศ
เมยี (female gamete) หรอื ไข่ (egg) ซงึ่ ไดจ้ ากการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ การรวมตัวของนิวเคลยี ส
ดงั กลา่ วเรยี กว่า การปฏสิ นธิ(fertilization)
3. เพราะเหตใุ ดสัตว์ท่ีเป็นกระเทยท่ีมี 2 เพศอยู่ในตัวเดียวกันจึงไม่สามารถผสมพนั ธุใ์ นตัวเอง สว่ นใหญจ่ ะมี
การจับคกู่ ันและแลกเปล่ยี นเซลลส์ ืบพนั ธ์ุซึ่งกนั และกัน ซึ่งมีผลดีต่อสิ่งมีชีวิตอยา่ งไร
ตอบ เซลล์สืบพันธท์ุ ้ัง 2 เพศท่ีอยใู่ นสตั ว์ตวั เดยี วกนั เจรญิ ไมพ่ รอ้ มกนั ทาให้ลกั ษณะของส่ิงมีชีวิต
มคี วามหลากหลาย ซึ่งจะทาใหส้ ัตว์ท่ีมีลักษณะสอดคลอ้ งกบั ส่ิงแวดล้อมก็จะสามารถดารงชีวติ อยู่รอด
และดารงเผ่าพนั ธ์ุต่อไปได้
4. สัตว์ท่ีมกี ารปฏสิ นธภิ ายในและภายนอกมีการดารงชีวิตในสง่ิ แวดล้อมเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
ตอบ สตั ว์ท่ีมีการปฏสิ นธภิ ายใน เซลล์อสุจไิ ม่จาเปน็ ต้องอาศัยน้าจากส่ิงแวดล้อม ดังน้ันจะพบวา่
สตั ว์ที่มกี ารปฏสิ นธภิ ายในอย่ไู ดท้ ั้งในน้าและบนบก ส่วนสัตวท์ ี่มีการปฏสิ นธภิ ายนอก เซลล์อสจุ ิ
จาเป็นตอ้ งอาศัยน้าจากสิ่งแวดล้อมในการเคล่ือนท่ีไปผสมกบั เซลลไ์ ข่จึงพบวา่ สัตวท์ ี่มกี ารปฏิสนธิ
ภายนอกอาศยั อยู่ในน้า
5. เมื่อเปรียบเทยี บสตั วท์ ี่มีการปฏสิ นธิภายในกบั สัตวท์ ม่ี ีการปฏิสนธภิ ายนอกจานวนการวางไขห่ รอื ตกไข่มี
จานวนแตกต่างกันอย่างไร เพราะเหตใุ ด
ตอบ การปฏสิ นธภิ ายนอก เซลลอ์ สจุ ิต้องวา่ ยน้าไปหาเซลลไ์ ข่ซึง่ ในระหวา่ งนน้ั อาจมีหลายปัจจัย
ที่ทาใหเ้ ซลล์อสจุ ิไม่มีโอกาสไปผสมกับเซลลไ์ ข่ เซลลไ์ ข่จงึ ไม่ไดร้ บั การผสม และถึงแม้เซลล์ไข่ได้รับการ
ผสมและเจรญิ เปน็ ตัวอ่อนกอ็ าจจะเปน็ อาหารของสตั ว์อื่นได้ สัตวเ์ หล่าน้ีจึงต้องวางไข่จานวนมากๆ เพ่ือ
จะไดม้ โี อกาสไดร้ ับการผสมและเพ่อื การอยรู่ อดของเผา่ พันธุ์ สว่ นพวกท่มี กี ารปฏิสนธิภายในมขี อ้ จากดั ใน
16
การตัง้ ครรภ์ เพราะลูกออ่ นเจริญอยู่ในตัวแม่จึงจาเปน็ ต้องออกลกู จานวนนอ้ ย และแม่มกั เปน็ ผูค้ ุ้มภัยใหล้ กู
ออ่ น จึงทาให้ลูกอ่อนสามารถมชี ีวติ อยรู่ อดได้มากกวา่ พวกทปี่ ฏสิ นธภิ ายนอก
17
แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการสบื พนั ธุ์ของสตั ว์
1. ขอ้ ใดต่อไปน้ีไมเ่ ก่ียวข้องกับการสบื พนั ธ์แุ บบไม่อาศัยเพศ
ก. ไดจ้ านวนสิง่ มชี ีวิตเพิม่ มากขึ้น ข. สามารถสบื พนั ธไ์ุ ด้ดว้ ยตัวเอง
ค. มีการรวมกันของนิวเคลยี ส ง. ลูกท่ีเกิดมีลกั ษณะเหมือนพ่อแม่
2. การสืบพนั ธุ์แบบไมอ่ าศัยเพศแบบใด สอดคล้องกับสง่ิ มีชีวติ ทก่ี าหนดได้ถูกต้อง
ก. parthenogenesis = มด ข. budding = ไส้เดือนดนิ
ค. regeneration = งู ง. sporulation = พลานาเรยี
3. การงอกใหมข่ องหางจิ้งจกจัดเป็นการสบื พันธแุ์ บบไม่อาศัยเพศหรือไมอ่ ย่างไร
ก. เปน็ เพราะมีการงอกใหม่ของหางจิ้งจก ข. เปน็ เพราะจิ้งจกยังคงมชี ีวิตอยู่ ไมต่ าย
ค. ไมเ่ ปน็ เพราะไม่มีการปฏสิ นธิ ง. ไม่เปน็ เพราะไม่มกี ารเพ่มิ จานวนของสิ่งมชี ีวติ
4. ส่ิงมชี วี ติ ทีม่ กี ารปฏิสนธภิ ายนอกตัวมีลกั ษณะเฉพาะอย่างไร
ก. มักจะอาศัยอยใู่ นน้า ข. มีสองเพศในตัวเดียว
ค. อวัยวะสืบพันธ์ุแยกเพศผเู้ พศเมีย ง. มกั อาศยั อยใู่ นแหล่งทขี่ าดแคลนอาหาร
5. ส่ิงมชี วี ติ ใดตอ่ ไปนจ้ี ดั เป็น hermaphrodite ทง้ั หมด
ก. พารามเี ซียม ไฮดรา ข. ม้านา้ จิงโจ้
ค. พลานาเรีย ไสเ้ ดอื นดนิ ง. ผึ้ง มด
6.เอม็ บริโอของสงิ่ มีชีวิตใดตอ่ ไปนเ้ี กิดจากการปฏิสนธภิ ายในและมีการเจริญนอกตวั แม่
ก. จงิ โจ้ ข. ปลา
ค. กบ ง. ตุน่ ปากเปด็
7. ข้อใดต่อไปนี้ถอื เปน็ คณุ สมบตั ขิ องการผสมพันธภุ์ ายใน
ก. ปรมิ าณตัวอสุจิจานวนมาก ข. ปริมาณตัวอสจุ จิ านวนนอ้ ย
ค. ปรมิ าณไข่จานวนมาก ง. ปรมิ าณไข่จานวนน้อย
8. ผึ้งเพศเมยี มโี ครโมโซมเป็นอย่างไรเมื่อเทยี บกบั เพศผู้
ก. เทา่ กบั เพศผู้ ข. เปน็ 2 เทา่ ของเพศผู้
ค. เป็นครง่ึ หนงึ่ ของเพศผู้ ง. อาจมากกว่าหรือเท่ากบั เพศผู้
9. สง่ิ มชี ีวติ ใดตอ่ ไปนี้มีการปฏิสนธิภายนอกทัง้ หมด
ก. ปลา กบ ข. กบ ผง้ึ
ค. ตก๊ั แตน นก ง. กวาง งู
10. ข้อใดต่อไปนี้จดั เปน็ การแตกหน่อ
ก. เซลล์ใหมท่ ่ีไดจ้ ะมีขนาดเท่ากนั ข. เซลล์ใหมท่ ่ไี ด้จะมีขนาดเล็กกว่าเซลลเ์ ดิม
ค. มีการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิส ง. ลูกท่ไี ดม้ ีลักษณะแตกตา่ งกัน
18
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน เรือ่ งการสืบพนั ธ์ขุ องสัตว์
1. ค
2. ก
3. ง
4. ก
5. ค
6. ง
7. ง
8. ข
9. ก
10. ข
19
แบบสงั เกตพฤติกรรมคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
ชื่อกล่มุ .................................................................................................................... กลุม่ ที.่ ...........................
สมาชิกกลมุ่ 1. ....................................................................................................... เลขที่............................
2. ...................................................................................................... เลขท่.ี ...........................
3. ...................................................................................................... เลขที่............................
4. ...................................................................................................... เลขท่.ี ...........................
5. ...................................................................................................... เลขท่.ี ...........................
