The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ ว30245

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by narumon, 2022-10-08 06:19:42

แผนการจัดการเรียนรู้ ว30245

แผนการจัดการเรียนรู้ ว30245

4

ระดับ 2 พอใช้ 2 คะแนน
= ทาได้ถูกต้องจานวน
นอ้ ย
ระดับ 1 ปรบั ปรงุ 1
คะแนน = ทาได้ถูกตอ้ ง
จานวนนอ้ ยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย

7.3 คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ วิธกี ารวดั เคร่อื งมือ เกณฑ์ทใี่ ช้ ผูป้ ระเมนิ
ครู
ภาระ / ช้นิ งาน สังเกตพฤตกิ รรม แบบประเมิน ไดค้ ะแนนแต่
1. มคี วามสนใจ ใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้
2. รับผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ - แสดงความคดิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ละข้อไม่น้อย
ตามเวลา
3. มวี ินัยในการทางาน เหน็ คุณค่าและ รว่ มกันในกลมุ่ ประสงค์ กว่าระดบั 3
ความสาคญั ของงาน
4. มีนา้ ใจ ใจกว้าง มเี หตุผล ยอมรบั - ความละเอยี ด
ฟงั ความคิดเห็นของผู้อืน่
5. ร่วมงานกับเพ่ือนในกลุ่มอยา่ ง รอบคอบของ

สรา้ งสรรค์ ผลงาน

- การควบคมุ เวลา

ทางานในกลุม่

8. คาถามสาคญั
1. ระยะเอ็มบรโิ อของสตั วแ์ ต่ละชนิดเหมอื นกันหรอื ไม่ และประกอบดว้ ยก่ีข้นั ตอน อะไรบา้ ง
2. การเจริญของสตั วท์ ี่มเี มทามอโฟซิสแตกตา่ งจากสัตวท์ ่ีไม่มีเมทามอร์โฟซสิ อยา่ งไร
3. เอม็ บริโอของไกจ่ ะพบปัญหาอะไรบ้างท่ีแตกต่างจากเอ็มบริโอของกบ
4. เอ็มบริโอของคน จะเหมือนหรอื แตกต่างจากกบและไก่หรือไม่อย่างไร

9. การจดั กระบวนการเรียนรู้
ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูสร้างความสนใจเก่ียวกับเรื่องท่ีจะเรียนโดยการให้ชมคลิปวีดีโอเก่ียวกับวงจรชีวิตของกบและไก่

และทบทวนความรู้เกย่ี วกบั การสืบพนั ธแุ์ บบอาศยั เพศทัง้ ทมี่ ีการปฏิสนธิภายนอกและการปฏิสนธิภายใน และ
สอบถามนกั เรยี นว่าหลังจากท่ีเกิดการปฏิสนธิมีกระบวนการอะไรเกดิ ขน้ึ บา้ ง ซึง่ คาดวา่ จะมนี กั เรยี นตอบวา่ มี
การเจริญเติบโตของไซโกตเป็นเอ็มบริโอ แล้วให้นักเรียนเขียนส่ิงท่ีรู้ และส่ิงท่ีอยากรู้ เกี่ยวกับการ

5

เจริญเติบโตของสัตว์ลงในกระดาษคนละสี แล้วให้ไปติดที่กระดาน ครูสุ่มอ่านสิ่งท่ีนักเรียนรู้เพื่อตรวจสอบ
ความเข้าใจคลาดเคลื่อน และตรวจสอบสิ่งท่ีนักเรียนอยากรู้ เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน
เรือ่ งการเจรญิ เตบิ โตของสัตวบ์ างชนดิ (KWL)

2. ครูรวบรวมสิ่งที่นักเรียนอยากรู้ เพื่อนามาอภิปราย เพื่อกาหนดสิ่งทจ่ี ะสารวจตรวจสอบได้ในคร้งั
นี้ และใหน้ ักเรยี นจดจุดประสงค์การเรยี นรู้ลงในสมุดบนั ทกึ

ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
1. ครูใหน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่มเป็น 6 กลมุ่ กล่มุ ละ 5 คน คละนกั เรียนเก่ง กลาง และออ่ น ใหอ้ ยู่ใน

แต่ละกลมุ่ เท่าๆ กนั
2. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้เรื่องการเจรญิ ระยะเอ็มบริโอของกบและไก่ แลว้ ตอบคาถามใน

ใบงาน ซงึ่ มีตัวอยา่ งคาถาม ดังน้ี
- ระยะเอม็ บรโิ อของกบมขี ้ันตอนในการเปล่ียนแปลงอย่างไรจงึ เปน็ ตวั เต็มวัย
(แนวทางการตอบคาถาม
เอ็มบรโิ อมกี ารเปล่ียนแปลง 4 ขน้ั ตอนด้วยกนั คือ
1. คลเี วจมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ หลายคร้ัง ทาให้ไดเ้ อ็มบริโอท่ปี ระกอบด้วยเซลล์จานวนมาก
2. บลาสทเู ลชันทไ่ี ด้จากการแบง่ เซลล์ มีการจดั เรยี งตวั เป็นช้นั โดยรอบ ทาให้ไดเ้ อ็มบรโิ อท่ีมีช่องว่าง

ตรงกลางบรรจขุ องเหลวอยเู่ ต็ม
3. แกสทรเู ลชัน มีการเคลอื่ นท่แี ละจัดเรียงตัวของเซลล์ ทาใหเ้ อม็ บริโอในระยะน้มี ีเน้อื เยือ่ 3 ชัน้
4. ออร์แกโนเจเนซิส เซลล์ในเนื้อเย่ือช้ันต่างๆ มีการเปล่ียนแปลงเพื่อทาหน้าที่เฉพาะและมีการ

พัฒนาเปน็ อวัยวะต่างๆ เอ็มบริโอในระยะน้จี ึงเรมิ่ มอี วยั วะต่างๆ)
- เซลลใ์ นระยะคลเี วจ บลาสทเู ลชัน และแกสทรูเลชันมีขนาดอยา่ งไรเมอื่ เปรียบเทยี บกับเซลลไ์ ซโกต

เพราะเหตุใด
(แนวทางการตอบคาถาม
เซลล์ของเอ็มบริโอในระยะคลีเวจ บลาสทูเลชัน และแกสทรูเลชันมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ไซโกต

เพราะเกิดจากกระบวนการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิสหลายครัง้ เป็นการเพิ่มจานวนเซลล์)
- การเจริญของสัตว์ท่ีมีเมทามอโฟซิสแตกต่างจากสัตว์ที่ไม่มีเมทามอร์โฟซิส อย่างไร พร้อมท้ัง

ยกตัวอยา่ งสตั วท์ ม่ี เี มทามอร์โฟซสิ แบบตา่ งๆ
(แนวทางการตอบคาถาม

6

สัตว์ที่มีเมทามอร์โฟซิส จะมีการเปล่ียนแปลงรูปร่างลักษณะการดารงชีวิตหลายครั้งในขณะท่ี
เอ็มบริโอมีการเจริญเตบิ โตเปน็ ตัวเตม็ วยั ถา้ ใชเ้ รอื่ งเมทามอรโ์ ฟซิสเปน็ เกณฑเ์ ราจะสามารถแบ่งสัตว์ไดเ้ ป็น 3
กลุม่ ใหญ่ๆ คือ

1. พวกท่ีมีเมทามอรโ์ ฟซสิ แบบสมบูรณ์ มีข้นั ตอนของการเปล่ียนแปลงครบ 4 ขน้ั คือ ไข่ ตัวหนอน
ดกั แด้ ตัวเต็มวยั เชน่ ผเี สื้อ แมลงวัน ยุง ด้วง มด

2. พวกทม่ี เี มทามอรโ์ ฟซสิ แบบไม่สมบูรณ์จะมีขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง 3 ขนั้ คอื ไข่ ตวั อ่อน
ตัวเตม็ วยั เชน่ ต๊กั แตน แมลงสาบ แมลงปอ แมลงดานา จง้ิ หรดี

3. พวกที่ไม่มีเมทามอร์โฟซิส จากไข่ที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวอ่อนที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนตัว
เต็มวยั แต่มขี นาดเล็กกว่า เช่น ตวั สามงา่ ม แมลงหางดีด)

- ขน้ั ตอนการเจริญเติบโตของไก่เหมือนหรอื แตกต่างจากกบอยา่ งไร
(แนวทางการตอบคาถาม
การเจริญเติบโตของเอม็ บรโิ อไก่มีขน้ั ตอนเหมือนกบคือเร่ิมจากคลีเวจ บลาสทูเลชัน แกสทรูเลชัน
และออรแ์ กโนเจเนซิส แตร่ ายละเอยี ดในแตล่ ะข้ันตอนจะตา่ งกันบา้ ง ท้ังนี้เพราะไข่ไก่มปี รมิ าณไข่แดง
มากกว่าไข่กบ และเอ็มบริโอไก่อยู่ในสภาพแวดล้อมตา่ งจากเอ็มบรโิ อกบ)
- เอ็มบริโอของไกจ่ ะพบปัญหาอะไรบ้างท่ีแตกต่างจากเอม็ บริโอของกบ
(แนวทางการตอบคาถาม
เอม็ บรโิ อของไก่ ซ่งึ เป็นสัตว์บกจะพบปญั หาเร่ืองการสูญเสียนา้ การกาจดั ของเสียและการ
แลกเปลยี่ นแกส๊ และอาหารเลย้ี งเอม็ บรโิ อทีม่ จี ากัด)
ระหว่างท่นี ักเรยี นทากิจกรรม ครสู งั เกตการณ์ทางานกล่มุ และให้คาแนะนาเมื่อนักเรยี นมีปญั หา

ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปสาระสาคัญท่ีได้จากการศึกษาใบความรู้และตอบคาถามในใบงาน โดย

เขียนเปน็ แผนผังมโนทัศน์ (Concept mapping) ลงในกระดาษแผ่นใหญ่ แล้วนาไปติดไว้ท่ีผนงั ห้อง แลว้ ให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มเดินเวียนดูผลงานของเพื่อนกลุ่มอื่น ใช้เวลากลุ่มละ 5 นาที ขณะเดินชมผลงานให้แต่ละ
กลุ่มปฏิบัติดงั น้ี (Gallery Walk)

- เขียนคาถามหรือขอ้ สงสยั บนผลงานท่ีดู
- ทาเครือ่ งหมาย / หรือ X เมื่อนกั เรยี นเหน็ ดว้ ย หรอื ไม่เหน็ ด้วย ลงบนผลงานที่ดู
ในขณะท่ีนักเรียนเดินชมผลงาน (คิดวิพากษ์) ครูสังเกตการณ์แสดงความคิดเห็นของนักเรียนแต่ละ
กลุม่ และดคู าถามทน่ี ักเรียนสงสัย

7

2. เมื่อครบกาหนดเวลาแล้ว ให้นักเรียนเดินกลับมาที่ผลงานของกลุ่มตนเอง ให้เจ้าของผลงานตอบ
คาถามท่ีเพื่อนถามไว้ และสรุปให้คนอ่ืนๆฟังทั้งช้ันเรียน นักเรียนในชั้นเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นจนได้
ข้อสรุป ครูฟังนักเรียนตอบคาถามและลงข้อสรุปเพ่ือตรวจสอบแนวความคิดหลักและความเข้าใจที่
คลาดเคลอื่ นของนักเรียน

3. ครูสรุปสาระสาคัญอีกคร้ังด้วย power point เพ่ือให้นักเรียนเกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน และเพ่ือ
ไมใ่ ห้เกดิ ความเข้าใจท่คี ลาดเคลอ่ื น

ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครสู อบถามนักเรยี นวา่ เอ็มบริโอของไก่ทมี่ ีปญั หาเรอ่ื งการสญู เสยี นา้ การกาจัดของเสียและการ

แลกเปลยี่ นแกส๊ นน้ั เอ็มบรโิ อของไก่มีโครงสรา้ งใดทช่ี ่วยในการแกป้ ัญหาน้ี
(แนวทางการตอบคาถาม
เอ็มบรโิ อไก่มเี ปลือกไข่ช่วยปอ้ งกันการสูญเสยี นา้ และแลกเปลยี่ นแก๊ส มถี ุงแอลแลนทอยสช์ ่วยในการ

กาจัดของเสยี )
2. ครูสอบถามนักเรยี นวา่ นักเรียนคิดวา่ การเจริญเตบิ โตของคน จะเหมอื นหรือแตกต่างจากกบและ

ไกห่ รือไม่อยา่ งไร
(แนวทางการตอบคาถาม
การเจรญิ เติบโตของเอ็มบรโิ อคนมีขั้นตอนเหมือนกบและไก่คือเรมิ่ จากคลเี วจ บลาสทูเลชนั แกสท

รเู ลชนั และออร์แกโนเจเนซสิ แตร่ ายละเอยี ดในแตล่ ะขน้ั ตอนจะตา่ งกัน เพราะเอม็ บริโอของคนไมม่ ีไข่แดง
สะสม และมีการขบั ถา่ ยของเสียออกทางรก)

