The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Parrot0111, 2022-03-11 19:25:45

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

2. การนำเสนอแบบ Off line เชน่
2.1 การนำเสนอดว้ ยวาจา
2.2 ทำเอกสารรายงาน
2.3 จดั นทิ รรศการ
2.4 การสรา้ งชิน้ งาน

3.. การนำเสนอแบบสือ่ ผสม โดยการเลือก Online และ Off line ซงึ่ ในปจั จุบนั เปน็ ทีน่ ยิ มอย่างกว้างขวางใน
ทุกวงการ

2. รูปแบบการใช้อินเตอรเ์ นต็ เพ่ือการเรียนรู้
การประยุกต์น็ตเป็นเครอื ข่ายท่ีสามารถติดต่อสอ่ื สารกนั ไดก้ ับแหลง่ ทีเ่ ช่ือมต่อเขา้ ด้วยกนั สามารถ

สืบค้นขอ้ มลู ได้และมสี ถาบนั ต่าง ๆ ท้ังภาครฐั และเอกชนท่ัวโลกได้เช่อื มเครือขา่ ยร่วมกัน จึงเปน็ แหลง่ ทจี่ ะ
สืบคน้ ขอ้ มลู เพื่อนำมาศกึ ษาหาความรู้ได้ การนำอนิ เทอรเ์ น็ใชง้ านเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ตทางการศึกษา ดงั น้ี

1. การใชเ้ ครือขา่ ยเพื่อการตดิ ต่อสือ่ สาร เป็นการตดิ ตอ่ ระหว่างผเู้ รยี นกับผูส้ อน เพอื่ สง่ รายงาน
การบ้าน วิทยานพิ นธ์ ในรปู แบบแฟม้ ขอ้ มลู การเป็นสมาชิกกลุ่มสนทนาเพื่อเปน็ เวทีแลกเปล่ยี นความคิดเหน็
เผยแพรผ่ ลงานวิจัย ช่วยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ทางด้านวชิ าการ และแจ้งขา่ วความเคลื่อนไหวทางวิชาการ

2. การใช้เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูล ซงึ่ ผู้เรียน นักวิจยั และ ผูส้ อนสามารถสบื คน้ จากฐานข้อมูล
ทางการศกึ ษา และ Online Library Catalog ของหอ้ งสมุดต่าง ๆ ทเ่ี ช่อื มโยงในอนิ เทอร์เน็ตจากประเทศใน
ทวีปตา่ ง ๆ ทว่ั โลก

3. การใชเ้ ครอื ข่ายเพ่ือการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปดิ เป็นหลกั สตู รการสอน
ในระดบั ปรญิ ญาและในแบบประกาศนียบตั ร เรยี กว่า Online Program ซึ่งผเู้ รยี นสามารถสมัครและเรยี นผ่าน
เครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็ สว่ นกจิ กรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดตอ่ ต่าง ๆ อย่ใู นรปู ของแฟ้มข้อมลู
อิเลก็ ทรอนกิ ส์

การใช้ Internet ในชวี ติ ประจำวนั สง่ ผลในดา้ นการศกึ ษา เราตอ่ เข้ากบั อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้ ไม่
ว่าจะเปน็ ข้อมูลทางวชิ าการจากทต่ี ่าง ๆ ซ่ึงในกรณนี ้ี อนิ เตอรเ์ นต็ จะทำหน้าท่เี หมือนหอ้ งสมดุ ขนาดยักษ์ สง่
ข้อมลู ที่เราตอ้ งการ มาใหถ้ งึ บนจอคอมพวิ เตอร์ท่บี ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่ก่วี ินาทีจากแหล่งข้อมลู ท่ัวโลก
ไม่วา่ จะเป็นข้อมูลดา้ นวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความบันเทงิ และการ

พกั ผ่อนหย่อนใจ หรือสนั ทนาการ เชน่ เลอื กอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เนต็ ที่เรียกว่า magazine แบบ
online รวมถงึ หนงั สอื พิมพ์ และข่าวสารอ่ืน ๆ โดยมภี าพประกอบบนจอคอมพวิ เตอร์ เหมือนกับหนังสือ
3. การสืบคน้ ขอ้ มลู ในการเรียนรดู้ ้วยตนเอง

เนอื่ งจากข้อมูลท่ีอยูบ่ นเครอื ขา่ ยอินเตอร์เน็ต ในปัจจบุ ันมีมากมายและกระจัดกระจายอย่ตู ามทตี่ ่างๆ
ดงั น้นั ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจึงจำเป็นตอ้ งเรียนรวู้ ิธีการใชบ้ รกิ ารอินเตอร์เนต็ และเลือกใชใ้ ห้เหมาะสม เพื่อการค้นหา
ข้อมูลในการเรียนร้ดู ว้ ยตนเองอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ โดยสามารถใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ตในการสบื ค้นขอ้ มลู ศึกษา
คน้ ควา้ และวจิ ยั ไดห้ ลายวิธดี ้วยกัน วธิ ีทีเ่ ป็นท่ีนยิ มมากทส่ี ุดในปัจจบุ ัน คอื

การสืบค้นทางเวิลด์ไวด์เวบ็ เนื่องจากสามารถรองรับข้อมูลไดห้ ลายๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงข้อมูลท่ี
เกีย่ วเน่ืองกันให้เราไดศ้ ึกษาอย่างสะดวกสบาย และมซี อฟต์แวร์ สำหรับอา่ นข้อมูลในเวบ็ ท่ีสมบรู ณ์แบบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองอย่างมีประสิทธภิ าพ จำเปน็ ต้องใช้เคร่ืองมือช่วยคน้ (Search
engine) ซง่ึ ซอฟต์แวร์สำหรับอา่ นข้อมูลในเว็บ (Web Browser) ส่วนใหญบ่ ริการเชือ่ มต่อกบั เครื่องมือเหลา่ น้ี
ไวใ้ หแ้ ล้ว ผู้ใชเ้ พียงแตก่ ดปุ่มสำหรบั เรียกเคร่ืองมือนข้ี ึ้นมา พิมพค์ ำ หรอื ข้อความที่ต้องการสบื ค้นลงไป เครื่อง
ก็จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงช่ือของข้อมูลท่เี ราตอ้ งการศึกษา (Web Page) ซง่ึ ถ้าต้องการเข้าไปอา่ น ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นไดเ้ ลย ข้อมลู ดังกล่าวจะปรากฏบนจอไมว่ า่ จะเปน็ ข้อมูลจากเครื่องคอมพวิ เตอร์
เครือ่ งใดในโลกกต็ าม
นอกจากน้ีการเข้าใช้คอมพวิ เตอร์เครื่องอ่ืนๆ ที่ต่ออยู่กบั เครือข่าย และมีการอนุญาตใหเ้ ขา้ ไปใช้ได้ เช่น การ
ตดิ ตอ่ เข้าสูเ่ ครอ่ื งคอมพวิ เตอรข์ องห้องสมุดเพอื่ คน้ หา ยืม ต่อเวลาการยืม หรือการจองหนังสอื สิ่งพิมพ์ตา่ ง ๆ ก็
เปน็ ทน่ี ยิ มกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดใหบ้ รกิ ารบริการนสี้ ามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใชค้ ำส่ัง
Telnet และตามดว้ ยชือ่ เคร่ือง หรอื หมายเลขของเครือ่ งแล้วพมิ พ์ช่ือในการขอเขา้ ใช้ (Login) บางเครอื่ งอาจ
ต้องใชร้ หัสลบั (Password) ด้วย หลังจากน้ันตอ้ งทำตามคำสั่งทีป่ รากฏบนจอ ซ่ึงจะแตกตา่ งกนั ไปในแต่ละ
ระบบของเคร่ือง นอกจากห้องสมุดแล้ว เราอาจจะใชค้ อมพิวเตอร์ทเ่ี ปน็ ฐานข้อมลู ต่าง ๆ ไดด้ ้วย โดยในบาง

ฐานขอ้ มลู นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปคน้ หาบทความท่เี คยตีพิมพใ์ นวารสารต่าง ๆ แลว้ ยงั สามารถใช้บริการพิเศษ
อ่ืน ๆ เช่น บริการสง่ อเี มล์แจ้งใหท้ ราบเกีย่ วกบั บทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพใ์ นวารสารการศกึ ษาทสี่ นใจเล่ม
ล่าสุด โดยตอ้ งมีการกำหนดช่ือของวารสารท่ีสนใจไวล้ ่วงหน้า หรือ มีบริการส่งแฟกซ์ บทความนน้ั ให้แกผ่ ใู้ ช้ท่ี
สนใจ

7.การสืบค้น และรบั สง่ ขอ้ มูล แฟ้มข้อมูล

การค้นหาข้อมูลความรผู้ ่านเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
1. รูปแบบการคน้ หาขอ้ มลู ความรู้
1.1 การคน้ หาความร้จู ากที่อยู่ของขอ้ มลู บนอนิ เทอรเ์ นต็ (Uniform Resource Locator :URL) เปน็ การ
ค้นหาขอ้ มลู ความรโู้ ดยพิมพ์ที่อยขู่ องข้อมลู ท่ีต้องการค้นหาลงในชอ่ งท่ีกำหนด โดยผูค้ น้ หาจะต้องทราบท่ีอยู่
ของเว็บไซตก์ ่อน จากนนั้ กดปุ่ม Enter บนแผงแป้นอักขระ จะไดผ้ ลลัพธ์ตามที่ต้องการค้นหา
1.2 การค้นหาข้อมลู ความร้โู ดยใช้ซอฟต์แวรค์ ้นผ่านเวบ็ (web browser) เป็นการคน้ หาขอ้ มลู ความรูผ้ ่าน
เวบ็ ไซตใ์ นอนิ เทอรเ์ นต็ โดยใช้ซอฟตแ์ วรค์ น้ ผา่ นเว็บ ซ่ึงมี 2 วิธี คอื
1.2.1 การสบื คน้ (browse) เป็นการเปิดดเู อกสารทนี่ ำเสนออยูบ่ นเวบ็ ไซตไ์ ปเรอ่ื ยๆโดยเอกสารเหล่านน้ั มีการ
เชอื่ มโยง (link) กันอยู่ ผู้ใชส้ ามารถคน้ หาข้อมลู ความรไู้ ด้โดยการเลือกเปดิ ดูเอกสารตามการเช่ือมโยงเหล่านนั้
1.2.2 การค้นหา (Search) เป็นการคน้ หาสารสนเทศเฉพาะหวั ข้อที่ต้องการโดยใช้ระบบที่เรียกวา่ โปรแกรม
คน้ หา (search engine) ซึ่งเป็นโปรแกรมท่ีสร้างขึ้นเพื่อชว่ ยในการค้นหาเอกสารหรือบทความทเ่ี ก่ียวข้องกบั
เรื่องท่ผี ใู้ ชส้ นใจโดยใช้คำสำคัญ (keyword) ทผี่ ูป้ ้อนเขา้ สู่ระบบ แล้วระบบจะนำคำสำคัญไปเปรียบเทยี บกบั
คำในเอกสารต่างๆทเ่ี ผยแพรใ่ นอนิ เทอรเ์ น็ต จากนนั้ จงึ จะแสดงผลการค้นหาแก่ผใู้ ช้

8.สารสนเทศเพื่อใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้

ความหมายและความสำคญั ในการนำ ICT มาใชใ้ นการเรยี นรู้
โดยความเปน็ จริงแล้ว ครเู ราใช้ ICT จดั การเรยี นการสอนมานานแล้ว เพียงแต่ยังใชร้ ูปแบบเดิม ซ่ึงหากมีการ
พัฒนาโดยใชเ้ ทคโนโลยีทเี่ กย่ี วข้องต้ังแต่การรวบรวมการจัดเกบ็ ข้อมลู การประมวลผล การพมิ พ์ การสรา้ งงาน
การสื่อสารข้อมลู ฯลฯ ซึง่ รวมไปถึงการใหบ้ ริการ การใช้ และการดูแลขอ้ มลู จะทำให้การจัดการเรยี นการสอน
มีประสทิ ธภิ าพมากข้นึ นกั เรียนสามารถค้นควา้ หาความรู้จากแหลง่ ความรทู้ ่ีหลากหลายมากยิง่ ขึน้
ICT หมายถึง การนำเทคโนโลยีดิจติ อล เครอื่ งมือสอื่ สาร หรือเครือคา่ ยคอมพวิ เตอร์ มาใช้ในการเขา้ ถงึ จัดการ
บรู ณาการ ประเมินผล และสรา้ งขอ้ มลู

เป้าหมายของการใช้ ICT เพื่อการเรยี นรู้
– เป็นเคร่อื งมือชว่ ยเพิ่มผลงาน และการตดิ ต่อส่อื สาร
– ความร่วมมอื ของนักเรยี น โดยการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน

– บรหิ ารจัดการขอ้ มูล โดยการคน้ ควา้ ข้อมลู
– ความร่วมมือของครู โดยครูทำงานรว่ มกันเอง ทำงานร่วมกับนักเรยี น และเพ่ือนภายนอกโรงเรยี น
– ความร่วมมือระหว่างโรงเรยี น โดยนักเรยี นทำงานร่วมกับผูอ้ ่ืนทอ่ี ย่นู อกโรงเรียน
– การสร้างงาน โดยการจดั ทำชน้ิ งาน การเผยแพรผ่ ลงาน
– ช่วยบททวนบทเรยี น โดยซอร์ฟแวรเ์ สรมิ การเรียน
ICT จะมคี วามสำคัญ กต็ อ่ เมื่อ
– ถกู ใช้เปน็ เคร่ืองมือแก้ปญั หา และพัฒนาความคดิ วเิ คราะห์
– ใช้ในการสรา้ งกลยทุ ธ์ เพื่อไขปญั หาท่ซี ับซอ้ น และพฒั นาความเขา้ ใจอย่างลึกซ้งึ สำหรับเร่อื งทสี่ นใจ
ประโยชนจ์ ากการนำระบบ ICT มาประยุกต์ใช้ พอสรปุ ได้ดงั น้ี

1. ความสะดวกรวดเร็วในระหวา่ งการดำเนินงาน
2. ลดปริมาณผ้ดู ำเนนิ งานและประหยัดพลงั งานเชื้อเพลิงได้อีกทางหนง่ึ
3. ระบบการปฏิบตั งิ านเป็นไปอย่างมีระเบยี บมากขน้ึ กวา่ เดมิ
4. ลดขอ้ ผิดพลาดของเอกสารในระหว่างการดำเนนิ การได้
5. สร้างความโปรง่ ใสใหก้ ับหนว่ ยงานหรอื องคก์ รได้
6. ลดปริมาณเอกสารในระหว่างการดำเนินงานได้มาก (กระดาษ)
7. ลดขน้ั ตอนในระหวา่ งการดำเนินการได้มาก
8. ประหยัดเน้ือท่จี ดั เกบ็ เอกสาร (กระดาษ)

2. เทคโนโลยีกบั การเรยี นการสอน
เทคโนโลยีจะเก่ียวข้องกบั การเรยี นการสอน 3 ลักษณะ คือ
1. การเรยี นร้เู กย่ี วกบั เทคโนโลยี (Learning about Technology) ไดแ้ กเ่ รยี นรรู้ ะบบการ
ทำงานของคอมพวิ เตอร์ เรียนรจู้ นสามารถใช้ระบบคอมพวิ เตอรไ์ ด้ ทำระบบข้อมูลสารสนเทศเป็น
ส่ือสารข้อมลู ทางไกลผา่ น Email และ Internet ได้ เป็นตน้
2. การเรียนรู้โดยใชเ้ ทคโนโลยี (Learning by Technology) ไดแ้ กก่ ารเรยี นรคู้ วามรใู้ หม่ ๆ
และฝึกความสามารถ ทักษะ บางประการโดยใชส้ ่ือเทคโนโลยี เชน่ ใช้คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (CAI)
เรียนร้ทู กั ษะใหม่ ๆ ทางโทรทัศนท์ ่สี ง่ ผ่านดาวเทียม การคน้ คว้าเรอื่ งทส่ี นใจผา่ น Internet เปน็ ต้น
3. การเรียนรกู้ บั เทคโนโลยี (Learning with Technology) ได้แกก่ ารเรียนรู้ด้วยระบบการ
ส่ือสาร 2 ทาง กบั เทคโนโลยี เชน่ การฝึกทักษะภาษากับโปรแกรมท่ีใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลับถงึ ความถกู ตอ้ ง
(Feedback) การฝึกการแกป้ ัญหากับสถานการณ์จำลอง เปน็ ตน้

3. แนวคดิ ในการเพม่ิ คุณค่าของเทคโนโลยชี ว่ ยการเรียนรู้
1. การใช้เทคโนโลยีพัฒนากระบวนการทางปญั ญา ระบบคอมพิวเตอร์ทจ่ี ะชว่ ยพัฒนา

ผู้เรียนให้มคี วามฉลาดในกระบวนการทางปญั ญา โดยครูอาจจัดขอ้ มลู ในเรื่องต่าง ๆ ในวิชาทส่ี อน ให้
ผเู้ รยี นฝึกรับรู้ แสวงหาขอ้ มูล นำมาวิเคราะห์กำหนดเปน็ ความคดิ รวบยอดและใช้คอมพิวเตอร์ชว่ ย
แสดงแผนผังความคิดรวบยอด (Concept Map) โยงเปน็ กฎเกณฑ์ หลกั การ ซง่ึ ผ้สู อนสามารถจัด

สถานการณ์ให้ผ้เู รียนฝกึ การนำกฎเกณฑ์ หลักการไปประยุกต์ จนสรุปเปน็ องคค์ วามรู้อย่างมีเหตผุ ล
บนั ทกึ สะสมไวเ้ ป็นคลังความรู้ของผ้เู รียนต่อไป
2. การใช้เทคโนโลยพี ัฒนาความสามารถในการแก้ปญั หา การเรยี นร้ทู ่เี น้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
สามารถออกแบบแผนการเรยี นการสอนให้ผเู้ รียนมโี อกาสทำโครงงานแสวงหาความรตู้ ามหลกั สูตร
เพือ่ แกป้ ัญหาการเรียนรู้ลกั ษณะนีจ้ ะเรม่ิ ตน้ ด้วยการกำหนดประเดน็ เรื่อง ตามมาดว้ ยการวางแผน
กำหนดข้อมลู หรอื สาระทต่ี ้องการ ผสู้ อนอาจจดั บัญชแี สดงแหล่งข้อมูล ทัง้ จากเอกสารสิ่งพมิ พแ์ ละ
จาก Electronic Sources เชน่ ชือ่ ของ Web ตา่ ง ๆ ใหผ้ เู้ รียนแสวงหาข้อมูล วเิ คราะห์ สังเคราะห์
เปน็ คำตอบ สรา้ งเปน็ องคค์ วามรู้ตา่ ง ๆ โดยใชเ้ ทคโนโลยีเปน็ เครือ่ งมือช่วย และครชู ่วยกำกับผลการ
เรียนรใู้ หเ้ ป็นไปตามมาตรฐานคณุ ภาพที่ตอ้ งการ