รายการประเมนิ ระดบั การประเมนิ
4321
1. มีความสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
2. รับผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ ตามเวลา
3. มวี นิ ยั ในการทางาน เห็นคุณค่าและความสาคัญของงาน
4. มนี า้ ใจ ใจกว้าง มีเหตผุ ล ยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผูอ้ ื่น
5. ร่วมงานกับเพื่อนในกลมุ่ อย่างสร้างสรรค์
เกณฑ์การประเมิน
4 หมายถึง ระดบั ดีมาก
3 หมายถงึ ระดบั ดี
2 หมายถึง ระดับพอใช้
1 หมายถงึ ระดบั ทีต่ อ้ งปรบั ปรุง
เกณฑ์การผา่ น : แต่ละรายการตอ้ งไม่น้อยกว่า ระดับ 3
หมายเหตุ : การสังเกตพฤติกรรมคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคจ์ ะสังเกตอย่างต่อเนือ่ งตลอดการเรียนแตล่ ะภาค
เรียน และให้คาแนะนานักเรียนในการปรบั เปล่ยี นพฤติกรรมอนั พึงประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
เร่อื ง การสืบพนั ธ์ุของมนษุ ย์
วิชาชีววิทยา 5 รหสั วิชา ว30245 เวลา 4 คาบ
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 ระบบสบื พนั ธ์ุและการเจริญเติบโต
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ช้ีวัด
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจหน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มีชีวิต ความสมั พันธข์ องโครงสรา้ ง และหน้าทีข่ องระบบ
ตา่ งๆ ของส่งิ มีชวี ติ ทีท่ างานสัมพนั ธก์ นั มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สือ่ สารส่งิ ทีเ่ รียนรู้และนาความรู้ไปใช้
ในการดารงชีวิตของตนเองและดแู ลสิ่งมชี ีวติ
มาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจติ วทิ ยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การ
แก้ปัญหา ร้วู ่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ เี่ กิดขน้ึ ส่วนใหญม่ ีรูปแบบท่ีแน่นอน สามารถอธบิ ายและตรวจสอบ
ได้ ภายใตข้ ้อมลู และเคร่ืองมือท่มี อี ยู่ในชว่ งเวลาน้ันๆ เขา้ ใจวา่ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม
มคี วามเกี่ยวข้องสมั พนั ธก์ ัน
ตวั ชว้ี ัด ว 8.1
ม.4/1 ต้งั คาถามท่ีอย่บู นพนื้ ฐานของความรแู้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือ
จากประเดน็ ทีเ่ กดิ ขึ้นในขณะน้ัน ทส่ี ามารถทา การสารวจตรวจสอบหรอื ศึกษาค้นควา้ ได้อย่างครอบคลุมและ
เชอื่ ถือได้
ม.4/5 รวบรวมข้อมูลและบันทกึ ผลการสารวจตรวจสอบอยา่ งเปน็ ระบบถกู ต้อง ครอบคลุมท้งั ในเชิง
ปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผดิ พลาดของข้อมูล
ม.4/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมสี ว่ นร่วมรับผดิ ชอบการอธบิ าย การลงความเห็น
และการสรปุ ผลการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ทีน่ าเสนอต่อสาธารณชนดว้ ยความถูกต้อง
ม.4/12 จดั แสดงผลงาน เขียนรายงานและ/หรืออธบิ ายเกี่ยวกบั แนวคิด กระบวนการ และผลของ
โครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อืน่ เข้าใจ
2. ผลการเรยี นรู้
สารวจตรวจสอบ สืบคน้ อภปิ รายการสืบพันธ์ุและการเจริญเติบโตของสตั วบ์ างชนิดและมนุษย์
3. สมรรถนะ
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
2
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
4. แนวความคดิ หลักหรือสาระสาคญั
การสืบพันธ์ุของคน อวัยวะสืบพันธ์ขุ องเพศชายประกอบด้วยอัณฑะซึง่ เปน็ แหลง่ สร้างอสุจิ หลอดเก็บ
อสุจิ หลอดนาอสุจิ ต่อมสร้างน้าเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมากและต่อมคาวเปอร์ ส่วนอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง
ประกอบด้วยรังไข่ซ่ึงเป็นแหล่งสร้างเซลล์ไข่ ท่อนาไข่ มดลูก เซลล์ไข่ท่ีได้รับการปฏิสนธิ เรียกว่าไซโกต ซึ่งจะ
เจรญิ เตบิ โตเป็นเอม็ บรโิ อและฝังตัวในมดลูก
5. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
5.1 ความรู้
1. อภิปรายและอธบิ ายการสืบพนั ธขุ์ องคน
2. อภปิ รายและอธิบายกระบวนการสร้างเซลล์สบื พนั ธุข์ องสตั ว์เลีย้ งลกู ดว้ ยนม
5.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
1. ทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคัญ
2. วิเคราะหแ์ ละเขยี นแผนผงั ความคดิ หลกั แสดงการสบื พนั ธขุ์ องคนและกระบวนการสรา้ งเซลล์
สบื พนั ธุ์ของสัตว์เลย้ี งลูกดว้ ยนม
5.3 คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มคี วามสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
2. รับผิดชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ ตามเวลา
3. มวี นิ ยั ในการทางาน เหน็ คุณค่าและความสาคญั ของงาน
4. มีน้าใจ ใจกวา้ ง มีเหตผุ ล ยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ ่นื
5. ร่วมงานกับเพ่ือนในกลุ่มอยา่ งสร้างสรรค์
6. สาระการเรียนรู้
1. โครงสร้างของระบบสืบพันธ์ุเพศชาย ได้แก่ส่วนท่ีอยู่ด้านนอก คือถุงอัณฑะ (scrotum) เพนิส
(penis) และส่วนที่อยู่ด้านในได้แก่ อัณฑะ (testes) ต่อม (accessory glands) และท่อต่าง ๆ (associate
ducts)
2. กระบวนการสร้างเซลลส์ บื พันธเุ์ พศชาย (spermatogenesis)
3. โครงสร้างของระบบสบื พนั ธข์ุ องเพศหญิง ประกอบด้วยรังไข่ (ovary) ซงึ่ เป็นแหลง่ สร้างเซลลไ์ ข่
ท่อนาไข่ (oviduct) มดลูก (uterus)
4. กระบวนการสร้างเซลลส์ ืบพนั ธ์ุเพศหญิง (oogenesis)
3
7. หลกั ฐาน หรือร่องรอยของการเรียนรู้ การวดั และประเมินผล
7.1 ความรู้
ภาระ / ช้ินงาน วิธกี ารวัด เคร่ืองมือ เกณฑ์ทใ่ี ช้ ผ้ปู ระเมนิ
ครู
แผนผังความคดิ วดั เมอื่ จบบทเรยี น ตามตัวช้ีวดั แบบประเมนิ ระดับ 4 ดเี ยย่ี ม 4
ตอ่ ไปน้ี แผนผงั ความคดิ คะแนน = ทาไดถ้ ูกต้องทุก
1. การกาหนดและเชือ่ มโยง ตัวชวี้ ัด
แนวความคดิ หลกั แนวความคิด ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
รอง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก
2. การเชื่อมโยงความรู้มีความ ระดับ 2 พอใช้ 2 คะแนน
สมเหตสุ มผล ถูกตอ้ ง ชดั เจน = ทาได้ถูกต้องจานวน
นอ้ ย
ระดบั 1 ปรับปรุง 1
คะแนน = ทาไดถ้ ูกต้อง
จานวนน้อยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย
7.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
ภาระ / ช้นิ งาน วิธกี ารวดั เคร่ืองมือ เกณฑท์ ใี่ ช้ ผู้ประเมิน
แบบประเมิน ระดบั 3 ดีเยี่ยม ผา่ นมี ครู
อ่านจบั ใจความ วดั ขณะนักเรียนอ่านจบั ใจความ การอา่ นคดิ ทกั ษะครบท้งั สามด้าน
วิเคราะห์ ส่ือ ระดบั 2 ดี 2 ผา่ นมีทักษะ ครู
สาคัญตอบ สาคัญ ความ การอา่ น การคิด
ระดับ 1 ปรบั ปรงุ ไม่ผา่ น
คาถามในใบ ดา้ นท่ี 1 อา่ นทนั เวลาตามท่ี แบบประเมนิ มที ักษะการอา่ นด้านเดียว
แผนผงั ความคิด
งาน กาหนด ระดบั 4 ดเี ย่ยี ม 4
คะแนน = ทาได้ถูกต้องทกุ
ดา้ นท่ี 2 การคิด วเิ คราะห์ ตวั ชวี้ ัด
ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
เชอื่ มโยง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก
ด้านที่ 3 ความชัดเจนเขา้ ใจงา่ ย
ถูกต้องในการสอ่ื ความ
แผนผังความคิด วัดเมื่อจบบทเรียน ตามตัวชีว้ ดั
ต่อไปนี้
1. การกาหนดและเชื่อมโยง
แนวความคดิ หลัก แนวความคิด
รอง
2. การเช่ือมโยงความรู้มีความ
สมเหตสุ มผล ถกู ตอ้ ง ชัดเจน
4
ระดบั 2 พอใช้ 2 คะแนน
= ทาไดถ้ ูกตอ้ งจานวน
นอ้ ย
ระดบั 1 ปรบั ปรงุ 1
คะแนน = ทาไดถ้ ูกตอ้ ง
จานวนนอ้ ยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย
