The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Parrot0111, 2022-03-11 19:25:45

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

1 ความสำคญั ของสารสนเทศต่อบุคคลและต่อองคก์ ร

ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การประกอบอาชีพ หรือการดำรงชีพ สารสนเทศมีบทบาท
ตอ่ มนุษย์มากเกนิ กว่าทีบ่ างคนตระหนกั ถงึ

ในด้านการปฏิบัติงานและในการจัดการ สารสนเทศที่ถูกต้องนับเป็นองค์ประกอบสำคัญโดยเฉพาะ
การแก้ปญั หา การตัดสนิ ใจ และการปฏบิ ตั ิงานให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงคไ์ ด้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

2 ความสำคัญของสารสนเทศต่อสงั คม

สารสนเทศมีความสำคัญตอ่ สงั คม 2 ดา้ น คือ ด้านการปกครอง และด้านการพฒั นา

ด้านการเมืองการปกครอง สารสนเทศจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจของประชาชนอัน
เป็นพืน้ ฐานของสงั คม ผู้ปกครองจึงต้องจดั การให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงสารสนเทศท่ีตอ้ งการได้ จึงจะ
เกดิ การบริหารทโ่ี ปรง่ ใส เปน็ สังคมประชาธปิ ไตย ไม่เกดิ ความวุ่นวาย

ในด้านการพัฒนา สารสนเทศมีความสำคัญยิ่งทั้งในการเตรียมแผนพัฒน าและการปฏิบัติตามแผน
เช่น สารสนเทศเกี่ยวกับชุมชน สารสนเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สารสนเทศเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
สารสนเทศเกี่ยวกับเทคนิคการแก้ปัญหา สารสนเทศเพื่อสนับสนุนงานวิจัยหรือการประดิษฐ์ซึ่งจะช่วยในการ
พฒั นาตอ่ ไป

2.16 บทบาทของสารสนเทศ

การนำสารสนเทศไปใช้ 3 ดา้ น ดังนี้ (จิตติมา เทยี มบญุ ประเสริฐ 2544 : 5) ดา้ นการวางแผน ด้านการ
ตัดสินใจ และ ด้านการดำเนินงาน นอกจากนั้น สารสนเทศยังมีบทบาท ในเชิงเศรษฐกิจ ดังนี้ (ประภาวดี สืบ
สนธ์ 2543 : 7-8)

1.ชว่ ยลดความเส่ียงในการตัดสนิ ใจ (Decision) หรอื ช่วยชี้แนวทางในการแก้ไขปัญหา (Problem Solving)

2.ช่วย หรือสนับสนุนการจัดการ (Management) หรือการดำเนินงานขององค์การ ให้มีประสิทธิภาพและเกิด
ประสทิ ธผิ ลมากขึ้น

3.ใช้ทดแทนทรัพยากร (Resources) ทางกายภาพ เช่น กรณีการเรียนทางไกล ผู้เรียนที่เรียนนอกห้องเรียน
จรงิ สามารถเรยี นร้เู ร่อื งตา่ งๆ เชน่ เดยี วกับ ห้องเรียนจรงิ โดยไม่ตอ้ งเดินทางไปเรียนที่หอ้ งเรยี นน้นั

4.ใชใ้ นการกำกับ ตดิ ตาม (Monitoring) การปฏบิ ตั งิ านและการตัดสินใจ เพื่อดูความก้าวหนา้ ของงาน
5.สารสนเทศเป็นช่องทางโน้มน้าว หรือชักจูงใจ (Motivation) ในกรณีของการโฆษณาที่ทำให้ผู้ชม, ผู้ฟัง
ตดั สนิ ใจ เลอื กสินค้า หรอื บรกิ ารนัน้
6.สารสนเทศเป็นองคป์ ระกอบสำคัญของการศกึ ษา (Education) สำหรบั การเรยี นรู้ ผา่ นสือ่ ประเภทต่างๆ

2.17 องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบ คือ กลุ่มขององค์การต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อจุดประสงค์อันเดียวกัน ระบบอาจจะ

ประกอบด้วยบุคคลากร เครื่องมือ เครื่องใช้ พัสดุ วิธีการ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีระบบจัดการอันหนึ่งเพื่อให้
บรรลจุ ดุ ประสงคอ์ ันเดยี วกัน

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์หรือประมวลผลแล้ว พร้อมจะใช้งาน
ไดท้ นั ที โดยไม่ตอ้ งแปล หรอื ตีความใด ๆ อกี

เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถงึ การใชเ้ ทคโนโลยมี าช่วยในการประมวลผล เพอื่ ใหไ้ ดส้ ารสนเทศ ตามทต่ี อ้ งการ

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศน้นั อาจกล่าวได้ว่าประกอบขนึ้ จากเทคโนโลยีสองสาขาหลกั คือ เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม สำหรับรายละเอียดพอสังเขปของแต่ละเท คโนโลยีมี
ดังตอ่ ไปน้ีคอื

เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องอเิ ล็กทรอนิกส์ท่ีสามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และปฏบิ ตั ติ ามคำสั่งท่บี อก เพ่ือให้
คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ คอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์นี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่า
ซอฟตแ์ วร์ (Software) (มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. สาขาวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 2546: 4)

ฮาร์ดแวร์ ประกอบด้วย 5 ส่วน คือ

1.อุปกรณ์รับข้อมูล (Input) เช่น แผงแป้นอักขระ (Keyboard), เมาส์, เครื่องตรวจกวาดภาพ (Scanner),
จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก (Magnetic

Strip Reader), และเครือ่ งอ่านรหสั แทง่ (Bar Code Reader)

2.อุปกรณส์ ่งข้อมลู (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครือ่ งพมิ พ์ (Printer), และเทอรม์ นิ ลั

3.หน่วยประมวลผลกลาง จะทำงานร่วมกับหน่วยความจำหลักในขณะคำนวณหรือประมวลผล โดยปฏิบัติ
หน้าที่ตามคำสั่งของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมูลและคำสั่งที่เก็บไว้ไว้ในหน่วยความจำหลักมา
ประมวลผล

4.หน่วยความจำหลัก มีหน้าที่เก็บข้อมูลที่มาจากอุปกรณ์รับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณ และผลลัพธ์ของการ
คำนวณกอ่ นที่จะสง่ ไปยังอุปกรณ์สง่ ข้อมูล รวมทง้ั การเก็บคำสงั่ ขณะกำลงั ประมวลผล

5.หน่วยความจำสำรอง ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยังไม่ได้ใช้งาน เพื่อการใช้ในอนาคต
ซอฟต์แวร์ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญและจำเป็นมากในการควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์สามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

ซอฟต์แวร์ระบบ มีหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเป็นตัวกลาง
ระหวา่ งผู้ใชก้ บั คอมพิวเตอรห์ รือฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์ระบบสามารถแบง่ เปน็ 3 ชนิดใหญ่ คือ

1.โปรแกรมระบบปฏิบัติการ ใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พ่วงต่อกับเครื่อง
คอมพิวเตอร์ ตวั อยา่ งโปรแกรมทน่ี ยิ มใช้กันในปจั จบุ นั เช่น UNIX, DOS, Microsoft Windows

2.โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการ
ประมวลผลข้อมูลหรือในระหว่างที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น
โปรแกรมเอดเิ ตอร์ (Editor)

3.โปรแกรมแปลภาษา ใชใ้ นการแปลความหมายของคำสง่ั ทเี่ ป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ใหอ้ ยู่ในรูปแบบท่ี
เคร่อื งคอมพวิ เตอรเ์ ข้าใจและทำงานตามทผ่ี ูใ้ ช้ต้องการ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความต้องการ ซึ่งซอฟต์แวร์
ประยุกต์นสี้ ามารถแบง่ เป็น 3 ชนิด คอื

1.ซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่องานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไปไม่เจาะจงประเภทของ
ธุรกจิ ตวั อย่าง เช่น Word Processing, Spreadsheet, Database Management เป็นตน้

2.ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่วัตถุประสงค์
ของการนำไปใช้

3.ซอฟต์แวร์ประยุกต์อื่น ๆ เป็นซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และอื่น ๆ นอกเหนือจาก
ซอฟต์แวร์ประยุกต์สองชนิดข้างต้น ตัวอย่าง เช่น Hypertext, Personal Information Management และ
ซอฟต์แวรเ์ กมต่าง ๆ เปน็ ต้น
สำหรับกระบวนการการจัดการระบบสารสนเทศ เพื่อให้ได้สารสนเทศตามต้องการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง
แม่นยำ และมีคณุ ภาพ ดงั แผนภาพตอ่ ไปน้ีคือ

แผนภาพแสดงกระบวนการจดั การระบบสารสนเทศ

2.18 เทคโนโลยสี ือ่ สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสือ่ สารโทรคมนาคม ใช้ในการตดิ ต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็นการส่งของข้อมลู

ระหวา่ งคอมพวิ เตอร์หรือเคร่ืองมือท่ีอยู่หา่ งไกลกนั ซงึ่ จะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมลู หรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ใน
แหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจ
เป็นตัวเลข (Numeric Data) ตวั อักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)

เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมท้ัง
ชนิดมีสายและไรส้ าย เชน่ ระบบโทรศัพท์, โมเดม็ , แฟกซ,์ โทรเลข, วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, วิทยุโทรทศั น์ เคเบิ้ลใย
แก้วนำแสง คลน่ื ไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นตน้

สำหรับกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของ
ข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ
(Sink/Decoder) ดงั แผนภาพต่อไปน้ี คือ

แผนภาพแสดงกลไกหลกั ของการส่อื สารโทรคมนาคม
นอกจากน้ี เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลกั ษณะการใชง้ านไดเ้ ปน็ 6 รูปแบบ ดงั นี้ต่อไปนี้ คือ
1.เทคโนโลยที ใ่ี ช้ในการเกบ็ ข้อมลู เช่น ดาวเทยี มถา่ ยภาพทางอากาศ, กล้องดจิ ทิ ัล, กล้องถา่ ยวีดที ัศน์,
เคร่ืองเอกซเรย์ ฯลฯ
2.เทคโนโลยีท่ใี ชใ้ นการบันทึกขอ้ มลู จะเปน็ สอื่ บันทึกข้อมูลตา่ ง ๆ เช่น เทปแมเ่ หลก็ , จานแม่เหลก็ , จานแสง
หรือจานเลเซอร์, บัตรเอทเี อ็ม ฯลฯ
3.เทคโนโลยีท่ีใช้ในการประมวลผลข้อมูล ไดแ้ ก่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ทัง้ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์
4.เทคโนโลยที ีใ่ ชใ้ นการแสดงผลขอ้ มูล เชน่ เคร่อื งพมิ พ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ

5.เทคโนโลยที ีใ่ ชใ้ นการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครื่องถา่ ยเอกสาร, เครอื่ งถ่ายไมโครฟิลม์

6.เทคโนโลยีสำหรบั ถา่ ยทอดหรอื สื่อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทศั น์,
วทิ ยกุ ระจายเสียง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอรท์ ั้งระยะใกลแ้ ละไกล

ลกั ษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่สง่ ผา่ นระบบคอมพวิ เตอรแ์ ละการส่อื สาร ดังน้ี

ข้อมลู หรือสารสนเทศท่ีใช้กนั อยู่ทว่ั ไปในระบบสื่อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลักษณะของสัญญาณ
เป็นคล่ืนแบบต่อเนื่องท่ีเราเรียกว่า "สญั ญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพวิ เตอรจ์ ะแตกตา่ งไป เพราะระบบ
คอมพวิ เตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกนั เป็นสญั ญาณท่ีไม่ต่อเน่ือง เรยี กวา่ "สัญญาณดจิ ิตอล" ซ่ึง
ขอ้ มลู เหลา่ น้ันจะสง่ ผ่านสายโทรศพั ท์ เมอ่ื เราตอ้ งการส่งข้อมูลจากคอมพวิ เตอรเ์ ครอ่ื งหนึ่งไปยงั เครื่องอืน่ ๆ
ผา่ นระบบโทรศัพท์ กต็ ้องอาศัยอปุ กรณ์ช่วยแปลงสญั ญาณเสมอ ซึง่ มีช่อื เรียกวา่ "โมเดม็ " (Modem)

2.19 ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ

สามารถอธิบายความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศในด้านท่มี ีผลกระทบตอ่ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมดา้ น
ต่าง ๆ ของผู้คนไวห้ ลายประการดังต่อไปน้ี (จอห์น ไนซ์บิตต์ อา้ งถงึ ใน ยนื ภูว่ รวรรณ)

• ประการท่หี น่ึง เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปล่ียนจากสังคมอตุ สาหกรรมมาเปน็
สงั คมสารสนเทศ

• ประการท่สี อง เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลย่ี นจากระบบแห่งชาตไิ ปเป็นเศรษฐกิจ
โลก ท่ีทำใหร้ ะบบเศรษฐกิจของโลกผกู พันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำ
ให้เกิดสงั คมโลกาภวิ ฒั น์

• ประการทสี่ าม เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพนั มกี ารบังคบั บัญชาแบบแนวราบ
มากขึน้ หน่วยธรุ กิจมีขนาดเล็กลง และเชือ่ มโยงกันกับหนว่ ยธุรกจิ อ่นื เป็นเครือขา่ ย การดำเนินธรุ กจิ มี
การแขง่ ขนั กนั ในดา้ นความเร็ว โดยอาศัยการใชร้ ะบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ และการส่อื สาร
โทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพ่ือให้เกิดการแลกเปล่ียนข้อมูลไดง้ า่ ยและรวดเร็ว

• ประการที่ส่ี เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ เทคโนโลยีแบบสุนทรียสัมผสั และสามารถตอบสนองตามความ
ต้องการการใช้เทคโนโลยใี นรูปแบบใหม่ทีเ่ ลือกได้เอง

• ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานทแ่ี ละทุกเวลา
• ประการท่ีหก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อใหเ้ กิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขน้ึ อกี ทงั้ ยังทำให้

วิถีการตดั สินใจ หรอื เลือกทางเลือกไดล้ ะเอยี ดขนึ้

กลา่ วโดยสรปุ แลว้ เทคโนโลยสี ารสนเทศมีบทบาททสี่ ำคัญในทกุ วงการ มผี ลต่อการเปล่ียนแปลงโลกด้านความ
เป็นอยู่ สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมือง ตลอดจนการวิจัยและการ
พัฒนาตา่ ง ๆ

2.20 ปจั จัยท่ีทำใหเ้ กดิ ความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้

จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999: 23) พบว่า ปจั จยั ของความล้มเหลวหรือความผดิ พลาดท่เี กดิ จาก
การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ในองค์การ มสี าเหตุหลกั 3 ประการ ได้แก่

1.การขาดการวางแผนทดี่ ีพอ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการวางแผนจัดการความเส่ยี งไม่ดีพอ ยงิ่ องค์การมีขนาดใหญ่
มากขึ้นเท่าใด การจดั การความเสี่ยงยอ่ มจะมีความสำคัญมากขึน้ เป็นเงาตามตวั ทำให้ค่าใชจ้ ่ายด้านน้ีเพม่ิ
สูงข้ึน

2.การนำเทคโนโลยีทีไ่ มเ่ หมาะสมมาใชง้ าน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใชใ้ นองค์การจำเป็นตอ้ ง
พิจารณาใหส้ อดคล้องกบั ลักษณะของธรุ กจิ หรืองานท่ีองค์การดำเนนิ อยู่ หากเลือกใช้เทคโนโลยที ีไ่ มส่ อดรบั กบั
ความตอ้ งการขององค์การแล้วจะทำใหเ้ กิดปัญหาตา่ ง ๆ ตามมา และเป็นการสน้ิ เปลอื งงบประมาณโดยใชเ่ หตุ

3.การขาดการจดั การหรือสนับสนนุ จากผูบ้ ริหารระดบั สงู การทจี่ ะนำเทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาใชง้ านใน
องค์กร หากขาดซ่งึ ความสนบั สนุนจากผู้บริหารระดับสงู แล้วก็ถือว่าล้มเหลวตั้งแตย่ ังไม่ได้เรมิ่ ต้น การไดร้ ับ
ความมั่นใจจากผบู้ รหิ ารระดับสูงเป็นกา้ วย่างท่สี ำคัญและจำเปน็ ทีจ่ ะทำให้การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ใน
องค์การประสบความสำเรจ็

สำหรบั สาเหตุของความล้มเหลวอื่น ๆ ทพี่ บจากการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ เชน่ ใช้เวลาในการ
ดำเนนิ การมากเกนิ ไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยีทล่ี ำ้ สมยั หรอื ยังไมผ่ า่ นการพสิ จู นม์ าใชง้ าน (New
or unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกตอ้ ง, ผูจ้ ดั จำหนา่ ย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Vendor) ทอ่ี งคก์ ารซื้อมาใช้งานไม่มีประสทิ ธภิ าพและขาดความรับผิดชอบ และ
ระยะเวลาของการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบรู ณ์ใชเ้ วลาน้อยกว่าหนึ่งปี

นอกจากน้ี ปจั จยั อน่ื ๆ ท่ที ำใหก้ ารนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชไ้ ม่ประสบความสำเรจ็ ในด้านผู้ใชง้ านนั้น อาจ
สรุปได้ดังนี้ คือ

1.ความกลวั การเปลย่ี นแปลง กลา่ วคอื ผคู้ นกลัวทจี่ ะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทัง้ กลวั ว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศจะเขา้ มาลดบทบาทและความสำคัญในหน้าทีก่ ารงานท่รี บั ผิดชอบของตนใหล้ ดน้อยลง
จนทำใหต้ ่อต้านการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ

2.การไม่ติดตามข่าวสารความรดู้ า้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งสมำ่ เสมอ เนื่องจากเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เปล่ยี นแปลงรวดเร็วมาก หากไม่มัน่ ตดิ ตามอยา่ งสมำ่ เสมอแลว้ จะทำใหก้ ลายเป็นคนล้าหลงั และตกขอบ จน
เกิดสภาวะชะงักงนั ในการเรยี นรแู้ ละใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ

3.โครงสรา้ งพน้ื ฐานด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศของประเทศกระจายไม่ท่ัวถึง ทำให้ขาดความเสมอภาคในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพ้ืนที่ ทำให้เปน็ อุปสรรคในการใชง้ านดา้ นตา่ ง ๆ
ตามมา เชน่ ระบบโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสงู ฯลฯ

2.21 ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

การกำเนดิ ของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปที ี่แล้ว เปน็ กา้ วสำคญั ทน่ี ำไปสู่ยคุ สารสนเทศ ในช่วงแรกมี
การนำเอาคอมพวิ เตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพวิ เตอร์เป็นอุปกรณ์
สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้าง
คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่าง
กว้างขวาง ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดงั น้ี

• การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสาร
โทรคมนาคม เพือ่ ติดต่อสอ่ื สารใหส้ ะดวกขึน้ มกี ารประยุกต์มาใชก้ ับเครื่องอำนวยความสะดวกภายใน
บา้ น เช่น ใช้ควบคุมเครือ่ งปรบั อากาศ ใช้ควมคมุ ระบบไฟฟ้าภายในบา้ น เปน็ ต้น

• เสรมิ สรา้ งความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กิดการกระจาย
ไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียน
การสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่ใช้
ระบบการรกั ษาพยาบาลผ่านเครือขา่ ยส่ือสาร

• สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และ
เครอ่ื งมอื ประกอบชว่ ยในการเรยี นรู้ เช่น วดี ทิ ัศน์ เครอ่ื งฉายภาพ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์
ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้
ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศในโรงเรยี นมากขึน้

• เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้
สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูล
สภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บ
รวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัด
ระยะไกลมาช่วย ที่เรยี กว่าโทรมาตร เปน็ ตน้

• เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธ
ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย
ระบบเฝา้ ระวังทีม่ คี อมพิวเตอรค์ วบคุมการทำงาน

• การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม
จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มี
การใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับ
ลูกค้า เพื่อใหซ้ อ้ื สนิ ค้าได้สะดวกขน้ึ

2.22 เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การใชช้ ีวิตในสงั คมปัจจุบนั

ในภาวะปัจจุบนั นั้นสารสนเทศได้กลายเปน็ ปจั จัยพืน้ ฐานปัจจัยที่ห้า เพิ่มจากปัจจยั สี่ประการทีม่ นษุ ย์
เราขาดเสียมิไดใ้ นการดำรงชีวติ ประจำวนั ไม่ว่าจะเป็นสารสนเทศที่จำเป็น ในการประกอบธรุ กจิ ในการค้าขาย
การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถึงเร่ืองเบา ๆ เรือ่ งไรส้ าระบ้าง เช่น สภากาแฟทสี่ ามารถพบไดท้ ุกแหง่ หนในสงั คม เรือ่ งสาระบันเทิงในยาม
พักผ่อน ไปจนถึงเรื่องความเป็นความตาย เช่น ข่าวอุทกภัย วาตภัย หรือการทำรัฐประหารและปฏิวัติ เป็นต้น

ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ตั้งแต่นักวิชาการ นักธุรกิจ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์
จนกระทั่งผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ
สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่ง
ศตวรรษที่ 21 สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด กล่าวกันสั้น ๆ สารสนเทศกำลัง
จะกลายเปน็ ฐานแหง่ อำนาจอันแทจ้ รงิ ในอนาคต ทั้งในทางเศรษฐกิจ และทางการเมอื ง

ในสมยั สังคมเกษตรนัน้ ปจั จยั พ้ืนฐานในการผลิตท่สี ำคัญ ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และทนุ ทรัพย์ ต่อมาใน
สังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อันได้แก่ ที่ดิน
พลังงาน และวสั ดุ เปน็ อยา่ งมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหล่าน้ันอย่างฟุ่มเฟือยและขาดความระมัดระวัง
ก็ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมาก ซึ่งกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ตั้งแต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดินฟ้าอากาศ ภัยธรรมชาติที่นับวนั จะเพิ่มความถี่และรุนแรงขึ้น ปัญหาการบ่อนทำลายความสมดุล
ทางนิเวศวิทยาทั้งป่าดงดิบ ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำลำธาร ความแห้งแล้ง อากาศเป็นพิษ แม่น้ำลำคลองที่เต็มไป
ดว้ ยสารพษิ เจือปน ตลอดจนถึงปญั หาวิกฤติทางจราจรและภัยจากควนั พษิ ในมหานครทกุ แหง่ ทั่วโลก

ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงาน
น้อยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยให้
กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทาง
อุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นคงทนมากขึ้น ปัญหา
วิกฤติทางจราจรในบางด้านก็สามารถผ่อนปรนได้ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในการช่วยติดต่อสื่อสารทาง
ธุรกิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี

สว่ นอย่างมาก ในการนำสังคม สวู่ วิ ัฒนาการอีกระดับหนึง่ ทีอ่ าจเรยี กได้ว่าเป็นสังคมสารสนเทศ อันเป็นสังคม
ท่ีพงึ ปรารถนาและย่ังยนื ย่ิงข้นึ

น่ันจึงเป็นเหตุผลทว่ี า่ สงั คมต่าง ๆ ในโลก ตา่ งจะตอ้ งกา้ วสู่สังคมสารสนเทศอยา่ งหลีกเลีย่ งไม่ได้ ไมเ่ รว็
ก็ชา้ และนัน่ หมายความว่าสังคมจะต้องพง่ึ พาเทคโนโลยสี ารสนเทศ อยา่ งแน่นอน ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็
ตาม มิใช่เพยี งแต่เพ่ือสร้างขีดความสามารถในเชิงแข่งขนั ในสนามการค้าระหวา่ งประเทศ แต่เพื่อความอยู่รอด
ของมนษุ ยชาติ และเพอ่ื คุณภาพชีวิตทด่ี ีขึ้นอกี ต่างหากดว้ ย

เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัย
รองรับ ขบวนการโลกาภิวตั น์ ทกี่ ำลังผนวกสังคมเศรษฐกิจไทยเขา้ เป็นอันหน่งึ เดียวกันกับสังคมโลก

อันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใช้
โทรศัพท์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่าการใช้
เทคโนโลยนี ้ยี งั ไม่แพร่กระจายท่วั ประเทศและยงั ไมอ่ ยู่ในระดบั สงู เมื่อเทียบกับอกี หลาย ๆ ประเทศในโลก

กล่าวกนั อยา่ งสัน้ ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศ คอื เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกบั การจดั หา วิเคราะห์ ประมวล
จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ใน
รูปแบบของรปู เสียง ตวั อกั ษร หรอื ภาพเคลือ่ นไหว รวมไปถงึ การนำสารสนเทศและข้อมลู ไปปฏบิ ตั ิตามเน้ือหา
ของสารสนเทศน้นั เพือ่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายของผู้ใช้ การจดั หา วเิ คราะห์ ประมวล และจดั การกับข่าวสารข้อมูล
จำนวนมหาศาล จงึ ขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เสียมไิ ด้ ส่วนการแสวงหาและแลกเปล่ียนข้อมลู ข่าวสาร อย่าง
รวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และ
ท้ายสุดสารสนเทศที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่าง
ประหยัดที่สุด ก็ต้องอาศัยทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการสื่อหรือขนย้ายจากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศ สู่ผบู้ รโิ ภคในที่สุด

ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ทั้ง
ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานข้อมูล โทรคมนาคมซึ่งรวมถึง เทคโนโลยีระบบสือ่ สารมวลชน (ได้แก่ วิทยุ และ
โทรทัศน)์ ทง้ั ระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกสต์ ่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารก่ึงตัวนำ (semiconductor) ปญั ญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อปุ กรณ์อตั โนมตั สิ ำนักงาน (office
automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหลา่ น้ี เปน็ ต้น

นอกจากการเป็นเทคโนโลยีท่ีไม่ทำลายธรรมชาตหิ รือสร้างมลภาวะ (ในตวั ของมนั เอง) ต่อสิ่งแวดล้อม
แลว้ คณุ สมบัติโดดเดน่ อ่นื ๆ ทที่ ำให้มันกลายเปน็ เทคโนโลยี ยุทธศาสตรส์ ำคญั แหง่ ยคุ ปัจจบุ ันและในอนาคตก็
คือ ความสามารถในการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพและสมรรถภาพในเกือบทุก ๆ กิจกรรม อาทโิ ดย

1. การลดตน้ ทุนหรือคา่ ใช้จา่ ย

2. การเพม่ิ คณุ ภาพของงาน

3. การสรา้ งกระบวนการหรอื กรรมวิธีใหม่ ๆ

4. การสร้างผลติ ภัณฑ์และบรกิ ารใหม่ ๆ ขน้ึ

ฉะนนั้ โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี มี้ าใช้ จึงมีหลากหลายในเกือบทุก ๆ กจิ กรรมกว็ า่ ได้ ไม่
ว่าจะเป็นการปกครอง การให้บริการสังคม การผลิตทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงการคา้ ท้งั
ภายในและระหวา่ งประเทศอีกด้วย โดยพอสรุปได้ดังต่อไปน้ี

ภาคสังคม การบริหารและปกครอง การให้บริการพื้นฐานของรัฐ การบริการสาธารณสุข การบริการ
การศึกษา การให้บริการข้อมูลและสาระบันเทิง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การ
บรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอตุ ุนยิ ม ฯลฯ

ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การปา่ ไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและ กา๊ ซธรรมชาติ การ
สำรวจแร่และทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนและใต้ผิวโลก การก่อสร้าง การคมนาคมทั้งทางบก น้ำ และอากาศ
การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการท่องเที่ยว
การเงนิ การธนาคาร การขนสง่ และ การประกนั ภัย ฯลฯ

ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดังกล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ
ประการของเทคโนโลยีกลุ่มนี้ อันสืบเนื่องจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีที่มีอัตราสูงและอย่างต่อเนื่องตลอด
หลายทศวรรษทีผ่ า่ นมา วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีน้สี ่งผลให้

-ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ สำหรับการเก็บ การประมวล และการแลกเปลี่ยนเผยแพร่
สารสนเทศมกี ารลดลงอยา่ งตอ่ เน่อื งและรวดเรว็

-ทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เนื่องจากได้มีพัฒนาการ
การยอ่ ส่วนของชน้ิ ส่วน (miniaturization) และพฒั นาการการสอ่ื สารระบบไรส้ าย

-ประการทา้ ย ที่จัดวา่ สำคญั ที่สดุ กว็ ่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีตา่ ง ๆ เชน่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์และการส่ือสาร
มุง่ เขา้ สจู่ ดุ ท่ีใกล้เคยี งกัน (converge)

ประเทศอุตสาหกรรมในโลกได้เลง็ เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยียุทธศาสตร์กลุ่มนี้ จึงให้ความสำคัญ
ต่อเทคโนโลยีนี้มากกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญอีกหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่ม
ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ
ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลุ่มสำคัญในปัจจุบัน คือ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุใหม่ เทคโนโลยี
อวกาศ เทคโนโลยีนวิ เคลยี ร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ในประเด็นผลกระทบสำคัญ 5 ประเดน็ ไดแ้ ก่

(1) การสร้างผลติ ภณั ฑแ์ ละบริการใหม่ ๆ

(2) การปรับปรงุ กระบวนการผลิตผลติ ภณั ฑแ์ ละบรกิ าร

(3) การยอมรับจากสังคม

(4) การนำไปใช้ประยุกต์ในภาค/สาขาอื่น ๆ

(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศไดร้ ับการยอมรบั ในศักยภาพสูงสดุ ในทกุ
ๆ ประเด็น

2.23 ประโยชนข์ องระบบสารสนเทศ

ประสทิ ธิภาพ (Efficiency)

• ระบบสารสนเทศทำให้การปฏิบัติงานมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้กระบวนการประมวลผลข้อมูลซึง่
จะทำให้สามารถเก็บรวบรวม ประมวลผลและปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้อย่างรวดเร็วระบบ
สารสนเทศช่วยในการจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ หรือมีปริมาณมากและช่วยทำให้การเข้าถึงข้อมูล
(access) เหล่าน้นั มีความรวดเรว็ ด้วย

• ช่วยลดต้นทนุ การทีร่ ะบบสารสนเทศช่วยทำให้การปฏิบัตงิ านทเี่ กี่ยวข้องกบั ข้อมลู ซ่ึงมีปริมาณมากมี
ความสลับซบั ซอ้ นให้ดำเนนิ การได้โดยเร็ว หรือการช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้
เกิดการประหยดั ตน้ ทนุ การดำเนนิ การอยา่ งมาก

• ช่วยให้การติดต่อสือ่ สารเป็นไปอยา่ งรวดเร็ว การใช้เครือข่ายทางคอมพิวเตอรท์ ำให้มีการติดต่อได้ท่ัว
โลกภายในเวลาท่ีรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องคอมพิวเตอร์
ด้วยกัน (machine to machine) หรือคนกับคน (human to human) หรือคนกับเครื่อง

คอมพิวเตอร์ (human to machine) และการติดต่อสื่อสารดังกล่าวจะทำให้ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความ
เสยี ง ภาพนิง่ และภาพเคลือ่ นไหวสามารถส่งไดท้ ันที
• ระบบสารสนเทศช่วยทำให้การประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะหากระบบ
สารสนเทศนั้นออกแบบ เพื่อเอื้ออำนวยให้หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ในระบบของซัพ
พลายทั้งหมด จะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และทำให้การ
ประสานงาน หรือการทำความเข้าใจเป็นไปได้ดว้ ยดีย่ิงขนึ้

ประสิทธิผล (Effectiveness)

• ระบบสารสนเทศช่วยในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ออกแบบสำหรับผู้บริหาร เช่น ระบบ
สารสนเทศที่ช่วยในการสนบั สนนุ การตัดสินใจ (Decision support systems) หรือระบบสารสนเทศ
สำหรับผู้บริหาร (Executive support systems) จะเอื้ออำนวยให้ผู้บริหารมีข้อมูลในการ
ประกอบการตดั สินใจได้ดีข้นึ อันจะสง่ ผลใหก้ ารดำเนินงานสามารถบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ไว้ได้

• ระบบสารสนเทศชว่ ยในการเลือกผลิตสินค้า/บริการที่เหมาะสมระบบสารสนเทศจะชว่ ยทำให้องค์การ
ทราบถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน ราคาในตลาดรูปแบบของสินค้า/บริการที่มีอยู่ หรือช่วยทำให้
หน่วยงานสามารถเลือกผลติ สนิ ค้า/บริการที่มคี วามเหมาะสมกบั ความเชีย่ วชาญ หรอื ทรพั ยากรท่มี อี ยู่

• ระบบสารสนเทศช่วยปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ดีขึ้นระบบสารสนเทศทำให้การติดต่อ
ระหว่างหน่วยงานและลูกค้า สามารถทำได้โดยถูกต้องและรวดเร็วขึ้น ดังนั้นจึงช่วยให้หน่วยงาน
สามารถปรับปรุงคุณภาพของสินค้า/บริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วข้ึน
ดว้ ย

• ความไดเ้ ปรียบในการแขง่ ขัน (Competitive Advantage)
• คณุ ภาพชวี ิตการทำงาน (Quality o f Working Life

รายงาน เก่ยี วกบั ความรู้เบ้ืองต้นเกีย่ วกับเทคโนโลยสี าร-สนเทศ ในประเดน็ สำคัญๆ ไดแ้ ก่

3 คอมพวิ เตอรแ์ ละอนิ -เทอรเ์ น็ตกับเทคโนโลยสี ารสนเทศ

อินเทอร์เนต็ เป็นหน่ึงในสื่อเทคโนโลยสี ารสนเทศที่ไดร้ บั ความนิยมอย่างมากในปจั จุบัน โดยมีผู้ใช้งาน
ทั่วทกุ มุมโลก เน่ืองจากเปน็ เครอื ข่ายเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ขนาดใหญท่ ่สี ามารถอำนวยความสะดวกแกผ่ ใู้ ช้งาน
ไดอ้ ย่างกว้างขวาง รวดเรว็ มปี ระสิทธภิ าพ และเข้าถึงไดง้ ่าย อนิ เทอร์เน็ตจึงถูกนำไปใชป้ ระโยชน์มากมาย
หลากหลาย โดยแตเ่ ดมิ อาจเป็นเพียงเครือข่ายเชอ่ื มโยงการสื่อสาร ให้ประชาชนผใู้ ช้งานสามารถตดิ ต่อสื่อสาร
ถงึ กันได้อยา่ งรวดเร็ว แต่ปจั จุบันไดถ้ ูกพัฒนาคุณสมบัติใหส้ ามารถรองรับความต้องการของผู้คนในยุคดจิ ิตอล

มากข้ึน อาจกลา่ วไดว้ ่า อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเทคโนโลยที ีช่ ่วยขับเคล่ือนเศรษฐกจิ และสงั คมท้ัง
ระดบั ประเทศ อีกท้ังยงั เชอื่ มโยงนานาประเทศเข้าดว้ ยกัน

อินเทอร์เนต็

อินเทอร์เน็ต คือระบบเครอื ข่ายที่เชอ่ื มโยงคอมพวิ เตอร์ทั่วโลกเขา้ ดว้ ยกนั ภายใตร้ ะบบการสอื่ สารท่ี
เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol) ผู้ใช้งานอนิ เทอรเ์ น็ตหลายลา้ นคนทว่ั โลกต่างกใ็ ช้เครื่องคอมพิวเตอร์กันคนละ
แบบ ทำใหจ้ ำเป็นต้องมภี าษากลาง เพ่ือให้สามารถส่อื สารกันไดเ้ ขา้ ใจ เรียกว่าโปรโตคอล เครือ่ งคอมพิวเตอร์
บนเครือข่าย Internet สือ่ สารระหว่างกันโดยใช้ Transmission Control Protocol และ Internet
Protocol รวมเรยี กวา่ TCP/IP ข้อมูลที่สง่ จะถกู แบ่ง ออกเปน็ ส่วน ๆ เรยี กวา่ Packet แล้วจา่ หน้าไปยงั ผรู้ บั
ด้วยการกำหนด IP Address Packets พวกนจ้ี ะว่งิ ผ่าน Gateway ตา่ ง ๆ โดย Gateway จะอา่ นที่อยู่ที่จ่า
หน้า แลว้ บอกทิศทางทไี่ ปปลายทางของแต่ละ Packet ว่าจะวิ่งไปในทิศทางใด เมื่อไปถึง Gateway ใหมก่ ็จะ
ถกู กำหนดเสน้ ทางให้วงิ่ ไปยงั Gatewayใหมท่ อี่ ยถู่ ัดไป จนกว่าจะถึงปลายทาง

อินเทอร์เนต็ ถือกำเนิดข้นึ พรอ้ มกันกับการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนกิ สใ์ นคอมพวิ เตอรใ์ นชว่ งปี พ.ศ.
2493 ในยุคของสงครามเยน็ ในโครงการอาร์ปาเน็ต(ARPANet) สังกัดกระทรวงกลาโหมของสหรฐั อเมรกิ า
เนือ่ งจากต้องการระบบคอมพิวเตอรท์ สี่ ามารถติดต่อสื่อสารและสง่ั การผ่านคอมพวิ เตอร์ตัวอน่ื ได้ โดยไม่ต้องมี
ผู้คอยควบคุม เพราะหากถูกโจมตี คอมพิวเตอร์ส่วนทเ่ี หลอื จะยังตอ้ งสามารถใชง้ านตอ่ ไปได้ ระบบได้ถูก
พัฒนาต่อเนื่องอยา่ งรวดเรว็ จนในท่ีสดุ จงึ กลายมาเปน็ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในปัจจุบนั

อินเทอรเ์ นต็ ในประเทศไทยเริ่มข้ึนเม่ือพ.ศ.2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพวิ เตอร์ของ
มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ และสถาบนั เทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวทิ ยาลยั เมลเบิรน์ ประเทศ
ออสเตรเลยี จนกระทงั่ ในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยอี เิ ล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แหง่ ชาติ (NECTEC) ได้
ทำการเชือ่ มตอ่ คอมพวิ เตอรก์ ับมหาวทิ ยาลัย 6 แห่ง เข้าด้วยกันเรียกว่า “เครือข่ายไทยสาร” การให้บริการ
อินเทอรเ์ นต็ ในประเทศไทยได้เริ่มต้นขนึ้ เป็นคร้ังแรกเม่อื เดือน มนี าคม 2538 โดยความร่วมมอื ของรัฐวิสาหกิจ
3 แหง่ คือ การสอ่ื สารแหง่ ประเทศไทย องค์การโทรศัพทแ์ ห่งประเทศไทย และสำนกั งานส่งเสรมิ วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีแหง่ ชาติ (สวทช.) โดยให้บรกิ ารในนาม บรษิ ัท อนิ เทอรเ์ นต็ ประเทศไทย (Internet Thailand)
เป็นผใู้ ห้บริการอินเทอร์เนต็ เชงิ พาณิชย์รายแรกของประเทศไทย

ปัจจบุ นั มีผใู้ ช้อนิ เทอรเ์ น็ตท่วั โลก 2,405 ลา้ นคนโดยประมาณ หรอื ประมาณร้อยละ 34 ของประชากรทงั้ หมด
(ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2555) และทวปี ทม่ี ีผใู้ ชง้ านอินเทอรเ์ น็ตมากทีส่ ดุ คอื เอเชีย โดยคิดเปน็ รอ้ ยละ 44.8
ของผู้ใช้งานท้งั หมด และประเทศทม่ี ผี ้ใู ช้งานอนิ เทอรเ์ น็ตมากทส่ี ดุ คือ ประเทศจีน ในขณะเดยี วกนั ขอ้ มลู
ลา่ สดุ ของสำนกั งานสถติ แิ ห่งชาติ พ.ศ. 2551 พบวา่ จำนวนผู้ใช้อินเทอรเ์ น็ตในประเทศไทย มีประมาณ 10.96
ลา้ นคน คดิ เปน็ ร้อยละ18.2

อินเทอร์เนต็ นน้ั มีคุณประโยชน์และความสำคัญต่อผคู้ นในยุคไซเบอร์เป็นอยา่ งมากในหลายๆด้าน
ยกตัวอย่าง ไดแ้ ก่ ด้านการศึกษา นักเรียน นักศึกษาสามารถใช้อนิ เทอรเ์ นต็ เป็นแหล่งคน้ คว้าหาข้อมูลขนาด
ใหญ่ รวมถงึ หนงั สือออนไลนแ์ ละหอ้ งสมุดออนไลน์ นอกจากนี้ ในด้านธรุ กจิ และการพาณิชย์ ผใู้ ช้งานสามารถ
ค้นหาข้อมลู พดู คยุ แลกเปล่ียนขอ้ คิดเหน็ เพ่ือนำมาประกอบการตัดสินใจในการลงทนุ อีกทั้ง สามารถนำสินค้า
มาจำหน่ายในอินเทอร์เนต็ ซงึ่ สามารถช่วยลดตน้ ทุนของสนิ คา้ ในดา้ นการบันเทิง พักผ่อนหย่อนใจ สามารถทำ
ไดห้ ลายรปู แบบตามความชอบและสนใจ เช่น ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือแม้กระทงั่ จองโรงแรมหรอื ที่พักได้
อยา่ งง่ายดาย จะเห็นได้ว่าเราสามารถใชอ้ นิ เทอร์เน็ตใหป้ ระโยชนไ์ ด้อย่างมากมายทงั้ แกต่ นเองและสงั คมรอบ
ขา้ ง

1. เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์

1.1. ความหมายและองค์ประกอบของเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์

เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ (computer net-work) หมายถงึ การเช่ือมต่อคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณ์ตอ่ พ่วงเข้า
ดว้ ยกนั โดยใชส้ ือ่ กลางตา่ งๆ

เครอื ข่ายคอมพิวเตอรส์ ามารถแบ่งออกได้ 6 ประเภท ดังน้ี

1. เครอื ขา่ ยเฉพาะท่ี หรือแลน (local area network : LAN)

2. เครือข่ายนครหลวง หรอื แมน (metropolitan area network : MAN)

3. เครือข่ายบรเิ วณกว้าง หรอื แวน (wide area network : WAN)

4. เครือข่ายภายในองค์กร หรอื อินทราเน็ต (intranet)

5. เครือข่ายภายนอกองค์กร หรือเอ็กทราเนต็ (extranet)

6. เครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต (internet)

1.2. การเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ของระบบเครอื ข่ายขนาดเลก็

1. อปุ กรณ์ในระบบเครือข่ายขนาดเล็ก

1.1. การ์ดแลน (LAN card) เปน็ อปุ กรณ์ทที่ ำหนา้ ท่รี บั สง่ ข้อมลู จากคอมพวิ เตอร์เครื่องหนงึ่ ไปสู่คอมพวิ เตอร์
อรกเคร่ืองหน่ึงโดยผ่านสายแลน

1.2. ฮับ (hub) เปน็ อุปกรณท์ ี่ทำหนา้ ทเ่ี สมือนกบั ชมุ ทางข้อมลู มีหน้าท่เี ป็นตวั กลางคอยส่งขอ้ มลู ให้
คอมพิวเตอร์ในเครือขา่ ย

1.3. สวิตช์ (switch) เปน็ อุปกรณ์รวมสญั ญาณเชน่ เดียวกับฮับ แตต่ า่ งจากฮับ คือ การรับส่งข้อมลู จาก
คอมพวิ เตอร์เครอื่ งหนึง่ นัน้ จะไม่กระจายไปยังทุกเครื่อง เน่ืองจากขอ้ มลู จะตรวจสอบก่อนวา่ เปน็ ของเครอื่ งใด
แล้วจงึ ส่งไปยงั ปลายทาง

1.4. โมเดม็ (modem) เป็นอุปกรณท์ ี่ทำหนา้ ทแี่ ปลงสัญญาณเพ่ือให้สมมารถส่งผา่ นสายโทรศพั ทไ์ ด้

1.5. อุปกรณจ์ ัดเสน้ ทางหรอื เราเตอร์ (router) เป็นอุปกรณท์ ่ีใชใ้ นการเชอ่ื มโยงเครือข่ายหลายเครือข่ายเข้า
ดว้ ยกัน เราเตอร์ทำหน้าที่เลือกเสน้ ทางทดี่ ีทสี่ ดุ

1.6. สายสญั ญาณ (cable) เป็นอุปกรณ์ทที่ ำหนา้ ท่ีเปน็ สอ่ื กลางในการรับส่งข้อมูล

2. การเชอื่ มต่อระบบเครอื ขา่ ยขนาดเลก็

2.1. การเช่อื มต่อเครือขา่ ยระยะใกล้ หากมคี อมพวิ เตอรใ์ นระบบเครือขา่ ยไม่เกินสองเคร่ือง อปุ กรณใ์ นระบบ
เครอื ข่ายนอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ยงั ต้องมีการด์ แลนและสายสัญญาณ โดยไม่ต้องใช้ฮับและสวติ ช์
เพราะถา้ มีคอมพวิ เตอร์สองเคร่อื ง ก็สามารถเช่ือต่อโดยใช้สายไขว้ (cross line)

2.2. การเช่อื มต่อเครือข่ายระยะไกล จากข้อกำจดั ของเครือข่ายทใี่ ชส้ ายแลนท่ีไม่สามารถเดินสายใหม้ คี วาม
ยาวมากกวา่ 100 เมตรได้ จงึ ต้องหาทางเลือกสำหรบั ระบบเครอื ข่ายระยะไกล ดังน้ี

- แบบที่ 1 คือ ต้องติดตั้งเครื่องทวนสญั ญาณ (repeater) ไวท้ กุ ๆระยะ 100 เมตร

- แบบท่ี 2 คอื ใชโ้ มเด็มหมุนโทรศพั ท์เขา้ หากันเมื่อต้องการเชื่อมต่อ เละเมื่อเสร็จสนิ้ ก็ยกเลิกการเช่อื มต่อ

- แบบที่ 3 คอื เปน็ เทคโนโลยที ี่มีประสทิ ธภิ าพดที ่สี ุดในปัจจุบนั สายสัญญาณทเ่ี ลือกใช้ คือ สายใยแกว้ นำแสง
สามารถส่งข้อมลู ระยะไกลได้และมีความเร็วสงู

- แบบท่ี 4 คือ ใชจ้ ดุ เชือ่ มต่อแบบไร้สาย (wireless lan) เปน็ การเช่ือมต่อโดยใชส้ ญั ญาณวทิ ยทุ างอากาศแทน
การใช้สายโทรศัพท์

- แบบท่ี 5 คือ เทคโนโลยี G.SHDSL ซึง่ เป็นหน่งึ ในเทคโนโลยตี ระกูล DSL (Digital Subscriber Line) เป็น
เทคโนโลยโี มเด็มที่ทำให้คูส่ ายทองแดงกลายเป็นสื่อสัญญาณดจิ ิทัลความเรว็ สงู

- แบบท่ี 6 คอื เทคโนโลยีแบบ ethernet over VDSL เปน็ เทคโนโลยีระบบเครือขา่ ยแบบลา่ สุดทสี่ ามารถจะ
ตดิ ตงั้ ใช้งานได้เอง สามารถเชื่อมต่อใช้กับโทรศัพท์ได้

1.3. การเลอื กใช้ซอฟตแ์ วร์ของระบบเครือข่ายขนาดเลก็

1. ระบบปฏิบัตกิ ารลนิ ุกซ์ เซ็นโอเอส (Linux community enterprise operating system)

นิยมเรยี กย่อวา่ CentOS ซ่ึงช่วยประหยดั งบประมาณขององค์กร เนอ่ื งจาก CentOS เปน็ ซอฟแวร์เปดิ เผยโค้ด
(open source software) ผใู้ ชส้ ามารถดาวนโ์ หลดโคด้ ไปใชง้่ านโดยไม่ต้องจ่ายคา่ ลขิ สิทธิซ์ อฟต์แวร์

2. ระบบปฏบิ ตั กิ ารวนิ โดวส์ เซิรฟ์ เวอร์ (Windows server) ปัจจบุ นั ถูกพัฒนาเป็น windows Server
2008 ซึ่งออกแบบมาเพอ่ื นสนบั สนุนระบบเครือข่าย แอพพลเิ คชั่นและบริการอื่นๆ ท่มี ีความทันสมยั บน
เวบ็ ไซต์ โดยมีคณุ สมบตั เิ ดน่ ดงั น้ี

1. สรา่ งโครงสร้างพื้นฐานทม่ี ่ันคงสำหรับภาระงานของเซริ ์ฟเวอร์ รวมถึงความต้องการด้านแอพพลเิ คช่ันตา่ งๆ
ด้วย

2. เวอร์ชวลไลเซซ่ัน (virtualization) เปน็ การสรา้ งระบบเสมอื นจรงิ ทม่ี ีรากฐานจากระบบ hypervisor ชว่ ย
ให้สามารถรวมเซริ ์ฟเวอร์และใช้งานฮาร์ดแวร์ได้อย่างเต็มท่ี

3. มรี ะบบจดั การและดแู ลเว็บ และแอพพลเิ คช่ันท่ีได้รับการพัฒนามากข้ึน

4. ระบบความปลอดภัย ได้รับการพัฒนาใหม้ คี วามทนทานมากขน้ึ พรอ้ มทง้ั ผสานการใชเ้ ทคโนโลยีด้าน IDA
หลายช้นิ

2. อนิ เทอร์เนต็

2.1. ความหมายและพัฒนาการของอินเทอรเ์ นต็

อนิ เทอร์เน็ต (internet) มาจากคำวา่ interconnection network หมายถึง การใชป้ ระโยชน์ของระบบ
เครือข่ายที่นำเครื่องคอมพิวเตอรห์ ลายๆ เครื่องมาเช่ือมต่อกนั โดยผ่านส่ือกลางชนิดใดชนดิ หนึง่

2.2. บรกิ ารบนอินเทอรเ์ นต็

1. ไปรษณีย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ หรอื อีเมลล์ (electronic mail or e-mail) เนื่องจากในระบบเครอื ข่าย
อินเทอรเ์ นต็ นน้ั มีการเชื่อมต่อคอมพวิ เตอรห์ ลายเครื่องเข้าด้วยกัน ทำใหก้ ารสง่ ขอ้ มลู ระหวา่ งคอมพวิ เตอร์
ดว้ ยกันสามารถทำได้ง่าย

2. เมลลงิ ลิสต์ (mailing list) เปน็ เสมือนเครื่องมอื ท่ีใชก้ ระจายขา่ วสารและข่้อมูลเฉพาะกลุ่ม

3. การส่อื สารในเวลาจรงิ (realtime communication) เป็นการส่อื สารกันท่ีสามารถโต้ตอบกลบั ไดท้ นั ทผี ่าน
เครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต เช่น แชท (chat)

4. เว็บไซตเ์ ครอื ข่ายทางสังคม (social networking web site) เป็นชมุ ชนออนไลน์ทีก่ ล่มุ คนรวมกนั เป็นสงั คม
เชน่ facebook

5. บลอ็ ก (blog) ย่อมาจากคำว่า เว็บบลอ็ ก (webblog) เป็นเวบ็ ไซต์ท่ใี ชเ้ ขียนบันทึกเร่ืองราว เพ่ือสอ่ื สาร
ความรสู้ กึ มุมมอง เรยี กวา่ ไดอารี่ออนไลน์ (diary online)

6. วกิ ิ (wiki) เปน็ รปู แบบการเผยแพร่ข้อมูลท่บี ุคคลตา่ งๆ ที่มีความรู้ในแต่ละเร่ืองมาให้ข้อมูล เช่น wikipedia

7. บรกิ ารเข้าใช้ระบบคอมพวิ เตอร์ระยะไกล (remote login/telnet) บริการน้อี นญุ าตให้ผูใ้ ชส้ ามารถเข้าไป
ทำงานต่างๆ ทีอ่ ยู่ในคอมพิวเตอรเ์ คร่ืองหนึ่งผ่านทางคอมพิวเตอร์อกี เครอ่ื งหนึ่งท่เี ช่ือมต่ออยู่ในเครอื ข่าย
อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าคอมพวิ เตอร์เครอ่ื งน้นั จะอยู่ใกล้หรอื ไกลกนั กต็ าม

8. การโอนยา้ ยข้อมลู (file transfer protocol : FTP) เป็นการถา่ ยโอนแฟ้มข้อมลู จากคอมพวิ เตอรเ์ คร่ืองหนง่ึ
ไปยังคอมพิวเตอร์อกี เครอื่ งหนึ่ง ซงึ่ อาจจะอยู่ใกล้หรือไกล

9. บรกิ ารแลกเปล่ียนข้อมลู ข่าวสาร หรอื ยูสเนต็ (usenet) เป็นอกี บรกิ ารหน่งึ บนอินเทอรเ์ นต็ ซง่ึ มีลักษณะ
เป็นกลุ่มสนทนา เพ่ือแลกเปล่ียนขา่ วสารกันบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็

10. เวิลด์ไวดเ์ วบ็ (world wide web) ซึ่งอาจเรยี กยอ่ ว่า เว็บ (web) เปน็ บริการเพ่ือการค้นหาข้อมลู ทีไ่ ดร้ บั
ความนิยมมากที่สดุ ของอินเทอรเ์ น็ตในปัจจุบัน เป็นการให้บริการข้อมลู แบบไฮเปอรเ์ ท็กซ์ (hypertext) เป็น
วิธีการที่จะเช่ือมโยงขอ้ มลู จากเอกสารหนงึ่ ไปข้อมลู ของอีกเอกสารหน่ึง

11. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce หรอื e-commerce) เป็นการทำธุรกรรมซอื้ ขายสินค้า
และบรกิ ารบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ โดยนำเสนอสนิ คา้ และบริการทางเว็บไซต์

2.3. คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในการใชอ้ ินเทอรเ์ น็ต

1. จรรยาบรรณในการใช้อนิ เทอรเ์ น็ต (netiquette)

1.1. จรรยาบรรณสำหรับผใู้ ชไ้ ปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

- ตรวจสอบกลอ่ งรับไปรษณีย์ทุกวนั จำกัดจำนวนไฟลแ์ ละข้อมูลในต้จู ดหมาย

- ลบขอ้ ความหรือจดหมายที่ไมต่ ้องการท้งิ

- โอนย้ายจดหมายจากระบบไปไว้ยงั เคร่อื งคอมพิวเตอรส์ ่วนบคุ คล

- พึงระลกึ ไว้เสมอวา่ จดหมายท่ีเก็บไวใ้ นตู้จดหมายนี้อาจถูกผอู้ ่ืน

- ไมค่ วรจะส่งจดหมายกระจายไปยงั ผ้รู ับจำนวนมาก

1.2. จรรยาบรรณสำหรับผู้สนทนาผ่านเครือขา่ ย

- ควรสนทนากับผ้ทู ่ีร้จู ักและต้องการสนทนาดว้ ยเท่าน้นั

- กอ่ นการเรยี กคสู่ นทนา ควรตรวจสอบสถานการณ์ใช้งานของคสู่ นทนา ก่อน
- หลงั การเจรยี กคสู่ นทนาไปแลว้ ไมต่ อบกลับมาแสดงว่าเขาอาจตดิ ธรุ ะอยู่
- ควรใชว้ าจาสุภาพ
1.3 จรรยาบรรณสำหรับผู้ใชก้ ระดานขา่ วหรือกระดานสนทนา
- เขียนเรื่องให้กระชบั ใช้ข้อความสัน้
- ไมค่ วรเขยี นข้อความพาดพิงถงึ สถาบันของชาติในทางที่ไม่สมควร
- ใหค้ วามสำคญั ในเร่ืองลขิ สทิ ธ์ิ
- ไม่ควรสร้างข้อความเทจ็
- ไมค่ วรใชเ้ ครอื ข่ายสว่ นรวมเพือ่ ใช้ประโยชนส์ ่วนตน
2. บัญญตั ิ 10 ประการในการใช้งานคอมพิวเตอร์
1. ไมใ่ ชค้ อมพวิ เตอรท์ ำรา้ ยผู้อืน่
2. ไมใ่ ชค้ อมพิวเตอร์รบกวนการทำงานของผู้อ่ืน
3. ไม่เปดิ ดขู ้อมูลในแฟ้มของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนญุ าต
4. ไมใ่ ชค้ อมพวิ เตอรเ์ พอ่ื การโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
5. ไม่ใชค้ อมพวิ เตอร์สร้างหลักฐานทเ่ี ป็นเท็จ
6. ไมค่ ดั ลอกโปรแกรมของผอู้ ่ืน
7. ไม่ละเมดิ การใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์
8. ไมน่ ำเอาผลงานคนอ่ืนมาเปน็ ของตัวเอง
9. คำนงึ ถงึ ส่ิงท่จี ะเกิดขนึ้ กับสังคมอันเปน็ ผลมาจากการกระทำของตน
10. ต้องใช้คอมพวิ เตอรโ์ ดนเคารพกฎ ระเบียบ กติกา
กฎหมายเก่ยี วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ มี 6 ฉบับ ดังน้ี
1. กฎหมายเกี่ยวกับธรุ กรรมทางอเิ ล็กทรอนิกส์
2. กฎหมายเกย่ี วกบั ลายมือชื่ออเิ ล็กทรอนิกส์

3. กฎหมายเก่ยี วกับการคมุ้ ครองข้อมูลสว่ นบคุ คล
4. กฎหมายเกยี่ วกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบคุ คล
5. กฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
6. กฎหมายเกีย่ วกับการพฒั นาโครงสรา้ งพน้ื ฐานสารสนเทศ
กฎหมายทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ
- ธรุ กรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
- ลายมือชือ่ อิเล็กทรอนิกส์
- โอนเงินทางอเิ ล็กทรอนกิ ส์
- การคมุ้ ครองข้อมลู ส่วนบคุ คล
- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
- การพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐานสารสนเทศ
2.เทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
ความหมาย

เพ่ือทจ่ี ะให้เข้าใจความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศกึ ษา เราคงจะต้องทำความเข้าใจกับคำ
ต่างๆ ทป่ี ระกอบเป็นคำน้ี อนั ไดแ้ ก่ เทคโนโลยี สาร และสนเทศ

เทคโนโลยีมคี วามหมายถงึ การประยุกตใ์ ช้ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรต์ ่องานปฏบิ ัติท้งั หลาย เพ่ือให้งานน้ัน
มปี ระสิทธิผลและประสิทธภิ าพ

สารสนเทศ อา่ นว่า สาระ-สน-เทศสาร หรอื สาระ เป็นคำประกอบหน้าคำ แปลวา่ สำคัญ สนเทศ
หมายถงึ คำสง่ั ขา่ วสาร ใบบอก

สารสนเทศ จึงหมายถึงข่าวสารทสี่ ำคัญ เปน็ ระบบข่าวสารท่กี ำหนดข้นึ และจัดทำขึ้นภายในองค์การ
ตา่ งๆ ตามความตอ้ งการของเจา้ ของหรือผูบ้ รหิ ารองคก์ ารนั้นๆ

สารสนเทศ ตรงกบั คำในภาษาอังกฤษว่า Information

สำหรบั คำวา่ Information น้นั พจนานกุ รมเวบสเตอร์ ให้ความหมายไว้วา่ ความรู้ท่ีไดจ้ ากการศึกษา
ค้นควา้ สารสนเทศ เป็นความรแู้ ละขา่ วสารท่ีสำคัญทมี่ ลี ักษณะพิเศษ ทงั้ ในด้านการไดม้ าและประโยชน์ในการ
นำไปใชป้ ฏบิ ัติ จงึ ได้มีการประมวลความหมายของสารสนเทศไวใ้ กล้เคยี งกนั ดงั น้ี

สารสนเทศ หมายถงึ ข้อมลู ท้ังด้านปริมาณและด้านคุณภาพที่ประมวลจดั หมวดหมู่ เปรยี บเทียบ และ
วิเคราะห์แล้วสามารถนำมาใช้ได้ หรอื นำมาประกอบการพิจารณาได้สะดวกกว่าและงา่ ยกว่า

สารสนเทศ คือข้อมลู ที่ได้รบั การประมวลให้อย่ใู นรูปแบบที่มีความหมายต่อผู้รับ และมที ัง้ คุณค่าอัน
แท้จรงิ หรือที่คาดการณ์ว่าจะมสี ำหรับการดำเนนิ งานหรือการตดั สินใจในปัจจุบนั และอนาคต

สารสนเทศ หมายถึง ขา่ วสารทีไ่ ดจ้ ากการนำข้อมูลดบิ มาคำนวณทางสถิติ หรอื ประมวลผลอยา่ งใด
อย่างหน่งึ ซงึ่ ขา่ วสารท่ีได้ออกมานั้นจะอย่ใู นรูปที่สามารถนำมาใช้งานไดท้ ันที

หากพจิ ารณาจากความหมายของสารสนเทศที่กล่าวมาแลว้ น้ี จะเหน็ ว่าสารสนเทศมคี ณุ ลักษณะทส่ี ำคัญ
อยู่ 3 ประการ คือ
1. เปน็ ข้อมลู ทผ่ี ่านการประมวลผลแลว้
2. เป็นรูปแบบทีม่ ปี ระโยชน์ นำไปใชง้ านได้
3. มีคณุ คา่ สำหรับใชใ้ นการดำเนินงานและการตดั สินใจ

เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถงึ เทคโนโลยีทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การจัดเก็บ ประมวลผล และเผยแพร่
สารสนเทศ ซ่ึงได้แก่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ เทคโนโลยกี ารสือ่ สาร และเทคโนโลยีคมนาคม

เทคโนโลยสี ารสนเทศ ตรงกบั คำภาษาองั กฤษวา่ Information Technology หรอื IT

เทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการศึกษา หมายถึง การประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศกับงานด้าน
การศกึ ษา อันไดแ้ ก่ การจดั เก็บขอ้ มูล และประมวลผลฐานขอ้ มลู การพัฒนาระบบสารสนเทศช่วยการเรยี น
การสอน การวางแผนและการบรหิ ารการศกึ ษา การวางแผนหลกั สตู ร การแนะแนวและบริการ การทดสอบ
วัดผล การพัฒนาบุคลากร