ครูยกคาถามทง้ั สองนี้มาอภิปรายและหาคาตอบกนั และใหน้ กั เรียนไปสบื คน้ ขอ้ มลู เพ่มิ เตมิ ดว้ ย
ตนเอง

ข้นั ประเมิน (Evaluation)
1. ประเมนิ นักเรยี นจากการเล่นเกมส์ปรศิ นาอกั ษรไขว้เปน็ กลมุ่ โดยจะมีคาถามทงั้ หมด 10 ขอ้

กลุ่มใดที่สง่ เรว็ ทสี่ ดุ จะไดค้ ะแนน 5 คะแนน และกล่มุ ที่ส่งหลงั จากนั้นก็จะได้คะแนน 4 3 2 1 0 ตามลาดบั
และถา้ ตอบถูกทุกข้อกจ็ ะได้คะแนนเตม็ 10 คะแนน

2. ประเมนิ นกั เรยี นจากประจักษ์พยานและวิธ/ี เกณฑ์การประเมินตามสภาพจริงในสิ่งต่อไปนี้
- การอธบิ ายคาตอบ และการแสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั คาตอบที่ได้
- ตรวจสอบคาตอบของนักเรียนต่อคาถามที่อยากรใู้ นตอนแรก
- การทางานเปน็ กล่มุ

8

- แผนผงั มโนทัศน์
- การตอบคาถามสะท้อนความคดิ
- การอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียนสื่อความ
- คณุ ลักษณะอันพึงประสงคข์ องนกั เรยี น
10. ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ / แหลง่ เรยี นรู้
1. คลปิ วีดโี อเกีย่ วกบั วงจรชีวิตของกบและไก่
2. ใบความรู้ เร่อื งการเจรญิ เติบโตของสัตว์
3. ใบงาน เร่ืองการเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์
4. กระดาษแผ่นใหญ่ 1 แผ่นตอ่ กลมุ่
5. power point
11. กจิ กรรมเสนอแนะ
นกั เรียนสบื คน้ ความรู้เพม่ิ เติมจากแหลง่ ความรู้ต่างๆ เกย่ี วกับการเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์อ่นื ๆ
นอกเหนือจากหนังสือเรียน แล้วนาข้อมูลที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กบั เพื่อน

9

12. ข้อเสนอแนะ (ตรวจสอบ / นเิ ทศ / เสนอแนะ / รบั รอง)
12.1 หวั หน้ากลุม่ สาระการเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอื่
(นายปราโมทย์ อินทรบารงุ )

หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

12.2 รองผู้อานวยการกลุม่ บริหารวิชาการ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอื่
(นายอาทิตย์ เรียงสาทร)

รองผู้อานวยการกลมุ่ บรหิ ารวชิ าการ

12.3 ผู้อานวยการโรงเรียนชัยภูมิภักดชี ุมพล
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื
(นายปรีชา เคนชมภู)

ผ้อู านวยการโรงเรยี นชยั ภูมภิ ักดชี ุมพล

10

13. บันทึกผลหลังการจดั กระบวนการเรียนรู้
13.1 ผลการจดั กระบวนการเรยี นรู้

.............................................................................................. ................................................................................
.............................................................................................. ................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

13.2 ปญั หาและอุปสรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

13.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ..........................................................................

ลงชอื่
(นางสาวนฤมล งอกศลิ ป)์
ครผู สู้ อน

11

ใบความรู้ เรอื่ งการเจริญเตบิ โตของสัตว์

สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ก็ตาม ต่างก็เริ่มเจริญเติบโตมาจากเซลล์เริ่มต้นเพียงเซลล์
เดียวกัน ซ่ึงเซลล์สิ่งมีชีวิตจะต้องมีการเพิ่มขนาดเซลล์และเพิ่มจานวนเซลล์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือท้ังสอง
อย่างรวมกัน เรียกว่า การเติบโต (Growth) หลังจากเกิดการปฏิสนธิได้ ไซโกตซ่ึงเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียว
จากนั้นไซโกตก็แบ่งตัวเปลี่ยนสภาพไป เพื่อทาหน้าท่ีเฉพาะอย่าง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสทาให้ได้จานวน
เซลล์เพ่ิมมากข้ึนและเป็นผลให้เกิดการเจริญเติบโตของส่ิงมีชีวิตชนิดนั้น ซ่ึงตามปกติแล้วจะเกิดกระบวนการ
ต่าง ๆ 4 กระบวนการคอื

1. การเพ่มิ จานวนเซลล์ (cell multiplication) ในสิ่งมชี ีวิตทิ ่ีเปน็ เซลลเ์ ดียวเมอื่ มีการแบง่ เซลลเ์ พื่อ
เพ่มิ จานวนเซลลก์ จ็ ะทาให้เกิดการสบื พนั ธแ์ุ บบไม่อาศัยเพศขนึ้ สว่ นในพวกสิ่งมีชวี ิตหลายเซลลเ์ มอื่ เกดิ ปฏิสนธิ
แล้ว เซลลท์ ี่ไดก้ ็คือไซโกตซงึ่ จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีส เพื่อเพิ่มจานวนเซลล์ให้มากขึ้น ผลจากการเพิ่ม
จานวนเซลล์ทาใหไ้ ดเ้ ซลลม์ ากขึน้ และมีขนาดเพ่ิมขนึ้ การจะมเี ซลล์มากมายแค่ไหนกแ็ ล้วแต่ชนดิ ของสิ่งมชี ีวติ
น้ันว่ามขี นาดเลก็ หรือขนาดใหญ่เท่าใด

2. การเจริญเติบโต(growth) ในส่ิงมีชีวิตที่เป็นเซลล์เดียว การเพิ่มโพรโทพลาซึมก็จัดว่าเป็นการ
เจริญเติบโต เม่ือเซลล์ของส่ิงมีชีวิตแบ่งเซลล์ในตอนแรกเซลล์ใหม่ท่ีได้จะมีขนาดเล็กกว่าเซลล์เดิม ในเวลา
ต่อมาเซลล์ใหม่ท่ีได้จะสร้างสารต่าง ๆ เพิ่มมากข้ึน ทาให้ขนาดของเซลล์ใหม่ขยายขนาดข้ึน ซึ่งจัดเป็นการ
เจรญิ เติบโตดว้ ย ในสงิ่ มีชีวติ พวกท่ีเปน็ หลายเซลลผ์ ลการเพิ่มจานวนเซลล์กค็ ือการขยายขนาดให้ใหญ่โตขนึ้ ซง่ึ
จดั เป็นการเจริญเติบโตดว้ ยเชน่ เดยี วกนั

3. การเปล่ยี นแปลงของเซลล์ เพ่อื ไปทาหน้าที่ต่างๆ (cell differentiation) สง่ิ มีชวี ิตทเ่ี ป็นเซลล์เดียว
กม็ กี ารเปลย่ี นแปลงของเซลล์เพือ่ ไปทาหนา้ ทีต่ ่าง ๆเหมอื นกันเชน่ มีการสรา้ งเซลล์ท่ที นทานตอ่ สภาพแวดล้อม
ที่ไม่เหมาะสมได้ดี เช่นการสร้างเอนโดสปอร์(endospore) ของแบคทีเรีย หรือการสร้างเซลล์พิเศษท่ีเรียกว่า
เฮเทอโรซีสต์ (heterocyst) ในพวกสาหร่ายสีเขยี วแกมน้าเงิน ซ่งึ มีผนงั หนาและสามารถจบั แกส๊ ไนโตรเจนใน
อากาศเปลยี่ นเปน็ สารประกอบไนโตรเจนทม่ี ีประโยชนต์ ่อเซลล์ของสาหรา่ ยชนดิ นน้ั ๆ ได้

ในส่ิงมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์แบบมีเพศเม่ือไข่และอสุจิผสมกันก็จะได้เซลล์ใหม่คือไซโกตซ่ึงมีเพียงเซลล์
เดียว ต่อมาไซโกตจะแบ่งตัวเพิ่มจานวนให้มากข้ึน เซลล์ใหม่ท่ีได้จะเปลี่ยนแปลงไปเพ่ือไปทาหน้าที่ต่างๆกัน
เชน่ เซลล์กล้ามเนอื้ ทาหนา้ ท่ใี นการเคล่อื นทห่ี รือเคล่ือนไหว เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดงทาหน้าท่ลี าเลยี งแกส๊ ออกซิเจน

12

เซลล์ประสาททาหน้าที่ในการนากระแสประสาทเกี่ยวกับความรู้สึกและคาสั่งต่างๆ เซลล์ต่อมไร้ท่อทาหน้าที่
ต่างๆ กนั ไป เพ่อื ใหส้ ่งิ มีชวี ติ น้ันๆ สามารถดารงชวี ิตอย่ใู นสภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ กันได้

4. การเกิดรูปร่างท่ีแนน่ อน (Morphogenesis) เป็นผลจากการเพิ่มจานวนเซลล์การเจริญเติบโต การ
เปลี่ยนแปลงของเซลล์เพ่ือไปทาหน้าท่ีต่าง ๆ กระบวนการเหล่าน้ีจะเกิดข้ึนในระยะเอ็มบริโออยู่ตลอดเวลา มี
การสร้างอวัยวะต่าง ๆ ขึ้น อัตราเร็วของการสร้างในแต่ละแห่งบนร่างกายจะไม่เท่ากัน ทาให้เกิดรูปร่างของ
ส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดข้ึนโดยท่ีส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีแบบแผนและลักษณะต่าง ๆ เป็นแบบท่ีเฉพาะตัวและไม่
เหมือนกับสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน ๆ ลักษณะต่าง ๆ เหล่าน้ีจะเป็นลักษณะทางพันธุกรรม ซ่ึงถูกควบคุมโดยจี นบน
โครโมโซมของสิง่ มีชวี ิตชนิดน้ัน ๆ

การวดั การเติบโต (musurement of growth) เปน็ การวัดขนาดที่เพมิ่ มากขนึ้ ทาไดห้ ลายวธิ ี คือ

1. การวัดน้าหนักท่ีเพิ่มขึ้น หรือการหามวลของสิ่งมีชีวิตท่ีเพ่ิมขึ้น การวัดน้าหนักเป็นเกณฑ์ท่ีสาคัญที่
ใชใ้ นการวดั การเตบิ โต เพราะการที่นา้ หนักเพมิ่ ข้นึ ได้ก็เนื่องมาจากเซลล์ของรา่ งกายเพ่ิมมากขน้ึ หรือมีการสร้าง
และสะสมของสารต่าง ๆ ภายในเซลล์และร่างกายมากข้ึน การเพ่ิมของน้าหนักจะมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
กบั อัตราการเตบิ โต จึงเหมาะสมท่ีจะนามาใชใ้ นการวดั การเตบิ โตมากกวา่ เกณฑ์อ่นื ๆ

2. การวัดความสูงท่ีเพ่ิมขึ้น ความสูงท่ีเพิ่มข้ึนอาจไม่เป็นอัตราส่วนกับมวลหรือน้าหนักที่เพ่ิมข้ึนดังนนั้
การสัดความสงู จงึ เป็นการคาดคะเนการเตบิ โตเทา่ นน้ั

3. การวดั ปริมาตรที่เพ่ิมขนึ้ ความสูงทเ่ี พิ่มข้ึนมักจะสัมพนั ธ์กับน้าหนักที่เพิ่มข้ึน แต่การหาปริมาตรจะ
มีความยุ่งยากและลาบากกว่าการหานา้ หนักจงึ ไมน่ ิยมใชก้ ันมากนัก

4. การนับจานวนเซลลท์ ี่เพ่ิมข้ึน การนับจานวนเซลล์จะใช้กับสงิ่ มีชีวิตที่มีขนาดเล็ก ๆได้ เช่นการเพิ่ม
จานวนเซลลข์ องสาหรา่ ย แตจ่ ะใชก้ บั ส่งิ มีชวี ติ ขนาดใหญ่ ๆ ไม่ไดเ้ ลย จึงไมน่ ิยมใชเ้ ช่นกัน

เสน้ โคง้ ของการเติบโต (growth curve)

เส้นโค้งท่ีแสดงอัตราการเติบโตอาจจะวัดออกมาเป็นหน่วยน้าหนักที่เพ่ิมข้ึนต่อหนว่ ยเวลาที่เปลีย่ นไป
ส่งิ มชี วี ิตส่วนใหญจ่ ะมเี ส้นโคง้ ของการเตบิ โตเป็นรปู ตวั เอส(s) หรอื sigmoid curve เสมอ

13

ในสัตว์พวกที่มีโคร่งแข็งนอกตัว (exoskeleton) จะมีแบบแผนการเจริญเติบโตแตกต่างจากส่ิงมีชีวิต
ท่ัวไป ตัวอยา่ งเชน่ มวนน้าชนดิ หนงึ่ (Notonecta glaauca) จะมีเส้นโค้งการเติบโตดังน้ี

