1
ก
ชอื่ เรื่อง การพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ
โดยใช้การจดั การเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics) ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5
โรงเรียนบา้ นนำ้ สวยมติ รภาพท่ี 19
ผู้วิจยั อรณุ ศรปี ระโชติ
ปี 2564
บทคัดยอ่
งานวจิ ัยนี้มวี ัตถุประสงค์ 1) เพ่ือเปรียบเทียบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาองั กฤษของนักเรยี นก่อน
และหลังการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics) 2) เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอา่ นออก
เสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics)
กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคร้ังนี้ คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำสวยมิตรภาพที่ 19
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 จำนวน 18 คน การเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์แบบแทรกในบทเรียนร่วมกับ
การใช้เร่ืองเล่าท่ีเป็นคำคล้องจอง 2) แบบทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์ และ 3) แบบทดสอบ
ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัย พบว่า
1. ความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี น มีความรูด้ า้ นคำศัพท์ภาษาองั กฤษหลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิท่รี ะดับ .05
2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 5หลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียน อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดบั .05
3. กระบวนการจัดการเรยี นการสอนโฟนกิ ส์แบบแทรกในบทเรียนรว่ มกับการใชเ้ รื่องเล่าที่เป็น
คำคล้องจองท่ีทดลองใช้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การนำเข้าสูบ่ ทเรียนโดยใช้เรือ่ งเล่าที่เป็นคำ
คล้องจอง 2) การนำเสนอคำศัพท์และรับรู้หน่วยเสียง 3) การแยกหน่วยเสียงในคำและผสมหน่วยเสียง
4) การทำความเขา้ ใจความหมายของคำศพั ท์ และ 5) การนำคำศพั ทไ์ ปใชใ้ นประโยค
ข
สารบัญ
หน้า
บทคดั ย่อ ........................................................................................................................................ก
สารบัญ........................................................................................................................................... ข
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา........................................................1
1.2 วัตถุประสงค์การวิจยั ..........................................................................2
1.3 สมมติฐานการวิจัย.............................................................................2
1.4 กรอบแนวคิดในการวิจยั .......................................................................3
1.5 ขอบเขตของการวจิ ัย ..........................................................................3
1.6 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ..............................................................................4
1.7 ประโยชน์ท่ีได้รับ ..............................................................................4
บทท่ี 2 ........................................................................................................................................... 5
2.1 แนวคิดเก่ียวกับหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 .................6
2.2 แนวคดิ เก่ยี วกับการจัดการเรยี นการสอนแบบโฟนิกส์ ........................................6
1. ความหมายของการจัดการเรยี นการสอนโฟนิกส์ ..............................................6
2. รูปแบบการเรยี นการสอนโฟนกิ ส์ .............................................................7
3. กระบวนการเรียนการสอนโฟนกิ ส์ ............................................................8
4. ข้อแนะนำสำหรับการเรียนการสอนโฟนิกส์ ................................................. 11
2.3 แนวคิดเกี่ยวกบั บัตรคำ ..................................................................... 13
1. ความหมายของบัตรคำ ..................................................................... 13
2 เทคนคิ การใชบ้ ัตรคำ........................................................................ 13
2.4 แนวคดิ เกีย่ วกบั ความรูค้ ำศพั ทภ์ าษาองั กฤษ ............................................... 14
1. ความหมายของคำศพั ท์ .................................................................... 14
ค
2. ความสำคญั ของคำศัพท์ .................................................................... 14
3. ประเภทของคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ .......................................................... 15
4. หลักการเลือกคำศัพท์ภาษาองั กฤษเพ่ือนำมาสอน .......................................... 16
5. วธิ สี อนคำศัพท์............................................................................. 17
6. การวดั ประเมนิ ผลความรู้คำศพั ท์ ........................................................... 20
2.5 แนวคดิ เกยี่ วกับการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ......................................... 21
1. ความหมายของการอา่ นและการอ่านออกเสียง ............................................. 21
2. ความสำคญั ของการอา่ นและการอ่านออกเสียง ............................................. 22
3. ปัญหาในการอ่านออกเสียง................................................................. 23
4. วิธีการสอนอา่ นออกเสียง................................................................... 25
5. การวัดประเมนิ ผลการอ่านออกเสียง........................................................ 27
2.6 งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง......................................................................... 28
งานวจิ ัยในประเทศ............................................................................ 28
งานวิจยั ตา่ งประเทศ .......................................................................... 30
บทท่ี 3 .........................................................................................................................................31
3.1 การออกแบบวจิ ัย............................................................................ 31
3.2 กล่มุ เป้าหมาย ............................................................................... 31
3.3 ตัวแปรทศ่ี ึกษา .............................................................................. 31
3.4 เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย ..................................................................... 32
3.5 การสรา้ งและพัฒนาเคร่ืองมอื ................................................................ 32
3.6 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ....................................................................... 34
3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล .......................................................................... 34
บทท่ี4........................................................................................................................................... 35
4.1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนกั เรียน ....... 35
4.2 ผลการเปรยี บเทียบความรูด้ า้ นคำศัพทภ์ าษาอังกฤษของนักเรยี น .......................... 36
ง
4.3 กระบวนการจดั การเรยี นการสอนโฟนกิ ส์................................................... 37
บทท่ี 5 .........................................................................................................................................38
5.1 สรุปผลการวิจัย.............................................................................. 38
5.2 อภิปรายผล ................................................................................. 39
5.3 ข้อเสนอแนะ ................................................................................ 40
ข้อเสนอแนะเพ่ือการนำไปใช้.................................................................. 40
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป ......................................................... 41
บรรณานกุ รม................................................................................................................................42
ภาคผนวก ก.................................................................................................................................48
ตัวอยา่ งแผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 6 ............................................................... 49
ตวั อยา่ ง ชุดแบบฝึก.............................................................................. 56
แบบทดสอบการอา่ นออกเสียงคำภาษาองั กฤษ................................................... 64
แบบประเมนิ การอ่านออกเสียงคำภาษาองั กฤษ .................................................. 67
ภาคผนวก ข.................................................................................................................................68
แบบประเมินความตรงเชงิ เน้ือหาของแผนการจัดการเรยี นรู้ ...................................... 69
แบบประเมนิ ความตรงเชิงเนื้อหาของ ............................................................ 70
แบบประเมนิ ความตรงเชิงเนื้อหา ................................................................ 72
ภาคผนวก ค.................................................................................................................................79
ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอา่ นออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ........................... 80
ผลการเปรยี บเทยี บความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ.............................................. 81
1
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างย่ิงใน
ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การ
ประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเก่ียวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึง
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซ่ึงมิตรไมตรีและความร่วมมือกับ
ประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่าง
ของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มี
เจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์
ความรู้ตา่ ง ๆ ไดง้ า่ ยและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนนิ ชวี ติ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้ความรู้ด้านคำศัพท์
และทักษะการอ่านของผู้เรียนสามารถอ่านออกเสียงประโยค ข้อความ นิทาน และบทกลอนส้ัน ๆ
ถกู ต้องตามหลกั การอา่ น และมที กั ษะการใช้คำศพั ท์ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)
จากข้อมูลข้างต้น ทำให้เห็นว่าความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ
เป็นทักษะที่สำคัญมากต่อผู้เรียน นอกจากนี้ จากผลการทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ของ
กลุ่มเป้าหมาย ก่อนดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการใช้คำศัพท์ และ
ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ทั้งน้ีจากการสังเกตขณะ
นักเรียนทดสอบการอ่าน พบว่า นักเรียนอ่านคำไม่ออก และอ่านคำโดยการจำ ซ่ึงส่งผลให้นักเรียนมี
ปัญหา เช่น อ่านไม่ออก อ่านคำใหม่ไม่ได้ อ่านออกเสียงผิด และการทดสอบการใช้คำศัพท์ พบว่า
นกั เรยี นไมร่ ู้ความหมาย จงึ ส่งผลให้นกั เรยี นไมส่ ามารถนำคำศพั ท์ไปใช้ได้
ผวู้ ิจยั มีความเห็นวา่ ในการพัฒนาความรู้ด้านคำศพั ท์ และความสามารถในการอ่านออกเสียงคำ
ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนเป็นส่ิงสำคัญเร่งด่วน ควรมีการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ เนื่องจากเป็น
การสอนให้ผู้อ่านเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับเสียง เพื่อนําความเช่ือมโยงนั้นไปใช้ในการอ่าน
ถอดรหัส และการสะกดคํา (Spafford& Grosser, 2021) โดยแทรกในบทเรยี นร่วมกบั การใช้เรื่องเล่าซึ่ง
เป็นบทเพลงสำหรับให้เด็กร้องเล่น เพ่ือความสนุกสนานเพลิดเพลินหรือร้องล้อเลียนกัน ทั้งยังช่วย
ส่งเสริมความจำโดยเริ่มจากข้อความส้ัน ๆ ง่าย ๆ และนับเป็นการให้การศึกษาแก่เด็กทางหนึ่งด้วย
(ณรงค์ ทองปาน, 2562) และจากการศึกษางานวิจัยท่ีศึกษาเกี่ยวข้องกับผลของการจัดการเรียนการ
สอนโฟนิกส์ ผลวิจัยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้ การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ มีผลทำให้ผู้เรียน
พัฒนาการอ่านออกเสียงคำของนักเรียน (เรมิกา กุลาตี (2560) พัชรินทร์ ป้องสนาม (2560) นฤมล
2
สุปินโน (2560) วนิดา โนนคำ (2560) White (2020) Benton (2020) Cardenas (2019) และ
Bridgman (2020)การจัดการเรียนสอนโฟนิกส์ร่วมกับหนังสือเล่มใหญ่ มีผลทำให้นักเรียนสามารถออก
เสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากข้ึน (สาเกต ทองเท่ียง, 2560) วิธีสอนแบบโฟนิกส์ มีผลทำให้นักเรียนมี
พัฒนาการการอ่านออกเสียง และเขียนสะกดคำด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ที่ดีข้ึน (สุนันทา ปัญญา
รัตน์, 2561) และการเรียนการสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำร่วมกับเทคนิคการสอนแบบตอบสนองท่าทาง
ของนักเรียน มีผลทำให้ความสามารถในการอ่านออกเสียงและจดจำความหมายของคำศัพท์
ภาษาอังกฤษของนกั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น (วัชรนิ ทร์ เครือเช้า, 2561)
ในการวิจัยครั้งนี้ ผวู้ ิจัยทดลองใชก้ ารจดั การเรยี นการสอนโฟนิกส์ ซึ่งเปน็ การสอนท่ที ำให้ผู้เรยี น
ได้ฟังการออกเสียงจากเจ้าของภาษา และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับเร่ืองเล่าท่ีเป็นคำคล้องจอง ทั้งยัง
ชว่ ยเสริมทักษะใหผ้ ู้เรยี นมีความเขา้ ใจคำศพั ท์ และประโยค จากวีดทิ ศั น์เร่อื งเลา่ ที่เป็นคำคลอ้ งจอง และ
การสอนโฟนิกส์จะทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในความสัมพันธ์ของหน่วยเสียง และตัวอักษรอย่างเป็น
ระบบ ผ้วู ิจัยมีความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์แบบแทรกในบทเรยี นร่วมกับการใช้เร่ืองเล่า
ที่เป็นคำคล้องจอง เป็นกระบวนการท่ีสามารถพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์ และความสามารถในการอ่าน
ออกเสยี งคำภาษาองั กฤษที่เหมาะสำหรับนกั เรยี น
1.2 วตั ถุประสงค์การวจิ ยั
1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อน
และหลงั การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์