7.3 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ วิธกี ารวัด เคร่ืองมอื เกณฑท์ ่ีใช้ ผปู้ ระเมนิ
ครู
ภาระ / ชิ้นงาน สังเกตพฤติกรรม แบบประเมิน ไดค้ ะแนนแต่
1. มีความสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
2. รบั ผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ - แสดงความคดิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ละข้อไมน่ ้อย
ตามเวลา
3. มวี นิ ยั ในการทางาน เห็นคุณคา่ และ รว่ มกนั ในกลุ่ม ประสงค์ กว่าระดับ 3
ความสาคัญของงาน
4. มีน้าใจ ใจกว้าง มเี หตผุ ล ยอมรบั - ความละเอียด
ฟังความคิดเหน็ ของผู้อน่ื
5. รว่ มงานกับเพื่อนในกลุม่ อยา่ ง รอบคอบของ
สรา้ งสรรค์ ผลงาน
- การควบคุมเวลา
ทางานในกล่มุ
8. คาถามสาคัญ
1. โครงสร้างระบบสืบพนั ธ์ุเพศชายและเพศหญงิ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
2. เซลลส์ ืบพันธขุ์ องเพศชายและหญงิ เหมือนหรอื แตกต่างกันอย่างไร
9. การจัดกระบวนการเรียนรู้
ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนด้วยการทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน เก่ียวกับการสืบพันธ์ุของคน โดยใช้
ตัวอย่างคาถามดงั น้ี
- การสบื พันธุข์ องคนเหมอื นหรือแตกต่างจากสัตวอ์ นื่ อยา่ งไร
- แหลง่ ทม่ี ีการสร้างเซลล์สืบพนั ธ์ุของชายและหญงิ คอื อะไร
- กระบวนการสร้างเซลลไ์ ข่และเซลล์อสุจิเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร
5
(คาตอบข้ึนอยกู่ บั ประสบการณเ์ ดมิ ของนักเรียน)
ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
1. ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกลุ่มเป็น 6 กลุม่ กลมุ่ ละ 5 คน คละนกั เรียนเกง่ กลาง และออ่ น ใหอ้ ยู่ใน
แตล่ ะกลุ่มเท่าๆ กนั
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้เร่ืองการสืบพันธุ์ของมนุษย์ แล้วตอบคาถามในใบงาน ซึ่งมี
ตวั อยา่ งคาถาม ดังน้ี
- โครงสรา้ งระบบสบื พนั ธ์ุเพศชายและเพศหญงิ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
- สเปอรม์ าโทไซต์ระยะแรกและสเปอร์มาโทไซตร์ ะยะทสี่ องของคน มีจานวนโครโมโซมแตกตา่ งกนั
หรอื ไม่อย่างไร
- เซลลส์ ืบพันธุ์ของเพศหญงิ และชายเหมอื นหรือแตกต่างกันอย่างไร และจานวนเซลลส์ ืบพนั ธเุ์ พศ
หญงิ กบั เพศชายที่สรา้ งในแต่ละครัง้ มจี านวนแตกตา่ งกันอย่างไร เพราะเหตใุ ด
- เพราะเหตใุ ดในกระบวนการสร้างอสุจจิ ึงต้องมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ
- ปกติผู้หญิงจะสรา้ งเซลล์ไขไ่ ดเ้ ดอื นละ 1 เซลล์ ตัง้ แต่เรม่ิ วัยสาวจนถึงระยะหมดประจาเดือน
นักเรยี นคิดว่าโอโอไซต์ระยะแรกท่เี หลือหายไปไหน
ระหวา่ งทนี่ ักเรียนทากจิ กรรม ครูสังเกตการณท์ างานกลมุ่ และใหค้ าแนะนาเม่ือนักเรียนมีปญั หา
ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปสาระสาคัญท่ีได้จากการศึกษาใบความรู้และตอบคาถามในใบงาน โดย
เขียนเปน็ แผนผงั มโนทัศน์ (Concept mapping) ลงในกระดาษแผน่ ใหญ่ แล้วนาไปตดิ ไวท้ ผ่ี นังหอ้ ง แล้วให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มเดินเวียนดูผลงานของเพื่อนกลุ่มอื่น ใช้เวลากลุ่มละ 5 นาที ขณะเดินชมผลงานใหแ้ ต่ละ
กลมุ่ ปฏบิ ัติดงั น้ี (Gallery Walk)
- เขียนคาถามหรอื ข้อสงสัยบนผลงานท่ีดู
- ทาเครื่องหมาย / หรือ X เมอ่ื นักเรยี นเห็นดว้ ย หรอื ไม่เห็นด้วย ลงบนผลงานท่ดี ู
ในขณะที่นักเรียนเดินชมผลงาน (คิดวิพากษ์) ครูสังเกตการณ์แสดงความคิดเห็นของนักเรียนแต่ละ
กล่มุ และดคู าถามท่ีนักเรยี นสงสยั
2. เม่ือครบกาหนดเวลาแล้ว ให้นักเรียนเดินกลับมาที่ผลงานของกลุ่มตนเอง ให้เจ้าของผลงานตอบ
คาถามที่เพื่อนถามไว้ และสรุปให้คนอ่ืนๆฟังทั้งชั้นเรียน นักเรียนในช้ันเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นจนได้
ข้อสรุป ครูฟังนักเรียนตอบคาถามและลงข้อสรุปเพ่ือตรวจสอบแนวความคิดหลักและความเข้าใจที่
คลาดเคลอ่ื นของนักเรยี น
6
3. ครูสรุปสาระสาคัญอีกคร้ังด้วย power point เพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน และเพ่ือ
ไม่ใหเ้ กิดความเขา้ ใจทีค่ ลาดเคล่อื น
ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครใู ห้นกั เรียนสบื ค้นขอ้ มูลเก่ียวกับภาวการณ์มบี ตุ รยากจากหนังสอื เรยี น แล้วให้นกั เรยี นร่วมกัน
อภปิ รายสรปุ ความผดิ ปกติของเพศชายและเพศหญิง และสบื คน้ วธิ กี ารรกั ษาภาวะการมีบุตรยากและ
เปรยี บเทียบวิธีการแก้ไขภาวะการมีบุตรยากแบบต่างๆ
ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันอภิปราย และให้นักเรียนไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง
ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
1. ประเมินนกั เรยี นจากแบบทดสอบหลังเรียนจานวน 10 ขอ้
2. ประเมนิ นักเรยี นจากประจักษ์พยานและวธิ /ี เกณฑ์การประเมินตามสภาพจริงในสง่ิ ต่อไปนี้
- การอธบิ ายคาตอบ และการแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกบั คาตอบท่ีได้
- ตรวจสอบคาตอบของนักเรียนตอ่ คาถามที่อยากรใู้ นตอนแรก
- การทางานเป็นกลมุ่
- แผนผังมโนทศั น์
- การตอบคาถามสะท้อนความคิด
- การอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขยี นสอื่ ความ
- คุณลักษณะอนั พึงประสงคข์ องนักเรยี น
10. ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ / แหลง่ เรยี นรู้
1. ใบความรู้ เรอ่ื งการสบื พันธ์ุของมนุษย์
2. ใบงาน เรอ่ื งการสืบพนั ธ์ุของมนุษย์
3. กระดาษแผ่นใหญ่ 1 แผ่นตอ่ กลมุ่
11. กจิ กรรมเสนอแนะ
นกั เรียนสืบคน้ ความรเู้ พม่ิ เติมจากแหล่งความรูต้ ่างๆ เกีย่ วกับวิธีการรักษาภาวะการมีบุตรยาก
นอกเหนือจากหนงั สือเรยี น แล้วนาขอ้ มูลท่ีได้มาแลกเปล่ียนเรียนรู้กบั เพื่อน
7
12. ข้อเสนอแนะ (ตรวจสอบ / นเิ ทศ / เสนอแนะ / รับรอง)
12.1 หัวหนา้ กล่มุ สาระการเรียนรู้
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงช่ือ
(นายปราโมทย์ อนิ ทรบารุง)
หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
12.2 รองผ้อู านวยการกลุ่มบริหารวิชาการ
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................... ..........................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชือ่
(นายอาทติ ย์ เรียงสาทร)
รองผู้อานวยการกลมุ่ บรหิ ารวิชาการ
12.3 ผ้อู านวยการโรงเรยี นชัยภมู ภิ ักดีชุมพล
............................................................................................................................................. .................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ
(นายปรชี า เคนชมภ)ู
ผอู้ านวยการโรงเรียนชัยภูมภิ ักดชี ุมพล
8
13. บนั ทึกผลหลังการจัดกระบวนการเรยี นรู้
13.1 ผลการจดั กระบวนการเรียนรู้
.............................................................................................. ................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................... ...............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................................... .......
........................................................................................................................... ...................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