กข

ภาพท่ี 1 เส้นโค้งการเติบโต (ก) มนษุ ย์ (ข) สัตว์ที่มีการลอกคราบ

การท่ีมีเส้นโค้งการเติบโตเปน็ ข้ัน ๆ เน่ืองจากสัตวพ์ วกนี้ต้องมีการลอกคราบ ระยะที่ลอกคราบใหม่ ๆ
จะมีการเจริญเติบโตอย่างมากทาให้เส้นโค้งการเติบโตชันมาก แตห่ ลังจากนั้นการเติบโตจะลดลงและมีการเพ่ิม
นา้ หนกั เพยี งเลก็ น้อยเทา่ น้นั เสน้ โคง้ ปกติจงึ มีความชันน้อยไปด้วย

การเจริญเตบิ โตในระยะเอ็มบริโอของสตั ว์
การแบง่ เซลลข์ องไซโกต
1. คลีเวจ (cleavage) เป็นการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสของโกตทั้งในแนวด่ิงและแนวขวางผลคือ

ทาใหเ้ ซลลเ์ พมิ่ ขึ้นจาก 1 เป็น 2, 4, 6, 8,…… การแบง่ เซลล์ของคลเี วจมี 2 แบบ
1.1 แบ่งตลอดเซลล์ไซโกต (holoblastic cleavage) เป็นการแบ่งไซโกตออกอย่างสมบูรณ์

ทาให้ได้ 2 เซลล์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือเซลล์ท่ีได้มีขนาดเท่ากัน ได้แก่ ไข่ของเม่นทะเลและดาวทะเล และ
เซลล์ทีไ่ ดม้ ขี นาดไม่เท่ากนั ได้แก่ ไขข่ องพวกสตั วส์ ะเทนิ บกสะเทนิ น้า

1.2 แบ่งไม่ตลอดเซลล์ไซโกต (meroblastic cleavage) เป็นการแบ่งไซโกตเฉพาะบริเวณ
แอนิมัลโพล (animal pole) ส่วนวิจีทัลโพล (vegetal pole) ไม่มีการแบ่งเน่ืองจากมีไข่แดงสะสมอยู่มาก
ได้แกไ่ ขข่ องพวกสัตว์เลอื้ ยคลานและสตั ว์ปีก

14

ภาพที่ 2 การแบง่ เซลล์ของไซโกตในระยะคลีเวจของเม่นทะเลและกบ
2. บลาสทูลา (blastula) เมื่อไซโกตถูกแบ่งให้เล็กลงโดยไมม่ ีการเพิ่มพืน้ ทีข่ องเซลล์ผลสุดท้ายจะได้
เซลล์ใหม่ (blastomeres หรือ cleavage cell) ประมาณ 100 – 250 เซลล์แล้ว จะอัดตัวกันแน่นเป็นรปู ทรง
กลม (spherical shape) แล้วจะมีการเคล่ือนตัวของเซลล์ ทาให้เกิดช่องกลวงข้ึนตรงกลาง (central cavity)
ภายในมีของเหลวบรรจุอยู่เต็ม เรียกว่า บลาสโทซีส (blastocoel) ซึ่งเป็นลักษณะสาคัญของระยะบลาสทูลา
ส่วนชั้นของเซลล์ท่ีล้อมรอบบลาสโทซีลอยู่เรียกว่าบลาสโทเมียร์ (blastomere) ชั้น ของบลาสโทเมียร์จะมีก่ี
ชนั้ แลว้ แต่ชนิดของไข่ เชน่ ไข่ท่มี ปี รมิ าณไขแ่ ดงนอ้ ยจะมีชัน้ เดยี ว สว่ นไขท่ ีม่ ีไขแ่ ดงปานกลางจะมีเซลล์หลายช้นั
แต่ละเซลล์ในบลาสทูลาจะมีขนาดเล็กและมวลท้ังหมดของบลาสทูลาจะน้อยกว่าเซลล์ไข่ที่ปฏิสนธิ
ใหม่ๆ เน่ืองจากอาหารท่สี ะสมอย่ภู ายในถกู ใชไ้ ปในกระบวนการแบ่งเซลลร์ ะยะแรก

ภาพที่ 3 การเจรญิ ระยะเอม็ บริโอของแหลนทะเล (lancet)

15

3. แกสทรูลา (gastrula) เป็นระยะที่บลาสทูลาท่ีมีเซลล์เพียงช้ันเดียว (single layered blastula)
มีการเปล่ียนรูปทรงกลมที่มีเซลล์ 2 ชั้น (double-layered sphere) ซึ่งคือระยะแกสทรูลานั้นเอง โดยการบุ๋ม
เขา้ ของผนังบลาสทูลา ทาใหบ้ ลาสโทซีลเล็กลง และเกิดช่องใหมข่ ้ึนคือ อารเ์ คนเทอรอน

(arechenteron) หรือแกสโทรซีล (gastrocoel) ซ่ึงจะเจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็นทางเดินอาหาร ในระยะน้ีจะ
เกิดเนื้อเย่ือช้ันต่าง ๆ ข้ึนคือ เน้ือเยื่อช้ันนอก(ectoderm) เน้ือเย่ือช้ันกลาง (mesoderm)และเน้ือเยื่อช้ันใน
(endoderm)

ภาพท่ี 4 การเปลยี่ นแปลงในระยะแกสทรูลาของเอม็ บริโอเม่นทะเล

การเกดิ รปู รา่ งของเอ็มบริโอ (embryogenesis)

เปน็ การเปลยี่ นแปลง เน้ือเย่ือช้ันต่าง ๆเปน็ รูปร่างของเอม็ บริโอทส่ี มบูรณต์ อ่ ไป ซง่ึ ประกอบดว้ ย

- อวัยวะท่เี ปลย่ี นแปลงมาจากเนอื้ เย่อื ชั้นนอก

1) ผวิ หนงั (skin) ขน (hair) ขนนก (feathers) เขา (horn) เลบ็ (nail) เกลด็ (scale) กีบ

สัตว์ (hoof)

2) ส่วนของปลาได้แก่ ต่อมในปาก ส่วนท่ีคลุมล้ินและริมฝีปาก เคลือบฟัน ต่อมใต้สมอง
ส่วนหนา้ และต่อมใต้สมองสว่ นกลาง(ส่วนทั้งสองเปลีย่ นแปลงมาจากเยือ่ บุชอ่ งปาก)

3) ระบบประสาท ได้แก่ สมอง (brain) ไขสันหลัง (spinal cord) เส้นประสาทสมอง
(cranial nerve) เส้นประสาทไขสันหลัง (spinal nerve) ระบบประสาทอัตโนมัติ ส่วนที่รับความรู้สึกของ
อวัยวะรับสัมผัส (sensory part of sensory organ) ต่อมหมวกไตส่วนเมดัลลา (medulla of adrenal
gland) และต่อมใตส้ มองสว่ นท้าย (สว่ นท้ังสองน้ีเปลี่ยนแปลงมาจากระบบประสาท)

- อวัยวะทีเ่ ปลยี่ นแปลงมาจากเน้อื เยือ่ ชัน้ กลาง

16

1) ระบบกล้ามเนื้อ ได้แก่ กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) กล้ามเน้ือลาย (striated
muscle) กล้ามเน้อื หัวใจ (cardiac muscle)

2) โครงกระดูก ได้แก่ กระดูกอ่อน (cartilage) กระดูกแข็ง (bone) และเนื้อเย่ือเก่ียวพัน
(connective tissue)

3) ระบบขับถ่าย ได้แก่ ไต (kidneys) ท่อต่าง ๆในระบบขับถ่าย ได้แก่ ท่อรวม กรวยไต ท่อ
ไต

4) ระบบสืบพันธ์ุ ได้แก่ รังไข่ (ovary) อัณฑะ (testis) ท่อในระบบสืบพันธ์ุ (ducts) และ
อวยั วะชว่ ยสบื พนั ธ์อุ ืน่ ๆ (accessory sex organ) เช่นตอ่ มลกู หมาก ตอ่ มสรา้ งนา้ เลย้ี งอสจุ ิ

5) ระบบหมุนเวียนโลหิต ได้แก่ หัวใจ (heart) เส้นเลือด (blood vessel) เลือด (blood)
มา้ ม (spleen) อวัยวะน้าเหลือง (lymphatic organ) เนอื้ เยือ่ สร้างเลือด (blood-formings tissue)

- อวยั วะทีเ่ ปลยี่ นแปลงมาจากเนือ้ เย่อื ช้ันใน

1) ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คอหอย (pharynx) หลอดอาหาร(esophagus) กระเพาะ
อาหาร (stomach) ลาไส้ (intestine) ตับ (liver) ตับอ่อน (pancreas) สาหรับตับและตับอ่อนไม่ได้เป็น
ทางเดินอาหารแต่เป็นอวัยวะท่ชี ว่ ยในการย่อยอาหาร

2) ระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ กล่องเสียง (larynx) หลอดลมคอ (trachea) หลอดลม
(bronchus) ปอด (lung) เหงอื กของปลา

3) อ่ืน ๆ ได้แก่ หูส่วนกลาง (middle ear) ต่อมทอนซิล (tonsil) ต่อมไทรอยด์ (thyroid
gland) ต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid gland) แอนแลนทอยส์ (allantois) กระเพาะปัสสาวะ (urethra)
ถงุ ไข่แดง (yolk sac)

การเจรญิ ระยะเอ็มบรโิ อของกบ

ไขก่ บมลี ักษณะกลม คร่ึงบนมสี ีเทาเขม้ เกือบดา คร่งึ ล่างมสี ีขาวเหลอื งเปน็ บริเวณท่ีมไี ข่แดงซ่ึงเป็น
อาหารสะสมอยู่หนาแน่น ขณะไข่กบลอยน้าดา้ นสดี าจะอยูด่ า้ นบน ทาให้กลมกลืนกบั สีของผวิ นา้ และรับความ
รอ้ นจากแสงสวา่ งได้ดี ดา้ นท่ีมีสีขาวเหลอื งอละมีไข่แดงหนาแน่นจะหนกั กว่า จงึ อยดู่ า้ นล่าง

17

ไข่กลมเม่ือถูกผสมจากอสุจิเป็นไซโกตแล้ว ก็จะแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสจาก 1 เป็น 2 4 8 ไปเรื่อยๆ
โดยท่ีขนาดของเซลล์เล็กลงทุกที ในขณะที่จานวนเซลล์เพ่ิมข้ึนระยะน้ีเรียกว่า คลีเวจ (cleavage) จนได้
เอ็มบริโอรปู ร่างคล้ายน้อยหน่าเรยี กว่า มอรูลา (morula) จากนนั้ เซลล์ทอ่ี ย่ดู ้านในจะเคลอ่ื นทแี่ ยกออกจากกัน
ทาให้เกิดช่องว่างขึ้น ระยะน้ีเรียกว่า บลาสทูลา (blastula) และต่อมาพบว่าเซลล์ท่ีอยู่ด้านบนจะมีการแบ่ง
เซลล์อย่างรวดเร็วกว่าเซลล์ท่ีอยู่ด้านล่าง มีผลทาให้เซลล์ด้านบนเคลื่อนที่ลงมาคลุมด้านล่างไว้ พร้อมทั้งดัน
เซลล์ด้านล่างให้บุ๋มเข้าไปข้างบน แล้วเซลล์ด้านบนที่แบ่งลงมาก็เคล่ือนท่ีตามเข้าไป ผลจากการเคล่ือนย้าย
เซลล์ท่ีเกิดข้ึนดังกล่าว มีผลทาให้เซลล์ต่าง ๆ ของตัวอ่อนเรียงกันเป็นช้ัน ๆและมีช่องใหม่เกิดข้ึนคือ แกสโทร
ซสี (gastrocoel) ซงึ่ บริเวณปากชอ่ งแกสโทรซีสคอื บลาสโทพอร์ ซึ่งทั้ง

สว่ นจะเจรญิ เป็นทางเดินอาหาร โดยพบวา่ สว่ นของบลาสโทพอร์จะเจริญเป็นทวารหนัก ส่วนตรงขา้ มกับบลาส
โทพอร์ จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นปาก ดังน้ันกบจึงเป็นสัตว์ท่ีมีทวารหนักเกิดก่อนปาก (dueterostrome)
ในขณะที่บลาสโทซีสจะมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ เน่ืองจากถูกเบียดจนแฟบและหายไปในขณะท่ีช่องแกสโทรซีล
ขยายใหญข่ น้ึ

ภาพที่ 5 การเปลีย่ นแปลงในระยะแกสทรูลาของเอ็มบรโิ อกบ

Egg Cleavage Morula Blastula Glastrula

ภาพท่ี 6 การเจรญิ ในระยะตา่ ง ๆ ของเอ็มบรโิ อกบ

18

การเจริญระยะเอ็มบริโอของไก่
เซลล์ของไข่ไก่คือส่วนที่เรียกว่าไข่แดงเท่าน้ัน ไข่ขาวและเปลือกไข่เป็นส่วนประกอบที่อยู่ภายนอก