2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียน ช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 กอ่ นและหลงั การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์
3. เพื่อนำเสนอกระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์สำหรับการพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์
และความสามารถในการอา่ นออกเสยี งคำภาษาอังกฤษ
1.3 สมมติฐานการวิจยั
1. นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ มีความรู้ด้าน
คำศพั ทภ์ าษาองั กฤษหลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน
2. นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ทไี่ ด้รบั การจัดการเรยี นการสอนโฟนิกส์มีความสามารถ
ในการอา่ นออกเสยี งคำภาษาอังกฤษหลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน
3
1.4 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย ตัวแปรตาม
ตัวแปรตน้
1. ความรูด้ า้ นคำศพั ทภ์ าษาองั กฤษ
การจดั การเรียนการสอนโฟนกิ ส์ 2. ความสามารถในการอา่ นออกเสยี งคำ
ภาษาองั กฤษ
ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวิจัย
1.5 ขอบเขตของการวจิ ัย
ผวู้ ิจัยกำหนดขอบเขตของการวจิ ัย เพ่ือใหก้ ารวจิ ัยเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ท่กี ำหนด ดงั นี้
1.กลมุ่ เป้าหมาย
กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 จำนวน 18 คน โดยการเลือกแบบ
เจาะจง
2.ตวั แปรทใ่ี ช้ศกึ ษา
2.1 ตัวแปรต้น คอื การจดั การเรยี นการสอนโฟนิกส์
2.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
2.2.1 ความรู้ดา้ นคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ
2.2.2 ความสามารถในการอา่ นออกเสียงคำภาษาอังกฤษ
3. เนื้อหาทีใ่ ช้ในการทดลอง
เนอื้ หาท่ีใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยเลือกคำศัพท์ในสาระการเรียนรู้วชิ าภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551
4. ระยะเวลา
การวิจัยครั้งน้ีดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2564 โดยผู้วิจัยเป็นผู้จัดการเรียนการสอนโฟนิกส์วันละ 1 ชั่วโมง โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
ผวู้ จิ ยั พัฒนาขึ้น จำนวน 6 แผน แผนละ 2 ช่ัวโมง รวมท้ังหมด 12 ชั่วโมง
4
1.6 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนท่ีเร่ิมต้นด้วยการให้
ผู้เรียนดูวีดิทัศน์และสังเกตตัวอักษรของคำศัพท์บัตรคำ จากนั้นให้ผู้เรียนรับรู้เสียงของคำ ฝึกการแยก
หน่วยเสียงในคำ เพื่อผสมหน่วยเสียงให้เป็นคำและสามารถอ่านออกเสียงคำได้อย่างถูกต้อง แล้วระบุ
ความหมายของคำและฝึกการนำคำไปใช้ในประโยค
2. ความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง ความสามารถในการระบุความหมายของ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เรียน และความสามารถในการเลือกใช้คำได้ถูกต้องตามบริบทของประโยค โดย
วัดจากแบบทดสอบความรู้คำศพั ทท์ ีผ่ วู้ จิ ัยสร้างขึ้น
3. ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษหมายถึงความสามารถในการอ่านออก
เสียงคำศัพท์ที่เรียนได้อย่างถูกต้องตามหลักการอ่านออกเสียง ทั้งหน่วยเสียงที่เป็นพยัญชนะต้น หน่วย
เสียงท่ีเป็นสระ และหน่วยเสียงท่ีเป็นตัวสะกด วัดได้จากแบบวัดความสามารถในการอ่านออกเสียง
คำศัพทท์ ีผ่ ู้วิจัยสรา้ งขึ้น
1.7 ประโยชน์ท่ไี ด้รบั
1. ได้แผนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ไปใช้ในการพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์และ
ความสามารถในการอา่ นออกเสยี งคำภาษาองั กฤษสำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5
2. ได้กระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ สำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ
นำไปประยุกต์ในการพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ
สำหรับนกั เรยี น
5
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง
วิจยั เร่ือง การพัฒนาความรู้ดา้ นคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสยี งคำภาษาอังกฤษ
โดยใช้การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนบ้านน้ำ
สวยมิตรภาพท่ี 19 ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยท่ีครอบคลุมแนวคิดท่ีใช้ในการวิจัย และ
นำเสนอเน้อื หาไวต้ ามลำดับ ดังนี้
1. แนวคิดเก่ียวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
2. แนวคดิ เกย่ี วกับการจดั การเรียนการสอนแบบโฟนกิ ส์
2.1 ความหมายของการจดั การเรยี นการสอนโฟนิกส์
2.2 รปู แบบการเรยี นการสอนโฟนิกส์
2.3 กระบวนการเรียนการสอนโฟนิกส์
2.4 ข้อแนะนำสำหรบั การเรียนการสอนโฟนิกส์
3. แนวคดิ เกี่ยวกบั บัตรคำ
3.1 ความหมายของบตั รคำ
3.2 เทคนคิ การใชบ้ ัตรคำ
4. แนวคิดเกย่ี วกบั ความรคู้ ำศพั ทภ์ าษาองั กฤษ
4.1 ความหมายของคำศัพท์
4.2 ความสำคัญของคำศัพท์
4.3 ประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
4.4 หลกั การเลอื กคำศัพทภ์ าษาอังกฤษเพ่อื นำมาสอน
4.5 วธิ ีสอนคำศัพท์
4.6 การวดั ประเมนิ ผลความรู้คำศัพท์
5. แนวคดิ เกี่ยวกบั การอ่านออกเสยี งคำภาษาองั กฤษ
5.1 ความหมายของการอ่านและการอา่ นออกเสียง
5.2 ความสำคญั ของการอ่านและการอา่ นออกเสยี ง
5.3 ปญั หาในการอา่ นออกเสยี ง
5.4 วธิ ีการสอนการอ่านออกเสียง
5.5 การวัดประเมินผลการอ่านออกเสียง
6. งานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง
6
2.1 แนวคิดเก่ียวกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ
เรียนรภู้ าษาต่างประเทศ
ความสำคัญของการเรยี นภาษาตา่ งประเทศ
ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างย่ิงใน
ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้
การประกอบอาชีพ การสรา้ งความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวสิ ยั ทศั นข์ องชุมชนโลก และตระหนักถึง
ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซ่ึงมิตรไมตรีและความร่วมมือกับ
ประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีข้ึน เรียนรู้และเข้าใจความแตกต่าง
ของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคดิ สังคม เศรษฐกิจ การเมอื ง การปกครอง มี
เจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการส่ือสารได้ รวมท้ังเข้าถึง
องค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศท่ีเป็น
สาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ
ส่วนภาษาต่างประเทศอ่ืน เช่น ภาษาฝร่ังเศส เยอรมัน จีน ญ่ีปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่มประเทศ
เพ่ือนบ้าน หรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาท่ีจะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ตาม
ความเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551, หน้า 220)
2.2 แนวคดิ เกย่ี วกบั การจดั การเรยี นการสอนแบบโฟนกิ ส์
การจัดการเรียนการสอนแบบโฟนิกสเ์ ปน็ การสอนใหผ้ ู้เรยี นเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหวา่ งเสียงกับ
รูปของตัวอักษร ซ่ึงเป็นการสอนให้ผู้เรียนรู้จักถอดรหัสคำของตัวอักษรท่ีเป็นภาษาเขียนไปสู่เสียงที่เป็น
ภาษาพูด ทำใหผ้ ู้เรียนเข้าใจหน่วยเสียงทางภาษา ดังนัน้ ผู้วิจัยจึงศึกษาเก่ยี วกับ ความหมาย รปู แบบการ
เรยี นการสอน กระบวนการเรยี นการสอน และข้อแนะนำสำหรับการเรียนการสอนโฟนิกส์ ดังนี้
1. ความหมายของการจดั การเรยี นการสอนโฟนิกส์
นักการศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนการ
สอนโฟนิกส์ ไวด้ ังน้ี
Fitzroy (2021) ไดน้ าํ เสนอไวว้ ่า โฟนิกส์ (phonics) เป็นวิธกี ารสอนอา่ น โดยให้เดก็ ได้
เรียนรู้คุ้นเคยกับคํา และการสะกดเพื่อจะได้รู้จักคําสามารถอ่านสะกดและเขียนได้ อีกนัยหน่ึง เป็นการ
เรมิ่ ต้นกับเสียงของตวั อักษร เรยี นร้รู ูปตวั อกั ษรและจึงแนะนำเก่ยี วกบั เสียงของตัวอักษร
Spafford& Grosser (2020, p.104) กล่าวว่า โฟนิกส์ คือ การสอนให้ผู้อ่านเช่ือมโยง
ความสมั พันธร์ ะหว่างรปู กับเสยี ง เพือ่ นําความเชอื่ มโยงนน้ั ไปใช้ใน การอ่านถอดรหสั และการสะกดคาํ
Eldredge (2020, pp.21, 42-43) กล่าวว่า โฟนิกส์เป็นยุทธวิธีหน่ึงที่เด็กใช้ใน การ
สังเกตแยกแยะคำ (word identification) ด้วยการอาศัยวิธีการออกเสียง ซ่ึงเด็กต้องมีความรู้ เก่ียวกับ
7
ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับตัวอักษร ความสามารถในการแบ่งแยกหน่วยเสียงและ ความสามารถใน
การประสมหน่วยเสยี ง เพอ่ื ออกเสยี งเปน็ คำ
Browne (2021, p.27) กล่าวว่า วิธีโฟนิกส์น้ันเป็นการสอนการอ่านต้ังอยู่บนพื้นฐาน
ความสัมพันธ์ของเสียงและตัวอักษร เพ่ือสร้างความเข้าใจระหว่างตัวอักษรต่าง ๆ และเสียงอ่านที่เกิด
จากตัวอักษรนั้น ๆ
Cutts (2017) ท่ีกล่าวไว้ว่า โฟนิกส์เป็นวิธีการสอนท่ีส่งเสริมให้นักเรียนสามารถอ่าน
คำศัพท์นั้น ๆ ได้ซ่ึงหากไม่มีการสอนแบบโฟนิกส์นักเรียนจะไม่สามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เพราะการสอนแบบโฟนิกส์ทำให้นักเรียนสามารถแยกเสียงของพยัญชนะ สระน้ัน ๆและ
นำมาผสมกันเปน็ คำศพั ท์ได้
Bloomfield & Barnhart (2018, pp.19-42) กล่าวว่า วิธีโฟนิกส์ในเบื้องต้นเป็นการ
สอนถอดรหัสเสียง ซึ่งเป็นการเช่ือมโยงกับรูปแบบเสียงของภาษาพูด หรือเสียงของภาษากับสัญลักษณ์
เสียง
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ เป็นรูปแบบการเรียนภาษาโดยการเรียนรู้
ความสัมพันธ์ระหวา่ งตัวอักษรและเสียง ที่มหี น่วยเสยี งย่อยตา่ ง ๆ ซึ่งเม่ือผู้เรียนเรยี นรเู้ ก่ียวกบั เสียงของ
พยญั ชนะและสระเหลา่ นี้ ทำให้สามารถอา่ นออกเสียงคำต่าง ๆ ได้อยา่ งถูกตอ้ ง
2. รปู แบบการเรียนการสอนโฟนกิ ส์
Starrett (2017, pp. 16-17) ได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ที่
หน่วยงานและนกั วชิ าการได้ศกึ ษาและทดลองใชใ้ นการพฒั นาความสามารถด้านการอา่ นและการเขยี น
1. การสอนโฟนิกส์แบบสังเคราะห์ (synthetic phonics หรือ explicit phonics)
เป็น วิธีการสอนโดยเร่ิมจากการสอนเสียงของตัวอักษรแต่ละตัว หลังจากน้ันจึงสอนการผสมเสียงจาก
ตัวอักษรเพื่อให้ผู้เรียนสามารถอ่านออกเสียงคําได้ เช่น “c” อ่านว่า /c/, “a” อ่านว่า /a/ และ “t”
อ่านว่า /t/ เมื่อผสมกันจะได้คําว่า “cat” จุดมุ่งหมายของการอ่านแบบน้ี คือ ผู้เรียนจะสามารถใช้
ความรู้เรื่องของเสียงตวั อกั ษรแต่ละตวั และการผสมเสียงตามหลกั สทั ศาสตรจ์ นสามารถอ่านออกเสยี งคํา
นน้ั ๆ ไดด้ ้วยตนเอง
2. การสอนโฟนิกส์แบบวิเคราะห์ (analytic phonics instruction) เป็นการฝึกให้
ผเู้ รียน รู้จักการเรียนรู้และวิเคราะห์เสียงของตัวอักษรละตัว แล้วนําไปสู่การวิเคราะห์เสียงของตัวอักษร
ในแต่ละ คําอย่างมีระบบ เช่น ตัวอักษร cในคําว่า cat อ่านออกเสียง /cat/ ทั้งน้ีการสอนในระดับน้ีจะ
ยังไม่สอน การผสมเสียง เป็นการสอนท่ีเน้นการฝึกจากแบบฝึกในหนังสือ ผู้เรียนไม่ได้ฝึกการอ่านออก
เสียงคาํ เท่าทค่ี วร
8
3. การสอนโฟนิกส์แบบเทยี บเคียง (analogic phonics หรือ implicit phonics) เป็น
การสอนโดยให้ผู้เรยี นเห็นคาํ ศพั ทก์ อ่ น แลว้ จึงให้สังเกตส่วนประกอบย่อยของคาํ เชน่ การสอนอักษรคู่ท่ี
ออกเสียงเดยี วกัน (rhyme) เช่น ในคาํ ว่า /mat/ และ /bat/ มเี สียง /-at/ เหมือนกัน ถ้าผู้เรียนสามารถ
สะกดคําวา่ “mat” ได้ ก็จะสามารถอ่านและสะกดคาํ ว่า hat, fat ได้ การสอนแบบนี้ไมไ่ ด้สอนให้ผู้เรยี น
แยกเสียงทีป่ ระกอบเป็นคําออกจากกนั วิธีการนมี้ ักใช้ในการอ่านคาํ ที่ไม่รู้จักและชว่ ยในการสะกดคํา
4. การสอนโฟนิกส์ผ่านการสะกดคํา (phonics through spelling) เป็นการสอนให้
ผู้เรียน แยกคําออกเป็นหน่วยเสียง (segment words into phonemes) และระบุตัวอักษรของแต่ละ
หน่วย เสียง เป็นการสอนให้สะกดคําเมื่อผู้เรียนเขียนเรื่องอยู่ในช้ันเรียนหรือขณะที่ผู้เรียนแต่งเรื่องราว
เป็นกลุ่ม เช่น ผู้เรียนอาจเขียนประโยค “We went on a feeld trip and sw the frmnmls.” จาก
ประโยคน้ี ควรจะเป็น “We went on a field trip and saw the farm animals.” ครูคอยช่วยเหลือ
ผเู้ รียนใน การแก้ไขการสะกดคําด้วยการออกเสียงคาํ และเสียงของตัวอกั ษรใหผ้ ้เู รียนฟัง
5. การสอนโฟนิกส์แบบแทรกในบทเรียน (embedded phonics) เป็นวิธีการสอนท่ี
ใช้ สำหรับการสอนภาษาแบบการจำคำ (whole language approach) ผเู้ รียนจะได้รบั การสอนโฟนกิ ส์
ใน ระหว่างการอ่านบทอ่าน เมื่อผู้เรียนประสบปัญหาในการอ่านคําหรือประโยคในบทอ่าน ผู้เรียนจะ
หยุด อ่านข้อความนั้น และครูจะสอนอ่านคําแบบโฟนิกส์ “mini-lesson phonics” แทรกในบทเรียน
โดยให้ ผเู้ รียนฝึกอา่ นออกเสยี ง และถอดรหสั คําเฉพาะคาํ ศพั ทท์ มี่ ีปัญหาในบทอ่านนน้ั
6. การสอนโฟนิกส์โดยการท่องเป็นคําคล้องจอง (onset-rimes) เป็นการสอนให้
ผู้เรยี น แบ่งคําใหเ้ ป็นพยางค์ เปน็ เสยี งตน้ กับเสียงท้ายทเ่ี ปน็ เสียงสัมผสั คล้องจองกนั และเป็นหนว่ ยเสียง
จากการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนโฟนิกส์ ผู้วิจัยเลือกใช้รูปแบบการสอนโฟนิกส์แบบแทรกใน
บทเรียน ซ่ึงเป็นการสอนโฟนิกส์ในระหว่างการอ่านเรื่องเล่าท่ีเป็นคำคล้องจอง โดยเม่ือผู้เรียนประสบ
ปัญหาในการอ่านคำหรือประโยคในบทอ่าน ผู้เรียนจะหยุด อ่านข้อความน้ัน และผู้สอนจะสอนอ่านคำ
แบบโฟนิกส์แทรกในบทเรยี น โดยให้ผ้เู รียนฝึกอ่านออกเสยี ง หน่วยเสียงแต่ละเสียงจนสามารถอ่านออก
เสยี งไดถ้ ูกต้อง เฉพาะคำศัพทท์ มี่ ปี ัญหาในบทอ่านนนั้
3. กระบวนการเรยี นการสอนโฟนกิ ส์
นกั การศึกษาได้กล่าวถงึ กระบวนการเรยี นการสอนโฟนิกสไ์ วด้ งั น้ี
บุญ สม ทับสาย และสุธาวี วิวัฒ น์กสิกิจ (2561, หน้า 187) ได้เสนอ
กระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำร่วมกับแบบเทียบเคียง ประกอบด้วย 6 ข้ันตอน
ดังน้ี
ข้ันที่ 1 การรับรู้หน่วยเสียง (recognizing phonemes) เป็นขั้นท่ีผู้สอนจัดให้ผู้เรียน
ฟงั หน่วยเสียงของตัวอักษรหรือกลุม่ ตัวอกั ษร
9
ขั้นที่ 2 การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวอักษรกับหน่วยเสียง (understanding
graphemes and phonemes relationships) เป็นขันท่ีผู้สอนแสดงตัวอักษรหรือกลุ่มตัวอักษรของ
หนว่ ยเสยี งและออกเสยี งและให้ ผู้เรียนออกเสียง พร้อมกบั ดูตวั อักษรหรอื กลมุ่ ตัวอักษรนัน้
ข้ันที่ 3 การผสมหน่วยเสียง (blending phonemes) เป็นข้ันท่ีผู้สอนออกเสียงและ
สาธติ การผสมหน่วยเสยี งใหเ้ ป็นคำ และใหผ้ ูเ้ รียนฝกึ ผสมหน่วยเสยี งใหเ้ ป็นคำ
ข้ันท่ี 4 การแยกหน่วยเสียงในคำ (segmenting phonemes in word) เป็นข้ันท่ี
ผูส้ อนสาธิตการแยกหนว่ ยเสียงแต่ละเสยี งทอ่ี ยู่ในคำ และให้ผเู้ รยี นฝึกแยกหน่วยเสียงทอ่ี ยู่ในคำ
ข้ันท่ี 5 การทำความเข้าใจความหมายของคำ (understanding meaning of word)
เป็นข้ันที่ผู้สอนใช้รูปภาพ ส่งิ ของ หรือสถานการณ์ เพอ่ื สื่อความหมายของคำ โดยให้ผู้เรียนออกเสียงคำ
ให้ถกู ตอ้ งก่อน แล้วบอกความหมายของคำจากรปู ภาพ สิง่ ของ หรือสถานการณ์
ขั้นท่ี 6 การเทียบเคียง onset-rime (onset-rime analogies) เป็นขั้นที่ผู้สอนให้
ผู้เรียนฝึกการเทียบเคียงหน่วยเสียง โดยการคงหน่วยเสียงส่วนท้ายซึ่งเป็นสระกับตัวสะกดที่มีเสียง
เหมือนกันไว้ แล้วเปลี่ยนเฉพาะหน่วยเสียงท่ีเป็นพยัญชนะต้นของคำ และให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงคำนั้น
เพ่ือเปน็ การฝกึ ฝนใหผ้ ูเ้ รียนอา่ นได้คลอ่ งแคลว่ มากข้นึ
ศุภวลั ย์ ชูมี (2561, หน้า 5) ไดก้ ลา่ วถึงกระบวนการเรียนการสอนดว้ ยวิธโี ฟนิกสไ์ ว้ดงั น้ี
1. รู้จักชื่อและตัวพยัญชนะ ครสู อนให้นักเรียนรู้จักพยัญชนะภาษาอังกฤษ โดยการฟัง
และอา่ น เช่น
1.1 ให้นักเรียนดูบัตรคำศัพท์ และออกเสียงตามครู ทวนซ้ำเป็นประจำ อาจ
บอกความแตกตา่ งระหวา่ งตัวพมิ พ์เล็กและตัวพมิ พใ์ หญ่
1.2 ใหน้ กั เรยี นฟังเพลงพยัญชนะภาษาองั กฤษ และฝึกรอ้ ง