9.การวิเคราะห์ปญั หาทีเ่ กิดจากการใช้นวตั กรรม

3.1 ความหมาย ปญั หา
ปัญหา หมายถึง ประเดน็ ท่เี ป็นอปุ สรรค ความยากลำบาก ความตา้ นทาน หรือความท้าทาย หรอื เปน็
สถานการณ์ใดๆ ทต่ี ้องมีการแกป้ ญั หา ซึ่งการแก้ปัญหาจะรับรู้ได้จากผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาหรือผลงานที่
นำไปสูว่ ัตถปุ ระสงคห์ รอื เป้าหมาย ประเด็นปัญหาแสดงถงึ ทางออกทต่ี ้องการ ควบคู่กบั ความบกพรอ่ ง ขอ้
สงสยั หรือความไมส่ อดคล้องท่ีปรากฏขึน้ ซงึ่ ขดั ขวางมใิ ห้ผลลพั ธป์ ระสบผลสำเรจ็

3.2 วธิ ีการหรือกระบวนการวิเคราะหป์ ญั หา
วิธีการแกป้ ัญหา ได้แก่ วิธีการลองผดิ ลองถูก การใช้เหตุผล การใชว้ ิธีขจดั และอีกมากมาย แตอ่ ย่างไรก็ตาม
วธิ กี ารเหล่านนั้ ล้วนมขี ัน้ ตอนท่คี ลา้ ยคลงึ กัน คือมีลำดับขัน้ ตอนทงั้ ส้ิน 4 ข้ันตอน ซึง่ เปน็ เสมือนขน้ั บันได
(stair) ทท่ี ำให้มนุษยส์ ามารถประสบความสำเรจ็ ในการแก้ปญั หาตา่ งๆ ได้ กระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอน มดี ังนี้
1.การวิเคราะหแ์ ละกำหนดรายละเอียดของปัญหา
2.การเลอื กเครอื่ งมือและออกแบบขั้นตอนวธิ ี
3.การดำเนินการแก้ปญั หา
4.การตรวจสอบและปรับปรุง

3.3 เหตผุ ล ที่ ครตู ้องมีความรู้ ความเข้าใจ เก่ียวกับ ปญั หาการจัดการเรียนรู้ที่เกดิ จากการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
1.ทราบปัญหาทแ่ี ท้จรงิ
2.การดำเนนิ งานในขัน้ ต่อไปจะไม่เกดิ ความสญู เปล่า
3.แก้ปัญหาการเรยี นการสอนและพฒั นาการเรียนการสอนไดต้ รงจุด

4.ตรงตามเปา้ หมายทีค่ วรจะเป็น
5.ครูผสู้ อนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าในการแก้ปญั หาหรอื พัฒนางานได้อย่างต่อเน่ืองเปน็ ระบบ

3.4 ปญั หา และสาเหตุ การจัดการเรียนรทู้ ีเ่ กิดจากการใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
1.ปัญหาด้านบคุ ลากร บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการผลิตส่ือประกอบการจดั กิจกรรม บุคลากรขาด
ประสบการณ์ในการใชส้ ่ือนวตั กรรมทางการศึกษา ไมเ่ ขา้ ใจและรู้จกั วิธกี ารใชน้ วตั กรรมทท่ี างโรงเรยี นจัดทำขึน้
ขาดความชำนาญในการใช้นวัตกรรม ขาดสื่อประกอบการเรยี น บุคลากรส่วนใหญใ่ หค้ วามร่วมมอื ในการใช้
นวัตกรรม แต่ขาดความต่อเนื่อง
2.ปญั หาด้านวัสดุ อปุ กรณ์ และงบประมาณ เกี่ยวกบั นวัตกรรม คือ ขาดงบประมาณในการพฒั นานวตั กรรม
ขาดวัสดุอปุ กรณแ์ ละงบประมาณทจ่ี ะพฒั นาสื่อนวตั กรรม การจัดหา การใช้ การดูแลรกั ษาและขาดงบจดั หา
สือ่ ทนั สมยั
3.ปญั หาดา้ นสภาพแวดล้อม และสถานที่การใชน้ วตั กรรม สภาพแวดลอ้ มโดยทัว่ ไปยังไม่เหมาะสมกบั การใช้ส่อื
เนอื่ งจากความยงุ่ ยากและไม่คล่องตวั มีสถานทไี่ มเ่ ป็นสดั สว่ น ไม่มีหอ้ งทใี่ ชเ้ พ่ือเก็บรกั ษาส่ือ นวัตกรรมเป็น
การเฉพาะ ทำให้การดูแลทำได้ยากและขาดการพัฒนาที่ตอ่ เนื่อง
4.ปัญหาด้านสภาพการเรียนการสอน เด็กมีความแตกต่างกันดา้ นสติปญั ญา และด้านร่างกาย ปัญหาครอบครัว
แตกแยก เด็กอาศยั อยู่กบั ญาติ มีเนื้อหาวชิ าทีม่ ากและสาระการเรียนการสอนแตล่ ะครัง้ ไมต่ อ่ เนื่อง นกั เรยี น
บางคนไมส่ บายใจในกิจกรรม และทำไม่จรงิ จังจงึ มผี ลตอ่ การจัดกจิ กรรม นกั เรียนต้องเขา้ คิวรอนานกบั
นวตั กรรมบางชนดิ และสภาพการเรียนการสอน ครยู ังยึดวิธกี ารสอนแบบเดิม คือ บรรยายหน้าช้นั เรียน แต่
สว่ นใหญ่มีแนวโนม้ ในการพัฒนาท่ีดขี นึ้ ครยู ังไม่มกี ารนำสื่อนวัตกรรมมาใช้ในการจดั การเรยี นการสอนอย่าง
ตอ่ เน่ือง
5.ปญั หาด้านการวดั ผลและประเมนิ ผล คอื บุคลากรขาดความรู้ในการทจ่ี ะนำสอ่ื นวตั กรรมมาใชใ้ นการวัดผล
และประเมนิ ผล นกั เรยี นท่ีไม่ค่อยสนใจหรือไม่ชอบกิจกรรมก็จะมผี ลต่อการจัดผลประเมนิ ผล ขาดนวตั กรรม
สื่อคอมพิวเตอร์ อนิ เตอรเ์ นต็ การวัดประเมนิ ผล ครูส่วนใหญ่ยังใช้วธิ ีการทำแบบทดสอบแบบปรนัย

3.5.สาเหตุ ของการเกดิ ปัญหาการจดั การเรียนรู้ท่เี กิดจากการใชน้ วตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ละ
ด้าน โดยใชเ้ คร่อื งมือ
3.5.1 ผบู้ ริหาร ครู และนกั เรียน
ผูบ้ รหิ าร ครู ขาดความรคู้ วามเข้าใจในการผลติ สอื่ ประกอบการจัดกจิ กรรม ครูขาดประสบการณใ์ นการใช้สื่อ
นวัตกรรมทางการศึกษา ไม่เข้าใจและรจู้ กั วิธีการใช้นวตั กรรมทท่ี างโรงเรียนจัดทำขนึ้ ขาดความชำนาญในการ
ใชน้ วตั กรรม ขาดสือ่ ประกอบการเรียน บุคลากรส่วนใหญใ่ หค้ วามรว่ มมือในการใชน้ วัตกรรม แตข่ าดความ
ตอ่ เน่อื ง นกั เรียนไม่ใหค้ วามสนในในการใช้สื่อ หรือใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศในทางท่ไี มถ่ ูกตอ้ ง

3.5.2 เครอื่ งมือ และอุปกรณ์
ขาดงบประมาณในจดั หาเครื่องมอื และอุปกรณ์ บางอยา่ งมีอายกุ ารใชง้ านไม่นาน และไม่คงทน บางอยา่ งก็ไม่
ทนั สมยั ตอ้ งมกี ารพัฒนาส่อื ไปเรอื่ ยๆ สือ่ บางชนดิ ก็ไม่สะดวกในการขนย้าย
3.5.3 วสั ดุ
ไมส่ ามารถใช้ได้ทุกสถานทแ่ี ละโอกาสเพราะบางแห่งไม่มเี คร่อื งมือท่ีจะสนับสนนุ การใช้ส่ือได้
3.5.4 วธิ กี าร/กิจกรรม
ครูยงั ยึดติดกับการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมๆ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ไม่ดงึ ดูดความสนใจของผูเ้ รยี น
3.5.5 สภาพแวดล้อม
สภาพแวดลอ้ มโดยทว่ั ไปยังไม่เหมาะสมกับการใชส้ ื่อ เน่ืองจากความยงุ่ ยากและไม่คลอ่ งตัว มีสถานท่ีไมเ่ ป็น
สัดสว่ น ไม่มหี ้องที่ใชเ้ พื่อเก็บรกั ษาสื่อ นวตั กรรมเปน็ การเฉพาะ ทำให้การดูแลทำไดย้ ากและขาดการพัฒนาที่
ต่อเน่ือง

3.6. จากขอ้ 3.5 เสนอแนวทางการแก้ปญั หาการจดั การเรียนรู้ท่ีเกิดจากการใชน้ วัตกรรมและเทคโนโลยี
สารสนเทศ แต่ละด้าน
3.6.1 ผ้บู รหิ าร ครู และนกั เรียน สร้างความตระหนัก ความรบั ผดิ ชอบในสว่ นท่ียงั บกพร่องทางนวัตกรรมของ
บคุ ลากร สง่ เสรมิ ให้เข้าร่วมการอบรมสมั มนา สง่ เสรมิ ให้เกิดการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้ความรูแ้ ละ
ประสบการณ์ในการใชส้ ื่อนวตั กรรมทางการศึกษาที่มากขึ้น
3.6.2 เครื่องมือ และอปุ กรณ์ เพมิ่ งบประมาณให้เพยี งพอ ให้หน่วยงานที่มีสว่ นเก่ยี วข้องจัดหางบประมาณ
สนับสนนุ สำนักงานเขตพ้ืนท่ีตอ้ งชว่ ยดแู ลและให้ความช่วยเหลือจัดสรรงบประมาณได้ เพ่ือใช้ในการพฒั นา
นวัตกรรมใหม้ ีคุณภาพดีย่ิงข้นึ และระดมทรพั ยากรท่ีมใี นท้องถิ่น มาชว่ ยสนับสนนุ
3.6.3 วัสดุ เพ่ิมงบประมาณให้เพยี งพอ ให้หน่วยงานที่มสี ่วนเก่ียวขอ้ งจดั หางบประมาณสนับสนุน สำนกั งาน
เขตพื้นท่ีต้องชว่ ยดแู ลและให้ความช่วยเหลือจดั สรรงบประมาณได้ เพื่อใชใ้ นการพัฒนานวตั กรรมให้มคี ุณภาพ
ดยี ิง่ ขึน้ และระดมทรพั ยากรทม่ี ใี นท้องถนิ่ มาชว่ ยสนบั สนุน
3.6.4 วิธกี ารจัดกิจกรรม ครูควรยดึ หลกั การจดั การเรียนรู้แบบนกั เรียนเปน็ สำคัญ จัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนใหด้ ึงดดู ความสนใจของนักเรยี น ใหน้ ักเรยี นลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
3.6.5 สภาพแวดลอ้ ม ใช้สื่อนวตั กรรมตามความเหมาะสมของเนื้อหาวชิ าตามความยากง่ายของเนื้อหา จัดทำ
หอ้ งสอื่ เคลื่อนท่ี แบ่งส่อื ไปตามห้องให้ครูรบั ผิดชอบ ควรจดั หาหอ้ งเพื่อการน้ีเป็นการเฉพาะ

3.7 วเิ คราะห์ปัญหา ในชนั้ เรียน โดยเลอื กใชเ้ ครือ่ งมือทีเ่ รียนไปแล้ว
สาเหตุจากครสู อนโดยใช้สือ่ ท่ีล้าสมัย เช่นหนงั สือ สมดุ หรอื การจดบรรยาย ทำใหไ้ ม่นา่ สนใจ วิธกี ารแก้ไขคือ
การใชเ้ ทคโนโลยีท่ีทนั สมยั ในการเรยี นการสอน เชน่ kahoot, prezi, google classroom เป็นต้น

พฒั นาการและความเปน็ มาของเทคโนโลยีการศึกษา

1.· พัฒนาการของสื่อและเทคโนโลยกี ารศกึ ษาต้ังแตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จุบัน
พฒั นาการของสอ่ื และเทคโนโลยกี ารศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปจั จุบนั

พัฒนาการของเทคโนโลยีการศกึ ษา

เทคโนโลยีไดถ้ กู นำมาใช้ทางการศึกษานับตง้ั แต่สมยั ก่อนคริสตกาล มีการกลา่ วถึงนักเทคโนโลยีทางการศึกษา
พวกแรก คือกลมุ่ โซฟสิ ต์ (The Elder sophist) ท่ใี ช้วธิ กี ารสอนการเขียน เชน่ การใช้มือวาด การเขยี นสลักลง
บนไม้ สว่ นการใชช้ อลค์ เขยี นบนกระดานดำไดเ้ ร่ิมข้ึนในทศวรรษท่ี 1800 สำหรับการใช้เทคโนโลยีทางสือ่ โสต
ทัศน(์ audio visual) น้ัน สามารถนบั ยอ้ นหลังไปได้ถึงต้นทศวรรษท่ี 1900 ในขณะที่โรงเรยี นและพิพิธภณั ฑ์
หลายๆ แหง่ เร่มิ มกี ารจัดสภาพหอ้ งเรียนและการใชส้ อ่ื การสอนประเภทตา่ งๆ เชน่ ใชส้ ่อื การสอนประเภท
ตา่ งๆ เชน่ ใช้ส่อื ภาพ ภาพวาด ภาพระบายสี สไลด์ ฟิล์ม วตั ถุ และแบบจำลองตา่ งๆ

ในชว่ งทศวรรษท่ี 1920 – 1930 เริ่มมีการใช้เคร่อื งฉายภาพแบบข้ามศรี ษะ (overhead
projector) เครอื่ งบนั ทกึ เสียง วิทยกุ ระจายเสียง และภาพยนตร์ เขา้ มาเสรมิ การเรยี นการสอน
วทิ ยกุ ระจายเสียงจงึ เป็นสื่อใหม่ท่ไี ด้รับความนยิ ม

ในชว่ งทศวรรษที่ 1950 วทิ ยโุ ทรทัศนเ์ กิดเป็นปรากฏการณใ์ หมใ่ นสงั คมตะวันตกซ่งึ สามารถใช้
เปน็ ส่อื เพื่อการศึกษาได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ วทิ ยุโทรทัศน์จึงมีบทบาทสำคญั และกลายเป็นเทคโนโลยแี ถวหนา้
ของสังคมนับแต่บดั ใน

– ทวปี ยโุ รป มีวทิ ยโุ ทรทศั นเ์ พอื่ การศึกษาเริ่มตน้ ในชว่ งตน้ ทศวรรษที่ 1950
– ประเทศอติ าลี ก็ริเร่มิ บ้างโดยมีการสอนตรงผา่ นสอ่ื วทิ ยุโทรทัศน์
– ประเทศในเครือคอมมิวนิสต์ ได้มีโอกาสรับชมรายการโทรทศั น์เพ่ือการศึกษาเปน็ คร้งั แรกในปี
1960 นำโดย
ประเทศยโู กสลาเวยี
– ประเทศโซเวียต ได้เริม่ ออกอากาศรายการท่ัวไปและรายการโทรทศั น์เพ่อื การศึกษาเมอ่ื ปี
1962 ในปี 1965

ประเทศอ่ืนๆ ในยโุ รปตะวนั ออกก็ได้ทำการออกอากาศรายการโทรทัศน์เพอ่ื การศึกษาโดยผ่าน
ดาวเทยี มกนั

อยา่ งแพร่หลาย
เทคโนโลยกี ารศกึ ษาและการส่ือสาร ได้มีการเปล่ียนแปลงและพัฒนาขึ้นอย่างมากในช่วงปลาย
ทศวรรษท่ี 1960 เมื่อโลกได้หันเขา้ มาสู่ยคุ ของคอมพวิ เตอร์ ในด้านการศึกษาน้นั
ซึง่ ไดม้ ีการใช้เครือ่ งคอมพิวเตอรใ์ นโรงเรยี นเป็นครัง้ แรกในปี 1977 ท่ีประเทศสหรัฐอเมริกา โดย
การใชใ้ นระยะแรกนัน้ มีวตั ถปุ ระสงคห์ ลักเพือ่ การบรหิ ารจัดการ ตอ่ มาได้มกี ารพฒั นาโปรแกรมต่างๆ เพ่ือให้
ใช้ได้งา่ ยและสามารถชว่ ยในการเรียนการสอนไดม้ ากขึ้น คอมพวิ เตอรจ์ งึ เปน็ สง่ิ ทค่ี รูและนกั เรยี นค้นุ เคย และมี

การใชก้ ันอย่างแพร่หลายจนทุกวนั นี้
พฒั นาการทางเทคโนโลยีการศกึ ษาในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

การศกึ ษาในปจั จบุ นั ไดม้ กี ารนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเพ่ือพฒั นาปฏริ ูปการจดั การศึกษาให้เทา่
เทียบกับสากลดังนน้ั จงึ ได้มีการนำสารสนเทศเขา้ สกู่ ระบวนการทางกฎหมายการศกึ ษาคือ พระราชบัญญัติ
การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 เปน็ กฎหมายวา่ ดว้ ยการศึกษาของชาตฉิ บับแรกของประเทศ