เทคโนโลยสี ารสนเทศซึ่งเปน็ ทีน่ ิยมประยกุ ต์ใช้ในปจั จุบัน อาทิ
1. ระบบสารสนเทศชว่ ยในการเรยี นการสอน
2. การสอนทางไกลผ่านดาวเทียม

3. การประชมุ ทางไกลระบบจอภาพ

4. ระบบฐานขอ้ มลู การศึกษา

5. ระบบสารสนเทศเอกสาร
ความสำคญั

ปัจจุบนั เป็นทีย่ อมรบั แล้วว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศ (Information Technology หรือ IT) ได้
เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเรว็ และมีบทบาทสำคญั ในด้านต่างๆ อยา่ งกวา้ งขวาง ท้ังทางด้านเศรษฐกจิ
อตุ สาหกรรม การบริการสงั คม สาธารณสขุ สงิ่ แวดล้อม รวมทง้ั ด้านการศกึ ษา ซ่งึ การมีบทบาทสำคัญนอ้ี าจ
กลา่ วได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ไอทนี ั้นเปรียบเหมือนเคร่ืองจักรที่สามารถรองรบั ข้อมลู ขา่ วสารมาทำ
การประมวลผล และการแสดงผลตามทต่ี ้องการไดร้ วดเร็ว โดยอาศยั องคป์ ระกอบอ่นื ๆ ชว่ ยในการจัดการ
ได้แก่ โปรแกรมปฏบิ ัติการ โปรแกรมชุดคำสงั่ ต่างๆ และทีส่ ำคญั คือ ผทู้ ีจ่ ะตัดสนิ ใจหรอื สั่งการให้ทำงานได้
ถูกต้องตามเปา้ หมาย ซงึ่ ได้แก่ บุคคลทีเ่ กีย่ วข้อง เชน่ ผู้ใช้ ผบู้ ริหาร และผชู้ ำนาญการ หรือนกั เทคโนโลยี
สารสนเทศโดยตรง

รฐั บาลไทยในปจั จบุ นั ไดใ้ หค้ วามสำคัญ เล็งเห็นประโยชน์และคณุ ค่าของเทคโนโลยีสารสนเทศทม่ี ีต่อการ
พฒั นาเศรษฐกจิ สังคม และคุณภาพชวี ิตของประชาชนมากยงิ่ ข้นึ โดยใน พ.ศ. 2535 ได้แต่งตงั้
"คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ" ข้นึ โดยระเบียบสำนกั นายกรัฐมนตรวี า่ ด้วย
การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและให้มีรองนายกรฐั มนตรี ทีร่ ับผิดชอบดา้ นการพฒั นาเศรษฐกจิ
และสังคมเป็นประธาน มีคณะกรรมการประกอบดว้ ย ผูบ้ รหิ ารระดับสูง และผทู้ รงคณุ วุฒิท้งั ภาครัฐบาลและ
เอกชน และได้มอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีอเิ ล็กทรอนกิ ส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซงึ่ เปน็ หน่วยงานในสงั กัด
สำนักงานพฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยีและสิง่ แวดล้อม ทำ
หน้าท่เี ป็นสำนกั งานเลขานุการของคณะกรรมการฯ มหี นา้ ทเ่ี สนอแนะนโยบายและแผนพัฒนาเทคโนโลยี
สารสนเทศตอ่ คณะรฐั มนตรี ท้ังในเรอื่ งการพัฒนาบคุ ลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสรา้ งบรรยากาศ ให้
มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเขา้ มาใชใ้ นการดำเนินงานด้านตา่ งๆ

สำนกั งานเลขานุการคณะกรรมการสง่ เสริมการพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศ ได้จัดทำแผนพัฒนา
เทคโนโลยสี ารสนเทศแหง่ ชาติ และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อส่งเสริมการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศใน
หน่วยงานของรัฐ ซ่ึงคณะรัฐมนตรีไดอ้ นุมตั ิในหลักการและการดำเนนิ การตามแผนดงั กล่าวโดยแบง่ เปน็ 4 ช่วง
ได้แก่

ชว่ งที่ 1 : การมกี ารใช้คอมพวิ เตอร์ในงานทัว่ ไป (พ.ศ. 2536-2538)

ชว่ งท่ี 2 : การใช้คอมพวิ เตอร์เพอื่ เพม่ิ ประสิทธิภาพในการทำงาน (พ.ศ. 2536-2539)

ชว่ งท่ี 3 : การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ (พ.ศ. 2537-2540)

ช่วงท่ี 4 : การใช้คอมพวิ เตอร์เตม็ รูปแบบ (พ.ศ. 2540 เป็นตน้ ไป)

การดำเนนิ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ การศึกษานนั้ ดำเนินการมาก่อนหนา้ นี้อีก คือเริ่มดันในชว่ ง
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2520-2524) ซ่งึ ในหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา
โดยเฉพาะมหาวทิ ยาลัยต่างๆ ซง่ึ ได้เห็นความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทั้งในด้านการเรยี นการสอนโดย
มีหลกั สูตรการศึกษาดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ และวชิ าการที่เกย่ี วกบั คอมพิวเตอร์และการสอื่ สาร
โทรคมนาคม มีการนำคอมพิวเตอรม์ าช่วยการบรหิ ารงาน โดยเฉพาะอย่างยิง่ ดา้ นการลงทะเบยี นนักศกึ ษา
สำหรบั กระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้จดั ตัง้ ศนู ย์สารสนเทศข้นึ ในปี พ.ศ. 2522 ในสำนักงานปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธิการ

ทางด้านทบวงมหาวิทยาลัย ได้จัดประชุมระดบั ภูมภิ าคอาเซียน เรื่องการศกึ ษาและระบบสารสนเทศ
ภายใต้โครงการพฒั นาการศึกษาอาเซยี นในเดือนพฤศจิกายน 2523 ซึง่ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคญั ของการ
พัฒนาการสารสนเทศทางการศกึ ษาของประเทศ

พ.ศ. 2526 ได้จัดต้งั ศนู ย์ประสานงานและปฏบิ ัติการของระบบสารสนเทศเพื่อการศกึ ษา (ศ.ส.ษ.) ข้ึน
โดยความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ มวี ตั ถปุ ระสงค์สำคัญเพื่อการพัฒนาระบบ
สารสนเทศให้กา้ วหนา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ โดยจัดให้มีข้อมูลและสารสนเทศท่ีมีคณุ ภาพทันสมยั และ
สอดคล้องกับความตอ้ งการ และเพ่ือเปน็ ศนู ย์กลางในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสารสนเทศทางการศึกษาท่ี
จำเป็นตอ่ การกำหนดนโยบายการวางแผนการศกึ ษาและการพฒั นาการศกึ ษาของประเทศ นอกจากนัน้ ยังมี
หนา้ ทีก่ ำหนดนยิ ามท่ีจำเป็นต้องใช้ในระบบสารสนเทศทางการศึกษา กำหนดมาตรฐานในการเกบ็ รวบรวม
ข้อมูล จำแนกข้อมลู และจัดกระทำข้อมลู เพอื่ ให้ไดส้ ารสนเทศ ท่ีสามารถนำไปใช้ได้ตามความต้องการ รวมทัง้
การกำหนดขอบข่ายการประสานงานของระบบสารสนเทศทางการศึกษา ตลอดจนส่งเสรมิ และเผยแพร่
วิชาการ และการฝึกอบรมเพ่ือพฒั นาระบบสารสนเทศทางการศึกษาของประเทศ

ในแผนพฒั นาการศกึ ษาแห่งชาติ ฉบับท่ี 8 (พ.ศ. 2540-2544) ไดใ้ ห้ความสำคัญอย่างยิ่งแกเ่ ทคโนโลยี
สารสนเทศที่มตี ่อการพฒั นาการศกึ ษาของชาติ ในแผนพฒั นาการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 8 มีแผนงานหลกั เพ่อื
พฒั นาการศกึ ษาอยู่ 9 แผนงานหลัก แผนงานหลกั ที่ 9 เป็นแผนเรอ่ื งการพฒั นาระบบสารสนเทศเพ่ือการจัด
การศกึ ษา ในแผนงานหลักที่ 9 การพฒั นาระบบสารสนเทศเพ่ือการจัดการศึกษานน้ั ไดม้ ีแนวคดิ วา่ สำหรับ
ระบบการศกึ ษาก็ได้ตระหนักถงึ ความสำคัญของข้อมลู และสารสนเทศเชน่ เดยี วกนั โดยหน่วยงานทางการศึกษา
และทีเ่ ก่ยี วข้องไดส้ นับสนุนให้มกี ารพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือการศึกษา เพื่อเพม่ิ ประสิทธภิ าพในการผลิต
การจดั เกบ็ การให้บริการและแลกเปล่ียนขอ้ มลู และสารสนเทศทใ่ี ชใ้ นการกำหนดนโยบาย การวางแผนพฒั นา

การศกึ ษา การบรหิ ารการศึกษา และการจัดการศึกษาใหเ้ ปน็ ระบบ ท่มี ีรูปแบบและมาตรฐานเดียวกัน รวมท้งั
สง่ เสริมให้มีการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เพ่ือการเรียนการสอนทกุ ระดับการศกึ ษา

อยา่ งไรก็ตาม การดำเนินงานพฒั นาระบบสารสนเทศเพ่ือการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษาและท่ี
เกยี่ วขอ้ ง มลี ักษณะเปน็ ไปอย่างอสิ ระทำใหข้ าดความเป็นเอกภาพ ประกอบกบั ขาดความพร้อมทง้ั ดา้ น
งบประมาณ บคุ ลากร และอุปกรณต์ ่างๆ เชน่ คอมพิวเตอร์ อุปกรณต์ ่อเชอื่ มระบบซอฟแวร์ เปน็ ตน้ ซึ่ง
กอ่ ใหเ้ กิดปัญหาต่างๆ อันไดแ้ ก่ ปัญหาการผลติ ข้อมลู ปฐมภูมทิ ี่มีข้อมูลไม่ครบถ้วนตามท่ีผู้ตอ้ งการใช้ ปัญหา
การจดั เก็บข้อมลู ทุตยิ ภูมิ ปัญหาการประสานงานเครือขา่ ย รวมทง้ั ปญั หาการดำเนนิ งานสารสนเทศ ปัญหา
ตา่ งๆ เหลา่ นี้ส่งผลไปถึงการจัดการศึกษาที่ตอ้ งใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการดำเนนิ งาน

จากปญั หาขา้ งตน้ จงึ จำเปน็ จะต้องพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือการศกึ ษา โดยมีพ้นื ฐานอย่บู นหลกั การ
พฒั นาร่วมกนั ระหว่างหนว่ ยงานทางการศกึ ษาและที่เก่ียวข้อง เพื่อให้สามารถประสานการดำเนินงาน และการ
นำทรพั ยากรมาใชใ้ นการบรหิ ารการวางแผนการจัดการศึกษา และการฝึกอบรมร่วมกนั อย่างมปี ระสิทธิภาพ
โดยกำหนดใหส้ ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาตเิ ป็นหน่วยประสานงานกลาง ในการพฒั นาระบบ
สารสนเทศเพ่ือการศึกษา

ความเปน็ มา

ประเทศไทยได้เรมิ่ ใช้ระบบคอมพวิ เตอร์มาเปน็ เวลานานกวา่ 30 ปแี ลว้ เมอื่ ประมาณปี พ.ศ. 2506
เครอื่ งคอมพวิ เตอร์เครื่องแรกเปน็ เครื่อง IBM 1401 ตดิ ตั้งทส่ี ำนกั งานสถติ ิแหง่ ชาติ เพื่อจดั ทำสถิติและสมั มโน
ประชากร ต่อมา พ.ศ. 2527 รัฐบาลไดแ้ ตง่ ตั้ง "คณะกรรมการคอมพวิ เตอร์แหง่ ชาติ" ข้ึนเพ่ือทำหน้าทใี่ นการ
พจิ ารณาอนุมตั ิการจัดหาคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการ พ.ศ. 2534 รฐั บาลไดย้ ุบคณะกรรมการคอมพวิ เตอร์
แห่งชาติ เพอ่ื ใหห้ น่วยราชการต่างๆ มคี วามคล่องตัวในการจดั หาคอมพิวเตอร์ เพราะคอมพวิ เตอร์มีราคาถูกลง
และนยิ มใช้แพรห่ ลายข้ึน

พ.ศ. 2535 มีการจดั ตั้งศูนย์เทคโนโลยอี เิ ล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ซึ่งเป็นหนว่ ยงานในสังกัด
สำนกั งานพฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยแี ห่งชาตกิ ระทรวงวิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มีการ
แต่งตงั้ คณะกรรมการสง่ เสริมการพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศแห่งชาติ จากน้ันคณะกรรมการสง่ เสริมการ
พฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศแหง่ ชาตไิ ดแ้ ต่งต้ังอนุกรรมการดา้ นต่างๆ 7 ดา้ นไดแ้ ก่ การแลกเปลย่ี นขอ้ มูลทาง
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ การคา้ ระหวา่ งประเทศ การวางแผนพฒั นาเทคโนโลยีสาร-สนเทศ การวางแผนพฒั นาบุคลากร
ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ การส่งเสรมิ การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในหน่วยงานของรฐั การพฒั นากฎหมาย
เทคโนโลยสี ารสนเทศ และการส่งเสรมิ การค้นคว้าวิจยั ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบั ที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) รัฐบาลได้เหน็ ความสำคัญของ
การประยุกตใ์ ชค้ อมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีการสอื่ สาร และเทคโนโลยีคมนาคม เข้ามาใช้ในการจัด การพฒั นา
และเผยแพร่สารสนเทศใหเ้ กิดประสทิ ธิผลและประสิทธภิ าพในการปฏิบตั ิงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้าน
การศึกษา ภายใตก้ ารประสานงานของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ การดำเนินการดา้ นน้ีกลา่ ว
โดยสรุปได้ ดังนี้

1. พ.ศ. 2522 กระทรวงศึกษาธิการจัดต้งั ศูนยส์ ารสนเทศขนึ้ ไดน้ ำระบบ Mainframe มาใช้ ต้งั แต่
พ.ศ. 2527 และขยายเครือขา่ ย On-line ไปยังกรมตา่ งๆ ในสังกัด 14 กรม รวมทงั้ การเช่ือมโยงกบั สำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ นอกจากน้ียังได้จดั หาอุปกรณไ์ มโครคอมพวิ เตอร์ใหห้ น่วยงานศึกษาธิการใน
ระดับเขตการศึกษา ระดับจังหวดั และระดับอำเภอ สำหรับการพฒั นาระบบสารสนเทศมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือใช้
ในการบริหารและการจดั การศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธิการ

2. ศนู ยส์ ารสนเทศทบวงมหาวทิ ยาลัย มีระบบคอมพิวเตอร์ทัง้ ระดบั Mainframe และ Mini
Computer และไมโครคอมพิวเตอร์ เพือ่ ใช้ในการพฒั นาระบบสารสนเทศ สำหรบั การวางแผนและการบริหาร
กิจกรรมในทบวงมหาวทิ ยาลัย

3. สถาบนั อุดมศึกษาสว่ นใหญ่ มีความก้าวหนา้ ในการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารการ
เรยี นการสอน การทะเบียน การวจิ ัย และประเมนิ ผล รวมท้ังการเช่ือมโยงเครือข่ายระหว่างสถาบนั ตา่ งๆ เช่น
เครอื ข่าย Internet ไทยสาร CUNET และ PULINET

4. สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีศูนยส์ ารสนเทศทางการศกึ ษา รับผดิ ชอบในการ
วางแผนและพฒั นาระบบสารสนเทศ โดยการเชื่อมโยงเครือขา่ ยกับหน่วยงานต่างๆ

ในขณะน้ีได้มีการเชอ่ื มโยงเครอื ข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศกึ ษาแลว้ ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่าย
สารสนเทศของกระทรวงศึกษาธิการ เครือข่ายสารสนเทศทบวงมหาวทิ ยาลยั เครอื ขา่ ยสารสนเทศสำนักงาน
ปลดั กระทรวงมหาดไทย เครือข่ายสารสนเทศสาธารณะ อันได้แก่ เครอื ข่ายสอ่ื สารผา่ นดาวเทียมทัง้ หลาย และ
เครือข่ายอนิ เตอร์เนต็ ทำใหม้ ีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการศึกษามีกว้างขวางข้ึน

สำนกั งานเลขานุการคณะกรรมการสง่ เสรมิ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศแหง่ ชาติ ได้ทดลอง
ดำเนินการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศโรงเรียนเมอ่ื พ.ศ. 2538 โครงการน้ีมวี ตั ถปุ ระสงค์เพื่อใหโ้ รงเรียนทั้ง
ในกรงุ เทพมหานคร และตา่ งจงั หวดั ได้มีและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยสี ารสนเทศในการศึกษาและการเรียนรู้
เพ่ือทีจ่ ะไดย้ กระดบั การศึกษาของเยาวชนไทย และสง่ เสริมสนบั สนนุ การเรียนรู้ดว้ ยตนเองจากแหลง่ ความรู้ท่ีมี
อยู่ทั่วโลก โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเปน็ เครื่องมือ การดำเนนิ งานมโี ครงการยอ่ ย 3 โครงการ

1. โครงการอินเตอร์เนต็ มัธยม โดยเนน้ การติดตั้งระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ เพอ่ื ให้โรงเรียน
สามารถเข้าถงึ เครือข่ายอนิ เตอร์เนต็ ได้

2. โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของโรงเรยี นในชนบท เน้นการจดั หาอุปกรณ์
คอมพวิ เตอรเ์ บื้องต้นให้แกโ่ รงเรียน เพอื่ ใช้ในการพิมพ์และคำนวณอยา่ งง่าย ผ้รู ับผดิ ชอบโครงการได้แก่
คณะกรรมการโครงการเทคโนโลยสี ารสนเทศตามพระราชดำรขิ องสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรม
ราชกมุ ารี รว่ มกบั กรมสามัญศึกษาและบริษัทท่สี นับสนนุ โครงการ

3. โครงการจดั ตง้ั ตู้หนังสือเทคโนโลยสี ารสนเทศ เป็นการจดั สรา้ งตู้หนังสือที่รวบรวมหนงั สือ
เกย่ี วกับเทคโนโลยสี ารสนเทศทอ่ี ่านไดท้ ัว่ ไปเพ่ือให้ครูและนักเรียนไดใ้ ช้ศึกษาค้นควา้

นอกจากน้ีแล้วยังสามารถทำเพื่อการประชาสัมพันธ์ การประชาสมั พนั ธม์ คี วามสำคัญและจำเป็นอยา่ งยิ่ง
ในการเสรมิ สรา้ งภาพลักษณท์ ี่ดใี ห้กบั องค์กรโดยการประชาสัมพนั ธ์นน้ั ถอื เป็นหนา้ ตาขององค์กรทีจ่ ะสรา้ ง
ความประทับใจแรกพบของกลมุ่ ประชาชนเปา้ หมาย ในปจั จุบนั ทกุ หนว่ ยงานล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับงาน
ประชาสมั พันธ์ ได้พยายามหาเทคนิควิธตี ่างๆ เพือ่ สร้างสรรค์งานประชาสมั พันธใ์ ห้มปี ระสิทธิภาพ ส่อื
ประชาสมั พันธท์ างอนิ เตอรเ์ น็ตจงึ เปน็ ส่ือสำคญั ท่ีนำมาใช้ในการประชาสัมพนั ธท์ างการศกึ ษา

การสรา้ งงานประชาสมั พันธ์น้ันมีสว่ นเกีย่ วขอ้ งกบั หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นองคก์ รหรอื สถาบนั ผู้ท่ที ำ
หน้าทีใ่ นการนำงานประชาสัมพนั ธส์ ่อื สายตาประชาชน ข่าวสารในการประชาสมั พนั ธ์ได้แก่เน้ือหาสาระทจี่ ะ
ส่งไปยังกลมุ่ เป้าหมาย ส่ือในการประชาสมั พนั ธ์ ทำหนา้ ที่นำข่าวสารผ่านสอื่ หรือช่องทางไปยงั กลุ่มเปา้ หมายใน
การประชาสัมพันธ์น้ันๆ เพื่อใหไ้ ดร้ ับเน้ือหาสาระจากส่ือในการประชาสมั พนั ธ์ สงิ่ หนึง่ ท่ีมีความสำคัญคือการ
เลือกส่ือในการประชาสัมพนั ธ์ ส่อื ในการประชาสมั พนั ธ์น้ันจะต้องมีความเข้าถึงกล่มุ เป้าหมายได้กวา้ งไกล มี
ความน่าสนใจในตวั ของสื่อเอง โดยสื่อท่จี ำกล่าวถึงน้ีคือ การนำสอ่ื อินเตอร์เน็ตมาใช้ในประโยชน์ในการ
ประชาสัมพนั ธ์ทางการศึกษา