1.3 ใหน้ ักเรียนท้ังช่อื พยัญชนะและหยิบบตั รคำให้ตรงกบั พยัญชนะท่ีครพู ดู
1.4 ครูวางบตั รพยัญชนะไว้บนพืน้ ใหน้ ักเรยี นแข่งกนั หยิบตามที่ครูพูด
1.5 ครูติดบัตรพยัญชนะไว้บนกระดาน ให้นักเรียนแข่งกันไปตามหาบัตรคำ
ตามที่ครพู ดู
2. รูจ้ กั เสียงพยญั ชนะ ครูสอนให้นักเรียนรู้จักเสยี งพยญั ชนะ โดยการฟังและออกเสยี ง
ตาม เชน่
2.1 ให้นักเรียนดูวดี ีโอ phonics และฝึกออกเสียงตามครั้งละ 3 พยัญชนะทำ
ไปเรือ่ ย ๆ จนครบท้งั 26 ตวั
2.2 ให้นักเรียนทบทวนเสียงพยัญชนะ โดยดูวีดีโอพร้อมท้ังออกเสียงไปพร้อม
ๆ กัน
2.3 ให้นักเรียนดู zoo phonics ฝึกออกเสียงโฟนิกส์ และทำท่าทางประกอบ
ตามวีดีโอ
10
3. เช่ือมโยงเสียงกับพยัญชนะ ครูสอนให้นักเรียนรู้จักพยัญชนะและบอกเสียงของ
พยญั ชนะได้ เชน่
3.1 ให้นักเรียนฝึกออกเสียง phonics ตามพยัญชนะ เช่น ครูหยิบบัตรคำ a
นักเรียนอา่ น ตวั เอ เสยี ง อะ
3.2 ให้นักเรียนเล่นเกม เช่น ครูออกเสียง phonics นักเรียนช้ี/หยิบบัตรคำ
หรือครเู ปดิ เพลงให้นักเรียนเต้น เมื่อเพลงหยุดให้นักเรยี นหยิบบัตรคำ และออกเสียง phonics ตามบัตร
คำทหี่ ยบิ ได้
3.3 ในกรณีท่ีครูสอนพยัญชนะกับคำศัพท์ เช่น a-apple, a-alligator ให้นัก
เรียกทบทวนโดยดูบัตรคำ พยัญชนะ และออกเสียง phonics ของพยัญชนะน้ัน ๆ พร้อมทั้งคำศัพท์ท่ี
ขนึ้ ต้นด้วยพยญั ชนะน้ันๆ เชน่ b – เบอะ banana
Vacca et al (2003) ได้กลา่ วถึงกระบวนการเรยี นการสอนโฟนกิ สไ์ ว้ดงั นี้
1. การวิเคราะห์การออกเสียง (analytic phonics) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้
และ วิเคราะห์เสียงของตัวอักษรแต่ละตัว นำไปสู่การวิเคราะห์เสียงของตัวอักษรในคำแต่ละคำอย่างมี
ระบบ เช่น ตัวอักษร b ในคำ ว่า bat อ่านออกเสียง /b/ เป็นการสอนท่ีเน้นการฝึกจากแบบฝึกหัดใน
หนังสือแบบเรียน
2. การเทียบเคียงในการออกเสียง (analogic phonics instruction) เป็นการสอนท่ี
ต่อยอดมา จากการสอนวิเคราะห์การออกเสียง โดยผู้เรียนจะวิเคราะห์ส่วนประกอบของคำ และ
เทียบเคียงการออกเสียงกับคำที่รู้แล้ว เช่น cat, rat, hat มี /a/ และ /t/ เป็นหน่วยเสียงท่ีเหมือนกัน
วิธีการน้มี ัก ใช้ในการอา่ นคำใหม่ท่ไี ม่รู้จกั และเปน็ วธิ ีชว่ ยในการสะกดคำ
3. การสังเคราะห์การออกเสียง (synthetic phonics) เป็นการสอนโดยเริ่มจากการ
สอนเสียงของตัวอักษรแต่ละตัว หลังจากน้ันจึงสอนการผสมเสียงกับตัวอักษรเพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่าน
ออกเสียงได้ จุดมุ่งหมายของการสอนแบบนี้ คือ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเสียงของตัวอักษรแต่ละตัวและผสม
เสียงจนสามารถท่ีจะออกเสยี งคำนัน้ ๆ ได้ด้วยตนเอง
4. การอา่ นแบบร่วมสมยั (contemporary phonics) เปน็ การสอนอ่านโดยการนำเอา
วิธีการวิเคราะห์การออกเสียงและวิธีการสังเคราะห์การออกเสียงมารวมกัน และฝึกให้นักเรียน
ประยุกต์ใช้ตามระดับความสามารถของตน เน้นให้นักเรียนได้อ่านเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น บทกลอน
เรือ่ งเล่า เปน็ ต้น
จากการศึกษากระบวนการเรียนการสอนโฟนิกส์ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์
เป็นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ฟังเสียง และรู้จักการจำแนกหน่วยเสียงที่ได้ยินท้ังหน่วยเสียงท่ีเป็น
พยัญชนะ หน่วยเสียงท่ีเป็นสระ และหน่วยเสียงที่เป็นตัวสะกด แล้วเช่ือมโยงหน่วยเสียงกับตัวอักษร
จากนั้นฝึกอ่านออกเสียงประสมคำจนสามารถอ่านออกเสียงคำนั้น ๆ ได้ถูกต้อง นอกจากการสอนอ่าน
ออกเสียงคำศัพท์แลว้ ควรสอนความหมายของคำศัพท์ หลังจากทผี่ ู้เรียนอ่านออกเสียงได้ถูกต้องแลว้
11
งานวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้จัดการเรียนการสอนสอนโฟนิกส์แบบแทรกในบทเรียนร่วมกับการใช้เรื่องเล่าที่
เป็นคำคลอ้ งจอง ประกอบดว้ ย 5 ข้ันตอน ดงั น้ี
ข้ันท่ี 1 การนำเข้าสู่บทเรียนโดยใช้เร่ืองเล่าที่เป็นคำคล้องจอง(warming up by using story
rhymes)เป็นข้ันท่ีผู้สอนให้ผู้เรียนดูวีดิทัศน์เร่ืองเล่าท่ีเป็นคำคล้องจอง เพ่ือดึงดูดความสนใจหรือโน้ม
นา้ วใหผ้ ู้เรียนสนใจในบทเรียน และเป็นการเชอ่ื มโยงเข้าสูเ่ นือ้ หา
ข้ันท่ี 2 การนำเสนอคำศัพท์และรับรู้หน่วยเสียง (presenting vocabulary and recognizing
phonemes )เป็นข้ันท่ีผู้สอนให้ผู้เรียนรับรู้หน่วยเสียง และฟังการออกเสียงคำศัพท์ที่ปรากฏในวีดิทัศน์
เรอ่ื งเลา่ ท่เี ป็นคำคล้องจอง
ข้ันที่ 3 การแยกหน่วยเสียงในคำและผสมหน่วยเสียง (segmenting phonemes and
blending phonemes) เป็นขั้นท่ีผู้สอนให้ผู้เรียนแยกหน่วยเสียงแต่ละเสียง ท้ังหน่วยเสียงท่ีเป็น
พยัญชนะต้น หน่วยเสียงที่เป็นสระ และหน่วยเสียงท่ีเป็นตัวสะกดของคำศัพท์ที่ได้ฟัง จากน้ันให้ผู้เรียน
ออกเสียงแตล่ ะหน่วยเสียง จนสามารถผสมหนว่ ยเสยี งใหเ้ ปน็ คำได้
ข้นั ที่ 4 การทำความเขา้ ใจความหมายของคำศพั ท์(understanding the meaning of words)
เป็นข้ันท่ีผู้สอนใช้รูปภาพหรือสถานการณ์ในวีดิทัศน์เรื่องเล่าที่เป็นคำคล้องจอง เพ่ือส่ือความหมายของ
คำ แล้วจงึ ให้ผู้เรียนบอกความหมายของคำศัพทน์ ัน้ ๆ
ขั้นท่ี 5 การนำคำศัพท์ไปใช้ในประโยค (using vocabulary in sentences)เป็นข้ันท่ีผู้สอนใช้
วีดิทัศน์เรื่องเล่าที่เป็นคำคล้องจอง กิจกรรม เกม รูปภาพ หรือสถานการณ์ เพื่อฝึกให้ผู้เรียนสามารถ
เลอื กใชค้ ำศพั ท์ได้ถูกต้องตามบรบิ ทของประโยค
4. ขอ้ แนะนำสำหรบั การเรียนการสอนโฟนิกส์
นักการศกึ ษาได้กลา่ วถึงขอ้ แนะนำสำหรบั การเรียนการสอนโฟนิกสไ์ วด้ ังน้ี
Lapp & Flood (1992, p.104 อ้างถึงใน พัชรินทร์ ป้องสนาม. 2559, หน้า 51) ได้ให้
คำแนะนำวิธีการสอนดว้ ยวิธโี ฟนกิ ส์ดังต่อไปน้ี
1. เสียงท่ีมีมากในการพูดคือเสียงพยัญชนะ ดังนั้นจึงเป็นส่วนที่นำเสนอก่อนเป็นอันดับแรกตาม
หลกั การสอนดว้ ยวธิ ีโฟนกิ ส์ ได้แก่
1.1 เร่ิมต้นด้วยพยัญชนะท่ีมีลักษณะการเขียนและเสียง ไม่คล้ายกัน (s, m, p) ไม่ควรสอน
พยญั ชนะท่คี ล้ายกนั พรอ้ มกันในคร้งั เดียว เพราะจะทำใหเ้ กดิ ความสบั สน (b, d, p, m, n)
1.2 ควรสอนพยัญชนะท่มี ีเสยี งไม่ชัดเจนในตอนทา้ ย (c, g, h, w)
2. เรม่ิ ต้นด้วยการสอนพยัญชนะต้น
3. สอนเสยี งเดียวก่อนเสียงพยัญชนะคู่
4. สอนพยัญชนะคู่ (sh, ch, th, ph) และพยญั ชนะประสม (bl, fr, str, st)
12
5. การสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ควรเร่ิมจากกิจกรรมท่ีทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการฟัง นักเรียนได้ฝึก
การฟังและการแยกแยะความแตกต่างของเสียงต่าง ๆ การฝึกลักษณะนี้ควรทําโดย อาศัยบริบท
นักเรียนจะไม่ได้ประโยชน์เลยถ้าได้รับการฝึกจากเสียงที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน ดังน้ัน จึงควรฝึกด้วยการ
ใชบ้ ริบทหรือฝึกเปน็ คํานน่ั เอง
Fitzgerald & Fitzgerald (2019, pp.75-76 อ้างถึงใน ผดุง อารยะวิญญู. 2563, หน้า 28) ได้
ให้คำแนะนำเฉพาะในการสอนภาษาแบบโฟนกิ ส์ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. การเรียนการสอนแบบโฟนิกสค์ วรเป็นไปตามความตอ้ งการของเดก็ หรือกลุ่มเด็กที่ต้องการ
2. การเห็นคำศัพท์ พัฒนาจากคำท่ีมีความหมาย คำท่ีมีประโยชน์ที่สุดและเริ่มการอ่าน เป็น
ส่วนสำคัญพ้ืนฐานสำหรบั การสอนภาษาแบบโฟนิกส์
3. การฝึกฟัง ควรได้รับการสอนและการฝึกฝนในระยะแรก เพื่อช่วยการจำ เช่น man และ
me และการแยกความแตกตา่ งของเสียง เช่น mine, fine, line เปน็ ตน้
4. ทิศทางของกระบวนการสอนในการวิเคราะห์คำ ต้องมาจากซ้ายไปสู่ขวา และความสนใจ
ตอ้ งเริม่ จากเสียงต้น กลาง และเสยี งท้าย
5. เดก็ ๆ อาจใช้บริบท ตำแหนง่ และตวั อน่ื ๆ ขณะเริม่ การฝึกการออกเสยี ง
6. การสอนเด็กในการจดจำหลกั การพื้นฐานเพื่อความคุ้นเคยในคำท่ีจำเป็น การแปลเสียง และ
การสะกดคำ
7. การแทนที่ด้วยอักษรของเสียงต้นในคำ เป็นกิจกรรมที่ให้ผลดี เช่น จากคำ ว่า can เด็ก ๆ
อาจค้นพบคำอืน่ ๆ เชน่ man, pan, fan
8. การจับคู่เสียงและสัญลักษณ์อาจได้รับการฝึก ครูอาจออกเสียงคำ เช่น cap และ
เดก็ ๆ อาจบอกคำท่ีเปน็ ตัวเขยี นในระหวา่ งกลุ่มคำว่า map, nap, tap, cap
9. เด็ก ๆ ควรได้แยกแยะ phonogram เช่น and ในคำว่า hand และ land หรือ อาจประสม
คำควบกล้ำและรูปของเสียงเพือ่ สรา้ งคำ br- ในคำวา่ brow หรือ -ingในคำวา่ ring และ bring
10. เด็กจะมีความกระตือรือร้นเม่ือเขาพบว่าเขาสามารถปลดรหัสคำใหม่ ๆ ได้ด้วยความรู้
ด้านโฟนิกส์
จากการศึกษาข้อแนะนำสำหรับการเรียนการสอนโฟนิกส์ สรุปได้ว่า การสอนด้วยวิธีโฟนิกส์
ควรเร่ิมจากตัวอักษรที่เปล่งเสียงได้งา่ ย และเป็นเสียงที่สามารถนำไปประสมเป็นคำท่ีมีตัวอักษรสามตัว
แบบงา่ ย ๆ ได้ ตัวอักษรที่ออกเสียงคล้ายกันไม่ควรสอนในเวลาเดยี วกัน เพราะจะทำให้ผู้เรยี นเกิดความ
สับสนในการออกเสียง และตัวอักษรสองตัวแต่ออกเสียงเดียวและตัวอักษรผสมหรือตัวอักษรควบกล้ำ
ควรสอนหลงั จากท่นี ักเรยี นไดเ้ รยี นรู้ตัวอักษรเด่ียวแล้ว
13
2.3 แนวคิดเกี่ยวกับบตั รคำ
1. ความหมายของบตั รคำ
ดอร์ช (Dolch. Online. 2021) กล่าวว่า บัตรคำศัพท์เป็นเคร่ืองมือชนิดหน่ึงที่ช่วยส่งเสริมให้
นักเรียนไดเรียนรูคำศัพท์ไดมากข้ึน บัตรคำศัพท์สามารถใช้สอนคำศัพท์ท่ีครูต้องการให้นักเรียน ได้
เรียนรู้ซ่ึงคำศัพท์น้ันอาจจะเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับวัตถุส่ิงของ สัตว์ คำคุณศัพท์สถานที่ฯลฯ โดยบัตร
คำศัพท์แสดงให้เห็นความหมายท่ีเฉพาะเจาะจงของคำศัพท์น้ัน ๆ ในการสอนไดหลายรูปแบบ เช่น การ
ใช้บัตรคำศัพท์ในการสอนคำศัพท์ การฝึกฝนคำศัพท์การใช้บัตรคำศัพท์อ่านและฝึกเขียน ซึ่งสอดคลอง
กับคำกล่าวของทอร์นบอรี่ (2564 : 189-192) ว่าการใช้บัตรคำศัพท์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่ากล
วธิ ีการใช้คำสำคัญ เพราะมีผู้เรียนบางคนที่ พบว่า การสร้าง “จินตภาพ” (Imaging) นั้นยาก แต่ผู้เรยี น
ทุกคนสามารถถูกฝึกให้เตรียมและ ใช้ชดุ บตั รคำศัพทไ์ ด้
2 เทคนคิ การใช้บตั รคำ
ทอรนบอรี่ (Thronberry. 2564 : 189) ไดกล่าวว่า เทคนิคการใชบัตรคําศัพทเปนลําดับ
ขั้นตอน ดังน้ี
1. ผูเรียนเขียนคําหนึ่งคําบนดานหนึ่งของกระดาษแข็งขนาดเล็ก (ขนาดเทากับ
นามบตั ร) และเขียนคาํ แปลเปนภาษาแมบนอกี ดานหนง่ึ ของกระดาษ
2. บัตรคําศัพทเต็มชุดสําหรับใชในแตละครั้ง ควรมีจํานวนระหวาง 20 ถึง 50 บัตร
ขน้ึ อยูกับความยากงายของคํา
3. คําเหลานั้นไมจาํ เปนตองอยูในชุดคําศัพท (Lexical Set)
4. ผูเรียนทดสอบตนเองเก่ียวกับคําเหลานั้น โดยเริ่มดวยการจําความหมายของ
คาํ ศัพทใหม นั่นคือดูคําศัพทใหมแตละตัวแลวตรวจสอบความเขาใจในคาํ แตละคําโดยดูที่คําแปลของคํา
5. จากนั้นจะกลับกระบวนการ โดยใชคําแปลไปกระตนุ การสร้างคำใหม
6. คําท่ีเปนปญหาควรถูกขยับขึ้นไปอยูตน ๆ ไมวากรณีใดก็ตามควรสลับบัตรคําศัพท
เปนระยะ ๆ เพ่ือหลีกเล่ียง “ผลกระทบจากการเรียงลําดับ” (Serial Effect) นั่นคือการจําคําไดจาก
ลาํ ดบั ของบตั รคาํ ศัพท
7. ลาํ ดับของการเรียนและการทบทวน ควรจะเวนชวงหาง เมื่อเรียนรูคําไหนไปแลว ก็
ทง้ิ บตั รของคาํ นั้นไป แลวทาํ บัตรคาํ ใหมเพิม่ เขาไปในชดุ เพ่อื เปนการฝกใหผูเรียนใชเทคนิคนี้ และเพื่อให
ผูเรียนนําชุดบัตรคําศัพทติดตัวไปตามที่ตาง ๆ จึงคุมท่ีจะแจกบัตรเปลาใหกับผูเรียน ในคร้ังแรก
จนกระท่ังผูเรียนเร่ิมติดนิสัยในการทําบัตรคําศพั ทเองแจกบัตรใหผูเรียนหลังจบชวงบทเรียน ที่มีคํามาก
และสาธิตวธิ ีการเตรียมบัตรหกใบ โดยใหผูเรียนแตละคนเลือกคําท่ีตองการเรยี นรูถามี บัตรคําศัพทของ
ตนเองหนึ่งชุดเปนตัวอยางจะชวยใหทุกอยางงายข้ึน โดยสามารถใชบัตรคําศัพทนี้ สาธิตขั้นตอนงาย ๆ
ของกจิ กรรม
14
2.4 แนวคิดเกีย่ วกบั ความรู้คำศัพทภ์ าษาอังกฤษ
คำศพั ท์เป็นองค์ประกอบท่ีสำคญั ในการเรียนรู้ภาษาทกุ ภาษา ผวู้ ิจัยจึงได้ศึกษาแนวคดิ เก่ียวกับ
ความร้ดู ้านคำศพั ท์ภาษาองั กฤษ ดงั น้ี
1. ความหมายของคำศพั ท์
นกั การศึกษาไดก้ ล่าวถงึ ความหมายของคำศัพท์ ไว้ดงั นี้
พรสวรรค์ สีป้อ (2560, หน้า 128) ได้ให้ความหมายของคำศัพท์ไว้ว่า คำศัพท์ คือ
หนว่ ย เสียงหลาย ๆ หนว่ ยเสียง หรือคำมารวมกันเป็นขอ้ มูลที่รวบรวมความหมายและการออกเสียงของ
คำที่ ใช้ในการสื่อสาร
ราชบัณฑิตยสถาน (2564, หน้า 248) ให้ความหมายของคำศัพท์ไว้ว่า คำศัพท์
หมายถงึ เสียงพูดหรือลายลักษณอ์ ักษรที่เขียนหรือพมิ พข์ ้นึ เพื่อแสดงความคดิ โดยปรกติถือวา่ เปน็ หนว่ ย
ที่เลก็ ที่สดุ ซ่ึงมีความหมายในตวั
ธนสทิ ธ์ิ ศรรี ัตน์ (2563, หนา้ 10) คำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ หมายถึง “คำ” ทั้งในภาษาพูด
และภาษาเขียน ได้แก่ คำนาม คำกิริยา คำคุณศัพท์ และคำกริยาวิเศษณ์ ซึ่งมีความหมายแน่นอนใน
ตวั เอง
ศิธร แสงธนู และคิด พงศทัต(2561, หน้า 35 อ้างถึงใน ดวงเดือน จังพานิช. 2562,
หน้า 11-12) ได้ให้คำจำกัดความของคำศัพท์ว่า เป็นกลุ่มเสียงหน่ึงท่ีสามารถทำให้ผู้ฟังระบุได้ว่าเป็นคน
สัตว์ ส่ิงของ อาการ หรอื ลกั ษณะอาการ
จากการศึกษาความหมายของคำศัพท์สรุปได้ว่า คำศัพท์ คือ กลุ่มเสียงที่มีความหมายแบ่งออก
ได้หลายประเภททง้ั คน สัตว์ ส่ิงของอาการ หรือลักษณะอาการ ซ่ึงต่างกันไปตามภาษาของตนเอง เพื่อ
ใชใ้ นการสือ่ สารให้เกิดความเขา้ ใจรว่ มกัน
2. ความสำคญั ของคำศัพท์
ความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ ส่วนหนึ่งนั้นข้ึนอยู่กับความสามารถในการ
ใช้องค์ประกอบทางภาษา ซ่ึงประกอบด้วย เสียง โครงสร้าง ไวยากรณ์ และคำศัพท์ ซึ่งองค์ประกอบ
ดังกล่าวน้ีจะช่วยให้ผู้เรียนภาษาสามารถเข้าใจเรื่องที่ผู้อ่ืนพูด และพูดให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ดังนั้น คำศัพท์จึง
นบั ว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง และมนี ักการศึกษาหลายทา่ นได้กล่าวถึงความสำคัญของคำศัพท์ ไวด้ งั น้ี
นนั ทิยา แสงสิน (2563, หน้า 156) กระบวนการอา่ นอาจล้มเหลวหากผู้เรียนไม่ได้รับการพัฒนาคำศัพท์
ที่ดีเนื่องจากการอ่านและคำศัพท์มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทั้งน้ีผู้สอนสามารถให้รายการคำศัพท์
พรอ้ มทงั้ ความหมายท่เี กี่ยวขอ้ งในเน้ือหาก่อนการอา่ นเพอ่ื เปน็ การเตรียมความพร้อมของผูเ้ รยี น
15
ดวงเดือน แสงชัย (2563, หน้า 15) ได้กลา่ วว่า การจำคำศพั ทเ์ ป็นเรื่องสำคญั ในการเรียนภาษา
โดยเฉพาะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้ดีนั้น นักเรียนท่ีรู้คำศัพท์มาก จำได้แม่น และสามารถ นำมาใช้ได้
อยา่ งถกู ตอ้ ง คล่องแคล่ว ย่อมช่วยให้การเรียนไดผ้ ลดยี ิ่งข้นึ
McCarthy (2017, pp.2-15) ได้กล่าวถึงความสำคัญของคำศัพท์ว่า ความรู้ด้านคำศัพท์เป็น
ปัจจัยสำคัญอย่างหน่ึงท่ีช่วยในด้านการอ่าน เพราะทำให้ผู้อ่านเข้าใจ และรับรู้ข้อมูล ข่าวสารจากตำรา
ไดด้ ยี ิง่ ข้นึ
Harmer (2021, p.153) ได้กล่าวถึงคำศัพท์ไว้ว่า เปรียบเสมือนเป็นอวัยวะ และเน้ือของภาษา
กับโครงสร้างของภาษา หรือไวยากรณ์เสมือนเป็นโครงของภาษา การใช้โครงสร้างทางภาษาจะไม่มี
ศักยภาพท่ีแสดงออกมาได้ ถ้าไม่รู้คำศัพท์ที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าการรู้โครงสร้างภาษาหรือไวยากรณ์ ทำให้
สามารถจัดรูปประโยคได้ถูกต้อง ในการสื่อความหมาย คำศัพท์เป็นสิ่งสำคัญมากท่ีจะเป็นตัวสื่อ
ความหมายออกมา
Wallace (2017, p.9) ได้กล่าวว่า การเรียนภาษาต่างประเทศเป็นพ้ืนฐานที่สำคัญของการ
เรียนรู้คำศัพท์ของภาษานั้น และยังมีระบบของภาษา คือ ไวยากรณ์ หรือโครงสร้างทาง ภาษา ซึ่งเป็น
สว่ นสำคญั เช่นกัน และจะสามารถสอ่ื สารไดใ้ นขณะทเี่ รารูค้ ำศัพทท์ จี่ ำเปน็ ต้องใชด้ ว้ ย
จากความสำคัญของคำศัพท์ดังกล่าว สรุปได้ว่า คำศัพท์เป็นปัจจัยพื้นฐานของการเรียนทุก
ภาษา การจำคำศัพท์ได้มากจะทำให้สามารถส่ือสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากน้ันความรู้
ทางด้านคำศัพท์ยังเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนได้ดี
ยง่ิ ข้นึ
3. ประเภทของคำศัพทภ์ าษาองั กฤษ