สำหรับการกำหนดรปู แบบของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542 ได้แบง่ ออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
1. สภาพการเรียนการสอนในระบบ(Fonmal Education) หมายถึง การทเ่ี ทคโนโลยีการศกึ ษามสี ่วน
สนับสนนุ การเรียนการสอนในระบบ ในชั้นเรียนทม่ี ีหลกั สูตรเฉพาะ โดยครูจะนำเทคโนโลยีการศึกษาท่ี
เหมาะสมเขา้ มาช่วยสนบั สนนุ การเรยี นการสอนในช้นั เรียน ทำใหก้ ารเรียนการสอนในระบบเกดิ ประสิทธภิ าพ
มากข้ึน
2. สภาพการเรียนการสอนนอนระบบ (Informal Education) หมายถึง การเรียนการสอนทมี่ หี ลักสูตรเฉพาะ
กลมุ่ หรอื หลักสตู รที่มกี รอบการเรยี นค่อนขา้ งกวา้ งขวาง โดยไม่กำหนดระยะเวลาทแ่ี น่นอน การเรยี นการสอน
ประเภทนี้ ผู้สรา้ งหลักสูตรจำเปน็ ตอ้ งคัดเลอื กเทคโนโลยกี ารศกึ ษาทเ่ี หมาะสมมาชว่ ยสนับสนุนการจดั การ
เรียนการสอนอยา่ งเตม็ ที่ ไม่ว่าจะเปน็ สือ่ อุปกรณ์ ซึง่ ไดแ้ กด่ าวเทยี ม โทรทศั น์เพือ่ การศึกษา วทิ ยุเพ่ือการศึกษา
สอื่ วสั ดุ
3. สภาพการเรียนการสอนตามอธั ยาศัย (Nonformal Education) หมายถงึ การท่เี ทคโนโลยกี ารศกึ ษามี
ส่วนชว่ ยสนับสนนุ การเรยี นการสอนตามอธั ยาศัย โดยใชเ้ ทคโนโลยกี ารศกึ ษาเขา้ มาชว่ ยสนบั สนนุ ให้การจดั
การศกึ ษาตามอัธยาศยั มีประสทิ ธิภาพยิง่ ขนึ้

จากรูปแบบของการจดั การศึกษาท้งั 3 รปู แบบดังกลา่ วไดส้ ะท้อนความตืน่ ตวั ทจี่ ะปฏิรูป
การศึกษา ซ่ึงสง่ ผลดีต่อการจัดการศึกษาโดยภาพรวมพอได้ดงั น้ี
1. การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นการจัดกิจกรรมและพฒั นาการเรียนการสอนโดยยึดผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญ
2. การจัดระบบเครือข่ายการเรียนรทู้ ่ีให้มีแหล่งความรทู้ ่หี ลากหลาย สำหรบั การคน้ คว้าหาความรทู้ กุ ๆ ด้านท่ี
ผู้เรียนต้องการและเหมาะสมกับผู้เรยี น
3. การปรับกระบวนการเรยี นการสอน โดยเน้นให้ครูเปน็ เพียงผู้อำนวยความสะดวกและช้ีแนะใหผ้ เู้ รียน
ทำการศึกษาคน้ ควา้ คิด ตดั สินใจด้วยตนเอง
4. ส่งเสรมิ การเรยี นร้ตู ามอัธยาศยั โดยการประสานกับชมุ ชนและท้องถิน่ ในการพัฒนาการเรียนการสอนตาม
อธั ยาศยั เน้นการค้นควา้ และทักษะการสืบค้นสารสนเทศ

พฒั นาการของเทคโนโลยีการศึกษาในยคุ ต่างๆ

การพฒั นาการการศกึ ษาท่ีถือวา่ เปน็ เทคโนโลยกี ารศึกษาในอดีต เราสามารถแบง่ ออกเป็น 3
ชว่ งเวลาดังนี้คือต้งั แต่ยุคเรม่ิ แรกจนถึงปี ค.ศ.1700 การศกึ ษาชว่ งเวลาดังกลา่ วมีการพฒั นาการท่ชี า้ มาก การ

จัดการเรยี นการสอนอยู่ในกลุ่มคนเล็ก ๆ การส่ือสารยงั ไม่เจริญ
พฒั นาการของเทคโนโลยกี ารศกึ ษา ค.ศ.1700-1900 (พ.ศ.2243-พ.ศ.2443) กอ่ นปี ค.ศ.1800

การเรยี นการสอนในอเมรกิ าและยุโรป ไม่ว่าจะเปน็ ระดับประถมหรือมัธยมศกึ ษาตา่ งกใ็ ช้วธิ กี ารคล้ายคลงึ กัน
คอื ครจู ะสอนโดยการเรยี กนักเรยี นทลี ะคนหรอื หลายคนมาทีโ่ ต๊ะของเขาเพื่อใหน้ ักเรยี นอ่านออกเสยี งหรือ
ทอ่ งจำส่งิ ต่าง ๆ ท่ีครูกำหนดให้ วิธีการอน่ื ๆ เช่น การพฒั นาความเข้าใจโดยการอภปิ รายกล่มุ นน้ั ไม่มคี รคู น
ใดรูจ้ กั ดังนน้ั เมื่อสอนเก่ยี วกับการเขยี น ครูจะเขยี นเปน็ แบบแลว้ ใหน้ ักเรยี นลอกตามการสอนสว่ นมากจะ
เป็นไปอยา่ งผวิ เผินและไม่มีประโยชน์ ช่วงเวลาการเรยี นก็ส้นั (ประมาณ 16 เดือน) ดงั น้ันจึงมีนักเรยี นจำนวน
ไม่น้อยทอ่ี อกจากโรงเรียนไป โดยทอ่ี า่ นออกเขียนได้เพียงเล็กน้อยและนอกจากนน้ั ครเู องยังไม่กล้าทจ่ี ะจงู ใจ
นกั เรยี นและควบคมุ วินยั ในชั้นด้วย ในตน้ ครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 19 สง่ิ ต่าง ๆ เหลา่ นีไ้ ด้รับการปรบั ปรุงใหด้ ีข้นึ แต่
ความขาดแคลนสถานทเี่ รียนเร่มิ เปน็ ปญั หาสำคญั ดงั นั้น ปัญหาเรอื่ งประชากรอ่านไมอ่ อกเขยี นไม่ไดจ้ ึงเปน็
เรือ่ งธรรมดาสำหรับประชาชนที่ยากจนในอเมริกาในยคุ นัน้ ประกอบกบั ในช่วงเวลานี้มกี ารพัฒนาขยายงาน
ดา้ นอตุ สาหกรรม มีการเปล่ียนแปลงระบบการทำงานและบา้ นเมืองมีความเจรญิ ขึ้นอย่างรวดเร็ว ความ
ตอ้ งการทางการศึกษาก็สูงข้นึ เปน็ เงาตามตวั แต่วิธกี ารสอนแบบเกา่ จะตอ้ งเสยี ค่าใช้จา่ ยสูง ดังนั้นจงึ ไดเ้ กิด
ระบบแลนคาสเตอรข์ นึ้ มาในอเมริกา เพ่ือจัดการศึกษาแบบมวลชน (Mass Education) ซงึ่ เสนอวธิ กี ารศึกษา
แบบประหยัด

เทคโนโลยกี ารศกึ ษา ค.ศ.1900-ปัจจุบัน (พ.ศ.2443-ปัจจุบัน)ใน ค.ศ. 1900 William James ได้
เขยี นหนงั สือชื่อ Talks to Teacher on Psychology อันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างศิลปะและ
วทิ ยาศาสตรใ์ นการสอนน่ันก็หมายความว่า ได้เริ่มมีผนู้ ำวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในการสอนกนั แลว้
และในปีเดียวกันน้ี John Dewey (1859-1952) ไดน้ ำวธิ กี ารทางวิทยาศาสตรเ์ ข้ามาใช้ในการสอน และทำให้
ห้องเรยี นเปน็ หอ้ งปฏบิ ัติการทดลองด้วย รงุ่ ขนึ้ อกี ปหี น่ึง คือ ค.ศ. 1900 Edward I. Thorndike (1874-1949)
ได้เสนอวชิ าการวัดผลการศึกษาเป็นวิชาหนง่ึ ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียและต่อมาไดก้ ลายเปน็ วธิ กี ารวจิ ยั ปัญหา
ตา่ ง ๆ ทางการสอนเปน็ วธิ ีแรก ดงั นน้ั ธอรน์ ไดค์ จึงได้รบั การยกยอ่ งวา่ เปน็ บิดาแหง่ วชิ าการวัดผลการศกึ ษา
G. Stanley Hall (1846-1924) ได้เขียนหนังสือชอ่ื Adolescence (1904) นกั จิตวทิ ยาชาวฝรงั่ เศสช่ือ Alfred
Binet (1857-1911) และ Theodore Simon ได้รว่ มกนั เขียนหนงั สือชอื่ A Method of Measuring The
Intelligence of Yound Children ดังนัน้ จะเห็นไดว้ ่า วิทยาศาสตรเ์ ชิงพฤตกิ รรมทแี่ ท้ และทฤษฎีการเรยี นรู้
โดยเฉพาะไดเ้ รม่ิ นำเขา้ มาประยุกตใ์ ช้กบั เทคโนโลยีทางการสอนในชว่ งนเ้ี อง

ในตอนต้นของศตวรรษท่ี 20 ปรากฏว่า ทฤษฎที างการสอนของธอรน์ ไดค์ และดิว้ อี้ นน้ั ไม่
สามารถจะได้ด้วยกนั ได้ เน่ืองจากดิวอีเ้ น้นในเรื่องของการปฏบิ ตั ิ ซึง่ อาศยั พ้นื ฐานการสังเกตและการ
ตง้ั สมมติฐานแต่เพียงเล็กน้อยเทา่ นน้ั เอง ถงึ แมเ้ ขาจะย้ำให้มีการสอบถาม การทดสอบและการวิจารณ์อย่บู ้างก็
ตามที ในทางตรงกนั ขา้ ม ธอร์นไดค์ กลบั ใช้การสังเกตและการสืบสวนเป็นหลกั การสำคญั ดังนนั้ ทฤษฎี
ของธอรน์ ไดคจ์ ึงถูกนกั การศกึ ษากลุม่ ของดวิ อีซ้ งึ่ เชื่อหลกั เสรปี ระชาธปิ ไตยของการเรยี นด้วยการปฏบิ ตั ิคดั ค้าน
ถงึ แม้วิธีการของดิวอี้จะยังไม่ไดร้ ับการทดสอบก็ตาม

นักเทคโนโลยกี ารศึกษาของไทย

นกั เทคโนโลยที างการศึกษาของไทย ตงั้ แต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปจั จบุ ัน ทสี่ ำคญั ได้แก่
1. พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผ้ปู ระดษิ ฐ์อักษรไทย
2. พระมหาธรรมราชาลไิ ทย ผู้นิพนธ์ “ไตรภมู พิ ระรว่ ง”
3. พระโหราธิบดี ผู้แตง่ “จนิ ดามณ”ี ซ่ึงเปน็ แบบเรยี นเลม่ แรกของไทย
4. พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว “บดิ าสาขาวิทยาศาสตร์ และใหแ้ นวคิดมหาวทิ ยาลัยเปดิ ของไทย
5. พทุ ธทาสภกิ ขุ ในฐานะท่ีได้นำเทคโนโลยมี าใชใ้ นการเผยแพรธ่ รรม
6. ศาสตราจารยส์ ำเภา วรางกลู ในฐานะผ้รู ิเริ่มและบกุ เบิก นวัตกรรมและเทคโนโลยที างการศึกษาสมัยใหมใ่ น
ไทย
7. รองศาสตราจารย์ ดร.เปรื่อง กุมทุ ผูค้ ิดวิธีสอนแบบเบญจขนั ธ์
8. ศาสตราจารย์ ดร.ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ นกั เทคโนโลยกี ารศึกษา ที่เน้นแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ ผลงานที่
สำคญั ได้แก่ ระบบการเรยี นการสอน แบบศนู ย์ การเรยี น ระบบแผนจุฬา แบบ มสธ.. ฯลฯ
9. อาจารยธ์ นู บุณยรตั พันธ์ นักเทคโนโลยกี ารศึกษาทม่ี ผี ลงานทัง้ ดา้ นวสั ดอุ ุปกรณ์ การสอนโดยเฉพาะในด้าน
วัสดุอปุ กรณใ์ น
10. ศาสตราจารย์ ดร. วรี ยทุ ธ วเิ ชียรโชติ นักจติ วทิ ยาและเทคโนโลยกี ารศกึ ษาที่ไดป้ ระยกุ ตห์ ลักธรรมทาง
พุทธศาสนามาใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน ผลงานทส่ี ำคญั ไดแ้ ก่ ระบบการเรยี นการสอน แบบสบื สวน
สอบสวน
11. รองศาสตราจารย์ โช สาลีฉนั นกั เทคโนโลยที างการศึกษาที่มีผลงานเดน่ ในดา้ นการผลิตวัสดุอุปกรณก์ าร
สอนวิทยาศาสตร์ จากทรพั ยากรพนื้ บา้ น
12. ศาสตราจารย์ ดร.วิจติ ร ศรสี ะอ้าน ผ้รู ิเรม่ิ ตงั้ มหาวิทยาลยั เปิดโดยการสอนทางไกลของมหาวทิ ยาลัย
สโุ ขทัยธรรมมาธริ าช

2.· แนวโนม้ ของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการ-ศกึ ษาในปจั จุบันและอนาคต

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต

การพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศในครสิ ต์ศตวรรษที่21มีแนวโน้มท่จี ะพฒั นาคอมพวิ เตอร์ให้มี
ความสามารถใกลเ้ คยี งกบั มนุษย์ หรอื เรยี กกว่าเทคโนโลยี เชน่ การเข้าภาษาสอ่ื สารของมนษุ ย์ โครงขา่ ย
ประสาทเทยี ม ระบบจำลอง ระบบเสมือนจริง โดยพยายามนำไปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์มากขน้ึ ลดข้อผิดพลาดและ
ป้องกนั ไม่ให้นำไป ใชใ้ นทางท่ีไม่ถูกตอ้ งหรือผิดกฎหมาย

แนวโน้มในดา้ นบวก

• การพัฒนาเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ โดยเฉพาะเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก กอ่ ให้เกดิ การ
เปลยี่ นแปลงทางสังคม ช่องทางการดำเนนิ ธุรกจิ เช่น การทำธรุ กรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส์ การพาณชิ ย์
อเิ ล็กทรอนิกส์ การผอ่ นคลายดว้ ยการดหู นัง ฟังเพลง และบนั เทิงตา่ งๆ เกมออนไลน์

• การพฒั นาใหค้ อมพิวเตอร์สามารถฟงั และตอบเป็นภาษา พูดได้ อา่ นตัวอักษรหรือลายมือเขียนได้ การ
แสดงผลของคอมพิวเตอรไ์ ด้เสมอื นจริง เปน็ แบบสามมติ ิ และการรับรู้ด้วยประสาทสมั ผัส เสมือนวา่ ได้อยู่ในที่
นนั้ จริง

• การพฒั นาระบบสารสนเทศ ฐานข้อมลู ฐานความรู้ เพ่ือพัฒนาระบบผู้เช่ียวชาญและการจัดการความรู้

• การศกึ ษาตามอัธยาศัยด้วยระบบอเิ ล็กทรอนิกส์ (e-learning) การเรียนการสอนดว้ ยระบบโทรศกึ ษา (tele-
education) การค้นคว้าหาความรูไ้ ด้ตลอด 24 ช่ัวโมงจากห้องสมดุ เสมือน (virtual library)

• การพัฒนาเครือขา่ ยโทร คมนาคม ระบบการสอื่ สารผา่ นเครือข่ายไรส้ าย เครือขา่ ยดาวเทยี ม ระบบ
สารสนเทศภูมศิ าสตร์ ทำให้สามารถค้นหาตำแหน่งไดอ้ ย่างแมน่ ยำ

• การบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและเครือข่ายการสื่อสารเพ่ือเพิ่ม
ประสิทธิภาพการ ดำเนนิ การของภาครฐั ที่เรยี กว่า รฐั บาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government) รวมทง้ั ระบบ
ฐานข้อมลู ประชาชน หรือ e-citizen

แนวโนม้ ในด้านลบ

• ความผดิ พลาดในการทำงานของระบบ คอมพิวเตอร์ ทั้งส่วนฮาร์ดแวรแ์ ละซอฟตแ์ วร์ ที่เกิดขึน้ จากการ
ออกแบบและพฒั นา ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบและสญู เสยี คา่ ใช้จ่ายในการแกป้ ญั หา

• การละเมดิ ลขิ สิทธ์ิของทรพั ยส์ ินทางปญั ญา การทำสำเนาและลอกเลียนแบบ

• การกอ่ อาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์ การโจรกรรมข้อมูล การลว่ งละเมิด การก่อกวนระบบคอมพวิ เตอร์

ระบบปัญญาประดิษฐ์

"ปัญญาประดษิ ฐ์ (Artificial Intelligence)" เปน็ การพฒั นาระบบคอมพิวเตอรใ์ ห้มคี วามสามารถในการ
ตอบสนองกับความต้องการของ มนษุ ย์ได้ ให้มีพฤตกิ รรมเลยี นแบบมนษุ ย์ มีความเขา้ ใจภาษามนุษย์ รบั รู้ได้
และตอบสนองด้วยการแสดงออกทางพฤติกรรมและภาษามนษุ ย์

ปัญญาประดิษฐ์ ประกอบดว้ ยสาขาวิชาตา่ งๆ ได้แก่

1. ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)

2. โครงข่าย ประสาทเทยี ม (Artificial Neural Network)

3. ระบบผเู้ ชย่ี วชาญ (Expert System)

4. ศาสตร์ด้านหนุ่ ยนต์ (Robotics)

ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)

ภาษาธรรมชาตกิ บั การประยกุ ตใ์ ช้ภาษาไทยบน คอมพวิ เตอร์ เป็นนำวทิ ยาการด้านวิศวกรรม
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดา้ นการประมวลผลภาษา ธรรมชาตมิ าพัฒนาโปรแกรมประมวลผลภาษาไทยบน
คอมพวิ เตอรเ์ พ่ือใหใ้ ชง้ านไดอ้ ยา่ ง มีประสิทธภิ าพ ประกอบด้วย การประมวลผลตัวอกั ษร (Character) คำ
(Word) ขอ้ ความ (Text) ภาพ (Image) และความรดู้ า้ นภาษาศาสตร์ (Linguistics)

"โครงขา่ ยประสาทเทียม (Artificial Neural Network)" การสร้างคอมพวิ เตอร์ทจี่ ำลองเอาวธิ กี าร
ทำงานของสมองมนุษย์ หรอื ทำให้คอมพวิ เตอรร์ ู้จกั คดิ และจดจำในแนวเดียวกบั โครงขา่ ยประสาทของมนุษย์
เพ่อื ช่วยให้คอมพวิ เตอร์ฟงั ภาษามนษุ ย์ไดเ้ ข้าใจ อา่ นออก และรู้จำได้ ซึ่งอาจเรยี กไดว้ า่ เป็น สมองกล