13.2 ปัญหาและอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
13.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ
(นางสาวนฤมล งอกศิลป์)
ครผู ูส้ อน
9
ใบความรู้ เร่อื งการสืบพันธ์ุของมนษุ ย์
การสืบพันธุ์ของมนุษย์เป็นแบบอาศัยเพศ โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์ซับซ้อน การสืบพันธ์ุไม่เป็นไป
ตามฤดูกาลเหมือนสัตว์ชนิดอ่ืน มีกลไกในร่างกายควบคุมระบบการสืบพันธ์ุ ซึ่งกลไกนี้เกี่ยวข้องกับระบบ
ฮอร์โมนหลายชนดิ
โครงสร้างของระบบสบื พนั ธข์ุ องมนษุ ย์
โครงสร้างของระบบสืบพันธุ์เพศชาย (reproduction anatomy of the human male)
ได้แก่ส่วนที่อยู่ด้านนอก คือถุงอัณฑะ (scrotum) เพนิส (penis) และส่วนท่ีอยู่ด้านในได้แก่ อัณฑะ (testes)
ต่อม (accessory glands) และทอ่ ตา่ ง ๆ (associate ducts)
ภาพที่ 1 แสดงอวัยวะสืบพนั ธ์ุเพศชาย
อัณฑะเป็นโครงสร้างที่เจริญและพัฒนาอยู่ในช่องท้องของทารก ก่อนคลอดประมาณ 2 เดือน
อัณฑะจะถูกดันจากช่องท้องให้เข้าไปอยู่ในถุงอัณฑะนอกร่างกาย เนื่องจากภายในช่องท้องมีอุณหภูมิไม่
เหมาะสมต่อการเจริญและพัฒนาของสเปิร์ม ในกรณีที่อัณฑะออกมาไม่ได้ ในที่สุดชายคนนั้นจะเป็นหมัน ถุง
อัณฑะมีลักษณะยื่นออกมานอกช่องท้องและมีช่องทางติดต่อกับช่องท้อง เรียกว่าช่องอินกวัยนอล (inguinal
canals) ซงึ่ เปน็ ชอ่ งทค่ี อ่ นข้างเปราะบาง การยกของหนกั เกินไปอาจมผี ลทาให้เย่ือที่คลุมอยฉู่ ีกขาด ทาให้ลาไส้
บางสว่ นไหลไปอุดบริเวณปากถุงอณั ฑะ ซ่ึงเรยี กอาการทเี่ กิดข้นึ ว่า ไส้เลื่อน (ingunial hernia)
10
ภาพท่ี 2 แสดงสว่ นประกอบขององคชาติ และอัณฑะ
ภายในอัณฑะประกอบด้วยท่อขนาดเล็กม้วนขดอยู่ภายในเรียกว่า ท่อเซมินิเฟอรัสทิวบูล
(seminiferous tubules) ทาหน้าท่สี รา้ งเสปริ ์ม ซึ่งจะตอ้ งผ่านกระบวนการแบง่ เซลลส์ ืบพันธุ์ หรอื สเปอร์
มาโทเจีนีซสิ (spermatogenesis)
สเปอร์มาโทจีนีซีส (spermatogenesis) เป็นกระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เมื่อเพศชายเข้าสู่
วัยเจริญพันธ์ุ โดยเร่ิมต้นจากเซลล์ท่ีเรียกว่า สเปอร์มาโทโกเนีย (spermatogonia) เจริญและพัฒนาไปเป็น
สเปอร์มาโทไซต์ ขันท่ีหนึ่ง (primary spermatocyte) จากน้ันสเปอร์มาโทไซต์ข้ันที่หนึ่งจะเข้าสู่
กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์โดยการแบ่งเซลล์แบบไมโอซีส (meiosis) เป็นระยะไมโอซีสข้ันแรก (meiosis
I) ได้เซลล์ใหม่เรียกว่า สเปอร์มาโทไซต์ ข้ันที่สอง (secondary spermatocyte) จากนั้นสเปอร์มาโทไซต์
ข้นั ทส่ี อง จะแบ่งเซลลต์ ่อไปในระยะ ไมโอซสี ขน้ั ที่สอง (meiosis II) ได้ เซลลส์ เปอร์มาทิด (spermatid) ใน
การแบง่ เซลลส์ ืบพนั ธแ์ุ ตล่ ะคร้ังนน้ั สเปอรม์ าโทไซต์ ข้ันที่หนงึ่ 1 เซลล์ เมอ่ื แบง่ แล้วจะไดส้ เปอร์มาทิด 4 เซลล์
แต่ละเซลลจ์ ะเปล่ียนแปลงรปู รา่ งไดเ้ ซลลส์ เปิร์มตอ่ ไป
ภาพท่ี 3 กระบวนการสร้างเซลลส์ บื พนั ธุเ์ พศชาย
11
สเปิร์ม ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ หัว (head) คอ และลาตัว (midpiece) หาง (flagellum) โดย
ส่วนหัวภายในบรรจุไว้ด้วยนิวเคลียสและปลายสุดของหัวถูกห่อหุ้มไว้ด้วย อะโครโซม (acrosome) ซึ่งบรรจุ
เอนไซมส์ าหรับเข้าเจาะไข่
ในเพศชาย สเปอร์มาโทโกเนียแบ่งเซลล์เพิ่มจานวนตลอดวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งส่วนหน่ึงจะสารองไว้
เพ่ือทวีจานวนต่อไป และอีกส่วนหนึ่งเจริญไปเป็นตัวอสุจิ ดังนั้นจึงสร้างอสุจิได้ตลอดอายุที่ร่างกายยังสมบรู ณ์
และฮอรโ์ มนเพศยงั หล่งั ตามปกติ
ส่วนท้ายสุดของท่อในองคชาติ (penis) เรียกท่อฉีดน้าอสุจิ (ejaculatory duct) มีกล้ามเนื้อ
แข็งแรง ดังนั้นเม่ือหดตัวจะดันให้ตัวอสุจิและน้าเมือกเรียกว่า น้าอสุจิ (semen) ผ่านไปในท่อขององคชาต
(urethra)และออกสู่ภายนอกตรงปลายองคชาติ บริเวณท่อที่ตัวอสุจิผ่านไปก่อนถึงองคชาตจะมีต่อมต่าง ๆ
เช่น ต่อมลกู หมาก (prostate gland) ตอ่ มคาวเปอร์ (Cowper’ gland)หรือต่อมบัลโบยูรที รัล (bulbourethal
glands) เป็นต้น ทาหนา้ ทส่ี รา้ งน้าเมอื กสาหรับเป็นอาหารและใหต้ ัวอสุจลิ อยอยู่
ภาพที่ 4 โครงสรา้ งของสเปิร์ม และฮอรโ์ มนที่เก่ยี วขอ้ งกบั ระบบสืบพันธ์เุ พศชาย
จะเห็นได้วา่ ในระบบสืบพันธ์ุเพศชายมตี ่อมชนิดต่าง ๆทาหน้าทห่ี ลง่ั ของเหลวเข้าร่วมกับสเปิรม์ ได้
เป็น semen ซึ่งในการหล่ังแต่ละครั้ง semen มีปริมาตรประมาณ 3.5 มิลลิลิตร และประกอบด้วยสเปิร์ม
ประมาณ 400 ล้านเซลล์ ต่อมต่าง ๆ เหล่านีไ้ ดแ้ ก่
ต่อมเซมินัลเวสิเคิล(seminal vesicle) มี 1 คู่ทาหน้าท่ีหลั่งของเหลวท่ีเป็นเมือกเหนียว
(mucus), กรดอะมิโน (amino acid),น้าตาลฟรุตโตส (fructose) เป็นแหล่งสร้างพลังงานแก่เซลลส์ เปริ ์ม
นอกจากนี้ยังมีโพรสทาแกลนดินเป็นฮอร์โมนท่ีกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของท่อนาไข่เพ่ือช่วยในการ
เคล่ือนท่ีของสเปิร์ม จากการศึกษาพบว่าปริมาณของเหลวที่หลั่งออกมาจากต่อมน้ีประมาณ 60
เปอร์เซน็ ต์ ของของเหลวในซีเมนท้งั หมด
12
ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมท่ีมีขนาดใหญ่ 1 ต่อมล้อมรอบและเปิดเข้าท่อ
ปัสสาวะ ต่อมนี้ทาหน้าท่ีหลั่งสารซ่ึงประกอบด้วย เอนไซม์หลายชนิด และมีคุณสมบัติเป็นด่าง
(alkaline) อย่างอ่อนและของเหลวที่หลั่งจากตอ่ มนท้ี าให้ซีเมน มีสีขาวคล้ายน้านม นอกจากนี้ยังทาให้
เกิดความเป็นกลางในท่อปัสสาวะชาย และช่องคลอดของเพศหญิง พยาธิสภาพท่ีมักเกิดกับต่อมนี้คือ
มะเร็งต่อมลูกหมากในชายวัย 50 ปีขึ้นไป สาเหตุไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่มีความเข้าใจว่า
เก่ียวขอ้ งกบั ฮอร์โมนทเ่ี ปลยี่ นแปลงไป
ภาพท่ี 5 แสดงต่อมต่าง ๆ ท่ีหลัง่ สารซ่งึ เปน็ สว่ นประกอบของน้าอสุจิ
ต่อมบัลโบยูรีทรัล (bulbourethal glands) มี 1 คู่ขนาดเล็กเชื่อมต่อกับส่วนของท่อ
ปัสสาวะบริเวณฐานของเพนสิ หลั่งเมือกท่ีเปน็ ยางเหนียวออกมาก่อนการหล่ังของซเี มน หน้าที่เข้าใจว่า
ทาใหท้ อ่ ปสั สาวะ มคี วามเปน็ กลางและหลอ่ ลืน่ สว่ นปลายของเพนิส
ภาวะการเปน็ หมนั ของเพศชายมีสาเหตหุ ลกั อยู่ท่ปี รมิ าณการผลติ สเปิรม์ ออกมาต่ากวา่ ระดับ
ปกติ เช่นชายมีสเปิร์มตา่ กว่า 35 ล้านเซลล์ตอ่ ซีซี จัดว่าอยู่ในข้นั ผิดปกติ ถ้าน้อยกวา่ 30 ล้านเซลลต์ ่อซี
ซี ถอื วา่ เป็นหมนั
13
โครงสร้างของระบบสืบพันธ์ุเพศหญิง (female reproduction)
โครงสร้างของระบบสืบพันธ์ุของเพศหญิง มีความซับซ้อนกว่าของเพศชาย เพราะประกอบด้วย
โครงสร้างสาหรับสร้างเซลล์สืบพันธุ์หรอื เซลล์ไข่ (immature gamete) รองรับสเปิร์ม สร้างฮอร์โมนเพศและ
เป็นท่ีฝังตัวเพ่ือการเจริญ และพัฒนาของตัวอ่อน โครงสร้างท่ีทาหน้าท่ีดังกล่าวได้แก่ รังไข่ (ovaries)
โครงสร้างนี้ทาหน้าท่ีสร้างฮอร์โมนและเซลล์สืบพันธุ์หรือไข่ กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุ หรือไข่
(oogenesis) เกดิ ขน้ึ ท่นี ่ี
ภาพท่ี 6 แสดงสว่ นประกอบของอวยั วะสืบพนั ธ์เุ พศหญิง
กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธ์ุหรือไข่ เริ่มจากเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นเซลล์สืบพันธุ์หรือเรียกว่า
โอโอโกเนีย (oogonia) จากการศึกษาพบว่าโอโอโกเนียน้ีมีในรังไข่ของทารกหญิงก่อนคลอดเป็นจานวนมาก
และไปเป็นโอโอไซต์ ข้ันท่ีหน่ึง (primary oocyte) เมื่อถึงเวลาใกล้คลอดจะเจริญและพัฒนาเป็นโอโอไซต์ข้นั