ประเภทของคำศพั ทภ์ าษาองั กฤษ สามารถแบง่ ออกได้เปน็ หลายประเภท ดังนี้
Dale, Edgar & et al (2020, pp.37-38) ไดแ้ บ่งคำศัพท์ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. คำศัพท์ที่มีความหมายในตัวเอง (content words) คือ คำศัพท์ประเภทท่ี
เราอาจบอก ความหมายได้โดยไม่ข้ึนอยู่กับโครงสร้างของประโยค เป็นคำท่ีมีความหมายตาม
พจนานุกรม เชน่ dog box pen เปน็ ต้น
2. ศัพท์ที่ไม่มีความหมายแน่นอนในตัวเอง (function words) หรือที่เรียกว่า
ระยะ ได้แก่ คำนำหน้า (article) คำบุพบท (preposition) คำสรรพนาม (pronoun) คำประเภทน้ีมีใช้
มากกว่าคำประเภทอื่น เป็นคำที่ไม่สามารถสอนและบอกความหมายได้ แต่ต้องอาศยั การสังเกตจากการ
ฝึกการใชโ้ ครงสร้างในประโยค
สุไร พงษ์ทองเจริญ (2562 หน้า 149) ได้แบ่งประเภทของคำศัพท์ ออกเป็น 2
ประเภท คอื
16
1. คำศัพท์ท่ีนักเรียนควรจะใช้เป็น (active vocabulary) คือ คำศัพท์ที่นักเรียนควร
จะใช้เป็น และใช้ได้อย่างถูกต้อง คำศัพท์เหล่าน้ีใช้มากในการฟัง พูด อา่ น และเขียน เช่นคำว่า
important, necessary, consist เป็นต้น สำหรับการเรียนคำศัพท์ประเภทน้ี จะต้องฝึกใช้
บ่อย ๆ ซ้ำ ๆ จนนักเรยี นสามารถนำไปใช้ไดถ้ กู ต้อง
2. คำศัพท์ที่ควรจะสอนให้รู้แต่ความหมายและการออกเสียง (passive vocabulary)
คือ คำศัพท์ที่ควรจะสอนให้ผู้เรียนรู้แต่ความหมายและการออกเสียงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องฝึก
คำศัพท์ประเภทนี้ เช่น คำว่า elaborate, fascination, contrastive เป็นต้น คำศัพท์เหล่านี้
เม่ือผเู้ รยี นเรียนในระดบั ทส่ี งู ข้ึน ก็อาจจะกลายเป็นคำศัพท์ประเภท active vocabulary ได้
จากประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษดังกล่าว ผู้วิจัยเลือกประเภทของคำศัพท์ท่ีเป็น
active vocabulary มาใช้ในการสอนซ่ึงเป็นคำที่ผู้เรียนในระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 5-6 ได้
พบเห็นบ่อย ๆ ทั้งในการฟัง พูด อ่าน และเขียน เป็นคำศัพท์ท่ีจำเป็นต้องรู้ความหมาย อ่าน
ออกเสยี งถูกต้อง และใชใ้ ห้เปน็
4. หลักการเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพือ่ นำมาสอน
การเลือกคำศพั ท์เพื่อนำมาให้ผู้เรยี นได้เรียนรไู้ ด้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ
ของผูเ้ รียน ควรใชห้ ลักการเลือกคำศพั ท์ ดงั น้ี
สุไร พงษท์ องเจริญ (2560, หน้า 93-94) ได้กล่าวถงึ คำศัพท์ทคี่ วรนำมาสอนวา่ ควรมี
ลักษณะดังตอ่ ไปน้ี
1. คำศัพท์ที่ปรากฏในหนังสือเรียน คำศัพท์ท่ีปรากฏซ้ำ ๆ และเป็นคำศัพท์ท่ี
นักเรียนควรจะรู้และใชเ้ ปน็ โดยสอนใหน้ กั เรยี นออกเสียงให้ถูกต้องท้ังความหมายและวิธีใชค้ ำนั้น
2. คำศัพทท์ ่มี ีประโยชน์ นกั เรียนควรจะรจู้ ัก เพ่ือใช้ในการพูดสนทนา
Lado (2019, pp.119-120) ไดก้ ล่าวถึงหลกั การเลือกคำศพั ท์ไว้ดังน้ี
1. ควรเป็นคำศัพท์ท่ีมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และความสนใจของ
ผ้เู รียน
2. ควรมีปริมาณของตัวอักษรในคำศัพท์เหมาะสมกับระดับอายุและสตปิ ัญญา
ของผู้เรยี น เชน่ ในระดบั ประถมศกึ ษากค็ วรนำคำศพั ท์สัน้ ๆ มาสอน
3. ไม่ควรมีคำศัพท์มากเกินไปหรือน้อยเกินไปในบทเรียนหนึ่ง ๆ แต่ควร
เหมาะสมกบั วฒุ ิภาวะทางสติปญั ญาของผู้เรยี น
4. ควรเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนมีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นำไปพูด
สนทนาหรือเป็นคำศพั ทน์ ั้นตามไปโฆษณา เปน็ ต้น
17
McWhorter (2018, p.52) ได้กล่าวถึง การเลือกสรรคำศัพท์ไว้ว่า ควรเลือกคำศัพท์ที่มี
ประโยชน์ และใชม้ ากกบั ตัวผู้เรียน แตก่ ็ขึน้ อยกู่ ับองค์ประกอบที่ต่างกนั ไป ส่ิงท่ีสำคัญท่ีตอ้ งพิจารณาคือ
เปา้ หมายในการเรยี น หรือแผนงานท่สี ามารถนำไปใช้หรือมสี ว่ นเกยี่ วขอ้ งมากท่ีสุด
จากหลักการเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษดังกล่าว สรุปได้ว่า การเลือกคำศัพทส์ ำหรับการสอนน้ัน
ควรพิจารณาเลือกคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตจริง โดยคำนึงถึงประโยชน์ เป้าหมายในการเรียนโดยเฉพาะการ
เลือกสรรคำศัพท์จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับ ระดับอายุ วุฒิภาวะ และการนำไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ต่อผเู้ รยี น
5. วิธีสอนคำศัพท์
การสอนคำศัพท์ นอกจากจะต้องมีการเลือกคำศัพท์ที่จำเป็นมาสอนแล้วยังต้องมีขั้นตอนการ
สอนท่เี หมาะสมกบั ผูเ้ รียน ซึ่งมนี ักการศกึ ษาได้กล่าวไว้ดังน้ี
พรรณนที โชติพงศ์ (2562, หนา้ 13-14) ได้กลา่ วถงึ วธิ กี ารสอนคำศพั ทไ์ วด้ งั นี้
1. สอนให้ผู้เรียนรคู้ วามหมายของคำศพั ท์ คอื สามารถจำและบอกความหมายได้ทันทที ่ี
อ่าน เขียน หรือได้ยินคำศัพท์น้ัน ๆ การท่ีจะสอนให้ผู้เรียนรู้ความหมายของคำศัพท์น้ันมีกลวิธี
หลายประการ เชน่ การแสดงประกอบการใชร้ ปู ภาพ ใช้ของจริง และใชข้ อ้ ความ เปน็ ต้น
2. สอนให้ผู้เรียนออกเสียงคำศัพท์ได้ถูกต้องการท่ีจะให้ผู้เรียนออกเสียงได้ถูกต้อง
ครู จะต้องสอนให้ผู้เรียนออกเสียงทีละคำการสอนให้ออกเสียงได้ถูกต้องน้ันเป็นการเพ่ิมทักษะ
ในการฟังการพูดการ อา่ นและการเขยี นไดอ้ ีกด้วย
3. สอนให้ผู้เรียนสามารถใช้คำศัพท์น้ันในประโยคต่าง ๆ ได้ โดยให้มีความสัมพันธ์กับ
โครงสร้างและไวยากรณ์ของภาษาได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ท้ังด้านภาษาเขยี นภาษาอา่ น
และภาษาพดู ตามความนิยมของเจ้าของภาษาดว้ ย
ศรีวไิ ล พลมณี (2563, หน้า 198-199) ได้กลา่ วถงึ วธิ กี ารสอนคำศพั ท์ดงั นี้
1. การจำคำศัพท์ต้องมีอะไรเช่ือมโยงจึงสอนคำศัพท์ให้เช่ือมโยงกันเมื่อมีแล้วก็ให้ท่อง
ด้วยการฟงั การพูดซำ้ ๆ ใช้คำน้ันอย่างตอ่ เนอ่ื ง
2. การสอนศัพทย์ ากจะตอ้ งนำศัพท์ทร่ี ู้แลว้ เรียนแล้วมาลอ่
3. นอกจากวิธีการท่องเม่ือรู้จักและเข้าใจ โดยการได้ใช้ซ้ำบ่อย ๆ แล้ว ครูควรสอน
คำศพั ท์ น้อย แตใ่ ชค้ ุ้มดีกวา่ สอนคำศัพทม์ ากเกนิ ไปแต่ไม่ได้ใช้
4. ครตู ้องขยนั ออกขอ้ สอบ มกี ารทดสอบหลาย ๆ รปู แบบอยา่ งสม่ำเสมอ
อนภุ าพ คลโสภณ (2560, หน้า 18) ได้กลา่ วถึงการสอนคำศัพท์ไวด้ ังนี้
18
1. พิจารณาความยากง่ายของคำ ครูควรพิจารณาว่าคำนั้น ๆ เป็นคำศัพท์ยากหรือ
คำศัพท์ง่าย หรือเป็นคำศัพท์ที่มีปัญหา ท้ังนี้เพื่อจะได้แบ่งแยกหาวิธีในการสอน และทำการฝึกให้
เหมาะสมกบั คำศัพทน์ นั้
2. สอนความหมาย ให้นักเรียนตีความหมายจากภาษาอังกฤษโดยตรง ควรหลีกเล่ียง
การใช้ภาษาไทย โดยอาจจะใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น แผนภูมิ รูปภาพของจริง หรือแสดงกริยาท่าทาง
ประกอบเพอื่ ให้นักเรยี นเข้าใจความหมายอย่างเดน่ ชดั ข้ึน
3. ฝึกการออกเสียงคำศัพท์ใหม่ ครเู ขียนคำศพั ท์ใหมล่ งบนกระดาน อ่านให้นักเรียนฟัง
ก่อน และใหน้ กั เรียนออกเสยี งตามพร้อมทั้งแก้ไขถ้านกั เรียนออกเสียงผดิ
สไุ ร พงศ์ทองเจริญ (2562, หนา้ 150) ได้เสนอลำดบั ขั้นตอนการสอน ดงั น้ี
1. พิจารณาความยากง่ายของคำศัพท์ ครูควรพิจารณาว่าคำน้ัน ๆ เป็นคำศัพท์ยาก
หรือคำศัพท์ง่าย หรือเป็นคำศัพท์ท่ีมีปัญหา ทั้งน้ีเพื่อจะได้แบ่งแยกวิธีการสอน และการฝึกให้
เหมาะสมกับคำศัพทน์ น้ั ๆ
2. ฝึกการออกเสียงคำศัพท์ใหม่ ครูออกเสียงคำศัพท์ใหม่ให้นักเรียนฟังก่อนให้ออก
เสียงตาม พร้อมท้งั แก้ไขคำทนี่ กั เรยี นออกเสียงผิด
3. การสอนความหมาย ให้นักเรียนมีความหมายออกจากภาษาอังกฤษโดยตรง ควร
หลีกเล่ียงการ ใช้ภาษาไทย ส่วนมากควรใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น แผนภูมิ ภาพนูน ของจริง เมื่อ
นักเรียนเข้าใจความหมายแล้ว ครูอ่านออกเสียงประโยคต่าง ๆ โดยแสดงวิธีใช้คำน้ัน ๆ เพื่อ
แสดงความหมายให้เหน็ เด่นชดั
4. เด็กในระยะเร่ิมเรียน ควรจะไดเ้ รียนการออกเสียงอย่างถูกตอ้ ง และสามารถเรียงคำ
เป็น ประโยคในการพดู ไดอ้ ย่างมนั่ ใจและถูกต้อง
5. ทบทวนศัพท์เก่าเม่ือพบในโครงสร้างประโยค แต่ส่ิงทจ่ี ำเป็น คอื การเรียน การออก
เสียงใหม่ และโครงสร้างของประโยค
6. คำศพั ท์ทเ่ี ดก็ สนใจหรืออยใู่ นหวั ข้อทจี่ ะเรยี น ไมจ่ ำเป็นตอ้ งเรยี นทเี ดียวหมด
7. คำศัพทท์ ี่เด็กเรียนควรจะเปน็ คำศพั ท์ที่เดก็ ต้องการ เพอื่ ใช้ในชีวติ ประจำวนั ของเด็ก
8. โดยท่วั ไปในระยะเรม่ิ แรก ควรมคี ำศัพท์ใหม่ 3-5 คำ และ เพิม่ ขึ้นในระดับสงู ตอ่ ไป
9. คำใหม่ 3-5 คำ หมายถึง การฝึกในแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมและใช้ในการสร้าง
ประโยคใหม่ในโครงสร้างเดิมท่ีเคยเรียนมา เช่น คำว่า hospital ถ้านักเรียนรู้จักประโยค I
went to the store. ก็สามารถสร้างประโยคใหม่ I (He, she) went to the hospital. และ
เดก็ ควรจะได้ใชค้ ำใหม่ ในทกั ษะอน่ื ๆ เชน่ ฟงั พดู อา่ น เขยี น หรือในกจิ กรรมอ่นื ๆ
10. ในบทสนทนา ควรจะมคี ำทเี่ ด็กได้ฝกึ เป็นทั้งผฟู้ ังและผูพ้ ูด และควรเป็นบทสนทนา
เป็นธรรมชาติของการพูด การเขียนบทสนทนาควรมีคำ passive word ที่มีความถ่ีในการ
ปรากฏซำ้ สงู
19
11. ในการเลือกคำศัพท์ท่ีสำคัญประการหน่ึง คือ เป็นคำที่เจ้าของภาษาใช้พูดอย่าง
แทจ้ ริงและ ควรตั้งคำถามอยู่เสมอว่านกั เรียนจะใชพ้ ดู อย่างไร
12. สงิ่ ทจ่ี ำเปน็ ทคี่ วรใช้คำศพั ท์ คือ ศพั ท์ใหม่ใชส้ ่ิงที่อยู่ใกล้ตัวทีเ่ ดก็ สามารถสัมผัสได้
13. ระยะเริ่มแรก คำท่ีสอนควรมีตัวอย่างประกอบหรือคำอธิบายง่าย ๆ ซ่ึงเด็กจะใช้
คำเหลา่ น้ีในการเรยี นสงิ่ ท่ียากต่อไป
14. ในบทเรียนแรก ๆ ไม่ควรมีศัพท์มากหรืออาจมีมากเป็นบางบทจนกว่าเด็กจะ
สามารถสะสมศัพท์ได้มากพอ ก็จะทำให้เกิดความกระตือรือร้น ในการเรียนภาษาใหม่และจะช่วยให้
นักเรียนรับรู้คำศัพท์ จำนวนมากข้ึน การรู้คำศัพท์จำนวนมากทำให้นักเรียนสามารถพูดเก่ียวกับคน
สิ่งของ และส่ิงที่เขามน่ั ใจกวา้ งขวางขึน้
Dale et al. (2016, pp.46-52 อ้างถึงใน ธนิตา วัชรพิชิตชัย 2560, หน้า 25-26) ได้กล่าวถึง
วธิ กี ารสอนคำศพั ท์ ดงั นี้
1. นักเรียนในระยะเร่ิมเรียน ควรจะได้เรียนการออกเสียงอย่างถูกต้องและสามารถเรียงคำ เป็น
ประโยคในการพูดได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง คำท่ีไม่มีความหมายในตนเอง (function word) เช่น คำ
บพุ บท to for และอ่ืน ๆ ควรใหฝ้ ึกในโครงสร้างประโยคอยา่ งคล่องแคล่ว
2. ทบทวนคำศัพทเ์ ก่าเมอื่ พบในโครงสร้างประโยคใหม่ แตส่ ิ่งที่จำเป็น คือ สอนการออกเสียงใหม่
ในโครงสรา้ งของประโยคใหม่
3. คำศพั ทท์ ี่นกั เรยี นสนใจหรืออยใู่ นหัวขอ้ ท่จี ะเรยี นไมจ่ ำเปน็ ต้องเรียนทีเ่ ดียวหมด
4. คำศัพทท์ เี่ รียนควรจะเป็นคำศัพทท์ ีเ่ ด็กต้องการ เพอ่ื ใช้ในชีวติ ประจำวันของเดก็
5. โดยท่ัวไปในระยะเร่ิมแรก ควรเรียนคำศัพท์ใหม่ 3 - 5 คำ และควรเพิ่มขึ้นในระดับ ช้ันสูง
ต่อไป
6. คำศัพท์ใหม่ 3 – 5 คำ หมายถึง การฝึกในแบบฝึกหัดหรือกิจกรรม และใช้ในการสร้าง
ประโยคใหม่ในโครงสร้างเดิมที่เรียนมา เช่น คำว่า hospital ถ้านักเรียนรู้จักประโยค I went to the
store ก็สามารถสร้างประโยคใหม่ I went to the hospital. และนักเรียนควรจะได้ใช้คำใหม่ในทักษะ
อ่ืน ๆ เชน่ ฟงั พดู อา่ น เขยี น หรอื ในกจิ กรรมอื่น ๆ
7. ในการเลือกคำศัพท์ท่ีสำคัญประการหนึ่ง คือ เป็นคำท่ีเจ้าของภาษาใช้พูดอย่างแท้จริง และ
ควรต้งั คำถามอยูเ่ สมอว่านกั เรยี นจะใช้พูดอยา่ งไร
8. สง่ิ ท่จี ำเปน็ ในการเลอื กคำศพั ท์ คอื ศัพท์ใหม่ใช้ส่งิ ท่ีอยใู่ กล้ตวั สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน
9. ในระยะเริ่มแรก คำท่ีสอนควรมภี าพประกอบหรือการแสดงงา่ ยๆ ซึ่งนักเรยี นจะใช้คำเหล่าน้ใี น
การเรยี นสงิ่ ท่ยี ากตอ่ ไป
จากการศึกษาวธิ ีสอนคำศัพท์ สรุปได้วา่ การสอนคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ ควรสอนความหมายของคำศัพท์
เป็นอันดับแรก โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น ใช้ของจริง รูปภาพ เป็นต้น หลังจากนั้นสอนให้ออกเสียง
คำศัพท์น้ัน ๆ ให้ถกู ต้อง ลำดับสุดท้าย สอนให้ผู้เรียนสามารถนำคำศัพท์ไปใช้ในประโยคหรือนำไปใช้ใน
20
การฟัง พูด อ่าน และเขียนได้ถูกต้อง นอกจากนี้ควรคำนึงถึงจำนวนคำศัพท์ที่สอนแล้วได้ใช้ทันที และ
การสอนศัพทต์ ้องมคี วามเชอ่ื มโยงกัน และได้ใชอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื ง
6. การวดั ประเมนิ ผลความรู้คำศัพท์
การประเมินความรู้คำศัพท์เป็นการวัดว่าผู้เรียน ได้เรียนรู้คำศัพท์ไปมากน้อยเพียงใดหรือ
สามารถนำคำศัพท์ท่เี รยี นแล้วไปใช้ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้หรอื ไม่
Nation (2020, p.29) ได้แบง่ ชนิดของแบบทดสอบตามวตั ถปุ ระสงค์ของการวดั ไวด้ งั ต่อไปน้ี
1. การทดสอบความสามารถด้านคำศัพท์ (proficiency test) เป็นการวัดความร้คู ำศัพท์
ว่า นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์มากน้อยเพียงใด หรือรูม้ ากพอท่ีจะใช้ในการสื่อสารในแต่ละทักษะ
ไดห้ รือไม่ การทดสอบลักษณะน้จี ำแนกไดเ้ ปน็ 2 ชนิด ไดแ้ ก่
1.1 การวัดวงความรู้คำศัพท์ (measuring vocabulary size) เป็นการวัดเพ่ือท่ีจะ
ทราบว่านักเรียนรคู้ ำศพั ท์จำนวนมากน้อยเพียงใด ขอ้ สอบจะถูกสร้างข้ึนจากคำศัพท์ทไ่ี ด้จากการสุ่มเอา
คำศพั ท์ ท่ีปรากฏในพจนานุกรมหรอื คำศัพทใ์ นบัญชคี ำศัพท์
1.2 การวัดวงความรู้คำศัพท์เฉพาะกลุ่ม (measuring knowledge of particular
group of words) เป็นการวัดเพ่ือท่ีจะทราบวา่ นักเรียนร้คู ำศัพท์ในระดับใด เพียงพอหรือเหมาะสมกับ
ระดับทีจ่ ะเรียนแลว้ หรอื ไม่
2. การทดสอบ (testing) เป็นการทดสอบท่ีมักพบในการวิจัยเก่ียวกับการเรียนรู้คำศัพท์
แบง่ เป็น 2 ประเภท ดังนี้
2.1 การทดสอบการจำคำศัพท์ (recognition) เป็นการวัดว่านักเรียนสามารถจำคำ ที่
เรยี นไปได้มากน้อยเพียงใด การทดสอบแบบน้ีจะง่ายกว่าการทดสอบการระลึกได้ เพราะในการสอบ จะ
มีคำตอบที่นักเรียนนึกอยู่ปรากฏให้เห็น เช่น ให้นักเรียนเขียนคำแปลหรือเลือกคำแปล คำคล้องจอง
ความหมาย หรอื รปู ภาพให้ตรงกับคำศัพท์ทป่ี รากฏ เปน็ ตน้
2.2 การทดสอบการระลึกได้ (real test) เป็นการวัดว่านักเรียนสามารถจำคำศัพท์ ที่
เรียนไปได้มากน้อยเพียงไร นักเรียนจะต้องเขียนหรือพูดคำตอบเองโดยไม่มีตัวเลือกให้เห็น เช่น การให้
นักเรยี นเขยี นคำศัพท์ทไี่ ด้เรียนไปตอนท้ายชั่วโมง เป็นต้น
3. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้คำศัพท์ (achievement test) เป็นการวัดความรู้คำศัพท์
เป็นสว่ นหนึ่งของกระบวนการสอนภาษาในรายวชิ าท่ีนักเรียนไดเ้ รยี น โดยมวี ัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ
เพื่อเป็นการประเมินว่านักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ในส่ิงท่ีได้เรียนไปแล้วหรือยัง และเป็นส่วนท่ีช่วยเสริม
ใหเ้ กดิ การเรยี นร้ทู ด่ี ขี ้ึน แบบทดสอบทจี่ ะใชค้ วรมีลักษณะดังนี้
3.1 ต้องไม่เป็นการทดสอบคำโดด ๆ แต่จะต้องมีประโยคเพื่อให้ผู้เรียนเติมคำศัพท์ให้
เข้ากบั บริบท
21
3.2 ควรเป็นแบบทดสอบทง่ี า่ ยต่อการตรวจ เชน่ แบบทดสอบแบบโคลซหรือจบั คู่ เป็น
ตน้
3.3 ถ้าเป็นแบบเติมหรือเลือกคำตอบ คำตอบต้องเหมาะสมกับความร้ทู ่ีผู้เรียนได้เรียน
ไปแลว้
3.4 แบบทดสอบไม่ควรยากหรอื ซบั ซ้อนเกินไป
3.5 เวลาและจำนวนข้อในแตล่ ะแบบทดสอบตอ้ งมคี วามสอดคลอ้ งกนั
จากการประเมินความรู้คำศัพท์ดังกล่าว สรุปได้ว่า การทดสอบความรู้คำศัพท์แบ่งออกได้ตาม
ชนิดของแบบทดสอบได้ 3 ชนิด โดยแบบทดสอบแต่ละชนิดมีวัตถุประสงค์ในการวัดความรู้คำศัพท์
แตกต่างกันไป ซึ่งผู้วิจัยประเมินความรู้คำศัพท์ของผู้เรียนโดยใช้การวัดผลสัมฤทธ์ิในการเรียนรู้คำศัพท์
ด้วยการสร้างประโยคเพ่ือให้ผู้เรียนเติมคำศัพท์ให้เข้ากับบริบทเพื่อเป็นการประเมินว่าผู้เรียนได้เกิดการ
เรียนรใู้ นส่ิงท่ไี ด้เรยี นไปแล้วหรือยงั
2.5 แนวคิดเกย่ี วกบั การอ่านออกเสียงคำภาษาองั กฤษ
การอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่ผู้เรียนภาษาควรเน้นและให้ความสำคัญเป็น
อันดับตน้ ๆในการศกึ ษาผ้วู จิ ัยจงึ ไดศ้ ึกษาแนวคดิ เกีย่ วกบั การอา่ นออกเสยี งคำภาษาอังกฤษดงั นี้