เทคโนโลยีการสอ่ื สาร ทกุ ที่ ทกุ เวลา

"ยบู คิ วติ ัสเทคโนโลยี (Ubiquitous technology)" สงั คมยูบคิ วิตสั (Ubiquitous society) หรอื ยูบิ
คอมบ์ (Ubicomp) เป็นทำให้เกดิ สภาพแวดลอ้ มของการสือ่ สารใหม่และเป็นแนวโน้มของสังคมสารสนเทศ ยู

บิควติ ัส เปน็ ภาษาลาติน มคี วามหมายวา่ อยใู่ นทุกแห่ง หรอื มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มาร์ค ไวเซอร์ (Mark
Weiser) แหง่ ศนู ย์วจิ ัย Palo Alto ของบริษัท Xerox ประเทศสหรฐั อเมริกา ได้ให้คำนยิ าม "ยบู ิควิตัสคอมพิ
วติง" ไว้ว่า เราสามารถเข้าถงึ คอมพิวเตอร์ได้ทุกหนทุกแห่ง-สภาพแวดล้อมทส่ี ามารถใช้ คอมพวิ เตอรเ์ ชื่อมต่อ
กับเครือข่าย ไมว่ ่าจะอย่ใู นที่แห่งใด
จดุ เดน่ ของยูบคิ วติ สั ได้แก่
1. การเชือ่ มต่อกับเครือข่ายไมว่ ่าผใู้ ชง้ าน จะเคล่ือนย้ายไปยังสถานทต่ี ่างๆ
2. การสรา้ งสภาพการใชง้ านโดยผ้ใู ช้ไม่รสู้ กึ ว่ากำลังใช้คอมพวิ เตอร์อยู่
3. การให้บริการทส่ี ามารถเปลย่ี นไปตามสถานการณ์ทงั้ สถานที่ อุปกรณ์ ปจั จัยทางกายภาพอ่นื ๆ

เทคโนโลยสี ารสนเทศ กบั การศึกษา
เทคโนโลยสี ารสนเทศที่ใช้กบั การศกึ ษาได้แก่ ส่ือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรอื CAI (Computer Aided

Instruction) เทคโนโลยกี ารสอ่ื สารท่กี ้าวหนา้ ขึน้ ทำใหร้ ปู การเรียนทจี่ ำกัดด้วยชั้นเรยี น ขนาดเล็กกลายเป็น
การเรยี นดว้ ยระบบการสอื่ สารทางไกลหรอื โทรศึกษา (tele-education) เพอ่ื ขยายโอกาสทางการศึกษาและ
แกป้ ัญหาการขาดแคลนอาจารยผ์ ูส้ อน ต่อมาเมื่ออนิ เทอรเ์ น็ตไดพ้ ัฒนาอย่างรวดเร็วและได้รบั ความนยิ มมาก
ข้ึนจงึ ได้ พฒั นาเป็น การเรียนการสอนผ่านเว็บเพจ WBI (Web Based Instruction) หรอื WBL (Web
Based Learning) และได้มีการพฒั นาปรบั ปรงุ เปน็ ส่ือการเรยี นการสอนแบบ e-Learning (Electronics
Learning) เทศโนโลยนี อกจากการศึกษาแล้วยงั มเี กีย่ วกับเทคโนโลยีHRIT กับการพฒั นาองค์กรในยคุ ดจิ ติ อล
เทคโนโลยี
ทดสอบและประเมนิ ผลผา่ นเวบ็ เพจ

Virtual Library Virtual Library หรอื ห้องสมุดเสมือน เป็นรปู แบบการให้บริการอีกช่องทางหนง่ึ ของ
หอ้ งสมุดในปัจจบุ ัน โดยใหบ้ ริการผ่านเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต ผูใ้ ชบ้ รกิ ารสามารถสืบคน้ ข้อมูลและเข้าถึงข้อมลู ท่ี
มอี ยู่ในห้องสมุดเสมือน ได้ ข้อมลู ทีใ่ หบ้ ริการจะอยใู่ นรูปของข้อมลู ดจิ ิทัล ทำให้เปดิ โอกาสในการเรียนรู้ เปน็
แหล่งการเรียนร้ตู ลอดเวลา สามารถเข้าสขู่ ้อมูลทใ่ี หบ้ ริการไดจ้ ากทุกแห่ง บริการของ Virtual Library ได้แก่

บรกิ ารสบื คน้ ข้อมลู รายการทรัพยากรสารสนเทศ (Online Public Access Catalog-OPAC) บรกิ าร
ฐานขอ้ มลู ออนไลน์ บรกิ ารหนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ บริการส่ืออิเล็กทรอนิกส์ บริการแนะนำสารสนเทศที่นา่ สนใจ

นาโนเทคโนโลยี อาณาจกั รจว๋ิ นวตั กรรมแห่งอนาคต

นาโทเทคโนโลยี กำลังเขา้ มามีบทบาทอย่างยิง่ กบั ชวี ิตประจำวันของเราและเปน็ ที่กล่าวขานกัน อย่าง
มากในขณะนี้ คำว่า "นาโน (nano)" แปลว่า 1 ในพันลา้ นสว่ น เชน่ นาโนวนิ าที เทา่ กับ 10ยกกำลงั -9 หรือ
0.000000001วินาที 1 นาโนเมตร เท่ากับ 1/1,000,000,000 เมตร หรือ 0.000000001 เมตร

นาโนเทคโนโลยี คือ การทำให้โครงสรา้ งพนื้ ฐานของโมเลกุลขนาดระดับ 1 ถงึ 100 นาโนเมตร
กลายเปน็ วสั ดหุ รืออุปกรณ์นาโนท่มี ีประโยชน์ สามารถนำมาใชส้ อยได้ ซึ่งต้องอาศัยคุณสมบตั ทิ างฟสิ ิกส์ เคมี
และชีววทิ ยา ของระบบท่ีอยูก่ ่ึงกลางระหวา่ งอะตอม โมเลกุล กับวตั ถขุ นาดใหญ่ และสามารถควบคุม
คุณสมบตั ิทั้งหลายได้

ตวั อยา่ งของความกา้ วหนา้ ด้านนาโนเทคโนโลยี
1. วสั ดุ ฉลาด (Smart materials)
2. ตัวรับรู้ หรือเซ็นเซอร์ (Sensors)
3. โครงสร้างชีวภาพขนาดนาโน (Nanoscale Biostructures)
4. คอมพิวเตอร์แบบควอนตัม
5. คอมพิวเตอรด์ ีเอน็ เอ
รฐั บาล อิเล็กทรอนิกส์

รัฐบาลอิเล็กทรอนกิ ส์ (e-Government) คือ วิธีการบริหารจดั การภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่อขา่ ยส่ือสารเพื่อเพ่ิมประสทิ ธิภาพการ ดำเนินการของภาครฐั ปรับปรงุ การ
ใหบ้ ริการแก่ประชาชน บรกิ ารขอ้ มลู และสารสนเทศเพ่ือสง่ เสริมการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม ทำให้
ประชาชนได้รับการบริการจากภาครัฐทดี่ ขี ึน้ มีความใกล้ชิดกับภาครฐั มากขึน้ อีกท้ังทำให้ประเทศมี
ความสามารถในการแข่งขนั กับนานาประเทศได้ดีข้นึ ดว้ ย

ท่ีมารฐั บาลอเิ ล็กทรอนิกสข์ องไทย โครงการรฐั บาลอเิ ล็กทรอนกิ ส์ ดำเนนิ การโดยดำเนนิ งานร่วมกับ
หนว่ ยงานต่าง ๆ เพื่อมุ่งให้เห็นผลเปน็ รูปธรรมในระยะ 2 ปี ดงั นี้
1.การใหบ้ รกิ ารต่อสาธารณะโดยจะผลกั ดนั เพอื่ ใหห้ นว่ ยงานของรฐั ดำเนินการ
• การใหบ้ รกิ ารข้อมูลที่ดี มมี าตรฐาน และคณุ ภาพแก่สาธารณะ อันไดแ้ ก่ ประชาชน ภาคธุรกจิ และ ภาครัฐ
• การใหบ้ ริการท่ีดีผา่ นส่ืออิเล็กทรอนิกสท์ ่เี ป็น 4 ท. คือ ท่เี ดยี ว ทันใด ท่ัวไทย ทุกเวลา
2.การบรหิ ารจัดการของรัฐ
• การบริหารจดั การด้านการเงนิ ระหว่างภาครัฐและภาคธรุ กจิ

• การจดั ซือ้ จดั จ้างผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกสท์ ่ีรวด เรว็ โปรง่ ใส ยตุ ิธรรม
• การบรหิ ารข้อมูลและทรัพยากรภาครัฐ
3.การติดต่อส่ือสาร และประสานงานระหวา่ งหน่วยงานของรัฐ
• ภายในและระหว่าง กระทรวง
• ระหว่างส่วนกลาง สว่ นภูมิภาค และองค์กรส่วนท้องถนิ่
ตวั อยา่ งของรัฐบาล อิเล็กทรอนกิ สใ์ นประเทศไทย
1. การติดตามแกะรอยคนร้าย ปจั จบุ ันมี 3 ระบบงานที่เกี่ยวขอ้ งกับคอมพวิ เตอร์ คือ (1) ระบบฐานข้อมูล
ประวัตอิ าชญากร หรือ CDOS (Criminals Database Operating System) (2) ระบบตรวจสอบลายพิมพน์ ิว้
มืออตั โนมัติ หรือ AFIS (Automated Fingerprint Identification System) และ (3) ระบบคอมพวิ เตอร์
ประกอบภาพใบหน้าคนรา้ ย หรอื PICASSO (police Identikit: Computer Assisted Suspect Sketching
Outfit)
2. ระบบสารสนเทศสำหรบั งานประปา บรกิ ารเบด็ เสร็จภายในคราวเดยี ว คือ จดมาตรจำนวนการใชน้ ้ำ พมิ พ์
ใบแจ้งหน้ี และสง่ ใหล้ ูกคา้ ได้ทันที โดยใช้เวลาท้ังสิ้นไม่เกิน 10 นาที ผ้ใู ชบ้ ริการสามารถนำใบแจง้ หน้ีไปชำระ
เงนิ ทีส่ าขาของการประปานครหลวง หรอื ทท่ี ำการไปรษณยี ์ หรือที่ Counter Service หรอื ชำระผ่าน
อนิ เทอร์เน็ตด้วยบัตรเครดติ
3. การยนื่ แบบแสดงและชำระภาษผี า่ นทางอินเทอร์เน็ต เข้าสรู่ ะบบได้ท่ี www.rd.go.th มีบรกิ าร 2 แบบ คือ
1. การบรกิ ารแบบฟอร์มอเิ ล็กทรอนิกส์ พร้อมโปรแกรมคำนวณภาษีเงินได้ และ 2. การยื่นแบบทาง
อินเทอรเ์ น็ต
4. จัดซ้อื จดั จ้างภาครัฐ การประมูลแบบออนไลนผ์ า่ นอินเทอรเ์ นต็ เวบ็ ไวตท์ ใ่ี ห้ข้อมูลเกี่ยวกบั การจัดซ้ือจัดจ้าง
ของภาครฐั คือ www.gprocurement.go.th หรอื เวบ็ ไซตข์ องหน่วยงานที่จัดประมลู
5. ระบบฐานข้อมูลเพ่ือการบรกิ ารสาธารณะผ่านอนิ เทอร์เน็ต บริการด้านงานทะเบียนราษฎรผา่ นทาง
อนิ เทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ www.dopa.go.th และ www.khonthai.com ของสำนักบริหารการทะเบยี น
กรมการปกครอง
6. บริการจดทะเบยี นนิติบุคคลทางอนิ เทอรเ์ นต็ กรมพฒั นาธรุ กจิ การคา้ กระทรวงพาณิชย์ เริม่ เปดิ ใหบ้ รกิ าร
ค้นหาขอ้ มูลธรุ กิจ และการทำธรุ กรรมต่าง ๆ ผา่ นอนิ เทอร์เน็ตทางเวบ็ ไซต์ www.thairegistration.com
7. การบริการตอ่ ทะเบียนรถ และชำระภาษีรถผา่ นอินเทอร์เนต็ กรมการขนส่งทางบก ม่งุ เนน้ ทีจ่ ะใหบ้ ริการ
ประชาชนในรปู แบบออนไลน์ บริการไดท้ ันทที ันใด ทวั่ ไทย แบบ One-Stop-Service โดยสามารถเขา้ ไปใช้
บรกิ ารผา่ นเว็บไซต์ www.dlt.moct.go.th

8. การจดั ทำหนังสอื เดนิ ทาง กองหนงั สือเดินทาง กรมการกงศุล กระทรวงตา่ งประเทศ ไดเ้ ชอ่ื มโยงขอ้ มลู
บุคคลจากฐานข้อมูลทะเบยี นกลาง เพ่ือใช้ในการตรวจสอบหลกั ฐานการขอทำและขอต่ออายุหนงั สือเดินทาง
โดยประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดยี วเปน็ หลกั ฐานประกอบการขอทำ หนังสือเดนิ ทางได้โดยไม่
ตอ้ งนำเอกสารมามากมายเหมอื นท่ีผ่านมา
e-Citizen

e-Citizen ประกอบดว้ ย สว่ นสำคญั 3 ส่วน ไดแ้ ก่
1. Citizen e-DB ฐานข้อมลู ประชาชน
2. Citizen e-ID การพสิ ูจนย์ ืนยนั ตัวบุคคล
3. Citizen e-Service การบริการประชาชน
ประโยชน์ท่ีไดร้ บั จากการพัฒนารฐั บาลอิเล็กทรอนิกส์
1. เพ่มิ ประสทิ ธิภาพในการทำงานของหนว่ ยงานรัฐ
2. เพิม่ คณุ ภาพในการบรกิ ารประชาชนใหส้ ะดวกรวดเร็ว
3. สร้างความโปรง่ ใสในการดำเนินงานและให้บริการ
4. ลดต้นทนุ การดำเนินงานและการใหบ้ ริการของหน่วยงาน ภาครัฐ
5. เพ่มิ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศ
สรุป

ในสังคมสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คนในสงั คมมีการปรับตวั เพื่อ
รองรบั การเปลย่ี นแปลง คนทุกระดบั อายุ เกือบทุกอาชพี มีความต้องการสารสนเทศอย่ตู ลอดเวลาใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศทัง้ ทางตรงและทาง อ้อม เทคโนโลยีทีม่ ีการพฒั นาและเรม่ิ นำมาประยกุ ต์ใช้ไม่วา่ จะเปน็
ระบบปัญญาประดษิ ฐ์ ยบู ิควิตสั การเรยี นผ่านสื่ออเิ ล็กทรอนิกส์ รวมท้ังการบริหารประเทศกย็ งั มกี ารตั้ง
โครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ พวกเราที่เป็นส่วนหนง่ึ ของสังคมสารสนเทศจงึ ควรเตรยี มความพร้อมในการ
ปรบั ตวั เพื่อใหส้ ามารถนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาเปน็ เครื่องมือชว่ ยอำนวยความสะดวกในการ ดำเนนิ
ชวี ติ ประจำวนั ไม่ว่าจะเปน็ การศึกษาหาความรู้ การประกอบธรุ กจิ การบรหิ ารจัดการ เทคโนโลยสี ารสนเทศ
กับงานบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์ การพักผ่อนและบนั เทงิ รวมท้งั การสรา้ งโอกาสใหม่ๆ ให้กบั ชีวติ ของตนเอง

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในอนาคต

แนวโน้มใน ดา้ นบวก

-การพัฒนาเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ เครือขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ ที่เชอ่ื มโยงกันท่ัวโลก ทำให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงทาง
สงั คม ชอ่ งทางการดำเนินธุรกิจ เช่น การทำธรุ กรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส์ การพาณชิ ย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ดหู นงั ฟังเพลง
และเกมส์ออนไลน์
-การพฒั นาให้คอมพวิ เตอร์สามารถฟังและตอบเป็นภาษา พดู ได้ อา่ นตวั อักษรหรือลายมือเขียนได้ การ
แสดงผลของคอมพวิ เตอร์ได้เสมอื นจริง เป็นแบบสามมติ ิ และการรับรูด้ ว้ ยประสาทสมั ผัส เสมอื นว่าไดอ้ ยู่ในท่ี
น้นั จรงิ
-การพัฒนาระบบสารสนเทศ ฐานข้อมูล ฐานความรู้ เพอ่ื พัฒนาระบบผ้เู ช่ียวชาญและการจดั การความรู้
-การศกึ ษาตามอธั ยาศัยด้วยระบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-learning) การคน้ คว้าหาความรู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงจาก
หอ้ งสมดุ เสมือน (virtual library)
-การพฒั นาเครือข่ายโทร คมนาคม ระบบการสอ่ื สารผ่านเครือขา่ ยไรส้ าย เครือข่ายดาวเทยี ม ระบบสารสนเทศ
ภูมศิ าสตร์ ทำให้สามารถคน้ หาตำแหนง่ ได้อย่างแม่นยำ
-การบริหารจดั การภาครัฐสมัยใหม่ โดยการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายการสื่อสารเพ่ือเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพการ ดำเนนิ การของภาครัฐท่เี รียกว่า รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-government)

แนวโนม้ ใน ดา้ นลบ
-ความผดิ พลาดในการทำงานของระบบ คอมพิวเตอร์ ทง้ั ส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟตแ์ วร์ ท่ีเกิดขนึ้ จากการ
ออกแบบและพฒั นา ทำใหเ้ กิดความเสียหายตอ่ ระบบและสญู เสยี คา่ ใช้จ่ายในการแก้ปัญหา
-การละเมิดลิขสิทธข์ิ องทรัพย์สนิ ทางปัญญา การทำสำเนาและลอกเลียนแบบ
-การก่ออาชญากรรมทางคอมพวิ เตอร์ การโจรกรรมข้อมลู การลว่ งละเมดิ การก่อกวนระบบคอมพวิ เตอร์