3. สอ่ื เพื่อการเรยี นรู้

ประเภทของส่ือการศึกษา(การเรียนรู้)
สอ่ื การศึกษาแบง่ เปน็ ประเภทหลกั ๆ ได้ 4 ลักษณะ ดังนี้
(1) ตามช่องทางการส่งและรับสาร
(2) ตามโครงสร้างความคดิ
(3) ตามโครงสร้างของสื่อ
(4) ตามชนิดของสื่อ
ประเภทตามช่องทางการสง่ และรบั สาร

สอ่ื การศึกษาทแี่ บง่ ประเภทตามชอ่ งทางการสง่ และรบั สาร มี 3 ประเภท ได้แก่
1.สือ่ โสตทศั น์

ไดแ้ ก่ สื่อกราฟฟิก วสั ดลุ ายเส้น และ แผ่นปา้ ยต่างๆ สอ่ื สามมิตปิ ระเภทหุ่นจำลอง และส่ือเสียง เชน่
เทปเสยี ง เป็นต้น

2.ส่ือมวลชน

ไดแ้ ก่ ส่ือส่ิงพิมพ์ วทิ ยกุ ระจายเสียง และวทิ ยโุ ทรทัศน์

3.สอื่ อเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละโทรคมนาคม

ได้แก่ โทรศัพท์ โทรสาร วิทยุส่ือสาร โทรทัศน์ ปฏิสมั พันธ์ ระบบประชุมทางไกล เครือข่าย
คอมพิวเตอร์ และ อนิ เตอร์เนต เปน็ ตน้

ประเภทส่อื การศึกษาตามโครงสร้างความคิด การแบ่งประเภทของสื่อการศกึ ษาตามโครงสร้างความคดิ มี 2
ลกั ษณะ คือ
1. แบง่ ตามลกั ษณะของประสบการณ์
2. แบ่งตามลักษณะการคิดของคน
1. การแบง่ ประเภทส่ือการศึกษาตามลกั ษณะประสบการณ์

เอด็ การ์ เดล เป็นคนแบ่งไวม้ ี 10 ประเภท (Dale, 1949) เริ่มแรกทเี ดยี วเขาแบ่งออกเปน็ 11 ประเภท แตต่ อน
หลังไดป้ รบั ปรงุ โดยรวมภาพยนตร์กับโทรทศั นเ์ ปน็ ประเภทเดียวกนั จงึ เหลอื เป็น 10 ประเภท เรยี กว่า “กรวย
แห่งประสบการณ”์ (Cone of Experiences) ตามลำดับจากรปู ธรรมไปหานามธรรม ดังต่อไปนี้

1.ประสบการณ์ตรงทผี่ เู้ รียนเจตนารับเป็นสื่อของจริง

ไดแ้ ก่ วัตถุ สถานการณ์ หรอื ปรากฏการณ์จริงทผ่ี ้เู รียนสามารถรับรูไ้ ด้ดว้ ยประสาทสมั ผสั ทั้ง 5 เปน็ สอ่ื
ทีม่ คี วามจำเปน็ ต่อการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ในขน้ั นำเข้าสู่บทเรียน เสนอปญั หา ข้ันการทดลอง
และรวบรวมขอ้ มูล เพ่ือพิสจู น์สมมติฐานทตี่ ั้งขึ้นจากสถานการณ์การเรยี นการสอน

2.ประสบการณจ์ ากสถานการณ์จำลองและหนุ่ จำลอง

สือ่ ประเภทสถานการณ์จำลองหรือหุ่นจำลองน้ี สามารถเน้นประเดน็ ท่ตี ้องการหรอื กำจัดสว่ นเกินทไี่ ม่
ตอ้ งการจากของจริงได้ มปี ระโยชนต์ ่อการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ในกรณีทขี่ องจรงิ หายากมีราคา
แพง มีอนั ตรายมาก ใหญโ่ ตเกินไป เล็กเกินไป สลบั ซับซ้อนเกินไป ฯลฯ

3.ประสบการณน์ าฏการที่ผ้เู รียนได้รบั รกู้ ารแสดงดว้ ยตนเองหรือการชมการแสดง

เปน็ สถานการณจ์ ำลองท่ีทำใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกบั ปรากฏการณ์และกระบวนการบางอย่าง
ได้ดี

4.ประสบการณจ์ ากการทดลองสาธิต

เป็นประสบการณ์ทไี่ ดจ้ ากส่ือ ซ่งึ อาจจะเปน็ สถานการณจ์ ำลองหรือสถานการณจ์ ริง แต่เป็นส่อื ท่มี ี
จำนวนนอ้ ย จึงสาธติ ให้ดเู ป็นกลุม่ เปน็ ประสบการณ์ทีจ่ ะต้องรบั ร้พู ร้อม ๆ กัน เหมาะสำหรับการ
ทดลองสาธติ ให้ผเู้ รยี นสังเกตและรวบรวมขอ้ มลู พร้อมกนั หลายคน

5.ประสบการณ์ทัศนศึกษา

เป็นประสบการณท์ ไี่ ดร้ ับจากสอ่ื การเรยี นการสอนท่เี ปน็ วัตถุ สถานการณ์ หรือปรากฏการณจ์ รงิ แต่
แทนที่จะเป็นการนำส่ือเขา้ มาหาผเู้ รียน ก็เป็นการนำผเู้ รยี นไปยังแหล่งของสื่อ เหมาะสำหรบั การ
นำเข้าสู่ปัญหาหรือการสรุปบทเรียน เป็นการยืนยนั ข้อสรุปทไี่ ด้จากการเรยี นในห้องเรยี น

6.ประสบการณ์ท่ไี ดจ้ ากนิทรรศการ

สื่อที่ใหป้ ระสบการณ์ในลักษณะนี้อาจจะเป็นทง้ั ของจริงและสิ่งจำลองต่างๆ แต่จดั เรยี งไวใ้ นรูปทจ่ี ะใช้
ข้อมลู หรือเนอื้ หาตามวตั ถุประสงค์ของผูจ้ ดั เหมาะสำหรบั การสอนวทิ ยาศาสตรข์ น้ั นำเข้าสบู่ ทเรียน
หรอื ขนั้ การสรุปบทเรียน

7.ประสบการณ์จากภาพยนตร์หรือโทรทศั น์

เป็นประสบการณ์ท่ไี ดจ้ ากภาพและเสยี งท่พี ยายามทำให้เหมือนกับประสบการณ์ตรงโดยเทคนิคการ
ถา่ ยทำ เหมาะสำหรับการเสนอเน้ือหา เสนอข้อมูลหรือการสรปุ บทเรยี น

8.ประสบการณ์จากภาพน่ิง วิทยุและการบันทกึ เสยี ง

สอ่ื ประเภทนีใ้ ห้ประสบการณ์ท่ีเป็นรายละเอียดในประเด็นท่ตี อ้ งการเน้นได้ โดยเทคนคิ การถ่ายภาพ
การอดั ขยายและการบันทึกตัดตอ่ ในกรณที เ่ี ปน็ เทปเสยี ง

9.ประสบการณ์จากสื่อทัศนสัญลักษณ์

ไดแ้ ก่ ภาพเขียนภาพลายเส้น วสั ดกุ ราฟฟิกต่างๆ ทส่ี ามารถเนน้ โดยใชร้ ปู ลกั ษณะและสที ำใหเ้ กิด
ความสนใจในประเดน็ ที่ต้องการจะเนน้

9ประสบการณ์พจนสัญลักษณ์

ได้แก่ สญั ลกั ษณ์ สูตร ภาษา ตำราต่างๆ เป็นส่อื ทีม่ ีประสทิ ธิภาพในการนำเสนอเนอ้ื หา มโนมติ
หลกั การ ทฤษฎีหรอื กฎบางอย่างได้ดี

2. การแบ่งประเภทสื่อการศึกษาตามลกั ษณะส่ือในกระแสความคิดของคน(ผ้เู รียน)
การแบ่งประเภทของส่อื การศึกษาตามลกั ษณะส่ือในกระแสความคดิ ของผ้เู รยี นนี้ แบ่งตามทฤษฎีโครงสรา้ ง
ของความคดิ (Cognitive Structure) ของบรูเนอร์ (Bruner, 1966) ซงึ่ อธบิ ายไวว้ ่า คนเราจะเกดิ ความร้คู วาม
เขา้ ใจสง่ิ แวดลอ้ มได้โดยสิง่ แวดล้อมที่เปน็ วัตถุ ปรากฏการณห์ รอื สถานการณ์ เร้าให้เกิดสอื่ หรอื สิง่ แทนในการะ
แสความคดิ ดา้ นใดดา้ นหนงึ่ หรอื ท้งั สามด้าน ได้แก่ ด้านกระทำ ดา้ นภาพ หรอื ด้านสญั ลักษณ์ ดังนั้น สื่อในท่นี ้ี
จงึ หมายถงึ สื่อที่เปน็ วตั ถุหรือสถานการณ์กบั ส่ือท่ีเปน็ ลกั ษณะของความคิด ซ่ึงอาจเทียบกบั สื่อที่แบง่ ประเภท
ตามแบบของ เอ็ดการ์ เดล ได้ดังนี้

1.สอ่ื ประเภทท่ีกอ่ ให้เกิดการกระทำ

การเคลือ่ นทหี่ รือเคล่อื นไหวกลา้ มเนอ้ื ทำให้เกดิ ความรู้ความเขา้ ใจได้ ได้แก่ สื่อของจริง สถานการณ์
จำลอง หนุ่ จำลอง นาฏการ การทดลองสาธติ และการศึกษานอกสถานท่ี
2.สือ่ ประเภทท่ีกอ่ ให้เกิดภาพนึก
ได้แก่ สื่อนิทรรศการ ภาพยนตร์ โทรทศั น์ ภาพน่ิง วิทยุ และแผ่นเสียง
3.สือ่ ประเภทท่ีก่อให้เกดิ การคดิ นึกเปน็ สญั ลกั ษณ์
ได้แก่ สื่อทศั นสญั ลักษณ์และภาษา
นอกจากนี้ บรเู นอรเ์ ชอ่ื ว่า การเรียนรู้จะเกดิ ขึน้ เม่ือผู้เรียนได้มปี ฏสิ มั พนั ธ์กับสงิ่ แวดล้อมซึง่ นำไปสู่การคน้ พบ
และการแกป้ ญั หา เรียกวา่ การเรียนรโู้ ดยการค้นพบ (Discovery approach) ผเู้ รยี นจะประมวลข้อมลู
ข่าวสารจากการมีปฏสิ ัมพนั ธ์กับสิ่งแวดลอ้ ม และจะรับรสู้ ง่ิ ทต่ี นเองเลือก หรือสงิ่ ท่ีใส่ใจ การเรยี นรู้แบบนีจ้ ะ
ช่วยให้เกดิ การคน้ พบเนื่องจากผเู้ รยี นมคี วามอยากรู้อยากเหน็ ซ่ึงจะเปน็ แรงผลกั ดันทท่ี ำให้สำรวจส่ิงแวดลอ้ ม
และทำให้เกดิ การเรยี นรู้โดยการค้นพบ โดยมีแนวคิดท่ีเป็นพื้นฐาน ดงั น้ี
1. การเรยี นรเู้ ปน็ กระบวนการท่ผี ้เู รียนมปี ฏสิ ัมพันธ์กับสิง่ แวดล้อมด้วยตนเอง
2. ผเู้ รียนแตล่ ะคนจะมปี ระสบการณแ์ ละพื้นฐานความรทู้ ่ีแตกต่างกัน การเรยี นรู้จะเกดิ จากการท่ผี เู้ รยี นสรา้ ง
ความสมั พันธร์ ะหว่างส่ิงทพ่ี บใหม่ กบั ความรู้เดมิ แลว้ นำมาสรา้ งเป็นความหมายใหม่

สรปุ ได้วา่ บรเู นอร์ กลา่ วว่า คนทุกคนมพี ฒั นาการทางความรคู้ วามเข้าใจ หรือการร้คู ิด โดยผา่ น
กระบวนการที่เรียกวา่ Acting, Imagine และ Symbolizing ซ่งึ อยู่ในขนั้ พัฒนาการทางปัญญาคือ Enactive,
Iconic และ Symbolic representation ซึ่งเป็นกระบวนการทเ่ี กิดขึ้นตลอดชวี ิต มใิ ช่เกดิ ขน้ึ ชว่ งใดชว่ งหนึ่ง
ของชีวติ เทา่ นั้น บรูเนอรเ์ หน็ ด้วยกบั Piaget ที่วา่ มนุษยเ์ รามีโครงสร้างทางสติปัญญา(Cognitive structure)
มาตั้งแตเ่ กิด ในวัยเดก็ จะมีโครงสร้างทางสติปัญญาทไี่ ม่ซับซอ้ น เม่ือมปี ฏสิ ัมพนั ธ์กบั สง่ิ แวดล้อมจะทำให้
โครงสร้างทางสตปิ ญั ญาขยายและซบั ซ้อนเพ่ิมข้ึน หนา้ ท่ีของครูคือ การจดั สภาพส่งิ แวดล้อมทีช่ ว่ ยเอ้ือต่อการ
ขยายโครงสรา้ งทางสตปิ ัญญาของผู้เรียน

ประเภทของส่ือการศึกษาตามลกั ษณะโครงสรา้ งของสื่อ
ประเภทของส่อื การศึกษาตามลักษณะโครงสรา้ งของสื่อ แบ่งออกได้เปน็ 2 กล่มุ ใหญๆ่ คือ กลุม่ เคร่ืองมอื -
อุปกรณ์(hardware) และ กลุ่มโปรแกรม (software)

กล่มุ เคร่ืองมอื -อปุ กรณ(์ hardware)
ความหมายของฮารด์ แวรต์ ามพจนานกุ รม หมายถงึ เครื่องมอื อปุ กรณ์ทเ่ี ปน็ โลหะและวัตถุเนือ้ แข็ง อาวธุ
ยุทโธปกรณ์ ตลอดท้ังชน้ิ ส่วนประกอบตา่ ง ๆ ของเครอ่ื งมอื และอุปกรณ์เหล่านี้ ความหมายของฮาร์ดแวรใ์ น
เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ หมายถงึ เครอื่ งกลไกและวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์ท่ีเป็นตัวเคร่อื งคอมพวิ เตอร์ จะเห็นไดว้ ่า
ฮารด์ แวร์เปน็ ผลติ ผลจากการประยุกต์ทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพทง้ั หมด ซึง่ ประกอบด้วยวสั ดุส้นิ เปลอื ง
เคร่อื งมือและอุปกรณ์ ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้

1.วสั ดุ หมายถึง สิ่งท่ีใชง้ านร่วมกบั เครื่องมือหรอื อุปกรณต์ ่างๆ ทีน่ ำมาดำเนินกจิ กรรมทางการศึกษา
ซงึ่ มที ้ังวัสดพุ ้นื ฐาน ( กระดาษ หมกึ สี แผ่นใส เป็นต้น) และวสั ดุอิเล็กทรอนิกส์ ( CD-Rom DVD
ฟลี ์ม เทปเสยี ง/ภาพ)
2.เครือ่ งมือ หมายถึง ส่งิ ของที่ใชส้ ร้างงานประกอบในกิจกรรมทางการศกึ ษา ท้งั ทใี่ ชร้ ่วมกับวสั ดุ หรือ
อปุ กรณ์
ถ้าเปน็ ด้านเทคโนโลยจี ะหมายถึง ชุดเชอื่ มต่อเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตและคอมพิวเตอร์, Flash
memory, ไมโครโฟน, ลำโพง, จอภาพสัมผสั (Touch screen) เปน็ ต้น
ถา้ เปน็ เครื่องมือพ้ืนฐานจะหมายถงึ ปากกา ดนิ สอ มีด คตั เตอร์ เปน็ ตน้
3.อปุ กรณ์
ได้แก่ เคร่ืองมือทใ่ี ชส้ นับสนนุ การจัดกิจกรรมทางการศึกษา อาทิ เคร่ืองคอมพิวเตอร์แบบตา่ งๆ,
เครื่องพมิ พ์, เครือ่ งscanner, กล้องถ่ายภาพยนตร์หรือวิดโี อ, กลอ้ งถ่ายภาพ analog/digital, เคร่อื ง
ฉายภาพ video projector, visualizer, เคร่ืองบันทึกเสยี งทั้งแบบ analog/digital, เครื่องฉายภาพ
ขา้ มศีรษะ เครื่องฉายภาพทึบแสง เครื่องฉายสไลด์ เคร่ืองฉายภาพยนตร์....... เปน็ ต้น (ซง่ึ ปัจจุบัน

อุปกรณ์ในหลายรายการ ของกลมุ่ นไ้ี ด้มาถึงจุดสดุ ทา้ ย โดยได้มีพัฒนาการเปลี่ยนรูปแบบไป อาทิ
เคร่ืองฉายสไลด์ ถูกแทนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ผนวกรวมกบั เครื่องฉายภาพ video projector หรอื
เคร่ืองฉายภาพทึบแสงถูกแทนท่ดี ้วย เทคโนโลยีของ visualizer เปน็ ต้น)

แต่ในความหมายหลักของคำว่า hardware สว่ นใหญจ่ ะหมายถงึ ประเภทของอปุ กรณ์(3)
กลุ่มโปรแกรม (software)

ซอฟตแ์ วร์เป็นคำศัพท์ท่ีใชใ้ นกลมุ่ เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ จากการท่ีเครือ่ งคอมพวิ เตอร์นัน้ ประกอบจาก
ชน้ิ สว่ น อปุ กรณ์ และวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์ตา่ งๆ การทจ่ี ะสั่งให้เคร่อื งคอมพิวเตอร์ทำงานหรอื ประมวลผลอยา่ ง
ใดอยา่ งหนึง่ ตามความตอ้ งการนนั้ จะต้องมีคำสงั่ หรือภาษาสำเรจ็ รูปของเครือ่ งกำหนด ระบุหนา้ ท่จี งึ จะส่ัง
เครื่องคอมพิเตอรใ์ ห้ทำงานหรอื ประมวลผลตามต้องการได้ วธิ ีการทส่ี รา้ งชดุ คำส่ังหรือโปรแกรม
ภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบตา่ งๆ และผลผลิตท่ีได้เป็นโปรแกรมต่างๆ นเี้ รียกวา่ ซอฟต์แวร์ นอกจากน้ี นัก
การศึกษา ยงั ได้ให้ความหมายของคำวา่ ซอฟตแ์ วร์ หมายถึง ลำดบั ขนั้ ตอน ระบบกระบวนการ โปรแกรมและ
วิธีการเก็บรวบรวม จัดแจง และการเสนอสารสนเทศทางการศกึ ษา ซึ่งสามารถแบง่ ออกเปน็ วสั ดสุ ำเร็จรูป
กิจกรรมและเกม และวธิ กี าร

ประเภทของสอ่ื การเรยี นร้ตู ามชนดิ ของสื่อ

ส่อื การศึกษาท่แี บ่งประเภทตามช่องทางการส่งและรบั สาร มี 4 ประเภท ได้แก่

1.สื่อส่ิงพิมพ์ หมายถึงสือ่ การเรียนรูท้ จี่ ดั ทำขน้ึ เพ่ือสนองการเรยี นรู้ตามหลกั สูตร หรือสอื่ สิ่งพิมพ์
ทั่วไป ไดแ้ ก่ หนังสือ- แบบเรียน ค่มู ือครู ชุดวิชา หนังสอื ประกอบการสอน หนังสอื อ้างอิง หนงั สือ
อ่านเพิ่มเตมิ แผนการสอน ใบงาน แบบฝึกหัดกิจกรรม หนงั สอื พิมพ์ วารสาร แผ่นพบั โปสเตอร์ เป็น
ตน้
2.สอ่ื บคุ คล หมายถึง บุคคลท่ีมีความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ และทกั ษะต่างๆ ใหก้ ับ
ผู้เรียน เช่น ครู ผู้เชยี่ วชาญเฉพาะด้าน(แพทย์ พยาบาล นักกฎหมาย) ภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ หรือปราชญ์
ชาวบ้านทม่ี คี วามรู้ ความสามารถ ประสบการณ์เฉพาะเรื่องหรือผ้ทู ีป่ ระสบความสำเร็จในการ
ประกอบอาชีพ เปน็ ตน้
3.สือ่ อเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละโทรคมนาคม หมายถึงสื่อทีผ่ ลิตหรือพัฒนาขึ้นเพ่ือใช้ควบคู่กับเครื่องมือ
อุปกรณ์ทางเทคโนโลยี เชน่ ภาพยนตร์ โทรทศั น์ วิทยุ แผน่ รายการเสยี งหรือวิดที ัศน์รปู แบบ
VCD/DVD แถบบันทกึ เสยี งหรือวิดีทัศน์ สอ่ื คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน ระบบการศกึ ษาทางไกลผา่ น
ดาวเทียมหรอื ผ่านเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ e-learning และ อินเทอรืเน็ต นอกจากน้ียงั รวมไปถึง
โทรศพั ท์ที่กำลังพฒั นาไปสู่การศกึ ษาผ่านโทรศัพทท์ ีเ่ รยี กว่า M-learning เปน็ ต้น
4.ส่ือกจิ กรรม หมายถึงสื่อประเภทวธิ กี ารทใ่ี ช้ในการฝึกทักษะ ฝึกปฎิบตั ิ ซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด
การปฎิบตั ิ และการประยุกต์ความรู้ของผูเ้ รียน เช่น สถานการณจ์ ำลอง บทบาทสมมุติ ทัศนศึกษา
เกม การทำโครงงาน การจดั นิทรรศการ การสาธิต เป็นตน้