เซลล์ ไก่มีการปฏิสนธิภายในตัว (internal fertilization) อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่ก่อนท่ีจะมีการไข่ขาวและ
เปลือกไข่มาหุม้ เซลลข์ องไขไ่ ก่จะเตม็ ไปด้วยไข่แดง มีเพียงบริเวณเลก็ ๆ ใกล้ ๆ ผิวเซลลเ์ ท่านัน้ ท่ไี ม่มไี ข่แดงอยู่
ส่วนเล็ก ๆ น้ีมีนิวเคลียสและไซโทพลาซึมอยู่ (germinal spot) ไข่แดงเป็นอาหารสะสมสาหรับเลี้ยงตัวอ่อนที่
อยู่ในแวคิวโอลของเซลล์ (food vacuole) เมื่ออสุจิเข้าปฏิสนธิกับนิวเคลียสของไข่ก็จะได้ไซโกตและคลีเวจ
ทันที การแบ่งเซลล์น้ีจะเกิดจะเกิดขึ้นเร่ือยๆ จนได้เอ็มบริโอระยะมอรูลา บลาสทูราและแกสทรูลา ตามลาดับ
ซ่ึงจะทาให้จุดบนไข่แดงเกิดเป็นบริเวณกว้างขึ้น เรียกว่า germinal disc หรือ embryonic disc แกสทรูลา
ของเอ็มบริโอได้เริ่มด้วยการแยกชั้นของเซลล์ในระยะบลาสทูลาออกเป็น 2 ชั้น ช้ันบนเรียกว่า เอพิบลาสต์
(epiblast) ซงึ่ จะเจริญเปลย่ี นแปลงไปเปน็ เนื้อเยื่อช้นั นอก ส่วนชั้นล่าง (hypoblast) ซ่งึ จะเจรญิ ไปเปน็ เนอื้ เยื่อ
ชั้นในช่องระหว่างชั้นทั้งสองเรียกว่า บลาสโทซีล (blastocoel) ระยะแกสทรูลาจะเกิดการเคล่ือนที่ของเซลล์
ชั้นเอพบิ ลาสตเ์ ข้าไปใน ชอ่ งบลาสโทซีล ซ่ึงจะเจริญพฒั นาไปเป็นเน้อื เย่อื ช้นั กลาง

เนอ้ื เย่ือทง้ั 3 ช้นั จะเจรญิ ไปเปน็ อวยั วะตา่ งของไก่ นอกจากเจรญิ ไปเปน็ อวัยวะตา่ ง ๆแลว้ ยงั เจรญิ ไป
เป็นโครงสรา้ งท่อี ยู่นอกเอ็มบรโิ อ (extraembryonic structure) 4 อย่างคือ ถุงไข่แดง (yolk sac) ถงุ นา้ ครา่
(amnion) คอเรียน (chorion) และแอลแลนทอยส์ (allantois) โครงสร้างเหล่าน้จี าเป็นสาหรบั สง่ิ มชี ีวติ ท่ี
ออกลูกเป็นไข่

1. ถุงไขแ่ ดง (yolk sac) ภายในบรรจุอาหารคือไข่แดงไวม้ เี สน้ เลือดมาเล้ียงมากมาย โดยนาอาหารไป
เล้ยี งตวั ออ่ น ถงุ ไขแ่ ดงเจรญิ มาจากเนื้อเยอ่ื ชน้ั ในและบางสว่ นของเน้อื เยื่อส่วนกลาง เจรญิ แผล่ งไปล้อมรอบไข่
แดงซึ่งอยขู่ า้ งล่างแลว้ มกี ารสรา้ งเสน้ เลือดเพ่ือลาเลยี งอาหารจากเซลลเ์ อนโดเดอร์มลั (endodermal cell) ไป
เลย้ี งตวั ออ่ น

ภาพท่ี 7 แสดงสว่ นประกอบตา่ งๆ ของไข่ไก่ และการพฒั นาของเอม็ บริโอหลังปฏิสนธิ 4 วัน

19

2. แอนแลนทอยส์ (allantois) เจรญิ จากเนอื้ เย่ือชั้นใน สว่ นเน้ือเยื่อช้นั กลางเจรญิ เปน็ เสน้ เลือดไป
เล้ียงถุงแอนแลนทอยส์จะค่อยๆ เจรญิ ออกจากตัวเอ็มบรโิ อแทรกชิดไปกบั เปลือกไข่ ถุงแอนแลนทอยส์ทา
หนา้ ท่ี แลกเปล่ียนแกส๊ กบั ภายนอกและเก็บของเสยี พวกกรดยูรกิ (uric acid) ซ่งึ เอม็ บริโอขบั ออกมา เมื่อ
เอม็ บริโอมีอายุมากขึน้ ถงุ แอนแลนทอยสก์ ็มขี นาดใหญ่ขึ้นด้วย

3. ถงุ น้าครา่ (amnion) และคอเรียน (chorion) ถงุ ทง้ั สองเกดิ จากการพับซอ้ น (folding) ของเน้ือเย่ือ
ชั้นนอกและเน้ือเย่ือชั้นกลาง เรียกว่า แอมนิโอติกโฟลด์ (amniotic fold) การพับซ้อนโดยการยกตัวขึ้นไป
เหนือเอ็มบริโอ แล้วเคล่ือนที่ไปเชื่อมกันเป็นถุงน้าคร่า ต่อมามีการหลั่งของเหลวเข้าไปในถุงทาให้ถุงมีขนาด
ใหญ่ข้ึน เอ็มบริโอจึงลอยตัวอยู่อย่างอิสระ เป็นการช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนจากภายนอกให้แก่
เอ็มบริโอ เยื่อด้านในที่เช่ือมกันคือถุงน้าคร่าอยู่ใกล้เอ็มบริโอ ส่วนเยื่อด้านนอกคือคอเรียนหุ้มอยู่รอบนอกโดย
ล้อมรอบเอ็มบริโอและโครงสร้างท่ีอยู่นอกเอ็มบริโอทั้งหมดไว้ระหว่างถุงน้าคร่าและคอเรียนเป็นช่องเรียกว่า
ช่องคอรโิ อนกิ (chorionic cavity) ซงึ่ ตดิ ตอ่ ไปถงึ ช่องเอ็มบริโอได้

4. เปลือกไข่ (shell) ทาหน้าที่ป้องกันส่วนประกอบท้ังหมดภายในไข่และป้องกันการสูญเสียน้าได้
อย่างดีทาให้ภายในไข่ดารงสภาพปกติไว้ได้

ภาพที่ 8 แสดงการพัฒนาของเอม็ บริโอไกภ่ ายในไข่ในชว่ งเวลาตา่ ง ๆ
การเจริญเติบโตหลังระยะเอม็ บรโิ อของสตั ว์

สัตว์บางชนิดเช่น แมลงและกบ มีการเปล่ียนแปลงรูปร่างขณะเจริญเติบโต โดยรูปร่างขณะที่เป็นตัว
ออ่ นและตัวเต็มวัยแตกต่างกันมาก เรียกการเปลย่ี นแปลงแบบนว้ี า่ เมทามอร์โฟซสิ (metamorphosis)

20

1. เมทามอร์โฟซสิ ของแมลง แบ่งออกเปน็ 4 แบบคือ

1.1 ไม่มีเมทามอรโ์ ฟซสิ (without metamorphosis) ตัวอ่อนท่ฟี ักออกจากไข่มีรูปร่างเหมือนกับ
พ่อแม่ทุกอย่าง แล้วตัวอ่อนก็ค่อย ๆ เจริญเติบโตแล้วลอกคราบเจริญเป็นตัวเต็มวัยต่อไป เช่น แมลงสามง่าม
แมลงหางดดี

1.2 มีเมทามอรโ์ ฟซสิ แบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual metamorphosis) ตวั ออ่ นท่ีฟักออกมาจาก
ไข่มีรูปร่างคล้ายพ่อแม่ แต่มีอวัยวะบางอย่างไม่ครบ เช่น ไม่มีปีก เม่ือแมลงโตขึ้นและลอกคราบปีกจะเริ่มงอก
ข้ึนเรียกตัวอ่อนระยะน้ีว่า นิมฟ์ (nymph) ต่อจากนั้นก็จะมีการลอกคราบหลายครั้งและเจริญเป็นตัวเต็มวัย
ต่อไป เช่น ตก๊ั แตน แมลงสาบ ปลวก เหา ไรไ่ ก่ จักจน่ั

1.3 มีเมทามอร์โฟซิสแบบไมส่ มบูรณ์ (incomplete metamorphosis) มลี ักษณะคลา้ ยแบบค่อย
เป็นค่อยไป แต่ขณะท่ีเจริญเติบโตนั้น มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างมากกว่า ตัวอ่อนมักเจริญอยู่ในน้า หายใจด้วย
เหงือกเรียกว่า ไนแอด (naiad) ต่อจากนั้นตัวอ่อนจะลอกคราบขึ้นมาอยู่บนบกและหายใจด้วยระบบท่อลม
เชน่ ชีปะขาว แมลงปอ

1.4 มีเมทามอร์โฟซิสแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) โดยมีการเจริญเปลี่ยนแปลง
รปู รา่ งของร่างกาย เป็น 4 ขน้ั ตอนด้วยกนั คอื ไข่ (egg) แล้วฟักเปน็ ตัวออ่ นหรือตัวหนอน(larva) ซงึ่ กินอาหาร
เก่งมากและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ต่อจากน้ันจึงเป็นดักแด้(pupa) หยุดกินอาหารมักใช้ใยหรือใบไม้หุ้มตัว
และฟักตัวอยู่ระยะหน่ึง ตัวเต็มวัย (adult) ออกจากเกราะและสืบพันธุ์ได้ต่อไป เช่น ด้วง ผีเสื้อ แมลงวัน ยุง
ผ้ึง ไหม เปน็ ต้น

2. เมทามอรโ์ ฟซิสของกบ

กบมีการผสมพันธ์ุและวางไข่ในน้า ซึ่งตามปกติแล้วฤดูผสมพันธ์ุนั้นคือฤดูฝน ไข่ไม่มีเปลือกหุ้มแต่
มีวุ้นหุ้มอยู่รอบ ๆ หลังจากปฏิสนธิตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่เป็นลูกอ๊อด (tadpole) ว่ายน้าและหายใจด้วย
เหงือกซ่ึงอยู่ภายนอก (external gill) มีการงอกขาหลังและขาหน้าตามลาดับ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง
โดยส่วนหางหดสั้นเข้า ข้ึนมาอาศัยอยู่บนบกได้ หายใจด้วยปอดและผิวหนังแทนเหงือก พออายุได้ 3 ปีก็จะ
เป็นกบทสี่ มบรู ณ์และสบื พันธุไ์ ด้ตอ่ ไป

21

ไข่
ลูกออ๊ ด
ลูกกบ

ภาพที่ 9 วงชีวติ ของกบ

22

ใบงาน เร่อื งการเจริญเติบโตของสัตว์

1. ระยะเอม็ บรโิ อของกบมขี นั้ ตอนในการเปล่ียนแปลงอย่างไรจงึ เป็นตัวเต็มวัย
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. เซลล์ในระยะคลีเวจ บลาสทูเลชัน และแกสทรูเลชันมีขนาดอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ไซโกต
เพราะเหตใุ ด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
3. การเจริญของสัตว์ท่ีมีเมทามอโฟซิสแตกต่างจากสัตว์ท่ีไม่มีเมทามอร์โฟซิส อย่างไร พร้อมท้ังยกตัวอย่าง
สัตวท์ มี่ เี มทามอร์โฟซสิ แบบตา่ งๆ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
4. ข้นั ตอนการเจริญเตบิ โตของไกเ่ หมือนหรือแตกตา่ งจากกบอยา่ งไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
5. เอ็มบรโิ อของไก่จะพบปัญหาอะไรบา้ งที่แตกต่างจากเอ็มบรโิ อของกบ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

23

เฉลยใบงาน เรือ่ งการเจริญเติบโตของสตั ว์

1. ระยะเอม็ บรโิ อของกบมขี ้ันตอนในการเปลี่ยนแปลงอยา่ งไรจึงเป็นตัวเตม็ วัย
(เอม็ บรโิ อมีการเปลี่ยนแปลง 4 ขนั้ ตอนด้วยกันคือ
1. คลเี วจมีการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสหลายคร้ัง ทาใหไ้ ด้เอม็ บริโอที่ประกอบดว้ ยเซลลจ์ านวนมาก
2. บลาสทเู ลชนั ท่ไี ด้จากการแบ่งเซลล์ มกี ารจัดเรียงตัวเป็นชน้ั โดยรอบ ทาให้ได้เอม็ บรโิ อที่มีชอ่ งว่าง

ตรงกลางบรรจุของเหลวอยเู่ ต็ม
3. แกสทรเู ลชัน มกี ารเคลื่อนท่ีและจดั เรียงตวั ของเซลล์ ทาใหเ้ อ็มบรโิ อในระยะนม้ี เี น้ือเยอื่ 3 ชนั้
4. ออร์แกโนเจเนซิส เซลล์ในเนื้อเย่ือชั้นต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทาหน้าที่เฉพาะและมีการ