เทคโนโลยสี ารสนเทศท่สี ำคญั ในอนาคต มีดังนี้
1. คอมพวิ เตอร์ ได้มีการพฒั นาหนว่ ยความจำใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพสุงข้นึ แต่มีราคาถูกลง ซึ่งชว่ ยเพม่ิ ศักยภาพใน
การทำงานของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปจั จุบนั ตลอดจนการนำชุดคอมพวิ เตอรช์ นดิ ลดคำส่ังมาใช้ในการ
ออกแบบหน่วยประเมินผล ทำให้คอมพวิ เตอร์สามารถทำงานไดเ้ ร็วข้นึ โดยใชค้ ำสัง่ พ้นื ฐานงา่ ยๆ
2. ปญั ญาประดิษฐ์ เป็นการพัฒนาระบบคอมพวิ เตอร์ให้มีความสามารถในการตอบสนองกบั ความต้องการ
ของมนษุ ยไ์ ด้ ใหม้ ีพฤติกรรมเลยี นแบบมนษุ ย์ มีความเขา้ ใจภาษามนษุ ย์ รบั รูภ้ าษามนษุ ย์ได้ เชน่ หุน่ ยนต์ เปน็
ตน้
3. ระบบสารสนเทศสำหรับผบู้ ริหาร เปน็ การพัฒนาระบบสารสนเทศทีส่ นบั สนนุ ผบู้ ริหารในงานระดบั วางแผน
นโยบายและกลยทุ ธข์ ององค์กร

4. การจดจำเสยี งเป็นการพัฒนาเพื่อใหผ้ ใู้ ชม้ ามารถออกคำสงั่ และตอบโตก้ ับคอมพิวเตอร์แทนการกด
แป้นพิมพ์
5. การแลกเปลยี่ นข้อมูลอิล็กทรอนกิ ส์ เป็นการสง่ ข้อมูลจากระบบคอมพวิ เตอรห์ นึ่งไปสู่ระบบคอมพวิ เตอร์อ่ืน
โดยผ่านระบบส่ือสารอิเล็กทรอนิกส์ เชน่ การทำธุรกจิ ค้าขาย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง
6. เสน้ ใยแกว้ นำแสง เปน็ ตวั กลางทสี่ ามารถส่งข้อมุลขา่ สารได้อยา่ งรวดเร็ว โดยอาศยั การสง่ สัญญาณแสงผ่าน
เส้นใยแก้วนำแสงที่มัดรวมกัน เกดิ แนวคิด ทางด่วนข้อมูล ท่ีเชื่อมโยงระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์เขา้ ด้วยกนั
7. อนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ เครือข่ายท่เี ช่ือมโยงกนั ทว่ั โลกได้รับความนิยมอย่างต่อเน่ือง โดยสมาชกิ สามารถ
ตดิ ต่อส่อื สารแลกเปลี่ยนข้อมูลกนั ได้
8. ระบบเครือขา่ ย เปน็ ระบบสื่อสารเครอื ขา่ ยท่ีใช้ในระยะทางทีก่ ำหนด สว่ นใหญ่จะอยุ่ในอาคารหรือใน
หนว่ ยงาน
9. การประชมุ ทางไกล เปน็ การผสมผสานกันระหวา่ ง คอมพวิ เตอร์ เคร่ืองถ่ายโทรทศั น์ และ ระบบส่อื สาร
โทรคมนาคม ผูป้ ระชุมไมจ่ ำเปน็ อยู่ในหอ้ งประชุม ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและผ้ทู ่ีอยูห่ ่างไกลกันมาก
10. โทรทศั น์ตามสายและผา่ นดาวเทียม เปน็ การสง่ สัญญาณโทรทัศนผ์ ่านสื่อตา่ งๆไปยงั ผู้ชม ข้อมูลแพร่ไปได้
อยา่ งรวดเร็วและครอบคลุมพ้ืนทก่ี ว้างขวาง
11. เทคโนโลยีมลั ติมเิ ดยี เปน็ การนำอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนกิ สม์ าประยุกต์ใช้กบั คอมพิวเตอรืในการเกบ็ ข้อมลู
เชน่ รูปภาพ ข้อความ เสยี ง โดยสามารถนำกลบั มาใช้ได้ใหม่
12. การใช้คอมพิวเตอรใ์ นการฝึกอบรม เป็นการนำคอมพวิ เตอร์เข้ามาช่วยในการฝกึ อบรมในดา้ นต่างๆ หรือท่ี
เรียกวา่ คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เพอ่ื ส่งเสริมประสทิ ธิภาพการเรียนรู้
13. การใชค้ อมพิวเตอรช์ ่วยในการออกแบบ ช่วยในการออกแบบผลิตภณั ฑ์ รูปแบบหีบห่อ รวมทัง้ ด้านการ
ออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมใหเ้ หมาะกับความต้องการ
14. การใช้คอมพวิ เตอรช์ ่วยในการผลติ ช่วยในการผลติ สินค้าในโรงงงานอุตสาหกรรม สามารถตรวจสอบ
รายละเอยี ดและข้อผดิ พลาดของผลิตภณั ฑ์ เพือ่ ให้ได้มาตรฐาน
15. ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ทางด้าน รปู ภาพและขอ้ มูลทาง
ภูมิศาสตร์ มาจัดทำแผนทใ่ี นบรเิ วณทีส่ นใจ เป็นประโยชนใ์ นการดำเนินกจิ การตา่ งๆ เช่น การวางแผน
ยุทธศาสตร์ การขนสง่ สำรวจและป้องกนั ภยั ธรรมชาติ การชว่ ยเหลอื และก้ภู ัย เปน็ ตน้
สรปุ

จากท่ีกล่าว ในสังคมสารสนเทศ เทคโนโลยสี ารสนเทศมีการเปลีย่ นแปลงไปอย่างมาก คนในสงั คมมกี าร
ปรับตัวเพือ่ รองรบั การเปล่ยี นแปลง คนทกุ ระดบั อายุ เกือบทกุ อาชีพ มีความตอ้ งการสารสนเทศอยตู่ ลอดเวลา
ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือใหส้ ามารถนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาเปน็ เครือ่ งมือช่วยอำนวยความสะดวกใน

การ ดำเนนิ ชีวติ ประจำวัน ไม่ว่าจะเปน็ การศึกษาหาความรู้ การประกอบธุรกจิ การบริหารจดั การ การพักผ่อน
และบนั เทงิ รวมทั้งการสรา้ งโอกาสใหมๆ่ ให้กบั ชวี ติ ของตนเอง
แนวโนม้ เทคโนโลยีการศึกษาในอนาคต

เทคโนโลยีในปัจจบุ ันมวี ิวัฒนาการเปลีย่ นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็ ทำให้มีวสั ดุ อปุ กรณ์ และเทคนิควธิ กี าร
ใหมๆ่ เพื่อนำมาใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งไม่มีขีดจำกัดในทุกวงการ เช่นเดยี วกบั วงการศึกษาที่นำเทคโนโลยเี หล่าน้ีมา
ใช้เพ่ือเพ่มิ ประสิทธภิ าพการเรยี นการสอนและการบริหารจัดการ รวมถงึ ใชใ้ นการกำหนดแนวโน้มของการใช้
เทคโนโลยีเพ่อื ความเปลีย่ นแปลงในอนาคตว่า ควรมกี ารปรับปรุงเปล่ียนแปลงอยา่ งไรบ้างเพื่อใหม้ ีการใช้
เทคโนโลยีอยา่ งได้ผล นกั เทคโนโลยีการศึกษาจึงควรทราบถึงพฒั นาการของเทคโนโลยแี ละแนวโนม้ ในอนาคต
ในการเรียนการสอน ดังนี้
- พัฒนาการของเทคโนโลยีและการเรยี นการสอน
- การบรรจบกันของเทคโนโลยีและสือ่ การสอน
- ศักยภาพของการส่ือสารในสถาบันการศึกษา
- พัฒนาการของอเี ลริ ์นนิง่ : Learning Object
- Grid Computing
- ความเปน็ จรงิ เสมือนและสภาพแวดล้อมเชงิ เสมือน
- การรู้จำคำพูดและการส่ือสาร
- บทสรปุ : วงการศึกษาและความเปลย่ี นแปลงในอนาคต
- คอมพวิ เตอร์ : อุปกรณห์ ลักในการเรียนการสอน
- ไอซีทีและการบูรณาการการเรยี นการสอน
- การเรยี นในสภาพแวดล้อมการเรียนรูเ้ ชงิ เสมอื น
- การเปลย่ี นบทบาทของผู้สอนและผเู้ รียน
- สถานศึกษาอิเล็กทรอนิกส์

พฒั นาการของเทคโนโลยีและการเรียนการสอน
วงการต่างๆรวมถึงวงการศึกษาลว้ นได้ประโยชน์อย่างมหาศาลจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยี

สมยั ใหม่เพ่ือนำมาใชใ้ นการปรบั การดำเนินงานให้ทนั สมยั สมกับยคุ โลกาภิวตั น์ และเพ่ือนำเทคโนโลยที ีท่ นั สมยั
มาใชเ้ พ่ือเพ่ิมพูนประสิทธผิ ลการเรียนรู้แกผ่ เู้ รยี น การนำเอาเทคโนโลยมี าใชใ้ นห้องเรยี นปัจจบุ ันจงึ เกยี่ วขอ้ ง

กับวิวฒั นาการของวสั ดุ อุปกรณ์และวิธีการอันเปน็ ผลสบื เนอ่ื งมาจากการพฒั นาระบบและเทคนิคระดบั สูงใน
การผลิตและใช้งาน

เทคโนโลยที พี่ ัฒนาและเอ้ือประโยชน์ต่อการใช้งานทั้งในปจั จุบันและนับเนื่องถงึ อนาคตอนั
ใกล้จะมีมากมายหลายรปู แบบเพอ่ื ใช้ในวงการตา่ งๆ สำหรบั พัฒนาการของเทคโนโลยที ี่ใชใ้ นวงการศึกษาและ
การเรยี นการสอนท่จี ะกลา่ วถึง ไดแ้ ก่
- การบรรจบกันของเทคโนโลยีและส่ือการสอน
- ศักยภาพของการสื่อสารในสถาบันการศึกษา
- พัฒนาการของอเี ลริ ์นน่งิ : Learning Object
- Grid Computing
- ความเปน็ จรงิ เสมอื น
- การร้จู ำคำพดู และการสื่อสาร

การบรรจบกนั ของเทคโนโลยแี ละสื่อการสอน
การบรรจบกนั ของเทคโนโลยี (technological convergence) เป็นการรวมตัวกนั ของเทคโนโลยใี ห้

เป็นเทคโนโลยรี ปู แบบเดยี วที่สามารถใช้งานได้หลายวตั ถุประสงค์ในหนงึ่ เดยี ว ตวั อย่างเชน่
-โทรศัพทเ์ ซลลลู าร์เพียงเครื่องเดียว สามารถใชท้ ง้ั การติดต่อส่อื สารท้งั เสยี ง ข้อความ และภาพ มนี าฬกิ าบอก
เวลา จบั เวลา ต้งั ปลุก มสี มุดนดั หมาย
- คอมพวิ เตอร์แบบกระเปา๋ หิ้วและแบบมือถือทน่ี อกจากใช้ในการประมวลผลและจดั เกบ็ ขอ้ มลู แลว้ ยังใชใ้ น
การติดต่อสอ่ื สารบนอินเทอร์เน็ต ค้นคว้าหาข้อมลู
- อุปกรณ์สื่อสารไร้สายขนาดเลก็ ท่ีเป็นทง้ั โทรศัพท์และคอมพวิ เตอรส์ ว่ นบคุ คล ขนาดเล็กลกั ษณะPDA
- ปากกาที่นอกจากใช้เขยี นแลว้ ยงั สามารถบนั ทกึ เสยี ง เล่นMP3 และเก็บบนั ทึกข้อมลู ได้ในดา้ มเดยี ว

การบรรจบกันของเทคโนโลยีในเรือ่ งของส่ือการสอนจะช่วยเอื้อประโยชน์ในสถาบนั การศกึ ษาและ
การเรยี นการสอนได้อยา่ งมากในเรอื่ งของการจัดหาทรัพยากรและวัสดอุ ุปกรณ์ท่ีใช้เทคโนโลยีใหม่ ทำใหไ้ ม่
จำเป็นตอ้ งจดั หางบประมาณเพอ่ื ซ้ือวสั ดอุ ุปกรณม์ ากมายหลายอย่างเพื่อใช้ในการถ่ายทอดเนอื้ หาความรู้

ศักยภาพของการส่ือสารในสถาบนั การศึกษา
การส่ือสารบรอดแบนด์

“บรอดแบนด”์ (broadband) เป็นการเพิ่มสมรรถนะการสอ่ื สารในการสง่ และรับข้อมูลสารสนเทศทม่ี ี
ปรมิ าณมาก เชน่ ภาพยนตร์ การประชุมทางไกล ๚ ให้ส่งผ่านไดโ้ ดยไม่มีการติดขัดในการรบั ส่งสัญญาซงึ่ ส่งได้
ตั้งแต่ 1.544-55 เมกะบิตต่อวินาที

แนวโน้มในอนาคตของสถาบนั การศึกษาทั้งในระดับโรงเรียนและระดับอดุ มศึกษาจำเปน็ ตอ้ งมีการ
วางแผนในการใช้การสื่อสารบรอดแบนดม์ ากขน้ึ ทั้งนี้เนอ่ื งจากการถ่ายทอดเนือ้ หาความรูใ้ นการเรียนการ
สอนไม่จำกัดเฉพาะเพียงข้อความตัวอักขระและภาพนง่ิ เหมือนแตเ่ ดิมอีกตอ่ ไป แต่จะมกี ารถ่ายทอดความรู้
และส่ือสารข้อมลู ดว้ ยการเชือ่ มตอ่ ท้ังแบบเครือข่ายเฉพะท่ีและเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ รอบโลก

การสอื่ สารไรส้ าย
สถาบันการศกึ ษาทีใ่ ช้เครือขา่ ยไร้สายท้งั การใช้อินเทอรเ์ นต็ ไร้สายด้วย Wi-fi และ WiMax หรอื การใช้

ภายนอกหอ้ งเรียนดว้ ย Bluetooth จะมีความคลอ่ งตัวในการสื่อสารเนอ่ื งจากสามารถเอ้ืออำนวยประโยชนใ์ น
การเรียนการสอนได้อย่างมาก

-อสิ ระในการใชง้ าน การใช้อุปกรณไ์ รส้ ายแบบเคล่ือนที่ (mobile) ทำให้ผ้สู อนเป็นอิสระไมจ่ ำเป็นต้อง
นั่งอย่กู ับโต๊ะทำงานตลอดเวลา การทำงานโดยใชร้ ะบบเคลื่อนท่จี ะช่วยใหผ้ ู้สอนมเี วลาทีย่ ืดหยนุ่ และบริหาร
เวลาไดด้ ีขึ้น เพิ่มความสามารถในการปฏิบัติงาน

-ประหยัดคา่ ใชจ้ ่าย สถาบนั การศึกษาท่ีใช้เทคโนโลยีไร้สายจะประหยัดคา่ ใช้จา่ ยจำนวนมากในการเดิน
สายในอาคารและการดูแลรกั ษา และยงั เหมาะสมกบั บริเวณที่ยากต่อการวางสายเนอื่ งจากไมจ่ ำเป็นตอ้ งมตี ัว
โครงสรา้ งพ้นื ฐานเครือข่ายเฉพาะท่จี ริงๆ เพียงแต่ต้องมีโน๊ตบคุ๊ ทีม่ เี สาอากาศไรส้ าย หรอื การ์ดไรส้ าย และจดุ
เชื่อมตอ่ เข้าสเู่ ครือข่ายเทา่ น้ัน

-เพ่ิมความสามารถในการทำงาน ด้วยการติดต่อส่ือสารข้ามพื้นทอี่ ตั โนมัติทำให้ผู้สอนสามารถเพ่ิมเวลา
ทำงาน เช่น การรบั สง่ อเี มลขณะน่ังในรถยนตโ์ ดยไมต่ อ้ งหว่ งปญั หาเรื่องความเรว็ อีกตอ่ ไป เครือขา่ ยเฉพาะที่
ไรส้ ายจะช่วยให้ผสู้ อนสามารถเข้าสู่ข้อมูลของสถาบนั การศึกษาไดจ้ ากทกุ แห่งทัง้ ในและนอกสถานศึกษา และ
ช่วยใหเประหยดั เงินได้มากกว่าเทคโนโลยีแบบเดมิ ปน็ อย่างมาก

ดว้ ยประสทิ ธิภาพการใชง้ านดังกลา่ วจึงเปน็ ทป่ี ระจกั ษช์ ัดว่าแนวโน้มในอนาคตของสถาบนั การศกึ ษาทัว่
ทกุ แหง่ จะจดั งบประมาณในการส่อื สารโดยใช้เครอื ข่ายไรส้ ายมากข้ึนกว่าเดิมเพื่อเชอ่ื ต่อคอมพิวเตอร์ท้งั ของ
ผู้สอนและผู้เรียนเขา้ กับเคร่ืองบริการและการส่อื สารระหว่างกนั โดยการสร้างเครือข่าย Wi-
fi และ WiMax เพ่ือการใช้อนิ เทอร์เนต็ ไร้สายให้ครอบคลมุ บรเิ วณพ้ืนที่อาคารเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกใน

การเรียนการสอน หากเป็นการส่ือสารไร้สายระหว่างคอมพิวเตอร์และอุปกรณร์ ่วมอืน่ ๆภายในบริเวณใน
หอ้ งเรียนจะเปน็ การใช้เทคโนโลยมี าตรฐาน Bluetooth

การใชเ้ ทคโนโลยีBluetoothในห้องเรียนจะชว่ ยใหส้ ภาพแวดลอ้ มการเรยี นรู้ไมถ่ กู จำกัด
อยูเ่ พียงระยะของสายเคเบิลท่ีเช่ือมตอ่ ระหวา่ งอุปกรณ์ดงั แต่กอ่ น แนวโน้มของการใชเ้ ครอื ขา่ ยไร้สายใน
สถาบันกาศึกษาจะเป็นการเปลย่ี นแปลงอยา่ งสำคัญในการใช้คอมพวิ เตอรโ์ น๊ตบุค๊ และ PDA ในการเรียนการ
สอนแทนที่คอมพิวเตอร์แบบต้ังโต๊ะแต่เดิม

พฒั นาการของอเี ลริ น์ น่ิง : Learning Object
ทรัพยากรและบทเรียนอีเลิรน์ น่งิ ปกตแิ ล้วจะมอี ยูก่ ระจดั กระจายบนอินเทอรเ์ นต็ ทำให้ไม่