3.3.หลัการออกแบบนวตั กรรมและสอ่ื เพื่อการเรยี นรู้

หลักการออกแบบส่ือเพือ่ การเรยี นรปู้ ระกอบด้วย 9 ข้ันตอน ดังนี้

1. เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)

สอื่ การเรยี นรู้ ตอ้ งมลี ักษณะที่เรา้ ความสนใจและดงึ ดูดความสนใจของผเู้ รียน เพ่ือเป็นการกระตนุ้ และ
เกดิ แรงจูงใจให้ผู้เรยี นมีความต้องการทจี่ ะเรยี น ผู้ออกแบบจึงตอ้ งกำหนดสง่ิ ที่จะดงึ ดดู ความสนใจ เพื่อใหเ้ กดิ
พฤติกรรมและเปา้ หมายตามท่ีตอ้ งการ สว่ นใหญ่จะเรมิ่ ดว้ ยหนา้ นำเร่อื ง ซึ่งควรมีรปู ภาพ ภาพเคลื่อนไหวหรือ
สสี ันตา่ ง ๆ เพ่อื ให้น่าสนใจ ซึ่งกต็ ้องเกย่ี วข้องกับบทเรยี นด้วย คือการแสดงชื่อของบทเรียน ชอื่ ผู้สร้างบทเรียน
การแนะนำเรือ่ งหรือการแนะนำเนื้อหาของบทเรยี น สิ่งที่ต้องพิจารณาเพ่ือเรา้ ความสนใจของผู้เรียน

2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)

การบอกวตั ถุประสงค์แก่ผเู้ รียน เพือ่ เป็นการให้ผูเ้ รียนได้ทราบถงึ เปา้ หมายในการเรียนหรือสิ่งที่ผเู้ รียน
สามารถทำได้หลังจากทเี่ รยี นจบบทเรียน ซง่ึ ส่วนใหญ่จะเป็นจดุ ประสงค์กวา้ ง ๆ จนถึงจุดประสงค์เชงิ
พฤติกรรม การบอกจดุ ประสงค์จะทำใหผ้ เู้ รยี นทำความเขา้ ใจเน้อื หาได้ดีขน้ึ สิง่ ทตี่ ้องพจิ ารณาในการบอก
วตั ถุประสงค์ มดี ังนี้

1.ใช้คำส้นั ๆ และเขา้ ใจได้ง่าย

2.หลีกเลย่ี งคำที่ยังไม่เป็นที่รู้จักและเปน็ ทเ่ี ข้าใจ โดยท่ัวไป

3.ไม่ควรกำหนดวตั ถปุ ระสงคห์ ลายข้อเกนิ ไปในเนื้อหาแต่ละสว่ น

4.ผูเ้ รียนควรมีโอกาสทจี่ ะทราบว่าหลงั จบบทเรยี นเขาสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

5.หากบทเรียนน้ันยังมีบทเรยี นยอ่ ย ๆ ควรบอกจุดประสงคก์ ว้าง ๆ และบอกจุดประสงคเ์ ฉพาะสว่ นของ
บทเรียนยอ่ ย

3. ทวนความรูเ้ ดิม (Activate Prior Knowledge)

ลักษณะของการทวนความร้เู ดมิ ของผเู้ รียน เปน็ การทบทวนหรือการเช่ือมโยงระหวา่ งความรู้เดมิ เพ่ือ
เชอื่ มกบั ความรูใ้ หม่ ซ่งึ ผเู้ รยี นจะมพี ื้นฐานความรู้ที่แตกตา่ งกันออกไป การรบั รูส้ ง่ิ ใหม่ ก็ควรจะมกี ารประเมนิ
ความรู้เดมิ คือการทดสอบก่อนการเรยี น และเพ่อื เป็นการกระต้นุ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดการระลึกความรูเ้ ดมิ เพอื่
เตรียมพร้อมในการเชอ่ื มโยงกับความรใู้ หม่ ซง่ึ การทดสอบจะทำให้ผ้เู รียนไดร้ ู้ตวั เองและกลับไปทบทวนในส่ิงท่ี
เกี่ยวขอ้ ง สำหรับคนท่ีรู้ในเนื้อหาบทเรยี นดแี ล้วอาจข้ามบทเรียนไปยังเนื้อหาอ่นื ๆ ต่อไป การจะทำ

แบบทดสอบกอ่ นเรียนหรอื ไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพจิ ารณาของบทเรียนเพ่ือใหเ้ กิดความเหมาะสม สิง่ ทีจ่ ะต้อง
พจิ ารณาในการทบทวนความรเู้ ดิม มดี งั นี้

1. ไม่ควรคาดเดาเอาว่าผ้เู รยี นมคี วามรู้พ้นื ฐานกอ่ นแลว้ จึงมาศกึ ษาเนื้อหาใหม่ ควรมกี ารทดสอบหรือให้
ความรู้เพ่ือเปน็ การทบทวนให้พร้อมทจ่ี ะรับความรูใ้ หม่

2. การทดสอบหรือทบทวนควรให้กระชับและตรงตามวัตถปุ ระสงค์

3. ควรเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนออกจากแบบทดสอบหรอื เนื้อหาใหม่เพ่อื ไปทบทวนได้ตลอดเวลา

4. หากไม่มกี ารทดสอบ ควรมกี ารกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นกลบั ไปทบทวนหรอื ศึกษาในสิง่ ท่เี กีย่ วข้อง

เนื้อหา (Present New Information)

การเสนอเนอ้ื หาใหม่เป็นการนำเสนอเน้ือหาโดยใช้ตวั กระตนุ้ ท่ีเหมาะสม เป็นสง่ิ สำคญั สำหรบั การเรียน
การสอนเพ่อื ให้การเรยี นรู้เปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพ รปู แบบการนำเสนอมีหลายลักษณะ ได้แก่ การใช้
ขอ้ ความ ภาพนิง่ กราฟ ตารางข้อมลู กราฟิก ตลอดจนภาพเคล่ือนไหว ซ่ึงเป็นการใชส้ ือ่ หลายรูปแบบที่
เรยี กวา่ ส่ือประสม เปน็ การเร้าความสนใจของผเู้ รยี น สิง่ ทจ่ี ะตอ้ งพิจารณาในการนำเสนอเนือ้ หาใหม่ มีดังน้ี

1. ใช้ภาพนิง่ ประกอบการเสนอเนือ้ หา โดยเฉพาะส่วนเนอื้ หาท่ีสำคญั

2. พยายามใชภ้ าพเคลอ่ื นไหวในเนอ้ื หาท่ยี าก และที่มีการเปล่ียนแปลงตามลำดบั ใชแ้ ผนภมู ิ แผนภาพ แผน
สถติ ิ สญั ลกั ษณห์ รือภาพเปรยี บเทียบประกอบเน้ือหา

3. ในเนอ้ื หาที่ยากและซับซอ้ นให้เนน้ ข้อความเป็นสำคัญ ซ่ึงอาจเปน็ การตกี รอบ ขีดเสน้ ใต้ การกระพรบิ การ
ทำสีใหเ้ ด่น

4. ไมค่ วรใช้กราฟิกทเี่ ขา้ ใจยากหรือไมเ่ กี่ยวกบั เนื้อหา

5. จัดรูปแบบของคำ ข้อความใหน้ ่าอา่ น เน้ือหาท่ยี าวให้จัดกลุ่ม แบ่งตอน

5. ช้ีแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)

การชแ้ี นวทางการเรยี นรู้ เป็นการใชใ้ นชน้ั เรยี นตามปกติ ซ่งึ ผูส้ อนจะยกตวั อย่างหรือต้งั คำถามชีแ้ นะ
แบบกวา้ ง ๆ ให้แคบลง เพื่อใหผ้ ้เู รยี นวเิ คราะหเ์ พ่ือคน้ หาคำตอบ สำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนควร
ตอ้ งใช้การสรา้ งสรรคเ์ ทคนิคเพ่ือกระต้นุ ใหผ้ เู้ รยี นค้นหาคำตอบด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมท่ีเหมาะสม เพื่อ
เปน็ ตัวชแ้ี นวทาง ส่งิ ทจี่ ะต้องพิจารณาในการช้แี นวทางการเรียนรู้ มดี งั น้ี

1. แสดงให้ผ้เู รียนไดเ้ หน็ ถงึ ความสัมพันธ์ของเน้อื หาและชว่ ยใหเ้ ห็นสง่ิ ยอ่ ยน้นั มีความสมั พันธก์ ับสงิ่ ใหม่
อย่างไร

2. แสดงให้เห็นถึงความสัมพนั ธข์ องสงิ่ ใหมก่ ับสิ่งทีผ่ ู้เรียนมคี วามรู้หรอื ประสบการณม์ าแล้ว

3. พยายามให้ตวั อย่างที่แตกต่างกันออกไป เพื่อช่วยอธบิ ายความคิดใหมใ่ หช้ ดั เจนข้นึ

4. การเสนอเนือ้ หาทีย่ าก ควรให้เหน็ ตัวอย่างที่เปน็ รูปธรรมไปสนู่ ามธรรม ถ้าเน้ือหาไมย่ าก ใหเ้ สนอ
ตัวอย่างจากนามธรรมไปสู่รูปธรรม

5. กระตุน้ ให้ผเู้ รยี นคดิ ถงึ ความรู้และประสบการณเ์ ดิม

6. กระตุน้ การตอบสนอง (Elicit Responses)

การกระตุ้นใหเ้ กิดการตอบสนองจากผูเ้ รยี น เม่ือผู้เรียนได้รับการชแี้ นวทางการเรียนรแู้ ล้ว ตอ้ งมีการ
กระตุ้นให้เกดิ การตอบสนองโดยกจิ กรรมตา่ ง ๆ ทท่ี ำใหผ้ เู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการคดิ และ ปฏิบัติเชงิ โต้ตอบ
เพือ่ ให้บรรลถุ ึงวตั ถุประสงคใ์ นการเรียน การกระตุ้นต้องจัดกิจกรรมให้เหมาะสม ส่ิงท่ีต้องพิจารณาในการ
กระตุ้นการตอบสนอง มดี ังน้ี

1. พยายามใหผ้ ู้เรียนไดต้ อบสนองดว้ ยวิธีใดวธิ ีหนึ่งตลอดการเรียน

2. ควรใหผ้ ้เู รียนได้มีโอกาสพมิ พค์ ำตอบหรือข้อความเพอื่ เรา้ ความสนใจ แต่กไ็ มค่ วรจะยาวเกนิ ไป

3. ถามคำถามเปน็ ชว่ ง ๆ ตามความเหมาะสมของเน้ือหา เพ่ือเร้าความคิดและจินตนาการของผเู้ รียน

4. หลีกเลย่ี งการตอบสนองซำ้ ๆ หลายครงั้ เมอื่ ทำผดิ ควรมกี ารเปลี่ยนกิจกรรมอย่างอ่นื ต่อไป

5. ควรแสดงการตอบสนองของผ้เู รยี นบนเฟรมเดียวกันกบั คำถาม รวมทั้งการแสดงคำตอบ

7. ให้ข้อมูลย้อนกลบั (Provide Feedback)

หลงั จากทีผ่ ู้เรยี นไดร้ บั การทดสอบความเขา้ ใจของตนในเน้ือหารวมท้ังการกระตนุ้ การตอบสนองแล้ว
จำเปน็ อยา่ งยิง่ ทีจ่ ะต้องให้ข้อมลู ยอ้ นกลับหรือการให้ผลกลับไปยังผ้เู รยี นเกี่ยวกับความถูกต้อง การใหผ้ ล
ย้อนกลบั ถือเป็นการเสริมแรงอย่างหนง่ึ การใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลับสามารถแบ่งขน้ั ตอนไดเ้ ป็น 4 ประเภทตาม
ลักษณะท่ปี รากฏไดด้ งั น้ี

1. แบบไมเ่ คล่อื นไหว หมายถึง การเสริมแรงด้วยการแสดงคำ หรือขอ้ ความ บอกความ ถกู หรอื ผิด
และรวมถึงการเฉลย

2. แบบเคลื่อนไหว หมายถึงการเสรมิ แรงดว้ ยการแสดงกราฟิก เช่น ภาพหน้าย้ิม หน้าเสยี ใจ หรอื มี
ข้อความประกอบให้ชดั เจน

3. แบบโต้ตอบ หมายถึง การเสรมิ แรงด้วยการใหผ้ เู้ รยี นได้มีกิจกรรมเชงิ โต้ตอบกับบทเรียน เป็น
กิจกรรมทจ่ี ดั เสรมิ หรือเพือ่ เกิดการกระต้นุ แกผ่ ู้เรียน เช่น เกมส์

4. แบบทำเครอื่ งหมาย หมายถึง การทำเคร่ืองหมายบนคำตอบของผูเ้ รียนเมอ่ื มีการตอบคำถาม ซึ่งอยู่
ในรูปของวงกลม ขดี เสน้ ใต้ หรือใช้สที ่ีแตกต่าง

จากเรียนจบท้งั บทเรยี นก็ได้ กำหนดเกณฑใ์ นการผ่านให้ผู้เรยี นได้ทราบ ผลจากการทดสอบจะทำให้ทราบว่า
ผู้เรยี น ควรจะเรียนเนอื้ หาบทเรยี นใหมห่ รือวา่ ควรต้องกลบั ไปทบทวน ส่ิงที่ต้องพิจารณาในการออกแบบ
ทดสอบหลังบทเรียน มีดงั น้ี

1. ตอ้ งแนใ่ จวา่ สงิ่ ท่ตี อ้ งการวัดนน้ั ตรงกับวัตถปุ ระสงค์

2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อยู่ในเฟรมเดยี วกนั

3. หลีกเลย่ี งการใหพ้ ิมพ์คำตอบที่ยาวเกินไป

4. ให้ผเู้ รียนตอบครงั้ เดียวในแตล่ ะคำถาม

5. อธบิ ายให้ผเู้ รียนทราบว่าควรจะตอบด้วยวธิ ีใด

6. ควรมีรูปภาพประกอบดว้ ย นอกจากข้อความ

7. คำนงึ ถึงความแม่นยำและความน่าเชือ่ ถือของแบบทดสอบด้วย

9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)

สิง่ สุดท้ายสำหรับการสอน การจำและนำไปใช้ สงิ่ สำคัญท่จี ะชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นมีความคงทนในการจำข้อมูล
ความรู้ ต้องทำใหผ้ เู้ รียนตระหนักวา่ ขอ้ มลู ความรู้ใหม่ที่ได้เรยี นรู้ไปนน้ั มีความสัมพนั ธก์ ับความรู้เดมิ หรือ
ประสบการณ์เดมิ โดยการจัดกจิ กรรมทเ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นไดป้ ระยุกต์ใชค้ วามรู้ เพื่อการเช่อื มโยงขอ้ มลู
ความรู้เดมิ กับความรูใ้ หม่ รวมทงั้ การนำไปใช้กับสถานการณ์ สง่ิ ท่ีควรพจิ ารณาในการจำและนำไปใช้ มดี ังนี้

1. ทบทวนแนวคิดทีส่ ำคญั และเน้ือหาท่เี ป็นการสรุป

2. สรุปให้ผู้เรียนไดท้ ราบวา่ ความรู้ใหม่มีความสมั พันธ์กับความรู้เดมิ หรือประสบการณท์ ีผ่ า่ นมาอย่างไร

3. เสนอแนะเน้ือหาทเ่ี ปน็ ความรูใ้ หมซ่ ่งึ จะนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้

4. บอกแหลง่ ข้อมูลท่ีเป็นประโยชนใ์ นการศึกษาให้กับผูเ้ รยี น

3.4.การเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้ เครือขา่ ยการเรียนรู้

5.1 ความหมายแหล่งเรยี นรู้
แหลง่ เรยี นรู้ หมายถงึ แหลง่ ข้อมูลขา่ วสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนบั สนนุ ส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นใฝ่เรยี น
ใฝร่ ู้ แสวงหาความรแู้ ละเรียนรู้ดว้ ยตนเองตามอธั ยาศยั อย่างกวา้ งขวางและต่อเนื่อง เพื่อเสรมิ สรา้ งใหผ้ ู้เรยี น
เกิดกระบวนการเรยี นรู้ และเป็นบคุ คลแห่งการเรียนรู้

5.2 แหลง่ เรยี นร้ทู ี่สำคญั
1. แหล่งการศึกษาตามอธั ยาศัย
2. แหลง่ การเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ
3. แหล่งปลกู ฝงั นิสยั รักการอ่าน การศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง
4. แหลง่ สร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏบิ ัติ
5. แหลง่ สร้างเสริมความรู้ ความคดิ วทิ ยาการและประสบการณ์

5.3 ความหมายเครือขา่ ยการเรียนรู้
เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปล่ียนความรู้ ความคิด ข้อมูลข่าวสาร
ประสบการณ์ และการเรยี นรู้ระหวา่ งบุคคล กลุ่มบคุ คล องคก์ าร และแหล่งความรู้ท่ีมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการ
เรยี นร้อู ย่างต่อเนอ่ื ง จนเป็นระบบทเ่ี ช่อื มโยงกนั สง่ ผลให้เกิดการเผยแพร่และการประยุกต์ความรู้ใหมๆ่ เพือ่
วตั ถปุ ระสงค์ทางวชิ าชีพหรอื ทางสังคม

5.4 ความหมาย เครือขา่ ยการเรียนร้สู ว่ นบุคคล
PLN (Personal Learning Network) เครือขา่ ยการเรยี นรู้สว่ นบุคคล
การเรียนร้สู ่วนบุคคลเป็นหนึ่งในรากฐานของสถาบันการศึกษาและการเปล่ยี นแปลงองค์กรท่ีประสบ
ความสำเร็จ เครอื ขา่ ยการเรียนรู้ส่วนบคุ คล (PLN) ไมเ่ พียงแตส่ นบั สนุนการพฒั นาวิชาชพี ของตัวเอง แตย่ งั
สามารถเปน็ วิธีทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพในการกระจายนวัตกรรมภายในสถาบนั การศึกษาของพวกเขา เรียนร้ทู ีจ่ ะ
เช่อื มตอ่ กับชมุ ชนของมืออาชพี ใจเหมือนให้มีสว่ นรว่ มมีการสนทนาและทำใหก้ ารร้องขอในชว่ งเวลาของความ
จำเป็น เคร่ืองมอื ฟรีท่ีมปี ระสิทธภิ าพและสือ่ สังคมเช่น Google +, Twitter, และ Facebook ให้เปน็ ไปได้

สำหรับคณุ และเพ่ือนร่วมงานของคุณ
หากมองในองค์รวมแลว้ นัน้ เครอื ขา่ ยการเรียนรสู้ ว่ นบคุ คล กค็ ือการนำเอาเนื้อหา สาระ ข้อมลู จากส่วนตา่ ง ๆ
ในระบบเครือข่ายอนิ เตอรเ์ น็ตทเ่ี ราใช้กนั อย่ทู ุกวันมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในระบบการศึกษา ซง่ึ มที ้ัง สอื่ สังคม
ออนไลน์ (Social Network และ Social Media) เครื่องมือค้นคว้าข้อมูล (Search Engines) บันทึกสว่ นตวั

(Blog) หรือแม้กระทั่งสังคมการเรยี นรู้ (Community Learning)