ท่ีหน่ึง ระยะโพรเฟส I (prophase I) และจะหยุดอยู่ในระยะน้ีจนกระท่ัง ทารกเพศหญิงเจริญเข้าส่วู ัยรุ่น และ
วัยเจริญพันธุ์ โอโอไซต์ ขั้นที่หนึ่ง และเซลล์ที่ล้อมรอบเรียกว่า ฟอลลิเคิล(follicle) ฟอลลิเคิลบางส่วนจะ
เจรญิ และขยายขนาดข้ึน ทกุ ๆ รอบของวงจรประจาเดอื น ขณะทฟ่ี อลลิเคลิ เจริญข้นึ โอโอไซต์ ข้ันทีห่ นง่ึ จะเข้า
สู่การแบ่งเซลล์สืบพันธ์ุโดยการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสเป็นไมโอซิสข้ันแรก แต่เน่ืองจากการแบ่งโอโอไซต์ ขั้นท่ี
หนึ่งน้ีมีการแบ่งไซโตพลา-สซึมไม่เท่ากัน ได้เซลล์ที่มีขนาดใหญ่เรียกโอโอไซต์ ขั้นท่ีสอง (secondary
oocyte) และเซลล์ท่ีมีขนาดเล็ก เรียกว่า โพลาร์บอดี ที่หนึ่ง (first polar body) โดยมากเมื่อมีการเจริญ
มาถึงข้ันน้ีจะถึงระยะเวลาการตกไข่ (ovulation) เม่ือมีการปฏิสนธิ โอโอไซต์ ขั้นที่สอง จะแบ่งเซลล์ระยะไม
โอซีสขั้นที่สอง ต่อไปและให้ โพลาร์บอดี ท่ีสอง (second polar body) และโอวูม (ovum) จะสังเกตว่า
กระบวนการแบ่งเซลล์สืบพันธ์ุในแต่ละคร้ัง ในแต่ละโอโอไซต์ ขั้นท่ีหน่ึง จะให้เซลล์ไข่ท่ีเจริญเต็มที่ ครั้งละ
เพยี ง 1 เซลลน์ อกน้นั จะสลายไป
14
ภาพท่ี 7 กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง
ขณะที่ฟอลลิเคิลเข้าสู่ระยะมาทัว (mature) จะเคล่ือนที่เข้าใกล้ผนังรังไข่รูปร่างคล้ายถุงน้า เซลล์
ของฟอลลิเคิลจะหลังเอ็มไซม์โพทิโอไลติก ( proteolytic enzyme) ย่อยผนังรังไข่ทาให้ โอโอไซต์ ข้ันท่ีสอง
ผ่านผนังรังไข่ออกเข้าสู่ช่องท้อง ฟอลลิเคิลท่ีเหลืออยู่ในรังไข่จะเจริญและพัฒนาเป็นคอร์พัสลูเทียม (corpus
luteum)
ภาพท่ี 8 แสดงการเปล่ยี นแปลงของเซลล์สืบพนั ธเ์ุ พศหญิงในรังไข่
15
ฮอร์โมน FSH เป็นตัวกระตุ้นให้ฟอลลิเคิลเจริญและขยายขนาดขึ้นได้ และเมื่อฟอลลิเคิลเจริญขึ้น
จะสร้างและหลั่งฮอร์โมน เอสโทรเจน (estrogen) ส่วนคอร์พัสลูเทียมสร้างและหล่ังเอสโทรเจน (estrogen)
และโพรเจสเทอโรน (progesterone) ซ่ึงมีหน้าที่ควบคุมลักษณะขั้นท่ีสองของเพศหญิง ได้แก่ การมีเสียง
แหลม นอกจากน้นั ยงั เกี่ยวขอ้ งกับการเจริญของมดลกู การมีประจาเดอื น
ภาพท่ี 9 ฮอรโ์ มนท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การเปล่ียนแปลงของระบบสบื พนั ธุเ์ พศหญิง
ท่อนาไข่ (Fallopian tube หรือ uterine tube) เป็นโครงสร้างที่สาคัญอีกโครงสร้างหน่ึง
ภายในท่อประกอบด้วยกล้ามเน้ือเรยี บ และ ซิเลีย (cilia) ช่วยในการเคลื่อนที่ของไข่ และบริเวณท่อนาไข่ส่วน
ต้นเป็นตาแหน่งสาคญั คอื บรเิ วณท่ีมกี ารปฏสิ นธเิ กิดขน้ึ และถา้ ไม่มกี ารปฏสิ นธิเกิดขึน้ ไข่จะสลายไปในท่ีสุด
ในกรณีท่ีท่อนาไข่เคยติดเชื้อมาก่อนแล้วบริเวณนั้นกลายเป็นแผลเป็น ส่วนนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อ
การเคล่ือนที่ของไข่ ทาให้เกิดการท้องนอกมดลูกข้ึนได้ หรือสตรีที่มีการอุดตันของท่อนาไข่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง
ของการเปน็ หมันได้
มดลูก (uterus) เป็นโครงสร้างที่มีรูปร่างเหมือนลูกชมพู่หัวคว่าลง ยาวประมาณ 7 เซนติเมตร
กว้างประมาณ 4 – 5 เซนติเมตร ประกอบด้วยกล้ามเน้ือหนา ด้านในถูกบุดว้ ยเยื้อบุมดลูกชนั้ ใน หรือท่เี รียกว่า
ช้ันเอนโดมีเทรียม (endometrium) ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ แต่ละเดือนผนังมดลูกชั้นในจะถูกกระตุ้นให้เจริญ
และเพ่มิ ความหนาเพ่อื รองรับการฝงั ตัวของเอมบรโิ อ (embryo) ในกรณีที่โอโอไซต์ ขัน้ ทส่ี องได้รบั การผสม จะ
ได้ไซโกต ไซโกตจะเคลื่อนท่ีเข้ามาฝังตัวที่ผนังมดลูกท่ีชั้นเอนโดมีเทรียม เพื่อเจริญเติบโตและพัฒนารูปร่าง
อวัยวะโดยอาศัยอาหารและออกซิเจนจากรก (placenta) แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นเอนโดมีเทรียมจะหลุด
ลอกออกมาปนกบั เลือดกลายเปน็ ประจาเดอื น
16
พยาธิสภาพท่ีเกิดกับมดลกู ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ คือ เอ็นโดเมไทรโอซิส (endometriosis) เป็น
อาการปวดประจาเดือน สาเหตุเกิดจากเน้ือเย่ือบางส่วนของผนังมดลูกช้ันเอนโดมีเทรียม เคล่ือนไปเกาะกับ
ผนังรังไข่ ท่อนาไข่ ผนังช่องท้อง ซึ่งอาจจะกดทับบริเวณที่เป็นปลายประสาท เม่ือถึงเวลามีประจาเดือน ผนัง
มดลูกส่วนน้ีจะหลุดออก พร้อมกับกระตุ้นปลายประสาทบริเวณที่กดทับอยู่ทาให้เกิดอาการปวดประจาเดือน
ข้ึน ความผิดปกติอันนี้นาไปสู่ภาวะการมีบุตรยาก นอกจากนั้นพยาธิสภาพท่ีเกิดกับมดลูกได้แก่ มะเร็งปาก
มดลูก (cervical cancer) เปน็ ต้น
ช่องคลอด (vagina) เป็นท่อกล้ามเน้ือยืดหยุ่น เชื่อมต่อระหว่างมดลูกและระบบสืบพันธ์ุด้านนอก
ทาหนา้ ทร่ี องรับสเปิร์มและคลอดทารก
เต้านม (Breasts) เป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยต่อมสาหรับสร้างน้านมขนาดเล็กเป็น
จานวนมากทาหน้าท่ีสร้างน้านมเลี้ยงทารก ต่อมเหล่าน้ีอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนคล้ายพวงองุ่น เรียกว่า อัลวิ
โอไล (alveoli) น้านมท่ีสร้างแล้วจะถูกขับออกมาจากแหล่งสร้างมายังหัวนมโดยผ่านมาตามท่อขนาดเลก็ และ
ทส่ี าคญั คือมฮี อร์โมนอย่างน้อย 4 ชนดิ ทาหนา้ ท่ีเกยี่ วกับการเจริญของต่อมนา้ นม กระตุ้นการผลติ และการหลั่ง
น้านม ในระหว่างท่ีแม่ตั้งครรภ์คอร์พัสลูเทียมจะสร้างฮอร์โมน เอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน ในปริมาณ
มาก ฮอรโ์ มนทั้ง 2 ชนิดนี้ ทาหนา้ ที่กระตนุ้ การเจริญของต่อมน้านม ในชว่ งการคลอดบุตรใหม่ๆ ตอ่ มน้านมจะ
ผลิตน้านมท่ีเรียกว่า คอรัสตรุม (colostrum) ออกมา น้านมชนิดน้ีประกอบด้วยโปรตีนและน้าตาลแลกโตส
ในปริมาณสูง มีไขมันน้อย โดยมีฮอร์โมน โพรแลกติน (prolactin) กระตุ้นการผลิตน้านมและเมื่อทารกดูดนม
จะมีผลกระตุ้นต่อมใตส้ มองสว่ นหลงั่ ใหห้ ลังฮอร์โมนออกซโิ ทซิน (oxytocin) ออกมา และทาหน้าทีก่ ระตุ้นการ
หลั่งน้านม
ภาพที่ 10 แสดงส่วนประกอบของเต้านม
การเลี้ยงบุตรด้วยน้านมจะส่งเสริมให้มดลูกเข้าอู่ไวขึ้นเพราะออกซีโทซนิ ท่ีหล่ังออกมาระหว่างการ
ดดู นมจะกระตนุ้ ใหม้ ดลูกเกิดการหดตวั เขา้ สู่สภาพเดมิ นอกจากนนั้ บุตรทด่ี ม่ื นา้ นมมารดาจะมสี ุขภาพดี เพราะ
ในน้านมมีสารท่ีจาเป็นต่อร่างกาย มีแอนติบอดี เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริม ความสัมพันธ์ระหว่าง
มารดาและบุตรให้มีความใกล้ชิดกัน
17
การทางานของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (hormone regulates reproduction)
ฮอร์โมนควบคุมการทางานในระบบสืบพนั ธุ์เพศหญิงมีความซับซ้อนกว่าท่ีเกดิ ในเพศชาย ประกอบด้วยฮอร์โมน
ที่สาคัญอย่างน้อย 5 ชนิด ท่ีทาหน้าท่ีเก่ียวข้องและสัมพันธ์กันในวงจรประจาเดือนและวงจรไข่ (ovarian
cycle) กลไกการทางานของฮอร์โมนแบ่งออกเป็น 2 แบบคือกลไกสนองกลับแบบกระตุ้นและกลไกสนองกลบั
แบบยับยัง้ การทางานทีป่ ระสานกนั ของฮอรโ์ มน คือ ในแตล่ ะเดอื นขณะท่ีมีการเจริญเติบโตของฟอลลเิ คิลและ
ตกไขน่ ั้น สว่ นของผนังมดลกู ไดม้ ีการเตรียมพร้อมสาหรบั การฝังตวั ของเอ็มบริโอไปพรอ้ มกนั
เอสโทรเจน ทาหน้าที่กระตุ้นการเจริญของระบบสืบพันธุ์ เมื่อเพศหญิงย่างเข้าสู่วัยรุ่น การ
เจริญเติบโตของร่างกายและควบคุมลักษณะทางเพศขั้นท่ี 2 ได้แก่การขยายของเต้านม กระดูกเชิงกราน การ
เจรญิ และพฒั นากลา้ มเนอื้ และการสะสมไขมันใต้ผิวหนัง
การมีประจาเดือนของเพศหญิงเริ่มต้ังแต่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น จนถึงวัยอายุประมาณ 50 ปี วงจร
ประจาเดือนเกิดทุกๆ 28 วัน วันแรกของวงจรคือวันท่ีมีประจาเดือนไหลออกมาจากช่องคลอด ส่วนการตกไข่