สามารถเรียกใชง้ านได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตนุ จี้ ึงได้มกี ารพัฒนาอีเลิร์นนงิ่ โดยการสรา้ งเน้อื หาใน
รูปแบบที่เรียกว่า “เลิร์นนิง่ ออปเจ็กต์” (learning object) แบบอิสระท่ีสามารถเก็บรวมอยใู่ นทีเ่ ดียวกัน เพ่ือ
แบง่ ปนั กนั ใชใ้ นระหว่างสถาบันการศึกษาและสามารถใชง้ านไดห้ ลายแนวทาง

ความหมายของ “เลิร์นน่งิ ออปเจก็ ต์”
เลริ น์ น่งิ ออปเจ็กต์ เปน็ หน่วยการสอนขนาดเลก็ ใช้ในอีเลริ ์นนิง่ ท่ีมเี นอื้ หาเป็นอิสระใน

ตัวเอง ภายในเลริ ์นน่งิ ออปเจ็กต์แต่ละหน่วยจะมีสว่ นประกอบของไฟลด์ ิจทิ ลั รูปแบบตา่ งๆรวมกันอยู่ในหน่วย
นนั้ ผูใ้ ชส้ ามารถนำเลิร์นนงิ่ ออปเจก็ ต์แตล่ ะหนว่ ยมาใช้ร่วมกันเพื่อเปน็ บทเรียนในเรอื่ งใดเรอ่ื งหนึ่ง

ลกั ษณะของเลริ ์นนง่ิ ออปเจก็ ต์
เลิรน์ นง่ิ ออปเจก็ ต์เป็นสอื่ ทางการศกึ ษาที่ออกแบบและสร้างเป็น “ก้อน”(chunks) เลก็ ๆดว้ ย

วัตถปุ ระสงค์เพ่ือเพ่ิมจำนวนสถานการณ์ของการเรยี นรใู้ ห้มากทสี่ ุดเท่าทจี่ ะมากไดแ้ ละสามารถใช้ทรัพยากรท่ีมี
อยเู่ พ่ือวัตถุประสงค์น้ัน

เลิรน์ นิ่งออปเจ็กต์ เปรียบเสมอื นบล็อกทส่ี รา้ งแลว้ แต่ละบลอ็ กทสี่ ามารถนำมารวมกนั เพอ่ื สรรค์
สร้างใหม่เป็นบทเรยี นมอดลู คอร์ส หรือแม้แตห่ ลักสตู ร นกั ออกแบบระบบ ผูส้ อน หรือผ้เู รียนสามารถเลือก
เลิร์นน่ิงออปเจ็กต์มาช้ไดเ้ อง และด้วยการใชร้ ะบบบริหารจัดการเนื้อหาการเรยี นรจู้ ะทำใหเ้ พ่ิมศักยภาพการใช้
เลริ ์นนง่ิ ออปเจ็กตใ์ หม่ได้ตามสมรรถนะของผูเ้ รียนในเวลาจรงิ เพอ่ื ประสทิ ธิภาพการเรียนรู้

เมตาเดตาเพ่อื การค้นหาเลริ ์นนง่ิ ออปเกต์
เนื่องจากทรัพยากรบนเว็บมอี ยมู่ ากมายและอาจยากในการคน้ หาเลริ ์นนิ่งอปปเจ็กตท์ ี่

ตอ้ งการ ทางออกหน่ึงในการแกป้ ัญหาน้สี ามารถทำไดโ้ ดยการทำบญั ชีรายชอ่ื ระบบบัญชรี ายชอ่ื ของเลิรน์ น่ิง

ออปเจ็กต์ เรียกว่า “เมตาเดตา” เมตาเดตาของออปเจก็ ต์จะเปน็ ไฟล์ดจิ ทิ ัลซ่งึ บรรจสุ ารสนเทศสำคญั เพ่ือง่าย
ตอ่ การกำหนดตำแหนง่ และการประเมนิ ความเหมาะสม

เลริ ์นนง่ิ ออปเจ็กตไ์ ด้รบั การออกแบบมาให้ใชไ้ ดใ้ นทุกบริบทของการศึกษา ดงั นั้นจงึ มีความยดื หยุน่
ใชไ้ ด้หลายวตั ถุประสงค์ และใช้ไดซ้ ้ำแล้วซำ้ อีก

Grid Computing
เปน็ รูปแบบของเครือขา่ ยประเภทหนึง่ ซงึ่ ไมเ่ หมือนกบั เครือข่ายแบบเดิม grid computingจะ

ทำงานรว่ มกันโดยใช้วงจรวา่ งของการประมวลผลของคอมพวิ เตอรท์ ้ังหมดในเครือข่ายเพอื่ แกป้ ัญหาร่วมกัน
อยา่ งเข้มข้น

มาตรฐานและอปุ กรณ์ท่ีใชใ้ น grid computing
ในปัจจบุ ันกำลังไดร้ บั การเลอื กสรรและสว่ นมากแลว้ จะมกี ารสร้างขึ้นเพื่อใช้งานดา้ น
วทิ ยาศาสตร์ หากนำมาใชใ้ นวงการศึกษาจะชว่ ยใหน้ ักศกึ ษาและครผู ูส้ อนสามารถเข้าถึงข้อมลู ทแี่ ตเ่ ดิมสงวน
ไวเ้ ฉพาะมหาวทิ ยาลัยด้านการวิจัยเทา่ น้นั เพือ่ นำมาใชป้ ระโยชน์ในการเรยี นการสอนได้
แนวโน้มของการเรยี นการสอนในอนาคตย่อมมกี ารใช้ grid computing
กนั อยา่ งกวา้ งขวางมากขึน้ ทั้งนี้เพราะการสอ่ื สารเพื่อแบ่งปันขอ้ มลู ความรู้ระหวา่ งผสู้ อน ด้วยกันเอง ระหวา่ ง
ผู้เรียน หรอื ระหว่างผูส้ อนกับผู้เรยี น การค้นคว้าทดลองท้ังในระดับประเทศและนานาชาติ จะมีการแบ่งปนั
ขอ้ มลู ไดง้ า่ ยขึน้
ความเปน็ จริงเสมือนและสภาพแวดล้อมเชิงเสมอื น
ความหมายของ “ความเป็นจรงิ เสมือน”
ความเปน็ จริงเสมือน (virtual reality) หรือที่เรยี กว่า “วอี าร์” (VR) เปน็ กลุ่มเทคโนโลยเี ชงิ
โตต้ อบทผ่ี ลักดันให้ผใู้ ชเ้ กิดความรู้สกึ ของการเข้ารว่ มอยูภ่ ายในส่ิงแวดล้อมท่ีไม่ไดม้ ีอยจู่ ริงท่สี รา้ งขึ้นโดย
คอมพิวเตอร์
รูปแบบของความเป็นจรงิ เสมือน
มี 3 รปู แบบ คือ
1. ความเป็นจรงิ เสมือนแบบรับสัมผัสเตม็ รูปแบบ ผู้ใช้จะรบั รูข้ อ้ มลู ดว้ ยประสาทสัมผัสทั้ง 5
อย่างเตม็ รูปแบบโดยใชอ้ ปุ กรณ์คอมพิวเตอร์เสริมพิเศษและต้องสวมใสอ่ ุปกรณ์ เช่น จอภาพสวมศีรษะ ถงุ
มอื รบั รู้ และใชร้ ่วมกบั ซอฟต์แวร์
- จอภาพสวมศรี ษะ (HMD) หรือที่รจู้ ักกนั อกี ชอ่ื หน่งึ วา่ “ชดุ แวน่ ตา” ทำดว้ ยกระจกสามมติ ิ
เรยี กว่า “stereoscopic glasses” ให้ผ้ใู ช้สามารถมองเหน็ สงิ่ ท่เี ปน็ นามธรรมหรอื ที่วา่ งประดษิ ฐ์ในลักษณะ

3 มิติในโลกของความเป็นจรงิ เสมือนได้ จอภาพสวมศรี ษะยงั มหี ฟู ังในระบบทเี่ รียกวา่ “3-D sound” เพื่อให้
ฟังเสยี งในระบบสามมิติจากทิศทางต่างๆโดยรอบอีกด้วย
- ถุงมอื รับรู้ (sensor glove) เปน็ ถุงมือขนาดเบาที่มเี สน้ ใยนำแสงเรยี งเป็นแนว เมื่อสวมถงุ มอื นี้
แลว้ จะทำใหผ้ ใู้ ช้เข้าถึงสงิ่ แวดล้อม 3 มิติ ถงุ มือรับรู้จะทำใหผ้ ใู้ ช้จับตอ้ งและรูส้ ึกถงึ ไดถ้ ึงวัตถุสิ่งของซ่งึ ไมม่ ี
อยทู่ ี่นน่ั จรงิ ๆ นอกจากนี้ถงุ มือรับรยู้ ังชว่ ยให้ผ้ใู ชม้ ีการโต้ตอบกับวัตถุได้อกี ด้วย ผ้ใู ช้สามารถหยบิ วัตถุนั้นขน้ึ มา
และกระทำใดๆก็ได้ ถุงมือรบั รู้ท่ีนิยมใช้กันจะเปน็ ถุงมือความดันลมทม่ี เี คร่ืองรบั ความรสู้ ึกและถุงลมเลก็ ๆอยู่
ภายใน ได้แก่ “ถุงมือข้อมลู ” (Data Glove) ซ่งึ เปน็ ผลิตภัณฑ์ของบรษิ ทั วีพีแอล รีเสิรช์ อินคอร์พอเรชนั่
(VPL Research Inc.)
- ซอฟต์แวร์ การท่ีจะใหไ้ ดภ้ าพ 3มิติ จะตอ้ งใช้ซอฟตแ์ วร์เพื่อสร้างภาพบนคอมพวิ เตอร์ เพอื่ ให้
ผู้ใชส้ ามารถท่องสำรวจไปในโลกเมอื นจรงิ ได้ ระบบการทำงานของซอฟต์แวร์จะจดั การฐานขอ้ มูลของวตั ถุ
เสมอื นและปรับใหเ้ ปน็ ไปตามการเคล่ือนทข่ี องผใู้ ช้

2. ความเป็นจริงเสมือนแบบสัมผัสบางส่วนหรือกง่ึ รบั สัมผสั เปน็ แบบทน่ี ำแนวความคดิ การ
จำลองการบินมาใช้เนอื่ งจากมกี ารประมวลผลกราฟฟิกสมรรถนะสูง หลกั การทำงานคลา้ ยกับประเภทรับ
สัมผสั เตม็ รูปแบบแต่มีการพัฒนาระบบจอภาพให้มีขนาดใหญ่ และมมุ กวา้ งให้ไดภ้ าพที่มคี ณุ ภาพสงู ด้วยความ
คมชดั 1000-3000 เส้น มีรูปทรงสี
อุปกรณ์แสดงผลหลัก ได้แก่ จอภาพมอนเิ ตอรข์ นาดใหญ่ ระบบจอภาพขนาดกวา้ ง แวน่ ตามองภาพ 3
มิติ อุปกรณ์ในส่วนขอ้ มูลนำเข้า ไดแ้ ก่ แท่งควบคุม (joystick) และอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนทีใ่ น
สง่ิ แวดล้อม 3 มติ ิ

3. ความเปน็ จรงิ เสมือนแบบผ่านจอภาพ รูปแบบนี้เรียกได้เป็น “ความเป็นจรงิ ประดษิ ฐ์” เป็น
แบบท่ีให้ประสบการณ์เสมอื นจรงิ นอ้ ยทสี่ ดุ ความเปน็ จรงิ เสมือนแบบผ่านจอภาพท่ีพบเหน็ บอ่ ยและใชง้ าน
โดยไมต่ อ้ งใช้อุปกรณ์พิเศษนอกจากเมาสท์ ี่ใชก้ ับคอมพิวเตอร์ ไดแ้ ก่ Quicktime VR ท่ีสรา้ งด้วยซอฟต์แวร์
ของบริษัท Apple Computer โดยใชภ้ าพถา่ ยมาเป็นแบบจำลองของโลก 3 มิติ

การทำงานของความเปน็ จริงเสมือน
ความเปน็ จริงเสมอื นนับวา่ เปน็ พน้ื ฐานของเทคโนโลยสี ำหรบั สรา้ งประสบการณ์ในการเลียนแบบโดย

การใชค้ อมพวิ เตอร์ในการสรา้ ง ผู้ใช้เทคโนโลยคี วามเปน็ จรงิ เสมือนแบบรับสัมผสั เต็มรูปแบบตอ้ งสวมใส่
อุปกรณ์ คือ จอภาพสวมศีรษะและถุงมือรับร้ทู ีต่ ่อกบั คอมพิวเตอร์ เมอื่ ผู้ใช้สวมจอภาพสวมศรี ษะซึง่
ประกอบดว้ ยจอมอนิเตอร์เลก็ ๆ แล้ว จอมอนิเตอร์จะเติมเต็มการเหน็ ทั้งหมดดว้ ยภาพภายในหอ้ งในลักษณะ
ภาพ 3 มติ ิ

Trend1
แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการศกึ ษาในอนาคต

1. สภาพการณข์ องเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การศกึ ษาในปัจจบุ ัน
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศทมี่ ีต่อการจัดการศกึ ษาของไทยในปัจุบนั

ในปจั จุบนั เทคโนโลยีสารสนเทศไดเ้ ข้ามามีบทบาท ในการพฒั นาในเกือบทกุ ๆดา้ น ไม่ว่าในด้านธรุ กิจ
ด้านสาธารณสุข ดา้ นการทหารและความม่ันคง ด้านโทรคมนาคมและการส่ือสาร ดงั จะเหน็ ได้ว่า หน่วยงาน
ธุรกิจส่วนใหญจ่ ำเป็นต้องใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ เคร่ืองมือสำคญั ในการบรหิ าร การจดั การในองค์กร อกี
ท้ังเพ่ิมระดบั ความสำคญั มากขน้ึ ในแต่ละปี มีการจดั สรรงบประมาณสว่ นหนงึ่ ไว้ เพ่อื การจดั การกบั ขอ้ มูล
สารสนเทศเป็นการเฉพาะ มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อวางกลยทุ ธห์ าความไดเ้ ปรยี บในตลาดโดยรวม
อกี ท้ังยงั เป็นเคร่ืองมอื สำคัญในการจดั การเพ่อื เพ่ิมผลผลิต รวมถึงใช้เปน็ ชอ่ งทาง สำหรบั เผยแพร่สารสนเทศ
ขององค์กรมากขึน้ ด้วย

ในส่วนของการศกึ ษา เทคโนโลยสี ารสนเทศ กม็ ีบทบาททีส่ ำคัญในสว่ นของการเปน็ ทงั้ เคร่อื งมือหลัก
และเครื่องมือสนับสนุนทีต่ ้องจดั หา และนำมาใชใ้ นการเรยี นการสอนเพื่อใหเ้ ปน็ ไปตามลักษณะการศกึ ษา ตาม
เจตนารมณข์ องพระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ การกำหนดทิศทางและนโยบายการจัดการศึกษาไทย จงึ
ตอ้ งดำเนนิ การอย่างเรง่ ดว่ น เพ่ือให้ทนั ตอ่ ความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยีท่ีมผี ลตอ่ การกำหนดคุณสมบตั ิและ
คณุ ภาพของแรงงานในอนาคต ซงึ่ เราจะปฎิเสธไม่ได้เลยวา่ เทคโนโลยสี ารสนเทศ เทคโนโลยีการขนสง่
เทคโนโลยกี ารผลติ นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยชี ีวภาพ เหลา่ นล้ี ้วนมีความก้าวหน้าขนึ้ อย่างต่อเน่ือง ซงึ่
เทคโนโลยีเหลา่ น้ีมปี ระโยชนใ์ นการเพิ่มศกั ยภาพการแข่งขันของประเทศ ดงั นนั้ การจดั การศกึ ษาจึงต้องมกี าร
เพม่ิ เติมความรู้เกยี่ วกบั เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในหลักสตู รการเรียนการสอน และปรบั ปรุงให้ทันต่อการเปล่ยี นแปลง
เทคโนโลยี จะต้องประกอบด้วย โครงสรา้ งพ้นื ฐานด้านชอ่ งทางและส่ือ ดงั ต่อไปนี้

1. เทคโนโลยีโทรคมนาคม (E-communication)
เทคโนโลยโี ทรคมนาคม ท่สี ำคัญได้แก่ การส่ือสารผ่านดาวเทยี ม เครือขา่ ยความถี่การสอื่ สาร เครือขา่ ย

เส้นใยแกว้ นำแสง เครือข่ายคอมพวิ เตอร์
2. ระบบการสอนผา่ นจอภาพ (On -Screen Interactive Instruction)
ระบบการสอนผ่านจอภาพท่สี ำคัญได้แก่ การสอนด้วยคอมพวิ เตอร์ การสอนด้วยโทรทศั น์ปฏสิ มั พนั ธ์

การสอนด้วยการประชุมทางไกล การสอนด้วยเครือขา่ ยโลก
3. ระบบสื่อตามต้องการ (Media On Demand)