1. ความหมายของการอา่ นและการอ่านออกเสียง
นักการศึกษาไดก้ ลา่ วถงึ ความหมายของการอ่านและการอ่านออกเสียง ไวด้ งั น้ี
ราชบัณฑิตยสถาน (2564, หน้า 1364) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน
หมายถงึ วา่ ตามตวั หนังสือ ถ้าออกเสยี งดว้ ย เรียกว่า อ่านออกเสยี ง ถา้ ไมอ่ อกเสยี ง เรียกว่า อ่านในใจ
มาส ชวลิต (2564, หน้า 58 - 61) ได้อธิบายความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน
หมายถึง การแปลความหมายของตวั อักษร สญั ลักษณ์ออกมาเปน็ ถอ้ ยคำ ความคิด และนำความคิดไปใช้
ให้เป็นประโยชน์ ตัวอักษรเป็นเพียงเคร่ืองหมายแทนคำพูดหรือ ความคิด สิ่งสำคัญที่สุดของการอ่านคือ
การเขา้ ใจความหมายของคำท่ปี รากฏในข้อความน้นั ๆ
สุนันทา ม่ันเศรษฐวิทย์ (2564, หน้า 84) ได้ให้แนวคิดการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็น
เครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านท่ีถูกต้องจึงมีส่ิงที่จำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน
การรจู้ ักฝึกฝนอา่ นอย่างสม่ำเสมอ กจ็ ะชว่ ยใหผ้ อู้ า่ นมพี ื้นฐานการอ่านที่ดี ท้งั จะช่วยให้เกดิ ความชำนาญ
และมีความรกู้ ว้างขวางขึ้น
กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2562, หน้า 93) ได้กล่าวถึงการอ่านออกเสียงไว้ว่า เป็นการ
อา่ นให้เกิดเสียงดัง คือการที่เปล่งเสยี งตามตัวอักษร ถอ้ ยคำ และเครื่องหมายต่าง ๆ ทีเ่ ขียนให้ถูกต้องชัด
ถ้อยชัดคำและเป็นท่ีเข้าใจแก่ผู้ฟัง (การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านที่เก่ียวข้อง กับผู้อื่นเพราะเป็นการ
อา่ นให้คนอืน่ ฟงั ) การอ่านออกเสียงผู้อา่ นต้องอาศยั การทำงานทสี่ ัมพันธ์กนั ระหว่างสายตาการอ่านของ
22
ตนต้องสามารถสอื่ สารแกผ่ ู้ฟงั ได้ตรงตามท่ีผู้เขยี นข้อความต้องการหรือไม่ การอ่านออกเสียงจงึ ไม่ใช่การ
ถ่ายทอดถ้อยคำ หรือว่าตามตัวหนังสือเท่าน้ัน ต้องคำนึงถึง สารเดิมท้ังหมดซ่ึงสารเดิมหรือข้อความจะ
ประกอบด้วยสว่ นสำคัญ 3 สว่ นคือ ถอ้ ยคำ เรอื่ งราว บรรยากาศ
บันลือ พฤกษะวัน (2560, หน้า 9) ได้สรุปถึงความหมายของการอ่านว่า การอ่าน
หมายถึง การแปลตัวอักษร (สัญลักษณ์) ออกมาเป็นคำพูด (เสียง) และมี ความหมายที่ใช้ส่ือความคิด
ระหวา่ งผเู้ ขยี นกับผูอ้ ่าน (ผฟู้ ัง ) ซ่งึ บางครงั้ ไม่จำเปน็ ต้องเอาเสียงกเ็ ขา้ ใจความหมายได้
ประเทิน มหาขันธ์ (2560, หน้า 157) ได้กล่าวถึงการอ่านออกเสียง ซึ่งสรุปได้ว่า เป็น
การอา่ นท่ีผู้อ่านเปล่งเสียงออกมาดัง ๆ ในขณะอ่าน สำหรับเด็กประถมศึกษาสว่ นใหญ่ท่ีอา่ นในใจไม่เป็น
จะนยิ มอา่ นออกเสียงเด็กเล็ก ๆ ท่ีเร่มิ เรียนการอ่านใหม่ ๆ ควรเริม่ เรียนการอา่ น ออกเสยี งเพราะจะช่วย
ใหจ้ ดจำคำศพั ทไ์ ด้และออกเสยี งได้ถูกต้อง
ก่อ สวัสดิพาณิชย์ (2560, หน้า 46) ได้สรุปถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน
หมายถึง การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และนําความคิดน้ันไปใช้ ให้เป็น
ประโยชน์ ตัวอักษรท่ีใช้ในการอ่านเน้นเคร่ืองหมายแทนคําพูด และคําพูด ก็เป็นเพียงเสียงซึ่งเป็น
เครือ่ งหมายแทนความคิด หรอื ของจรงิ อกี ทีหนง่ึ
จากการศึกษาความหมายของการอ่าน และการอ่านเสียง สรุปได้ว่า เป็นการแปลความหมาย
ของตัวอกั ษรออกมาในรปู ของเสียง เพื่อใชป้ ระโยชน์ในส่อื สารทางด้านความคิด
2. ความสำคัญของการอา่ นและการอา่ นออกเสียง
การอ่าน และการอ่านออกเสยี งมคี วามสำคัญเป็นอย่างมากในการเรียนรู้ด้านภาษา ซ่ึง
นักวชิ าการไดแ้ สดงถงึ ความสำคัญของการอ่าน ดงั นี้
นภดล จันทร์เพ็ญ (2560, หน้า 74) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า “การ
อา่ นมคี วามสำคญั ต่อมนษุ ยอ์ ย่างยิ่งโดยเฉพาะในโลกปจั จบุ นั ทม่ี หี นังสอื ให้เลือกอา่ นได้มากมาย การอ่าน
ชว่ ยให้คนสามารถหาความรู้ ความบันเทิง สร้างเสริมประสบการณ์ท่ี เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ทั้งทางด้าน
การศึกษา อาชีพ การงาน และอยรู่ ่วมกันกับผู้อนื่ ในสังคม”
ประเทิน มหาขันธ์ (2560, หน้า 3) อธิบายถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า “การอ่าน
เป็นการส่ง เสริมให้สังคมทั้งมวลเขามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ มีการต้ังห้องสมุดชุมชน
ส่งเสริมสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนสร้าง พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ให้มากท่ีสุด รณรงค์ให้ประชาชน
รกั การอ่านมากขนึ้ ”
วิจิตรา แสงพลสิทธิ์ และคณะ (2562, หน้า 134) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน
สรุปได้ว่า การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ก่อให้เกิดความคิดความฉลาดรอบรู้ทันต่อ
เหตุการณแ์ ละการอ่านยงั ช่วยใหเ้ กดิ ความเพลิดเพลินอกี ดว้ ย
23
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และประภาศรี สีหอำไพ (2560, หน้า 12) ได้กล่าวว่า การอ่าน จะช่วยให้
การเรียนของนักเรียนดีข้ึน เพราะกิจกรรมการเรียนต้องอาศัยทักษะการอ่านท้ังส้ิน ทางด้านอาชีพ การ
อ่านก็ช่วยให้นําความรู้ท่ีได้จากการอ่าน พัฒนาอาชีพของตนให้เจริญก้าวหน้า นอกจากนั้นการอ่านยัง
ช่วยใหค้ นเกิดความคิดลกึ ซ้งึ และกวา้ งขวางเป็นที่ยอมรับของสังคมอีกด้วย
จากการศึกษาความสำคัญของการอ่าน สรุปได้ดงั น้ี การอ่านเป็นส่ิงสำคัญที่ใช้ในการเรยี นรู้ และต่อยอด
สง่ิ ต่าง ๆ เปน็ เครือ่ งมือทีท่ ำใหเ้ กดิ ความเจริญก้าวหน้า
3. ปญั หาในการอา่ นออกเสียง
ผู้เรียนภาษาต่างประเทศจำนวนไม่มากท่ีสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้เหมือนกับเจ้าของ
ภาษา และมีคนไทยท่ีเรียนภาษาต่างประเทศจำนวนน้อยท่ีมีความสามารถในการออกเสียงได้เหมือน
เจ้าของภาษา ท้ังน้ีได้มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้อธิบายถึงสาเหตุของการออกเสียง
ภาษาอังกฤษไมถ่ ูกตอ้ งไวด้ ังน้ี
ศิตา เยี่ยมขันติถาวร (2560, หน้า 3-16) ได้กล่าวถึงสาเหตุท่ีทำให้เด็กไทยไม่สามารถ ออก
เสียงได้ถูกต้องและอาจส่งผลไปสู่ด้านจิตใจ การรักในภาษาอังกฤษ รวมถึงการนำไปใช้ เพ่ือการส่ือสาร
ในอนาคต โดยไดส้ รปุ เป็นประเดน็ ดงั นี้
1. ปัญหาดา้ นจติ วิทยา ผเู้ รยี นมคี วามรู้สึกอายหรอื ประหมา่ ที่จะพูด
2. ปัญหาเรื่องวัยของผู้เรียน ถ้าผู้เรียนเร่ิมเรียนภาษาอังกฤษเมื่ออายุมาก ผู้เรียนมักมี
ความเคยชนิ กบั รูปแบบหรือโครงสรา้ งของภาษาแม่ โดยเฉพาะระบบเสียง
3. ปัญหาจากครูและวิธีการเรียนการสอนของครู ครูคนไทยส่วนหน่ึงสามารถฟัง อ่าน
และเขียนได้แต่มีทักษะการพูดไม่ดีเพียงพอ มีปัญหาเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษ ปัญหาน้ีอาจทําให้
เด็กเลียนแบบเสียงท่ีผิดต่อไป ครูจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้ดี ทุกด้านควบคู่
ไปกบั วิธสี อน
4. ปัญหาจากการฟัง เนื่องจากเสียงบางเสียงในภาษาอังกฤษ และลักษณะเด่นบาง
ประการของภาษาองั กฤษไมม่ ใี นภาษาไทย
5. เรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็มีผลโดยตรงต่อภาษา การเรียนภาษาใดก็ตาม
ผู้เรียนควรเรียนวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย เพราะการส่ือสารอาจผิดพลาดได้ถ้าเราไม่เรียนรู้
วฒั นธรรมของเจ้าของภาษาซึ่งมีความแตกตา่ งกนั ออกไปในแต่ละประเทศ
แสงระวี ดอนแก้วบัว (2564, หน้า 124) ได้กล่าวถึงปัญหาการออกเสียงภาษาอังกฤษ สำหรับ
คนไทยซึ่งอาจจำแนกออกไดด้ งั นี้ คอื ปญั หาการออกเสียงสระ ปญั หาการออกเสยี งพยัญชนะ ปญั หาการ
ออกเสียงกลุ่มเสียงพยัญชนะ ปัญหาการออกเสียงกลุ่มเสียงพยัญชนะทา้ ย ปัญหาการออกเสียงตัวอักษร
ที่ไม่ออกเสียง นอกจากปัญหาการออกเสียงคำภาษาอังกฤษดังกล่าวแล้ว ความกลัว ความอาย และ
24
รายละเอียดอ่ืน ๆ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญของคนไทยที่ทำให้ไม่สามารถออกเสียงภาษาอังกฤษใน
ระดับท่ีผู้เป็นเจ้าของภาษาเข้าใจได้ด้วย ซึ่งการออกเสียงที่ถูกต้องตามรูปแบบของภาษาอังกฤษย่อม
ก่อใหเ้ กิดประโยชนท์ ั้งแกผ่ พู้ ดู และผฟู้ ังอย่างแนน่ อน
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2560, หน้า 352-374) ได้กล่าวถึงสาเหตุของการอ่านออกเสียง
ภาษาอังกฤษไมถ่ กู ต้องไวด้ ังนี้
1. ไม่มีโอกาสใช้ภาษา คนไทยส่วนใหญ่ไม่มโี อกาสท่ีจะไดย้ ินไดฟ้ ังภาษา อย่างตอ่ เน่อื งกันชวั่ ระยะ
ที่ยาวนานพอสมควร ในช้ันเรยี นภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไปมีเวลาค่อนข้างจำกัด นักเรียนจึงขาดโอกาสท่ีจะ
ได้ยินได้ฟังภาษา แม้ว่าจะมีโอกาสไดย้ ินบ้าง ภาษาท่ีได้ยินไดฟ้ ัง ในช้ันเรียนก็อาจจะไมใ่ ชภ่ าษาองั กฤษท่ี
ถกู ต้องเสมอไป คนไทยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในการดำเนินชีวิตประจำวันดังน้ัน ตัวอยา่ งภาษาที่
ดีในสถานการณ์ต่าง ๆ จึงไม่ค่อยมี แตกต่างจากที่อยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีมีเจ้าของภาษาเป็นส่วนใหญ่
หรือผู้ที่ไปเติบโตในสังคมท่ีใช้ภาษาอังกฤษ เช่น เด็กไทยที่ติดตามผู้ปกครองไปอยู่ในประเทศท่ีใช้
ภาษาอังกฤษย่อมจะมีโอกาส ได้ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ได้ยินคนพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษในเร่ืองต่าง ๆ
ได้สนทนาพูดคุยกับเพื่อนฝูงเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา เสียงภาษาอังกฤษจึงค่อย ๆ ซึมซาบใน
สมองเด็ก เดก็ กจ็ ะเลยี นเสยี งของเจ้าของภาษาและออกเสยี งได้ใกล้เคยี งเจา้ ของภาษา
2. อายุ เป็นปัจจัยท่ีสำคัญอย่างหนึ่งท่ีทำให้ผู้เรียนภาษา ออกเสียงสำเนียงได้ใกล้เสียง
เจ้าของภาษา ในกรณีทั่ว ๆ ท่ัวไป เด็กจะสามารถเรียนภาษาพูดได้ดีกว่าผู้ใหญ่ แต่มิได้หมายความว่า
ผู้ใหญ่จะไม่มีความสามารถเรียนรู้ระบบเสียง แต่จะเรียนได้โดยความยากลำบากกว่าเด็ก อย่างไรก็ตาม
ถ้าเด็กไม่ได้มีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง และไม่มีโอกาสสัมผัสภาษามากพอ อย่างท่ีกล่าวมาแล้ว อายุมิได้ทำให้
เด็กมีภาษกี วา่ ผู้ใหญ่ในเร่อื งเรยี นภาษาต่างประเทศมากเทา่ ใดนกั
3. ความถนัด เราจะสังเกตได้ว่าเวลาท่ีเด็กเริ่มเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ บางคนจะเรียนรู้ สิ่งใหม่
ได้เร็วกว่าคนอ่ืน ๆ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นั้น เรียกว่า ความถนัด หรือ aptitude
ความถนัดมีบทบาทมากในการเรยี นภาษาใหม่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อเรียนเป็นวิชาหนึ่งในโรงเรียนหรือ
เรียนเม่ือเด็กเริ่มโตมากแล้ว หรือเรียนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เราจะเห็นว่าบางคนจะมีความสามารถท่ีจะได้ยิน
เสียงต่าง ๆ ได้ดี จะสามารถเลียนเสียงได้ดีกว่าอีกหลายคน ความถนัดทางภาษามีความสัมพันธ์กับอายุ
เนอ่ื งจากความสามารถในการเรียนรูภ้ าษาใหม่นั้นจะลดนอ้ ยลงเมอ่ื อายุมากขึน้
4. เจตคติ นอกจากความถนัดแล้ว เจตคติยังมีบทบาทสำคัญที่จะบ่งชี้ได้ว่าผู้เรียนจะ
สามารถออกเสียงได้ดีหรอื ไม่ เด็กส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคำนึงถึงว่าเสียงท่ีพูดของตัวเองจะเป็นอย่างไร เด็ก
มักจะเลียนเสียงผู้ที่อยู่รอบข้างได้โดยไม่วิเคราะห์ว่าคนเหล่าน้ีออกเสียงคำพูดต่าง ๆ อย่างไร ด้วยเหตุนี้
เด็กท่ีเรียนกับครูท่ีออกเสียงได้ดีมักจะออกเสียงได้ดี เป็นต้น ส่วนผู้ท่ีเรียนภาษาท่ีมีอายุมาก และเคย
เรียนการออกเสียงท่ีผิด ๆ มาแลว้ การที่ผู้พูดคอยกังวลวา่ จะออกเสียงได้ถูกต้องหรือไม่นั้นทำให้ยากกับ
การเรียนภาษา นอกจากน้ีคนไทยบางคนไม่อยากจะพูดให้เหมือนเจ้าของภาษา เพราะกลัวถูกกล่าวหา
ว่าดัดเสียง ไมเ่ ป็นธรรมชาติ เป็นต้น
25
5. ความแตกตา่ งระหว่างระบบเสียงในภาษาไทยและในภาษาอังกฤษ เราทราบดีวา่ แตล่ ะ
ภาษามีระบบเสียง ระบบคำ และความหมาย ตลอดจนการสร้างประโยคของตัวเอง ถ้าเรียนภาษาที่มี
ระบบต่าง ๆ ใกล้เคียงกับภาษาของผู้เรียนก็จะไม่ยากลำบากเท่าใด ภาษาที่มีระบบแตกต่างกันมาก
เท่าใด ก็ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการออกเสียงของผู้เรียนมากเท่านั้น สำหรับคนไทยน้ันมีปัญหามากมายใน
การออกเสียงภาษาอังกฤษ เน่ืองมาจากความแตกต่างระหว่างระบบเสียงภาษาอังกฤษกับระบบเสียง
ภาษาไทย ซ่ึงเกดิ ข้นึ จากสาเหตุดังต่อไปนี้
5.1 เสียงภาษาองั กฤษบางเสยี งไม่มีในภาษาไทย ครสู อนภาษาอังกฤษต้องฝกึ ฝน เป็น
พิเศษเพือ่ ให้นกั เรยี นได้ยินเสียงเหล่านีอ้ ย่างชัดเจน เช่น /v/, /z/, /s/ เปน็ ต้น
5.2 เสียงบางเสยี งในภาษาองั กฤษคล้ายกับเสียงในภาษาไทย แต่มีประเด็นที่แตกต่าง
กันหลายอย่าง เช่น เสยี ง /r/ ในภาษาอังกฤษทีเ่ ทียบได้กับเสียง /ร/ ในภาษาไทย แต่เวลาออกเสียง /ร/
น้ัน ปลายลิน้ จะแตะกบั เพดานปาก ส่วนเสยี ง /r/ ในภาษาองั กฤษปลายล้ินไม่ต้องแตะเพดานปาก ปลาย
ลิ้นจะมว้ นคอ่ นไปทางหลงั และกระดกขนึ้
5.3 เสียงควบกล้ำในภาษาอังกฤษเสียงท่ีไม่มีในภาษาไทย เช่น /sp/, /tr, /-ts, |-lz/
เป็นต้น แต่การนำเสียงภาษาไทยไปเปรียบเทียบกับเสียงในภาษาอังกฤษไม่ใช่วิธีการที่ดี จะทำให้
นกั เรยี นไขวเ้ ขว เพราะตัวอักษรไทยใชก้ บั เสียงในภาษาไทยมใิ ชเ่ สียงในภาษาองั กฤษ
4. วธิ กี ารสอนอ่านออกเสียง
การสอนอา่ นออกเสียงทปี่ ระสบความสำเร็จตอ้ งใชว้ ิธกี ารสอนที่หลากหลาย และมกี ิจกรรมหรือ
เกมกระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นกระตือรือรน้ อยากท่ีจะเรียนรู้ โดยมผี ู้เชียวชาญไดก้ ล่าวถึงวิธีการสอนอ่านออกเสยี ง
ไวด้ งั นี้
สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน. (ม.ป.ป., หน้า 50) กล่าว
ว่า การฝึกให้นักเรียนอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง และคล่องแคล่ว ควรฝึกฝนไปตามลำดับ โดยใช้
กิจกรรม ดงั น้ี
1. basic steps of teaching มขี นั้ ตอนการฝกึ ตอ่ เนือ่ งกนั ไป ดงั น้ี
1.1 ครูอ่านข้อความท้ังหมด 1 ครั้ง / นักเรียนฟัง
1.2 ครูอ่านทลี่ ะประโยค / นกั เรียนท้งั หมดอา่ นตาม
1.3 ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนอ่านตามทีละคน (อาจข้ามข้ันตอนนี้ได้ ถ้า
นักเรียนส่วนใหญ่อา่ นได้ดแี ลว้ )
1.4 นกั เรียนอา่ นคนละประโยค ใหต้ ่อเนื่องกันไปจนจบขอ้ ความทงั้ หมด
1.5 นกั เรยี นฝกึ อา่ นเอง
1.6 สมุ่ นกั เรยี นอา่ น
26
2. reading for fluency (chain reading) คือ กิจกรรมการฝึกให้นักเรียนอ่านประโยค
คนละประโยคอย่างตอ่ เน่ืองกันไป เสมือนคนอ่านคนเดยี วกัน โดยครูส่มุ เรียกนักเรยี นจากหมายเลขลกู โซ่
เช่น ครูเรียก Chain-number One นักเรียนท่ีมีหมายเลขลงท้ายด้วย 2, 12, 22, 32, 42 จะเป็นผู้อ่าน
ข้อความคนละประโยคต่อเน่ืองกันไป หากสะดุดหรือติดขัดท่ีนักเรียนคนใด ถือว่าโซ่ขาด ต้องเริ่มต้นท่ี
คนแรกใหม่หรอื เปลีย่ น Chain-number ใหม่
3. reading and look up คือ กิจกรรมการฝึกให้นักเรียนแต่ละคนอ่านข้อความโดยใช้
วิธีอ่าน แลว้ จำประโยค แลว้ เงยหนา้ ขึน้ พูดประโยคน้นั ๆ อย่างรวดเรว็ คลา้ ยวธิ อี า่ นแบบนกั ขา่ ว
4. speed reading คือ กิจกรรมการฝึกให้นักเรียนแต่ละคนอ่านข้อความโดยเร็วท่ีสุด
เท่าที่จะเร็วได้ การอ่านแบบน้ีอาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ต้องอ่านโดยไม่ข้ามคำ เป็น
การฝึกธรรมชาติในการอา่ นเพื่อความคล่องแคลว่ (fluency) และเป็นการหลกี เลย่ี งการอ่านแบบสะกดที
ละคำ
5. reading for accuracy คือ กิจกรรมการฝึกอ่านท่ีมุ่งเน้นความถูกต้องชัดเจนในการ
ออกเสียง ทั้ง stress / intonation / cluster / final sounds ให้ตรงตามหลักเกณฑข์ องการออกเสียง
(pronunciation) โดยอาจนำ speed reading มาใช้ในการฝึก และเพิ่มความถูกต้องชัดเจนในการออก
เสียงส่ิงที่ต้องการ จะเป็นผลให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านได้อย่างถูกต้อง (accuracy) และ
คล่องแคลว่ (fluency) ควบคู่กันไป
สมยศ เม่นแย้ม (2562, หน้า 46-47 อ้างถึงใน วชั รนิ ทร์ เครอื เชา้ . 2561, หน้า 33-34) ได้กลา่ ว