พฒั นาเป็นอวยั วะตา่ งๆ เอม็ บริโอในระยะน้จี ึงเรม่ิ มีอวยั วะต่างๆ)

2. เซลล์ในระยะคลีเวจ บลาสทูเลชัน และแกสทรูเลชันมีขนาดอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับเซลล์ไซโกต
เพราะเหตใุ ด

(เซลล์ของเอ็มบริโอในระยะคลีเวจ บลาสทูเลชัน และแกสทรูเลชันมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ไซโกต
เพราะเกดิ จากกระบวนการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสหลายครงั้ เปน็ การเพมิ่ จานวนเซลล์)

3. การเจริญของสัตว์ที่มีเมทามอโฟซิสแตกต่างจากสัตว์ท่ีไม่มีเมทามอร์โฟซิส อย่างไร พร้อมท้ังยกตัวอย่าง
สตั ว์ทมี่ ีเมทามอร์โฟซิสแบบต่างๆ

(สัตว์ท่ีมีเมทามอร์โฟซิส จะมีการเปล่ียนแปลงรูปร่างลักษณะการดารงชีวิตหลายคร้ังในขณะที่
เอม็ บรโิ อมกี ารเจริญเตบิ โตเปน็ ตัวเตม็ วัย ถา้ ใช้เรอ่ื งเมทามอรโ์ ฟซสิ เป็นเกณฑ์เราจะสามารถแบ่งสัตว์ได้เป็น 3
กลมุ่ ใหญ่ๆ คือ

1. พวกทีม่ เี มทามอรโ์ ฟซสิ แบบสมบรู ณ์ มขี นั้ ตอนของการเปล่ยี นแปลงครบ 4 ขนั้ คือ ไข่ ตวั หนอน
ดกั แด้ ตัวเตม็ วัย เช่น ผเี สื้อ แมลงวนั ยุง ดว้ ง มด

2. พวกทมี่ เี มทามอรโ์ ฟซสิ แบบไม่สมบรู ณ์จะมีขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง 3 ข้ัน คอื ไข่ ตวั อ่อน
ตัวเตม็ วัย เช่น ตก๊ั แตน แมลงสาบ แมลงปอ แมลงดานา จง้ิ หรดี

3. พวกที่ไม่มีเมทามอร์โฟซิส จากไข่ที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวอ่อนที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนตัว
เต็มวยั แตม่ ีขนาดเลก็ กวา่ เชน่ ตวั สามง่าม แมลงหางดดี )

24

4. ขั้นตอนการเจริญเตบิ โตของไกเ่ หมือนหรือแตกตา่ งจากกบอย่างไร
(การเจริญเติบโตของเอ็มบริโอไก่มีข้ันตอนเหมือนกบคือเริ่มจากคลีเวจ บลาสทูเลชัน แกสทรูเลชัน

และออร์แกโนเจเนซิส แต่รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนจะต่างกันบ้าง ทั้งน้ีเพราะไข่ไก่มีปริมาณไข่แดง
มากกวา่ ไข่กบ และเอม็ บรโิ อไกอ่ ยู่ในสภาพแวดล้อมต่างจากเอ็มบรโิ อกบ)

5. เอม็ บรโิ อของไกจ่ ะพบปัญหาอะไรบา้ งท่ีแตกตา่ งจากเอ็มบริโอของกบ
(เอ็มบริโอของไก่ ซึ่งเป็นสัตว์บกจะพบปัญหาเร่ืองการสูญเสียน้า การกาจัดของเสียและการ

แลกเปลยี่ นแก๊ส และอาหารเล้ยี งเอม็ บริโอทมี่ ีจากดั )

25

ปรศิ นาอกั ษรไขว้ เร่ือง การเจรญิ เตบิ โตของสตั ว์

แมลง ปอ

ก ค ลี เ ว จ

แ ม ล ง ส า ม ง่ า ม ม

ทท

รู า

เบ ม

แ อ ล แ ล น ท อ ย ส์ อ

ชั า ร์

ค อ เ รี ย น ส โ

ม ทู ฟ

ทเ ซิ

นา ล ส

ม ชั แ

อน บ

ร์ บ

โส

ฟม

ซิ บู

สร

ณ์

แนวนอน

1. แมลงท่มี เี มทามอรโ์ ฟซสิ แบบไม่สมบรู ณ์ ไดแ้ ก่

2. แมลงทไ่ี มม่ เี มทามอรโ์ ฟซสิ ไดแ้ ก่

3. โครงสร้างของเอม็ บรโิ อไก่สว่ นใดที่ทาหนา้ ทเี่ กบ็ ของเสยี ประเภทกรด

4. โครงสรา้ งใดในเอ็มบริโอไก่ทที่ าหน้าทแี่ ลกเปล่ียนแกส๊

5. ของเหลวท่ที าหนา้ ทปี่ อ้ งกันการกระทบกระเทอื นและไม่ให้เอ็มบรโิ อแห้ง เรยี กวา่ อยา่ งไร

6. เอ็มบรโิ อระยะทีม่ ีการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิสเพอื่ เพมิ่ จานวนเซลล์ เรียกวา่

แนวตั้ง

1. เอม็ บรโิ อระยะใดที่มีการจัดเรียงตวั ของเน้อื เย่อื เปน็ 3 ช้ัน

2. กระบวนการเปลี่ยนแปลงรปู ร่างขณะเจรญิ เติบโต โดยรูปรา่ งขณะท่ีเปน็ ตวั ออ่ นและตัวเต็มวยั แตกตา่ งกันมาก

เรียกวา่ อย่างไร

3. เอ็มบริโอระยะใดทีม่ ีมกี ารจัดเรียงตวั เปน็ ชนั้ อยรู่ อบนอก และมชี ่องตรงกลางบรรจุของเหลวอยู่เตม็

4. ผีเสือ้ มีเมทามอร์โฟซิสแบบใด

26

เฉลยปริศนาอักษรไขว้ เรอื่ ง การเจรญิ เติบโตของสัตว์

แมลง ปอ

ก ค ลี เ ว จ

แ ม ล ง ส า ม ง่ า ม ม

ทท

รู า

เบ ม

แ อ ล แ ล น ท อ ย ส์ อ

ชั า ร์

ค อ เ รี ย น ส โ

ม ทู ฟ

ทเ ซิ

นา ล ส

ม ชั แ

อน บ

ร์ บ

โส

ฟม

ซิ บู

สร

ณ์

แนวนอน

1. แมลงทม่ี ีเมทามอร์โฟซิสแบบไม่สมบูรณ์ ได้แก่ (แมลงปอ)

2. แมลงที่ไม่มเี มทามอรโ์ ฟซิสได้แก่ (แมลงสามง่าม)

3. โครงสรา้ งของเอม็ บรโิ อไกส่ ว่ นใดท่ที าหนา้ ที่เกบ็ ของเสยี ประเภทกรด (แอลแลนทอยส)์

4. โครงสร้างใดในเอม็ บรโิ อไก่ทที่ าหน้าที่แลกเปลยี่ นแก๊ส (คอเรียน)

5. ของเหลวท่ีทาหน้าที่ป้องกนั การกระทบกระเทือนและไม่ใหเ้ อม็ บรโิ อแหง้ เรยี กวา่ อย่างไร (นา้ คร่า)

6. เอม็ บรโิ อระยะที่มกี ารแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ เพอ่ื เพ่ิมจานวนเซลล์ เรยี กว่า (คลีเวจ)

แนวตัง้

1. เอม็ บริโอระยะใดทม่ี ีการจดั เรียงตัวของเนื้อเยอ่ื เปน็ 3 ช้ัน (แกสทรเู ลชนั )

2. กระบวนการเปลย่ี นแปลงรปู รา่ งขณะเจรญิ เติบโต โดยรูปรา่ งขณะที่เปน็ ตัวออ่ นและตัวเตม็ วยั แตกตา่ งกนั มาก

เรียกวา่ อย่างไร (เมทามอรโ์ ฟซสิ )

3. เอ็มบริโอระยะใดที่มีมกี ารจดั เรยี งตวั เปน็ ชน้ั อย่รู อบนอก และมชี ่องตรงกลางบรรจุของเหลวอย่เู ตม็ (บลาสทูเลชนั )

4. ผีเส้อื มีเมทามอรโ์ ฟซิสแบบใด (เมทามอรโ์ ฟซสิ แบบสมบรู ณ)์

27

แบบสงั เกตพฤติกรรมคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

ชื่อกล่มุ .................................................................................................................... กลุม่ ท.ี่ ...........................
สมาชิกกลมุ่ 1. ....................................................................................................... เลขที.่ ...........................

2. ...................................................................................................... เลขท่.ี ............. ..............
3. ...................................................................................................... เลขที่............................
4. ...................................................................................................... เลขที.่ ............. ..............
5. ...................................................................................................... เลขท่.ี ................ ...........

รายการประเมนิ ระดบั การประเมิน
4321
1. มีความสนใจ ใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้
2. รับผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสร็จตามเวลา
3. มวี นิ ยั ในการทางาน เหน็ คุณคา่ และความสาคญั ของงาน
4. มนี า้ ใจ ใจกว้าง มีเหตผุ ล ยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ นื่
5. ร่วมงานกบั เพื่อนในกลุ่มอยา่ งสร้างสรรค์

เกณฑ์การประเมนิ
4 หมายถึง ระดบั ดีมาก
3 หมายถงึ ระดบั ดี
2 หมายถึง ระดับพอใช้
1 หมายถงึ ระดับทีต่ ้องปรับปรุง

เกณฑ์การผา่ น : แต่ละรายการตอ้ งไม่น้อยกวา่ ระดับ 3

หมายเหตุ : การสังเกตพฤติกรรมคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์จะสงั เกตอย่างต่อเนอื่ งตลอดการเรียนแตล่ ะภาค
เรียน และให้คาแนะนานักเรียนในการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมอนั พึงประสงค์

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6
เร่อื ง การเจริญเติบโตของมนุษย์
วิชาชีววทิ ยา 5 รหัสวชิ า ว30245 เวลา 3 คาบ
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 4 ระบบสบื พนั ธแุ์ ละการเจริญเติบโต
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564

1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตัวช้ีวดั
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชวี ติ ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้าง และหน้าทข่ี องระบบ

ต่างๆ ของสิง่ มชี วี ติ ที่ทางานสมั พนั ธ์กัน มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ส่อื สารส่ิงท่ีเรยี นร้แู ละนาความรู้ไปใช้
ในการดารงชีวิตของตนเองและดแู ลสิ่งมีชวี ติ

มาตรฐาน ว 8.1 ใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรู้ การ
แกป้ ญั หา ร้วู ่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทเ่ี กดิ ข้ึนส่วนใหญม่ ีรูปแบบทแ่ี นน่ อน สามารถอธบิ ายและตรวจสอบ
ได้ ภายใตข้ ้อมลู และเครื่องมือที่มอี ยู่ในช่วงเวลานน้ั ๆ เข้าใจว่า วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม
มีความเกย่ี วข้องสัมพนั ธ์กนั

ตวั ช้วี ัด ว 8.1
ม.4/1 ตั้งคาถามที่อยบู่ นพืน้ ฐานของความรูแ้ ละความเข้าใจทางวทิ ยาศาสตร์ หรือความสนใจ หรือ
จากประเด็นท่ีเกิดขน้ึ ในขณะนนั้ ที่สามารถทา การสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาค้นคว้าไดอ้ ย่างครอบคลุมและ
เชอ่ื ถอื ได้
ม.4/5 รวบรวมข้อมูลและบนั ทึกผลการสารวจตรวจสอบอยา่ งเปน็ ระบบถูกต้อง ครอบคลมุ ทงั้ ในเชงิ
ปริมาณและคณุ ภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผดิ พลาดของขอ้ มูล
ม.4/10 ตระหนักถงึ ความสาคัญในการทจ่ี ะต้องมสี ่วนร่วมรับผิดชอบการอธบิ าย การลงความเห็น
และการสรปุ ผลการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ทีน่ าเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
ม.4/12 จดั แสดงผลงาน เขยี นรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคดิ กระบวนการ และผลของ
โครงงานหรอื ชิ้นงานใหผ้ ู้อื่นเขา้ ใจ
2. ผลการเรยี นรู้
สารวจตรวจสอบ สบื คน้ อภปิ รายการสืบพนั ธแุ์ ละการเจริญเตบิ โตของสตั ว์บางชนิดและมนุษย์
3. สมรรถนะ
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา

2

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

4. แนวความคดิ หลักหรอื สาระสาคญั
การเจริญเติบโตของคน จะมีขั้นตอนคล้ายคลึงกับการเจริญเติบโตของสัตว์เล้ียงลูกด้วยนม เอ็มบริโอ

จะฝงั ตัวในมดลูก มีการสร้างรกเพอ่ื เป็นแหลง่ แลกเปล่ยี นสารระหว่างแม่กับเอม็ บริโอ และบางคร้งั การตั้งครรภ์
อาจผดิ ปกตไิ ด้ เช่น ตงั้ ครรภ์นอกมดลูก ครรภ์ไข่ปลาอกุ หรือการคลอดก่อนกาหนด