เชน่ สัญญาณภาพตามต้องการ เสยี งตามตอ้ งการ บทเรียนตามต้องการ เปน็ ต้น
4.ระบบฐานความรู้ (Knowledge-Based System)
เปน็ ระบบที่พฒั นาต่อยอดมาจากระบบฐานข้อมลู ซง่ึ รวบรวม และจดั เรียงเนือ้ หาข้อมลู ตามลำดับทมี่ ีกฎเกณฑ์
ตายตวั โดยใชค้ ำไข (Key word) เป็นตัวค้นและตวั เรยี กข้อมูล ส่วนฐานความรูจ้ ะจดั ข้อมูลไว้หลากหลาย เช่น
ตามประเภทของหลักสตู ร ตามกลุม่ อายขุ องผูใ้ ช้ ตามประเภทของวตั ถปุ ระสงค์ของการใช้ เป็นต้น การทำงาน
ของฐานความรูจ้ ะต้องทำงานประสานกนั อย่างน้อย 3 ระบบได้แก่ ระบบส่อื สาร ระบบสารสนเทศ และระบบ
เหตผุ ล เพื่อให้สามารถค้นหาและเรียกขอ้ มูล หรือความรทู้ ่ีตอบสนองตรงกบั อายุ ตามความตอ้ งการ หรอื
วตั ถุประสงค์ของผู้ใชง้ านและหากจะกลา่ วถึงเทคโนโลยสี ารสนเทศที่เก่ียวข้องกับการศกึ ษาในลกั ษณะท่ชี ัดเจน
ทส่ี ุดน้นั จะอย่ใู นรปู ลกั ษณข์ องสื่อต่างๆ ทรี่ วมเรียกว่า สือ่ การศึกษา ซึ่งเป็นทย่ี อมรับกันในวงการศกึ ษาแล้วว่า
สอื่ การศึกษา โดยเฉพาะสอื่ ทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ เปน็ ส่วนสำคญั ในการผลักดันให้กลไกการจดั การศึกษา
การเรียนรู้ สามารถสง่ ผลโดยตรงให้กับผู้เรียนเขา้ ถึงองค์ความรไู้ ด้อยา่ งรวดเร็ว ได้อย่างกวา้ งขวางและเป็นผล
ตอ่ พัฒนาการเรียนรูไ้ ด้มากที่สดุ อาจจะสรปุ ได้วา่ ส่ือการศึกษา สามารถส่งผลต่อการเรยี นรแู้ ละการศึกษาใน
ด้านตา่ งๆ ดงั นี้
1. ดา้ นคณุ ภาพการเรยี นรู้ สื่อการศึกษาจะสามารถช่วยใหค้ ณุ ภาพการเรียนรดู้ ขี นึ้
2. ในด้านเวลาผู้เรยี นผา่ นสื่อสามารถเรียนรู้ไดม้ ากขึ้น
3. การตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ สอ่ื การศึกษาสามารถสรา้ งแรงจงู ใจและเร้าความสนใจได้เป็นอย่างดี
4. การมสี ่วนร่วมการเรียน ผู้เรียนสามารถมีสว่ นรว่ มในกระบวนการเรียนรู้
5. ความทรงจำตอ่ สาระเนื้อหา การเรียนรจู้ ากสื่อการศึกษาจะทำให้ผเู้ รยี นจำไดน้ าน เรยี นรู้ได้เร็วและดขี ้นึ
6. ความเขา้ ใจในสาระ ผู้เรยี นมปี ระสบการณ์ความเข้าใจจากรปู ธรรมไปส่นู ามธรรม
7. สอื่ การศกึ ษาสามารถเอาชนะข้อจำกัดตา่ งๆได้

3.· บทบาทของครใู นยคุ เทคโนโลยีสารสนเทศและยคุ ดิจิตอล

บทบาทหน้าทขี่ องเทคโนโลยสี ารสนเทศ

พฒั นาการของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยไี ดเ้ ขา้ มามบี ทบาทอย่างมาก บทบาทของการพฒั นาเทคโนโลยีรวดเร็วข้ึนเมื่อมีการ

พัฒนาอุปกรณ์ทางดา้ นคอมพิวเตอรแ์ ละสว่ ประกอบ จะเห็นได้วา่ ในปัจจุบนั มีผลติ ภัณฑ์ใหม่ ซงึ่ มีคอมพวิ เตอร์
เข้าไปเกีย่ วขอ้ งให้เหน็ อยู่ตลอดเวลาในช่วง พ.ศ.2523 เป็นต้นมา ความเจริญก้าวหนา้ ทางด้าน
คอมพวิ เตอร์ และระบบส่อื สารข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว การใชค้ อมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลขอ้ มูลเปน็ ไป

อย่างกว้างขวาง มกี ารส่งถา่ ยขอ้ มูลระหวา่ งกันเป็นจำนวนมาก เกดิ การประยกุ ต์งานดา้ นต่าง ๆ เชน่ ระบบการ
โอนเงินทางอเิ ล็กทรอนิกส์ การใชโ้ ทรสาร (facsimile) ไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนิกส์(electronic mail) ชีวติ ความ
เปน็ อยใู่ นปัจจบุ นั เกี่ยวข้องกบั เทคโนโลยีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยที างคอมพวิ เตอร์ท่ีมีบทบาท
เพมิ่ ขน้ึ จากปี พ.ศ. 2528 กระทรวงศึกษาธกิ ารได้กำหนดใหม้ กี ารเรียนคอมพิวเตอร์จากเดมิ เปน็ วชิ าเลือก แต่
ในปัจจบุ ัน ตามหลกั สูตรการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พ.ศ.2542 กำหนดให้นกั เรียนทุกคนต้องเรยี น เพื่อให้เยาวชนทุก
คนมีความรู้ความเข้าใจในเรอื่ งของเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำไปประยกุ ต์ใช้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ มคี ุณธรรม
จรยิ ธรรม

ความสำคญั และบทบาทของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการท่เี จรญิ ก้าวหนา้ อยา่ งรวดเรว็ มกี ารปรับปรุงเครื่องมือเครอ่ื งใช้ที่

เปน็ ประโยชนก์ บั งานสารสนเทศอยตู่ ลอดเวลา ทำให้วงการวิชาชพี หันมาปรับปรงุ กลไกในวชิ าชพี ของตนให้ทัน
กับสงั คมสารสนเทศ เพื่อให้ทันตอ่ กระแสโลก จึงทำใหเ้ กิดการบรกิ ารรูปแบบใหมๆ่ ขน้ึ มากมาย ไม่วา่ จะเป็น
การซ้อื ขายผ่านอินเตอร์เน็ต การให้บริการส่งข่าวสาร SMS หรือการโหลดเพลงผา่ นเครือข่ายโทรศพั ท์มือถือ
นอกจากนหี้ นว่ ยงานต่างๆ ยงั ได้สรา้ งระบบงานสารสนเทศในหนว่ ยงานของตนเองขนึ้ เป็นจำนวนมาก เชน่ การ
ทำเวบ็ ไซด์ของหน่วยงานเพ่ือใชป้ ระโยชนจ์ ากสารสนเทศเหล่านั้นเพ่ือให้เกิดประโยชนอ์ ย่างกวา้ งขวางและ
คุ้มคา่ โดยสารสนเทศเขา้ มามีบทบาทในการจัดทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อใชใ้ นการสอ่ื สาร การประชาสมั พันธ์ การ
ปฏิบตั ิงาน การแก้ปัญหา หรอื การตัดสินใจ เพื่อการวางแผนและการจัดการ
ดังน้นั เทคโนโลยสี ารสนเทศจึงมีบทบาทและความสำคัญมาก ในปัจจุบัน และมีแนวโนม้ ที่จะมบี ทบาทมาก
ยงิ่ ข้ึนในอนาคต เพราะเทคโนโลยีเป็นเคร่ืองมือในการดำเนินงานสารสนเทศให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ นบั ตงั้ แต่การผลติ การจดั เกบ็ การประมวลผล การเรยี กใช้ การสื่อสารสารสนเทศ การ
แลกเปลยี่ นและใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกนั ให้เกดิ ประโยชนอ์ ย่างเตม็ ที่

ความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ (สุนทร แกว้ ลาย. 2531:166) พอสรุปไดด้ ังนี้
1.ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาสารในแตล่ ะวนั
2.ชว่ ยเพิ่มประสิทธภิ าพการผลิตสารสนเทศ
3.การจดั เรยี งลำดับสารสนเทศ ฯลฯ
4.ช่วยในการจัดเก็บสารสนเทศไวใ้ นรูปทเี่ รียกใช้ไดท้ กุ ครง้ั อยา่ งสะดวก
5.ชว่ ยใน การจัดระบบอตั โนมตั ิ เพ่ือการจัดเกบ็ การประมวลผล และการเรยี กใช้สารสนเทศ
6.ชว่ ยในการเขา้ ถงึ สารสนเทศได้อยา่ งรวดเร็ว มีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ
7.ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวก รวดเรว็ ลดอปุ สรรคเกี่ยวกบั เวลาและระยะทาง โดย
ใชร้ ะบบโทรศัพท์ และอื่นๆ
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความกา้ วหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทำใหม้ ีการพัฒนาคิดคน้ สิง่ อำนวยความ
สะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอนั มาก เทคโนโลยีไดเ้ ข้ามาเสริมปัจจยั พนื้ ฐานการดำรงชวี ติ ไดเ้ ป็นอยา่ ง
ดี เทคโนโลยีทำใหก้ ารสรา้ งที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสนิ ค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อ

ตอบสนองความต้องการของมนษุ ย์มากข้นึ เทคโนโลยที ำใหร้ ะบบการผลิตสามารถผลิตสนิ ค้าไดเ้ ปน็ จำนวน
มาก มีราคาถูกลง สนิ คา้ ได้คุณภาพ เทคโนโลยที ำให้มีการติดตอ่ ส่อื สารกันได้สะดวก การเดินทางเช่ือมโยงถึง
กนั ทำใหป้ ระชากรในโลกติดต่อรับฟงั ขา่ วสารกันได้ตลอดเวลา

บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ทำใหม้ กี ารพัฒนาคิดค้นส่ิงอำนวยความ

สะดวกสบายตอ่ การดำรงชวี ติ เปน็ อันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสรมิ ปัจจยั พนื้ ฐานการดำรงชวี ิตได้เป็นอยา่ ง
ดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศยั มีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินคา้ และใหบ้ ริการตา่ ง ๆ เพ่ือ
ตอบสนองความต้องการของมนุษยม์ ากข้นึ เทคโนโลยีทำใหร้ ะบบการผลติ สามารถผลติ สนิ ค้าไดเ้ ป็นจำนวน
มากมีราคาถูกลง สินคา้ ได้คณุ ภาพ เทคโนโลยที ำให้มีการติดต่อส่อื สารกันไดส้ ะดวก การเดนิ ทางเชื่อมโยงถงึ กนั
ทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังขา่ วสารกนั ไดต้ ลอดเวลา พัฒนาการของเทคโนโลยีทำใหช้ ีวติ ความเป็นอยู่
เปล่ยี นไปมาก เทคโนโลยีเร่ิมเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การส่อื สารด้วยขอ้ ความและภาษาเพ่ิมขึ้น
มาก เทคโนโลยีพฒั นามาจนถึงการส่ือสารกนั โดยสง่ ข้อความเปน็ เสยี งทางสายโทรศัพท์ไดป้ ระมาณรอ้ ยกวา่ ปี
ทแ่ี ลว้ และเมื่อประมาณหา้ สิบปที แ่ี ลว้ กม็ ีการส่งภาพโทรทศั นแ์ ละคอมพวิ เตอรท์ ำใหม้ ีการใช้สารสนเทศใน
รปู แบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบนั มีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนงั สือพิมพ์ แ ละสื่อตา่ ง ๆ ทีใ่ ชใ้ นการกระจา่ ย
ข่าวสาร มกี ารแพรภ่ าพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพ่ือรายงานเหตกุ ารณ์สด เห็นได้ชดั วา่ เทคโนโลยไี ดเ้ ข้ามามี
บทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยรี วดเร็วข้นึ เมอื่ มกี ารพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพวิ เตอร์
และส่วนประกอบ จะเหน็ ไดว้ ่าในชว่ งสี่หา้ ปที ผ่ี ่านมาจะมผี ลิตภณั ฑใ์ หม่ ซง่ึ มคี อมพิวเตอรเ์ ขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งให้
เห็นอยตู่ ลอดเวลา

ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถอธิบายความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศดา้ นที่มีผลกระทบต่อการเปลย่ี นแปลง

พฤติกรรมดา้ นตา่ ง ๆ ของมนุษยไ์ ว้หลายประการดงั ต่อไปนี้ (จอหน์ ไนซ์บติ ต์ อา้ งถึงใน ยืน ภู่วรวรรณ)
1. เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำใหส้ งั คมเปลีย่ นจากสงั คมอตุ สาหกรรมมาเป็นสงั คมสารสนเทศ
2. เทคโนโลยสี ารสนเทศทำใหร้ ะบบเศรษฐกิจเปลยี่ นจากระบบแหง่ ชาติไปเปน็ เศรษฐกิจโลกทท่ี ำให้
ระบบ
เศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเช่ือมโยงของเครอื ข่ายสารสนเทศทำใหเ้ กิดสังคมโลกาภิวัฒน์
3. เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้องค์กรมลี ักษณะผูกพัน มกี ารบงั คับบัญชาแบบแนวราบมากขน้ึ หนว่ ย
ธุรกิจมีขนาดเลก็ ลง และเช่ือมโยงกับหน่วยธุรกิจอ่ืนเป็นเครือขา่ ย การดำเนนิ ธุรกจิ มีการ
แขง่ ขันกนั ในด้านความเรว็ โดยอาศัยการใชร้ ะบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเปน็ ตวั
สนับสนุน เพอ่ื ใหเ้ กดิ การแลกเปลีย่ นข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว
4. เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ เทคโนโลยีแบบสนุ ทรยี สัมผสั และสามารถตอบสนองตามความต้องการ
การใช้เทคโนโลยใี นรูปแบบใหมท่ ่เี ลือกไดเ้ อง
5. เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้เกดิ สภาพทางการทำงานแบบทุกสถานทแ่ี ละทุกเวลา
6. เทคโนโลยสี ารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขน้ึ อกี ทั้งยงั ทำใหว้ ธิ ีการดสิน

ใจ หรือเลอื กทางเลือกได้ละเอียดขน้ึ
กล่าวโดยสรปุ แลว้ เทคโนโลยสี ารสนเทศมบี ทบาทที่สำคญั ในทุกวงการ มีผลต่อการเปลีย่ นแปลงโลก

ดา้ นความเปน็ อยู่ สงั คม เศรษฐกจิ การศึกษา การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การเมอื ง ตลอดจนการ
วจิ ยั และการพฒั นาตา่ ง ๆ

องค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศกล่าวได้ว่าประกอบขนึ้ จากเทคโนโลยีสองสาขาหลักคอื เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี อื่ สารโทรคมนาคม สำหรับรายละเอยี ดพอสังเขปของแตล่ ะเทคโนโลยมี ี
ดงั ต่อไปนค้ี ือ
1. เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
คอมพวิ เตอร์เปน็ เครอ่ื งอเิ ล็กทรอนกิ ส์ท่สี ามารถจดจำขอ้ มลู ต่าง ๆ และปฏบิ ตั ิตามคำสง่ั เพื่อให้
คอมพวิ เตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนง่ึ คอมพวิ เตอร์นนั้ ประกอบดว้ ยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณฮ์ าร์ดแวร์นจ้ี ะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรอื ที่
เรียกว่า ซอฟตแ์ วร์ (Software) (มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี 2546: 4)
ฮาร์ดแวร์ ประกอบดว้ ย 5 ส่วน คอื
1. อปุ กรณ์รบั ข้อมูล (Input) เชน่ แผงแป้นอกั ขระ (Keyboard), เมาส์, เครอื่ งตรวจกวาดภาพ
(Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เคร่อื งอ่านบัตรแถบแมเ่ หล็ก
(Magnetic Strip Reader), และเครื่องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
2. อุปกรณ์สง่ ข้อมูล (Output) เช่น จอภาพ (Monitor), เครื่องพิมพ์ (Printer), และเทอร์มินลั
3. หน่วยประมวลผลกลาง จะทำงานรว่ มกบั หน่วยความจำหลกั ในขณะคำนวณหรอื ประมวลผล โดย
ปฏิบตั หิ น้าทีต่ ามคำสงั่ ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดึงข้อมลู และคำสงั่ ท่ีเกบ็ ไวไ้ ว้ในหน่วยความจำหลัก
มาประมวลผล
4. หน่วยความจำหลัก มหี น้าทเี่ ก็บข้อมูลท่มี าจากอปุ กรณร์ ับข้อมูลเพื่อใช้ในการคำนวณ และผลลัพธ์
ของการคำนวณก่อนจะสง่ ไปยังอุปกรณส์ ง่ ข้อมูล รวมทง้ั การเก็บคำสั่งขณะกำลังประมวลผล
5. หนว่ ยความจำสำรอง ทำหนา้ ท่จี ัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมขณะยังไมไ่ ดใ้ ช้งาน เพ่อื การใชใ้ น
อนาคต
ซอฟตแ์ วร์ เป็นองค์ประกอบทีส่ ำคัญและจำเป็นมากในการควบคมุ การทำงานของเครอื่ ง
คอมพวิ เตอร์ ซอฟตแ์ วรส์ ามารถแบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ
ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ มีหนา้ ทคี่ วบคุมอุปกรณต์ า่ ง ๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์ และเปน็ ตวั กลางระหว่างผู้ใชก้ ับ
คอมพิวเตอรห์ รือฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งเปน็ 3 ชนดิ ใหญ่ คือ
1. โปรแกรมระบบปฏบิ ัติการ ใชค้ วบคุมการทำงานของคอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณ์พว่ งต่อกับเครือ่ ง
คอมพวิ เตอร์ ตวั อย่างโปรแกรมทน่ี ยิ มใช้กนั ในปัจจุบัน เชน่ UNIX, DOS, Microsoft Windows
2. โปรแกรมอรรถประโยชน์ ใช้ชว่ ยอำนวยความสะดวกแกผ่ ใู้ ชเ้ ครือ่ งคอมพิวเตอรใ์ นระหวา่ งการ

ประมวลผลขอ้ มลู หรือในระหว่างทใ่ี ชเ้ คร่ืองคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมทีน่ ยิ มใชก้ ันในปจั จบุ นั เช่น
โปรแกรมเอดิเตอร์ (Editor)

3. โปรแกรมแปลภาษา ใช้ในการแปลความหมายของคำสัง่ ที่เปน็ ภาษาคอมพิวเตอร์ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบ
ทเ่ี ครอ่ื งคอมพิวเตอร์เข้าใจ และทำงานตามท่ผี ูใ้ ช้ต้องการ

ซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต์ เป็นโปรแกรมทเี่ ขยี นขึ้นเพื่อทำงานเฉพาะด้านตามความตอ้ งการ ซงึ่ ซอฟต์แวร์
ประยุกตน์ ีส้ ามารถแบ่งเปน็ 3 ชนดิ คอื

1. ซอฟตแ์ วร์ประยุกตเ์ พื่องานทว่ั ไป เปน็ ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานทั่วไปไมเ่ จาะจงประเภท
ของธุรกิจ ตัวอย่าง เชน่ Word Processing, Spreadsheet, Database Management เป็นต้น

2. ซอฟต์แวร์ประยุกตเ์ ฉพาะงาน เป็นซอฟตแ์ วร์ท่สี รา้ งขนึ้ เพ่ือใช้ในธุรกิจเฉพาะ ตามแต่
วตั ถุประสงค์ของการนำไปใช้

3. ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์อืน่ ๆ เป็นซอฟต์แวร์ท่ีเขยี นข้ึนเพื่อความบนั เทิง และอน่ื ๆ นอกเหนือจาก
ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกตส์ องชนิดข้างต้น ตัวอยา่ ง เชน่ Hypertext, Personal Information Management และ
ซอฟต์แวรเ์ กมต่าง ๆ เปน็ ตน้