เกีย่ วกบั ขนั้ ตอนการสอนอา่ นออกเสียงไวว้ ่า การสอนอ่านออกเสียงมีอย่างน้อย 4 ขน้ั ตอน คอื
1. ครูออกเสียงให้นักเรียนฟังและเขียนสัญลักษณ์ (symbol) บนกระดานดำ หรือบัตรคำ
2. ใหน้ ักเรียนแยกเสียงที่แตกต่างกัน (difference sound)
3. ครูออกเสยี งใหน้ ักเรียนฟังแล้วให้นักเรยี นออกเสยี งตาม
4. ครูให้นักเรียนออกเสียงเอง ครูอาจช้ีไปที่ตัวอักษรสัญลักษณ์ หากนักเรียนออกเสียงครูต้อง
แก้ไขให้ถูกต้อง นักเรียนจะต้องแยกความแตกต่างของเสียงที่ได้ยินแล้วจึงหัดออกเสียงให้เหมือนกับ
เสยี งทีไ่ ดย้ นิ ด้วยตนเอง
การสอนอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษครูผู้สอนควรระลึกเสมอว่า เสียงในภาษาอังกฤษไม่
เหมือนกับเสยี งในภาษาไทย การออกเสียงไดถ้ ูกต้องจะทำใหส้ ามารถพูดภาษาอังกฤษไดด้ ี เมอื่ ตดิ ต่อ กับ
เจ้าของภาษาจะทำใหเ้ จ้าของภาษาเข้าใจไดด้ ี ส่ิงท่ผี ู้สอนตอ้ งตระหนกั วา่ เป็นสงิ่ สำคัญทจี่ ะต้องฝึก ใหก้ ับ
ผู้เรียน คอื
1. สัญลักษณ์ของเสียง (sound symbol) การออกเสียงอย่างไรเม่ือไม่มีครูออกเสียงเป็น
แบบอยา่ ง นักเรยี นจะตอ้ งเรียนรสู้ ญั ลักษณ์กำกับเสยี งภาษาองั กฤษ เพื่อจะได้อ่านไดอ้ ย่างถูกต้อง
2. เสียง (sound) การออกเสียงที่เป็นปัญหาสำหรับชาติต่าง ๆ ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็น
ภาษาต่างประเทศ คอื การไม่ออกเสียงทา้ ยคำ (word ending)
27
3. เสียงต่อเน่ือง (connected speech) การออกเสียงต่อเนื่องเป็นลักษณะสำคัญของ
ภาษาองั กฤษตอ้ งมกี ารฝึก ครูต้องหาตัวอยา่ งมาฝกึ ใหม้ าก
4. ระดับเสียงในประโยค (intonation and sentence stress) ระดับเสียงคำถามแบบต่าง ๆ
เสียงสูงเสียงต่ำ การเน้นเสียงหนักเสียงเบา ต้นคำ กลางคำ ท้ายคำ เน้นสิ่งสำคัญในการเรียน
ภาษาองั กฤษ
5. การออกเสียงเน้นคำ (word stress) คำในภาษาอังกฤษมีการเน้นเสียงหนักเสียงเบา อาจ
เน้นส่วนหน้า ส่วนกลาง หรือส่วนท้าย ถือว่าสำคัญย่ิงเพราะถ้าเน้นผิดท่ีจะทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ
ความหมายหรือความหมายอาจผดิ ไป
จากการศึกษาวิธีการสอนอ่านออกเสียงสามารถสรุปได้ว่าครูควรเริ่มจากการให้นักเรียนได้ฟัง
เสียงและออกเสียงตามให้ได้แล้วสอนสัญลักษณ์ของเสียงเป็นลำดับถัดมาจากนั้นจึงฝึกให้เกิดความ
ชำนาญและสามารถอา่ นออกเสยี งไดเ้ ปน็ ประโยค
5. การวัดประเมนิ ผลการอ่านออกเสียง
มีนักการศึกษาหลายท่านได้กำหนดเกณฑ์ในการวัดประเมินผลการอ่านออกเสียงไว้
ดังนี้
สุนันทา มั่นเศรษวิทย์(2564) กล่าวว่า ในการวัดผลการอ่านออกเสียงผู้สอนสามารถมีวิธีการ
ตา่ ง ๆ ได้หลายวิธี ดังนี้
1. ใช้เทคนิคในหอ้ งเรียน ผู้สอนปฏิบตั ิได้ดว้ ยการสังเกตการณ์การออกเสยี ง และการแสดงออก
ของนักเรยี น การให้อ่านออกเสียงแตล่ ะคร้ังจะมีนกั เรียนจำนวนหนึ่งที่อ่านตก อ่านเพิ่ม อา่ นซ้ำ อ่านเร็ว
หรือปฏิบัติตนไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวางท่าทางในการอ่าน ผู้สอนจึงควร สังเกตและหาทางปรับปรุ ง
ข้อบกพร่องในการอา่ น
2. การใช้แบบทดสอบอยา่ งไม่เป็นทางการ ผู้สอนกำหนดข้อความตามจุดประสงค์ที่ต้องการจะ
วัดแล้วให้นักเรียนอ่าน ผู้สอนติดตามการอ่านเพ่ือพิจารณาว่ามีข้อบกพร่องในส่วนใดบ้าง เช่น อ่านผิด
อา่ นซำ้ อ่านขา้ มคำ อ่านตะกุกตะกกั
3. การใช้เคร่ืองมืออย่างเป็นทางการ เครื่องมือชนิดน้ีมักเป็นแบบสังเกตท่ีผู้สอนเป็นผู้ใช้
รวบรวมข้อมูล อนั จะนำไปปรบั ปรงุ แก้ไขปญั หาอ่านออกเสียงได้ดขี น้ึ
อัจฉรา วงศ์โสธร (2564) ได้เสนอแบบวดั ความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษ ดงั นี้
1. การออกเสียงยงั เขา้ ใจได้ยาก
2. มที ผ่ี ิดสำคัญ ๆ บ่อย ใช้นำ้ เสียงหนักเข้าใจยาก ต้องพดู ซำ้ ๆ หลาย ๆ คร้งั จึงเขา้ ใจ
3. ยังมีสำเนียงต่างชาติต้องฟังอย่างต้ังใจ การออกเสียงผิดทำให้เข้าใจผิดบ่อย ๆ มีข้อผิดทาง
ศัพทแ์ ละไวยากรณ์
28
4. มีรอ่ งรอยของสำเนยี งต่างชาติ ออกเสยี งผดิ เปน็ บางคร้งั แต่ไม่ไดท้ ำใหเ้ ข้าใจผดิ
5. ออกเสียงผดิ นอ้ ยมาก แต่ยังไม่เหมือนเจ้าของภาษา
6. มเี สียงเหมอื นเจ้าของภาษา ไมม่ รี ่องรอยของสำเนียงต่างชาติ
จากการศึกษาการวัดประเมินผลการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักการศึกษา ผู้วิจัยสรุป
เกณฑก์ ารวดั ประเมนิ ผลความสามารถในการอา่ นออกเสยี งได้ดงั น้ี
ตารางท่ี 5 เกณฑก์ ารวดั ประเมินผลความสามารถในการอ่านออกเสยี ง
คะแนน เกณฑ์การประเมิน
1
อา่ นออกเสียงได้ถูกต้องตามหลักการอ่านออกเสยี งทกุ หนว่ ยเสียง ท้ังหนว่ ยเสยี ง
0 ท่เี ป็นพยญั ชนะตน้ เสียงสระ และเสียงตวั สะกด
อ่านออกเสียงไม่ถูกต้องตามหลักการอ่านออกเสียงบางหน่วยเสียง ท้ังหน่วย
เสยี งทเี่ ป็นพยญั ชนะต้น เสียงสระ และเสียงตวั สะกด
2.6 งานวิจัยทเี่ ก่ียวข้อง
ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาค้นควา้ งานวิจยั ท่เี กีย่ วข้องกบั การพัฒนาความรู้ดา้ นคำศัพทแ์ ละความสามารถใน
การอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์แบบแทรกในบทเรียนร่วมกับ
การใชเ้ รอ่ื งเลา่ ท่ีเป็นคำคล้องจอง ดงั น้ี
งานวิจัยในประเทศ
วัชรินทร์ เครือเช้า (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและจดจำ
ความหมายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนการสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำร่วมกับเทคนิคการ
สอนแบบตอบสนองท่าทางของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการ
อา่ นออกเสียงและจดจำความหมายของคำศพั ท์ภาษาอังกฤษของนักเรยี นทุกคนท่ีเรียนด้วยการเรียนการ
สอนโฟนิกส์แบบสร้างคำรว่ มกับเทคนิคการสอนแบบตอบสนองทา่ ทางหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอยา่ งมี
นยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05
เรมกิ า กุลาตี (2560) ได้ศึกษาการใช้การสอนแบบโฟนิกส์เพ่ือพัฒนาการออกเสยี งภาษาอังกฤษ
และความรูค้ ำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรียนมีคะแนนความสามารถ
ในการออกเสียงภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังใช้การสอน
แบบโฟนกิ ส์พบว่านกั เรยี นมีคะแนนความร้คู ำศัพท์ภาษาองั กฤษผ่านเกณฑ์ทกี่ ำหนด
29
พัชรินทร์ ป้องสนาม (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์
ภาษาอังกฤษด้วยวิธีโฟนิกส์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนน
ความสามารถดา้ นการออกเสยี งคาํ ศพั ท์ภาษาอังกฤษ ด้วยวธิ โี ฟนิกสห์ ลงั เรยี น สงู กว่าก่อนเรยี น
นักเรียนมีความคงทนในการออกเสียงคําศัพท์ภาษาอังกฤษ และมีเจตคติต่อการสอนออกเสียงคําศัพท์
ภาษาองั กฤษด้วยวธิ ีโฟนิกสอ์ ยูใ่ น ระดบั ดมี าก
สาเกต ทองเทีย่ ง (2562) ได้ศกึ ษาการใชว้ ิธีสอนโฟนกิ ส์ร่วมกบั หนงั สือเล่มใหญ่ เพอ่ื ส่งเสรมิ การ
ออกเสียงและความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ผลการวิจัยสรุปได้
ว่า นักเรียนสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้นหลังได้รับการสอนด้วยวิธี สอนโฟนิกส์
ร่วมกับหนังสือเล่มใหญ่จากระดับผ่านเป็นระดับดีและนักเรียนมีความสามารถในการ อ่านภาษาอังกฤษ
เพิ่มขน้ึ หลังได้รับการสอนดว้ ยวธิ สี อนโฟนกิ สร์ ่วมกับหนังสอื เล่มใหญจ่ ากระดบั พอใชเ้ ป็นระดับดีเยีย่ ม
นฤมล สุปินโน (2560) ได้ศึกษาผลการใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ เพ่ือพัฒนาทักษะการอ่านออก
เสียงภาษาอังกฤษ และเจตคติต่อการอ่านแบบโฟนิกส์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้าน
นาป่าแปก จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์มี
ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกวาก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีเจตคติต่อการการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอน
แบบโฟนิกส์อยูในระดับดี
สุนันทา ปัญญารัตน์ (2564) ได้ศึกษาการพัฒนาการสอนอ่านออกเสียงและเขียนสะกดคำ
ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน
มีคะแนนทดสอบการอ่านออกเสียงและเขียนสะกดคำด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียน แสดงให้เห็นว่าวิธีสอนแบบโฟนิกส์สามารถพัฒนาการอ่านออกเสียง และการเขียนสะกดคำของ
ผู้เรียนได้
วนดิ า โนนคำ (2564) ได้ศึกษาผลการใชว้ ธิ ีการสอนแบบโฟนิกส์ทมี่ ตี ่อความสามารถในการอ่าน
และความคงทนในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาในการเรียนรู้ ผลการวิจัย
พบว่า (1) แบบฝึกการอ่านด้วยวิธีโฟนิกส์สำหรับนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ท่มี ีปัญหาในการเรียนรู้มี
ประสิทธิภาพ 88.00/87.62 (2) ความสามารถในการอ่านของนักเรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้หลังเรียน
สูงกวาก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) หลังจากได้รับการสอนด้วยวิธีสอน
แบบโฟนกิ ส์ นักเรียนท่ีมีปัญหาในการเรียนรมู้ ีความคงทนในการเรียนรู้ดังจะเห็นไดจ้ ากคะแนนเฉลี่ยของ
การทดสอบหลังเรยี นกับคะแนนเฉลีย่ ของการทดสอบซำ้ ไมต่ า่ งกัน
จากการศึกษางานวิจัยภายในประเทศ พบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบโฟนิกส์ สามารถ
พฒั นาความร้ดู ้านคำศัพท์ และการอา่ นออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของผู้เรียนระดับช้ันประถมศึกษา
ได้
30
งานวิจยั ต่างประเทศ
White (2016) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของการสอนแซ็กซอนโฟนนิกส์เพ่ือเพิ่ม
ผลสัมฤทธ์ิทางการอ่านของนักเรียนประถมศึกษาว่ามีผลในเชิงบวกต่อทักษะการอ่านพ้ืนฐานของ
นักเรียนหรอื ไม่ ผลการศึกษา พบวา่ การสอนแซ็กซอนโฟนนิกสม์ ีผลในเชิงบวกตอ่ ทักษะพน้ื ฐานการอา่ น
ของนกั เรยี น
Benton (2016) ได้ศึกษาเก่ียวกับการเพ่ิมความคล่องแคล่วในการอ่านออกเสียงของ
นักเรียนระดบั ประถมศกึ ษาปที ่ี3-5 ดว้ ยวธิ ีการสอนโฟนิกส์โดยตรงโดยนกั เรียนเหล่าน้ีใช้เวลา15 นาทตี ่อ
วนั ในการรับการสอนออกเสียงจากอาจารยแ์ ละได้รบั การประเมนิ ทุกๆ15 วันผลการศกึ ษาพบวา่ นกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่3 สามารถอ่านได้ดีขึ้นโดยเฉลี่ยสามารถอ่านได้16 คำต่อนาทีนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี4 สามารถอ่านได้ดีข้ึนโดยเฉลี่ยสามารถอ่านได้25 คำต่อนาทีและนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที 5ี่ สามารถอ่านได้ดีขึ้นโดยเฉลี่ยสามารถอ่านได้22 คำต่อนาที
Cardenas (2019) ได้ทำการเปรียบเทียบเก่ียวกับการสอนโฟนิกส์โดยใช้คำศัพท์เทียม กับการ
สอนโฟนิกส์โดยใช้คำศัพท์จริง เพ่ือความสำเร็จในการถอดรหัสการออกเสียง โดยแบ่งออกเป็น 3
ข้ันตอน ขั้นตอนละ 1 เดือน ผลการศึกษา พบว่า ทักษะการถอดรหัสการออกเสียงเพิ่มข้ึนมากในช่วง
ระยะท่ี 2 และ 3 ของนักเรยี นท่ไี ด้รับการสอนการออกเสยี งด้วยคำศพั ท์เทียม เปรียบเทยี บกับนกั เรียนที่
ได้รับการสอนโฟนิกส์โดยใช้คำศัพท์จริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการสอนการออกเสียงด้วยศัพท์เทียมช่วย
พัฒนาทกั ษะการถอดรหสั ได้เรว็ กวา่ การสอนแบบคำศพั ท์จริง
Bridgman (2021) ได้ทำการศกึ ษาเก่ียวกบั ผลของโปรแกรมการออกเสียง (jolly phonics) ทม่ี ี
ขายท่ัวไปต่อความสามารถในการสะกดคำของเด็กเล็ก พัฒนาการในการสะกดคำของเด็กที่ได้รับการ
เรียนรู้จากโปรแกรมการออกเสียง เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับการเรียนรู้จากโปรแกรมการออกเสียง
ผลการวิจัยช้ีให้เห็นว่าเด็กท่ีได้รับการเรียนรู้จากโปรแกรมการออกเสียงสามารถสะกดคำได้ดีกว่าเด็กที่
ไม่ไดร้ ับการเรียนรู้จากโปรแกรม
จากการศึกษางานวจิ ัยต่างประเทศท่ีเกี่ยวขอ้ ง พบวา่ การสอนอ่านออกเสียงด้วยวิธแี บบโฟนิกส์
เป็นระยะเวลาทตี่ ดิ ตอ่ กัน สง่ ผลให้ผู้เรียนมคี วามคลอ่ งแคล่วในการอ่านออกเสียงไดด้ ีข้ึน
31
บทที่ 3
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
การดำเนนิ งานวจิ ยั ไดน้ ำเสนอตามลำดบั หัวขอ้ ต่อไปนี้
3.1 การออกแบบวจิ ยั
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (quasi-experiment research) แบบวิจัยกลุ่มเดียว ทดสอบ
ก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) รูปแบบการวิจัยแบบนี้เป็น
การศึกษากลุ่มเดยี ว มกี ารทดสอบ 2 ครง้ั คอื ก่อนทำการทดลองและหลงั ทำการทดลอง
ตารางท่ี 6 รปู แบบการวิจยั ได้รบั หลักสูตร สอบหลงั
สอบก่อน
O1 X O2
ทีม่ า(ชวลติ ชกู ำแพง, 2559: 103)
สญั ลกั ษณท์ ใี่ ช้ในการเขยี นแบบการวจิ ัย
O1 การทดสอบหรือวดั ก่อน
X การไดร้ บั หลกั สูตร
O2 การทดสอบหรือวัดหลงั
3.2 กลุ่มเปา้ หมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ท่กี ำลังศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา
2564 โรงเรียนบา้ นนำ้ สวยมิตรภาพ จำนวน 18 คน โดยการเลอื กแบบเจาะจง
3.3 ตัวแปรที่ศึกษา
ตวั แปรที่ใช้ในการวจิ ยั ครง้ั น้ี ประกอบด้วย
1. ตัวแปรต้น คือการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์
2. ตวั แปรตาม ได้แก่
2.1 ความรดู้ า้ นคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ
2.2 ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาองั กฤษ
32
3.4 เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัยคร้งั น้ี คอื
1. แผนการจัดการเรียนการสอนโฟนกิ ส์
2. แบบทดสอบความรดู้ ้านคำศพั ท์
3. แบบทดสอบความสามารถในการอา่ นออกเสยี งคำภาษาองั กฤษ
3.5 การสรา้ งและพัฒนาเคร่ืองมอื
การสร้างและพฒั นาเครือ่ งมอื กำหนดขั้นตอนในการดำเนนิ การสรา้ งตามลำดบั ขัน้ ดังนี้
1. แผนการจัดการเรยี นการสอนโฟนิกสว์ ิชาภาษาองั กฤษ มขี ้นั ตอนการสร้าง ดงั น้ี
1.1 ศึกษารายละเอียดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ และเลือกคำศัพท์ที่จะนำมาจัดทำโครงสร้างเนื้อหาในแผนการ
จดั การเรยี นรู้
1.2 คัดเลือกคำศัพท์จากเรื่องเล่าที่เป็นคำคล้องจองที่สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้วิชา
ภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5-6
พุทธศักราช2551เพือ่ นำมาจดั ทำโครงสร้างเนื้อหา
1.3 กำหนดโครงสร้างเน้อื หาเพื่อจดั ทำแผนการจดั การเรียนรู้
1.4 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์
1.5 ศึกษาแนวคิดเก่ียวกับการวัดประเมินผลความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถใน
การอา่ นออกเสยี งคำภาษาอังกฤษ เพ่ือกำหนดวธิ กี ารวดั และประเมนิ ผลในแผนการจดั การเรยี นรู้
1.6 จัดทำโครงสรา้ งเนื้อหาแผนการจัดการเรยี นร้ขู องนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 5 จำนวน 6
แผน
1.7 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โฟนิกส์ และผู้วิจัยท่ีเป็นอาจารย์เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง
ความเหมาะสมของภาษาและเนอ้ื หาก่อนเสนอใหผ้ ้เู ช่ียวชาญตรวจสอบ
1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้โฟนิกส์เสนอต่อผู้เช่ียวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความ
สอดคล้องของจุดประสงค์การเรียนรู้กับองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วย IOC โดยมีเกณฑ์
การพจิ ารณา ดังนี้
+1 เมือ่ เห็นว่า แผนการจดั การเรยี นรสู้ อดคลอ้ งกับจุดประสงค์
0 เมอ่ื ไมแ่ นใ่ จว่า แผนการจัดการเรียนรูส้ อดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์
-1 เมอื่ เห็นว่า แผนการจดั การเรยี นรู้ไมส่ อดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์
เกณฑ์การพิจารณาแผนการจัดการเรยี นรู้
1) แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่มคี า่ IOC ตงั้ แต่ 0.50 - 1.00 มคี า่ ความเทยี่ งตรงใช้ได้
2) แผนการจดั การเรียนรู้ท่ีมคี า่ IOC ตำ่ กวา่ 0.50 ต้องปรบั ปรงุ
33
โดยค่า IOC ของแผนการจัดการเรยี นรู้ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 มีดงั นี้