การเจริญเตบิ โตของเอ็มบริโอและลูกอ่อน จะเกี่ยวขอ้ งกับปัจจัยภายนอกหลายประการ ไดแ้ ก่ อาหาร
และการคุ้มกันภัยให้กับเอ็มบริโอและลูกอ่อน รวมท้ังปัจจัยอ่ืนๆ ท่ีมีผลทาให้เอ็มบริโอและลูกอ่อน มีการ
เจริญเติบโตจนเปน็ ตวั เตม็ วยั
5. จุดประสงค์การเรยี นรู้

5.1 ความรู้
1. อภิปรายและอธิบายกระบวนการเจรญิ เติบโตของคน
2. สบื ค้นข้อมลู อภิปรายและยกตวั อยา่ งความผดิ ปกติของการต้ังครรภแ์ ละสภาวะบางประการท่ีมีผล

ต่อการเจรญิ เตบิ โตของทารกในครรภ์
5.2 ทกั ษะ/กระบวนการ
1. ทกั ษะการอ่านจบั ใจความสาคัญ
2. วเิ คราะห์และเขยี นแผนผังความคิดหลกั แสดงกระบวนการเจริญเตบิ โตของคน
5.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
1. มีความสนใจ ใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้
2. รับผดิ ชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ ตามเวลา
3. มีวนิ ยั ในการทางาน เหน็ คุณค่าและความสาคญั ของงาน
4. มนี ้าใจ ใจกว้าง มีเหตุผล ยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อื่น
5. ร่วมงานกบั เพ่ือนในกลุ่มอยา่ งสรา้ งสรรค์

6. สาระการเรยี นรู้
1. การปฏิสนธิและการฝงั ตวั
2. กระบวนการเจรญิ เตบิ โตของคน
3. การคลอด
4. การตรวจวินจิ ฉัยความผดิ ปกติของทารกในครรภ์

3

7. หลกั ฐาน หรือร่องรอยของการเรียนรู้ การวดั และประเมินผล

7.1 ความรู้

ภาระ / ช้ินงาน วิธกี ารวัด เคร่ืองมือ เกณฑ์ทใ่ี ช้ ผ้ปู ระเมนิ
ครู
แผนผังความคดิ วดั เมอื่ จบบทเรยี น ตามตัวช้ีวดั แบบประเมนิ ระดับ 4 ดเี ยย่ี ม 4
ตอ่ ไปน้ี แผนผงั ความคดิ คะแนน = ทาไดถ้ ูกต้องทุก
1. การกาหนดและเชือ่ มโยง ตัวชวี้ ัด
แนวความคดิ หลกั แนวความคิด ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
รอง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก
2. การเชื่อมโยงความรู้มีความ ระดับ 2 พอใช้ 2 คะแนน
สมเหตสุ มผล ถูกตอ้ ง ชดั เจน = ทาได้ถูกต้องจานวน
นอ้ ย
ระดบั 1 ปรับปรุง 1
คะแนน = ทาไดถ้ ูกต้อง
จานวนน้อยมากหรือไม่
ถกู ต้องเลย

7.2 ทกั ษะ/กระบวนการ

ภาระ / ช้นิ งาน วิธกี ารวดั เคร่ืองมือ เกณฑท์ ใี่ ช้ ผู้ประเมิน
แบบประเมิน ระดบั 3 ดีเยี่ยม ผา่ นมี ครู
อ่านจบั ใจความ วดั ขณะนักเรียนอ่านจบั ใจความ การอา่ นคดิ ทกั ษะครบท้งั สามด้าน
วิเคราะห์ ส่ือ ระดบั 2 ดี 2 ผา่ นมีทักษะ ครู
สาคัญตอบ สาคัญ ความ การอา่ น การคิด
ระดับ 1 ปรบั ปรงุ ไม่ผา่ น
คาถามในใบ ดา้ นท่ี 1 อา่ นทนั เวลาตามท่ี แบบประเมนิ มที ักษะการอา่ นด้านเดียว
แผนผงั ความคิด
งาน กาหนด ระดบั 4 ดเี ย่ยี ม 4
คะแนน = ทาได้ถูกต้องทกุ
ดา้ นท่ี 2 การคิด วเิ คราะห์ ตวั ชวี้ ัด
ระดบั 3 ดี 3 คะแนน =
เชอื่ มโยง ทาได้ถูกต้องจานวนมาก

ด้านที่ 3 ความชัดเจนเขา้ ใจงา่ ย

ถูกต้องในการสอ่ื ความ

แผนผังความคิด วัดเมื่อจบบทเรียน ตามตัวชีว้ ดั

ต่อไปนี้

1. การกาหนดและเชื่อมโยง

แนวความคดิ หลัก แนวความคิด

รอง

2. การเช่ือมโยงความรู้มีความ

สมเหตสุ มผล ถกู ตอ้ ง ชัดเจน

4

ระดบั 2 พอใช้ 2 คะแนน
= ทาได้ถูกต้องจานวน
น้อย
ระดับ 1 ปรบั ปรงุ 1
คะแนน = ทาได้ถูกตอ้ ง
จานวนน้อยมากหรือไม่
ถูกต้องเลย

7.3 คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ วิธีการวดั เครือ่ งมอื เกณฑท์ ใี่ ช้ ผูป้ ระเมนิ
ครู
ภาระ / ชนิ้ งาน สงั เกตพฤตกิ รรม แบบประเมิน ไดค้ ะแนนแต่
1. มีความสนใจ ใฝร่ ู้ แสวงหาความรู้
2. รับผิดชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ - แสดงความคิด คณุ ลกั ษณะอนั พึง ละขอ้ ไมน่ ้อย
ตามเวลา
3. มีวินัยในการทางาน เหน็ คุณคา่ และ รว่ มกันในกล่มุ ประสงค์ กว่าระดับ 3
ความสาคญั ของงาน
4. มีน้าใจ ใจกว้าง มีเหตุผล ยอมรบั - ความละเอยี ด
ฟังความคดิ เหน็ ของผู้อน่ื
5. ร่วมงานกบั เพื่อนในกล่มุ อยา่ ง รอบคอบของ

สร้างสรรค์ ผลงาน

- การควบคมุ เวลา

ทางานในกลุ่ม

8. คาถามสาคัญ
1. ขั้นตอนการเจริญเติบโตของเอ็มบรโิ อของคน เหมือนหรือแตกตา่ งจากกบและไก่อย่างไร
2. ปจั จยั ภายนอกอะไรบ้างที่มผี ลต่อการเจริญเตบิ โตของลูกอ่อน

9. การจดั กระบวนการเรียนรู้
ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนด้วยการทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน เก่ียวกับการเกิดไซโกตและการ

เคลื่อนท่ีมาฝังตัวท่ีผนังมดลูกของแม่ และให้นักเรียนชมคลิปวีดีโอเก่ียวกับเอ็มบริโอของคน แล้วให้นักเรียน
เขียนสิ่งท่ีรู้ และสิ่งท่ีอยากรู้ เก่ียวกับการเจริญเติบโตของคนลงในกระดาษคนละสี แล้วให้ไปติดท่ีกระดาน
ครูสุ่มอ่านส่ิงท่ีนักเรียนรู้เพื่อตรวจสอบความเข้าใจคลาดเคล่ือน และตรวจสอบสิ่งท่ีนักเรียนอยากรู้ เพื่อใช้
เป็นแนวทางในการจดั การเรยี นการสอนเรื่องการเจริญเติบโตของคน (KWL)

5

ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
1. ครูให้นักเรยี นแบง่ กลุ่มเป็น 6 กล่มุ กลมุ่ ละ 5 คน คละนักเรียนเกง่ กลาง และอ่อน ใหอ้ ยู่ใน

แต่ละกลมุ่ เทา่ ๆ กัน
2. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มศกึ ษาใบความรเู้ รื่องการเจริญเตบิ โตของมนษุ ย์ แลว้ ตอบคาถามในใบงาน ซึ่งมี

ตวั อย่างคาถาม ดังน้ี
- ขน้ั ตอนการเจรญิ เตบิ โตของเอม็ บริโอของคน เหมือนหรอื แตกตา่ งจากกบและไก่อยา่ งไร
- เอม็ บริโอของคนได้รบั สารอาหาร แก๊สออกซเิ จน และขบั ถ่ายของเสียดว้ ยวธิ ีการทีต่ ่างจากเอ็มบรโิ อ

ของไกห่ รือไมอ่ ยา่ งไร
- การคานวณระยะเวลาตงั้ ครรภจ์ นถึงครบกาหนดคลอดทารก มวี ธิ กี ารคิดอย่างไร
- อตั ราการเจรญิ เติบโตในชว่ งทเี่ ปน็ เอม็ บรโิ อกบั ฟตี สั แตกต่างกนั หรือไม่ เพราะเหตุใด
- ปจั จยั ภายนอกอะไรบา้ งที่มีผลต่อการเจรญิ เตบิ โตของลูกอ่อน
ระหว่างท่นี ักเรยี นทากิจกรรม ครูสงั เกตการณท์ างานกลมุ่ และให้คาแนะนาเม่อื นักเรียนมีปัญหา

ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มสรุปสาระสาคัญท่ีได้จากการศึกษาใบความรู้และตอบคาถามในใบงาน โดย

เขียนเป็นแผนผังมโนทัศน์ (Concept mapping) ลงในกระดาษแผ่นใหญ่ แล้วนาไปตดิ ไว้ท่ผี นงั หอ้ ง แลว้ ให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มเดินเวยี นดูผลงานของเพื่อนกลุ่มอ่ืน ใช้เวลากลุ่มละ 5 นาที ขณะเดินชมผลงานให้แตล่ ะ
กลุ่มปฏบิ ตั ดิ งั นี้ (Gallery Walk)

- เขยี นคาถามหรือข้อสงสัยบนผลงานท่ดี ู
- ทาเครอื่ งหมาย / หรือ X เมอ่ื นกั เรยี นเห็นด้วย หรือไมเ่ หน็ ดว้ ย ลงบนผลงานท่ีดู
ในขณะท่ีนักเรียนเดินชมผลงาน (คิดวิพากษ์) ครูสังเกตการณ์แสดงความคิดเห็นของนักเรียนแต่ละ
กลมุ่ และดคู าถามที่นกั เรียนสงสยั
2. เม่ือครบกาหนดเวลาแล้ว ให้นักเรียนเดินกลับมาที่ผลงานของกลุ่มตนเอง ให้เจ้าของผลงานตอบ
คาถามท่ีเพ่ือนถามไว้ และสรุปให้คนอื่นๆฟังทั้งชั้นเรียน นักเรียนในชั้นเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นจนได้
ข้อสรุป ครูฟังนักเรียนตอบคาถามและลงข้อสรุปเพื่อตรวจสอบแนวความคิดหลักและความเข้าใจที่
คลาดเคล่อื นของนักเรียน
3. ครูสรุปสาระสาคัญอีกคร้ังด้วย power point เพ่ือให้นักเรียนเกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน และเพ่ือ
ไมใ่ ห้เกิดความเขา้ ใจท่ีคลาดเคลอ่ื น

6

ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครใู ห้นกั เรียนสบื ค้นข้อมูลเกยี่ วกับสถาวะบางประการท่ีมีผลต่อการเจรญิ เติบโตของทารกในครรภแ์ ละ

อภปิ รายเกี่ยวกบั ผลกระทบที่เกิดขน้ึ กับทารกในครรภ์
ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภปิ ราย และใหน้ กั เรยี นไปสืบค้นข้อมลู เพิ่มเติมดว้ ยตนเอง

ข้นั ประเมิน (Evaluation)
1. ประเมินนกั เรยี นจากแบบทดสอบหลังเรยี นจานวน 10 ข้อ
2. ประเมินนักเรยี นจากประจักษพ์ ยานและวธิ ี/เกณฑ์การประเมนิ ตามสภาพจริงในส่ิงต่อไปนี้
- การอธิบายคาตอบ และการแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับคาตอบท่ีได้
- ตรวจสอบคาตอบของนักเรียนต่อคาถามที่อยากรู้ในตอนแรก
- การทางานเปน็ กล่มุ
- แผนผังมโนทัศน์
- การตอบคาถามสะท้อนความคิด
- การอ่าน คดิ วเิ คราะห์ และเขียนส่ือความ
- คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน

10. ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ / แหล่งเรยี นรู้
1. ใบความรู้ เรอ่ื งการเจริญเตบิ โตของมนุษย์
2. ใบงาน เร่อื งการเจริญเติบโตของมนุษย์
3. กระดาษแผ่นใหญ่ 1 แผ่นต่อกลุ่ม
4. power point

11. กจิ กรรมเสนอแนะ
-

7

12. ข้อเสนอแนะ (ตรวจสอบ / นเิ ทศ / เสนอแนะ / รบั รอง)
12.1 หวั หน้ากลุม่ สาระการเรียนรู้