จะเร่ิมจากวันท่ี 14 ของวงจรประจาเดือน โดยฮอร์โมนจากไฮโพทาลามัส ต่อมใต้สมองส่วนหน้าและจากรังไข่
จะทาหน้าที่ควบคมุ วงจรประจาเดือน
ภาพท่ี 11 แสดงระดบั การเปลีย่ นแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงและผนังมดลูกในแต่ละรอบเดือน
18
การคมุ กาเนดิ (contraception)
การคุมกาเนิดเป็นวิธีป้องกันการตั้งครรภ์สาหรับหญิงที่ไม่พร้อมจะมีบุตร การคุมกาเนิดมีหลายวิธี
ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ๆ คือ การป้องกันการเกิดปฏิสนธิ (prevent sperm
and egg from meeting) การป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน (pervent implantation) และการยับย้ังการตก
ไข่และสเปิรม์ (prevent release of gamete)
1. การป้องกนั การปฏสิ นธิ (prevent sperm and egg from meeting)
1.1 การคุมกาเนิดแบบนับวัน (rhythm method) เป็นวิธีการหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์
ในช่วงไข่ตก จากการศึกษาพบว่าไข่ที่ตกออกมาสามารถมีชีวิตอยู่ในท่อนาไข่ได้นาน 24 ถึง 48 ช่ัวโมง ส่วน
สเปิร์มอยู่ในท่อนาไข่ได้นานถึง 72 ช่ัวโมง ดังนั้นการคุมกาเนิดโดยวิธีนี้จึงควรหลีกเล่ียงการมีเพศสัมพันธ์
ในช่วง 7 วันก่อนและหลังไขต่ ก ประสิทธิภาพของการคมุ กาเนิดดว้ ยวธิ ีการ
นี้ต้องใช้ควบคู่ไปกับความรู้เร่ืองการเปล่ียนแปลงของอุณหภูมิในร่างกาย การเปล่ียนแปลงของเมือกในช่อง
คลอด เป็นต้น อตั ราการต้งั ครรภจ์ ากการคมุ กาเนิดแบบนับวนั คือ 10 ถงึ 20 เปอรเ์ ซน็ ต์
1.2 การใช้ถุงยางอนามัย (condoms method) เป็นกลไกคุมกาเนิดที่ใช้กับฝ่ายชายเป็นวิธี
ป้องกันสเปิร์มเข้าไปในระยะสืบพันธ์ุของเพศหญิงข้อดีของวิธีการใช้ถุงยางอนามัยนอกจากใช้คุมกาเนิดแล้ว
และวธิ นี ้ียงั สามารถป้องกันโรคเอดส์และโรคตดิ ต่อทางเพศสัมพนั ธไ์ ด้
1.3 การใช้ไดอะแฟรม (diaphragm) เป็นวิธีการคุมกาเนิดโดยใช้ฝาครอบปากมดลูก เพ่ือ
ป้องกันการเข้าไปปฏิสนธิของสเปิร์ม การคุมกาเนิดโดยวิธีนี้ก่อนใช้มักจะทาครีมลงบนไดอะแฟรมเพื่อฆ่า
สเปริ ์ม อตั ราการตงั้ ครรภโ์ ดยวธิ ีการใชถ้ งุ ยางอนามัยและการใชไ้ ดอะแฟรม นอ้ ยกว่า 10 เปอรเ์ ซน็ ต์
1.4 การหล่ังภายนอก (withdrawal method) วิธีคุมกาเนิดโดยฝ่ายชายจะหลั่ง ซีเม
นภานนอกระบบสืบพนั ธุเ์ พศหญงิ การคมุ กาเนดิ ด้วยวธิ นี พี้ บวา่ โอกาสในการต้ังครรภ์มสี ูงถงึ 22 เปอรเ์ ซน็ ต์
1.5 การทาหมันถาวร (sterilization) การคุมกาเนิดแบบถาวร เป็นวิธีการคุมกาเนิดท่ีนิยม
อย่างแพร่หลายในสตรีที่มีอายุเกิน 30 ปี อัตราการตั้งครรภ์ 0.15 เปอร์เซ็นต์ การคุมกาเนิดแบบถาวรมี 2
ประเภท
1.5.1 การทาหมันหญิง (tubal ligation) โดยการตัดท่อนาไข่ แล้วผูกปลายแต่ละส่วนที่ตัด
ออก วิธีนี้เพศหญงิ 1 ใน 4 เลือกใช้
19
1.5.2 การทาหมันชาย (vasectomy) โดยการตัดท่อนาสเปิร์มหรือวาสดิเฟรนส์ แล้วผูก
ปลายแต่ละส่วนที่ถูกตัดออกเพ่ือยับยั้งการเคล่ือนท่ีของสเปิร์มออกนอกร่างกาย ไม่มีผลข้างเคียงเกิดข้ึน การ
ผลิตสเปิร์มปกติ แต่อาจช้าลงและถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวจับกิน ส่วนของปริมาณซีเมนต์ผลิตได้ในปริมาณปกติ
การผ่าตัดกลับคืนสู่สภาพเดิมพบว่าประสบความสาเร็จ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการทาหมันเกิน 10 ปีข้ึนไป
โอกาสจะกลายเป็นหมันสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทั้งน้ีเพราะการพัฒนาแอนติบอดีในร่างกายที่เข้าทาลายสเปิร์ม
ของตนเอง
ภาพที่ 12 การทาหมันชาย
2. การปอ้ งกันการฝงั ตัวของตวั อ่อน (pervent implantation)
เป็นวิธีการคุมกาเนิดโดยวิธกี ารใส่ห่วง (intrauterine device หรือ IUD) ซึ่งเป็นพลาสติกรูปกลม
หรือโค้งขนาดเล็ก สอดเข้าไปในมดลูกโดยแพทย์ผู้ชานาญ การใส่คร้ังหน่ึงอาจท้ิงไว้ได้นานถึง 10 ปี หรือจน
ต้องการมีบุตร วิธีการคุมกาเนิดแบบน้ีมีประสิทธิภาพถึง 90 เปอร์เซ็นต์ กลไกการทางานของวิธีการน้ียังไม่
สามารถระบุได้ชัด แต่พบว่าร่างกายผลิตเม็ดเลอื ดขาวออกมาต่อต้านสง่ิ แปลกปลอม ข้อเสียของการคุมกาเนิด
แบบใสห่ ว่ งคือ เลอื ดไหลกระปิดกระปอยและเป็นลิ่ม เสี่ยงต่อการอกั เสบของมดลูก ปจั จุบนั ไม่เปน็ ท่นี ยิ มใช้
3. การยับยัง้ การตกไขแ่ ละสเปิร์ม (prevent release of gamete)
เป็นการคุมกาเนิดโดยการใช้ฮอร์โมน เป็นการป้องกันการตกไข่ มีหลายประเภทใหเ้ ลือกใช้ เชน่
รับประทานยาคุมกาเนิด (oral pill) การฉีดยาคุมกาเนิด (DMPA หรือ Depo-Provera) การฝังแคปซูลใต้
ผิวหนงั (norplant)
20
3.1 รับประทานยาเม็ดคุมกาเนิด เป็นการป้องกันการตกไข่ จากการสารวจพบว่า 80
เปอร์เซ็นต์ท่ีสตรีท่ัวโลกนิยมใช้ ยาเม็ดคุมกาเนิดเป็นยาที่ประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ ฮอร์โมน โพ
รเจสติน (โพรเจสเทอโรนสังเคราะห์) และเอสโทรเจน(เอสโทรเจนสังเคราะห์) ซ่ึงมีผลไปยับยั้งการหลั่ง LH
และ FSH วิธีการใช้ คือรับประทานคร้ังละ 1 เม็ดเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้วหยุด สัปดาห์ต่อไปจะเว้นการ
รับประทาน แต่บางบริษัทจะให้รับประทานน้าตาลหรือวิตามินอัดเม็ดโดยไม่มีการเว้น หลังจากน้ันเม่ือขาด
ฮอร์โมนประจาเดือนจะไหล พบว่าเม่ือใช้อย่างถูกวิธีการคุมกาเนิดด้วยวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพสูงถึง 99.7
เปอรเ์ ซน็ ต์
จากการศึกษาพบว่าการใช้ยาคุมกาเนิดท่ีใชโ้ ดสต่าๆ พบว่าเป็นผลดีต่อสตรีท่ีไม่สูบบุหรีจ่ นเขา้ สู่วัย
ทอง แต่สตรที ่ีมอี ายุเลย 35 ปีขึน้ ไปที่มีพฤติกรรมในการสูบบหุ รี่หรือมีความดันโลหิตสูง การใช้ยาคุมกาเนิดจะ
เส่ยี งตอ่ การเกดิ โรคหัวใจ
3.2 การคมุ กาเนดิ แบบฉุกเฉิน (emergency contraception) ยาเม็ดคุมกาเนิดแบบฉุกเฉินนี้
เป็นยาท่ีใช้หลังการมีเพศสัมพันธ์ ภายใน 72 ชั่วโมง แพทย์ให้ใช้สาหรับสตรีที่ถูกข่มขืนและกรณีอื่นๆ ที่ไม่
สามารถป้องกันได้ในขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ ยาท่ีใช้ต้องมีความเข้มข้น(dose)ท่ีสูงมากและไปมีผลทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในผนงั มดลูกช้ันเอนโดมีเทรียม มีประสิทธิภาพในการปอ้ งกันการต้ังครรภไ์ ด้ 75 เปอร์เซ็นต์ และ
พบว่าถ้าใส่ห่วงเข้าไปเสริมทันในสัปดาห์แรก มีประสิทธิภาพถึง 95 เปอร์เซ็นต์ การคุมกาเนิดด้วยวิธีการนี้ไม่
จดั เปน็ การทาแท้ง เพราะถา้ การคมุ กาเนดิ ไมไ่ ด้ผลและเกิดการตงั้ ครรภข์ น้ึ ทารกจะไม่ไดร้ บั อนั ตรายแต่อย่างใด
3.3 การฉีดยาคุมกาเนิด เป็นการป้องกันการตกไข่ได้อีกวิธีหน่ึง เป็นการฉีดฮอร์โมน โพ
รเจสติน ฮอร์โมนนี้ออกฤทธ์ิโดยกดการทางานของต่อมใต้สมองส่วนหน้า วิธีใช้ คือฉีดเข้ากล้ามเนื้อของสตรีท่ี
ต้องการคุมกาเนดิ ทุก ๆ 3 เดอื น
3.4 การฝังแคปซูลเข้าใต้ผิวหนัง เป็นการฝังฮอร์โมนโพรเจสตินท่ีเป็นแคปซูลบริเวณใต้
ท้องแขนฮอรโ์ มนนี้จะถูกปล่อยออกจากแคปซลู แตน่ ้อย ๆ อยา่ งต่อเน่อื งในกระแสเลือด ไปมีผลยบั ยง้ั การตกไข่
และกระตุ้นการหล่ังเมือกเหนียวในช่องคลอด การฝังแคปซูลน้ีจะอยู่ได้ 5 ปี แต่มีผลข้างเคียงสาหรับผู้ใช้ คือ
การมีประจาเดอื นกระปิดกระปอยอาจนานถึง 1 ปี
4. การแทง้ (abortion) หมายถึง ภาวะสิ้นสุดการตง้ั ครรภ์กอ่ นถึงกาหนดคลอดตามปกติ เนื่องจาก
การตายของตวั ออ่ นหรือทารก จากการสารวจท่วั โลกพบว่าแตล่ ะปมี กี ารทาแท้งบุตรเกดิ ขนึ้ 40 ล้านคน การทา
แทง้ แบง่ ออกเป็น 3 ประเภทคอื
21
4.1 การแท้งเอง (spontaneous abortion) การแท้งแบบนี้เกิดจากความผิดปกติของ ตัว