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1, 4 และ 6 มีค่า IOC เท่ากับ 1.00, แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 มีค่า
IOC เท่ากับ 0.93, แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 มีค่า IOC เท่ากับ 0.87 และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 มี
ค่า IOC เทา่ กับ 0.97
1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้รับการตรวจจากผู้เช่ียวชาญไปปรับปรุงแก้ไขตาม
ข้อแนะนำ
2. แบบทดสอบความรู้ดา้ นคำศพั ท์ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 มีข้นั ตอนการสร้าง ดงั น้ี
2.1 ศกึ ษาเอกสารทีเ่ กย่ี วข้องกบั ความรู้ด้านคำศัพท์ รวมถึงการวัดและการประเมินผล
2.2 สร้างผังคำศัพทส์ ำหรับใช้ในการทดสอบความรู้ดา้ นคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ
2.3 ดำเนนิ การสรา้ งแบบทดสอบความรดู้ า้ นคำศัพท์ภาษาองั กฤษ
2.4 นำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ 3 คน เพ่ือตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของ
แบบทดสอบกับตัวช้ีวัดและคุณลักษณะของความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียง
คำภาษาองั กฤษ โดยมีเกณฑ์การพจิ ารณาลงความเหน็ ดังน้ี
+1 ถ้าแน่ใจว่าขอ้ สอบวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์
0 ถ้าไมแ่ น่ใจวา่ ขอ้ สอบวดั ได้ตรงตามวัตถุประสงค์
-1 ถา้ แน่ใจว่าข้อสอบวดั ไดไ้ มต่ รงตามวตั ถุประสงค์
2.5 นำผลการประเมินจากผูเ้ ชี่ยวชาญมาหาค่า IOC และเลือกขอ้ สอบท่มี ีค่ามากกว่า 0.5 นำมา
สรา้ งแบบวัด และปรับปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
2.6 นำแบบทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ไปใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนกับ
กลุ่มตัวอย่าง
3. แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ของนักเรียน ชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 มีขน้ั ตอนการสรา้ ง ดังน้ี
3.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ รวมถงึ การ
วัดและประเมนิ ผล
2.2 สรา้ งผังประโยคสำหรบั ใช้ในการทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ
2.3 ดำเนนิ การสรา้ งแบบทดสอบความสามารถในการอา่ นออกเสียงคำภาษาองั กฤษ
2.4 นำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาของ
แบบทดสอบกับตัวช้ีวัดและคุณลักษณะของความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียง
คำภาษาอังกฤษ โดยมเี กณฑ์การพจิ ารณาลงความเห็น ดงั นี้
+1 ถ้าแน่ใจวา่ ขอ้ สอบวดั ไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงค์
34
0 ถา้ ไม่แนใ่ จว่าข้อสอบวัดไดต้ รงตามวตั ถุประสงค์
-1 ถา้ แน่ใจว่าขอ้ สอบวดั ได้ไมต่ รงตามวัตถุประสงค์
2.5 นำผลการประเมินจากผู้เช่ียวชาญมาหาค่า IOC และเลือกขอ้ สอบทีม่ ีค่ามากกว่า 0.5 นำมา
สรา้ งแบบวัด และปรบั ปรงุ แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เช่ียวชาญ
2.6 นำแบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ไปใช้ทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรยี นกบั กล่มุ ตวั อยา่ ง
3.6 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผู้วจิ ยั ได้กำหนดข้ันตอนการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมลู ดงั นี้
1. ชี้แจงทำความเข้าใจกับนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ ในด้านบทบาท
ของผู้เรียนและผู้สอน จุดประสงค์การเรียนรู้ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และวิธีการ
ประเมนิ ผลการเรียนรู้
2. ทดสอบก่อนเรยี น โดยใช้แบบทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์ และความสามารถในการอ่านออก
เสยี งคำภาษาอังกฤษทผ่ี ู้วจิ ัยสรา้ งขน้ึ แล้วบนั ทกึ คะแนนที่ไดจ้ ากการทดสอบคร้ังนี้เปน็ คะแนนก่อนเรยี น
3. ดำเนินการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 12
ชัว่ โมง
4. ทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์ และแบบทดสอบความสามารถใน
การอา่ นออกเสียงคำภาษาอังกฤษทีผ่ ูว้ จิ ัยสร้างขน้ึ
5. นำคะแนนจากแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติโดยใช้การ
ทดสอบวิลคอกซัน เพอื่ ทดสอบสมมตฐิ านท่ีต้งั ไว้
3.7 การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ในการวจิ ยั ครั้งน้ี ผู้วจิ ัยดำเนินการวเิ คราะห์ขอ้ มลู โดยใชส้ ถติ ใิ นการวิเคราะหด์ ังนี้
1. คา่ เฉลย่ี (mean) หาคา่ เฉลีย่ คะแนนการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น
2. ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (standard deviation) หาคา่ การกระจายของคะแนนการ
ทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
3. การทดสอบวิลคอกซัน (Wilcoxon signed rank test) หาความแตกต่างของค่าเฉลี่ย
คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน เพ่ือทดสอบสมมตฐิ านการวิจัย
35
บทท่ี4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
การพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยการใช้การจดั การเรียนการสอนโฟนกิ สเ์ สนอผลการวจิ ัย ดงั น้ี
4.1 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ก่อนและหลงั การจดั การเรยี นการสอนโฟนิกส์
ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษก่อนและหลังการ
จัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 คน โดยใช้แบบทดสอบ
ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 แล้วนำ
ค่าเฉล่ียของคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบกัน โดยใช้การทดสอบวิลค
อกซัน(Wilcoxon signed rank test) มรี ายละเอียดดังตารางที่ 9
ตารางที่ 9 ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 กอ่ นและหลังการจดั การเรียนการสอนโฟนิกส์
ระดับช้นั จำนวน คะแนน ทดสอบก่อน ทดสอบหลงั ranks
คน เต็ม เรียน เรียน
ป.5 18 50 x̅ S.D. x̅ S.D. positive sum of Z
ranks
18 31 1.40 3.13 10.80 11.76 5 15 -2.023*
*มนี ยั สำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ0.5
จากตารางท่ี 9 พบว่าความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี
ที่ 5 หลังการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05 ซ่ึงเป็นไปตามวัตถปุ ระสงคท์ ี่ตัง้ ไว้
36
4.2 ผลการเปรียบเทียบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลงั การจัดการเรยี นการสอนโฟนกิ ส์
ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ก่อนและหลังการจัดการเรียนการ
สอนโฟนิกส์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 18 คน โดยใช้แบบทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์
ภาษาอังกฤษ แล้วนำค่าเฉล่ียของคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบกัน
โดยใช้การทดสอบวิลคอกซนั (Wilcoxon signed rank test) มีรายละเอียดดังตารางที่ 10
ตารางท่ี 10 ผลการเปรียบเทียบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5
ก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนโฟนกิ ส์
ระดบั ช้ัน จำนวน คะแนน ทดสอบก่อน ทดสอบห ลัง ranks
คน เต็ม เรียน เรยี น
ป.5 18 50 x̅ S.D. x̅ S.D. positive sum of Z
ranks
5 31 5.20 2.39 8.40 2.61 5 10 -1.841
จากตารางท่ี 10 ความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 หลังการ
จัดการเรียนการสอนโฟนิกส์มีคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่านักเรียน ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนการทดสอบหลังเรยี นและกอ่ นเรียนไมแ่ ตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ท่ีระดับ .05 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซ่ึงเป็นไปตามวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีตงั้ ไว้
37
4.3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์เพ่ือพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถใน
การอ่านคำภาษาองั กฤษ ประกอบดว้ ย ขั้นตอน ดงั น้ี 5
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยทดลองใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์
ประกอบดว้ ย 5 ขั้นตอน ดงั นี้
ขั้นท่ี 1 การนำเข้าสู่บทเรียนโดยใช้บัตรคำ (Flash card) เป็นข้ันท่ีผู้สอนให้
ผูเ้ รียนดูบัตรคำ เพื่อดึงดูดความสนใจหรือโน้มนา้ วให้ผเู้ รียนสนใจในบทเรียน และเป็นการเชื่อมโยงเข้าสู่
เนื้อหา
ขั้นที่ 2 การนำเสนอคำศัพท์และรับรู้หน่วยเสียง (presenting vocabulary
and recognizing phonemes )เป็นขั้นที่ผ้สู อนใหผ้ เู้ รยี นรับร้หู น่วยเสียง และฟังการออกเสยี งคำศัพท์ท่ี
ปรากฏในบัตรคำ (Flash card)
ข้ันที่ 3 การแยกหน่วยเสียงในคำและผสมหน่วยเสียง (segmenting
phonemes and blending phonemes) เป็นขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนแยกหน่วยเสียงแต่ละเสียง ทั้ง
หน่วยเสียงท่ีเป็นพยัญชนะต้น หน่วยเสียงที่เป็นสระ และหน่วยเสียงที่เป็นตัวสะกดของคำศัพท์ท่ีได้ฟัง
จากนั้นใหผ้ ้เู รียนออกเสยี งแตล่ ะหนว่ ยเสยี ง จนสามารถผสมหน่วยเสียงให้เป็นคำได้
ข้ันที่ 4 การทำความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ (understanding the
meaning of words) เป็นข้ันท่ีผู้สอนใช้บัตรคำ (Flash card) เพ่ือสื่อความหมายของคำ แล้วจึงให้
ผู้เรยี นบอกความหมายของคำศัพทน์ นั้ ๆ
ขั้นท่ี 5 การนำคำศัพท์ไปใช้ในประโยค (using vocabulary in sentences)
เป็นข้ันที่ผู้สอนใช้บัตรคำ (Flash card) กิจกรรม เกม รูปภาพ หรือสถานการณ์ เพื่อฝึกให้ผู้เรียน
สามารถเลอื กใช้คำศัพทไ์ ด้ถูกต้องตามบริบทของประโยค
38
บทที่ 5
สรุปผลการวจิ ัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
การพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ โดยใช้
การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านน้ำสวย
มิตรภาพท่ี 19 มีวัตถุประสงค์1) เพ่ือเปรียบเทียบความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ 2) เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถใน
การอา่ นออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ก่อนและหลังการจัดการเรยี นการ
สอนโฟนิกส์ และ 3) เพ่อื นำเสนอกระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์สำหรับการพฒั นาความรู้ดา้ น
คำศัพท์และความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลกับ
นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 จำนวน 18 คน เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่
ใช้ในการวจิ ัย ได้แก่ 1) แผนการจดั การเรียนการสอนโฟนกิ ส์ 2)แบบทดสอบความรู้ด้านคำศัพท์ และ 3)
แบบทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่
ค่าเฉลีย่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน และการทดสอบวิลคอกซนั
5.1 สรุปผลการวจิ ัย
งา น วิ จั ย เร่ื อ ง ก า ร พั ฒ น า ค ว า ม รู้ ด้ า น ค ำ ศั พ ท์ แ ล ะ ค ว า ม ส า ม า รถ ใน ก า ร อ่ าน อ อ ก เสี ย งค ำ
ภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โรงเรยี นบ้านน้ำสวยมติ รภาพที่ 19 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัยไดด้ ังน้ี
1. ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี
คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และค่าเฉล่ียของคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิตทิ ่ีระดับ .05
2. ความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มีคะแนนหลังเรียนสูง
กวา่ กอ่ นเรียนและคา่ เฉลี่ยของคะแนนหลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05
3. กระบวนการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การนำเข้าสู่
บทเรยี นโดยใช้บัตรคำ 2) การนำเสนอคำศัพท์และรับรู้หน่วยเสียง 3) การแยกหน่วยเสียงในคำและผสม
หน่วยเสียง 4) การทำความเข้าใจความหมายของคำและ 5) การนำคำศัพทไ์ ปใช้ในประโยค
39
5.2 อภิปรายผล
งา น วิ จั ย เรื่ อ ง ก า ร พั ฒ น า ค ว า ม รู้ ด้ า น ค ำ ศั พ ท์ แ ล ะ ค ว า ม ส า ม า รถ ใน ก า ร อ่ าน อ อ ก เสี ย งค ำ
ภาษาอังกฤษ โดยใช้การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
โรงเรียนบ้านน้ำสวยมิตรภาพที่ 19 อภปิ รายผลการวจิ ยั ได้ ดงั นี้
1. ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มี
คะแนนหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน และค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียน ( ̅ = 10.80) สูงกว่ากอ่ นเรียน ( ̅
= 1.40) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์สามารถ
พัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษ ซ่ึงมีความสอดคล้องกับผลการวิจัยของ เรมิกา กุลาตี
วนิดา โนนค (2560) นฤมล สุปินโน (2560) พัชรินทร์ ป้องสนาม (2560)ำ (2564) White ( (2017
Benton ( (2016Cardenas ( (2019และ Bridgman (2020) ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการ
สอนโฟนกิ ส์ คือ การนำเสนอคำศพั ท์และรบั รูเ้ สยี ง การแยกหนว่ ยเสยี งในคำและการผสมหน่วยเสียง ทำ
ให้ผู้เรียนได้ฟังการออกเสียงคำศัพท์จากบัตรคำ โดยฟังซ้ำ ๆ แล้วจึงฝึกแยกหน่วยเสียง จากการสังเกต
ขณะทำการวิจัย พบว่า ผู้เรยี นไม่สามารถแยกหน่วยเสยี งได้ หากได้ฟังเพยี งคร้งั เดียว จึงตอ้ งเปิดวีดทิ ัศน์
ให้ผู้เรียนฟังหลายครั้ง และผู้สอนต้องช่วยออกเสียงคำศัพท์นั้น อย่างช้า ๆ และชัดเจน ผู้เรียนจึง
สามารถแยกหน่วยเสียงได้ และให้ผู้เรียนได้ฝึกออกเสียงซ้ำ ๆ เพ่ือให้เกิดความคุ้นเคย ส่งผลให้สามารถ
อ่านคำศัพท์น้ันได้หลังจากเรียนจบแล้ว ท้ังยังสามารถอ่านออกเสียงคำศัพท์อ่ืนที่มีหน่วยเสียงใกล้เคียง
กันได้ ซ่ึงสอดคล้องกับ Starrett (2017) ได้กล่าวไว้ว่า ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการเรียนรู้และวิเคราะห์เสียง
ของตัวอักษรละตัว แล้วนำไปสู่การวิเคราะห์เสียงของตัวอักษรในแต่ละคำอย่างมีระบบ นอกจากน้ีการ
จัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง ทำให้
ผู้เรียนที่มีปัญหาในการออกเสียงภาษาอังกฤษ สามารถออกเสียงได้ถูกต้องมากข้ึน สามารถแยกหน่วย
เสียงของภาษาอังกฤษได้ทั้งหน่วยเสียงท่ีเป็นพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ และหน่วยเสียงท่ีเป็นตัวสะกด
สามารถเชื่อมโยงระหว่างตัวอกั ษร และหนว่ ยเสียง ให้ออกมาเปน็ คำ ทำให้ผูเ้ รยี นมีความสามารถในการ
อ่านออกเสียงคำศพั ท์นนั้ ๆ ได้ง่ายขนึ้
2. ความรู้ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มีคะแนนความรู้ด้านคำศัพท์
ภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงก่อนเรียน และค่าเฉล่ียของคะแนนหลังเรียน ( ̅ = 18.43) สูงกว่าก่อนเรียน
( ̅ = 6.57) อย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติที่ระดบั .05 แสดงให้เหน็ วา่ การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์โดยใช้
บตั รคำ (Flash cards) มีส่วนพัฒนาให้ผ้เู รียนมีความร้ดู า้ นคำศัพท์มากขึ้น ทั้งน้ีเน่ืองจากการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนในขั้นที่ 4-5 คือ การทำความเข้าใจความหมายของคำและการนำคำศัพท์ไปใช้ใน
ประโยคโดยสอนให้ผูเ้ รียนร้คู วามหมายของคำศัพท์ ด้วยการใช้บัตรคำ (Flash cards) เพื่อสื่อการออกสี
เสียง และความหมายของคำ แล้วจึงให้ผู้เรียนบอกความหมายของคำ จากน้ันใช้บัตรคำ (Flash cards)
เพ่ือฝึกให้ผู้เรียนสามารถออกเสียงคำศัพท์ได้ถูกต้องตามบริบทของประโยค ซ่ึงสอดคล้องกับ พรรณนที
40
โชติพงศ์ (2562) ได้กล่าวว่าการที่จะสอนให้ผู้เรียนรู้ความหมายของคำศัพท์นั้นมีกลวิธีหลายประการ