............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชื่อ
(นายปราโมทย์ อินทรบารุง)

หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

12.2 รองผู้อานวยการกลุม่ บริหารวิชาการ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงช่ือ
(นายอาทติ ย์ เรียงสาทร)

รองผ้อู านวยการกลุม่ บรหิ ารวชิ าการ

12.3 ผู้อานวยการโรงเรียนชัยภูมิภักดชี ุมพล
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื
(นายปรีชา เคนชมภู)

ผู้อานวยการโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

8

13. บันทึกผลหลังการจัดกระบวนการเรียนรู้
13.1 ผลการจัดกระบวนการเรยี นรู้

.............................................................................................. ................................................................................
.............................................................................................. ................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

13.2 ปัญหาและอปุ สรรค
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

13.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงช่อื
(นางสาวนฤมล งอกศิลป์)
ครผู สู้ อน

9

ใบความรู้ เรอ่ื งการเจรญิ เตบิ โตของมนษุ ย์

การศึกษาพัฒนาการของตัวอ่อนน้ันทาให้เรารู้จักความเปน็ มาของชีวติ และการเจริญเติบโตจนกระทั่ง
คลอด วงจรชีวิตเร่ิมต้นต้ังแต่การปฏิสนธิจนกระทั้งตายไป แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆคือ ช่วงชีวิตก่อนคลอด
(prenatal life) มีหลายระยะเช่น preembryo, embryo, fetus และช่วงชีวิตหลังคลอด (postnatal life) มี
หลายระยะเช่น infancy or babyhood, neonate childhood, puberty , aldolescens และระยะสุดท้าย
คอื adulthood

การศึกษาเอ็มบริโอน้ันเราจะต้องรู้คาศัพท์ที่ใช้เรียกทิศทางและแนวการตัดของตัวอ่อน เช่น cranial
(superior) หมายถึงส่วนหัว caudal (inferior) หมายถึงส่วนท้าย ventral (anterior) หมายถึงส่วนล่าง และ
dorsal (posterior) หมายถงึ สว่ นบน

Embryo หมายถงึ ตวั อ่อนต้งั แต่ระยะสปั ดาหท์ ่ี 2 ของการเจรญิ จนถึงปลายสปั ดาหท์ ี่ 8 ระยะน้ีตวั ออ่ น
มีอวยั วะครบแล้ว

Fetus หรือทารก หมายถึง ตัวออ่ นระยะต้ังแตส่ ปั ดาห์ท่ี 9 จนถึงคลอด ระยะนี้จะมกี ารเจริญ
เปล่ยี นแปลง (differention) ของเน้ือเยื่อและอวัยวะต่างๆท่เี กดิ ในระยะ embryo

การปฏสิ นธิและการฝังตัว

การตั้งครรภ์น้ันเปน็ คารวมของ การปฏิสนธิ (fertilization) การฝงั ตัว (implantation)
การพัฒนาของตวั อ่อน (embryonic development) และการเจรญิ ของทารก (fetal growth) รวมท้ังการ
ปฏิสนธภิ ายในหลอดแกว้ ฮอรโ์ มนระหว่างการตั้งครรภ์ และการวินิจฉัยหาความผิดปกติต่าง ๆ

การปฏสิ นธิเกดิ ภายใน 12 – 24 ชวั่ โมงหลงั การตกไข่ ปกตจิ ะเกิดทแ่ี อมพูล่าของท่อนาไข่ แล้วฝงั ตัว
ตรงกลางของมดลูก (intrauterine site) แต่ฝังตัวผิดตาแหน่ง เช่น ในช่องท้อง ท่อนาไข่ ปากมดลูก หรือรังไข่
เกิดการท้องนอกมดลูก (ectopic pregnancy) จะมีผลให้เกิดการตกเลือด (humorrhage) ระหว่างแปด
สัปดาหแ์ รกและการเสยี ชีวิตของตัวออ่ น

ผลของการปฏสิ นธิ จะไดโ้ ครโมโซม 2n เกิดการแปรผันของสปชี สี ์ซงึ่ มาจากพ่อและแมอ่ ย่างละครึ่ง
เกดิ เพศของไซโกต และเกิดการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ ท่ีเป็นการเริ่มต้นของคลีเวจ

10

ภาพที่ 1 แสดงการเปล่ียนแปลงของเอม็ บริโอในท่อนาไข่จนฝงั ตัวทมี่ ดลกู

การเจริญขน้ั ต้นของตัวอ่อนมนุษย์
การเจริญของสัตว์อาศัยการเปล่ียนแปลงเป็นขั้นๆมีแบบแผนแน่นอน กระบวนการเจริญจะต้องมี
การเพ่ิมจานวน (cell multiplication) โดยแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส การเติบโต (growth) โดยการเพ่ิมปริมาณ
โพรโตพลาสซมึ การเปลย่ี นโครงสร้างและหนา้ ท่ขี องเซลลเ์ พื่อทาหน้าท่ีเฉพาะ (cell differentiation) และการ
เกิดรูปร่างท่ีแน่นอน (morphogenesis) การเจริญของส่ิงมีชีวิตท่ีเรม่ิ ต้ังแต่ ไซโกตแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว
แลว้ มี differentiation จนถึงระยะทมี่ อี วยั วะต่างๆ ครบเรียกว่า embryonic development
ภายหลงั จากทีม่ กี ารปฏิสนธิของไข่และอสุจิคือ male and female pronuclei เคลื่อนท่ีมาผสมกนั
เกดิ เปน็ zygote ไซโกตจะเกิด cleavage แบง่ เซลล์แบบ holoblastic equal type จนไดต้ วั อ่อนทเ่ี รียกวา่
morula จากน้นั เขา้ สู่ระยะ blastula เกดิ ช่อง blastocyst cavity (blastocoel)
การเจริญในช่วงสัปดาหแ์ รก
ประมาณวันท่ี 7 หลังจากปฏิสนธิ เอ็มบริโอจะสร้างถุงคอเรียนล้อมรอบเอ็มบริโอ และมีบางส่วน
ยื่นเป็นแขนงเล็ก ๆ แทรกในเอนโดมีเทียมของมดลูก ซ่ึงต่อมาจะพัฒนาเป็นรก ดังน้ันรกจึงประกอบด้วยส่วน
ของถุงคอเรียนของลูกและเน้ือเยื่อชั้นเอนโดมีเทียมของแม่ เอ็มบริโอมีการสร้างถุงน้าคร่าหุ้มตัวเอง ภายในถุง
บรรจุของเหลวท่ีเรยี กวา่ น้าคร่าเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนและช่วยให้ทารกเคล่อื นไหวอย่างอิสระ และ
ตวั เอ็มบริโอยงั มีการสร้างสายสะดอื เช่อื มกบั รก

11

การเจริญในชว่ งสปั ดาห์ที่ 2
เมื่ออายุได้ 2 สัปดาห์ เอ็มบริโอจะมีความยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร มีการเจริญเติบโตในระยะ
แกสทรูลา ทาให้เกิดเนื้อเย่ือ 3 ช้ัน คือ เอกโทเดิร์ม (ectoderm) เมโซเดิร์ม (mesoderm) และ เอนโด
เดิรม์ (endoderm) โดยท่ี
เอกโทเดิร์มจะเจริญเป็นเยื่อบุผิว เยื่อบุผิวของโพรงจมูก เยื่อบุผิวท่ีทาหน้าที่รับกล่ิน ระบบ
ประสาท เชน่ สมอง ไขสนั หลงั เลนส์ตา สารเคลอื บฟัน และเน้อื ฟนั
เมโซเดิร์มจะเจริญเป็นโนโทคอร์ด (notochord) ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบโครงร่างค้าจุน
ร่างกาย ชน้ั หนังแท้ ระบบขับถา่ ย ระบบสบื พันธุ์
เอนโดเดริ ์มจะเจรญิ ไปเปน็ เยือ่ บทุ างเดนิ หายใจ ระบบทางเดนิ อาหาร
การเจริญในชว่ งสัปดาห์ท่ี 3
เรมิ่ ปรากฏรอ่ งรอยของระบบอวัยวะ ได้แก่ ระบบประสาท หัวใจมลี ักษณะเปน็ ทอ่ และเรมิ่ เต้น
เปน็ จงั หวะ ระยะนเ้ี อม็ บริโอมีความยาวประมาณ 2-3 เซนตเิ มตร หลงั จากนัน้ เอม็ บรโิ อจะเร่ิมมอี วยั วะต่าง ๆ
เพ่มิ มากขน้ึ
การเจรญิ ในชว่ งสัปดาห์ท่ี 4
แขนและขาเร่มิ ปรากฏชัดเจนเมือ่ อายุได้ 4 สปั ดาห์ อวยั วะต่างๆ จะเจรญิ เติบโตและมีอวัยวะ
ครบเมอ่ื อายุได้ 8 สปั ดาห์ ซ่งึ เปน็ ระยะสิ้นสดุ ของเอม็ บรโิ อ และหลังจากนีแ้ ล้วจะเรยี กว่า ฟตี สั

ภาพท่ี 2 การเจรญิ ของเอ็มบริโอช่วงสปั ดาหท์ ี่ 8

12

ภาพท่ี 3 การเจริญของเอ็มบริโอชว่ งสัปดาหท์ ่ี 16
การเจริญในชว่ งสปั ดาห์ที่ 8-9
เมื่ออายุได้ 8-9 สัปดาห์ จะมีนวิ้ มือ และนิ้วเทา้ เจรญิ เห็นได้ชัดเจน สามารถบอกเพศได้
ในช่วงเดอื นที่ 4-6 ฟตี ัสจะมีขนาดโตขนึ้ เร่ือยๆ มีการเคลื่อนไหวมากขน้ึ สามารถรบั ฟงั เสียงจาก
ภายนอกได้ มกี ารเจรญิ เตบิ โตของกระดูก มีผม ขน ฟตี สั ในเดอื นท6ี่ จะมนี า้ หนักประมาณ 680 กรัม ในชว่ ง 3
เดือนสุดทา้ ยของการตง้ั ครรภ์ มีระบบประสาทเจรญิ มาก
การนบั อายุทารกในครรภ์ อาจนบั ตาม menstruation age (last normal menstruation
period หรอื LPMP) คือ นบั จากวนั แรกของการมปี ระจาเดือนครงั้ สุดท้ายจนกระทงั่ คลอดรวม 40 สัปดาห์ หรือ
นบั ตาม fertilization age (conception) นับจากวันแรกทปี่ ฏสิ นธจิ นกระท้ังคลอดรวม 38 สัปดาห์ ช่วง
ปฏสิ นธจิ ะเกดิ ก่อนการตกไข่ 4 วนั และหลังจากการตกไข่ 2 วัน
การคลอด (parturition) เมื่อใกล้คลอดระดับฮอรโ์ มน progesterone จะลดลงและเพ่ิมระดับของ
estrogen, prostagladins, oxytocin และ relaxin กลไกการคลอดเรม่ิ จากกล้ามเนอื้ มดลกู หดตัวเปน็ ช่วงๆ
ปวดบริเวณหลัง ปากช่องคลอดขยาย การคลอดของทารกแบ่งได้ 3 ขน้ั คือ
1. stage of dilation กล้ามเนื้อมดลูกหดตวั ถงุ น้าครา่ แตก ปากช่องคลอดขยายเส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลาง 10 ซม.
2. stage of expulsion ทารกถกู ขับออกมา
3. placerta stage รกถูกขับออกมา

13

การตรวจวินจิ ฉัยความผิดปกตขิ องทารกในครรภ์ ทาไดห้ ลายวิธี เชน่
1. Amniocentesis เป็นการตรวจอายุครรภ์หลัง 3 เดือน ใช้ในกรณีท่ีมารดามีอายุเกิน 40 ปี หรือมี
ประวตั ิครอบครัวที่มคี วามผิดปกติในทางพันธกุ รรม โดยใชเ้ ข็มแทงเข้าทางหน้าท้องดดู เอา amniotic fluid ซง่ึ
มี fetal cell ปนอยู่มาศึกษาวิเคราะห์ปริมาณโปรตีนของทารก โรคที่เกิดที่มีการทาลายเม็ดเลือดแดงโดย
antibody ของแม่ เพศของทารกหรือความผิดปกตขิ อง autosome
2. Chorionic villi sampling (CVS) เป็นการตรวจครรภช์ ว่ ง 3 เดือนแรกโดยใช้สานสอดผา่ นชอ่ ง
คลอดเข้าไปในมดลูกดดู เนอื้ รกส่วน cytotrophoblast บรเิ วณ chorionic villi ออกมาศึกษาปริมาณโปรตนี
ฮอร์โมน และหาความผิดปกติของทารก
3. Ultrasonography หมายถงึ การทา ultrasound ใชค้ ลืน่ เสียงความถีส่ งู เช็คความผิดปกตขิ องตวั
อ่อนของรก จานวนแฝด และเช็คเพศชายจะเหน็ ได้กอ่ นเพศหญิง ภายท่ีเหน็ เรียกวา่ sonogram
4. Cordocentesis เป็นเทคนคิ ทีร่ วดเร็ว ใช้วิเคราะหโ์ ครโมโซมหรอื ศึกษาเมด็ เลือด โดยเจาะเลอื ด
จากสายสะดือมาตรวจ