อ่อนเองพบประมาณ 1 ใน 3 ของหญิงตง้ั ครรภ์
4.2 การทาแท้งเพื่อการรกั ษา (therapeutic abortion) เปน็ วิธีการทาแท้งเพื่อรักษาชีวิตของ
แม่ที่มีปญั หาดา้ นสุขภาพทางกายหรอื จิตใจ หรือเม่ือพบความผิดปกตขิ องตวั อ่อน
4.3 การทาแท้งเพอื่ การคุมกาเนิด ซ่ึงเป็นการทาแท้งที่ใช้แตกต่างกันตามอายุทารก เช่น ชว่ ง
3 เดือนแรก อาจใช้วิธีการดูดออก หลังจาก 3 เดือนขึ้นไปอาจใช้วิธีการถ่างขยายปากมดลูกและดูดออก เป็น
ตน้
22
ใบงาน เร่อื งการสืบพนั ธ์ุของมนุษย์
1. โครงสรา้ งระบบสบื พันธุเ์ พศชายและเพศหญงิ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. สเปอร์มาโทไซต์ระยะแรกและสเปอรม์ าโทไซต์ระยะทส่ี องของคน มจี านวนโครโมโซมแตกตา่ งกนั หรือไม่
อย่างไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
3. เซลลส์ ืบพันธ์ุของเพศหญิงและชายเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร และจานวนเซลลส์ ืบพนั ธุเ์ พศหญงิ กับเพศ
ชายท่สี รา้ งในแต่ละครง้ั มีจานวนแตกต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
4. เพราะเหตุใดในกระบวนการสรา้ งอสุจิจงึ ต้องมีการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
5. ปกตผิ ู้หญงิ จะสร้างเซลล์ไข่ได้เดือนละ 1 เซลล์ ตง้ั แต่เริ่มวัยสาวจนถึงระยะหมดประจาเดอื น นกั เรยี นคิดว่า
โอโอไซต์ระยะแรกท่ีเหลือหายไปไหน
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
23
เฉลยใบงาน เรื่องการสบื พันธุ์ของมนุษย์
1. โครงสรา้ งระบบสืบพันธ์เุ พศชายและเพศหญงิ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ตอบ อวัยวะสบื พันธข์ุ องเพศชายประกอบดว้ ยอณั ฑะซึง่ เป็นแหลง่ สรา้ งอสจุ ิ หลอดเก็บอสจุ ิ
หลอดนาอสจุ ิ ตอ่ มสรา้ งนา้ เลย้ี งอสุจิ ตอ่ มลูกหมากและต่อมคาวเปอร์ ส่วนอวัยวะสืบพันธข์ุ องเพศหญิง
ประกอบด้วยรงั ไขซ่ ึ่งเป็นแหล่งสร้างเซลล์ไข่ ท่อนาไข่ มดลกู
2. สเปอร์มาโทไซตร์ ะยะแรกและสเปอร์มาโทไซตร์ ะยะทส่ี องของคน มีจานวนโครโมโซมแตกต่างกันหรือไม่
อยา่ งไร
ตอบ สเปอร์มาโทไซต์ระยะแรกและสเปอร์มาโทไซตร์ ะยะทีส่ องมีโครโมโซมต่างกัน สเปอรม์ าโท
ไซตร์ ะยะแรกมีโครโมโซมเป็น 2n เหมือนเซลล์ทัว่ ไปของรา่ งกาย สว่ นสเปอร์มาโทไซต์ระยะที่สองเกดิ จาก
การแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ ครั้งที่ 1 มโี ครโมโซม n เดียว
3. เซลล์สบื พันธุ์ของเพศหญงิ และชายเหมือนหรือแตกตา่ งกันอย่างไร และจานวนเซลล์สืบพันธเ์ุ พศหญิงกับเพศ
ชายทสี่ ร้างในแต่ละครั้ง มจี านวนแตกตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
ตอบ
เซลลส์ บื พันธุ์เพศหญิง เซลลส์ ืบพนั ธุเ์ พศชาย
เซลลไ์ ขม่ ีขนาดใหญ่กวา่ เพราะมีไซโทพลาซึม เซลลอ์ สุจิมีขนาดเล็กกว่า เพราะมีการสลัดไซโทพลา
มากกว่า ซมึ บางส่วนทิง้ เพื่อลดขนาดของเซลล์
รูปรา่ งกลม รปู ร่างแบ่งออกเปน็ สว่ นหวั ลาตวั และหาง
สร้างคร้ังละ 1 เซลล์ เพราะเซลลไ์ ขอ่ ยู่ในอวยั วะ สรา้ งครงั้ ละประมาณ 300-500 ลา้ นเซลล์ เพราะ
สบื พนั ธ์ุของเพศหญิง อสจุ ิตอ้ งเคลือ่ นทไ่ี ปผสมกับเซลล์ไข่
มจี านวนโครโมโซม 1 ชุด มีจานวนโครโมโซม 1 ชดุ
4. เพราะเหตใุ ดในกระบวนการสรา้ งอสุจิจงึ ต้องมกี ารแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ
ตอบ เซลล์ทไ่ี ด้จากการแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซิสจะมโี ครโมโซมลดลงเปน็ ครึง่ หนึ่งของเซลล์เร่มิ ตน้
เม่ือไปรวมกับเซลลไ์ ข่จะทาใหไ้ ดไ้ ซโกตท่ีมโี ครโมโซมเทา่ กบั เซลล์ท่ัวไปของรา่ งกาย
5. ปกตผิ หู้ ญิงจะสร้างเซลล์ไข่ได้เดือนละ 1 เซลล์ ตง้ั แตเ่ ริ่มวัยสาวจนถึงระยะหมดประจาเดือน นักเรียนคิดว่า
โอโอไซต์ระยะแรกท่ีเหลือหายไปไหน
ตอบ ผู้หญงิ เร่ิมสร้างเซลลไ์ ข่เมอื่ อายปุ ระมาณ 12 ปี จนถึงอายุประมาณ 50 ปี โดยจะสรา้ งเดือน
ละ 1 เซลล์ ดังนัน้ ผู้หญงิ จะสรา้ งเซลลไ์ ข่ไดป้ ระมาณ 400 เซลล์ โอโอไซต์ระยะแรกท่ีเหลือจะเร่มิ ฝ่อไป
ตั้งแตเ่ ริ่มสรา้ งเซลล์ไขจ่ นถึงระยะหยุดสร้างเซลลไ์ ข่
24
แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการสืบพันธข์ุ องมนษุ ย์
1. อณั ฑะของเพศชาย มหี นา้ ทีอ่ ะไร
A สร้างอสุจิ B สร้างน้าเลี้ยงอสจุ ิ
C สร้างฮอรโ์ มนเพศชาย D สรา้ งไซโกต
ก. A B ข. A C ค. A B C ง. A B C D
2. ความผิดปกตขิ องชายคนใดตอ่ ไปนจี้ ัดวา่ เป็นหมันแน่นอน
A อคั นที ่อทางผา่ นอสุจิตีบตัน
B สายชลมีอสุจิ 350 ล้านเซลล์ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
C อาทิจไมม่ ีน้าเลี้ยงอสุจิ
ก. A B ข. B C ค. A C ง. A B C
3. เซลล์สบื พนั ธภ์ุ ายในรังไข่ของเด็กผูห้ ญิงอายุ 5 ขวบจะอยู่ในสภาพใด
ก. โอโอโกเนยี ม ข.โอโอไซต์ระยะท่ีหนง่ึ
ค. โอโอไซต์ระยะท่ีสอง ง. โอวุม
4.. ข้อใดต่อไปน้ีถูกทสี่ ดุ
ก. เซลลส์ ืบพันธเ์ุ ม่ือสรา้ งจาก seminiferous tubule แลว้ จะหลั่งออกมาทันที
ข. เซลล์สืบพนั ธุ์เม่อื สรา้ งจาก seminal vesicle จะถกู เก็บไวใ้ นถงุ พักกอ่ น
ค. เซลลส์ บื พันธท์ุ ี่ถูกสรา้ งข้ึนจากหลอดสรา้ งอสุจิจะถูกนามาเก็บไวท้ ี่ epididymis ก่อน
ง. เซลล์สบื พนั ธุท์ ีถ่ ูกสร้างข้นึ จะเคลือ่ นตวั ไปยงั urethra ก่อนปล่อยเขา้ สู่ vas deferens
5. การปฏิสนธขิ องคนจะเกิดขนึ้ บริเวณใด และเซลล์สืบพันธ์ขุ องเพศหญงิ ที่อย่บู ริเวณนี้กอ่ นเขา้ รับการปฏสิ นธิ
เรียกว่าอะไร
ก. ผนงั มดลูก โอโอโกเนียม ข. ผนังมดลูก โอโอไซต์ระยะทหี่ น่ึง
ค. ท่อนาไข่ โอโอไซตร์ ะยะท่ีสอง ง. ทอ่ นาไข่ โอวุม
6. จานวนโครโมโซมของสเปอร์มาโทไซตร์ ะยะแรก และสเปอรม์ าโทไซต์ระยะทสี่ องมีความเหมือนหรือตา่ งกัน
อยา่ งไร
ก. เหมือนกัน คือมีจานวนโครโมโซมชุดเดียวเทา่ กัน
ข. เหมือนกนั คือมีจานวนโครโมโซมสองชุดเท่ากนั
ค. ตา่ งกนั คือสเปอร์มาโทไซต์ระยะแรกมโี ครโมโซมชุดเดียว สว่ นสเปอรม์ าโทไซต์ระยะท่สี องมี
โครโมโซมสองชุด
ง. ต่างกนั คอื สเปอร์มาโทไซตร์ ะยะแรกมีโครโมโซมสองชุด ส่วนสเปอรม์ าโทไซตร์ ะยะท่สี องมีโครโมโซม
ชุดเดียว
25
7. ขอ้ ใดกล่าวถึงโครงสรา้ งของอสจุ ิได้อยา่ งถูกต้อง
ก. สว่ นหัวจะมไี มโทคอนเดรียมากชว่ ยสรา้ งพลงั งานในการเคลอ่ื นที่
ข. สว่ นหางเป็นแฟลเจลลัมช่วยในการเคลื่อนท่ี
ค. ปลายสดุ ของสว่ นหัวมีถงุ อะโครโซมบรรจนุ ้าเลีย้ งอสุจิ
ง. สว่ นตวั เปน็ ทอ่ี ยู่ของนิวเคลียส
8. ผลของฮอรโ์ มนชนิดใดทาใหเ้ กดิ การตกไข่
ก. LH ข. FSH
ค. estrogen ง. progesterone
9. ยาเมด็ คมุ กาเนิดประกอบด้วยฮอรโ์ มน 2 ชนิดคอื ข้อใด
ก. เอสโทรเจน เทสโทสเทอโรน ข. เทสโทรเจน โพรเจสเทอโรน
ค. โพรเจสทิน เอสโทรเจน ง. โพรแลกทิน โพรเจสเทอโรน
10. ข้อใดกลา่ วถูกต้องเก่ียวกับการทากิฟต์ (GIFT)
ก. ใชเ้ ข็มแกว้ เลก็ ๆ ดดู อสจุ ิ 1 ตวั ฉดี เขา้ ไปในเซลลไ์ ข่
ข. นาอสจุ ิและเซลลไ์ ข่ออกมาให้ผสมกนั เองในหลอดทดลอง แล้วจงึ ใสเ่ อ็มบริโอกลบั เขา้ ไปในมดลูก
ค. นาอสจุ แิ ละเซลลไ์ ขใ่ ส่เข้าไปในทอ่ นาไข่เพ่ือให้เกิดการปฏิสนธภิ ายในรา่ งกาย
ง. ถกู ทกุ ขอ้
26
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น เรื่องการสืบพนั ธ์ขุ องมนุษย์
1. ข
2. ค
3. ข
4. ค
5. ค
6. ง
7. ข
8. ก
9. ค
10. ค
27
แบบสังเกตพฤตกิ รรมคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
ชื่อกลมุ่ .................................................................................................................... กลุ่มท.ี่ ...........................