ประโยชน์และผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การกำเนดิ ของคอมพวิ เตอรเ์ มื่อประมาณหา้ สบิ กว่าปที ี่แลว้ เปน็ ก้าวสำคัญทน่ี ำไปสยู่ ุค สารสนเทศ

ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใชเ้ ปน็ เคร่ืองคำนวณแต่ต่อมาได้มคี วามพยายามพัฒนาให้คอมพวิ เตอร์
เปน็ อปุ กรณส์ ำคัญสำหรับการจัดการข้อมลู เมื่อเทคโนโลยอี ิเล็กทรอนิกส์ได้กา้ วหน้ามากขึ้นทำใหส้ ามารถ
สรา้ งคอมพวิ เตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แตป่ ระสิทธิภาพสงู ขึ้น สภาพการใชง้ านจงึ ใช้งานกันอยา่ งแพร่หลาย
ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศท่มี ีตอ่ ชีวติ ความเป็นอยแู่ ละสังคมจึงมีมากมีการเรยี นรแู้ ละใชส้ ารสนเทศ
กันอย่างกวา้ งขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยรวมกลา่ วได้ดังนี้

การสรา้ งเสริมคุณภาพชวี ิตที่ดีข้นึ สภาพความเปน็ อยขู่ องสังคมเมือง มีการพฒั นาใชร้ ะบบสือ่ สาร
โทรคมนาคม เพ่ือตดิ ต่อส่อื สารให้สะดวกข้นึ มีการประยกุ ต์มาใช้กบั เคร่ืองอำนวยความสะดวกภายในบา้ น เช่น
ใชค้ วบคุมเครื่องปรบั อากาศ ใชค้ วบคมุ ระบบ ไฟฟ้าภายในบ้าน เปน็ ต้น

สารสนเทศกบั การเรียนการสอนในโรงเรยี น การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และ
เครอ่ื งมือประกอบชว่ ยในการเรยี นรู้ ู้ เช่น วีดีทศั น์ เครอ่ื งฉายภาพ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอรช์ ว่ ยจดั
การศึกษา จดั ตารางสอน คำนวณระดบั คะแนน จดั ช้นั เรยี น ทำรายงานเพื่อใหผ้ ูบ้ ริหารได้ทราบถงึ ปัญหาและ
การแกป้ ัญหาในโรงเรียน ปจั จุบนั มกี ารเรียนการสอนดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศในโรงเรียนมากขึน้ เทคโนโลยี
สารสนเทศกบั สิ่งแวดล้อม การจดั การทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแล
รักษาป่า จำเปน็ ต้องใช้ข้อมลู มกี ารใช้ภาพถ่ายดาวเทยี ม การตดิ ตามข้อมลู สภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ
การจำลองรปู แบบสภาวะสิง่ แวดลอ้ มเพ่ือปรับปรุงแกไ้ ข การเก็บรวมรวมข้อมลู คุณภาพน้ำในแมน่ ้ำตา่ ง ๆ การ
ตรวจวดั มลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวดั ระยะไกลมาช่วยที่เรียกว่าโทรมาตร เปน็ ตน้

เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การปอ้ งกันประเทศ กิจการทางด้านการทหาร
มีการใชเ้ ทคโนโลยี อาวธุ ยทุ โธปกรณส์ มยั ใหม่ล้วนแตเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั คอมพิวเตอรแ์ ละระบบควบคมุ มีการใช้

ระบบป้องกนั ภัย ระบบเฝา้ ระวงั ทีม่ ีคอมพวิ เตอร์ควบคุมการทำงาน
การผลิตในอตุ สาหกรรม และการพาณชิ ยกรรม การแขง่ ขนั ทางดา้ นการผลติ สนิ ค้าอุตสาหกรรม

จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตใหไ้ ด้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ เขา้ มามีบทบาทมาก มีการใช้
ข้อมูลขา่ วสารเพ่ือการบริหาร
และการจดั การ การดำเนนิ การและยังรวมไปถงึ การใหบ้ ริการกับลูกคา้ เพอ่ื ให้ซ้อื สินคา้ ได้สะดวกขึ้น

4.· การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน (Project based-learning)

การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเปน็ ฐาน(ProjectBasedLearning)
การอบรมเชิงปฏิบตั ิการ โครงการจัดการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญ หัวขอ้ การจัดการเรียนการ
สอนแบบโครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning)
ซึ่งจดั เมอ่ื วนั ท่ี 20 มีนาคม 2558 มีสาระความรู้ ที่สามารถสรุปไดด้ งั น้ี
การเรยี นรู้โดยใขโ้ ครงงานเปน็ ฐาน
การจดั การเรยี นการสอนแบบโครงงาน เปน็ วิธกี ารจัดการสอนที่เนน้ ประสบการณ์ในการปฏบิ ัตงิ านใหแ้ ก่
ผูเ้ รียนเหมือนกบั การทำงานในชวี ิตจริงอยา่ งเป็นระบบ เพ่ือเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนได้มีประสบการณต์ รง ได้
เรียนรูว้ ธิ กี ารแกป้ ัญหา ได้ทำการทดลอง ไดพ้ สิ ูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง รจู้ ักการวางแผนการทำงาน ฝึกการ
เปน็ ผ้นู ำ ผู้ตาม ตลอดจนได้พฒั นากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคดิ ขน้ั
สงู (Higher Order Thinking) และการประเมินตนเอง
โครงงานเปน็ การจดั การเรียนร้วู ิธีหนึ่งสง่ เสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นเรยี นด้วยการคน้ ควา้ ลงมือปฏบิ ัติจริงในลักษณะของการ
สำรวจ คน้ คว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดคน้ ผเู้ รียนจะรวบรวมข้อมูล นำมาวเิ คราะห์ ทดสอบเพื่อแกป้ ญั หาที่
ตอ้ งการค้นหาคำตอบ ผเู้ รียนจะนำความรู้จากชนั้ เรียนมาบูรณาการในการแกป้ ญั หา ค้นหาคำตอบ เปน็
กระบวนการคน้ พบนำไปสกู่ ารเรยี นรผู้ ู้เรยี นจะเกิดทักษะการทำงานกับผู้อืน่ และทักษะการจัดการ

วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน
1. เพ่อื ให้ผู้เรียนไดส้ รา้ งองคค์ วามร้ดู ้วยตนเอง
2. เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นได้พฒั นาศกั ยภาพดา้ นการคิดสร้างสรรค์ การคิดแกป้ ัญหา และการคิดข้ันสูง
3. เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นได้มโี อกาสเรียนและทำงานรว่ มกนั ไดฝ้ ึกภาวะผ้นู ำ และผู้ตาม
4. เพอ่ื จัดประสบการณ์ตรงให้ผเู้ รยี นได้นำไปใช้ในการดำรงชีวติ

ขัน้ ตอนการทำโครงงานในการเรยี นการสอน

การทำโครงงานเปน็ กิจกรรมท่ีมกี ารดำเนินงานหลายข้นั ตอน ตง้ั แตเ่ รม่ิ ตน้ จนถึงขน้ั สุดท้าย อาจสรปุ
ลำดบั ไดด้ ังนี้

1 การคิดและเลอื กหวั เร่ือง นักศกึ ษาควรคิดและเลือกหวั เร่ืองของโครงงานดว้ ยตนเองว่าอยากจะศึกษา
อะไร ทำไมจงึ อยากศึกษา หัวเรอื่ งของโครงงานมักจะได้มาจากปญั หา คำถาม หรือความอยากรเู้ กย่ี วกับ
เรอ่ื งต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชดั เจน เมื่ออา่ นชอ่ื เร่อื งแลว้ ควร
เข้าใจและรู้เรื่องวา่ โครงงานน้ีทำอะไร

2 การวางแผน เปน็ การวางแผนงานและการเขยี นเคา้ โครงของโครงงาน ซ่งึ ตอ้ งมกี ารวางแผนไว้
ลว่ งหนา้ เพ่อื ให้การดำเนินการเปน็ ไปอย่างรดั กุมและรอบคอบ ไม่สบั สน แล้วนำเสนอตอ่ ผู้สอน เพ่ือขอ
ขอ้ เสนอแนะและความเหน็ ชอบก่อนดำเนินการในขัน้ ต่อไป

3 การดำเนนิ งาน เป็นขัน้ ตอนการปฏบิ ตั ิงานตามที่ได้ระบุไว้ ผ้เู รยี นต้องพยายามทำตามแผนงานท่วี าง
ไว้ เตรียมวสั ดุอุปกรณ์และสถานทีใ่ ห้พรอ้ ม ปฏบิ ตั ิงานดว้ ยความละเอยี ดรอบคอบ คำนงึ ถึงความประหยัด
และปลอดภยั ในการทำงาน ตลอดจนการบันทึกข้อมลู ตา่ ง ๆ วา่ ได้ทำอะไรไปบ้าง ไดผ้ ลอย่างไร มีปัญหา
และข้อคดิ เหน็ อย่างไร

4 การเขยี นรายงาน คือ การเขยี นรายงานเกย่ี วกบั โครงงาน เป็นวธิ ีส่อื ความหมายวิธีหน่ึงท่ีจะให้ผู้อื่นได้
เข้าใจถึงแนวคดิ วธิ ีการดำเนินงาน ผลทไ่ี ด้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เก่ียวกับโครงงาน
น้ัน การเขยี นโครงงานควรใชภ้ าษาท่อี า่ นแลว้ เข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ท้งั หมดของ
โครงงาน

5 การนำเสนอผลงาน เป็นวิธีการทีจ่ ะทำใหผ้ ้อู ื่นได้รบั รูแ้ ละเข้าใจถงึ ผลงานนน้ั การนำเสนอผลงานอาจทำได้
หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับประเภทของโครงงาน เนือ้ หา เวลา และระดับของผูเ้ รยี น

6 การประเมนิ ผลโครงงาน เปน็ การสะท้อนความสำเรจ็ ของการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนและ
ผ้เู รยี นร่วมกนั ประเมนิ ผลวา่ กิจกรรมที่ทำไปนน้ั บรรลุตามจุดประสงคท์ ี่กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร ปญั หาและ
อุปสรรคท่ีพบคืออะไรบ้าง ไดใ้ ชว้ ธิ ีการแก้ไขอยา่ งไร ผู้เรยี นได้เรียนรอู้ ะไรบ้างจากการทำโครงงานน้ี

ขอ้ สอบ

1. เครือ่ งคอมพิวเตอรจ์ ะมวี งจรการทำงานพืน้ ฐาน 4 อย่าง (IPOS cycle) คือ
ก. รับข้อมลู ประมวลผล
ข. ประมวลผล
ค. แสดงผล
ง. ถกู ทุกขอ้

2. ความหมายของคำวา่ ข้อมลู
ก. ข้อมูล (Data) คอื ข้อเทจ็ จริงหรือเรือ่ งราวท่เี กี่ยวข้องกบั สิง่ ต่าง ๆ เชน่ คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ ฯลฯ
ข. เทคโนโลยสี ื่อสารยคุ ใหม่มีความเรว็ ในการสอื่ สารสูงขนึ้
ค. การนำระบบอัตโนมัติด้านการผลติ มาใช้ มรี ะบบบัญชี และมีโปรแกรมทท่ี ำงานเฉพาะด้านมากข้นึ
ง. สงิ่ ประดษิ ฐ์ หรอื ผลติ ภณั ฑ์ใหมๆ่

3. ฮารด์ แวร์ ประกอบด้วย 5 สว่ น คือ

ก. อุปกรณ์ส่งขอ้ มูล หนว่ ยความจำหลัก
ข. อุปกรณ์รบั ขอ้ มลู หน่วยความจำสำรอง
ค. หน่วยประมวลผลกลาง
ง. ถูกทกุ ข้อ

4. สือ่ การศึกษาท่ีแบ่งประเภทตามช่องทางการสง่ และรับสาร มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ขอ้ ใดไมถ่ กู ตอ้ ง

ก. ส่ือโสตทัศน์
ข. ส่ือมวลชน
ค. ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์และโทรคมนาคม
ง. ช่องทางการส่งและรบั สาร

5. แหลง่ เรยี นรู้ หมายถงึ
ก. แหล่งข้อมูลขา่ วสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนับสนนุ ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนใฝ่เรียน ใฝร่ ู้ แสวงหา
ความรูแ้ ละเรียนร้ดู ้วยตนเองตามอธั ยาศัย
ข. เครือข่ายการเรียนรู้สว่ นบุคคล
ค. แหลง่ การเรยี นร้ตู ามธรรมชาติ
ง. แหล่งการเรียนรู้ทีม่ นุษย์สร้างข้นึ

6. ประเภทของบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต ข้อใดไมถ่ ูกต้อง
ก. บทเรียนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตแบบรายวิชาเดียว
ข. บทเรียนบนเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตแบบสนบั สนนุ รายวิชา
ค. บทเรียนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตแบบศนู ย์การศึกษา
ง. การสรา้ งแรงจงู ใจให้กบั ผเู้ รียน
7. ข้อใดไมใ่ ชป่ ระโยชนข์ องการเรียนการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต
ก. ผูเ้ รียนสามารถเรยี นร้ไู ด้ทุกทท่ี ุกเวลา อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนทีส่ ามารเรียนรู้ไดต้ ลอด 24 ช่ัวโมง
ข. ในการเรียนนั้นไม่จำเป็นต้องเรยี นในห้องเรียนเท่านนั้ และไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งเรียนเฉพาะในเวลาเรยี นเทา่ นน้ั
ค. การเรยี นการสอนบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ เป็นการเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นที่อยูห่ ่างไกลไดเ้ รียน
ง. จดั การเรยี นการสอนตามรปู แบบที่ผ้สู อนกำหนดไว้

8. ขอ้ จำกดั ของบทเรียนบนเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็
ก. งบประมาณท่ีใชใ้ นการสร้างบทเรยี นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตค่อนข้างสงู
ข. ผเู้ รยี นไม่ทราบเทคนิควธิ กี ารในการปฏสิ ัมพันธ์กบั ผู้อนื่
ค. ความเรว็ ของอินเทอร์เน็ตบางสถานท่ีไมเ่ พยี งพอต่อการใชง้ านบทเรยี นบนเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็
ง. ถูกทกุ ขอ้

9. Learning Object คืออะไร
ก. เปน็ หน่วยการสอนขนาดเลก็ ใช้ในอเี ลิรน์ น่งิ ท่ีมีเนือ้ หาเป็นอิสระในตวั เอง
ข. ภายในเลิร์นนงิ่ ออปเจ็กต์แต่ละหนว่ ยจะมีสว่ นประกอบของไฟลด์ จิ ิทัลรูปแบบตา่ งๆรวมกันอยู่ในหนว่ ยนน้ั
ค. เปน็ ส่อื ทางการศกึ ษาที่ออกแบบและสร้างเปน็ “ก้อน”(chunks) เล็กๆด้วยวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อเพ่มิ จำนวน
สถานการณ์ของการเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าทีจ่ ะมากได้และสามารถใชท้ รัพยากรที่มีอยูเ่ พื่อวัตถุประสงคน์ ้ัน
ง. ถูกทกุ ข้อ
10. ข้อใดไมใ่ ช่ ความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ก. ช่วยในการจดั ระบบข่าวสารจำนวนมหาสารในแต่ละวัน
ข. ช่วยเพิม่ ประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ
ค. ชว่ ยในการจัดเกบ็ สารสนเทศไว้ในรูปทเ่ี รยี กใช้ไดท้ ุกครัง้ อย่างสะดวก
ง. ถกู ทุกข้อ

บรรณานกุ รม

อรรคเดช โสสองชน้ั (2565). ทมี่ า : http://school.obec.go.th/sup_br3/t_1.htm
จิตติมา กลุ ประเสรฐิ รตั น์ (2563). ([email protected])
ครรชิต มาลัยวงศ.์ กา้ วไกลไปกบั คอมพวิ เตอร์: สาระคอมพิวเตอร์ทีข่ า้ ราชการต้องรู้.
กรงุ เทพฯ: ศนู ย์เทคโนโลยอี ิเลก็ ทรอนิกส์และคอมพวิ เตอรแ์ ห่งชาติ, 2538.
ทักษิณา สวนานนท์ และฐานิศรา เกยี รตบิ ารมี. พจนานกุ รมศัพทค์ อมพิวเตอร์และ
อนิ เทอรเ์ นต็ . พมิ พ์คร้ังที่ 10. ฉบับปรับปรุงใหม่ตลอดเล่ม. กรงุ เทพฯ: ว.ี ท.ี ซ.ี
คอมมิวนิเคช่นั , 2546.“วิชาเทคโนโลยี
สารสนเทศ.” จาก:n http://www.uni.net.th/~08_2543/chap01/1.1.html 2543.
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. เอกสารการ
สอนชดุ วิชา คอมพิวเตอร์เบื้องตน้ หน่วยท่ี 1-7. พิมพ์คร้ังที่ 9. นนทบรุ ี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
2546.
รอม หิรัญพฤกษ.์ “แนวโนม้ ของเทคโนโลยีสารสนเทศในต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 21.” สารานุกรมไทยสำหรับเยา
ชน: โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว. 25 (2544):
ยืน ภู่วรวรรณ. “ไอทีกับแนวโน้มโลก.”: http://thaidet.hypermart.net/comp/tech_it.html [ม.ป.ป.].

สเุ มธ วงศ์พานิชเลิศ และนิตย์ จันทรมงั คละศรี. “สังคมสารสนเทศแหง่ ทศวรรษ
จาก: http://www.info.tdri.or.th/library/quarterly/white- pp/wb14.htm 2538.
เทคโนโลยีกบั การเรียนรู้ ทมี่ า : http://anong07.multiply.com/journal/item/2
เทคโนโลยสี ือ่ สารการศึกษา (11-15) โดย ชม ภูมภิ าคเนอ้ื หาประกอบสารนิพนธ์ "การออกแบบและสรา้ ง
เว็บไซตข์ อง รร.ชลกันยานุกูล จ.ชลบุร"ี
อ้างอิง:https://www.youtube.com/watch?v=4MPzuMgGeCI
:https://www.google.com/urlsa=i&rct=j&q=&esrc=s&source=images&cd=&ved=0ahUKEwjig7m
m25nLAhWBVZQKHdJ8D5IQjBwIBA&url=http%3A%2F%2F

www.fanmath.com%2Fwpcontent%2Fuploads%2F2012%2F06%2FDSC_2590.jpg&psig=AFQjC
NFZn4NeYCupLNBugKzL_2BgfYNGag&ust=1456723268410328
:: https://www.gotoknow.org/posts/102999


Click to View FlipBook Version