เช่น การแสดงประกอบการใช้รูปภาพ ใช้ของจริง และใช้ข้อความ และต้องสอนให้ผู้เรียนสามารถใช้
คำศัพท์นั้นในประโยคต่าง ๆ ได้ และผู้เรียนต้องฝึกการนำคำศัพท์ไปใช้อย่างต่อเนื่อง ศรีวิไล พลมณี
(2560) การจำคำศัพท์ต้องมอี ะไรเช่ือมโยงจึงสอนคำศัพท์ให้เช่ือมโยงกันแล้วกใ็ ห้ทอ่ งดว้ ยการฟังการพูด
ซ้ำๆ ใช้คำนั้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อนภุ าพ คลโสภณ (2562) กล่าวว่า ใหน้ ักเรียนตีความหมายจาก
ภาษาอังกฤษโดยตรง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทย โดยอาจจะใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น แผนภูมิ รูปภาพ
ของจริง หรือแสดงกริยาท่าทางประกอบ เพ่ือให้นักเรียนเข้าใจความหมายอย่างเด่นชัดขึ้น และ
นอกจากนี้ Dale and et al., (2019)กล่าวว่า ในระยะเร่ิมแรก คำที่สอนควรมีภาพประกอบหรือการ
แสดงง่าย ๆ ซ่ึงนักเรียนจะใช้คำเหล่านี้ในการเรียนส่ิงที่ยากต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีจะไม่เกิดขึ้นกับผู้เรียน
หากไม่ได้รับการจดั การเรียนการสอนแบบโฟนกิ ส์ดังที่ Cutts (2015) กลา่ วไว้ว่า โฟนิกส์เป็นวิธีการสอน
ทส่ี ง่ เสริมใหน้ กั เรียนสามารถอ่านคำศัพทน์ ้นั ๆ ได้ซงึ่ หากไม่มีการสอนแบบโฟนิกส์นักเรยี นจะไมส่ ามารถ
อ่านออกเสียงคำศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการสอนแบบโฟนิกส์ทำให้นักเรียนสามารถแยก
เสียงของพยัญชนะ สระน้ัน ๆและนำมาผสมกันเป็นคำศัพท์ได้และจากผลการวิจัยความรู้ด้านคำศัพท์
ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ัน.... ซึ่งมีค่าเฉล่ียของคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แต่ไม่แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .05 โดยขณะทำการวิจยั ผู้วจิ ัยพบว่าสาเหตุทท่ี ำใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียน
ได้นอ้ ย อันเน่ืองมากจาก ประการท่ีหนง่ึ มีปัญหาจากการเรียนการสอนที่ใชเ้ วลายาวนานมากเกนิ ไป จึง
ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเหนื่อยล้าในการเรียนรู้ ประการที่สอง นักเรียนมีความสามารถนำคำศัพท์ไปใช้ใน
ประโยคต่าง ๆ ได้น้อย เนื่องจากมีความรู้ด้านคำศัพท์ในระดับประถมศึกษาตอนต้นไม่มากนัก จึงไม่
เข้าใจบริบทของประโยคใหม่ ๆ ประการท่ีสาม ผู้เรียนได้รับการฝึกการนำคำศัพท์ที่เรียนไปแล้วไปใช้
อย่างไม่ตอ่ เนื่อง และประการที่ส่ี การเลือกใช้คำศัพท์มาสอนบางคำอาจเป็นคำศัพท์ท่ียากเกินไปสำหรับ
ผู้เรียน ซ่ึงสอดคล้องกับ Lado (2016) ได้กล่าวถึงหลักการเลือกคำศัพท์ไว้ว่า ควรเป็นคำศัพท์ที่มี
ความสัมพันธก์ ับประสบการณ์และความสนใจของผู้เรียน มีปรมิ าณของตัวอักษรในคำศัพท์เหมาะสมกับ
ระดับอายแุ ละสติปญั ญาของผูเ้ รยี น เช่น ในระดบั ประถมศึกษากค็ วรนำคำศัพท์ส้ัน ๆ มาสอนและไม่ควร
มีคำศัพท์มากเกินไปหรือน้อยเกินไปในบทเรียนหน่ึง ๆ แต่ควรเหมาะสมกับวุฒิภาวะทางสติปัญญาของ
ผ้เู รียน
5.3 ข้อเสนอแนะ
จากงานวิจยั มีข้อเสนอแนะ ดังน้ี
ขอ้ เสนอแนะเพื่อการนำไปใช้
1.1 การใช้บัตรคำ (Flash cards) เลือกบัตรคำ (Flash cards) ท่ีมีเนื้อหาสาระ
เหมาะสมกบั วยั ของผู้เรยี น มภี าพและตวั อกั ษรชัดเจน
41
1.2 ข้ันท่ี 4 การทำความเข้าใจความหมายของคำศพั ท์ อาจใช้รปู ภาพหรอื สถานการณ์
เพม่ิ เติมจาบตั รคำ (Flash cards) เพ่อื ช่วยให้ผเู้ รียนเข้าใจความหมายของคำศพั ท์มากขนึ้
1.3 ข้ันที่ 5 การนำคำศัพท์ไปใช้ในประโยค ควรจัดกิจกรรมอ่ืน ๆ นอกเหนือจาก
แบบฝกึ หดั เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ กึ ใชค้ ำศัพท์ในบรบิ ทที่หลากหลาย
2. ขอ้ เสนอแนะเพือ่ การวจิ ัยครัง้ ตอ่ ไป
2.1 ควรศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ เพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียง
ประโยคหรือขอ้ ความภาษาอังกฤษส้นั ๆ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
2.2 ควรศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการ
ออกเสียงและการเขยี นสะกดคำศัพทภ์ าษาองั กฤษของนักเรียนระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5
42
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551.
กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทยจำกดั .
การเขยี นเรื่องเล่า.(2563). ค้นเมอ่ื 22 กุมภาพนั ธ์ 2564, จาก
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/the_narrative/index.html.
จิรประภา บุณยนิตย์. (ม.ป.ป.). ช่วยเด็กให้ชอบอ่าน. กรุงเทพฯ: ภาคการอนุบาลศึกษา วิทยาลัยครู
สวนดุสิต.
ณรงค์ ทองปาน. (2562). การสร้างหนังสือสำหรับเด็ก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ภาคพัฒนาตำราและ
เอกสารวชิ าการ หน่วยศึกษานิเทศน์ กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศกึ ษาธิการ.
ดวงเดือน จังพานิช. (2562). การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และความคงทนในการจำคำศัพท์
ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยวิธีสอนแบบสัมพันธ์ขอบข่าย
ความหมายและวิธีสอนแบบปกติ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ
การสอน มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร.
ดวงเดือน แสงชัย. (2563). การสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ธนสิทธ์ิ ศรีรัตน์. (2563). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัติมีเดียชุด “เกมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ”
สาํ หรับนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 5 ระหวางการสอนโดยใชเกมและการสอนปกติ.
สารนพิ นธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยที างการศกึ ษา
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ.
นันทิยา แสงสิน. (2563). การเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาท่ีสองหรือภาษาต่างประเทศ.
เชยี งใหม่: มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
บุญสม ทับสาย และสุธาวี วิวัฒน์กสิกิจ. (2561). การจัดการเรียนการสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำร่วมกับ
แบบเทียบเคียงเพื่อพฒั นาความสามารถในการอ่านคำภาษาองั กฤษของนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาชั้นปีท่ี 4. ใน เอกสารประกอบการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 14
(หนา้ 187).นครปฐม:มหาวิทยาลัยศลิ ปากร.
พรรณนที โชติพงศ์. (2562). การใช้กิจกรรมประกอบจังหวะเพ่ือพฒั นาความรู้ด้านคำศัพทแ์ ละความ
คงทนในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4.ปริญญา
ศิ ล ป ศ า ส ต ร ม ห า บั ณ ฑิ ต ส า ข า วิ ช า ก า ร ส อ น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ใน ฐ า น ะ ภ า ษ า ต่ า ง ป ร ะ เท ศ
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
พรสวรรค์ สปี อ้ . (2560). สดุ ยอดวธิ ีสอนภาษาอังกฤษ นำไปสกู่ ารจัดการเรยี นการเรียนรู้ของครู
43
ยคุ ใหม่. กรุงเทพฯ:อกั ษรเจรญิ ทัศน.์
พัฒนา ชัชพงศ์. (2560). การเตรียมเด็กให้สงบ ในเอกสารประกอบการอบรม. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2560). พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542.กรุงเทพฯ:
นานมบี ุค๊ พับลเิ คชันส.์
เรื่องเลา่ . (2561). คน้ เมอื่ 22 กมุ ภาพันธ์ 2562, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เรือ่ งเลา่ .
ศรีวิไล พลมณี. (2560). พื้นฐานการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ:Foundation of
teaching Thai as a Foreign Language. กรุงเทพ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ศิธร แสงธนู และคิด พงศทัต. (2561). คู่มือภาษาอังกฤษภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ:
ไทยวัฒนาพานิช.
ศุภวลั ย์ ชมู .ี (2561). คู่มอื การเตรียมความพรอ้ มภาษาอังกฤษสำหรบั เด็กปฐมวัย:Phonics.
สตูล: ม.ป.ท.
สถาบนั ภาษาองั กฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน. (ม.ป.ป.). ค่มู อื การจดั การเรยี น
การสอนภาษาองั กฤษแนวใหม.่ กรุงเทพฯ: โรงพมิ พอ์ งคก์ ารสงเคราะหท์ หารผา่ นศึก.
สมยศ เมน่ แยม้ . (2562). ค่มู อื ครู: ครสู อนภาษาอังกฤษ. เชยี งใหม:่ โรงเรยี นวชิรวทิ ย.์
สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2561). คู่มือการอบรมเล้ียงดูเด็กระดับก่อน
ประถมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์ครุสภาลาดพรา้ ว.
_________. (ม.ป.ป.). คูม่ อื หลักการจดั การเรยี นการสอนเดก็ ปฐมวัย. กรงุ เทพฯ:
โรงพมิ พ์ครุสภาลาดพร้าว.
สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. (2564). วิเคราะห์สารัตถะเพลงกล่อมเด็กภาคใต้. สงขลา: โครงการฝ่ายวิจัย
สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
สุนันทา ม่ันเศรษวิทย.์ (2560). หลกั และวธิ กี ารสอนอ่านภาษาไทย. พมิ พค์ รั้งท่ี 6. กรุงเทพฯ:ไทย
วัฒนาพานิช.
สมุ นา พานชิ . (2561). การเตรียมความพรอ้ มเด็กเล็ก. ราชบุรี: ม.ป.ท.
สุไร พงษท์ องเจรญิ . (2562). วธิ ีสอนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มเรยี น. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พป์ ระมวลศิลป์.
อนุภาพ ดลโสภณ. (2560). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ระหว่างการสอนโดยใช้เกมและการสอนตามคู่มือครู. วิทยานิพนธ์
ปริญญาศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.
อัจฉรา วงศ์โสธร. (2564). การทดสอบและประเมินผลการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ:
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
อารมณ์ สวุ รรณปาล. (2562). เอกสารการสอนชดุ วิชา ฝึกอบรมครูและผ้ทู เ่ี ก่ียวข้องกับการเล้ยี งดูเด็ก
ปฐมวัย หน่วยท่ี 9. นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
44
เครอื รัตน์ เรอื งแกว้ . (2564). คำคลอ้ งจอง. พิมพค์ รง้ั ท่ี 4. กรุงเทพฯ:โรงพิมพไ์ ทยวฒั นาพานชิ จำกัด.
ไพเราะ พุ่มมั่น. (2564). การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษาสู่ผลงานวิชาการ.
กรงุ เทพฯ: สำนักพิมพแ์ วน่ แกว้ .
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2560). เอกสารการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา.
นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
ศิตา เยี่ยมขันติถาวร. (2559). ความรู้เบ้ืองต้นที่ครูสอนภาษาอังกฤษควรรู้เก่ียวกับการออกเสียง.
กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
แสงระวี ดอนแกว้ บัว. (2559). หลกั การออกเสียงภาษาอังกฤษเบอ้ื งตน้ . มหาสารคาม:
มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม.
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2564). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ:
ศรวี ัฒนาอินเตอรพ์ ริ้นท์.
กอ่ สวสั ดิ์พานชิ ย.์ (2560). “หลังจากรหู้ นังสอื แล้วจะมอี ะไร”วารสารการศกึ ษานอกโรงเรียน.
สิงหาคม-กนั ยายน.
แม้นมาส ชวลิต. (2561). ปีการศึกษา 2546 ปแี ห่งการอ่านและการเรยี นรู้. กรงุ เทพฯ:
ไทยวฒั นาพานิช.
บนั ลอื พฤกษะวัน. (2559). มิติใหม่ในการสอนอ่าน. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
สนุ ันทา ม่ันเศรษฐวิทย์. (2564). หลักและวิธสี อนอ่านภาษาไทย. พมิ พค์ รั้งท2ี่ . กรงุ เทพฯ:
ไทยวฒั นาพานิช.
กองเทพ เคลือบพณชิ กุล. (2562). การใชภ้ าษาไทย.กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร.์
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2560). การประพนั ธ์. กรุงเทพฯ: อักษรเจรญิ ทัศน์.
วจิ ิตรา แสงพลสทิ ธิ์และคณะ. (2562). การใชภ้ าษาไทย(ไทย101). กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร.์
ประเทนิ มหาขนั ธ.์ (2560). การสอนอา่ นเบือ้ งตน้ . กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติง้ เฮาส.์
นภดล จนั ทรเพญ็ . (2562). การใชภ้ าษาไทย. กรุงเทพฯ: ตน้ อ้อ.
ปรญิ ญา คงด้วง. (2560). แนวทางสง่ เสรมิ การอ่านของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
โรงเรยี นอัสสมั ชันศรีราชา.ชลบุรี: มหาวิทยาลยั บรู พา.
ผดงุ อารยะวิญญู และบัวแก้ว ใหมศ่ รี. (2560). รายงานการวจิ ยั เร่อื งการทดลองสอนอา่ นแกเ่ ด็ก
ท่มี คี วามบกพร่องทางสติปญั ญาโดยใช้วธิ ีโฟนกิ ส์, กรงุ เทพฯ: คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
ศิรพิ ันธ์ ศรวี นั ยงค.์ (2562). "การพัฒนารปู แบบการเสริมสรา้ งทกั ษะการอ่านคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ
สำหรับ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2-3 ที่มีภาวะการอ่านบกพร่อง"ปริญญาการศึกษา
ดษุ ฎีบัณฑติ สาขาวชิ าการศกึ ษาพิเศษ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
45
สุนันทา ปัญญารัตน์. (2564). การพัฒนาการสอนอ่านออกเสียงและเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษด้วย
วิธีการสอนแบบโฟนิกส์.วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและส่ือสาร
การศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพระนคร.
วัชรินทร์ เครือเช้า. (2561). การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและจดจำความหมายของ
คำศพั ท์ ภาษาอังกฤษโดยใช้การเรียนการสอนโฟนิกส์แบบสร้างคำร่วมกับเทคนิคการสอน
แบบตอบสนองท่าทางของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1.วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าหลกั สตู รและการสอน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครปฐม.
เรมิกา กุลาตี. (2560).การใช้การสอนแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนาการออกเสียงภาษาอังกฤษและความรู้
คำศัพท์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1.วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
หลกั สตู รการสอนและเทคโนโลยกี ารเรียนรู้ มหาวิทยาลยั เชียงใหม.่
พัชรินทร์ ป้องสนาม. (2560). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
ด้วยวิธีโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษสำหรบั ผู้พดู ภาษาอนื่ มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธาน.ี
วนิดา โนนคำ. (2564). การใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ท่ีมีต่อความสามารถในการอ่านและความ
คงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ท่ีมีปัญหาในการเรียนรู้. วิทยานิพนธ์
ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่
สาเกต ทองเท่ียง. (2560). ได้ศึกษาการใช้วิธีสอนโฟนิกส์ร่วมกับหนังสือเล่มใหญ่ เพื่อส่งเสริมการ
ออกเสียงและความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ .
วิทยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการสอนภาษาองั กฤษ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่
Beck, I. L., &Juel, C. (2021). What research has to say about reading instruction? In
S. S. Jay & F. Alan (Eds.), The role of decoding in learning to read.
2nd ed. Dalaware: International Reading Association.
Bloomfield, L., & Barnhart, C. L. (1961). Let's read: A linguistic approach. Detroit:
Wayne State University Press.
Browne, A. (2019). Developing language and literacy 3-8. London: P. Chapman.
CUTTS, G.W. (2015). Modern Reading Instruction. New Delhi: Prentice- Hall of India
(Private) Ltd.
Dale, Edgar & et al. (2019). Techniques of Teaching Vocabulary. Rotterdam: Field
Educational Publication Incorporated.
Eldredge, J. L. (2015). Teach decoding: Why and how. 2nd ed. New Jersey: Pearson
Merrill Prentice Hall.