สมาชกิ กลุ่ม 1. ....................................................................................................... เลขท.ี่ ...........................
2. ...................................................................................................... เลขท่.ี ............. ..............
3. ...................................................................................................... เลขท่ี................ ............
4. ...................................................................................................... เลขท่ี............................
5. ...................................................................................................... เลขท.่ี ............. ..............
รายการประเมนิ ระดับการประเมิน
4321
1. มีความสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
2. รบั ผิดชอบ เอาใจใส่ ทางานเสร็จตามเวลา
3. มีวนิ ัยในการทางาน เห็นคุณคา่ และความสาคญั ของงาน
4. มนี ้าใจ ใจกวา้ ง มเี หตผุ ล ยอมรับฟังความคดิ เห็นของผู้อนื่
5. รว่ มงานกบั เพื่อนในกล่มุ อย่างสรา้ งสรรค์
เกณฑก์ ารประเมนิ
4 หมายถึง ระดบั ดีมาก
3 หมายถงึ ระดับดี
2 หมายถึง ระดับพอใช้
1 หมายถงึ ระดับทต่ี อ้ งปรบั ปรงุ
เกณฑก์ ารผ่าน : แต่ละรายการต้องไม่น้อยกว่า ระดับ 3
หมายเหตุ : การสังเกตพฤติกรรมคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์จะสังเกตอย่างต่อเน่อื งตลอดการเรียนแตล่ ะภาค
เรียน และใหค้ าแนะนานักเรียนในการปรบั เปล่ียนพฤติกรรมอนั พึงประสงค์
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3
วิชาชีววทิ ยา 5 รหัสวิชา ว30245 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 ระบบสืบพนั ธ์ุและการเจริญเตบิ โต เรอ่ื งการเจริญเตบิ โตของสตั ว์บางชนิด
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 เวลา 4 คาบ
1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตัวชี้วดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหนว่ ยพนื้ ฐานของส่งิ มชี วี ิต ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้าง และหน้าทข่ี องระบบ
ต่างๆ ของส่ิงมีชวี ิตทีท่ างานสมั พันธก์ นั มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ส่ือสารสิ่งท่เี รียนรแู้ ละนาความรู้ไปใช้
ในการดารงชีวิตของตนเองและดูแลส่งิ มีชีวติ
มาตรฐาน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจติ วทิ ยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การ
แก้ปญั หา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทเ่ี กดิ ขึ้นส่วนใหญ่มรี ปู แบบท่ีแนน่ อน สามารถอธบิ ายและตรวจสอบ
ได้ ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือท่มี ีอยู่ในชว่ งเวลานัน้ ๆ เขา้ ใจวา่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสิง่ แวดลอ้ ม
มีความเกยี่ วข้องสมั พันธก์ นั
ตวั ช้ีวดั ว 8.1
ม.4/1 ตง้ั คาถามท่ีอย่บู นพืน้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือ
จากประเด็นท่เี กิดขน้ึ ในขณะน้ัน ท่ีสามารถทา การสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าไดอ้ ยา่ งครอบคลุมและ
เช่อื ถอื ได้
ม.4/5 รวบรวมข้อมลู และบนั ทกึ ผลการสารวจตรวจสอบอยา่ งเปน็ ระบบถกู ต้อง ครอบคลมุ ท้งั ในเชงิ
ปรมิ าณและคณุ ภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผดิ พลาดของขอ้ มลู
ม.4/10 ตระหนักถงึ ความสาคัญในการท่ีจะต้องมสี ว่ นรว่ มรับผดิ ชอบการอธบิ าย การลงความเหน็
และการสรปุ ผลการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ท่นี าเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
ม.4/12 จัดแสดงผลงาน เขยี นรายงานและ/หรืออธิบายเก่ียวกับแนวคดิ กระบวนการ และผลของ
โครงงานหรอื ช้ินงานให้ผู้อืน่ เข้าใจ
2. ผลการเรียนรู้
สารวจตรวจสอบ สบื คน้ อภปิ รายการสบื พันธแ์ุ ละการเจริญเตบิ โตของสตั ว์บางชนดิ และมนุษย์
3. สมรรถนะ
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
2
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
4. แนวความคดิ หลักหรอื สาระสาคญั
สัตว์หลายเซลล์ท่ีมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ การเจริญเติบโตจะเร่ิมจากไซโกตมีการเปล่ียนแปลงเป็น
เอ็มบริโอ ซ่ึงรายละเอียดของการเจริญเติบโตในสัตว์แต่ละชนิดอาจแตกต่างกันไป แต่ก็มีข้ันตอนและแบบ
แผนการเจรญิ เติบโตที่คล้ายคลึงกัน
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
5.1 ความรู้
1. สบื คน้ ข้อมลู อภิปรายและอธิบายข้นั ตอนการเปลีย่ นแปลงของเอม็ บริโอกบและไก่
2. เปรียบเทียบโครงสรา้ งร่างกายของเอ็มบริโอของกบและไก่
5.2 ทักษะ/กระบวนการ
1. ทักษะการอา่ นจับใจความสาคญั
2. วิเคราะหแ์ ละเขียนแผนผังความคิดหลักแสดงความเหมือนและแตกต่างของการเจริญและเติบโต
ของกบและไก่
5.3 คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. มคี วามสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
2. รับผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ ตามเวลา
3. มวี นิ ยั ในการทางาน เหน็ คุณค่าและความสาคญั ของงาน
4. มนี ้าใจ ใจกวา้ ง มีเหตุผล ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผอู้ ่นื
5. ร่วมงานกับเพ่ือนในกลุ่มอย่างสร้างสรรค์
6. สาระการเรยี นรู้
การเจริญเติบโตของสัตว์ท่ีมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จะเร่ิมจากการที่ไซโกตมีการเปลี่ยนแปลงเป็น
เอ็มบริโอซ่ึงประกอบด้วย 4 ข้ันตอนโดยเริ่มจากคลีเวจ บลาสทูเลชนั แกสทรูเลชัน ออร์แกโนเจนเนซิส แต่
รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนของสัตว์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับปริมาณไข่แดง และ
สภาพแวดลอ้ มท่ีเอ็มบริโอเหล่าน้นั อยู่
3
7. หลกั ฐาน หรือร่องรอยของการเรียนรู้ การวดั และประเมินผล
7.1 ความรู้
ภาระ / ช้ินงาน วธิ กี ารวัด เคร่ืองมือ เกณฑ์ทใ่ี ช้ ผ้ปู ระเมนิ
ครู
แผนผังความคดิ วดั เมอื่ จบบทเรยี น ตามตัวช้ีวดั แบบประเมนิ ระดับ 4 ดเี ยย่ี ม 4
ตอ่ ไปนี้ แผนผงั ความคดิ คะแนน = ทาได้ถูกต้องทุก
1. การกาหนดและเชือ่ มโยง ตัวชวี้ ัด
แนวความคดิ หลกั แนวความคิด ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
รอง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก
2. การเชอ่ื มโยงความรู้มีความ ระดับ 2 พอใช้ 2 คะแนน
สมเหตสุ มผล ถูกตอ้ ง ชดั เจน = ทาได้ถูกต้องจานวน
นอ้ ย
ระดบั 1 ปรับปรุง 1
คะแนน = ทาไดถ้ ูกต้อง
จานวนน้อยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย
7.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
ภาระ / ช้นิ งาน วิธกี ารวดั เคร่ืองมือ เกณฑท์ ใี่ ช้ ผู้ประเมิน
แบบประเมิน ระดบั 3 ดีเยี่ยม ผา่ นมี ครู
อ่านจบั ใจความ วดั ขณะนักเรียนอ่านจบั ใจความ การอา่ นคดิ ทกั ษะครบท้งั สามด้าน
วิเคราะห์ ส่ือ ระดบั 2 ดี 2 ผ่านมีทักษะ ครู
สาคัญตอบ สาคัญ ความ การอา่ น การคดิ
ระดับ 1 ปรับปรงุ ไม่ผา่ น
คาถามในใบ ดา้ นท่ี 1 อ่านทนั เวลาตามท่ี แบบประเมนิ มที ักษะการอา่ นด้านเดียว
แผนผงั ความคิด
งาน กาหนด ระดบั 4 ดเี ยย่ี ม 4
คะแนน = ทาได้ถูกต้องทกุ
ดา้ นท่ี 2 การคิด วเิ คราะห์ ตวั ชวี้ ัด
ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
เชอื่ มโยง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก
ด้านที่ 3 ความชัดเจนเขา้ ใจงา่ ย
ถูกต้องในการสอ่ื ความ
แผนผังความคิด วัดเมอื่ จบบทเรียน ตามตัวชีว้ ดั
ต่อไปน้ี
1. การกาหนดและเชื่อมโยง
แนวความคดิ หลัก แนวความคิด
รอง
2. การเช่อื มโยงความรู้มีความ
สมเหตุสมผล ถกู ตอ้ ง ชัดเจน