5.5 ประเภทแหลง่ เรียนรแู้ ละเครือข่ายการเรยี นรู้
ประเภทของแหล่งเรยี นรู้
ประเภทของแหลง่ เรียนรู้สามารถแบ่งได้หลากหลาย ตามลักษณะการแบง่ ของแต่ละบคุ คล ซึ่งมีรายละเอียด
ของผู้ให้ความหมายของประเภทแหล่งเรยี นรูด้ ังตอ่ ไปน้ี สานักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ
(2546 : 8-9) ไดจ้ าแนกประเภทของแหล่งการเรียนรไู้ ว้ 2 แบบ
1. จดั ตามลกั ษณะของแหล่งการเรียนรู้
1.1 แหล่งการเรยี นรู้ตามธรรมชาติ เปน็ แหล่งการเรียนรทู้ ่ีผูเ้ รียนจะหาความรไู้ ด้จากสิ่งท่ีมีอยู่แลว้ ตาม
ธรรมชาติ เช่น แมน่ า้ ภเู ขา ป่าไม้ ลาธาร กรวด หนิ ทราย ชายทะเล เป็นตน้
1.2 แหล่งการเรยี นรู้ทม่ี นุษย์สร้างข้นึ เพ่ือสบื ทอดศลิ ปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยีทางการศึกษาท่ีอานวย
ความสะดวกแก่มนุษย์เช่น โบราณสถาน พิพิธภณั ฑ์ หอ้ งสมุดประชาชน สถาบันการศึกษา สวนสาธารณะ
ตลาด บ้านเรือน ท่ีอยู่อาศยั สถานประกอบการ เป็นตน้
1.3 บคุ คล เปน็ แหล่งการเรียนรู้ทีถ่ า่ ยทอดความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม การสบื สานวฒั นธรรม
และภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน ทัง้ ด้านประกอบอาชีพ ตลอดจนนักคิด นักประดิษฐ์ และผมู้ ีความคิดรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์

2. จดั ตามแหล่งท่ีตัง้ ของแหล่งการเรียนรู้
2.1 แหลง่ การเรียนรู้ในโรงเรียน เดมิ มแี หลง่ การเรยี นรหู้ ลกั คอื ครู อาจารย์ ตอ่ มามีการพัฒนาเปน็
หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารตา่ ง ๆ เชน่ หอ้ งปฏิบัติการวทิ ยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการทางภาษา หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพวิ เตอร์
ห้องโสตทศั นศึกษา ห้องจรยิ ธรรม หอ้ งศลิ ปะ ตลอดจนอาคารสถานที่และส่งิ แวดล้อมในโรงเรยี น เชน่
หอ้ งอาหาร สนาม หอ้ งน้า สวนดอกไม้ สวนสมุนไพร แหลง่ น้าในโรงเรียน เปน็ ต้น
2.2 แหลง่ การเรยี นรู้ในท้องถิ่นครอบคลุมทัง้ ด้านสถานท่แี ละบุคคล ซึง่ อาจอย่ใู นท้องถิน่ ใกลเ้ คียงโรงเรยี น
ท้องถ่ินที่โรงเรียนพาผู้เรยี นไปเรยี นรู้ เช่น แมน่ า้ ภูเขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุง่ นา สวนผกั สวน
ผลไม้ วัด ตลาด รา้ นอาหาร ห้องสมดุ ประชาชน สถานตี ำรวจ สถานอี นามยั ดนตรพี นื้ บ้าน การละเลน่ พืน้ เมอื ง
แหล่งทอผา้ เทคโนโลยชี าวบา้ น เทคโนโลยีในชวี ติ ประจาวนั แหล่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ

ประเภท เครอื ข่ายการเรียนรู้
1. แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการเรยี นรู้ ซึ่งแบง่ ออกเป็น 2 ลักษณะภายใต้โครงสร้างของเครือข่ายการเรียนรู้

1.1 เครือข่ายการเรียนรู้ที่มุ่งเนน้ เอกัตบุคคลเป็นหลัก มีลักษณะของการประสานสมั พนั ธ์การดำเนนิ งานของ
หนว่ ยงานตา่ งๆ ทเี่ ก่ียวข้อง เพอื่ ขยายการให้บริการทางการศึกษาในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรยี น และ
การศึกษาตามอัธยาศยั ไปยังผทู้ ี่ต้องการ อย่างกว้างขวาง และสนองตอบปัญหาความต้องการของแต่ละบุคคล
ตลอดจนจติ ใต้สำนึกในการมีส่วนร่วมพัฒนา
1.2 เครอื ข่ายการเรียนรทู้ ่ีม่งุ เนน้ ชมุ ชนเป็นหลกั เป็นการกระตุน้ ใหส้ มาชกิ ใช้ศกั ยภาพของตนเองเพอ่ื แก้ไข
ปญั หาชุมชน เพิม่ ขีดความสามารถของชุมชนในการพ่ึงพาตนเอง บนพ้ืนฐานของการเข้าใจสภาพปญั หา
เง่อื นไข ข้อจำกดั และความต้องการของตน
2. แบ่งตามโครงสร้างเครอื ข่ายการเรยี นรู้ ซึ่งพิจารณาถงึ โครงสรา้ งเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้อาศยั ความร่วมมือ
ระหว่างบุคคล องค์กร และเทคโนโลยีการส่อื สารเชือ่ มโยงกันเปน็ เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ สามารถจำแนกออกได้
เป็น 4 ประเภท ดงั นี้
2.1 เครือขา่ ยการเรียนรโู้ ครงสรา้ งกระจายศูนย์ มีศนู ย์กลางทำหน้าที่ประสานงาน แตภ่ ารกิจในการเรียนการ
สอนจะกระจายความรับผิดชอบให้สมาชิกเครอื ขา่ ยซง่ึ ต่างก็มคี วามสัมพันธ์เทา่ เทยี มกัน รูปแบบน้อี าจเรยี กวา่
การกระจายความรบั ผิดชอบ (Distributed Network) ซ่งึ พบได้ในเครือขา่ ยการพัฒนาชนบท และการเรียนรู้
จากแหลง่ วิทยาการชมุ ชน โดยอาศยั ส่ือบคุ คลเปน็ หลัก
2.2 เครอื ข่ายการเรียนร้โู ครงสร้างรวมศูนย์ มีองคก์ รกลางเป็นท้ังศนู ย์ประสานงาน และเปน็ แมข่ า่ ยรวบรวม
อำนาจการจดั การความรูไ้ ว้ในศนู ย์กลาง การลงทนุ ด้านเทคโนโลยีและกำลงั คนอยู่ทแี่ ม่ขา่ ย สว่ นลูกขา่ ยหรอื
สมาชิกเป็นเพียงผรู้ ว่ มใชบ้ ริการจากศูนย์กลาง
2.3 เครือข่ายการเรยี นรโู้ ครงสรา้ งลำดบั ข้ัน (Hierarchical Network) มีลักษณะเชน่ เดียวกับแผนภูมอิ งค์กร
การติดต่อสอื่ สารข้อมูลต้องผ่านตามลำดับข้นั ตอนมาก นิยมใช้การบรหิ าร จดั การองค์กรตา่ งๆ ซึ่งเหมาะแก่
การควบคมุ ดูแลระบบงาน
2.4 เครือข่ายการเรยี นร้โู ครงสร้างแบบผสม คือมที ้ังแบบรวมศูนยแ์ ละกระจายศนู ย์ ซึ่งพบมากในการจดั
การศึกษานอกระบบโรงเรียน เน่อื งจากการเรียนรู้มิได้อาศยั สื่อใดสอื่ หน่งึ เป็นหลกั หากแต่มกี ารผสมผสานส่อื
บคุ คล และเทคโนโลยีจงึ จำเปน็ ตอ้ งจัดระบบเครือขา่ ยแบบผสม เพ่อื สนองความต้องการไดอ้ ยา่ งกว้างขวางและ
ตรง
3. แบง่ ตามหน่วยสังคม ได้แบ่งการเครือข่ายการเรียนรอู้ อกเป็น 4 ระดับ คือ เครือข่ายการเรียนรู้ระดับบุคคล
เครือข่ายการเรียนรรู้ ะดับกลุ่ม เครือขา่ ยการเรยี นรูร้ ะดบั ชุมชน และเครือขา่ ยการเรียนรู้ระดับสถาบนั
4. แบง่ ตามระดับการปกครองและลกั ษณะของงาน ซึ่ง ประเวศ วะสี (2538) ไดแ้ บง่ ประเภทของเครือขา่ ยการ
เรียนรอู้ อกเป็น 13 ประเภท คือ เครือขา่ ยชมุ ชนเครือข่ายนักพฒั นา เครือข่ายระดับจงั หวดั เครอื ข่ายภาครัฐ
เครอื ข่ายวชิ าชีพ เครือขา่ ยธุรกจิ เครือขา่ ยสอ่ื สารมวลชน เครอื ข่ายนักฝึกอบรม เครือข่ายการประมวลและ

สังเคราะห์องค์ความรรู้ ะดับชาติ เครอื ข่ายภาคสาธารณะ เครือข่ายวิชาการ เครอื ขา่ ยนโยบายองค์กรของรัฐ
และเครือข่ายผู้ทรงคุณวฒุ ิ

5.6 ตัวอย่างเครือขา่ ยการเรียนรู้
1. เครือข่ายไทยสาร เปน็ เครือข่ายเช่ือมโยงสถาบนั การศึกษาต่าง ๆ ระดับมหาวทิ ยาลัยเข้าด้วยกนั กวา่ 50
สถาบนั เรม่ิ จัดสรา้ งในปีพ.ศ.2535
2. เครือขา่ ยยูนิเนต็ (UNINET) เปน็ เครือขา่ ยเพื่อการเรียนการสอนที่สำคัญในยุคโลกาภิวฒั น์ จดั ทำโดยทบวง
มหาวทิ ยาลัย ในปี พ.ศ. 2540
3. สคลู เนต็ (SchoolNet) เปน็ เครือข่ายคอมพิวเตอรเ์ พื่อโรงเรยี นไทย ได้รับการดูแลและสนับสนุนโดยศนู ย์
เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสแ์ ละคอมพิวเตอร์แหง่ ชาติ เครือข่ายน้เี ช่ือมโยงโรงเรยี นในประเทศไทยไว้กว่า 100
แห่ง และเปิดโอกาสใหโ้ รงเรียนอ่ืน ๆ และบุคคลทส่ี นใจเรียกเขา้ เครือข่ายได้
4. เครอื ข่ายนนทรี เปน็ เครอื ข่ายของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ นบั เป็นเครือขา่ ยทีส่ มบูรณ์แบบและใช้
เทคโนโลยชี น้ั สูง สามารถตอบสนองความต้องการใชข้ องนิสติ อาจารย์ ขา้ ราชการ ตลอดจนการรองรบั
ทางด้านทรัพยากรเซอร์เวอรอ์ ย่างพอเพยี ง
5. เครือขา่ ยกระจายเสยี งวิทยุ อสมท. จะรวมผงั รายการวทิ ยใุ นเครือขา่ ย อสมท. มีไฟลเ์ สยี งรับฟงั ทาง
อินเทอรเ์ น็ตได.้
6. เครอื ข่ายสมานฉนั ทเ์ พือ่ การปฏิรูปการเมอื ง เปน็ เครือขา่ ยทีใ่ ชแ้ ลกเปลย่ี นความคิดเห็นประเด็นต่าง ๆ ทาง
การเมือง และบทวิเคราะห์ด้านการเมือง
7. ThaiSafeNet.Org เปน็ เครอื ขา่ ยผปู้ กครองออนไลน์ มีพันธกจิ ดา้ นการเชอ่ื มโยงครู ผปู้ กครอง นกั การศึกษา
… โครงการพฒั นาเครอื ข่ายผ้ปู กครองออนไลน์ พนั ธกจิ :ฝึกอบรมครู ผู้ปกครอง
8. เครือขา่ ยพทุ ธกิ า รวมตัวอย่างหนังสอื เครือข่ายพทุ ธิกาเพอ่ื พระพุทธศาสนาและสังคม

5.7 ความสำคัญของแหล่งเรยี นรูแ้ ละเครือข่ายการเรียนรู้

ความสำคัญของแหลง่ เรยี นรู้
แหลง่ เรียนรมู้ ีความความสาคัญกบั ผูเ้ รียน ซึ่งไดร้ บั ความรูจ้ ากแหล่งเรียนรทู้ ีห่ ลากหลาย ซึ่งมีผูใ้ หค้ วามหมาย
เกย่ี วกับความสาคญั ของแหล่งเรยี นรู้ดังตอ่ ไปน้ี กง่ิ แกว้ อารรี กั ษ์ (2548 : 118) ให้ความสาคญั ของการศึกษา
โดยใช้แหล่งเรียนรู้ ไว้ดังนี้

1. กระตุ้นใหเ้ กิดการเรยี นรเู้ ร่ืองใดเรื่องหน่งึ โดยอาศัยการมีปฏิสมั พนั ธก์ บั สื่อท่ีหลากหลาย
2. ช่วยเสรมิ สรา้ งการเรียนร้ใู ห้ลึกซ้งึ ขึ้น โดยใช้เวลาในการรวบรวมข้อมลู สะท้อนความคิดเห็นจากแหล่งการ
เรียนรู้
3. กระตุ้นมุ่งเน้นลึกในเร่ืองใดเร่อื งหน่ึง ซึ่งผลักดันใหผ้ ้เู รียนแสวงหาข้อมลู ที่เก่ยี วข้องเพ่ิมมากขึ้น สามารถ

สรา้ งผลผลติ ในการเรยี นรทู้ ีม่ ีคณุ ภาพสงู ข้ึน
4. เสรมิ สรา้ งการเรียนรู้ จนเกิดทกั ษะการแสวงหาข้อมลู ท่มี ีประสทิ ธิภาพ โดยอาศัยการสรา้ งความตระหนัก
เชงิ มโนทัศน์เก่ยี วกบั ธรรมชาติและความแตกต่างของข้อมูล
5. แหล่งการเรียนรู้เสริมสรา้ งการพัฒนาการคิด เช่น การแก้ปญั หา การให้เหตผุ ล และการประเมนิ อย่างมี
วจิ ารญาณ โดยอาศัยกระบวนการวจิ ยั อิสระ 6. เปลีย่ นเจตคตขิ องครแู ละผูเ้ รียนท่มี ตี ่อเนื้อหารายวชิ า และ
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
7. พัฒนาทกั ษะการวจิ ัยและความเช่อื มัน่ ในตนเองในการค้นหาข้อมูล
8. เพิม่ ผลสมั ฤทธ์ิดา้ นวชิ าการ ในด้านเน้ือหา เจตคติ และการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยอาศยั แหลง่ การ
เรียนร้ทู ห่ี ลากหลายในการเรยี นรู้

3.5.การจดั การเรียนรูบ้ นเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็

การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ เป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ บน
พื้นฐานของหลกั และวธิ ีการออกแบบการเรียนการสอนอย่างมีระบบ มีการนำสื่อต่างๆ มาเปน็ ตัวกลางในการ
ถ่ายทอดเนอื้ หาความรใู้ ห้กับผู้เรียนโดยอาศยั เวบ็ ไซต์ ในการเรียนดว้ ยบทเรยี นบนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ตน้ัน
ผเู้ รียนสามารถเรยี นเวลาใดก็ได้ จากสถานทใ่ี ดกไ็ ด้ขน้ึ อยูก่ ับความพร้อมของผ้เู รยี น ผู้เรียนไม่จำเปน็ ต้องเรยี น
ในหอ้ งเรยี นเท่านนั้ เพยี งแค่ผเู้ รียนสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เนต็ ได้ ผู้เรียนก็สามารถเข้าไปศึกษาเน้ือหาใน
เรื่องท่ีตนเองสนใจได้ นอกจากน้ันแลว้ ผเู้ รียนยงั สามารถติดตอ่ ส่อื สาร สนทนา อภิปรายกบั ผูเ้ รยี น
ดว้ ยกนั หรือกบั ผสู้ อนไดอ้ ีกด้วย

ความหมายของบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
บทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต หมายถงึ การเรยี นการสอนผา่ นเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตโดยมีการจดั

สภาพการเรยี นการสอนท่ีมีการออกแบบอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยคณุ สมบัติและทรัพยากรของเวิล์ดไวดเ์ ว็บ
มาเปน็ ส่ือกลางในการถ่ายทอดเพอื่ ส่งเสริมและสนบั สนนุ การเรยี นการสอนให้มีประสิทธิภาพ ในการจัดการ
เรยี นการสอนผ่านเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ นั้นอาจจัดการเรยี นการสอนทัง้ กระบวนการหรือนำมาใช้เพยี งสว่ นใด
ส่วนใดส่วนหน่งึ ของกระบวนการก็ได้ การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ ถือเป็นวิธีการเรยี นแบบใหม่
ท่ีชว่ ยพัฒนาใหเ้ กดิ การเรยี นรู้และช่วยขจัดปัญหาอุปสรรค์ของการเรยี นในเรื่องของเวลาและสถานที่ เพราะใน
การเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ นัน้ ผูเ้ รียนสามารถเรียนไดท้ ุกท่ีทกุ เวลา ผ้เู รียนไมจ่ ำเปน็ ต้องเรียนใน
ห้องเรยี นเท่าน้ัน ขอเพียงผูเ้ รียนสามารถเชอ่ื มโยงกบั อินเทอร์เนต็ ได้ ผเู้ รยี นก็สามารถเรียนได้ โดยในการ
เรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตผ้เู รียนและผูส้ อนสามารถมีปฏสิ มั พนั ธ์กนั โดยผา่ นระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ท่ี
เช่อื มโยงถึงกนั

องคป์ ระกอบของบทเรียนบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ต
ในการจัดทำบทเรียนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตนนั้ มีองคป์ ระกอบในการจดั ทำบทเรียนได้แก่

1. องคป์ ระกอบของหนา้ เวบ็ ประกอบดว้ ยขอ้ ความ พนื้ หลัง และภาพ
ขอ้ ความทีใ่ ช้ในบทเรยี นตอ้ งเลอื กขนาดใหเ้ หมาะสมโดยข้อความส่วนทีเ่ ป็นหัวขอ้ หลักต้องมีขนาดใหญ่กว่า
ขอ้ ความที่เปน็ หัวข้อยอ่ ย สีข้อความที่ใช้ตอ้ งไม่กลมกลนื กับสพี นื้ หลงั
พน้ื หลงั ท่ใี ช้ไม่ควรมลี วดลายเพราะจะทำใหเ้ ป็นที่สนใจมากกวา่ ตวั หนังสือซงึ่ เปน็ เน้ือหา สพี น้ื หลงั ท่ีใช้ไม่ควร
ใชส้ ีเขม้ เกนิ ไป ควรใช้สีออ่ นๆ ท่ดี แู ล้วสบายตา ภาพทใี่ ช้มหี ลายชนดิ ทง้ั ภาพที่เป็นภาพน่ิงและ
ภาพเคลอ่ื นไหว การใช้ภาพในบทเรยี นจะช่วยดงึ ดูดให้ผเุ้ รียนเกดิ ความอยากเรียนมากขึ้นแตไ่ ม่ควรใช้
ภาพเคลอ่ื นไหวในหนา้ ของเนื้อหาเพราะจะทำใหผ้ เู้ รียนสนใจแตภ่ าพไม่สนใจเนือ้ หาในบทเรียน

2. องค์ประกอบเว็บเพจ ประกอบด้วย
โฮมเพจ คือ หนา้ แรกของเว็บไซตเ์ ปน็ หน้าท่ีบอกให้ทราบถึงหวั ขอ้ เร่ืองของบทเรียน
เว็บเพจแนะนำ คอื เวบ็ เพจทแี่ นะนำวธิ กี ารใชบ้ ทเรียน และรายละเอียดของเนอื้ หาที่เรียน
เว็บเพจแสดงเน้ือหา คือ เวบ็ เพจทีแ่ สดงเน้ือหาของแต่ละบทเรียนโดยจะมีคำอธบิ าย เก่ยี วกบั หนว่ ยการ
เรยี น วิธีการเรยี น วัตถปุ ระสงค์ และเน้อื หาของบทเรียนแตล่ ะบทเรียน
เวบ็ เพจแสดงแบบฝึกหดั คือ เวบ็ เพจแสดงแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี นรวมถึงเว็บเพจเฉลย
คำตอบของบทเรยี น
เว็บเพจสนทนา คอื เว็บเพจที่ใชแ้ สดงความคิดเห็นหรือใช้สนทนาแลกเปล่ยี นความรู้กนั ระหว่างผู้เรยี นกบั
ผูเ้ รยี นหรอื ผเู้ รยี นกับผ้สู อน
เว็บเพจแสดงประวตั ิ คอื เว็บเพจแสดงขอ้ มูลสว่ นตัวผูส้ อน
เวบ็ เพจแบบประเมนิ คือ เวบ็ เพจทแี่ สดงแบบประเมินเพ่ือให้ผ้เู รียนประเมนิ ผลการสอน
เว็บเพจประกาศข่าว คือ เว็บเพจที่ผู้สอนใชใ้ นการประกาศข้อความต่าง ๆ ซ่งึ อาจจะเกีย่ วข้องหรือไม่
เกี่ยวขอ้ งกับการเรียนก็ได้
เว็บเพจคำถามคำตอบ คือ เว็บเพจทแี่ สดงคำถามและคำตอบท่เี กยี่ วกับเน้ือหาวชิ า โปรแกรมการ
เรียน และเร่ืองที่เกยี่ วข้อง