ภาพที่ 4 แสดงการคลอดบุตร
Multiple pregnancy
ในการปฏิสนธบิ างครง้ั อาจทาใหเ้ กดิ ตวั อ่อนได้มากกวา่ 1 ซ่ึงอาจเกิดจากไข่และอสุจมิ ากกว่า 1 เชน่
ไข่ 2 ใบ อสุจิ 2 ตัวเรียกว่า dizygotic (fraternal) twins อาจเป็นเพศเดียวกันหรอื ต่างเพศกนั ก็ได้ลกั ษณะทาง
พันธุกรรมต่างกัน หรือเกิดจากไข่ 1 ใบอสุจิ 1 ตัวเรียกว่า monozygotic (identical) twins แตเ่ กิดความ
ผดิ ปกติในการแบง่ เซลล์เชน่ เกดิ การแยกของ blastomere หรอื inner cell mass ออกเป็น 2 กลมุ่ หรือ เกิด
การแบ่งหลังเกดิ ช่อง amniotic cavity แลว้ เจรญิ เป็นตัวออ่ น (embryo) เพ่ิมข้นึ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
เหมอื นกันและเป็นเพศเดยี วกัน

14

การปฏิสนธิภายนอกในกรณที คี่ สู่ มรสมปี ญั หาทาให้มบี ุตรยาก ปจั จบุ นั มีวธิ ีการช่วยเหลือไดห้ ลายวธิ ี
ดงั น้ี

1. GIFT หรือ ZIFT = Gamete or Zygote Intrafallopian Transfer เปน็ การนาไข่ของเพศหญงิ
ออกมาผสมกบั อสจุ ิแล้วฉดี เข้าท่อนาไข่ วิธนี ้ีเพศหญิงต้องมีท่อนาไขด่ แี ละสามารถประสบความสาเร็จได้ 30%

2. IVF หรอื ET = In Vitro Fertilization or Embryo transfer เปน็ การนาไข่ของเพศหญงิ ออกมา
ผสมกับอสุจิแลว้ เล้ียงในตู้อบ 2 วัน จงึ นากลบั เขา้ ไปในโพรงมดลกู

3. ICSI หรือ SUZI = Intracytoplasmic Sperm Injection or Subzonal Sperm Insertion
วิธนี ีใ้ ชใ้ นกรณีที่เพศชายมีอสุจนิ ้อยมาก (oligospermia) หรือคณุ ภาพของอสจุ ิไม่ดี จะใชเ้ ข็มแกว้ เล็กๆ ดูดอสจุ ิ
1 ตัวฉดี เขา้ ไปในไข่ของฝา่ ยหญงิ โดยตรง แล้วเล้ยี งในตู้อบจนได้ตัวอ่อนประมาณ 4 – 8 เซลลจ์ ึงนาตัวออ่ นน้ี
กลบั เขา้ ไปในโพรงมดลกู ของฝา่ ยหญิง

วธิ ที ่ี 1. ดตี รงเป็นธรรมชาติ แต่วิธีท่ี 2 และ 3 ดตี รงแน่ใจว่าแบง่ เซลล์แล้วตัวอ่อนทย่ี ังไม่ไดใ้ ช้จะถูก
นาไปเกบ็ ทอ่ี ุณหภมู ติ ่ากว่า –100 oC นิยมใช้สาร glyceral หรอื dimethyl sulfoxide เป็น cryoprotectants

ภาพท่ี 5 การพฒั นาของเอม็ บรโิ อมนษุ ย์

15

ใบงาน เรอ่ื งการเจรญิ เติบโตของมนษุ ย์

1. ขนั้ ตอนการเจริญเตบิ โตของเอ็มบริโอของคน เหมือนหรือแตกตา่ งจากกบและไกอ่ ยา่ งไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. เอ็มบริโอของคนได้รบั สารอาหาร แกส๊ ออกซเิ จน และขับถา่ ยของเสยี ดว้ ยวิธกี ารที่ตา่ งจากเอ็มบรโิ อของไก่
หรือไม่อย่างไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
3. การคานวณระยะเวลาต้งั ครรภจ์ นถึงครบกาหนดคลอดทารก มีวิธีการคดิ อย่างไร
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
4. อตั ราการเจรญิ เติบโตในช่วงทเ่ี ปน็ เอ็มบริโอกับฟตี ัสแตกตา่ งกนั หรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
5. ปจั จัยภายนอกอะไรบ้างที่มีผลต่อการเจรญิ เติบโตของลกู อ่อน
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................

16

เฉลยใบงาน เรอ่ื งการเจริญเติบโตของมนุษย์

1. ขั้นตอนการเจริญเติบโตของเอ็มบรโิ อของคน เหมือนหรือแตกตา่ งจากกบและไก่อยา่ งไร
ตอบ เอ็มบริโอของคนมีขน้ั ตอนการเจริญเตบิ โตเหมือนกบและไก่ คือ เรมิ่ จากคลีเวจ บลาสทเู ล

ชนั แกสทรเู ลชนั ออร์แกโนจเิ นซสิ แตต่ ่างกนั ในรายละเอยี ดแตล่ ะขัน้ ตอน เพราะเซลล์ของคนไมม่ ีไข่แดง
สะสม แตเ่ อ็มบรโิ อของไก่และกบมไี ขแ่ ดงเปน็ อาหารของเอม็ บริโอมากกวา่
2. เอ็มบริโอของคนไดร้ ับสารอาหาร แก๊สออกซิเจน และขับถ่ายของเสยี ดว้ ยวิธกี ารทีต่ า่ งจากเอ็มบริโอของไก่
หรือไม่อยา่ งไร

ตอบ เอ็มบรโิ อของคนได้รับสารอาหาร แกส๊ ออกซเิ จน และขบั ถ่ายของเสียพวกแกส๊
คาร์บอนไดออกไซด์ ยูเรีย โดยผา่ นทางรกซึ่งแตกต่างจากไก่
3. การคานวณระยะเวลาตั้งครรภ์จนถึงครบกาหนดคลอดทารก มวี ธิ ีการคิดอย่างไร

ตอบ ระยะเวลาในการตงั้ ครรภ์ปกติของมารดาท่วั ไปประมาณ 280 วนั โดยเริ่มนับตั้งแตว่ ันแรก
ของการมปี ระจาเดือนครั้งสุดทา้ ย
4. อัตราการเจรญิ เติบโตในชว่ งท่ีเปน็ เอ็มบรโิ อกับฟีตสั แตกต่างกันหรอื ไม่ เพราะเหตุใด

ตอบเอ็มบริโอกับฟีตสั มอี ตั ราการเจริญเตบิ โตแตกตา่ งกนั เพราะช่วงท่ีเอ็มบริโอคือต้ังแตส่ ปั ดาหท์ ี่
1-8 เปน็ การเจริญเติบโตเพอื่ สรา้ งอวัยวะและรปู รา่ ง มกี ารเพ่ิมขนาดของรา่ งกายน้อย แตเ่ มอ่ื เป็นฟีตสั มี
อวัยวะครบแล้วจะมีการเพิ่มขนาดของรา่ งกายมากข้ึนในชว่ ง 3 เดือนสดุ ท้ายของการตง้ั ครรภ์ ฟีตัสจะมี
การเจรญิ เติบโตอยา่ งรวดเร็ว
5. ปจั จัยภายนอกอะไรบา้ งท่ีมผี ลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของลกู อ่อน

ตอบ อาหาร อณุ หภูมิ ความช้นื การป้องกนั ภัย

17

แบบทดสอบหลังเรียน เรอื่ งการเจรญิ เตบิ โตของมนุษย์

1. ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้องเกี่ยวกับการทากิฟต์ (GIFT)

ก. ใช้เขม็ แก้วเล็กๆ ดูดอสุจิ 1 ตวั ฉีดเข้าไปในเซลลไ์ ข่

ข. นาอสจุ ิและเซลล์ไข่ออกมาใหผ้ สมกันเองในหลอดทดลอง แลว้ จึงใส่เอ็มบรโิ อกลับเข้าไปในมดลกู

ค. นาอสจุ ิและเซลลไ์ ข่ใส่เขา้ ไปในท่อนาไขเ่ พ่ือใหเ้ กิดการปฏสิ นธิภายในรา่ งกาย

ง. ถกู ทุกขอ้

2. อวยั วะใดต่อไปน้ีทเี่ ปล่ยี นแปลงมาจากเนื้อเย่ือช้นั กลาง

ก. สมอง กระดกู ข. ผวิ หนัง ลาไส้

ค. กระเพาะอาหาร ตับ ง. หวั ใจ รังไข่

3.โครงสร้างใดของเอ็มบรโิ อคนท่ที าหนา้ ทแี่ ลกเปล่ยี นแกส๊

ก. allantois ข. amnion

ค. chorion ง. Yolk sac

4. ในกระบวนการเจรญิ เติบโตของตวั อ่อนคน ระบบอวยั วะใดท่ีเจรญิ ก่อนระบบอื่น

ก.ประสาท ข. ทางเดินอาหาร

ค. หมุนเวียนเลอื ด ง.ขบั ถา่ ย

5. สัตว์เลย้ี งลูกดว้ ยนมมวี ิธีการป้องกนั ไมใ่ ห้ลูกอ่อนไดร้ บั อันตรายโดย

ก. สรา้ งสายรก ข. สร้างกระเปา๋ หนา้ ท้อง

ค. สร้างเปลือกห้มุ ไข่ ง. ถูกทกุ ขอ้

6. ระยะสดุ ท้ายของเอ็มบรโิ อของคนสน้ิ สุดลงเมอ่ื ประมาณ

ก. 30 วนั หลังปฏิสนธิ ข. 60 วันหลังปฏิสนธิ

ค. 90 วันหลังปฏิสนธิ ง. ระยะทค่ี ลอด

7. มนษุ ยม์ รี ะยะเวลาต้ังครรภ์จนถงึ ครบกาหนดคลอดเทา่ ใด

ก. 180 ข. 220

ค. 280 ง. 360 วนั

8. รกของสัตว์เล้ียงลูกดว้ ยนมมีโครงสร้างท่ปี ระกอบด้วย

ก. Chorion , Allantois ข. Uterus , Amnion

ค. Chorionic, mesoderm, Allantoic stalk ง.เยอื่ บุUterine, Allantoic mesoderm, Chorion

9. การเตบิ โตของส่ิงมีชีวติ จะเกิดข้ึนก็ต่อเม่อื 18
ก. ได้รบั โกรทฮอร์โมนจากตอ่ มใต้สมอง
ค. มีการดดู ซึมของสารเขา้ ไปในเซลล์ ข.เซลล์มีการแบ่งตัวแล้วทาให้ขนาดเพ่ิมข้นึ
ง. ไข่แดงเป็นสารอาหารสาหรับตัวอ่อน
10. ระยะใดท่มี ีการผลิตเมด็ เลอื ดขาวมากทีส่ ุด
ก. ตอนโตเตม็ ท่ี ข. วัยชรา
ค. แรกเกิด ง. วยั ร่นุ

19

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น เรอื่ งการเจริญเตบิ โตของมนุษย์
1. ค
2. ง
3. ค
4. ข
5. ง
6. ข
7. ค
8. ง
9. ข
10. ง

20

แบบสังเกตพฤติกรรมคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์

ช่อื กลมุ่ .................................................................................................................... กลมุ่ ท.ี่ ...........................
สมาชิกกลมุ่ 1. ....................................................................................................... เลขที่............... .............

2. ...................................................................................................... เลขที่............................
3. ...................................................................................................... เลขท.ี่ ............. ..............
4. ...................................................................................................... เลขท.ี่ ...........................
5. ...................................................................................................... เลขท.ี่ ............. ..............

รายการประเมนิ ระดับการประเมนิ
4321
1. มีความสนใจ ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้
2. รับผิดชอบ เอาใจใส่ ทางานเสรจ็ ตามเวลา
3. มีวินัยในการทางาน เห็นคุณค่าและความสาคญั ของงาน
4. มีน้าใจ ใจกว้าง มีเหตผุ ล ยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อื่น
5. ร่วมงานกับเพ่ือนในกลมุ่ อย่างสรา้ งสรรค์

เกณฑก์ ารประเมิน
4 หมายถึง ระดับดีมาก
3 หมายถึง ระดับดี
2 หมายถึง ระดับพอใช้
1 หมายถึง ระดับทต่ี อ้ งปรับปรงุ

เกณฑก์ ารผ่าน : แต่ละรายการตอ้ งไม่น้อยกว่า ระดับ 3

หมายเหตุ : การสังเกตพฤติกรรมคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์จะสงั เกตอย่างต่อเนอื่ งตลอดการเรียนแตล่ ะภาค
เรยี น และใหค้ าแนะนานักเรียนในการปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมอนั พึงประสงค์


Click to View FlipBook Version