องค์ประกอบของบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ ในรูปแบบของเวบ็ เพจควรมีการออกแบบให้มี
องคป์ ระกอบต่างๆ ใหค้ รบถว้ น ซง่ึ ในการออกแบบควรคำนึงถึงองคป์ ระกอบการออกแบบบทเรยี นบน
เครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตในลกั ษณะของการสนบั สนนุ การเรียนการสอนเพ่ือจะได้บทเรียนบนเครอื ข่าย
อินเทอรเ์ น็ตที่มีคุณภาพและมีความสวยงามมากข้นึ

ประเภทของบทเรียนบนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต
บทเรียนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตแบ่งได้เปน็ 3 ประเภท คือ
1. บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็ แบบรายวิชาเดยี ว คอื บทเรยี นบนเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ ท่ีมี

การบรรจุเนอื้ หาหรือเอกสารในรายวิชาเพ่ือการสอนเพียงอย่างเดียว มลี ักษณะการส่ือสารแบบทางเดียว
2. บทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตแบบสนับสนนุ รายวิชา คือ บทเรยี นบนเครือข่าย

อินเทอร์เนต็ ท่ีมีการส่อื สารผา่ นระบบคอมพวิ เตอรเ์ ป็นการสื่อสารสองทางทมี่ ีปฏิสมั พันธก์ นั ระหว่างผูส้ อนและ

ผู้เรยี น
3. บทเรียนบนเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตแบบศนู ยก์ ารศกึ ษา คือ บทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ ท่ีมี

รายละเอยี ดเน้ือหาทางการศึกษารวมถึงมีการเช่ือมโยงไปยังเวบ็ ไซตอ์ ่นื ๆ และยงั รวมขอ้ มลู เกย่ี วกบั
สถาบนั การศึกษาต่างๆ เพื่อใหบ้ ริการกับผเู้ รยี นรวมถงึ เปน็ แหล่งสนบั สนุนกิจกรรมต่างๆ ทางการศึกษาอกี
ดว้ ย

หลักการออกแบบบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต
ในการออกแบบบทเรยี นบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตควรยดึ หลกั การดงั ต่อน้ี
1. การสร้างแรงจงู ใจให้กับผู้เรยี น ในการออกแบบบทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตควรออกแบบ

ใหเ้ รา้ ความสนใจกบั ผ้เู รยี นโดยการใช้ ภาพเคล่ือนไหว สแี ละเสยี งประกอบท่ีนา่ สนใจเพื่อกระต้นุ ใหผ้ ูเ้ รยี น
อยากเรียนรู้

2. กำหนดวัตถปุ ระสงค์ของการเรียนใหช้ ดั เจน
3. มกี ารทบทวนความรูเ้ ดมิ ให้กับผเู้ รยี นเพอ่ื เปน็ การเตรยี มความพร้อมให้ผูเ้ รยี นสำหรบั รบั ความรู้
ใหม่
4. กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนมีความกระตือรอื รน้ ทีจ่ ะเรยี นรู้ กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นรจู้ กั คิด
5. เปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียน
6. มีการทดสอบความรเู้ พอื่ ให้แน่ใจว่าผู้เรยี นได้รับรูถ้ งึ พัฒนาการทางการเรียนของตนเองและเป็น
การเปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนสามารถประเมนิ ผลการเรยี นของตนเอง
7. ผูเ้ รยี นสามารถนำความรู้ท่ีได้จากการเรียนไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวันได้

หลักการออกแบบระบบการเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็
ขน้ั ตอนในการออกแบบระบบการเรยี นการสอนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตท่ผี ูส้ อนตอ้ งคำนึงถงึ มี 5

ขั้นตอน คือ
1. ขั้นการวเิ คราะห์ เปน็ ข้ันตอนแรกในการออกแบบและพฒั นาการเรยี นการสอนผา่ นเครอื ขา่ ย

อินเทอร์เน็ตท่ผี ู้ออกแบบนควรใหค้ วามสำคญั เนื่องจากเปน็ พ้ืนฐานสำหรบั การวางแผนในข้นั ตอนอืน่ ๆ ในการ
วิเคราะหผ์ ู้ออกแบบต้องวเิ คราะห์ ความต้องการของผเู้ รยี น เนือ้ หาทจ่ี ะเรียน รวมถึงวเิ คราะห์ทรัพยากร
ตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวข้องด้วย

2. ขนั้ การออกแบบ เปน็ การนำผลท่ไี ด้จากกรวิเคราะห์มาใช้เปน็ ข้อมลู ในการออกแบบการเรยี น
การสอน โดยเริ่มจากเขยี นวตั ถุประสงค์ กำหนดเน้ือหา กิจกรรมการเรยี นการสอน วธิ กี าร
ประเมินผล รวมถึงวางโครงสรา้ งของบทเรียนให้น่าสนใจด้วย

3. ข้นั การพัฒนา เป็นขั้นดำเนินการผลิตบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตโดยใช้โปรแกรมตา่ งๆ
เช่น Macromedia Dream weaver เปน็ ต้น

4. ข้ันการนำไปใช้ เปน็ การนำบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ ที่พฒั นาแล้วไปใชใ้ นการเรียนการ

สอน
5. ข้ันการประเมนิ และปรบั ปรุง เปน็ ขน้ั ตอนสดุ ท้ายทีจ่ ะชว่ ยใหบ้ ทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็

ได้รับการพัฒนาให้มีประสทิ ธิภาพดีขน้ึ โดยการประเมินจากการนำไปใชว้ ่ามีประสิทธภิ าพเพียงใดและยังมี
ส่วนใดบ้างทต่ี ้องปรบั ปรงุ แกไ้ ข

หลกั การพ้นื ฐานของการจัดการเรยี นการสอนผ่านเวบ็ เครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
หลักการพนื้ ฐานในการจัดการเรยี นการสอนผา่ นเวบ็ เครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ มีดังน้ี
1. ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รยี นและผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกนั ได้

ตลอดเวลา เพอ่ื สนทนาแลกเปล่ยี นความรู้ซึ่งกนั และกัน
2. ในการจดั การเรียนการสอน ควรสนบั สนุนใหผ้ เู้ รียนเปน็ คนกระตือรือรน้ และรู้จกั คิดหาคำตอบ
3. ควรสนบั สนนุ ให้ผูเ้ รยี นรูจ้ ักแสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง ใหผ้ ้เู รยี นเป็นผูข้ วนขวายใฝ่หาความรู้

ต่างๆ ดว้ ยตนเอง
4. ผ้เู รยี นควรทราบผลการเรยี นรู้ของตนโดยทันทีจากการทำแบบทดสอบ
5. เป็นการสนบั สนนุ การจัดการเรียนการสอนท่ีไม่มีขดี จำกดั สำหรบั ผู้ที่ตอ้ งการแสวงหาความรู้

การออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เนต็
ในการจัดทำบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ตต้องมีการอกแบบระบบการเรียนการสอนของบทเรยี นตาม

ขน้ั ตอน ดงั นี้
1. ศึกษาผู้เรียนและเนอื้ หาของบทเรยี นเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์และหาแนวทางในการจดั การเรยี น

การสอน
2. ศกึ ษาเน้อื หาของบทเรียนเพอื่ ออกแบบการเรยี นการสอนใหเ้ หมาะสมกบั เน้อื หา
3. กำหนดโครงสรา้ งของบทเรยี น
4. ออกแบบการเรียนการสอน
5. พฒั นาบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
6. นำบทเรยี นบนเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ไปใช้
7. ประเมินผลการใชง้ านบทเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็

ข้นั ตอนการจดั การเรียนการสอนบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็
ในการจดั การเรียนการสอนบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต ควรมีข้ันตอนดงั น้ี
1. กำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการเรยี นการสอน
2. การวิเคราะหผ์ ู้เรียน
3. การออกแบบเนื้อหารายวชิ า
4. กำหนดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกบั เนื้อหาทจ่ี ะสอน

5. เตรียมเคร่ืองคอมพวิ เตอร์และอินเทอร์เน็ตให้พร้อมใชใ้ นการเรียนการสอน
6. แจง้ วตั ถุประสงค์ เนือ้ หา และวธิ กี ารเรียนการสอนผู้เรยี นทราบ
7. สำรวจความพรอ้ มของผู้เรยี น
8. จัดการเรียนการสอนตามรูปแบบทีผ่ ู้สอนกำหนดไว้
9. ประเมินผลการเรียนการสอน

ขัน้ ตอนการเรียนด้วยบทเรียนบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็
1. อา่ นคำแนะนำและวิธกี ารใช้บทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เน็ตให้เข้าใจ กอ่ นทำการเรยี นใน

บทเรียน
2. คลกิ เขา้ สู่ บทเรียน
3. ทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์กอ่ นเรียน
4. คลกิ เข้าสู่บทเรียน บทท่ี 1, 2, 3, ......ไปเรื่อยจนจบบทเรียน
5. ทำแบบทดสอบก่อนเรียนในบทเรยี นที่กำลังจะเรียน
6. เขา้ สู่บทเรยี นเพ่ือเรียนเน้ือหาในบทต่างๆ
7. ทำแบบทดสอบหลงั เรียนในบทเรียนท่ีเรียนจบ

ประโยชนข์ องการเรยี นการสอนบนเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็
การเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตมปี ระโยชน์ ดงั น้ี
1. ผเู้ รียนสามารถเรยี นรูไ้ ดท้ ุกทีท่ ุกเวลา อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรยี นทีส่ ามารเรยี นรไู้ ดต้ ลอด 24

ชัว่ โมง
2. ในการเรยี นน้ันไม่จำเป็นตอ้ งเรียนในห้องเรียนเท่าน้ันและไม่จำเปน็ ต้องเรียนเฉพาะในเวลาเรียน

เท่านน้ั
3. การเรยี นการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ เป็นการเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นที่อยหู่ า่ งไกลได้เรยี น
4. การเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตเป็นการสง่ เสริมใหเ้ กิดความเท่าเทยี มกนั ทาง

การศกึ ษา
5. การเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ เป็นการส่งเสริมการศึกษาตลอดชวี ติ
6. ผ้เู รียนสามารถแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ กนั ได้
7. ผูเ้ รียนสามารถทบทวนเนอื้ หาได้เม่ือผ้เู รียนไม่เขา้ ใจโดยไมต่ อ้ งกลัววา่ จะรบกวนเวลาเรียนของ

เพื่อนรว่ มห้อง
8. สรา้ งแรงจงู ใจใหผ้ ู้เรียนอยากเรียนรูเ้ พราะมกี ารนำเทคโนโลยเี ขา้ มาใชใ้ นการเรียนการสอนทำให้

นกั เรยี นไมร่ ู้สึกเบอ่ื กับการเรียน
9. การสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ เปดิ โอกาสใหท้ ุกคนสามารถเข้าเรยี นได้
10. ผู้เรยี นสามารถแสดงความคิดเหน็ ผา่ นเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตได้

11. เกดิ ความสะดวกสบายกับผู้เรยี นทเ่ี รยี นไปด้วยทำงานไปด้วย
12. ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผ้เู รยี นกบั ผ้เู รยี น และผเู้ รียนกับผู้สอนหรอื
ผเู้ ช่ียวชาญได้
13. ผู้เรียนเกดิ ความกระตือรือร้นในการเรยี น
14. ผเู้ รยี นไม่ตอ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ยในการเดินทางไปเรียน
15. ผเู้ รียนสามารถเลอื กเรียนในเนื้อหาวิชาท่ีตนเองสนใจได้

ขอ้ จำกดั ของบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ต
1. งบประมาณทใ่ี ช้ในการสรา้ งบทเรยี นบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ ค่อนขา้ งสงู
2. ผู้เรยี นไม่ทราบเทคนคิ วิธกี ารในการปฏสิ มั พันธก์ บั ผู้อ่นื
3. บุคลากรท่มี ีความสามารถในการพฒั นาสือ่ มีไมเ่ พียงพอ
4. ความเรว็ ของอินเทอร์เนต็ บางสถานท่ีไม่เพยี งพอตอ่ การใช้งานบทเรยี นบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
5. เน้อื หาของการเรียนการสอนไม่มีขอบเขต
6. ขาดการวางแผนในการเรยี นการสอน
7. บทเรียนที่มกี ารใชม้ ลั ติมีเดยี มากเกนิ ไปจะทำใหเ้ ข้าเรยี นในบทเรียนได้ชา้

ทฤษฎที ่เี กีย่ วข้องกับบทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็
ทฤษฎที ่เี กีย่ วข้องกับการจดั ทำบทเรียนบนเครอื ขา่ ยอินเทอร์เนต็ มหี ลายทฤษฎโี ดยมีผู้กล่าวถึงทฤษฎที ่ี

เกี่ยวขอ้ งกับบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไว้ ดงั น้ี
1. ทฤษฎพี ฤติกรรมนิยม ทฤษฎนี ้เี ช่ือวา่ พฤติกรรมของมนษุ ย์นน้ั เกดิ จากการเรียนรู้

และเชื่อว่าการเสริมแรงจะชว่ ยให้เกิดพฤตกิ รรมตามต้องการ
2. ทฤษฎีปัญญานิยม ทฤษฎีนมี้ ีแนวคดิ เกยี่ วกับการเรยี นรู้ว่าการเรียนเป็นการ

ผสมผสานระหวา่ งขอ้ มูลข่าวสารเดมิ กบั ขอ้ มูลขา่ วสารใหม่ ผู้เรยี นมวี ธิ ีการเรยี นรู้และการนำความรไู้ ปใช้
แตกตา่ งกนั

3. ทฤษฎีสร้างความรู้ใหม่โดยผู้เรียนเอง การเรียนรูค้ ือการแก้ปัญหาซง่ึ ข้นึ อย่กู ับการคน้ พบของ
ผู้เรยี นแต่ละบุคคล ครจู ะตอ้ งจัดใหส้ ือ่ การเรยี นการสอนและจดั สภาพแวดล้อมทีก่ ระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การ
อยากเรียนรู้

4. ทฤษฎีการประมวลสารสนเทศเป็นทฤษฎกี ารเรียนรู้ท่ีให้ความจำกดั ความของการเรยี นรวู้ า่ เปน็
การเปล่ียนความรขู้ องผเู้ รียนทัง้ ปรมิ าณและวิธีการประมวลสารสนเทศ

5. ทฤษฎโี ครงสร้างความรู้ เช่ือวา่ มนษุ ย์จะรบั รู้ไดโ้ ดยการนำความรูใ้ หมม่ ารวบกบั ความรู้
เกา่ นอกจากนัน้ แลว้ ในการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ ต้องอาศยั การเรยี นรู้ การจำ ซงึ่ ในการจำ
นัน้ ตอ้ งมหี ลกั ในการจำ ครูผู้สอนต้องอาศัยการควบคมุ และการถ่ายทอดความรู้ให้กบั นักเรยี นโดยต้องคำนงึ ถึง
ความแตกตา่ งของนักเรียนและตอ้ งมีแรงจูงใจท่ีจูงใจให้ผเู้ รียนสนใจท่ีจะเรยี นด้วย

6. ทฤษฎรี ปู แบบจำลอง S M C R Model เป็นทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ขีดความสามารถในการเป็น
ผรู้ บั และผู้สง่ ส่ือ

7. ทฤษฎีการเรยี นรู้ การเรยี นร้ขู องมนษุ ยเ์ ปน็ ส่ิงทมี่ นษุ ยเ์ สาะแสวงหาเมื่อตนเองต้องการรู้ในเรือ่ ง
นนั้ ๆ

8. ทฤษฎกี ารเรียนรู้โดยการคน้ พบ ทฤษฎีนค้ี รจู ะเปน็ ผูจ้ ัดสิง่ แวดล้อมและให้ข้อมลู ตา่ ง ๆ เกย่ี วกับ
ส่ิงทจี่ ะให้นักเรียนเรียนรูแ้ ตน่ ักเรยี นจะเป็นผคู้ ้นหาคำตอบด้วยตนเอง

สรปุ
การจัดการเรยี นการสอนบนระบบอินเทอร์เน็ตเป็นความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยที ี่ผสมผสานกนั อยา่ ง

ลงตวั และถกู นำมาช่วยในการพฒั นาระบบการศึกษา การพฒั นาบทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ เพ่ือนำมาใช้
ในการจัดการศึกษาทำให้การศกึ ษาของไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น ผเู้ รียนมีความสนใจเรียนมาก
ขึ้น นอกจากน้นั แลว้ ยงั ทำให้ประสทิ ธิภาพทางการเรียนของผูเ้ รียนดีข้ึนอีกด้วย
การเรยี นการสอนบนเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ เป็นการจดั การเรยี นการสอนผ่านระบบเครือข่ายอยา่ งมีระบบโดยมี
การนำสอ่ื หลายมิติมาใชใ้ นการถา่ ยทอดเนอื้ หาความรู้ให้กับผเู้ รียนโดยอาศัยเว็บไซต์ ในการเรียนการสอนดว้ ย
บทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ ทำใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความสะดวกสบาย รวดเร็วรวมถงึ สามารถเรียนได้
ตลอดเวลาโดยไม่จำกดั สถานท่ีและเวลา ผูเ้ รยี นไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรยี นเท่าน้ัน ผ้เู รียนสามารถเรยี นรู้
ได้ขอเพยี งแต่เชอื่ มต่อกับอนิ เทอรเ์ น็ตได้ และผู้เรยี นสามารถแลกเปลยี่ นความรู้กบั ผเู้ รยี นด้วยกนั และ
แลกเปลีย่ นความรกู้ ับผูส้ อนได้ นอกจากนัน้ แล้วการเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ตยังเปน็ การขยายโอกาสทาง
การศกึ ษาให้กบั ผ้เู รยี นทอ่ี ยหู่ ่างไกลไดอ้ ีกด้วย ในการเรยี นดว้ ยบทเรียนบนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ นั้นผเู้ รียน
สามารถเลอื กเรียนบทเรยี นได้ตามความสนใจและความความถนัดของผ้เู รียน

6.ระบบการสืบคน้ ผ่านเครอื ข่ายเพอื่ การเรียนรู้

ในปจั จุบันสือ่ และเทคโนโลยที ที่ ันสมยั มปี ระโยชนใ์ นการสืบคน้ ขอ้ มลู และแสวงหาความรู้ใหก้ วา้ งขวางมาก
ขึน้ พ้นื ทีท่ ี่ใช้สืบค้นองค์ความรตู้ า่ งๆ มไิ ดจ้ ำกดั เพียงตำราและหนงั สือเท่านั้นสื่ออินเตอรเ์ นต็ นับว่ามบี ทบาท
สำคัญอยา่ งมากสำหรบั ผเู้ รียนรกู้ ลุ่มยุคใหม่ ระบบอนิ เตอร์เนต็ เป็นแหล่งข้อมลู องค์ความร้ทู ี่ผใู้ ชส้ ามารถ
สืบคน้ ขอ้ มูลไดง้ ่ายดายและสะดวกรวดเรว็ ทีส่ ดุ ผูส้ ืบค้นข้อมลู สามารถสืบค้นข้อมลู ตา่ งๆ ได้อย่าง
รวดเรว็ หนว่ ยงานตา่ งๆ ทง้ั ภาครฐั และเอกชน ต่างเหน็ ความสำคญั ของการตดิ ต้งั ระบบอนิ เตอรเ์ น็ตกันอยา่ ง
กว้างขวาง เพ่ือบริการบุคคลในองค์กรเพือ่ การปฏิบัติหนา้ ท่ไี ด้สะดวกย่งิ ขึ้น

1. การใช้อนิ เตอร์เนต็ เพื่อการเรียนรู้

อินเทอร์เน็ตเปน็ แหล่งขอ้ มูลที่ทกุ คนสามารถเขา้ ถึงเพือ่ ค้นหา แลกเปลี่ยนเรยี นรไู้ ดอ้ ยา่ งแทบไม่มี
ขดี จำกัด การใชอ้ ินเทอร์เนต็ เพอื่ ประโยชนด์ ังกล่าว จำเป็นทีเ่ ราจะต้องมีความร้แู ละทักษะในการคน้ หาข้อมูล
(Search) รูจ้ ักแหล่งเรียนรู้ และวิธกี ารนำเสนอข้อมลู ความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม จะชว่ ยให้เราสามารถ
ใช้อินเทอร์เน็ตเปน็ เคร่ืองมือในการสืบคน้ ข้อมลู ในหวั ข้อเรื่องท่นี ักเรียนสนใจ
กิจกรรมการนำเสนอ

เปน็ การเปดิ เวทีเพื่อนำเสนอผลงานจากการสืบค้นและสรา้ งองคค์ วามรู้ดว้ ยตนเอง สามารถทำไดห้ ลาย
วธิ ี เชน่

1.. การนำเสนอแบบ Online เชน่
1.1 สรา้ ง Web Page
1.2 สรา้ ง Blog
1.3 การส่งขอ้ มลู ออนไลน์


Click to View FlipBook Version